ลานธรรมเสวนา: ฐานิยปูชา 2559 - ลานธรรมเสวนา

เข้าไปดูเนื้อหา

  • (3 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • 3
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • ท่านไม่สามารถตอบกลับกระทู้นี้ได้

ฐานิยปูชา 2559 (หนังสือ) เกร็ดธรรมคำสอน หลวงพ่อพุธ ฐานิโย ให้คะแนนกระทู้: -----

#0 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11645
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 29/12/2016 - 12:02




:09: :09: :09:


รูปภาพถูกใส่ลงไปแล้ว



ฐานิยปูชา ๒๕๕๙


เกร็ดธรรมคำสอน



พระราชสังวรญาณ

(หลวงพ่อพุธ ฐานิโย)



:09:





หมายเหตุ :

1. การทยอยพิมพ์หนังสือเล่มนี้เป็นรายการต่อเนื่องในชุดหนังสือ ฐานิยปูชา นะคะ

หากท่านต้องการอ่านต่อเนื่อง...สามารถเข้าอ่านเล่มที่ผ่านมาได้ตามลิงก์ด้านล่างนี้ค่ะ


ฐานิยปูชา 2535

http://larndham.org/...%E0%B8%B2-2535/


ฐานิยปูชา 2536

http://larndham.org/...B8%B4%E0%B8%95/


ฐานิยปูชา 2537

http://larndham.org/...60&#entry778194


ฐานิยปูชา 2538

http://larndham.org/...B8%B5%E0%B8%A5/


ฐานิยปูชา 2539

http://larndham.org/...%E0%B8%B2-2539/


ฐานิยปูชา 2540

http://larndham.org/..._0&#entry785597


ฐานิยปูชา 2541

http://larndham.org/...%E0%B8%B2-2541/


ฐานิยปูชา 2542

http://larndham.org/...%E0%B8%B2-2542/


ฐานิยปูชา 2543

http://larndham.org/...%E0%B8%B2-2543/


ฐานิยปูชา 2544

http://larndham.org/...%E0%B8%B2-2544/


ฐานิยปูชา 2545

http://larndham.org/...%E0%B8%B2-2545/


ฐานิยปูชา 2546

http://larndham.org/..._0&#entry741022


ฐานิยปูชา 2547

http://larndham.org/...%E0%B8%B2-2547/


ฐานิยปูชา 2548

http://larndham.org/..._0&#entry745717


ฐานิยปูชา 2549

http://larndham.org/...%E0%B8%B2-2549/


ฐานิยปูชา 2550

http://larndham.org/...%E0%B8%B2-2550/


ฐานิยปูชา 2551

http://larndham.org/...%E0%B8%B2-2551/


ฐานิยปูชา 2552

http://larndham.org/...%E0%B8%B2-2552/


ฐานิยปูชา 2553

http://larndham.org/...%E0%B8%B2-2553/


ฐานิยปูชา 2554

http://larndham.org/...%E0%B8%B2-2554/


ฐานิยปูชา 2555

http://larndham.org/...%E0%B8%B2-2555/


ฐานิยปูชา 2556

http://larndham.org/...%E0%B8%B2-2556/


ฐานิยปูชา 2557

http://larndham.org/...%E0%B8%B2-2557/


ฐานิยปูชา 2558

http://larndham.org/...%E0%B8%B2-2558/



2. การจัดรูปแบบในการโพสต์
เภตราขอปรับการจัดย่อหน้าให้เข้ากับลักษณะการอ่านหน้าเว็บนะคะ


:33:


กราบขอบพระคุณอาจารย์ ดร.ดาราวรรณ เด่นอุดม
ท่านกรุณาให้มีการจัดส่งหนังสือหนังสือฐานิยปูชาเล่มใหม่มาให้ทุกปีค่ะ

ซึ่งท่านใดที่ต้องการหนังสือในชุดฐานิยปูชาเล่มใดก็ตาม
หรือต้องการ copy บทธรรมเทศนาไปใช้ในงานอื่นใด
กรุณาติดต่อ ดร.ดาราวรรณ เด่นอุดม ที่ วัดวะภูแก้ว ค่ะ

รายละเอียดการติดต่อดูได้จาก

http://www.thaniyo.com/


:09:

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0


  • (3 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • 3
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • ท่านไม่สามารถตอบกลับกระทู้นี้ได้

การตอบอื่นๆต่อกระทู้นี้

คำตอบก่อนหน้า: เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา -

#23 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11645
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 02/01/2017 - 13:22

:09:


วิธีปลุกจิตใต้สำนึกให้ตื่น


การปฏิบัติสมาธินี่ ขอให้เราทำความเข้าใจอย่างนี้ คนเราทุกคนเกิดมา มีฤทธิ์ มีสมาธิ มีอิทธิพล มีอำนาจอยู่ในตัว แต่ในเมื่อเรายังไม่ได้มีการปฏิบัติเพื่อขุดคุ้ยให้มันตื่นขึ้นมา มันก็ยังอยู่ในจิตใต้สำนึก

เพราะฉะนั้น การปฏิบัติสมาธิจึงเป็นการปลุกจิตใต้สำนึกให้ตื่นขึ้นมา

เมื่อเราสามารถปลุกจิตใต้สำนึกให้ตื่นขึ้นมา เราจะรู้สึกว่าจิตของเรามีสติ เตรียมรู้พร้อมอยู่ในจิตทุกขณะจิต อันนี้จิตใต้สำนึกมันตื่นขึ้นมาแล้ว

เมื่อจิตใต้สำนึกตื่นขึ้นมาเต็มที่ ฤทธิ์ อิทธิพล และอำนาจที่มีอยู่ในตัว มันก็ผุดขึ้นมาพร้อมกับจิตใต้สำนึก

อันนี้ขอให้ท่านทั้งหลายพึงทำความเข้าใจไว้อย่างนี้

หลักการปฏิบัติสมาธิเพื่อปลุกจิตใต้สำนึกให้มันตื่นขึ้นมา จะขอพูดในหลักใหญ่ๆ ๓ ประการ

หลักที่ ๑ บริกรรมภาวนา

หลักที่ ๒ ใช้สติปัญญาพิจารณาตามสัญญาที่เราเรียนมา

หลักที่ ๓ กำหนดสติตามรู้อารมณ์จิต ยืน เดิน นั่ง นอน รับประทาน ดื่ม ทำ พูด คิด เป็นอารมณ์จิต เรากำหนดสติตามรู้ ได้ชื่อว่าเป็นการปฏิบัติสมาธิ


:09:

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#24 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11645
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 02/01/2017 - 13:29

:09:


สวดมนต์และนั่งสมาธิเป็นเรื่องเดียวกัน


พุทธบริษัทของเราทั้งหลายยังพากันเข้าใจผิด เข้าใจผิดอะไร เข้าใจผิดว่าสวดมนต์ก็เรื่องหนึ่ง ปฏิบัติสมาธิก็อีกเรื่องหนึ่ง อันนี้เป็นการเข้าใจผิด

