ลานธรรมเสวนา: การเจริญสติปัฏฐานตามลำดับญาณ - ลานธรรมเสวนา

เข้าไปดูเนื้อหา

  • (3 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • 3
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • กระทู้นี้ถูกล็อค

การเจริญสติปัฏฐานตามลำดับญาณ

#0 ผู้ใช้ออฟไลน์   ngodngam ไอคอน

  • ตอบ 2000+
  • PipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 2434
  • สมัคร: 21/10/2009

ตอบ: 14/07/2017 - 13:00

ข้อควรทราบ ท่านที่จะอ่านกระทู้นี้ได้เข้าใจ ควรจะมีพื้นฐานและเข้าใจเรื่องการเจริญสติปัฏฐานเสียก่อนครับ

ในไตรสิกขาประกอบด้วยศีลสิกขา จิตตสิกขา และปัญญาสิกขา
ในการเจริญสติปัฏฐาน เป็นการเจริญปัญญาสิกขา และเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดปัญญา หรือ "ญาณ"
ในระหว่างที่เราเจริญสติปัฏฐาน เราย่อมสามารถเทียบสภาวะตนเองกับลำดับญาณได้ ซึ่งได้แก่

อ้างอิง

ญาณ ๑๖ หมายถึง ญาณที่เกิดแก่ผู้บำเพ็ญวิปัสสนาโดยลำดับตั้งแต่ต้นจนถึงจุดหมาย (คือมรรคผลนิพพาน) ๑๖ อย่างคือ

๑. นามรูปปริจเฉทญาณ ญาณกำหนดแยกนามรูป
๒. (นามรูป) ปัจจัยปริคคหญาณ ญาณกำหนดจับปัจจัยแห่งนามรูป
๓. สัมมสนญาณ ญาณพิจารณานามรูปโดยไตรลักษณ์

๔. - ๑๒. ตรงกับวิปัสสนาญาณ ๙

(วิปัสสนาญาณ ญาณที่นับเข้าในวิปัสสนาหรือญาณที่จัดเป็นวิปัสสนามี ๙ อย่าง คือ
๔. อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ ญาณตามเห็นความเกิดและความดับแห่งนามรูป
๕. ภังคานุปัสสนาญาณ ญาณตามเห็นจำเพาะความดับเด่นขึ้นมา
๖. ภยตูปัฏฐานญาณ ญาณอันมองเห็นสังขารปรากฏเป็นของน่ากลัว
๗. อาทีนวานุปัสสนาญาณ ญาณคำนึงเห็นโทษ
๘. นิพพิทานุปัสสนาญาณ ญาณคำนึงเห็นด้วยความหน่าย
๙. มุจจิตุกัมยตาญาณ ญาณหยั่งรู้อันให้ใคร่จะพ้นไปเสีย
๑๐. ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ ญาณอันพิจารณาทบทวนเพื่อจะหาทาง
๑๑. สังขารุเปกขาญาณ ญาณอันเป็นไปโดยความเป็นกลางต่อสังขาร
๑๒. สัจจานุโลมิกญาณ ญาณเป็นไปโดยควรแก่การหยั่งรู้อริยสัจจ์)


๑๓. โคตรภูญาณ ญาณครอบโคตรคือหัวต่อที่ข้ามพ้นภาวะปุถุชน
๑๔. มัคคญาณ ญาณในอริยมรรค
๑๕. ผลญาณ ญาณในอริยผล
๑๖. ปัจจเวกขณญาณ ญาณที่พิจารณาทบทวน


