ลานธรรมเสวนา: ngodngam - ประวัติ

เข้าไปดูเนื้อหา

ngodngam - ประวัติ ข้อมูลส่วนตัว ให้คะแนนผู้ใช้ *****

คะแนนความเห็น 1565 บวก 20
กลุ่ม
สมาชิกลานธรรมถาวร
ตอบกระทู้รวม
2359(0.84 ต่อวัน)
ตอบมากที่สุดใน
ชีวิตกับธรรมะ (1491 ตอบ)
วันที่สมัคร
21/10/2009
คนเข้าดูข้อมูล
378809
เข้าใช้ล่าสุด
ผู้ใช้ออฟไลน์ เมื่อวาน, 00:29 น.
สถานะ
ออฟไลน์
ไอคอน   ngodngam ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ เราขอเตือนพวกเธอทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา พวกเธอทั้งหลายจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด. นี้เป็นพระปัจฉิมวาจาของพระตถาคต.

กระทู้ที่ตั้ง

  1. เล่าเรื่องขำ ๆ

    ตอบ: 10 May 2017

    คุณอโศกะกล่าวใน คห ๑ ของกระทู้ชื่อ "มาคุยกันตรงนี้ครับ คุณอโศก" และในคห ๑๕๘ ของกระทู้ "สังขาร เกิดจาก ตัณหา" ว่า

    แสดงข้อความที่โพสต์อโศกะ [ 11/03/2017 - 20:48 ]

    แต่ผมเชิญชวนให้ทุกท่านสังเกตว่า มันมีอะไรที่ลึกลงไปในตัณหา

    สำหรับคุณชาดีแล้ว การที่คุณอโศกะพูดอย่างนี้ มันเป็นเรื่องร้ายแรงมากนะครับ
    โดยใน คห ๑๕๙ ของกระทู้ "สังขาร เกิดจาก ตัณหา" นั้น คุณชาดีจัดให้คุณอโศกะว่า ไม่รักษาอริยสัจ แต่กลับทำลายอริยสัจ (โอ้โห แรงนะครับเนี่ย)

    แสดงข้อความที่โพสต์shadee [ 04/05/2017 - 22:59 ]

    ไม่ต้องสงสัยว่ามีอะไรลึกกว่าตัณหา เพราะทั้งหมดคือตัณหา 3 ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ครับ อริยสัจ4 เป็นธรรมสูงสุดแล้วครับ ถ้าไม่รักษาปฏิบัติ ก็อย่าทำลายครับ

    หลังจากนั้น ก็ตามจัดให้อย่างต่อเนื่อง โดยใน คห ๑๖๐ ของกระทู้ "สังขาร เกิดจาก ตัณหา" คุณชาดีจัดให้คุณอโศกะว่าดูถูกพระพุทธเจ้า เป็นบาปอย่างยิ่ง ทำลายการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า (โอ้โห แต่ละข้อเนี่ย หนัก ๆ ทั้งนั้น)

    แสดงข้อความที่โพสต์shadee [ 04/05/2017 - 23:07 ]

    พระพุทธเจ้าตรัสรู้อริยสัจ4 ตัณหาคือเหตุแห่งทุกข์ พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว เป็นธรรมสูงสุดแล้ว คุณอโศกอย่าบิดเบือน และอย่าดูถูกพระพุทธเจ้าว่า คุณรู้ว่ามีอะไรลึกกว่าตัณหาที่พระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสรู้
    การกระทำของคุณอโศกเป็นบาปอย่างยิ่ง เพราะเป็นการทำลายการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า โดยยกตนเหนือกว่าเพราะเห็นลึกกว่า

    แต่หลังจากนั้น พอมาวันที่ ๙ พ.ค. ในกระทู้ "วิจิกิจฉาสังโยชน์" ใน คห ๕๙ คุณชาดีเองกลับบอกว่า

    แสดงข้อความที่โพสต์shadee [ 09/05/2017 - 20:43 ]

    ความเห็นผิด เป็นสังขาร เกิดจากตัณหา ที่ปุถุชนเสวยอารมณ์จาก อวิชาสัมผัส
    สัมผัสประกอบด้วย ตา รูป และ วิญญาณทางตา เมื่อเสวยอารมณ์เวทนาแล้วจึงเกิดตัณหา

    อ่านแล้ว ขำก๊ากเลย :10:

    นี่มันไม่ใช่เรื่องปัญหาของการถกเถียงข้อธรรมแล้วล่ะ
    นี่มันแค้นฝั่งหุ่นแล้วเนี่ย พวกท่านไปทำอะไรกันมาหรือครับ :10:
  2. ทุกขสมุทยอริยสัจ คือ ตัณหา

    ตอบ: 8 May 2017

    (ข้อควรทราบ ในกระทู้นี้ผมจะยกเนื้อหาพระสูตรมาเพียงบางส่วนสั้น ๆ เพื่อความสะดวกในการอ่านของท่านผู้อ่านนะครับ แต่ว่าก็จะให้ลิ้งค์พระสูตรไว้ด้วย โดยท่านผู้อ่านที่สนใจสามารถจะไปอ่านพระสูตรเต็มได้ครับ)

    กระทู้นี้สืบเนื่องมาจาก คห ๑๖๖ ของผมในกระทู้ "สังขาร เกิดจาก ตัณหา" ซึ่งผมได้แจ้งว่าผมจะเปิดกระทู้ใหม่แล้วอธิบายรวดเดียวในกระทู้ใหม่
    http://larndham.org/...2/page__st__160
    ซึ่งผมก็จะขออธิบายไล่เรียงตามลำดับ ดังต่อไปนี้

    ๑. ทุกขสมุทยอริยสัจ คือ ตัณหา ได้แก่ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา

    ต้องเรียนว่าในช่วงเดือนกว่าที่ผ่านมา ผมโดนกล่าวตู่ไม่น้อยนะครับ ทั้งบอกว่าไม่เชื่อคำสอนพระพุทธเจ้าบ้างล่ะ ต้องการทำลายคำสอนของพระพุทธเจ้าบ้างล่ะ (อ่านแล้วงงเลย นี่เราเป็นสมาชิกลานธรรมมาตั้งนาน แจกหนังสือธรรมะก็เยอะ แต่เขาบอกว่าเราไม่เชื่อคำสอนพระพุทธเจ้า แล้วก็ต้องการทำลายคำสอนที่พระพุทธเจ้า แล้วเรามาเสียเวลาทำอะไรล่ะเนี่ย ไปนอนดีกว่ามั้ง :08: ) ดังนั้นแล้ว ผมก็จำเป็นต้องขอเสียเวลาไล่เรียงหลายประเด็นหน่อยนะครับ (ทั้งที่จริง ๆ แล้วมันควรจะจบได้เพียงการคุยกันสั้น ๆ)

