ลานธรรมเสวนา: อโณ นีมัตร - ประวัติ

เข้าไปดูเนื้อหา

อโณ นีมัตร - ประวัติ ข้อมูลส่วนตัว ให้คะแนนผู้ใช้ -----

คะแนนความเห็น 134 บวก 20
กลุ่ม
สมาชิกลานธรรมถาวร
ตอบกระทู้รวม
816(0.19 ต่อวัน)
ตอบมากที่สุดใน
ชีวิตกับธรรมะ (448 ตอบ)
วันที่สมัคร
01/07/2005
คนเข้าดูข้อมูล
451440
เข้าใช้ล่าสุด
ผู้ใช้ออฟไลน์ ไม่เปิดเผย
สถานะ
ออฟไลน์

คนเข้าชม

ไอคอน   อโณ นีมัตร ปิดหู ปิดตา ปิดปาก บางสถานการณ์ก็ดี บางสถานการณ์ก็ไม่ดี

กระทู้ที่ตอบ

  1. ในกระทู้จะถึงไหม

    ตอบ: 6 Nov 2016

    สเต็ปแรกล้างความเห็นผิดเรื่องตัวตน ละวางตัวกูของกูออกไปก่อนครับ คือมีความเห็นที่ถูกต้องเกี่ยวกับชีวิตและโลกใบนี้ ซึ่งจะส่งผลดีในชีวิตอย่างเห็นผลทันตาทันใจ จากการขี้โมโห ขี้หงุดหงิด จะปล่อยวางเรื่องจุกจิกต่างๆในชีวิตได้ง่ายขึ้น
    กระทบอารมณ์เล็กๆน้อยๆนี่สบายมาก สามารถมีสติกลับมาแก้ปัญหาให้มันเรียบร้อย หรือใจจะไม่ไปเก็บอารมณ์แย่ๆเหล่านั้นเอาไว้ เป็นนิสัยที่ดีมากๆและเป็นประโยชน์มากๆ

    ความสงสัยเกี่ยวกับพุทธศาสนา ความสงสัยเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรมจะหมดไป เพราะเห็นภาพรวมแล้วว่า "อะไรคืออะไร"

    พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมกับการปฏิบัติธรรมจะรู้ว่า "สิ่งนี้ควรทำ มีประโยชน์" "สิ่งนี้ไม่ควรทำ มันไร้ประโยชน์" หรือ "หลายๆสิ่งหลายๆอย่าง ทำไปเพื่ออะไร มีผลดีอะไรบ้าง" จะไม่ทำอะไรแบบงมงายและจะไม่ยึดติดกับพฤติกรรมหรือวัฒนธรรมประเพณีแบบไม่รู้เรื่อง เขาทำตามกันมาก็ทำตามๆกันไป ทำไปเพราะอะไร เพื่ออะไรก็ไม่รู้ เราจะสามารถวิเคราะห์และเห็นเหตุผลต่างๆได้

    สเต็ปต่อไปจะ"อยาก"ในกามน้อยลง คือเรื่องเพศเรื่องรูปเสียงกลิ่นรสสัมผัส กับอารมณ์ที่ยั่วยวนน่าพอใจทางกามจะไม่สามารถครอบงำเราจนทำในสิ่งที่ผิดพลาดหรือสร้างความเดือดร้อนเสียหายให้กับชีวิต เริ่มเห็นมุมมองใหม่เกี่ยวกับโลกและสิ่งต่างๆในระดับที่เหนือโลก

    สเต็ปต่อไปก็ละ"ความอยากในกามและความขัดเคืองใจ"ได้อย่างสนิท คือ จิตใจมั่นคงมากๆ ไม่ใช่แค่ไม่เสพกามทางกายหรือวาจา แต่ทางใจก็ไม่เหลือความอยากเสพกามทั้งทางภาพเสียงกลิ่นรสสัมผัส หรืออารมณ์ยั่วยวนต่างๆ เมื่อไม่ยึดถือถึงระดับนี้ การกระทบกับสิ่งที่ไม่น่าพอใจ ขัดเคืองใจก็จะไม่ไปยึดติดผลักไสเช่นเดียวกัน คือ "ไม่ยึดเอาไว้และไม่ยึดเพราะอยากผลักออกไป" จะได้สัมผัสดินแดนใหม่ โลกใหม่ มิติใหม่ อย่างเต็มตัวเต็มใจ ทั้งๆที่อยู่บนโลกใบเดิมนี่แหละ