การปฏิบัติสมาธิคือทำจิตให้มีสิ่งรู้ สติมีสิ่งระลึก จะเป็นอะไรก็ได้

เมื่อเป็นเช่นนั้น เมื่อเราหยิบดอกไม้ปักลงไปในแจกัน เรามีสติ เราก็ได้ชื่อว่าปฏิบัติสมาธิ

เอาเทียนไปติดเชิงเทียน แล้วจุดบูชา จุดธูปบูชา กราบพระลงไปด้วยความมีสติ ก็คือการปฏิบัติสมาธิ

เมื่อเรามากล่าวสรรเสริญคุณของพระพุทธเจ้า อรหังสัมมา... สวากขาโต... สุปฏิปันโน... เจริญพุทธคุณ ธรรมคุณ ที่เรียกว่าสวดมนต์ทำวัตรเช้า-วัตรเย็น นั่นแหละอันนั้นก็คือการปฏิบัติสมาธิ เพราะสิ่งนั้นก็เป็นอารมณ์สิ่งรู้ของจิต สิ่งระลึกของสติของผู้ปฏิบัติ

เพราะฉะนั้นอย่าไปเข้าใจผิด บางท่านนั่งสวดมนต์ รีบสวดๆๆ สวดเอาๆๆ จะรีบสวดให้มันจบ แล้วจะได้ไปรีบนั่งสมาธิ เป็นการเข้าใจผิด

เพราะฉะนั้น สวดมนต์ก็ดี ทำอะไรก็ดี ที่เรามีสติจดจ่อรู้อยู่กับสิ่งๆ นั้น เป็นการปฏิบัติสมาธิทั้งนั้น


:09:

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#25 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11645
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 02/01/2017 - 13:34

:09:


คำบริกรรมทุกแบบมีค่าเท่ากัน


หลักของการบริกรรมภาวนาที่เราใช้กัน สอนกันอยู่ในปัจจุบันนี้ บริกรรมภาวนา พุทโธ สัมมาอรหัง ยุบหนอ-พองหนอ ๓ อย่างนี้เป็นบริกรรมภาวนา

การบริกรรมภาวนาเพื่อยังจิตให้มาติดอยู่ในสิ่งๆ เดียว คือบริกรรมภาวนา แล้วมันจะได้ละวางสิ่งต่างๆ ที่มันวุ่นวาย

เมื่อจิตมาติดอยู่กับคำบริกรรมภาวนาอย่างแน่วแน่ เราก็จะรู้สึกว่า กายเบา จิตก็เบา เพราะจิตของเราวางภาระแล้ว มาเอา พุทโธ หรือสัมมาอรหัง ยุบหนอ-พองหนอ เพียงคำเดียว

ก็เหมือนกับเราถือของสิ่งเดียว นอกจากมันจะไม่หนักมือแล้ว มันยังไม่พะรุงพะรัง


การบริกรรมภาวนานี่ พุทโธ สัมมาอรหัง ยุบหนอ-พองหนอ มีค่าเท่ากัน อย่าไปเข้าใจผิดว่า ภาวนาพุทโธดี ภาวนายุบหนอ-พองหนอดี สัมมาอรหังดี หรืออันอื่นๆ นอกเหนือไปจากนี้ไม่ดี อะไรทำนองนี้ อย่าไปเข้าใจผิด

คำบริกรรมภาวนาเป็นเพียงสื่อนำจิตให้เข้าไปสู่ความสงบ

เมื่อจิตสงบนิ่งว่างลงไป คำบริกรรมภาวนา ๓ คำนี้ จิตเขาจะทิ้งไปหมด ยังเหลือแต่ความว่างอย่างเดียว

ถ้าผู้ปฏิบัติปล่อยให้จิตของตัวว่างอยู่อย่างนั้น ไม่ได้ไปทักไปท้วงมัน ปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติของมัน เมื่อจิตว่างลง ปล่อยวางอารมณ์ทั้งปวง แสดงว่าจิตของเรากำลังก้าวไปสู่ความเป็นอิสระ ไม่ต้องพึ่งพาอาศัยสิ่งใด


:09:

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#26 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11645
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 02/01/2017 - 13:43

:09:


จิตว่างแล้วสร้างนิมิต


พอหลังจากที่จิตว่างแล้ว จิตเพิ่มพลังงานมากขึ้น ทางไปของเขามีอยู่ ๓ ทาง


ทางหนึ่ง ถ้าพุ่งออกไปข้างหน้า จะเกิดมโนภาพ ซึ่งเรียกว่านิมิต เมื่อนิมิตเกิดขึ้น นิมิตนั้นก็มีลักษณะเหมือนกับการที่เรานอนหลับแล้วฝันไป แต่นิมิตที่เกิดจากสมาธิมันแน่นอนกว่าการนอนหลับฝันอย่างธรรมดา

เมื่อจิตไปเห็นนิมิตอย่างนั้น ถ้าเราสามารถประคับประคองจิตของเราให้หยุดอยู่ในสภาพปกติ ไม่เอะใจ ไม่ตกใจ แล้วก็ไม่สร้างความคิดอะไรขึ้นมา กำหนดสติรู้จิตอย่างเดียว

เพราะว่านิมิตนั้นเป็นสิ่งที่จิตของเราสร้างขึ้น เมื่อเรากำหนดสติรู้เพียงอย่างเดียว จิตของเราก็จะระงับแน่วแน่ดิ่งลงๆๆ เป็นสมาธิที่มั่นคง ภาพนิมิตก็จะชัดเจนขึ้น แต่เป็นภาพนิ่งไม่ไหวติง


ถ้าท่านผู้ใดปฏิบัติได้นิมิตตามที่กล่าวนี้ สมาธิเป็นสมถกรรมฐาน นิมิตเป็นอุคคหนิมิต เพราะนิมิตนิ่งอยู่อย่างเดียว ไม่ไหวติง

เมื่อสมถะมีพลังเข้มแข็งขึ้น จิตของเราสามารถจะปฏิรูปภาพนิมิตนั้นให้มีอันเป็นไปต่างๆ บางทีย่อเล็กลง บางทีขยายใหญ่ขึ้น บางทีก็สลายตัวไป บางทีเนื้อหนังของนิมิตพังไปเหลือแต่โครงกระดูก โครงกระดูกแหลกละเอียดจมหายไปในแผ่นดิน

ถ้าจิตของนักปฏิบัติเป็นเช่นนี้ สมาธิเป็นสมาธิในวิปัสสนา นิมิตเป็นปฏิภาคนิมิต เพราะจิตสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงขึ้นมาได้


ในเมื่อผู้ปฏิบัติมีสติสัมปชัญญะกำหนดรู้อยู่ตลอดไป จิตของเขาจะสงบละเอียดๆๆ ขึ้นทุกที จนกระทั่งถึงจุดที่ว่าร่างกายตัวตนหายไป นิมิตที่มองเห็นก็หายไป หรือบางทีอาจจะมองเห็นตัวเองนอนตายเหยียดยาว แล้วก็เน่าเปื่อยผุพังสลายตัวไป

