ลานธรรมเสวนา: เภตรา - ประวัติ

เข้าไปดูเนื้อหา

เภตรา - ประวัติ ข้อมูลส่วนตัว ให้คะแนนผู้ใช้ -----

คะแนนความเห็น 4205 บวก 20
กลุ่ม
สมาชิกลานธรรมถาวร
ตอบกระทู้รวม
11888(3.91 ต่อวัน)
ตอบมากที่สุดใน
ชีวิตกับธรรมะ (5570 ตอบ)
วันที่สมัคร
02/04/2009
คนเข้าดูข้อมูล
3180057
เข้าใช้ล่าสุด
ผู้ใช้ออฟไลน์ 03/07/2017 16:18
สถานะ
ออฟไลน์

คนเข้าชม

ไอคอน   เภตรา จาโค ปฏินิสสัคโค..ข้ามผ่านทุกชาติภพไป..มุตติ อนาลโย..ไม่หวนคืน

กระทู้ที่ตอบ

  1. ในกระทู้พุทธวัจจนะ

    ตอบ: 3 Jul 2017

    :09:

    อนุโมทนาค่ะพี่อโศกะ

    หลาย คห.กล่าวสภาวะได้ชัดดีค่ะ
    เห็นได้ไม่ยากในผู้ภาวนาที่ผ่านสภาวะมาจริง
    จะได้ทำความชัดเจนต่อเนื่องไปจนแจ่มแจ้งได้

    :33:

    และรู้สึกดีที่หลายคำแนะนำตักเตือนกันเป็นไปเพื่อการภาวนาจริง เพื่อความรู้แจ้งเห็นจริงค่ะ

    อ้างอิง

    คนที่จะก้าวผ่าน นาม รูป ปริเฉทญาณ ขึ้นไปจนถึง สังขารุเปกขาญาณได้นั้น
    เขามิได้งัวเงียหูตาฝ้าฟางอยู่หรอกนะครับ มิฉนั้นแค่ญาณที่ 1 ก็จะเข้าถึงไม่ได้


    :115:
  2. ในกระทู้ยา "ธรรม" ใจ

    ตอบ: 5 Jun 2017

    :103:


    หายใจเข้าเป็นศีลเป็นธรรม

    หายใจออกเป็นศีลเป็นธรรม

    มันไม่เป็นตัวตน

    จะเอามาเป็น “ตัวตน” ทำไม


    อย่าให้จิตไปอยู่กับโลภะ โทสะ โมหะ ก็แล้วกัน

    อยู่กับวิเวก นิโรโธ นิพพานัง


    พระอริยะเจ้าท่านไม่ข้องกับ

    รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

    รูปฌาน อรูปฌานก็ยังเกิดดับอยู่เลย

    ตัวที่พ้นเกิดพ้นดับก็คือ เอโกธัมโมนั่นเอง


    ขันธ์ทั้งหลายมันเป็นไปเพื่ออาพาธทั้งนั้น

    อยู่กับเขาได้หรือ เอาเป็นตัวได้หรือ


    :103:


    พญามารมีลูกสาว ๓ คน

    เกิดทีไรเป็นสาวทุกที

    นักธรรมเอกสอบทุกปีๆ

    ไม่เห็นลูกสาวพญามารหรอก

    เห็นแต่ลูกสาวเมืองมนุษย์นี่แหละ

    เห็นแต่รูปข้างนอก

    (ไม่เห็นรูปของเจตสิกธรรม อาการของจิต)


    กายเป็นสนามแผ่นดิน

    วิชชา อวิชชามาเกิดที่ “จิต”

    มาเล่นกีฬาอยู่นี่

    พญามารอยู่บนสวรรค์นะ

    อยู่ชั้นปรนิมมิตตะวัสวตีโน่นแน่ะ

    อยู่ต่ำๆ เมื่อไหร่

    อยู่ในชั้นของ “จิต” โน่น



    :103:


    แม่ของโลก แม่พระโพสพ แม่พระธรณี


    :103:


  3. ในกระทู้ยา "ธรรม" ใจ

    ตอบ: 5 Jun 2017

    :103:


