ลานธรรมเสวนา: ศูนย์รวมข้อมูล

เข้าไปดูเนื้อหา

แจกหนังสือชื่อว่า “บุญ-ทาน หมั่นทำให้สูงสุด - หลวงปู่ฝั้น อาจาโร” รวบรวมและเรียบเรียง โดย ธรรมสภา จำนวน ๑๐๐ เล่ม

ผู้ใช้ออฟไลน์  
ngodngam ไอคอน
- 08-19-10 14:23 - 70 ข้อคิดเห็น

ขอได้โปรดปฏิบัติตามกฎ กติกา มารยาท ดังนี้นะครับ

๑. แจกเพียงท่านละ ๑ เล่มเท่านั้นนะครับ จะได้สะดวกแก่การใช้ซองจดหมายที่จะส่ง (ซองเหลืองบรรจุได้เพียงเล่มเดียว)
๒. หากเป็นการขอแทนคนอื่น โดยใส่ชื่อและที่อยู่ของคนอื่นมาขอแล้ว ก็ขอให้ประสานแจ้งกับเจ้าตัวด้วยนะครับ เพื่อไม่ให้มีไปรษณีย์ตีกลับมาว่าไม่มีคนรับ
๓. ขอให้ระบุชื่อและที่อยู่ผู้รับโดยละเอียดนะครับ ก็ขอให้เห็นใจทางไปรษณีย์ด้วย และป้องกันไปรษณีย์ตีกลับ ... เสียดายค่าจัดส่งและค่าซองนะครับ
๔. การขอรับสามารถขอรับได้ทั้งจาก (ก) โพส คห ในกระทู้นี้ หรือ (ข) ส่งอีเมล์ไปที่ freedhammabook@yahoo.com นะครับ โดยแจ้งเพียงทางเดียวก็พอครับ กรุณาอย่าแจ้งพร้อมกันสองทาง และหากอีเมล์ไป ขอให้ระบุด้วยว่าขอรับหนังสืออะไร เพราะว่าอีเมล์นี้ก็แจกหนังสือเล่มอื่นอยู่ด้วย
๕. กรุณาอย่าขอรับหนังสือผ่านทาง PM ด้วยครับ เพราะเนื้อที่รับ PM ของ จขกท นั้นมีไม่มาก นอกจากนี้ โปรดอย่าแจ้งขอรับไปที่อีเมล์ส่วนตัวอื่น ๆ ของ จขกท นะครับ เพราะอีเมล์ส่วนตัวนั้นรับอีเมล์อื่น ๆ เยอะพออยู่แล้ว

๖. เนื่องด้วยหนังสือชุดนี้ได้จัดซื้อมาจำนวนจำกัด ๑๐๐ เล่ม ดังนั้น หากแจกหมดแล้ว จขกท ก็จะขอปิดกระทู้นะครับ เว้นแต่จะอัพเดท คห เป็นอื่นภายหลัง

ปัจจัยที่ใช้ในการจัดซื้อหนังสือจำนวน ๑๐๐ เล่มนี้ได้รับมาจากญาติธรรมรุ่นพี่ท่านหนึ่ง คือคุณกิตติ ... จขกท ก็ขออนุโมทนาด้วยครับ :09:

*******************************************************************
สารบัญเนื้อหาของหนังสือ มีดังนี้ ....
๑ บุญกุศลสำคัญที่ใจ
๒ ความหมายของบุญกุศล
๓ บุญและบาปใด ๆ ใจถึงก่อน
๔ ปฏิบัติบูชาเป็นบุญอันสูงสุด
๕ บุญที่ท่านต้องรู้จัก/ธรรมทาน-ฟังธรรม
๖ อานิสงส์
อ่านแล้ว 2055 เข้าระบบล่าสุด ตอบล่าสุด โดย meditation   ไอคอน   ไอคอน

แจกหนังสือชื่อว่า “ปฏิบัติธรรมให้ถูกทาง” โดยพระพรหมคุณากรณ์ (ป.อ. ปยุตโต)

