ลานธรรมเสวนา: วิปัสสนาภาวนาคือกระบวนการปรับกายใจให้อยู่ที่สมดุลย์ - ลานธรรมเสวนา

เข้าไปดูเนื้อหา

  • (2 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • ท่านไม่สามารถตอบกลับกระทู้นี้ได้

วิปัสสนาภาวนาคือกระบวนการปรับกายใจให้อยู่ที่สมดุลย์ ธรรมชาติของกายใจนี้จะมีการปรับสมดุลย์ตัวเองอยู่ตลอดเวลานั่นคือวิปัสสนา

#0 ผู้ใช้ออฟไลน์   อโศกะ ไอคอน

  • ตอบ 2000+
  • PipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 2231
  • สมัคร: 11/07/2007

ตอบ: 10/05/2017 - 03:00

:72:
วิปัสสนาภาวนา เป็นวิชาของพระพุทธเจ้า มีสอนเฉพาะในพุทธศาสนา เป็นเอกลักษ์ที่สำคัญยิ่งของพุทธศาสนา เป็นงานและหน้าที่ที่ชาวพุทธทุกคนจะต้องรู้และทำเป็น

ถ้าใครสามารถเข้าใจถึงหัวใจและหลักของการทำวิปัสสนาภาวนาแล้วลงมือปฏิบัติตามจริงๆ ผลที่จะได้รับตอบแทนกลับมาทันทีก็คือการมีชีวิตที่สงบ เย็น เป็นสุข ทุกเมื่อเชื่อวัน จนได้รับผลสุดท้ายเป็นความสุขชั่วนิจนิรันดร์กาล
เชิญทุกท่านมาเสวนากันดูในกระทู้นี้นะครับ
:73:
นี่เป็นข้อความตอนหนึ่งที่พูดถึงหลักและหัวใจวิปัสสนาภาวนาแบบอ้อมๆ โดยบังเอิญ
:68:
อาตาปี=มีความเพียรเผากิเลส
ตอนที่นิ่งรู้นิ่งสังเกต(โดยไร้ปฏิกิริยาตอบโต้)นี่ต้องใช้โพธิปักขิยธรรมเกือบทุกตัวเลยนะครับ ลองไปทำจริงๆดูสิจะได้รู้ว่าโพธิปักขิยธรรมข้อไหนบ้างตื่นขึ้นมาทำงาน

สัมปฌาโน=มีความรู้ตัวทั่วพร้อม มีปัญญา
ก็คือตัวคำว่า "นิ่งรู้"ซึ่ง=สัมมาทิฏฐิ "นิ่งสังเกต"=สัมมาสังกัปปะ นั่นเลยทีเดียว

สติมา=รู้ ทัน ระลึกได้ ไม่ลืม
รู้ทันปัจจุบันอารมณ์ เป็นสำคัญ ระลึกได้ว่าอารมณ์ใดเป็นอดีต ใดเป็นอนาคต ใดจึงจะเป็นปัจจุบัน
ไม่ลืม หลักการภาวนา สติปัฏฐาน 4 มรรค 8 หรือโพธิปักขิยธรรม 37 ประการ

ตัวนิ่งรู้นี่มีทั้งที่เป็นสติและที่เป็นปัญญารวมอยู่ในคำเดียวกัน

วิเนยยะ = เอาออกเสียให้ได้ = จนมันดับไปหรือเปลี่ยนไป(โดยไร้ปฏิกิริยาตอบโต้ใดๆ = เฉย อุเบกขา สังขารุเปกขา)

โลเก = ผัสสะของทวารทั้ง 6

อภิชฌา = ยินดี

โทมนัสสัง = ยินร้าย

ทั้ง 3 นี้รวมอยู่ในคำว่า "จนมันดับไปหรือเปลี่ยนไป(โดยไร้ปฏิกิริยาตอบโต้ใดๆ)"
:68:
"ปัจจุปันนัญจะ โยธัมมัง ตัตถะตัตถะ วิปัสสติ อสังหิรัง อะสังกุปปัง
ตังวิทธรา มนุพรูหเย"

"ผู้ใดเห็นธรรมอันเกิดขึ้นเฉพาะหน้าในที่นั้นๆอย่างแจ่มแจ้ง ไม่คลอนแคลน
เขาควรพอกพูนอาการเช่นนั้นไว้"

นี่คือที่รวมของหลักปฏิบัติที่ว่า

"สำรวมกายใจมานิ่งรู้ นิ่งสังเกต ปัจจุบันอารมณ์ จนมันดับไปหรือเปลี่ยนไปต่อหน้าต่อตา(โดยไร้ปฏิกิริยาตอบโต้ใดๆ)"

การรู้และเห็นปัจจุบันอารมณ์ เกิดขึ้นดับไป ๆๆๆ ได้ตลอดสายโดยไม่มีความนึกคิดปรุงแต่งมาเกิดคั่น(อุทธัจจะ)ย่อมจะทำให้รูความเป็นจริงของธรรมว่า ตลอดเวลาชีวิต มีแต่ความ เกิด และ ดับ 2 สิ่งนี้เท่านั้นหาสาระแก่นสารอื่นไม่ได้ จะแก้ไข ลิขิตอะไร ขีดชีวิตให้ไปทางไหนทำได้ที่ปัจจุบันอารมณ์ที่เดียว และสิ่งที่จะต้องทำในการทำก็คือ

"ไม่ต้องทำอะไรเลย"

มีเพียงแต่นิ่งรู้ นิ่งสังเกต ปัจจุบันอารมณ์ ซึ่งเป็นทั้งกรรมใหม่คือผัสสะใหม่ หรือวิบากกรรมเก่าที่มาแสดงผลตามกำลังแห่งเหตุและปัจจัย มากระทุ้งให้เกิดกรรมใหม่ทับซ้ำเข้าไปแล้วส่งต่อให้หมุนเวียนเปลี่ยนไปไม่รู้จบ

ถ้าไม่ทำอะไรเลยกับอารมณ์และสภาวธรรมที่มาแสดงณ ปัจจุบันขณะปัจจุบันอารมณ์ดังที่ว่านี้ได้ นี่คือวิปัสสนาภาวนา