    จะให้ใครมาทำตัวอย่างให้ดูเล่า

    ตัวเองก็ทำให้ตัวเองดูซี้

    กายกรรม ๓ วจีกรรม ๔ ก็ทำให้ตัวเองดู

    มโนกรรม ๓ ก็ทำให้ตัวเองดูซี่

    เลิกกรรมดำ ประพฤติกรรมขาว

    ปฏิบัติประพฤติสัมมาทิฏฐิ สัมมาอาชีวะ ไปได้ทุกวัน

    ให้เจริญ ทำให้มาก ทำทุกลมหายใจ


    เทวธรรม พรหมธรรม มนุสสธรรมก็ไปทางสัมมาทิฏฐิ

    ถ้าถึงนิโรธธรรม นิพพานธรรม ก็หมดทุกข์

    สัมมาญาณัง สัมมาวิมุติ ไปได้ทุกวัน ไม่มีใครบอกใคร

    สัมมาทิฏฐิบริสุทธิ์ ตรงนิโรธ นิพพาน


    ญาณวิชชามีแล้วไม่หาย

    อวิชชาหมดแล้วไม่มี กิเลสหมดแล้วไม่มี

    นิโรธธรรม นิพพานธรรม มีแล้วไม่หาย

    ให้เจริญอยู่ทุกลมหายใจ



    :103:


    ให้เดินทาง จิต เจตสิก รูป นิพพานนี้เอง

    อวิชชาดับแล้วไม่มี วิชชามีแล้วไม่หาย

    เป็นผู้ให้อภัยเสีย

    ทั้งรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ทั้งหมด

    ไม่พลอยยินดีตาม ไม่พลอยยินร้ายตาม



    :103:

  4. ในกระทู้ชมรมณีย์ (2)

    ตอบ: 5 Jun 2017

    :09:

    ขออภัยค่ะ คห.ด้านบนลืมใส่ลิงก์อ้างอิงที่มาของบล็อกไว้
    ในอ้างอิงนี้คือบทคำสอนที่นำมาทำไว้ใน

    บล็อกหลัก...งานคำสอน "พระอาจารย์"

    http://ngankhamsorn.blogspot.com/

    เข้าอ่านบทคำสอนอื่นๆ ที่ทำไว้ด้วยก็ได้ค่ะ จากในลิงก์นี้

    :33:
  5. ในกระทู้ชมรมณีย์ (2)

    ตอบ: 4 Jun 2017

    อ้างอิง

    :09:


    รูปภาพถูกใส่ลงไปแล้ว


    :09:


    "หลัก"


    พระอาจารย์ – ธรรมก็เหมือนกัน ก็ทำอีกๆ ทำแล้วทำอีกๆ ย้ำอยู่ตรงจุดเดิมนี่ ไม่เปลี่ยนที่

    แต่มันต้องทำด้วยความชำนาญอยู่ตรงที่เดิม รู้เห็นอยู่ที่เดิม ปัจจุบันเดิม ...แม้กายมันจะเปลี่ยนหน้าค่าตาไปยังไงก็ช่างมัน ขอให้เป็นปัจจุบันความรู้สึกนั้น

    สร้างฐานของจิตให้อยู่ในปัจจุบันมากๆ โดยอาศัยกายนี่เป็นที่ตั้งของธาตุธรรมปัจจุบัน ...เมื่อจิตมาตั้งรู้ตั้งเห็นอยู่กับกาย ก็แปลว่าจิตนั้นอยู่ในปัจจุบัน

    ต้องบ่มจิตปัจจุบันนี้มากๆ …เพราะโดยปกติของปุถุวิสัย ปุถุชนนี่...เก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์น่ะ มันออกนอกปัจจุบัน...ตลอด

    เพราะนั้นต้องรักษาจิตปัจจุบันนี้ไว้ โดยอาศัยกายนี่เป็นบาทฐาน...ที่เป็นเครื่องบ่งบอกถึงความมีอยู่ เป็นอยู่ในปัจจุบัน

    ตรงนี้เริ่มเรียกว่าครบถ้วนแล้ว ตั้งแต่สติศีลสมาธิ …แม้ยังไม่ครบองค์ประกอบของไตรสิกขาคือปัญญา...ก็บ่มตรงนี้ก่อนมากๆ

    เมื่อใด ช่วงใด เวลาใดที่จิตมันอยู่ตัวได้ดี อย่างไม่ต้องควบคุมบังคับ ไม่ต้องระแวดระวัง ไม่ต้องระมัดระวัง...เรียกว่ามันอยู่ตัว มันคงตัว เรียกว่าสมาธินี่ได้ที่ได้ฐานระดับหนึ่ง

