ลานธรรมเสวนา: เภตรา - ประวัติ

เข้าไปดูเนื้อหา

เภตรา - ประวัติ ข้อมูลส่วนตัว ให้คะแนนผู้ใช้ -----

คะแนนความเห็น 4205 บวก 20
กลุ่ม
สมาชิกลานธรรมถาวร
ตอบกระทู้รวม
11870(3.99 ต่อวัน)
ตอบมากที่สุดใน
ชีวิตกับธรรมะ (5555 ตอบ)
วันที่สมัคร
02/04/2009
คนเข้าดูข้อมูล
3158409
เข้าใช้ล่าสุด
ผู้ใช้ออฟไลน์ เมื่อวาน, 17:44 น.
สถานะ
ออฟไลน์

คนเข้าชม

ไอคอน   เภตรา จาโค ปฏินิสสัคโค..ข้ามผ่านทุกชาติภพไป..มุตติ อนาลโย..ไม่หวนคืน

กระทู้ที่ตอบ

  1. ในกระทู้รอยธรรม...หลวงปู่ฝั้น อาจาโร

    ตอบ: 25 May 2017

    :09:

    ๔๕ “อนิยตา ธมฺมา”


    ในบทที่ ๔๕ นั้น มีพระบาลีว่า “อนิยตา ธมฺมา” แปลว่า ธรรมทั้งหลายไม่เที่ยง บาปก็ไม่เที่ยง

    โดยอธิบายว่า ปุถุชนนั้น บุญก็กระทำ บาปก็กระทำ แต่ไม่เที่ยงที่จะไปสู่สวรรค์ และไม่เที่ยงที่จะไปสู่นรก เพราะไม่เป็นใหญ่ เมื่อเวลาใกล้ตาย ถ้าบุญส่งให้ก็ไปสวรรค์ ถ้าบาปส่งก็ไปสู่นรก เพราะเหตุนี้ จึงแปลว่าเป็นธรรมที่ไม่เที่ยง ในเวลาอาสันนกรรมใกล้จะตาย

    เพราะฉะนั้นจึงสมกับพระบาลีว่า “อนิยตา ธมฺมา” ฉะนี้ แก้ไขมาในติกมาติกาบทที่ ๔๕ ก็ยุติลงไว้แต่เพียงเท่านี้

    (มีต่อ)
  2. ในกระทู้รอยธรรม...หลวงปู่ฝั้น อาจาโร

    ตอบ: 25 May 2017

    :09:

    ๔๔ “สมฺมตฺตนิยตา ธมฺมา”


    ในบทที่ ๔๔ มีพระบาลีว่า “สมฺมตฺตนิยตา ธมฺมา” แปลว่า ธรรมทั้งหลายมีทิฏฐิอันชอบ และเป็นธรรมเที่ยงที่จะไปสู่พระนิพพาน

    โดยความอธิบายว่า ทิฏฐิอันชอบนั้นมีอยู่ ๔ ประการ

    “ทุกฺเข ญาณํ” ความเห็นในปัญจขันธ์ทั้ง ๕ ว่าเป็นทุกข์ ๑

    “ทุกฺขสมุทเย าณํ” ความเห็นในตนว่าเป็นที่บังเกิดขึ้นแห่งทุกข์ ๑

    “ทุกฺขนิโรเธ าณํ” ความเห็นในธรรมว่าเป็นเครื่องดับทุกข์ได้ ๑

    “ทุกฺขนิโรธคามินิยา ปฏิปทาย าณํ” ความเห็นว่าพระนิพพานเป็นหนทางดับทุกข์ได้ ๑

    ความเห็นทั้ง ๔ ประการนี้แล ท่านเรียกว่า "สัมมาทิฏฐิ"


    "สัมมาทิฏฐิ" นั้นแปลว่า ความเห็นดีเห็นชอบ ความเห็นดีเห็นชอบนี้แล เที่ยงที่จะไปสู่สุคติ

    โดยความอธิบายว่า ความเห็นธรรมของจริงเป็นความเห็นชอบ

    ความเห็นชอบนั้นก็คือความเห็นสมมติว่าเป็นธรรมที่ไม่จริง ธรรมที่โลกสมมติตามใจนั้นแลเป็นธรรมอันไม่จริง

