ลานธรรมเสวนา: มหาสุญญตสูตร - ลานธรรมเสวนา

เข้าไปดูเนื้อหา

หน้า 1 จาก 1
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • กระทู้นี้ถูกล็อค

มหาสุญญตสูตร การตั้งจิตในเวลานอน

#0 ผู้ใช้ออฟไลน์   ngodngam ไอคอน

  • ตอบ 2000+
  • PipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 2438
  • สมัคร: 21/10/2009

ตอบ: 21/07/2017 - 09:40

ช่วงนี้ผมก็จะตามอ่านกระทู้น้อยลงนะครับ
แต่อ่านเจอคำถามนี้ใน คห ๑๐๔ ของกระทู้ "วิเคราะห์และสรุปธรรมะที่พระพุทธเจ้าทรงสอน แบบลูกทุ่ง"
ซึ่งคำถามนี้เป็นประโยชน์มากสำหรับท่านที่จะศึกษาและปฏิบัติต่อไป
จึงขอนำมาเปิดกระทู้ไว้เผื่ออ้างอิงในอนาคต

แสดงข้อความที่โพสต์มันเป็นเช่นนั้นเอง [ 20/07/2017 - 19:40 ]

ช่วยหาพระสูตรนี้ ให้หน่อยครับ แล้วใครพอจะช่วยอธิบายคำบาลีให้หน่อยได้ไหมครับ แล้วเราไม่ได้บวชพระทำตามได้ไหมครับ
ขอบคุณครับ

อานนท์ ! ถ้าเมื่อภิกษุนั้นอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้
จิตน้อมไปเพื่อการนอน ;
เธอก็นอนด้วยการตั้งใจว่า
“บาปอกุศลธรรมทั้งหลาย กล่าวคืออภิชฌาและโทมนัส
จักไม่ไหลไปตามเราผู้นอนอยู่ ด้วยอาการอย่างนี้”
ดังนี้ :

:09: :09: :09:

คำสอนนี้นำมาจาก "มหาสุญญตสูตร" ซึ่งมีรายละเอียดบางส่วน ดังต่อไปนี้

อ้างอิง

[๓๔๖] ดูกรอานนท์ ก็วิหารธรรมอันตถาคตตรัสรู้ในที่นั้นๆ นี้แล คือ
ตถาคตบรรลุสุญญตสมาบัติภายใน
เพราะไม่ใส่ใจนิมิตทั้งปวงอยู่ ดูกรอานนท์
ถ้าภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา พระราชา มหาอำมาตย์ของพระราชา
เดียรถีย์ สาวกของเดียรถีย์เข้าไปหาตถาคตผู้มีโชค อยู่ด้วยวิหารธรรมนี้ในที่นั้นๆ
ตถาคตย่อมมีจิตน้อมไปในวิเวก โน้มไปในวิเวก โอนไปในวิเวก หลีกออกแล้ว
ยินดียิ่งแล้วในเนกขัมมะ มีภายในปราศจากธรรมเป็นที่ตั้งแห่งอาสวะโดยประการ
ทั้งปวง จะเป็นผู้ทำการเจรจาแต่ที่ชักชวนให้ออกเท่านั้น ในบริษัทนั้นๆ โดยแท้
ดูกรอานนท์ เพราะฉะนั้นแล ภิกษุถ้าแม้หวังว่า จะบรรลุสุญญตสมาบัติภายในอยู่
เธอพึงดำรงจิตภายใน ให้จิตภายในสงบ ทำจิตภายในให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้น
ตั้งจิตภายในให้มั่นเถิด ฯ


[๓๔๗] ดูกรอานนท์ ก็ภิกษุจะดำรงจิตภายใน ให้จิตภายในสงบ ทำ
จิตภายในให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ตั้งจิตภายในมั่นได้อย่างไร
ดูกรอานนท์ ภิกษุ
ในธรรมวินัยนี้
(๑) สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม เข้าปฐมฌานมีวิตก มีวิจาร
มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่ ฯ
(๒) เข้าทุติยฌาน มีความผ่องใสแห่งใจภายใน มีความเป็นธรรมเอก
ผุดขึ้น เพราะสงบวิตกและวิจาร ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่
สมาธิอยู่ ฯ
(๓) เป็นผู้วางเฉยเพราะหน่ายปีติ มีสติสัมปชัญญะอยู่ และเสวยสุข
ด้วยนามกาย เข้าตติยฌาน ที่พระอริยะเรียกเธอได้ว่า ผู้วางเฉย มีสติ อยู่
เป็นสุข อยู่ ฯ
(๔) เข้าจตุตถฌาน อันไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุขละทุกข์ และ
ดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆ ได้ มีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขาอยู่ ฯ

ดูกรอานนท์ อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าย่อมดำรงจิตภายใน ให้จิตภายใน
สงบ ทำจิตภายในให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ตั้งจิตภายในมั่น ฯ