ในขณะที่จิตมันรู้เห็นอยู่นั้น มันมีแต่นิ่งอย่างเดียว เพราะสมาธิที่เป็นไปโดยธรรมชาติแล้ว ผู้ปฏิบัติจะไม่มีสัญญาเจตนาที่จะไปนึกไปคิดอะไรทั้งสิ้น ถ้าสมาธิอันใดที่ผู้ปฏิบัติยังคิดอย่างนั้น คิดอย่างนี้ได้อยู่ อันนั้นมันยังไม่ใช่สมาธิ เป็นแต่เพียงความสงบ

ถ้าลงได้มีสมาธิอย่างแน่วแน่แล้ว สัญญาเจตนาจะประคับประคองจิตไปอย่างไรนั้นมันไม่มีในความรู้สึกของเรา มีแต่จิตจะปฏิวัติตัวไปเองของมัน

อันนี้ทางหนึ่งที่จิตของนักปฏิบัติจะพึงเป็นไป


:09:

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#27 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11645
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 02/01/2017 - 13:48

:09:


จิตสว่างไสวครอบกาย


เมื่อจิตว่าง จิตวิ่งเข้าจับลมหายใจ เดินตามลมหายใจ ออก-เข้า ออก-เข้า ในที่สุดจิตสงบละเอียดแน่วแน่ลงไป วิ่งตามลมหายใจ มาสงบสว่างในท่ามกลางของร่างกาย สามารถแผ่รัศมีออกมาครอบกายทั้งหมด จะมองเห็นความสว่างไสวรอบกาย

จิตดวงนี้สามารถที่จะมองเห็นอวัยวะภายใน ซึ่งเรียกว่า อาการ ๓๒ ตั้งแต่ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เป็นต้น จะรู้สึกว่าในตัวของเรานี่สว่างไสวไปหมด เพราะจิตไปอยู่ในท่ามกลาง แล้วมันก็พุ่งแสงออกมารอบๆ

จนกระทั่งจิตสงบละเอียดลงไป ร่างกายหายไป ยังเหลือแต่จิตดวงเดียว นิ่งสว่างไสวอยู่ บางทีมีร่างกายปรากฏขึ้นมาให้จิตมองเห็นในลักษณะแห่งความตาย แล้วก็เน่าเปื่อยผุพังสลายตัวไปหมด อันนี้คือความเป็นไปของจิตในทางที่สอง


ทางที่หนึ่ง ทางที่สองนี้ มีลักษณะแม้นเหมือนกัน แต่ส่วนใหญ่จะเน้นหนักไปในทางสมถกรรมฐาน อันนี้คือทางผ่านของจิต


:09:

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#28 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11645
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 04/01/2017 - 14:35

:09:


เดินหน้าต่อสู่วิปัสสนาญาณ


เมื่อจิตมองเห็นความตายอย่างชัดเจน เมื่อเขาถอนจากสมาธิมาแล้ว เขารู้สึกว่ามีกาย เขาจะเกิดความรู้สึกขึ้นมาว่า นี่แหละคือการตาย ตายแล้วมันต้องขึ้นอืด เน่าเปื่อย ผุพัง เป็นของปฏิกูลน่าเกลียด ก็ได้อสุภกรรมฐาน

ในที่สุดสลายตัวไป เป็น ดิน น้ำ ลม ไฟ ได้ธาตุกรรมฐาน

ในเมื่อมองเห็นกระดูก โครงกระดูก ได้อัฐิกรรมฐาน

ในเมื่อจิตมารู้ชัดเห็นแจ้งว่า ร่างกายของเรานี่ มีแต่ธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ มันจะรู้ต่อไปว่า ไหนเล่า สัตว์ บุคคล ตัวตน เราเขา มีที่ไหน

นั่งสมาธิทีเดียวได้ทั้งสมถะ ได้ทั้งวิปัสสนา


ความหมายของสมถะและวิปัสสนา

จิตสงบ นิ่ง ไม่ไหวติง เป็นสมถะ

ความรู้ว่า นี่ความสงบ นี่สมาธิ นี่ปีติ นี่ความสุข คือวิปัสสนา

มันอาศัยอยู่ในอันเดียวกันนั่นแหละ อย่าไปแยกให้มันลำบากนัก

อันนี้เป็นทางที่สองของจิตที่จะเป็นไปตามหลักของธรรมชาติ


:09:

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#29 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11645
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 04/01/2017 - 15:02

:09:


เข้าสู่ปัญญาในสมาธิ


พอจิตสงบลงไปแล้ว มันมาจ่ออยู่ที่จิต มันไม่ไปไหนแล้ว สติสัมปชัญญะมันมาจ้องมองอยู่ที่จิต

ในบางครั้งจิตอยู่นิ่งๆ เขาก็จะรู้ตัวว่าเขานิ่ง พอนิ่งแล้วก็จะเกิดความคิดขึ้นมา ความคิดอันนี้ มันคิดขึ้นมาเองโดยที่เราไม่ได้ตั้งใจ เรียกว่าภูมิความรู้มันผุดขึ้นมา

ทีนี้ความคิดอันนั้นมันก็ไม่ได้เป็นเรื่องเป็นราว มันกระโดดไปโน่นกระโดดไปนี่ เราผูกลิงเอาไว้ดูเล่นอย่างไร จิตของคนเรา ทั้งสมาธิ ทั้งนอกสมาธิ ก็มีลักษณะอย่างเดียวกัน


เมื่อเป็นเช่นนั้น มันเป็นปัญญาในสมาธิได้อย่างไร

ได้ตรงที่ว่า เมื่อจิตเกิดคิดขึ้นมาปั๊บ สติมันมาจ่อปั๊บ คิดปั๊บ-รู้ปั๊บ คิดปั๊บ-รู้ปั๊บ มันตามกันไปอย่างนี้

สติสัมปชัญญะที่รู้ทันความคิดอ่านหรือการกระทำของตัวเองนั่นแหละ เรียกว่า สมาธิวิปัสสนา หรือปัญญาในสมาธิ


:09:

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#30 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11645
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 05/01/2017 - 12:00

:09:


สมถะ-วิปัสสนา อาศัยซึ่งกันและกัน


แนวทางปฏิบัติที่เราควรจะยึดเป็นหลัก มีอยู่ ๒ อย่าง มีในคัมภีร์ที่กล่าวว่าสมาธิหรือฌาน มีอยู่ ๒ อย่าง

อย่างที่ ๑ อารัมมณูปนิชฌาน จิตสงบแล้วนิ่งรู้อยู่ในสิ่งเดียว ความรู้อื่นไม่เกิดขึ้น จิตสงบละเอียดๆ ลงไป จนกระทั่งร่างกายตัวตนหาย อันนี้เป็นสมาธิในฌานสมาบัติ

ถ้าหากจิตของท่านผู้ใดมาจมอยู่ในสมาบัติ ก็ติดอยู่เพียงแค่สมาบัติ วิธีแก้ก็คือฝึกสติ

พอออกจากสมาธิลึกๆ มาแล้ว ก็มาอยู่ในเรื่องชีวิตประจำวัน ฝึกสติ ให้มันรู้อยู่กับการยืน เดิน นั่ง นอน รับประทาน ดื่ม ทำ พูด คิด มันจะทำให้เราเกิดความคิดอ่านขึ้นมา สมาธิที่จิตไปรู้ในสิ่งๆ เดียว เป็น อารัมมณูปนิชฌาน เป็นฌานสมาบัติ


