ลานธรรมเสวนา: you4lucky - ประวัติ

เข้าไปดูเนื้อหา

you4lucky - ประวัติ ข้อมูลส่วนตัว ให้คะแนนผู้ใช้ -----

คะแนนความเห็น 5 บวก 1
กลุ่ม
สมาชิกลานธรรมถาวร
ตอบกระทู้รวม
1312(0.34 ต่อวัน)
ตอบมากที่สุดใน
ห้องสมุดธรรมะ (671 ตอบ)
วันที่สมัคร
16/09/2006
คนเข้าดูข้อมูล
33369
เข้าใช้ล่าสุด
ผู้ใช้ออฟไลน์ 10/03/2017 16:06
สถานะ
ออฟไลน์

คนเข้าชม

ไอคอน   you4lucky ยังไม่ใส่สถานภาพ

กระทู้ที่ตั้ง

  1. ...โหรา (ไม่) คาใจ... โดย คุณ Aims Astro ค่ะ

    ตอบ: 3 Jan 2017

    :103: :104: :103: ...โหรา (ไม่) คาใจ... โดย คุณ Aims Astro ค่ะ :103: :104: :103:

    จาก หนังสือธรรมะใกล้ตัว ฉบับที่ 61 ค่ะ



    แก้ดวงอย่างไรให้ได้สามีคืนมา :33:


    ถาม – ดิฉันจับได้ว่าสามีมีความสัมพันธ์อย่างลึกซึ้งกับผู้หญิงคนหนึ่ง และตอนนี้กำลังหลงอย่างมาก ส่วนดิฉันมีลูกที่ยังเล็ก ถ้าเลิกกันก็ไม่รู้จะทำอย่างไร สงสารลูกก็สงสาร ตอนนี้ทรมานเหลือเกินค่ะ มีวิธีแก้ดวงให้ได้สามีคืนมาไหมคะ


    ทุกข์ของสตรีอันมีเหตุจากสามีที่นับว่าสาหัสที่สุดเรื่องหนึ่ง ก็คือการที่สามีไปมีคนอื่นนี่แหละค่ะ ดิฉันจึงอยากขอยกตัวอย่างคุณผู้หญิงท่านหนึ่งที่มาตรวจดวงด้วยเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา เผื่อเป็นประโยชน์สำหรับอีกหลายๆ ท่านที่ประสบปัญหาเช่นเดียวกันนี้ค่ะ

    ในดวงของคุณผู้หญิงท่านนี้ ดาวที่พูดเรื่องคู่ครองจรเข้าภพอริ แถมยังไปเล็งดาวคู่มิตรด้วย ในแวบแรกดิฉันสงสัยว่าเธอมีปัญหาเรื่องมือที่สามเข้ามาในชีวิตคู่ เมื่อเธอถามคำถามเรื่องครอบครัวหลังจากถามเรื่องอื่นๆ ก่อนหน้านี้ไปแล้ว ดิฉันจึงตอบไปใจความว่า ความสัมพันธ์ช่วงนี้ดูไม่ค่อยดี คงต้องประคับประคองไว้ให้มาก ให้ระวังโรคเครียดด้วย ที่เป็นแบบนั้นเพราะว่านอกจากดาวคู่ครองจะเดินในภพที่ไม่ดีแล้ว ยังมีดาวคู่ศัตรูเดินมาซ้ำเติมอีก และดาวที่แทนตัวของเธอเองก็ร่วมอยู่ในดาวกลุ่มใหญ่นี้ด้วย ดังนั้นจึงออกอาการป้อแป้มาก เป็นสภาพชีวิตจิตใจที่สับสนอลหม่านน่าดู

    ถ้าใช้วิชาพระเคราะห์ถ่ายเรือนพิจารณาดวงนี้แล้ว ก็จะเห็นชัดว่าดาวที่แทนตัวสามีของเธอเดินอยู่ในภพวินาสน์ เล็งกับดาวคู่มิตร ซึ่งดาวนี้อยู่ร่วมด้วยกับเจ้าเรือนปัตนิ แปลความได้ว่า ผู้หญิงที่สามีไปข้องเกี่ยวด้วยนั้นผ่านการมีคู่มาแล้ว ความสัมพันธ์ที่มีจะเป็นไปอย่างลับๆ ซึ่งเรื่องราวก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ

    ตามพื้นฐานเดิมของดวงนี้ ชีวิตคู่นั้นจะเลิกร้างกันยากเพราะดาวแลกเรือนกันเป็นปริวรรตเกษตร แปลว่ามีปัญหากันแล้วก็กลับมาดีกันอีก อ่านความหมายในทางธาตุประกอบกับดาวที่ร่วมส่งกำลังทุกดวงแล้ว สรุปความได้ว่าชีวิตคู่มีเรื่องร้อนๆ ทั้งปะทะคารมและทำร้ายร่างกายบ้าง เพราะลูกค้ารายนี้ขี้โมโห สามารถลงไม้ลงมือกับสามีได้ และบุคลิกของคู่เธอก็คล้ายๆ กัน เมื่อสองคนมาอยู่ด้วยกันจึงทะเลาะกันบ่อย ชีวิตคู่ที่มีไฟโทสะสุมก็รุ่มร้อน สามีผู้เดินทางผิด แทนที่จะมาช่วยกันสร้างความเย็นในบ้าน กลับเลือกที่จะหาน้ำเย็นๆ นอกบ้านมาดื่มคลายร้อน โดยหารู้ไม่ว่าที่ดื่มเข้าไปคือน้ำกรด!

