ลานธรรมเสวนา: อโณ นีมัตร - ประวัติ

เข้าไปดูเนื้อหา

อโณ นีมัตร - ประวัติ ข้อมูลส่วนตัว ให้คะแนนผู้ใช้ -----

คะแนนความเห็น 134 บวก 20
กลุ่ม
สมาชิกลานธรรมถาวร
ตอบกระทู้รวม
816(0.19 ต่อวัน)
ตอบมากที่สุดใน
ชีวิตกับธรรมะ (448 ตอบ)
วันที่สมัคร
01/07/2005
คนเข้าดูข้อมูล
450622
เข้าใช้ล่าสุด
ผู้ใช้ออฟไลน์ ไม่เปิดเผย
สถานะ
ออฟไลน์

คนเข้าชม

ไอคอน   อโณ นีมัตร ปิดหู ปิดตา ปิดปาก บางสถานการณ์ก็ดี บางสถานการณ์ก็ไม่ดี

กระทู้ที่ตั้ง

  1. คิดแต่จะไปกำจัดอวิชชากำจัดกิเลส ก็เลยไม่ไปถึงไหน

    ตอบ: 9 Jan 2017

    ในคำสอนของครูบาอาจารย์ก็มีกล่าวไว้ "เมื่อวิชชาเกิดขึ้น อวิชชาก็ถูกทำลายลงโดยอัตโนมัติ"
  2. นิพพานกับความตาย

    ตอบ: 20 Nov 2016

    ลืมคำว่า"นิพพาน"แบบที่เราเข้าใจผิดๆกันในยุคนี้ไปก่อน
    นิพพานแบบผิดๆที่คนยุคนี้เข้าใจคือ"ความว่างเปล่าไร้สาระไม่มีอะไรแบบขาดสูญน่าเบื่อดูโง่ๆบื้อๆบ้าๆไม่มีประโยชน์"
    คนที่นิพพานคนแรกเป็นนิพพานของจริงแบบแท้ๆคือ"พระพุทธเจ้า"พระพุทธเจ้าเข้าถึงนิพพานแล้วเป็นอย่างไร พระองค์ทำประโยชน์อย่างมหาศาลให้คนทั้งโลก ก่อตั้งพระพุทธศาสนาและทำงานทุกวันตลอด45ปีจนพระพุทธศาสนามั่นคงและสืบทอดกันต่อกันมาจนถึงคนรุ่นเราเป็นเวลากว่า2559ปี เพราะฉะนั้น"นิพพาน"ไม่ใช่อะไรที่ว่างเปล่าไร้สาระอย่างแน่นอน

    นิพพานเอาชนะความตายได้อย่างไร?
    เจ้าชายสิทธัตถะมีครบทั้งทรัพย์สมบัติมหาศาล มีครบทั้งชื่อเสียงเกียรติยศและอำนาจวาสนาบารมี มีครบทั้งเมียและลูกพร้อมทั้งข้าทาสบริวารและกองทัพ ...คนในยุคเราทำงานกันอย่างหนักเพื่อหาเงิน สร้างฐานะ สร้างครอบครัว สร้างตระกูล หรือสร้างกองทัพ ต่อให้ประสบความสำเร็จแล้วก็ไม่ได้แตกต่างไปจากเจ้าชายสิทธัตถะในยุค2500กว่าปีก่อนหน้านี้

    แล้วทำไมเจ้าชายสิทธัตถะถึง"ทิ้งทุกอย่าง"เพื่อไปแสวงหา"นิพพาน" แสวงหาความพ้นไปจากความเกิด-แก่-เจ็บ-และ "ตาย" เพราะคำถามคาใจอันเดียวที่ว่า
    "ถึงเราจะมีทุกอย่างแต่สุดท้ายเราก็ต้องตายจากทุกอย่างไปอยู่ดี" ...แล้วเราจะมีทุกอย่างไปเพื่ออะไร?

    มหาจักรพรรดิไม่รู้กี่คนต่อกี่คนแสวงหา"ยาอายุวัฒนะ"แสวงหาสภาวะที่"ไม่ต้องตาย" อยากที่จะอยู่เป็น"นิรันดร์"เพื่อเสพกับสิ่งต่างๆที่เข้าใจว่าเป็นความสุขน่าชื่นชม น่าอยู่ด้วยไปตลอดกาล
    คำถามอันเดียวกันนั่นคือ "การเอาชนะ ความตาย ทำอย่างไร???????????????"