http://www.84000.org...1%F6&original=1

http://www.84000.org...D2%AD%D2%B3_%F9


คำว่า "ญาณ" แปลว่า ความรู้, ปรีชาหยั่งรู้, ปรีชากำหนดรู้

http://www.84000.org...2%B3&original=1

เมื่อเราเจริญสติปัฏฐานถึงญาณในระดับต่าง ๆ ก็มีคือความรู้ หรือปรีชาหยั่งรู้ในเรื่องต่าง ๆ ตามระดับนั้น ๆ
ยกตัวอย่างเช่น นามรูปปริจเฉทญาณ (ญาณกำหนดแยกนามรูป)
เมื่อเราภาวนาถึงญาณนี้แล้ว เวลาที่เกิดสภาวธรรมใด ๆ ก็ตาม เราสามารถแยกรูปแยกนามได้
ซึ่งการที่เราจะแยกรูปนามได้นี้ ไม่ได้แปลว่าเราจะต้องไปนั่งสมาธิหลับตาเป็นชั่วโมง จึงจะแยกได้
แต่เมื่อเรามีความรู้ หรือมีญาณแยกรูปนามได้แล้ว เมื่อมีสภาวธรรมเกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เราก็แยกรูปนามได้ทันที
เช่น มีมดกัดแขน เรารู้สึกเจ็บ เราเห็นได้ทันทีว่าความเจ็บเป็นส่วนหนึ่ง แขนที่ถูกมดกัดเป็นอีกส่วนหนึ่ง
จิตที่เห็น ความเจ็บ หรือเห็นแขน ก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง รูปและนามแยกกระจายตัวออก เป็นต้น

อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ (ญาณตามเห็นความเกิดและความดับแห่งนามรูป)
เมื่อเราภาวนาถึงญาณนี้แล้ว เวลาที่เกิดสภาวธรรมใด ๆ เกิดขึ้น เราสามารถเห็นความเกิดดับแห่งรูปนามได้
ซึ่งการที่เราเห็นความเกิดดับแห่งรูปนามนี้ ไม่ได้แปลว่าเราจะต้องไปนั่งสมาธิหลับตาเป็นชั่วโมง จึงจะเห็นได้
แต่เมื่อเรามีความรู้ หรือมีญาณเห็นเกิดดับแล้ว เมื่อมีสภาวธรรมเกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เราก็สามารถเห็นเกิดดับได้ทันที
เช่น มีคนมาด่าเรา เรารู้สึกโกรธ เราสามารถเห็นความโกรธเกิดขึ้น และเห็นความโกรธดับไป เป็นต้น

พอเห็นเกิดดับไปเรื่อย ๆ แล้ว มันก็จะเริ่มเห็นสังขารเป็นของน่ากลัว เห็นโทษของสังขาร แล้วก็จะมาถึง
นิพพิทานุปัสสนาญาณ ญาณคำนึงเห็นด้วยความหน่าย
เมื่อเราภาวนาถึงญาณนี้แล้ว เวลาที่เกิดสภาวธรรมใด ๆ เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เราเห็นเกิดดับของมัน เห็นโทษของมัน
แล้วก็จะทำให้เกิดความเบื่อ หรือความหน่ายในสังขาร
ซึ่งการที่เราเห็นด้วยความเบื่อนี้ ไม่ได้แปลว่าเราจะต้องไปนั่งสมาธิหลับตาเป็นชั่วโมง จึงจะเห็นได้นะครับ
แต่เมื่อเรามีความรู้ หรือมีญาณนี้แล้ว เมื่อมีสภาวธรรมเกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เราก็สามารถเห็นด้วยความหน่ายได้ทันที
เช่น มีคนมาชมเรา เรารู้สึกดีใจ เราสามารถเห็นดีใจเกิดดับด้วยความหน่ายในสังขารดังกล่าว เป็นต้น

เมื่อมันหน่ายไปสักพักแล้ว มันก็จะหาทางที่จะพ้น พอหาไม่ได้ ยังไงก็ไม่พ้นแล้ว ถึงจุดหนึ่งที่มันยอมรับ มันก็จะเป็นกลาง
ก็จะมาถึง สังขารุเปกขาญาณ (ญาณอันเป็นไปโดยความเป็นกลางต่อสังขาร)
ซึ่งเมื่อเกิดสภาวธรรมใด ๆ ขึ้น จิตก็เป็นกลางต่อสภาวธรรมนั้นด้วยปัญญา
โดยการที่เราเห็นด้วยความเป็นกลางนี้ ไม่ได้แปลว่าเราจะต้องไปนั่งสมาธิหลับตาเป็นชั่วโมง จึงจะเห็นได้ครับ
แต่เมื่อเรามีความรู้ หรือมีญาณนี้แล้ว เมื่อมีสภาวธรรมเกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เราก็สามารถเห็นด้วยความเป็นกลางได้ทันที

