ลานธรรมเสวนา: อโศกะ - ประวัติ

เข้าไปดูเนื้อหา

อโศกะ - ประวัติ ข้อมูลส่วนตัว ให้คะแนนผู้ใช้ -----

คะแนนความเห็น 163 บวก 20
กลุ่ม
สมาชิกลานธรรมถาวร
ตอบกระทู้รวม
2302(0.63 ต่อวัน)
ตอบมากที่สุดใน
ชีวิตกับธรรมะ (1583 ตอบ)
วันที่สมัคร
11/07/2007
คนเข้าดูข้อมูล
333916
เข้าใช้ล่าสุด
ผู้ใช้ออฟไลน์ เมื่อวาน, 18:14 น.
สถานะ
ออฟไลน์
ไอคอน   อโศกะ ยังไม่ใส่สถานภาพ

กระทู้ที่ตั้ง

  1. การชำระจิตของตนให้ขาวรอบ

    ตอบ: 27 Jun 2017

    :68:
    พุทธโอวาทหรือสรุปคำสอนของพระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์
    3 ข้อแรกคือ
    1.สัพพปาปัสสะ อะกรณัง......การไม่ทำบาปทั้งปวง=ละชั่ว

    2.กุสลัสสูปสัมปทา....การทำกุศลให้ถึงพร้อม=ทำดี

    3.สะจิตตะปริโยทปะนัง.....การชำระจิตของตนให้ขาวรอบ

    2 ข้อแรกนั้นคล้ายกันกับคำสอนในศาสนาอื่นๆ ต่างกันแค่รายละเอียดในบางข้อ

    แต่ข้อที่ 3 การชำระจิตของตนให้ขาวรอบนั้น เป็นความแตกต่างโดยสิ้นเชิงจากศาสนาและลัทธิคำสอนอื่นๆ จนถือได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ของพุทธศาสนา เป็นสัญญลักษณ์ที่สำคัญของชาวพุทธ เป็นเครื่องชี้วัดแลรับรองว่าใครเป็นพุทธแท้หรือพุทธเทียมได้เลยทีเดียว

    การจะชำระจิตของตนให้ขาวรอบได้นั้นต้องใช้
    วิปัสสนาภาวนา อันเป็นวิชาที่ค้นพบโดยพระพุทธเจ้า

    วิปัสสนาภาวนา....สติปัฏฐาน 4.....มรรค 8 การเจริญโพธิปักขิยธรรม 37 ประการ และการพอกพูนความรู้ทันปัจจุบันอารมณ์ เป็นอันเดียวกัน คือเพื่อชำระจิตของตนให้ขาวรอบ

    มีต่อ
  2. สติสามัญนั้นมีอยู่แล้วทุกคน

    ตอบ: 22 May 2017

    :68:
    คนที่มาศึกษาธรรมปฏิบัติธรรมใหม่ๆมักจะถูกเตือนว่า สติเน้อ ให้มีสตินะ
    ฝึกสร้างสตินะ จนทำให้ดูเหมือนว่าผู้คนทั่วไปนี้ขาดสติ มีสติบกพร่องอยู่
    ตลอดเวลา แต่ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ คนไม่บ้าทุกคนมีสติสมบูรณ์อยู่เสมอ เพราะสังเกตดูให้ดีในการเดินร่วมกันไปในหมู่คนจำนวนมากแออัดแค่ไหนก็จะไม่ค่อยเห็นมีใครเดินชนกันไปทั่วอย่างที่เราคิดว่าคนทั่วไปขาดสติ

    สติที่คนดีๆทุกคนมีอยู่ประจำตัวนั้นเรียกว่า"สติธรรมชาติ สติคุ้มครองตัว"เป็นสติที่ธรรมชาติให้มา