    นี่จึงค่อยน้อมเข้าหาปัญญา ด้วยความสังเกตสังกาใคร่ครวญในธรรม ตั้งปรัศนีขึ้นในหัวจิตหัวใจว่ามันเป็นเราตรงไหน...แล้วดู มันเป็นของเราตรงไหน...แล้วดู

    เมื่อแน่วแน่ในธรรมดี แนบแน่นกับธรรมดี แล้วก็พิจารณาใหม่ ...ลักษณะอาการนี้เรียกว่าด้วยอนุโลมและปฏิโลม ค่อยๆ เป็นไป ...นี่คือลักษณะวิถีของปัญญาวิมุติ


    พวกเรานี่อยู่ในเกณฑ์สันดานต้องเป็นปัญญาวิมุติ ...จะไปตามครูบาอาจารย์ที่สายกรรมฐานสายหลวงปู่มั่นเป็นต้นแบบลูกศิษย์นี่ไม่ได้ ...จะตามนั้นไม่ได้

    เราจะต้องอาศัยสมาธิปัญญาอย่างเป็นช่วงเป็นห้วงไปอย่างนี้...ที่จะพอเข้าไปลิดรอนอำนาจของความถือครองว่าเป็นเราของเรา...ทีละเล็กทีละน้อย ค่อยๆ เป็นไป

    แต่อาศัยการประกอบกระทำอย่างเนืองๆ ขยัน ...ไม่ทิ้งช่วง ไม่ขาดหายไปนาน นับเป็นชั่วโมง นับเป็นหลายๆ นาที ...อย่างนี้เรียกว่าประมาทแล้ว

    เพราะนั้นก็ให้มันบ่อยๆ ...เผลอ หาย ลืม...เอาใหม่ๆ ...แล้วก็ต้องตั้งกลับมาที่เดิม คือกองกาย กองธาตุ กองเวทนา

    อย่าไปตั้งสะเปะสะปะ ว่าไปรู้ตรงนั้นก็ได้ ไปเห็นตรงนี้ก็ได้ แบบคนนั้นแบบคนนี้เขาก็ทำกัน ...อย่าเอากิเลสคน อย่าเอาสันดานคน อย่าเอาการดำรงการดำเนินของคนนี่มาเป็นแม่แบบ

    เอาธรรมเป็นแม่แบบ เอาพุทธะเป็นแม่แบบ เอาพระอริยสงฆ์ซึ่งหาได้ยากนี่เป็นแม่แบบ…จึงจะไว้เนื้อเชื่อใจได้ว่าไม่ถูกกิเลสต้มและตุ๋น

    ทำยังไงธรรมนี่จึงจะเงยตาอ้าปากขึ้นมา ...ก็สติล้วนๆ การระลึกรู้ล้วนๆ ซ้ำๆๆๆ ...หายลืมเอาใหม่ๆ กายมันก็มีอยู่ตรงนั้น ไม่ต้องไปลงทุนลงแรงค้นหาอะไรหรอก ...มันก็อยู่ตรงนั้นน่ะ

    ถามตัวเองกำลังทำอะไร...ก็เจอแล้ว กายกำลังอยู่ในท่าไหน...ก็เจอแล้ว กำลังอยู่ในอิริยาบถใหญ่ใด...ก็เจอแล้ว กำลังอยู่ในอิริยาบถย่อยใด...ก็เห็นแล้ว

    ให้ศีลน่ะเป็นปัจจุบัน ให้สติน่ะเป็นปัจจุบัน ให้สมาธิน่ะเป็นปัจจุบันอยู่เสมอ

    นี่แหละ ที่พูดมาทั้งหมดนี่แหละคือหลักปฏิบัติ ...ไม่ใช่อุบายปฏิบัติ แต่คือหลักปฏิบัติ

    และเป็นหลักเดียวที่จะเอาตัวรอดจากกิเลสได้ เอาตัวรอดจากความยึดมั่นถือมั่น โดยเราของเรา โดยเขาของเขาได้ …ถ้าไม่โดยหลักนี้...ไม่มีทาง

    หลักศีลสมาธิปัญญา หลักมรรคมีองค์แปด หลักปัจจุบันธาตุ ปัจจุบันธรรม ปัจจุบันรู้ ...หลักนี้หลักเดียวเท่านั้น...ทั้งหมดสงเคราะห์ลงที่นี้หมดเลย

    ธรรมแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ อุบายธรรมทั้งหลายทั้งปวง ต้องสงเคราะห์ลงที่นี้ทั้งหมด ...เรียกว่ารอยเท้าเล็กลงที่รอยเท้าใหญ่ รอยเท้าของสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง จบลงที่รอยเท้าช้าง

    มันต้องลงที่นี่หมดเลย จึงจะต่อกรเป็นคู่ต่อสู้กับอวิชชาตัณหาอุปาทาน...ที่เราสั่งสมพอกพูนกำลังให้มัน สนับสนุนค้ำจุนมันมาอเนกภพอเนกชาติ ...พละกำลังของมันมากมายมหาศาลจริงๆ

    แล้วลองประเมินกำลังศีลสมาธิปัญญาเราดูมั้ยล่ะ ...อย่างเวลาโกรธเวลาเกลียดใคร เวลาเกิดอารมณ์กับใคร แล้วเราลองนึกว่า...ให้กลับมารู้ว่ากายกำลังอยู่ตรงนั้น

    กายกำลังยืน กายกำลังเดิน กายกำลังแข็ง กายกำลังตึง ...ดึงกลับได้มั้ย ยินยอมที่จะกลับมาอยู่กับกายตรงนั้นได้มั้ย หรือว่าหากายตรงนั้นเจอมั้ย ท่ามกลางความแผดเผาเร่าร้อน


    เห็นพลานุภาพของกิเลสมั้ย เห็นพลานุภาพของอารมณ์มั้ย เห็นพลานุภาพของอุปาทาน เห็นพลานุภาพความยึดมั่นถือมั่นในอารมณ์เราของเรามั้ย

    นี่ มันแรงกว่า เหนือกว่าศีลสมาธิปัญญา กายใจปัจจุบัน หลายขุม หลายช่วงตัวนะ

    ถึงเอาได้ กลับมาอยู่...แต่ก็เอาไม่รอด เอาไม่ตลอดรอดฝั่ง ...สุดท้ายก็ต้องไปตายแช่อยู่กับอารมณ์ ทำตามอารมณ์ พูดตามอารมณ์

    หรือเข้าไปดำดินบินวนอยู่ในอารมณ์นั้น จนกว่าอารมณ์นั้นจะสร่างซาของมันไป...โดยที่ไม่มีศีลสมาธิปัญญากล่าวอ้างกล่าวถึงในจิตดวงนั้นเลย

    เห็นมั้ย ความต่ำใต้กิเลส ความต่ำใต้ขันธ์ ความต่ำใต้อารมณ์ ความต่ำใต้ความปรารถนาของเราของเขานี่ มากมายมหาศาล

    เรียกว่ายังไม่ใช่คู่ต่อกร ไม่ใช่คู่ต่อสู้เลย...ที่จะไปลบความเป็นเรา ความเป็นของเรา …ที่เขาพูดว่าละกันได้ง่ายๆ เหมือนปอกกล้วยเข้าปากน่ะ เป็นคำโกหก ...ไปประเมินกำลังดูจะรู้เลย

    ลองดู อยากรู้ว่ากิเลสเราประมาณไหน กี่โล กี่ขีด กี่ตันนี่ …เวลาเดินจงกรมนั่งสมาธิซักหนึ่งชั่วโมง สองชั่วโมง ...แล้วจะรู้เลยว่า จิตนี่เดือดเนื้อร้อนใจกับกายนี้มั้ย ว้าวุ่นสับสนกับกายนี้มั้ย

    ในจิต ในดวงจิตของเราตรงนั้นจะมีแต่ความคร่ำครวญหวนไห้ สับสนวุ่นวาย ชุลมุนชุลเกไปหมดน่ะ ความยึดมั่นถือมั่นในเราในกายยังเต็มหัวจิตหัวใจอยู่เลยน่ะ

    นี่มันแสดงอะไร...แสดงว่ากายนี้ยังเป็นเราของเราอยู่เต็มๆ ...ยังห่างชั้นนักห่างชั้นหนาว่ากายนี้ไม่ใช่เราของเรา