ผู้ใช้ออฟไลน์  
ngodngam ไอคอน
- 08-19-10 14:09 - 147 ข้อคิดเห็น

ขอได้โปรดอ่านกฎ กติกา มารยาทก่อนแจ้งขอรับหนังสือนะครับ
(และได้โปรดปฏิบัติตามกฎ กติกา มารยาทด้วยครับ)

๑. แจกเพียงไม่เกินท่านละ ๑ เล่มเท่านั้นนะครับ จะได้สะดวกแก่การใช้ซองจดหมายที่จะส่ง (ซองเหลืองบรรจุได้ไม่เกิน ๑ เล่ม)
๒. หากเป็นการขอแทนคนอื่น โดยใส่ชื่อและที่อยู่ของคนอื่นมาขอแล้ว ก็ขอให้ประสานแจ้งกับเจ้าตัวด้วยนะครับ เพื่อไม่ให้มีไปรษณีย์ตีกลับมาว่าไม่มีคนรับ
๓. ชื่อและที่อยู่ผู้รับขอให้ระบุโดยละเอียดนะครับ เห็นใจทางไปรษณีย์ด้วย และป้องกันไปรษณีย์ตีกลับ ... เสียดายค่าจัดส่งและค่าซองนะครับ
๔. การขอรับสามารถขอรับได้ทั้งจาก (ก) โพส คห ในกระทู้นี้ หรือ (ข) ส่งอีเมล์ไปที่ freedhammabook@yahoo.com นะครับ โดยแจ้งเพียงทางเดียวก็พอครับ กรุณาอย่าแจ้งพร้อมกันสองทาง และหากอีเมล์ไป ขอให้ระบุในอีเมล์ด้วยว่าขอรับหนังสืออะไร เพราะว่าอีเมล์นี้ก็แจกหนังสือเล่มอื่น ๆ อยู่ด้วย
๕. กรุณาอย่าขอรับหนังสือผ่านทาง PM นะครับ เพราะเนื้อที่รับ PM ของ จขกท นั้นมีไม่มาก นอกจากนี้ โปรดอย่าแจ้งขอรับไปที่อีเมล์ส่วนตัวอื่น ๆ ของ จขกท นะครับ เพราะอีเมล์ส่วนตัวนั้นรับอีเมล์อื่น ๆ เยอะพออยู่แล้ว



เนื้อหาบางส่วนในหนังสือ มีดังนี้ ....
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ปฏิบัติธรรม วัดผลอย่างไร

เมื่อเราได้ทุนและเครื่องประกอบในการเดินทางแล้ว ต่อไปนี้ ก็จะเข้าสู่การเดินตามมรรค

ได้บอกแล้วว่า ตัวทางที่เดินก็คือ มรรค มรรคมีองค์ ๘ ประการ อันนี้ทราบกันแล้ว ไม่ต้องบรรยายในรายละเอียด และก็ได้บอกแล้วด้วยว่า การฝึกชีวิตให้ดำเนินตามมรรค หรือการทำตัวให้เดินไปตามมรรคนั้นคือ สิกขา หรือการศึกษา ดังได้อธิบายแล้วว่า การศึกษากับมรรคสัมพันธ์กันอย่างไร

ทีนี้ต่อไป ก็จะพูดถึงการตรวจสอบหรือวัดผล เมื่อกี้นี้ได้บอกให้ตรวจสอบด้วยประสบการณ์ตรงของตัวเองโดยดูว่าโลภ โกรธ หลง มีน้อยหรือมาก ได้ลดละให้เบาบางหรือหมดไปหรือยัง แต่นั้นเป็นการตรวจสอบ โดยพูดเชิงลบอย่างรวบรัด

ก) ดูกุศลธรรมที่เพิ่มขึ้น

โดยทั่วไปมีการวัดด้วยคุณธรรมต่าง ๆ ที่งอกงามขึ้นมาแทนอกุศลธรรม คือจะต้องดูว่า กุศลธรรมเจริญขึ้นมาแทนที่อกุศลแค่ไหน หลักการวัดความเจริญในการเดินตามมรรคหมวดหนึ่งมี ๕ อย่าง

