หน้า 1 จาก 1
กรรมฐาน ทำยังไงครับ อ่านวิธีที่เค้าเขียน แล้วงงครับ explain หน่อย
#0
ตอบ: 20/06/2009 - 22:37
คือไปหาวิธีการปฏิบัติกรรมฐานมาครับ แต่เค้าเขียนงงมาก ทำนองว่าหาสิ่งอะไรดีงามงามให้จิตใจอิงอยู่ได้ บลาๆๆ งงมากครับ ผมอยากรู้ว่ากรรมฐานมันคืออะไร ทำยังไง อานิสงส์ทำแล้วได้อะไรครับ
อยากรู้มากครับ ผมไม่ค่อยรู้เรื่องอะไร ยังอยู่ ม.2 อยู่เลย
อยากรู้มากครับ ผมไม่ค่อยรู้เรื่องอะไร ยังอยู่ ม.2 อยู่เลย
หน้า 1 จาก 1
การตอบอื่นๆต่อกระทู้นี้
#1
ตอบ: 20/06/2009 - 22:46
อนุโมทนาสาธุ อายุยังน้อย งั้นข้าม บลา ๆ ๆ มาโหลไปฟังดู link---หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช เจริญในธรรมยิ่ง ๆขึ้นไปนะครับ :06:
ติณฺโณ ตาเรยฺยํ
มุตฺโต โมเจยฺยํ
พุทโธ โพเธยฺยํ
เราข้ามได้แล้วจะให้ผู้อื่นข้ามได้ด้วย
เราพ้นแล้วจะให้ผู้อื่นพ้นด้วย
เราตรัสรู้แล้วจะให้ผู้อื่นรู้ด้วย
(ปรมตฺถทีปนี จริยปิฏกวณฺณนา มหาจุฬา. ๓๒๙)
(ภ)(น)(ท)(มโน)(อุป)(อนุ)(โค)(ม)(ผ)(ผ)(ผ)(ภ)
มุตฺโต โมเจยฺยํ
พุทโธ โพเธยฺยํ
เราข้ามได้แล้วจะให้ผู้อื่นข้ามได้ด้วย
เราพ้นแล้วจะให้ผู้อื่นพ้นด้วย
เราตรัสรู้แล้วจะให้ผู้อื่นรู้ด้วย
(ปรมตฺถทีปนี จริยปิฏกวณฺณนา มหาจุฬา. ๓๒๙)
(ภ)(น)(ท)(มโน)(อุป)(อนุ)(โค)(ม)(ผ)(ผ)(ผ)(ภ)
#3
ตอบ: 20/06/2009 - 23:46
ยังอยู่ม. 2 อายุ 13 -14 ปี อยู่เลย
ฝึกสมถกรรมฐานก่อนดีกว่าไหมครับ วัยเด็ก ความคิดกับอารมณ์และทัศนคติยังไม่อยู่ตัว
ฝึกสมถกรรมฐานก่อนดีกว่าไหมครับ วัยเด็ก ความคิดกับอารมณ์และทัศนคติยังไม่อยู่ตัว
#4
ตอบ: 20/06/2009 - 23:50
สนใจแบบไหนล่ะครับ
วิธีฝึกอบรมจิต มี ๒ ประเภทคือ
๑) สมถกัมมัฏฐาน อุบายสงบใจ
๒) วิปัสสนากัมมัฏฐาน อุบายเรืองปัญญา
ลองอ่านที่นี่พลางๆก่อน
http://larndham.net/...o.pl/006473.htm
http://larndham.net/...o.pl/007385.htm
วิธีฝึกอบรมจิต มี ๒ ประเภทคือ
๑) สมถกัมมัฏฐาน อุบายสงบใจ
๒) วิปัสสนากัมมัฏฐาน อุบายเรืองปัญญา
ลองอ่านที่นี่พลางๆก่อน
http://larndham.net/...o.pl/006473.htm
http://larndham.net/...o.pl/007385.htm
#7
ตอบ: 21/06/2009 - 02:57