สมาธิอีกอันหนึ่ง พอจิตสงบ นิ่ง ว่างลงไป ความคิดมันผุดขึ้นๆ อย่างกับน้ำพุ แล้วสติสัมปชัญญะเขาจะตามรู้ๆๆ ไปทุกระยะ

จนกระทั่งไปถึงจุดๆ หนึ่ง จิตจะหยุดนิ่งพั้บลงไป สว่างไสว สภาวะทั้งหลายอันเป็นอารมณ์มันจะมาวนรอบจิตอยู่ตลอดเวลา แต่จิตไม่ได้หวั่นไหวต่อเหตุการณ์นั้นๆ


อันนี้ไปปรากฏกับจิตของหลวงปู่มั่น ในเมื่อท่านรู้เห็นขึ้นมาแล้ว ท่านจึงบัญญัติศัพท์ของท่านว่า ฐีติภูตัง ฐีติ-จิตตั้งมั่น นิ่งเด่น สว่างไสว ภูตัง-สภาวธรรมทั้งหลายเกิดดับให้จิตรู้เห็นอยู่ตลอดเวลา แต่จิตหาได้หวั่นไหวไม่

อันนี้คือผลที่จะพึงเกิดจากการบริกรรมภาวนา พุทโธ สัมมาอรหัง ยุบหนอ-พองหนอ


ในอีกอันหนึ่ง ท่านเรียกว่า เจริญวิปัสสนา การเจริญวิปัสสนานี่ ยังมีหลายท่านเข้าใจผิด บางท่านบอกว่าทำสมาธิให้ได้อุปจารสมาธิ ได้อัปปนา แล้วก็ถอนจิตออกมาอยู่ในระหว่างอุปจาระ น้อมจิตไปพิจารณา

ทีนี้ถ้าหากว่าสมาธิมันเกิดขึ้นมาเอง มันเป็นเองโดยอัตโนมัติ เราไม่มีสัญญาเจตนาที่จะถอนจิตไปมาอย่างไรได้ หรือไม่สามารถที่จะน้อมจิตไปพิจารณาอะไร นอกจากจิตจะเป็นไปเองของเขา

เพราะฉะนั้น การพิจารณาจะพิจารณาอาการ ๓๒ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก ซึ่งเรียกว่า กายคตาสติก็ตาม พิจารณาธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ ก็ตาม พิจารณา อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็ตาม พิจารณา รูป-นาม ก็ตาม

เราพิจารณาไปจนกระทั่งจิตสงบเป็นสมาธิ เมื่อจิตสงบเป็นสมาธิแล้ว จิตเขาจะปฏิวัติตัวไปเองโดยอัตโนมัติ เขาจะไปแบบไหนอย่างไรก็ตาม อันนี้ก็เป็นหลักของการพิจารณา

ทั้งบริกรรมภาวนา ทั้งการพิจารณา เป็นแนวทางที่จะทำจิตให้สงบเป็นสมาธิ เมื่อจิตเป็นสมาธิตามหลักธรรมชาติแล้ว เขาจะปฏิวัติตัวไปเอง เขาจะมีแนวโน้มไปทางไหน เขาจะเป็นไปเองของเขา ขอให้ญาติโยมทั้งหลายพึงทำความเข้าใจดังนี้


เรามีหลักฐานที่จะยืนยันในเรื่อง ราธพราหมณ์ ธรรมบทขุททกนิกาย ตอนแก้อรรถกถา ท่านจารึกไว้ว่า ฌานมี ๒ อย่าง

อารัมมณูปนิชฌาน หมายถึงการที่จิตรู้ในสิ่งๆ เดียว เป็นฌานสมาบัติ

ลักขณูปนิชฌาน จิตสงบแล้วเกิดภูมิความรู้ขึ้นมา เกิดขึ้นมาอย่างที่เรารั้งไม่อยู่

ทีนี้คำว่าสมถะก็ดี วิปัสสนาก็ดี เป็นชื่อของการปฏิบัติ ใครปฏิบัติด้วยการบริกรรมภาวนา เพ่งกสิณ เรียกว่าปฏิบัติตามแบบสมถะ

ใครใช้สติปัญญาพิจารณาสภาวธรรมจนกระทั่งจิตสงบ หรือทำสติตามรู้อารมณ์จิตตลอดเวลา ก็ได้ชื่อว่าเป็นการปฏิบัติวิปัสสนา

ทั้งสองอย่างนี้อาศัยซึ่งกันและกัน

ถ้าสมาธิไม่มี สมถะไม่มี ก็ไม่มีฌาน

ฌานไม่มี ไม่มีญาณ

ฌานไม่มี ไม่มีปัญญา

ปัญญาไม่มี ไม่มีวิชชา ความรู้แจ้งเห็นจริง


:09:

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#31 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11645
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 05/01/2017 - 12:21

:09:


ปัญญาทางวิปัสสนา

เกิดขึ้นกับพระอริยเจ้าเท่านั้นหรือ


ปัญญาทางสมาธิกับปัญญาทางวิปัสสนา ถ้าตอบให้แตกต่างกันก็มีแนวทางที่จะแตกต่างกัน

ปัญญาทางสมาธิ ถ้าหมายถึงจิตอัปปนาสมาธิ จิตไปนิ่งเฉยอยู่ อันนี้คือปัญญาทางสมาธิ

ส่วนปัญญาทางวิปัสสนานั้นหมายถึงจิตที่ผ่านการพิจารณาอะไรมาแล้ว พอจิตสงบลงเป็นสมาธิ เกิดปัญญาทางสมาธิขึ้นมาอีกทีหนึ่ง

ในเมื่อสมาธิเป็นทางให้เกิดปัญญา เมื่อปัญญาอันนี้เกิดขึ้น มันเป็นความรู้ ถ้าความรู้อะไรเกิดขึ้น จิตตามรู้ความรู้นั้นไป

ถ้าจิตยอมรับสภาพความเป็นจริงในสิ่งที่ตนรู้ รู้แล้วก็ยอมรับสภาพความเป็นจริงในสิ่งนั้น แล้วก็ตัดสินว่าสิ่งนี้คือสิ่งนี้ ด้วยปัญญาอันเป็นอัตโนมัติ อันนี้เรียกว่าปัญญาทางวิปัสสนา

ถ้าเพียงแต่นึกว่า สิ่งนี้คืออันนั้น สิ่งนั้นคืออันนี้ แล้วตัดสินโดยการนึกเดาเอาเอง อันนั้นเป็นปัญญาเกิดจากวิปัสสนึก

ปัญญาทางวิปัสสนา หมายถึงความรู้แจ้งเห็นจริงซึ่งเป็นไปโดยพลังของจิตที่ถูกอบรมมาแล้วด้วยศีล สมาธิ ปัญญา ที่เป็นองค์อริยมรรคประชุมพร้อม แล้วก็เกิดปัญญาทางวิปัสสนาขึ้นมา โดยเหตุผลแห่งการปฏิบัติของผู้พิจารณาอะไรแล้วรู้แจ้งเห็นจริงตามนั้น อันนี้เรียกว่าปัญญาทางวิปัสสนา