วิปัสสนาภาวนาเป็นกระบวนการชำระจิตของตนให้ขาวรอบตามโอวาทปาติโมกข์ข้อที่ 3 นั่นเอง

ใครเข้าถึงหลักปฏิบัติวิปัสสนาอันนี้ได้ ก็ หมายถึงผู้ที่ตกอยู่ในกระแสของแม่น้ำแห่งมรรค 8 เป็นผู้เที่ยงแท้แน่นอนถึงจะได้เข้าถึงนิพพานโดยเร็ววัน

เชิญพิจารณากันด้วยเหตุและผลนะครับ

ทั้งหมดที่กล่าวนี้คือเรื่องของการถอนสมุทัยตามหลักอริยสัจ 4 ที่พระพุทธเจ้าทรงสอน ไม่จำเป็นต้องพูดถึง ตัณหา แต่ตัณหา มันจะถูกถอนไปทุกเมื่อเชื่อวัน ทุกผัสสะ ทุกปัจจุบันอารมณ์ โดยอัตโนมัติ เมื่อเข้าใจถึงแก่นแท้ของวิปัสสนาภาวนาแล้วลงมือปฏิบัติจริงๆ
:82:

การโพสต์นี้ได้ถูกแก้ไขโดย อโศกะ: 10/05/2017 - 03:07

0


  • (2 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • ท่านไม่สามารถตอบกลับกระทู้นี้ได้

การตอบอื่นๆต่อกระทู้นี้

คำตอบก่อนหน้า: อโศกะ - shadee - shadee - shadee - shadee - ngodngam - shadee - ngodngam - shadee - shadee - ngodngam - อโศกะ - shadee -

#13 ผู้ใช้ออฟไลน์   อโศกะ ไอคอน

  • ตอบ 2000+
  • PipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 2231
  • สมัคร: 11/07/2007

ตอบ: 13/05/2017 - 07:29

แสดงข้อความที่โพสต์shadee [ 12/05/2017 - 10:41 ]

คุณอโศกไม่ใช่โสดาบันครับ เพราะไม่รู้จักสัมมาสังกัปปะ
คุณอโศกบอกว่า ตัณหาเป็นผล
พระพุทธเจ้า ตรัสว่า ตัณหา เป็น เหตุ
คุณอโศกปฏิบัติแล้วเห็นต่างจากพระพุทธเจ้า
เพราะคุณอโศกไม่ใช่โสดาบัน นั้นถูกต้องแล้วครับ

:96:
:37:
ตัณหา เป็นเหตุทุกข์ OK.

ตัณหาเป็นผล จากเวทนาและอัตตา OK.ไม๊

"เวทนาปัจจัยยา ตัณหา" OK. ไม๊

พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนวิธีถอน ตัณหา มานะและทิฏฐิ(มิจฉาทิฎฐิ)
OK.ไม๊

ถ้าไม่ OK.ก็แสดงว่าคุณชาดีเป็นพวกบ่อนทำลายคำสอนของพระพุทธเจ้าที่แทรกซึมและปลอมตัวเข้ามาบิดเบือนพระสัทธรรม

ยังค้างการบ้านข้อสำคัญอยู่นะ เมื่อไหร่จะตอบเสียที่ที่ว่า

"พระโสดาบันต้องถอนภวตัณหาและวิภวตัณหาได้เสียก่อน"
ไปคัดลอกตำรามาจากไหน อธิบายและอ้างอิงมาด้วยครับ

:79:
0



#14 ผู้ใช้ออฟไลน์   อโศกะ ไอคอน

  • ตอบ 2000+
  • PipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 2231
  • สมัคร: 11/07/2007

ตอบ: 13/05/2017 - 07:29

แสดงข้อความที่โพสต์shadee [ 12/05/2017 - 10:41 ]

คุณอโศกไม่ใช่โสดาบันครับ เพราะไม่รู้จักสัมมาสังกัปปะ
คุณอโศกบอกว่า ตัณหาเป็นผล
พระพุทธเจ้า ตรัสว่า ตัณหา เป็น เหตุ
คุณอโศกปฏิบัติแล้วเห็นต่างจากพระพุทธเจ้า
เพราะคุณอโศกไม่ใช่โสดาบัน นั้นถูกต้องแล้วครับ

:96:
:37:
ตัณหา เป็นเหตุทุกข์ OK.

ตัณหาเป็นผล จากเวทนาและอัตตา OK.ไม๊

"เวทนาปัจจัยยา ตัณหา" OK. ไม๊

พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนวิธีถอน ตัณหา มานะและทิฏฐิ(มิจฉาทิฎฐิ)
OK.ไม๊

ถ้าไม่ OK.ก็แสดงว่าคุณชาดีเป็นพวกบ่อนทำลายคำสอนของพระพุทธเจ้าที่แทรกซึมและปลอมตัวเข้ามาบิดเบือนพระสัทธรรม

ยังค้างการบ้านข้อสำคัญอยู่นะ เมื่อไหร่จะตอบเสียที่ที่ว่า

"พระโสดาบันต้องถอนภวตัณหาและวิภวตัณหาได้เสียก่อน"
ไปคัดลอกตำรามาจากไหน อธิบายและอ้างอิงมาด้วยครับ

:79:
0



#15 ผู้ใช้ออฟไลน์   กบนอกกะลา ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1180
  • สมัคร: 03/05/2009

ตอบ: 18/05/2017 - 06:40

แสดงข้อความที่โพสต์อโศกะ [ 10/05/2017 - 03:00 ]

:72:
วิปัสสนาภาวนา เป็นวิชาของพระพุทธเจ้า มีสอนเฉพาะในพุทธศาสนา เป็นเอกลักษ์ที่สำคัญยิ่งของพุทธศาสนา เป็นงานและหน้าที่ที่ชาวพุทธทุกคนจะต้องรู้และทำเป็น

