ลานธรรมเสวนา: การเจริญสติปัฏฐานตามลำดับญาณ - ลานธรรมเสวนา

เข้าไปดูเนื้อหา

  • (3 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • 3
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • กระทู้นี้ถูกล็อค

การเจริญสติปัฏฐานตามลำดับญาณ

#0 ผู้ใช้ออฟไลน์   ngodngam ไอคอน

  • ตอบ 2000+
  • PipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 2434
  • สมัคร: 21/10/2009

ตอบ: 14/07/2017 - 13:00

ข้อควรทราบ ท่านที่จะอ่านกระทู้นี้ได้เข้าใจ ควรจะมีพื้นฐานและเข้าใจเรื่องการเจริญสติปัฏฐานเสียก่อนครับ

ในไตรสิกขาประกอบด้วยศีลสิกขา จิตตสิกขา และปัญญาสิกขา
ในการเจริญสติปัฏฐาน เป็นการเจริญปัญญาสิกขา และเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดปัญญา หรือ "ญาณ"
ในระหว่างที่เราเจริญสติปัฏฐาน เราย่อมสามารถเทียบสภาวะตนเองกับลำดับญาณได้ ซึ่งได้แก่

อ้างอิง

ญาณ ๑๖ หมายถึง ญาณที่เกิดแก่ผู้บำเพ็ญวิปัสสนาโดยลำดับตั้งแต่ต้นจนถึงจุดหมาย (คือมรรคผลนิพพาน) ๑๖ อย่างคือ

๑. นามรูปปริจเฉทญาณ ญาณกำหนดแยกนามรูป
๒. (นามรูป) ปัจจัยปริคคหญาณ ญาณกำหนดจับปัจจัยแห่งนามรูป
๓. สัมมสนญาณ ญาณพิจารณานามรูปโดยไตรลักษณ์

๔. - ๑๒. ตรงกับวิปัสสนาญาณ ๙

(วิปัสสนาญาณ ญาณที่นับเข้าในวิปัสสนาหรือญาณที่จัดเป็นวิปัสสนามี ๙ อย่าง คือ
๔. อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ ญาณตามเห็นความเกิดและความดับแห่งนามรูป
๕. ภังคานุปัสสนาญาณ ญาณตามเห็นจำเพาะความดับเด่นขึ้นมา
๖. ภยตูปัฏฐานญาณ ญาณอันมองเห็นสังขารปรากฏเป็นของน่ากลัว
๗. อาทีนวานุปัสสนาญาณ ญาณคำนึงเห็นโทษ
๘. นิพพิทานุปัสสนาญาณ ญาณคำนึงเห็นด้วยความหน่าย
๙. มุจจิตุกัมยตาญาณ ญาณหยั่งรู้อันให้ใคร่จะพ้นไปเสีย
๑๐. ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ ญาณอันพิจารณาทบทวนเพื่อจะหาทาง
๑๑. สังขารุเปกขาญาณ ญาณอันเป็นไปโดยความเป็นกลางต่อสังขาร
๑๒. สัจจานุโลมิกญาณ ญาณเป็นไปโดยควรแก่การหยั่งรู้อริยสัจจ์)


๑๓. โคตรภูญาณ ญาณครอบโคตรคือหัวต่อที่ข้ามพ้นภาวะปุถุชน
๑๔. มัคคญาณ ญาณในอริยมรรค
๑๕. ผลญาณ ญาณในอริยผล
๑๖. ปัจจเวกขณญาณ ญาณที่พิจารณาทบทวน


http://www.84000.org...1%F6&original=1

http://www.84000.org...D2%AD%D2%B3_%F9


คำว่า "ญาณ" แปลว่า ความรู้, ปรีชาหยั่งรู้, ปรีชากำหนดรู้

http://www.84000.org...2%B3&original=1

เมื่อเราเจริญสติปัฏฐานถึงญาณในระดับต่าง ๆ ก็มีคือความรู้ หรือปรีชาหยั่งรู้ในเรื่องต่าง ๆ ตามระดับนั้น ๆ
ยกตัวอย่างเช่น นามรูปปริจเฉทญาณ (ญาณกำหนดแยกนามรูป)
เมื่อเราภาวนาถึงญาณนี้แล้ว เวลาที่เกิดสภาวธรรมใด ๆ ก็ตาม เราสามารถแยกรูปแยกนามได้
ซึ่งการที่เราจะแยกรูปนามได้นี้ ไม่ได้แปลว่าเราจะต้องไปนั่งสมาธิหลับตาเป็นชั่วโมง จึงจะแยกได้
แต่เมื่อเรามีความรู้ หรือมีญาณแยกรูปนามได้แล้ว เมื่อมีสภาวธรรมเกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เราก็แยกรูปนามได้ทันที
เช่น มีมดกัดแขน เรารู้สึกเจ็บ เราเห็นได้ทันทีว่าความเจ็บเป็นส่วนหนึ่ง แขนที่ถูกมดกัดเป็นอีกส่วนหนึ่ง
จิตที่เห็น ความเจ็บ หรือเห็นแขน ก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง รูปและนามแยกกระจายตัวออก เป็นต้น

อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ (ญาณตามเห็นความเกิดและความดับแห่งนามรูป)
เมื่อเราภาวนาถึงญาณนี้แล้ว เวลาที่เกิดสภาวธรรมใด ๆ เกิดขึ้น เราสามารถเห็นความเกิดดับแห่งรูปนามได้
ซึ่งการที่เราเห็นความเกิดดับแห่งรูปนามนี้ ไม่ได้แปลว่าเราจะต้องไปนั่งสมาธิหลับตาเป็นชั่วโมง จึงจะเห็นได้
แต่เมื่อเรามีความรู้ หรือมีญาณเห็นเกิดดับแล้ว เมื่อมีสภาวธรรมเกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เราก็สามารถเห็นเกิดดับได้ทันที
เช่น มีคนมาด่าเรา เรารู้สึกโกรธ เราสามารถเห็นความโกรธเกิดขึ้น และเห็นความโกรธดับไป เป็นต้น

พอเห็นเกิดดับไปเรื่อย ๆ แล้ว มันก็จะเริ่มเห็นสังขารเป็นของน่ากลัว เห็นโทษของสังขาร แล้วก็จะมาถึง
นิพพิทานุปัสสนาญาณ ญาณคำนึงเห็นด้วยความหน่าย
เมื่อเราภาวนาถึงญาณนี้แล้ว เวลาที่เกิดสภาวธรรมใด ๆ เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เราเห็นเกิดดับของมัน เห็นโทษของมัน
แล้วก็จะทำให้เกิดความเบื่อ หรือความหน่ายในสังขาร
ซึ่งการที่เราเห็นด้วยความเบื่อนี้ ไม่ได้แปลว่าเราจะต้องไปนั่งสมาธิหลับตาเป็นชั่วโมง จึงจะเห็นได้นะครับ
แต่เมื่อเรามีความรู้ หรือมีญาณนี้แล้ว เมื่อมีสภาวธรรมเกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เราก็สามารถเห็นด้วยความหน่ายได้ทันที
เช่น มีคนมาชมเรา เรารู้สึกดีใจ เราสามารถเห็นดีใจเกิดดับด้วยความหน่ายในสังขารดังกล่าว เป็นต้น