    เธอถามว่าต้องทนไปนานอีกแค่ไหน ดิฉันตอบไปว่าคงต้องรอถึงประมาณเดือนพฤศจิกายนนี้ เพราะตอนนั้นอะไรๆ จะดีขึ้นมาก ระหว่างนี้ควรหมั่นทำทานด้วยใจที่สละออก รักษาศีลห้าให้ดี และหมั่นตามรู้กายตามรู้ใจไป เพราะช่วงนี้เป็นช่วงที่ฟุ้งซ่านง่าย ประกอบกับพื้นดวงเป็นคนอารมณ์ร้อนอยู่แล้ว เดี๋ยวจะทะเลาะกันใหญ่โต ทำให้ปัญหาบานปลายไปกว่าเดิม

    มีบางช่วงของการสนทนาที่เธอร้องไห้ด้วยความทุกข์ ดิฉันฟังแล้วใจอ่อนยวบด้วยความสงสาร แต่ก็ต้องยอมรับว่า นี่แหละคือกรรมของแต่ละคน ถ้าอยากแก้กรรมทำให้ชีวิตดีขึ้น ก็ต้องเริ่มแก้ที่การกระทำของตัวเอง เพราะที่ผ่านมาเธอก็ผิดมิใช่น้อย ที่มักใช้อารมณ์และเอาแต่ใจตัวเอง ในขณะที่สามีก็แพ้กิเลส โดนลากฉุดไปผิดศีลอยู่

    ปกติเวลาเกิดเรื่องทำนองนี้ ฝ่ายหญิงมักเดินเกมผิดไป คือโวยวายไว้ก่อน ซึ่งที่จริงแล้ว สิ่งที่ควรทำเมื่อเรายังไม่อยากเลิกกับสามีและต้องการที่จะรักษาครอบครัวเอาไว้ คือการพูดคุยด้วยเหตุผล อย่าใช้น้ำเสียงแนวจับผิดหรือข่มขู่ ถ้าพื้นฐานจิตใจสามีของเราเป็นคนดีพอประมาณ แต่เผลอประพฤติชั่วตามกิเลสไปชั่วครั้งชั่วคราว เขาจะรู้เต็มอกว่าตัวเองผิด จะพยายามอ่อนให้เราอยู่แล้ว แต่พอไปจี้ว่าเขาผิด เขาจะต่อต้านทันที เพราะนี่คือการป้องกันตัวของมนุษย์ค่ะ

    ถ้าเราอยากให้เขากลับบ้าน เราควรสร้างบรรยากาศแห่งมิตรภาพภายในบ้าน แต่ถ้าเขากลับมาบ้านแล้วเรามัวแต่ด่า ประชดประชัน เขาจะออกจากบ้านไปอีกรอบหนึ่งค่ะ สามีภรรยาในอีกนัยหนึ่งก็คือเพื่อนแท้ของกันและกันนั่นเอง ถ้าฝ่ายชายสามารถมั่นใจได้ว่า เมื่อกลับบ้านมาแล้วภรรยาอภัยให้ พูดจาดีๆ ด้วย ไม่ด่าไม่ว่าเขา เขาก็จะเกรงใจ ถึงแม้ว่าจะยังไม่สามารถเลิกรากับมือที่สามได้ แต่ก็จะไม่กล้าทำอะไรออกนอกหน้ามากนัก ที่สุดแล้วผู้หญิงคนนั้นก็จะทนไม่ได้เอง กล่าวคือ ถ้าเรายังคงความสุขุมมั่นคง เราก็จะสามารถรักษาครอบครัวเอาไว้ได้

    ส่วนเรื่องเกี่ยวกับพ่อแม่ของสามี เราก็ไม่ควรไปด่าลูกชายให้ท่านฟัง ถ้าท่านไม่ชอบพฤติกรรมของลูกชายตัวเองและบ่นออกมา เราก็ต้องไม่ไปผสมโรง เพราะธรรมชาติอย่างหนึ่งของพ่อแม่คือสามารถว่ากล่าวลูกตนเองได้ แต่ถ้ามีคนอื่นมาว่าลูกตัวล่ะก็ จะเถียงแทนทันที

    เธอถามอีกด้วยว่ามันดูน่าสมเพชไหม ที่เขาทำกับเราขนาดนี้แล้วเรายังต้องดีกับเขา ดิฉันก็ถามเธอกลับไปว่า โจทย์ของเธอนั้นคืออะไร ถ้าคือความต้องการให้สามีกลับบ้าน เพราะยังรักอยู่และพร้อมที่จะอภัย เธอก็ต้องทำแบบนี้นะ แต่ถ้าไม่ต้องการเขาแล้ว อยากเลิก ก็ทำอะไรตามอารมณ์ได้เลย ซึ่งเท่าที่ตรวจดวงก็เห็นว่าเธอรักสามี ถึงจะรักปนเคืองๆ ก็เถอะ เธอก็ยอมรับว่ารักสามีมาก และจะพยายามประคับประคองกันต่อไป

    ทั้งหมดที่แนะนำไปนี้เป็นเพราะตรวจดวงแล้วเห็นว่า สามีของเธอมีพื้นฐานทางจิตใจไม่ได้แย่มากนัก เป็นคนมีมโนธรรมพอสมควร เพียงแต่มีปัญหาในครอบครัวมาก จนความรักจืดจางลง ทำให้สุดท้ายแล้วเขาเลยไปมีคนอื่น การแนะนำจึงเป็นไปในแนวทางที่ให้ประนีประนอมและให้อภัย เพื่อให้ชีวิตคู่สามารถดำเนินต่อไปได้

    หลังจากนั้นไม่ถึง ๑ สัปดาห์ เธอโทรศัพท์มาหาดิฉันอีกครั้ง บอกว่าได้เชื่อและลองทำตามคำแนะนำไปทุกอย่าง รู้สึกเป็นหนี้บุญคุณและขอขอบคุณมาก เพราะตอนนี้สถานการณ์ในบ้านดีขึ้น จากเดิมที่สามีขู่ว่าจะหย่า มาตอนนี้กลับบอกว่าไม่เคยคิดว่าจะทิ้งเธอและลูกได้ ดิฉันเองไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นเจ้าบุญนายคุณ แต่ในทางตรงข้ามเธอต่างหากที่เป็นผู้มีอุปการคุณ เพราะหมอดูก็เลี้ยงชีวิตได้ด้วยเงินจากลูกค้านี่แหละ ตอบไปว่าที่แนะนำไปเพราะไม่อยากให้ลูกของเธอเป็นเหมือนตัวดิฉัน ที่มาจากครอบครัวที่แตกแยก อยากให้เด็กได้อยู่ในครอบครัวอันอบอุ่นตามสมควรที่ลูกพึงได้รับจากพ่อแม่

