ลานธรรมเสวนา: ฐานิยปูชา 2559 - ลานธรรมเสวนา

เข้าไปดูเนื้อหา

  • (3 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • 3
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • ท่านไม่สามารถตอบกลับกระทู้นี้ได้

ฐานิยปูชา 2559 (หนังสือ) เกร็ดธรรมคำสอน หลวงพ่อพุธ ฐานิโย ให้คะแนนกระทู้: -----

#0 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11876
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 29/12/2016 - 12:02




:09: :09: :09:


รูปภาพถูกใส่ลงไปแล้ว



ฐานิยปูชา ๒๕๕๙


เกร็ดธรรมคำสอน



พระราชสังวรญาณ

(หลวงพ่อพุธ ฐานิโย)



:09:





หมายเหตุ :

1. การทยอยพิมพ์หนังสือเล่มนี้เป็นรายการต่อเนื่องในชุดหนังสือ ฐานิยปูชา นะคะ

หากท่านต้องการอ่านต่อเนื่อง...สามารถเข้าอ่านเล่มที่ผ่านมาได้ตามลิงก์ด้านล่างนี้ค่ะ


ฐานิยปูชา 2535

http://larndham.org/...%E0%B8%B2-2535/


ฐานิยปูชา 2536

http://larndham.org/...B8%B4%E0%B8%95/


ฐานิยปูชา 2537

http://larndham.org/...60&#entry778194


ฐานิยปูชา 2538

http://larndham.org/...B8%B5%E0%B8%A5/


ฐานิยปูชา 2539

http://larndham.org/...%E0%B8%B2-2539/


ฐานิยปูชา 2540

http://larndham.org/..._0&#entry785597


ฐานิยปูชา 2541

http://larndham.org/...%E0%B8%B2-2541/


ฐานิยปูชา 2542

http://larndham.org/...%E0%B8%B2-2542/


ฐานิยปูชา 2543

http://larndham.org/...%E0%B8%B2-2543/


ฐานิยปูชา 2544

http://larndham.org/...%E0%B8%B2-2544/


ฐานิยปูชา 2545

http://larndham.org/...%E0%B8%B2-2545/


ฐานิยปูชา 2546

http://larndham.org/..._0&#entry741022


ฐานิยปูชา 2547

http://larndham.org/...%E0%B8%B2-2547/


ฐานิยปูชา 2548

http://larndham.org/..._0&#entry745717


ฐานิยปูชา 2549

http://larndham.org/...%E0%B8%B2-2549/


ฐานิยปูชา 2550

http://larndham.org/...%E0%B8%B2-2550/


ฐานิยปูชา 2551

http://larndham.org/...%E0%B8%B2-2551/


ฐานิยปูชา 2552

http://larndham.org/...%E0%B8%B2-2552/


ฐานิยปูชา 2553

http://larndham.org/...%E0%B8%B2-2553/


ฐานิยปูชา 2554

http://larndham.org/...%E0%B8%B2-2554/


ฐานิยปูชา 2555

http://larndham.org/...%E0%B8%B2-2555/


ฐานิยปูชา 2556

http://larndham.org/...%E0%B8%B2-2556/


ฐานิยปูชา 2557

http://larndham.org/...%E0%B8%B2-2557/


ฐานิยปูชา 2558

http://larndham.org/...%E0%B8%B2-2558/



2. การจัดรูปแบบในการโพสต์
เภตราขอปรับการจัดย่อหน้าให้เข้ากับลักษณะการอ่านหน้าเว็บนะคะ


:33:


กราบขอบพระคุณอาจารย์ ดร.ดาราวรรณ เด่นอุดม
ท่านกรุณาให้มีการจัดส่งหนังสือหนังสือฐานิยปูชาเล่มใหม่มาให้ทุกปีค่ะ

ซึ่งท่านใดที่ต้องการหนังสือในชุดฐานิยปูชาเล่มใดก็ตาม
หรือต้องการ copy บทธรรมเทศนาไปใช้ในงานอื่นใด
กรุณาติดต่อ ดร.ดาราวรรณ เด่นอุดม ที่ วัดวะภูแก้ว ค่ะ

รายละเอียดการติดต่อดูได้จาก

http://www.thaniyo.com/


:09:

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0


  • (3 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • 3
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • ท่านไม่สามารถตอบกลับกระทู้นี้ได้

การตอบอื่นๆต่อกระทู้นี้

คำตอบก่อนหน้า: เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา -

#11 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11876
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 30/12/2016 - 13:14

:09:


ทำไมคนชั่วยังเสวยสุขอยู่


เขาเสวยสุขไปชั่วขณะหนึ่ง ที่เขาสุขอยู่ได้เพราะเขาเคยทำกรรมดีเอาไว้มาก ในเมื่อหมดกรรมดีแล้วเขาก็ต้องประสบกับปัญหาเรื่องความหายนะ

ตอนที่หลวงพ่อไปพักอยู่ที่กุฏิหลวงตาเบญ มีพวกเถ้าแก่ไปกราบหลวงตาเบญ ๔-๕ คน พอเขาไปแล้ว หลวงตาเบญพูดว่า นี่ เสี่ย... มันฆ่าคนเป็นเบือเลย แต่ไม่มีใครฆ่ามันได้

จิตใต้สำนึกของหลวงพ่อมันก็ผุดขึ้นมาว่า คนอื่นฆ่ามันไม่ได้ เดี๋ยวลูกมันจะฆ่ามัน

(ภายหลังเสี่ยคนนี้ก็ถูกลูกฆ่าตายจริงๆ ปรากฏเป็นข่าวใหญ่หน้า ๑ เมื่อหลายปีก่อน)


:09:

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#12 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11876
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 30/12/2016 - 13:25

:09:


หัวใจของชาวพุทธ


จุดยืนที่สำคัญที่สุดของชาวพุทธ คือ ให้ยึดมั่นในคุณพระรัตนตรัย คือ พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์

บทสวดมนต์ที่เป็นหัวใจของชาวพุทธ คือ พุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ เมตตาพรหมวิหาร

แผนการที่จะละความชั่ว คือ ศีล ๕ ข้อ

การสร้างความดี ก็คือฝึกสมาธิด้วยการสวดมนต์หรือบริกรรมภาวนา คือใช้สติปัญญาพิจารณา เป็นการปลุกจิตใต้สำนึกให้ตื่นขึ้นมา เราจะได้รู้สึกว่าจิตของเรามีสติรู้พร้อมอยู่ที่จิตตลอดเวลา

ความที่มีสติรู้พร้อมอยู่ที่จิตตลอดเวลา เป็นพุทธะ-ผู้รู้ เมื่อจิตมีสติสัมปชัญญะพร้อม ก็เป็นผู้แกล้วกล้าอาจหาญ สามารถเผชิญต่อเหตุการณ์ต่างๆ ได้ เมื่อเป็นเช่นนั้น ก็มีความแช่มชื่นเบิกบาน ไม่โศกเศร้า

ในสมัยปัจจุบันนี้ ขอให้เราชาวพุทธทั้งหลายจงยึดมั่นในคุณพระรัตนตรัยให้แน่วแน่ ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธองค์ ละสิ่งที่ควรละ เจริญสิ่งที่ควรเจริญ