ภิกษุนั้นย่อมใส่ใจความว่างภายใน เมื่อเธอกำลังใส่ใจความว่างภายใน
จิตยังไม่แล่นไป ยังไม่เลื่อมใส ยังไม่ตั้งมั่น ยังไม่นึกน้อมไปในความว่างภายใน
เมื่อเป็นเช่นนั้น ภิกษุย่อมรู้ชัดอย่างนี้ว่า เมื่อเรากำลังใส่ใจความว่างภายใน จิตยัง
ไม่แล่นไป ยังไม่เลื่อมใส ยังไม่ตั้งมั่น ยังไม่นึกน้อมไปในความว่างภายใน
ด้วยอาการนี้แล ย่อมเป็นอันเธอรู้สึกตัวในเรื่องความว่างภายในนั้นได้ ฯ
ภิกษุนั้นย่อมใส่ใจความว่างภายนอก ...
ภิกษุนั้นย่อมใส่ใจความว่างทั้งภายในและภายนอก ...
ภิกษุนั้นย่อมใส่ใจอาเนญชสมาบัติ เมื่อเธอกำลังใส่ใจอาเนญชสมาบัติ
จิตยังไม่แล่นไป ยังไม่เลื่อมใส ยังไม่ตั้งมั่น ยังไม่นึกน้อมไปในอาเนญชสมาบัติ
เมื่อเป็นเช่นนั้น ภิกษุย่อมรู้ชัดอย่างนี้ว่า เมื่อเรากำลังใส่ใจอาเนญชสมาบัติ จิต
ยังไม่แล่นไป ยังไม่เลื่อมใส ยังไม่ตั้งมั่น ยังไม่นึกน้อมไปในอาเนญชสมาบัติ
ด้วยอาการนี้แล ย่อมเป็นอันเธอรู้สึกตัวในเรื่องอาเนญชสมาบัตินั้นได้ ฯ

ดูกรอานนท์ ภิกษุนั้นพึงดำรงจิตภายใน ให้จิตภายในสงบ ทำจิตภายใน
ให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ตั้งจิตภายในให้มั่น ในสมาธินิมิตข้างต้นนั้นแล เธอย่อม
ใส่ใจความว่างภายใน เมื่อเธอกำลังใส่ใจความว่างภายใน จิตย่อมแล่นไป เลื่อม
ใส ตั้งมั่น นึกน้อมไปในความว่างภายใน เมื่อเป็นเช่นนั้น ภิกษุย่อมรู้ชัดอย่าง
นี้ว่า เมื่อเรากำลังใส่ใจความว่างภายใน จิตย่อมแล่นไป เลื่อมใส ตั้งมั่น นึกน้อม
ไปในความว่างภายใน ด้วยอาการนี้แล ย่อมเป็นอันเธอรู้สึกตัวในเรื่องความว่าง
ภายในนั้นได้ ฯ
ภิกษุนั้นย่อมใส่ใจความว่างภายนอก ...
ภิกษุนั้นย่อมใส่ใจความว่างทั้งภายในและภายนอก ...
ภิกษุนั้นย่อมใส่ใจอาเนญชสมาบัติ เมื่อเธอกำลังใส่ใจอาเนญชสมาบัติ
จิตย่อมแล่นไป เลื่อมใส ตั้งมั่น นึกน้อมไปในอาเนญชสมาบัติ เมื่อเป็น
เช่นนั้น ภิกษุย่อมรู้ชัดอย่างนี้ว่า เมื่อเรากำลังใส่ใจอาเนญชสมาบัติ จิตย่อม
แล่นไป เลื่อมใส ตั้งมั่น นึกน้อมไปในอาเนญชสมาบัติ ด้วยอาการนี้แล ย่อม
เป็นอันเธอรู้สึกตัวในเรื่องอาเนญชสมาบัตินั้นได้ ฯ

[๓๔๘] ดูกรอานนท์ หากเมื่อภิกษุนั้นอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้ จิตย่อม
น้อมไปเพื่อจะจงกรม เธอย่อมจงกรมด้วยใส่ใจว่า อกุศลธรรมลามกคืออภิชฌา
และโทมนัส จักไม่ครอบงำเราผู้จงกรมอยู่อย่างนี้ได้ ด้วยอาการนี้แล เป็น
อันเธอรู้สึกตัวในเรื่องการจงกรม ฯ

หากเมื่อภิกษุนั้นอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้ จิตย่อมน้อมไปเพื่อจะยืน เธอ
ย่อมยืนด้วยใส่ใจว่า อกุศลธรรมลามกคืออภิชฌาและโทมนัส จักไม่ครอบงำเรา
ผู้ยืนอยู่แล้วอย่างนี้ได้ ด้วยอาการนี้แล เป็นอันเธอรู้สึกตัวในเรื่องการยืน ฯ

