ลานธรรมเสวนา: วิธีการปฏิบัติธรรมเพื่อละตัณหา - ลานธรรมเสวนา

เข้าไปดูเนื้อหา

หน้า 1 จาก 1
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • กระทู้นี้ถูกล็อค

วิธีการปฏิบัติธรรมเพื่อละตัณหา เกี่ยวโยงกับกระทู้ชื่อ "ทุกขสมุทยอริยสัจ คือ ตัณหา"

#0 ผู้ใช้ออฟไลน์   ngodngam ไอคอน

  • ตอบ 2000+
  • PipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 2348
  • สมัคร: 21/10/2009

ตอบ: 08/05/2017 - 05:47

กระทู้นี้เป็นกระทู้เนื้อหาแยกมาจากกระทู้ชื่อ "ทุกขสมุทยอริยสัจ คือ ตัณหา" ตัณหานะครับ
http://larndham.org/...B8%AB%E0%B8%B2/
ซึ่งผมก็จะไม่กล่าวเนื้อหาในรายละเอียดหรืออ้างอิงพระสูตรให้ซ้ำซ้อนในประเด็นที่ได้กล่าวไว้แล้วในกระทู้ "ทุกขสมุทยอริยสัจ คือ ตัณหา" ครับ


๑. กิจในอริยสัจ ๔

ใน "ตถาคตสูตรที่ ๑" (พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๙ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๑ สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค) ได้กล่าวว่า

อ้างอิง

[๑๖๖๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแก่เรา
ในธรรมที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า นี้ทุกขอริยสัจ ฯลฯ ทุกขอริยสัจนั้นควรกำหนดรู้ ฯลฯ
ทุกขอริยสัจนั้นเรากำหนดรู้แล้ว.


[๑๖๖๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแก่เรา
ในธรรมที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า นี้ทุกขสมุทยอริยสัจ ฯลฯ ทุกขสมุทยอริยสัจนั้นควรละ ฯลฯ
ทุกขสมุทัยอริยสัจนั้นเราละแล้ว.


[๑๖๖๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแก่เรา
ในธรรมที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า นี้ทุกขนิโรธอริยสัจ ฯลฯ ทุกขนิโรธอริยสัจนั้นควรกระทำให้
แจ้ง. ฯลฯ ทุกขนิโรธอริยสัจนั้นเรากระทำให้แจ้งแล้ว


[๑๖๖๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแก่เรา
ในธรรมที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ ฯลฯ ทุกขนิโรธคามินี
ปฏิปทาอริยสัจนั้นควรเจริญ จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา
ในธรรมที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจนั้นเราเจริญแล้ว.


http://www.84000.org...104&pagebreak=0

ในเรื่องกิจของอริยสัจนี้ เราเข้าใจตรงกันและคงไม่มีใครแย้งนะครับว่า
ทุกข์ควรกำหนดรู้ สมุทัยควรละ นิโรธควรทำให้แจ้ง และมรรคควรทำให้เจริญ

ในเมื่อ "ทุกขสมุทยอริยสัจ" คือตัณหา
โดยในรายละเอียดขอให้พิจารณาจากกระทู้ชื่อ "ทุกขสมุทยอริยสัจ คือ ตัณหา"
http://larndham.org/...B8%AB%E0%B8%B2/
ดังนั้นแล้ว เราก็ควรจะต้องละตัณหา โดยในเรื่องของการละตัณหานี้ ใน "ตัณหาสูตร" (พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๔ อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต) ก็กล่าวสอดคล้องกันว่า "ควรละ" นะครับ

อ้างอิง

[๓๗๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัณหา ๓ และมานะ ๓ ควรละ
ตัณหา ๓ เป็นไฉน คือ กามตัณหา ๑ ภวตัณหา ๑ วิภวตัณหา ๑ ตัณหา ๓ นี้ควรละ
มานะ ๓ เป็นไฉน คือ ความถือตัวว่าเสมอเขา ๑ ความถือตัวว่าเลวกว่าเขา ๑ ความถือตัวว่า ดีกว่าเขา ๑ มานะ ๓ นี้ควรละ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อใดแล ตัณหา ๓ และมานะ ๓ นี้ย่อมเป็นธรรมชาติอันภิกษุละได้แล้ว
เมื่อนั้น ภิกษุนี้เรากล่าวว่า ได้ตัดตัณหาขาดแล้ว คลายสังโยชน์ได้แล้ว ได้กระทำที่สุดทุกข์เพราะละมานะได้โดยชอบ ฯ

http://www.84000.org...469&pagebreak=0

๒. เราจะละตัณหาได้อย่างไร?

ปัญหาต่อมาที่สำคัญคือเราจะละตัณหาได้อย่างไร?
ซึ่งหากเราพิจารณาใน "ตถาคตสูตรที่ ๑" (พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๙ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๑ สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค)
(ที่อ้างอิงแล้วในข้อ ๑ ข้างต้น) ในย่อหน้า [๑๖๖๖] ถึง [๑๖๖๙] จะเห็นว่ามีถ้อยคำขึ้นต้นที่เหมือนกันคือว่า
"ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแก่เรา"

ดังนั้นแล้ว วิธีการนั้นไม่ใช่ว่าเราจะไปละตัณหาตรง ๆ หรือไม่ใช่ว่าพอตัณหาเกิดขึ้นแล้ว เราก็ปัดทิ้ง เพื่อละตัณหา
ถ้า "ตัณหา" มันสามารถปัดทิ้งละทิ้งได้ง่ายปานนั้นแล้ว บรรดาฤาษีในสมัยก่อนพุทธกาลก็บรรลุธรรมกันได้หมดแล้วครับ
ไม่ต้องรอให้มีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ก็ได้ เพราะเพียงแค่ตัณหาเกิดแล้วก็ปัดทิ้ง ก็บรรลุธรรมได้

ในประเด็นเรื่องการปัดทิ้งนี้ ผมได้อธิบายไปสมควรแล้วในกระทู้ "สงสัยคำสอนที่ว่าให้ฝึกดับอารมณ์เร็วดุจกระพริบตาครับ" (จึงแนะนำให้ท่านที่สนใจลองไปอ่านรายละเอียดในกระทู้ดังกล่าว)
http://larndham.org/...B8%AD%E0%B8%B2/

แต่วิธีการตามพระธรรมคำสอน คือเราจะต้องสร้าง "จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง" ให้เกิดขึ้น

ถามต่อไปว่าแล้วทำอย่างไร จึงจะสร้าง "จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง" ให้เกิดขึ้นได้ :95:
ผมขอตอบว่า อริยมรรคมีองค์ ๘ ครับ ดังเช่นที่ได้กล่าวใน "ตถาคตสูตรที่ ๑" ในย่อหน้า [๑๖๖๖]

อ้างอิง

อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ นี้แหละ ซึ่งได้แก่ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ
วาจาชอบ การงานชอบ เลี้ยงชีพชอบ เพียรชอบ ระลึกชอบ ตั้งใจชอบ
ข้อปฏิบัติอันเป็นสายกลางนี้แล อันตถาคตได้ตรัสรู้แล้ว กระทำจักษุ กระทำญาณ ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน.

http://www.84000.org...104&pagebreak=0

หรือใน "มหาปรินพพานสูตร" ย่อหน้า [๑๓๘] พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสว่า

อ้างอิง

พระภาคได้ตรัสว่า ดูกรสุภัททะ ในธรรมวินัยใด ไม่มีอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘
ในธรรมวินัยนั้น ไม่มีสมณะที่ ๑ สมณะที่ ๒ สมณะที่ ๓ หรือสมณะที่ ๔
ในธรรมวินัยใด มีอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘
ในธรรมวินัยนั้น มีสมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ หรือที่ ๔ ดูกรสุภัททะ
ในธรรมวินัยนี้ มีอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘
ในธรรมวินัยนี้เท่านั้น มีสมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ หรือที่ ๔
ลัทธิอื่น ๆ ว่างจากสมณะผู้รู้ทั่วถึง ก็ภิกษุเหล่านี้พึงอยู่โดยชอบ โลกจะไม่พึงว่างจากพระอรหันต์ทั้งหลาย ฯ

http://www.84000.org...915&pagebreak=0

หรือใน "ตัณหาสูตรที่ ๑" (พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๙ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๑ สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค) ได้อธิบายว่า

