ยาใจ ซ่อมกระทู้ สมาธิโดย หลวงปู่เฟื่อง โชติโก
#0
ตอบ: 17/05/2007 - 20:21
จึงขออนุญาตตั้งกระทู้ใหม่ และขอเปลี่ยนชื่อ จากเดิม สมาธิ โดย หลวงปู่เฟื่อง โชติโก ซึ่งเดิมคิดว่าจะลอกเฉพาะส่วนที่กล่าวถึงเรื่องสมาธิเพียงเรื่องเดียว แต่พิมพ์ไปๆ เห็นว่าน่าติดตามอ่านจนจบ กระทู้เดิมจึงไม่ใช่สมาธิเพียงเรื่องเดียว แต่เป็น เนื้อหาในหนังสือยาใจทั้งเล่ม ดังนั้นจึงขอตั้งกระทู้ใหม่ในเนื้อหาเดิมเป็น ยาใจ ตามชื่อหนังสือที่คัดลอกมาค่ะ :09:
การตอบอื่นๆต่อกระทู้นี้
#1
ตอบ: 17/05/2007 - 20:36
๐ ตามปกติท่านพ่อเป็นผู้ที่ประหยัดคำพูด คือ พูดตามเหตุ ถ้ามีเหตุที่จะต้องพูด หรืออธิบายยาว
ท่านก็พูดยาวหน่อย ถ้าไม่มีเหตุอย่างนั้น ท่านก็พูดน้อยหรือไม่พูดเอาเสียเลย ท่านบอกว่า ท่าน
ถือคติตามท่านพ่อลีว่า “ถ้าจะสอนธรรมะให้เขาฟัง แต่เขาไม่ตั้งใจฟัง หรือไม่พร้อมที่จะรับธรรมะ
ที่พูดไปนั้น ถึงจะดีวิเศษวิโสแค่ไหนก็ยังนับเป็นคำเพ้อเจ้ออยู่ เพราะไม่ได้ประโยชน์อะไร” ฯ
๐ “ก่อนที่จะพูดอะไร ให้ถามตัวเองว่าจะพูดนี้จำเป็นหรือเปล่า ถ้าไม่จำเป็นก็อย่าพูด นี่เป็น
ขั้นแรกในการอบรมใจ เพราะถ้าเราควบคุมปากตัวเองไม่ได้ เราจะควบคุมใจได้อย่างไร” ฯ
๐ เมตตาธรรมของท่านพ่อเป็นสิ่งที่ประจักษ์ใจแก่ลูกศิษย์ทุกคน ถ้าใครมีความทุกข์ ไม่ว่าคนนั้น
จะเป็นคนชาติชั้นวรรณะใดก็ตาม ท่านก็ยินดีที่จะปรับทุกข์ให้ แล้วปลุกใจที่จะต่อสู้กับเหตุการณ์ต่อไป
แต่เมตตาของท่านพ่อนั้น มีทั้งเมตตาเย็นและเมตตาร้อน คือ บางครั้งต้องมีดุบ้างเป็นธรรมดา
เพื่อให้ลูกศิษย์ที่ทำผิดได้แก้ตัวเองเป็นคนดีขึ้น การดุด่าของท่านนั้น ท่านไม่เคยใช้เสียงดัง
น้ำเสียงเผ็ดร้อน หรือคำหยาบคายแต่ประการใด ท่านก็พูดเรียบๆ ธรรมดา แต่ความหมายของท่าน
เจ็บแสบเข้าไปถึงหัวใจไม่รู้ลืม
๐ ครั้งหนึ่งมีลูกศิษย์คนหนึ่งปรารภกับท่าน “ท่านพ่อ ทำไมคำพูดของท่านพ่อบางครั้ง
เจ็บถึงหัวใจเลย” ท่านก็ตอบว่า “ดีแล้วจะได้จำ ถ้าไม่ว่าถึงใจผู้ฟังมันก็ไม่ถึงผู้ว่าเหมือนกัน” ฯ
๐ การที่ท่านพ่อจะติลูกศิษย์นั้น ท่านก็ดูความตั้งใจของลูกศิษย์เป็นเกณฑ์ ถ้าศิษย์คนไหน
ตั้งใจปฏิบัติ ท่านจึงจะติ ยิ่งตั้งใจ ท่านก็ยิ่งติใหญ่ เพราะท่านคงถือว่า คนประเภทนี้จะได้ใช้
คำติของท่านให้เกิดประโยชน์
ครั้งหนึ่งมีลูกศิษย์ฆราวาสคนหนึ่งไม่เข้าใจหลักนี้ ไปช่วยพยาบาลท่านพ่อ ในระหว่าง
ที่ท่านป่วยอยู่ที่กรุงเทพฯ ถึงแม้ว่าเขาจะพยายามปฏิบัติท่านให้ดีที่สุด ก็ไม่วายที่จะถูกติ
อยู่เรื่อย จนกระทั่งเขาคิดที่จะหนีท่านเลย พอดีมีฆราวาสอีกคนหนึ่งเข้ามาเยี่ยมไข้ ท่านพ่อ
จึงพูดกับคนที่มาเยี่ยม “การติของครูบาอาจารย์นั้นมีอยู่สองอย่าง คือติเพื่อให้ไปกับติ
เพื่อให้อยู่”
พอคนแรกได้ยินอย่างนี้ก็เข้าใจทันที แล้วยินดีที่จะอยู่ปฏิบัติท่านต่อไป ฯ
#2
ตอบ: 17/05/2007 - 20:49
ครั้งหนึ่งมีหงส์สองตัวชอบแวะกินน้ำที่สระแห่งหนึ่งเป็นประจำ ในระหว่างนั้น
ได้รู้จักกับเต่าตัวหนึ่งที่อยู่ในสระ คุยกันไปคุยกันมาเกิดความคุ้นเคยกันเข้า แล้วต่างฝ่าย
ก็ต่างเล่าถึงเรื่องต่างๆ ที่ได้ผ่านมาในชีวิต พอเต่าฟังพวกหงส์เล่าถึงสิ่งต่างๆที่เคยเห็นใน
ระหว่างบินอยู่บนท้องฟ้า ก็รู้สึกเสียดายที่ตนเองบินไม่ได้ ไม่มีโอกาสวาสนาที่จะเห็นโลกอย่าง
เขาบ้าง แต่หงส์ก็ปลอบใจเต่าว่า “ไม่เป็นไร เดี๋ยวพวกเราจะหาวิธีพาเธอขึ้นบนท้องฟ้าให้ได้
ง่ายนิดเดียว” เขาก็เลยหาไม้ท่อนหนึ่งมา หงส์สองตัวใช้ปากคาบปลายไม้ไว้คนละข้าง
แล้วให้เต่าใช้ปากเกาะไว้ตรงกลาง หงส์สองตัวจึงบินขึ้นฟ้าพาเต่าไปเที่ยวด้วย
ฝ่ายเต่าได้เห็นอะไรหลายๆอย่างที่ไม่เคยในชีวิตก็รู้สึกตื่นเต้นดีใจมาก
พอดีมีเด็กกลุ่มหนึ่งเห็นหงส์พาเต่าเที่ยวบนฟ้าจึงร้องตะโกน “ดูซิ หงส์หามเต่า
หงส์หามเต่า หงส์หามเต่า” ฝ่ายเต่าก็เกิดเขินขึ้นมา จึงกะว่าจะตะโกนกลับไปว่า
“ไม่ใช่ เต่าหามหงส์” เพื่อแก้เขิน แต่พอจะอ้าปากพูด ก็ตกกระดองแตกตาย
ท่านพ่อก็สรุปความว่า “เดินดินระวังเท้า เข้าที่สูงระวังปาก” ฯ
๐ เย็นวันหนึ่งมีลูกศิษย์สาวๆ ๓ – ๔ คนที่เป็นเพื่อนกันได้มาเจอกันพอดีที่ตึกเกษมฯ
ฉะนั้นแทนที่จะนั่งภาวนากับท่านพ่อ เขากหามุมไปตั้งวงคุยกันเรื่องนั้นเรื่องนี้ตามประสา
สาวๆ ที่ทำงานในกรุงเทพฯ คุยกันจนเพลินไปจนไม่สังเกตว่าท่านพ่อเดินผ่าน ท่านจึง
จุดไม้ขีดไฟก้านหนึ่งโยนลงไปในกลางวง ทำให้วงแตกทันที คนหนึ่งก็ร้อง “ว้าย ทำไม