    นี่ ตรงต่อธรรมนะ ไม่โกหกตัวเองนะ ...การปฏิบัติธรรมไม่โกหกตัวเอง ไม่โกหกคนอื่นนะ มันเป็นอะไรที่รู้ได้ เห็นกับตัวเองเลยว่ายังติดก็คือต้องติด...ต้องรู้ ยังยึดก็ต้องรู้ว่ายังยึด

    ยังออกไม่ได้ก็ต้องรู้ว่ายังออกไม่ได้ ยังหาวิธีออกจากมันไม่ได้...ก็รู้ว่าหาวิธีออกจากมันไม่ได้ รู้ว่ากำลังหาวิธีการออก รู้ว่าเข้าหาวิธีการออกที่ถูก ...ก็ต้องรู้ด้วยตัวเองหมดเลย

    อย่าไปฟังคำคนอื่น อย่าไปปฏิบัติธรรมตามกระแส ตามเทรนด์ ...ไม่ใช่ลัทธินี่ อย่ามาอ้างคนนั้นพูดคนนี้บอก

    สวากขตธรรมนี่คือธรรมที่พระพุทธเจ้าท่านคัดแล้ว สรรแล้ว ตรัสดีแล้ว...นี่ อันนี้เป็นหลักเป็นเกณฑ์ ศีลสมาธิปัญญานี่ตายตัวเลย

    ถ้าปฏิบัติ...ถามดูตรงนั้น มองหาดูตรงนั้นว่าอยู่ในแวดวงของศีลมั้ย อยู่ในแวดวงของสมาธิ อยู่ในแวดวงของปัญญารึเปล่า ...ถ้าไม่ได้อยู่ในแวดวงของศีล...จบ ผิดทันที บอกให้เลย

    เรายืนยันอยู่ที่เดียวน่ะ ถ้าไม่มีกายอยู่ตรงเดี๋ยวนี้ ขณะนี้ เป็นเครื่องรู้เครื่องเห็น...นี่ ผิดธรรม ผิดศีล ออกนอกมรรค ออกนอกความเป็นจริง ออกนอกปัจจุบัน...เป็นอันว่าผิดหมด


    เพราะฉะนั้น จะปฏิบัติตามๆ กันไปมา หรือจะปฏิบัติตามหาธรรม ตามศีลสมาธิปัญญาล่ะ


    :09:


    คำสอน "พระอาจารย์"

    วันที่ 6 พ.ค. 2560

    บล็อก...คำสอน (นอกแผ่น)

    http://ngankhamsorn-...r.blogspot.com/


    :09:

รายละเอียดของฉัน

ชื่อเล่น:
ตอบ 10000+
อายุ
ไม่บอกอายุ
วันเกิด
ไม่บอกวันเกิด
เพศ:
สิ่งที่สนใจ:
-

ไม่อาลัยในสิ่งลับดับ

รายละเอียดวิธีติดต่อ

อีเมลล์
กดที่นี่เพื่ออีเมล์

ความเห็น

  • (5 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • 3
  • สุดท้าย »
  1. รูปภาพ

    เภตรา ไอคอน

    14/01/2017 - 14:55 น.
    ร่วมบุญธรรมทานหรือต้องการติดต่อ
    ใช้ช่องทาง ngankhamsorn@gmail.com
    หรือทางจีพลัส g+ งานคำสอน พระอาจารย์
    https://plus.google.com/u/0/101642288365450066415
    หรือเฟสบุ๊ค "งานคำสอน พระอาจารย์"
    https://www.facebook.com/ngankhamsorn
    และเฟสบุ๊ค "เภตรา"
    https://www.facebook.com/petra.chomrohmanee
  2. รูปภาพ

    เภตรา ไอคอน

    22/11/2015 - 15:28 น.
    อ่าน "คำสอน พระอาจารย์" ที่ในบล็อกได้
    โดยเสิร์ชทาง google พิมพ์คำว่า "งานคำสอน พระอาจารย์"
    หรือเข้าลิงก์ทางจีพลัส(G+) งานคำสอน พระอาจารย์
    https://plus.google.com/101642288365450066415
    หรือเข้าลิงก์ภายในบล็อก "งานคำสอน พระอาจารย์" แต่ละแผ่น
    จะมีลิงก์เชื่อมโยงภายในสำหรับแต่ละแผ่นไว้แล้วค่ะ
  3. รูปภาพ