    ถ้าพูดกันอย่างภาษาโลกก็ว่า"นิพพาน"เป็นสิ่งเดียวที่เอาชนะความตายได้ คือสิ่งที่พระพุทธเจ้าค้นพบแล้ว และนำมาสั่งสอนพวกเราเอาไว้ เพื่อให้เรารอดพ้นจากความตายได้เช่นเดียวกัน "นิพพาน"จึงเป็นคำตอบที่เป็นสาระอย่างแท้จริงของชีวิต


    ความตายเกิดขึ้นได้ก็เฉพาะกับ"สิ่งที่ต้องตาย"เท่านั้น
    "สิ่งที่ต้องตาย"นั้นเกิดขึ้นมีขึ้นก็เพราะมัน"เกิดขึ้นมาแล้ว"
    "เมื่อมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นแล้วสิ่งนั้นก็จะต้องเปลี่ยนแปลงและตายไป"
    "อะไรที่เกี่ยวข้องกับการเกิดก็ต้องเกี่ยวข้องกับการตายด้วย"มันเป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งที่แสนธรรมดาที่เราต้องรู้ไว้ก่อน

    การเอาชนะความตายที่แท้จริงคือการที่เราไม่ไปเกี่ยวข้องกับ"สิ่งที่ต้องตาย"(ถึงแม้ว่ามันจะเกิดขึ้นมาแล้วก็เถอะ!!!)
    ซึ่งความเข้าใจอันนี้เป็นตรรกะธรรมดาๆที่แสนจะเรียบง่าย ลองท่องเอาไว้ในใจดูก่อน
    "อย่าไปยุ่งกับสิ่งที่ต้องตาย" เพราะ"สิ่งที่ต้องตาย" "มันก็ต้องตาย"

    **************************************

    ต้นไม้ใบหญ้า เมล็ดข้าวที่เรากิน ธัญพืช ผักผลไม้ เกิดขึ้นบนโลกและตายเพื่อมาเป็นอาหารของเรา(พืชมีเพียงชีวิตแต่ไม่มีวิญญาณ)

    เนื้อสัตว์ต่างๆที่เราซื้อกินจากตลาด เกิดขึ้นมาจากชีวิตและ"ตาย"มาเป็นอาหารของเราเช่นเดียวกัน(เราไม่ได้ฆ่า ไม่ได้สั่งให้ฆ่า ไม่ไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการฆ่าสัตว์)

    กี่หมื่นกี่พันวันกี่ล้านปีแล้วตั้งแต่มีสิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นบนโลกใบนี้
    การเกิดและตายของพืชและสัตว์นั้นสุดแสนจะธรรมดาสามัญ มันเป็นเรื่องปรกติอย่างที่สุดของที่สุด ไม่มีอะไรน่าสนใจเลยแม้แต่นิดเดียว .....อาหารมื้อที่แล้วของคุณคืออะไรบ้าง? บางครั้งยังนึกไม่ออกเลยเพราะใจมัวแต่ไปยุ่งอยู่กับงาน


    ข่าวหน้าหนึ่งที่ลงอยู่บ่อยๆ "คนตาย" อาจจะฆ่ากันตายหรือป่วยตาย หรือมีเหตุอะไรก็ตามที่ทำให้ตาย เราอ่านข่าวอยู่ทุกวัน รู้สึกสลดสังเวช หรือ สยองอยู่บ้าง แล้วมันก็ผ่านไป ไม่ได้มีผลอะไรนักกับเรา เพราะมันห่างจากตัวเรา ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับเรา ความตายเหล่านี้ล้วนธรรมดาและเรารับได้อยู่เสมอ มันเป็นเรื่องธรรมดาจะตาย เรื่อง"ความตาย"
    .
    .
    .
    .
    .

    แต่ถ้าเป็นญาติพี่น้องสามีภรรยาพ่อแม่หรือคนที่เกี่ยวข้องผูกพันกับเราโดยตรงต้องตายขึ้นมา ทำไมเราถึงไม่ได้รู้สึกธรรมดาสามัญเหมือนกับต้นไม้ใบหญ้า เนื้อสัตว์ตามตลาด หรือคนที่ตายที่ลงข่าวหน้าหนึ่ง ....เพราะอะไร?
    .
    .
    .
    .
    .
    .