เมื่อมันหน่ายไปสักพักแล้ว มันก็จะหาทางที่จะพ้น พอหาไม่ได้ ยังไงก็ไม่พ้นแล้ว ถึงจุดหนึ่งที่มันยอมรับ มันก็จะเป็นกลาง
ก็จะมาถึง สังขารุเปกขาญาณ (ญาณอันเป็นไปโดยความเป็นกลางต่อสังขาร)
ซึ่งเมื่อเกิดสภาวธรรมใด ๆ ขึ้น จิตก็เป็นกลางต่อสภาวธรรมนั้นด้วยปัญญา
โดยการที่เราเห็นด้วยความเป็นกลางนี้ ไม่ได้แปลว่าเราจะต้องไปนั่งสมาธิหลับตาเป็นชั่วโมง จึงจะเห็นได้ครับ
แต่เมื่อเรามีความรู้ หรือมีญาณนี้แล้ว เมื่อมีสภาวธรรมเกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เราก็สามารถเห็นด้วยความเป็นกลางได้ทันที

สภาวธรรมนั้นเกิดดับอยู่ตลอด มันขึ้นอยู่กับว่าเรามีญาณ หรือมีปัญญาเห็นได้แค่ไหนเพียงไร
ในขณะที่เรายืน เดิน นั่ง นอน กิน ดื่ม ทำ พูด คิดนี้แหละ
หากเรามีญาณหรือปัญญาแยกรูปนามได้ เราก็จะเห็นรูปและนามแยกจากัน
หากเรามีญาณหรือปัญญาเห็นรูปนามเกิดดับได้ เราก็ย่อมจะเห็นรูปนามเกิดดับได้
หากเรามีญาณหรือปัญญาเห็นสังขารด้วยความหน่าย เราก็ย่อมจะเห็นสังขารด้วยความหน่ายได้
หากเรามีญาณหรือปัญญาเห็นสังขารด้วยความเป็นกลาง เราก็ย่อมจะเห็นสังขารด้วยความเป็นกลางได้
ซึ่งเห็นได้บ่อย ๆ เห็นได้ทันที ไม่ใช่ว่าต้องไปนั่งสมาธิเป็นชั่วโมงทำใจให้สงบก่อนแล้วจึงจะเห็นได้


ดังนั้นแล้ว หากท่านไหนเข้าใจว่า จะต้องไปนั่งเฉย ๆ หลับตา ทำสภาวะใดสภาวะหนึ่งนาน ๆ เสียก่อน
แล้วจึงจะเกิดญาณใดญาณหนึ่งขึ้นมานั้น เป็นการเข้าใจผิดครับ
หรือเข้าใจว่า ต้องนั่งเฉย ๆ ทรงความไม่มีอะไร จนกระทั่งเข้าถึงสภาวะที่ไร้ปฏิกิริยา ไร้การปรุงแต่ง
แล้วจึงจะเกิด "สังขารุเปกขาญาณ" (แล้วการเกิดก็ญาณแบบเต็มองค์หรือไม่เต็มองค์ด้วย) ก็เป็นความเข้าใจผิดครับ

ยกตัวอย่างว่า เวลาเพียง ๑ นาทีนั้น สภาวธรรมเกิดดับไปมากมายขนาดไหนแล้ว
ถ้าเรามีปัญญา หรือมีญาณ ก็ต้องเห็นได้แล้วในปัจจุบันนี้แหละ
ไม่ใช่ว่าสภาวธรรมเกิดดับผ่านไปมากมาย เราไม่เห็น แต่ต้องไปนั่งสมาธิหลับตานิ่ง ๆ นาน ๆ
เข้าไปสภาวะใดสภาวะหนึ่งก่อน แล้วจึงจะมีปัญญามาเห็น มันไม่ทันกินล่ะครับ ไม่ควรเรียกว่าปัญญาแล้ว

ที่แท้จริงแล้ว ญานเหล่านี้เกิดขึ้นได้ขณะที่เรายืน เดิน นั่ง นอน กิน ดื่ม ทำ พูด คิดนี้แหละครับ
เพราะญาณเหล่านี้ก็เป็นอนัตตาและเกิดขึ้นเองตามเหตุปัจจัย
ไม่ใช่ว่าเราจะไปสั่งหรือกำหนดให้มันเกิดขึ้น

แต่ทั้งนี้ ผมไม่ได้หมายถึงว่าเราไม่จำเป็นต้องปฏิบัติในรูปแบบนะครับ
การปฏิบัติในรูปแบบเป็นสิ่งจำเป็น การสวดมนต์ นั่งสมาธิ เดินจงกรม เป็นสิ่งจำเป็นครับ
แต่ไม่ได้แปลว่า "ญาณ" จะต้องเกิดในเวลาที่นั่งสมาธิหลับตานิ่ง ๆ เท่านั้น

"(เจ้าของกระทู้แนะนำให้อ่านความเห็นที่ ๖ เพิ่มเติมด้วย)"

การโพสต์นี้ได้ถูกแก้ไขโดย PNoi: 16/07/2017 - 22:02
เหตุผลในการแก้ไข:: ตามที่จขกทแจ้งมา

ขอนอบน้อมแต่พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ด้วยเศียรเกล้า
1


  • (3 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • 3
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • กระทู้นี้ถูกล็อค

การตอบอื่นๆต่อกระทู้นี้



#1 ผู้ใช้ออฟไลน์   ศลิษา ไอคอน

  • ตอบ 500+
  • PipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 759
  • สมัคร: 29/02/2004

ตอบ: 14/07/2017 - 21:25

เคยเอาประสบการณ์ของเราไปกราบเรียนถามพระวิปัสสนาสายอานาปานสสติ
พระวิปัสสนาจารย์บอกเราทำผิด หลงทิศทางไปใหญ่แล้ว เรางงเป็นอันมาก
ค่อยมาปะติดปะต่อภายหลังว่า ปฏิบัติคนละทางกัน
ท่านใช้อานาปานัสติ เราปฏิบัติแบบมหาสติปัฏฐานสูตร
ปฏิบัติแบบอานาปาได้ฌาน ปฏิบัติแบบเราได้ญาณ ^_^
ถามเพื่อนๆในนี้ดีกว่าว่าเทียบเคียงกันได้มั้ย ถ้าต่าง ต่างกันอย่างไร
.
เราเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อจรัญ ปฏิบัติโดยดูผัสสะที่เกิดกับทวารทั้ง 6
สติรู้กับอิริยาบถย่อย อิริยาบถใหญ่
ผลเกิดสภาวะต่างๆตามคุณงดงามกล่าวข้างต้นเป็นลำดับ
คำว่าเป็นลำดับคือ ไปข้างหน้าเรื่อยๆ ไม่ย้อนกลับมาอีก
จะมีสภาวะใหม่มาให้รู้อยู่เรื่อยๆ ไม่ว่าจะอยู่ในชั่วโมงปฏิบัติหรืออยู่ในชีวิตประจำวัน
เคล็ดลับคือ อย่าไปสงสัย อย่าไปอยากรู้ อย่าวิเคราะห์ อย่ายึดติด อย่าเพ่งจ้อง
แค่ "รู้แล้วปล่อย"
.
เรื่องแปลกอย่างหนึ่งคืออุเบกขาแรกๆ กับอุเบกขาหลังๆ เป็นคนละอุเบกขา
เช่นเดียวกับความเบื่อหรือนิพพิทา เบื่อแรกๆ กับเบื่อหลังๆก็เป็นคนละเบื่อเหมือนกัน
เบื่อแรกๆนี่มีแต่โทสะเต็มไปหมด ส่วนเบื่อหลังๆนี่นั่งทำงานอยู่ดีๆจิตมันพลิก
ทิ้งความเชื่อเดิมๆหมดเลย โลกทัศน์มันเปลี่ยน ชีวิตเปลี่ยน
.
ส่วนอุเบกขาแรกๆคือใจที่มันเป็นกลาง อาจจะต่อเนื่องจากผลของการปฏิบัติที่ติดสงบ
แต่อุเบกขาหลังนี่ก็มาแปลกมาก เดินๆอยู่ก็รู้สึกเห็นความเป็นสมมุติ
ใจมันถอดออกมาจากตัวตนเก่า รู้สึกไม่อินกับอะไรเลย
ขณะนี้จิตก็ยังเป็นอย่างนั้นอยู่ แสดงว่าไม่ใช่พลังของฌาน
ไม่รู้ว่าจะเป็นอะไรต่อไปอีก แต่ไม่อยากรู้ว่าจะไปถึงฌานหรือญาณไหน
มีอะไรเกิดก็จะแค่รู้ รู้ รู้ แล้วปล่อย ^_^
0