:09:

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#13 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11876
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 31/12/2016 - 14:56

:09:


ชาวพุทธต้องพิสูจน์คำสอนของพระพุทธเจ้า


คำสอนของพระพุทธเจ้าก็เช่นเดียวกันกับนักวิทยาศาสตร์ เพราะพระองค์ได้ทดลองมาด้วยตนเองแล้ว มันเห็นผลดีผลชั่วอย่างไรแล้วพระองค์จึงนำมาสอนเรา

เพราะฉะนั้น ถึงแม้เรายังไม่รู้จริงเห็นจริงตามพระองค์ ก็เชื่อเอาไว้ก่อนจนกว่าเราจะพิสูจน์ให้รู้จริง แต่ไม่ใช่เชื่ออย่างงมงาย เรารับฟังเอาไว้ แล้วก็พยายามพิสูจน์ให้รู้ข้อเท็จจริงด้วยตนเอง อันนี้คือหลักคำสอนของพระองค์


ในเมื่อพระองค์ได้รู้แจ้งเห็นชัดอย่างนั้น จึงมาได้ความว่ามนุษย์เรานี่ ทำดีก็ได้ดี ทำชั่วก็ได้ชั่ว พระองค์จึงมาบัญญัติกฎเกณฑ์ให้คนทั้งหลายทำดี

ถ้าใครจะเอาดีกับเรา ให้รักษาศีลให้บริสุทธิ์ ถ้าใครอยากมีจิตใจมั่นคงต่อการสร้างความดี ให้บำเพ็ญสมาธิ ถ้าใครอยากจะรู้เหตุผลในสิ่งต่างๆ ก็ให้เจริญปัญญาให้แก่กล้าขึ้นจนสามารถรู้ธรรมะตามความเป็นจริง ตามกฎของธรรมชาติ

อันนี้เป็นบทบัญญัติและแนวทางปฏิบัติ


:09:

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#14 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11876
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 31/12/2016 - 15:02

:09:


ใครคือผู้ทำลายพระพุทธศาสนา


สมัยที่เขาหวั่นวิตกว่าจะมีผู้ทำลายพระพุทธศาสนา หลวงพ่อยังเคยเทศน์เลยเวลาคุยกับพระผู้ใหญ่ ผมไม่เคยกลัวว่าใครจะทำลายศาสนา ผมกลัวแต่ตัวผมเองจะเป็นผู้ทำลาย

ท่านมีเหตุผลอะไร

จะมีเหตุผลอะไรมากมายนักหนา ก็ดูแต่ในปัจจุบัน ตระกูลที่มั่งคั่งสมบูรณ์ ลูกนอกตระกูลนี่ไม่มีสิทธิจะไปทำลายของเขา หรือจะไปทำให้เขาเสื่อมเขาเจริญได้ ตระกูลจะเสื่อมหรือเจริญก็ขึ้นอยู่กับลูกผู้สืบตระกูลนั้นเอง

เพราะฉะนั้น ศาสนาพุทธของเราจะเจริญก็อยู่ที่พุทธบริษัท ๔ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา เป็นผู้จะทำให้เสื่อม ให้เจริญ

พระพุทธเจ้าท่านเทศน์เอาไว้แล้วนี่นา ท่านบอกว่า ศาสนาของเราตถาคต จะเสื่อมหรือจะเจริญ อยู่ที่พุทธบริษัท ๔ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ถ้าตราบใดที่ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ อย่าว่าแต่ ๕,๐๐๐ ปีเลย ศาสนาเราจะดำรงอยู่ชั่วกัลปาวสาน


:09:

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#15 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11876
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 31/12/2016 - 15:07

:09:


การละกิเลสเริ่มต้นที่ศีล ๕


ที่จะให้ละกิเลสได้อย่างแท้จริง รักษาศีล ๕ ให้บริสุทธิ์ถ่ายเดียว กำลังของกิเลสฝ่ายชั่วมันจะลดลงๆๆ หรือจะหมดไป

กิเลสฝ่ายชั่วจะหมดไป หมายถึงว่าเราไม่บังอาจที่จะทำความชั่วความบาปได้ทั้งในที่ลับและในที่แจ้ง จิตของเรามันมี หิริ-ความละอายบาป โอตตัปปะ-สะดุ้งกลัวต่อบาป อยู่ตลอดเวลา เมื่อเป็นเช่นนั้น มันก็ไม่กล้าทำบาปทั้งในที่ลับและในที่แจ้ง


คำว่า “ละ” หมายถึงความพยายามปรับจิตใจของเราให้มีสติสัมปชัญญะรู้เท่าทันเหตุการณ์

ในเมื่อสติสัมปชัญญะของเรามีความเข้มแข็ง รู้เท่าทันเหตุการณ์ รู้ธรรมะตามความเป็นจริง เราก็จะได้ความรู้สึกในจิตว่า ทุกสิ่งทุกอย่างเขาเป็นไปตามกฎธรรมชาติของเขา มันเป็นสิ่งที่เราไม่ควรยึดมั่นถือมั่น แล้วจิตมันก็จะค่อยคลายไปเอง


พูดถึงว่า ละ ... ละนี่มันเป็นโวหาร คือการเทศนาเท่านั้น แต่แท้ที่จริงกิเลสอยู่ในจิตในใจนี่ เราจะไปตั้งใจละเอา ละเอา เหมือนอาบน้ำฟอกสบู่ให้มันสะอาดอย่างนั้นไม่ได้

เราต้องบำเพ็ญศีล สมาธิ ปัญญา ให้มันรวมลงสู่จุด คือ สติวินโย สติเป็นผู้นำตลอดเวลา กิเลสทั้งหลายเหล่านั้นมันจึงจะหมดไปได้

ความต้องการ ความปรารถนามันก็ยังมีอยู่ แต่อาการของกิเลส โลภ โกรธ หลง อย่างไม่มีขอบเขต มันก็จะค่อยเบาลงไป หายไป ในที่สุดมันก็หมดไปเอง


:09:

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#16 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11876
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 31/12/2016 - 15:12

:09:


สมาธิที่ขาดศีล อันตราย!