หากเมื่อภิกษุนั้นอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้ จิตย่อมน้อมไปเพื่อจะนั่ง เธอ
ย่อมนั่งด้วยใส่ใจว่า อกุศลธรรมลามกคืออภิชฌาและโทมนัส จักไม่ครอบงำ
เราผู้นั่งอยู่แล้วอย่างนี้ได้ ด้วยอาการนี้แล เป็นอันเธอรู้สึกตัวในเรื่องการนั่ง ฯ

หากเมื่อภิกษุนั้นอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้ จิตย่อมน้อมไปเพื่อจะนอน เธอ
ย่อมนอนด้วยใส่ใจว่า อกุศลธรรมลามกคืออภิชฌาและโทมนัส จักไม่ครอบงำ
เราผู้นอนอยู่อย่างนี้ได้ ด้วยอาการนี้แล เป็นอันเธอรู้สึกตัวในเรื่องการนอน ฯ


หากเมื่อภิกษุนั้นอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้ จิตย่อมน้อมไปเพื่อจะพูด เธอย่อม
ใส่ใจว่า เราจักไม่พูดเรื่องราวเห็นปานฉะนี้ ซึ่งเป็นเรื่องเลวทราม เป็นเรื่องของ
ชาวบ้าน เป็นเรื่องของปุถุชน ไม่ใช่ของพระอริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์
ไม่เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อดับกิเลส เพื่อสงบกิเลส
เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน คือ เรื่องพระราชาบ้าง เรื่องโจรบ้าง
เรื่องมหาอำมาตย์บ้าง เรื่องกองทัพบ้าง เรื่องภัยบ้าง เรื่องรบกันบ้าง เรื่องข้าวบ้าง
เรื่องน้ำบ้าง เรื่องผ้าบ้าง เรื่องที่นอนบ้าง เรื่องดอกไม้บ้าง เรื่องของหอมบ้าง
เรื่องญาติบ้าง เรื่องยานบ้าง เรื่องบ้านบ้าง เรื่องนิคมบ้าง เรื่องนครบ้าง เรื่อง
ชนบทบ้าง เรื่องสตรีบ้าง เรื่องคนกล้าหาญบ้าง เรื่องถนนหนทางบ้าง เรื่องทาสี
ในสถานที่ตักน้ำบ้าง เรื่องคนที่ล่วงลับไปแล้วบ้าง เรื่องเบ็ดเตล็ดบ้าง เรื่องโลกบ้าง
เรื่องทะเลบ้าง เรื่องความเจริญและความเสื่อมด้วยเหตุนั้นเหตุนี้บ้าง ด้วยอาการนี้แล
เป็นอันเธอรู้สึกตัวในเรื่องการพูด และเธอใส่ใจว่า เราจักพูดเรื่องราวเห็นปานฉะนี้
ซึ่งเป็นเรื่องขัดเกลากิเลสอย่างยิ่ง เป็นที่สบายแก่การพิจารณาทางใจ เป็นไปเพื่อ
ความเบื่อหน่ายส่วนเดียว เพื่อคลายกำหนัด เพื่อดับกิเลส เพื่อสงบกิเลส เพื่อ
เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน คือ เรื่องมักน้อย เรื่องยินดีของ
ของตน เรื่องความสงัด เรื่องไม่คลุกคลี เรื่องปรารภความเพียร เรื่องศีล เรื่อง
สมาธิ เรื่องปัญญา เรื่องวิมุตติ เรื่องวิมุตติญาณทัสสนะ ด้วยอาการนี้แล เป็น
อันเธอรู้สึกตัวในเรื่องการพูด ฯ

หากเมื่อภิกษุนั้นอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้ จิตย่อมน้อมไปเพื่อจะตรึก เธอย่อม
ใส่ใจว่า เราจักไม่ตรึกในวิตกเห็นปานฉะนี้ ซึ่งเป็นวิตกที่เลวทราม เป็นของ
ชาวบ้าน เป็นของปุถุชน ไม่ใช่ของพระอริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ไม่เป็นไป
เพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อดับกิเลส เพื่อสงบกิเลส เพื่อความรู้ยิ่ง
เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน คือ กามวิตก พยาบาทวิตก วิหิงสาวิตก ด้วยอาการ
นี้แล เป็นอันเธอรู้สึกตัวในเรื่องการตรึก และเธอใส่ใจว่า เราจักตรึกในวิตก
เห็นปานฉะนี้ ซึ่งเป็นวิตกของพระอริยะ เป็นเครื่องนำออก ที่นำออกเพื่อความ
สิ้นทุกข์โดยชอบแก่บุคคลผู้ทำตาม คือ เนกขัมมวิตก อพยาบาทวิตก อวิหิงสา
วิตก ด้วยอาการนี้แล เป็นอันเธอรู้สึกตัวในการตรึก ฯ

http://www.84000.org...089&pagebreak=0

ในอินเตอร์เน็ตบางแห่งจะสอนว่า ให้นำคำสอนนี้มาใช้ในการตั้งจิตในเวลานอน
แต่จริง ๆ แล้ว เราก็ควรจะย้อนกลับไปพิจารณาบริบทของคำสอนว่าท่านสอนในกรณีไหน

จะเห็นได้ว่าย่อหน้าจะมีคำว่า "หากเมื่อภิกษุนั้นอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้"

คำว่า "วิหารธรรมนี้" คือวิหารธรรมไหน?