    และที่สุดของที่สุด ถ้าเป็นเราเองที่จะต้อง"ตาย"
    ทำไมมันถึงไม่เป็นเรื่องธรรมดาสามัญอย่างที่สุด!
    ทำไมมันถึงได้ยิ่งใหญ่และ"รับไม่ได้อย่างที่สุด"!
    ทำไมมันถึงเป็น"ปัญหาสำคัญของชีวิตอย่างที่สุด"!!!
    ทำไม? ทำไม? ทำไม?

    เพราะถ้าเราตายแล้วได้ลงข่าวหน้าหนึ่ง คนที่ได้อ่านข่าวเราโดยที่ไม่รู้จักกับเรา ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเราเลย เขาก็รู้สึกธรรมดาสามัญจะตาย ไม่ได้เห็นว่ามันเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ หรือ สำคัญอะไรเลย!!!

    ความเป็นจริงอันแสนธรรมดาเกี่ยวกับ"ความตาย"ในความรู้สึกของมนุษย์ก็คือ ทุกอย่างตายได้ คนทุกคนที่เราไม่ได้รักหรือห่วงใยเกี่ยวข้องด้วย "ตายได้"
    แต่คนที่เรารัก เราผูกพัน เราเกี่ยวข้องด้วยและมีประโยชน์กับเรา ไม่ควรจะตาย และที่สุดของที่สุด "เราเองไม่อยากตาย"

    มันเป็นเพียงแค่สายลมอันแผ่วเบาของความรู้สึกนึกคิดของเราเองคนเดียว ที่ไม่ได้สั่นสะเทือนภูเขาแห่งความเป็นจริงของผู้คนร่วมโลกหรือสิ่งมีชีวิตที่ร่วมเกิดและตายกับเราเลย เพราะถ้าเราตาย คนอีกหลายพันล้านคนบนโลกใบนี้ เขาก็ไม่ได้มาสนใจหรือรู้สึกรู้สาอะไรกับเราด้วย

    รากเหง้าของปัญหาเรื่องความตายจึงไม่ใช่"ความตาย" เพราะความตายไม่ใช่ปัญหาที่แท้จริง "ความตาย"เป็นเรื่องที่ไม่เป็นปัญหาอะไรเลยถ้าเราไม่ไปสนใจ เราไม่ไปใส่ใจกับมัน

    แต่"ความตาย"มันเป็นปัญหา ก็เพราะมันมี"เรา"เกิดขึ้นมา
    เพราะมันมี"ตัวเรา" มี"ตัวกู" มี"ของกู" เกิดขึ้นมามันจึงเป็นปัญหาต่างหาก
    ร่างกายของมนุษย์ต้องหายใจเข้า-ออก ตลอดเวลา ต้องกินน้ำ และ กินข้าวปลาอาหารอยู่เสมอๆ ถ้าไม่มีอากาศหายใจ ไม่มีน้ำ ไม่มีข้าว ร่างกายก็ต้องป่วยและตายในที่สุด

    แล้วเราจะไปสนใจอะไรกับสิ่งเหล่านี้ ที่เป็นเรื่องแสนธรรมดาของโลกและของร่างกายมนุษย์อีกนับพันๆล้านคน หรืออีกหลายล้านล้านล้านล้านร่างกายของสิ่งมีชีวิตทั้งโลก ....ที่มันน่าสนใจและต้องสนใจเพราะมันเป็นร่างกายของเรา นั่นแหละมันจึงต้องสนใจและใส่ใจ...และเป็นปัญหา

    ที่สุดแล้ว ถ้าเราเห็นถึงความเข้าใจผิดที่ว่า"การยึดถือว่ามีเรา มีตัวกูของกู มีตัวตนบางอย่าง แบ่งแยกและแตกต่างออกมาจากธรรมชาติธรรมดาของโลก" ทั้งๆที่ความจริงมันไม่มีตัวตนใดๆที่เป็นเรา ที่เป็นตัวตน ที่เป็นสิ่งพิเศษเหนือจากธรรมดาของโลก
    ถ้าเราเห็นถึงความเข้าใจผิดอันนี้ได้...นั่นแหละคือที่สุดและคือ"คำตอบของทุกปัญหา"
    "ความคิดว่าฉันคิดเป็นเพียงความคิดชนิดหนึ่ง"
    โดยแท้จริงแล้วไม่มี"ผู้คิด"แยกเป็นตัวตนต่างหากออกมา มีเพียงวัตถุร่างกายเช่นสมองและระบบประสาทกับนามธรรมคือความคิดที่เกิดขึ้นเท่านั้น


