ลานธรรมเสวนา: กระทู้ช่วยเหลือ

เข้าไปดูเนื้อหา

กระทู้ช่วยเหลือ: หลักธรรมที่ใช้ในกระดานลานธรรมเสวนา

ขอความกรุณาผู้ที่จะใช้กระดานลานธรรมเสวนา โปรดอ่านเพื่อความเข้าใจที่ตรงกันครับ _/|\_


อานันทสังฆสามัคคีสูตร

[๓๙] ท่านพระอานนท์ทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระองค์ตรัสว่า
สังฆสามัคคี สังฆสามัคคี ดังนี้ สงฆ์จะเป็นผู้พร้อมเพรียงกันด้วยเหตุมีประมาณ
เท่าไรหนอแล ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมแสดง
สิ่งที่ไม่ใช่ธรรมว่าไม่ใช่ธรรม ย่อมแสดงสิ่งที่เป็นธรรมว่าเป็นธรรม ... ย่อม
แสดงสิ่งที่ตถาคตไม่ได้บัญญัติไว้ว่า ตถาคตไม่ได้บัญญัติไว้ ย่อมแสดงสิ่งที่ตถาคต
ได้บัญญัติไว้ว่า ตถาคตได้บัญญัติไว้ ภิกษุเหล่านั้นย่อมไม่ทอดทิ้งกัน ไม่แยก
จากกัน ไม่ทำสังฆกรรมแยกกัน ไม่สวดปาติโมกข์แยกกัน ด้วยวัตถุ ๑๐ ประการ
นี้ ดูกรอานนท์ สงฆ์ย่อมเป็นผู้พร้อมเพรียงกันด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้แล ฯ
[๔๐] อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็บุคคลผู้สมานสงฆ์ผู้แตกกันแล้ว
ให้พร้อมเพรียงกัน จะประสพผลอะไร พระเจ้าข้า ฯ
พ. ดูกรอานนท์ บุคคลผู้ที่ทำสงฆ์ผู้แตกกันแล้วให้พร้อมเพรียงกันนั้น
จะประสพบุญอันประเสริฐ ฯ
อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บุญอันประเสริฐคืออะไร พระเจ้าข้า ฯ
พ. ดูกรอานนท์ บุคคลผู้สมานสงฆ์ผู้แตกกันแล้วให้พร้อมเพรียงกันนั้น
จะบันเทิงอยู่ในสวรรค์ตลอดกัปหนึ่ง ฯ
ความพร้อมเพรียงแห่งสงฆ์ เป็นเหตุให้เกิดความสุข และ
บุคคลผู้อนุเคราะห์สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกันแล้ว ผู้ยินดีแล้วใน
ความพร้อมเพรียงกัน ตั้งอยู่ในธรรม ย่อมไม่พลาดจากธรรม
เป็นแดนเกษมจากโยคะ ย่อมบันเทิงอยู่ในสวรรค์ตลอด
กัปหนึ่ง เพราะสมานสงฆ์ให้พร้อมเพรียงกัน ฯ
จบสูตรที่ ๑๐
จบอุปาลิวรรคที่ ๔
พระไตรปิฏก เล่มที่ ๒๔ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๖ อังคุตตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต
http://84000.org/tip...862&pagebreak=0



พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอานนท์ การแสดงธรรมแก่ผู้อื่นไม่ใช่ทำได้ง่าย
ภิกษุเมื่อจะแสดงธรรมแก่ผู้อื่น พึงตั้งธรรม ๕ ประการไว้ภายใน แล้วจึงแสดงธรรมแก่ผู้อื่น
๕ ประการเป็นไฉน คือ ภิกษุพึงตั้งใจว่า
เราจักแสดงธรรมไปโดยลำดับ ๑
เราจักแสดงอ้างเหตุผล ๑
เราจักแสดงธรรมอาศัยความเอ็นดู ๑
เราจักเป็นผู้ไม่เพ่งอามิสแสดงธรรม ๑
เราจักไม่แสดงให้กระทบตนและผู้อื่น ๑
แล้วจึงแสดงธรรมแก่ผู้อื่น
ดูกรอานนท์ การแสดงธรรมแก่ผู้อื่นไม่ใช่ทำได้ง่าย ภิกษุเมื่อจะแสดงธรรมแก่ผู้อื่น
พึงตั้งธรรม ๕ ประการนี้ไว้ในภายใน แล้วจึงแสดงธรรมแก่ผู้อื่น ฯ

