ลานธรรมเสวนา: you4lucky - ประวัติ

เข้าไปดูเนื้อหา

you4lucky - ประวัติ ข้อมูลส่วนตัว ให้คะแนนผู้ใช้ -----

คะแนนความเห็น 5 บวก 1
กลุ่ม
สมาชิกลานธรรมถาวร
ตอบกระทู้รวม
1311(0.34 ต่อวัน)
ตอบมากที่สุดใน
ห้องสมุดธรรมะ (670 ตอบ)
วันที่สมัคร
16/09/2006
คนเข้าดูข้อมูล
29817
เข้าใช้ล่าสุด
ผู้ใช้ออฟไลน์ 22/01/2017 10:05
สถานะ
ออฟไลน์

คนเข้าชม

ไอคอน   you4lucky ยังไม่ใส่สถานภาพ

กระทู้ที่ตอบ

  1. ในกระทู้...โหรา (ไม่) คาใจ... โดย คุณ Aims Astro ค่ะ

    ตอบ: 22 Jan 2017

    :103: :104: :103: ...โหรา (ไม่) คาใจ... โดย คุณ Aims Astro ค่ะ :103: :104: :103:

    จาก หนังสือธรรมะใกล้ตัว ฉบับที่ 67 ค่ะ





    ถาม – ตอนนี้ผมกำลังทำวิทยานิพนธ์อยู่ครับ ปัญหาก็คือพอไม่มีใครมาบังคับว่าต้องทำอะไรเวลาไหน ก็เลยไม่ได้เริ่มต้นทำสักที รู้สึกว่าตัวเองขี้เกียจมาก ทั้งวันก็ใช้เวลาไปกับการกินกับนอนเป็นหลัก ผมไม่ชอบตัวเองที่เป็นแบบนี้ อยากทราบว่าถ้าดวงเราเป็นคนไม่ขยัน จะมีทางแก้ไขให้ดีขึ้นได้ไหมครับ
    :01:

    ไม่น่าเชื่อนะคะว่าความขี้เกียจก็เป็นกรรม เพราะมีบอกในดวงเลยค่ะ ว่าเจ้าชะตามีพฤติกรรมและนิสัยใจคอแบบไหน สิ่งที่มีอิทธิพลมากคือดาวที่แทนตัวและจิตใจ ซึ่งทั้งหมดทั้งปวงนั้น ก็เกิดจากกรรมที่สั่งสมมา บันดาลให้แต่ละคนมาเกิดภายใต้อิทธิพลดวงดาวที่เข้มแข็งและอ่อนแอแตกต่างกันไป คนที่มีพลังในการทำงานสูง มีความกระตือรือร้น ดาวที่แทนตัวและจิตใจจะอยู่ในสถานะที่มีกำลังค่ะ เวลาอ่านพื้นดวงของแต่ละคน จะบอกได้เลยค่ะว่าคนนี้มีลักษณะแบบไหน ชอบหรือไม่ชอบทำงาน มุ่งมั่นหรือท้อถอยง่าย ขยันหรือขี้เกียจ ฯลฯ

    นอกจากพื้นดวงเดิมแล้ว การจรของดาวตนุลัคน์ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือวาระของกรรมเก่าที่มาให้ผล ก็จะมีผลมากต่อความรู้สึก ความเข้มแข็งและพลังงานของเจ้าชะตา บางท่านมีพื้นฐานดวงเดิมดี พอถึงเวลาที่ดาวจรมาไม่ค่อยดี ก็จะแค่ซวนเซ แต่สำหรับบางท่านที่ดวงเดิมดาวมีกำลังน้อย มาเจอจังหวะที่ดาวจรไม่ดีซ้ำเข้า ก็พาลไม่อยากทำอะไรไปเลยก็มี แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องดูด้วยค่ะว่ากรรมปัจจุบันของแต่ละคนเป็นอย่างไร เพราะคนเราสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองทั้งภายนอกและภายในได้ด้วยกรรมดีใหม่ๆ ในชาตินี้ค่ะ