ลองย้อนกลับไปอ่านตอนต้น ท่านทรงสอนว่า "ก็วิหารธรรมอันตถาคตตรัสรู้ในที่นั้นๆ นี้แล คือ ตถาคตบรรลุสุญญตสมาบัติภายใน"

ถามต่อไปว่าแล้วจะบรรลุ "สุญญตสมาบัติภายใน" ได้อย่างไร

ตอนต้นท่านทรงสอนว่า "ภิกษุถ้าแม้หวังว่า จะบรรลุสุญญตสมาบัติภายในอยู่ เธอพึงดำรงจิตภายใน ให้จิตภายในสงบ ทำจิตภายในให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้น
ตั้งจิตภายในให้มั่นเถิด ฯ
"

ถามต่อไปว่าแล้วจะ "ดำรงจิตภายใน ให้จิตภายในสงบ ทำจิตภายในให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ตั้งจิตภายในให้มั่น" ได้อย่างไร

ให้อ่านในย่อหน้า [๓๔๗] ในพระสูตรข้างต้น จะพบว่าท่านทรงสอนว่าให้เข้าฌานหนึ่ง สอง สาม สี่

ดังนั้นแล้วหากตอบคำถามคุณมันเป็นเช่นนั้นเองที่ว่า
"แล้วเราไม่ได้บวชพระทำตามได้ไหมครับ"
ก็ตอบว่า ฆราวาสก็ทำได้ ถ้าท่านเจริญสุญญตสมาบัติได้
ซึ่งปัญหาคือแต่ละท่านทำได้หรือไม่?

ถ้าท่านทำไม่ได้ พึงต้องเลือกคำสอนอื่นหรือแนวทางตามพระสูตรอื่น
ที่เหมาะกับเหตุปัจจัยของตัวท่าน และอยู่ในวิสัยที่ท่านสามารถทำได้

ทีนี้ เราก็พึงระวัง เพราะเราย่อมจะได้พบในอินเตอร์เน็ตเยอะแยะ
ที่หยิบบางส่วนของพระสูตรมาสอนให้ไปทำกัน
ทั้งที่ในพระสูตรนั้น มันมีองค์ประกอบอื่น ๆ ก่อนหน้ามากมาย
แต่เขาที่เขาหยิบมาแปะนั้น เขาอาจจะไม่ได้หยิบมาเล่าให้ครบ
ส่งผลให้ท่าน ๆ ที่หยิบไปปฏิบัติตาม ก็จะไม่ได้ประโยชน์เท่าที่ควร
เพราะว่าไม่ได้ปฏิบัติให้ครบตามคำสอนในพระสูตรครับ

ในพระสูตรนี้ ในเมื่อจิตภายในสงบ ทำจิตภายในให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้นแล้ว
ด้วยเหตุปัจจัยดังกล่าว ย่อมนอนด้วยใส่ใจว่าอกุศลธรรมลามกคืออภิชฌาและโทมนัสจักไม่ครอบงำในเวลานอน
แต่ในส่วนของท่าน ๆ ที่ไม่ได้มีเหตุปัจจัยดังกล่าวแล้ว
แม้ว่าก่อนนอนจคิดว่าจะไม่ให้อภิชฌาและโทมนัสครอบงำในเวลานอนก็ตาม
มันก็ย่อมจะไม่ได้ผลเหมือนกันครับ เพราะเหตุปัจจัยไม่เหมือนกัน
ดังนั้น เราควรจะต้องหาวิธีการหรือแนวทางอื่นที่เหมาะกับเรา

เราลองดูอีกพระสูตรหนึ่งใน "อาปัตติภยวรรคที่ ๕"

อ้างอิง

[๒๔๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไสยา (การนอน) ๔ อย่างนี้ ๔ อย่าง
เป็นไฉน คือ เปตไสยา (นอนอย่างคนตาย) ๑ กามโภคีไสยา (นอนอย่าง
คนบริโภคกาม) ๑ สีหไสยา (นอนอย่างราชสีห์) ๑ ตถาคตไสยา (นอนอย่าง
ตถาคต) ๑