    ดวงนี้จริงๆ แล้วถ้าอ่านดวงดาวไปตามตรงก็คือปัญหาชีวิตคู่จะหนักมากในระยะนี้ แต่เมื่อเธอตัดสินใจที่จะเปลี่ยนตัวเองด้วยการอดทน ไม่วู่วาม รู้จักการให้อภัยและมีเหตุผล หันมาเริ่มต้นทำทาน รักษาศีล และตามรู้กายใจ ก็นับเป็นการเติมความสว่างและความเย็นให้กับครอบครัว ทำให้เรื่องราวร้ายแรงตามกรรมเก่า ไม่ได้แรงและร้ายมากนักด้วยการสร้างกรรมดีในปัจจุบันนี่เองค่ะ

    เมื่อปัญหาบางอย่างเกิดขึ้น สิ่งที่เราทุกคนต้องมีให้มากก็คือ ความสุขุมรอบคอบและการมีสติ ต้องใช้ปัญญาและเหตุผลในการแก้ไข ที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ ต้องไม่ลืมว่าการรอคอยก็เป็นอีกกระบวนการหนึ่งของการแก้ปัญหา เรื่องบางอย่างถ้าเราไม่สามารถจัดการโดยตรงได้ เราก็ต้องรอให้มันดำเนินและคลี่คลายไปด้วยตัวของมันเอง ในระหว่างนั้นเราก็ควรยกระดับจิตใจของตนเองด้วยการหมั่นทำทาน รักษาศีล เรียนรู้กายใจตามคำสั่งสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อให้ช่วงเวลาแห่งความทุรนทุรายของคนส่วนใหญ่นั้น กลับกลายเป็นช่วงเวลาแห่งการศึกษาแนวทางความพ้นทุกข์อย่างถาวรของเราค่ะ :01:


    :103: :104: :103: :104: :103: :104: :103: :104: :103: :104: :103:
  2. หนังสือ เคล็ดลับดับทุกข์ โดย หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ ค่ะ

    ตอบ: 7 Sep 2016

    :103: :104: :103: :104: :103: หนังสือ เคล็ดลับดับทุกข์ : หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ :103: :104: :103: :104: :103:

    ขอเชิญผู้สนใจอ่านหนังสือเรื่อง
    "เคล็ดลับดับทุกข์"

    โดย พระอาจารย์ปัญญานันทภิกขุ
    :01:


    "กายกับจิตนี้มีความสัมพันธ์กันอยู่ตลอดเวลา

    ความเหนื่อยกายนี้ก็เกี่ยวกับความเหนื่อยจิตด้วย

    จิตเหนื่อย กายก็พลอยเหนื่อยไปด้วย

    ร่างกายอ่อนแอ จิตก็พลอยอ่อนแอไปด้วย

    เราจึงต้องมีการทำให้มันสมดุล คือ

    ต้องทำให้มันพอดี ทั้งฝ่ายกาย ฝ่ายจิต"



    อ่านหรือดาวน์โหลดได้ที่ลิ้งค์ :01:

    http://www.bia.or.th...anya/daptuk.pdf


    ที่มา : http://www.dhammajak...php?f=6&t=48420
  3. โอวาทปาฏิโมกข์

    ตอบ: 7 Sep 2016

    :103: :104: :103: :104: :103: โอวาทปาฏิโมกข์ :103: :104: :103: :104: :103:

    เรียบเรียงโดย อาจารย์วศิน อินทสระ




    พระพุทธโอวาทในโอวาทปาฏิโมกข์ ๓ ข้อ คือ

    ๑. การไม่ทำชั่วทั้งปวง (สพฺพปาปสฺส อกรณํ)

    ๒. การทำกุศลคือความดีให้พรั่งพร้อม (กุสลสฺสูปสมฺปทา)

    ๓. การทำจิตให้ผ่องแผ้ว (สจิตฺตปริโยทปนํ)




    ที่มา :01: : http://www.dhammajak...php?f=6&t=20317
  4. การปฏิบัติธรรมเพื่อแก้ไขปัญหาชีวิต โดย งดงาม

    ตอบ: 29 Jun 2016

    :103: :103: :103: เพื่อนธรรมจารี (Friend of Dhammacary) :103: :103: :103:

    จาก หนังสือธรรมะใกล้ตัว ฉบับที่ 155 ค่ะ


    :103: การปฏิบัติธรรมเพื่อแก้ไขปัญหาชีวิต :103:

    โดย งดงาม



    ท่านผู้อ่านเคยพบหรือเคยได้ยินบ้างไหมครับว่า
    บางคนที่ไปเข้าวัดทำบุญ สวดมนต์ นั่งสมาธิ ศึกษาธรรมะ
    ฝึกหัดปฏิบัติธรรม หรือกระทั่งเข้าอบรมคอร์สปฏิบัติธรรม
    แต่ก็ยังชอบอิจฉาริษยาคนอื่น ยังงก โลภมาก ขี้โกรธขี้โมโหรุนแรง
    ชอบพูดจานินทาว่าร้ายคนอื่น พูดจาโกหก ชอบเอารัดเอาเอาเปรียบผู้อื่น
    แก่งแย่งอยากได้โน่นนี่ทั้งที่ไม่ใช่ของที่ตนสมควรจะได้ ประพฤติตนนิสัยไม่ดีต่าง ๆ นานา
    หรือยังประพฤติตนผิดศีล ดื่มสุรา ประพฤติผิดในกามกับสามีหรือภรรยาของผู้อื่น ฯลฯ

    ถามว่าทำไมถึงได้เป็นเช่นนั้น?
    ขอตอบว่าการที่คนเราเข้าวัด ทำบุญ สวดมนต์ ศึกษาธรรมะ หรือปฏิบัติธรรมนั้นไม่ได้แปลว่า
    ทุกคนจะมุ่งต้องการหรือสามารถลดละเลิกสิ่งอกุศล และเปลี่ยนมาเป็นคนดีเหมือนกันหมด
    เพราะว่าวัตถุประสงค์และวิธีการในการเข้าวัด ทำบุญ สวดมนต์ ศึกษาธรรมะ หรือปฏิบัติธรรมนั้น
    แตกต่างกัน ดังนั้นผลของการประพฤติสิ่งต่าง ๆ ดังกล่าวก็ย่อมจะแตกต่างกันไปด้วย