#2 ผู้ใช้ออฟไลน์   กบนอกกะลา ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1315
  • สมัคร: 03/05/2009

ตอบ: 14/07/2017 - 21:38

:06: :06: :06:
0



#3 ผู้ใช้ออฟไลน์   ศลิษา ไอคอน

  • ตอบ 500+
  • PipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 759
  • สมัคร: 29/02/2004

ตอบ: 14/07/2017 - 22:07

แค่เล่าสู่กันฟังนะคะ ไม่เคยเล่าให้ใครฟังอย่างนี้ดอก
คนธรรมดาเขาก็จะว่าเราอวดอุตริ :10::114:
แต่มีพระอาจารย์สอบอารมณ์อยู่ค่ะ ไม่ต้องเป็นห่วง :09:
0



#4 ผู้ใช้ออฟไลน์   กบนอกกะลา ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1315
  • สมัคร: 03/05/2009

ตอบ: 14/07/2017 - 22:09

ครับ ...
1



#5 ผู้ใช้ออฟไลน์   ngodngam ไอคอน

  • ตอบ 2000+
  • PipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 2434
  • สมัคร: 21/10/2009

ตอบ: 15/07/2017 - 06:46

อนุโมทนาครับ :09:

ขอเรียนว่าผมไม่ได้มีเจตนาจะมารับรองให้ว่าใครถึงญาณไหน
หรือจะปฏิเสธว่าใครไม่ถึงญาณไหนนะครับ เพราะผมก็ไม่ได้สามารถขนาดนั้น
ผมเพียงแต่ต้องการจะอธิบายลักษณะของการภาวนาตามลำดับญาณ
ตามความเข้าใจของผมที่ได้ศึกษาและภาวนามาเท่านั้นเอง
(ซึ่งผมอาจจะเข้าใจผิดหรือคลาดเคลื่อนก็ได้นะครับ ท่าน ๆ ก็สามารถแนะนำกันได้ เพราะเป็นการสนทนาแลกเปลี่ยนกัน :33: )
ส่วนว่าท่านไหนจะถึงญาณไหนแล้ว พึงใช้โยนิโสมนสิการกันเอง
หรือไม่ก็ไปสอบถามครูบาอาจารย์ที่ท่าน ๆ นับถือกันเองครับ :33:
ขอนอบน้อมแต่พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ด้วยเศียรเกล้า
1



#6 ผู้ใช้ออฟไลน์   ngodngam ไอคอน

  • ตอบ 2000+
  • PipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 2434
  • สมัคร: 21/10/2009

ตอบ: 16/07/2017 - 10:13

มีประเด็นหนึ่งที่เห็นว่าสมควรเรียนอธิบายเพิ่มเติม คือ
ลำดับญาณ ๑๖ ที่ผมนำมาแปะนี้ ไม่ใช่วิธีเจริญสติปัฏฐานนะครับ
แต่เป็นญาณ หรือปัญญาที่เกิดขึ้นในการเจริญสติปัฏฐาน

หมายความว่า ในวิธีภาวนานั้น เราเจริญสติปัฏฐานไปตามปกติ
(ตามคำสอนในมหาสติปัฏฐานสูตรหรือสติปัฏฐานสูตร)
กล่าวคือมีสติรู้กาย เวทนา จิต ธรรม
เราเจริญสติปัฏฐานไปเรื่อย ๆ แล้วปัญญาเกิดขึ้นเอง
ไม่ใช่ให้เราไปทำลักษณะของปัญญานั้นขึ้นมา

กล่าวคือ หากเราเจริญสติปัฏฐานไปเรื่อย ๆ แล้ว
บรรดานามรูปปริจเฉทญาณ (ญาณกำหนดแยกนามรูป)
อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ (ญาณตามเห็นความเกิดและความดับแห่งนามรูป)
นิพพิทานุปัสสนาญาณ (ญาณคำนึงเห็นด้วยความหน่าย)
สังขารุเปกขาญาณ (ญาณอันเป็นไปโดยความเป็นกลางต่อสังขาร)
เหล่านี้มันจะเกิดขึ้นเองตามระดับปัญญาของเรา
แต่ไม่ใช่ว่าเราไปทำหรือไปสร้างมันขึ้น
เพราะคำสอนในมหาสติปัฏฐานสูตรหรือสติปัฏฐานสูตรไม่ได้สอนให้ทำญาณเหล่านี้นะครับ
แต่ให้รู้รูปนามตามจริง คือ มีสติรู้กาย เวทนา จิต ธรรม
กล่าวอีกนัยหนึ่ง วิปัสสนา ก็คือการเห็นตามจริง ไม่ใช่ไปสร้างสภาวธรรมขึ้นมา


ยกตัวอย่างนะครับ สมมุติว่าเราเจริญสติปัฏฐานไประยะหนึ่งแล้ว
แต่เราไม่เห็นว่ารูปนามมันแยกเลย รู้สึกว่า เอ ไม่ตรงกับลำดับญาณนี่นา
สงสัยว่าจะภาวนาผิดหรือเปล่า ถ้าถูก มันต้องแยกสิ
เราก็เลยจับมันแยกเองเสียเลย ก็มองให้มันแยกเข้าไว้
อย่างนี้เรียกว่า เราไม่ได้เห็นรูปนามตามจริงแล้ว
แต่เป็นการแทรกแซงสภาวธรรม ไม่ใช่วิปัสสนาแล้ว

หรือสมมุติว่าเราเจริญสติปัฏฐาน และแยกรูปนามได้ไประยะหนึ่งแล้ว
แต่ไม่เห็นรูปนามเกิดดับ พอเราไปดูลำดับญาณ
เห็นว่าต่อไปต้องเห็นมันเกิดดับ แต่ทีนี้เราไม่เห็นมันเกิดดับ
สงสัยว่าจะภาวนาผิด เพราะมันต้องเห็นเกิดดับสิ
อย่ากระนั้นเลย เราก็ไปพยายามมองให้มันเกิดดับเสียเลย
อย่างนี้เรียกว่า เราไม่ได้เห็นรูปนามตามจริงแล้ว
แต่เป็นการแทรกแซงสภาวธรรม ไม่ใช่วิปัสสนาแล้ว