สภาวธรรมนั้นเกิดดับอยู่ตลอด มันขึ้นอยู่กับว่าเรามีญาณ หรือมีปัญญาเห็นได้แค่ไหนเพียงไร
ในขณะที่เรายืน เดิน นั่ง นอน กิน ดื่ม ทำ พูด คิดนี้แหละ
หากเรามีญาณหรือปัญญาแยกรูปนามได้ เราก็จะเห็นรูปและนามแยกจากัน
หากเรามีญาณหรือปัญญาเห็นรูปนามเกิดดับได้ เราก็ย่อมจะเห็นรูปนามเกิดดับได้
หากเรามีญาณหรือปัญญาเห็นสังขารด้วยความหน่าย เราก็ย่อมจะเห็นสังขารด้วยความหน่ายได้
หากเรามีญาณหรือปัญญาเห็นสังขารด้วยความเป็นกลาง เราก็ย่อมจะเห็นสังขารด้วยความเป็นกลางได้
ซึ่งเห็นได้บ่อย ๆ เห็นได้ทันที ไม่ใช่ว่าต้องไปนั่งสมาธิเป็นชั่วโมงทำใจให้สงบก่อนแล้วจึงจะเห็นได้


ดังนั้นแล้ว หากท่านไหนเข้าใจว่า จะต้องไปนั่งเฉย ๆ หลับตา ทำสภาวะใดสภาวะหนึ่งนาน ๆ เสียก่อน
แล้วจึงจะเกิดญาณใดญาณหนึ่งขึ้นมานั้น เป็นการเข้าใจผิดครับ
หรือเข้าใจว่า ต้องนั่งเฉย ๆ ทรงความไม่มีอะไร จนกระทั่งเข้าถึงสภาวะที่ไร้ปฏิกิริยา ไร้การปรุงแต่ง
แล้วจึงจะเกิด "สังขารุเปกขาญาณ" (แล้วการเกิดก็ญาณแบบเต็มองค์หรือไม่เต็มองค์ด้วย) ก็เป็นความเข้าใจผิดครับ

ยกตัวอย่างว่า เวลาเพียง ๑ นาทีนั้น สภาวธรรมเกิดดับไปมากมายขนาดไหนแล้ว
ถ้าเรามีปัญญา หรือมีญาณ ก็ต้องเห็นได้แล้วในปัจจุบันนี้แหละ
ไม่ใช่ว่าสภาวธรรมเกิดดับผ่านไปมากมาย เราไม่เห็น แต่ต้องไปนั่งสมาธิหลับตานิ่ง ๆ นาน ๆ
เข้าไปสภาวะใดสภาวะหนึ่งก่อน แล้วจึงจะมีปัญญามาเห็น มันไม่ทันกินล่ะครับ ไม่ควรเรียกว่าปัญญาแล้ว

ที่แท้จริงแล้ว ญานเหล่านี้เกิดขึ้นได้ขณะที่เรายืน เดิน นั่ง นอน กิน ดื่ม ทำ พูด คิดนี้แหละครับ
เพราะญาณเหล่านี้ก็เป็นอนัตตาและเกิดขึ้นเองตามเหตุปัจจัย
ไม่ใช่ว่าเราจะไปสั่งหรือกำหนดให้มันเกิดขึ้น

แต่ทั้งนี้ ผมไม่ได้หมายถึงว่าเราไม่จำเป็นต้องปฏิบัติในรูปแบบนะครับ
การปฏิบัติในรูปแบบเป็นสิ่งจำเป็น การสวดมนต์ นั่งสมาธิ เดินจงกรม เป็นสิ่งจำเป็นครับ
แต่ไม่ได้แปลว่า "ญาณ" จะต้องเกิดในเวลาที่นั่งสมาธิหลับตานิ่ง ๆ เท่านั้น

"(เจ้าของกระทู้แนะนำให้อ่านความเห็นที่ ๖ เพิ่มเติมด้วย)"