เนื้อความพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๒ บรรทัดที่ ๔๓๐๑ - ๔๓๑๖. หน้าที่ ๑๘๗.
http://84000.org/tip...2&A=4301&Z=4316




พวกท่านพระอนุรุทธะกราบทูลว่า พวกข้าพระพุทธเจ้า ยังพอทนได้ ยังพอให้อัตภาพ
เป็นไปได้ และพวกข้าพระพุทธเจ้า ไม่ลำบากด้วยอาหารบิณฑบาตพระพุทธเจ้าข้า
ภ. ดูกรพวกอนุรุทธะ ก็พวกเธอยังพร้อมเพรียงกัน ยังปรองดองกัน ไม่วิวาทกัน
เป็นดุจน้ำนมสดกับน้ำ มองดูกันด้วยดวงตาอันเป็นที่รักอยู่หรือ?
อ. ข้าพระพุทธเจ้าเหล่านั้นยังพร้อมเพรียงกัน ยังปรองดองกัน ไม่วิวาทกัน เป็นดุจ
น้ำนมสดกับน้ำ มองดูกันด้วยดวงตาอันเป็นที่รักอยู่ โดยส่วนเดียว พระพุทธเจ้าข้า
ภ. ดูกรพวกอนุรุทธะ พวกเธอพร้อมเพรียงกัน ปรองดองกัน ไม่วิวาทกัน เป็นดุจ
น้ำนมสดกับน้ำ มองดูกันด้วยดวงตาอันเป็นที่รักอยู่ ด้วยวิธีอย่างไรเล่า?

สามัคคีธรรม

อ. พระพุทธเจ้าข้า ในข้อนี้ข้าพระพุทธเจ้ามีความคิดอย่างนี้ว่า เป็นลาภของเราหนอ
เราได้ดีแล้ว ที่เราได้อยู่ร่วมกับเพื่อนสพรหมจารีเห็นปานนี้ ข้าพระพุทธเจ้านั้น ได้เข้าไปตั้ง
เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรมไว้ในท่านเหล่านี้ ทั้งในที่แจ้งและที่ลับ
ข้าพระพุทธเจ้านั้นมีความคิดอย่างนี้ว่า ไฉนหนอ เราพึงวางจิตของตนให้เป็นไปตามอำนาจจิต
ของท่านเหล่านี้เท่านั้น ดังนี้ แล้ววางจิตของตนให้เป็นไปตามอำนาจจิตของท่านเหล่านี้แหละ
กายของพวกข้าพระพุทธเจ้าต่างกันก็จริงแล แต่จิตเป็นเหมือนดวงเดียวกัน พระพุทธเจ้าข้า
ฝ่ายท่านพระนันทิยะและท่านกิมพิละ ต่างได้กราบทูลคำนี้แด่พระผู้มีพระภาคว่า
พระพุทธเจ้าข้า แม้ข้าพระพุทธเจ้าก็มีความคิดอย่างนี้ว่า เป็นลาภของเราหนอ เราได้ดีแล้วหนอ
ที่เราได้อยู่ร่วมกับเพื่อนสพรหมจารีเห็นปานนี้ ข้าพระพุทธเจ้านั้นได้เข้าไปตั้งเมตตากายกรรม
เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม ไว้ในท่านเหล่านี้ ทั้งในที่แจ้งและที่ลับ ข้าพระพุทธเจ้านั้นมี
ความคิดอย่างนี้ว่าไฉนหนอ เราพึงวางจิตของตนให้เป็นไปตามอำนาจจิตของท่านเหล่านี้เท่านั้น
ดังนี้ แล้ววางจิตของตนให้เป็นไปตามอำนาจจิตของท่านเหล่านี้แหละ กายของพวกข้าพระพุทธเจ้า
ต่างกันก็จริงแล แต่จิตเป็นเหมือนดวงเดียวกัน พระพุทธเจ้าข้า พวกข้าพระพุทธเจ้าเป็นผู้พร้อม
เพรียงกัน ยังปรองดองกัน ไม่วิวาทกัน เป็นดุจน้ำนมสดกับน้ำ มองดูกันด้วยดวงตาอันเป็นที่
รักอยู่ ด้วยวิธีอย่างนี้แล พระพุทธเจ้าข้า