ปัญญาทางวิปัสสนานั้น เกิดขึ้นได้ทั้งแก่พระอริยเจ้า ทั้งแก่ปุถุชน ปุถุชนที่จะเป็นพระอริยเจ้าได้ต้องมีปัญญาทางวิปัสสนาเกิดขึ้นมาก่อน


:09:

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#32 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11645
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 08/01/2017 - 10:39

:09:


ทำไมพระอรหันต์บางองค์จึงพูดคำหยาบ


ภาษาพูดนี่ ในประเทศไทยเรานี่ มันมีภาษาท้องถิ่น เช่น ท้องถิ่นภาคอีสาน เขาพูดกับผู้หลักผู้ใหญ่หรือเด็กเล็กทั้งหลาย พอขึ้นต้นเขาจะพูด “เฮ้ย” แล้วก็ลงท้าย “เว้ย” เราจะไปว่าเขาพูดคำหยาบก็ไม่ได้ เพราะขนบธรรมเนียมเขาเป็นอย่างนั้น

หลวงปู่ตื้อท่านพูดคำหยาบหรือ

หลวงปู่ตื้อท่านพูดความจริง ท่านไม่ใช้ศัพท์แสลง ความจริงมันเป็นอย่างไรๆ ท่านก็ว่าไปตามนั้น อันนี้จะไปถือว่าท่านพูดคำหยาบก็ไม่ได้

คือท่านไม่มีคำหลีกเลี่ยงหรือไม่มีศัพท์แสลง ท่านก็ว่าของท่านไปตามตรง อันนั้นก็เป็นนิสัยดั้งเดิมของท่าน นิสัยที่มันฝังติดมาตั้งแต่เกิดมา หรือตั้งแต่ภพก่อนชาติก่อนก็อาจจะเป็นได้

คนไปฟังเทศน์หลวงปู่ตื้อ พวกคุณหญิงคุณนายไปฟังแล้วตำหนิว่า พระอะไรพูดหยาบคาย พากันถอยหนีไปๆ

อ้าว! ไปไกลเท่าไร เสียงหลวงปู่ตื้อก็ตามไปแหย่หู ลงผลสุดท้ายทนไม่ไหว ย้อนกลับมาฟังอีก

พอมาฟังทีหลังนี่ งัดไม่ขึ้น ยิ่งฟังไป ความจริงมันก็ยิ่งปรากฏชัด


:09:

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#33 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11645
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 08/01/2017 - 10:57

:09:


ทำไมพระอรหันต์จึงยังแสดงอาการเจ็บปวด


ความเจ็บปวดอยู่ที่ร่างกาย แต่จิตยังผ่องใส จิตใจไม่ปวดด้วย ไม่รับรู้ ความเจ็บก็ทำให้หน้านิ่วคิ้วขมวดได้

หลวงปู่มั่นเวลาเวทนาท่านหนัก ท่านก็ครางออกมา โอ๊ย! เจ็บปวดแท้น้อ หลวงปู่เทสก์เรานี่แหละ โอ๊ย! ครูบาอาจารย์ขนาดนี้ก็ยังมาเจ็บมาปวดอยู่ หมดศรัทธาแล้วล่ะ

หลวงปู่มั่นลุกปุ๊บปั๊บขึ้นมา หือ! สงสัยข้องใจอะไร ถามมาซิ ไม่รู้หรือว่าเบญจขันธ์มันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา

ความทุกข์ทางขันธ์นี่ ท่านก็รู้สึก เจ็บปวดท่านก็รู้ เวทนาท่านก็รู้ สุขเวทนาท่านก็รู้ แต่ว่าจิตไม่ยึดติด

มีคนถามหลวงปู่ดูลย์ว่า หลวงปู่โกรธเป็นไหม โกรธเป็น แต่ไม่เอา

อันนี้ก็เหมือนกัน เจ็บเป็นไหม...เจ็บ แต่ไม่เอา ก็เหมือนกันนั่นแหละ

จิตพระอรหันต์ว่างจากความยึดมั่นถือมั่น ความยึดมั่นในอัตตาตัวตน เมื่อยึดมั่นในอัตตาตัวตน มันก็ยึดไปหมดในทุกสิ่งทุกอย่าง ถ้าว่างจากความยึดมั่นถือมั่น มันก็หมดกิเลสแล้ว

ในขณะที่เรายังสลัดความยึดมั่นถือมั่นไม่ได้ ก็ฝึกสติ ดูให้มันรู้ความจริง ว่าความจริงของเรานี่มันเป็นอย่างไร ในเมื่อรู้แล้วก็พยายามยอมรับความจริงอันนั้น


:09:

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#34 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11645
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 08/01/2017 - 11:06

:09:


พระอรหันต์ก็พลั้งเผลอได้


สำหรับพระเจ้าพระสงฆ์เรานี่ ให้สำรวจวินัยให้มากๆ วินัยคือศีลนี่แหละ เป็นสิ่งยืนยันว่าเราพ้นจากอาสวกิเลสหรือไม่

ธรรมชาติของพระอรหันต์ ย่อมไม่มีเจตนาที่จะล่วงละเมิดสิกขาบทวินัยโดยความตั้งใจหรือเจตนา เว้นเสียแต่ว่าเป็นความพลั้งเผลอบางครั้ง

พอพูดมาตอนนี้ พระอรหันต์พลั้งเผลอด้วยหรือ

ก็มีพลั้งเผลอ อันนี้มันเป็นสัญญาอนิจจา แต่คุณธรรมที่ทำจิตให้เป็นพระอรหันต์ มันก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง ไม่ได้เกี่ยวข้องกัน

ความทรงจำมันเป็นเพียงสัญญา เช่นอย่างจำผู้จำคนทั้งหลาย บางทีลูกหลานญาติโยมที่เคยรู้จักมักคุ้นกัน บางทีมันก็หลงลืมไป เช่น เมื่อก่อนคุณมาในเพศคฤหัสถ์ ในเมื่อมาเปลี่ยนแปลงนี่ก็ชักงงๆ เหมือนกัน อ้าว! คุณหมอไม่มาด้วยหรือ ก็ทักไม่ถูกอย่างนี้เป็นต้น


คำถาม

ปุถุชนผู้มีความฉลาดเข้าใจในศีล จะปรับอาบัติพระอริยเจ้าได้หรือไม่

หลวงพ่อตอบ

ปรับน่ะปรับได้ แต่ถ้าท่านเป็นพระอริยเจ้าแล้ว ก็เป็นปาปมุติ แต่ว่าเจตนาของท่านที่จะไปคิดทำบาปทำกรรมของท่านไม่มี แต่ความพลั้งเผลออาจจะเป็นไปตามนิสัยดั้งเดิม

อุปนิสัย วาสนาบารมี.. อุปนิสัย วาสนา มีแต่พระพุทธเจ้าพระองค์เดียวละได้ พระสาวกละไม่ได้

พระสารีบุตรอรหันต์เดินตามพระพุทธเจ้าไป พอไปถึงร่องน้ำ อ้าว! หมู่ทั้งหลายเดินลุยลงไปในน้ำ แต่ท่านกลับกระโดดข้ามแพล็บ