อ้างอิง

[๓๓๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุควรเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘
เพื่อรู้ยิ่งเพื่อกำหนดรู้ เพื่อความสิ้นไป เพื่อละตัณหา ๓ อย่างนี้แล
อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เป็นไฉน? ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสัมมาทิฏฐิ อันอาศัยวิเวก
อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ ฯลฯ ย่อมเจริญสัมมาสมาธิ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ นี้
เพื่อรู้ยิ่ง เพื่อกำหนดรู้ เพื่อความสิ้นไป เพื่อละตัณหา ๓ อย่างนี้แล.

http://www.84000.org...999&pagebreak=0

ใน "ตัณหาสูตรที่ ๒" (พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๙ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๑ สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค) ได้อธิบายไว้เช่นเดียวกันว่า

อ้างอิง

[๓๓๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุควรเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘
เพื่อรู้ยิ่ง เพื่อกำหนดรู้ เพื่อความสิ้นไป เพื่อละตัณหา ๓ อย่างนี้แล
http://www.84000.org...021&pagebreak=0

ใน "กามคุณสูตร" (พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๙ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๑ สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค) สอนว่าควรเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เพื่อละกามคุณ
http://www.84000.org...079&pagebreak=0

ใน "นิวรณสูตร" (พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๙ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๑ สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค) สอนว่าควรเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เพื่อละนิวรณ์
http://www.84000.org...088&pagebreak=0

ใน "อุปาทานขันธสูตร" (พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๙ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๑ สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค) สอนว่าควรเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เพื่อละอุปาทานขันธ์
http://www.84000.org...097&pagebreak=0

ใน "โอรัมภาคิยสูตร" (พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๙ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๑ สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค) สอนว่าควรเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เพื่อละโอรัมภาคิยสังโยชน์ (คือสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕)
http://www.84000.org...106&pagebreak=0

ใน "อุทธัมภาคิยสูตรที่ ๑" (พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๙ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๑ สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค) สอนว่าควรเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เพื่อละอุทธัมภาคิยสังโยชน์ (คือสังโยชน์เบื้องสูง ๕)
http://www.84000.org...119&pagebreak=0

สรุปคือวิธีการละตัณหานั้น ก็คือ อริยมรรคมีองค์ ๘ ครับ

(ยกไปอธิบายต่อใน คห ๑)

การโพสต์นี้ได้ถูกแก้ไขโดย ngodngam: 08/05/2017 - 06:03

ขอนอบน้อมแต่พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ด้วยเศียรเกล้า
0


หน้า 1 จาก 1
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • กระทู้นี้ถูกล็อค

การตอบอื่นๆต่อกระทู้นี้



#1 ผู้ใช้ออฟไลน์   ngodngam ไอคอน

  • ตอบ 2000+
  • PipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 2348
  • สมัคร: 21/10/2009

ตอบ: 08/05/2017 - 05:49

(ต่อจากเนื้อหากระทู้)

๓. วิธีการปฏิบัติตามพระธรรมคำสอนในพระสูตรอื่น ๆ บางพระสูตร

แม้ว่าจะกล่าวแล้วข้างต้นว่า หนทางในการสร้าง "จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง" ให้เกิดขึ้น หรือ "ละตัณหา" ก็คืออริยมรรคมีองค์ ๘ ก็ตาม
แต่ในพระธรรมคำสอนในพระสูตรอื่น ๆ ก็ยังได้สอนพระธรรมไว้หลากหลาย (แต่ก็จะรวมลงที่อริยมรรคมีองค์ ๘ ได้เช่นกัน) ยกตัวอย่างเช่น

๓.๑ การศึกษาไตรสิกขา จักละราคะ โทสะ โมหะ ได้ โดยใน "วัชชีปุตตสูตร" (พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๒ อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต) กล่าวว่า

อ้างอิง

ดูกรภิกษุ เพราะฉะนั้นแล ท่านจงศึกษาในสิกขา ๓ คือ อธิศีลสิกขา ๑ อธิจิตตสิกขา ๑ อธิปัญญาสิกขา ๑
เมื่อใด ท่านจักศึกษาอธิศีลสิกขาก็ดี จักศึกษาอธิจิตตสิกขาก็ดี จักศึกษาอธิปัญญาสิกขาก็ดี
เมื่อนั้น เมื่อท่านนั้นศึกษาอธิศีลสิกขาอยู่ก็ดี ศึกษาอธิจิตตสิกขาอยู่ก็ดี ศึกษาอธิปัญญาสิกขาอยู่ก็ดี
จักละราคะ โทสะ โมหะ เสียได้ เพราะละราคะ โทสะ โมหะ เสียได้
ท่านนั้นจักไม่กระทำกรรมเป็นอกุศล จักไม่เสพกรรมที่เป็นบาป

ครั้นสมัยต่อมา ภิกษุนั้นศึกษาแล้วทั้งอธิศีลสิกขา ทั้งอธิจิตตสิกขา ทั้งอธิปัญญาสิกขา
เมื่อภิกษุนั้นศึกษาอธิศีลสิกขาก็ดี ศึกษาอธิจิตตสิกขาก็ดี ศึกษาอธิปัญญาสิกขาก็ดี
ละราคะ โทสะ โมหะ ได้แล้ว เพราะละราคะ โทสะ โมหะ เสียได้
เธอมิได้ทำกรรม ที่เป็นอกุศล มิได้เสพกรรมที่เป็นบาป ฯ

http://www.84000.org...109&pagebreak=0

ใน "เสขสูตรที่ ๑" (พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๒ อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต) กล่าวว่า

อ้างอิง

[๕๒๕] ครั้งนั้น ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ
ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
ครั้นแล้วได้ทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระองค์ตรัสว่า เสขะๆ
ดังนี้ ด้วยเหตุมีประมาณเท่าไร หนอ บุคคลจึงชื่อว่าเป็นเสขะ
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรภิกษุ ที่เรียกชื่อว่าเสขะ
ด้วยเหตุว่ายังต้องศึกษา ศึกษาอะไร ศึกษาอธิศีลสิกขา ศึกษาอธิจิตต*สิกขา และศึกษาอธิปัญญาสิกขา

ดูกรภิกษุ ที่เรียกชื่อว่าเสขะ ด้วยเหตุว่ายังต้องศึกษาแล ฯ

http://www.84000.org...122&pagebreak=0

ใน "สิกขาสูตรที่ ๒" (พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๒ อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต)

อ้างอิง

[๕๓๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิกขา ๓ นี้ ๓ เป็นไฉน คือ
อธิศีลสิกขา ๑ อธิจิตตสิกขา ๑ อธิปัญญาสิกขา ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อธิศีลสิกขาเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้
เป็นผู้มีศีล ฯลฯ สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าอธิศีลสิกขา
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อธิจิตตสิกขาเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้
สงัดจากกาม ฯลฯ บรรลุจตุตถฌาน ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าอธิจิตตสิกขา
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อธิปัญญาสิกขาเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้
ทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป
ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่
ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าอธิปัญญาสิกขา
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิกขา ๓ นี้แล ฯ

http://www.84000.org...265&pagebreak=0

ใน "ตุวฏกสุตตนิทเทสที่ ๑๔" (พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๙ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๑ ขุททกนิกาย มหานิทเทส) กล่าวว่าว่า