ถ้าใครสามารถเข้าใจถึงหัวใจและหลักของการทำวิปัสสนาภาวนาแล้วลงมือปฏิบัติตามจริงๆ ผลที่จะได้รับตอบแทนกลับมาทันทีก็คือการมีชีวิตที่สงบ เย็น เป็นสุข ทุกเมื่อเชื่อวัน จนได้รับผลสุดท้ายเป็นความสุขชั่วนิจนิรันดร์กาล
เชิญทุกท่านมาเสวนากันดูในกระทู้นี้นะครับ
:73:
นี่เป็นข้อความตอนหนึ่งที่พูดถึงหลักและหัวใจวิปัสสนาภาวนาแบบอ้อมๆ โดยบังเอิญ
:68:
อาตาปี=มีความเพียรเผากิเลส
ตอนที่นิ่งรู้นิ่งสังเกต(โดยไร้ปฏิกิริยาตอบโต้)นี่ต้องใช้โพธิปักขิยธรรมเกือบทุกตัวเลยนะครับ ลองไปทำจริงๆดูสิจะได้รู้ว่าโพธิปักขิยธรรมข้อไหนบ้างตื่นขึ้นมาทำงาน

สัมปฌาโน=มีความรู้ตัวทั่วพร้อม มีปัญญา
ก็คือตัวคำว่า "นิ่งรู้"ซึ่ง=สัมมาทิฏฐิ "นิ่งสังเกต"=สัมมาสังกัปปะ นั่นเลยทีเดียว

สติมา=รู้ ทัน ระลึกได้ ไม่ลืม
รู้ทันปัจจุบันอารมณ์ เป็นสำคัญ ระลึกได้ว่าอารมณ์ใดเป็นอดีต ใดเป็นอนาคต ใดจึงจะเป็นปัจจุบัน
ไม่ลืม หลักการภาวนา สติปัฏฐาน 4 มรรค 8 หรือโพธิปักขิยธรรม 37 ประการ

ตัวนิ่งรู้นี่มีทั้งที่เป็นสติและที่เป็นปัญญารวมอยู่ในคำเดียวกัน

วิเนยยะ = เอาออกเสียให้ได้ = จนมันดับไปหรือเปลี่ยนไป(โดยไร้ปฏิกิริยาตอบโต้ใดๆ = เฉย อุเบกขา สังขารุเปกขา)

โลเก = ผัสสะของทวารทั้ง 6

อภิชฌา = ยินดี

โทมนัสสัง = ยินร้าย

ทั้ง 3 นี้รวมอยู่ในคำว่า "จนมันดับไปหรือเปลี่ยนไป(โดยไร้ปฏิกิริยาตอบโต้ใดๆ)"
:68:
"ปัจจุปันนัญจะ โยธัมมัง ตัตถะตัตถะ วิปัสสติ อสังหิรัง อะสังกุปปัง
ตังวิทธรา มนุพรูหเย"

"ผู้ใดเห็นธรรมอันเกิดขึ้นเฉพาะหน้าในที่นั้นๆอย่างแจ่มแจ้ง ไม่คลอนแคลน
เขาควรพอกพูนอาการเช่นนั้นไว้"

นี่คือที่รวมของหลักปฏิบัติที่ว่า

"สำรวมกายใจมานิ่งรู้ นิ่งสังเกต ปัจจุบันอารมณ์ จนมันดับไปหรือเปลี่ยนไปต่อหน้าต่อตา(โดยไร้ปฏิกิริยาตอบโต้ใดๆ)"

การรู้และเห็นปัจจุบันอารมณ์ เกิดขึ้นดับไป ๆๆๆ ได้ตลอดสายโดยไม่มีความนึกคิดปรุงแต่งมาเกิดคั่น(อุทธัจจะ)ย่อมจะทำให้รูความเป็นจริงของธรรมว่า ตลอดเวลาชีวิต มีแต่ความ เกิด และ ดับ 2 สิ่งนี้เท่านั้นหาสาระแก่นสารอื่นไม่ได้ จะแก้ไข ลิขิตอะไร ขีดชีวิตให้ไปทางไหนทำได้ที่ปัจจุบันอารมณ์ที่เดียว และสิ่งที่จะต้องทำในการทำก็คือ

"ไม่ต้องทำอะไรเลย"

มีเพียงแต่นิ่งรู้ นิ่งสังเกต ปัจจุบันอารมณ์ ซึ่งเป็นทั้งกรรมใหม่คือผัสสะใหม่ หรือวิบากกรรมเก่าที่มาแสดงผลตามกำลังแห่งเหตุและปัจจัย มากระทุ้งให้เกิดกรรมใหม่ทับซ้ำเข้าไปแล้วส่งต่อให้หมุนเวียนเปลี่ยนไปไม่รู้จบ

ถ้าไม่ทำอะไรเลยกับอารมณ์และสภาวธรรมที่มาแสดงณ ปัจจุบันขณะปัจจุบันอารมณ์ดังที่ว่านี้ได้ นี่คือวิปัสสนาภาวนา

วิปัสสนาภาวนาเป็นกระบวนการชำระจิตของตนให้ขาวรอบตามโอวาทปาติโมกข์ข้อที่ 3 นั่นเอง

ใครเข้าถึงหลักปฏิบัติวิปัสสนาอันนี้ได้ ก็ หมายถึงผู้ที่ตกอยู่ในกระแสของแม่น้ำแห่งมรรค 8 เป็นผู้เที่ยงแท้แน่นอนถึงจะได้เข้าถึงนิพพานโดยเร็ววัน

เชิญพิจารณากันด้วยเหตุและผลนะครับ

ทั้งหมดที่กล่าวนี้คือเรื่องของการถอนสมุทัยตามหลักอริยสัจ 4 ที่พระพุทธเจ้าทรงสอน ไม่จำเป็นต้องพูดถึง ตัณหา แต่ตัณหา มันจะถูกถอนไปทุกเมื่อเชื่อวัน ทุกผัสสะ ทุกปัจจุบันอารมณ์ โดยอัตโนมัติ เมื่อเข้าใจถึงแก่นแท้ของวิปัสสนาภาวนาแล้วลงมือปฏิบัติจริงๆ
:82:


เคยพูดมาหลายที่แล้ว...ที่เก่าก็พูดไปเยอะ...ถ้าอโศกะยังไม่เห็นภัยแห่งการพูดอย่างเดิมๆเช่นนี้..อโศกะก็พูดกันภายในสำนักของตนเถอะครับ...หากพูดในที่สาธารณะ..มันจะสุ่มเสี่ยงที่จะเป็นการบิดเบือนพระธรรม. ..หนักเข้าก็เข้าข่ายทำสัทธรรมปฏิรูป..ไป

ห้ามใจตนไม่ให้พูดไม่ได้ก็พูดเฉพาะสำนักตนซะนะครับ..อโศกะ
0



#16 ผู้ใช้ออฟไลน์   อโศกะ ไอคอน

  • ตอบ 2000+
  • PipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 2231
  • สมัคร: 11/07/2007

ตอบ: 18/05/2017 - 08:53

:68:
ยังไม่เห็นภัยอะไรในการแสดงสัจจธรรม เห็นแต่ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับผู้ใหม่ที่ยังไม่เคยได้ยินได้ฟัง และ ประโยชน์แก่ผู้เก่าที่ฟังแล้วยังไม่เข้าใจจะได้เข้าใจถูกต้องมากยิ่งขึ้น จึงยังไม่เบื่อที่จะแสดงธรรมและสนทนาธรรมครับ
:82:
ท่านใดที่เบื่อฟังแล้วก็มีทางเลือกอื่นให้ได้ศึกษา สนทนาอีกเยอะ นับเป็นพันๆกระทู้ที่จะค้นมาดูมาอ่านและเป็นเหตุสนทนาธรรมกันนะครับ
เชิญตามสบาย ใช้ชีวิตให้สบาย รื่นเริง บันเทิงใจและมีความสุขในลานธรรมเสวนาอันสงบเย็นและเป็นประโยชน์ยิ่งแห่งนี้
:73:
0



#17 ผู้ใช้ออฟไลน์   กบนอกกะลา ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1180
  • สมัคร: 03/05/2009

ตอบ: 18/05/2017 - 10:48

ระงับ...สังขาร..บ้างก็ดีนะ...

อย่าอยาก..นักเลย..
0



#18 ผู้ใช้ออฟไลน์   อโศกะ ไอคอน

  • ตอบ 2000+
  • PipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 2231
  • สมัคร: 11/07/2007

ตอบ: 19/05/2017 - 09:13

:79:
ปัญญา สติ สมาธิ เขามีอยู่แล้วตามธรรมชาติในจิตใจของมนุษย์ทุกคน ขอเพียงแต่เจ้าของจิตแต่ละดวงนั้นได้พบกัลยาณมิตร พบคำสอนที่ถูกต้องของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งได้ทรงบอกและอธิบายวิธี อำนวยความสะดวกให้ ปัญญา สติ สมาธิ ได้ทำงานไปอย่างอิสระ ถูกต้องตามหน้าที่ของตนโดยปราศจากความแทรกแซง กำหนด บังคับ ของสังขาร ความนึกคิดปรุงแต่งและความเห็นผิดยึดผิด
ปัญญา สติ สมาธิ เขาจะทำการปรับสมดุลย์ในกายใจ
ให้มีและเกิดสมดุย์หรือพอดีหรือเป็นปกติอยู่ตลอดเวลาด้วยตัวของเขาเอง
เมื่อ กาย ใจ เข้าถึงความเป็นปกติได้อย่างรวดเร็วชำนาญทันทีเป็นธรรมดาของชีวิตของจิตดวงนั้นได้แล้ว จิตดวงนั้นก็จะเสร็จกิจ หมดงาน หมดสิ้นการเวียนว่ายที่ไม่รู้จบด้วยตัวของเขาเอง
:68:
0



#19 ผู้ใช้ออฟไลน์   อโศกะ ไอคอน

  • ตอบ 2000+
  • PipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 2231
  • สมัคร: 11/07/2007

ตอบ: 19/05/2017 - 09:16

:72:
เมื่อเอาธาตุขันธ์ รูป นาม กายใจ ที่ยังมีชีวิต มีจิตครองอยู่ มาตั้งไว้เฉยๆ ไม่ช้าไม่นาน กระบวนการทำงานของธาตุขัน์ก็จะหมุนเวียนไปตามกรรมและวิบากแห่งกรรม

เริ่มต้นจากผัสสะของทวารทั้ง 6
ผัสสะ เป็นปัจจัยให้เกิด เวทนา
แล้วต่อวงกันไปจนจบ

ผัสสะใหม่ เกิดทาง ตา หู จมูก
ลิ้น กาย แล้วไปจบรวมที่ใจ ก่อให้เกืดกรรมใหม่

ผัสสะกับของเก่า เกิดที่ใจตรงๆ คือการผัสสะกับวิบากของกรรมเก่าซึ่งมากระทุ้งกระตุ้นเตือนเป็นเหตุให้เกิดกรรมใหม่ต่อเนื่องลงไปในเหตุจากวิบากกรรมเก่า
กรรมและผลกรรมทั้งหมดจึงส่งต่อเป็นเหตุปัจจัจซึ่งกันและกันผลักดัน หมุนวงวัฏฏะสงสารนี้ไปไม่รู้จบไม่รู้สิ้น ดุจนาฬิกาที่ถูกไขลานหรือเติมพลังแบตเตอรี่ให้เต็มอยู่เสมอ

ใคร อะไร เป็นผู้คอยไขลานและเต็มพลังแบตเตอรี่หมุนนาฬิกาหรือวงวัฏฏะสงสาร
พึงพากันค้นหาให้พบ แล้วฆ่าให้ตายเสีย จะได้ไม่ต้องเป็นทุกข์ที่ไม่รู้จบอีกต่อไป
:73:

การโพสต์นี้ได้ถูกแก้ไขโดย อโศกะ: 19/05/2017 - 09:17

0



#20 ผู้ใช้ออฟไลน์   อโศกะ ไอคอน

  • ตอบ 2000+
  • PipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 2231
  • สมัคร: 11/07/2007

ตอบ: 19/05/2017 - 09:20

แสดงข้อความที่โพสต์กบนอกกะลา [ 18/05/2017 - 10:48 ]

ระงับ...สังขาร..บ้างก็ดีนะ...

