Gow27 - ประวัติ ข้อมูลส่วนตัว
คะแนนความเห็น 5
บวก 1
- กลุ่ม
- สมาชิกลานธรรมถาวร
- ตอบกระทู้รวม
- 396(0.2 ต่อวัน)
- ตอบมากที่สุดใน
- ชีวิตกับธรรมะ (290 ตอบ)
- วันที่สมัคร
- 27/03/2005
- คนเข้าดูข้อมูล
- 253
- เข้าใช้ล่าสุด
08/02/2010 14:36- สถานะ
- ออฟไลน์
แนะนำตัว
อยากบอกว่า เป็นคนสนใจธรรมะมากๆ และคิดว่าธรรมะก็คือธรรมมนูญชีวิต (ไม่มีเรื่องใดเหนือกว่า) เนื่องด้วยธรรมะก็คือสัจธรรมความเป็นจริงที่เรามิอาจเลี่ยงได้ ไม่ว่าคุณจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม
การศึกษาธรรม และ การปฏิบัติธรรมนั้น แยกจากกันไม่ออก ประหนึ่ง โครงสร้างของตึกที่จะต้องประกอบด้วยทฤษฎีวิธีการสร้างอย่างถูกต้องแม่นยำ และประสบการณ์ในการสร้างสั่งสมไปทีละขั้น และสุดท้ายตึกจะสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อเราลงมือสร้างเอง มิใช่เพียงการอ่านแผนผังเข้าใจเท่านั้น ... ขณะสร้าง ก็ต้องทำงานกันเป็นทีม พึ่งพากัลยาณมิตรรอบข้างไปด้วย และเมื่อสร้างสำเร็จดังประสงค์ทีละขั้น ก็ต้องนำมาสอบทานกับแผนผังทุกระยะ เพื่อความถูกต้อง และชัดเจน ไม่ผิดออกนอกลู่นอกทาง จวบจนเสร็จกิจ คือ เสวยวิมุติหลุดพ้น
ใครจะบอกว่า ปริยัติ หรือ ปฏิบัติ สำคัญกว่ากัน คงไม่ถูกต้อง เพราะทั้งสองสิ่งเกื้อกูลกัน เป็นเหตุปัจจัยแก่กัน เป็นเหตุเป็นผลรองรับกันตลอดสาย เนื่องจากคำว่าปฏิบัติธรรม ก็มาจากปริยัติในพระไตรปิฎกนั่นเอง
______________________________________________
ลอกจากที่ตอบในกระทู้ pantip
พระพุทธเจ้าทรงแสดงปัญญาไว้ถึง 3 ระดับ ซึ่งปัญญาทุกประเภทนั้นต้องสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน ไม่มีอะไรสำคัญมากน้อยไปกว่ากัน เนื่องจากการจะข้ามสะพานไปได้ ต้องเดินผ่านตั้งแต่ ต้นสะพาน ผ่านกึ่งกลางสะพาน แล้วจึงจะถึงปลายสะพาน ข้ามฟากได้ ปัญญา 3 ระดับก็เป็นฉันนั้น คือเริ่มจาก เข้าใจว่าอะไรคือ กุศลและอกุศล, เข้าใจกระบวนธรรมชาติ ตั้งแต่กฎแห่งกรรม ถึงไตรลักษณ์, และสุดท้าย จึงตระหนักถึงสภาวะของทุกข์และแนวทางการดับทุกข์ (อริยสัจ)
ปัญญา 3 ประการที่ว่านี้ ได้แก่
1. สุตตมยปัญญา หมายเอาปัญญา ความรู้ ความเข้าใจจากการอ่านและการฟัง ทบทวนศึกษาซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกระทั่งมีพื้นฐานความรู้ที่ถูกต้อง และแม่นยำ ในอรรถะและพยัญชนะ
การเรียกหรือใช้รูปศัพท์บัญญัติว่า "ปัญญา" หมายถึงต้องเข้าใจเป็นสัมมาทิฎฐิ มิใช่ มิจฉาทิฎฐิ (ความเห็นผิด) หากว่าปัญญาระดับนี้ยังเข้าใจคลาดเคลื่อนจากปริยัติ จะไปอวดอ้างถึงความเห็นแจ้งระดับสูงขึ้นไปได้อย่างไร ?