อ้างอิง

คำว่า พึงศึกษา ได้แก่สิกขา ๓ คือ อธิศีลสิกขา อธิจิตตสิกขา อธิปัญญาสิกขา
...
คำว่า ภิกษุพึงเป็นผู้มีสติศึกษาเพื่อกำจัดซึ่งตัณหาเหล่านั้น ในกาลทุกเมื่อ
ความว่าภิกษุพึงศึกษาอธิศีลบ้าง อธิจิตบ้าง อธิปัญญาบ้าง คือ
เมื่อนึกถึงสิกขาทั้ง ๓ นี้ ก็พึงศึกษา เมื่อรู้ก็พึงศึกษา เมื่อเห็นก็พึงศึกษา
เมื่อพิจารณาก็พึงศึกษา เมื่อตั้งจิตก็พึงศึกษา เมื่อน้อมใจเชื่อด้วยศรัทธาก็พึงศึกษา
เมื่อประกอบความเพียรก็พึงศึกษา เมื่อเข้าไปตั้งสติก็พึงศึกษา เมื่อตั้งจิตก็พึงศึกษา
เมื่อรู้ชัดด้วยปัญญาก็พึงศึกษา เมื่อรู้ยิ่งซึ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่งก็พึงศึกษา
เมื่อกำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้ก็พึงศึกษา เมื่อละธรรมที่ควรละก็พึงศึกษา
เมื่อเจริญธรรมที่ควรเจริญก็พึงศึกษา เมื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งก็พึงศึกษา
คือประพฤติ ประพฤติเอื้อเฟื้อ ประพฤติด้วยดี สมาทานประพฤติ เพื่อกำจัด กำจัดเฉพาะ ละ สงบ
สละคืน ระงับ ซึ่งตัณหาเหล่านั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
ภิกษุพึงเป็นผู้มีสติศึกษาเพื่อกำจัดซึ่งตัณหาเหล่านั้นในกาลทุกเมื่อ.

http://www.84000.org...093&pagebreak=0

นอกจากนี้แล้ว ใน "อรรถกถามัณฑเปยยกถา" กล่าวว่า "ไตรสิกขา" คือพรหมจรรย์

อ้างอิง

เพราะเหตุไร ไตรสิกขาจึงชื่อว่าพรหมจรรย์.
นิพพานชื่อว่าพรหม เพราะอรรถว่าสูงสุด ไตรสิกขาเป็นความประพฤติเพื่อประโยชน์แก่ความสูงสุด
เพราะเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่นิพพาน เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่าเป็นพรหมจรรย์
ศาสนพรหมจรรย์ก็คือไตรสิกขานั้นนั่นเอง

http://84000.org/tip....php?b=31&i=530

และ ใน "อรรถกถาอวกุชชิตสูตรที่ ๑๐" กล่าวว่า ประกาศอริยมรรคมีองค์ ๘ ซึ่งสงเคราะห์ด้วยไตรสิกขาอันเป็นจริยาที่ประเสริฐที่สุด

อ้างอิง

บทว่า พฺรหฺมจริยํ ปกาเสนฺติ ความว่า และเมื่อแสดงอย่างนั้น ชื่อว่าประกาศอริยมรรคมีองค์ ๘ ซึ่งสงเคราะห์ด้วยไตรสิกขาอันเป็นจริยาที่ประเสริฐที่สุด.

http://www.84000.org....php?b=20&i=469

๓.๒ ใน "อวิชชาสูตร" (พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๔ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๖ อังคุตตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต) กล่าวว่าสติปัฏฐาน ๔ ที่บริบูรณ์ ย่อมยังโพชฌงค์ ๗ ให้บริบูรณ์ และโพชฌงค์ ๗ ที่บริบูรณ์ย่อมยังวิชชาและวิมุตติให้บริบูรณ์

อ้างอิง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการดังนี้ การคบสัปบุรุษที่บริบูรณ์ ย่อมยังการฟังสัทธรรมให้บริบูรณ์
การฟังสัทธรรมที่บริบูรณ์ ย่อมยังศรัทธาให้บริบูรณ์
ศรัทธาที่บริบูรณ์ ย่อมยังการทำไว้ในใจโดยแยบคายให้บริบูรณ์
การทำไว้ในใจโดยแยบคายที่บริบูรณ์ ย่อมยังสติสัมปชัญญะให้บริบูรณ์
สติสัมปชัญญะที่บริบูรณ์ ย่อมยังการสำรวมอินทรีย์ให้บริบูรณ์
การสำรวมอินทรีย์ที่บริบูรณ์ ย่อมยังสุจริต ๓ ให้บริบูรณ์
สุจริต ๓ ที่บริบูรณ์ ย่อมยังสติปัฏฐาน ๔ ให้บริบูรณ์
สติปัฏฐาน ๔ ที่บริบูรณ์ ย่อมยังโพชฌงค์ ๗ ให้บริบูรณ์
โพชฌงค์ ๗ ที่บริบูรณ์ย่อมยังวิชชาและวิมุตติให้บริบูรณ์

วิชชาและวิมุตตินี้มีอาหารอย่างนี้ และบริบูรณ์อย่างนี้ ฯ

http://www.84000.org...781&pagebreak=0

๓.๓ ใน "คณกโมคคัลลานสูตร" (พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๔ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๖ มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์) สอนเรื่องการศึกษาโดยลำดับ การกระทำโดยลำดับ การปฏิบัติโดยลำดับ ในธรรมวินัยนี้ ดังนี้

อ้างอิง

[๙๔] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรพราหมณ์ เราอาจบัญญัติการศึกษาโดยลำดับ
การกระทำโดยลำดับ การปฏิบัติโดยลำดับ ในธรรมวินัยนี้ได้
เปรียบเหมือนคนฝึกม้าผู้ฉลาด ได้ม้าอาชาไนยตัวงามแล้ว
เริ่มต้นทีเดียว ให้ทำสิ่งควรให้ทำในบังเหียน ต่อไปจึงให้ทำสิ่งที่ควรให้ทำยิ่งๆ ขึ้นไป ฉันใด
ดูกรพราหมณ์ ฉันนั้นเหมือนกันแล ตถาคตได้บุรุษที่ควรฝึกแล้วเริ่มต้น ย่อมแนะนำอย่างนี้ว่า
ดูกรภิกษุ มาเถิด เธอจงเป็นผู้มีศีล สำรวมด้วยปาติโมกขสังวร ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจรอยู่
จงเป็นผู้เห็นภัยในโทษเพียงเล็กน้อย สมาทานศึกษาในสิกขาบททั้งหลายเถิดฯ

[๙๕] ดูกรพราหมณ์ ในเมื่อภิกษุเป็นผู้มีศีล สำรวมด้วยปาติโมกขสังวร ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจรอยู่
เป็นผู้เห็นภัยในโทษเพียงเล็กน้อย สมาทานศึกษาในสิกขาบททั้งหลายแล้ว
ตถาคตย่อมแนะนำเธอให้ยิ่งขึ้นไปว่า ดูกรภิกษุมาเถิด เธอจงเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย
เธอเห็นรูปด้วยจักษุแล้ว จงอย่าถือเอาโดยนิมิต อย่าถือเอาโดยอนุพยัญชนะ
จงปฏิบัติเพื่อสำรวมจักขุนทรีย์ อันมีการเห็นรูปเป็นเหตุ ซึ่งบุคคลผู้ไม่สำรวมอยู่
พึงถูกอกุศลธรรมอันลามกคืออภิชฌาและโทมนัสครอบงำได้
จงรักษาจักขุนทรีย์ ถึงความสำรวมในจักขุนทรีย์เถิด
เธอได้ยินเสียงด้วยโสตแล้ว ... เธอดมกลิ่นด้วยฆานะแล้ว ... เธอลิ้มรสด้วย
ชิวหาแล้ว ... เธอถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกายแล้ว ... เธอรู้ธรรมารมณ์ด้วยมโนแล้ว
จงอย่าถือเอาโดยนิมิต อย่าถือเอาโดยอนุพยัญชนะ จงปฏิบัติเพื่อสำรวมมนินทรีย์อันมีการรู้ธรรมารมณ์เป็นเหตุ
ซึ่งบุคคลผู้ไม่สำรวมอยู่ พึงถูกอกุศลธรรมอันลามกคืออภิชฌาและโทมนัสครอบงำได้
จงรักษามนินทรีย์ ถึงความสำรวมในมนินทรีย์เถิด ฯ