    ๑.๑ ตถาคตสูตรที่ ๑ (พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๙ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๑ สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค)

    อ้างอิง

    [๑๖๖๕] ... ก็ทุกขสมุทยอริยสัจนี้แล คือ ตัณหาอันทำให้มีภพใหม่ ประกอบด้วยความกำหนัดด้วยอำนาจความพอใจ ความเพลิดเพลินยิ่งนักในอารมณ์นั้นๆ ได้แก่ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา
    http://www.84000.org...104&pagebreak=0

    ๑.๒ ขันธสูตร (พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๙ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๑ สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค)

    อ้างอิง

    [๑๖๘๐] ก็ทุกขสมุทยอริยสัจเป็นไฉน? ตัณหาอันทำให้มีภพใหม่ ประกอบด้วยความกำหนัดด้วยอำนาจความพอใจ เพลิดเพลินยิ่งนักในอารมณ์นั้นๆ ได้แก่กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา นี้เรียกว่า ทุกขสมุทยอริยสัจ.
    http://www.84000.org...139&pagebreak=0

    ๑.๓ อายตนสูตร (พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๙ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๑ สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค)

    อ้างอิง

    [๑๖๘๖] ก็ทุกขสมุทยอริยสัจเป็นไฉน? ตัณหาอันทำให้มีภพใหม่ ประกอบด้วยความกำหนัดด้วยอำนาจความพอใจ เพลิดเพลินยิ่งนักในอารมณ์นั้นๆ ได้แก่กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา นี้เรียกว่า ทุกขสมุทยอริยสัจ.
    http://www.84000.org...157&pagebreak=0

    ดังนั้นแล้ว ประเด็นแรกที่ว่า ทุกขสมุทยอริยสัจ คือ ตัณหา ได้แก่ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา นี้ไม่มีอะไรต้องโต้เถียงกันนะครับ

    อนึ่ง กระทั่งใน คห ๑ ของคุณอโศกะในกระทู้ชื่อ "มาคุยกันตรงนี้ครับ คุณอโศก" เองก็บอกว่า

    แสดงข้อความที่โพสต์อโศกะ [ 11/03/2017 - 20:48 ]

    ผมบอกไว้แต่แรกแล้วว่าผมเชื่อพระพุทธเจ้าที่ตรัสว่าสมุทัยคือ ตัณหา

    ฉะนั้นแล้ว ไม่มีใครเห็นแย้งกันในประเด็นแรกนี้นะครับ

    ๒. วิธีการปฏิบัติธรรมเพื่อละตัณหา

    ในประเด็นนี้เริ่มจะเป็นทางแยกแล้วนะครับ แต่เนื้อหาในส่วนนี้เยอะมาก ผมจะขอแยกไปอธิบายในกระทู้ชื่อ "วิธีการปฏิบัติธรรมเพื่อละตัณหา" ตามลิ้งค์นี้ครับ
    http://larndham.org/...47&#entry817647
    ซึ่งถ้าจะให้สรุปโดยย่อคือ วิธีการปฏิบัติธรรมนั้นไม่ใช่ว่าเราไปละตัณหาตรง ๆ แต่พระพุทธองค์ได้สอนไว้หลากหลายพระสูตร เช่น เรื่องอริยมรรคมีองค์ ๘ ไตรสิกขา สติปัฏฐาน ๔ เป็นต้น

    ๓. อะไรเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหา

    ตรงนี้เป็นประเด็นใหญ่ที่แย้งกันครับ เช่น คห ๑ ของคุณอโศกะในกระทู้ชื่อ "มาคุยกันตรงนี้ครับ คุณอโศก" กล่าว (และกล่าวย้ำอีกใน คห ๑๕๘ ของกระทู้ "สังขาร เกิดจาก ตัณหา") ว่า

    แสดงข้อความที่โพสต์อโศกะ [ 11/03/2017 - 20:48 ]

    แต่ผมเชิญชวนให้ทุกท่านสังเกตว่า มันมีอะไรที่ลึกลงไปในตัณหา

    ในฝ่ายของคุณชาดีนั้น คห ๑๕๙ ของคุณชาดีกล่าวว่า

    แสดงข้อความที่โพสต์shadee [ 04/05/2017 - 22:59 ]

    ไม่ต้องสงสัยว่ามีอะไรลึกกว่าตัณหา เพราะทั้งหมดคือตัณหา 3 ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ครับ อริยสัจ4 เป็นธรรมสูงสุดแล้วครับ ถ้าไม่รักษาปฏิบัติ ก็อย่าทำลายครับ

    และคุณชาดีได้กล่าวย้ำอีกใน คห ๑๖๐ ว่า

    แสดงข้อความที่โพสต์shadee [ 04/05/2017 - 23:07 ]

    พระพุทธเจ้าตรัสรู้อริยสัจ4 ตัณหาคือเหตุแห่งทุกข์ พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว เป็นธรรมสูงสุดแล้ว คุณอโศกอย่าบิดเบือน และอย่าดูถูกพระพุทธเจ้าว่า คุณรู้ว่ามีอะไรลึกกว่าตัณหาที่พระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสรู้
    การกระทำของคุณอโศกเป็นบาปอย่างยิ่ง เพราะเป็นการทำลายการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า โดยยกตนเหนือกว่าเพราะเห็นลึกกว่า

    ผมขออนุญาตให้ความเห็นก่อนนะครับว่า เราไม่โต้แย้งนะครับว่า ตัณหาคือทุกขสมุทยอริยสัจ ตามที่ผมได้ยกพระสูตรมาอ้างแล้วในข้อ ๑.๑ - ๑.๓ ข้างต้น แต่การที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า "ทุกขสมุทยอริยสัจ คือ ตัณหา" นี้ เราไม่พึงไปเข้าใจเอาเอง หรือตีความเอาเองว่า "ตัณหา" คือตัวเหตุเริ่มแรกที่สุด (มูลการณ์ หรือThe First Cause) นะครับ เพราะหากเราพิจารณาพระธรรมคำสอนในเรื่องปฏิจสมุปบาทแล้ว จะเห็นได้ว่า "ตัณหา" เองไม่ได้เกิดขึ้นมาเองลอย ๆ โดยไม่มีเหตุปัจจัย แต่ว่า "ตัณหา" ก็เกิดขึ้นมาเพราะมีเหตุปัจจัย แม้ "อวิชชา" เองก็ตาม ก็ไม่ได้เกิดขึ้นมาโดยไม่มีเหตุปัจจัย

