ลานธรรมเสวนา: การเจริญสติปัฏฐานตามลำดับญาณ - ลานธรรมเสวนา

เข้าไปดูเนื้อหา

  • (3 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • 3
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • กระทู้นี้ถูกล็อค

การเจริญสติปัฏฐานตามลำดับญาณ

#0 ผู้ใช้ออฟไลน์   ngodngam ไอคอน

  • ตอบ 2000+
  • PipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 2434
  • สมัคร: 21/10/2009

ตอบ: 14/07/2017 - 13:00

ข้อควรทราบ ท่านที่จะอ่านกระทู้นี้ได้เข้าใจ ควรจะมีพื้นฐานและเข้าใจเรื่องการเจริญสติปัฏฐานเสียก่อนครับ

ในไตรสิกขาประกอบด้วยศีลสิกขา จิตตสิกขา และปัญญาสิกขา
ในการเจริญสติปัฏฐาน เป็นการเจริญปัญญาสิกขา และเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดปัญญา หรือ "ญาณ"
ในระหว่างที่เราเจริญสติปัฏฐาน เราย่อมสามารถเทียบสภาวะตนเองกับลำดับญาณได้ ซึ่งได้แก่

อ้างอิง

ญาณ ๑๖ หมายถึง ญาณที่เกิดแก่ผู้บำเพ็ญวิปัสสนาโดยลำดับตั้งแต่ต้นจนถึงจุดหมาย (คือมรรคผลนิพพาน) ๑๖ อย่างคือ

๑. นามรูปปริจเฉทญาณ ญาณกำหนดแยกนามรูป
๒. (นามรูป) ปัจจัยปริคคหญาณ ญาณกำหนดจับปัจจัยแห่งนามรูป
๓. สัมมสนญาณ ญาณพิจารณานามรูปโดยไตรลักษณ์

๔. - ๑๒. ตรงกับวิปัสสนาญาณ ๙

(วิปัสสนาญาณ ญาณที่นับเข้าในวิปัสสนาหรือญาณที่จัดเป็นวิปัสสนามี ๙ อย่าง คือ
๔. อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ ญาณตามเห็นความเกิดและความดับแห่งนามรูป
๕. ภังคานุปัสสนาญาณ ญาณตามเห็นจำเพาะความดับเด่นขึ้นมา
๖. ภยตูปัฏฐานญาณ ญาณอันมองเห็นสังขารปรากฏเป็นของน่ากลัว
๗. อาทีนวานุปัสสนาญาณ ญาณคำนึงเห็นโทษ
๘. นิพพิทานุปัสสนาญาณ ญาณคำนึงเห็นด้วยความหน่าย
๙. มุจจิตุกัมยตาญาณ ญาณหยั่งรู้อันให้ใคร่จะพ้นไปเสีย
๑๐. ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ ญาณอันพิจารณาทบทวนเพื่อจะหาทาง
๑๑. สังขารุเปกขาญาณ ญาณอันเป็นไปโดยความเป็นกลางต่อสังขาร
๑๒. สัจจานุโลมิกญาณ ญาณเป็นไปโดยควรแก่การหยั่งรู้อริยสัจจ์)


๑๓. โคตรภูญาณ ญาณครอบโคตรคือหัวต่อที่ข้ามพ้นภาวะปุถุชน
๑๔. มัคคญาณ ญาณในอริยมรรค
๑๕. ผลญาณ ญาณในอริยผล
๑๖. ปัจจเวกขณญาณ ญาณที่พิจารณาทบทวน


http://www.84000.org...1%F6&original=1

http://www.84000.org...D2%AD%D2%B3_%F9


คำว่า "ญาณ" แปลว่า ความรู้, ปรีชาหยั่งรู้, ปรีชากำหนดรู้

http://www.84000.org...2%B3&original=1

เมื่อเราเจริญสติปัฏฐานถึงญาณในระดับต่าง ๆ ก็มีคือความรู้ หรือปรีชาหยั่งรู้ในเรื่องต่าง ๆ ตามระดับนั้น ๆ
ยกตัวอย่างเช่น นามรูปปริจเฉทญาณ (ญาณกำหนดแยกนามรูป)
เมื่อเราภาวนาถึงญาณนี้แล้ว เวลาที่เกิดสภาวธรรมใด ๆ ก็ตาม เราสามารถแยกรูปแยกนามได้
ซึ่งการที่เราจะแยกรูปนามได้นี้ ไม่ได้แปลว่าเราจะต้องไปนั่งสมาธิหลับตาเป็นชั่วโมง จึงจะแยกได้
แต่เมื่อเรามีความรู้ หรือมีญาณแยกรูปนามได้แล้ว เมื่อมีสภาวธรรมเกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เราก็แยกรูปนามได้ทันที
เช่น มีมดกัดแขน เรารู้สึกเจ็บ เราเห็นได้ทันทีว่าความเจ็บเป็นส่วนหนึ่ง แขนที่ถูกมดกัดเป็นอีกส่วนหนึ่ง
จิตที่เห็น ความเจ็บ หรือเห็นแขน ก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง รูปและนามแยกกระจายตัวออก เป็นต้น

อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ (ญาณตามเห็นความเกิดและความดับแห่งนามรูป)
เมื่อเราภาวนาถึงญาณนี้แล้ว เวลาที่เกิดสภาวธรรมใด ๆ เกิดขึ้น เราสามารถเห็นความเกิดดับแห่งรูปนามได้
ซึ่งการที่เราเห็นความเกิดดับแห่งรูปนามนี้ ไม่ได้แปลว่าเราจะต้องไปนั่งสมาธิหลับตาเป็นชั่วโมง จึงจะเห็นได้
แต่เมื่อเรามีความรู้ หรือมีญาณเห็นเกิดดับแล้ว เมื่อมีสภาวธรรมเกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เราก็สามารถเห็นเกิดดับได้ทันที
เช่น มีคนมาด่าเรา เรารู้สึกโกรธ เราสามารถเห็นความโกรธเกิดขึ้น และเห็นความโกรธดับไป เป็นต้น

พอเห็นเกิดดับไปเรื่อย ๆ แล้ว มันก็จะเริ่มเห็นสังขารเป็นของน่ากลัว เห็นโทษของสังขาร แล้วก็จะมาถึง
นิพพิทานุปัสสนาญาณ ญาณคำนึงเห็นด้วยความหน่าย
เมื่อเราภาวนาถึงญาณนี้แล้ว เวลาที่เกิดสภาวธรรมใด ๆ เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เราเห็นเกิดดับของมัน เห็นโทษของมัน
แล้วก็จะทำให้เกิดความเบื่อ หรือความหน่ายในสังขาร
ซึ่งการที่เราเห็นด้วยความเบื่อนี้ ไม่ได้แปลว่าเราจะต้องไปนั่งสมาธิหลับตาเป็นชั่วโมง จึงจะเห็นได้นะครับ
แต่เมื่อเรามีความรู้ หรือมีญาณนี้แล้ว เมื่อมีสภาวธรรมเกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เราก็สามารถเห็นด้วยความหน่ายได้ทันที
เช่น มีคนมาชมเรา เรารู้สึกดีใจ เราสามารถเห็นดีใจเกิดดับด้วยความหน่ายในสังขารดังกล่าว เป็นต้น