ประการที่ ๑ ดูว่ามีความมั่นใจ มีความเชื่อมั่นในสิ่งที่เป็นกุศล สิ่งที่เป็นความดีงามมากขึ้นหรือไม่ มีความมั่นใจแม้แต่ใน โพธิสัทธา เชื่อในศักยภาพของตนเองที่จะพัฒนาขึ้นไปหรือไม่ เมื่อมีความเชื่อมั่นมากขึ้น ก็เรียกว่า มีศรัทธามากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี เป็นกุศลธรรมที่เจริญเพิ่มขึ้น โดยสรุป คือดูว่ามี ศรัทธา มีความเชื่อมีความมั่นใจในกุศลธรรมในความดีงามต่าง ๆ มากขึ้นหรือไม่

ประการที่ ๒ เมื่อปฏิบัติเดินตามมรรคไป มีระเบียบในการดำเนินชีวิตดีขึ้นไหม มีการประพฤติตนอยู่ในสุจริตดีขึ้นไหม อันนี้เป็นส่วนที่แสดงออกภายนอกในการดำเนินชีวิต เพราะฉะนั้นต้องเอามาวัดดูด้วยว่าเราดำเนินชีวิตดีขึ้นไหม มั่นคงในสุจริตมากขึ้นไหม มีระเบียบวินัยราบรื่นดีไหม มีความสัมพันธ์กับโลกกับมนุษย์กับสังคมดีขึ้นไหม เรียกสั้น ๆ ว่า มีศีล ดีขึ้นไหม

ประการที่ ๓ ดูว่าเรามีความรู้จากการที่ได้สดับได้ค้นคว้าอะไรต่าง ๆ มากขึ้นไหม ได้เรียนรู้มากขึ้น และกว้างขวางเพียงพอไหมในธรรมที่จะปฏิบัติต่อ ๆ ไป หรือในสิ่งที่จะนำมาใช้แก้ปัญหา หรือในการพัฒนาตน ได้ประสบการณ์ต่าง ๆ มาเป็นข้อมูลของความรู้มากขึ้นหรือไม่ เรียกสั้น ๆ ว่ามีสุตะ มากขึ้นไหม

ประการที่ ๔ มีความลดละกิเลสได้มากขึ้นไหม กิเลสต่าง ๆ โดยเฉพาะความโลภ ความโกรธ ความหลง ความเห็นแก่ตัวนี่ละได้ มีความเห็นแก่ตัวน้อยลงบ้างไหม มีความเสียสละมากขึ้นไหม มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีน้ำใจ เห็นแก่เพื่อนมนุษย์ เห็นแก่ผู้อื่นมากขึ้นไหม มีจิตใจกว้างขวางโปร่งเบามากขึ้นไหม เรียกสั้น ๆ ว่ามี จาคะ มากขึ้นไหม

ประการสุดท้าย คือ ปัญญา ได้แก่ความรู้ความเข้าใจในความจริงของสิ่งทั้งหลาย ตรวจสอบว่า เรามีความเข้าใจในสิ่งที่ได้เรียนรู้ไหม เรารู้เข้าใจถูกต้องตามความเป็นจริงมากเพียงใด เรามองเห็นเหตุปัจจัยและความสัมพันธ์ของสิ่งทั้งหลายชัดเจนดี สามารถนำความรู้มาเชื่อมโยงใช้ในการแก้ปัญหาและสร้างสรรค์พัฒนาให้เป็นผลดีหรือไม่ อันนี้เป็นตัวแกนแท้ที่ต้องการ เป็นตัวคุมทั้งหมด

ตกลงว่า หัวข้อนี้ก็เป็นหลักหนึ่งในการตรวจสอบความเจริญ คือ ดูว่ามีศรัทธามากขึ้นไหม มีศีลมากขึ้นไหม มีสุตะมากขึ้นไหม มีจาคะมากขึ้นไหม และมีปัญญามากขึ้นหรือไม่