    ****************************

    "คนตาย"คือ "มีคน"และ"มีความตาย" เมื่อ"ความตาย"มาเกิดกับ"คน"จึงมี"คนตาย"
    เมื่อไม่มี"คน" จึงเหลือแต่ "ความตาย" และแท้ที่จริงแล้ว "ความตาย"จะมีขึ้นมาได้กับเฉพาะ"สิ่งที่ต้องตาย"เท่านั้น ถ้า"สิ่งนั้นไม่ต้องตาย" สิ่งนั้นก็จะ"ไม่ต้องเจอกับความตายเลย" การเอาชนะความตายจึงไม่ใช่ไปยุ่งอยู่กับ"สิ่งที่ต้องตาย" ซึ่งเป็นเรื่องธรรมชาติธรรมดาสามัญไม่น่าสนใจอะไร แต่เป็นการเข้าถึงสิ่งที่ไม่ต้องตายต่างหาก จึงจะสามารถเอาชนะความตาย และ ไม่ต้องพบเจอกับความตาย หรือต้องมาสนใจใส่ใจเกี่ยวข้องอะไรกับความตายกันอีก
  3. ข้าศึก สนามรบ และ "สงคราม"

    ตอบ: 6 Nov 2016

    "เมื่อเห็นกิเลสตัวปัญหาบ่อยๆ นั่นคือได้เห็นข้าศึก เมื่อเห็นข้าศึก จึงรู้ว่าตรงจุดนี้คือสนามรบ เมื่อรู้ว่ามีข้าศึก มีสนามรบ จึงรู้ว่านี่คือ 'สงคราม' "
  4. ที่สุดของภาวะวิกฤติศาสนาพุทธคือคำถามที่ว่าศาสนาพุทธมีสถานะอะไรในระบบทุนนิยมสามานย์

    ตอบ: 18 Feb 2016

    ชีวิตของผู้คนในยุคนี้อยู่ในระบบเศรษฐกิจแบบ"ทุนนิยม"และในประเทศไทยรวมไปถึงหลายประเทศในภูมิภาคนี้เป็นทุนนิยมที่เรียกว่า"ทุนนิยมสามานย์"คือทุนนิยมที่ไร้ธรรมาภิบาลในการควบคุมดูแล ทุนนิยมที่ตั้งเป้าหมายเพื่อกำไรสูงสุด ลดต้นทุนต่ำสุด คุณภาพของสินค้าและบริการมีเพียงเพื่อไม่ให้ผู้บริโภคตายอย่างทันทีจนส่งผลกระทบย้อนกลับมาที่บริษัทหรือ"นายทุน"ได้ แค่นั้นเอง มองไปรอบๆตัวเรา ปัจจัย๔สำหรับการดำรงชีวิต มีลักษณะเช่นนี้ทั้งหมดตั้งแต่ อาหาร,ที่อยู่อาศัย,เครื่องนุ่งห่ม และ ยารักษาโรค ผู้คนที่มีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีหรือจะเรียกให้ง่ายว่า "รู้สึกสบาย"นั้นคือคนที่มีกำลังในการจ่ายเงินเพื่อแลกซื้อสินค้าและบริการที่ดีในราคาที่เรียกว่า"ไม่ถูก"จนถึงระดับที่เรียกว่า"แพง"ทั้งหมดทั้งสิ้น สิ่งที่ชัดเจนที่สุดคือระดับค่าแรงขั้นต่ำหรือรายได้ของผู้มีรายได้น้อยในสังคม ไม่สามารถที่จะทำให้พวกเขารู้สึก"สบาย"ได้เลย และเมื่อรู้สึก"ลำบาก"หรือ"ต้องการ"อยู่ตลอดเวลาจึงทำให้สภาพของสังคมไทยเปลี่ยนแปลงไปจากในอดีตอย่างสิ้นเชิง รอยยิ้มสยาม ความมีน้ำใจไมตรี ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ รวมถึงคุณภาพของจิตใจที่งดงาม หาได้ยากยิ่งในสังคมยุคปัจจุบันโดยเฉพาะเมืองใหญ่ๆที่มีตัวเลขทางเศรษฐกิจสูงลิ่ว

    นั่นเพราะหลักการของระบบทุนนิยมสามานย์ ตั้งอยู่บนอุดมการณ์แบบหนึ่งที่แตกต่างจากสังคมไทยในยุค"ยิ้มสยาม"ที่ตั้งอยู่บนอุดมการณ์อีกแบบหนึ่ง และประเทศอื่นๆในโลกนี้ที่ใช้ระบบทุนนิยมแต่ไม่สามานย์ก็ตั้งอยู่บนอุดมการณ์อีกแบบหนึ่งเช่นกัน

    .
    .
    .