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เปตไสยาเป็นไฉน คนตายโดยมากนอนหงาย
นี้เราเรียกว่าเปตไสยา ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็กามโภคีไสยาเป็นไฉน คนบริโภคกามโดยมากนอน
ตะแคงข้างซ้าย นี้เราเรียกว่ากามโภคีไสยา ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สีหไสยาเป็นไฉน สีหมฤคราชย่อมสำเร็จการนอน
ข้างเบื้องขวา ซ้อนเท้าเลื่อมเท้า สอดหางเข้าในระหว่างโคนขา มันตื่นขึ้นแล้ว
ยืดกายเบื้องหน้าแล้ว เหลียวดูกายเบื้องหลัง ถ้ามันเห็นความผิดแปลกหรือความ
ละปรกติแห่งกาย มันย่อมเสียใจด้วยเหตุนั้น ถ้ามันไม่เห็นอะไรผิดปรกติ มันย่อม
ดีใจด้วยเหตุนั้น นี้เราเรียกว่าสีหไสยา ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ตถาคตไสยาเป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้สงัดจากกาม ฯลฯ
บรรลุจตุตถฌาน นี้เราเรียกว่าตถาคตไสยา ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ไสยา (การนอน) ๔ อย่างนี้แล ฯ

http://www.84000.org...568&pagebreak=0

จะเห็นได้ว่า "สีหไสยา" พอทำได้นะครับ แต่ "ตถาคตไสยา" นี่ยากมาก

ผมขอแนะนำอีกพระสูตรหนึ่ง "โมคคัลลานสูตร"

อ้างอิง

ดูกรโมคคัลลานะ เพราะเหตุนั้นแหละ เมื่อเธอมีสัญญาอย่างไรอยู่
ความง่วงนั้นย่อมครอบงำได้ เธอพึงทำไว้ในใจซึ่งสัญญานั้นให้มาก ข้อนี้จะเป็น
เหตุให้เธอละความง่วงนั้นได้ ถ้าเธอยังละไม่ได้ แต่นั้นเธอพึงตรึกตรองพิจารณา
ถึงธรรมตามที่ตนได้สดับแล้ว ได้เรียนมาแล้วด้วยใจ ข้อนี้จะเป็นเหตุให้เธอละ
ความง่วงนั้นได้ ถ้ายังละไม่ได้ แต่นั้นเธอพึงสาธยายธรรมตามที่ตนได้สดับมาแล้ว
ได้เรียนมาแล้วโดยพิสดาร ข้อนี้จะเป็นเหตุให้เธอละความง่วงนั้นได้ ถ้ายังละ
ไม่ได้ แต่นั้นเธอพึงยอนช่องหูทั้งสองข้าง เอามือลูบตัว ข้อนี้จะเป็นเหตุให้เธอละ
ความง่วงนั้นได้ ถ้ายังละไม่ได้ แต่นั้นเธอพึงลุกขึ้นยืน เอาน้ำล้างตา เหลียวดู
ทิศทั้งหลาย แหงนดูดาวนักษัตรฤกษ์ ข้อนี้จะเป็นเหตุให้เธอละความง่วงนั้นได้
ถ้ายังละไม่ได้ แต่นั้นเธอพึงทำในใจถึงอาโลกสัญญา ตั้งความสำคัญในกลางวัน
ว่า กลางวันอย่างไร กลางคืนอย่างนั้น กลางคืนอย่างไร กลางวันอย่างนั้น มีใจ
เปิดเผยอยู่ฉะนี้ ไม่มีอะไรหุ้มห่อ ทำจิตอันมีแสงสว่างให้เกิด ข้อนี้จะเป็นเหตุให้
เธอละความง่วงนั้นได้ ถ้ายังละไม่ได้ แต่นั้นเธอพึงอธิษฐานจงกรม กำหนด
หมายเดินกลับไปกลับมา สำรวมอินทรีย์ มีใจไม่คิดไปในภายนอก ข้อนี้จะเป็น
เหตุให้เธอละความง่วงนั้นได้ ถ้ายังละไม่ได้ แต่นั้นเธอพึงสำเร็จสีหไสยา คือ
นอนตะแคงเบื้องขวา ซ้อนเท้าเหลื่อมเท้า มีสติสัมปชัญญะ ทำความหมายใน
อันจะลุกขึ้น พอตื่นแล้วพึงรีบลุกขึ้นด้วยตั้งใจว่า เราจักไม่ประกอบความสุขใน
การนอน ความสุขในการเอนข้าง ความสุขในการเคลิ้มหลับ ดูกรโมคคัลลานะ
เธอพึงศึกษาอย่างนี้แล ฯ

http://www.84000.org...938&pagebreak=0

ประมาณนี้น่าจะอยู่ในวิสัยที่จะสามารถทำได้ และเหมาะสมกว่าสำหรับเรา ๆ ที่ทำฌาณไม่ได้นะครับ :33:

(ผมจะเปิดกระทู้ไว้ให้แย้งหรือท้วงติงหรือถามเพิ่มสักสัปดาห์หนึ่ง หลังจากนั้น ผมจะแจ้งปิดกระทู้ครับ :33: )
ขอนอบน้อมแต่พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ด้วยเศียรเกล้า
0


หน้า 1 จาก 1
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • กระทู้นี้ถูกล็อค

การตอบอื่นๆต่อกระทู้นี้



#1 ผู้ใช้ออฟไลน์   อโศกะ ไอคอน

  • ตอบ 2000+
  • PipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 2326
  • สมัคร: 11/07/2007