สมมุติคนสองคนสนทนากันเรื่องนิพพาน คนหนึ่งบอกว่านิพพานเป็นสภาพไกลตัว เกินวิสัยจะเข้าใจได้ แต่อีกคนกลับสาธยายรายละเอียดเกี่ยวกับนิพพานได้อย่างวิจิตร ทั้งที่ยังมิได้บรรลุธรรมขั้นใดๆ เลย ... นั่นหมายความว่า ... ผู้ที่เข้าใจนิพพานถูกต้อง อาศัย ปัญญาในระดับแรกๆ ทำความเข้าใจที่ "ตรงสภาวะความเป็นจริงธรรมชาติ" จึงเรียกว่า "ปัญญา" ... หากการรู้ของเขานั้น คลาดเคลื่อน ผิดเพี้ยน พระพุทธองค์ก็จะไม่นิยามศัพท์ว่า "ปัญญา" เป็นแน่แท้
2. จินตมยปัญญา หมายถึงปัญญาที่ได้จากการคิดใคร่ครวญ พินิจพิจารณา ให้เกิดความเข้าใจอย่างตกผลึกตามขั้นตอนของเหตุผล และความสัมพันธ์ต่างๆ โดยมิใช่การ จดจำเฉยๆ แต่สามารถมองสภาพปรมัตถ์ธรรมออกด้วยจินตนาการ เข้าใจถึงเป้าหมาย และรายละเอียดธรรมะได้ตรงทาง ไม่ว่าจะเป็นนัยตรงหรือเชิงประยุกต์ เพียงแต่มิได้อยู่ในฐานะเป็น "ผู้เห็นด้วยตนเอง" ก็เท่านั้น
3. ภาวนามยปัญญา หมายถึงปัญญาของผู้ปฏิบัติวิปัสสนาตามแนวทางของมหาสติปัฏฐาน 4 แล้วประจักษ์แจ้งในความมิใช่ ตัวตน สัตว์ บุคคล ของขันธุ์ 5 เพราะประกอบด้วยรูปธรรมและนามธรรมเท่านั้น แม้ 'ใจ' หรือ 'วิญญาณ' ก็ไม่ใช่ตัวตน เมื่อเห็นแล้ว ก็จะไม่เหลือคุณค่าสาระใดๆ ที่จะต้องยึดถือให้เกิดความทุกทรมาน บีบคั้นจิตใจอีกต่อไป
ความเข้าใจนี้ อย่าไพล่นึกไปว่า เมื่อลงมือปฏิบัติแล้วต้องทิ้งปริยัติ เพราะหากผู้อบรมยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ เช่น นั่งสมาธิเพื่ออะไร ? เดินจงกลมทำไม ? ใจสงบแล้วปัญญาจะมาจากไหน ? ปัญญาที่ว่านี้มันรู้เรื่องราวอะไร ? อีกทั้ง ยังต้องพึ่งพาบุคคลภายนอกเช่น ครูบาอาจารย์ เกินขอบเขตของกัลยาณมิตร แล้วไม่สามารถตั้งมั่นในหลัก "ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน" อย่างมีจุดยืน ก็จะเป็นภาวะที่เสี่ยงต่อความยึดติดในตัวบุคคลอย่างงมงาย
ดังนั้น ปัญญาทั้งสามระดับ จึงต้องสอดคล้องลงรอยเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน มิใช่อ่านเข้าใจไปทางหนึ่งแต่พอลงมือทำจนเกิดปฏิเวธแล้ว กลายเป็นผลอะไรที่แตกต่างไปคนละทิศคนละทาง ไม่เช่นนั้น จะไม่มีคำว่า "ปัญญา" ต่อท้ายคำว่า "สุตะ" (เป็น สุตมยปัญญา) เพราะกลายเป็นความเห็นที่ผิดจากสภาวะปรมัตถธรรมที่แท้จริง
ควรหลีกเลี่ยงคำกล่าวในเชิงว่า ปัญญาระดับอื่นไม่สำคัญหรือไม่จำเป็น เพราะการที่เรามายืน ณ จุดที่ประกาศกร้าวเช่นนี้ได้ มิใช่เพราะเดินผ่านปัญญาเบื้องต้นมาแล้วหรือ ใยจึงไม่รำลึกบุญคุณของการศึกษาและการคิด ? ขนาดพระพุทธเจ้าผู้ตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์เองท่านยังสรรเสริญปัญญาทั้ง 3 ประเภทนี้เลย