ท่านพ่อทำอย่างนั้น หนูเกือบโดน” ท่านพ่อก็ยิ้มน้อยๆ แล้วบอกว่า “เผามันทิ้งซะบ้าง
ไอ้ฝอยที่มันกองอยู่ตรงนั้น เผามันซะบ้าง” ฯ
๐ หูเราก็มี ๒ หู ปากก็มีปากเดียว แสดงว่าเราต้องฟังให้มาก พูดให้น้อย” ฯ
๐ ศิษย์ที่เป็นคนช่างพูดเคยถูกท่านพ่อเตือนว่า “อย่าให้ลมออกมากนะ ลมออกมาก
ได้อะไรขึ้นมา มีแต่เรื่อง ให้กำหนดลมเข้าจะดีกว่า” ฯ
๐ เรามีอะไรเกิดขึ้นระหว่างภาวนา เราไม่ต้องไปเล่าให้ใครฟังนอกจากอาจารย์ของเรา
เรามีอะไรจะไปอวดเขาทำไมเป็นกิเลสไม่ใช่หรือ” ฯ
๐ “คนชอบขายความดีของตนเอง ที่จริงขายความโง่ของตัวเองมากกว่า” ฯ
๐ ของดีจริงไม่ต้องโฆษณา” ฯ
๐ “ให้มีคมในฝัก ให้ถึงเวลาที่จะต้องใช้จริงๆ จึงค่อยชักออกมา จะได้ไม่เสียคม” ฯ
๐ ท่านพ่อได้ยินศิษย์สองคนนั่งคุยกัน คนหนึ่งถามปัญหา อีกคนหนึ่งตอบโดยเริ่มต้นว่า
“เข้าใจว่า คงจะ...” แต่ท่านพ่อก็ตัดบททันที “ถ้าไม่รู้ก็ตอบว่าไม่รู้เรื่อง เขาขอความรู้
เราก็ให้ความเดา มันจะถูกที่ไหน” ฯ
๐ ลูกศิษย์อีกคนหนึ่งรู้ตัวว่า เป็นผู้ที่พูดจาไม่ค่อยเรียบร้อย จึงถามท่านพ่อว่า ข้อนี้
จะเป็นอุปสรรคในการปฏิบัติใจไหม ท่านตอบว่า “อย่าไปข้องใจกับกิริยาภายนอก
ให้ภายในใจของเราดีเป็นสำคัญ” ฯ
#3
ตอบ: 17/05/2007 - 22:07
http://www.morgangaiyasit.com/forum/viewtopic.php?id=160
ฝึกกระตุ้นคลื่นเซลส์ค่ะ
http://www.morgangaiyasit.com/forum/viewtopic.php?id=311
#4
ตอบ: 18/05/2007 - 12:32
เคยเคยโพสต์ไว้แล้วข้อมูลหายบางส่วนค่ะ เสียดายจัง จึงขอ
โอกาสซ่อมล่ะค่ะ ตอนตั้งใจฝึกปฏิบัติใหม่ๆ เคยสงสัยว่าบ้านตัวเอง
(ที่จันท์ค่ะ) มีพ่อแม่ครูบาอาจารย์มาตั้งสถานที่ปฏิบัติดีๆตั้งเยอะ
(โดยเฉพาะท่านพ่อลี) สงสัยตามภาษาเขลาๆค่ะว่า แล้วบ้านเราเนี่ย
มีพระอริยะบ้างมั้ย :18: ที่เป็นลูกศิษย์หลวงปู่มั่น หรือท่านพ่อลี
และแล้วไม่นาน ก็ได้อ่านประวัติหลวงปู่เจี๊ยะ ดีใจมาก แล้วก็รู้ว่ามี
หลวงปู่เฟื่อง อีกหนึ่งองค์ ทีนี้ที่บ้านตัวเองเลย จึงอยาก
ค่ะ อยากโพสต์คำสอนของท่าน เพราะอ่านแล้วชอบจัง มาพิมพ์อีกรอบ
ก็ยังชอบอยู่ เพราะท่านมีอะไรหลายๆอย่างเหมือนพ่อแม่ครูบาอาจารย์
ของดิฉัน ให้ต้องยิ่งตั้งใจปฏิบัติ เพราะวันหนึ่งครูบาอาจารย์ท่านคงต้อง
จากไป เหมือนหลวงปู่เช่นกัน :31: :31: :31:
#5
ตอบ: 18/05/2007 - 12:42
๐ “ลิ้นคนมันยาวนะ อยู่เฉยๆ มันก็แลบไปถึงโน่น ทะเล อยากกินของทะเล
เดี๋ยวก็แลบไปถึงเมืองนอก อยากกินของจากเมืองนอก ต้องฝึกให้มันหดเข้าซิ” ฯ
๐ “เวลากินข้าวให้ใจอยู่กับลม แล้วพิจาณาดูว่า เรากินเพื่ออะไร ถ้าเรามัวแต่
กินให้เอร็ดอร่อย อาหารที่กินเข้าไปนั้นให้โทษกับเราได้” ฯ
๐ เมื่อท่านพ่อกลับจากอเมริกาใหม่ๆ มีศิษย์คนหนึ่งถามท่านว่า ได้มีโอกาสฉัน
พิซซาที่นั้นบ้างหรือเปล่า ท่านก็รับว่าได้ฉันและหอมอร่อยด้วย ที่ท่านตอบอย่างนี้
ทำให้ลูกศิษย์ที่ไปอเมริกาด้วยแปลกใจ จึงพูดกับท่านว่า “เห็นท่านพ่อฉันแค่สองคำ
นึกว่าท่านคงไม่ชอบ” ท่านพ่อก็ตอบว่า “กินคำสองคำก็อิ่มแล้ว จะให้กินเพื่ออะไร
อีก” ฯ
๐ บางครั้งมีโยมที่ตั้งใจดีแต่ขาดการพิจารณาเข้ามาหาท่านพ่อแล้ว ถามในสิ่งที่
ไม่ควรถาม ท่านพ่อจะหาคำตอบที่จะให้เขาสำนึกตัวบ้าง เช่น ครั้งหนึ่งมีโยมคนหนึ่ง
นึกอยากจะทำอาหารถวายท่านพ่อ จึงถามท่านว่า “ท่านพ่อคะ ท่านพ่อชอบฉันอะไร”
ท่านก็ตอบว่า “ชอบฉันของที่มีอยู่” ฯ
๐ คืนวันหนึ่งมีลูกศิษย์กลุ่มหนึ่งนั่งรถจากกรุงเทพฯไปวัดธรรมสถิต พอดีมีคนอื่น
ฝากส้มหนึ่งเข่งไปถวายวัดด้วย ในระหว่างทางมีศิษย์หัวใสคนหนึ่งนึกอยากกินส้ม
จึงชวนเพื่อนให้กินด้วย โดยอ้างว่า “เราเป็นลูกท่านพ่อ ท่านคงอยากให้เรากิน ถ้า
คนไหนไม่กินก็ไม่ใช่ลูกท่านพ่อ” บางคนในรถกำลังถือศีลแปดจึงรอดไป นอกจากนั้น
ทุกคนช่วยกันกินมากบ้างน้อยบ้าง ทั้งๆที่บางคนกินแล้วรู้สึกไม่สบายใจ พอถึงวัดก็เล่า
ให้ท่านพ่อฟัง ท่านก็เลยว่าอย่างเสียหายว่า คนไหนกินของวัดไม่ได้ถวายพระก่อนก็
จะต้องเกิดเป็นเปรต ศิษย์คนหนึ่งเกิดตกใจมาก จึงรีบแก้ตัวว่า “ก็หนูกินแค่กลีบเดียว
ท่านพ่อ” ท่านก็ตอบว่า “ไหนๆจะตกเป็นเปรตแล้ว น่าจะกินมากๆ จะได้อิ่ม” ฯ
๐ ในระหว่างพรรษา พ.ศ. ๒๕๒๐ มีสามีภรรยาคู่หนึ่งมาฝึกภาวนากับท่านพ่อที่วัด
เป็นประจำแทบทุกวัน มีแปลกอยู่อย่างหนึ่ง คือเวลามีอาการอะไรเกิดขึ้นก็มักจะคล้ายๆ
กันพร้อมๆกันทั้งคู่ ครั้งหนึ่งทั้งสองคนเกิดอาการกินข้าวไม่ลง เพราะเห็นแต่ความปฏิกูล