เมื่อมันหน่ายไปสักพักแล้ว มันก็จะหาทางที่จะพ้น พอหาไม่ได้ ยังไงก็ไม่พ้นแล้ว ถึงจุดหนึ่งที่มันยอมรับ มันก็จะเป็นกลาง
ก็จะมาถึง สังขารุเปกขาญาณ (ญาณอันเป็นไปโดยความเป็นกลางต่อสังขาร)
ซึ่งเมื่อเกิดสภาวธรรมใด ๆ ขึ้น จิตก็เป็นกลางต่อสภาวธรรมนั้นด้วยปัญญา
โดยการที่เราเห็นด้วยความเป็นกลางนี้ ไม่ได้แปลว่าเราจะต้องไปนั่งสมาธิหลับตาเป็นชั่วโมง จึงจะเห็นได้ครับ
แต่เมื่อเรามีความรู้ หรือมีญาณนี้แล้ว เมื่อมีสภาวธรรมเกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เราก็สามารถเห็นด้วยความเป็นกลางได้ทันที

สภาวธรรมนั้นเกิดดับอยู่ตลอด มันขึ้นอยู่กับว่าเรามีญาณ หรือมีปัญญาเห็นได้แค่ไหนเพียงไร
ในขณะที่เรายืน เดิน นั่ง นอน กิน ดื่ม ทำ พูด คิดนี้แหละ
หากเรามีญาณหรือปัญญาแยกรูปนามได้ เราก็จะเห็นรูปและนามแยกจากัน
หากเรามีญาณหรือปัญญาเห็นรูปนามเกิดดับได้ เราก็ย่อมจะเห็นรูปนามเกิดดับได้
หากเรามีญาณหรือปัญญาเห็นสังขารด้วยความหน่าย เราก็ย่อมจะเห็นสังขารด้วยความหน่ายได้
หากเรามีญาณหรือปัญญาเห็นสังขารด้วยความเป็นกลาง เราก็ย่อมจะเห็นสังขารด้วยความเป็นกลางได้
ซึ่งเห็นได้บ่อย ๆ เห็นได้ทันที ไม่ใช่ว่าต้องไปนั่งสมาธิเป็นชั่วโมงทำใจให้สงบก่อนแล้วจึงจะเห็นได้


ดังนั้นแล้ว หากท่านไหนเข้าใจว่า จะต้องไปนั่งเฉย ๆ หลับตา ทำสภาวะใดสภาวะหนึ่งนาน ๆ เสียก่อน
แล้วจึงจะเกิดญาณใดญาณหนึ่งขึ้นมานั้น เป็นการเข้าใจผิดครับ
หรือเข้าใจว่า ต้องนั่งเฉย ๆ ทรงความไม่มีอะไร จนกระทั่งเข้าถึงสภาวะที่ไร้ปฏิกิริยา ไร้การปรุงแต่ง
แล้วจึงจะเกิด "สังขารุเปกขาญาณ" (แล้วการเกิดก็ญาณแบบเต็มองค์หรือไม่เต็มองค์ด้วย) ก็เป็นความเข้าใจผิดครับ

ยกตัวอย่างว่า เวลาเพียง ๑ นาทีนั้น สภาวธรรมเกิดดับไปมากมายขนาดไหนแล้ว
ถ้าเรามีปัญญา หรือมีญาณ ก็ต้องเห็นได้แล้วในปัจจุบันนี้แหละ
ไม่ใช่ว่าสภาวธรรมเกิดดับผ่านไปมากมาย เราไม่เห็น แต่ต้องไปนั่งสมาธิหลับตานิ่ง ๆ นาน ๆ
เข้าไปสภาวะใดสภาวะหนึ่งก่อน แล้วจึงจะมีปัญญามาเห็น มันไม่ทันกินล่ะครับ ไม่ควรเรียกว่าปัญญาแล้ว

ที่แท้จริงแล้ว ญานเหล่านี้เกิดขึ้นได้ขณะที่เรายืน เดิน นั่ง นอน กิน ดื่ม ทำ พูด คิดนี้แหละครับ
เพราะญาณเหล่านี้ก็เป็นอนัตตาและเกิดขึ้นเองตามเหตุปัจจัย
ไม่ใช่ว่าเราจะไปสั่งหรือกำหนดให้มันเกิดขึ้น

แต่ทั้งนี้ ผมไม่ได้หมายถึงว่าเราไม่จำเป็นต้องปฏิบัติในรูปแบบนะครับ
การปฏิบัติในรูปแบบเป็นสิ่งจำเป็น การสวดมนต์ นั่งสมาธิ เดินจงกรม เป็นสิ่งจำเป็นครับ
แต่ไม่ได้แปลว่า "ญาณ" จะต้องเกิดในเวลาที่นั่งสมาธิหลับตานิ่ง ๆ เท่านั้น

"(เจ้าของกระทู้แนะนำให้อ่านความเห็นที่ ๖ เพิ่มเติมด้วย)"

การโพสต์นี้ได้ถูกแก้ไขโดย PNoi: 16/07/2017 - 22:02
เหตุผลในการแก้ไข:: ตามที่จขกทแจ้งมา

ขอนอบน้อมแต่พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ด้วยเศียรเกล้า
1


  • (3 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • 3
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • กระทู้นี้ถูกล็อค

การตอบอื่นๆต่อกระทู้นี้

คำตอบก่อนหน้า: ngodngam - ศลิษา - กบนอกกะลา - ศลิษา - กบนอกกะลา - ngodngam - ngodngam - กบนอกกะลา - ศลิษา - กบนอกกะลา - ngodngam - ngodngam - ศลิษา - อโศกะ - กบนอกกะลา - ngodngam - ngodngam - ศลิษา - อโศกะ - ศลิษา -

#20 ผู้ใช้ออฟไลน์   ngodngam ไอคอน

  • ตอบ 2000+
  • PipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 2434
  • สมัคร: 21/10/2009

ตอบ: 17/07/2017 - 14:54

แสดงข้อความที่โพสต์ศลิษา [ 16/07/2017 - 23:26 ]

ปกติปฏิบัติแบบไม่เคยตั้งคำถาม แค่รู้แล้วปล่อย

ขอเรียนคุณศลิษานะครับ ที่บอกว่ารู้แล้วปล่อยนั้น
สมมุติว่าเรานั่งสมาธิอยู่แล้วมีแมลงวันมาตอม
เราเกิดรู้สึกรำคาญแมลงวันตัวนั้น
เราเห็นความรำคาญแล้ว ตอนที่ปล่อยความรำคาญนั้นทำอย่างไรครับ?
ขอนอบน้อมแต่พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ด้วยเศียรเกล้า
0



#21 ผู้ใช้ออฟไลน์   ศลิษา ไอคอน

  • ตอบ 500+
  • PipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 759
  • สมัคร: 29/02/2004