อย่าอยาก..นักเลย..

:51:
เมตตา กรุณา นี่มันต่างกับ ความอยากมากนักเลยเชียว ต้องพิจารณาให้ลึกซึ้ง จึงจะเข้าถึงความมีจิตสบายและเป็นกลาง
:79:
0



#21 ผู้ใช้ออฟไลน์   อโศกะ ไอคอน

  • ตอบ 2000+
  • PipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 2231
  • สมัคร: 11/07/2007

ตอบ: 19/05/2017 - 09:20

แสดงข้อความที่โพสต์กบนอกกะลา [ 18/05/2017 - 10:48 ]

ระงับ...สังขาร..บ้างก็ดีนะ...

อย่าอยาก..นักเลย..

:51:
เมตตา กรุณา นี่มันต่างกับ ความอยากมากนักเลยเชียว ต้องพิจารณาให้ลึกซึ้ง จึงจะเข้าถึงความมีจิตสบายและเป็นกลาง
:79:
0



#22 ผู้ใช้ออฟไลน์   กบนอกกะลา ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1180
  • สมัคร: 03/05/2009

ตอบ: 19/05/2017 - 10:32

กระสัน....อยากเผยแพร่...ย่อมเป็นทุกข์...

ทุกข์พึงกำหนดรู้. .
0



#23 ผู้ใช้ออฟไลน์   อโศกะ ไอคอน

  • ตอบ 2000+
  • PipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 2231
  • สมัคร: 11/07/2007

ตอบ: 19/05/2017 - 21:01

แสดงข้อความที่โพสต์กบนอกกะลา [ 19/05/2017 - 10:32 ]

กระสัน....อยากเผยแพร่...ย่อมเป็นทุกข์...

ทุกข์พึงกำหนดรู้. .

:39:
กระสัน อยากขวาง กลับเป็นทุกข์มากล้น ไม่มีโรยรา
:67:
0



#24 ผู้ใช้ออฟไลน์   กบนอกกะลา ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1180
  • สมัคร: 03/05/2009

ตอบ: 19/05/2017 - 21:08

ขวางทาง...ตัวกูของกู...ของอโศกะ..นะหรอ?
0



#25 ผู้ใช้ออฟไลน์   กบนอกกะลา ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1180
  • สมัคร: 03/05/2009

ตอบ: 19/05/2017 - 21:12

สอนแต่ในสำนักตน...ซะ..

ใครทำบุญมาด้วยกัน...ก็ดั้นด้นไปหาเอง..นั้นแหละ...

กระสันเผยแพร่....นี้....แค่นี้ก็รู้แล้วละว่า..ยืนอยู่ตรงจุดไหน..
0



#26 ผู้ใช้ออฟไลน์   อโศกะ ไอคอน

  • ตอบ 2000+
  • PipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 2231
  • สมัคร: 11/07/2007

ตอบ: 21/05/2017 - 21:55

แสดงข้อความที่โพสต์กบนอกกะลา [ 19/05/2017 - 21:12 ]

สอนแต่ในสำนักตน...ซะ..

ใครทำบุญมาด้วยกัน...ก็ดั้นด้นไปหาเอง..นั้นแหละ...

กระสันเผยแพร่....นี้....แค่นี้ก็รู้แล้วละว่า..ยืนอยู่ตรงจุดไหน..

:37:
ลานธรรมเสวนาแห่งนี้เป็นสถานที่สนทนาธรรม แบ่งปันธรรมะและประสบการณ์ธรรมแก่กันและกัน เพื่อสร้างสรรและจรรโลงพุทธธรรมให้กว้างขวาง ยั่งยืนและมั่นคงต่อไป กระทู้ธรรมอันใดมีประโยชน์ก็จะตั้งอยู่ได้นาน กระทู้ธรรมใดสอบไม่ผ่านก็จะเลือนหายไปเอง คุณกบไม่ต้องเดือดร้อนใจ อะไรให้มากเลยนะครับ รู้แล้วผ่าน ๆ ๆ อย่ามี เรา ไปยุ่งกับรู้
ก็ดีเองนะครับ
:37:

การโพสต์นี้ได้ถูกแก้ไขโดย อโศกะ: 21/05/2017 - 21:56

0



#27 ผู้ใช้ออฟไลน์   อโศกะ ไอคอน

  • ตอบ 2000+
  • PipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 2231
  • สมัคร: 11/07/2007

ตอบ: 22/05/2017 - 06:10

:68:
การนิ่งรู้นิ่งสังเกตปัจจุบันอารมณ์นั้น ตอนเริ่มต้นใหม่ๆอาจมีความเป็นกูเป็นเรามาร่วมทำงานด้วย ทำให้มีความรู้สึกว่า เป็นเรา ภาวนาอยู่ แต่เมื่อทำไปนานไป สติปัญญาเริ่มรู้ตัวรู้หน้าที่ที่แท้จริงของตนเองแล้ว แม้ความเป็นเราที่มาแทรกร่วมทำงาน สติปัญญาก็จะรู้เห็นและเอาความเป็นเรานั้นออกเสียเพื่อให้มีอิสระเต็มที่ในการทำงาน กลายเป็นการนิ่งรู้นิ่งสังเกตปัจจุบันอารมณ์ตามหน้าที่ทางธรรมชาติของกายและจิต โดยปราศจาก กูหรือเรา