    อุดมการณ์3กระแส และ อุดมการณ์"อริยะ"

    อุดมการณ์แห่งความโลภ
    อุดมการณ์แห่งความสมดุล
    อุดมการณ์โพธิสัตว์

    อุดมการณ์ทั้งสามเกี่ยวข้องกับโลกในรูปแบบแตกต่างกันไป แต่มีรากฐานและจุดร่วมที่เหมือนกันคือต้องเกี่ยวข้องกับโลก ส่วนอุดมการณ์สุดท้ายมีรากฐานที่ไม่เหมือนกันส่งผลให้ผู้คนที่มีอุดมการณ์แบบนี้(นักปฏิบัติธรรมทั้งหลายทั้งฆราวาสและภิกษุสงฆ์)มีแนวคิดและมีวิถีชีวิตที่ไม่เหมือนกับคนอื่นๆใน3อุดมการณ์นั้น อุดมการณ์ในแบบสุดท้ายคือ อุดมการณ์"อริยะ"


    ******************************

    ยังไม่ทราบจะเขียนอะไรต่อดี(ขณะที่เขียนนี้ง่วงมาก^^'') แต่ที่ต้องมาตั้งกระทูู้นี้เพราะผมรู้สึกว่าต้องเขียนอะไรซักอย่าง เพราะเหตุการณ์ช่วงนี้มันส่งผลกระทบรุนแรงต่อพระพุทธศาสนาโดยตรง อาจจะเป็นจังหวะเวลาที่พุทธบริษัททั้ง๔ในประเทศไทยต้องร่วมมือร่วมแรงกันทำอะไรซักอย่างเพื่อรักษาพระพุทธศาสนาของเราเอาไว้ ขอให้ช่วยกันด้วยกุศลเจตนาและด้วยกำลังความสามารถที่แต่ละคนมีกัน ในทัศนะของผมแล้ว ระบบทุนนิยมสามานย์ในปัจจุบันกำลังทำลายล้างศาสนาพุทธหรือ"บิดเบือน"ศาสนาพุทธที่แท้จริงให้กลายสภาพเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งในระบบทุน เพื่อตอบสนองมิจฉาทิฐิของพวกเขา และจะส่งผลกระทบต่อเนื่องจากคนรุ่นเราในช่วงชีวิตนี้ไปถึงคนรุ่นต่อไปในอนาคตครับ


    ขอสรุปปิดท้ายเลยละกันครับ พุทธบริษัท๔ในศาสนาพุทธต้องช่วยกันลดอำนาจหรือปรับเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจใหม่ ไม่ให้ทุนนิยมสามานย์เข้ามามีอำนาจและทำลายศาสนาพุทธได้ครับ
    ขอบคุณครับ
  5. ศาสนาพุทธเอาชนะความตายได้อย่างไร?

    ตอบ: 21 Jan 2016

    ศาสนาพุทธเอาชนะความตายได้อย่างไร?

    มนุษย์เข้าใจว่ามี"คนตาย" แต่ความเป็นจริงแล้ว "ไม่มีคน" เมื่อไม่มี"คน" ...จึงไม่มี...."คนตาย" ความคิดความเข้าใจของมนุษย์เป็นส่วนของนามธรรมที่คนทั่วไปเรียกว่า"จิตใจ"

    ความคิดว่า"ฉันคิด" เป็นเพียง "ความคิดชนิดหนึ่ง"

    ไม่มีตัวตนที่แท้จริงที่เป็นผู้คิดไม่ว่า"ร่างกายหรือสมอง"สิ่งเหล่านี้คือวัตถุธรรมดาที่คิดไม่ได้ทั้งสิ้น(ระบบประสาทมันเป็นแค่สัญญาณไฟฟ้าที่วิ่งผ่านเส้นเลือด) ร่างกายคือวัตถุที่ไม่มีเจ้าของ เราจึงสามารถปลูกถ่ายอวัยวะจากร่างกายของคนหนึ่งมายังร่างกายของอีกคนหนึ่งได้