ในอาหาร เป็นมา ๓ – ๔ วัน จึงสงสัยตัวเองว่าได้ปฏิบัติธรรมถึงขั้นไหนแล้ว พอดี
มีโอกาสมาหาท่านพ่อที่วัดแล้วเล่าความสงสัยให้ท่านฟัง ท่านก็เลยให้นั่งภาวนา
แล้วบอกว่า “ให้พิจารณาอาหารดูซิว่าเป็นอะไร ก็เป็นแค่ธาตุใช่ไหม แล้วตัวเราเอง
คืออะไร ก็เป็นธาตุเหมือนกัน ธาตุก็ต้องอาศัยธาตุบำรุงจึงจะอยู่ได้ แล้วจะมาถืออะไร
นักหนา ว่าเขาสกปรกปฏิกูล เหมือนกันที่พระพุทธเจ้าสอนให้เห็นความปฏิกูลใน
อาหาร ก็เพื่อกำจัดความลุ่มหลงไม่ใช่สอนเพื่อให้กินข้าวไม่ได้”
ปัญหาที่ว่ากินข้าวไม่ลงนั้น เลยหมดไปฯ
การโพสต์นี้ได้ถูกแก้ไขโดย มุก: 18/05/2007 - 12:44
#6
ตอบ: 18/05/2007 - 20:00
การโพสต์นี้ได้ถูกแก้ไขโดย ศดานัน: 18/05/2007 - 21:08
สิ่งที่เอาไปได้มีเพียงบุญและบาป (",)[/font][/size][/color]
#8
ตอบ: 19/05/2007 - 19:00
๐ ลูกศิษย์ท่านพ่อคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่าครั้งแรกที่ไปพบท่าน ท่านก็ถามว่า
"เคยทำบุญที่ไหนบ้าง" เขาก็ตอบว่า เคยไปช่วยสร้างพระพุทธรูปที่วัดนั้น ช่วยสร้าง
เมรุที่วัดนี้ ฯลฯ ท่านก็เลยถามอีกว่า "ทำไมไม่ทำที่ใจล่ะ" ฯ
๐ "สร้างพระไว้ในใจของเรา ได้บุญยิ่งกว่าสร้างพระข้างนอก" ฯ
๐ ครั้งหนึ่งท่านพ่อใช้ลูกศิษย์คนหนึ่งถางหญ้าที่หน้าวัด คนนั้นก็ทำไปโดยไม่เต็มใจ
คิดแต่ในใจว่า "กรรมอะไรน้อ ที่ต้องทำงานอย่างนี้" พอเขาทำเสร็จ ท่านพ่อก็บอกว่า
โยมได้บุญหรอก แต่ได้ไม่ต็มที่"
"โฮ ท่านพ่อ ทำถึงขนาดนี้ยังไม่ได้หรือ"
"โยมจะให้ได้เต็มที่ บุญก็ต้องถึงใจ" ฯ
๐ เรื่องหญ้ายังมีอีก วันหนึ่งท่านพ่อชี้หญ้าที่ขึ้นรกบริเวณกุฏิให้โยมคนหนึ่งดู
แล้วถามเขาว่า "หญ้าปากคอกโยมไม่เอาหรือ"
"เป็นยังไงท่านพ่อ หญ้าปากคอก"
"ก็บุญที่อยู่ใกล้ตัวที่คนอื่นเขามองข้ามไป นั่นเรียกว่าหญ้าปากคอก"
๐ อีกครั้งหนึ่งท่านพ่อพาลูกศิษย์จากกรุงเทพฯขึ้นไปทำความสะอาดบริเวณพระเจดีย์
พอดีเจอเศษขยะที่ใครไม่ทราบทิ้งไว้บนนั้น ลูกศิษย์คนหนึ่งจึงบ่นขึ้นว่า "แหม ไม่น่าจะ
มีใครขาดความเคารพถึงขนาดนี้" แต่ท่านพ่อบอกว่า "อย่าไปว่าเขานะ ถ้าเขาไม่ทิ้ง
ของไว้ พวกเราจะไม่มีโอกาสเอาบุญ" ฯ
๐ วันหนึ่งโยมนำอาหารถวายท่านพ่อที่วัดมกุฏฯ แต่พอดีวันนั้นท่านได้รับนิมนต์
ไปฉันข้างนอก เขาก็รอจนหมดเวลา เห็นท่านไม่มา จึงเอาอาหารนั้นไปกินเสียเอง
พอท่านพ่อกลับมาถึงวัด เขาก็บ่นเสียดายว่า "แหม ลูกตั้งใจเอาอาหารมาถวายท่านพ่อ
แต่ท่านพ่อไม่อยู่"
"แล้วเอาอาหารนั้นไปทำอะไร"
"ก็รอจนหมดเวลา เลยกินเอง"
"แล้วจะเอาอะไรอีก บุญก็ได้ ไส้ก็อิ่ม" ฯ
๐ ในระหว่างพ.ศ. ๒๕๒๒ มีคนกลุ่มหนึ่งมาหาท่านพ่อที่วัดมกุฏฯ บ่อยๆ พอเห็น
คนอื่นทำบุญกับท่านพ่อหรือเล่าเหตุการณ์ที่ปรากฏในสมาธิ เขาจะต้องยกมือไหว้
แล้วว่า "สาธุ อนุโมทนา" เป็นเสียงดังๆพร้อมๆกันทุกครั้งไป ท่านพ่อจึงตั้งฉายากลุ่มนี้
ว่า "พวกหุ้นลม" ฯ
๐ "ทำดีให้มันถูกตัวดี อย่าให้มันดีแต่กิริยา" ฯ
๐ วันหนึ่งหลังจากชื่อท่านพ่อปรากฏในวารสารฉบับหนึ่ง มีผู้ชายสามคนลางาน
แล้วขับรถจากกรุงเทพฯมาระยอง เพื่อกราบนมัสการท่านพ่อที่วัด พอกราบเสร็จ
เขาก็สนทนาสักพักหนึ่ง แล้วถามท่านว่า "พระที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ที่เราพอจะ
กราบขอบารมีท่านคงยังมีอยู่ในประเทศไทยเราใช่ไหมครับหลวงพ่อ"
"มีหรอก" ท่านพ่อตอบ "แต่ถ้าเราเที่ยวไปขอบารมีจากท่านบ่อยๆ โดยไม่ได้สร้าง
ของเราเอง ท่านเห็นว่าเราเป็นขี้ขอ ท่านคงจะขี้เกียจให้" ฯ
#9
ตอบ: 22/05/2007 - 20:57
อยากถวายปัจจัยหลายหมื่นบาท เพื่อช่วยสร้างพระใหญ่ที่วัดธรรมสถิต
แต่จะขอให้ท่านพ่อไปรับที่บ้านเขา พอลูกศิษย์ถวายท่านพ่อ ท่านก็ปฏิเสธ
ทันที โดยพูดกับลูกศิษย์ว่า "คนเราต้องไปหาบุญ ไม่ใช่ว่าจะให้บุญมาหาเรา" ฯ
๐ อีกครั้งหนึ่งมีโยมโทรศัพท์ผ่านสำนักงานวัดมกุฏฯ ว่าเขาจะทำบุญที่บ้าน
แล้วอยากจะนิมนต์ท่านพ่อไปฉันในงานนั้นด้วย เพราะได้ข่าวว่าท่านเป็นพระสุปฏิ
ปันโน พอพระจากสำนักงานเล่าถวายท่านพ่อ ท่านก็ปฏิเสธที่จะไป แล้วต่อท้าย
ว่า "ข้าวของเขาจะวิเศษถึงขนาดนั้นหรือ ต้องเป็นพระอริยะเจ้าจึงจะให้กิน" ฯ
๐ มีคนมาปรารภกับท่านพ่อว่า อยากจะทำบุญวันเกิด ท่านก็บอกว่า
"ทำไมต้องทำวันเกิด ทำวันอื่นไม่เป็นบุญหรือ คิดอยากจะทำบุญเมื่อไร ก็ให้
รีบทำวันนั้น อย่าไปรอวันเกิด กว่าจะถึงวันเกิด เราอาจจะถึงวันตายก่อนก็ได้" ฯ
๐ อีกคนหนึ่งบอกกับท่านพ่อว่า จะทำบุญฉลองวันเกิด ท่านก็ตอบว่า