    เมื่อเห็นสมมติและถอนสมมตินัยได้แล้ว ก็เรียกว่าวิมุติ ธรรมที่เป็นวิมุตินี้แลเรียกว่า ความเห็นจริงเห็นชอบ

    เพราะฉะนั้นจึงสมกับพระบาลีว่า “สมฺมตฺตนิยตา ธมฺมา” ดังนี้

    (มีต่อ)
  3. ในกระทู้รอยธรรม...หลวงปู่ฝั้น อาจาโร

    ตอบ: 25 May 2017

    :09:

    ๔๓ “มิจฺฉตฺตนิยตา ธมฺมา”


    ลำดับนี้จักได้วิสัชชนาในติกมาติกาบทที่ ๔๓ สืบต่อไป โดยนัยพระบาลีว่า “มิจฺฉตฺตนิยตา ธมฺมา” แปลว่า ธรรมมีทิฏฐิอันผิด เป็นธรรมอันเที่ยงที่จะไปสู่ทุคคติ

    โดยอธิบายความว่า ทิฏฐิอันเห็นผิดนั้นมีอยู่ ๓ ประการ คืออุจเฉททิฎฐิ ๑ สัสสตทิฏฐิ ๑ อกิริยทิฏฐิ ๑

    ความเห็นว่า บาปบุญไม่มี หรือเห็นว่า ตายแล้วไม่เกิด สูญไป ดังนี้เรียกว่า อุจเฉททิฏฐิ

    ความเห็นว่า เป็นของเที่ยง ไม่กลับกลอกยักย้ายแปรผันเป็นอย่างอื่นไป เช่นว่า ดิรัจฉานก็เป็นดิรัจฉาน มนุษย์ก็เป็นมนุษย์อยู่ร่ำไป มนุษย์ไม่กลับเป็นดิรัจฉาน ดิรัจฉานไม่กลับเป็นมนุษย์ ความเห็นเช่นนี้เรียกว่าสัสสตทิฏฐิ

    ความเห็นว่าไม่ต้องบำเพ็ญบุญกุศล สิ่งใดถึงกำหนดแล้วก็สำเร็จไปเอง ความเห็นเช่นนี้เรียกว่าอกิริยทิฏฐิ

    ทิฏฐิทั้ง ๓ ประการเหล่านี้เที่ยงที่จะไปสู่อบายภูมิ ทั้ง ๔

    เพราะฉะนั้นจึงสมกับพระบาลีว่า “มิจฺฉตฺตนิยา ธมฺมา” ดังนี้

    (มีต่อ)
  4. ในกระทู้หลวงปู่อ่อนสา สุขกาโร

    ตอบ: 25 May 2017

    :09:


    หลวงปู่อ่อนสา พูดถึง หลวงปู่หล้า เขมปัตโต


    รูปภาพถูกใส่ลงไปแล้ว



    หลวงปู่หล้า เขมปัตโต แห่งวัดบรรพตคีรี (ภูจ้อก้อ) อ.หนองสูง จ.มุกดาหาร ท่านเป็นพระอริยสงฆ์องค์หนึ่ง ได้ละสังขารไปเมื่อวันที่ ๙ มกราคม ๒๕๓๙

    ท่านเป็นผู้มุ่งต่ออรรถต่อธรรม และเป็นครูบาอาจารย์อีกองค์หนึ่งที่เคยอยู่กับหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ในยุควัดป่าบ้านหนองผือ ร่วมกันกับหลวงปู่อ่อนสา หากแต่หลวงปู่หล้าท่านเข้าไปอยู่ทีหลังจากหลวงปู่ คือเข้าไปอยู่ระหว่างพ.ศ. ๒๔๘๙ หลังหลวงปู่ประมาณหนึ่งปี

    วันหนึ่งในตอนเช้าหลังจากที่หลวงปู่ท่านฉันจังหันเสร็จ ศิษย์ได้กราบเรียนถามถึงหลวงปู่หล้าว่าท่านเป็นอย่างไร? ในสมัยที่จำพรรษาร่วมกัน

    หลวงปู่ท่านก็ตอบว่า

    “ญาพ่อหล้าเพิ่นแม่นคนซังไห้ตั้ว ไห้ดู๋ แต่กี้หลวงปู่มั่นยังดีอยู่กะไห้ บัดย่ามเพิ่นเจ็บหนักแฮ่งไห้คัก นิสัยแปลกกว่าหมู่...”