การปฏิบัติสมาธิ ปฏิบัติจนสำเร็จฌานสมาบัติ มีอิทธิฤทธิ์ ดำดินบินบน ล่องหนหายตัวได้ แต่เวลาเข้าสมาธิ อยู่กันเป็น ๗ วัน ๑๕ วัน พอออกจากสมาธิมา แล้วจับอาวุธเข้ายิงกันสะบั้นหั่นแหลก

หรือบางทีฤาษีบำเพ็ญฌาน เหาะเหินมาทางอากาศ แล้วขัดใจเพียงแค่ว่าแย่งที่พักที่อาศัยกันเท่านั้น เกิดขัดใจกัน แช่งชักหักกระดูก หาเรื่องกัน แช่งกันให้หัวแตก ๗ เสี่ยง อะไรทำนองนี้ ก็เพราะสมาธิ เพราะฌาน ไม่มีศีลเป็นเครื่องประกันความปลอดภัย


เพราะฉะนั้น ผู้ปฏิบัติธรรม เพื่อจะให้บรรลุสันติสุขกันอย่างแท้จริง ต้องยึดถือศีล ๕ เป็นหลัก

เมื่อเรามีศีล ๕ กายของเราก็สงบ วาจาก็สงบ ในเมื่อกาย วาจาสงบ ก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้จิตใจสงบ


:09:

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#17 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11876
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 31/12/2016 - 15:24

:09:


โลกเป็นอารมณ์จิตของผู้ปฏิบัติ


สิ่งใดที่ปรากฏแก่เราด้วย ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ สิ่งนั้นก็คือ สภาวธรรม

สภาวธรรมทั้งหลายเป็นเรื่องของโลก

โลกเป็นอารมณ์จิตของผู้ปฏิบัติ เป็นสิ่งระลึกของสติของผู้ปฏิบัติ

สิ่งที่เป็นเครื่องหมายให้เรารู้ว่า อะไรไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ก็คือเรื่องของโลก

สิ่งที่มายั่วยุให้เราเกิดกิเลส อารมณ์พอใจ ไม่พอใจ ก็คือเรื่องของโลก

ถ้ามันไปอยู่เหนือโลกแล้ว จะมีอะไรมาประทุษร้ายจิตใจให้ผิดปกติ

เพราะฉะนั้น เราต้องทดสอบด้วยสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ ว่าจิตของเรานี่มันแน่หรือปล่า

ถ้าหากมันมองเห็นทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเรื่องของธรรมดาๆ แม้สิ่งเหล่านั้นมันจะมีอันเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร จิตของเราก็อยู่ในสภาพปกติ ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ มีแต่ปลงธรรมสังเวช ว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันมีกฎธรรมชาติของมัน จะต้องเป็นไปอย่างนี้ เราห้ามมันไม่ได้ ถ้าเข้าใจกันเสียอย่างนี้ มันก็สบาย


:09:

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#18 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11876
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 01/01/2017 - 10:15

:09:


ความคิดเป็นวิสัยของจิต


สภาวะจิตบางช่วงมันก็ชอบคิดชอบปรุง บางช่วงมันก็ไม่ชอบคิดชอบปรุง ความคิดปรุงแต่ง... ความคิด จิตมันคิดถึงสิ่งรู้ทั้งหลาย มันก็เป็นแต่เพียงอารมณ์ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์ มันเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดอารมณ์

ความคิดเป็นเรื่องธรรมดาของจิต การเห็นก็เป็นวิสัยของตา การได้ยินเป็นวิสัยของหู กลิ่นเป็นวิสัยของจมูก รสเป็นวิสัยของลิ้น สัมผัสเป็นวิสัยของกาย ความนึกคิดเป็นวิสัยของจิต

สิ่งเหล่านี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดอารมณ์ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่อารมณ์ แต่เป็นเหตุให้เกิดอารมณ์

อารมณ์คืออะไร อารมณ์ คือ ความยินดี ยินร้าย พอใจ ไม่พอใจ ชอบ ไม่ชอบ เกลียด อันนี้เป็นอารมณ์

ถ้าหากว่าจิตคิดปรุงแต่ง มันก็สักแต่ว่าคิด คิดแล้วก็ทิ้งไป คิดแล้วก็ทิ้งไป ไม่ยึดอะไรมาสร้างความเดือดร้อนให้กับตัวเอง มันก็ไม่เกิดอารมณ์


เพราะฉะนั้น ความเป็นไปของจิตนี่ บางครั้งมันก็คิดไม่หยุด อยากให้หยุด มันก็ไม่ยอมหยุด แต่บางครั้งมันก็เอาแต่หยุด อยากให้มันคิด มันก็ไม่ยอมคิด

เพราะฉะนั้น ทางปฏิบัติ ถ้าเวลามันต้องการหยุด ให้มันหยุดไป เวลามันต้องการคิด ให้มันคิดไป แต่ให้เรากำหนดสติรู้ๆๆ ไป

ถ้ามันหยุดนานเกินไป มันไม่ยอมคิด เราก็หาอุบายสร้างความคิดขึ้นมาบ้าง ฝึกให้มันเกิดพลังงาน จิตไปอยู่เฉยๆ นิ่งๆ เป็นจิตที่ไม่มีพลังงาน อย่าไปอยากได้มัน นิ่งๆ เฉยๆ ถ้าหากว่ามันคิดมากเท่าไรยิ่งดี


ถ้าอย่างสมมติว่าการเจริญวิปัสสนา เราต้องพิจารณาเบญจขันธ์ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เมื่อเราพิจารณาไป จิตมันสงบ จิตมีพลังทางสมาธิ สมาธิมั่นคง สติเข้มแข็ง มันจะทำให้จิตคิดมากขึ้นๆๆ แต่อารมณ์เก่าที่เราตั้งใจพิจารณาอยู่มันจะทิ้งหมด มันจะไปสร้างความคิดใหม่ขึ้นมา

อันนี้คือลักษณะของจิตที่เป็นสมาธิตามธรรมชาติ


เราเอาปัจจุบันเป็นหลัก แม้แต่ความเสื่อมความเจริญของสมาธิ หลวงปู่มหาบัวท่านก็ให้นัยไว้แล้ว ท่านบอกว่า ความเสื่อมความเจริญของสมาธิ มันก็เป็นแต่เพียงอารมณ์จิต

เมื่อก่อนเรามาดีใจเสียใจอยู่กับความเสื่อมความเจริญของสมาธิ มันก็ได้อยู่แค่นั้น มาภายหลังตัดปัญหา มันจะเสื่อมจะเจริญช่างมัน เราจะเอาสติตัวเดียว พอมากำหนดเอาสติตัวเดียว มันก็ดำเนินไปด้วยดี ท่านว่าอย่างนั้น

ความนึกความคิดของจิตไม่ใช่ปัญหาที่จะทำให้จิตมัวหมอง มันเป็นการบริหารจิต ทำให้จิตมีสติสัมปชัญญะเข้มแข็ง ถ้าจิตไปกำหนดรู้ความคิด อันนี้คือธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน จิตมันพิจารณาธรรมเองโดยอัตโนมัติ


แต่ถ้ามันไปนิ่งรู้อยู่ในจิตอย่างเดียว ไม่มีอาการไหวติง อันนี้เป็นจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน และพร้อมๆ กันนั้น ถ้าหากว่ากายกับจิตยังสัมพันธ์กันอยู่ สุข ทุกข์ มันเป็นสิ่งที่เกิดที่กาย จิตเขาก็ต้องรู้เอง

แต่ถ้าหากช่วงใดที่จิตมันถีบตัวออกจากร่างกายแล้ว ไม่เกี่ยวข้องกับร่างกาย ตอนนั้น สุข ทุกข์ มันไม่มี แม้อาการแห่งความคิดอย่างสามัญธรรมดาก็ไม่มี

แต่ในช่วงนั้นมันอาจสามารถรู้เห็นทุกสิ่งทุกอย่างได้ แต่มันคิดไม่เป็น รู้แล้วมันก็บันทึกข้อมูลไว้พร้อมหมด พอมันย้อนกลับมาสัมพันธ์กับกายอีกทีหนึ่ง มันจึงจะเกิดปัญญาค้นคิดพิจารณาของมันไปเอง การพิจารณาของมันก็คือความคิดนั่นเอง