ตอบ: 17/07/2017 - 15:28

อ่านคำถามนี้แล้วรู้สึกคันเลยค่ะ แหะๆ :10:
นั่งทวนคิดดู เมื่อยุงหรือแมลงวันเกาะ จะไม่ค่อยรำคาญนะคะ
จะดูที่ผัสสะก่อน ถ้ารำคาญคือเกิดจิตแล้ว
เกาะก็รู้ว่าเกาะค่ะ เท่านั้นเอง แล้วก็ดูพองยุบต่อไป
พองยุบเป็นทางเดินหลัก แมลงเกาะเป็นของรอง
ถ้าดูผัสสะไม่ทัน เกิดความรำคาญ คือปรุงแต่งไปแล้ว ช้าไปหนึ่ง step
ก็มาดูความรำคาญ ชอบ-ไม่ชอบ
รู้ว่า "ความรำคาญเกิด" ไม่ใช่ดูว่า "เรารำคาญ"
เราไม่ใช่ความรำคาญ ความรำคาญไม่ใช่เรา
ระลึก "รู้ความรำคาญเกิด" เมื่อรู้ความรำคาญเกิดแล้ว
"ความรำคาญจะดับ" กลายเป็นความรู้ความรำคาญ
ตรงนี้เองที่เรียกว่าแยกเวทนาได้
5555 ลึกลับซับซ้อนมั้ยคะ :10:

การโพสต์นี้ได้ถูกแก้ไขโดย ศลิษา: 17/07/2017 - 15:42

1



#22 ผู้ใช้ออฟไลน์   กบนอกกะลา ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1314
  • สมัคร: 03/05/2009

ตอบ: 17/07/2017 - 16:10

คันเลยรึคับ..? 555

ดูเวทนา..สไตล์ของผมจะต่างจาก..คุณศลิษา...

อย่างถ้า...จิตรำคาญเกิด...ผมชอบหาว่ามันเกิดจากอะไร?

เป็นเจ้าหนูจำไม...ตลอด...แต่ไหนแต่ไรมา..คือชอบถามเพื่อหาคำตอบ..
0



#23 ผู้ใช้ออฟไลน์   ศลิษา ไอคอน

  • ตอบ 500+
  • PipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 759
  • สมัคร: 29/02/2004

ตอบ: 17/07/2017 - 16:28

อือม.. คุณกบคะ ถ้าถามต่อว่ารำคาญจากอะไร ก็คือการปรุงแต่งต่อมั้ยคะ เกิดภพอีก เกิดชาติอีก เลยไม่ดับกันสักทีเนาะ :115:
0



#24 ผู้ใช้ออฟไลน์   กบนอกกะลา ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1314
  • สมัคร: 03/05/2009

ตอบ: 17/07/2017 - 16:42

อ่อ..ดับนะหรอ?...

ผมไม่เร่งรีบเท่าไรครับ..555..

ผมขอเข้าใจกระบวนการเกิดของมันก่อนละกัน...อิอิ..

:99: :99: :99:

การโพสต์นี้ได้ถูกแก้ไขโดย กบนอกกะลา: 17/07/2017 - 16:43

0



#25 ผู้ใช้ออฟไลน์   ศลิษา ไอคอน

  • ตอบ 500+
  • PipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 759
  • สมัคร: 29/02/2004

ตอบ: 17/07/2017 - 18:14

คุณกบเชื่อมั้ยคะ สำหรับพี่
การตามดูการเกิด-ดับ
แทนที่จะเป็นการปิดกั้นกระบวนการเกิดปัญญา
แต่กลับได้ปัญญาแบบผุดขึ้นมาเอง มันแปลกมากเลย
วันนี้นั่งรถกลับบ้าน คำนี้ก็ผุดขึ้นมา
"จิตรู้อารมณ์ แต่ไม่รับอารมณ์"
พอจบประโยค น้ำตามันไหลเลยอ่ะ
ต้องรีบกลั้นไว้ กลัวสะอื้น
เดี๋ยวผู้โดยสารคนอื่นๆจะตกใจ :06:
ขอบคุณที่สละเวลามาพูดคุยด้วยนะคะ
.
เจริญในธรรมค่ะ :33:
0



#26 ผู้ใช้ออฟไลน์   กบนอกกะลา ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1314
  • สมัคร: 03/05/2009

ตอบ: 17/07/2017 - 19:24

แสดงข้อความที่โพสต์ศลิษา [ 17/07/2017 - 18:14 ]

คุณกบเชื่อมั้ยคะ สำหรับพี่
การตามดูการเกิด-ดับ
แทนที่จะเป็นการปิดกั้นกระบวนการเกิดปัญญา
แต่กลับได้ปัญญาแบบผุดขึ้นมาเอง มันแปลกมากเลย
วันนี้นั่งรถกลับบ้าน คำนี้ก็ผุดขึ้นมา
"จิตรู้อารมณ์ แต่ไม่รับอารมณ์"
พอจบประโยค น้ำตามันไหลเลยอ่ะ
ต้องรีบกลั้นไว้ กลัวสะอื้น
เดี๋ยวผู้โดยสารคนอื่นๆจะตกใจ :06:
ขอบคุณที่สละเวลามาพูดคุยด้วยนะคะ
.
เจริญในธรรมค่ะ :33:


:10: :10: :10:

อาการทำนองนี้..กระผมก็เป็นหลายครั้ง...จนไม่จำแล้ว... :06: :06:

จำได้ครั้งหลัง...แค่ลุกจากหน้าคอมฯนี้แหละ...แล้วพุธ...โธ..พุท..โธ...พุท..โธ...ตามจังหวะลงเท้า..3 พุท..เท่านั้น...เอาแล้ว... :31: :31: :31:

การโพสต์นี้ได้ถูกแก้ไขโดย กบนอกกะลา: 17/07/2017 - 19:26

1



#27 ผู้ใช้ออฟไลน์   ngodngam ไอคอน

  • ตอบ 2000+
  • PipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 2434
  • สมัคร: 21/10/2009

ตอบ: 17/07/2017 - 20:02

ผมพยายามทำความเข้าใจคำว่า "ปล่อย" นะครับ
แต่อ่านคำตอบใน คห ๒๑ แล้ว ไม่แน่ใจว่าผมเข้าใจถูกต้องหรือเปล่า

การปล่อยในที่นี้คือกลับมาอยู่พองยุบหรือเปล่าครับ?
ขอนอบน้อมแต่พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ด้วยเศียรเกล้า
0



#28 ผู้ใช้ออฟไลน์   ศลิษา ไอคอน

  • ตอบ 500+
  • PipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 759
  • สมัคร: 29/02/2004

ตอบ: 17/07/2017 - 20:18

คือคำว่าปล่อยจะเกิดหลังการรู้ค่ะ
จึงมาคู่กันเป็น "รู้แล้วปล่อย"
วิปัสสนาที่ทำอยู่ คือการมีสติอยู่กับปัจจุบัน
อะไรชัดสุด ก็ไปรู้สิ่งนั้น แล้วกลับมาอยู่ที่ฐานกาย
ถ้านั่ง หลังรู้แล้วก็กลับมาที่พองยุบ
ถ้าเดิน หลังรู้แล้วก็กลับมาที่การเดิน
นี่คือการรู้อารมณ์จรจากผัสสะที่เข้ามากระทบอยาตนะต่างๆ
เมื่อ"รู้" แล้ว "ปล่อยการรู้" จนไม่มีอารมณ์จรแทรก
ต่อไปจะเห็นการเกิดดับกับฐานกายตรงๆ
พองเกิด พองดับ
ยุบเกิด ยุบดับ
ไม่มีพอง มีแต่ยุบ
ไม่มียุบ มีแต่พอง
เงียบหมดทั้งยุบทั้งพอง
หรือเมื่อขณะเดินจงกรม ก็ทำนองเดียวกันกับนั่ง
มีหนัก มีเบา มีการแสดงของธาตุ
ต่อไปก็ไม่มีอะไรเหลือ
0