อธิบายง่ายๆนะ กรรมฐาน แปลว่า ที่ตั้งของกรรม ซึ่งกรรมนี้เกิดเพราะเรามีเจตนา ดังพระพุทธพจน์ที่ว่า "เจตนาคือตัวกรรม" เมื่อเรานึกคิดถึงระลึกถึงสิ่งใด กรรมก็ตั้งอยู่ที่นั่น เช่น สมมติว่าเรานั่งฟังคนพูดอยู่ โดยที่รอบๆข้างก็มีคนทำเสียงต่างๆอยู่ด้วย ให้เราลองสังเกตดูว่า ความใส่ใจความสนใจหรือสติการระลึกของเรานั้นไปจดจ่ออยู่ที่ใด หากว่าเรามีสติสนใจอยู่ที่คนพูด เราก็จะได้ยินถ้อยคำที่คนพูดพูดอยู่นั้นชัดเจน ส่วนเสียงที่อยู่รอบๆข้างนั้นก็จะเบลอๆไปหรือหากสมาธิดีมากๆ บางคนอาจจะแทบไม่ได้ยินเสียงรอบข้างเลยด้วยซ้ำ หรือหากสติเราไปอยู่ที่เสียงรอบๆข้างแทน การรับรู้ในสิ่งที่คนกำลังพูดให้เราฟังอยู่ก็จะเบลอๆไปจนไม่รู้เรื่องในที่สุด(สังเกตได้จากตอนเราเรียนหนังสือฟังครูพูดอยู่ก็ได้นะ)
สิ่งที่เราไประลึกรู้จดจ่ออยู่นั่นแหละคือที่ตั้งของสติที่ตั้งของเจตนา หรือก็คือกรรมฐานนั่นเอง ทีนี้กรรมฐานในที่นี้ยังเป็นกลางๆอยู่ สิ่งที่เราไประลึกรู้นั้นอาจจะเป็นสิ่งที่ดีหรือไม่ดี เป็นสิ่งที่เมื่อเราไประลึกรู้แล้วจะชักนำพาให้สภาวะจิตใจน้อมนำเปลี่ยนแปลงไปยังสิ่งที่ดีงามหรือไม่ดีก็ได้
กรรมฐานในความหมายของธรรมะ หรือที่พระท่านสอนๆกันอยู่นี้ มีความหมายไปในด้านที่ดีนะ คือ กรรมฐานต่างๆมีหลักที่เหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งคือ การระลึกรู้ถึงสิ่งที่ดีงามเพื่อโน้มน้าวจิตใจให้ไปในด้านที่ดีงามอยู่เนืองๆ เช่น พุทธานุสสติกรรมฐาน(กรรมฐานที่ระลึกถึงพระพุทธเจ้าและคุณของพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์) มรณานุสสติกรรมฐาน (กรรมฐานที่ระลึกถึงความตายเป็นอารมณ์) อานาปานสติกรรมฐาน (กรรมฐานที่ระลึกถึงลมหายใจเป็นอารมณ์) ฯลฯ สิ่งต่างๆที่เอ่ยเป็นตัวอย่างมาบางเรื่องบางหัวข้อนั้นหากเรามีสติหมั่นระลึกรู้ หมั่นคิดและพิจารณาถึงด้วยความแยบคายอยู่เนืองๆแล้ว ย่อมเป็นเหตุให้สภาวะจิตใจของเราเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น เกิดบุญเกิดกุศลเกิดความดีงามขึ้นภายในใจของเรา ความหมายโดยนัยสำคัญของคำว่า "กรรมฐาน" ก็มีคร่าวๆดังนี้นะโยม
ส่วนสมถกรรมฐานกับวิปัสสนากรรมฐานนั้น ก็ให้สังเกตง่ายๆคือ สิ่งใดที่เราระลึกรู้นึกถึงเนืองๆแล้วทำให้จิตใจเกิดความสงบตั้งมั่นเป็นสมาธินั่นก็คือสมถกรรมฐาน