:09:

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#19 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11876
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 01/01/2017 - 12:06

:09:


ทำความเข้าใจกับ ‘พุทโธ’


นักปฏิบัติสมาธิในเมืองไทยยังเถียงกันอยู่

- สมาธิขั้นสมถะไม่มีภูมิความรู้

- ภาวนาพุทโธได้แต่สมถะ ไม่ถึงวิปัสสนา

บางคนก็ประกาศว่า อย่าไปเสียเวลาภาวนาพุทโธเลย

ทีนี้ คำว่า “พุทโธ” ตัวเองก็ไม่เข้าใจ


“พุทโธ” ไม่ต้องภาวนาเราก็มีอยู่แล้ว ในเวลาเราตั้งใจจะเขียนหนังสือนี่ สังเกตดู เราตั้งใจจะเขียนหนังสือ สติของเราจดจ่ออยู่ที่จิต แล้วจิตก็ไปควบคุมมือให้ลากเส้นไปตามที่เราต้องการ

ในเมื่อจิตมีสติรู้ตัวอยู่ตลอดเวลา จิตมีสติ นั่นแหละคือ พุทโธ ผู้รู้ ไม่ต้องไปแหกปากตะโกนเรียก พุทโธ ก็ได้ เมื่อจิตมีสติรู้ตัวอยู่ทุกขณะจิต นั่นแหละคือพุทโธเกิดขึ้นที่จิตแล้ว


“พุทโธ” นี่ เราภาวนาไว้เฉพาะเวลาจิตของเรายังคิดไม่เป็น ในขณะที่จิตของเรายังไม่มีความคิด เราก็ภาวนาพุทโธไว้เพื่อกระตุ้นให้มันเกิดความคิด

หลักของหลวงพ่อนี่ให้ไว้ว่า ทีแรกเราอาจจะตั้งใจกำหนดลมหายใจ บางทีจิตมันว่าง มันไม่เอาลมหายใจ บางทีมันเกิดความคิด เราปล่อยให้จิตของเราเดินอยู่ที่ลมหายใจ ความคิด ความว่าง วนเวียนอยู่นี่ ธรรมชาติของจิต ถ้ามีสิ่งรู้ สติมีสิ่งระลึก มันจะเพิ่มพลังงานมากขึ้น

ทีนี้พุทโธที่เราบริกรรมภาวนาอยู่ มันก็คือความคิด ในเมื่อจิตทิ้งพุทโธไปคิดอย่างอื่น ก็คือความคิด

เราภาวนา พุทโธ ยุบหนอ-พองหนอ สัมมาอรหัง ในขณะเดียวกัน เราทำงาน ๒ อย่างไปพร้อมกัน

๑. เอาคำว่า พุทโธ สัมมาอรหัง ยุบหนอ-พองหนอ มาป้อนให้กับจิต

๒. เราจะต้องเอาสติควบคุมจิตให้นึกอยู่กับสิ่งที่เราต้องการ มันทำงาน ๒ อย่างพร้อมกันไป

แต่ถ้าหากว่าจิตของเราทิ้ง ๓ อย่างนี่ มันไปเกิดความคิดขึ้นมาเอง หน้าที่ของเรามีเหลืออย่างเดียว คือกำหนดสติตามรู้มันไปตลอด


ข้อนี้เราสังเกตได้ง่าย ถ้าจิตมันคิดขึ้นมาพั้บ เรากำหนดรู้ ถ้าจิตยังไม่มีพลัง เขาจะหยุดคิดทันที เราต้องกำหนดไปจนกระทั่งเขาไม่ยอมหยุด ในเมื่อหยุดแล้วมันก็ว่าง ปล่อยให้ว่าง คิด ปล่อยให้คิด ว่างปล่อยให้ว่าง สลับกันไปอย่างนี้

จนกระทั่งรู้สึกว่าจิตคิดขึ้นมา เรากำหนดรู้ ถ้าไม่ยอมหยุด จะให้หยุดก็ไม่ยอมหยุด นั่นแสดงว่าจิตของเรามีพลังงาน ปล่อยไปตามธรรมชาติไปเลย เราเอาสติตัวเดียวรู้ว่าเรามีความคิดเท่านั้นเอง แต่อย่าไปช่วยมันคิดนะ ให้มันคิดของมันเอง


“พุทโธ” ที่มาท่องมาเถียงกันอยู่นี่ คือ “พุทโธ” คำพูดต่างหาก แต่ “พุทโธ” ตัวจริงนี่คือจิต รู้ ตื่น เบิกบาน เพราะมีสติสัมปชัญญะ

“พุทโธ ก็คือ จิตรู้ตัวอยู่นั่นแหละ จิตมีสติสัมปชัญญะ รู้ตัวอยู่ตลอดเวลานั่นแหละคือ พุทโธ-ผู้รู้ พุทโธ-ผู้ตื่น พุทโธ-ผู้เบิกบาน


:09:

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#20 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11876
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 01/01/2017 - 12:16

:09:


สติวินโยคือศูนย์รวมของมรรค ๘


จุดรวมของมรรค ๘ อยู่ที่ สติวินโย เรามีสติเป็นผู้นำ สติทำให้เรารู้สึกสำนึกผิดชอบชั่วดี ความรู้สึกสำนึกผิดชอบชั่วดี คือสัมมาทิฏฐิ

ในเมื่อเราดำริจะทำ จะพูด จะคิดอะไร เราพิจารณาถึงความถูกต้อง ความถูกต้องในการทำ การพูด การคิด ไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน ไม่ทำให้ตัวเองต้องเดือดร้อน เป็นสัมมาสังกัปปะ

สัมมาวายามะ หมายถึง การทำ การพูด ที่แสดงออก เรียกว่าความเพียรชอบ การทำก็ดี การพูดก็ดี การคิดก็ดี เป็นไปในทางที่ชอบ ที่ถูก ที่ควร ความพากเพียรพยายามอันใดไม่ผิดศีล ๕ ข้อใดข้อหนึ่ง อันนั้นได้ชื่อว่าความเพียรชอบ

สัมมาอาชีวะ การเลี้ยงชีวิตชอบ หมายถึงการประกอบการทำมาหาเลี้ยงชีพ อะไรเป็นเครื่องตัดสินว่าของเรามันชอบ มันถูกต้อง ...ศีล ๕ เป็นหลักตัดสิน

สัมมาสติ ระลึกชอบ ระลึกไปในทางดำเนินวิถีชีวิตไปตามทำนองคลองธรรมที่ถูกต้องด้วยศีลและกฎหมายปกครองบ้านเมือง

สัมมาสมาธิ ตั้งใจชอบ ก็คือตั้งใจว่าเราจะสร้างความดีถ่ายเดียว

อันนี้เป็นการดำริ หมายถึงกิริยาอาการที่แสดงออก

ในเมื่อพูดถึงส่วนรวม เราฝึกสติให้มีความเข้มแข็ง ให้มีสติเป็นผู้นำจิตของเราตลอดเวลา เมื่อเรามีสติเป็นผู้นำตลอดเวลา เราแสดงออกทางกาย ทางวาจา มันก็เต็มไปด้วยความรู้สึกสำนึกผิดชอบชั่วดี ก็ได้ชื่อว่าดำเนินตามทางอริยมรรค