การโพสต์นี้ได้ถูกแก้ไขโดย PNoi: 16/07/2017 - 22:02
เหตุผลในการแก้ไข:: ตามที่จขกทแจ้งมา

ขอนอบน้อมแต่พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ด้วยเศียรเกล้า
1


  • (3 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • 3
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • กระทู้นี้ถูกล็อค

การตอบอื่นๆต่อกระทู้นี้

คำตอบก่อนหน้า: ngodngam - ศลิษา - กบนอกกะลา - ศลิษา - กบนอกกะลา - ngodngam - ngodngam - กบนอกกะลา - ศลิษา - กบนอกกะลา - ngodngam - ngodngam - ศลิษา - อโศกะ - กบนอกกะลา - ngodngam - ngodngam - ศลิษา - อโศกะ - ศลิษา - ngodngam - ศลิษา - กบนอกกะลา - ศลิษา - กบนอกกะลา - ศลิษา - กบนอกกะลา - ngodngam - ศลิษา - ศลิษา - อโศกะ - ngodngam - ศลิษา - ngodngam - ศลิษา - กบนอกกะลา - กบนอกกะลา - ngodngam - ngodngam - กบนอกกะลา -

#40 ผู้ใช้ออฟไลน์   อโศกะ ไอคอน

  • ตอบ 2000+
  • PipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 2302
  • สมัคร: 11/07/2007

ตอบ: 20/07/2017 - 07:48

:82:
"ที่ไหนมีการถกเถียงกัน ยิ่งมีเสียงดังลั่น ยิ่งมีคนมารุมดูและรุมฟัง"

นี่ก็เป็นสัจจธรรม อย่างหนึ่งที่เราจะพบเห็นได้ทั่วไปในชีวิตประจำวัน
แต่สักพักเดียวเขาก็จะดับไปเองเมื่อหมดเหตุหมดปัจจัย สิ่งสำคัญคือ
ผู้ที่มาคอยสังเกตการณ์ต้อง สังเกตการณ์ไปด้วยใจเป็นกลาง ไร้การแทรกแซง หรือ "เอาออกเสียให้ได้ซึ่งความยินดียินร้ายในโลก"

ก็น่าจะสมเจตนารมณ์ไปได้ข้อหนึ่งแล้วในการพลิกฟื้นลานธรรมเสวนา ให้
ลุกตื่นขึ้นมาเป็นที่น่าสนใจบอกต่อของผู้มาเยือน

ลานธรรมเสวนาแห่งนี้มีธรรมะดีๆ และ คนดีๆอยู่เต็มไปหมดถ้าผู้เข้ามาจะรู้จักเลือกเฟ้น จึงขอเป็นกำลังใจให้คุณงดงามว่าอย่าเพิ่งหมดกำลังใจหรือเบื่อหน่ายในบางเหตุบางเรื่องที่จำเป็นต้องแทรกเข้ามาบ้าง

คุณงดงามเป็นหลักที่ดีมีมาตรฐานสำหรับลานธรรมเสวนาแห่งนี้อยู่แล้วกรุณาอย่าเพิ่งม้วนเสื่อไปไหนนะครับ

กระทู้นี้ก็ดีมาก มีเรื่องที่ชวนให้สนทนาต่ออีกหลายเรื่อง อย่างน้อยก็ยังทำให้ผู้สงบเย็นอย่างคุณศลิษา ลุกออกมาเขียนและแสดงความเห็น แสดงธรรมในลานเพิ่มขึ้นอีกท่านหนึ่งและอาจจะบ่อยยิ่งๆขึ้นไปถ้ายังไม่คลายความเมตตากรุณา

ส่วนคุณกบนั้น อุปนิสัยของเขาเป็นอย่างนั้นเอง เขาเป็นคนสำคัญอีกคนหนึ่งที่ไปช่วยทำให้ลานธรรมต่างๆ มีสีสรรและมีชีวิตชีวิต สดเชื่น เคลื่อนไหว เจริญกิจกรรมต่อไปได้อีกนานแสนนาน จึงไม่ควรถือสาจริงจังใส่ใจอะไรมากเกินไปหรอกนะครับ

คุยกันต่อไปแบบสร้างสรรและมิตรกะจิตมิตรกะใจในฐานะแห่งกัลยาณมิตรต่อกันและกันนะครับ

สาตุ๊
:82:
0



#41 ผู้ใช้ออฟไลน์   กบนอกกะลา ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1297
  • สมัคร: 03/05/2009

ตอบ: 20/07/2017 - 07:59

ทำไมถึงน่าเป็นห่วง..นะหรือ?