    เขียนมาถึงตรงนี้ก็คิดถึงคุณผู้หญิงท่านหนึ่งซึ่งเคยมาดูดวงด้วยแล้วหนึ่งครั้ง ในการมาดูดวงครั้งที่สองนี้เธอเล่าว่าสอบวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอกเรียบร้อยแล้ว และกำลังอยู่ในขั้นตอนของการแก้ไขบทความเพื่อตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ ซึ่งเป็นเงื่อนไขในการสำเร็จการศึกษา เมื่อตรวจดวงดิฉันก็ทักไปว่าช่วงนี้ดูจะขี้เกียจนะคะ แต่ว่าอยากให้งานเสร็จ เธอหัวเราะแล้วก็บอกว่าจริงๆ น่ะแหละ ขี้เกียจมาก เนื่องจากอายุของเธอก็ยังไม่ถึงสามสิบปี เท่าที่ผ่านมาก็นับว่าเก่งมากแล้ว เพราะการเรียนปริญญาดุษฎีบัณฑิตนั้นก็หนักหนาทีเดียว ดิฉันจึงให้กำลังใจไปว่าต้องทำนะ ยิ่งเบื่อ ยิ่งต้องทำ โดยเฉพาะช่วงนี้ดาวตนุลัคน์เดินไปเจอดาวคู่ศัตรูเข้า ทำให้อ่อนแรงไม่มีกำลัง ต้องพยายามฝืน ไม่อย่างนั้นจะล่าช้าไปอีกพักใหญ่

    งานบางอย่างเป็นงานที่ยากลำบาก และฝืนความรู้สึกของคนทำมากนะคะ บางคนเวลาเจองานที่ไม่อยากทำแต่ดันเป็นงานที่ “ต้องทำ” ก็มักจะเฉไฉไปทำงานอื่นๆ ที่ไม่สำคัญ หรือบางทีก็หันไปหาสิ่งอื่นไปซะก่อน ตัวอย่างที่พบบ่อยๆ ก็คือ การเริ่มวันด้วยการเปิดคอมพิวเตอร์ท่องโลกอินเตอร์เน็ต ลูกค้าหลายท่านยอมรับว่าเป็นแบบนี้จริงๆ พอตื่นมาก็เปิดคอมพิวเตอร์ แล้วเวลาที่เพลิดเพลินในโลกไซเบอร์จะผ่านไปเร็วมาก รู้ตัวอีกทีก็เสียเวลาทำงานไปหลายชั่วโมง บางคนใกล้จะต้องส่งการบ้านที่ได้รับมอบหมายให้ทำในช่วงปิดภาคการศึกษาแล้ว แต่ยังไม่ได้เริ่มทำเลยก็เพราะเริ่มต้นวันด้วยการท่องโลกเสมือนนี่แหละ ถ้าจะให้ดีควรเริ่มต้นด้วยการทำงานก่อน แล้วค่อยมาเล่นอินเตอร์เน็ต ให้การเล่นเป็นการผ่อนคลายและให้รางวัลตัวเองดีกว่านะคะ (^_^)

    เมื่อพูดถึงงานที่ต้องใช้เวลาในการทำนานๆ โดยเฉพาะงานที่มาเป็นชิ้นใหญ่ๆ เช่นวิทยานิพนธ์ หรือการเขียนตำราวิชาการหรือการทำงานอื่นๆ ที่ต้องจัดสรรเวลาเอง และจะต้องเผื่อเวลาสำหรับเหตุฉุกละหุก เช่น ถ้าเราเกิดไม่สบายหรือเกิดอุบัติเหตุ ทำให้ทำงานไม่ได้ไปพักหนึ่ง หรือปัญหาอื่นๆ ที่จะทำให้เวลาในการทำงานลดลงด้วยนะคะ เพราะถ้าไม่จัดระบบ ไม่วางแผนการใช้เวลาให้ดี ก็จะต้องมาเร่งงานอดตาหลับขับตานอนกันตอนท้ายๆ ซึ่งอาจจะทำให้งานออกมาไม่ดีเท่าที่ควรจะเป็น หรือทำไม่เสร็จ ถ้างานนั้นเป็นวิทยานิพนธ์ก็อาจจะทำให้เรียนไม่จบค่ะ

    การจัดลำดับความสำคัญของงานก็เป็นสิ่งที่ลืมไม่ได้ เฉพาะงานบางชิ้นที่มีกำหนดเวลาและถ้าไม่ทำจะส่งผลกระทบต่อเรามากๆ ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบ ก็ต้องบังคับตัวเองให้ทำก่อนเลย การเริ่มต้นนั่งทำงานนี่เป็นช่วงเวลาที่สำคัญมากค่ะ เพราะมีหลายคนที่ใช้เวลาไปกับสิ่งอื่นๆ เลยไม่ได้ลงมือทำสักที

    สำหรับงานบางอย่างที่มีความสลับซับซ้อน มีรายละเอียดและขนาดของงานใหญ่มาก อาจต้องทำแรมเดือนแรมปีกว่าจะเสร็จ ซึ่งบางครั้งทำให้เจ้าของงานพานท้อแท้ไม่อยากทำไปเลย ถ้าแบบนี้ให้พยายามแบ่งงานออกเป็นส่วนๆ ค่ะ เลือกทำส่วนที่ง่ายๆ ก่อนก็ได้ จะได้มีกำลังใจทำ เพราะถ้าเรามองงานเป็นภาพรวม อาจจะรู้สึกมันใหญ่มากเกินกว่าจะทำได้ แต่ถ้ามองแยกเป็นส่วนๆ ค่อยทำไปทีละส่วนๆ ด้วยความเพียรพยายาม ก็จะไม่ยากเกินกว่าที่จะทำ และย้ำอีกรอบว่าการเริ่มต้นลงมือทำงานสำคัญมากค่ะ