    “ญาพ่อหล้าเพิ่นมาบวชทีหลังดอก ฆ่าแม่หญิงมาสองคนเด้ จั่งมาบวช...”


    (หมายเหตุ : ฆ่าแม่หญิง ในสำนวนของหลวงปู่ หมายถึง การมีครอบครัว)

    :09:
  5. ในกระทู้หลวงปู่อ่อนสา สุขกาโร

    ตอบ: 25 May 2017

    :09:


    หลวงตาแตงอ่อน พูดถึง หลวงปู่อ่อนสา


    รูปภาพถูกใส่ลงไปแล้ว



    หลวงตาแตงอ่อน กัลยาณธัมโม แห่งวัดป่ากัลยาณธัมโม อ.วานรนิวาส จ.สกลนคร ท่านเมตตาเล่าว่า

    “สมัยที่ท่านอยู่วัดป่าบ้านหนองผือ กุฏิของหลวงปู่อ่อนสาในครั้งนั้นเป็นกุฏิใบมะพร้าว ข้างกุฏิมีกกบากใหญ่ (ต้นพวง) อยู่ทางฟากโพน ทิศใต้ของกุฏิหลวงตาแตงอ่อน

    ท่านไม่ค่อยพูดค่อยจากับใคร ไม่คลุกคลีกับใคร อยู่เรียบๆ เฉยๆ ต่างคนต่างทำความเพียรของใครของมัน

    ตัวหลวงปู่อ่อนสาเองท่านก็เป็นครูบา ไม่ได้มาเอาวัตรใกล้ชิดกับหลวงปู่มั่น ปล่อยพระหนุ่มน้อยทำวัตรกับหลวงปู่มั่นไป โดยท่านคอยดูอยู่ห่างๆ”


    :09:

รายละเอียดของฉัน

ชื่อเล่น:
ตอบ 10000+
อายุ
ไม่บอกอายุ
วันเกิด
ไม่บอกวันเกิด
เพศ:
สิ่งที่สนใจ:
-

ไม่อาลัยในสิ่งลับดับ

รายละเอียดวิธีติดต่อ

อีเมลล์
กดที่นี่เพื่ออีเมล์

ความเห็น

  • (5 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • 3
  • สุดท้าย »
  1. รูปภาพ

    เภตรา ไอคอน

    14/01/2017 - 14:55 น.
    ร่วมบุญธรรมทานหรือต้องการติดต่อ
    ใช้ช่องทาง ngankhamsorn@gmail.com
    หรือทางจีพลัส g+ งานคำสอน พระอาจารย์
    https://plus.google.com/u/0/101642288365450066415
    หรือเฟสบุ๊ค "งานคำสอน พระอาจารย์"
    https://www.facebook.com/ngankhamsorn
    และเฟสบุ๊ค "เภตรา"
    https://www.facebook.com/petra.chomrohmanee
  2. รูปภาพ

    เภตรา ไอคอน

    22/11/2015 - 15:28 น.
    อ่าน "คำสอน พระอาจารย์" ที่ในบล็อกได้
    โดยเสิร์ชทาง google พิมพ์คำว่า "งานคำสอน พระอาจารย์"
    หรือเข้าลิงก์ทางจีพลัส(G+) งานคำสอน พระอาจารย์
    https://plus.google.com/101642288365450066415
    หรือเข้าลิงก์ภายในบล็อก "งานคำสอน พระอาจารย์" แต่ละแผ่น
    จะมีลิงก์เชื่อมโยงภายในสำหรับแต่ละแผ่นไว้แล้วค่ะ
  3. รูปภาพ

    เภตรา ไอคอน

    01/04/2014 - 10:42 น.
    "กาย-ใจ...ให้พอดีกัน" ... ถ้าไม่พอดี ส่วนที่ไม่พอดีนั่นน่ะคือส่วนที่ปรุงแต่ง
  4. รูปภาพ