ตัวอย่างเช่น เมื่อศึกษาจนรู้หลักของพุทธศาสนาว่า เวลาสัตว์ตายจะไม่มีวิญญาณล่องลอยออกจากร่าง เมื่อนำไปปฏิบัติ ผลปฏิเวธจะแสดงเห็นว่า จิตนั้น เกิด-ดับ เป็นขณะๆ และปราศจากตัวตนจริงๆ ซึ่งยืนยันสิ่งที่ได้ศึกษามาแล้วอย่างสอดคล้องกัน มิใช่ อ่านเข้าใจไปอย่างหนึ่ง พอลงมือทำแล้ว ดันกลายเป็นเห็นอย่างอื่น หากลงเอยเช่นนี้ พึงสังวรณ์ว่า ตัวเองหลงทางเข้ารกเข้าพง แล้วย้อนกลับไปเริ่มต้นศึกษาใหม่จะดีที่สุดครับ
Gow27 กลับมาแล้วครับ ...หลังจากหายไป 1 ปี ^_^ - เริ่มตั้งแต่วันที่ 26 พ.ย.52 ก่อนหน้านั้นไม่ใช่
การศึกษาธรรม และ การปฏิบัติธรรมนั้น แยกจากกันไม่ออก ประหนึ่ง โครงสร้างของตึกที่จะต้องประกอบด้วยทฤษฎีวิธีการสร้างอย่างถูกต้องแม่นยำ และประสบการณ์ในการสร้างสั่งสมไปทีละขั้น และสุดท้ายตึกจะสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อเราลงมือสร้างเอง มิใช่เพียงการอ่านแผนผังเข้าใจเท่านั้น ... ขณะสร้าง ก็ต้องทำงานกันเป็นทีม พึ่งพากัลยาณมิตรรอบข้างไปด้วย และเมื่อสร้างสำเร็จดังประสงค์ทีละขั้น ก็ต้องนำมาสอบทานกับแผนผังทุกระยะ เพื่อความถูกต้อง และชัดเจน ไม่ผิดออกนอกลู่นอกทาง จวบจนเสร็จกิจ คือ เสวยวิมุติหลุดพ้น
ใครจะบอกว่า ปริยัติ หรือ ปฏิบัติ สำคัญกว่ากัน คงไม่ถูกต้อง เพราะทั้งสองสิ่งเกื้อกูลกัน เป็นเหตุปัจจัยแก่กัน เป็นเหตุเป็นผลรองรับกันตลอดสาย เนื่องจากคำว่าปฏิบัติธรรม ก็มาจากปริยัติในพระไตรปิฎกนั่นเอง
______________________________________________
ลอกจากที่ตอบในกระทู้ pantip
พระพุทธเจ้าทรงแสดงปัญญาไว้ถึง 3 ระดับ ซึ่งปัญญาทุกประเภทนั้นต้องสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน ไม่มีอะไรสำคัญมากน้อยไปกว่ากัน เนื่องจากการจะข้ามสะพานไปได้ ต้องเดินผ่านตั้งแต่ ต้นสะพาน ผ่านกึ่งกลางสะพาน แล้วจึงจะถึงปลายสะพาน ข้ามฟากได้ ปัญญา 3 ระดับก็เป็นฉันนั้น คือเริ่มจาก เข้าใจว่าอะไรคือ กุศลและอกุศล, เข้าใจกระบวนธรรมชาติ ตั้งแต่กฎแห่งกรรม ถึงไตรลักษณ์, และสุดท้าย จึงตระหนักถึงสภาวะของทุกข์และแนวทางการดับทุกข์ (อริยสัจ)
ปัญญา 3 ประการที่ว่านี้ ได้แก่
1. สุตตมยปัญญา หมายเอาปัญญา ความรู้ ความเข้าใจจากการอ่านและการฟัง ทบทวนศึกษาซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกระทั่งมีพื้นฐานความรู้ที่ถูกต้อง และแม่นยำ ในอรรถะและพยัญชนะ
การเรียกหรือใช้รูปศัพท์บัญญัติว่า "ปัญญา" หมายถึงต้องเข้าใจเป็นสัมมาทิฎฐิ มิใช่ มิจฉาทิฎฐิ (ความเห็นผิด) หากว่าปัญญาระดับนี้ยังเข้าใจคลาดเคลื่อนจากปริยัติ จะไปอวดอ้างถึงความเห็นแจ้งระดับสูงขึ้นไปได้อย่างไร ?