[๙๖] ดูกรพราหมณ์ ในเมื่อภิกษุเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลายได้ตถาคตย่อมแนะนำเธอให้ยิ่งขึ้นไปว่า
ดูกรภิกษุ มาเถิด เธอจงเป็นผู้รู้จักประมาณในโภชนะ คือ พึงบริโภคอาหาร
พิจารณาโดยแยบคายว่า เราบริโภคมิใช่เพื่อจะเล่น มิใช่เพื่อจะมัวเมา มิใช่เพื่อจะประดับ
มิใช่เพื่อจะตบแต่งร่างกายเลย บริโภคเพียงเพื่อร่างกายดำรงอยู่ เพื่อให้ชีวิตเป็นไป
เพื่อบรรเทาความลำบาก เพื่ออนุเคราะห์พรหมจรรย์เท่านั้น
ด้วยอุบายนี้ เราจะป้องกันเวทนาเก่า ไม่ให้เวทนาใหม่เกิดขึ้น และความเป็นไปแห่งชีวิต
ความไม่มีโทษ ความอยู่สบาย จักมีแก่เรา ฯ

[๙๗] ดูกรพราหมณ์ ในเมื่อภิกษุเป็นผู้รู้จักประมาณในโภชนะได้
ตถาคตย่อมแนะนำเธอให้ยิ่งขึ้นไปว่า ดูกรภิกษุ มาเถิด เธอจงเป็นผู้ประกอบเนืองๆ ซึ่งความเป็นผู้ตื่นอยู่
คือ จงชำระจิตให้บริสุทธิ์จากอาวรณียธรรม ด้วยการเดินจงกรมและการนั่งตลอดวัน
จงชำระจิตให้บริสุทธิ์จากอาวรณียธรรม ด้วยการเดินจงกรมและการนั่งตลอดปฐมยามแห่งราตรี
พึงเอาเท้าซ้อนเท้า มีสติรู้สึกตัวทำความสำคัญว่า จะลุกขึ้น ไว้ในใจ
แล้วสำเร็จสีหไสยาโดยข้างเบื้องขวาตลอดมัชฌิมยามแห่งราตรี
จงลุกขึ้นชำระจิตให้บริสุทธิ์จากอาวรณียธรรม ด้วยการเดินจงกรมและการนั่งตลอดปัจฉิมยามแห่งราตรีเถิด ฯ

[๙๘] ดูกรพราหมณ์ ในเมื่อภิกษุเป็นผู้ประกอบเนืองๆ ซึ่งความเป็นผู้ตื่นอยู่ได้
ตถาคตย่อมแนะนำเธอให้ยิ่งขึ้นไปว่า ดูกรภิกษุ มาเถิด เธอจงเป็นผู้ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ คือ
ทำความรู้สึกตัวในเวลาก้าวไปและถอยกลับในเวลาแลดูและเหลียวดู
ในเวลางอแขนและเหยียดแขน ในเวลาทรงผ้าสังฆาฏิ บาตรและจีวร
ในเวลาฉัน ดื่ม เคี้ยว และลิ้มรส ในเวลาถ่ายอุจจาระและปัสสาวะ
ในเวลาเดิน ยืน นั่ง นอนหลับ ตื่น พูด และนิ่งเถิด ฯ

[๙๙] ดูกรพราหมณ์ ในเมื่อภิกษุเป็นผู้ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะได้
ตถาคตย่อมแนะนำเธอให้ยิ่งขึ้นไปว่า ดูกรภิกษุ มาเถิด เธอจงพอใจเสนาสนะอันสงัด
คือ ป่า โคนไม้ ภูเขา ซอกเขา ถ้ำ ป่าช้า ป่าชัฏ ที่แจ้ง และ ลอมฟางเถิด
ภิกษุนั้นจึงพอใจเสนาสนะอันสงัด คือ ป่า โคนไม้ ภูเขา ซอกเขา ถ้ำ ป่าช้า
ป่าชัฏ ที่แจ้ง และลอมฟาง เธอกลับจากบิณฑบาต
ภายหลังเวลาอาหารแล้ว นั่งคู้บัลลังก์ตั้งกายตรง ดำรงสติมั่นเฉพาะหน้า
ละอภิชฌาในโลกแล้ว มีใจปราศจากอภิชฌาอยู่ ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากอภิชฌาได้
ละความชั่วคือพยาบาทแล้ว เป็นผู้มีจิตไม่พยาบาท อนุเคราะห์ด้วยความเกื้อกูลในสรรพสัตว์และภูตอยู่
ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากความชั่วคือพยาบาทได้ ละถีนมิทธะแล้ว เป็นผู้มีจิตปราศจากถีนมิทธะ
มีอาโลกสัญญา มีสติสัมปชัญญะอยู่ ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากถีนมิทธะได้
ละอุทธัจจกุกกุจจะแล้ว เป็นผู้ไม่ฟุ้งซ่าน มีจิตสงบภายในอยู่
ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากอุทธัจจกุกกุจจะได้ ละวิจิกิจฉาแล้ว เป็นผู้ข้ามความสงสัย
ไม่มีปัญหาอะไรในกุศลธรรมทั้งหลายอยู่ ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากวิจิกิจฉาได้ฯ

[๑๐๐] เธอครั้นละนิวรณ์ ๕ ประการ อันเป็นเครื่องทำใจให้เศร้าหมองทำปัญญาให้ถอยกำลังนี้ได้แล้ว
จึงสงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม เข้าปฐมฌาน มีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่
เข้าทุติยฌาน มีความผ่องใสแห่งใจภายใน มีความเป็นธรรมเอกผุดขึ้น
เพราะสงบวิตกและวิจาร ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่ เป็นผู้วางเฉยเพราะหน่ายปีติ
มีสติสัมปชัญญะอยู่ และเสวยสุขด้วยนามกาย เข้าตติยฌานที่พระอริยะเรียกเธอได้ว่า
ผู้วางเฉย มีสติ อยู่เป็นสุขอยู่ เข้าจตุตถฌาน อันไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข
เพราะละสุข ละทุกข์ และดับโสมนัส โทมนัสก่อนๆ ได้ มีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขาอยู่
ดูกรพราหมณ์ ในพวกภิกษุที่ยังเป็นเสขะ ยังไม่บรรลุพระอรหัตมรรค
ยังปรารถนาธรรมที่เกษมจากโยคะอย่างหาธรรมอื่นยิ่งกว่ามิได้อยู่นั้น
เรามีคำพร่ำสอนเห็นปานฉะนี้ ส่วนสำหรับภิกษุพวกที่เป็นอรหันตขีณาสพอยู่จบพรหมจรรย์แล้ว
ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ปลงภาระได้แล้ว บรรลุประโยชน์ตนแล้วโดยลำดับ
สิ้นสัญโญชน์ในภพแล้ว พ้นวิเศษแล้วเพราะผู้ชอบนั้น
ธรรมเหล่านี้ย่อมเป็นไปเพื่อความอยู่สบาย ในปัจจุบันและเพื่อสติสัมปชัญญะ ฯ

http://www.84000.org...734&pagebreak=0

ทั้งนี้ พระสูตรใน ๓.๑ – ๓.๓ ข้างต้นเป็นเพียงตัวอย่างบางพระสูตรเท่านั้นนะครับ โดยก็มีพระสูตรอื่น ๆ อีกหลากหลายที่พระพุทธองค์ได้ทรงสอนแนวทางปฏิบัติให้เข้าถึงวิมุติได้ (ซึ่งก็จะรวมลงในอริยมรรคมีองค์ ๘) แต่ผมไม่สามารถจะค้นมาได้ให้ทั้งหมดครับ ก็ขอยกมาแค่พอประมาณนะครับ

(จบ)
ขอนอบน้อมแต่พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ด้วยเศียรเกล้า
0



#2 ผู้ใช้ออฟไลน์   อโศกะ ไอคอน

  • ตอบ 2000+
  • PipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 2230
  • สมัคร: 11/07/2007

ตอบ: 08/05/2017 - 06:24

:82:
สาธุๆ อนุโมทนากับคุณงดงามครับ

นี่คือคำอธิบายวิธีปฏิบัติธรรมหรือเจริญมรรค 8 โดยพระบรมศาสดา

เมื่อถึงเวลาลงมือปฏิบัติจริงๆท่านทั้งหลายทำได้ตามหลักทฤษฎีเพื่อการปฏิบัตินี้ได้ครบถ้วนตามลำดับไหมครับ

เอาประสบการจริงมาแบ่งปันเล่าสู่กันฟังดีไหมครับ?