    สเต็ปสุดท้ายอันนี้สุดยอดของสุดยอดวิชา ในดินแดนใหม่ โลกใหม่ มิติใหม่ที่จิตไปสัมผัสเข้าถึง ต้องรู้ตัวให้ได้ว่า "ยังยึดติดสภาวะอะไรอยู่บ้าง" จะโลกใหม่ มิติใหม่ อย่างไรก็ตาม ถ้าสภาวะนั้นยังแปรปรวนได้ ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ ก็ไม่สมควรไปยึดถือ ไปติดข้อง ไปพอใจอะไรอยู่ทั้งสิ้น เพราะแม้จะเห็นแต่ความสุข ความนิ่ง ความว่าง ความสงบ ความยิ่งใหญ่กว้างขวางอะไรก็ตาม ถ้ายังเกี่ยวข้องข้องแวะกับจิต มีผู้ไปเสพสัมผัสเกี่ยวข้องกับมีสิ่งที่ถูกสัมผัสเกี่ยวข้องก็ยังยุ่งอยู่ดี

    เขียนไปเท่าที่จำมานะครับ พยายามปฏิบัติธรรมให้ได้ตามแนวนี้ก็น่าจะเข้าถึงเป้าหมายของศาสนาพุทธได้ ตราบใดที่เรายังมีความรู้เรื่อง อริยสัจ๔ มีความเข้าใจและปฏิบัติได้ถูกต้องตามสัมมาอริยมรรค เราก็สามารถประสบความสำเร็จได้อย่างแน่นอน
  2. ในกระทู้ปกติท่านๆทั้งหลายปฏิบัติธรรมกันอย่างไรคะ ขอคำแนะนำ

    ตอบ: 19 Aug 2016

    สาธุกับสัมมาทิฐิคือ "ความเห็นที่ถูกต้องครับ" การปฏิบัติธรรมนี่แหละครับคือคำตอบและคือสิ่งที่มีค่ามากที่สุด
    ไม่ว่าจะอย่างไรขอให้มีความสนใจที่จะปฏิบัติธรรม แล้วค่อยๆเรียนรู้และปฏิบัติไปครับ

    ตามมาตรฐานเลยคือ
    1.ถือศีล๕ก่อน
    2.สวดมนต์เช้าและก่อนนอน ควรเข้าใจความหมายของบทสวดมนต์ด้วย หรือสวดบทแปลประกอบด้วย การสวดมนต์ทุกๆวันจะเป็นการเตือนเราให้ยังคงอยู่บนเส้นทางนี้
    3.หมั่นอ่านหนังสือธรรมะที่ดีดี เช่น "พุทธธรรม"ของหลวงพ่อประยุทธ์ ปยุตฺโต และของอาจารย์ท่านอื่นๆอีกหลายท่าน ซึ่งคงค้นคว้าได้ไม่ยาก
    4.หากรรมฐานที่เหมาะกับจริตนิสัยของเรา โดยอยู่ในขอบข่ายของ "มหาสติปัฏฐานสูตร"ซึ่งมี๔หมวด หรือเรียกกันทั่วๆไปว่า "การฝึกสติปัฏฐาน๔"
    เพราะการฝึกสติปัฏฐาน๔ครอบคลุมทั้งสมถะและวิปัสสนา เป็นวิธีปฏิบัติที่พระพุทธเจ้าสอนว่า"นี่คือทางสายเอกแห่งการบรรลุธรรม"
    ลองอ่านศึกษาและลงมือปฏิบัติตามนั้นครับ ในระดับของพระสูตรจะเป็นภาษาไทยที่แปลโดยตรงจากภาษาบาลี ซึ่งอ่านครั้งแรกอาจจะยังไม่เข้าใจละเอียดมากนัก
    แต่จากประสบการณ์ของผม ผมยืนยันว่า "พระสูตรนี้คือหลักที่สำคัญอย่างยิ่ง" ไม่ว่าจะมีคำสอนจากอาจารย์ท่านใด ก็สมควรกลับไปสอบทานกับพระสูตรอยู่เสมอ แล้วจะแก้ปัญหาต่างๆในการปฏิบัติได้ และสำหรับยุคสมัยนี้หนังสือที่ดีมากๆจากประสบการณ์ส่วนตัวเลยก็คือ "เสียดายคนตายไม่ได้อ่าน"ทั้ง๒เล่ม และ มหาสติปัฏฐานสูตร ของ อ.ดังตฤณ และ คำสอนของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ทั้งหนังสือและCD ครับ
    5.หาคอร์สปฏิบัติธรรมที่สอดคล้องกับการฝึกของเรา ใน1ปีควรเข้าคอร์สปฏิบัติธรรมอย่างน้อย1ครั้ง เพราะในคอร์สนั้นๆจะมีสิ่งแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการปฏิบัติธรรมมากๆครับ

    ขอให้ตั้งใจและ"มั่นใจ"ครับ เมืองไทยมีพระสุปฏิปันโนมากมายให้เราเห็นเป็นตัวอย่าง รวมไปถึงบุคคลที่ประสบความสำเร็จในการปฏิบัติธรรมก็มีมากมายซึ่งเป็นการยืนยันความประเสริฐของธรรมะที่พระพุทธเจ้าได้เมตตาสั่งสอนพวกเราไว้
    _/\_ สาธุครับ
  3. ในกระทู้อยากให้ลานธรรม.org สร้างสถานที่ปฎิบัติธรรมบ้าง

    ตอบ: 8 Jul 2016

    ขอแนะนำเพิ่มเติมครับ ^_^
    "พุทธมณฑล" ถ้ามีวันหยุดวันไหน หรืออยากมาสวนสาธารณะ ลองมาที่พุทธมณฑลครับ สถานที่กว้างใหญ่2500ไร่
    มีอาคารปฏิบัติธรรมหลังเก่า และ หลังใหม่ หอสมุด องค์พระ และ สถานที่อื่นๆที่เหมาะกับการพักผ่อน ออกกำลังกาย หรือปฏิบัติธรรม
    ใกล้ๆกันคือ"วัดญาณเวศกวัน"ที่หลวงพ่อประยุทธ์ ปยุตฺโต(พระพรหมคุณาภรณ์)เป็นเจ้าอาวาสครับ
  4. ในกระทู้การถือศีลหลายข้อ ทำให้ปฎิบัติธรรมขึ้น จริงเหรอ

    ตอบ: 15 Feb 2016

    การบรรลุธรรมต้องเจริญอริยมรรคมีองค์ประกอบ๘อย่าง
    ศีลข้อไหนอยู่ในอริยมรรคบ้างก็ข้อนั้นแหละครับเพียงพอต่อการบรรลุธรรมแน่นอน

    พระพุทธเจ้าตรัสสอนพระธรรมวินัย คือ มีธรรมขึ้นมาก่อน จึงมีวินัยเพื่อรองรับกับธรรมนั้น
    คนที่ตั้งใจเด็ดเดี่ยวสละทางโลกเพื่อมุ่งตรงต่อการปฏิบัติเต็มที่ ต้องมีธรรมข้อนี้ขึ้นมาก่อน แล้วจึงมีวินัยขึ้นมารองรับคือศีลสำหรับภิกษุสงฆ์ ซึ่งระยะแรกพระพุทธเจ้าไม่ได้บัญญัติมากถึง227ข้อ แต่เพราะปุถุชนที่เข้ามาบวชกระทำในสิ่งที่ไม่เหมาะสม ไม่ควรกระทำสำหรับธรรมคือการตั้งใจเข้ามาประพฤติปฏิบัติเพื่อการหลุดพ้น จึงต้องบัญญัติวินัยขึ้นมารองรับ

    แต่สำหรับคนบุญน้อยที่ไม่สามารถบวชได้ ก็ประพฤติตามหลักอริยมรรคมีองค์๘ ก็เข้าถึงธรรมะอันสูงสุดนั้นได้เช่นเดียวกัน ซึ่งการเจริญสติปัฏฐาน๔ เป็นหนทางปฏิบัติที่ยอดเยี่ยมมากเพราะได้รวมอริยมรรคมีองค์๘ไว้แล้วในหมวดของธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน
  5. ในกระทู้ลักขณูปนิชฌาน มีกี่ระดับ?