ส่วนสิ่งใดที่เราหมั่นระลึกรู้เนืองๆแล้วทำให้เกิดปัญญามองเห็นสิ่งต่างๆทั้งหลายทั้งภายนอกและภายใน ทั้งสิ่งที่เป็นวัตถุสิ่งของ(รวมทั้งร่างกายนี้)หรือสิ่งที่เป็นนามธรรม(เช่น ความคิด อารมณ์ต่างๆ)ว่าเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง เกิดขึ้นมาแล้วก็ดับไป ส่งผลให้จิตใจเกิดความเบื่อหน่ายคลายความยินดี คลายความยึดมั่นถือมั่น เข้าถึงการปล่อยวางในสิ่งต่างๆลงได้ นั่นก็คือวิปัสสนากรรมฐาน
หวังว่าคำอธิบายดังกล่าวมาเบื้องต้นนี้คงพอจะทำให้โยมเข้าใจได้บ้างนะ เรื่องธรรมะนี้ไม่ต้องใจร้อนไปหรอก ค่อยๆเรียนค่อยๆศึกษาค่อยๆปฏิบัติไป เหมือนกับเวลาเราเรียนคณิตศาสตร์ กว่าเราจะสามารถถอดสมการที่มีค่าสมการที่ซับซ้อนได้นั้น เราก็ต้องเริ่มเรียนรู้ตั้งแต่สมการเบื้องต้น รู้จักสมการ xy รู้จักการบวกลบคูณหารก่อน หรือ กว่าที่เราจะสามารถเรียบเรียงคำพูดเป็นประโยคเป็นเรื่องราวที่มีความหมายต่างๆได้ เราก็ต้องเริ่มเรียนจาก ก ข....ฯ ก่อน เรียนรู้ที่จะนำคำพยัญชนะโดดๆเหล่านี้มาผสมคำเป็นคำง่ายๆ เรียนรู้ที่จะเข้าใจความหมายต่างๆก่อน เมื่อค่อยเรียนรู้ไปทีละส่วนๆ ทำความเข้าใจไปตามลำดับขั้นตอนแล้ว ที่สุดเราก็จะสามารถนำเอาสิ่งที่เรียนรู้นี้มาปฏิบัติมาฝึกฝนให้เกิดความเชี่ยวชาญชำนาญ สามารถส่งผลให้บรรลุเป้าหมายของสิ่งที่เรียนรู้มานั้นไปตามลำดับขั้นตอนเรื่อยๆเอง
สรุปก็คือโยมไม่ต้องใจร้อนในการศึกษาธรรมะนะ การศึกษาและปฏิบัติธรรมนั้นไม่เหมือนการทำงานต่างๆภายนอก ไม่จำเป็นต้องเน้นความรวดเร็ว แต่เน้นที่ความเข้าใจ ค่อยๆทำความเข้าใจไปทีละเรื่องทีละส่วน ไม่ต้องรีบร้อน เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม อินทรีย์แก่กล้าเพียงพอแล้ว ก็จะสามารถแทงตลอดและบรรลุธรรมได้เอง หากเราทำเหตุที่เหมาะสม เหมือนเราต้มน้ำเพื่อที่จะให้น้ำเดือด เราก็มีหน้าที่จุดไฟต้มน้ำไป ส่วนหน้าที่ที่น้ำจะเดือดนั้นก็เป็นหน้าที่ของน้ำ ขอเพียงเราทำเหตุที่เหมาะสมต่อผลในแต่ละเรื่องนั้นๆอยู่ ถึงเวลาแม้เราจะไม่ได้นึกถึงผล แต่เราก็จะได้รับผลสมควรตามเหตุนั้นๆในที่สุดเอง สุดท้ายนี้ก็ขออนุโมทนากับโยมด้วยนะที่มีจิตใจใฝ่ในกุศล เข้ามาศึกษา ไต่ถามธรรมะ ตั้งแต่ยังเด็ก ขอให้โชคดีมีความสุขและเจริญในธรรมยิ่งๆขึ้นไปนะ ขอเจริญพร.