ตอบ: 21/07/2017 - 11:20

:79:
สาธุกับการค้นพระไตรปิฎกมาตอบปัญหาได้อย่างฉับไวและตรงประเด็นครับ
:73:
0



#2 ผู้ใช้ออฟไลน์   มันเป็นเช่นนั้นเอง ไอคอน

  • ตอบ 100+
  • Pip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 110
  • สมัคร: 01/06/2009

ตอบ: 21/07/2017 - 18:50

ขอบคุณมากครับ ขออนุโมทนา เป็นเรื่องใกล้ตัวเราเลยครับเรื่้องนี้
แล้วเวลาเราตื่นนอน เราจะจับจิตแรกในการตื่นได้ไหมครับ
0



#3 ผู้ใช้ออฟไลน์   ngodngam ไอคอน

  • ตอบ 2000+
  • PipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 2438
  • สมัคร: 21/10/2009

ตอบ: 22/07/2017 - 20:58

ขอตอบ คห ที่ ๒ ดังต่อไปนี้ครับ

๑. อธิบายเรื่องการนอนใน "โมคคัลลานสูตร"

ในที่นี้จะขอแยกประโยคใน "โมคคัลลานสูตร" ที่อ้างมาในกระทู้ เฉพาะเกี่ยวกับเรื่องการนอนนะครับ

๑.๑ ในเวลาเข้านอน

ท่านทรงสอนให้ พึงสำเร็จสีหไสยา คือ นอนตะแคงเบื้องขวา ซ้อนเท้าเหลื่อมเท้า มีสติสัมปชัญญะ ทำความหมายในอันจะลุกขึ้น

คำว่า “สีหไสยา คือ นอนตะแคงเบื้องขวา ซ้อนเท้าเหลื่อมเท้า” เห็นว่าไม่จำเป้นต้องอธิบายในส่วนนี้

คำว่า “มีสติสัมปชัญญะ” ตรงนี้สำคัญ คือแม้ว่าเวลานอน เราก็พึงเจริญสติ
ส่วนวิธีการเจริญสติก็แล้วแต่ละท่านนะครับว่าตนเองถนัดวิธีการไหน
อย่างเช่น หากคุณมันเป็นเช่นนั้นเอง ถนัดการดูท้องพองยุบ ก็สามารถนอนเจริญสติด้วยการดูท้องพองยุบได้
สภาวธรรมอะไรที่เกิดขึ้นในกายในใจในระหว่างที่นอนดูท้องพองยุบ ก็คอยรู้สึกไป

คำว่า “ทำความหมายในอันจะลุกขึ้น” นี้ หมายถึงว่านอนแล้วจะตื่นขึ้นมาอีก โดยมีคำอยู่ ๒ คำที่แตกต่างกัน คือ

อ้างอิง

“อุฏฐานสัญญามนสิการ” หมายถึง ทำในพระทัยถึงความสำคัญในอันที่จะลุกขึ้น, ตั้งใจว่าจะลุกขึ้นอีก
http://www.84000.org...2%B9&original=1

อ้างอิง

อนุฏฐานไสยา” หมายถึง การนอนที่ไม่มีการลุกขึ้น, การนอนครั้งสุดท้าย
http://www.84000.org...2%B9&original=1

ฉะนั้นแล้ว เวลาที่เรานอน เราตั้งใจว่าเรานอนแล้ว เราจะตื่นขึ้นอีก ไม่ใช่ว่าจะนอนแบบไม่ตื่น

๑.๒ ในเวลาตื่นนอน

ท่านสอนว่า “พอตื่นแล้วพึงรีบลุกขึ้นด้วยตั้งใจว่า เราจักไม่ประกอบความสุขในการนอน ความสุขในการเอนข้าง ความสุขในการเคลิ้มหลับ”
จะเห็นได้ว่าท่านสอนแค่ว่า พอตื่นแล้ว อย่าพึงเพลิดเพลินตอนต่อ เพื่อหาความสุขในการนอนหรือการหลับ
แต่ทีนี้ เราก็ต้องเข้าใจบริบทของคำสอนและปรับใช้ให้ถูกต้องด้วย กรณีไม่ใช่ว่าพอตื่นแล้วจะห้ามนอนต่อในทุกกรณี

ยกตัวอย่างเช่น เราเพิ่งนอนไปตอนสี่ทุ่ม แล้วตื่นมาตอนเที่ยงคืน
ทีนี้ ไม่ใช่เราไปเข้าใจคำสอนท่านว่าห้ามนอนต่อทุกกรณี ไม่ใช่อย่างนั้น
หากเวลานั้น ยังเป็นเวลาที่สมควรนอนอยู่ เราสามารถนอนต่อได้ โดยก็กลับไปใช้คำสอนตอนเข้านอนนะครับ
กล่าวคือสีหไสยา มีสติสัมปชัญญะในเวลาเข้านอน
หรืออีกกรณีหนึ่ง เราเจ็บป่วยเป็นไข้ ต้องพักผ่อน
เรายังนอนไม่พอแล้ว ตื่นขึ้นมา เราก็สามารถนอนต่อได้ โดยให้มีสติสัมปชัญญะในเวลาเข้านอน
พิจารณาว่าร่างการสมควรนอน ร่างกายสมควรพักผ่อน ไม่ใช่ระลึกว่าเราอยากจะนอนเพื่อหาความสุขจากการนอนการหลับ