หลักนี้เรียกว่า “อริยวัฒิ” แปลว่า ความเจริญของอริยชน ความเจริญแบบอารยะ ได้แก่ หลักวัดความเจริญหรือพัฒนาการของอารยชน

ถ้ามีความเจริญเพียงว่ามีทรัพย์สินเงินทองมากขึ้นอย่างเดียว แต่มีความเห็นแก่ตัวมากขึ้น อย่างนั้นไม่ถือว่ามีความเจริญในการศึกษา หรือในการพัฒนาชีวิตที่แท้จริง หรือมีโทสะ มีความเกลียดชังมีกิเลสต่าง ๆ มากขึ้น ก็เช่นเดียวกัน

ข) ดูการทำหน้าที่ต่อธรรมต่าง ๆ

ที่จริงหลักตรวจสอบมีหลายอย่าง หลักอย่างหนึ่งเป็นการดำเนินตามอริยสัจ ๔ กล่าวคือ การปฏิบัติธรรมนั้น ได้แก่ การดำเนินตามหลักการแก้ปัญหาด้วยวิธีการของอริยสัจ ๔ ในการปฏิบัติจึงต้องดูว่าเราปฏิบัติหน้าที่ต่ออริยสัจ ๔ ถูกต้องหรือไม่

อริยสัจ ๔ มีหน้าที่ประจำแต่ละข้อ ถ้าปฏิบัติต่ออริยสัจ ๔ แต่ละข้อผิด ก็ถือว่าเราได้เดินทางผิดแล้ว

อริยสัจข้อที่หนึ่ง ทุกข์ คือตัวปัญหา เรามีหน้าที่ต่อมันอย่างไร หน้าที่ต่อปัญหาหรือความทุกข์ ก็คือหน้าที่ที่เรียกว่า ทำความรู้จัก ท่านเรียกว่า กำหนดรู้ รู้จักว่ามันคืออะไร อยู่ตรงไหนมีขอบเขตเพียงใด เราจะแก้ปัญหา เราจะแก้ความทุกข์ เราต้องรู้ว่าทุกข์คืออะไร ปัญหาของเราคืออะไร ขอบเขตของมันอยู่ที่ไหน อะไรเป็นที่ตั้งของปัญหา ถ้าจับไม่ถูกแล้วก็เดินหน้าไปไม่ได้ จัดตัวปัญหาให้ได้เสียก่อน แล้วก็เรียนรู้สิ่งที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับปัญหานั้นทั้งหมด

เราไม่มีหน้าที่ที่จะไปสร้างปัญหา เราไม่มีหน้าที่ไปเอาปัญหาวุ่นวายใจมาเก็บมากังวลในมาทำให้เกิดความทุกข์ ไม่ใช่อย่างนั้น เราไม่มีหน้าที่ทุกข์ แต่เรามีหน้าที่รู้จักทุกข์ นี้เป็นประการที่หนึ่งคือรู้จักตัวปัญหา ตามที่เป็นจริง

อริยสัจข้อที่สอง สมุทัย คือเหตุของทุกข์เรามีหน้าที่อย่างไร หน้าที่ที่จะต้องทำต่อสมุทัย ก็คือสืบสาวค้นหามันให้พบ ให้รู้ว่ากระบวนการที่มันเกิดขึ้นเป็นอย่างไร แล้วละมันให้ได้ แก้ไขกระบวนการให้สำเร็จ คือกำจัดสาเหตุของปัญหา หรือสาเหตุของความทุกข์ ไม่ใช่กำจัดปัญหา ปัญหานั้นเรากำจัดไม่ได้ เราแก้ปัญหาด้วยการกำจัดเหตุของมัน