    ในรายละเอียดนั้นขอให้อ่านเพิ่มเติมจากกระทู้ชื่อ "เหตุและปัจจัย กับปฏิจจสมุปบาท"
    http://larndham.org/..._0&#entry817640

    โดยหากพิจารณา คห ๑๒ และ ๑๗ ในกระทู้ชื่อ "เหตุและปัจจัย กับปฏิจจสมุปบาท" ที่อ้างข้างต้นนะครับ ผมได้อ้างอิงหนังสือ พุทธธรรม ฉบับปรับขยาย โดย สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) ไว้โดยท่านได้อธิบายว่า

    อ้างอิง

    ในหลักที่แสดงเต็มรูปอย่างในที่นี้ องค์ประกอบทั้งหมดมีจำนวน ๑๒ หัวข้อ องค์ประกอบเหล่านี้ เป็นปัจจัยเนื่องอาศัยสืบต่อกันไปเป็นรูปวงเวียน ไม่มีต้น ไม่มีปลาย คือไม่มีตัวเหตุเริ่มแรกที่สุด (มูลการณ์ หรือThe First Cause) การยกเอาอวิชชาตั้งเป็นข้อที่หนึ่ง ไม่ได้หมายความว่า อวิชชาเป็นเหตุเบื้องแรก หรือเป็นมูลการณ์ของสิ่งทั้งหลาย แต่เป็นการตั้งหัวข้อเพื่อความสะดวกในการทำความเข้าใจ โดยตัดตอนยกเอาองค์ประกอบอันใดอันหนึ่ง ที่เห็นว่าเหมาะสมที่สุด ขึ้นมาตั้งเป็นลำดับที่ ๑ แล้วก็นับต่อไปตามลำดับ บางคราวท่านป้องกันมิให้มีการยึดเอาอวิชชาเป็นมูลการณ์ โดยแสดงความเกิดของอวิชชาว่า “อวิชชาเกิด เพราะอาสวะเกิด อวิชชาดับ เพราะอาสวะดับ

    ดังนั้นแล้ว หากคุณชาดีมีความเห็นว่า "ตัณหา" เป็นตัวเหตุเริ่มแรกที่สุด (มูลการณ์ หรือThe First Cause) เกิดขึ้นมาเองได้โดยไม่มีเหตุปัจจัยนะครับ ผมเห็นว่าเป็นการเข้าใจพระสูตรที่คลาดเคลื่อน และไม่ตรงกับพระธรรมคำสอนครับ ดังนั้นแล้ว การที่ท่านอื่น ๆ จะนำหลักปฏิจจสมุปบาทมาอธิบายว่า "ตัณหา" เกิดมาจากเหตุปัจจัยอื่นนั้น (หรือถามว่ามีอะไรที่ลึกกว่าตัณหาหรือไม่ก็ตาม) ไม่ใช่การแย้งพระธรรมคำสอนเรื่องตัณหาคือทุกขสมุทยอริยสัจครับ

    ขอยกตัวอย่างนะครับ สมมุติบอกว่า ผมเกิดจากพ่อแม่ผมนะครับ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าพ่อแม่ผมเป็นตัวเหตุเริ่มแรกที่สุด (มูลการณ์ หรือ The First Cause) เพราะก็มีปู่ย่าตายายไล่เรียงเรื่อยไปได้ ฉะนั้นแล้ว การที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า ตัณหาคือทุกขสมุทยอริยสัจ มันก็เป็นจริงตามนั้น แต่ไม่ได้จะแปลว่า "ตัณหา" คือตัวมูลการณ์และเกิดขึ้นมาเองลอย ๆ โดยไม่มีเหตุปัจจัย

    การที่บอกว่าตัวใดตัวหนึ่งเป็น "สมุทัย" แล้วไม่ได้แปลว่าตัวนั้นเป็นตัวเหตุเริ่มแรกที่สุด (มูลการณ์ หรือ The First Cause) นี้ ผมขอยกตัวอย่างเช่นใน "มหาตัณหาสังขยสูตร"
    (พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๔ มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์) กล่าวว่า

    อ้างอิง

    ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ตัณหานี้ มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นสมุทัย มีอะไรเป็นชาติ มีอะไรเป็นแดนเกิด?
    ตัณหา มีเวทนาเป็นเหตุ มีเวทนาเป็นสมุทัย มีเวทนาเป็นชาติ มีเวทนาเป็นแดนเกิด.
    ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เวทนานี้ มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นสมุทัย มีอะไรเป็นชาติ มีอะไรเป็นแดนเกิด?
    เวทนามีผัสสะเป็นเหตุ มีผัสสะเป็นสมุทัย มีผัสสะเป็นชาติ มีผัสสะเป็น แดนเกิด.
    ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ผัสสะนี้ มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นสมุทัย มีอะไรเป็นชาติ มีอะไรเป็นแดนเกิด?
    ผัสสะ มีสฬายตนะเป็นเหตุ มีสฬายตนะเป็นสมุทัย มีสฬายตนะเป็นชาติ มีสฬายตนะเป็นแดนเกิด.
    ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สฬายตนะนี้มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นสมุทัย มีอะไรเป็นชาติ มีอะไรเป็นแดนเกิด?
    สฬายตนะมีนามรูปเป็นเหตุ มีนามรูปเป็นสมุทัย มีนาม รูปเป็นชาติ มีนามรูปเป็นแดนเกิด.
    ดูกรภิกษุทั้งหลาย นามรูปนี้มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นสมุทัย มีอะไรเป็นชาติ มีอะไรเป็นแดนเกิด?
    นามรูป มีวิญญาณเป็นเหตุ มีวิญญาณเป็นสมุทัย มีวิญญาณเป็นชาติ มีวิญญาณเป็นแดนเกิด.
    ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็วิญญาณนี้ มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นสมุทัย มีอะไรเป็นชาติ มีอะไรเป็นแดนเกิด?
    วิญญาณ มีสังขารเป็นเหตุ มีสังขารเป็นสมุทัย มีสังขารเป็นชาติ มีสังขารเป็นแดนเกิด.
    ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สังขารทั้งหลายนี้ มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นสมุทัย มีอะไรเป็นชาติ มีอะไรเป็นแดนเกิด?
    สังขารทั้งหลาย มีอวิชชาเป็นเหตุ มีอวิชชาเป็นสมุทัย มีอวิชชาเป็นชาติ มีอวิชชาเป็นแดนเกิด.