    "สติธรรมชาติ"จะมากลายเป็น "สติในธรรมเพื่อความหลุดพ้น"ตามคำสอนของพระพุทธเจ้านั้น สติจะต้องถูกนำมาอบรมให้รู้จักธรรมะเพื่อความหลุดพ้นตามคำสอนที่ถูกต้องของพระพุทธเจ้า ตลอดจนถึงวิธีทำวิธีปฏิบัติเพื่อให้ถึงความหลุดพ้นจนจดจำและเข้าใจได้ดีลึกซึ้ง จึงจะสามารถนำไปใช้งานในปฏิบัติการณ์เพื่อละชั่ว ทำดีและชำระจิตของตนให้ขาวรอบจนประสบความสำเร็จ

    สิ่งที่สติจำเป็นจะต้องถูกอบรมให้รู้และจดจำไว้เป็นหลักในการทำตนให้ถึงความหลุดพ้นคือ
    โอวาทปาติโมกข์ 3+6
    อริยสัจ 4 สติปัฏฐาน 4 มรรค 8 หรือโพธิปักขิยธรรม 37 ประการ
    สมถะ วิปัสสนาภาวนา อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ศีล 5 บุญกิริยาวัตถุ 10
    ยาก 5 อย่าง ทาง 5 เส้น บุคคล 5 จำพวก ดังนี้เป็นต้น

    เมื่อรับการอบรมจนจดจำไว้ดีแล้ว สติก็จะระลึกรู้ ไม่ลืม และกระตุ้นเตือนใจให้มีปัจจุบันชีวิตอยู่กับธรรมเพื่อความหลุดพ้นเหล่านี้ตลอดเวลาตลอดชีวิตที่เหลือให้ได้ทำงานสำคัญของชีวิตควบคู่กับการทำงานหาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องเลี้ยงครอบครัวเลี้ยงธาตุขันธ์นี้ให้ดำเนินไปจนถึงเป้าหมายสำคัญของชีวิตคือนิพพานให้ทันในปัจจุบันชาติ
    :82:
  3. วิปัสสนาภาวนาคือกระบวนการปรับกายใจให้อยู่ที่สมดุลย์

    ตอบ: 10 May 2017

    :72:
    วิปัสสนาภาวนา เป็นวิชาของพระพุทธเจ้า มีสอนเฉพาะในพุทธศาสนา เป็นเอกลักษ์ที่สำคัญยิ่งของพุทธศาสนา เป็นงานและหน้าที่ที่ชาวพุทธทุกคนจะต้องรู้และทำเป็น

    ถ้าใครสามารถเข้าใจถึงหัวใจและหลักของการทำวิปัสสนาภาวนาแล้วลงมือปฏิบัติตามจริงๆ ผลที่จะได้รับตอบแทนกลับมาทันทีก็คือการมีชีวิตที่สงบ เย็น เป็นสุข ทุกเมื่อเชื่อวัน จนได้รับผลสุดท้ายเป็นความสุขชั่วนิจนิรันดร์กาล
    เชิญทุกท่านมาเสวนากันดูในกระทู้นี้นะครับ
    :73:
    นี่เป็นข้อความตอนหนึ่งที่พูดถึงหลักและหัวใจวิปัสสนาภาวนาแบบอ้อมๆ โดยบังเอิญ
    :68:
    อาตาปี=มีความเพียรเผากิเลส
    ตอนที่นิ่งรู้นิ่งสังเกต(โดยไร้ปฏิกิริยาตอบโต้)นี่ต้องใช้โพธิปักขิยธรรมเกือบทุกตัวเลยนะครับ ลองไปทำจริงๆดูสิจะได้รู้ว่าโพธิปักขิยธรรมข้อไหนบ้างตื่นขึ้นมาทำงาน

    สัมปฌาโน=มีความรู้ตัวทั่วพร้อม มีปัญญา
    ก็คือตัวคำว่า "นิ่งรู้"ซึ่ง=สัมมาทิฏฐิ "นิ่งสังเกต"=สัมมาสังกัปปะ นั่นเลยทีเดียว

    สติมา=รู้ ทัน ระลึกได้ ไม่ลืม
    รู้ทันปัจจุบันอารมณ์ เป็นสำคัญ ระลึกได้ว่าอารมณ์ใดเป็นอดีต ใดเป็นอนาคต ใดจึงจะเป็นปัจจุบัน
    ไม่ลืม หลักการภาวนา สติปัฏฐาน 4 มรรค 8 หรือโพธิปักขิยธรรม 37 ประการ