๒. ความแตกต่างระหว่าง “สมถะ” และ “วิปัสสนา”

คุณมันเป็นเช่นนั้นเอง ถามว่า จะจับจิตแรกในการตื่นได้ไหม
เรียนว่า ผมไม่แน่ใจว่าคำว่า “จับจิต” นี้หมายถึงอย่างไรนะครับ
ผมขออธิบายแบบรวม ๆ แล้วท่านไปพิจารณาเอาเองนะครับ

การภาวนานั้นแบ่งเป็น “สมถะ” และ “วิปัสสนา

อ้างอิง

สมถะ หมายถึง ธรรมเป็นเครื่องสงบระงับจิต, ธรรมยังจิตให้สงบระงับจากนิวรณูปกิเลส, การฝึกจิตให้สงบเป็นสมาธิ
สมถกัมมัฏฐาน หมายถึง กรรมฐานคือสมถะ, งานฝึกจิตให้สงบ;
http://www.84000.org...6%D0&original=1


อ้างอิง

วิปัสสนา หมายถึง ความเห็นแจ้ง คือเห็นตรงต่อความเป็นจริงของสภาวธรรม
วิปัสสนากัมมัฏฐาน หมายถึง กรรมฐานคือวิปัสสนา
http://www.84000.org...9%D2&original=1


ดังนั้นแล้ว หากจิตมีราคะ ทำให้ไม่มีราคะ
จิตมีโทสะ ทำให้ไม่มีโทสะ จิตมีโมหะ ทำให้ไม่มีโมหะ
จิตหดหู่ จิตฟุ้งซ่าน ทำให้จิตสงบ
เหล่านี้เป็นการเจริญสมถะ

แต่หากจิตมีราคะ ก็รู้ว่าจิตมีราคะ หรือจิตปราศจากราคะ ก็รู้ว่าจิตปราศจากราคะ
จิตมีโทสะ ก็รู้ว่าจิตมีโทสะ หรือจิตปราศจากโทสะ ก็รู้ว่าจิตปราศจากโทสะ
จิตมีโมหะ ก็รู้ว่าจิตมีโมหะ หรือจิตปราศจากโมหะ ก็รู้ว่าจิตปราศจากโมหะ
จิตหดหู่ ก็รู้ว่าจิตหดหู่ จิตฟุ้งซ่าน ก็รู้ว่าจิตฟุ้งซ่าน
เมื่อรู้เหล่านี้แล้วเห็นความเป็นไตรลักษณ์ของสภาวธรรมต่าง ๆ ตามจริง เป็นการเจริญวิปัสสนา

ทั้งสมถะและวิปัสสนาเป็นสิ่งจำเป็นในการภาวนานะครับ
ในการนี้ คุณมันเป็นเช่นนั้นเอง ก็ต้องไปพิจารณาเองนะครับว่า
คำว่า “จับจิต” ที่ถามนี้หมายถึงว่าจะทำอะไร จะทำ “สมถะ” หรือ “วิปัสสนา”

๓. การเจริญวิปัสสนาในยามตื่นนอน

แม้ว่าใน "โมคคัลลานสูตร" จะไม่ได้กล่าวเรื่องการเจริญวิปัสสนาในยามตื่นนอนไว้ก็ตาม
แต่หากเราเจริญวิปัสสนาเป็นแล้ว ก็สามารถเจริญวิปัสสนาไปได้ครับ ตามแบบที่ตนเองถนัดนั่นแหละ

ทีนี้ ในเรื่องของการ “จับจิตแรก” นั้น
ขอเรียนว่าบางท่านที่เจริญวิปัสสนานั้น บางทีจิตจะตื่นก่อนกายด้วยซ้ำ
เช่น ร่างกายยังนอนหลับอยู่เลย แต่จิตตื่นขึ้นมาแล้ว เห็นร่างกายนอนอยู่ก็มีบ่อย ๆ
ผมเองก็เป็นบ่อย ๆ นะครับที่จิตตื่นขึ้นมาก่อนร่างกาย
จิตมันเป็นอนัตตานะครับ ถ้ามันจะตื่นเอง ผมก็ไปสั่งมันไม่ได้
อาการจะประมาณแบบ “ผีอำ” นะครับ ไม่ทราบว่าเคยเป็นหรือเปล่า
จิตตื่นขึ้นมา เห็นร่างกายนอนอยู่ โดยขยับร่างกายไม่ได้
ถ้าสมัยอดีตที่ยังไม่ได้ภาวนา พอเป็นอาการนี้ ก็จะตกใจกลัว
แล้วก็จะต้องพยายามขยับร่างกายให้ได้ หรือพยายามสวดมนต์ในใจ
แต่มาสมัยที่ภาวนาเป็นแล้ว พอมีอาการนี้แล้ว เรารู้ทันจิตตนเอง
แล้วก็ดูสภาวธรรมที่เกิดขึ้นไปตามจริง ร่างกายจะนอนหลับก็ให้นอนไป
แต่จิตที่ตื่นแล้วนี้ เราสามารถภาวนาไปได้เลย