    เภตรา ไอคอน

    01/04/2014 - 10:41 น.
    เหมือนขันธ์นี่ ขันธ์มันมีพอดีอยู่เท่านี้ เท่ากับปัจจุบัน ... ถ้าขันธ์ที่เกินจากปัจจุบันกายปัจจุบันจิตตรงที่รู้อยู่เห็นอยู่ตรงนี้ พวกนี้เป็นอุปาทานขันธ์หมด หรือว่าเป็นขันธ์หลอก ขันธ์ปลอม ขันธ์ไม่จริง เป็นขันธ์ที่ไม่มีสาระแก่นสาร
  5. รูปภาพ

    เภตรา ไอคอน

    01/04/2014 - 10:40 น.
    แล้วถ้าไม่มีสติ ไม่มีสมาธิที่ตั้งมั่นรู้อยู่กับปัจจุบัน มักจะหลง เผลอเพลินไปกับมัน ...เข้าไปมี เข้าไปเป็น เข้าไปหมายมั่น แล้วก็เกิดความหลงผิดจริงจัง คิดว่าตัวนั้นเป็นตัวตนที่แท้จริง ตัวเรา ความเป็นเรา ความเป็นของเรา ...ก็ไปเป็นทุกข์เป็นสุขล่วงหน้าเกิดขึ้น
  6. รูปภาพ

    เภตรา ไอคอน

    01/04/2014 - 10:40 น.
    เพราะนั้นน่ะ การที่จะอยู่กับปัจจุบัน รู้เห็นปัจจุบัน มีการสอดส่องอยู่เสมอ นี่เขาเรียกว่ามีการพิจารณาธรรม ใคร่ครวญธรรมอยู่เสมอ ...อะไรมันเกิดขึ้นมา อะไรมันปรากฏขึ้นมา ก็อย่าไปตื่นเต้นตกใจ หรือว่าดีใจเสียใจอะไร
  7. รูปภาพ

    เภตรา ไอคอน

    01/04/2014 - 10:40 น.
    ให้ใคร่ครวญด้วยความแยบคายว่าธรรมนี้คืออะไร จริงหรือปลอม ใช่หรือไม่ใช่ เกินหรือขาด
    ถ้ามันไม่ใช่ มันก็ต้องมาเทียบเคียงดูกับปัจจุบันขันธ์ที่ปรากฏ ยืน เดิน นั่ง นอน เท่านี้ ...นอกนั้นละได้ละไป อย่าไปจริงจังกับมัน
  8. รูปภาพ

    เภตรา ไอคอน

    01/04/2014 - 10:39 น.
    ก็จะเห็นว่ามันเป็นขันธ์ที่เป็นอุปาทานขันธ์ ขันธ์ใน เป็นขันธ์ไม่จริง ขันธ์ที่จะก่อให้เกิดทุกข์ อุปาทานทุกข์ ...ขันธ์ที่เกิดความต่อเนื่องไม่จบไม่สิ้น ขันธ์ที่ไม่มีวันจบ
    ก็มาอยู่กับขันธ์ปัจจุบัน แล้วก็รู้อยู่เห็นอยู่ ยืนเดินนั่งนอน เดี๋ยวก็เกิดเดี๋ยวก็ดับ
  9. รูปภาพ

    เภตรา ไอคอน

    01/04/2014 - 10:39 น.
    แล้วก็มาเรียนรู้ปัจจุบันธรรมปัจจุบันขันธ์ มันก็เห็นปัจจุบันนั้นเป็นขันธ์แค่ชั่วคราว เห็นความเป็นชั่วคราว แล้วก็หายไป เกิดใหม่แล้วก็หายไป ตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ในความเป็นกลาง ตั้งอยู่บนความเป็นกลาง ตั้งอยู่บนความเป็นปกติ ตั้งอยู่บนความเป็นธรรมดา คือมันไม่ใช่ความเป็นสัตว์ เป็นบุคคลอะไร เหมือนกับเป็นซากขันธ์ อยู่กับซากขันธ์ที่แท้จริง
  10. รูปภาพ