:09:

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#21 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11876
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 01/01/2017 - 12:23

:09:


หนึ่งคำ สองความหมาย


วิญญาณมี ๒ ประเภท

วิญญาณในเบญจขันธ์
หมายถึงวิญญาณที่รับรู้สิ่งต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ

วิญญาณตัวที่ไปผุดไปเกิด คือ ปฏิสนธิวิญญาณ ที่เรียกว่าวิญญาณ เพราะเขารู้จักไปผุดไปเกิดในภพภูมิต่างๆ ซึ่งเป็นไปตามกฎของกรรม


แม้แต่คำว่า ทุกข์ ก็มีความหมาย ๒ อย่าง

ทุกสิ่งทุกอย่างมันทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ ต้องมีการสึกกร่อนหรือสลายตัว อันนี้เรียกว่า ทุกข์ในพระไตรลักษณ์

ทุกข์ในพระไตรลักษณ์นี่ ใครจะรู้ก็ตาม ไม่รู้ก็ตาม เขามีอันเป็นไปของเขาอยู่อย่างนั้น

ทีนี้ ทุกขอริยสัจ ทุกขัง อริยสัจจัง ที่ว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้ มันหมายถึงทุกข์ที่เกิดกับใจโดยตรง แต่นักเทศน์นักธรรมทั้งหลาย เมื่อกล่าวถึงทุกข์แล้ว ตีขลุมเป็นอันเดียวกันหมด

เพราะฉะนั้น ทุกข์ในพระไตรลักษณ์ หมายถึงความเสื่อมโทรมของทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ว่าทุกข์ในอริยสัจ หมายถึงทุกข์ใจอย่างเดียว

ตราบใดที่เรายังมีความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งต่างๆ ทุกข์ก็ไม่สามารถจะดับได้ แต่ถ้าจิตของเราหมดความยึดมั่นถือมั่น ทุกสิ่งทุกอย่างมันก็ดับหมด มันสักแต่ว่าเป็นกิริยาที่ยังเหลืออยู่


:09:

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#22 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11876
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 01/01/2017 - 12:49

:09:


สมาธิภาคปฏิบัตินับขั้นตอนตามตำราไม่ได้

ใครมาถามเรื่องสมาธิ ญาณขั้นนั้น ฌานขั้นนี้

โอ๊ย! อย่ามาพูดเรื่องญาณ เรื่องฌานเลย ฉันไม่เคยนับมันหรอก

เวลาจิตมันเป็นไปจริงๆ นี่ มันไม่ได้บอกว่าฉันอยู่สมาธิขั้นนี้ ญาณขั้นนี้ ฌานขั้นนี้ มันก็ไปตามครรลองของมัน


สมาธิที่เป็นไปตามหลักของธรรมชาติ มันไปของมันเอง พอจิตสงบลง พอรู้สึกว่าเป็นสมาธิเท่านั้น สัญญาเจตนาจะไปควบคุมจิตให้เป็นไปอย่างไรนี่มันหมดไปแล้ว

หลังจากนั้นจิตมันจะไปอย่างไร มันปฏิวัติตัวไปเอง มันจะไปทางสงบนิ่งๆๆๆ ไปจนกระทั่งร่างกายตัวตนหาย มันก็เป็นเองของมัน มันจะเกิดความรู้ความคิดขึ้นมา มันก็เป็นเองของมัน เราไม่ได้ตกแต่ง


แม้แต่ในพุทธประวัติ หลวงพ่อก็ยังเข้าใจว่าเขียนผิด

พระพุทธเจ้าเข้าสมาธิ ทำจิตให้บริสุทธิ์ผุดผ่อง น้อมไปพิจารณาเรื่องปุพเพนิวาสานุสสติญาณ... ถ้าหากว่ายังน้อมไปได้อยู่ มันก็ไม่ใช่สมาธิ เป็นแค่เพียงความสงบที่เราฝึกจนคล่อง ชำนิชำนาญเท่านั้น

แต่ความจริงพระพุทธเจ้าท่านไม่ได้น้อมจิตของท่านไปไหน พอท่านตรัสรู้เป็นโลกวิทูผู้รู้แจ้งโลกในขณะที่จิตอยู่ในสมถกรรมฐาน พอจิตถอนออกมา สัมพันธ์กับร่างกายพั้บ มันเกิดความคิดขึ้นมา แล้วก็พิจารณาไปตามสิ่งที่รู้เห็น


จิตของคนเรานี่ ในขณะที่มันไปสู่จุดที่ไม่มีร่างกายตัวตน มีแต่จิตสว่างอยู่ดวงเดียว มันสามารถรู้เห็นทุกสิ่งทุกอย่างได้ แต่มันคิดไม่เป็น สักแต่ว่ารู้ สักแต่ว่าเห็น เหมือนแสงสว่างของดวงอาทิตย์มากระทบสิ่งต่างๆ ที่อยู่ภายใต้ดวงอาทิตย์เท่านั้น

แต่ว่าธรรมชาติของจิตนี่ ถ้าสัมผัสรู้สิ่งใด มันจะบันทึกข้อมูลต่างๆ เอาไว้หมด เมื่อมันถอนออกมาจากสมาธิขั้นละเอียดแล้ว พอสัมพันธ์กับร่างกายพั้บ มันอาศัยประสาททางสมองเกิดความคิดขึ้นมา

เพราะสิ่งที่รู้เห็นอย่างเด่นชัดแล้ว มันไม่คิดไปไหน มันก็ไปคิดทบทวนสิ่งที่รู้ที่เห็นนั่นแหละ อันนั้นคืออะไร อันนี้คืออะไร มันก็ว่าไปตามเรื่องของมัน

ในตอนที่มันรู้เห็นเฉยๆ ไม่มีความคิด เพราะมันไม่มีเครื่องมือ เครื่องมือที่จะทำให้เกิดความคิดคือประสาททางสมอง ทีนี้ ในขณะนั้นมันทิ้งหายไปหมดแล้ว สมองมันก็ไม่มี มันก็คิดไม่เป็น แต่เมื่อมันกลับมาสัมพันธ์กับสมองแล้ว มันเกิดความคิดขึ้นมา

ข้อเท็จจริงที่มันปรากฏ มันเป็นอย่างนั้น


:09:

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#23 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11876
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 02/01/2017 - 13:22

:09:


วิธีปลุกจิตใต้สำนึกให้ตื่น


การปฏิบัติสมาธินี่ ขอให้เราทำความเข้าใจอย่างนี้ คนเราทุกคนเกิดมา มีฤทธิ์ มีสมาธิ มีอิทธิพล มีอำนาจอยู่ในตัว แต่ในเมื่อเรายังไม่ได้มีการปฏิบัติเพื่อขุดคุ้ยให้มันตื่นขึ้นมา มันก็ยังอยู่ในจิตใต้สำนึก