    สิ่งที่จะช่วยให้มีความตั้งใจไม่ท้อถอยกับงานก็คือการมี “อธิษฐานบารมี” และ “สัจจบารมี” ซึ่งทั้งสองบารมีนี้มักจะไปด้วยกันค่ะ “อธิษฐาน” หมายถึง ความตั้งใจมั่น มีความมั่นคงและเด็ดเดี่ยว แน่วแน่ในทางดำเนินและจุดมุ่งหมายของตน ส่วน “สัจจะ” หมายถึงการเป็นคนที่พูดจริงทำจริง ตั้งใจทำอะไรแล้วต้องทำให้สำเร็จลุล่วงให้ได้ ทั้งสองบารมีนี้จะช่วยให้ทำงานได้สำเร็จ เพราะมีความมุ่งมั่น มุ่งหมายที่จะทำสิ่งใดไว้แล้วก็ทำได้ตามนั้นค่ะ

    สำหรับลูกค้าที่ตรวจดวงแล้วเห็นว่ามีทั้งสองบารมีนี้มาค่อนข้างน้อย ใจคอติดโลเล ดิฉันมักแนะนำให้มีความตั้งใจและทำให้ได้ตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ โดยให้เริ่มจากเรื่องง่ายๆ ก่อน เช่น จะเริ่มทำงานตอนเก้าโมงเช้าห้านาที ก็ให้เริ่มตอนนั้นจริงๆ กิน นอน ทำงาน พักผ่อน ตามเวลาที่ตั้งใจไว้ และอย่าให้การผัดวันประกันพรุ่งและความขี้เกียจมาทำให้เราเสียความตั้งใจได้ค่ะ พอทำได้แบบนี้นานๆ เรียกว่าอธิษฐานบารมีและสัจจบารมีดีขึ้น ก็จะส่งผลให้ไม่ว่าจะขี้เกียจหรือขยันก็จะทำงานนั้นๆ ได้เป็นอย่างดี

    ว่าแล้วก็ขอยกตัวอย่างคนที่เอาชนะดวง เกี่ยวกับเรื่องความเกียจคร้านได้สำเร็จค่ะ...

    เมื่อปลายปีก่อน ดิฉันได้ตรวจดวงชะตาของคุณผู้ชายท่านหนึ่งซึ่งในขณะนี้กำลังศึกษาต่อระดับปริญญาเอกอยู่ที่ต่างประเทศ พิจารณาแล้วเห็นว่าตามปกติเป็นคนมีไฟในการทำงานพอสมควร แต่เนื่องจากตั้งแต่เดือนธันวาคมปี ๒๕๕๑ และภาพรวมในปี ๒๕๕๒ ทั้งปี ตนุลัคน์คือดาวที่แทนตัวเขาเองจะจรอ่อนกำลังทั้งยังพัวพันกับดาวที่ทำให้ฟุ้งและง่วงงุนง่าย เกรงว่าจะทำให้งานวิจัยของเขาล่าช้าได้ จึงเตือนไปว่าจะขี้เกียจนะคะ ผลปรากฏว่าคำเตือนนี้ได้ผลมากค่ะ เพราะเมื่อถึงช่วงเวลาตามที่ทายทักไว้ เขาก็ออกปากว่าตัวเองเริ่มขี้เกียจ แต่ก็พยายามแก้ไขด้วยการมาขยันทำงานมากกว่าเดิม บางสัปดาห์ทำงานทุกวัน ถึงอากาศจะหนาวยาวนานกว่าปกติ ชวนให้อยากนอนมากก็ตาม แต่เขากลับลุกไปทำงาน เอาชนะความขี้เกียจจนได้ค่ะ ^^

    แม้ว่าสิ่งที่ดวงดาวบอกมันคือกรรมเก่า แต่ถ้าเราไม่เปลี่ยนตัวเองเสียตั้งแต่วันนี้ก็เป็นที่คาดหมายได้ว่าชาติต่อๆ ไปก็จะต้องเป็นแบบนี้อีก เพราะนิสัยของคนเราเปลี่ยนได้ก็จริง แต่ก็ต้องอาศัยความมุ่งมั่นในการขัดเกลาตัวเองอยู่ไม่น้อยค่ะ เมื่อเราสามารถทำงานได้ในทุกเวลาแล้ว คราวนี้ไม่ว่าดวงดาวจะบอกว่า ณ ช่วงเวลานี้ เราขี้เกียจมากมายขนาดไหน ด้วยจิตใจที่มุ่งมั่นโดยมีอธิษฐานบารมีและสัจจบารมีหนุน ก็เชื่อว่าจะสามารถทำงานให้สำเร็จได้ ไม่ว่าดวงจะเป็นอย่างไรก็ตามค่ะ :01:


    :103: :104: :103: :104: :103: :104:
  2. ในกระทู้ธรรมะจากพระผู้รู้ โดย พระ ปราโมทย์ ปา โมชฺโช ค่ะ

    ตอบ: 22 Jan 2017

    ถาม : เมื่อเริ่มศึกษาปฏิจจสมุปบาทในเบื้องต้น ความเข้าใจส่วนตัวของผมคือ
    คงเป็นไปไม่ได้ที่เราจะมองเห็นอาการของจิตที่รวดเร็วมาก
    และแยกออกเป็นอาการตามที่ว่าไว้ในพระสูตร
    จนกระทั่งเมื่อได้รับคำแนะนำ ก็เริ่มเห็นทางแต่ก็ยังไม่ชัดนัก
    อาการที่ทำได้เป็นเพียงแค่แยกความรู้สึกออกจากร่างกาย
    คุณอาสันตินันท์อธิบายว่า แยกกายจากจิต และท่านว่า
    ให้แยกเวทนาออกจากกาย และแยกสังขารออกจากจิตอีกที
    อันแรกนี่พอจะเข้าใจครับ แต่อันหลังนี่ไม่เห็นทางทำได้เลยครับ
    แล้วถ้าทำได้แล้วต้องทำยังไงต่อครับ จะได้ไม่ต้องรบกวนถามบ่อยๆ


    ส่วนที่คุณกล่าวถึงเรื่องแยกกายแยกจิตนั้น
    ที่จริงก็ไม่ได้หนีจากเรื่องนามรูปปริจเฉทญาณครับ
    เช่น เวลาไม่สบายแล้วเห็นว่า ร่างกายไม่สบาย
    ส่วนจิตเป็นเพียงผู้รู้ ไม่ได้เจ็บป่วยด้วย ซึ่งก็ถูกต้องแล้ว
    จากนั้น ก็ให้สังเกตต่อไปว่า ให้ดูให้ดี
    จริงๆ แล้ว ร่างกายเราเป็นเพียงก้อนธาตุ
    กายไม่เคยเจ็บ แต่มีความรู้สึกเจ็บแทรกอยู่ในกาย
    หมายความว่า เมื่อเรารู้รูปขันธ์อยู่นั้น
    สังเกตอีกหน่อย จะเห็นเวทนาขันธ์แทรกอยู่ในรูป
    ส่วนจิตเป็นผู้รู้ ผู้ดู ทั้งรูปและเวทนา
    รูปก็เกิดดับ เช่น หายใจเข้า แล้วก็หายใจออก
    เวทนาก็แสดงความไม่คงที่ตลอดเวลา เดี๋ยวเจ็บมาก เดี๋ยวเจ็บน้อย
    ส่วนจิตเป็นกลางวางเฉยตลอดเวลา

    เวลาเราดูรูป เรามักเห็นทั้งรูป เวทนาทางกาย และจิต
    ส่วนเวลาดูจิต (จิตตานุปัสสนา) ก็ให้รู้ให้ละเอียดเช่นกันว่า
    อันนี้คือจิตผู้รู้ อันนี้คือความคิดนึกปรุงแต่ง หรือสังขารขันธ์
    อันนี้คือเวทนาทางใจ เป็นสุขบ้าง เป็นทุกข์บ้าง เป็นกลางบ้าง
    อันนี้คือสัญญาที่ผุดขึ้นมาทำหน้าที่จำได้หมายรู้

    ที่แนะนำคุณก็คือ ให้รู้จักจำแนกรูปนามให้ละเอียดชัดเจนครับ
    ไม่ใช่อะไรที่ลึกลับเลย เป็นเบื้องต้นของการเจริญวิปัสสนานั่นเอง


    เรียบเรียงจาก: :01:

    http://202.44.204.76...pSakajcha04.htm

    :103: :104: :103: :104: :103: :104: :103: :104: :103:
  3. ในกระทู้ธรรมะจากพระผู้รู้ โดย พระ ปราโมทย์ ปา โมชฺโช ค่ะ

    ตอบ: 22 Jan 2017

    :103: :104: :103: ธรรมะจากพระผู้รู้ โดย พระ ปราโมทย์ ปา โมชฺโช ค่ะ :103: :104: :103:

    จาก หนังสือธรรมะใกล้ตัว ฉบับที่ 67 ค่ะ
    :01:



    ถาม : ผมมีข้อสงสัยขอเรียนถามครับ
    ในปฏิจจสมุปบาทส่วนต้น "สัญญา" จะเกิดขึ้นมาตอนไหนครับ


    ความจำได้หมายรู้ หรือ "สัญญา" นั้น
    ปรากฏชัดขึ้นเมื่อวิญญาณเป็นปัจจัยแห่งความปรากฏของรูปนามครับ
    ตรงที่มีอาการที่ผมเรียนว่า เหมือนการเปิดสวิตช์ขันธ์ ๕ ให้ปรากฏขึ้น
    ถึงจุดนั้นจึงคิดนึกปรุงแต่งได้เต็มที่
    มีความรับรู้พร้อมที่อายตนะจะทำงานรับรู้อารมณ์ต่างๆ ได้

    สัญญานั้น พวกเรามักรังเกียจเดียดฉันท์ ว่ามันไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้
    ที่จริงมันมีความสำคัญมากทีเดียวสำหรับการปฏิบัติธรรม
    ถึงขนาดที่ว่า ถ้าปราศจากสัญญาก็ทำวิปัสสนาไม่ได้
    แม้แต่ในสมาบัติ พระสารีบุตรท่านยังกล่าวว่า
    ในสัญญาสมาบัติยังทำวิปัสสนาได้
    ส่วนสมาบัติที่ก้าวล่วงสัญญาคือหมดสัญญาแล้ว ทำวิปัสสนาไม่ได้

    สัญญาจึงเหมือนดาบสองคม คือด้านหนึ่งมันเป็นความจำ
    ที่เป็นตัวให้เราเอามาสานต่อเป็นความคิด จนปิดบังความจริง
    แทนที่จิตจะเป็นผู้สังเกตการณ์สภาพธรรมที่กำลังปรากฏตามความเป็นจริง
    กลับคอยคิดนำไปตามสัญญาอารมณ์ จนจิตไม่เห็นความจริง

    แต่อีกด้านหนึ่ง มันเป็นตัวช่วยสนับสนุนปัญญาได้เช่นกัน
    หากมันทำหน้าที่ให้มุมมองของจิต ให้ถูกต้องตรงจริตนิสัยของผู้ปฏิบัติ
    คือช่วยให้จิตเรียนรู้สภาพธรรมในมุมมองของ
    อนิจจสัญญา ทุกขสัญญา อนัตตสัญญา หรืออสุภสัญญา
    แทนที่จะมองดาดๆ ไปทุกมุม

    จิตของผู้ปฏิบัติ มักจะเลือกมุมมองที่ตนถนัด
    เพื่อทำให้จิตเบื่อหน่ายคลายกำหนัด และปล่อยวาง

    เช่น จิตของผมถนัดในการมองสิ่งทั้งปวงเป็นอนัตตา
    แม้จะรู้ความเกิดดับของ รูป จิต และเจตสิก ไปเรื่อยๆ
    แต่ถึงจุดหนึ่ง ก็จะเห็น รูป จิต หรือเจตสิก เป็นอนัตตา
    หากมองในมุมของอนิจจัง จิตมันไม่รู้ซึ้ง และไม่ปล่อยวาง
    แต่หากเมื่อใด จิตหมายรู้ว่า รูป จิต เจตสิก อันที่กำลังรู้อยู่นั้น เป็นอนัตตา
    ปัญญาจะเกิดวาบขึ้นมาตัดความยึดถือขาดวับลงไปทันที
    จิตจึงจะปล่อยวางได้ เป็นต้น

    สัญญา ที่เป็น ความหมายรู้อารมณ์ จึงเป็นเครื่องมือที่เราใช้ยืนพื้น
    ส่วน ปัญญา เมื่อเกิดวับเดียวก็ตัดอารมณ์ขาดไปแล้ว
    แต่พวกเรามักเชียร์แต่ปัญญา ดูถูกสัญญากันบ่อยๆ
    (ถ้าเป็นสัญญาประเภทความจำ ที่กระตุ้นให้คิด คิด คิด
    อันนั้นเป็นตัวปัญหาจริงๆ ครับ)
    เหมือนคนดูบอลที่เชียร์แต่กองหน้าที่ทำประตูได้
    ลืมกองกลางที่คอยป้อนลูกให้กองหน้าครับ
  4. ในกระทู้...โหรา (ไม่) คาใจ... โดย คุณ Aims Astro ค่ะ