    ตัวนิ่งรู้นี่มีทั้งที่เป็นสติและที่เป็นปัญญารวมอยู่ในคำเดียวกัน

    วิเนยยะ = เอาออกเสียให้ได้ = จนมันดับไปหรือเปลี่ยนไป(โดยไร้ปฏิกิริยาตอบโต้ใดๆ = เฉย อุเบกขา สังขารุเปกขา)

    โลเก = ผัสสะของทวารทั้ง 6

    อภิชฌา = ยินดี

    โทมนัสสัง = ยินร้าย

    ทั้ง 3 นี้รวมอยู่ในคำว่า "จนมันดับไปหรือเปลี่ยนไป(โดยไร้ปฏิกิริยาตอบโต้ใดๆ)"
    :68:
    "ปัจจุปันนัญจะ โยธัมมัง ตัตถะตัตถะ วิปัสสติ อสังหิรัง อะสังกุปปัง
    ตังวิทธรา มนุพรูหเย"

    "ผู้ใดเห็นธรรมอันเกิดขึ้นเฉพาะหน้าในที่นั้นๆอย่างแจ่มแจ้ง ไม่คลอนแคลน
    เขาควรพอกพูนอาการเช่นนั้นไว้"

    นี่คือที่รวมของหลักปฏิบัติที่ว่า

    "สำรวมกายใจมานิ่งรู้ นิ่งสังเกต ปัจจุบันอารมณ์ จนมันดับไปหรือเปลี่ยนไปต่อหน้าต่อตา(โดยไร้ปฏิกิริยาตอบโต้ใดๆ)"

    การรู้และเห็นปัจจุบันอารมณ์ เกิดขึ้นดับไป ๆๆๆ ได้ตลอดสายโดยไม่มีความนึกคิดปรุงแต่งมาเกิดคั่น(อุทธัจจะ)ย่อมจะทำให้รูความเป็นจริงของธรรมว่า ตลอดเวลาชีวิต มีแต่ความ เกิด และ ดับ 2 สิ่งนี้เท่านั้นหาสาระแก่นสารอื่นไม่ได้ จะแก้ไข ลิขิตอะไร ขีดชีวิตให้ไปทางไหนทำได้ที่ปัจจุบันอารมณ์ที่เดียว และสิ่งที่จะต้องทำในการทำก็คือ

    "ไม่ต้องทำอะไรเลย"

    มีเพียงแต่นิ่งรู้ นิ่งสังเกต ปัจจุบันอารมณ์ ซึ่งเป็นทั้งกรรมใหม่คือผัสสะใหม่ หรือวิบากกรรมเก่าที่มาแสดงผลตามกำลังแห่งเหตุและปัจจัย มากระทุ้งให้เกิดกรรมใหม่ทับซ้ำเข้าไปแล้วส่งต่อให้หมุนเวียนเปลี่ยนไปไม่รู้จบ

    ถ้าไม่ทำอะไรเลยกับอารมณ์และสภาวธรรมที่มาแสดงณ ปัจจุบันขณะปัจจุบันอารมณ์ดังที่ว่านี้ได้ นี่คือวิปัสสนาภาวนา

    วิปัสสนาภาวนาเป็นกระบวนการชำระจิตของตนให้ขาวรอบตามโอวาทปาติโมกข์ข้อที่ 3 นั่นเอง

    ใครเข้าถึงหลักปฏิบัติวิปัสสนาอันนี้ได้ ก็ หมายถึงผู้ที่ตกอยู่ในกระแสของแม่น้ำแห่งมรรค 8 เป็นผู้เที่ยงแท้แน่นอนถึงจะได้เข้าถึงนิพพานโดยเร็ววัน