    "จิตวิญญาณ"แบบที่เราเข้าใจว่าพอคนตายก็มีวิญญาณของคนนั้นลอยออกจากร่างไปเป็นผีบ้าง ไปเกิดใหม่บ้าง แท้ที่จริงแล้ว สิ่งเหล่านั้นเป็น"นามธรรม" ที่เรียกว่า "จิต" และ "เจตสิก" เกิดควบกับร่างใหม่ที่ตามนุษย์มองไม่เห็นในช่วงความถี่นี้

    ซึ่ง"จิต"เป็นเพียงสภาพที่ทำให้เกิดการรับรู้ขึ้น(วิญญาณ) และ "เจตสิก"คือสิ่งที่เกิดขึ้นประกอบกับความรับรู้นั้นเช่น ความรู้สึกสุข ทุกข์ เฉย(เวทนา), ความจำได้หมายรู้(สัญญา) และ การปรุงแต่งสิ่งที่เรารับรู้ที่เรียกว่าความคิด(สังขาร)

    จิต=วิญญาณ , เจตสิก= เวทนา สัญญา สังขาร

    ร่างใหม่ก็เป็นเพียง "รูปธรรม"อีกอย่างหนึ่งในมิติต่างๆ ไม่ว่าตาของมนุษย์จะมองเห็นหรือไม่ก็ตาม

    รวมความเรียกว่า ขันธ์๕ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
    โดยรูปก็คือ "รูปธรรม"(เช่นร่างกายของมนุษย์) และ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เรียกว่า "นามธรรม" (มนุษย์เรียกว่าจิตใจ)

    กระบวนการทำงานของชีวิตคือร่างกาย+จิตใจ(รูปธรรม+นามธรรม)ทำงานอย่างรวดเร็วมากจนมนุษย์ทั่วไปไม่สามารถมองเห็นกระบวนการที่เกิดขึ้นและไม่รู้ไม่เข้าใจจึงเกิดความเข้าใจผิดคิดว่ามี"ตัวตน"คือ ตัวฉัน ของฉัน ตัวตนของฉัน และ ตัวตนของคนอื่น
    ความเข้าใจที่ผิดเหล่านี้เรียกว่า"อวิชชา"

    เมื่อทำตามวิธีของพระพุทธเจ้าที่เรียกว่า"มรรค" จึงเกิดความรู้ความเข้าใจที่เรียกว่า "วิชชา"เกิดขึ้น เปรียบเหมือนแสงสว่างที่เกิดขึ้น อวิชชาคือความมืดก็หายไปโดยอัตโนมัติ

    เมื่อมีความรู้ความเข้าใจโลกและชีวิตแล้ว จึงหยุดการสร้างวงจรเกิด-ดับ ร่างกายเดิมที่เกิดขึ้นมาแล้วจากกรรมในอดีต ก็เสื่อมและแตกสลายไปตามกรรมเก่าที่ส่งผลจนหมด เมื่อส่งผลจนหมดแล้วไม่มีเหตุให้ไปสร้างร่างกายขึ้นมาใหม่ ไม่มีเหตุในการไปหยิบฉวยเอาสิ่งใดๆขึ้นมาอีก ก็พ้นไปจากวงจรเกิด-ดับ เหล่านี้

    เมื่อไม่มีการเกิดขึ้นมาใหม่อีก ก็ไม่มีการแก่ชรา ก็ไม่มีการเจ็บป่วย และก็ไม่มี"การตาย"

    ความจริงตามธรรมชาติที่พระพุทธเจ้าค้นพบเป็นแบบนี้ พระองค์เป็นเพียงผู้ค้นพบและนำมาบอกต่อ ไม่ว่าจะมีพระพุทธเจ้าหรือไม่มีพระพุทธเจ้าก็ตาม ความเป็นจริงเหล่านี้ก็ยังคงเป็นความจริงอยู่คู่กับโลก จักรวาล และ นิพพาน

รายละเอียดของฉัน

ชื่อเล่น:
ตอบ 500+
อายุ
ไม่บอกอายุ
วันเกิด
ไม่บอกวันเกิด
เพศ:
ที่อยู่:
BKK Thailand
สิ่งที่สนใจ:
อโณ นีมัตร = Anonymous

รายละเอียดวิธีติดต่อ

อีเมลล์
กดที่นี่เพื่ออีเมล์

ความเห็น

  • (10 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • 3
  • สุดท้าย »
  1. รูปภาพ