สิ่งที่เราไประลึกรู้จดจ่ออยู่นั่นแหละคือที่ตั้งของสติที่ตั้งของเจตนา หรือก็คือกรรมฐานนั่นเอง ทีนี้กรรมฐานในที่นี้ยังเป็นกลางๆอยู่ สิ่งที่เราไประลึกรู้นั้นอาจจะเป็นสิ่งที่ดีหรือไม่ดี เป็นสิ่งที่เมื่อเราไประลึกรู้แล้วจะชักนำพาให้สภาวะจิตใจน้อมนำเปลี่ยนแปลงไปยังสิ่งที่ดีงามหรือไม่ดีก็ได้
กรรมฐานในความหมายของธรรมะ หรือที่พระท่านสอนๆกันอยู่นี้ มีความหมายไปในด้านที่ดีนะ คือ กรรมฐานต่างๆมีหลักที่เหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งคือ การระลึกรู้ถึงสิ่งที่ดีงามเพื่อโน้มน้าวจิตใจให้ไปในด้านที่ดีงามอยู่เนืองๆ เช่น พุทธานุสสติกรรมฐาน(กรรมฐานที่ระลึกถึงพระพุทธเจ้าและคุณของพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์) มรณานุสสติกรรมฐาน (กรรมฐานที่ระลึกถึงความตายเป็นอารมณ์) อานาปานสติกรรมฐาน (กรรมฐานที่ระลึกถึงลมหายใจเป็นอารมณ์) ฯลฯ สิ่งต่างๆที่เอ่ยเป็นตัวอย่างมาบางเรื่องบางหัวข้อนั้นหากเรามีสติหมั่นระลึกรู้ หมั่นคิดและพิจารณาถึงด้วยความแยบคายอยู่เนืองๆแล้ว ย่อมเป็นเหตุให้สภาวะจิตใจของเราเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น เกิดบุญเกิดกุศลเกิดความดีงามขึ้นภายในใจของเรา ความหมายโดยนัยสำคัญของคำว่า "กรรมฐาน" ก็มีคร่าวๆดังนี้นะโยม
ส่วนสมถกรรมฐานกับวิปัสสนากรรมฐานนั้น ก็ให้สังเกตง่ายๆคือ สิ่งใดที่เราระลึกรู้นึกถึงเนืองๆแล้วทำให้จิตใจเกิดความสงบตั้งมั่นเป็นสมาธินั่นก็คือสมถกรรมฐาน
ส่วนสิ่งใดที่เราหมั่นระลึกรู้เนืองๆแล้วทำให้เกิดปัญญามองเห็นสิ่งต่างๆทั้งหลายทั้งภายนอกและภายใน ทั้งสิ่งที่เป็นวัตถุสิ่งของ(รวมทั้งร่างกายนี้)หรือสิ่งที่เป็นนามธรรม(เช่น ความคิด อารมณ์ต่างๆ)ว่าเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง เกิดขึ้นมาแล้วก็ดับไป ส่งผลให้จิตใจเกิดความเบื่อหน่ายคลายความยินดี คลายความยึดมั่นถือมั่น เข้าถึงการปล่อยวางในสิ่งต่างๆลงได้ นั่นก็คือวิปัสสนากรรมฐาน