"ฉลองมันทำไม วันเกิดก็คือวันตายนั่นแหละ" ฯ
๐ "มัวแต่นึกถึงวันเกิด ให้นึกถึงวันตายเสียบ้าง" ฯ
๐ คนเราทุกคนก็อยู่ในบัญชีตาย พอเกิดมาเราก็เข้าคิวรอเขาประหารชีวิต
จะถึงตัวเราเมื่อไรก็ไม่มีใครรู้ ฉะนั้น เราจะประมาทไม่ได้ ต้องรีบสร้างความดี
ของเราให้ถึงพร้อม" ฯ
๐ มีลูกศิษย์ต่างชาติมาขอปฏิบัติธรรมกับท่านพ่อใหม่ๆ ถามถึงเรื่องชาติก่อน
-ชาติหน้า ว่ามีจริงหรือไม่ ท่านตอบว่า "คนเราจะปฏิบัติธรรม พระพุทธเจ้า
สอนให้เชื่ออย่างเดียว คือ เชื่อเรื่องกรรม นอกจากนั้นจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ไม่สำคัญ" ฯ
๐ ท่านพ่อเคยปรารภคนที่ไม่สนใจนั่งภาวนา แต่ยินดีช่วยงานก่อสร้างในวัด
ว่า "บุญเบาๆ เขาไม่ชอบ ต้องหาบุญหนักๆให้เขาทำ จึงจะถึงใจเขา" ฯ
๐ เมื่อครั้งสร้างเจดีย์เสร็จใหม่ๆ มีลูกศิษย์กลุ่มหนึ่งนั่งคุยกันชื่นชมยินดี
ในผลานิสงส์ผลบุญที่เขาจะต้องได้รับจากการสร้างบุญในคราวนี้ เผอิญท่านพ่อ
เดินผ่านได้ยินเข้า จึงพูดเปรยๆว่า "อย่าไปติดอยู่ในวัตถุ ทำบุญแล้วอย่าไปติด
อยู่ในบุญ มัวแต่เอาใจไปคิดว่า เจดีย์นี้ฉันสร้างมากับมือ ดีไม่ดีเป็นลมตายไป
ตอนนี้ แทนที่จะได้เกิดเป็นชาวฟ้าชาวสวรรค์กับเขา จะต้องไปเกิดเป็นเปรต
งูเหลือมเฝ้าเจดีย์ก่อนสัก ๗ วัน เพราะใจมัวแต่ไปข้องยึดอยู่ในวัตถุว่า ของฉัน
ของกู อยู่นั่นแหละ พอจะตายก็เจดีย์ของกูๆ" ฯ
๐ "คนเรา ถ้าทำดีแล้วติดดี ก็ไปไม่รอด เมื่อใจยังมีติด ภพชาติยังมีอยู่" ฯ
๐ บางครั้งเวลาลูกศิษย์นั่งภาวนาหรือทำบุญใดๆ ท่านพ่อจะสอนให้อธิษฐาน
ใจไว้ก่อน แต่คำที่จะสอนให้อธิษฐานนั้นจะขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล บางครั้งท่านจะ
สอนให้อธิษฐานตามแบบฉบับของพระเจ้าอโศกว่า "เกิดชาติหน้าขอให้มี
ความสามารถในตัวของตัวเอง นั่นก็พอ" ฯ
๐ บางครั้งท่านจะสอนว่า "อย่าไปอธิษฐานอะไรให้มากมาย เกิดชาติหน้า
ฉันใด ขอให้ได้เกิดตามพระพุทธศาสนาก็แล้วกัน" ฯ
๐ แต่ไม่ใช่ว่าท่านพ่อจะสอนลูกศิษย์ทุกคนให้อธิษฐานใจเวลาทำบุญ
ศิษย์คนหนึ่งเคยกราบเรียนท่านว่า เวลาทำบุญจิตรู้สึกเฉยๆ ไม่นึกอยาก
จะขออะไรทั้งสิ้น ท่านก็บอกว่า "ถ้าจิตมันเต็มแล้ว ไม่ต้องขอก็ได้ เหมือน
เราทานข้าวมันก็ต้องอิ่ม ถึงจะขอหรือไม่ขอให้มันอิ่ม อย่างไรมันก็ต้องอิ่ม" ฯ
#10
ตอบ: 23/05/2007 - 09:46
๐ ลูกศิษย์ท่านพ่อคนหนึ่งทำการค้าขายเป็นอาชีพ เคยมีลูกค้ามาตำหนิว่า
"นี้เป็นคนเข้าวัด ไม่น่าโลภมากคิดแพงอย่างนี้ คนเข้าวัดน่าจะคิดถูกๆ เอาแต่
พออยู่พอกิน" ตัวเขาเองก็รู้อยู่ว่าราคาที่เขาตั้งนั้นป็นราคายุติธรรม ไม่ได้คดโกง
หลอกลวงใคร แต่ถึงอย่างนั้นยังตอบลูกค้าเหล่านี้ไม่ถูก จึงไปปรึกษาท่านพ่อ
ท่านก็บอกว่า ให้ตอบเขาอย่างนี้สิ "ก็ฉันไม่ได้เข้าวัดเพื่อให้โง่" ฯ
๐ โยมคนหนึ่งมาวัดธรรมสถิตเป็นครั้งแรก กำหนดจะอยู่ถือศีล-ภาวนา เป็น
เวลา ๒ อาทิตย์ ท่านพ่อก็เตือนว่า "ฆราวาสออกจากบ้าน ก็เหมือนสมภาร
ออกจากวัด จะไปหาความสะดวกสบายไม่ได้นะ" ฯ
๐ โยมคนหนึ่งมาพักภาวนาที่วัด กะว่าจะอยู่สักหนึ่งอาทิตย์ แต่พอถึงวันที่
สอง ก็ไปหาท่านพ่อเพื่อลากลับกรุงเทพฯ เพราะเป็นห่วงทางบ้าน ท่านพ่อจึง
สอนให้ตัดกังวลอย่างนี้ "ให้คิดเสียว่า เรามาอยู่ที่นี่เหมือนเราตายไปแล้ว
คนทางบ้านจะอยู่อย่างไร เขาก็ต้องอยู่ของเขาได้" ฯ
๐ เคยมีศิษย์หลายคนที่ขอใช้เวลาพักร้อนมาถือศีล ๘ ที่วัด แต่ไม่มีชุดขาว
ที่จะนุ่งห่ม หรือถึงจะมีแต่เวลาถูกท่านพ่อใช้ให้ทำงานในวัด ก็กลัวชุดขาวจะ
เปรอะเปื้อน ท่านพ่อจะสั่งให้ใส่ชุดธรรมดาแล้วทำงานไป โดยกำชับว่า "ขาว
ข้างนอกไม่สำคัญ ให้ใจขาวข้างในดีกว่า" ฯ
๐ โยมคนหนึ่งมาหาท่านพ่อในช่วงก่อนเข้าพรรษา แล้วเล่าให้ท่านฟังว่า
ตัวเองอดข้าวเย็นแล้วจะหิว ท่านก็ว่าใหญ่ "พระพุทธเจ้าอดข้าวจนเนื้อไม่มี
เหลือแต่หนังหุ้มกระดูก เพื่อเอาธรรมะมาสอนพวกเรา แต่เราจะอดข้าวแค่
มื้อเดียวก็ทนกันไม่ไหวแล้ว นี่เป็นเพราะอันนี้ที่เรายังต้องเวียนว่านตายเกิด
อยู่นี่" ทำให้โยมคนนั้นตั้งใจจะรักษาศีล ๘ ในพรรษานั้นให้จนได้
ในที่สุดก็ได้ถือศีล ๘ ทุกวันพระในพรรษาจนสำเร็จ เมื่อออกพรรษาแล้ว
ก็รู้สึกภูมิใจตัวเองมาก แต่พอเข้าไปหาท่านพ่อที่วัดมกุฏฯ ท่านก็พูดขึ้นมาว่า
"ดีนะพรรษาของเรามีแค่ ๑๒วัน เราก็สบายซิ ของคนอื่นก็ตั้ง ๓ เดือน"
ทำให้โยมคนนั้นรู้สึกละอายแก่ใจจึงตั้งใจรักษาศีล ๘ ตลอดพรรษาทุกปี ตั้งแต่
วันนั้นมาจนทุกวันนี้ ฯ