เนื้อความพระไตรปิฎก เล่มที่ ๕ บรรทัดที่ ๖๔๒๑ - ๖๔๔๔. หน้าที่ ๒๖๕.
http://84000.org/tip...5&A=6393&Z=6490





ใช้กระดานด้วยหลักสนทนาธรรม

กาเลน ธมฺมสากจฺฉา แปลว่า สนทนาธรรมตามกาล หมายความว่า ตามที่เห็นสมควร
คือตามที่นักปราชญ์ได้จัดไว้ และตามที่พุทธบริษัทได้พากันกำหนดขึ้น
เช่นกาลเป็นที่ฟังธรรม กาลเป็นที่สนทนาธรรม กาลเป็นที่แสดงธรรม และกาลเป็นที่ปฏิบัติธรรม

ธรรม ในที่นี้ ได้แก่ พระวินัย พระสูตร พระอภิธรรม อรรถกถา ฎีกา ชาดก
ย่อให้สั้น ได้แก่ สัทธรรม 3 คือ ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ

การสนทนาธรรม ได้แก่ การซักถามธรรมะ กันและกัน เพื่อให้เกิดปัญญา
เพื่อให้ใจเบิกบาน เพื่อให้ใจไม่หดหู่ เพื่อให้เกิดบุญกุศลแก่ตนและคนอื่น

การสนทนาธรรม นั้น มีอยู่ ๕ อย่าง คือ
๑. อทิฏฺฐโชตนสากจฺฉา สนทนาธรรมกันเพื่อให้เกิดความรู้ในธรรมที่ตนยังไม่รู้
๒. ทิฏฺฐํสนฺทนสากจฺฉา สนทนาธรรมกันเพื่อให้เกิดความเข้าใจแจ่มแจ้งในธรรมที่ตนทราบแล้วแต่ยังไม่แจ่มแจ้งดี และเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่คนอื่นด้วย
๓. วิมติจฺเฉทนสากจฺฉา สนทนาธรรมเพื่อแก้ข้อข้องใจสงสัยของตนและคนอื่น
๔. อนุมติสากจฺฉา สนทนาธรรมเพื่อสอบสวนหาความจริง เช่น สามีของนางภิกษุณี ชื่อ ธรรมทินนา เป็นตัวอย่าง
๕. กเถตุกมฺยตาสากจฺฉา สนทนาธรรมโดยตั้งคำถามเองแล้วตอบเอง เพื่อให้เกิดมหากุศลแก่ตนและคนอื่น เพื่อให้ธรรมเป็นทาน



กถาวัตถุ ๑๐ (เรื่องที่ควรพูด)

๑. เรื่องที่ชักนำ ให้มักน้อย ปรารถนาน้อย (อัปปิจฉกถา)
๒. เรื่องที่ชักนำ ให้สันโดษ ยินดีในปัจจัยตามมีตามได้ (สันตุฏฐิกถา)
๓. เรื่องที่ชักนำ ให้สงัดจากกิเลส สงัดกาย สงัดใจ (ปริเวกกถา)
๔. เรื่องที่ชักนำ ไม่ให้คลุกคลีกับกิเลส ไม่ให้คลุกคลีเป็นหมู่ (อสังสัคคกถา)
๕. เรื่องที่ชักนำ ให้ปรารภความเพียร (วิริยารัมภกถา)
๖. เรื่องที่ชักนำ ให้บริสุทธิ์ในศีล (สีลกถา)
๗. เรื่องที่ชักนำ ให้จิตตั้งมั่นในสมาธิ ให้ทำใจให้สงบ (สมาธิกถา)
๘. เรื่องที่ชักนำ ให้เกิดปัญญา (ปัญญากถา)
๙. เรื่องที่ชักนำ ให้ทำใจให้พ้นจากกิเลสเครื่องเศร้าหมอง (วิมุติกถา)
๑๐. เรื่องที่ชักนำ ให้เกิดความรู้ความเห็นในความที่ใจพ้นจากกิเลส (วิมุตติญาณทัสสนกถา)

ที่มา พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๔ บรรทัดที่ ๓๐๓๖ - ๓๐๖๔. หน้าที่ ๑๓๐ - ๑๓๑.
http://84000.org/tip...064&pagebreak=0