หวังว่าคำอธิบายดังกล่าวมาเบื้องต้นนี้คงพอจะทำให้โยมเข้าใจได้บ้างนะ เรื่องธรรมะนี้ไม่ต้องใจร้อนไปหรอก ค่อยๆเรียนค่อยๆศึกษาค่อยๆปฏิบัติไป เหมือนกับเวลาเราเรียนคณิตศาสตร์ กว่าเราจะสามารถถอดสมการที่มีค่าสมการที่ซับซ้อนได้นั้น เราก็ต้องเริ่มเรียนรู้ตั้งแต่สมการเบื้องต้น รู้จักสมการ xy รู้จักการบวกลบคูณหารก่อน หรือ กว่าที่เราจะสามารถเรียบเรียงคำพูดเป็นประโยคเป็นเรื่องราวที่มีความหมายต่างๆได้ เราก็ต้องเริ่มเรียนจาก ก ข....ฯ ก่อน เรียนรู้ที่จะนำคำพยัญชนะโดดๆเหล่านี้มาผสมคำเป็นคำง่ายๆ เรียนรู้ที่จะเข้าใจความหมายต่างๆก่อน เมื่อค่อยเรียนรู้ไปทีละส่วนๆ ทำความเข้าใจไปตามลำดับขั้นตอนแล้ว ที่สุดเราก็จะสามารถนำเอาสิ่งที่เรียนรู้นี้มาปฏิบัติมาฝึกฝนให้เกิดความเชี่ยวชาญชำนาญ สามารถส่งผลให้บรรลุเป้าหมายของสิ่งที่เรียนรู้มานั้นไปตามลำดับขั้นตอนเรื่อยๆเอง
สรุปก็คือโยมไม่ต้องใจร้อนในการศึกษาธรรมะนะ การศึกษาและปฏิบัติธรรมนั้นไม่เหมือนการทำงานต่างๆภายนอก ไม่จำเป็นต้องเน้นความรวดเร็ว แต่เน้นที่ความเข้าใจ ค่อยๆทำความเข้าใจไปทีละเรื่องทีละส่วน ไม่ต้องรีบร้อน เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม อินทรีย์แก่กล้าเพียงพอแล้ว ก็จะสามารถแทงตลอดและบรรลุธรรมได้เอง หากเราทำเหตุที่เหมาะสม เหมือนเราต้มน้ำเพื่อที่จะให้น้ำเดือด เราก็มีหน้าที่จุดไฟต้มน้ำไป ส่วนหน้าที่ที่น้ำจะเดือดนั้นก็เป็นหน้าที่ของน้ำ ขอเพียงเราทำเหตุที่เหมาะสมต่อผลในแต่ละเรื่องนั้นๆอยู่ ถึงเวลาแม้เราจะไม่ได้นึกถึงผล แต่เราก็จะได้รับผลสมควรตามเหตุนั้นๆในที่สุดเอง สุดท้ายนี้ก็ขออนุโมทนากับโยมด้วยนะที่มีจิตใจใฝ่ในกุศล เข้ามาศึกษา ไต่ถามธรรมะ ตั้งแต่ยังเด็ก ขอให้โชคดีมีความสุขและเจริญในธรรมยิ่งๆขึ้นไปนะ ขอเจริญพร.
พระชาญวิทย์ ธมฺมวโร (วัดประสาทบุญญาวาส กทม.)
#8
ตอบ: 21/06/2009 - 11:33
อ้างอิง (globe001 @ 21 มิ.ย. 52 - 01:16)
แล้ว สมถกรรมฐาน คือ???
แนะนำกระทู้นี้ครับ ==>>สมถะ ที่พระพุทธองค์ทรงสอนไว้
แล้ว สมถกรรมฐาน คือ???
แนะนำกระทู้นี้ครับ ==>>สมถะ ที่พระพุทธองค์ทรงสอนไว้
#9
ตอบ: 21/06/2009 - 12:33
กรรมฐานแบ่งง่ายๆที่ควรรู้ 2 อย่าง
1.วิปัสสนากรรมฐาน
2.สมถะกรรมฐาน
วิปัสสนากรรมฐาน คู่กับคำว่า ปัญญา คือ
เมื่อเจริญวิปัสสนากรรมฐานแล้วจะ่่ก่อให้เกิดปัญญารู้แจ้ง กลายเป็นอริยบุคคล
สมถะกรรมฐาน คู่กับคำว่า สมาธิหรือฌาน คือ
เมื่อเจริญสมถะกรรมฐานแล้วจะก่อให้เกิดสมาธิ จิตหนักแน่น สงบระงับ นำไปใช้ประโยชน์ได้ตั้งแต่บุคลิกภาพ การทำงาน หรือหากเจริญได้เก่งมากแล้ว นำมาซึ่งอภิญญา อิทธิฤทธิ์ต่างๆ