อริยสัจข้อที่สาม นิโรธ คือความดับทุกข์ การแก้ปัญหาสำเร็จหรือภาวะปราศจากปัญหาเป็นความมุ่งหมายการแก้ปัญหาสำเร็จคืออะไร จุดหมายที่ต้องการคืออะไร เป็นสิ่งที่เป็นไปได้หรือไม่ กระบวนการแก้เป็นอย่างไร เมื่อรู้ว่ามันคืออะไรและเป็นไปได้แล้ว เราก็มีหน้าที่ต่อมันคือ บรรลุถึง หรือ เข้าถึง แต่การที่จะเข้าถึงมัน คือจะเข้าถึงจุดหมายก็ดี จะกำจัดสาเหตุของปัญหาก็ดี แก้ปัญหาได้ก็ดี จะต้องไปสู่ข้อสุดท้าย คือ มรรค

อริยสัจข้อที่สี่ มรรค มรรคเป็นทางเดินก็คือข้อปฏิบัติซึ่งเรามีหน้าที่คือ ลงมือทำ เป็นข้อสุดท้าย ต้องลงมือทำตั้งแต่บุพนิมิตของมรรคเป็นต้นไปทีเดียว

ธรรมทั้งหมด จัดเข้าในอริยสัจ ๔ ได้ทั้งสิ้น
- สิ่งทั้งหลายในโลกนี้ตามที่สัมพันธ์กับมนุษย์ หรือที่มนุษย์ต้องเกี่ยวข้องประเภทหนึ่งนั้น จัดเข้าในจำพวกที่เรียกว่าทุกข์ ซึ่งเป็นปัญหาและสิ่งที่ต้องเผชิญ
- สิ่งทั้งหลายในโลกนี้ประเภทที่สอง จัดเข้าในจำพวกสิ่งที่เป็นโทษ ก่อทุกข์ภัย หรือเป็นสาเหตุของปัญหา
- สิ่งทั้งหลายในโลกนี้ประเภทที่สาม จัดเข้าในจำพวกสิ่งที่พึงประสงค์ หรือเป็นจุดหมาย และ
- สิ่งทั้งหลายประเภทที่สี่ จัดเข้าในจำพวกสิ่งที่จะต้องทำหรือเป็นวิธีปฏิบัติ

และเราก็มีหน้าที่ปฏิบัติต่อมันให้ถูกต้อง อย่างที่หนึ่งทำความรู้จัก กำหนดให้ถูก อย่างที่สองกำจัดสาเหตุ อย่างที่สามคือเข้าถึงจุดหมาย และอย่างที่สี่ คือลงมือทำหรือลงมือเดินทาง

หลักการนี้ก็ใช้ในการปฏิบัติธรรมเหมือนกัน คือ ในเวลาที่ไปเกี่ยวข้องกับธรรม ก็ควรจะจัดให้ถูกด้วยว่า ธรรมนั้นอยู่ในประเภทไหนใน ๔ ข้อนี้ เมื่อจัดเข้าถูกต้องแล้ว เราก็จะปฏิบัติถูกหน้าที่ว่าหน้าที่ต่อข้อนั้นคือเราจะต้องทำอะไรอย่างไร

ธรรม ๔ ประเภทนั้น หรือสิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้น มีชื่อเรียกเฉพาะตามหน้าที่ที่เราพึงปฏิบัติต่อมันคือ

๑ สิ่งทั้งหลายที่เป็นทุกข์ เป็นปัญหา เป็นที่ตั้งของปัญหา หรือเป็นจุดเกิดปัญหาเมื่อมนุษย์ปฏิบัติต่อมันไม่ถูกต้อง เรียกว่า ปริญไญยธรรม คือ สิ่งที่จะต้องกำหนดรู้ หรือทำความรู้จัก

ตัวอย่าง เช่น ร่างกาย จิตใจ ชีวิต โลก ความผันผวน ปรวนแปร วิปโยค โศกเศร้า ผิดหลัง ความรู้สึกสุขหรือทุกข์ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ความคิด ความจำ ความเปลี่ยนแปลง ความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ฯลฯ (ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ไตรลักษณ์ และธรรมอื่นทำนองนี้)