เรื่องเห็นรูปนามด้วยความเบื่อหรือหน่าย
หรือเห็นรูปนามด้วยความเป็นกลาง ก็เป็นทำนองเดียวกันนะครับ
กล่าวคือ ญาณหรือปัญญา มันเกิดขึ้นเอง เราจะเห็นเช่นนั้นได้เอง
ไม่ใช่ไปพยายามทำมันขึ้นมา
พยายามทำให้เบื่อหรือหน่ายสังขาร
หรือพยายามทำให้เป็นกลางต่อสังขาร
ใช้หรือทำวิธีการต่าง ๆ ขึ้นมาว่าทำอย่างนี้อย่างนั้นแล้วจะเกิดปัญญาทันที
(มันไม่มีเส้นทางอื่นที่จะให้ทำหรอกครับ
เพราะพระตถาคตทรงสอนแล้วว่าสติปัฏฐานคือทางสายเดียว)

ยกตัวอย่างเช่น ไปนั่งหลับตานิ่ง ๆ แล้วจะเห็นด้วยความหน่าย
หรือไปนั่งหลับตานิ่ง ๆ แล้วจะเห็นด้วยความเป็นกลาง
หรือไปนั่งหลับตานิ่ง ๆ แล้วจะไม่ปรุงแต่ง
เหล่านี้ไม่ใช่วิธีการเจริญสติปัฏฐาน
ไม่ใช่การเห็นรูปนามตามจริง ไม่ใช่วิปัสสนา
แต่เป็นการปรุงแต่งสภาวธรรมขึ้นมาทั้งสิ้น

อย่างบางท่านสอนว่า "ให้ทำใจนิ่ง ๆ มาพิจารณาปัจจุบันอารมณ์"
ถ้าสอนอย่างนี้ ก็ไม่ใช่วิปัสสนาแล้ว
เพราะเริ่มต้นก็ปรุงแต่งใจให้นิ่ง มันก็ไม่ใช่ของจริงแล้ว
จะเห็นปัจจุบันอารมณ์อะไรก็ตาม ก็ของปลอมทั้งนั้น
เพราะว่าสร้างสภาวธรรมของปลอมขึ้นมาดูตั้งแต่แรกแล้ว

ฉะนั้นแล้ว ให้เราจับหลักให้แม่น ๆ นะครับ
โดยให้เราพิจารณาคำสอนตามมหาสติปัฏฐานสูตรหรือสติปัฏฐานสูตรครับ
กล่าวคือ ให้มีสติรู้รูปนามตามจริง
(แล้วปัญญาจะเกิดขึ้นเอง ไม่ใช่เราไปสร้างปัญญา หรือปรุงแต่งให้ปัญญาเกิด)

หากเราไปเจอคำสอนใด ๆ ที่สอนให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้
ที่ไม่ใช่การเจริญสติปัฏฐาน แล้วบอกว่าจะทำให้ปัญญาเกิด
ก็ขอให้ย้อนกลับมาที่หลักไว้นะครับ
เช่น ไปเจอคนอื่นสอนว่า ให้ไปทำใจสงบก่อน ให้ไปอยู่กับความว่างก่อน
ให้ไปเข้าถึงความไม่มีอะไรก่อน ให้ไปหยุดความปรุงแต่งก่อน เป็นต้น
เหล่านี้ ไม่ใช่การเจริญสติปัฏฐานครับ
หรือใครมาสอนว่าให้ทำจิตเบื่อหน่ายต่อรูปนามอย่างนี้
ให้ทำจิตเป็นกลางต่อสังขารอย่างนี้
หรือให้ทำจิตหยุดหรือระงับสังขารอย่างนี้
เหล่านี้ก็ไม่ใช่การเจริญสติปัฏฐานเช่นกัน ไม่ใช่วิปัสสนา
และเป็นการแทรกแซงสภาวธรรม
เราจึงต้องยึดหลักในการเจริญสติปัฏฐานให้แม่น ๆ ครับ
สติปัฏฐานคือทางสายเดียวครับ แต่คนที่จะชวนเราไปทางสายอื่นนั้นมีอยู่ (มาก)
เราต้องศึกษาให้เข้าใจ ยึดหลักให้แม่น และใช้โยนิโสมนสิการให้มาก

ขอนอบน้อมแต่พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ด้วยเศียรเกล้า
1



#7 ผู้ใช้ออฟไลน์   กบนอกกะลา ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1315
  • สมัคร: 03/05/2009

ตอบ: 16/07/2017 - 11:57

แนวทางของคนที่จะหลุดพ้นมีได้ 4 แบบ...4 แนว แยกตามประเภทความเป็นพระอรหันต์

1 สุกขวิปัสสโก
2 เตวิชโช
3 ฉฬภิญโญ
4 ปฏิสัมภิทปัตโต

ทั้งหมดมีอย่างหนึ่งที่เหมือนกัน..คือ..ตัดกิเลส..เข้านิพพานได้เหมือนกัน...

แต่..ลีลา...การเริ่มไม่เหมือนกัน...
1



#8 ผู้ใช้ออฟไลน์   ศลิษา ไอคอน

  • ตอบ 500+
  • PipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 759
  • สมัคร: 29/02/2004

ตอบ: 16/07/2017 - 12:28

เพิ่งออกจากคอร์สวิปัสสนากรรมฐานค่ะ
ส่งบุญมายังเพื่อนลานธรรมด้วยนะคะ :114:
ได้มีโอกาสสอบอารมณ์ล่าสุด
พระอ.บอกให้ดูตัวผู้รู้ค่ะ เริ่มงง :99:
1



#9 ผู้ใช้ออฟไลน์   กบนอกกะลา ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1315
  • สมัคร: 03/05/2009

ตอบ: 16/07/2017 - 12:39

:09: :09: :09:
อนุโมทนาสาธุ...ครับ
1



#10 ผู้ใช้ออฟไลน์   ngodngam ไอคอน

  • ตอบ 2000+
  • PipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 2434
  • สมัคร: 21/10/2009

ตอบ: 16/07/2017 - 12:46

ขอบคุณครับคุณกบฯ ผมเห็นด้วยนะครับ

อ้างอิง

ยุคนัทธวรรค ยุคนัทธกถา

ท่านพระอานนท์ได้กล่าวว่า
ดูกรอาวุโสทั้งหลาย ก็ภิกษุหรือภิกษุณีรูปใดรูปหนึ่ง พยากรณ์อรหัตในสำนักเรา
ด้วยมรรค ๔ ทั้งหมดหรือด้วยมรรคเหล่านั้นมรรคใดมรรคหนึ่ง มรรค ๔ เป็นไฉน ฯ

ดูกรอาวุโสทั้งหลาย ภิกษุในศาสนานี้ ย่อมเจริญวิปัสสนาอันมีสมถะเป็นเบื้องต้น
เมื่อภิกษุนั้นเจริญวิปัสสนาอันมีสมถะเป็นเบื้องต้นอยู่ มรรคย่อมเกิด
ภิกษุนั้นเสพ เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้น
เมื่อภิกษุนั้นเสพ เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้นอยู่
ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป ฯ