ในมุมมองของพุทธศาสนา ผมจะแบ่งให้ฟังง่ายๆเป็น 3 อย่างกัน
1.เรื่องกรรมและวิบากกรรม กับเรื่องศีล เรื่องเดียวกัน นั่นคือ การทำความดีชั่ว ผลที่ได้คือ กรรมในรูปแบบต่่างๆที่ได้รับ และภพภูมิที่ไป ก็เป็นได้ตั้งแต่อบายภูมิ มนุษย์ จนกระทั่งถึง สวรรค์ชั้นที่ 6 ความสุขหรือทุำกข์ที่ได้รับนี้ สนองทางกามคุณทั้งสิ้น(แปรเปลี่ยนผัสสะมากเป็นความสุขทุกข์)
2.เรื่องสมถะกรรมฐานกับเรื่องอภิญญา กับเรื่องความสงบของจิตใจหรือสมาธิ เรื่องเดียวกัน นั่นคือการเอาจิตไปจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ไม่ก่อให้เกิดนิวรณ์ ทำให้จิตเกิดความสงบนิ่ง ตั้งมั่น ไม่ซัดส่าย หรือเจริญมากแล้วนำมาซึ่งอภิญญา 5 อันมี ตาทิพย์ หูทิพย์ แสดงอิทธิฤทธิ์ รู้วาระจิต รู้อดีตชาติ ผลที่ได้ในการเปลี่ยนภพภูมินั้น หากเจริญก่อนมรณะกาลแล้ว ภพเบื้องหน้า เป็นพรหมโลก(เหนือกว่าสวรรค์ทั้ง 6 ชั้น) ความสุขที่ได้นี้เรียกว่า ฌานสุข เป็นความสุขทางจิต พิสดารล้ำลึกกว่ากามสุข
3.เรื่องวิปัสสนากรรมฐานกับเรื่องนิพพาน คือความเป็นอริยบุคคล ทำให้เกิดความรู้แจ้งในสรรพสิ่งว่าเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จิตจะเกิดความตื่นถึงขีดสุดเป็นปกติ รู้ทันทุกอย่างเพียงสักแต่ว่า
มีความสุขระดับที่ไม่สามารถอธิบายได้ ปลายทางสุดนี้เรียกว่า นิพพาน เรียกว่าวิมุตติสุข
ความสุขที่เปลี่ยนแปลงได้ คือความสุขแบบ กามสุข และ ฌานสุข ส่วนความสุขแบบที่ได้แล้วได้เลยและเป็นเป้าหมายของพุทธศาสนาคือ วิมุตติสุข ครับ
ศีลสมาธิปัญญา เป็นสิ่งที่เกี่ยวเนื่องกัน การรักษาศีลนั้นทำให้ใจไม่ซัดส่ายสงบตั้งมั่นได้ง่าย เมื่อตั้งมั่นได้ง่ายก็คือสามารถใช้ในการเจริญสมาธิหรือเจริญปัญญาได้ง่ายเช่นกัน ส่วนสมาธิเมื่อเจริญให้มากแล้ว นำกำลังความหนักแน่นของสมาธิมาใช้ในการเจริญปัญญาให้เฉียบคมว่องไวได้เช่นกันครับ
1.วิปัสสนากรรมฐาน
2.สมถะกรรมฐาน
วิปัสสนากรรมฐาน คู่กับคำว่า ปัญญา คือ
เมื่อเจริญวิปัสสนากรรมฐานแล้วจะ่่ก่อให้เกิดปัญญารู้แจ้ง กลายเป็นอริยบุคคล
สมถะกรรมฐาน คู่กับคำว่า สมาธิหรือฌาน คือ
เมื่อเจริญสมถะกรรมฐานแล้วจะก่อให้เกิดสมาธิ จิตหนักแน่น สงบระงับ นำไปใช้ประโยชน์ได้ตั้งแต่บุคลิกภาพ การทำงาน หรือหากเจริญได้เก่งมากแล้ว นำมาซึ่งอภิญญา อิทธิฤทธิ์ต่างๆ