โพธิปักขิยธรรม37...จะทำไปเพื่ออะไร?...ก็มันดับไปเองอยู่แล้ว...

:08: :08: :08:

สั้นๆ..นะ

สองคำ..คือ..มิจฉาญาณ..กับ...สัมมาญาณ

มิจฉาญาณ..ไม่ต้องไปสร้างใหม่...ของเก่าแก่..สะสมมายาวนาน...มันทำงานของมันอยู่แล้ว..ปรุงแต่ง..เป็นภพเป็นชาติมาไม่รู้เท่าไร...ทุกการปรุงแต่งเกิดจากมิจฉาญาณ.(..ถ้าจะเทียบกับคำทางวิทยาศาสตร..ก็น่าจะคล้ายๆกับ. ..คำว่า..สัณชาติญาณ...ของสัตว์โลก..ที่นักวิทยาศาสตร์บัญญัติใว้)

เพราะ..เราไม่ต้องการเป็นแบบเดิมๆ..คือเวียนว่ายตายเกิดในวัฎฎะสงสาร...นี้แหละ..จึงต้องมาหาทาง..คือ..มรรค

โพธิปักขิยธรรม ทั้ง37...คือมรรคาที่ว่า..เพื่ออะไรนะหรือ?...ก็เพื่อสัมมาญาณ..

สัมมาญาณ..เพื่ออะไรนะหรือ?...ก็เพื่ออาสวักขยญาณอันเป็นที่สุด...

เมื่ออาสวะสิ้น...ญาณรู้ว่าสิ้นอาสวะแล้ว

ในช่วงก่อนอาสวักขยญาณเกิด...คำว่ามรรค..คือ..ยังต้องกระทำอยู่...

อย่าง..ในสัมมัปปธาน 4 มี สังวรปทาน คือ เพียรระงับอกุศลที่กำลังจะเกิด ไม่ให้เกิดขึ้น ( เพียรระวัง )...สติสัมปัชัญญะต้องมีแล้ว...ญาณน้อยๆต้องเกิดแล้ว...ไม่งั้นจะทันมิจฉาญาณ..ปรุงแต่งตามกิเลสได้งัย..ว่ามั้ย?
นี้ยังไม่เข้า...ปหานปทาน คือ เพียรละเลิกอกุศลที่เกิดแล้ว...ให้หมดไป ( เพียรละ )..เลยนะ

อันนี้ก็อย่างหนึ่งแล้ว...

กลับมาที่...คำว่า..."ถ้าจิตมันจะปรุงต่อ ก็ให้มันปรุงไปครับ"

ถ้าจิตมันยังปรุงต่อนะ..(ในทางอกุศล)...มันยังปรุงต่อไปได้...แสดงว่า..ไม่ทันมันแล้ว..

แล้วยัง...ดูมันเกิดดับไปเรื่อย..นี้..กำลังตกไปในภพใดภพหนึ่งแล้ว...(ภพคือความยึดสภาพใดสภาพหนึ่งเป็นผลจากอุปาทาน)

ที่คิดว่ากำลังทำวิปัสสนาอยู่...ก็ไม่รู้ว่าเป็นวิปัสสนึก..(เป็นภพ)

ความรู้สึกที่อินในการเห็นความไม่เที่ยง...ก็จะตกไปในภพที่ตนตั้งใว้..เป็นสัญญา..ไม่เป็นอุทยัพพยญาณของจริง....
0



คำตอบต่อไป: ไม่มี
  • (3 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • 3
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • กระทู้นี้ถูกล็อค

1 ผู้ใช้กำลังอ่านกระทู้นี้
0 สมาชิก, 1 ผู้เยี่ยมชม, 0 ผู้ใช้ที่ไม่ระบุชื่อ