    http://84000.org/tip...506&pagebreak=0

    จะสังเกตได้นะครับว่าใน "มหาตัณหาสังขยสูตร" นี้มี "สมุทย" ซ้อนกันอยู่หลายตัวได้
    ดังนั้นลำพังคำว่า "สมุทัย" นั้นไม่ได้แปลว่าเป็น ตัวเหตุเริ่มแรกที่สุด (มูลการณ์ หรือThe First Cause) ของทุกสิ่งทุกอย่างนะครับ
    แต่ตัวสมุทัยตัวนั้น ๆ ก็ย่อมจะมีเหตุปัจจัยอื่นที่ทำให้มันมีขึ้นมาด้วย

    ทั้งนี้ ผมไม่ได้ยืนยันหรือปฏิเสธว่าคำอธิบายของคุณอโศกะในเรื่องอื่น ๆ นั้นถูกต้องหรือไม่นะครับ เพราะว่าผมไม่ได้ตามอ่านทั้งหมดทุก คห (ส่วนหนึ่งเพราะเห็นว่าคุณกบฯ สนทนาอยู่ด้วยเป็นที่บันเทิงอยู่แล้ว อีกส่วนหนึ่งก็คือแค่ตอบคุณชาดีท่านเดียว ก็ต้องใช้เวลาและพลังงานมากแล้ว และเหตุผลสำคัญคือมันกระทบคนจำนวนน้อยกว่าด้วย) แต่ผมเพียงแค่บอกว่าการที่คุณอโศกะจะอธิบายว่า "ตัณหา" ก็เกิดจากเหตุปัจจัยอื่น ๆ และไม่ได้เป็นตัวมูลการณ์นั้น ผมเห็นด้วยว่าสอดคล้องกับคำสอนของพระพุทธเจ้า ในขณะที่หากคุณชาดีหรือท่านใดจะบอกว่า "ตัณหา" เป็นมูลการณ์ เป็นตัวแรกสุด และเกิดขึ้นมาเองลอย ๆ โดยไม่มีเหตุปัจจัย ผมเห็นว่าความเห็นดังกล่าวเป็นการเข้าใจผิดและไม่ตรงกับคำสอนของพระพุทธเจ้าครับ

    (ขอยกไปอธิบายต่อใน คห ๑)
  3. วิธีการปฏิบัติธรรมเพื่อละตัณหา

    ตอบ: 8 May 2017

    กระทู้นี้เป็นกระทู้เนื้อหาแยกมาจากกระทู้ชื่อ "ทุกขสมุทยอริยสัจ คือ ตัณหา" ตัณหานะครับ
    http://larndham.org/...B8%AB%E0%B8%B2/
    ซึ่งผมก็จะไม่กล่าวเนื้อหาในรายละเอียดหรืออ้างอิงพระสูตรให้ซ้ำซ้อนในประเด็นที่ได้กล่าวไว้แล้วในกระทู้ "ทุกขสมุทยอริยสัจ คือ ตัณหา" ครับ


    ๑. กิจในอริยสัจ ๔

    ใน "ตถาคตสูตรที่ ๑" (พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๙ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๑ สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค) ได้กล่าวว่า

    อ้างอิง

    [๑๖๖๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแก่เรา
    ในธรรมที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า นี้ทุกขอริยสัจ ฯลฯ ทุกขอริยสัจนั้นควรกำหนดรู้ ฯลฯ
    ทุกขอริยสัจนั้นเรากำหนดรู้แล้ว.


    [๑๖๖๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแก่เรา
    ในธรรมที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า นี้ทุกขสมุทยอริยสัจ ฯลฯ ทุกขสมุทยอริยสัจนั้นควรละ ฯลฯ
    ทุกขสมุทัยอริยสัจนั้นเราละแล้ว.


    [๑๖๖๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแก่เรา
    ในธรรมที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า นี้ทุกขนิโรธอริยสัจ ฯลฯ ทุกขนิโรธอริยสัจนั้นควรกระทำให้
    แจ้ง. ฯลฯ ทุกขนิโรธอริยสัจนั้นเรากระทำให้แจ้งแล้ว


    [๑๖๖๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแก่เรา
    ในธรรมที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ ฯลฯ ทุกขนิโรธคามินี
    ปฏิปทาอริยสัจนั้นควรเจริญ จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา
    ในธรรมที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจนั้นเราเจริญแล้ว.


    http://www.84000.org...104&pagebreak=0

    ในเรื่องกิจของอริยสัจนี้ เราเข้าใจตรงกันและคงไม่มีใครแย้งนะครับว่า
    ทุกข์ควรกำหนดรู้ สมุทัยควรละ นิโรธควรทำให้แจ้ง และมรรคควรทำให้เจริญ

    ในเมื่อ "ทุกขสมุทยอริยสัจ" คือตัณหา
    โดยในรายละเอียดขอให้พิจารณาจากกระทู้ชื่อ "ทุกขสมุทยอริยสัจ คือ ตัณหา"
    http://larndham.org/...B8%AB%E0%B8%B2/
    ดังนั้นแล้ว เราก็ควรจะต้องละตัณหา โดยในเรื่องของการละตัณหานี้ ใน "ตัณหาสูตร" (พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๔ อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต) ก็กล่าวสอดคล้องกันว่า "ควรละ" นะครับ

    อ้างอิง

    [๓๗๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัณหา ๓ และมานะ ๓ ควรละ
    ตัณหา ๓ เป็นไฉน คือ กามตัณหา ๑ ภวตัณหา ๑ วิภวตัณหา ๑ ตัณหา ๓ นี้ควรละ
    มานะ ๓ เป็นไฉน คือ ความถือตัวว่าเสมอเขา ๑ ความถือตัวว่าเลวกว่าเขา ๑ ความถือตัวว่า ดีกว่าเขา ๑ มานะ ๓ นี้ควรละ
    ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อใดแล ตัณหา ๓ และมานะ ๓ นี้ย่อมเป็นธรรมชาติอันภิกษุละได้แล้ว
    เมื่อนั้น ภิกษุนี้เรากล่าวว่า ได้ตัดตัณหาขาดแล้ว คลายสังโยชน์ได้แล้ว ได้กระทำที่สุดทุกข์เพราะละมานะได้โดยชอบ ฯ

    http://www.84000.org...469&pagebreak=0

    ๒. เราจะละตัณหาได้อย่างไร?