#29 ผู้ใช้ออฟไลน์   ศลิษา ไอคอน

  • ตอบ 500+
  • PipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 759
  • สมัคร: 29/02/2004

ตอบ: 17/07/2017 - 20:21

อิอิ คุณงดงามถามรายละอียดเหมือนทำ thesis เลยค่ะ อคิดถึงน้อง jigsaw เธอก็ถามเหมือนกันว่า แยกรูปนามเกิดดับของพี่คืออะไร เราก็อธิบายไม่ถูก มันต้องเจอหน้า แล้วลองปฏิบัติไปด้วยกันนะคะ โม้เยอะๆชักเหนื่อย 555
0



#30 ผู้ใช้ออฟไลน์   อโศกะ ไอคอน

  • ตอบ 2000+
  • PipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 2315
  • สมัคร: 11/07/2007

ตอบ: 18/07/2017 - 10:30

แสดงข้อความที่โพสต์ศลิษา [ 17/07/2017 - 08:21 ]

ขอบคุณคุณอโศกะค่ะ :09:
แสดงที่เราคิดไว้ก็คงถูกทาง
ตอนนี้ยังเห็นเกิดดับแค่สองส่วนค่ะ
คือรูปกับเวทนา ส่วนอื่นๆยังไม่เกิด
ปฏิบัติกันต่อไป รู้สึกชาตินี้ยังมีหวังนะคะ
.
สาธุเจริญธรรมทุกท่านค่ะ :09:

:79:
เร่งความเพียรให้มันแทงทะลุปรุโปร่งทั้ง 5 ขันธ์เสียโดยเร็วนะครับ จึงจะถือได้ว่ามีชีวิตอยู่อย่างไม่ประมาท

แต่เรื่องของการเห็นความเกิด - ดับ ของขันธ์ 5 หรือทุกๆสิ่งนี้ มันมิใช่สิ่งที่จะเพียงแค่คิดเอาตามตัวหนังสือและตรรกะของเหตุผลได้ อย่างที่หลายคนคิดเอาเองนะครับ

มันต้องปฏิบัติจริงและสะสมวิบากหรือผลของการปฏิบัติจริงจนมีกำลังมากเพียงพอถึงที่ เขาก็จะ รู้ เห็น ความเกิด - ดับเอง โดยธรรมด้วยความพร้อมสมบูรณ์ของเหตุและปัจจัย ไม่ใช่พยายามทำเอา คิดเอา หรือเสแสร้งทำให้ได้

เรื่องของวิปัสสนาญาณ ทั้ง 16 ก็เช่นกัน มิใช่นึกเอา คิดเอาตามหลักของตรรกะและเหตุผลแล้วก็ทำได้เลย ที่ถูกมันจะต้อง ได้เพียรเจริญ
ปัญญา สติ สมาธิมามากพอสมควร ได้เหตุ ได้ปัจจัย ได้ผลมาเพียงพอแล้ว ญาณต่างๆนั้นเขาจึงจะเกิด และเกิดขึ้นไปตามลำดับความหยาบละเอียดของจิต ซึ่งท่านพระพุทธโกษาจารย์ก็ได้เรียงลำดับไว้ตามธรรมแล้วเป็นอย่างดี โดยอนิจจังซึ่งหยาบกว่าเพื่อนจะชัดก่อน ละเอียดขึ้นไปถึง ทุกขัง และ สุดท้ายที่อนัตตา สังเกตให้ดีๆจะเห็นว่า
ญาณที่ 1 - 5 จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับ อนิจจัง ญาณที่ 6 - 10 จะเป็นเรื่องของ ทุกขัง ญาณที่ 11 - 15 จะเป็นเรื่องของอนัตตา ส่วนญาณที่ 16 นั้นกลับมาสู่สามัญเพื่อให้คิด นึก วิตก วิจารณ์ วิจัยธรรมได้
:82:
ปล:เมื่อถึง นาม - รูป ปริเฉทญาณแล้ว เขาจะก้าวขึ้นไปสู่ความเห็นความเกิด - ดับได้ครบทั้ง 5 ขันธ์เองที่ญาณที่ 4 อุทัพยญาณ ครับผลจากญาณที่ 4 ก็คือจะเห็นแต่ความดับไปๆ ถ่ายเดียว คุณสลิษาจะทำความชัดให้มากที่สุดตอนนี้แล้วลัดขึ้นไปถึงอนัตตา ข้ามโคตรไปเลยก็ได้ครับ ทั้งนี้ก็ต้องแล้วแต่บุญญาบารมีที่สร้างสะสมมาว่ามีวิบากมากทางใด ก็ออกไปทางนั้น ของใครของมันครับ
:72:

การโพสต์นี้ได้ถูกแก้ไขโดย อโศกะ: 18/07/2017 - 10:38

1



#31 ผู้ใช้ออฟไลน์   ngodngam ไอคอน

  • ตอบ 2000+
  • PipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 2434
  • สมัคร: 21/10/2009

ตอบ: 19/07/2017 - 08:25

แสดงข้อความที่โพสต์ศลิษา [ 17/07/2017 - 20:18 ]

คือคำว่าปล่อยจะเกิดหลังการรู้ค่ะ
จึงมาคู่กันเป็น "รู้แล้วปล่อย"

รู้สึกไหมครับว่า เราฝึกรู้แล้วปล่อยไปเรื่อย ๆ
เราก็มีความชำนาญสามารถปล่อยได้เร็วขึ้น
ไม่ว่าสภาวธรรมอะไรเกิดขึ้นก็ตาม สามารถปล่อยได้อย่างรวดเร็ว
ขอนอบน้อมแต่พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ด้วยเศียรเกล้า
0



#32 ผู้ใช้ออฟไลน์   ศลิษา ไอคอน

  • ตอบ 500+
  • PipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 759
  • สมัคร: 29/02/2004

ตอบ: 19/07/2017 - 08:56

เช่นนั้นค่ะ :33:
0



#33 ผู้ใช้ออฟไลน์   ngodngam ไอคอน

  • ตอบ 2000+
  • PipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 2434
  • สมัคร: 21/10/2009

ตอบ: 19/07/2017 - 14:46

สิ่งที่ผมจะอธิบายใน คห นี้ ไม่ได้เกี่ยวกับว่าเป็นแนวทางปฏิบัติของสำนักไหนโดยเฉพาะนะครับ
โดยถือว่าผมแลกเปลี่ยนความเห็นในแนวทางปฏิบัติแบบกว้าง ๆ แบบไม่เฉพาะเจาะจง