    เภตรา ไอคอน

    01/04/2014 - 10:42 น.
    "กาย-ใจ...ให้พอดีกัน" ... ถ้าไม่พอดี ส่วนที่ไม่พอดีนั่นน่ะคือส่วนที่ปรุงแต่ง
  4. รูปภาพ

    เภตรา ไอคอน

    01/04/2014 - 10:41 น.
    เหมือนขันธ์นี่ ขันธ์มันมีพอดีอยู่เท่านี้ เท่ากับปัจจุบัน ... ถ้าขันธ์ที่เกินจากปัจจุบันกายปัจจุบันจิตตรงที่รู้อยู่เห็นอยู่ตรงนี้ พวกนี้เป็นอุปาทานขันธ์หมด หรือว่าเป็นขันธ์หลอก ขันธ์ปลอม ขันธ์ไม่จริง เป็นขันธ์ที่ไม่มีสาระแก่นสาร
  5. รูปภาพ

    เภตรา ไอคอน

    01/04/2014 - 10:40 น.
    แล้วถ้าไม่มีสติ ไม่มีสมาธิที่ตั้งมั่นรู้อยู่กับปัจจุบัน มักจะหลง เผลอเพลินไปกับมัน ...เข้าไปมี เข้าไปเป็น เข้าไปหมายมั่น แล้วก็เกิดความหลงผิดจริงจัง คิดว่าตัวนั้นเป็นตัวตนที่แท้จริง ตัวเรา ความเป็นเรา ความเป็นของเรา ...ก็ไปเป็นทุกข์เป็นสุขล่วงหน้าเกิดขึ้น
  6. รูปภาพ

    เภตรา ไอคอน

    01/04/2014 - 10:40 น.
    เพราะนั้นน่ะ การที่จะอยู่กับปัจจุบัน รู้เห็นปัจจุบัน มีการสอดส่องอยู่เสมอ นี่เขาเรียกว่ามีการพิจารณาธรรม ใคร่ครวญธรรมอยู่เสมอ ...อะไรมันเกิดขึ้นมา อะไรมันปรากฏขึ้นมา ก็อย่าไปตื่นเต้นตกใจ หรือว่าดีใจเสียใจอะไร
  7. รูปภาพ

    เภตรา ไอคอน

    01/04/2014 - 10:40 น.
    ให้ใคร่ครวญด้วยความแยบคายว่าธรรมนี้คืออะไร จริงหรือปลอม ใช่หรือไม่ใช่ เกินหรือขาด
    ถ้ามันไม่ใช่ มันก็ต้องมาเทียบเคียงดูกับปัจจุบันขันธ์ที่ปรากฏ ยืน เดิน นั่ง นอน เท่านี้ ...นอกนั้นละได้ละไป อย่าไปจริงจังกับมัน
  8. รูปภาพ

    เภตรา ไอคอน

    01/04/2014 - 10:39 น.
    ก็จะเห็นว่ามันเป็นขันธ์ที่เป็นอุปาทานขันธ์ ขันธ์ใน เป็นขันธ์ไม่จริง ขันธ์ที่จะก่อให้เกิดทุกข์ อุปาทานทุกข์ ...ขันธ์ที่เกิดความต่อเนื่องไม่จบไม่สิ้น ขันธ์ที่ไม่มีวันจบ
    ก็มาอยู่กับขันธ์ปัจจุบัน แล้วก็รู้อยู่เห็นอยู่ ยืนเดินนั่งนอน เดี๋ยวก็เกิดเดี๋ยวก็ดับ
  9. รูปภาพ

    เภตรา ไอคอน

    01/04/2014 - 10:39 น.
    แล้วก็มาเรียนรู้ปัจจุบันธรรมปัจจุบันขันธ์ มันก็เห็นปัจจุบันนั้นเป็นขันธ์แค่ชั่วคราว เห็นความเป็นชั่วคราว แล้วก็หายไป เกิดใหม่แล้วก็หายไป ตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ในความเป็นกลาง ตั้งอยู่บนความเป็นกลาง ตั้งอยู่บนความเป็นปกติ ตั้งอยู่บนความเป็นธรรมดา คือมันไม่ใช่ความเป็นสัตว์ เป็นบุคคลอะไร เหมือนกับเป็นซากขันธ์ อยู่กับซากขันธ์ที่แท้จริง
  10. รูปภาพ