    ปัญหาต่อมาที่สำคัญคือเราจะละตัณหาได้อย่างไร?
    ซึ่งหากเราพิจารณาใน "ตถาคตสูตรที่ ๑" (พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๙ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๑ สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค)
    (ที่อ้างอิงแล้วในข้อ ๑ ข้างต้น) ในย่อหน้า [๑๖๖๖] ถึง [๑๖๖๙] จะเห็นว่ามีถ้อยคำขึ้นต้นที่เหมือนกันคือว่า
    "ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแก่เรา"

    ดังนั้นแล้ว วิธีการนั้นไม่ใช่ว่าเราจะไปละตัณหาตรง ๆ หรือไม่ใช่ว่าพอตัณหาเกิดขึ้นแล้ว เราก็ปัดทิ้ง เพื่อละตัณหา
    ถ้า "ตัณหา" มันสามารถปัดทิ้งละทิ้งได้ง่ายปานนั้นแล้ว บรรดาฤาษีในสมัยก่อนพุทธกาลก็บรรลุธรรมกันได้หมดแล้วครับ
    ไม่ต้องรอให้มีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ก็ได้ เพราะเพียงแค่ตัณหาเกิดแล้วก็ปัดทิ้ง ก็บรรลุธรรมได้

    ในประเด็นเรื่องการปัดทิ้งนี้ ผมได้อธิบายไปสมควรแล้วในกระทู้ "สงสัยคำสอนที่ว่าให้ฝึกดับอารมณ์เร็วดุจกระพริบตาครับ" (จึงแนะนำให้ท่านที่สนใจลองไปอ่านรายละเอียดในกระทู้ดังกล่าว)
    http://larndham.org/...B8%AD%E0%B8%B2/

    แต่วิธีการตามพระธรรมคำสอน คือเราจะต้องสร้าง "จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง" ให้เกิดขึ้น

    ถามต่อไปว่าแล้วทำอย่างไร จึงจะสร้าง "จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง" ให้เกิดขึ้นได้ :95:
    ผมขอตอบว่า อริยมรรคมีองค์ ๘ ครับ ดังเช่นที่ได้กล่าวใน "ตถาคตสูตรที่ ๑" ในย่อหน้า [๑๖๖๖]

    อ้างอิง

    อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ นี้แหละ ซึ่งได้แก่ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ
    วาจาชอบ การงานชอบ เลี้ยงชีพชอบ เพียรชอบ ระลึกชอบ ตั้งใจชอบ
    ข้อปฏิบัติอันเป็นสายกลางนี้แล อันตถาคตได้ตรัสรู้แล้ว กระทำจักษุ กระทำญาณ ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน.

    http://www.84000.org...104&pagebreak=0

    หรือใน "มหาปรินพพานสูตร" ย่อหน้า [๑๓๘] พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสว่า

    อ้างอิง

    พระภาคได้ตรัสว่า ดูกรสุภัททะ ในธรรมวินัยใด ไม่มีอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘
    ในธรรมวินัยนั้น ไม่มีสมณะที่ ๑ สมณะที่ ๒ สมณะที่ ๓ หรือสมณะที่ ๔
    ในธรรมวินัยใด มีอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘
    ในธรรมวินัยนั้น มีสมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ หรือที่ ๔ ดูกรสุภัททะ
    ในธรรมวินัยนี้ มีอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘
    ในธรรมวินัยนี้เท่านั้น มีสมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ หรือที่ ๔
    ลัทธิอื่น ๆ ว่างจากสมณะผู้รู้ทั่วถึง ก็ภิกษุเหล่านี้พึงอยู่โดยชอบ โลกจะไม่พึงว่างจากพระอรหันต์ทั้งหลาย ฯ

    http://www.84000.org...915&pagebreak=0

    หรือใน "ตัณหาสูตรที่ ๑" (พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๙ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๑ สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค) ได้อธิบายว่า

    อ้างอิง

    [๓๓๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุควรเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘
    เพื่อรู้ยิ่งเพื่อกำหนดรู้ เพื่อความสิ้นไป เพื่อละตัณหา ๓ อย่างนี้แล
    อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เป็นไฉน? ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสัมมาทิฏฐิ อันอาศัยวิเวก
    อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ ฯลฯ ย่อมเจริญสัมมาสมาธิ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ
    ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ นี้
    เพื่อรู้ยิ่ง เพื่อกำหนดรู้ เพื่อความสิ้นไป เพื่อละตัณหา ๓ อย่างนี้แล.

    http://www.84000.org...999&pagebreak=0

    ใน "ตัณหาสูตรที่ ๒" (พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๙ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๑ สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค) ได้อธิบายไว้เช่นเดียวกันว่า

    อ้างอิง

    [๓๓๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุควรเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘
    เพื่อรู้ยิ่ง เพื่อกำหนดรู้ เพื่อความสิ้นไป เพื่อละตัณหา ๓ อย่างนี้แล
    http://www.84000.org...021&pagebreak=0

    ใน "กามคุณสูตร" (พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๙ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๑ สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค) สอนว่าควรเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เพื่อละกามคุณ
    http://www.84000.org...079&pagebreak=0

    ใน "นิวรณสูตร" (พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๙ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๑ สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค) สอนว่าควรเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เพื่อละนิวรณ์
    http://www.84000.org...088&pagebreak=0

    ใน "อุปาทานขันธสูตร" (พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๙ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๑ สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค) สอนว่าควรเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เพื่อละอุปาทานขันธ์
    http://www.84000.org...097&pagebreak=0

    ใน "โอรัมภาคิยสูตร" (พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๙ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๑ สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค) สอนว่าควรเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เพื่อละโอรัมภาคิยสังโยชน์ (คือสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕)
    http://www.84000.org...106&pagebreak=0

    ใน "อุทธัมภาคิยสูตรที่ ๑" (พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๙ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๑ สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค) สอนว่าควรเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เพื่อละอุทธัมภาคิยสังโยชน์ (คือสังโยชน์เบื้องสูง ๕)
    http://www.84000.org...119&pagebreak=0

    สรุปคือวิธีการละตัณหานั้น ก็คือ อริยมรรคมีองค์ ๘ ครับ

    (ยกไปอธิบายต่อใน คห ๑)
  4. หลวงพ่อพุธ ฐานิโย ตอบคำถามเรื่องการถือศีล

    ตอบ: 3 May 2017

    เมื่อปลายเดือนเมษายน ๒๕๖๐ ที่ผ่านมา ได้มีการสนทนาเรื่องการที่ฆราวาสจะนำศีลของพระภิกษุมาถือหลาย ๆ ข้อดีหรือไม่
    ในกระทู้ชื่อ "ฆราวาสถือเกินศีล ๕ ข้อ ได้มั้ย ผิดมั้ย จะทำให้เจริญมรรคผลได้ดีกว่ามั้ย"
    ซึ่งก็ได้ปิดกระทู้ไปแล้วนะครับ (ตามลิ้งค์กระทู้ด้านล่างนี้)

    http://larndham.org/...20&#entry817330

    ต่อมา ผมได้อ่านหนังสือชื่อ "ปุจฉา-วิสัชชนา ว่าด้วยไตรสิกขา" โดยพระราชสังวรญาณ (หลวงพ่อพุธ ฐานิโย)
    ซึ่งอ่านแล้วก็พบคำถามคำตอบข้อหนึ่งที่น่าสนใจ จึงขอนำมาแสดงไว้อ้างอิงเผื่อในอนาคตนะครับ