    เชิญพิจารณากันด้วยเหตุและผลนะครับ

    ทั้งหมดที่กล่าวนี้คือเรื่องของการถอนสมุทัยตามหลักอริยสัจ 4 ที่พระพุทธเจ้าทรงสอน ไม่จำเป็นต้องพูดถึง ตัณหา แต่ตัณหา มันจะถูกถอนไปทุกเมื่อเชื่อวัน ทุกผัสสะ ทุกปัจจุบันอารมณ์ โดยอัตโนมัติ เมื่อเข้าใจถึงแก่นแท้ของวิปัสสนาภาวนาแล้วลงมือปฏิบัติจริงๆ
    :82:
  4. พุทธวัจจนะ

    ตอบ: 10 May 2017

    :68:
    ผมได้พบเจอชาวสมาคมนิยมพุทธวัจจนะหลายท่าน ก็รู้สึกเลื่อมใสศรัทธาในการที่คนกลุ่มนี้พยายามจะบอกชี้สังคมว่าต้องเรียนธรรมจากพุทธวัจจนะตรงๆ จึงจะใช่ จึงจะถูกต้องตามคำสอนของพระพุทธเจ้า

    ท่านทั้งหลายมีความเห็นเช่นไรในเรื่องนี้บ้างครับ?

    ผมมีข้อสังเกตอยู่นิดหนึ่งว่าคณะที่อ้างพุทธวัจจนะนั้นจะมีความชำนาญในการค้นคว้าและคัดลอกข้อธรรมในพระไตรปิฎกมาตอบ แก้ไขปัญหาได้ตรงประเด็น ฉับไวดีมาก แต่การอ้างพุทธวัจจนะนั้น ไม่คัดลอกก้อปบาลีซึ่งเป็นพุทธวัจจนะหรือภาษาคำพูดของพระพุทธเจ้ามาด้วย คัดมาแต่คำพูดที่แปลเป็นไทยแล้ว มีโอกาสจะผิดพลาดในสำนวนการแปลบ้างไหมครับ

    หรืออาจจะมีคำพูดที่เป็นของพระสาวกแต่คนเข้าใจว่าเป็นพุทธวัจจนะแล้วนำไปอ้าง จนอาจจะเกิดเป็นการกล่าวตู่พุทธวัจจนะได้

    ตัวอย่างเช่น

    "เยธัมมา เหตุปัพพวา เทสังเหตุงตถาคตา
    เตสัญจโย นิโรโธจะ เอวังวาที มหาสมโณ"

    นี่เป็นพุทธพจน์หรือคำพูดของพระสาวก ลองช่วยกันพิจารณานะครับ เป็นเคสตัวอย่างแรก

    อนึ่งผมเคยทราบมาว่าตั้งแต่ครั้งโบราณกาล เวลาพระท่านจะแสดงธรรม ทั้งทางภาคกลาง เหนือ ใต้ ตก ออก ท่านจะยกบาลีขึ้นมาก่อนแล้วแปลไทย หลังจากนั้นจึงอธิบายขยายความ ซึ่งน่าจะเป็นวิธีอ้างพุทธพจน์ที่ถูกต้องกว่าการคัดลอกเฉพาะคำแปลจากพระไตรปิฎกแล้วมาอ้างว่เป็นพุทธพจน์ทันที ซึ่งน่าจะเป็นการเสี่ยงต่อการกล่าวมุสาวาจาเพราะ พระพุทธเจ้ามิได้ทรงพูดภาษาไทย
    :82:
  5. นิ่งอยู่ เป็นสมถะ นิ่งรู้ เป็นวิปัสสนา

    ตอบ: 23 Apr 2017

    :68:
    การปฏิบัติธรรมตามคำสอนของพระพุทธเจ้านั้น สติ สมาธิ ปัญญา ต้องเจริญไปควบคู่กัน สม่ำเสมอ ได้สัดส่วน
    และสมดุลย์กันไปตลอดจึงจะเกิดความสำเร็จในทางธรรม

    สติ เป็นเหตุให้เกิด สมาธิ

    ปัญญา เป็นเหตุให้เกิด รู้ ....รู้ธรรมตามความเป็นจริง

    สมถะ เป็นเรื่องของสมาธิ

    วิปัสสนา เป็นเรื่องของ ปัญญา
    แต่ทั้ง 2 อย่างต้องเจริญไปควบคู่และเสมอกัน

    มีการถกเถียงกันในวิธีปฏิบัติว่าจะเจริญสมถะก่อนหรือวิปัสสนาก่อนหรือทำไปพร้อมๆกันแล้วก็สรุปว่า
    แล้วแต่พื้นฐาน เหตุ ปัจจัยที่สร้างสมมาของใครของมัน ซึ่งก็ใช่อยู่