อีกประการหนึ่ง ภิกษุเจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น
เมื่อภิกษุนั้นเจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้นอยู่ มรรคย่อมเกิดขึ้น
ภิกษุนั้นเสพ เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้น
เมื่อภิกษุนั้นเสพ เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้นอยู่
ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป ฯ

อีกประการหนึ่ง ภิกษุเจริญสมถะและวิปัสสนาคู่กันไป
เมื่อภิกษุนั้นเจริญสมถะและวิปัสสนาคู่กันไป มรรคย่อมเกิด
ภิกษุนั้นเสพ เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้น
เมื่อภิกษุนั้นเสพ เจริญทำให้มากซึ่งมรรคนั้นอยู่
ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป ฯ

อีกประการหนึ่ง ภิกษุมีใจนึกถึงโอภาสอันเป็นธรรมถูกอุทธัจจะกั้นไว้
สมัยนั้น จิตย่อมตั้งมั่นสงบอยู่ภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ตั้งมั่นอยู่
มรรคย่อมเกิดแก่ภิกษุนั้น ภิกษุนั้นเสพ เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้น
เมื่อภิกษุนั้นเสพ เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้นอยู่
ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัย ย่อมสิ้นไป

ดูกรอาวุโสทั้งหลาย ก็ภิกษุหรือภิกษุณีรูปใดรูปหนึ่ง พยากรณ์อรหัตในสำนักเรา
ด้วยมรรค ๔ นี้ทั้งหมด หรือด้วยมรรคเหล่านั้นมรรคใดมรรคหนึ่ง ฯ

http://84000.org/tip...861&pagebreak=0

ขอเรียนชี้แจงว่า ผมไม่ได้คัดค้านหรือห้ามการทำสมถะนะครับ
เพียงแต่ต้องการอธิบายให้เห็นว่า
การเจริญสติปัฏฐานไม่ใช่การไปแทรกแซงสภาวธรรม
และญาณหรือปัญญาก็ไม่ได้เกิดจากการแทรกแซงสภาวธรรมครับ
ขอนอบน้อมแต่พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ด้วยเศียรเกล้า
0



#11 ผู้ใช้ออฟไลน์   ngodngam ไอคอน

  • ตอบ 2000+
  • PipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 2434
  • สมัคร: 21/10/2009

ตอบ: 16/07/2017 - 12:50

เรียนถามคุณศลิษาใน คห ๘ นะครับ
ที่บอกว่าไม่ว่าอะไรเกิดขึ้นก็รู้ ๆ แล้วปล่อยหมด
ตัวรู้นี้เกิดดับด้วยไหมครับ หรือตัวรู้นิ่ง ๆ อยู่?
ขอนอบน้อมแต่พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ด้วยเศียรเกล้า
1



#12 ผู้ใช้ออฟไลน์   ศลิษา ไอคอน

  • ตอบ 500+
  • PipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 759
  • สมัคร: 29/02/2004

ตอบ: 16/07/2017 - 14:05

โอ้ว! เข้าใจแล้วค่ะ!
ขอบคุณมากค่ะคุณงดงาม
เข้าใจแล้วค่ะ :33:
0



#13 ผู้ใช้ออฟไลน์   อโศกะ ไอคอน

  • ตอบ 2000+
  • PipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 2318
  • สมัคร: 11/07/2007

ตอบ: 16/07/2017 - 16:16

แสดงข้อความที่โพสต์ngodngam [ 16/07/2017 - 10:13 ]

มีประเด็นหนึ่งที่เห็นว่าสมควรเรียนอธิบายเพิ่มเติม คือ
ลำดับญาณ ๑๖ ที่ผมนำมาแปะนี้ ไม่ใช่วิธีเจริญสติปัฏฐานนะครับ
แต่เป็นญาณ หรือปัญญาที่เกิดขึ้นในการเจริญสติปัฏฐาน

หมายความว่า ในวิธีภาวนานั้น เราเจริญสติปัฏฐานไปตามปกติ
(ตามคำสอนในมหาสติปัฏฐานสูตรหรือสติปัฏฐานสูตร)
กล่าวคือมีสติรู้กาย เวทนา จิต ธรรม
เราเจริญสติปัฏฐานไปเรื่อย ๆ แล้วปัญญาเกิดขึ้นเอง
ไม่ใช่ให้เราไปทำลักษณะของปัญญานั้นขึ้นมา

กล่าวคือ หากเราเจริญสติปัฏฐานไปเรื่อย ๆ แล้ว
บรรดานามรูปปริจเฉทญาณ (ญาณกำหนดแยกนามรูป)
อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ (ญาณตามเห็นความเกิดและความดับแห่งนามรูป)
นิพพิทานุปัสสนาญาณ (ญาณคำนึงเห็นด้วยความหน่าย)
สังขารุเปกขาญาณ (ญาณอันเป็นไปโดยความเป็นกลางต่อสังขาร)
เหล่านี้มันจะเกิดขึ้นเองตามระดับปัญญาของเรา
แต่ไม่ใช่ว่าเราไปทำหรือไปสร้างมันขึ้น
เพราะคำสอนในมหาสติปัฏฐานสูตรหรือสติปัฏฐานสูตรไม่ได้สอนให้ทำญาณเหล่านี้นะครับ
แต่ให้รู้รูปนามตามจริง คือ มีสติรู้กาย เวทนา จิต ธรรม
กล่าวอีกนัยหนึ่ง วิปัสสนา ก็คือการเห็นตามจริง ไม่ใช่ไปสร้างสภาวธรรมขึ้นมา


ยกตัวอย่างนะครับ สมมุติว่าเราเจริญสติปัฏฐานไประยะหนึ่งแล้ว
แต่เราไม่เห็นว่ารูปนามมันแยกเลย รู้สึกว่า เอ ไม่ตรงกับลำดับญาณนี่นา
สงสัยว่าจะภาวนาผิดหรือเปล่า ถ้าถูก มันต้องแยกสิ
เราก็เลยจับมันแยกเองเสียเลย ก็มองให้มันแยกเข้าไว้
อย่างนี้เรียกว่า เราไม่ได้เห็นรูปนามตามจริงแล้ว
แต่เป็นการแทรกแซงสภาวธรรม ไม่ใช่วิปัสสนาแล้ว

หรือสมมุติว่าเราเจริญสติปัฏฐาน และแยกรูปนามได้ไประยะหนึ่งแล้ว
แต่ไม่เห็นรูปนามเกิดดับ พอเราไปดูลำดับญาณ
เห็นว่าต่อไปต้องเห็นมันเกิดดับ แต่ทีนี้เราไม่เห็นมันเกิดดับ
สงสัยว่าจะภาวนาผิด เพราะมันต้องเห็นเกิดดับสิ
อย่ากระนั้นเลย เราก็ไปพยายามมองให้มันเกิดดับเสียเลย
อย่างนี้เรียกว่า เราไม่ได้เห็นรูปนามตามจริงแล้ว
แต่เป็นการแทรกแซงสภาวธรรม ไม่ใช่วิปัสสนาแล้ว