๐ ลูกศิษย์คนหนึ่งนั่งภาวนากับท่านพ่อ แล้วเผลอไปตบยุงที่มากัดที่แขน
ท่านก็เลยตั้งข้อสังเกตว่า "แหม เราคิดแพงนะ มันมาขอเลือดเรานิดเดียว
แต่เราเอาถึงชีวิต" ฯ
๐ ศิษย์อีกคนหนึ่งปรารภเรื่องศีล ๕ กับท่านพ่อว่า "ทีพระพุทธเจ้าทรง
ห้ามกินเหล้า ก็เพราะคนส่วนใหญ่กินแล้วขาดสติ แต่ถ้ากินโดยมีสติคงจะไม่
เป็นไรใช่ไหมครับท่านพ่อ" ท่านพ่อก็ตอบว่า "ถ้าเรามีสติจริง เราจะไม่กิน
มันเลย" ฯ
๐ อุบายแก้ตัวสำหรับผู้ที่จะไม่รักษาศีลข้อที่ ๕ นี้รู้สึกว่ามีมากต่อมาก
อีกวันหนึ่งมีศิษย์คนหนึ่งนั่งสนทนากับท่านพ่อ ในขณะที่ศิษย์คนอื่นกำลัง
ภาวนาในห้องนั้นด้วย เขาก็พูดว่า "การทีจะไม่กินเหล้านั้นผมทำไม่ได้ครับ
เพราะผมอยู่ในสังคม บางครั้งผมก็ต้องกินไปตามสังคมเขา" ท่านพ่อก็ชี้
คนที่นั่งหลับตาอยู่รอบๆตัวเขา แล้วถามว่า "ก็สังคมนี้ไม่เห็นกินเหล้ากัน
ทำไมไม่ทำตามสังคมนี้บ้าง" ฯ
๐ ศิษย์คนหนึ่งเห็นคนอื่นจะไปถือศีล ๘ ที่วัดอโศการาม ในงานประจำปี
ท่านพ่อใหญ่ จึงเล่าให้ท่านพ่อฟังว่า ตัวเองนึกอยากจะไปถือศีล ๘กับเขาด้วย
ท่านก็ตอบว่า "ระวังอย่าให้ศีลแปดเปื้อนก็แล้วกัน" ฯ
๐ ศิษย์อีกคนหนึ่งเห็นเพื่อนถือศีล ๘ กันที่วัด ก็เลยอยากถือกับเขาบ้าง
แต่พอตะวันบ่ายเดินผ่านกุฏิพระ เห็นลูกฝรั่งสวยๆ แล้วก็เก็บใส่ปาก ท่านพ่อ
เห็นก็ทักทันที "ไหนว่าจะถือศีล ๘ มีอะไรอยู่ในปาก" ลูกศิษย์ก็สะดุ้ง
เพราะสำนึกขึ้นมาได้ว่าศีลขาด ท่านพ่อก็เลยปลอบใจว่า "คนเราจะถือ
ศีล ๘ นั้น ไม่ค่อยจำเป็นนัก แต่ขอให้ถือศีล ๑ ก็แล้วกัน รู้จักไหมศีล ๑"
"เป็นยังไงท่านพ่อ"
"ศีล ๑ ก็คือ การไม่ทำชั่วนั่นแหละ ยึดข้อนี้ไว้ให้มั่น" ฯ
๐ ครั้งหนึ่งมีผู้ชายอายุกลางคนมาเที่ยววัด แล้วเกิดแปลกใจที่ได้เห็นว่า
มีพระฝรั่ง เขาก็เล่าความแปลกใจให้ท่านพ่อฟังว่า "ทำไมฝรั่งจึงบวชได้"
ท่านพ่อก็ตอบว่า "ฝรั่งเขาไม่มีใจหรือ" ฯ
๐ เคยมีผู้ชายมาขอบวชอยู่กับท่าน ๗ วัน ท่านก็บอกว่า "ไปบวชเผือก
บวชมัน เอาไปกิน ๗ วันยังดีกว่า" ฯ
#11
ตอบ: 24/05/2007 - 09:27
หรือเลี้ยงไม่ไหว ก็โยนปัญหาไปให้พระ คือฝากลูกชายให้อยู่วัด
ให้พระดัดนิสัยบ้าง ครั้งหนึ่งท่านพ่อปรารภเรื่องนี้ แล้วพูดว่า
"ตอนมันทุกข์ก็วิ่งมาหาพระ ไอ้ตอนมันสุขไม่เห็นนึกถึงพระกันเลย" ฯ
๐ สมัยหนึ่งมีชีปะขาวที่ใช้กำลังสมาธิรักษาโรค ได้ลงประวัติของ
ตัวเองในวารสารอ้างว่า แกเคยไปกราบท่านพ่อที่วัดมกุฏฯ แล้วท่านพ่อ
รับรองว่าแกได้ฌาน ซึ่งฟังแล้วก็รู้สึกว่าผิดจากปกตินิสัยท่านพ่อ
แต่เมื่อชื่อของท่านปรากฏอยู่ในวารสารนั้นแล้วมีคนมาหาท่านที่วัด
มากกว่าปกติ โดยหลงไปเข้าใจว่าท่านเป็นหมอดู หรือหมอรักษาโรค
เหมือนชีปะขาวคนนั้น มีคนหนึ่งมาถามท่านว่า ท่านรักษาโรคไต
ได้ไหม "ฉันรักษาได้แต่โรคเดียว คือ โรคใจ" ฯ
๐ มีคนหนึ่งที่เคยศึกษาธรรมะมามากพอสมควร ไปกราบท่านพ่อ
ที่วัดมกุฏฯ แล้วเล่าธรรมะที่เขาเคยศึกษามากมาย พอเขากลับ
ท่านพ่อก็เอ่ย "รู้มากก็ยากนาน คนรู้น้อยก็พลอยรำคาญ" ฯ
๐ โยมคนหนึ่งขออนุญาตจดธรรมะของท่านพ่อเพื่อกันลืม ท่านก็
ปฏิเสธ โดยบอกว่า "เราเป็นคนอย่างนั้นหรือ ไปไหนก็ต้องมีข้าวห่อ
ติดตัว กลัวจะอดข้างหน้า" แล้วท่านก็ให้เหตุผลต่อไปว่า "ถ้าเรามัว
แต่จดไว้ เราจะถือว่าถึงลืมก็ไม่เป็นไร เพราะยังอยู่ในสมุด ผลสุดท้าย
ธรรมะจะอยู่ในสมุดหมด ไม่มีเหลืออยู่ในใจของเรา" ฯ
๐ ในระหว่างการก่อสร้างเจดีย์ที่วัดธรรมสถิต มีช่วงหนึ่งที่ลูกศิษย์
ไปช่วยงานก่อสร้างเกิดทะเลาะกัน ลูกศิษย์คนหนึ่งไม่พอใจในเหตุการณ์
ไปรายงานท่านพ่อ ซึ่งขณะนั้นพักอยู่ที่วัดมกุฏฯ พอเขารายงานเสร็จ
ท่านพ่อก็ถามว่า
"รู้จักหินไหม" "รู้จักค่ะ"
"รู้จักเพชรไหม" "รู้จักค่ะ"
"แล้วทำไมไม่เลือกเก็บเพชรล่ะ เก็บมันทำไมหิน" ฯ
#12
ตอบ: 24/05/2007 - 10:30
ดีด้วยที่ลูกหันมาสนใจทางนี้ เคยมีศิษย์ท่านพ่อคนหนึ่งเกิดความ
ไม่พอใจต่อพ่อแม่ เมื่อปัญหานี้เกิดขึ้น แต่ท่านพ่อก็เตือนเขาว่า
"พ่อแม่เป็นผู้มีพระคุณต่อเรา ถ้าเราไปโกรธเขา ไปว่าเขา ไฟนรก
ก็สุมอยู่ที่หัวเรานะ ให้ระวังไว้ แล้วตรองไว้อีกให้ดีๆ ที่เขาไม่เห็น
ประโยชน์ในการปฏิบัติของเรา ให้ถามตัวเองว่า ทำไมไม่เสือก
ไปเกิดกับพ่อแม่ที่เขามีความสนใจในการปฏิบัติธรรมกันบ้าง ที่เรา
มาเกิดกับพ่อแม่ของเรา แสดงว่าเราได้ทำกรรมร่วมกับเขาไว้ ฉะนั้น
เราจึงต้องใช้กรรมไป ไม่จำเป็นที่จะต้องตอบโต้กับเขา" ฯ
๐ บางครั้งพอถึงเวลาปิดเทอม จะมีเด็กนักเรียนจากกรุงเทพฯ จำนวน