เพราะฉะนั้น การปฏิบัติสมาธิจึงเป็นการปลุกจิตใต้สำนึกให้ตื่นขึ้นมา

เมื่อเราสามารถปลุกจิตใต้สำนึกให้ตื่นขึ้นมา เราจะรู้สึกว่าจิตของเรามีสติ เตรียมรู้พร้อมอยู่ในจิตทุกขณะจิต อันนี้จิตใต้สำนึกมันตื่นขึ้นมาแล้ว

เมื่อจิตใต้สำนึกตื่นขึ้นมาเต็มที่ ฤทธิ์ อิทธิพล และอำนาจที่มีอยู่ในตัว มันก็ผุดขึ้นมาพร้อมกับจิตใต้สำนึก

อันนี้ขอให้ท่านทั้งหลายพึงทำความเข้าใจไว้อย่างนี้

หลักการปฏิบัติสมาธิเพื่อปลุกจิตใต้สำนึกให้มันตื่นขึ้นมา จะขอพูดในหลักใหญ่ๆ ๓ ประการ

หลักที่ ๑ บริกรรมภาวนา

หลักที่ ๒ ใช้สติปัญญาพิจารณาตามสัญญาที่เราเรียนมา

หลักที่ ๓ กำหนดสติตามรู้อารมณ์จิต ยืน เดิน นั่ง นอน รับประทาน ดื่ม ทำ พูด คิด เป็นอารมณ์จิต เรากำหนดสติตามรู้ ได้ชื่อว่าเป็นการปฏิบัติสมาธิ


:09:

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#24 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11876
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 02/01/2017 - 13:29

:09:


สวดมนต์และนั่งสมาธิเป็นเรื่องเดียวกัน


พุทธบริษัทของเราทั้งหลายยังพากันเข้าใจผิด เข้าใจผิดอะไร เข้าใจผิดว่าสวดมนต์ก็เรื่องหนึ่ง ปฏิบัติสมาธิก็อีกเรื่องหนึ่ง อันนี้เป็นการเข้าใจผิด

การปฏิบัติสมาธิคือทำจิตให้มีสิ่งรู้ สติมีสิ่งระลึก จะเป็นอะไรก็ได้

เมื่อเป็นเช่นนั้น เมื่อเราหยิบดอกไม้ปักลงไปในแจกัน เรามีสติ เราก็ได้ชื่อว่าปฏิบัติสมาธิ

เอาเทียนไปติดเชิงเทียน แล้วจุดบูชา จุดธูปบูชา กราบพระลงไปด้วยความมีสติ ก็คือการปฏิบัติสมาธิ

เมื่อเรามากล่าวสรรเสริญคุณของพระพุทธเจ้า อรหังสัมมา... สวากขาโต... สุปฏิปันโน... เจริญพุทธคุณ ธรรมคุณ ที่เรียกว่าสวดมนต์ทำวัตรเช้า-วัตรเย็น นั่นแหละอันนั้นก็คือการปฏิบัติสมาธิ เพราะสิ่งนั้นก็เป็นอารมณ์สิ่งรู้ของจิต สิ่งระลึกของสติของผู้ปฏิบัติ

เพราะฉะนั้นอย่าไปเข้าใจผิด บางท่านนั่งสวดมนต์ รีบสวดๆๆ สวดเอาๆๆ จะรีบสวดให้มันจบ แล้วจะได้ไปรีบนั่งสมาธิ เป็นการเข้าใจผิด

เพราะฉะนั้น สวดมนต์ก็ดี ทำอะไรก็ดี ที่เรามีสติจดจ่อรู้อยู่กับสิ่งๆ นั้น เป็นการปฏิบัติสมาธิทั้งนั้น


:09:

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#25 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11876
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 02/01/2017 - 13:34

:09:


คำบริกรรมทุกแบบมีค่าเท่ากัน


หลักของการบริกรรมภาวนาที่เราใช้กัน สอนกันอยู่ในปัจจุบันนี้ บริกรรมภาวนา พุทโธ สัมมาอรหัง ยุบหนอ-พองหนอ ๓ อย่างนี้เป็นบริกรรมภาวนา

การบริกรรมภาวนาเพื่อยังจิตให้มาติดอยู่ในสิ่งๆ เดียว คือบริกรรมภาวนา แล้วมันจะได้ละวางสิ่งต่างๆ ที่มันวุ่นวาย

เมื่อจิตมาติดอยู่กับคำบริกรรมภาวนาอย่างแน่วแน่ เราก็จะรู้สึกว่า กายเบา จิตก็เบา เพราะจิตของเราวางภาระแล้ว มาเอา พุทโธ หรือสัมมาอรหัง ยุบหนอ-พองหนอ เพียงคำเดียว

ก็เหมือนกับเราถือของสิ่งเดียว นอกจากมันจะไม่หนักมือแล้ว มันยังไม่พะรุงพะรัง


การบริกรรมภาวนานี่ พุทโธ สัมมาอรหัง ยุบหนอ-พองหนอ มีค่าเท่ากัน อย่าไปเข้าใจผิดว่า ภาวนาพุทโธดี ภาวนายุบหนอ-พองหนอดี สัมมาอรหังดี หรืออันอื่นๆ นอกเหนือไปจากนี้ไม่ดี อะไรทำนองนี้ อย่าไปเข้าใจผิด

คำบริกรรมภาวนาเป็นเพียงสื่อนำจิตให้เข้าไปสู่ความสงบ

เมื่อจิตสงบนิ่งว่างลงไป คำบริกรรมภาวนา ๓ คำนี้ จิตเขาจะทิ้งไปหมด ยังเหลือแต่ความว่างอย่างเดียว

ถ้าผู้ปฏิบัติปล่อยให้จิตของตัวว่างอยู่อย่างนั้น ไม่ได้ไปทักไปท้วงมัน ปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติของมัน เมื่อจิตว่างลง ปล่อยวางอารมณ์ทั้งปวง แสดงว่าจิตของเรากำลังก้าวไปสู่ความเป็นอิสระ ไม่ต้องพึ่งพาอาศัยสิ่งใด


:09:

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#26 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11876
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 02/01/2017 - 13:43

:09:


จิตว่างแล้วสร้างนิมิต


พอหลังจากที่จิตว่างแล้ว จิตเพิ่มพลังงานมากขึ้น ทางไปของเขามีอยู่ ๓ ทาง


ทางหนึ่ง ถ้าพุ่งออกไปข้างหน้า จะเกิดมโนภาพ ซึ่งเรียกว่านิมิต เมื่อนิมิตเกิดขึ้น นิมิตนั้นก็มีลักษณะเหมือนกับการที่เรานอนหลับแล้วฝันไป แต่นิมิตที่เกิดจากสมาธิมันแน่นอนกว่าการนอนหลับฝันอย่างธรรมดา

เมื่อจิตไปเห็นนิมิตอย่างนั้น ถ้าเราสามารถประคับประคองจิตของเราให้หยุดอยู่ในสภาพปกติ ไม่เอะใจ ไม่ตกใจ แล้วก็ไม่สร้างความคิดอะไรขึ้นมา กำหนดสติรู้จิตอย่างเดียว