เรื่องเห็นรูปนามด้วยความเบื่อหรือหน่าย
หรือเห็นรูปนามด้วยความเป็นกลาง ก็เป็นทำนองเดียวกันนะครับ
กล่าวคือ ญาณหรือปัญญา มันเกิดขึ้นเอง เราจะเห็นเช่นนั้นได้เอง
ไม่ใช่ไปพยายามทำมันขึ้นมา
พยายามทำให้เบื่อหรือหน่ายสังขาร
หรือพยายามทำให้เป็นกลางต่อสังขาร
ใช้หรือทำวิธีการต่าง ๆ ขึ้นมาว่าทำอย่างนี้อย่างนั้นแล้วจะเกิดปัญญาทันที
(มันไม่มีเส้นทางอื่นที่จะให้ทำหรอกครับ
เพราะพระตถาคตทรงสอนแล้วว่าสติปัฏฐานคือทางสายเดียว)

ยกตัวอย่างเช่น ไปนั่งหลับตานิ่ง ๆ แล้วจะเห็นด้วยความหน่าย
หรือไปนั่งหลับตานิ่ง ๆ แล้วจะเห็นด้วยความเป็นกลาง
หรือไปนั่งหลับตานิ่ง ๆ แล้วจะไม่ปรุงแต่ง
เหล่านี้ไม่ใช่วิธีการเจริญสติปัฏฐาน
ไม่ใช่การเห็นรูปนามตามจริง ไม่ใช่วิปัสสนา
แต่เป็นการปรุงแต่งสภาวธรรมขึ้นมาทั้งสิ้น

อย่างบางท่านสอนว่า "ให้ทำใจนิ่ง ๆ มาพิจารณาปัจจุบันอารมณ์"
ถ้าสอนอย่างนี้ ก็ไม่ใช่วิปัสสนาแล้ว
เพราะเริ่มต้นก็ปรุงแต่งใจให้นิ่ง มันก็ไม่ใช่ของจริงแล้ว
จะเห็นปัจจุบันอารมณ์อะไรก็ตาม ก็ของปลอมทั้งนั้น
เพราะว่าสร้างสภาวธรรมของปลอมขึ้นมาดูตั้งแต่แรกแล้ว

ฉะนั้นแล้ว ให้เราจับหลักให้แม่น ๆ นะครับ
โดยให้เราพิจารณาคำสอนตามมหาสติปัฏฐานสูตรหรือสติปัฏฐานสูตรครับ
กล่าวคือ ให้มีสติรู้รูปนามตามจริง
(แล้วปัญญาจะเกิดขึ้นเอง ไม่ใช่เราไปสร้างปัญญา หรือปรุงแต่งให้ปัญญาเกิด)

หากเราไปเจอคำสอนใด ๆ ที่สอนให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้
ที่ไม่ใช่การเจริญสติปัฏฐาน แล้วบอกว่าจะทำให้ปัญญาเกิด
ก็ขอให้ย้อนกลับมาที่หลักไว้นะครับ
เช่น ไปเจอคนอื่นสอนว่า ให้ไปทำใจสงบก่อน ให้ไปอยู่กับความว่างก่อน
ให้ไปเข้าถึงความไม่มีอะไรก่อน ให้ไปหยุดความปรุงแต่งก่อน เป็นต้น
เหล่านี้ ไม่ใช่การเจริญสติปัฏฐานครับ
หรือใครมาสอนว่าให้ทำจิตเบื่อหน่ายต่อรูปนามอย่างนี้
ให้ทำจิตเป็นกลางต่อสังขารอย่างนี้
หรือให้ทำจิตหยุดหรือระงับสังขารอย่างนี้
เหล่านี้ก็ไม่ใช่การเจริญสติปัฏฐานเช่นกัน ไม่ใช่วิปัสสนา
และเป็นการแทรกแซงสภาวธรรม
เราจึงต้องยึดหลักในการเจริญสติปัฏฐานให้แม่น ๆ ครับ
สติปัฏฐานคือทางสายเดียวครับ แต่คนที่จะชวนเราไปทางสายอื่นนั้นมีอยู่ (มาก)
เราต้องศึกษาให้เข้าใจ ยึดหลักให้แม่น และใช้โยนิโสมนสิการให้มาก

:79:
การมาประเมินว่า สังขารุเปกขาญาณ นั้นเกิดขึ้นได้ง่ายๆ ดังที่คุณงดงามแปลความไปตามตัวหนังสือนั้น อาจจะถือได้ว่าเป็นการประมาทธรรม
หรือประเมินคุณค่าแห่งธรรมต่ำเกินไป เพราะ

สังขารุเปกขาญาณ เป็นผลสะสมของการที่ได้เจริญวิปัสสนาภาวนา ชำระจิตของตนให้ขาวรอบ มานานพอสมควร เมื่อจิตใจขาวจวนจะรอบแล้ว
จึงจะสามารถทำให้เกิด สังขารุเปกขาญาณ ได้


เรื่องการ "นิ่งรู้ นิ่งสังเกต ปัจจุบันอารมณ์ จนดับไปต่อหน้าต่อตาโดยไร้ปฏิกิริยาตอบโต้ใดๆ"นั้น มันก็คือ 1 วิธีการภาวนา จะมาบอกว่าเป็นการกำหนดกฏเกณฑ์ธรรมชาติ ด้วยตนเอง ก็อาจจะใช่ แต่เมื่อพิจารณาวิธีการอื่นๆ หรือแม้กระทั้ง สติปัฏฐาน 4 ก็คือการกำหนดกฏเกณฑ์เบื้องต้นไว้คร่าวๆเป็นแนวทางชี้ให้เห็นและยึดถือเป็นหลักกำกับสติ กำกับใจให้ทำไปตามแนวทางที่แนะนำนั้น ลองพิจารณาดูให้ดีๆสิครับ

"กาเยกายานุปัสสี วิหารติ อาตาปี สัมปฌาโน สติมา วิเนยยะโลเก
อภิชฌา โทมนัสสัง".....เวทนาสุเวทนา....จิตเตจิตตา....
ธัมเมสุธัมมา....

ล้วนเป็นคำสั่งหรือคำแนะนำหรือคำกำกับให้สติปัญญาเดินไปตามช่องทางที่ว่านี้ ใช่หรือไม่ล่ะครับ?
:82:
0



#14 ผู้ใช้ออฟไลน์   กบนอกกะลา ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1315
  • สมัคร: 03/05/2009

ตอบ: 16/07/2017 - 18:25

กระผมเคยบอกอโศกะไปแล้ว...

อโศกะ...เข้าใจว่า..อภิชชาและโทมมนัส..เป็นเวทนา...พอทำเป็นนิ่ง(หลังผัสสะ)...เวทนาไม่เกิด(มันไม่เกิดอยู่แล้วละเพราะไปกำหนดใว้ว่าจะไม่ปรุงแต่งต่อหลังผัสสะ)..เลยทำให้คิดว่าได้ฝึกเอาอภิชชาและโทมนัส..ออกแล้ว. ..

ฝึกอย่างนี้เป็นสมาธิ...ก็ไม่เสียหายอะไร...