ในมุมมองของพุทธศาสนา ผมจะแบ่งให้ฟังง่ายๆเป็น 3 อย่างกัน
1.เรื่องกรรมและวิบากกรรม กับเรื่องศีล เรื่องเดียวกัน นั่นคือ การทำความดีชั่ว ผลที่ได้คือ กรรมในรูปแบบต่่างๆที่ได้รับ และภพภูมิที่ไป ก็เป็นได้ตั้งแต่อบายภูมิ มนุษย์ จนกระทั่งถึง สวรรค์ชั้นที่ 6 ความสุขหรือทุำกข์ที่ได้รับนี้ สนองทางกามคุณทั้งสิ้น(แปรเปลี่ยนผัสสะมากเป็นความสุขทุกข์)
2.เรื่องสมถะกรรมฐานกับเรื่องอภิญญา กับเรื่องความสงบของจิตใจหรือสมาธิ เรื่องเดียวกัน นั่นคือการเอาจิตไปจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ไม่ก่อให้เกิดนิวรณ์ ทำให้จิตเกิดความสงบนิ่ง ตั้งมั่น ไม่ซัดส่าย หรือเจริญมากแล้วนำมาซึ่งอภิญญา 5 อันมี ตาทิพย์ หูทิพย์ แสดงอิทธิฤทธิ์ รู้วาระจิต รู้อดีตชาติ ผลที่ได้ในการเปลี่ยนภพภูมินั้น หากเจริญก่อนมรณะกาลแล้ว ภพเบื้องหน้า เป็นพรหมโลก(เหนือกว่าสวรรค์ทั้ง 6 ชั้น) ความสุขที่ได้นี้เรียกว่า ฌานสุข เป็นความสุขทางจิต พิสดารล้ำลึกกว่ากามสุข
3.เรื่องวิปัสสนากรรมฐานกับเรื่องนิพพาน คือความเป็นอริยบุคคล ทำให้เกิดความรู้แจ้งในสรรพสิ่งว่าเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จิตจะเกิดความตื่นถึงขีดสุดเป็นปกติ รู้ทันทุกอย่างเพียงสักแต่ว่า
มีความสุขระดับที่ไม่สามารถอธิบายได้ ปลายทางสุดนี้เรียกว่า นิพพาน เรียกว่าวิมุตติสุข
ความสุขที่เปลี่ยนแปลงได้ คือความสุขแบบ กามสุข และ ฌานสุข ส่วนความสุขแบบที่ได้แล้วได้เลยและเป็นเป้าหมายของพุทธศาสนาคือ วิมุตติสุข ครับ
ศีลสมาธิปัญญา เป็นสิ่งที่เกี่ยวเนื่องกัน การรักษาศีลนั้นทำให้ใจไม่ซัดส่ายสงบตั้งมั่นได้ง่าย เมื่อตั้งมั่นได้ง่ายก็คือสามารถใช้ในการเจริญสมาธิหรือเจริญปัญญาได้ง่ายเช่นกัน ส่วนสมาธิเมื่อเจริญให้มากแล้ว นำกำลังความหนักแน่นของสมาธิมาใช้ในการเจริญปัญญาให้เฉียบคมว่องไวได้เช่นกันครับ
#10
ตอบ: 21/06/2009 - 14:22
สมถะที่เป็นบาทของวิปัสสนา
http://larndham.net/...opic=25151&st=0
----------------------------------------------
ฌานลาภีบุคคลเจริญวิปัสสนา ๒ อย่าง
http://larndham.net/...opic=25844&st=7
-------------------------------------------------------------------------
สมถะ -- วิปัสสนา ต่างกันอย่างไร ?