    อโณ นีมัตร ไอคอน

    29/01/2017 - 08:21 น.
    รบกับกามนี่มันคือ"สงครามสนามใหญ่" กำลังไพร่พลไม่พร้อมก็"แพ้ยับ"
    ต้องกลับมาปรับทัพกันใหม่ สะสมไพร่พลเสบียงกรังและฝึกฝนแม่ทัพนายกองกันใหม่ กำลังของสมาธิคือส่วนสำคัญอย่างยิ่งในศึกครั้งนี้
  2. รูปภาพ

    อโณ นีมัตร ไอคอน

    09/01/2017 - 10:15 น.
    อ่านย้อน2/2
  3. รูปภาพ

    อโณ นีมัตร ไอคอน

    09/01/2017 - 10:15 น.
    ให้รู้เท่าทันเห็นกิเลส เห็นปรากฏการณ์ตามความเป็นจริงอย่างถ่องแท้ กิเลสเกิดขึ้นและดับลงไปเองตามเหตุปัจจัยของมันอยู่แล้ว แค่เราไม่ไปสร้างเหตุปัจจัยใหม่ ไม่ไปอยาก ทั้งอยากยึดหรืออยากผลักไส สังเกตถึงความจริงขั้นสูงที่แฝงเร้นอยู่ในทุกสรรพสิ่งซึ่งพระพุทธเจ้าได้ทรงชี้แนะเอาไว้ดีแล้วนั่นคือ"ไตรลักษณ์"
  4. รูปภาพ

    อโณ นีมัตร ไอคอน

    09/01/2017 - 10:13 น.
    คิดแต่จะไปกำจัดอวิชชากำจัดกิเลส ก็เลยไม่ไปถึงไหน
    ในคำสอนของครูบาอาจารย์ก็มีกล่าวไว้ "เมื่อวิชชาเกิดขึ้น อวิชชาก็ถูกทำลายลงโดยอัตโนมัติ" เปรียบเหมือนเมื่อเกิดแสงสว่างขึ้นแล้วความมืดก็ถูกทำลายลงไปเอง
    ไม่ต้องไปจงใจกำจัดกิเลสกำจัดอวิชชา แต่เจริญภาวนาให้เกิด"วิชชา"รู้แจ้งเห็นจริงในธรรมทั้งปวง
  5. รูปภาพ

    อโณ นีมัตร ไอคอน

    03/12/2016 - 12:01 น.
    มนุษย์ธรรมดาเดินดินอยู่บนผิวโลก เป็นเรื่องยากมหาศาลที่จะออกไปนอกโลกได้เพราะมีแรงดึงดูดมหาศาลยึดเรากับโลกใบนี้ทางกายภาพเอาไว้
    การปฏิบัติธรรมเพื่อพ้นโลกไม่ใช่แค่ออกไปนอกโลก ไปเจอโลกใหม่ แต่เป็นการออกจากจักรวาลกันเลยทีเดียว แรงดึงดูดจึงมหาศาลยิ่งไปกว่า ต้องพึ่งพระพุทธเจ้ามาโปรดและตั้งใจปฏิบัติตามที่พระองค์สอน
  6. รูปภาพ

    อโณ นีมัตร ไอคอน

    20/11/2016 - 05:43 น.
    17/17
    อ่านย้อนจากข้างล่างขึ้นมานับถอยหลังลงไป17หัวข้อ จึงเป็นต้นเรื่อง
  7. รูปภาพ

    อโณ นีมัตร ไอคอน

    20/11/2016 - 05:41 น.
    ที่สุดแล้ว ถ้าเราเห็นถึงความเข้าใจผิดที่ว่า"การยึดถือว่ามีเรา มีตัวกูของกู มีตัวตนบางอย่าง แบ่งแยกและแตกต่างออกมาจากธรรมชาติธรรมดาของโลก" ทั้งๆที่ความจริงมันไม่มีตัวตนใดๆที่เป็นเรา ที่เป็นตัวตน ที่เป็นสิ่งพิเศษเหนือจากธรรมดาของโลก
    ถ้าเราเห็นถึงความเข้าใจผิดอันนี้ได้...นั่นแหละคือที่สุดและคือ"คำตอบของทุกปัญหา"
  8. รูปภาพ

    อโณ นีมัตร ไอคอน

    20/11/2016 - 05:37 น.
    แล้วเราจะไปสนใจอะไรกับสิ่งเหล่านี้ ที่เป็นเรื่องแสนธรรมดาของโลกและของร่างกายอีกนับพันๆล้านของมนุษย์ หรืออีกหลายล้านล้านล้านล้านของสิ่งมีชีวิตทั้งโลก ....ที่มันน่าสนใจและต้องสนใจเพราะมันเป็นร่างกายของเรา นั่นแหละมันจึงต้องสนใจและใส่ใจ
  9. รูปภาพ