สำหรับอโศกะหลังจากศึกษาและลงมือฝึกหัดปฏิบัติจริงแล้วได้สรุปออกมาเป็นวิธีปฏิบัติเฉพาะตัวว่า

"สำรวมกายใจมานิ่งรู้นิ่งสังเกตปัจจุบันอารมณ์จนมันดับไปต่อหน้าต่อตา"
(โดยไร้ปฏิกิริยาตอบโต้ใดๆ)


ที่สรุปมาอย่างนี้เพราะเห็นว่า

"ปัจจุบันอารมณ์ เป็นที่รวมแห่งธรรมทั้งปวง สติปัฏฐาน มรรค8 หรือโพธิปักขิยธรรม 37 ประการ ล้วนรวมลงในปัจจุบันอารมณ์ทั้งสิ้น

เป็นคำแนะนำของพระพุทธเจ้าดังกล่าวไว้ในภัทเทกรัตคาถา อโศกะมีศรัทธาเชื่อถือและเข้าใจบทว่าด้วยภัทเทกรัตคาถานี้ครับ
:72:
ท่านอื่นเป็นอย่างไรบ้างกรุณาแบ่งปันมาเล่าสู่กันฟังนะครับ
ขออนุญาตแทรกเป็นการเสริมในกระทู้ของคุณงดงามด้วยนะครับ
:73:

การโพสต์นี้ได้ถูกแก้ไขโดย อโศกะ: 08/05/2017 - 06:24

0



#3 ผู้ใช้ออฟไลน์   ngodngam ไอคอน

  • ตอบ 2000+
  • PipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 2348
  • สมัคร: 21/10/2009

ตอบ: 08/05/2017 - 06:49

ขอแบ่งปันประสบการณ์ตามที่คุณอโศกะได้เชิญใน คห ๒ นะครับ

โดยส่วนตัวแล้ว ผมยังจำอริยมรรคมีองค์ ๘ ได้ไม่ครบเลยครับ
ฉะนั้นแล้ว ผมก็จำและถือปฏิบัติไตรสิกขานี่แหละ จำได้ง่ายกว่า
ซึ่งจริง ๆ แล้วก็ไม่ได้จำเป็นต้องท่องจำอะไรได้เยอะแยะนะครับ
ในสมัยพุทธกาลก็มีเรื่องของอุกกัณฐิตภิกษุ (อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท จิตตวรรคที่ ๓)
ซึ่งในอรรถกถาเล่าว่าพระผู้มีพระภาคทรงตรัสว่า เธอจงรักษาจิตอย่างเดียว ก็อาจพ้นทุกข์ได้

อ้างอิง

พระศาสดาตรัสถามว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอมาทำไมกัน?”
อาจารย์และอุปัชฌาย์. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุรูปนี้กระสันในศาสนาของพระองค์.
พระศาสดา. ได้ยินว่า อย่างนั้นหรือ? ภิกษุ.
ภิกษุ. อย่างนั้น พระเจ้าข้า.
พระศาสดา. เพราะเหตุไร?
ภิกษุ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ (เพราะ) ข้าพระองค์ใคร่จะพ้นจากทุกข์ จึงได้บวช, พระอาจารย์ของข้าพระองค์นั้น กล่าวอภิธรรมกถา, พระอุปัชฌาย์กล่าววินัยกถา. ข้าพระองค์นั้นได้ทำความตกลงใจว่า ‘ในพระพุทธศาสนานี้ สถานเป็นที่เหยียดมือของเราไม่มีเลย, เราเป็นคฤหัสถ์ ก็อาจพ้นจากทุกข์ได้, เราจักเป็นคฤหัสถ์’ ดังนี้ พระเจ้าข้า.
พระศาสดา. ภิกษุ ถ้าเธอจักสามารถรักษาได้เพียงสิ่งเดียวเท่านั้น, กิจคือการรักษาสิ่งทั้งหลายที่เหลือ ย่อมไม่มี.
ภิกษุ. อะไร? พระเจ้าข้า.
พระศาสดา. เธอจักอาจรักษาเฉพาะจิตของเธอ ได้ไหม?
ภิกษุ. อาจรักษาได้ พระเจ้าข้า.
พระศาสดาประทานพระโอวาทนี้ว่า “ถ้ากระนั้น เธอจงรักษาเฉพาะจิตของตนไว้, เธออาจพ้นจากทุกข์ได้”


http://www.84000.org...p?b=25&i=13&p=3

อนึ่ง ในส่วนที่คุณอโศกะแบ่งปันประสบการณ์ว่า

แสดงข้อความที่โพสต์อโศกะ [ 08/05/2017 - 06:24 ]

"สำรวมกายใจมานิ่งรู้นิ่งสังเกตปัจจุบันอารมณ์จนมันดับไปต่อหน้าต่อตา" (โดยไร้ปฏิกิริยาตอบโต้ใดๆ)

ผมเห็นว่า ก็ดีนะครับ แต่จริง ๆ แล้ว แม้เราจะไม่มาสำรวมกายใจ หรือมานั่งนิ่งก็ตาม
โดยแม้ว่าเราจะยืน เดิน นั่ง นอน กิน ดื่ม ทำ พูด หรือคิดในชีวิตประจำวัน
เราก็สามารถเห็นปัจจุบันอารมณ์เกิดดับได้ครับ

นอกจากนี้ กรณีก็ไม่ได้จำเป็นว่า เราจะต้องเห็นว่ามันเกิดดับ (ไม่เที่ยง) ด้วย
แต่เราอาจจะเห็นว่ามันทนอยู่ไม่ได้ (เป็นทุกข์) หรือไม่ใช่ตัวตน (อนัตตา) ก็ได้
เราเห็นมุมใดมุมหนึ่งก็ได้ หรือมุมใดมุมหนึ่งสลับกันก็ได้ครับ ใช้ได้เหมือนกัน
ขอนอบน้อมแต่พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ด้วยเศียรเกล้า
0



#4 ผู้ใช้ออฟไลน์   shadee ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1070
  • สมัคร: 23/07/2009

ตอบ: 08/05/2017 - 14:54

การปฏิบัติที่ไม่น้อมจิตไปรู้แจ้ง อริยสัจ 4 ไม่ใช้มรรคมีองค์ 8 ครับ
เพราะสัมมาทิฐิในองค์มรรค คือการรู้แจ้ง อริยสัจ 4 ก่อน
ไม่เช่นนั้นก็ไม่ใช่การปฏิบัติเพื่อพ้นทุกข์โดยสิ้นเชิง ตามที่พระพุทธองค์ตรัสรู้แล้วตรัสสอนครับ
การตรัสรู้อริยสัจ 4 โดยพบว่าทุกข์เกิดจากตัณหา 3 มีพระพุทธเจ้าองค์เดียวที่ตรัสรู้ครับ ไม่มีศาสดาคนไหนตรัสรู้ได้
การบอกว่า ใครๆก็รู้ว่า ตัณหาคือเหตุแห่งทุกข์ เป็นการดูถูกดูแคลนธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้เป็นอย่างยิ่งครับ
จะปฏิบัติธรรมที่พาให้พ้นทุกข์ ควรมีศรัทธาและเคารพในการตรัสรู้ของพระองค์ก่อนครับ

ตัณหาเป็นเหตุให้เกิดความเห็นผิด สำคัณผิด
ถ้ายังบอกว่า การเห็นผิด เป็นเหตุให้เกิดตัณหาอย่างที่คุณอโศกคอยบิดเบือนอริยสัจ 4 อยู่อย่างนี้
ไม่มีความเคารพพระธรรมเช่นนี้ ปฏิบัติอย่างไรก็ไม่เกิดผลครับ
พิจารณาด้วย ไม่ใช่ให้ผู้ปฏิบัติไม่พิจารณา ไม่ต้องน้อมจิตในกิจของอริยสัจ4 ก็เหมือนการให้อวิชาและตัณหาควบคุมจิตใจเอาไว้ตลอดกาลครับ
เมื่อไม่เห็นทุกข์ ย่อมไม่มีความเบื่อหน่ายคลายกำหนัดครับ

การโพสต์นี้ได้ถูกแก้ไขโดย shadee: 08/05/2017 - 14:54

0



#5 ผู้ใช้ออฟไลน์   shadee ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1070
  • สมัคร: 23/07/2009