เมื่อไหร่ที่สติปัญญาได้หลุดไปจากอำนาจความเป็นกูเป็นเรา จนได้ทำงานเองตามธรรมชาติด้วยความอิสระเสรีอย่างสมบูรณ์แล้ว เมื่อนั้นกระบวนการทำงานโดยธรรมชาติเพื่อปรับกายใจให้มีสมดุลย์จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วมาก หากมีผัสสะ เวทนา หรืออะไรมาทำให้ผิดปกติไป สติปัญญาและกายใจจะถูกปรับให้กลับเข้าสู่ศูนย์กลางคือความสมดุลย์หรือความเป็นปกติอย่างเร็วมากในชั่วพริบตาเดียว ความหวั่นไหวไปตามโลกธรรมจึงเกิดขึ้นได้น้อยมาก จนในที่สุดเมื่อเจริญก้าวหน้าไปถึงจุดที่กายใจไม่หวั่นไหวไปกับโลกธรรม เรียบสนิท นิ่งสนิท เป็นปกติโดยสมบูรณ์ เป็นกายใจที่มีสมดุลย์อยู่ตลอดเวลา
:72:

การโพสต์นี้ได้ถูกแก้ไขโดย อโศกะ: 22/05/2017 - 06:12

0



#28 ผู้ใช้ออฟไลน์   อโศกะ ไอคอน

  • ตอบ 2000+
  • PipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 2231
  • สมัคร: 11/07/2007

ตอบ: 10/06/2017 - 07:13

:68:
ถ้าทำวิปัสสนาภาวนาเป็น
จะได้ทั้งกายภาพบำบัดและจิตภาพบำบัดครบสมบูรณ์ในคราวเดียวกัน
วิปัสสนาภาวนาเริ่มแรกจะเกิดกายภาพบำบัดมาก
เมื่อกายหมดปัญหาแล้วก็จะเกิดจิตภาพบำบัดอย่างเต็มที่จนจิตขาวรอบ
ถ้าเคยอ่านเรื่องกำลังภายใน นั่นเขาเขียนมาจากเค้ามูลความจริงที่ท่านอาจารย์ตั๊กม้อนำไปเผยแพร่ในจีน
คนที่เดินกำลังภายในเป็น
นั่งเดินลมปราณเป็นสุดท้ายก็ได้ถึงความเป็นเซียนเช่นกัน
การนั่งเจริญสมถะและวิปัสสนาคือวิชาเดินกำลังภายในนั่นเอง
แต่วัตถุประสงค์การใชกำลังภายในในนิยายจีนนั้นถูกใช้เพื่อการต่อสู้คุ้มครองตนเอง
ถ้านำกลับมาใช้เพื่อความหลุดพ้นก็หลุดพ้น
แล้วแต่ใครจะประยุกต์ใช้ไปในทางใดครับ
เจริญวิปัสสนาภาวนาเป็นกันหรือยังเอ่ย????
ถ้าเจริญสติปัฏฐาน 4 เป็นก็ทำวิปัสสนาภาวนาเป็นครับ

แต่คำอธิบายสติปัฏฐาน 4
ที่เราคัดลอกมาจากพระสูตรอาจจะดูเยอะ เข้าใจยาก มากขั้นตอนสำหรับคนรุ่นใหม่หรือผู้ที่ไม่ใส่ใจศรัทธาจริงๆ

เราเอาเฉพาะหลักการของ
สติปัฏฐาน 4 มาประยุกต์แล้วอธิบายด้วยภาษาชาวบ้านอาจจะทำให้ง่ายขึ้น นำไปปฏิบัติจริงได้ง่าย สะดวกสบาย
หลักการของสติปัฏฐาน 4
คือให้รู้และทันสิ่งที่เกิดขึ้น
ในกาย เวทนา จิต ธรรม
ณ ปัจจุบันขณะแล้ว

อาตาปี=มีความเพียรเผากิเลส

สัมปฌาโน =มีปัญญาเฝ้ารู้เฝ้าสังเกต

สติมา = มีสติรู้ทันปัจจุบันอารมณ์ ระลึกได้ ไม่ลืมหลักภาวนาสติปัฏฐาน 4 คือ

วิเนยยะโลเก อภิชฌา โทมนัสสัง = เอาออกเสียให้ได้ซึ่ง ความยินดียินร้ายในโลก (โลกในที่นี้คือผัสสะของทวารทั้ง 6)

นี่เป็นรายละเอียดของหลักการ ซึ่งก็ยังยากสำหรับการเข้าใจแลนำไปใช้ปฏิบัติจริง
ทำให้ง่ายเป็นสูตรสำเร็จด้วยภาษาง่ายว่า

"สำรวมกายใจมานิ่งรู้นิ่งสังเกตปัจจุบันอารมณ์จนมันดับไปหรือเปลี่ยนไปต่อหน้าต่อตา โดยไร้ปฏิกิริยาตอบโต้ใดๆ"
สติปัฏฐาน 4 รวมลงอยู่ที่ปัจจุบันอารมณ์นั่นเอง ลองสังเกตดูกันให้ดีๆ
คำว่าเอาออกเสียให้ได้ซึ่งความยินดียินร้ายในโลก
กับ
นิ่งรู้นิ่งสังเกตปัจจุบันอารมณ์จนมันดับไปหรือเปลี่ยนไป โดยไร้ปฏิกิริยาตอบโต้ใดๆ นั้น มีค่าเท่ากันคือในที่สุดจะเหลือแต่
"เฉย"

เมื่อไร้ยิน ดียินร้าย หรือ"เฉย" ได้ทุกผัสสะ เวทนาและอารมณ์ ตลอดเวลา ในที่สุดก็จะเข้าถึงความเฉยอย่างยิ่งหรือที่ทางสายท่านโกเอ็นก้าเรียกว่า

"ความเฉยโดยสมบูรณ์"

จะเกิดขึ้น

ในทางธรรมเรียกว่า

"สังขารุเปกขาญาณ"

นั่นคือการเดินทางไปถึงหน้าประตูพระนิพพาน
ใครจะออกประตูสู่นิพพานทางประตูไหนก็แล้วแต่บุญ วาสนา บารมี วิรินะ อุตสาหะที่สร้างสะสมมา