    ตอบ: 26 Jul 2015

    http://www.excelexpe...ntent.php?r=214

    http://larndham.org/...B9%83%E0%B8%99/


    จากประสบการณ์การปฏิบัติ ผมพอสรุปได้ว่า การฝึกวิปัสสนาอย่างเดียวโดยไม่ฝึกสมถะเลยไม่น่าจะมี แต่การฝึก"มหาสติปัฏฐานสูตรอย่างเดียว มีแน่นอน"

    คำว่า "วิปัสสนา" ไม่ใช่หมายถึง "สติปัฏฐาน๔ หรือ มหาสติปัฏฐานสูตร" เพราะมหาสติปัฏฐานสูตร เป็นหลักปฏิบัติที่มีครบถ้วนทั้งสมถะและวิปัสสนาในตัว เป็นคำสอนที่สมบูรณ์มาก สมกับเป็นทางสายเอกอย่างแท้จริง เมื่อเข้าใจด้วยประสบการณ์จริงจะสามารถโยงกลับไปเข้าใจคำสอนบางอย่างด้วยเช่น "การที่หลวงพ่อปราโมทย์ท่านสอนว่า การเจริญวิปัสสนาด้วยการดูกายต้องทำสมถะก่อนเพื่อให้ได้จิตผู้รู้ แล้วใช้จิตผู้รู้ตามดูกายหรือเวทนา (พวกตัณหาจริต)" เพราะในส่วนของวิปัสสนา เป็นส่วนของการเข้าไปเห็นและรู้ความจริงระดับปรมัตถ์ ซึ่งสำหรับผู้ไม่มีพื้นฐานอะไรเลยจะดูกายให้เป็นวิปัสสนา จนเกิดวิปัสสนาญาณนั้นคงเป็นเรื่องยากมาก เพราะจิตจะคุ้นเคยกับกายในสภาพตัวกูของกูมากกว่า

    แต่ในส่วนกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน(๑ใน๔ฐาน) ในสติปัฏฐาน๔ นั้น ฐานกายแบ่งออกเป็นถึง๕บรรพ ตั้งแต่ อานาปานสติ,อิริยาบถ,สัมปชัญญะ,ธาตุมนสิการ และ นวสีวถิกา การฝึกตามฐานนี้ไล่ตั้งแต่การฝึก อานาปานสติ เป็นการฝึกสมถะเป็นพื้นฐานตั้งแต่แรกและแทรกไว้ให้สังเกตความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปของลมหายใจ ของอิริยาบถ ของร่างกาย ในมุมมองต่างๆ ซึ่งผู้ฝึกไล่ไปตามลำดับย่อมมีความก้าวหน้าและดำเนินจิตอย่างถูกทางตั้งแต่ต้นจนจบ เป็นส่วนของสมถะและวิปัสสนาควบคู่กันและผสมผสานไว้อย่างลงตัว การจะมีฌานหรือไม่นั้นไม่มีระบุเอาไว้อย่างชัดเจนแต่ก็มิได้ให้กำหนดเฉพาะการดูร่างกายอย่างเดียวแต่เป็นการฝึกให้ตามรู้ตามดูถึง๕บรรพ เพื่อให้เกิดปัญญาญาณจนสามารถบรรลุธรรมได้

    ดังนั้น การฝึก"มหาสติปัฏฐาน"เพียงอย่างเดียวทำได้และเพียงพอในการบรรลุธรรม สมกับเป็นทางสายเอกอย่างแท้จริง ซึ่งในความหมายอย่างกว้างๆ บุคคลประเภทวิปัสสนายานิกนั้น ย่อมหมายถึงการฝึกสติปัฏฐาน๔จากมหาสติปัฏฐานสูตรนี่เอง ไม่ใช่การจงใจฝึกวิปัสสนาเพียงอย่างเดียวโดยไร้สมถะภาวนาแต่อย่างใด

รายละเอียดของฉัน

ชื่อเล่น:
ตอบ 500+
อายุ
ไม่บอกอายุ
วันเกิด
ไม่บอกวันเกิด
เพศ:
ที่อยู่:
BKK Thailand
สิ่งที่สนใจ:
อโณ นีมัตร = Anonymous

รายละเอียดวิธีติดต่อ

อีเมลล์
กดที่นี่เพื่ออีเมล์

ความเห็น

  • (10 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • 3
  • สุดท้าย »
  1. รูปภาพ

    อโณ นีมัตร ไอคอน

    29/01/2017 - 08:21 น.
    รบกับกามนี่มันคือ"สงครามสนามใหญ่" กำลังไพร่พลไม่พร้อมก็"แพ้ยับ"
    ต้องกลับมาปรับทัพกันใหม่ สะสมไพร่พลเสบียงกรังและฝึกฝนแม่ทัพนายกองกันใหม่ กำลังของสมาธิคือส่วนสำคัญอย่างยิ่งในศึกครั้งนี้
  2. รูปภาพ