    ยกตัวอย่าง บางท่านต้องการที่จะได้เลื่อนตำแหน่งในที่ทำงาน ต้องการมีเงินทรัพย์สินเยอะ ๆ
    ต้องการหาคนมาเป็นแฟน ต้องการให้สามีเลิกนอกใจ ต้องการให้ลูกเรียนดี
    ต้องการให้ตนเองหายป่วย ต้องการให้ปัญหาชีวิตทั้งหลายลดน้อยลงหรือหมดไป ฯลฯ
    จึงมุ่งทำทาน ทำบุญ สวดมนต์ ศึกษาธรรมะ นั่งสมาธิ หรือปฏิบัติธรรมเพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าว
    ในสิ่งทั้งหลายที่ได้ทำไปนั้น ลองพิจารณาว่าวัตถุประสงค์ วิธีการและผลนั้นสอดคล้องกันหรือไม่
    อย่างเช่น เราไหว้พระและสวดมนต์เพื่อขอให้ได้เลื่อนตำแหน่งหน้าที่ในที่ทำงาน
    หรือไหว้พระและสวดมนต์เพื่อขอให้ได้แฟน หรือสามีเลิกนอกใจ หรือขอให้มีเงินทรัพย์สินเยอะ ๆ
    ถามว่าการไหว้พระและสวดมนต์จะสามารถช่วยให้เกิดผลดังกล่าวได้อย่างไร?
    จะมีเทพเทวดาองค์ใดมาช่วยดลใจเจ้านายเราให้เลื่อนตำแหน่งให้เราหรือ
    จะมีอำนาจวิเศษใด ๆ มาช่วยดลใจใครคนหนึ่งให้มาเป็นแฟนเราหรือ
    จะมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใด ๆ มาช่วยดลใจสามีเราเลิกนอกใจเราหรือ
    จะมีโชคลาภอันใดลอยมาเองและช่วยให้เราได้มีเงินทรัพย์สินเยอะ ๆ เช่นนั้นหรือ
    หากเราไหว้พระและสวดมนต์โดยมุ่งหวังโลภอยากจะได้โน่นได้นี่
    ระหว่างที่ไหว้พระและสวดมนต์ดังกล่าว จิตใจจดจ่อมุ่งหวังอยากจะได้แต่สิ่งนั้น
    โดยหวังว่าการไหว้พระและสวดมนต์จะเป็นเหมือนอำนาจวิเศษดลบันดาลให้ได้สมประสงค์
    เช่นนี้วัตถุประสงค์ และวิธีการไม่ได้สอดคล้องกับผลที่ตนเองต้องการ และผลที่จะเกิดขึ้น
    การประพฤติดังกล่าวก็ย่อมจะไม่สามารถอำนวยให้เกิดผลดังกล่าวได้
    แต่กลับเป็นเพียงการประพฤติเพื่อสร้างเสริมความโลภและความอยากในใจตนเองเท่านั้น
    และไม่ได้เป็นการลดละความโลภหรือลดละกิเลสภายในใจลงแต่อย่างใด

    ด้วยเหตุนี้ เราจะพบในชีวิตจริงว่า หลาย ๆ ท่านศึกษาและปฏิบัติธรรมไปแล้ว
    แต่ว่ากิเลสก็ไม่ได้ลดน้อยลง โมหะโทสะโลภะยังหนาแน่นและไม่เบาบางลง
    ทำบุญ และปฏิบัติธรรมต่าง ๆ แล้ว แต่ก็ยังประพฤติสิ่งไม่ดีต่าง ๆ นานาอยู่เสมอ
    ก็เพราะว่าวัตถุประสงค์และวิธีการในการทำบุญและปฏิบัติธรรมนั้นไม่ได้เป็นไปเพื่อการลดละกิเลส

    ถามต่อไปว่าแล้ววัตถุประสงค์ในการศึกษาและปฏิบัติธรรมในศาสนาพุทธนั้นเป็นไปเพื่ออะไร?
    ขอตอบโดยอาศัยเรื่อง “ลักษณะตัดสินธรรมวินัย” ซึ่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
    ได้ทรงตรัสไว้แก่ พระนางมหาปชาบดีโคตมี ว่า
    ธรรมหรือคำสอนของพระพุทธเจ้า เป็นไปตามลักษณะ ดังต่อไปนี้
    ๑. เป็นไปเพื่อวิราคะ คือความคลายหายติด หรือความคลายกำหนัด
    ๒. เป็นไปเพื่อวิสังโยค คือเพื่อความคลายหลุดจากความทุกข์
    ๓. เป็นไปเพื่ออปจยะ คือความไม่พอกพูนกิเลส
    ๔. เป็นไปเพื่ออัปปิจฉตา คือความมักน้อย
    ๕. เป็นไปเพื่อสันตุฏฐี คือความสันโดษ
    ๖. เป็นไปเพื่อปวิเวก คือความสงัด
    ๗. เป็นไปเพื่อวิริยารัมภะ คือการระดมความเพียร
    ๘. เป็นไปเพื่อสุภรตา คือความเลี้ยงง่าย

    ในเมื่อธรรมะของพระพุทธเจ้านั้นเป็นไปเพื่อความมักน้อย ความเลี้ยงง่าย และความเพียรแล้ว
    การที่เราไหว้พระและสวดมนต์ไปเรื่อยโดยใจหมกมุ่นหวังว่าจะทำให้เราได้เงินทรัพย์สินมาก ๆ
    หรือให้เราได้แฟน หรือให้สามีเลิกนอกใจ ก็ย่อมจะเป็นสิ่งที่ไม่สอดคล้องกัน
    โดยสิ่งที่เราทำนี้ย่อมเรียกไม่ได้ว่าเป็นการปฏิบัติธรรมตามคำสอนของพระพุทธเจ้า
    เพราะเป็นการมุ่งสนองกิเลสตัณหา ซึ่งไม่สอดคล้องตั้งแต่วัตถุประสงค์เริ่มแรกแล้ว