เพราะว่านิมิตนั้นเป็นสิ่งที่จิตของเราสร้างขึ้น เมื่อเรากำหนดสติรู้เพียงอย่างเดียว จิตของเราก็จะระงับแน่วแน่ดิ่งลงๆๆ เป็นสมาธิที่มั่นคง ภาพนิมิตก็จะชัดเจนขึ้น แต่เป็นภาพนิ่งไม่ไหวติง


ถ้าท่านผู้ใดปฏิบัติได้นิมิตตามที่กล่าวนี้ สมาธิเป็นสมถกรรมฐาน นิมิตเป็นอุคคหนิมิต เพราะนิมิตนิ่งอยู่อย่างเดียว ไม่ไหวติง

เมื่อสมถะมีพลังเข้มแข็งขึ้น จิตของเราสามารถจะปฏิรูปภาพนิมิตนั้นให้มีอันเป็นไปต่างๆ บางทีย่อเล็กลง บางทีขยายใหญ่ขึ้น บางทีก็สลายตัวไป บางทีเนื้อหนังของนิมิตพังไปเหลือแต่โครงกระดูก โครงกระดูกแหลกละเอียดจมหายไปในแผ่นดิน

ถ้าจิตของนักปฏิบัติเป็นเช่นนี้ สมาธิเป็นสมาธิในวิปัสสนา นิมิตเป็นปฏิภาคนิมิต เพราะจิตสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงขึ้นมาได้


ในเมื่อผู้ปฏิบัติมีสติสัมปชัญญะกำหนดรู้อยู่ตลอดไป จิตของเขาจะสงบละเอียดๆๆ ขึ้นทุกที จนกระทั่งถึงจุดที่ว่าร่างกายตัวตนหายไป นิมิตที่มองเห็นก็หายไป หรือบางทีอาจจะมองเห็นตัวเองนอนตายเหยียดยาว แล้วก็เน่าเปื่อยผุพังสลายตัวไป

ในขณะที่จิตมันรู้เห็นอยู่นั้น มันมีแต่นิ่งอย่างเดียว เพราะสมาธิที่เป็นไปโดยธรรมชาติแล้ว ผู้ปฏิบัติจะไม่มีสัญญาเจตนาที่จะไปนึกไปคิดอะไรทั้งสิ้น ถ้าสมาธิอันใดที่ผู้ปฏิบัติยังคิดอย่างนั้น คิดอย่างนี้ได้อยู่ อันนั้นมันยังไม่ใช่สมาธิ เป็นแต่เพียงความสงบ

ถ้าลงได้มีสมาธิอย่างแน่วแน่แล้ว สัญญาเจตนาจะประคับประคองจิตไปอย่างไรนั้นมันไม่มีในความรู้สึกของเรา มีแต่จิตจะปฏิวัติตัวไปเองของมัน

อันนี้ทางหนึ่งที่จิตของนักปฏิบัติจะพึงเป็นไป


:09:

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#27 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11876
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 02/01/2017 - 13:48

:09:


จิตสว่างไสวครอบกาย


เมื่อจิตว่าง จิตวิ่งเข้าจับลมหายใจ เดินตามลมหายใจ ออก-เข้า ออก-เข้า ในที่สุดจิตสงบละเอียดแน่วแน่ลงไป วิ่งตามลมหายใจ มาสงบสว่างในท่ามกลางของร่างกาย สามารถแผ่รัศมีออกมาครอบกายทั้งหมด จะมองเห็นความสว่างไสวรอบกาย

จิตดวงนี้สามารถที่จะมองเห็นอวัยวะภายใน ซึ่งเรียกว่า อาการ ๓๒ ตั้งแต่ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เป็นต้น จะรู้สึกว่าในตัวของเรานี่สว่างไสวไปหมด เพราะจิตไปอยู่ในท่ามกลาง แล้วมันก็พุ่งแสงออกมารอบๆ

จนกระทั่งจิตสงบละเอียดลงไป ร่างกายหายไป ยังเหลือแต่จิตดวงเดียว นิ่งสว่างไสวอยู่ บางทีมีร่างกายปรากฏขึ้นมาให้จิตมองเห็นในลักษณะแห่งความตาย แล้วก็เน่าเปื่อยผุพังสลายตัวไปหมด อันนี้คือความเป็นไปของจิตในทางที่สอง


ทางที่หนึ่ง ทางที่สองนี้ มีลักษณะแม้นเหมือนกัน แต่ส่วนใหญ่จะเน้นหนักไปในทางสมถกรรมฐาน อันนี้คือทางผ่านของจิต


:09:

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#28 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11876
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 04/01/2017 - 14:35

:09:


เดินหน้าต่อสู่วิปัสสนาญาณ


เมื่อจิตมองเห็นความตายอย่างชัดเจน เมื่อเขาถอนจากสมาธิมาแล้ว เขารู้สึกว่ามีกาย เขาจะเกิดความรู้สึกขึ้นมาว่า นี่แหละคือการตาย ตายแล้วมันต้องขึ้นอืด เน่าเปื่อย ผุพัง เป็นของปฏิกูลน่าเกลียด ก็ได้อสุภกรรมฐาน

ในที่สุดสลายตัวไป เป็น ดิน น้ำ ลม ไฟ ได้ธาตุกรรมฐาน

ในเมื่อมองเห็นกระดูก โครงกระดูก ได้อัฐิกรรมฐาน

ในเมื่อจิตมารู้ชัดเห็นแจ้งว่า ร่างกายของเรานี่ มีแต่ธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ มันจะรู้ต่อไปว่า ไหนเล่า สัตว์ บุคคล ตัวตน เราเขา มีที่ไหน

นั่งสมาธิทีเดียวได้ทั้งสมถะ ได้ทั้งวิปัสสนา


ความหมายของสมถะและวิปัสสนา

จิตสงบ นิ่ง ไม่ไหวติง เป็นสมถะ

ความรู้ว่า นี่ความสงบ นี่สมาธิ นี่ปีติ นี่ความสุข คือวิปัสสนา

มันอาศัยอยู่ในอันเดียวกันนั่นแหละ อย่าไปแยกให้มันลำบากนัก

อันนี้เป็นทางที่สองของจิตที่จะเป็นไปตามหลักของธรรมชาติ


:09:

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#29 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11876
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 04/01/2017 - 15:02

:09:


เข้าสู่ปัญญาในสมาธิ


พอจิตสงบลงไปแล้ว มันมาจ่ออยู่ที่จิต มันไม่ไปไหนแล้ว สติสัมปชัญญะมันมาจ้องมองอยู่ที่จิต

ในบางครั้งจิตอยู่นิ่งๆ เขาก็จะรู้ตัวว่าเขานิ่ง พอนิ่งแล้วก็จะเกิดความคิดขึ้นมา ความคิดอันนี้ มันคิดขึ้นมาเองโดยที่เราไม่ได้ตั้งใจ เรียกว่าภูมิความรู้มันผุดขึ้นมา

ทีนี้ความคิดอันนั้นมันก็ไม่ได้เป็นเรื่องเป็นราว มันกระโดดไปโน่นกระโดดไปนี่ เราผูกลิงเอาไว้ดูเล่นอย่างไร จิตของคนเรา ทั้งสมาธิ ทั้งนอกสมาธิ ก็มีลักษณะอย่างเดียวกัน