๑. ความหมายของคำว่าวิปัสสนา

อ้างอิง

วิปัสสนา ความเห็นแจ้ง คือเห็นตรงต่อความเป็นจริงของสภาวธรรม;
ปัญญาที่เห็นไตรลักษณ์อันให้ถอนความหลงผิดรู้ผิดในสังขารเสียได้,
การฝึกอบรมปัญญาให้เกิดความเห็นแจ้งรู้ชัดภาวะของสิ่งทั้งหลายตามที่มันเป็น

http://www.84000.org...9%D2&original=1

วิปัสสนาคือการเห็นตรงต่อความเป็นจริงของสภาวธรรม
คือสภาวธรรมเป็นอย่างไร เราเห็นไปตามจริง โดยเราไม่ได้ไปดัดแปลงสภาวธรรมใด ๆ
กล่าวคือไม่มีความจำเป็นต้องทำกิริยา "ปล่อย" "ทิ้ง" หรือ "ละ" สภาวธรรมใด ๆ

ถ้าลองพิจารณาคำสอนในมหาสติปัฏฐานสูตร ก็จะไม่พบคำว่าปล่อยนะครับ
สิ่งที่เราต้องทำคือ "เห็น" ซึ่งก็คือ "รู้" นะครับ

อ้างอิง

(อิริยาปถบรรพ ใน กายานุปัสสนา)

ภิกษุเมื่อเดิน ก็รู้ชัดว่าเราเดิน เมื่อยืน ก็รู้ชัดว่าเรายืน
เมื่อนั่ง ก็รู้ชัดว่าเรานั่ง เมื่อนอนก็รู้ชัดว่าเรานอน
หรือเธอตั้งกายไว้ด้วยอาการอย่างใดๆ ก็รู้ชัดอาการอย่างนั้นๆ ดังพรรณนามาฉะนี้
http://www.84000.org...764&pagebreak=0


อ้างอิง

(เวทนานุปัสสนา)

ภิกษุพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่อย่างไรเล่า
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เสวยสุขเวทนาอยู่ ก็รู้ชัดว่า เราเสวยสุขเวทนา
หรือเสวยทุกขเวทนา ก็รู้ชัดว่า เราเสวยทุกขเวทนา
หรือ เสวยอทุกขมสุขเวทนา ก็รู้ชัดว่า เราเสวยอทุกขมสุขเวทนา
หรือ เสวยสุขเวทนามีอามิส ก็รู้ชัดว่า เราเสวยสุขเวทนามีอามิส
หรือ เสวยสุขเวทนาไม่มีอามิส ก็รู้ชัดว่า เราเสวยสุขเวทนาไม่มีอามิส
หรือเสวยทุกขเวทนามีอามิส ก็รู้ชัดว่า เราเสวยทุกขเวทนามีอามิส
หรือ เสวยทุกขเวทนาไม่มีอามิส ก็รู้ชัดว่า เราเสวยทุกขเวทนาไม่มีอามิส
หรือ เสวยอทุกขมสุขเวทนามีอามิส ก็รู้ชัดว่า เราเสวยอทุกขมสุขเวทนามีอามิส
หรือ เสวยอทุกขมสุขเวทนาไม่มีอามิส ก็รู้ชัดว่า เราเสวยอทุกขมสุขเวทนาไม่มีอามิส ดังพรรณนามาฉะนี้

http://www.84000.org...764&pagebreak=0


อ้างอิง

(จิตตานุปัสสนา)

ภิกษุพิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่อย่างไรเล่า
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ จิตมีราคะ ก็รู้ว่าจิตมีราคะ หรือจิตปราศจากราคะ ก็รู้ว่าจิตปราศจากราคะ
จิตมีโทสะ ก็รู้ว่าจิตมีโทสะ หรือจิตปราศจากโทสะ ก็รู้ว่าจิตปราศจากโทสะ
จิตมีโมหะ ก็รู้ว่าจิตมีโมหะ หรือจิตปราศจากโมหะ ก็รู้ว่าจิตปราศจากโมหะ
จิตหดหู่ ก็รู้ว่าจิตหดหู่ จิตฟุ้งซ่าน ก็รู้ว่าจิตฟุ้งซ่าน
จิตเป็นมหรคต ก็รู้ว่าจิตเป็นมหรคต หรือจิตไม่เป็นมหรคต ก็รู้ว่าจิตไม่เป็นมหรคต
จิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า ก็รู้ว่าจิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า หรือจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า ก็รู้ว่าจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า
จิตเป็นสมาธิ ก็รู้ว่าจิตเป็นสมาธิ หรือจิตไม่เป็นสมาธิ ก็รู้ว่าจิตไม่เป็นสมาธิ
จิตหลุดพ้น ก็รู้ว่าจิตหลุดพ้น หรือจิตไม่หลุดพ้น ก็รู้ว่าจิตไม่หลุดพ้น ดังพรรณนามาฉะนี้

http://www.84000.org...764&pagebreak=0

สังเกตว่าเพียงแค่ "เห็น" หรือ "รู้" เท่านั้น ไม่ได้จำเป็นต้องมีกิริยาปล่อยด้วย
เพราะไม่เช่นนั้นจะเป็นการแทรกแซงสภาวธรรม
เช่น จิตฟุ้งซ่าน ก็รู้ว่าฟุ้งซ่าน จะไม่หายฟุ้งซ่าน ก็รู้ว่าไม่หาย ก็คือเห็นตามจริง
แต่ถ้าจิตฟุ้งซ่าน แล้วปล่อยฟุ้งซ่านได้ ฟุ้งซ่านหายไป
นั่นคือเราเข้าไปแต่งสภาวธรรม คือไม่เห็นของจริงแล้ว
หรือจิตมีโทสะ ก็รู้ว่ามีโทสะ แม้ว่าจะมีโทสะต่อ ก็รู้ว่ามีโทสะ ก็คือเห็นตามจริง
แต่ถ้าจิตโทสะ แล้วปล่อยโทสะได้ โทสะหายไป
นั่นคือเราเข้าไปแต่งสภาวธรรม คือไม่เห็นของจริงแล้ว

๒. สภาวธรรมเกิดดับอย่างรวดเร็ว

กรณีไม่มีความจำเป็นต้องไปปล่อยสภาวธรรมใด ๆ
เพราะว่าในความเป็นจริงแล้ว สภาวธรรมเกิดดับเองอย่างรวดเร็ว
ถ้าเราเห็นได้ตามจริงแล้ว เราย่อมจะเห็นได้ว่าสภาวธรรมเกิดดับเองอย่างรวดเร็ว
ในเมื่อมันเกิดดับเองอยู่แล้ว และอย่างรวดเร็วมากด้วย
(ทำไมเราจะต้องไปปล่อยสภาวธรรมที่มันดับเองอย่างรวดเร็วอยู่แล้วด้วย)

สมมุติว่าเรามีโทสะ แล้วเราปล่อยสภาวะโทสะ
ถามว่า ถ้าเราไม่ปล่อย โทสะจะไม่ดับหรือ
ตอบว่า มันก็ดับของมันเองอยู่แล้ว และดับอย่างรวดเร็วด้วย