    +++++++++++++++++++++++++

    รูปภาพถูกใส่ลงไปแล้ว

    รูปภาพถูกใส่ลงไปแล้ว

    ถาม ไม่เข้าใจในศีลบางข้อ อยากจะเรียนถามว่า ศีลข้อที่ ๖ วิกาลโภชนา คือห้ามรับประทานอาหารเกินเที่ยง หนูทำงานพักเที่ยง กว่าจะรับประทานเสร็จก็เกือบเที่ยงครึ่ง ถ้าหนูถือศีล ๘ หนูอยากถามว่าศีลข้อนี้จะขาดหรือเปล่า

    ตอบ การกำหนดวิกาลโภชนานั้น ถือเอาเวลารุ่งอรุณไปถึงตะวันเที่ยงตะวันคล้อยไปเพียง ๒ องคุลี ถือว่าเป็นวิกาลโภชนา เป็นเวลาบ่าย อันนี้ การถือศีลหรือการรักษาศีลนี้ ถ้าเรามีความจำเป็น หรือไม่มีโอกาสที่จะทำได้สะดวก เรื่องศีล ๘ นี้ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปยึดให้มากนัก เพียงแต่เคร่งในศีล ๕ ข้อเท่านั้น สามารถบำเพ็ญสมาธิ บรรลุมรรค ผล นิพพานได้ แล้วก็กลับจะสบายเสียอีก การถือศีลเกินกว่า ๕ นี้ ถ้าหากว่าเราปฏิบัติไม่ได้จริง ๆ แล้ว มันจะเป็นการสร้างบาปให้กับตัวเองอย่างไม่มีเหตุผล ชาวบ้านธรรมดาที่เคร่งอยู่ในศีล ๕ เขากินข้าวเย็นได้ มีครอบครัวได้ ใช้เครื่องประดับตกแต่งได้ จะทำอะไรก็ได้ ถ้าไม่ละเมิดศีล ๕ ข้อ และการละเมิดนั้นไม่เป็นบาปไม่เป็นกรรม

    แต่ถ้าเราตั้งเจตนาลงไปว่าเราจะรักษา แต่รักษาไม่ได้แล้ว เป็นการสร้างนรกให้กับตัวเอง เพราะฉะนั้น ถ้ายังไม่สามารถ หรือมีเวลาโอกาสไม่เพียงพอแล้วอย่าริ มันจะเป็นการสร้างบาปให้กับตัวเอง
    ยกตัวอย่างเช่น ในสมัยครั้งอดีต มีพระภิกษุมือบอนไม่สำรวม ล่องเรือไปในลำแม่น้ำ บังเอิญเอื้อมมือไปจับใบไม้ เรือวิ่งไปโดยความเร็วเพราะน้ำเชี่ยว ใบไม้ขาดไป พระต้องอาบัติปาจิตตีย์ แล้วท่านก็ถือว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย ไม่ได้แสดงอาบัติ พระองค์นั้นบำเพ็ญเพียรอยู่ตั้ง ๒ หมื่นปี ไม่สำเร็จมรรค ผล นิพพานใด ๆ ไม่รู้ธรรม ไม่เห็นธรรม แต่เป็นฆราวาสจะถางป่าขุดดิน แล้วก็ไปภาวนา ยังสำเร็จมรรค ผล นิพพานได้ พระถือศีล ๒๒๗ เด็ดใบไม้ใบเดียว ภาวนาไม่รู้ธรรม ไม่เห็นธรรม เพราะฉะนั้น การที่เราจะเพิ่มศีลของเราให้มากขึ้น ๆ นี้ ต้องพิจารณาดูสมรรถภาพของเราเสียก่อน

    สิ่งที่จำเป็นที่สุดก็คือ ให้เคร่งครัดในศาล ๕ ข้อ เมื่อเคร่งในศีล ๕ ข้อแล้ว ศีลอื่น ๆ จะค่อยกระเถิบขึ้นมาเอง
  5. "เหตุ" และ "ปัจจัย" กับปฏิจจสมุปบาท

    ตอบ: 24 Apr 2017

    (ก่อนอื่นขอความร่วมมือท่านเพื่อนสมาชิกว่ากระทู้นี้ไม่ต้องการให้ท่าน ๆ เข้ามาโต้แย้งกันนะครับ
    แต่ต้องการให้ช่วยกันค้นข้อมูลที่อ้างอิงได้มาแชร์กัน
    ถ้าท่านไหนที่เข้ามาโพสต์ชวนโต้เถียง หรือเข้ามาโพสต์เรื่องอื่นนอกประเด็นกระทู้แล้ว
    ขอเรียนว่าท่านกำลังรบกวนกระทู้นี้ และขอให้ท่านไปเปิดกระทู้อื่นเพื่อสนทนาเรื่องนั้น ๆ แทนนะครับ)

    ประเด็นสนทนาในกระทู้จะเป็นเรื่องคำว่า "เหตุ" และ "ปัจจัย" ที่กล่าวถึงในปฏิจจสมุปบาทมีความหมายอย่างไร หมายถึงคำเดียวกันหรือไม่

    ก่อนอื่นก็ต้องขอยกกระทู้เดิมในลานธรรมที่ได้เคยสนทนาในความหมายของคำว่า "เหตุ" และ "ปัจจัย" ไว้แล้วว่า ๒ คำนี้มีความหมายต่างกันนะครับ

    กระทู้ "ความหมายของ "เหตุ","ปัจจัย","เหตุปัจจัย" มีความหมายว่าอะไร" (วันที่ 05/01/2010)
    http://larndham.org/...B8%AB%E0%B8%95/

    จากกระทู้ข้างต้น ผมขอยกข้อมูลจาก คห ที่ ๓ ของคุณอโณ นีมัตร ที่อ้างถึงคำอธิบายจาก หนังสือ พุทธธรรม(ฉบับเดิม) หน้า ๑๘๙ โดย สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) นะครับว่า