อีกประการหนึ่งคือดังที่เรียนแล้วว่า
วิปัสสนา หมายถึง ความเห็นแจ้ง คือเห็นตรงต่อความเป็นจริงของสภาวธรรม
ดังนั้นแล้ว ถ้าตื่นนอนแล้ว สติมันไปเห็นจิตตัวไหน ก็เห็นตัวนั้นแหละครับ
ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นตัวแรก ตัวที่สองหรือตัวไหน
ถ้ามันเห็น เราก็รู้ว่ามันเห็น ถ้ามันไม่เห็น ก็รู้ว่ามันไม่เห็น หรือไม่ทันเห็น
ก็สภาพความเป็นจริงของสติเรายังเห็นได้แค่ไหน ก็เห็นได้แค่นั้น
แต่เมื่อเราฝึกฝนเจริญสติไปมากขึ้น ๆ มันก็จะเห็นได้มากขึ้น เร็วขึ้น
กรณีไม่ใช่ว่าเราเห็นได้แค่นี้ แต่เราไปทำให้เห็นได้ถึงโน่น
แบบนั้นมันก็จะเป็นการทำขึ้นมา ไม่ใช่แค่ตามเห็นของจริง

สรุปคือสติจะเห็นจิตตัวไหนก็ไม่เป็นไรครับ สติจะไม่เห็นจิตตัวไหนก็ไม่เป็นไร
เพราะสติเองก็เป็นอนัตตา เราสั่งให้มันเกิดไม่ได้
ถ้าเราฝึกฝนสติมามากพอ มันก็จะเห็นได้เอง
ถ้ายังฝึกฝนมาไม่มากพอ มันก็ยังไม่เห็น
แต่ถ้าฝึกฝนมาไม่มากพอ แล้วไปทำให้มันเห็น มันก็จะไม่ใช่เห็นตามจริงครับ :33:
ขอนอบน้อมแต่พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ด้วยเศียรเกล้า
0



#4 ผู้ใช้ออฟไลน์   มันเป็นเช่นนั้นเอง ไอคอน

  • ตอบ 100+
  • Pip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 110
  • สมัคร: 01/06/2009

ตอบ: 24/07/2017 - 11:24

:09: :09: :09:
0



#5 ผู้ใช้ออฟไลน์   อโศกะ ไอคอน

  • ตอบ 2000+
  • PipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 2326
  • สมัคร: 11/07/2007

ตอบ: 26/07/2017 - 15:55

:79:

อ้างอิง

เพราะสติเองก็เป็นอนัตตา เราสั่งให้มันเกิดไม่ได้


สติ ปัญญา เป็นอนัตตา เราสั่งบังคับบัญชามันไม่ได้ ใช่และถูกต้อง

แต่เรา อบรม ฝึกฝน สติและปัญญาได้ด้วยธรรมะที่พระพุทธเจ้าทรงสอน
ให้ทั้ง ศีล สติ สมาธิ ปัญญา เป็น สัมมา คือ ถูกต้อง ดีงาม นำไปสู่
ความพ้นทุกข์โดยสิ้นเชิงได้

:72:
0



#6 ผู้ใช้ออฟไลน์   อโศกะ ไอคอน

  • ตอบ 2000+
  • PipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 2326
  • สมัคร: 11/07/2007

ตอบ: 26/07/2017 - 16:01

:79:

อ้างอิง

เพราะสติเองก็เป็นอนัตตา เราสั่งให้มันเกิดไม่ได้

:94:
ใช่ครับ สติ เป็นอนัตตาธรรม

แต่ทั้งสติ สมาธิ ปัญญา เราสามารถอบรมฝึกฝนมันได้ด้วยพุทธธรรม
ให้เป็น สัมมา จนนำพาจิตดวงของแต่ละชีวิตนี้ไปสู่ความพ้นทุกข์โดยสิ้นเชิงได้

:76:

การโพสต์นี้ได้ถูกแก้ไขโดย อโศกะ: 26/07/2017 - 16:01

0



คำตอบต่อไป: ไม่มี
หน้า 1 จาก 1
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • กระทู้นี้ถูกล็อค

1 ผู้ใช้กำลังอ่านกระทู้นี้
0 สมาชิก, 1 ผู้เยี่ยมชม, 0 ผู้ใช้ที่ไม่ระบุชื่อ