    เภตรา ไอคอน

    01/04/2014 - 10:38 น.
    ส่วนอาการที่เป็นนามธรรม นามขันธ์ ...ถ้าจำเป็นต้องใช้ ต้องคิดต้องปรุง ก็ใช้ไปจบไป เป็นเรื่องๆๆ ไป ...ถ้าไม่มีอะไร ไม่จำเป็นต้องคิด ไม่จำเป็นต้องปรุง ก็ไม่ต้องปรุง ก็ละ ก็วาง ก็ปล่อย ก็แค่รู้ว่า ..เออ มันคิด ..อ้อ มันปรุง ..อ้อ มันคิด ..อ้อ มันปรุง แค่นั้น อย่าไปสนใจ อย่าไปจริงจัง อย่าไปหา หรือว่าให้มันพาไปหาอะไร ให้ความคิดพาไปหาอะไร
  11. รูปภาพ

    เภตรา ไอคอน

    01/04/2014 - 10:37 น.
    คือไม่ตามใจมัน ไม่ตามมันไป ไม่ตามอารมณ์ ไม่ตามความอยาก ไม่ตามความไม่อยากออกไป
    ใจมันจะต้องตั้งมั่นเข้มแข็ง ...ถ้าใจอ่อน ใจไหว ใจอ่อนแอนี่ มันมักจะตกลงไปในกระแสความปรุงแต่ง กระแสโลก กระแสผัสสะ ซึ่งมันจะมีอยู่ตลอดเวลา
  12. รูปภาพ

    เภตรา ไอคอน

    01/04/2014 - 10:37 น.
    ถ้าไม่มั่นคงหรือว่าไม่เอาจริงในการที่กลับมาตั้งอยู่ในฐานกายใจ รู้อยู่เห็นอยู่เดี๋ยวนี้ขณะนี้นี่ ในโลก...ที่เราทำงานอยู่...ที่เราสัมผัสสัมพันธ์กับผู้คนอยู่ ยังไงๆ มันจะเป็นช่องทางออกอยู่ตลอดเวลา ไหลเลื่อนลอยออกไป ตามรูปเสียงกลิ่นรส ตามความอยากนิดๆ หน่อยๆ
  13. รูปภาพ

    เภตรา ไอคอน

    01/04/2014 - 10:36 น.
    ไอ้เริ่มจากนิดๆ หน่อยๆ นี่ เดี๋ยวมันจะยืดยาวไปเลยแหละ บางที ..เฮ้ย ไม่เป็นไรหรอกๆ ปล่อยมันไปๆ ไม่เป็นไรไม่ต้องดูไม่ต้องจริง ... เดี๋ยวมันจะก่อร่างสร้างฐานเป็นความหลง...มันลาก ดึงกลับยากแล้ว
  14. รูปภาพ

    เภตรา ไอคอน

    01/04/2014 - 10:35 น.
    พอกลับมามีสติจะระลึกรู้ปุ๊บ มันเหมือนกับกระแสน้ำหลากน่ะ พอเป็นกระแสน้ำหลากแล้วเราไปยืนอยู่ตรงนั้น น้ำเชี่ยวน่ะ โอ้ย เราก็เหมือนกับใบไม้ลอยอยู่ในกระแสน้ำเชี่ยวน่ะ มันไม่มีทางตั้งหลักตั้งฐานได้เลย
  15. รูปภาพ

    เภตรา ไอคอน

    01/04/2014 - 10:33 น.
    แต่ถ้าเราไม่ประมาท ไม่เลินเล่อ แล้วก็รู้อยู่เสมอ รู้อยู่เนืองๆ รู้อยู่เป็นนิจ ไม่ว่ามันจะเคลื่อน ไม่ว่ามันจะขยับ นิดนึงก็รู้ นิดหน่อยก็เอา ...กลับมารู้ไว้ ตั้งไว้ ไม่มีอะไรก็ต้องรู้ ไม่มีอารมณ์ก็ต้องรู้ ก็มารู้กายเป็นฐานไว้ ... เนี่ย ใจมันจะเข้มแข็งขึ้นตามลำดับ สมาธิมันจะตั้งมั่น มั่นคง ไม่หวั่นไหว ...ยิ่งไม่หวั่นไหวเท่าไหร่ มันจะยิ่งเห็นชัดเจนในความเป็นไตรลักษณ์มากขึ้นเท่านั้นเอง
  • (5 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • 3
  • สุดท้าย »