หนึ่งมาช่วยงานที่วัด พอดีมีเด็กคนหนึ่งกลัวผีเอามากๆ ท่านพ่อจึงใช้
ให้เด็กคนนั้นขึ้น - ลงเขา เพื่อเอาสิ่งนั้นสิ่งนี้ในเวลากลางคืนเสมอๆ เพื่อ
ให้เด็กชินกับความมืดและความเงียบสงัด จะได้จัดการกับความกลัวผีได้
แต่เด็กคนนั้นยังไม่วายที่จะกลัวอยู่นั่นเอง จึงออกปากขอคาถากันผีจาก
ท่านพ่อ ท่านก็หัวเราะแล้วบอกว่า "ผีเผอที่ไหนมี มัวแต่กลัวผีนอกอยู่นั่น
แหละที่อยู่กับผีในไม่รู้จักกลัว ตัวเรานี้น่ะผีเหมือนกัน ผีเป็นน่ะ รู้จักไหม
ป่าช้าผีดิบดีๆนี่เอง ทั้งผีหมู ผีวัว ผีควาย ผีเป็ด ผีไก่ สารพัดที่อยู่ในท้อง
เดินไปไหนก็เอาป่าช้าผีดิบติดตัวไปด้วย ยังจะกลัวอะไรอีก เอาล่ะ ถ้า
อยากได้คาถาก็จะให้ เอาไปท่องจำให้ขึ้นใจนะ ผีตายหลอกผีเป็น เกิดมา
ไม่เคยเห็นมีแต่ผีเป็นหลอกผีตาย" ฯ
๐ ถ้าใจเรามั่นในคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พวกที่เขาเล่นของ
เล่ยไสยศาสตร์ จะทำอะไรเราไม่ได้" ฯ
๐ ท่านพ่อเคยปรารภนักปฏิบัติที่ยังนับถือคนเข้าทรง ว่า "ถ้าต้องการ
ให้การปฏิบัติได้ผลดีต้องอธิษฐานว่า จะขอถือองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เป็นที่พึ่งอย่างเดียว อย่างอื่นไม่ใช่ที่พึ่ง" ฯ
๐ "เราเป็นผู้ปฏิบัติธรรม ไม่ต้องไปอัศจรรย์ใครทั้งนั้น ว่าเขาดีวิเศษ
วิโสแค่ไหน จะทำอะไรก็ต้องมีหลัก" ฯ
๐ "ท่านผู้รู้ทั้งหลาย เราไม่ต้องไปเที่ยวกราบท่านหรอก เป็นการลำบาก
เปล่าๆ ทั้งสองฝ่าย ให้กราบท่านในใจดีกว่า เรากราบท่านในใจนั่นแหละ
เราถึงท่านแล้ว" ฯ
๐ "ของจริงขึ้นอยู่กับเรา ถ้าเราทำจริงจะได้ของจริง ถ้าเราไม่ทำจริง
เราจะได้แต่ของปลอม" ฯ
๐ "ไปกี่ที่กี่วัด รวมแล้วก็วัดเดียวนะละ คือ วัดตัวเรา" ฯ
#13
ตอบ: 25/05/2007 - 09:28
๐ "ทำอะไรก็ให้นึกถึงพ่อแม่ครูบาอาจารย์ เราลืมท่านก็เหมือนเราตัด
รากของตัวเอง" ฯ
๐ "อย่าเป็นศิษย์นอกคอก หัวล้านนอกครู ครูบาอาจารย์สอนอะไร
ท่านก็ย่อมพิจารณาแล้ว ธรรมทั้งหลายที่มาสอนเรา ท่านก็ต้องเอาชีวิต
เข้าแลกมา พวกเราซิสบาย ไม่ต้องลำบากอะไรเลย ท่านเอามาป้อนให้ถึง
ปาก ยังไม่อยากจะเอากันเลย" ฯ
๐ ปกติเวลาท่านพ่อได้พระเครื่องหรือรูปครูบาอาจารย์ท่านก็แจกลูกศิษย์
ไป แต่นานๆทีที่จะให้ลูกศิษย์ที่ปฏิบัติท่านใกล้ชิด ถึงจะให้ก็ให้ด้วยอาการ
โยนทิ้งว่า "อยากได้ก็เอาไป"
ครั้งหนึ่งลูกศิษย์ที่อยู่ใกล้ชิดท่านก็บ่นแบบน้อยใจว่า ทำไมท่านพ่อได้
พระดีๆ ก็แจกคนอื่นหมด ไม่เคยให้เขาสักที ท่านก็ตอบทันที "ของดีกว่านั้น
ก็ให้ไปแล้ว ทำไมไม่เอา" ฯ
๐ ทุกครั้งที่ปลงผมท่านพ่อ ท่านก็สั่งให้เอาเส้นผมท่านไปทิ้งที่โคนไม้
แต่ถ้าวันโกนตรงกับวันหยุดราชการ จะต้องมีลูกศิษย์ฆราวาสถือขันคอยที่
กุฏิท่าน เพื่อขอเส้นผมท่านจากพระอุปัฏฐาก เมื่อท่านพ่อทราบว่าเขารอ
อยู่เพื่ออะไร ท่านก็ว่า "เฮ้ย สมบัติขี้ทุกข์ขี้ยาก" ฯ
๐ วันหนึ่งในขณะที่ลูกศิษย์ผู้ชายคนหนึ่งกำลังบีบนวดขาถวายท่านพ่อ
อยู่ ม๊ศิษย์ผู้หญิงพูดขึ้นมาว่า "แหม โชคดีจริงๆ ที่เกิดมาเป็นผู้ชาย ได้
ปรนนิบัติใกล้ชิดท่านพ่อ ลูกอยากจะเกิดเป็นผู้ชายบ้างเจ้าค่ะ จะได้มีโอกาส
อย่างนี้บ้าง" ท่านพ่อจึงหันมาบอกว่า "การปฏิบัติครูบาอาจารย์ไม่ใช่ของ
เล่นๆนะเหมือนดาบสองคม ถ้ารู้จักใช้ดาบให้ดีก็มีประโยชน์ ถ้าใช้ไม่ดี
ประมาท ดาบนั่นแหละจะเชือดคอเจ้าของ ยิ่งใกล้ชิดท่านผู้รู้แล้วยิ่งน่ากลัว
ใหญ่ ประมาทนิดเดียวตกนรกเลย" ฯเ
ศิษย์ผู้หญิงคนนั้นเลยร้องตอบว่า "โอ๊ย ถ้าอย่างนั้น ไม่เอาแล้วเจ้าค่ะ"
ท่านพ่อหัวเราะน้อยๆ แล้วพูดต่อ "เออ ให้รู้จักพอใจในสิ่งที่เรามี
เป็นผู้หญิงก็มีโอกาสได้มรรคได้ผลเหมือนกัน ให้ภาวนาไป ไอ้บุญอย่างนี้
ไม่ต้องไปหวังมันหรอก" ฯ
๐ ลูกศิษย์คนหนึ่งเป็นคนช่างถาม สงสัยอะไรก็ถามท่านพ่ออยู่เรื่อย
เรื่องภาวนาบ้าง ปัญหาชีวิตบ้าง บางครั้งท่านก็ตอบดีๆ บางครั้ง
ท่านก็ย้อนถามว่า "ทำไมจะค้องให้มีคนป้อนถึงปากอยู่ตลอดเวลา ให้คิด
เอาเองบ้างซิ" ฯ
๐ ท่านพ่อเคยปรารภเรื่องคนที่ต้องให้ครูบาอาจารย์แก้ปัญหาในชีวิต
ทุกอย่างว่า "เหมือนลูกหมาพอมีขี้ติดตูดอยู่นิดหนึ่ง ก็ต้องรีบวิ่งไปหาแม่
ไม่ร้จักล้างตัวเองบ้าง อย่างนี้เรียกว่า "ลูกแหง่ เลี้ยงไม่โตสักที" ฯ
๐ "คนติดครูบาอาจารย์ก็เหมือนแมลงหวี่มาตอม ไล่เท่าไรๆ ก็ไม่
ยอมไป" ฯ
๐ "พวกภาวนาที่อยู่ใกล้ๆครูบาอาจารย์ แต่รู้จักท่านก็เหมือนทัพพีอยู่
ในหม้อแกง ไม่มีโอกาสรู้รสของแกงว่า เปรี้ยว เผ็ด มัน อย่างไร" ฯ