สมมุติคนสองคนสนทนากันเรื่องนิพพาน คนหนึ่งบอกว่านิพพานเป็นสภาพไกลตัว เกินวิสัยจะเข้าใจได้ แต่อีกคนกลับสาธยายรายละเอียดเกี่ยวกับนิพพานได้อย่างวิจิตร ทั้งที่ยังมิได้บรรลุธรรมขั้นใดๆ เลย ... นั่นหมายความว่า ... ผู้ที่เข้าใจนิพพานถูกต้อง อาศัย ปัญญาในระดับแรกๆ ทำความเข้าใจที่ "ตรงสภาวะความเป็นจริงธรรมชาติ" จึงเรียกว่า "ปัญญา" ... หากการรู้ของเขานั้น คลาดเคลื่อน ผิดเพี้ยน พระพุทธองค์ก็จะไม่นิยามศัพท์ว่า "ปัญญา" เป็นแน่แท้
2. จินตมยปัญญา หมายถึงปัญญาที่ได้จากการคิดใคร่ครวญ พินิจพิจารณา ให้เกิดความเข้าใจอย่างตกผลึกตามขั้นตอนของเหตุผล และความสัมพันธ์ต่างๆ โดยมิใช่การ จดจำเฉยๆ แต่สามารถมองสภาพปรมัตถ์ธรรมออกด้วยจินตนาการ เข้าใจถึงเป้าหมาย และรายละเอียดธรรมะได้ตรงทาง ไม่ว่าจะเป็นนัยตรงหรือเชิงประยุกต์ เพียงแต่มิได้อยู่ในฐานะเป็น "ผู้เห็นด้วยตนเอง" ก็เท่านั้น
3. ภาวนามยปัญญา หมายถึงปัญญาของผู้ปฏิบัติวิปัสสนาตามแนวทางของมหาสติปัฏฐาน 4 แล้วประจักษ์แจ้งในความมิใช่ ตัวตน สัตว์ บุคคล ของขันธุ์ 5 เพราะประกอบด้วยรูปธรรมและนามธรรมเท่านั้น แม้ 'ใจ' หรือ 'วิญญาณ' ก็ไม่ใช่ตัวตน เมื่อเห็นแล้ว ก็จะไม่เหลือคุณค่าสาระใดๆ ที่จะต้องยึดถือให้เกิดความทุกทรมาน บีบคั้นจิตใจอีกต่อไป
ความเข้าใจนี้ อย่าไพล่นึกไปว่า เมื่อลงมือปฏิบัติแล้วต้องทิ้งปริยัติ เพราะหากผู้อบรมยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ เช่น นั่งสมาธิเพื่ออะไร ? เดินจงกลมทำไม ? ใจสงบแล้วปัญญาจะมาจากไหน ? ปัญญาที่ว่านี้มันรู้เรื่องราวอะไร ? อีกทั้ง ยังต้องพึ่งพาบุคคลภายนอกเช่น ครูบาอาจารย์ เกินขอบเขตของกัลยาณมิตร แล้วไม่สามารถตั้งมั่นในหลัก "ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน" อย่างมีจุดยืน ก็จะเป็นภาวะที่เสี่ยงต่อความยึดติดในตัวบุคคลอย่างงมงาย