    ตอบ: 15 Jan 2017

    ถ้ารักตัวเองจริงๆ แล้ว ก็ควรตัดใจแล้วตีตัวออกมา ยิ่งถ้าคิดว่ารักผู้ชายคนนี้มาก ยิ่งไม่ควรไปผิดศีลร่วมกัน เพราะถ้าเริ่มความสัมพันธ์ด้วยการลักกินขโมยกิน มันร่วมบุญกันยาก เพราะเสพกามบนความทุกข์ของภรรยาหลวงอยู่ค่ะ

    ว่าแล้วก็ขอเล่าถึงคนที่สามารถเอาชนะกรรม พลิกเส้นทางจากนางร้ายกลายเป็นนางเอกได้ ให้ท่านที่มีปัญหาเดียวกันนี้ ได้มีแรงบันดาลใจกันนะคะ : )

    ลูกค้าหญิงท่านหนึ่ง เมื่อตรวจดวงแล้วเห็นว่ามีปัญหายุ่งยากเกี่ยวกับเรื่องความรัก มีดาวราหูและดาวเสาร์ร่วมให้ความหมายที่เป็นโทษและเป็นทุกข์ในเรื่องคู่ อีกทั้งดาวคู่ครองของตัวเองก็อยู่ในมุมวินาสน์ (วินาสน์ แปลง่ายๆ ว่า ปกปิด, แอบซ่อน, ชั่วคราว) อ่านดาวทุกดวงประกอบกันแล้วเห็นว่ามีวิบากเรื่องความรัก มีคู่แล้วไม่มีความสุข มีแล้วจะต้องไม่เป็นที่เปิดเผย อีกทั้งตำแหน่งของดาวที่แทนตัวเธอ มีความหมายพิเศษว่า มักจะต้องยอมคนอื่น การยอมประการหนึ่งก็คือ ยอมเป็น “นางรอง” ของชายคนหนึ่งที่มีครอบครัวแล้ว เธออยู่ในสถานะนี้มาหลายปีค่ะ

    เธอเล่าว่าปัจจุบันได้เดินออกมาจากเส้นทางนี้แล้ว ดิฉันรู้สึกดีใจด้วยจริงๆ เพราะด้วยกำลังของดาวที่แทนตัวเธอ และเส้นทางกรรมที่สร้างมาแบบนี้ การพาตนเองให้พ้นจากการประพฤติผิดในกามจะต้องใช้กำลังใจใหญ่หลวง เธอบอกว่าได้ปฏิบัติธรรม และรู้สึกละอายที่ต้องผิดศีล ในที่สุดก็บอกเลิกกับผู้ชายคนนี้ได้ ทั้งๆ ที่เขาคิดว่าเธอคงไปไหนไม่รอด ตอนนี้เธอพยายามรักษาศีลห้าและปฏิบัติธรรมต่อไป

    ลูกค้าหญิงอีกท่านหนึ่งที่มีปัญหาเดียวกันนี้ วันที่ตรวจดวงกับดิฉัน เธอถามว่ามีอะไรที่น่าเป็นห่วงบ้างหรือเปล่า อ่านดวงแล้วเห็นว่าเรื่องอื่นดีทุกอย่าง มีปัญหาเรื่องเดียวคือความรัก เพราะดาวตนเองและคู่ครองอยู่ร่วมกันในภพวินาสน์ อ่านดาวทุกดวงประกอบกันแล้วสรุปความได้ว่า ความรักอันหวานชื่นเป็นไปโดยปกปิด และเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นเวลานาน

    เธอยอมรับว่าใช่ เพราะเคยคบชายที่มีภรรยาแล้วและมีความสัมพันธ์กันมาร่วมสิบปี เรื่องราวความรักนี้มาสิ้นสุดลงเมื่อเธอหันมาปฏิบัติธรรม รักษาศีล ทำทาน พร้อมทั้งตั้งใจเด็ดขาดว่าจะต้องเลิกกับเขาให้จงได้ และแล้วในวันนี้ก็ไม่ต้องข้องเกี่ยวกันในฐานะเดิมอีก เหลือไว้เพียงความเป็นเพื่อนเท่านั้น และตอนนี้เธอก็มีความสุขขึ้นมากด้วยค่ะ

    ใครก็ตามที่มีโอกาสเดิน หรือกำลังเดินอยู่บนทางสายนางร้าย ก็ขอให้หักใจ เดินให้พ้นเส้นทางนี้เถิดนะคะ ถ้าคิดว่าเราอยากมีชีวิตคู่ที่อบอุ่น ก็อย่าได้สร้างเหตุอันไม่ดีนี้เลย เพราะถ้าอยากมีความรักที่ดี เราก็ต้องไม่เป็นเหตุที่ทำให้ครอบครัวคนอื่นเขาแตกแยกกัน ผลที่เห็นได้ชัดทันตาเห็นก็คือจิตใจที่สบายขึ้น ไม่ต้องใช้ชีวิตแบบหลบๆ ซ่อนๆ หรือมีความรู้สึกไม่ภูมิใจ บอกใครก็ไม่ได้ว่าคนรักของเราเขาเป็นสามีของคนอื่น