#14
ตอบ: 25/05/2007 - 09:44
๐ "ถ้าครูบาอาจารย์ชมใครต่อหน้า แสดงว่าคนนั้นก็หมดแค่นั้น
ชาตินี้คงไม่ได้ปฏิบัติอะไรให้ยิ่งกว่านั้น ที่ท่านชมก็เพื่อให้เขาภูมิใจ
ว่า ในชาตินี้เขาได้ปฏิบัติถึงขนาดนี้ ใจจะได้มีอะไรไว้ยึดเหนี่ยวต่อไป" ฯ
๐ ธรรมดาของลูกศิษย์บางคน อยากจะให้อาจารย์ดัง โดยไม่คำนึง
ถึงว่า ความดังนั้นจะส่งผลกระทบกระเทือนถึงอาจารย์และศิษย์อื่นด้วยกัน
อย่างไรบ้าง ครั้งหนึ่งลูกศิษย์ปรารภหญ้าที่กำลังขึ้นสูงๆ หน้าวัดธรรมสถิต
แล้วพูดเป็นนัยให้ท่านพ่อฟังว่า "รกคนดีกว่ารกหญ้านะ ท่านพ่อ" ท่านพ่อ
ก็ตอบทันที "รกคนบ้า รกหญ้าดีกว่า" ฯ
๐ สมัยสร้างเจดีย์เสร็จใหม่ๆ มีศิษย์หลายคนมากราบเรียนท่านพ่อว่า
จะขอนิมนต์หรือขอเชิญผู้มีเกียรติผู้นั้นผู้นี้มาป็นประธานในงานบรรจุพระบรม
สารีริกธาตุ ท่านพ่อก็ปฏิเสธโดยบอกว่า "ถ้างานนั้นเราทำเองไม่ได้ ทำไม่
สำเร็จ ก็น่าจะเชิญเขามา แต่ถ้าเราทำเองได้ จะเชิญเขามาทำไม ลำบาก
ไปเปล่าๆทั้งสองฝ่าย" ฯ
๐ มีลูกศิษย์คนหนึ่งมาขอรูปเล็กๆของท่านพ่อเพื่อห้อยไว้ที่คอ ท่านก็บอก
ว่า "ไม่ต้องห้อยรูปครูบาอาจารย์หรอก ไม่ต้องไปบอกว่า ใครเป็นอาจารย์
รู้ไว้ที่ใจก็พอ" ฯ
#15
ตอบ: 25/05/2007 - 19:01
กับท่านว่า รักท่าน เคารพท่าน เหมือนพ่อบังเกิดเกล้า บางครั้งท่านก็ย้อน
ถามว่า "จริงอย่างที่พูดหรือเปล่า ถ้าจริงก็อย่าลืมลมซิ รักพ่อจริงอย่าทิ้งลม
นะลูก" ฯ
๐ และมีศิษย์อีกหลายคนที่มีความเชื่อมั่นว่าท่านพ่อต้องรู้วาระจิตเขา
เพราะมีหลายต่อหลายครั้งที่ท่านพูดหรือทำอะไรที่ตรงกับเรื่องที่เขากำลังคิด
หรือข้องใจอยู่ แต่คำพูดที่ท่านพูดในกรณีแบบนี้ ส่วนใหญ่มีความหมายพิเศษ
เฉพาะสำหรับบางคนที่อยู่ในเหตุการณ์ ฉะนั้นจึงต้องยกเว้นไว้เป็นสมบัติ
ส่วนตัวของคนเหล่านั้น แต่ในที่นี้จะขอกล่าวถึง ๒ กรณีที่เห็นว่าเป็นคติดี
สำหรับผู้ปฏิบัติธรรมทั่วไป
ครั้งหนึ่งมีศิษย์ผู้ชายคนหนึ่งเดินทางจากกรุงเทพฯเพื่อช่วยงานก่อสร้าง
เจดีย์ที่วัดธรรมสถิต พอลงที่ปากซอยเข้าวัดก็นึกขี้เกียจเดินเข้าไป เพราะเป็น
ระยะทางตั้ง ๒ กิโลเมตร เขาจึงนั่งรอหน้าร้านที่ปากซอยเผื่อจะมีรถเข้าไป
รอสักพักหนึ่งก็เกิดนึกขึ้นในใจว่า "ถ้าท่านพ่อแน่จริง จะต้องมีรถผ่านมารับเรา
เข้าวัด" แต่รอจนแล้วจนรอด ๒ - ๓ ชั่วโมง ไม่มีรถผ่านเข้าซอยสักคัน เขา
จึงต้องเดินเข้าไป พอถึงวัดก็ไปกราบท่านพ่อ แต่เมื่อท่านพ่อเห็นเขาเดินเข้า
มาหา ท่านก็เข้าห้องปิดประตู เขาก็เริ่มใจไม่ดี แต่ยังกราบลงที่หน้าประตูห้อง
พอเขากราบเสร็จ ท่านพ่อก็เปิดประตูบอกว่า "กูไม่ได้ขอร้องให้มึงมา มึงมา
ของมึงเอง" ฯ
๐ คืนอีกวันหนึ่งศิษย์ คนนั้นนั่งภาวนาที่เจดีย์โดยหวังว่าจะมีเสียงนิมิต
เข้าหู บอกเลขสัก ๒ - ๓ ตัว แต่แทนที่จะได้ยินเสียงนิมิต กลับได้ยิน
เสียงองค์ท่านพ่อจริงๆ เดินผ่าน แล้วถามลอยๆ ว่า "นี่ จะมาเอาอะไร
เป็นที่พึ่ง" ฯ
#16
ตอบ: 26/05/2007 - 22:02
#17
ตอบ: 28/05/2007 - 10:46
:01: ดีใจจังค่ะมีภาคภาษาอังกฤษด้วย
ขอเรียนเชิญท่านที่มีภาษาอังกฤษแข็งแรงอ่านล่วงหน้าต่อจนจบก่อนนะคะ :03:
ส่วนผู้ที่มีภาษาไทยแข็งแรงกว่าเช่นดิฉัน(แต่จิ้มดีดไม่แข็งแรงนัก)
โปรดติดตามภาคภาษาไทยตอนต่อไปค่ะ :10:
#18
ตอบ: 28/05/2007 - 11:54
๐ ท่านอาจารย์มั่นเคยพูดไว้ว่า "คนเราก็เหมือนกัน แต่ก็ไม่เหมือนกัน
แต่รวมแล้วก็เหมือนกัน" อันนี้ต้องเอาไปคิดมากๆหน่อย จึงจะเข้าใจ
ความหมายของท่าน" ฯ
๐ โยมคนหนึ่งไปนั่งที่วัดมกุฏฯ รู้สึกไม่สบายใจเพราะวันก่อนมีลูกศิษย์
อีกคนหนึ่งไปต่อว่าท่านพ่อเป็นการใหญ่ พอท่านพ่อทราบว่าโยมคนนี้ไม่
สบายใจเรื่องอะไร ท่านก็ว่า "คนมันโง่ ไม่รู้จักคำว่า "คน" ไม่ใช่จะมีแต่
คน ๒ ขาเดินได้ คนที่เขาคนอยู่ในหม้อให้มันเละมันเปื่อยมันวุ่นวายก็มี
แล้วเราไปปล่อยให้เขาคนอยู่ในใจของเราให้มันเศร้าหมอง ถ้ารู้จักอย่างนี้
จะได้ทำใจได้" ฯ
๐ "อย่าไว้ใจทาง อย่างวางใจคน จะจนใจเอง" ฯ
๐ "จะดูคนอื่น ต้องดูที่เจตนาเขา" ฯ
๐ "เราจะให้คนอื่นเขาดี เราต้องดูว่า ดีของเขามีอยู่แค่ไหน ถ้าดี
ของเขามีอยู่แค่นั้น เราจะให้เขาดีกว่านั้น เราก็โง่" ฯ
๐ กราบท่านพ่อครั้งแรก โยมคนหนึ่งพูดกับท่านว่า "หมู่นี้โยมทำงาน
ไม่ค่อยสะดวกใจ ไม่รู้เป็นอะไร รู้สึกหงุดหงิดอยู่ตลอดเวลา" ท่านก็นิ่ง
สักครู่หนึ่ง แล้วบอกว่า "ทำงานอย่าเอาแต่ใจตัวเอง เราทำอะไรเราก็ว่า
เราถูก แต่มันอาจจะไม่ถูกคนอื่นเขา อย่ามัวแต่ว่าคนนั้นทำผิด คนนี้ทำผิด