ดังนั้นแล้ว หากเราดูสภาวธรรมไปตามจริง เราก็จะเห็นมันดับอย่างรวดเร็วอยู่แล้ว
ไม่มีความจำเป็นต้องไปปล่อยมัน
เมื่อจิตเห็นบ่อย ๆ ว่ามันเกิดดับอย่างรวดเร็ว
ก็จะเข้าใจหรือยอมรับว่าสภาวธรรมต่าง ๆ นั้นไม่เที่ยง
แต่พอเราไปปล่อยสภาวธรรมนั้น จิตก็จะสับสนได้ว่ามันดับเองหรือเพราะเราปล่อย

๓. การเจริญวิปัสสนาทำให้เห็นไตรลักษณ์

ดังที่เรียนแล้วในข้อ ๑ ว่า วิปัสสนา คือเห็นตรงต่อความเป็นจริงของสภาวธรรม
ดังนั้น การเจริญวิปัสสนาก็เพื่อให้เห็นตรงต่อความเป็นจริงของสภาวธรรม
กล่าวคือเห็นว่าสภาวธรรมต่าง ๆ ล้วนเป็นไตรลักษณ์
ไม่ใช่เพื่อฝึกปล่อยสภาวธรรมให้ได้รวดเร็ว
ยิ่งเราสามารถปล่อยสภาวธรรมได้รวดเร็วหรือเก่งมากขึ้นเท่าไร
จิตมันจะยิ่งรู้สึกว่า เราทำได้ อกุศลมาเราปล่อยได้ ทุกข์มาเราปล่อยได้
กลายเป็นรู้สึกว่าสภาวธรรมอะไรมา เราก็ปล่อยได้ ทิ้งได้ ละได้

แต่จริง ๆ แล้วมันไม่ควรเป็นอย่างนั้น เพราะจิตก็เป็นอนัตตา เราสั่งมันไม่ได้
ฉะนั้นแล้ว ในการเจริญวิปัสสนานั้น เราพึงได้ปัญญาเห็นว่า มันไม่ใช่เรา สั่งไม่ได้
ไม่ใช่ได้ความเข้าใจว่าเราปล่อยได้ ทิ้งได้ ละได้ ไม่ว่าสภาวธรรมจะทุกข์แค่ไหน เราก็ละได้ ปล่อยได้
ถ้าลองพิจารณาในญาณ ๑๖ ที่ยกมาในกระทู้ตอนต้นนั้น จะเห็นได้ว่า
ไม่มีญาณไหนเลยที่ระบุว่าปัญญาในการปล่อยสภาวธรรม ไม่มีนะครับ

๔. การเจริญสติปัฏฐานไม่ได้จำเป็นต้องเห็นเกิดดับทั้ง ๕ ขันธ์

ถ้าลองดูวิธีการเจริญสติปัฏฐานที่ได้ยกมาในข้อ ๑. ข้างต้นนะครับ
จะเห็นได้ว่าท่านทรงสอนโดยใช้ถ้อยคำที่เข้าใจได้ไม่ยากนะครับ
ไม่ได้จำเป็นต้องเห็นให้ครบทั้ง ๕ ขันธ์

ดังที่เรียนแล้วว่า วิปัสสนา คือเห็นตรงต่อความเป็นจริงของสภาวธรรม
ดังนั้น ถ้าปกติแล้ว เราเห็นสภาวธรรมตัวไหนได้ เราถนัดเห็นสภาวธรรมตัวไหน ก็เห็นตัวนั้นล่ะครับ
ไม่ได้จำเป็นว่าเราเห็นสภาวธรรมอย่างหนึ่งแล้ว จะต้องไปพยายามให้เห็นอีกอย่างหนึ่ง
มันก็จะเป็นการดัดแปลงหรือแทรกแซงสภาวธรรมอีกแล้ว ก็ทำให้ไม่เห็นของจริง

เรื่องดัดแปลงสภาวธรรมทำให้ไม่เห็นของจริงนี้ ผมเคยเสียเวลาหลงทำอยู่เป็นปี ๆ นะครับ
ปัจจุบันนี้ก็ยังเผลอทำอยู่เป็นระยะ ๆ
วิปัสสนาคือเห็นสภาวธรรมไปตามจริงครับ อย่าไปแทรกแซงหรือดัดแปลงสภาวธรรม
(ทั้งนี้ อ่านให้ดีนะครับ ผมใช้คำว่า อย่าไปแทรกแซงหรือดัดแปลงสภาวธรรม
ผมไม่ได้ห้ามจิตปรุงแต่ง หรือห้ามสังขารเกิดนะครับ
ต้องแยกให้ออกว่าสองอย่างนี้ ไม่เหมือนกันครับ)
นี้ก็ถือว่าแลกเปลี่ยนธรรมทัศนะไว้เพื่อพิจารณานะครับ :09:

การโพสต์นี้ได้ถูกแก้ไขโดย ngodngam: 19/07/2017 - 14:50

ขอนอบน้อมแต่พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ด้วยเศียรเกล้า
0



#34 ผู้ใช้ออฟไลน์   ศลิษา ไอคอน

  • ตอบ 500+
  • PipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 759
  • สมัคร: 29/02/2004

ตอบ: 19/07/2017 - 15:07

พี่เน้นปฏิบัติ ไม่เน้นคำพูดเท่าไร พูดมากไม่ปฏิบัติ ความรู้ทั้งหลายมาจากการอ่านเอา
หรือฟังเขามา ไม่ใช่ปัญญาจากภาวนา คงไม่ใช่ทางที่แท้
ไม่สามารถยกพระไตรปิฎกมาถกเถียง
เพราะอยากเอาชนะความทุกข์ ไม่อยากเอาชนะใครด้วยคำพูด ไม่มีอะไรต้องเอาชนะ
ส่วนหนึ่งที่ทำให้ลานธรรมเงียบเหงา เพราะมีผู้รู้อย่างเข้มข้น ยกพระไตรปิฎกมาเนืองๆ
อย่างขาดความเมตตาต่อกันและกัน อย่าว่าแต่จะมีที่ทางให้ผู้ฝึกใหม่
ได้เข้ามาลานธรรมอีกครั้ง แต่ยังพบว่าบรรยากาศเคร่งเครียดไม่ผ่อนคลาย
เต็มไปด้วยการจับผิด เข้ามาแล้วไม่พบความเย็นใจสบายใจ เป็นที่น่าเสียดาย
อย่างไรก็ขอบคุณที่มาเป็นตัวเช็ค ว่ายังมีความโกรธมั้ย ยังมีความอยากเอาชนะมั้ย
คิดว่าตัวเองหมดหน้าที่ตรงนี้แล้วค่ะ สวัสดีค่ะ :99:
0



#35 ผู้ใช้ออฟไลน์   กบนอกกะลา ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1314
  • สมัคร: 03/05/2009

ตอบ: 19/07/2017 - 16:09

สมัยโน้น..สมัยที่ผมหลง....ก็เพราะ..สมัยนั้น...ผมปล่อย..ได้เร็ว...นี้แหละ...(ของคนอื่นไม่ทราบนะครับ)

ปล่อยนี้...ไม่ได้ปล่อยเฉยๆ..นะ..มันรู้แล้วปล่อย...เช่น..เห็นสาวเซ็กซี่...มันรู้..คำว่า"ของเน่าทั้งนั้น"..นี้มันผุดได้เร็วเชียวแหละ..ผิวสาวขาวๆก็กลายเป็นเขียว..ช้ำเลือดช้ำหนอง..น่าขยะแขยงชะมัด..รู้แล้วก็ปล่อย. .เร็วมาก..กามไม่ทันกระดิกเลย...สบายมาก...โกรธก็รู้ได้เร็วแต่ยังช้ากว่ากาม ...นี้แหละเหตุที่ผมหลง...หลงว่ากำลังอยู่ในอนาคามีมรรค...คิดดูซิ..หลงใหญ่มั้ยละ..อิอิ

จากประสบการณ์หลงครั้งกระโน้น...ทำให้ผมสรุปว่า..สมถะก็มีปัญญา...ไม่ใช่ไม่มีเลย..ที่น่าเจ็บใจก็คือ..ปัญญาของสมถะก็มาจากการทำวิปัสสนานี้แหละ...ไม่ได้เป็นการกดข่มทื่อๆอย่างที่คนไม่เคยหลงเข้าใจกัน...