เมื่อเป็นเช่นนั้น มันเป็นปัญญาในสมาธิได้อย่างไร

ได้ตรงที่ว่า เมื่อจิตเกิดคิดขึ้นมาปั๊บ สติมันมาจ่อปั๊บ คิดปั๊บ-รู้ปั๊บ คิดปั๊บ-รู้ปั๊บ มันตามกันไปอย่างนี้

สติสัมปชัญญะที่รู้ทันความคิดอ่านหรือการกระทำของตัวเองนั่นแหละ เรียกว่า สมาธิวิปัสสนา หรือปัญญาในสมาธิ


:09:

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#30 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11876
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 05/01/2017 - 12:00

:09:


สมถะ-วิปัสสนา อาศัยซึ่งกันและกัน


แนวทางปฏิบัติที่เราควรจะยึดเป็นหลัก มีอยู่ ๒ อย่าง มีในคัมภีร์ที่กล่าวว่าสมาธิหรือฌาน มีอยู่ ๒ อย่าง

อย่างที่ ๑ อารัมมณูปนิชฌาน จิตสงบแล้วนิ่งรู้อยู่ในสิ่งเดียว ความรู้อื่นไม่เกิดขึ้น จิตสงบละเอียดๆ ลงไป จนกระทั่งร่างกายตัวตนหาย อันนี้เป็นสมาธิในฌานสมาบัติ

ถ้าหากจิตของท่านผู้ใดมาจมอยู่ในสมาบัติ ก็ติดอยู่เพียงแค่สมาบัติ วิธีแก้ก็คือฝึกสติ

พอออกจากสมาธิลึกๆ มาแล้ว ก็มาอยู่ในเรื่องชีวิตประจำวัน ฝึกสติ ให้มันรู้อยู่กับการยืน เดิน นั่ง นอน รับประทาน ดื่ม ทำ พูด คิด มันจะทำให้เราเกิดความคิดอ่านขึ้นมา สมาธิที่จิตไปรู้ในสิ่งๆ เดียว เป็น อารัมมณูปนิชฌาน เป็นฌานสมาบัติ


สมาธิอีกอันหนึ่ง พอจิตสงบ นิ่ง ว่างลงไป ความคิดมันผุดขึ้นๆ อย่างกับน้ำพุ แล้วสติสัมปชัญญะเขาจะตามรู้ๆๆ ไปทุกระยะ

จนกระทั่งไปถึงจุดๆ หนึ่ง จิตจะหยุดนิ่งพั้บลงไป สว่างไสว สภาวะทั้งหลายอันเป็นอารมณ์มันจะมาวนรอบจิตอยู่ตลอดเวลา แต่จิตไม่ได้หวั่นไหวต่อเหตุการณ์นั้นๆ


อันนี้ไปปรากฏกับจิตของหลวงปู่มั่น ในเมื่อท่านรู้เห็นขึ้นมาแล้ว ท่านจึงบัญญัติศัพท์ของท่านว่า ฐีติภูตัง ฐีติ-จิตตั้งมั่น นิ่งเด่น สว่างไสว ภูตัง-สภาวธรรมทั้งหลายเกิดดับให้จิตรู้เห็นอยู่ตลอดเวลา แต่จิตหาได้หวั่นไหวไม่

อันนี้คือผลที่จะพึงเกิดจากการบริกรรมภาวนา พุทโธ สัมมาอรหัง ยุบหนอ-พองหนอ


ในอีกอันหนึ่ง ท่านเรียกว่า เจริญวิปัสสนา การเจริญวิปัสสนานี่ ยังมีหลายท่านเข้าใจผิด บางท่านบอกว่าทำสมาธิให้ได้อุปจารสมาธิ ได้อัปปนา แล้วก็ถอนจิตออกมาอยู่ในระหว่างอุปจาระ น้อมจิตไปพิจารณา

ทีนี้ถ้าหากว่าสมาธิมันเกิดขึ้นมาเอง มันเป็นเองโดยอัตโนมัติ เราไม่มีสัญญาเจตนาที่จะถอนจิตไปมาอย่างไรได้ หรือไม่สามารถที่จะน้อมจิตไปพิจารณาอะไร นอกจากจิตจะเป็นไปเองของเขา

เพราะฉะนั้น การพิจารณาจะพิจารณาอาการ ๓๒ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก ซึ่งเรียกว่า กายคตาสติก็ตาม พิจารณาธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ ก็ตาม พิจารณา อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็ตาม พิจารณา รูป-นาม ก็ตาม

เราพิจารณาไปจนกระทั่งจิตสงบเป็นสมาธิ เมื่อจิตสงบเป็นสมาธิแล้ว จิตเขาจะปฏิวัติตัวไปเองโดยอัตโนมัติ เขาจะไปแบบไหนอย่างไรก็ตาม อันนี้ก็เป็นหลักของการพิจารณา

ทั้งบริกรรมภาวนา ทั้งการพิจารณา เป็นแนวทางที่จะทำจิตให้สงบเป็นสมาธิ เมื่อจิตเป็นสมาธิตามหลักธรรมชาติแล้ว เขาจะปฏิวัติตัวไปเอง เขาจะมีแนวโน้มไปทางไหน เขาจะเป็นไปเองของเขา ขอให้ญาติโยมทั้งหลายพึงทำความเข้าใจดังนี้


เรามีหลักฐานที่จะยืนยันในเรื่อง ราธพราหมณ์ ธรรมบทขุททกนิกาย ตอนแก้อรรถกถา ท่านจารึกไว้ว่า ฌานมี ๒ อย่าง

อารัมมณูปนิชฌาน หมายถึงการที่จิตรู้ในสิ่งๆ เดียว เป็นฌานสมาบัติ

ลักขณูปนิชฌาน จิตสงบแล้วเกิดภูมิความรู้ขึ้นมา เกิดขึ้นมาอย่างที่เรารั้งไม่อยู่

ทีนี้คำว่าสมถะก็ดี วิปัสสนาก็ดี เป็นชื่อของการปฏิบัติ ใครปฏิบัติด้วยการบริกรรมภาวนา เพ่งกสิณ เรียกว่าปฏิบัติตามแบบสมถะ

ใครใช้สติปัญญาพิจารณาสภาวธรรมจนกระทั่งจิตสงบ หรือทำสติตามรู้อารมณ์จิตตลอดเวลา ก็ได้ชื่อว่าเป็นการปฏิบัติวิปัสสนา

ทั้งสองอย่างนี้อาศัยซึ่งกันและกัน

ถ้าสมาธิไม่มี สมถะไม่มี ก็ไม่มีฌาน

ฌานไม่มี ไม่มีญาณ

ฌานไม่มี ไม่มีปัญญา

ปัญญาไม่มี ไม่มีวิชชา ความรู้แจ้งเห็นจริง


:09:

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



คำตอบต่อไป: เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา -
  • (3 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • 3
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • ท่านไม่สามารถตอบกลับกระทู้นี้ได้

1 ผู้ใช้กำลังอ่านกระทู้นี้
0 สมาชิก, 1 ผู้เยี่ยมชม, 0 ผู้ใช้ที่ไม่ระบุชื่อ