    ขอให้เราเป็นอดีตนางร้ายที่ผันตัวมาเป็นนางเอก เป็นนางที่เดินอยู่บนทางสายเอก ที่ถึงแม้ว่าจะต้องเดินคนเดียว ไม่มีใครคู่เคียงข้าง แต่ก็เดินได้อย่างสบายใจ เพราะรู้ว่าทางเส้นนี้ปลอดภัยไม่ผิดศีลเถิดนะคะ


    :103: :103: :103: :103: :103: :103: :103: :103: :103: :103:
  5. ในกระทู้...โหรา (ไม่) คาใจ... โดย คุณ Aims Astro ค่ะ

    ตอบ: 15 Jan 2017

    :103: :103: :103: ...โหรา (ไม่) คาใจ... โดย คุณ Aims Astro ค่ะ :103: :103: :103:

    จาก หนังสือธรรมะใกล้ตัว ฉบับที่ 66 ค่ะ



    เมื่อนางร้ายกลายเป็นนางเอก :01:


    ถาม – ดิฉันมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับผู้ชายที่แต่งงานแล้ว นับวันความละอายใจที่ผิดศีลธรรมและรู้สึกผิดต่อภรรยาหลวง ก็ยิ่งทำให้ทุกข์ทรมานมากขึ้น แต่ก็ตัดใจไม่ได้เสียที ทั้งที่ดิฉันเองก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเขาในด้านการเงินและอื่นๆ เลย เคยไปดูดวงหมอดูก็บอกว่าดวงดิฉันต้องเป็นเมียน้อย ถ้ากรรมลิขิตมาแบบนี้ แล้วจะมีทางไหนทำให้สามารถพ้นไปได้ไหมคะ


    สำหรับผู้หญิงที่คิดจะมีคู่ คงไม่มีใครอยากตกในสภาพมือที่สาม ต้องปกปิดไม่สามารถเปิดเผยความสัมพันธ์ได้หรอกนะคะ ผู้หญิงบางคนถูกผู้ชายหลอกว่ายังโสด ต่อมาความลับเปิดเผยว่าเขามีภรรยาแล้ว เมื่อตัดใจไม่ได้ก็ต้องยอมรับสภาพเป็นทั้งนางรองและนางร้ายในคนเดียวกัน เพราะเป็นคนที่มาทีหลังและถูกสังคมตราหน้าว่าเป็นเหตุที่ทำให้ครอบครัวคนอื่นเขาแตกแยก ซึ่งจริงๆ ผู้ชายก็ผิดด้วย เพราะตบมือข้างเดียวไม่ดังหรอกค่ะ

    ผู้หญิงบางคนตกอยู่ในสถานะนี้ เพราะมีผู้ชายที่มีครอบครัวแล้วมาจีบ โดยที่เขาเปิดเผยมาตั้งแต่แรกว่าไม่โสดซะแล้ว แต่กำลังมีปัญหากันอยู่กับคู่สมรส โดยมักจะมีข้ออ้างตามที่ยกตัวอย่างมานี้...

    “ไม่ได้รักภรรยาแล้ว แต่เขายังไม่ยอมหย่าให้ผม”
    “อยู่กันเพื่อลูก แต่ไม่มีความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยามานานแล้ว”
    “อยู่เพราะสงสาร เขาไม่มีที่ไป”
    “ภรรยาเป็นคนร้ายกาจมาก ทำไม่ดีกับผมหลายๆ อย่าง”
    “หมอดูบอกว่าผมกับภรรยาไม่ใช่เนื้อคู่กัน” (- -‘’)

    ซึ่งกรณีที่ผู้ชายยอมรับว่ามีภรรยาแล้ว ทำให้ผู้หญิงหลายคนเข้าใจผิด คิดไปว่าเขาเป็นคนดี ไม่หลอกลวงว่ายังโสด แต่สำหรับผู้ชาย การให้ข้อมูลไปตามตรงแบบนี้ อาจหมายความว่าเขาเตือนแล้วนะว่าเขามีพันธะแล้ว เมื่อเธอคิดจะก้าวเข้ามาในชีวิต ก็ต้องยอมรับสภาพคนมาทีหลัง จะมาโวยวายไม่ได้ว่าถูกหลอก เพราะเขาไม่ได้หลอก ก็บอกว่ามีเมียอยู่แล้วแต่เธอเต็มใจยุ่งกับเขาเอง!