    อย่างเช่นเราอาจจะเคยเห็นบางท่านที่เข้าวัด หรือทำทานมากมาย
    แต่ก็ยังโลภ ยังงก ยังโกง ยังเอารัดเอาเปรียบคนอื่นอยู่ ยังอยากได้ของคนอื่นอยู่
    นั่นก็เพราะว่าวัตถุประสงค์ของการเข้าวัดและการทำทานของเขานั้น
    ไม่ได้เป็นไปเพื่อความสันโดษ ความมักน้อย หรือความไม่พอกพูนกิเลส
    เช่น ทำบุญเยอะ ๆ เพราะอยากได้หน้าตา อยากมีชื่อเสียง อยากได้รับการยอมรับ เป็นต้น
    จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่เราจะเห็นในชีวิตจริงว่าบางท่านนั้นเข้าวัดหรือทำทานแล้วก็ตาม
    แต่ก็ยังโลภอยู่ ยังงกอยู่ ยังโกงอยู่ และยังเอารัดเอาเปรียบผู้อื่นอยู่

    ถามต่อไปว่า หากเป็นเช่นนี้แล้ว การศึกษาและปฏิบัติธรรมทั้งหลายนี้
    จะไม่สามารถช่วยแก้ไขปัญหาชีวิตทั้งหลายของเราได้ใช่ไหม?
    อย่างเช่น เรามีปัญหาไม่ได้เลื่อนตำแหน่ง ไม่ได้ปรับเงินเดือน มีเงินไม่พอใช้
    ไม่มีแฟน สามีนอกใจเรา ลูกเรียนไม่ดี ร่างกายเจ็บป่วย หรือมีปัญหาชีวิตอื่นมากมาย ฯลฯ
    ในปัญหาชีวิตทั้งหลายเหล่านี้ การศึกษาและปฏิบัติธรรมช่วยอะไรไม่ได้เลยใช่ไหม?
    ขอตอบว่าการศึกษาและปฏิบัติธรรมนั้น สามารถช่วยแก้ปัญหาชีวิตได้
    แต่ว่าวัตถุประสงค์ วิธีการ และผลนั้นอาจจะไม่ได้เป็นไปอย่างที่บางท่านเข้าใจ
    หรืออาจจะไม่ได้เป็นไปอย่างที่บางท่านต้องการ
    โดยเราพึงต้องมีความเข้าใจถึง วัตถุประสงค์ วิธีการ และผลของการศึกษาและปฏิบัติธรรมเสียก่อน
    ไม่เช่นนั้นแล้ว บางท่านอาจไปคาดหวังว่าการศึกษาและปฏิบัติธรรมจะเป็นเหมือนอำนาจวิเศษ
    หรือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือเวทมนต์คาถาที่จะดลบันดาลให้เราสมปรารถนาได้ดังต้องการ
    ซึ่งเป็นความคาดหวังและความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง

    หากจะอธิบายอย่างง่าย ๆ ถึงวัตถุประสงค์ที่เราศึกษาและปฏิบัติธรรม
    ก็อาจจะตอบได้ว่า เพื่อให้เข้าใจถึงความเป็นจริงของรูปและนาม
    หรือกล่าวง่าย ๆ ว่าคือกายและใจของเราเอง ซึ่งเมื่อเข้าใจถึงความเป็นจริงของกายและใจของเราเอง
    ก็ย่อมจะส่งผลเป็นไปเพื่อคลายหายติด ความหลุดจากทุกข์ ความไม่พอกพูนกิเลส
    ความมักน้อย ความสันโดษ ความสงัด ความเพียร และความเลี้ยงง่ายดังที่กล่าวได้

    อย่างสมมุติว่า เรามีปัญหาเรื่องมีเงินไม่พอใช้จ่าย และต้องการจะมีรายได้มากขึ้น
    หากเราไปสวดมนต์และนั่งสมาธิเพื่อขอให้ได้เงินเยอะ ขอให้ถูกหวยแล้ว ย่อมไม่ใช่ทางที่ถูกต้อง
    แต่หากเราสวดมนต์และนั่งสมาธิเพื่อเรียนรู้ความเป็นจริงของกาย และใจของเราเอง
    ความรู้สึกใด ๆ เกิดขึ้นในใจของเรา เรามีสติรู้ทัน เห็นความรู้สึกทั้งหลายเกิดขึ้นและดับไป
    เมื่อมีความโลภเกิดขึ้นในใจของเรา เรามีสติรู้ทัน ไม่ถูกความโลภครอบงำ
    แม้เราจะไม่ได้เงินเยอะตามที่ต้องการนั้นก็ตาม แต่ความโลภนั้นครอบงำใจของเราไม่ได้
    เรื่องความทุกข์ใจเพราะโลภต้องการเงินมาก ๆ เพื่อมาใช้จ่ายนั้น จะทำให้เราทุกข์ใจไม่ได้
    เมื่อไม่โลภ เราพอใจในสิ่งที่ตนเองมี เราก็ย่อมจะบริหารจัดการสิ่งที่ตนเองมีอยู่ได้เหมาะสม
    และสามารถอยู่กับสิ่งที่เรามีได้อย่างมีความสุข นอกจากนี้ เวลาที่เราอยากได้โน่นนี่
    อยากใช้เงินฟุ่มเฟือยสุรุ่ยสุร่ายหรือใช้เงินไปในสิ่งไม่จำเป็น
    เรามีสติรู้ทันความโลภ ความโลภครอบงำใจเราไม่ได้ เราก็ประหยัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นนั้นได้

    หรือในกรณีที่เราหัดทำทาน แต่เราทำทาน โดยขอให้ได้เงินกลับมาเป็นทวีคูณ หรือเพื่อให้ได้ชื่อเสียง
    อย่างนั้นก็เป็นการทำทาน เพื่อสนองความโลภตนเอง ก็ไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหาเงินทองไม่พอใช้นั้น
    แต่หากเราหัดทำทานเพื่อฝึกหัดเสียสละ ละความยึดถือ ละความอยากได้ หัดพอใจในสิ่งที่ตนเองมี
    ก็ย่อมเป็นหนทางที่ช่วยลดละความโลภในใจเราเช่นกัน
    และย่อมจะทำให้เราไม่ถูกความทุกข์จากความโลภอยากได้เงินเยอะ ๆ นั้นมาครอบงำใจ