การโพสต์นี้ได้ถูกแก้ไขโดย กบนอกกะลา: 19/07/2017 - 16:15

0



#36 ผู้ใช้ออฟไลน์   กบนอกกะลา ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1314
  • สมัคร: 03/05/2009

ตอบ: 19/07/2017 - 21:21

แสดงข้อความที่โพสต์ngodngam [ 19/07/2017 - 14:46 ]

สิ่งที่ผมจะอธิบายใน คห นี้ ไม่ได้เกี่ยวกับว่าเป็นแนวทางปฏิบัติของสำนักไหนโดยเฉพาะนะครับ
โดยถือว่าผมแลกเปลี่ยนความเห็นในแนวทางปฏิบัติแบบกว้าง ๆ แบบไม่เฉพาะเจาะจง

สังเกตว่าเพียงแค่ "เห็น" หรือ "รู้" เท่านั้น ไม่ได้จำเป็นต้องมีกิริยาปล่อยด้วย
เพราะไม่เช่นนั้นจะเป็นการแทรกแซงสภาวธรรม
เช่น จิตฟุ้งซ่าน ก็รู้ว่าฟุ้งซ่าน จะไม่หายฟุ้งซ่าน ก็รู้ว่าไม่หาย ก็คือเห็นตามจริง
แต่ถ้าจิตฟุ้งซ่าน แล้วปล่อยฟุ้งซ่านได้ ฟุ้งซ่านหายไป
นั่นคือเราเข้าไปแต่งสภาวธรรม คือไม่เห็นของจริงแล้ว
หรือจิตมีโทสะ ก็รู้ว่ามีโทสะ แม้ว่าจะมีโทสะต่อ ก็รู้ว่ามีโทสะ ก็คือเห็นตามจริง
แต่ถ้าจิตโทสะ แล้วปล่อยโทสะได้ โทสะหายไป
นั่นคือเราเข้าไปแต่งสภาวธรรม คือไม่เห็นของจริงแล้ว

๒. สภาวธรรมเกิดดับอย่างรวดเร็ว

กรณีไม่มีความจำเป็นต้องไปปล่อยสภาวธรรมใด ๆ
เพราะว่าในความเป็นจริงแล้ว สภาวธรรมเกิดดับเองอย่างรวดเร็ว
ถ้าเราเห็นได้ตามจริงแล้ว เราย่อมจะเห็นได้ว่าสภาวธรรมเกิดดับเองอย่างรวดเร็ว
ในเมื่อมันเกิดดับเองอยู่แล้ว และอย่างรวดเร็วมากด้วย
(ทำไมเราจะต้องไปปล่อยสภาวธรรมที่มันดับเองอย่างรวดเร็วอยู่แล้วด้วย)

สมมุติว่าเรามีโทสะ แล้วเราปล่อยสภาวะโทสะ
ถามว่า ถ้าเราไม่ปล่อย โทสะจะไม่ดับหรือ
ตอบว่า มันก็ดับของมันเองอยู่แล้ว และดับอย่างรวดเร็วด้วย


ที่ใช้คำว่าปล่อย...เพราะผู้ปฏิบัติ..เห็นอาการที่จิตกำลังทะยานไปจับอารมณ์ที่ผัสสะมาปรุงต่อ...นะซิครับ

อย่างที่ยกตัวอย่างมา..คือ..โทสะ..
ที่จริง..โทสะ....มันก็ผ่านการปรุงผัสสะมาก่อนแล้ว..จึงเกิด..โทสะ..หากทันผัสสะแรก...เวทนาไม่ชอบเกิด...มันจะปรุงต่อเป็นโทสะ...ผู้ปฏิบัติเห็นทัน..(ในขั้นฝึกปฏิบัตินะยังไม่เป็นญาณ)..สัมปชัญญะเกิด..ก็ระงับการปรุงแต่งทัน. ..

แม้เมื่อโทสะเกิดขึ้นมาแล้ว(เนื่องจากไม่ทันผัสสะแรก)..จิตมันก็จะปรุงแต่งต่อ...อีก...ผู้ปฏิบัติมาเห็นทันขั้นโทสะเกิดแล้ว...(ขั้นฝึก)..สัมปชัญญะเกิด....ปล่อยมันไปไม่จับมาปรุง...

อันนี้ผู้ปฏิบัติจึงใช้คำว่า.".ปล่อย..". บ่งบอกอาการ...ไม่ปรุงแต่งต่อ..นะครับ

อ้างอิง

ดังนั้นแล้ว หากเราดูสภาวธรรมไปตามจริง เราก็จะเห็นมันดับอย่างรวดเร็วอยู่แล้ว
ไม่มีความจำเป็นต้องไปปล่อยมัน
เมื่อจิตเห็นบ่อย ๆ ว่ามันเกิดดับอย่างรวดเร็ว
ก็จะเข้าใจหรือยอมรับว่าสภาวธรรมต่าง ๆ นั้นไม่เที่ยง
แต่พอเราไปปล่อยสภาวธรรมนั้น จิตก็จะสับสนได้ว่ามันดับเองหรือเพราะเราปล่อย


เทพนิยาย..เกินไปครับ

เห็นบ่อย....บางคนพูดถึงว่า...เกิดดับเป็นล้านครั้งในวินาที..ไม่รู้เห็นเองหรือไปจำจำคนอื่นมาพูด..ก็ไม่รู้..ถ้า.แค่สมาธิธรรมดายังกะพร่องกะแพร่ง...การไปเห็นอาการเกิดดับล้านครั้งในวินาที..ท่าจะเกินฐานะผู้พูด. .