ให้กลับมาดูความผิดของตัวเองอย่างเดียวดีกว่า" ฯ
๐ "ใครจะดีอย่างไร จะชั่วอย่างไร ก็เรื่องของเขา เราดูเรื่องของ
เราดีกว่า" ฯ
๐ ศิษย์คนหนึ่งเล่าให้ท่านพ่อฟังถึงปัญหาทั้งหลายแหล่ที่เข้ามาเรื่อยๆ
ในที่ทำงาน ตัวเองก็อยากจะลาออกอยู่เงียบๆ แต่ก็ลาไม่ได้ ท่านพ่อจึง
แนะนำว่า "ในเมื่อเราต้องอยู่กับมัน เราต้องรู้จักให้อยู่เหนือมัน เราจึง
จะอยู่ได้" ฯ
๐ "เราต้องทำงาน อย่าให้งานมันทำเรา" ฯ
๐ "ศิษย์คนหนึ่งขอคำแนะนำจากท่านพ่อเรื่องปัญหาในการร่วมสังคม
ทางโลกว่า บางครั้งต้องสังสรรค์ร่วมกิจกรรมหรือเที่ยวกับคนหมู่มาก ซึ่ง
ความจริงแล้วน่าจะสนุก แต่ส่วนลึกแล้วรู้สึกเศร้าสลดอย่างไรชอบกล
ท่านพ่อก็บอกว่า "เราอยู่กับสังคม บางทีต้องทำตามเขา แต่ขัดใจเรา
ถ้าเราทำตามใจเรา เราก็จะขัดกับพวกเขา คนเราต้องรักตัวเองยิ่งกว่า
คนอื่น ฉะนั้นจะทำอย่างไรจึงจะได้ทั้ง ๒ อย่าง คือ ทำตามเขาแต่กาย
ส่วนใจมีสติรู้อยู่ข้างใน คือ รักษาลม" ฯ
๐ ศิษย์อีกคนหนึ่งมาบ่นกับท่านพ่อว่าทั้งในบ้าน ทั้งในที่ทำงาน
ตัวเองต้องเจอแต่ปัญหาหนักๆ แทบเป็นแทบตายทั้งนั้น ท่านจึงบอกว่า
"เราเป็นจริง จึงต้องเจอของจริง" ฯ
๐ "เจออุปสรรคอะไร เราก็ต้องสู้ ถ้าเรายอมแพ้เอาง่ายๆ เราจะต้อง
แพ้อยู่เรื่อย" ฯ
๐ "ข้างในเราก็ต้องแกร่ง มีอะไรมากระทบ เราจะได้ไม่หวั่นไหว" ฯ
๐"ให้พกหิน อย่าพกนุ่น" ฯ
#19
ตอบ: 29/05/2007 - 13:18
๐ ศิษย์คนหนึ่งปรับทุกข์กับท่านพ่อว่า เวลาเขาทำอะไรที่บ้าน หรือที่ทำงาน
คนอื่นมักจะมองเขาในแง่ไม่ดีอยู่เสมอ ท่านพ่อก็สอนให้เขาพิจารณาอย่างนี้
“หู-ตาคนอื่นเป็นหูกระทะ-ตาไม่ไผ่ หูกระทะเป็นยังไง เวลาเราพูด เขาฟัง
รู้เรื่องไหม”
“เปล่าไม่รู้เรื่องรู้ราว”
“แล้วตาไผ่เป็นยังไง”
“มันก็แหลมๆ ถ้าเราไม่ระวัง มันก็จะทิ่มเอา”
“นั่นแหละซิ แล้วจะเอาอะไรกับมัน” ฯ
๐ ลูกศิษย์อีกคนหนึ่งเจอปัญหาในที่ทำงาน คือมีคนชอบนินทาเขาอยู่เรื่อย
ตอนแรกเขาไม่คิดอะไร เพียงแต่ทนเอาเฉยๆ แต่เมื่อเจอบ่อยเข้าก็รู้สึกเบื่อ อยู่
มาวันหนึ่งที่รู้สึกเบื่อเรื่องนี้เอามากๆ ก็ไปนั่งภาวนากับท่านพ่อที่วัดมกุฏฯ แล้วนิมิต
เห็นภาพตัวเองซ้อนๆๆ หลายชั้นจนนับไม่ถ้วน ทำให้คิดต่อว่าตัวเองเกิดมาหลายภพ
หลายชาติ คงจะเจอเรื่องแบบนี้มาหลายครั้งแล้ว ทำให้ยิ่งรู้สึกเบื่อใหญ่ พอออก
จากสมาธิก็เล่าให้ท่านพ่อฟังว่ารู้สึกเบื่อมากๆ ต่อการนินทานี้ ท่านพ่อก็สอน
ให้วางโดยบอกว่า “สิ่งพรรค์นี้เป็นโลกธรรม เป็นของคู่กับโลก เมื่อดีก็ต้องมี
ไม่ดีด้วย รู้อย่างนี้จะไปยุ่งกับมันทำไม” แต่กิเลสที่กำลังมาแรง ทำให้ศิษย์คนนี้
โต้ตอบกับท่านพ่อว่า “ก็หนูไม่ได้ไปยุ่งกับมัน มันมายุ่งกับหนูเอง” ท่านก็เลยสวน
ทางทันที “แล้วทำไมไม่ถามตัวเองว่า เสือกเกิดมาทำไม” ฯ
๐ เขาว่าเราไม่ดี มันก็อยู่แค่ปากเขา ไม่เคยถึงตัวเราสักที” ฯ
๐ “คนอื่นเขาด่าเรา เขาก็ลืมไป แต่เราไปเก็บมาคิด เหมือนเขาคายเศษอาหาร
ทิ้งไป แล้วเราไปเก็บมากิน แล้วจะว่าใครโง่” ฯ
๐ “ใครจะด่าจะว่ายังไงก็ช่างหัวมัน อย่าไปสนใจ ให้หัดเอาหินถ่วงหูไว้บ้าง
อย่าเอามาหาบมาคอนหนักเปล่าๆ ของไร้สาระ” ฯ
๐ วันหนึ่งท่านพ่อตั้งปัญหาให้โยมคนหนึ่งว่า “ถ้าเสื้อผ้าของโยมตกลง
ไปในบ่ออาจม โยมจะเอาขึ้นไหม”
โยมก็งง แต่รู้ตัวว่าจะตอบปัญหาท่านพ่อแบบเซ่อๆว่าๆไม่ได้
จึงตอบว่า “ก็แล้วแต่ ถ้าเรามีชุดนั้นชุดเดียว คงจำเป็นจะต้องเอาขึ้นมา
แต่ถ้ามีชุดอื่น ก็คงจะปล่อยทิ้งไป ท่านพ่อหมายถึงอะไร”
“คนเราที่ชอบฟังเรื่องไม่ดีของคนอื่น ถึงแม้ว่าเราไม่ได้รับกรรมของเขา
แต่กลิ่นมันจะต้องมาถึงเรา” ฯ
๐ เวลาลูกศิษย์คนไหนถือโกรธอยู่ในใจ ท่านพ่อจะสอนว่า “ความโกรธแค่นี้
เราสละกันไม่ได้หรือ ให้คิดว่าเราให้ทานเขาไป คิดดูสิ พระเวสสันดรสละไป
แค่ไหน ท่านก็ยังสละได้ ไอ้ของแค่นี้ไม่มีค่าอะไร ทำไมเราสละกันไม่ได้” ฯ
๐ “โกรธคือโง่ โมโหคือบ้า” ฯ
๐ “ทิฏฐิกับสัจจะ มันคนละอย่างกัน ถ้ารักษาคำพูดด้วยใจขุ่นมัว
คิดจะเอาชนะเขา นั่นคือตัวทิฏฐิ ถ้ารักษาด้วยใจปลอดโปร่ง สงบเยือกเย็น
นั่นคือสัจจะ ถ้าเวลารักษาสัจจะ เราก็กัดฟันไปด้วย นั่นไม่ใช่สัจจะ
หรอก” ฯ
คำตอบต่อไป: มุก - มุก - มุก - nonbkk04 - มุก - มุก - มุก - มุก - มุก - มุก - มุก - มุก - มุก - มุก - มุก - มุก - มุก - มุก - มุก - มุก - มุก - มุก - มุก - มุก - มุก - มุก - มุก - มุก -

เข้าระบบ
ลงทะเบียน
ช่วยเหลือ


อ้างอิงคำตอบ