    เภตรา ไอคอน

    01/04/2014 - 10:38 น.
    ส่วนอาการที่เป็นนามธรรม นามขันธ์ ...ถ้าจำเป็นต้องใช้ ต้องคิดต้องปรุง ก็ใช้ไปจบไป เป็นเรื่องๆๆ ไป ...ถ้าไม่มีอะไร ไม่จำเป็นต้องคิด ไม่จำเป็นต้องปรุง ก็ไม่ต้องปรุง ก็ละ ก็วาง ก็ปล่อย ก็แค่รู้ว่า ..เออ มันคิด ..อ้อ มันปรุง ..อ้อ มันคิด ..อ้อ มันปรุง แค่นั้น อย่าไปสนใจ อย่าไปจริงจัง อย่าไปหา หรือว่าให้มันพาไปหาอะไร ให้ความคิดพาไปหาอะไร
  11. รูปภาพ

    เภตรา ไอคอน

    01/04/2014 - 10:37 น.
    คือไม่ตามใจมัน ไม่ตามมันไป ไม่ตามอารมณ์ ไม่ตามความอยาก ไม่ตามความไม่อยากออกไป
    ใจมันจะต้องตั้งมั่นเข้มแข็ง ...ถ้าใจอ่อน ใจไหว ใจอ่อนแอนี่ มันมักจะตกลงไปในกระแสความปรุงแต่ง กระแสโลก กระแสผัสสะ ซึ่งมันจะมีอยู่ตลอดเวลา
  12. รูปภาพ

    เภตรา ไอคอน

    01/04/2014 - 10:37 น.
    ถ้าไม่มั่นคงหรือว่าไม่เอาจริงในการที่กลับมาตั้งอยู่ในฐานกายใจ รู้อยู่เห็นอยู่เดี๋ยวนี้ขณะนี้นี่ ในโลก...ที่เราทำงานอยู่...ที่เราสัมผัสสัมพันธ์กับผู้คนอยู่ ยังไงๆ มันจะเป็นช่องทางออกอยู่ตลอดเวลา ไหลเลื่อนลอยออกไป ตามรูปเสียงกลิ่นรส ตามความอยากนิดๆ หน่อยๆ
  13. รูปภาพ

    เภตรา ไอคอน

    01/04/2014 - 10:36 น.
    ไอ้เริ่มจากนิดๆ หน่อยๆ นี่ เดี๋ยวมันจะยืดยาวไปเลยแหละ บางที ..เฮ้ย ไม่เป็นไรหรอกๆ ปล่อยมันไปๆ ไม่เป็นไรไม่ต้องดูไม่ต้องจริง ... เดี๋ยวมันจะก่อร่างสร้างฐานเป็นความหลง...มันลาก ดึงกลับยากแล้ว
  14. รูปภาพ

    เภตรา ไอคอน

    01/04/2014 - 10:35 น.
    พอกลับมามีสติจะระลึกรู้ปุ๊บ มันเหมือนกับกระแสน้ำหลากน่ะ พอเป็นกระแสน้ำหลากแล้วเราไปยืนอยู่ตรงนั้น น้ำเชี่ยวน่ะ โอ้ย เราก็เหมือนกับใบไม้ลอยอยู่ในกระแสน้ำเชี่ยวน่ะ มันไม่มีทางตั้งหลักตั้งฐานได้เลย
  15. รูปภาพ

    เภตรา ไอคอน

    01/04/2014 - 10:33 น.
    แต่ถ้าเราไม่ประมาท ไม่เลินเล่อ แล้วก็รู้อยู่เสมอ รู้อยู่เนืองๆ รู้อยู่เป็นนิจ ไม่ว่ามันจะเคลื่อน ไม่ว่ามันจะขยับ นิดนึงก็รู้ นิดหน่อยก็เอา ...กลับมารู้ไว้ ตั้งไว้ ไม่มีอะไรก็ต้องรู้ ไม่มีอารมณ์ก็ต้องรู้ ก็มารู้กายเป็นฐานไว้ ... เนี่ย ใจมันจะเข้มแข็งขึ้นตามลำดับ สมาธิมันจะตั้งมั่น มั่นคง ไม่หวั่นไหว ...ยิ่งไม่หวั่นไหวเท่าไหร่ มันจะยิ่งเห็นชัดเจนในความเป็นไตรลักษณ์มากขึ้นเท่านั้นเอง
  • (5 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • 3
  • สุดท้าย »