    อ้างอิง

    เบื้องแรกควรเข้าใจความหมายของถ้อยคำเป็นพื้นไว้ก่อน

    ในที่ทั่วไป หรือเมื่อใช้ตามปกติ คำว่า “เหตุ” กับ “ปัจจัย” ถือว่าใช้แทนกันได้

    แต่ในความหมายที่เคร่งครัด ท่านใช้ “ปัจจัย” ในความหมายที่กว้าง แยกเป็นปัจจัยต่างๆ ได้หลายประเภท
    ส่วนคำว่า “เหตุ” เป็นปัจจัยอย่างหนึ่ง ซึ่งมีความหมายจำกัดเฉพาะ กล่าวคือ

    “ปัจจัย” หมายถึง สภาวะที่เอื้อ เกื้อหนุน ค้ำจุน เปิดโอกาส เป็นที่อาศัย เป็นองค์ประกอบร่วม
    หรือเป็นเงื่อนไขอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่จะให้สิ่งนั้นๆ เกิดมีขึ้น ดำเนินต่อไป หรือเจริญงอกงาม


    ส่วนคำว่า “เหตุ” หมายถึง ปัจจัยจำเพาะ ที่เป็นตัวก่อให้เกิดผลนั้นๆ

    “เหตุ” มีลักษณะที่พึงสังเกต นอกจากเป็นปัจจัยเฉพาะ และเป็นตัวก่อให้เกิดผลแล้ว
    ก็มีภาวะตรงกับผล (สภาวะ) และเกิดสืบทอดลำดับ คือตามลำดับก่อนหลังด้วย


    ส่วน “ปัจจัย” มีลักษณะเป็นสาธารณะ เป็นตัวเกื้อหนุนหรือเป็นเงื่อนไข เป็นต้น
    อย่างที่กล่าวแล้ว อีกทั้งมีภาวะต่าง (ปรภาวะ) และไม่เกี่ยวกับลำดับ
    (อาจเกิดก่อน หลัง พร้อมกัน ร่วมกัน หรือต้องแยกกัน-ไม่ร่วมกัน ก็ได้)


    ตัวอย่างเช่น เม็ดมะม่วงเป็น “เหตุ” ให้เกิดต้นมะม่วง และพร้อมกันนั้น
    ดิน น้ำ อุณหภูมิ โอชา (ปุ๋ย) เป็นต้น ก็เป็น “ปัจจัย” ให้ต้นมะม่วงนั้นเกิดขึ้นมา
    มีเฉพาะเหตุคือเม็ดมะม่วง แต่ปัจจัยที่เกี่ยวข้องไม่พร้อม หรือไม่อำนวย ผลคือต้นมะม่วงก็ไม่เกิดขึ้น

    โดยท่านสามารถหาดาวน์โหลดหนังสือเล่มได้นี้จาก
    http://www.watnyanav...nal_edition.pdf

    นอกจากนี้ ในคำว่า "ปัจจัย" นั้น หากพิจารณาพจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ โดยสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) จะพบความหมายดังนี้

    อ้างอิง

    ปัจจัย หมายถึง 1. เหตุที่ให้ผลเป็นไป, เหตุ, เครื่องหนุนให้เกิด

    2. ของสำหรับอาศัยใช้, เครื่องอาศัยของชีวิต, สิ่งจำเป็นสำหรับชีวิต มี ๔ อย่าง คือ จีวร (ผ้านุ่งห่ม) บิณฑบาต (อาหาร) เสนาสนะ (ที่อยู่อาศัย) คิลานเภสัช (ยาบำบัดโรค)

    ผมจะทยอยโพสต์ข้อมูลไปเรื่อย ๆ นะครับ

รายละเอียดของฉัน

ชื่อเล่น:
ตอบ 2000+
อายุ
ไม่บอกอายุ
วันเกิด
ไม่บอกวันเกิด
เพศ:
ที่อยู่:
นนทบุรี
สิ่งที่สนใจ:
อนุโมทนาบุญกับทุก ๆ ท่านครับ

รายละเอียดวิธีติดต่อ

อีเมลล์
กดที่นี่เพื่ออีเมล์

ความเห็น

  • (3 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • 3
  1. รูปภาพ

    คุณาสิน ไอคอน

    04/01/2016 - 15:37 น.
    สวัสดีครับ ชื่อกฤตภาส(ร้านคุณาสิน)พึ่งสมัครเป็นสมาชิก อยากจะขออนุญาตให้ช่วยแนะนำขั้นตอนการเข้าไปในสำนักหรือเบอร์ติดต่อ เพราะก่อนหน้าเคยฟังนวนิยายแทรกธรรมมะจากซีดี "คนเหนือกรรม"และมีความสนใจบุคคลท่านเรียกว่า หมออุปการะ ว่าเป็นตัวแทนของท่านที่มีความรู้จริงต่อพระศาสนา จึงอยากเข้ามาฟังและศึกษาเพิ่มเติมเพื่อนำไปปฏิบัติ หรือมีส่วนช่วยทนุบำรงศาสนาต่อไป.
    กฤตภาส รช...
  2. รูปภาพ

    Sine ไอคอน

    18/06/2014 - 14:54 น.
    สวัสดีคะ ขอทำความรู้จักนะคะ
    อยากถามเกี่ยวกับหนังสือธรรมะที่คุณให้เป็นธรรมทานคะ
    ถ้าพอจะมีโอกาส ด้านล่างเป็นอีเมลล์ติดต่อ นะคะ lahm2919@hotmail.com ขอบคุณล่วงหน้าคะ
  3. รูปภาพ

    phraedhammajak ไอคอน

    04/01/2014 - 22:29 น.
    เจริญสุขปีใหม่ "หนังสือจากเจ้าพระยาถึงอิรวดี"เป็นหนังสือที่เนื้อหาดีมากบอกเล่าประวัติความเป็นมาการเสื่อม/เจริญของพระพุทธศาสนา การตั้งศูนย์วิปัสสนาที่มุ่งเน้นภาคปฏิบัติมากกว่าพิธีกรรม ซึ้งตรงกับวัตถุประสงค์ของสำนัก จึงอยากจะได้หนังสือเล่มนี้ เพื่อแจกให้ความรู้แก่ผู้สนใจหาก โยมจะร่วมบุญสนับสนุนกิจนี้ก็ยินดีมาก http://www.chulabook.com/description.asp?barcode=9789740211662(ข้อมูลหนังสือในเ...
  4. รูปภาพ