ตอบ: 08/05/2017 - 23:14

สัปปายสูตรที่ ๑
[๓๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงข้อปฏิบัติอันเป็นที่สบายแก่การ
เพิกถอนซึ่งความสำคัญสิ่งทั้งปวงด้วยตัณหา มานะ และทิฐิแก่เธอทั้งหลาย เธอ
ทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจให้ดี ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ข้อปฏิบัติอันเป็นที่สบายแก่
การเพิกถอนซึ่งความสำคัญ สิ่งทั้งปวงด้วยตัณหา มานะและทิฐิเป็นไฉน ดูกร
ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในศาสนานี้ ย่อมไม่สำคัญซึ่งจักษุ ... ในจักษุ ... แต่จักษุ ... ว่า
จักษุของเรา ย่อมไม่สำคัญรูป ... ย่อมไม่สำคัญซึ่งจักษุวิญญาณ ... ย่อมไม่สำคัญ
ซึ่งจักษุสัมผัส ... ย่อมไม่สำคัญซึ่งสุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา
ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย ... ในเวทนานั้น ... แต่เวทนานั้น ... ว่า เวทนา
นั้นเป็นของเรา ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะสิ่งใดที่ตนสำคัญไว้ เป็นที่ให้สำคัญ
เป็นแดนให้สำคัญ เป็นเหตุให้สำคัญว่า เป็นของเรา สิ่งนั้นล้วนเป็นอื่นออกไป
จากที่สำคัญนั้น คือ สัตว์ในภพก็มีความเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างอื่น สัตว์โลก
ย่อมเพลิดเพลินเฉพาะภพเท่านั้น ฯลฯ ย่อมไม่สำคัญซึ่งใจ ... ในใจ ... แต่ใจ ... ว่า
ใจของเรา ย่อมไม่สำคัญซึ่งธรรมารมณ์ ... ในธรรมารมณ์ ... แต่ธรรมารมณ์ ... ว่า
ธรรมารมณ์ของเรา ย่อมไม่สำคัญซึ่งมโนวิญญาณ... ในมโนวิญญาณ ... แต่มโน
วิญญาณ ... ว่า มโนวิญญาณของเรา ย่อมไม่สำคัญซึ่งมโนสัมผัส ... ในมโนสัมผัส ...
แต่มโนสัมผัส ... ว่า มโนสัมผัสของเรา ย่อมไม่สำคัญซึ่งสุขเวทนา ทุกขเวทนา
หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย... ในเวทนานั้น...
แต่เวทนานั้น ... ว่า เวทนานั้นเป็นของเรา ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลนั้นย่อมไม่
สำคัญซึ่งขันธ์ ธาตุและอายตนะ... ในขันธ์ ธาตุและอายตนะ... แต่ขันธ์ ธาตุ
และอายตนะ ... ว่า ขันธ์ ธาตุและอายตนะเป็นของเรา บุคคลผู้ไม่สำคัญอยู่
อย่างนี้ ย่อมไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก เมื่อไม่ถือมั่น ย่อมไม่สะดุ้งกลัว เมื่อไม่
สะดุ้งกลัว ย่อมปรินิพพานได้เฉพาะตนทีเดียว รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์
อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ดังนี้
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อันนี้แล คือ ข้อปฏิบัติอันเป็นที่สบายแก่การเพิกถอนซึ่งความ
สำคัญสิ่งทั้งปวงด้วยตัณหา มานะและทิฐิ ฯ
จบสูตรที่ ๙

เนื้อความพระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๘ บรรทัดที่ ๔๕๓ - ๔๗๙. หน้าที่ ๒๑ - ๒๒.
http://www.84000.org...479&pagebreak=0
อ่านเทียบพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาฯ :-
http://www.84000.org...hp?B=18&siri=29
ศึกษาอรรถกถานี้ ได้ที่ :-
http://www.84000.org...a.php?b=18&i=34
ศึกษาพระไตรปิฏกฉบับภาษาบาลี อักษรไทย :-
[34] http://www.84000.org...item=34&items=1
[34-34] http://www.84000.org...?B=18&A=34&Z=34
สารบัญพระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๘
http://www.84000.org...
0 + -

นี่คือข้อปฏิบัติที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้นะครับ แต่ช้าก่อน ถ้าคุณไม่เชื่อไม่ศรัทธาในพระพุทธเจ้าและการตรัสรู้ของพระองค์ ก็ไม่จำเป็นต้องเชื่อต้องปฏิบัติตามครับ

เพราะความเชื่อที่จะชอบ และชอบที่จะเชื่อ เป็นตัณหาทิฐิ เป็นสิทธิส่วนบุคคลครับ

กับอีกข้อปฏิบัติครับ

จาก สัพพาสวสังวรสูคร
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมที่ควรมนสิการเหล่าไหน ที่อริยสาวกมนสิการอยู่? เมื่ออริยสาวก
นั้นมนสิการธรรมเหล่าใดอยู่ กามาสวะก็ดี ภวาสวะก็ดี อวิชชาสวะก็ดี ที่ยังไม่เกิดขึ้น ย่อม
ไม่เกิดขึ้น ที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเสื่อมสิ้นไป ธรรมที่ควรมนสิการเหล่านี้ ที่อริยสาวกมนสิการอยู่
อาสวะทั้งหลายที่ยังไม่เกิดขึ้น จะไม่เกิดขึ้น และที่เกิดขึ้นแล้ว จะเสื่อมสิ้นไปแก่อริยสาวกนั้น
เพราะไม่มนสิการธรรมที่ไม่ควรมนสิการ และเพราะมนสิการธรรมที่ควรมนสิการ.
อริยสาวกนั้น ย่อมมนสิการโดยแยบคายว่า นี้ทุกข์ นี้เหตุให้เกิดทุกข์ นี้ความดับทุกข์
นี้ปฏิปทาให้ถึงความดับทุกข์ เมื่ออริยสาวกนั้นมนสิการอยู่โดยแยบคายอย่างนี้ สังโยชน์ ๓ คือ
สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ย่อมเสื่อมสิ้นไป ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาสวะเหล่านี้
เรากล่าวว่า จะพึงละได้เพราะการเห็น

อย่างที่ผมกล่าว ถ้าไม่มีศรัทธา ก็ไม่ต้องเชื่อ ไม่ต้องปฏิบัติตามคำสอนของพระองค์ครับ เพราะการละตัณหาย่อมยากที่ ความอาลัยครับ
0



#6 ผู้ใช้ออฟไลน์   อโศกะ ไอคอน

  • ตอบ 2000+
  • PipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 2230
  • สมัคร: 11/07/2007

ตอบ: 09/05/2017 - 09:34

แสดงข้อความที่โพสต์shadee [ 08/05/2017 - 14:54 ]

การปฏิบัติที่ไม่น้อมจิตไปรู้แจ้ง อริยสัจ 4 ไม่ใช้มรรคมีองค์ 8 ครับ
เพราะสัมมาทิฐิในองค์มรรค คือการรู้แจ้ง อริยสัจ 4 ก่อน
ไม่เช่นนั้นก็ไม่ใช่การปฏิบัติเพื่อพ้นทุกข์โดยสิ้นเชิง ตามที่พระพุทธองค์ตรัสรู้แล้วตรัสสอนครับ
การตรัสรู้อริยสัจ 4 โดยพบว่าทุกข์เกิดจากตัณหา 3 มีพระพุทธเจ้าองค์เดียวที่ตรัสรู้ครับ ไม่มีศาสดาคนไหนตรัสรู้ได้
การบอกว่า ใครๆก็รู้ว่า ตัณหาคือเหตุแห่งทุกข์ เป็นการดูถูกดูแคลนธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้เป็นอย่างยิ่งครับ
จะปฏิบัติธรรมที่พาให้พ้นทุกข์ ควรมีศรัทธาและเคารพในการตรัสรู้ของพระองค์ก่อนครับ