หาก...อโศกะเห็น..อภิชชาและโทมนัส...เป็นทุกข์..นะ...อโศกะจะเริ่มหาสมุทัย..ไม่ใช่กลัวว่าสังขารจะเกิด(ที่จริงอภิชชานี้แหละสมุทัย...นี้ตามความรู้สึกของผมนะ)..
0



#15 ผู้ใช้ออฟไลน์   ngodngam ไอคอน

  • ตอบ 2000+
  • PipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 2434
  • สมัคร: 21/10/2009

ตอบ: 16/07/2017 - 22:50

ตอบคุณอโศกะใน คห ๑๓ นะครับ

๑. ในกระทู้นี้ ผมบอกว่าเราเจริญสติปัฏฐานไปแล้ว ปัญญาจะเกิดขึ้นเอง
ผมไม่ได้บอกตรงไหนเลยว่าง่ายหรือยาก ช้าหรือเร็วนะครับ
เพราะว่าพูดไม่ได้หรอก เนื่องจากปัจจัยและสิ่งที่ทำมาของแต่ละคนแตกต่างกัน

บางท่านของเดิมเขาเยอะ และขยันทำ เขาก็เร็ว ดูเหมือนจะง่าย (แต่เขายากมากก่อนเยอะแล้ว)
บางท่านของเดิมมีน้อย แถมไม่ค่อยทำ เขาก็ช้า ดูเหมือนจะยาก
ยกตัวอย่างเช่น หากอ่านในพระไตรปิฎกจะเห็นได้ว่า
มีมากมายหลายท่านที่ฟังธรรมแป๊บๆ แล้วก็บรรลุธรรมแล้ว ทำไมดูเหมือนง่ายจริง
แต่ทีเราอ่านธรรมพระสูตรเดียวกันเป็นสิบ ๆ รอบ ไม่เห็นจะบรรลุบ้าง
ก็พื้นฐานที่ทำมานั้นไม่เท่ากันนะครับ ของท่าน ๆ นั้นท่านทำมาเยอะแล้ว

คำว่า "ปัญญาจะเกิดขึ้นเอง" นี้ไม่ได้แปลว่าง่ายนะครับ
แต่มันแปลว่ามันเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย
ถ้าเหตุปัจจัยพอ มันก็เกิด ถ้าเหตุปัจจัยยังไม่พอ มันก็ไม่เกิด

๒. เรื่องการกำกับสติ กำกับใจนั้น ผมขอยกมหาสติปัฏฐานสูตรมาพิจารณานะครับ

อ้างอิง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย หนทางนี้เป็นที่ไปอันเอก เพื่อความบริสุทธิ์ของเหล่าสัตว์
เพื่อล่วงความโศกและปริเทวะ เพื่อความดับสูญแห่งทุกข์และโทมนัส
เพื่อบรรลุธรรมที่ถูกต้อง เพื่อทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน
หนทางนี้ คือ สติปัฏฐาน ๔ ประการ ๔ ประการ เป็นไฉน

ดูกรภิกษุทั้งหลายภิกษุในธรรมวินัยนี้
พิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ ๑
พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ ๑
พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ ๑
พิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ ๑ ฯ


http://www.84000.org...764&pagebreak=0

แล้วก็ทรงสอนต่อไปว่า เห็นกายในกาย คืออย่างไร
เห็นเวทนาในเวทนา คืออย่างไร
เห็นจิตในจิต คืออย่างไร
เห็นธรรมในธรรม คืออย่างไร

เวลาที่ผมอ่านตอนต้นของพระสูตรนี้ ผมอ่านตามลำดับแล้ว
การปฏิบัติคือเรียงไล่มาจากการเห็นฐาน ๔ ก่อน
แล้วมีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ
ผลก็คือสามารถกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้
ไม่ใช่อ่านย้อนหลังไล่กลับมาว่า
เริ่มต้นให้เราไปกำจัดอภิชฌาและโทมนัสเสียก่อน แล้วค่อยมาเห็นฐานทั้งสี่ ไม่ใช่อย่างนั้นครับ

ในอรรถกถานั้น ท่านอธิบายว่า

อ้างอิง

อภิชฌาและโทมนัสนี้ เป็นอันพระโยคาวจรกำจัดเสียแล้ว นำออกไปแล้ว สงบแล้ว ให้สงบแล้ว
ให้ระงับแล้ว ให้ถึงความตั้งอยู่ไม่ได้แล้ว ให้ถึงความสาบสูญแล้ว ให้ถึงความไม่มีแล้ว ให้ถึงความย่อยยับแล้ว
ให้เหือดแห้งแล้ว ให้แห้งผากแล้ว ทำให้ถึงที่สุดแล้ว
เหตุนั้นจึงตรัสว่า วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌา โทมนสฺสํ ดังนี้.

http://www.84000.org...ภังค์

ผมขออธิบายใน ๓ ประเด็นนะครับ

๒.๑ ตามอรรถกถานั้น จะเห็นได้ว่าการกำจัดอภิชฌาและโทมนัสนี้ ไม่ใช่แค่ชั่วคราวนะครับ
แต่เป็นการให้ถึงความสาบสูญแล้ว หรือทำให้ถึงที่สุด

๒.๒ สมมุติว่าเรายังไม่เคยเจริญวิปัสสนามาก่อนเลยนะครับ
ก่อนเราจะเคยเจริญสติปัฏฐานนั้น เรายังแยกรูปนามไม่ได้เลย
เพราะจะมีปัญญาแยกรูปนามได้ ก็ต่อเมื่อเจริญสติปฏิฐานแล้ว จึงเริ่มแยกได้
ถ้าอ่านตอนต้นพระสูตรแล้ว เราไปเข้าใจว่า ต้องกำจัดอภิชฌาและโทมนัสให้ได้เสียก่อน (ชั่วคราวก็ตาม)
แล้วจึงค่อยเริ่มเจริญสติปัฏฐานได้ หรือให้ทำไปพร้อมกันแล้ว ผมเห็นว่าเป็นการสลับขั้นตอนแล้ว
เพราะมันทำไม่ได้ในทางปฏิบัติ เราจะไปกำจัดอภิชฌาและโทมนัสก่อนเริ่มเจริญสติปัฏฐานได้อย่างไร

แม้แต่พระโสดาบันท่านก็ยังมีอภิชฌาและโทมนัสอยู่เลย
เราจะอ่านแล้วเข้าใจว่าท่านจะให้คนที่เพิ่งเริ่มเจริญสติปัฏฐานนั้น
ต้องกำจัดอภิชฌาและโทมนัสให้ถึงที่สุดให้ได้เสียก่อนนั้น มันเป็นไปไม่ได้ครับ

๒.๓ ผมไม่เห็นเหตุผลที่เราจะต้องไปกำจัดอภิชฌาและโทมนัสก่อนเริ่มเจริญสติปัฏฐานนะครับ
เพราะว่าอภิชฌาและโทมนัสนั้นเกิดขึ้นแล้วก็ดับไปอย่างรวดเร็ว
เราไม่กำจัดแล้วมันจะไม่ดับเหรอครับ มันก็ดับของมันเองอยู่แล้ว

ดังนี้ ผมจึงเข้าใจว่า ที่เราต้องทำนั้น คือ เห็นฐาน ๔ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติครับ
แล้วเมื่อภาวนาถึงที่สุดแล้ว ก็จะกำจัดอภิชฌาและโทมนัสให้ถึงที่สุดได้
ไม่ใช่ไปเริ่มที่กำจัดอภิชฌาและโทมนัสก่อน แล้วค่อยมาเห็นฐาน ๔