๒ สิ่งทั้งหลายที่เป็นจำพวกเหตุก่อทุกข์ หรือสาเหตุของปัญหา เรียกว่า ปหาตัพพธรรม คือ สิ่งที่จะต้องละเลิก แก้ไข กำจัด

ตัวอย่าง เช่น ความโลภ ความโกรธ ความหลง ความเห็นแก่ตัว ความถือตัว ความเย่อหยิ่ง ความเกียจคร้าน ความเกลียดชัง ความริษยา ความเบื่อหน่าย ความท้อแท้ ความเฉื่อยชา ความฟุ้งซ่าน ความระแวง ความประมาท ความโง่เขลา ฯลฯ (อกุศลมูล กิเลส ตัณหา มานะ ทิฏฐิ อวิชชา อุปาทาน สังโยชน์ นิวรณ์ และธรรมอื่นทำนองนี้)

๓ สิ่งทั้งหลายที่พึงประสงค์ เป็นจุดหมายที่ควรทำให้สำเร็จ หรือควรได้ควรถึงเรียกว่า สัจฉิกาตัพพธรรม คือสิ่งที่จะต้องเข้าถึงหรือประจักษ์แจ้ง

ตัวอย่าง เช่น ความสงบ ความร่มเย็น ความบริสุทธิ์ ความปลอดโปร่งโล่งเบา ความผ่องใส ความเบิกบาน ความไร้ทุกข์ ความสุขที่แท้ สุขภาพ ภาวะปลอดพ้นปัญหา ความเป็นอิสระ หรืออิสรภาพ ฯลฯ (วิชชา วิมุตติ วิสุทธิ สันติ นิพพาน และธรรมอื่นทำนองนี้)

๔ สิ่งทั้งหลายที่เป็นข้อปฏิบัติ เป็นวิธีการ เป็นสิ่งที่ต้องทำต้องบำเพ็ญเพื่อก้าวไปให้ถึงจุดหมาย เรียกว่า ภาเวตัพพธรรม คือ สิ่งที่จะต้องทำให้มีให้เป็นขึ้น ให้เจริญงอกงามเพิ่มพูนขึ้น หรือต้องลงมือทำ ลงมือปฏิบัติ

ตัวอย่าง เช่น เมตตา ไมตรี หรือมิตรภาพ กรุณา ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ความเสียสละ ความขยันหมั่นเพียร ความมีกำลังใจ ฉันทะ ศรัทธา สติ สมาธิ ปัญญา สัมปชัญญะ ฯลฯ (มรรค ไตรสิกขา สมถะ วิปัสสนา และธรรมอื่นทำนองนี้)

รายละเอียดของธรรม ๔ ประเภท หรือการจัดประเภทสิ่งทั้งหลายในโลกมีอย่างไร จะไม่กล่าวในที่นี้ แต่พูดง่าย ๆ ว่า หลักนี้ท่านให้ใช้ในการตรวจสอบวัดผลสำเร็จในการศึกษาหรือการปฏิบัติธรรมว่า
- สิ่งที่ควรกำหนดรู้ เราได้กำหนดรู้หรือรู้จักแล้วหรือไม่
- สิ่งที่ควรแก้ไขกำจัด เราได้แก้ไขกำจัดแล้วหรือยัง
- สิ่งที่ควรประจักษ์แจ้ง เราได้ประจักษ์แจ้งแล้วแค่ไหน
และ
- สิ่งที่ควรปฏิบัติจัดทำให้เกิดให้มีขึ้นจนบริบูรณ์ เราได้ปฏิบัติจัดทำแล้วเพียงใด

ค) ดูสภาพจิตที่เดินถูกระหว่างทาง

ในการปฏิบัติธรรม คือ ดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง หรือฝึกฝน พัฒนาตนไปนั้น ระหว่างการปฏิบัติ พัฒนาหรือศึกษาก้าวหน้าไปเรื่อย ๆ ควรจะสังเกตดูสภาพจิตของตนไปด้วยว่าเป็นอย่างไร