พระพุทธเจ้าก็ทักว่า สารีบุตรนี่เคยเป็นลิงในชาติก่อน นิสัยลิงยังติดมา นี่ขนาดพระอรหันต์นะ


:09:

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#35 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11645
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 09/01/2017 - 11:29

:09:


สมมติกับวิมุตติ


จิตที่พิจารณาจนพ้นจากนามรูปแล้ว ทำไมจึงต้องย้อนมาสู่นามรูปอีก

การย้อนของมันมีอยู่ ๒ อย่าง

อย่างหนึ่งย้อนมาทบทวนเพียงแค่ความคิด ความรู้

อีกอย่างหนึ่งมันย้อนกลับมายึดมั่นถือมั่นอีก นั่นแสดงว่ามันพ้นไปชั่วขณะหนึ่ง แต่มันไม่พ้นเด็ดขาด เมื่อก่อนเคยปล่อยวางหมดทุกสิ่งทุกอย่าง มองดูแล้ว ไม่มีอะไรที่จะต้องไปยึดมั่นถือมั่น

แต่ว่าอนุสัยละเอียดซึ่งเป็นเชื้อของมันยังไม่หมดสิ้นไป ภายหลังเมื่อมาประสบกับเหตุการณ์หรือสิ่งแวดล้อม สิ่งที่มันมีอยู่ละเอียดๆ มันก็ค่อยหยาบขึ้นๆ ในที่สุดมันก็ย้อนกลับมาของเก่า มาเป็นอยู่อย่างเก่า เพราะมันละยังไม่หมด


ถึงแม้ว่าจิตดวงนี้มันละกิเลสอาสวะได้หมดสิ้นไปโดยไม่มีอะไรเหลืออยู่ จนแน่ใจว่าชาตินี้สิ้นแล้ว ความเกิดอีกไม่มีแล้วสำหรับเรา อันนี้เป็นความพ้นของจิตที่พ้นจากกิเลสอาสวะ

แต่วิถีทางดำเนินของสมาธิ ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ อันนี้มันเสื่อมเป็น พระอรหันต์ก็เสื่อมได้ เพราะมันเป็นเรื่องโลกๆ สมาธินี่เป็นเรื่องโลกๆ ศีล สมาธิ ปัญญา นี่ก็เป็นเรื่องโลกๆ

แต่ความหลุดพ้นจากกิเลสอาสวะทั้งหลายนั่นเป็นเรื่องโลกุตตระ มันอยู่เหนือโลก ถ้าพ้นเด็ดขาดแล้ว มันไม่ย้อนกลับมาอีก แล้วก็ไม่มีทางเสื่อม


จิตพระอรหันต์ยังมีความรู้สึกว่า มีรูปมีนามอยู่ แต่ท่านย้อนคืนมาเพียงแค่สัมผัสรู้ว่ามันมีอยู่ ภาษาสมมติบัญญัติที่เป็นไปตามสังคม ท่านก็ยังใช้ภาษาสังคมของโลกอยู่ แต่ความแตกต่างเฉพาะภูมิจิตของท่านเท่านั้น

เช่น พระอรหันต์ท่านก็ยังมีลูกศิษย์ของฉัน โยมของฉันอยู่ แต่ท่านก็ไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งนั้นๆ มันเป็นแต่เพียงว่าเราอยู่ในสังคม ก็พูดไปตามภาษาของสังคม ภาษาของพระอรหันต์ ภาษาของพระพุทธเจ้า

นี่ ถ้าไม่ใช่บุคคลประเภทเดียวกันไม่รู้เรื่องหรอก เช่น ปุถุชนก็ไม่รู้ภาษาของพระอริยเจ้า มีแต่พระอริยเจ้าเท่านั้นรู้ภาษาของปุถุชน


ธรรมะที่เราคุยๆ กันอยู่นี่ ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเรื่องของโลกทั้งนั้น แต่สิ่งที่อยู่เหนือโลกคือจิตหลุดพ้นอย่างเดียวเท่านั้น ซึ่งเรียกว่า โลกุตตระ


:09:

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#36 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11645
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 09/01/2017 - 11:34

:09:


นิพพานไม่สูญ


จิตที่หลุดพ้นแล้ว ไม่ใช่จิตที่ขาดสูญ คือมันสูญจากอาสวะกิเลส ถ้าหากว่ามันตัดจากรูปนามแล้ว มันขาดสูญหมด เมื่อมันขาดสูญหมด มันก็ตาย

หลวงปู่ฝั้นท่านแปลคำว่า นิพพานัง ปรมัง สุญญัง พระนิพพานเป็นธรรมะที่สูญจากกิเลส แต่ว่ามันยังอยู่* ท่านไปแปลเอาตัว “ญัง” ตัวเดียว สูญ แต่ว่ามันยังอยู่ อันนี้เป็นภาษานักปฏิบัติ


:09:


*(หมายเหตุจากผู้เรียบเรียงหนังสือ)...จิตสูญจากกิเลส แต่จิตไม่สูญ
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#37 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11645
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 09/01/2017 - 11:35

:09:


“พระพุทธเจ้าท่านเทศน์เอาไว้แล้วนี่นา

ท่านบอกว่า ศาสนาของเราตถาคต จะเสื่อมหรือจะเจริญ

อยู่ที่พุทธบริษัท ๔ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา

ถ้าตราบใดที่ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ

อย่าว่าแต่ ๕,๐๐๐ ปีเลย ศาสนาเราจะดำรงอยู่ชั่วกัลปาวสาน”


:09:


เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#38 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11645
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 10/01/2017 - 12:09

:09:


รักษาธรรมวินัย รักษาพระ คือการรักษาพระศาสนา


:09:



เนื้อหาตอนนี้คัดลอกมาจากหนังสือเรื่อง “รักให้ถูก เป็นลูกหลวงพ่อ” ซึ่งคณะศิษย์ได้จัดพิมพ์เผยแพร่มาแล้ว ๓ ครั้ง ตั้งแต่ปี ๒๕๓๗-๒๕๓๙ ซึ่งองค์หลวงพ่อเห็นว่าเป็นประโยชน์มาก

ผู้เรียบเรียงเห็นว่าเวลาได้ล่วงเลยไปกว่า ๒๐ ปี พร้อมๆ กับความย่อหย่อนในข้อวัตรปฏิบัติของพุทธบริษัทที่ปรากฏให้เห็นมากขึ้นตามกาลเวลา จึงเห็นสมควรที่จะรื้อฟื้นจัดพิมพ์ขึ้นอีกครั้ง

พระพุทธองค์ตรัสกับพระอานนท์ว่า “ธรรมวินัยจะเป็นศาสดาแทนเรา”

การปฏิบัติตามธรรมวินัย คือ การเดินตามรอยบาทพระศาสดา และเป็นการรักษาพระศาสนาให้มีอายุยืนยาว


ผู้เรียบเรียง

(ดร. ดาราวรรณ เด่นอุดม)


:09:

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#39 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11645
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 10/01/2017 - 12:17

:09:


หมวดที่ ๑ นิมนต์


- นิมนต์พระ ต้องแจ้งล่วงหน้า

- แจ้งกิจนิมนต์ให้ชัดเจน ว่าจะนิมนต์ไปเรื่องใด ที่ไหน เมื่อใด เวลาใด จะมารับหรือให้พระไปเอง