    อย่างปัญหาเรื่องต้องการเลื่อนตำแหน่งในหน้าที่การงาน
    การศึกษาและปฏิบัติธรรมก็ไม่ใช่มนต์วิเศษที่จะเสกให้เราได้สิ่งดังกล่าวเหมือนลาภลอย
    แต่เมื่อศึกษาและปฏิบัติธรรมอย่างถูกต้องแล้ว เราลดละโทสะ เรามีเมตตากรุณากับคนอื่น ๆ
    เราคิดดี พูดจาดี และทำดี เราไม่ทะเลาะกับเจ้านาย ไม่ทะเลาะกับเพื่อนร่วมงาน
    เราไม่เป็นศัตรูกับใคร ไม่ได้เกลียดใคร และเราลดจำนวนคนที่ไม่ชอบเราได้
    เราลดละความขี้เกียจ เรามีความเพียรขยันทำงาน ก็ย่อมมีโอกาสได้เลื่อนตำแหน่งมากขึ้น
    แต่ถึงแม้เราจะไม่ได้เลื่อนตำแหน่งก็ตาม ในเมื่อเราลดละความโลภอยากได้ตำแหน่งลงได้
    ก็ย่อมจะทำให้เราไม่ถูกความทุกข์จากความโลภอยากได้ตำแหน่งนั้นมาครอบงำใจ

    อย่างปัญหาต้องการหาแฟน การศึกษาและปฏิบัติธรรมก็ไม่ใช่มนต์วิเศษที่จะเสกให้ว่า
    อยู่ดี ๆ ก็มีคนโน้นคนนี้วิ่งเข้ามาจีบหรือเข้ามาเป็นแฟนเราเหมือนโดนกามเทพแผลงศร
    แต่เมื่อศึกษาและปฏิบัติธรรมอย่างถูกต้องแล้ว เราลดละโลภะโทสะโมหะลง
    เราคิดดี พูดจาดี และทำดี เราเลิกขี้โกรธขี้โมโห เลิกขี้เกียจ เลิกใช้จ่ายฟุ่มเฟือย
    เลิกขี้อิจฉาริษยาคนอื่น เลิกชอบนินทาคนอื่น เลิกทำหน้าบึ้ง เลิกเบียดเบียนคนอื่น
    เรามีความสุข มีศีล ใครอยู่ใกล้เราแล้วก็สัมผัสแต่ความร่มเย็น อยู่ใกล้แล้วมีความสุข
    อย่างนี้ก็มีโอกาสมากขึ้นที่จะทำให้คนอื่นสนใจและต้องการมาเป็นแฟนเรา
    แต่ถึงแม้จะหาแฟนไม่ได้ก็ตาม ในเมื่อเราลดละความโลภอยากได้แฟนลงได้
    ก็ย่อมจะทำให้เราไม่ถูกความทุกข์จากความโลภอยากได้แฟนนั้นมาครอบงำใจ

    อย่างปัญหาสามีนอกใจ การศึกษาและปฏิบัติธรรมก็ไม่ใช่มนต์วิเศษที่จะเสกให้ว่า
    อยู่ดี ๆ สามีก็กลับตัวเป็นคนดี และเลิกนอกใจเราเหมือนมีรีโมทคอนโทรลสั่งเปลี่ยนช่องได้
    แต่เมื่อศึกษาและปฏิบัติธรรมอย่างถูกต้องแล้ว เราลดละโลภะโทสะโมหะลง
    เราคิดดี พูดจาดี และทำดี เราเลิกขี้โกรธขี้โมโห เลิกขี้เกียจ เลิกใช้จ่ายฟุ่มเฟือย
    เลิกทำหน้าบึ้ง เลิกทะเลาะ มีเมตตากรุณาต่อคนอื่น เห็นใจคนอื่น
    เรามีความสุข มีศีล ใครอยู่ใกล้เราแล้วก็สัมผัสแต่ความร่มเย็น อยู่ใกล้แล้วมีความสุข
    เราสอนให้คนรอบข้างมีศีล เราทำให้คนรอบข้างเห็นคุณค่าของศีล และมีความสุข
    อย่างนี้ก็มีโอกาสมากขึ้นที่จะทำให้สามีเลิกประพฤตินอกใจเราได้
    แต่ถึงแม้สามีจะไม่เลิกนอกใจเราก็ตาม ในเมื่อเราลดละความโลภอยากให้สามีเลิกนอกใจลงได้
    ก็ย่อมจะทำให้เราไม่ถูกความทุกข์จากความโลภอยากให้สามีเลิกนอกใจนั้นมาครอบงำใจ

    อย่างปัญหาลูกเรียนไม่ดี การศึกษาและปฏิบัติธรรมก็ไม่ใช่มนต์วิเศษที่จะเสกให้ว่า
    อยู่ดี ๆ ลูกก็มีความรู้และสอบได้เกรดดีดังใจเราต้องการโดยอัตโนมัติ
    แต่เมื่อศึกษาและปฏิบัติธรรมอย่างถูกต้องแล้ว เราลดละโลภะโทสะโมหะลง
    เราคิดดี พูดจาดี และทำดี เราเลิกขี้โกรธขี้โมโห เราคุยดี ๆ กับลูกได้มากขึ้น
    ลูกยอมรับฟังเรามากขึ้น เราเลิกขี้เกียจ เราแบ่งเวลาสอนลูกทำการบ้าน
    เราช่วยสอนลูกในเนื้อหาที่เรียนในแต่ละวัน เราช่วยลูกเตรียมสอบ
    อย่างนี้ก็มีโอกาสมากขึ้นที่จะทำให้ลูกเรียนได้เกรดดีขึ้น
    แต่ถึงแม้เกรดของลูกจะไม่ดีขึ้นก็ตาม ในเมื่อเราลดละความโลภอยากให้ลูกเรียนได้เกรดดีลงได้
    ก็ย่อมจะทำให้เราไม่ถูกความทุกข์จากความโลภอยากให้ลูกเรียนได้เกรดดีนั้นมาครอบงำใจ
    หรือเราอาจจะพบว่าจริง ๆ แล้ว ลูกเราก็เป็นเด็กดี เป็นเด็กขยันอยู่แล้ว และเกรดก็ใช้ได้แล้ว
    แต่ที่ว่าเกรดไม่ดีนั้น เพราะว่าเราเองที่โลภอยากจะให้ได้ดีวิเศษกว่านั้น
    หรือว่าที่ลูกไม่สนใจเรียนนั้น เพราะว่าเราโลภ จึงไปกดดันลูกมากเกินไปจนลูกไม่ชอบเรียน
    หรือเพราะเราปล่อยปละละเลยไม่ดูแลลูกเท่าที่ควร และทำให้ลูกไปคบอยู่กับเพื่อนไม่ดี เป็นต้น