ตัณหาเป็นเหตุให้เกิดความเห็นผิด สำคัณผิด
ถ้ายังบอกว่า การเห็นผิด เป็นเหตุให้เกิดตัณหาอย่างที่คุณอโศกคอยบิดเบือนอริยสัจ 4 อยู่อย่างนี้
ไม่มีความเคารพพระธรรมเช่นนี้ ปฏิบัติอย่างไรก็ไม่เกิดผลครับ
พิจารณาด้วย ไม่ใช่ให้ผู้ปฏิบัติไม่พิจารณา ไม่ต้องน้อมจิตในกิจของอริยสัจ4 ก็เหมือนการให้อวิชาและตัณหาควบคุมจิตใจเอาไว้ตลอดกาลครับ
เมื่อไม่เห็นทุกข์ ย่อมไม่มีความเบื่อหน่ายคลายกำหนัดครับ

:10:
น่าสงสารคนที่ยึดตำราจนแน่นแต่ไม่ลงมือปฏิบัติจริงตามคำสอนในตำรา ไม่พิสูจน์ธรรม จึงทำให้เกิดอหังการ มนังการ ทิฏฐิมานะใหญ่เที่ยวดูถูกูหมิ่นใครต่อใครไปหมด ไม่เว้นแม้แต่ครูบาอาจารย์ที่ท่านสอนจากประสบการณ์ธรรมจริง โดยเห็นว่าใครพูดใครสอนใครแนะนำไม่ตรงตามข้อความในตำราหรือพระไตรปิฎก ท่านเหล่านั้นกลายเป็นผู้ไม่เคารพ ไม่เชื่อถือ ไม่ศรัทธาพระศาสดา ไม่เคารพธรรม นี้เป็นความเห็นผิดมิจฉาทิฏฐิที่ร้ายกาจยิ่งกว่าสิ่งใด เพราะอ้างพุทธวัจจนะ แต่ไม่ทำตามพุทธวัจจนะแล้วยังไปยกตนข่มท่านอีก

คนที่เข้ามาสนทนาธรรมในลานธรรมเสวนาแห่งนี้ล้วนเป็นผู้ที่ศรัทธาเลื่อมใสในคำสอนของพระพุทธเจ้าแทบทั้งสิ้น แต่มีประสบการณ์ธรรมที่ต่างกันจึงมาสนทนาหาความรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ธรรมกัน เพื่อให้ได้พบเห็นตัวอย่าง ทางเลือก และวิธีปฏิบัติต่างๆที่ดีและได้ผลจนสามารถนำไปประยุกต์ใช้ให้เกิดเป็นแนวทางเฉพาะตน เพื่อนำตนเข้าสู่มรรค ผล นิพพาน ตามทางของใครของมัน ตามเหตุปัจจัย บุญ วาสนา บารมี ที่สร้างสมมาของแต่ละท่านแต่ละคน

การสนทนาแบบมิตรด้วยจิตด้วยใจปารถนาดีมีไมตรีถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน มองและค้นหาแต่แง่ดีสิ่งที่ดีๆของกันและกัน ไม่เพ่งร้าย ให้โทษใคร
นี่จึงจะเป็นกลุ่มสนทนาธรรมที่ดี สงบร่มเย็น

การที่มีใครสักคนหนึ่งมาตั้งตนเป็นผู้ตรวจจับ วินิจฉัย วิเคราะห์ตัดสินใครต่อใครว่าผิด ว่าถูกในลานนี้โดยที่ตนเองไม่มีตำแหน่งหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ต้องถือว่าเป็นคนแส่ และพาลเพราะทำงานที่ไม่ใช่หน้าที่ของตน จึงไม่ควรทำตนเช่นนี้ในลานธรรมอันสงบสุขแห่งนี้

การตีความจับประเด็นคำสอนมาผิดๆก็เป็นอีกข้อหนึ่งที่พึงสำเหนียกระวังไว้ให้ดี

เรื่องอริยสัจ 4 นี้เป็นหัวใจของพระพุทธเจ้า เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา
คนศึกษาธรรมมาดีเขารู้ซึ่งกันทั่วแหละไม่ใช่มีแต่คุณชาดี รู้ดีอยู่เพียงคนเดียว ไม่ต้องอาจหาญไปสอนไปแนะใครหรอกครับ สอนตนเอง ระวังตนเอง เพ่งโทษตนเอง แก้ไขตนเองให้ดีๆ พัฒนากายใจตนเองให้มากขึ้นตามทฤษฎีที่ร่ำเรียนรู้มาเยอะแยะ อย่าให้เป็น "ความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด" อย่างนักปริยัติจำนวนมากๆนะครับ

สังเกตได้จากการที่มีแต่ก้อปพระไตรปิฎกมาให้คนอ่าน เรื่องประสบการณ์การปฏิบัติจริงไม่เคยเห็นเอามาพูดเสียบ้าง อย่างนี้เขาเรียกว่า "หนอนตำรา" มากกว่า "นักปฏิบัติธรรม" อย่าลืมว่าพระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญคนที่ทำปฏิบัติบูชามากกว่าคนที่ทำแต่อามิสบูชาและกล่าวสวดสรรเสริญพุทธคุณแต่ปาก ใจกลับไม่ปฏิบัติจริง
:12:

การโพสต์นี้ได้ถูกแก้ไขโดย อโศกะ: 09/05/2017 - 09:39

0



#7 ผู้ใช้ออฟไลน์   shadee ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1070
  • สมัคร: 23/07/2009

ตอบ: 09/05/2017 - 10:25

คำสอนของพระพุทธเจ้า คือ ข้อปฏิบัติ ที่พระองค์ตรัสรู้แล้วมาตรัสสอนครับ
คุณไม่ใช่โสดาบัน ย่อมไม่ชอบที่คนนำคำสอนที่ถูกต้องมาสอน

ผลการปฏิบัติที่แท้จริงที่ปรากฏให้เห็นเด่นชัดเลย
คือการเคารพพระธรรมครับ
ผลการปฏิบัติมั่วๆของคุณทำให้คุณดูถูกคำสอนของพระพุทธเจ้าครับ
ซึ่งกรรมที่คุณดูถูกคำสอนของพระพุทธเจ้านั้นแหละจะทำให้คุณไปสู่ทุขคติในปัจจุบันนี้เลยครับ
0



#8 ผู้ใช้ออฟไลน์   shadee ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1070
  • สมัคร: 23/07/2009

ตอบ: 09/05/2017 - 10:35

อยากทราบว่าใครแต่งตั้งคุณให้เป็นโสดาบันแล้วมาบิดเบือนอริยสัจ 4 ว่า ตัณหาไม่ใช่เหตุแห่งทุกข์ครับ

อริยสัจ 4 มีข้อปฏิบัติให้ละตัณหา เพราะความเห็นผิดเกิดจากตัณหา
แต่คำสอนของคุณ บอกว่า ตัณหา เกิดจากความเห็นผิด
ซึ่งไม่ตรงตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้
แล้วคุณยังมาว่าคนที่เชื่อพระพุทธเจ้ามากกว่าคุณเป็นมิจฉาทิฐิ
ผมว่ามิจฉาทิฐิในใจคุณ มิจฉาวาจาที่คอยใส่ร้ายผู้อื่นนั้นแหละจะทำลายตัวคุณเอง
ผมไม่เคยยกตนข่มท่าน คุณใส่ร้ายผม อันนี้ผมยังไม่โกรธเลย เพราะผมเคารพในธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้เพื่อนำสัตว์ออกจากวัฏฏสงสาร
คุณไม่รู้ว่าอริยสัจ 4 คือ มรรคมีองค์ 8
คุณก็ไม่ใช่โสดาบันแล้วละครับ จะให้ใครๆยอมรับว่าคุณเป็นโสดาบันได้อย่างไร ในเมื่อคุณไม่ใช่

ขอย้ำอีกครั้งนะครับ คุณอโศกไม่ใช่โสดาบัน เพราะไม่รู้ว่า
ตัณหาทำให้เกิดความเห็นผิด ซึ่งตัณหาคือเหตุแห่งทุกข์ทั้งหมด พระอรหันต์หมดแล้วซึ่งตัณหาจึงปรินิพพาน นี่คือความจริงของศาสนาพุทธครับ
0



#9 ผู้ใช้ออฟไลน์   shadee ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1070
  • สมัคร: 23/07/2009