- นิมนต์พระมาเจริญพระพุทธมนต์ สวด หรือฉัน ในบ้าน ต้องจัดที่ฉัน เครื่องใช้ ฯลฯ ให้พร้อม อย่าให้บกพร่อง และถูกต้องเอื้อเฟื้อต่อพระวินัย เช่น น้ำล้างเท้า น้ำฉัน ระวังอย่าให้มีตัวสัตว์ อาสนะต้องจัดให้สมควร ไม่ปูลาดด้วยผ้าขาว หากปูลาดด้วยเสื่อมากกว่า ๑ ผืน ให้ปูผืนทางตอนหัวแถวทับผืนท้ายแถวตามลำดับ

- นิมนต์แสดงธรรม ต้องจัดให้พระนั่งและอยู่สูงกว่าผู้ฟัง

- ไม่นิมนต์เข้านั่งในสถานที่ไม่สมควรนั่ง เช่น ร้านเหล้า โรงโสเภณี

- ไม่นิมนต์ไปรับบิณฑบาตในที่ไม่สมควรไป เช่น ตลาดสด ตลาดนัด

- ไม่นิมนต์ไปพักในสถานที่ไม่สมควรพัก เช่น โรงแรม

- ไม่นิมนต์ให้ไปเที่ยวในสถานที่ไม่สมควรเที่ยว เช่น สถานเริงรมย์ โรงละคร โรงภาพยนตร์ สนามมวย


:09:

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#40 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11645
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 10/01/2017 - 12:26

:09:


หมวดที่ ๒ ปวารณา ประเคน ถวาย


- การปวารณา คือการเปิดโอกาสให้พระ (ที่มิใช่ญาติโดยสายโลหิต)* ขอปัจจัยจากตนได้โดยไม่ผิดพระวินัย ผู้มีศรัทธาจึงปวารณาไว้ก่อน แล้วจึงปฏิบัติตามเงื่อนไขคำปวารณาที่กำหนดไว้ ซึ่งขึ้นอยู่กับ

.....• ปัจจัยที่จะให้ได้แก่อะไร หรือไม่กำหนด (คืออะไรก็ได้)

.....• เวลาที่จะให้ เป็นระยะเวลานานเท่าใด ถ้าระยะเวลาสั้นหรือไม่กำหนด ต้องไม่เกิน ๔ เดือน จะให้ต่อ ต้องปวารณากันใหม่ เว้นแต่จะปวารณาไว้ตลอดเป็นนิตย์ ก็ใช้ได้ตลอดไป

(* ญาตินับเนื่องโดยตรงไป ๗ ชั้น ตัวพระนับเป็นชั้นกลาง เหนือขึ้นไป ๓ ล่างลงไป ๓ ไม่นับผู้เป็นเขยและสะใภ้)


- ประเคน ให้ถูกวิธี คือ

.....• ของนั้นต้องไม่ใหญ่หรือหนักจนเกินกว่าคนคนเดียวยกได้

.....• มีระยะห่างพอเหมาะพอควร (ประมาณ ๑ ศอก)

.....• น้อมกายถวายด้วยความเคารพ

.....• จะถวายด้วยมือ หรือของที่เนื่องด้วยมือ (พาน ถาด) ก็ได้

.....• พระรับแล้ว ไหว้พระทุกครั้ง

.....• ของฉัน (อาหารหรือของรับประทาน) ประเคนแล้ว อย่าถูกต้องอีก


- ถวายเงิน ให้ใช้ใบปวารณาแจ้งให้พระทราบ ส่วนตัวเงินมอบให้ไวยาวัจกร (ผู้ทำธุรกิจแทนสงฆ์) หรือกัปปิยการก (ผู้ทำของให้ ควรแก่ภิกษุ-ศิษย์ผู้ตามรับใช้)


- ไม่ถวายผ้าอาบน้ำฝนก่อนเข้าพรรษาเกินกว่า ๑ เดือน (เว้นแต่พระที่เป็นญาติและปวารณาไว้)


- ถวายของฉันได้ อย่าออกชื่อของฉัน ให้ใช้ว่านิมนต์รับบิณฑบาต นิมนต์ฉันเช้า ฉันเพล แทน


- ไม่ถวายอาหารเลยเที่ยงวันไปแล้ว หากเป็นอาหารสำเร็จรูปหรือของดิบ ของเก็บค้างคืนได้ ให้มอบไว้กับลูกศิษย์เพื่อทำถวายในกาลอันควร


- ไม่ใช่ญาติ ไม่ได้ปวารณาไว้ ถ้าพระรูปนั้นไม่อาพาธ ไม่ควรถวายโภชนะอันประณีต (ข้าวสุกที่ระคนด้วย เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย เนื้อปลา เนื้อสัตว์อื่น นมสด นมเปรี้ยว)


- ไม่ถวายของมึนเมาเสพติดให้โทษ


- จะถวายอาหารพระผู้อยู่ในป่าหรือที่เปลี่ยว ต้องบอกท่านล่วงหน้า


- ถวายร่ม พื้นร่มต้องเป็นสีเดียว (นิยมสีดำ)


- ถวายรองเท้า ต้องเป็นรองเท้าส้นเตี้ย ไม่หุ้มส้น ไม่หุ้มหลังเท้า ไม่มีสีฉูดฉาด (นิยมสีน้ำตาลแก่)


- ถวายเตียง ตั่ง ขาเตียง ตั่ง ต้องไม่สูงเกิน ๙ นิ้วฟุต ตีนเตียง ตั่ง ต้องไม่แกะสลักเป็นรูปสัตว์ ความกว้างใหญ่ให้พอนอนได้เพียงคนเดียว ที่นอน นั่ง ไม่ยัดด้วยนุ่น สำลี หรือทำหนาเป็นฟูก


- ถวายหมอนได้แต่หมอนหนุนหัว และเป็นหมอนเล็กพอหนุนได้คนเดียว


- ไม่ถวายอาสนะที่ทำด้วยขนสัตว์เป็นพรมรองนั่ง เป็นสีดำล้วนหรือมีใยไหมเจือ


- ไม่ถวาย/ประเคน วัตถุที่พระไม่ควรแตะต้อง (อนามาส) ได้แก่

.....• โลหะมีค่า อัญมณี เช่น ทองคำ เงิน เพชร พลอย หยก

.....• ศัสตราวุธ เช่น ปืน หอก ดาบ ธนู

.....• เครื่องดักสัตว์

.....• เครื่องดนตรี

.....• ธัญพืช และผลไม้ที่ยังติดอยู่กับต้น

.....• สัตว์ตัวเมีย เครื่องแต่งกายสตรี

.....• อนึ่ง ควรรวมทั้งตุ๊กตา ของเด็กเล่นทั้งหลายด้วย กล้องถ่ายรูป ถ่ายภาพยนตร์ ถ่ายวิดีโอ ก็ไม่ควรเช่นกัน


- ไม่ถวายเนื้อสัตว์ต้องห้ามฉันเป็นอาหาร (มี ๑๐ ชนิด คน ช้าง ม้า สุนัข งู สิงโต เสือโคร่ง เสือเหลือง เสือดาว และหมี)