    อย่างปัญหาร่างกายเราเจ็บป่วย การศึกษาและปฏิบัติธรรมก็ไม่ใช่มนต์วิเศษที่จะเสกให้ว่า
    อยู่ดี ๆ ร่างกายเราก็หายจากอาการป่วยทั้งปวงเหมือนได้พบกับหมอเทวดาเสกให้หายได้
    แต่เมื่อศึกษาและปฏิบัติธรรมอย่างถูกต้องแล้ว เราลดละโลภะโทสะโมหะลง
    เราคิดดี พูดจาดี และทำดี เราเลิกขี้โกรธขี้โมโห เรามีเมตตากรุณา
    เราเลิกขี้เกียจ ก็หมั่นออกกำลังกายได้มากขึ้น เราไม่โลภไม่หลง ก็รู้จักแบ่งเวลาพักผ่อน
    เราไม่โลภ มีสติรู้ทันความอยาก ก็ย่อมลดการทานอาหารที่เป็นโทษหรือไม่จำเป็นลงได้
    เรามีความสุขในใจ มีศีลในใจ มีสมาธิจิตใจสงบ ไม่ฟุ้งซ่าน
    จิตใจเราก็ผ่อนคลาย ไม่เครียด จิตใจดีก็ช่วยให้ร่างกายก็ดีตามไปด้วย
    สิ่งเหล่านี้ก็ช่วยทำให้มีโอกาสมากขึ้นที่ร่างกายเราจะหายป่วย หรืออาการป่วยจะบรรเทาลง
    แต่ถึงแม้ร่างกายจะไม่หายป่วยก็ตาม ในเมื่อเราลดละความโลภอยากให้ร่างกายหายป่วยลงได้
    ก็ย่อมจะทำให้เราไม่ถูกความทุกข์จากความโลภอยากให้ร่างกายหายป่วยนั้นมาครอบงำใจ

    ที่กล่าวมาข้างต้นนั้นเป็นเพียงปัญหาชีวิตบางเรื่องเท่านั้น
    แต่ในส่วนของปัญหาชีวิตอื่น ๆ นั้น ก็ทำนองเดียวกันครับ
    กล่าวย่อ ๆ ก็คือว่า การศึกษาและปฏิบัติธรรมไม่ใช่มนต์วิเศษ
    ที่ทำให้ปัญหาชีวิตเหล่านั้นหายไปเหมือนดังเราใช้ยางลบไปลบรอยเขียนดินสอ
    แต่ว่าการศึกษาและปฏิบัติธรรมอย่างถูกต้องนั้น ย่อมช่วยให้เราลดละโลภะโทสะโมหะลง
    ช่วยให้เราคิดดี พูดจาดี ทำดี ช่วยให้เราขยัน ช่วยให้เรามีศีล ไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น
    ช่วยให้เรามีจิตใจที่เป็นกลางในการที่พิจารณาและแก้ไขปัญหา ฯลฯ
    ซึ่งโดยสภาพที่ความประพฤติของเราเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น เป็นกุศลมากขึ้น เพียรมากขึ้น
    ลดละเลิกทำสิ่งไม่ดี สิ่งไม่เหมาะสม สิ่งที่เป็นอกุศล
    ก็ย่อมจะมีผลช่วยอำนวยให้ปัญหาชีวิตเหล่านั้นได้รับการแก้ไขหรือบรรเทาไปในทางที่ดีขึ้น
    ซึ่งแม้ว่าปัญหาชีวิตเหล่านั้นจะไม่สามารถแก้ไขได้ก็ตาม
    แต่จิตใจเราก็จะไม่ถูกความทุกข์จากความโลภอยากให้ปัญหาชีวิตนั้นหมดไปนั้นมาครอบงำใจ

    :103: :103: :103: :103: :103:
  5. ธนาคารความสุข จากหนังสือธรรมะใกล้ตัว ค่ะ

    ตอบ: 14 May 2016

    :104: :103: :104: ธนาคารความสุข :104: :103: :104:

    จาก หนังสือธรรมะใกล้ตัว ฉบับที่ 196 ค่ะ

    โดย คุณ aston27 ค่ะ :01:



    มีในความไม่มี

    ถ้าหากจะมีใครสำรวจความเห็นของคนยุคนี้ว่า
    อะไรคือปัญหาที่รบกวนจิตใจเขามากที่สุด แล้วรวบรวมผลที่ได้
    เราอาจจะจัดอันดับสิ่งที่เป็นปัญหามากที่สุดได้นับสิบๆข้อ
    แต่เมื่อจัดหมวดหมู่แล้ว ปัญหาของปุถุชนคนส่วนมากก็มีแค่ไม่กี่ข้อ

    ในบทสวดมนต์ทำวัตรเช้าก็มีบอกว่า อัปปิเยหิสัมปะโยโคทุกโข
    ปิเยหิวิปปะโยโคทุกโข ยัมปิจฉัง นะละภะติตัมปิทุกขัง นั่นคือ
    การมีการพบเจอกับสิ่งที่ไม่ชอบไม่พอใจ การไม่มีไม่เจอสิ่งที่ชอบที่พอใจ
    พูดอีกอย่างก็ได้ว่า ไอ้ที่อยากน่ะไม่ได้ แต่ที่ได้น่ะไม่อยาก

    มีความจริงที่ประหลาดอย่างหนึ่งก็คือ เรามักจะคิดว่า
    ถ้าอยากได้อยากมีอะไรแล้วได้สมอยาก เราจะมีความสุข
    แต่ในความเป็นจริง เรารักสิ่งใดก็มักจะทุกข์ใจเพราะสิ่งนั้น
    ต่อให้ยังไม่มี ยังไม่ได้ หรือมีแล้ว ได้มาแล้วก็ยังมีทุกข์ตามมา