    อโณ นีมัตร ไอคอน

    20/11/2016 - 05:35 น.
    แต่"ความตาย"มันเป็นปัญหา ก็เพราะมันมี"เรา"เกิดขึ้นมา
    เพราะมันมี"ตัวเรา" มี"ตัวกู" มี"ของกู" เกิดขึ้นมามันจึงเป็นปัญหาต่างหาก
    ร่างกายของมนุษย์ต้องหายใจเข้า-ออก ตลอดเวลา ต้องกินน้ำ และ กินข้าวปลาอาหารอยู่เสมอๆ ถ้าไม่มีอากาศหายใจ ไม่มีน้ำ ไม่มีข้าว ร่างกายก็ต้องป่วยและตายในที่สุด
  10. รูปภาพ

    อโณ นีมัตร ไอคอน

    20/11/2016 - 05:33 น.
    รากเหง้าของปัญหาเรื่องความตายจึงไม่ใช่"ความตาย" เพราะความตายไม่ใช่ปัญหาที่แท้จริง "ความตาย"เป็นเรื่องที่ไม่เป็นปัญหาอะไรเลยถ้าเราไม่ไปสนใจ เราไม่ไปใส่ใจกับมัน
  11. รูปภาพ

    อโณ นีมัตร ไอคอน

    20/11/2016 - 05:31 น.
    มันเป็นเพียงแค่สายลมอันแผ่วเบาของความรู้สึกนึกคิดของเราเองคนเดียว ที่ไม่ได้สั่นสะเทือนภูเขาแห่งความเป็นจริงของผู้คนร่วมโลกหรือสิ่งมีชีวิตที่ร่วมเกิดและตายกับเราเลย เพราะถ้าเราตาย คนอีกหลายพันล้านคนบนโลกใบนี้ เขาก็ไม่ได้มาสนใจหรือรู้สึกรู้สาอะไรกับเราด้วย
  12. รูปภาพ

    อโณ นีมัตร ไอคอน

    20/11/2016 - 05:28 น.
    ความเป็นจริงอันแสนธรรมดาของความตายก็คือ ทุกอย่างตายได้ คนทุกคนที่เราไม่ได้รักหรือห่วงใยเกี่ยวข้องด้วย "ตายได้"
    แต่คนที่เรารัก เราผูกพัน เราเกี่ยวข้องด้วยและมีประโยชน์กับเรา ไม่ควรจะตาย และที่สุดของที่สุด "เราเองไม่อยากตาย"
  13. รูปภาพ

    อโณ นีมัตร ไอคอน

    20/11/2016 - 05:25 น.
    เพราะถ้าเราตายแล้วได้ลงข่าวหน้าหนึ่ง คนที่ได้อ่านข่าวเราโดยที่ไม่รู้จักกับเรา ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเราเลย เขาก็รู้สึกธรรมดาสามัญจะตาย ไม่ได้เห็นว่ามันเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ หรือ สำคัญอะไรเลย!!!
  14. รูปภาพ

    อโณ นีมัตร ไอคอน

    20/11/2016 - 05:25 น.
    และที่สุดของที่สุด ถ้าเป็นเราเองที่จะต้อง"ตาย"
    ทำไมมันถึงไม่เป็นเรื่องธรรมดาสามัญอย่างที่สุด!
    ทำไมมันถึงได้ยิ่งใหญ่และ"รับไม่ได้อย่างที่สุด"!
    ทำไมมันถึงเป็น"ปัญหาสำคัญของชีวิตอย่างที่สุด"!!!
    ทำไม? ทำไม? ทำไม?
  15. รูปภาพ

    อโณ นีมัตร ไอคอน

    20/11/2016 - 05:22 น.
    แต่ถ้าเป็นญาติพี่น้องสามีภรรยาพ่อแม่หรือคนที่เกี่ยวข้องผูกพันกับเราโดยตรงต้องมาตายขึ้นมา ทำไมเราถึงไม่ได้รู้สึกธรรมดาสามัญเหมือนกับต้นไม้ใบหญ้า เนื้อสัตว์ตามตลาด หรือคนที่ตายที่ลงข่าวหน้าหนึ่ง ....เพราะอะไร?
  • (10 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • 3
  • สุดท้าย »