ผมจึงว่า..เทพนิยาย...เป็นจิตนาการ..ครับ

เมื่อมีจิตนาการเป็นภพ..การปฏิบัติก็เลยเป็นวิปัสสนึก..ไปเลย

การโพสต์นี้ได้ถูกแก้ไขโดย กบนอกกะลา: 19/07/2017 - 21:24

0



#37 ผู้ใช้ออฟไลน์   ngodngam ไอคอน

  • ตอบ 2000+
  • PipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 2434
  • สมัคร: 21/10/2009

ตอบ: 19/07/2017 - 23:47

ผมไม่ได้ติดใจอะไรในเรื่องความเห็นในเรื่องปฏิบัติที่แตกต่างกันนะครับ :06:
แต่เห็นด้วยกับคุณศลิษาในเรื่องที่ว่าบรรยากาศในลานธรรมเดี๋ยวนี้มันเถียงกันเสียเยอะ
ซึ่งก็ยอมรับตามตรงว่าตัวผมเองก็ส่วนสำคัญที่ทำให้บรรยากาศมันไม่ดีด้วย

ขอบคุณมากนะครับที่ช่วยแนะนำหรือเตือนในเรื่องนี้ :33:
จริง ๆ แล้ว ผมก็ตั้งใจจะเก็บเสื่อมาสักพักหนึ่งแล้ว (คุณกบฯ ก็คงเห็นในกระทู้อื่น)
อ่าน คห คุณศลิษาแล้ว ก็ทำให้ตัดสินใจได้ว่าสมควรจะเก็บเสื่ออย่างจริงจังเสียที
น่าจะช่วยให้บรรยากาศดีขึ้น และสนทนากันได้ง่ายขึ้น
ในการนี้ ผมก็จะขอแจ้งปิดกระทู้นี้นะครับ
ถ้าท่านอื่นมีประเด็นอะไรที่จะสนทนาต่อเนื่อง ก็รบกวนเปิดกระทู้ใหม่นะครับ :33:
ขอนอบน้อมแต่พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ด้วยเศียรเกล้า
0



#38 ผู้ใช้ออฟไลน์   ngodngam ไอคอน

  • ตอบ 2000+
  • PipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 2434
  • สมัคร: 21/10/2009

ตอบ: 20/07/2017 - 01:06

ขออภัย ... ลืมตอบ คห คุณกบฯ :33:

ขออธิบายเรื่องสภาวธรรมเกิดดับเองอย่างรวดเร็วนะครับ
ผมไม่ได้หมายถึงรวดเร็วขนาดเป็นล้านครั้งในวินาทีนะครับ
ผมเห็นด้วยว่ามันเกินปัญญาระดับอย่างเรา ๆ

แต่ผมหมายถึงว่าแค่ที่ผมเห็นนั้น มันก็เร็วแล้ว
ยกตัวอย่างกรณีผมแล้วกัน เวลาผมนั่งดูลมหายใจเข้านะ
ระหว่างที่ลมหายใจเข้านี้ จิตก็ไปเกิดดับที่กายส่วนอื่น ๆ ได้สามหรือสี่แห่ง
แล้วกลับมาอยู่ที่ลมหายใจเข้านั้นได้ (ซึ่งยังหายใจเข้าไม่สุดเลย)
หรือเรียกได้ว่าหายใจทีนึง จิตเกิดดับไปสามหรือสี่หนหรือมากกว่าแล้ว
ถ้าท่านอื่น ๆ สติไวกว่านี้ ก็ย่อมเห็นได้เร็วกว่านี้

หรือถ้าดูจิต อย่างเวลาเริ่มหงุดหงิดไม่พอใจนั้น
เวลาที่หงุดหงิดเกิด ผมเห็นหงุดหงิด แล้วหงุดหงิดดับไปนั้น
ผมลองกะเวลาดูไม่น่าจะเกิน 0.3 วินาทีนะ (โดยส่วนตัวผมนะครับ)
ผมไม่ได้บอกว่าผมมีสติเกิดตลอดเวลาในทุก ๆ 0.3 วินาทีนะครับ
แค่เพียงจะบอกว่ามันเกิดดับรวดเร็วมาก
ในความเร็วขนาดนี้ ผมจึงเห็นว่าไม่มีความจำเป็นต้องไปปล่อย หรือจะเรียกว่าไม่ปรุงต่อก็แล้วแต่
ผมเห็นว่า ถ้าจิตมันจะปรุงต่อ ก็ให้มันปรุงไปครับ ก็สภาวธรรมของจริงเป็นอย่างนั้น
ของจริงคืออนัตตา ไปห้ามมันปรุงต่อไม่ได้ (ไปนอนล่ะนะครับ) :33:
ขอนอบน้อมแต่พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ด้วยเศียรเกล้า
0



#39 ผู้ใช้ออฟไลน์   กบนอกกะลา ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1314
  • สมัคร: 03/05/2009

ตอบ: 20/07/2017 - 04:45

แสดงข้อความที่โพสต์ngodngam [ 20/07/2017 - 01:06 ]

ขออภัย ... ลืมตอบ คห คุณกบฯ :33:

ขออธิบายเรื่องสภาวธรรมเกิดดับเองอย่างรวดเร็วนะครับ
ผมไม่ได้หมายถึงรวดเร็วขนาดเป็นล้านครั้งในวินาทีนะครับ
ผมเห็นด้วยว่ามันเกินปัญญาระดับอย่างเรา ๆ

แต่ผมหมายถึงว่าแค่ที่ผมเห็นนั้น มันก็เร็วแล้ว
ยกตัวอย่างกรณีผมแล้วกัน เวลาผมนั่งดูลมหายใจเข้านะ
ระหว่างที่ลมหายใจเข้านี้ จิตก็ไปเกิดดับที่กายส่วนอื่น ๆ ได้สามหรือสี่แห่ง
แล้วกลับมาอยู่ที่ลมหายใจเข้านั้นได้ (ซึ่งยังหายใจเข้าไม่สุดเลย)
หรือเรียกได้ว่าหายใจทีนึง จิตเกิดดับไปสามหรือสี่หนหรือมากกว่าแล้ว
ถ้าท่านอื่น ๆ สติไวกว่านี้ ก็ย่อมเห็นได้เร็วกว่านี้

หรือถ้าดูจิต อย่างเวลาเริ่มหงุดหงิดไม่พอใจนั้น
เวลาที่หงุดหงิดเกิด ผมเห็นหงุดหงิด แล้วหงุดหงิดดับไปนั้น
ผมลองกะเวลาดูไม่น่าจะเกิน 0.3 วินาทีนะ (โดยส่วนตัวผมนะครับ)
ผมไม่ได้บอกว่าผมมีสติเกิดตลอดเวลาในทุก ๆ 0.3 วินาทีนะครับ
แค่เพียงจะบอกว่ามันเกิดดับรวดเร็วมาก
ในความเร็วขนาดนี้ ผมจึงเห็นว่าไม่มีความจำเป็นต้องไปปล่อย หรือจะเรียกว่าไม่ปรุงต่อก็แล้วแต่
ผมเห็นว่า ถ้าจิตมันจะปรุงต่อ ก็ให้มันปรุงไปครับ ก็สภาวธรรมของจริงเป็นอย่างนั้น
ของจริงคืออนัตตา ไปห้ามมันปรุงต่อไม่ได้
(ไปนอนล่ะนะครับ) :33:


อาการน่าเป็นห่วง
0



คำตอบต่อไป: อโศกะ - กบนอกกะลา -
  • (3 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • 3
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • กระทู้นี้ถูกล็อค

1 ผู้ใช้กำลังอ่านกระทู้นี้
0 สมาชิก, 1 ผู้เยี่ยมชม, 0 ผู้ใช้ที่ไม่ระบุชื่อ