ดังนั้น ปัญญาทั้งสามระดับ จึงต้องสอดคล้องลงรอยเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน มิใช่อ่านเข้าใจไปทางหนึ่งแต่พอลงมือทำจนเกิดปฏิเวธแล้ว กลายเป็นผลอะไรที่แตกต่างไปคนละทิศคนละทาง ไม่เช่นนั้น จะไม่มีคำว่า "ปัญญา" ต่อท้ายคำว่า "สุตะ" (เป็น สุตมยปัญญา) เพราะกลายเป็นความเห็นที่ผิดจากสภาวะปรมัตถธรรมที่แท้จริง
ควรหลีกเลี่ยงคำกล่าวในเชิงว่า ปัญญาระดับอื่นไม่สำคัญหรือไม่จำเป็น เพราะการที่เรามายืน ณ จุดที่ประกาศกร้าวเช่นนี้ได้ มิใช่เพราะเดินผ่านปัญญาเบื้องต้นมาแล้วหรือ ใยจึงไม่รำลึกบุญคุณของการศึกษาและการคิด ? ขนาดพระพุทธเจ้าผู้ตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์เองท่านยังสรรเสริญปัญญาทั้ง 3 ประเภทนี้เลย
ตัวอย่างเช่น เมื่อศึกษาจนรู้หลักของพุทธศาสนาว่า เวลาสัตว์ตายจะไม่มีวิญญาณล่องลอยออกจากร่าง เมื่อนำไปปฏิบัติ ผลปฏิเวธจะแสดงเห็นว่า จิตนั้น เกิด-ดับ เป็นขณะๆ และปราศจากตัวตนจริงๆ ซึ่งยืนยันสิ่งที่ได้ศึกษามาแล้วอย่างสอดคล้องกัน มิใช่ อ่านเข้าใจไปอย่างหนึ่ง พอลงมือทำแล้ว ดันกลายเป็นเห็นอย่างอื่น หากลงเอยเช่นนี้ พึงสังวรณ์ว่า ตัวเองหลงทางเข้ารกเข้าพง แล้วย้อนกลับไปเริ่มต้นศึกษาใหม่จะดีที่สุดครับ
Gow27 กลับมาแล้วครับ ...หลังจากหายไป 1 ปี ^_^ - เริ่มตั้งแต่วันที่ 26 พ.ย.52 ก่อนหน้านั้นไม่ใช่
รายละเอียดของฉัน
- ชื่อเล่น:
- ตอบ 300+
- อายุ
- 31 ปี
- วันเกิด
- กุมภาพันธ์ 2, 1979
- เพศ:
-
- ที่อยู่:
- กทม.
- สิ่งที่สนใจ:
-
- ความจริง / การเข้าถึงความจริง / การช่วยให้คนอื่นรับรู้และเข้าใจความจริง
- การเขียนนิยายแฟนตาซี
- อื่นๆ ^_^
รายละเอียดวิธีติดต่อ
- อีเมลล์
- กดที่นี่เพื่ออีเมล์
- MSN:
-
gow_27@hotmail.com
- Facebook:
-
http://www.facebook.com/gow27
- Website:
-
http://writer.dek-d.com/Gow27/story/view.php?id=332070

เข้าระบบ
ลงทะเบียน
ช่วยเหลือ

ค้นหากระทู้
ค้นหาคำตอบ
แสดงประวัติการเปลี่ยนชื่อ

ความเห็น
น้องบู
22/01/2010 - 13:47 น.สวัสดี
15/01/2010 - 09:02 น.hopefully things around u will get back to normal soon naja.
cheers.