    แต่ในกระทู้นี้มีประสงค์จะให้ทุกท่านได้สังเกตเห็นว่า
    สมถะและวิปัสสนาเขาเจริญควบคู่กันไปเองตามธรรมชาติตลอดเวลา
    ดังคำสรุปสั้นๆที่ยกมาเป็นชื่อกระทู้นี้

    "นิ่งอยู่....คืออาการที่สติ ปัญญาไปรวมนิ่งอยู่กับสิ่งใดหรืออารมณ์ใดเพียงอารมณ์เดียว
    สมาธิจะเจริญขึ้น ๆ ในสิ่งนั้น อารมณ์นั้น จนถึงที่สุดแห่งสมาธิคือ ฌาณชั้นต่างๆ"

    "นิ่งรู้.....คืออาการที่สติ ปัญญาไปรู้อยู่กับปัจจุบันอารมณ์ ความรู้นั้นจะรู้ลึก รู้ละเอียด
    รู้รอบไปในสภาวธรรมที่เกิดขึ้นและเปลี่ยนไปตามปัจจุบันขณะปัจจุบันอารมณ์ตลอดเวลา
    แล้วปัญญาจะประมวลผลและสรุปผลออกมาว่าสิ่งปรุงแต่งทั้งปวงนั้นเป็น
    อนิจจัง เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา.....เป็นทุกขัง ทนตั้งอยู่ไม่ได้
    ธรรมทั้งหมดทั้งปวงเป็น อนัตตา บังคับบัญชาไม่ได้ ไร้แก่นสารตัวตน
    ดังนี้"

    ในสถานการณ์การปฏิบัติจริงถ้าไม่ได้มีการกำหนดไว้ก่อนว่าต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้วิธีนั้นวิธีนี้ มีแต่การ นิ่งรู้นิ่งสังเกตปัจจุบันอารมณ์อยูเฉยๆ
    ซึ่งจริงๆก็เป็นวิธีหนึ่งในการภาวนานั่นแหละแต่เป็นวิธีที่เป็นเพียงมาอำนวยการ ให้สติ สมาธิ ปัญญา ได้ทำหน้าที่ของเขาตามธรรมชาติมากที่สุด
    โดยไม่มีสิ่งไปยุ่งไปแทรกแซงการทำงานตามธรรมชาติของธาตุขันธ์
    อายตนะ ถ้าทำได้อย่างนี้ ผู้ภาวนาจะได้เห็นความจริงตามคำบอกที่ว่า
    "นิ่งอยู่...เป็นสมถะ" "นิ่งรู้ .....เป็นวิปัสสนา ด้วยตัวของผู้ภาวนาเอง

    หลังจากนั้นก็จะสามารถนำความรู้ทีได้ไปประยุกต์ใช้ในการภาวนาของตนเองให้เจริญก้าวหน้าและประสบความสำเร็จ

    :72:

รายละเอียดของฉัน

ชื่อเล่น:
ตอบ 2000+
อายุ
ไม่บอกอายุ
วันเกิด
สิงหาคม 4
เพศ:
ที่อยู่:
191 ม.11 บ.หนองยาว ต.แม่สูน อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ 50110
สิ่งที่สนใจ:
ช่วยกันเผยแผ่พระพุทธศาสนาเพื่อความสุขสงบร่มเย็นแก่ชาวโลก

รายละเอียดวิธีติดต่อ

อีเมลล์
กดที่นี่เพื่ออีเมล์
MSN:
MSN  asoka2555@hotmail.co.th
Facebook:
Facebook  asoka2555@hotmail.co.th

ความเห็น

อโศกะ ยังไม่มีใครแสดงความเห็นเลย คุณจะฝากคำทักทายไว้ไหมครับ