ในกรณีทั่วไป ถ้าไม่มีเหตุพิเศษ เมื่อปฏิบัติถูกต้องจิตเดินถูกทางก้าวหน้าดี ก็จะเกิดมีสภาพจิตที่ดีงามสอดคล้องกัน ซึ่งเป็นทั้งคุณสมบัติของจิตนั้น และเป็นลักษณะของการปฏิบัติที่ได้ผล

ลักษณะของจิตที่เดินถูกทางนั้น ที่ควรสังเกตมี ๕ อย่าง ซึ่งเป็นปัจจัยส่งทอดต่อกันตามลำดับ คือ
ปราโมทย์ ได้แก่ ความแช่มชื่น ร่าเริง เบิกบานใจ
ปีติ ได้แก่ ความอิ่มใจ ความปลาบปลื้มใจ ใจฟูขึ้น
ปัสสัทธิ ได้แก่ ความรู้สึกผ่อนคลายกายใจ ใจเรียบรื่น ระงับลง เย็นสบาย
สุข ได้แก่ ความสุข ความคล่องใจ โปร่งใจ ไม่มีความติดขัด บีบคั้น
สมาธิ ได้แก่ ความมีใจตั้งมั่น สงบ อยู่ตัว อยู่กับงานที่ทำหรือเรื่องที่เกี่ยวข้อง ไม่วอกแวก ไม่ฟุ้งซ่าน

พอสมาธิเกิดขึ้น จิตใจก็มีสภาพเหมาะแก่งาน ที่ท่านเรียกว่าเป็น กัมมนีย์ พร้อมที่จะเอาไปใช้สร้างสรรค์พัฒนา คิดการและเป็นที่ทำงานของปัญญาอย่างได้ผลดี และสมาธิก็อาศัยองค์ธรรม ๔ อย่างแรกนั่นแหละช่วยเกื้อหนุนและทำให้เกิดขึ้น

สภาพจิต ๕ อย่างนี้ เป็นทั้งคุณสมบัติที่ดีงามโดยตัวของมันเองและเป็นเครื่องหมายของความก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรม จึงควรพยายามทำให้เกิดขึ้น และการทำสภาพจิตเหล่านี้ให้เกิดขึ้น ก็เป็นการปฏิบัติธรรมอยู่ในตัว

เพียงแค่ข้อที่ ๑ มีปราโมทย์ ทำใจให้แช่มชื่นเบิกบานไว้มาก ๆ เมื่อปราโมทย์นั้นเกิดจากการปฏิบัติที่ถูกต้อง จิตเดินดีแล้ว ท่านให้ความมั่นใจว่าจะลุถึงสันติบรมธรรมที่เป็นจุดหมาย ดังคาถาธรรมบท ที่ ๗๗๖, ๓๘๑ ว่า

ตโต ปาโมชฺชพหุโล ทุกฺขสฺสนฺตํ กริสฺสติ
ลำดับนั้น เธอผู้มากด้วยปราโมทย์ จักทำทุกข์ให้หมดสิ้น
ปาโมชฺชพหุโล ภิกฺขุ ปสนฺโน พุทฺธสาสเน อธิคจฺเฉ ปทํ สนฺตํ สงฺขารูปสมํ สุขํ
ภิกษุผู้เลื่อมใสในคำสอนของพระพุทธเจ้า มากด้วยปราโมทย์ จะพึงบรรลุสันติบท ที่สงบระงับสังขาร เป็นสุข
อ่านแล้ว 2708 เข้าระบบล่าสุด ตอบล่าสุด โดย ศศิเขมณัฐ   ไอคอน   ไอคอน

แจก e-book "บุญ สร้างได้ทุกที่ทุกเวลา"