    คุณผู้หญิงเคยรู้สึกไม่สวยแล้วอยากสวยไหมครับ
    เราทุกข์ใจตั้งแต่ไม่พอใจในความไม่สวย แล้วทุกข์ต่อเพราะอยากสวยใช่ไหม
    แต่ถึงจะไม่สวยแล้วยอมรับได้ พอใจในหน้าตาที่มี ทุกข์ก็หล่นหายไปได้ทันที

    หรืออย่างใครไปมอเตอร์โชว์ เห็นรถออกใหม่ สวยฝุดๆ แหม อยากได้จัง
    ใจมีความอยากเมื่อไหร่ ใจทุกข์เมื่อนั้น มันเป็นกฎครับ เพราะใจเกิดการดิ้นรน

    แต่ถ้ามีสติ เห็นรถสวย ใจชอบ ใจอยาก แล้วรู้ทันจิต แบบนี้ได้ประโยชน์ครับ
    รู้ทันความชอบ ไม่ชอบหรือเฉยๆ อยาก ไม่อยากหรือเฉยๆไว้บ่อยๆ
    เห็นจิตทำงานได้เอง ชอบได้เอง ไม่ชอบได้เอง เราไม่ต้องสั่ง ไม่ต้องบังคับ
    เราจะค่อยๆเห็นว่า เขามาเอง ไปเอง ความชอบก็ไม่เที่ยง ไม่ชอบหรือเฉยๆ ก็ไม่เที่ยง
    ความอยาก ไม่อยาก เฉยๆ ก็ไม่เที่ยงอีก

    ก่อนเข้างานมอเตอร์โชว์เห็นในทีวีก็งั้นๆ ใจเฉยๆ พอมาเห็นของจริง โอ๊ย สวยจัง
    ตากระทบรูป เหตุปัจจัยเปลี่ยน ความปรุงแต่งในจิตก็เปลี่ยนได้ เพราะมันไม่เที่ยง

    ต่อให้มีเงินซื้อรถมาได้สมอยาก เราคิดว่าเราจะเป็นเจ้าของ เป็นนายของรถ
    เอาเข้าจริง บางทีผมก็รู้สึกว่ารถเป็นนายเรา เพราะเราต้องคอยปรนนิบัติ
    อาบน้ำขัดสีฉวีวรรณให้ คอยป้อนข้าวป้อนน้ำ คอยเป็นห่วงดูแลสารพัด
    บางบ้านต้องหาที่ฝากหรือติดกล้องวงจรปิด กลัวโดนขโมย ไหนจะต้องจ่ายเงินค่างวด
    ยิ่งใครที่รักรถมากเท่าไหร่ ยิ่งเป็นทาสของรถมากเท่านั้น

    แล้วมันไม่ใช่แค่รถนะครับ แทบทุกอย่างในโลกนี้ แม้แต่ตัวของเราเอง
    ยิ่งเรารัก เราหวงแหนมากเท่าไหร่ เราก็ยึดมั่นและทุกข์มากเพราะสิ่งนั้น

    จากคนที่มีอิสระ เรากลายเป็นทาส ก็เพราะสิ่งที่เรารักและเรามี เราหวงแหน
    ถ้าไม่รัก ไม่มี ไม่อยาก ก็ไม่ทุกข์

    ผมสังเกตว่า พระที่ผมเคารพนับถือ ชีวิตท่านไม่เห็นต้องมีอะไรมาก
    เสื้อผ้ามีชุดเดียว บาตรใบเดียว นอนไม้กระดานในกุฏิแคบๆ
    แต่ดูท่านมีความสุขมากกว่าโยมอย่างเราๆทั้งหลาย

    ได้คำตอบว่า ท่านไม่มีปัญหาเรื่องความมีหรือไม่มี เพราะท่านไม่ได้อยาก
    ที่ไม่อยากเพราะใจท่านมีความพอ มีความอิ่ม มีความเต็ม ทั้งที่ไม่มีอะไรมาก

    การมีมาก ไม่ได้แปลว่าสุขมาก มีน้อยก็ไม่ได้แปลว่าต้องทุกข์

    หลวงปู่มั่นท่านมีบทประพันธ์ชื่อ ขันธวิมุตติสมังคี ความตอนหนึ่งว่า
    “ไม่มีมีนี้เป็นธรรม ที่ลึกล้ำไตรภพจบประสงค์
    ไม่มีสังขาร มีธรรมที่มั่นคง
    นั้นแล องค์ธรรมเอก วิเวกจริง
    ธรรมเป็นหนึ่งไม่แปรผัน เลิศภพสงบยิ่ง
    เป็นอารมณ์ของใจไม่ไหวติง
    ระงับนิ่งเงียบสงัด ชัดกับใจ”

    เราทุกข์เพราะมีสังขารความปรุงแต่ง แต่ไม่มีปัญญา
    เพราะไม่มีปัญญาจึงไม่เห็นว่า
    ทุกข์มีอยู่ แต่จำเป็นต้องไม่มีใครเป็นเจ้าของทุกข์

    จิตที่ถึงธรรมแล้ว ไม่ได้สูญไม่ได้ว่างเปล่า มีอยู่นะ
    แต่มีแบบไม่มีไม่เป็นอะไร พระอรหันต์ก็ยังไม่เป็น
    เคยมีคนเขียนไปถามหลวงปู่หล้า เขมปตฺโต ว่าหลวงปู่เป็นพระอรหันต์หรือเปล่า
    ท่านตอบว่า “การที่ลูกๆ ให้คะแนนหลวงปู่ว่าเป็นพระอรหันต์นั้น
    มันเป็นเรื่องของลูกๆ ต่างหาก ไม่ใช่เรื่องของหลวงปู่เลย”
    วันนี้ไม่ลงท้ายว่าสุขสันต์ แต่ลงท้ายว่า
    กราบ กราบ กราบ หลวงปู่ครับ


    ขออนุโมทนานะคะ :01:

รายละเอียดของฉัน

ชื่อเล่น:
ตอบ 1000+
อายุ
ไม่บอกอายุ
วันเกิด
ไม่บอกวันเกิด
เพศ:
สิ่งที่สนใจ:
-

รายละเอียดวิธีติดต่อ

อีเมลล์
กดที่นี่เพื่ออีเมล์