    ศลิษา ไอคอน

    23/09/2012 - 18:58 น.
    สวัสดีค่ะคุณงดงาม โมทนากับความพยายามให้ปัญญากับบางกระทู้ ที่แข็งเกินกว่าจะเข้าใจอะไรได้ง่ายๆ คุณงดงามมีความเมตตาสูงจริงๆค่ะ และมีความรู้ทั้งทางโลกทางธรรมเต็มเปี่ยม ดูอายุก็ยังไม่มากเท่าไร แต่ทำไมเก่งจัง และพี่สงสัยว่าเขียนกระทู้ยาวๆได้อย่างไร บางทีพี่ก็อยากมีปัญหาบ้าง จะได้ขอคำแนะนำจากคุณค่ะ ขอบคุณค่ะ ^_^
  5. รูปภาพ

    ศลิษา ไอคอน

    23/09/2012 - 18:58 น.
    สวัสดีค่ะคุณงดงาม โมทนากับความพยายามให้ปัญญากับบางกระทู้ ที่แข็งเกินกว่าจะเข้าใจอะไรได้ง่ายๆ คุณงดงามมีความเมตตาสูงจริงๆค่ะ และมีความรู้ทั้งทางโลกทางธรรมเต็มเปี่ยม ดูอายุก็ยังไม่มากเท่าไร แต่ทำไมเก่งจัง และพี่สงสัยว่าเขียนกระทู้ยาวๆได้อย่างไร บางทีพี่ก็อยากมีปัญหาบ้าง จะได้ขอคำแนะนำจากคุณค่ะ ขอบคุณค่ะ ^_^
  6. รูปภาพ

    phraedhammajak ไอคอน

    14/06/2012 - 08:35 น.
    เจริญพร คุณโยมฤทธิชัย งดงาม อาตมาได้รับหนังสือธรรมะและซีดีธรรมะที่โยมส่งมาถวาย ห้องสมุดธรรมะแพร่ธรรมจักรเรียบร้อยแล้วต้องขออนุโมทนาบุญกับโยมในการสร้างทานบารมี มีการให้ธรรมทานที่โยมได้สร้างในทุกๆที่ ทุกๆครั้งด้วย ขอให้เจริญในธรรมยิ่งๆขึ้นไป มีกำลังกาย กำลังใจ และกำลังทรัพย์ในการทำความดีต่อไป
    สาธุ อนุโมทามิ
    ขอเจริญพร
  7. รูปภาพ

    สุวัฒน์ ฉันทาวิริยาภรณ์ ไอคอน

    22/11/2011 - 13:11 น.
    ท่านครับจะขอรับหนังสือ เรื่อง “จิตจักรพรรดิ์” สัก1ชุด ให้กับโรงพยาบาลอัมพวาผมเป้นเจ้าหน้าที่ ที่อยู่ โรงพยาบาลอัมพวา(สุวัฒน์)
    43/1 หมู่ 7 ต.แควอ้อม อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม 75110 ขอบคุณคัรบ
  8. รูปภาพ

    วัดกาญจนบริรักษ์ ไอคอน

    25/08/2011 - 21:13 น.
    ทำไมอาตมาโพสต์ข้อความลงกระทู้ไม่ได้ละคุณโยมช่วยบอกอาตมาที พระปลัดเสนอ สุนิมมฺโน เจ้าอาวาสวัดกาญจนบริรักษ์
  9. รูปภาพ

    ศิริรัชฎา ไอคอน

    23/08/2011 - 15:55 น.
    ขอบคุณและขออนุโมทนาค่ะ ย่าจิ๋วได้รับหนังสือแล้ว ใครๆอาจจะส่ง สคส.กันในวันปีใหม่ แต่สำหรับคุณงดงาม ย่าจิ๋วขอส่ง สคส. จากใจ และความระลึกถึง ที่มีแต่เรื่องดีๆ ทุกวันเลยนะคะ
  10. รูปภาพ

    prawit ไอคอน

    16/07/2011 - 20:58 น.
    เจริญพร คุณโยมฤทธิชัย งดงาม อาตมาภาพพระประวิทย์ ชุตินฺธโร ได้รับหนังสือที่ส่งมาเเล้ว การให้หนังธรรมะเป็นทานถือเป็นบุญใหญ่เปรียบได้กับการเทศนาฉันนั้น อนุโมทนาในทานครั้งนี้กับคุณโยมขอให้คุณโยมจงถึงซึ่งความปราถนานั้นกล่าวคือพระนิพพานอันเป็นหนทางสายเองที่ใครๆในโลกยากที่จะไปถึงด้วยยานพาหนะใดๆนอกจากบุญกุศลเเละการบำเพ็ญภาวนาอยู่ในศิลในธรรม จงสำเร็จเเก่โยมเทอญสาธุ
  11. รูปภาพ

    roentgen ไอคอน

    19/06/2011 - 17:53 น.
    เจริญพร คุณโยมฤทธิชัย
    ไม่ทราบว่า มีหนังสือธรรมะที่สามารถจะจัดส่งให้แก่ สามเณรภานุมาศ แก้วชนะ ได้บ้างหรือไม่
    ที่อยู่ วัดบุญรอดธรรมาราม สุขุมวิท ๖๒ แขวงบางจาก เขตพระโขนง กรุงเทพฯ ๑๐๒๖๐
    เพราะจะนำไปแจกจ่ายให้กับโรงเรียนตามชนบท
    ติดตามข้อมูลได้จาก Link นี้
    http://www.facebook.com/home.php?sk=group_174040432615745&ap=1
    ขอเจริญพร
  12. รูปภาพ

    สุพัฒน์ ไอคอน

    16/04/2011 - 08:31 น.
    ได้รหนังสือแล้วครับ "ความเข้าใจเรื่องอภิธรรม,ปฏิจสมุปบาท "แล้วครับ ขอบพระคุณมากๆครับ ^^
  13. รูปภาพ

    ปีนัง ไอคอน

    08/02/2011 - 21:21 น.
    ได้รับหนังสือของคุณดังตฤณ ทั้ง สองชุดแล้วนะคะ
    ขอบพระคุณในธรรมทานและขออนุโมทนาบุญด้วยคะ
    จะแบ่งปันให้กับญาติธรรม อ่านด้วยกันคะ สาธุๆ
  14. รูปภาพ

    ปีนัง ไอคอน

    06/02/2011 - 22:23 น.
    สวัสดีคะพี่งดงาม ขออนุโมทนาบุญกับพี่ด้วยนะคะ
    รบกวนถามว่า หนังสือจิตจักรพรรดิ์ ปิดรับการขอ แล้วใช่ไหมคะ
    ขอบพระคุณคะ
  15. รูปภาพ

    pantep ไอคอน

    03/02/2011 - 13:00 น.
    อนุโมทนา... กับหนังสือทุกเล่มที่คุณงดงามส่งมาให้เป็นธรรมทานครับ
  • (3 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • 3