    อโณ นีมัตร ไอคอน

    09/01/2017 - 10:15 น.
    อ่านย้อน2/2
  3. รูปภาพ

    อโณ นีมัตร ไอคอน

    09/01/2017 - 10:15 น.
    ให้รู้เท่าทันเห็นกิเลส เห็นปรากฏการณ์ตามความเป็นจริงอย่างถ่องแท้ กิเลสเกิดขึ้นและดับลงไปเองตามเหตุปัจจัยของมันอยู่แล้ว แค่เราไม่ไปสร้างเหตุปัจจัยใหม่ ไม่ไปอยาก ทั้งอยากยึดหรืออยากผลักไส สังเกตถึงความจริงขั้นสูงที่แฝงเร้นอยู่ในทุกสรรพสิ่งซึ่งพระพุทธเจ้าได้ทรงชี้แนะเอาไว้ดีแล้วนั่นคือ"ไตรลักษณ์"
  4. รูปภาพ

    อโณ นีมัตร ไอคอน

    09/01/2017 - 10:13 น.
    คิดแต่จะไปกำจัดอวิชชากำจัดกิเลส ก็เลยไม่ไปถึงไหน
    ในคำสอนของครูบาอาจารย์ก็มีกล่าวไว้ "เมื่อวิชชาเกิดขึ้น อวิชชาก็ถูกทำลายลงโดยอัตโนมัติ" เปรียบเหมือนเมื่อเกิดแสงสว่างขึ้นแล้วความมืดก็ถูกทำลายลงไปเอง
    ไม่ต้องไปจงใจกำจัดกิเลสกำจัดอวิชชา แต่เจริญภาวนาให้เกิด"วิชชา"รู้แจ้งเห็นจริงในธรรมทั้งปวง
  5. รูปภาพ

    อโณ นีมัตร ไอคอน

    03/12/2016 - 12:01 น.
    มนุษย์ธรรมดาเดินดินอยู่บนผิวโลก เป็นเรื่องยากมหาศาลที่จะออกไปนอกโลกได้เพราะมีแรงดึงดูดมหาศาลยึดเรากับโลกใบนี้ทางกายภาพเอาไว้
    การปฏิบัติธรรมเพื่อพ้นโลกไม่ใช่แค่ออกไปนอกโลก ไปเจอโลกใหม่ แต่เป็นการออกจากจักรวาลกันเลยทีเดียว แรงดึงดูดจึงมหาศาลยิ่งไปกว่า ต้องพึ่งพระพุทธเจ้ามาโปรดและตั้งใจปฏิบัติตามที่พระองค์สอน
  6. รูปภาพ

    อโณ นีมัตร ไอคอน

    20/11/2016 - 05:43 น.
    17/17
    อ่านย้อนจากข้างล่างขึ้นมานับถอยหลังลงไป17หัวข้อ จึงเป็นต้นเรื่อง
  7. รูปภาพ

    อโณ นีมัตร ไอคอน

    20/11/2016 - 05:41 น.
    ที่สุดแล้ว ถ้าเราเห็นถึงความเข้าใจผิดที่ว่า"การยึดถือว่ามีเรา มีตัวกูของกู มีตัวตนบางอย่าง แบ่งแยกและแตกต่างออกมาจากธรรมชาติธรรมดาของโลก" ทั้งๆที่ความจริงมันไม่มีตัวตนใดๆที่เป็นเรา ที่เป็นตัวตน ที่เป็นสิ่งพิเศษเหนือจากธรรมดาของโลก
    ถ้าเราเห็นถึงความเข้าใจผิดอันนี้ได้...นั่นแหละคือที่สุดและคือ"คำตอบของทุกปัญหา"
  8. รูปภาพ

    อโณ นีมัตร ไอคอน

    20/11/2016 - 05:37 น.
    แล้วเราจะไปสนใจอะไรกับสิ่งเหล่านี้ ที่เป็นเรื่องแสนธรรมดาของโลกและของร่างกายอีกนับพันๆล้านของมนุษย์ หรืออีกหลายล้านล้านล้านล้านของสิ่งมีชีวิตทั้งโลก ....ที่มันน่าสนใจและต้องสนใจเพราะมันเป็นร่างกายของเรา นั่นแหละมันจึงต้องสนใจและใส่ใจ
  9. รูปภาพ