    ในกรณีที่รู้ว่าชายคนรักมีภรรยาแล้ว ก็มีผู้หญิงบางคนเชื่อว่าเขาจะหย่าแล้วมาอยู่กับเธอ ซึ่งโดยมากผู้ชายจะไม่มีทางเลิกกับภรรยาเดิม และในขณะเดียวกันก็จะไม่ปล่อยผู้หญิงคนใหม่ไปด้วย จับปลาสองมือ (หรือเกินสองมือ) ไปเรื่อยๆ จนทุกข์ทรมานกันทุกฝ่าย มีแต่ฝ่ายชายเท่านั้นที่มักลอยตัวอยู่เหนือปัญหา

    ลูกค้าหญิงท่านหนึ่งที่กำลังทุกข์ทางใจเพราะตกเป็นนางรอง ตามดวงแล้วเธอเป็นคนที่ชอบมีความรัก อยากมีชีวิตคู่ที่มีความสุข แต่ในเรื่องความรักและการครองคู่ ดาวเจ้าเรือนไปสัมพันธ์ในมุมของการเป็นรักซ้อน คือถ้าไม่ไปเป็นมือที่สามของคู่อื่น ก็จะมีคนอื่นมาเป็นมือที่สามระหว่างเธอกับคนรัก

    ในขณะที่มาดูดวงกันนี้ ก็กำลังมีความสัมพันธ์แบบปกปิดกับชายที่แต่งงานแล้ว ซึ่งเธอบอกว่าแค่ต้องการความอบอุ่นใจบ้างเท่านั้น ไม่เคยคิดจะระรานบ้านใหญ่ ดิฉันฟังแล้วพยายามให้สติว่า จริงๆ การที่ละเมิดคู่ครองของผู้อื่น ก็คือการระรานให้ใจของภรรยาเขาร้าวรานมากแล้ว และควรมีความเมตตากรุณาต่อลูกผู้หญิงด้วยกัน ขอให้เชื่อว่าวิบากกรรมมีจริง เพราะเห็นว่าขณะนี้เธอก็ตกนรกทั้งเป็นตั้งแต่ยังไม่ตาย ทั้งฟุ้งซ่านและร้อนรนในหัวใจ ถูกไฟบาปเผาจนทรมานจะแย่อยู่แล้ว

    สำหรับการตัดใจไม่ขาด ด้วยเหตุผลคือ “มันรักไปแล้ว” ก็ชี้ให้เห็นว่าแต่เดิมความรักที่มีอยู่นี้ก็ไม่เคยมีมาก่อน แต่เกิดขึ้นเพราะมีเหตุให้เกิด เช่น มีการพบปะพูดคุย มีกิจกรรมต่างๆ ร่วมกัน ฉะนั้นถ้าอยากให้ความรักที่ผิดศีลธรรมนี้ค่อยๆ จืดจางลง จนดับไปในที่สุด ก็ขอตั้งใจมุ่งมั่นว่าต่อแต่นี้จะรักษาศีลห้าให้ครบ แล้วเลิกยุ่งเกี่ยวไม่ติดต่อกันทุกทาง เวลาจะช่วยทำให้ความรักเลือนลางลงไป ทุกข์ทรมานเพราะความคิดถึงน้อยลง แต่ต้องอาศัยจิตใจที่เข้มแข็ง เพราะช่วงแรกๆ จะทรมานมาก ต้องอดทน หัวเด็ดตีนขาดก็ไม่กลับไปหาเขาอีก

    หลายคนไม่สามารถผ่านกระบวนการในการตัดใจนี้ได้ เพราะเมื่อต้องห่างหายจากคนที่เคยห่วงหา ช่วงแรกๆ จะรู้สึกว้าเหว่มาก แม้รู้เต็มอกว่ามันไม่ดี แต่ก็โหยหาเกินกว่าจะยอมทน สุดท้ายเลยปล่อยเลยตามเลย กลับไปรับตำแหน่งนางร้าย เป็นทาสกิเลสยอมให้มันดึงลงต่ำกันต่อไป ซึ่งปลายทางของความรักและความสัมพันธ์ทำนองนี้ มันทุกข์ทนยิ่งกว่าตรงที่ต้องตัดใจนี่อีกค่ะ ทั้งในเรื่องของผลกรรมและความรู้สึกไม่เคารพตัวเอง ตราบใดที่ยังต้องอยู่ในสภาพแบบนี้ ก็คงยังไม่พ้นจากทุกข์ทรมานในใจไปได้

รายละเอียดของฉัน

ชื่อเล่น:
ตอบ 1000+
อายุ
ไม่บอกอายุ
วันเกิด
ไม่บอกวันเกิด
เพศ:
สิ่งที่สนใจ:
-

รายละเอียดวิธีติดต่อ

อีเมลล์
กดที่นี่เพื่ออีเมล์