ประตูทางออกสู่นิพพานมี 3 ประตูคือ

ประตู อนิจจัง

ประตู ทุกขัง

ประตูอนัตตา

สังขารุเปกขาญาณ = หยุดหรือหมดปฏิกิริยาตอบโต้กับผัสสะไปชั่วคราว = หยุดการปรุงแต่ง
รู้ว่า......หยุดการปรุงแต่งไปชั่วคราว
อย่าเอาแต่พากันสาธุนะจ๊ะ
จงลงมือพิสูจน์กันเดี๋ยวนี้ หรือหลังจากนี้เลยสัก 15 นาที ถึง 1 ชั่วโมงจึงจะผซึ้งและจำแม่น



"สำรวมกายใจมานิ่งรู้นิ่งสังเกตปัจจุบันอารมณ์ จนมันดับไปหรือเปลี่ยนไปต่อหน้าต่อตา โดยไร้ปฏิกิริยาตอบโต้ใดๆ"

รอออกประตู อนัตตาค่ะพี่วี
ลองนั่งทำสัก 5 นาทีแล้วมาคุยต่อสิจะยิ่งเข้าใจและเห็นว่า

พูดง่าย ดูเหมือนไม่มีอะไร
แต่พอลงมือทำจริงมันมีสิ่งที่เกิดขึ้นให้ต้องเคลียร์เยอะแยะเลย ไม่ต้องห่วง
ไม่ต้องกังวลจงยึดมั่นในหลักภาวนา แล้วกระบวนการทางธรรมในกายใจของเราเขาจะเกิดขึ้นมาทำงานเคลียร์ทุกสิ่งให้เราเอง จนเฉยได้ในทุกผัสสะ อารมณ์ ความรู้สึก


จะออกประตูไหนยังไม่ต้องกำหนด ธรรมในตัวของเราเขาจะเกิดขึ้นมาตัดสินเอง

ของเก่าที่เราสร้างสมไว้เอนกอนันตชาติเขาจะมาแสดงตัวทำงานเองครับ
ปัจจัตตังนั่นแหละเป็นอนัตตาธรรม
ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในกายใจ
ที่เกิดโดยเราไม่ได้สั่งไม่ได้บอกเกิดด้วยกำลังแห่งเหตุและปัจจัยนั้นแหละคือ

"อนัตตาธรรม"
ใครสำรวมกายใจมานิ่งรู้นิ่งสังเกตปัจจุบันอารมณ์
ที่เขาเกิดขึ้นเองเป็นเอง บังคับบัญชาไม่ได้ ไม่ใช่ของเรานั้น นั่นคือการ เฝ้าปฏิบัติกับอนัตตาธรรมหรือปรมัตถธรรม

สติ ปัญญาที่เฝ้ารู้เฝ้าสังเกต เป็นปรมัตถ์ อนัตตา

สิ่งที่เฝ้ารู้เฝ้าสังเกตก็เป็นปรมัตถ์ อนัตตาจึงจะเป็นไปดังครูบาอาจารย์ท่านกล่าวไว้ว่า

"เอาปรมัตถ์ หาปรมัตถ์ เห็นปรมัตถ์ ได้ปรมัตถ์ เป็นปรมัตถ์"

"เอาบัญญัติ หาบัญญัติ เห็นบัญญัติ ได้บัญญัติ เป็นบัญญัติ"
ประตูทางออกสู่พระนิพพาน
:82:
0



#29 ผู้ใช้ออฟไลน์   กบนอกกะลา ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1180
  • สมัคร: 03/05/2009

ตอบ: 10/06/2017 - 19:26

โพสต์...โดยใช้ก๊อปปี้..ซ้ำๆ...เดิมๆ....ไม่เพราะหมดมุก..ก็อาจเพราะเตรียมจะหายไปจากลาน..

อิอิ..
0



#30 ผู้ใช้ออฟไลน์   อโศกะ ไอคอน

  • ตอบ 2000+
  • PipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 2231
  • สมัคร: 11/07/2007

ตอบ: 10/06/2017 - 20:35

แสดงข้อความที่โพสต์กบนอกกะลา [ 10/06/2017 - 19:26 ]

โพสต์...โดยใช้ก๊อปปี้..ซ้ำๆ...เดิมๆ....ไม่เพราะหมดมุก..ก็อาจเพราะเตรียมจะหายไปจากลาน..

อิอิ..

:95:
คุณกบมาหามุก หรือมาหาธรรมครับในนี้
:75:
0



#31 ผู้ใช้ออฟไลน์   อโศกะ ไอคอน

  • ตอบ 2000+
  • PipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 2231
  • สมัคร: 11/07/2007

ตอบ: 15/06/2017 - 15:53

:79:
วิปัสสนาภาวนา จะยุ่งยากตอนเริ่มต้น แต่เบาสบายในตอนหลัง"

"สมถะภาวนา จะง่ายตอนเริ่มต้น แต่ยากลำบากในตอนหลัง"

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?

ที่เป็นเช่นนั้นเพราะ เมื่อเริ่มต้นทำวิปัสสนาเราจะต้องเอาสติ ปัญญามานิ่งรู้นิ่งสังเกตหลายอารมณ์คือ
อารมณ์ทางกาย
อารมณ์ทางเวทนา
อารมณ์ทางจิต
อารมณ์ทางธรรม
ผู้ใหม่จะดูรู้สึกวุ่นวาย มีงานต้องทำหลายอย่างจนสติปัญญาตามไม่ทัน