ทั้งนี้ ผมก็ไม่ได้บังคับว่าท่านอื่น ๆ จะต้องอ่านเหมือนผมนะครับ ถ้าอ่านได้เป็นอย่างอื่นก็แล้วแต่ครับ
การที่หลายคนอ่านเรื่องเดียวกันได้ใจความไม่เหมือนกัน ก็เป็นเรื่องธรรมชาติครับ

การโพสต์นี้ได้ถูกแก้ไขโดย ngodngam: 16/07/2017 - 22:55

ขอนอบน้อมแต่พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ด้วยเศียรเกล้า
0



#16 ผู้ใช้ออฟไลน์   ngodngam ไอคอน

  • ตอบ 2000+
  • PipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 2434
  • สมัคร: 21/10/2009

ตอบ: 16/07/2017 - 22:52

แสดงข้อความที่โพสต์กบนอกกะลา [ 16/07/2017 - 18:25 ]

ที่จริงอภิชชานี้แหละสมุทัย

เมื่อเวลาที่คุณชาดีอยู่ ไม่เห็นพูดประโยคนี้มาบ้างนะครับ (จะได้แบ่ง ๆ กันไปมั่ง)

แสดงข้อความที่โพสต์กบนอกกะลา [ 16/07/2017 - 18:25 ]

หาก...อโศกะเห็น..อภิชชาและโทมนัส...เป็นทุกข์..นะ...อโศกะจะเริ่มหาสมุทัย..ไม่ใช่กลัวว่าสังขารจะเกิด

เมื่อเห็นความจริง ยอมรับความจริงว่าขันธ์ ๕ เป็นไตรลักษณ์แล้ว
ก็จะเบื่อหน่าย เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัด จึงหลุดพ้นครับ

อ้างอิง

อนิจจสูตร

ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปไม่เที่ยง เวทนาไม่เที่ยง สัญญาไม่เที่ยง สังขารไม่เที่ยง วิญญาณไม่เที่ยง.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้
ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในรูป แม้ในเวทนา แม้ในสัญญา แม้ในสังขาร แม้ในวิญญาณ
เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัด จึงหลุดพ้น.

เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณหยั่งรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว.
อริยสาวกนั้น ย่อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว
กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี.

http://www.84000.org...472&pagebreak=0

ทุกขสูตร
http://www.84000.org...479&pagebreak=0

อนัตตสูตร
http://www.84000.org...488&pagebreak=0

ขอนอบน้อมแต่พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ด้วยเศียรเกล้า
0



#17 ผู้ใช้ออฟไลน์   ศลิษา ไอคอน

  • ตอบ 500+
  • PipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 759
  • สมัคร: 29/02/2004

ตอบ: 16/07/2017 - 23:26

ขี้เกียจตั้งกระทู้ใหม่ค่ะ ขอแจมตรงนี้แล้วกัน :114:
ปกติปฏิบัติแบบไม่เคยตั้งคำถาม แค่รู้แล้วปล่อย
แต่นี่ก็ผ่านมาหลายสิบปีแล้ว สมควรขมวดความรู้ได้แล้ว :114:
.
ร่างกายมนุษย์ เกิดจากการรวมกันของส่วนต่างๆ 5 ส่วน คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ รวมเรียกว่า ขันธ์ 5 หรือเรียกโดยย่อว่ารูปกับนาม โดยมีรูป เป็นรูปธรรม ส่วนเวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ คือนามธรรม
.
การมีสติกำหนดรู้กับรูปนาม ทำให้ความเข้าใจผิด ยึดมั่น ถือมั่นในขันธ์ 5 เป็นชีวิต เป็นเราเป็นเขานั้นหมดไป เราจะได้เห็นส่วนย่อยๆนี้ชัดขึ้น เป็น 5 ส่วนแยกกันอยู่
.
กำหนดรู้รูป-รูปดับ
กำหนดรู้เวทนา-เวทนาดับ
กำหนดรู้สัญญา- สัญญาดับ
กำหนดรู้สังขาร-สังขารดับ
กำหรดรู้วิญญาณ-วิญญาณดับ
.
เมื่อทำความเข้าใจถูกแล้ว สังสารวัฏก็ดับ
.
ผิดถูกอย่างไร ขอคำแนะนำด้วยนะคะ

การโพสต์นี้ได้ถูกแก้ไขโดย ศลิษา: 16/07/2017 - 23:29

0



#18 ผู้ใช้ออฟไลน์   อโศกะ ไอคอน

  • ตอบ 2000+
  • PipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 2318
  • สมัคร: 11/07/2007

ตอบ: 17/07/2017 - 07:52

:72:
จากความรู้และการเจริญสติพบว่ามีแต่ความดับไปของขันธ์ 5 หาสาระแก่นสารอะไรไม่ได้ จนซึ้งใจยอมรับความจริงข้อนี้แล้ว ก็พึงตรวจสอบผล

ถ้าสังเกตเข้าไปในกายและจิตแล้วพบว่า ไม่มีอะไร
ชีวิตเหลือแต่เพียงสักแต่ว่า...ไร้ปฏิกิริยาที่จะเป็นลบเป็นบวก ที่ท่านกล่าวไว้ในมงคลข้อท้ายๆว่า

จิตไม่หวั่นไหวด้วยโลกธรรม
จิตไร้โศก
จิตปราศจากธุลี
จิตเกษม

อยู่ปกติเป็นนิจกับชีวิตที่คงเหลืออยู่ได้
หากเป็นเช่นนั้นไซร้ ก็น่าอนุโมทนาครับ

ข้อสังเกตอีกอย่างหนึ่งก็คือ ความนึกคิด เขาจะทำงานก็ต่อเมื่อมีเหตุปัจจัยที่ต้องใช้งาน หมดงาน
ก็หมดนึกคิด มีแต่จิตรู้อยู่แต่ปัจจุบัน
:68:

การโพสต์นี้ได้ถูกแก้ไขโดย อโศกะ: 17/07/2017 - 08:02

1



#19 ผู้ใช้ออฟไลน์   ศลิษา ไอคอน

  • ตอบ 500+
  • PipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 759
  • สมัคร: 29/02/2004

ตอบ: 17/07/2017 - 08:21

ขอบคุณคุณอโศกะค่ะ :09:
แสดงที่เราคิดไว้ก็คงถูกทาง
ตอนนี้ยังเห็นเกิดดับแค่สองส่วนค่ะ
คือรูปกับเวทนา ส่วนอื่นๆยังไม่เกิด
ปฏิบัติกันต่อไป รู้สึกชาตินี้ยังมีหวังนะคะ
.
สาธุเจริญธรรมทุกท่านค่ะ :09:
0



คำตอบต่อไป: ngodngam - ศลิษา - กบนอกกะลา - ศลิษา - กบนอกกะลา - ศลิษา - กบนอกกะลา - ngodngam - ศลิษา - ศลิษา - อโศกะ - ngodngam - ศลิษา - ngodngam - ศลิษา - กบนอกกะลา - กบนอกกะลา - ngodngam - ngodngam - กบนอกกะลา - อโศกะ - กบนอกกะลา -
  • (3 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • 3
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • กระทู้นี้ถูกล็อค

1 ผู้ใช้กำลังอ่านกระทู้นี้
0 สมาชิก, 1 ผู้เยี่ยมชม, 0 ผู้ใช้ที่ไม่ระบุชื่อ