- ไม่ถวายอาหารทำจากเนื้อสัตว์ที่เจาะจงฆ่ามาเลี้ยงพระ


- ไม่ถวายอาหารที่ประกอบด้วยเนื้อสัตว์ดิบหรือครึ่งดิบครึ่งสุก เช่น ไข่ลวก แหนม ปูเค็ม (ในส้มตำ) ถ้าจะทำถวาย ต้องแน่ใจว่าได้ทำให้สุก (ด้วยความร้อน) จริงก่อน หรือมอบเป็นอาหารแห้งไว้ ให้ลูกศิษย์ทำถวาย


- ไม่ถวายอาหารที่ประกอบด้วยพืชผักดิบที่อาจงอกต่อไปได้ เช่น อ้อยทั้งท่อนทั้งเปลือก ผักบุ้ง ผักกระเฉด โหระพา กระเพรา ที่เป็นต้น มียอดอยู่ หัวหอม หัวกระเทียม กระชาย ขมิ้น ที่ยังเป็นหัวเป็นเหง้าอยู่ ถั่วงอกดิบไม่ได้เด็ดหัวออก พริกสุก มะเขือแก่ ทั้งเมล็ดติดอยู่ ฯลฯ เมื่อจำเป็นต้องทำถวาย ให้ทำเป็นของที่ไม่อาจงอกต่อไปได้ ด้วยการปอก เด็ด แกะ หรือทำให้สุกด้วยความร้อนก่อน


- ทำน้ำปานะถวาย ต้องเลือกทำจากผลไม้ชนิดไม่โตกว่าผลมะตูมหรือกระเบา (ขนาดกำปั้นอย่างเขื่อง) อย่าตั้งไฟ อย่าใช้น้ำร้อนเจือ กรองให้หมดกาก จะเติมน้ำตาล เกลือ บ้างก็ได้ ทำแล้วต้องถวายวันต่อวัน อย่าไว้ข้ามคืน (ในกรณีนี้ จะเห็นได้ว่าทำน้ำแตงโม หรือใช้น้ำมะพร้าวอ่อนถวายเป็นปานะ ไม่ควร)


- ไม่ถวายอาหารทั่วไปแก่พระแม้อาพาธในเวลาวิกาล (เลยเที่ยงวัน) ถ้าจำเป็น ควรทำเป็นลักษณะน้ำซุปใสใช้ดื่มแทน หรือให้พระสึกเสียก่อนเป็นดีที่สุด


:09:

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#41 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11645
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 11/01/2017 - 14:02

:09:


หมวดที่ ๓ เข้าพบนมัสการ



- แม่ชี หญิงหม้าย สาวโสด โสเภณี กะเทย ไม่ควรไปมาหาสู่กับพระผิดเวลา หรือพร่ำเพรื่อเป็นประจำจนผิดสังเกต ไม่เป็นกิจจะลักษณะ


- ผู้หญิงจะถูกต้องกายพระมิได้ ฉะนั้น ไปหาพระ นั่งอยู่ให้ห่างสักหน่อยจะดูสมควร


- ผู้หญิง ถ้าไม่มีผู้ชาย (รู้เดียงสา) ไปด้วย อย่าเข้าพบพระตามลำพังในที่ลับหู (คนอื่นไม่ได้ยินคำสนทนา) ลับตา (คนอื่นมองไม่เห็น)


- ผู้หญิง แม้จะไปกันหลายคน ถ้าไม่มีผู้ชาย (รู้เดียงสา) อยู่ด้วย จะอยู่ในอิริยาบถเดียวกับพระมิได้ (พระนั่งต้องยืน พระยืนต้องนั่ง)


- ผู้หญิง ต้องไม่นั่ง ไม่นอน ในที่แจ้ง กับพระสองต่อสอง แม้ยืนหรือเดินด้วยกันก็ไม่ควร


- ผู้หญิง แม้หลายคน ในที่แจ้ง ต่อหน้าพระ ก็ไม่ควรอยู่ในอิริยาบถนอน


- ผู้หญิง เข้าวัด ทำบุญ พบพระ ควรแต่งกายให้สุภาพเรียบร้อย ไม่รัดรูป ไม่สั้นเต่อ ไม่เปิดเผยให้เห็นเนื้อหนังในร่มผ้าวับๆ แวมๆ หรือชะเวิกชะวากดูล่อแหลม แม้กริยา วาจา ก็ควรสังวรสำรวม ไม่แสดงอาการส่อไปในทางชู้สาว หรือเกินงาม


- ผู้หญิง นอนในที่มุงที่บังอันเดียว (ห้องเดียวกัน) กับพระไม่ได้


- ผู้ชาย นอนในที่มุงที่บังอันเดียวกับพระติดต่อกันได้เพียง ๓ คืน ถ้าจะอยู่ต่อ ต้องเว้นเสีย ๑ คืน ทุกครั้งไป


- ผู้หญิง นั่งสูงกว่าพระไม่ได้ นั่งเสมอกันก็ไม่ได้ (หมายถึงสถานที่ที่ใช้พื้นราบเดียวกัน)


- เมื่อเข้าพบพระให้กราบพระพุทธรูป (ถ้ามี ณ ที่นั้น) ก่อนกราบพระสงฆ์ กราบพระทุกครั้งให้ได้เบญจางคประดิษฐ์ เสร็จแล้วจึงค่อยทำความเคารพฆราวาสด้วยกัน


- อนึ่ง ถ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือสมเด็จพระบรมราชินีนาถ (หรือผู้แทนพระองค์) ประทับเป็นประธานอยู่ ณ ที่นั้น ให้ถวายความเคารพพระองค์ท่านตามควรแก่เทศะ แล้วให้นั่งสงบยังที่ของตน ไม่ต้องทำความเคารพผู้ใดต่อไปอีก


:09:

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#42 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11645
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 11/01/2017 - 14:06

:09:


หมวดที่ ๔ เดินทาง



- ผู้หญิง ขับรถ ขับเรือเอง (ยกเว้นเรือข้ามฟาก) รับพระไปด้วยไม่ได้


- ผู้หญิง แม้หลายคน ถ้าไม่มีผู้ชาย (รู้เดียงสา) ไปด้วย ก็ไม่ควรชวนพระเดินทางไกล แม้เพียงชั่วหมู่บ้านหนึ่งไปยังหมู่บ้านหนึ่ง


- ผู้หญิง ถ้าจำเป็นต้องนั่ง (รถ เรือ เครื่องบิน) เก้าอี้ตัวเดียวกับพระ ควรมีผู้ชายนั่งคั่นกลาง


- นำพาของผิดกฎหมายไปด้วย แม้ของหนีภาษี ไม่ควรให้พระเดินทางร่วม


:09:

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



คำตอบต่อไป: เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา -
  • (3 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • 3
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • ท่านไม่สามารถตอบกลับกระทู้นี้ได้

1 ผู้ใช้กำลังอ่านกระทู้นี้
0 สมาชิก, 1 ผู้เยี่ยมชม, 0 ผู้ใช้ที่ไม่ระบุชื่อ