http://larndham.net/...=11408&st=0&hl=
อานิสงส์ของสมถะ(สมาธิ)นั้นมี ๕ ประการ คือ
๑. ทำให้เข้าสมาบัติได้ เพื่อเป็นสุขในภพปัจจุบัน
๒. ทำให้เป็นบาทวิปัสสนา
๓. ทำให้เกิดโลกียอภิญญา ๕ ประการ
๔. ทำให้เกิดเป็นพรหม
๕. ทำให้เข้านิโรธสมาบัติได้
อานิสงส์ของวิปัสสนา
๑. มีสติมั่นคงไม่ตายด้วยความหลง
๒. ได้เกิดอยู่ในสุคติภูมิ (คือมนุษย์สวรรค์)
๓. ถ้าอุปนิสัยยังอ่อนอยู่ ก็จะเป็นอุปนิสัยติดขันธสันดานไปในภพหน้า
๔. ถ้ามีอุปนิสัยและอินทรีย์แก่กล้า ก็จะทำพระนิพพานให้แจ้งด้วยปัญญาภายใน ๗ วันหรือ ๗ เดือน หรือ ๗ ปี พระอรหันต์หรือพระอนาคามี พึงหวังได้
--------------------------------------------------------
สมถะ -- วิปัสสนา ต่างกันอย่างไร ? (๒)
http://larndham.net/...opic=18545&st=7
---------------------------------------------------
ทางสายเอก
http://www.geocities...g1/thang/00.htm
--------------------------------------------
อานิสงส์ของการเจริญวิปัสสนาเป็นอานิสงส์สูงสุด
http://larndham.net/...o.pl/009129.htm
http://larndham.net/...opic=25151&st=0
----------------------------------------------
ฌานลาภีบุคคลเจริญวิปัสสนา ๒ อย่าง
http://larndham.net/...opic=25844&st=7
-------------------------------------------------------------------------
สมถะ -- วิปัสสนา ต่างกันอย่างไร ?
http://larndham.net/...=11408&st=0&hl=
อานิสงส์ของสมถะ(สมาธิ)นั้นมี ๕ ประการ คือ
๑. ทำให้เข้าสมาบัติได้ เพื่อเป็นสุขในภพปัจจุบัน
๒. ทำให้เป็นบาทวิปัสสนา
๓. ทำให้เกิดโลกียอภิญญา ๕ ประการ
๔. ทำให้เกิดเป็นพรหม
๕. ทำให้เข้านิโรธสมาบัติได้
อานิสงส์ของวิปัสสนา
๑. มีสติมั่นคงไม่ตายด้วยความหลง
๒. ได้เกิดอยู่ในสุคติภูมิ (คือมนุษย์สวรรค์)
๓. ถ้าอุปนิสัยยังอ่อนอยู่ ก็จะเป็นอุปนิสัยติดขันธสันดานไปในภพหน้า
๔. ถ้ามีอุปนิสัยและอินทรีย์แก่กล้า ก็จะทำพระนิพพานให้แจ้งด้วยปัญญาภายใน ๗ วันหรือ ๗ เดือน หรือ ๗ ปี พระอรหันต์หรือพระอนาคามี พึงหวังได้
--------------------------------------------------------
สมถะ -- วิปัสสนา ต่างกันอย่างไร ? (๒)
http://larndham.net/...opic=18545&st=7
---------------------------------------------------
ทางสายเอก
http://www.geocities...g1/thang/00.htm
--------------------------------------------
อานิสงส์ของการเจริญวิปัสสนาเป็นอานิสงส์สูงสุด
http://larndham.net/...o.pl/009129.htm
#11
ตอบ: 21/06/2009 - 15:08
น้อง globe001
ลองฟัง MP3 file นี้ครับ ---> http://02.w-file.net.../mp3/520107.mp3
เป็นการอธิบายการปฏิบัติเบื้องต้นในวัยเด็กวัยรุ่น โดยหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชโช ท่านมาเทศน์ที่ สถาบันกวดวิชา Sup'k Center
พี่ลองฟังดูแล้ว มีเด็กๆช่วง ม.ต้น มาฟังท่านมาก และก็รู้สึกหัดลองปฏิบัติตามได้ในทันที
ลองฟัง MP3 file นี้ครับ ---> http://02.w-file.net.../mp3/520107.mp3
เป็นการอธิบายการปฏิบัติเบื้องต้นในวัยเด็กวัยรุ่น โดยหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชโช ท่านมาเทศน์ที่ สถาบันกวดวิชา Sup'k Center
พี่ลองฟังดูแล้ว มีเด็กๆช่วง ม.ต้น มาฟังท่านมาก และก็รู้สึกหัดลองปฏิบัติตามได้ในทันที
คำตอบต่อไป: ไม่มี
หน้า 1 จาก 1

เข้าระบบ
ลงทะเบียน
ช่วยเหลือ
กระทู้นี้ถูกล็อค

อ้างอิงคำตอบ