แต่ถ้าสังเกตให้ดีๆแล้ววิปัสสนาภาวนาก็มีอารมณ์ให้ยึดเพียง
1 อารมณ์เช่นกันคือ ยึดไว้ที่
"ปัจจุบันอารมณ์" เพราะปัจจุบันอารมณ์เป็นที่รวมปรากฏของ
กาย....เวทนา.....จิต......ธรรม
เป็นการรวมจุดหรือมีสมาธิบนสิ่งที่เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ผลที่ได้ทันทีจากวิปัสสนาภาวนาคือ
1.เป็นการฝึกสติปัญญาที่
ถูกเร่งรัดโดยธรรมชาติให้ต้องมีความรวดเร็วฉับไวทันการณ์
มากกว่าเป็น 4 เท่าจากการเจริญสมถะภาวนา
2.เป็นการชำระกิเลสอนุสัยพร้อมๆกันไปเลยในตัว เพราะกิเลส อนุสัย ตัณหา อัตตาต่างๆ จะถูกอำนาจแห่งเหตุและปัจจัยผลักดันให้มาเกิดและแสดงที่ปัจจุบันอารมณ์สลับสับเปลี่ยนกันไปมาตามกำลังความมากน้อยหนักเบาของกรรม วิบากกรรมที่มาเป็นเหตุปัจจัย อารมณ์ใดที่มาแสดงตัวแล้วหากสติปัญญาสังเกตเห็น รับรู้จนอารมณ์นั้นดับไปเองเพราะหมดกำลังเหตุปัจจัยที่จะส่งให้แสดงตัวต่อไปได้ โดยไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้ใดๆให้เกิดกรรมและวิบากใหม่ในอารมณ์เช่นนั้น ต่อไปอารมณ์อย่างนั้นจะไม่เกิดขึ้นมารบกวนอีก
ดุจคนที่มีหนี้แล้วชำระหนี้ไปครบถ้วนเรียบร้อยแล้ว

อุปมา.....การเกิดปรากฏของอารมณ์ใดที่ จอปัจจุบันอารมณ์ เป็นดุจการมาทวงหนี้ของเจ้าหนี้
หากสติปัญญามาสังเกตรู้แล้วรับทราบตลอดสายโดยไร้ปฏิกิริยาตอบโต้ อารมณ์นั้นจะถูกใช้หนี้และหมดไปไม่มาอีก

เมื่อผู้ปฏิบัติขยันเจริญวิปัสสนาภาวนา ไม่ช้าหนี้สินหนี้วิบากแห่งกรรมทั้งหลายก็จะถูกชดใช้จนหมด หนี้เหลือน้อยเท่าไรใจก็สะอาดหมดจดยิ่งขึ้น เบาสบายไร้ทุกข์เป็นสุขมากขึ้นเท่านั้น

การมาเจริญวิปัสสนาภาวนายิ่งนานยิ่งง่ายยิ่งเบาสบายสงบเย็นเป็นสมาธิเร็วและมีขยะอาสวะนิวรณ์น้อยลงๆจน
เมื่อสะอาดเบาสบายได้ที่ ธรรมเขาจะมีรางวัลมามอบให้เทียบได้กับ ปริญญาตรี โทร เอกและศาสตราจารย์ในที่สุด

จึงได้กล่าวว่า

"วิปัสสนาภาวนา จะยุ่งยากตอนเริ่มต้น แต่เบาสบายในตอนหลัง"
:68:
0



#32 ผู้ใช้ออฟไลน์   อโศกะ ไอคอน

  • ตอบ 2000+
  • PipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 2231
  • สมัคร: 11/07/2007

ตอบ: 16/06/2017 - 08:16

:68:
ต่อ
3.วิปัสสนาภาวนาเป็นการสร้างสมาธิที่บริสุทธิ์สะอาดให้เกิดขึ้นจนเต็มรอบเป็นสัมมาสมาธิเต็มร้อย

สังเกตจากประโยชน์ของวิปัสสนาภาวนาข้อที่ 2 ที่กล่าวว่าเป็นกระบวนการชำระจิตของตนให้ขาวรอบ มาเนื่องเป็นประโยชน์ข้อที่ 3 เพราะในการเจริญวิปัสสนาภาวนา สิ่งที่จะผุดปรากฏขึ้นมาให้ชำระอันดับแรกๆนั้นคือ
นิวรณ์ธรรม หรือเครื่องกางกั้นทั้ง 5 มิให้เข้าถึงสมาธิและฌาณ
นิวรณ์ใดๆก็ตามเมื่อผุดปรากฏขึ้นมาให้รู้ให้สังเกตในจิต นิวรณ์นั้นๆก็จะถูกอำนาจของวิปัสสนาภาวนา ชำระขุดถอนออกไปทีละน้อยๆจนเบาบาง หยุดทำงานไปเป็นระยะๆหรือหมดเกลี้ยงในที่สุด

ผลจากการการชำระนิวรณ์ 5 ด้วยวิปัสสนาภาวนานี้จะต่างกับสมถะภาวนา
เพราะสมถะเป็นแค่หินทับหญ้าหรือเป็นแค่การไปสยบ กลบ บัง นิวรณ์ทั้ง 5 ไว้ด้วยสติ กรรมฐานหรือคำบริกรรมต่างๆไม่ให้นิวรณ์ธรรมทั้งหลายมา
รบกวนจิตได้เป็นการชั่วคราว เมื่อหย่อนสตินิวรณ์ทั้งหลายก็จะกลับมาดังเดิมหรือตีกลับแรงกว่าเพราะถูกกดดันกดทับไว้

นิวรณ์ 5 ที่ถูกชำระโดยวิปัสสนาภาวนาจะค่อยๆตายไปเบาบางไปจนหมดไปในที่สุด จึงไม่ต้องมาคอยอาศัยอำนาจของสติไปกดข่มบังคับ ทำให้ไม่หนัก ไม่เป็นภาระในการเจริญสติ เพราะนิวรณ์อันเป็นปัจจัยเขาหาย ตาย
หมดไปเองด้วยพลังแห่งวิปัสสนาภาวนา

ผู้เจริญวิปัสสนาภาวนามาจนถึงที่ที่พึงได้รับผลเขาจะเบาสบาย สติของเขาจะกลายเป็นสติอัตโนมัติตามธรรมชาติ ไม่ต้องออกกำลังตั้งท่าอะไรเลย
ธรรมชาติของสติ ปัญญา สมาธิเขาเป็นกันเอง ทำหน้าที่กันไปเองตามธรรม ตามคำสรุปว่า "ตถตา"....มันเป็นเช่นนั้นเอง

:78:
0



คำตอบต่อไป: อโศกะ -
  • (2 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • ท่านไม่สามารถตอบกลับกระทู้นี้ได้

1 ผู้ใช้กำลังอ่านกระทู้นี้
0 สมาชิก, 1 ผู้เยี่ยมชม, 0 ผู้ใช้ที่ไม่ระบุชื่อ