ตอบ: 09/05/2017 - 10:38

การปฏิบัติของคุณอโศก ทำให้คุณอโศกไม่เคารพพระธรรมนี้
ผมอยากถามว่า ต้องปฏิบัติเช่นไรจึงจะมีจิตใจยกตนข่มท่านแล้วไม่เคารพในการตรัสรู้ของพระพุทเจ้าครับ
0



#10 ผู้ใช้ออฟไลน์   อโศกะ ไอคอน

  • ตอบ 2000+
  • PipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 2230
  • สมัคร: 11/07/2007

ตอบ: 10/05/2017 - 01:43

แสดงข้อความที่โพสต์shadee [ 09/05/2017 - 10:38 ]

การปฏิบัติของคุณอโศก ทำให้คุณอโศกไม่เคารพพระธรรมนี้
ผมอยากถามว่า ต้องปฏิบัติเช่นไรจึงจะมีจิตใจยกตนข่มท่านแล้วไม่เคารพในการตรัสรู้ของพระพุทเจ้าครับ

:10:
คนที่อ้างตนเหมือนเป็นผู้เคารพพระพุทธเจ้าแล้วอวดตน ยกตนข่มท่าน
กล่าวมิจฉาวาจาว่าร้ายใส่ร้ายผู้อื่นโดยไม่พิจารณาให้ดีๆนีสิ อาจจะเป็นผูร้ายตัวจริงที่ทำลายพุทธศาสนาโดยไม่รู้ตัว

เคารพ เชื่อถือ ศรัทธา ในพระพุทธเจ้า แต่กลับไม่ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า กล่าวมิจฉาวาจา ว่าร้ายให้ร้ายผู้อื่นอยู่ตลอดเวลามีหลักฐานชัดเจนอยู่ในแทบทุกกระทู้ นี่น่าจะเป็นผู้ร้ายตัวจริง หรือผู้ร้ายในคราบผู้ดี
เสียมากกว่าละกระมังครับ

อย่างเรื่องตัณหาเป็นเหตุทุกข์นี่ อโศกะก็บอกตั้งหลายครั้งหลายหนว่าเชื่อและเคารพในคำสอนของพระพุทธเจ้าข้อนี้ แต่คุณชาดีกลับไปยกมาเป็นคำกล่าวร้ายว่าไม่เชื่อไม่เคารพคำสอนของพระพุทธเจ้า

อย่างนี้มันจะหมายความว่าอย่างไร จะหมายความว่าคุณชาดีอ่านภาษาไทยไม่รู้เรื่องหรือเลือกรู้เรื่งเฉพาะทีตนชอบและมีตัณหาเท่านั้นหรือครับ

การเคารพ ศรัทธา เชื่อถือพระพุทธเจ้าจริง ต้องลงมือปฏิบัติธรรม พิสูจน์ธรรม จนได้ลิ้มชิมรสพระธรรมด้วยตนเองจึงจะใช่ ไม่ใช่การไปคัดลอกก้อปปี้ข้อธรรมมาแปะให้คนอ่านแต่ตนเองกลับไม่ปฏิบัติจริงเช่นนี้ จนแม้แต่
มิจฉาวา การว่าร้าย ให้ร้าย ใส่ความเท็จแก่ผู้อื่น เพ่งโทษผู้อื่นมากกว่าเพ่งโทษตนเช่นนี้ มิใช่ลักษณะของคนที่เคารพพระพุทธ พระธรรมหรือแม้แต่พระสงฆ์ พึงพิจารณาให้ลึกซึ้งแล้วรีบแก้ไขนะครับ

พูด แสดงแต่ธรรมะเถิด ใครจะเป็นอะไรก็เรื่องของเขา อย่าไปเอามาใส่ใจ
ให้เศร้าหมอง เดินตามทางตนไปอย่าให้ตกคลอง จะได้พ้นความมัวหมอง
และขุ่นเคือง
:33:
0



#11 ผู้ใช้ออฟไลน์   ngodngam ไอคอน

  • ตอบ 2000+
  • PipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 2348
  • สมัคร: 21/10/2009

ตอบ: 10/05/2017 - 08:55

เรียนคุณชาดี ผมรู้สึกว่าคุณชาดีมีปัญหาเรื่องการอ่านจับใจความหรือทำความเข้าใจนะครับ

ประโยคนี้ใน คห ๔ ของคุณชาดีหมายถึงใครและประโยคไหนครับ?

แสดงข้อความที่โพสต์shadee [ 08/05/2017 - 14:54 ]

การบอกว่า ใครๆก็รู้ว่า ตัณหาคือเหตุแห่งทุกข์ เป็นการดูถูกดูแคลนธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้เป็นอย่างยิ่งครับ

หมายถึงประโยคนี้ของผมในกระทู้หรือเปล่า?

แสดงข้อความที่โพสต์ngodngam [ 08/05/2017 - 05:47 ]

ดังนั้นแล้ว วิธีการนั้นไม่ใช่ว่าเราจะไปละตัณหาตรง ๆ หรือไม่ใช่ว่าพอตัณหาเกิดขึ้นแล้ว เราก็ปัดทิ้ง เพื่อละตัณหา
ถ้า "ตัณหา" มันสามารถปัดทิ้งละทิ้งได้ง่ายปานนั้นแล้ว บรรดาฤาษีในสมัยก่อนพุทธกาลก็บรรลุธรรมกันได้หมดแล้วครับ
ไม่ต้องรอให้มีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ก็ได้ เพราะเพียงแค่ตัณหาเกิดแล้วก็ปัดทิ้ง ก็บรรลุธรรมได้

ถ้าใช่แล้ว รบกวนอ่านใหม่นะครับ ผมเห็นว่ามันคนละความหมายกันกับที่คุณสรุปใน คห ๔ แบบขาวเป็นดำนะครับ
ไปไหนมา สามวาสองศอก ... คุยกันไม่มีทางรู้เรื่องครับ
ขอนอบน้อมแต่พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ด้วยเศียรเกล้า
0



#12 ผู้ใช้ออฟไลน์   shadee ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1070
  • สมัคร: 23/07/2009

ตอบ: 10/05/2017 - 09:03

พระพุทธเจ้าตรัสรู้อริยสัจ 4 ว่า ตัณหาเป็นเหตุ และทุกข์ ซึ่งคือ อุปทานขันธ์ คือ การเห็นผิดยึดมั่นขันธุ์ว่าเป็นตัวตนอคือ ทุกข์ อริยสัจ

แต่คุณอโศกบอกว่า อัตตา คือเหตุ ตัณหาคือผล
ใครที่ไม่รู้าพระศาสดาตรัสรู้อะไร จะหลงเชื่อและปฏิบัติผิดตามคุณอโศกนะครับ
หรือว่าคุณงดงามมีความเห็นประการใดครับ
รักษาพระธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้คืออริยสัจ 4 อย่างถูกต้อง
หรือให้คุณอโศกเผยแพร่ความเห็นผิดที่ตรงข้ามกับที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ไปเรื่อยๆ เพื่อทำลายพระธรรมครับ
โปรดตอบด้วยนะครับ จะได้ทราบว่าคุณงดงามมีความเห็นเช่นไร
0



#13 ผู้ใช้ออฟไลน์   ngodngam ไอคอน

  • ตอบ 2000+
  • PipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 2348
  • สมัคร: 21/10/2009

ตอบ: 10/05/2017 - 09:10

ขอตอบคุณชาดีใน คห ๑๒ นะครับ
รบกวนอ่าน "ข้อ ๓ อะไรเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหา"
ในกระทู้ "ทุกขสมุทยอริยสัจ คือ ตัณหา"

http://larndham.org/...45&#entry817745

และ "ข้อ ๔ สักกายทิฐิ และตัณหาอะไรลึกกว่ากัน" ใน คห ๑ ของกระทู้เดียวกัน ("ทุกขสมุทยอริยสัจ คือ ตัณหา") ครับ
ผมอธิบายไว้ละเอียดแล้วครับ
ขอนอบน้อมแต่พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ด้วยเศียรเกล้า
0



คำตอบต่อไป: ไม่มี
หน้า 1 จาก 1
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • กระทู้นี้ถูกล็อค

1 ผู้ใช้กำลังอ่านกระทู้นี้
0 สมาชิก, 1 ผู้เยี่ยมชม, 0 ผู้ใช้ที่ไม่ระบุชื่อ