    อโณ นีมัตร ไอคอน

    20/11/2016 - 05:35 น.
    แต่"ความตาย"มันเป็นปัญหา ก็เพราะมันมี"เรา"เกิดขึ้นมา
    เพราะมันมี"ตัวเรา" มี"ตัวกู" มี"ของกู" เกิดขึ้นมามันจึงเป็นปัญหาต่างหาก
    ร่างกายของมนุษย์ต้องหายใจเข้า-ออก ตลอดเวลา ต้องกินน้ำ และ กินข้าวปลาอาหารอยู่เสมอๆ ถ้าไม่มีอากาศหายใจ ไม่มีน้ำ ไม่มีข้าว ร่างกายก็ต้องป่วยและตายในที่สุด
  10. รูปภาพ

    อโณ นีมัตร ไอคอน

    20/11/2016 - 05:33 น.
    รากเหง้าของปัญหาเรื่องความตายจึงไม่ใช่"ความตาย" เพราะความตายไม่ใช่ปัญหาที่แท้จริง "ความตาย"เป็นเรื่องที่ไม่เป็นปัญหาอะไรเลยถ้าเราไม่ไปสนใจ เราไม่ไปใส่ใจกับมัน
  11. รูปภาพ

    อโณ นีมัตร ไอคอน

    20/11/2016 - 05:31 น.
    มันเป็นเพียงแค่สายลมอันแผ่วเบาของความรู้สึกนึกคิดของเราเองคนเดียว ที่ไม่ได้สั่นสะเทือนภูเขาแห่งความเป็นจริงของผู้คนร่วมโลกหรือสิ่งมีชีวิตที่ร่วมเกิดและตายกับเราเลย เพราะถ้าเราตาย คนอีกหลายพันล้านคนบนโลกใบนี้ เขาก็ไม่ได้มาสนใจหรือรู้สึกรู้สาอะไรกับเราด้วย
  12. รูปภาพ

    อโณ นีมัตร ไอคอน

    20/11/2016 - 05:28 น.
    ความเป็นจริงอันแสนธรรมดาของความตายก็คือ ทุกอย่างตายได้ คนทุกคนที่เราไม่ได้รักหรือห่วงใยเกี่ยวข้องด้วย "ตายได้"
    แต่คนที่เรารัก เราผูกพัน เราเกี่ยวข้องด้วยและมีประโยชน์กับเรา ไม่ควรจะตาย และที่สุดของที่สุด "เราเองไม่อยากตาย"
  13. รูปภาพ

    อโณ นีมัตร ไอคอน

    20/11/2016 - 05:25 น.
    เพราะถ้าเราตายแล้วได้ลงข่าวหน้าหนึ่ง คนที่ได้อ่านข่าวเราโดยที่ไม่รู้จักกับเรา ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเราเลย เขาก็รู้สึกธรรมดาสามัญจะตาย ไม่ได้เห็นว่ามันเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ หรือ สำคัญอะไรเลย!!!
  14. รูปภาพ

    อโณ นีมัตร ไอคอน

    20/11/2016 - 05:25 น.
    และที่สุดของที่สุด ถ้าเป็นเราเองที่จะต้อง"ตาย"
    ทำไมมันถึงไม่เป็นเรื่องธรรมดาสามัญอย่างที่สุด!
    ทำไมมันถึงได้ยิ่งใหญ่และ"รับไม่ได้อย่างที่สุด"!
    ทำไมมันถึงเป็น"ปัญหาสำคัญของชีวิตอย่างที่สุด"!!!
    ทำไม? ทำไม? ทำไม?
  15. รูปภาพ

    อโณ นีมัตร ไอคอน

    20/11/2016 - 05:22 น.
    แต่ถ้าเป็นญาติพี่น้องสามีภรรยาพ่อแม่หรือคนที่เกี่ยวข้องผูกพันกับเราโดยตรงต้องมาตายขึ้นมา ทำไมเราถึงไม่ได้รู้สึกธรรมดาสามัญเหมือนกับต้นไม้ใบหญ้า เนื้อสัตว์ตามตลาด หรือคนที่ตายที่ลงข่าวหน้าหนึ่ง ....เพราะอะไร?
  • (10 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • 3
  • สุดท้าย »