ผู้ใช้ออฟไลน์  
phathapol ไอคอน
- 08-19-10 07:43 - 10 ข้อคิดเห็น

บทความนี้เขียนเองครับ โดยได้รับความเเมตตาจากอ.ธีรยุทธ เวชเจริญยิ่งช่วยตรวจทานให้
หากมีข้อผิดพลาดประการใด ก็ขอรับความผิดนั้นไว้เองครับ
ขอให้เจริญในธรรมทุกท่านเทอญ
http://www.mediafire...yo9315dbc6it62y
อ่านแล้ว 346 เข้าระบบล่าสุด ตอบล่าสุด โดย บ้านไร่   ไอคอน   ไอคอน

ยุวพุทธิกสมาคมฯขอเชิญร่วม"นิทรรศการธรรมศิลป์-ศิลปะเพื่อพระธรรม"

ผู้ใช้ออฟไลน์  
kaveebsc ไอคอน
- 08-06-10 14:47 - 0 ข้อคิดเห็น

ยุวพุทธิกสมาคมฯขอเชิญร่วมโครงการ "นิทรรศการธรรมศิลป์-ศิลปะเพื่อพระธรรม"
ในวันเสาร์ที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๓.๐๐ - ๑๖.๐๐ น.
ณ สาวัตถีธรรมเธียเตอร์ วั้น ๒ อาคารบุญยงว่องวานิช
ยุวพุทธฯ บางแค โทร 02 4552525

๑๓.๐๐ น. ลงทะเบียน
๑๓.๓๐ น. พิธีเปิด
- รำอวยพร โดยเยาวชนคณะยุวพุทธนาฏลีลา ชุดดอกไม้ผลิ
- เปิดวีดีทัศน์แนะนำสมาคม (๑๐ นาที)
- คุณอนุรุธ ว่องวานิช นายกสมาคมกล่าวต้อนรับ
- คุณหมออุดมศิลป์ ศรีแสงนาม ประธานในพิธีกล่าวเปิดงาน
- วีดีทัศน์ แนะนำโครงการธรรมศิลป์ "ศิลปะเพื่อพระธรรม" (๑๐ นาที)
- มินิคอนเสริ์ต ดินป่า จีวัน และ อ.แนบ โสตถิพันธ์ (๑๕ นาที)
- เสวนาศิลปะเพื่อพระธรรม (๑:๔๕ นาที)

ผู้ร่วมเสวนา
๑. ศ.นพ.อุดมศิลป์ ศรีแสงนาม รองประธาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.)
๒. อ.วีรเดช พนมวัน ณ อยุธยา อาจารย์ประจำคณะจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์ ม.ศิลปากร
๓. คุณอนุรุธ ว่องวานิช นายกยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย
๔. คุณลลิสา จงบารมี ประธานมูลนิธิธารศิลป์รักษ์จิตรกร
๕. อ.ชูศักดิ์ วิษณุคำรณ ประธานกลุ่มพดด้วง

๑๖.๐๐ น. เชิญชมนิทรรศการธรรมศิลป์ และรับประทานอาหารว่าง
อ่านแล้ว 176 times - make a ตอบล่าสุด   ไอคอน   ไอคอน

ไดอารี่ชีวิต โดย จิตใส

ผู้ใช้ออฟไลน์  
benyapa ไอคอน
- 08-06-10 09:07 - 0 ข้อคิดเห็น

http://www.chinawang...99756&WBntype=1
อ่านแล้ว 390 times - make a ตอบล่าสุด   ไอคอน   ไอคอน


ไอคอน ผู้เยี่ยมชมในระบบ

3 สมาชิก, 111 ผู้เข้าเยี่ยมชม และ 3 สมาชิกไม่เปิดเผยตัว

Google, MSN/Bing, Yahoo, pumi, Kiku No Hana, วิฬาร์วรรณ


กันยายน 2010

 
ไอคอน 1 2 3 4
ไอคอน 5 6 7 8 9 10 11
ไอคอน 12 13 14 15 16 17 18
ไอคอน 19 20 21 22 23 24 25
ไอคอน 26 27 28 29 30

ไอคอน ความเคลื่อนไหวล่าสุด