ลานธรรมเสวนา: สังขาร เกิดจาก ตัณหา - ลานธรรมเสวนา

เข้าไปดูเนื้อหา

  • (10 หน้า)
  • +
  • « แรก
  • 7
  • 8
  • 9
  • 10
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • ท่านไม่สามารถตอบกลับกระทู้นี้ได้

สังขาร เกิดจาก ตัณหา

#0 ผู้ใช้ออฟไลน์   shadee ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1070
  • สมัคร: 23/07/2009

ตอบ: 21/03/2017 - 19:09

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๙
สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค


๙. ปาลิเลยยสูตร
ว่าด้วยการรู้เห็นที่ทำให้สิ้นอาสวะ
[๑๗๐] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ โฆสิตาราม ใกล้พระนครโกสัมพี.
ครั้งนั้นแล เป็นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาค ทรงผ้าอันตรวาสก ทรงถือบาตรและจีวร เสด็จเข้า
ไปยังพระนครโกสัมพีเพื่อบิณฑบาต ครั้นเสด็จเที่ยวบิณฑบาตในพระนครโกสัมพีแล้ว ในเวลา
ปัจฉาภัต เสด็จกลับจากบิณฑบาตแล้ว ทรงเก็บงำเสนาสนะด้วยพระองค์เอง ทรงถือบาตรและ
จีวร มิได้รับสั่งเรียกพวกภิกษุที่เป็นอุปัฏฐาก มิได้ตรัสอำลาพระภิกษุสงฆ์ พระองค์เดียวไม่มี
เพื่อนเสด็จหลีกไปสู่ที่จาริก.
[๑๗๑] ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่ง เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จไปแล้วไม่นาน ได้เข้าไป
หาท่านพระอานนท์จนถึงที่อยู่ ครั้นแล้ว ได้กล่าวกะท่านพระอานนท์ว่า มาเถอะท่านพระอานนท์
พระผู้มีพระภาคทรงเก็บงำเสนาสนะด้วยพระองค์เอง ทรงถือบาตรและจีวร มิได้ทรงรับสั่งเรียก
พวกภิกษุที่เป็นอุปัฏฐาก มิได้ตรัสอำลาพระภิกษุสงฆ์ พระองค์เดียว ไม่มีเพื่อน เสด็จไปสู่ที่
จาริก. ท่านพระอานนท์ได้ตอบว่า อาวุโส สมัยใด พระผู้มีพระภาค ทรงเก็บงำเสนาสนะ
ด้วยพระองค์เอง ทรงถือบาตรและจีวร มิได้ทรงรับสั่งเรียกพวกภิกษุที่เป็นอุปัฏฐาก มิได้ตรัส
อำลาภิกษุสงฆ์ พระองค์เดียว ไม่มีเพื่อน เสด็จหลีกไปสู่ที่จาริก สมัยนั้น พระผู้มีพระภาค
ย่อมทรงพระประสงค์ ที่จะประทับแต่พระองค์เดียว สมัยนั้น พระผู้มีพระภาค ย่อมเป็นผู้อัน
ใครๆ ไม่พึงติดตาม.
[๑๗๒] ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาค เสด็จเที่ยวจาริกไปโดยลำดับ เสด็จถึงป่าปาลิ-
*เลยยกะ. ข่าวว่า พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ โคนไม้รังอันเจริญ ในป่าปาลิเลยยกะนั้น.
ครั้งนั้นแล ภิกษุมากรูปด้วยกัน ได้เข้าไปหาท่านพระอานนท์ถึงที่อยู่ ครั้นแล้วต่างก็สนทนา
ปราศรัยกับท่านพระอานนท์ ครั้นผ่านการปราศรัย พอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว นั่ง ณ ที่ควร
ส่วนข้างหนึ่ง. ครั้นแล้ว ได้พากันกล่าวกะท่านพระอานนท์ว่า ท่านอานนท์ นานแล้ว ที่พวก
ผมได้สดับธรรมีกถาเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาค ท่านอานนท์ พวกผมปรารถนาที่จะสดับธรรมี-
*กถาเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาค. ลำดับนั้นแล ท่านพระอานนท์พร้อมกับภิกษุเหล่านั้น
พากันเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ณ โคนไม้รังอันเจริญ ในป่าปาลิเลยยกะ ครั้นแล้ว
ต่างถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. ครั้นแล้ว พระผู้มีพระภาคทรง
ยังภิกษุเหล่านั้น ให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริงด้วยธรรมีกถา.
[๑๗๓] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่ง ได้เกิดความปริวิตกแห่งใจขึ้นว่า เมื่อบุคคล
รู้อย่างไร เห็นอย่างไรหนอ อาสวะทั้งหลาย จึงสิ้นไปโดยลำดับ? พระผู้มีพระภาค ทรงทราบ
ความปริวิตกแห่งใจของภิกษุนั้น ด้วยพระทัย จึงตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า ดูกรภิกษุ
ทั้งหลาย เราแสดงธรรมด้วยการเลือกเฟ้น แสดงสติปัฏฐาน ๔ ด้วยการเลือกเฟ้น แสดง
สัมมัปปธาน ๔ ด้วยการเลือกเฟ้น แสดงอิทธิบาท ๔ ด้วยการเลือกเฟ้น แสดงอินทรีย์ ๕ ด้วย
การเลือกเฟ้น แสดงพละ ๕ ด้วยการเลือกเฟ้น แสดงโพชฌงค์ ๗ ด้วยการเลือกเฟ้น แสดง
อริยมรรคมีองค์ ๘ ด้วยการเลือกเฟ้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราได้แสดงธรรม ด้วยการเลือกเฟ้น
เช่นนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมอันเราแสดงแล้ว ด้วยการเลือกเฟ้นเช่นนี้ เออก็มีภิกษุบางรูป
ในธรรมวินัยนี้ ยังเกิดความปริวิตกแห่งใจขึ้นว่า เมื่อบุคคลรู้ได้อย่างไร เห็นอย่างไรหนอ
อาสวะทั้งหลาย จึงสิ้นไปโดยลำดับ.
[๑๗๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลรู้ได้อย่างไร เห็นอย่างไร อาสวะทั้งหลาย
ได้สดับแล้ว จึงสิ้นไปโดยลำดับ? ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้มิได้สดับแล้ว ในโลกนี้ ไม่ได้
เห็นพระอริยเจ้าทั้งหลาย ไม่ฉลาดในอริยธรรม มิได้รับแนะนำในอริยธรรม ไม่ได้เห็นสัตบุรุษ
ไม่ฉลาดในสัปปุริสธรรม ไม่ได้รับแนะนำในสัปปุริสธรรม ย่อมตามเห็นรูปโดยความเป็นตน.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็การตามเห็นดังนั้นแล เป็นสังขาร ก็สังขารนั้น มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไร
เป็นเครื่องก่อให้เกิดขึ้น มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด? ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังขาร
นั้น เกิดจากตัณหาที่เกิดขึ้น แก่ปุถุชนผู้มิได้สดับแล้ว ผู้อันความเสวยอารมณ์ที่เกิดแต่อวิชชา
สัมผัสถูกต้องแล้ว. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการฉะนี้แล แม้สังขารนั้นก็ไม่เที่ยง ปัจจัยปรุง
แต่ง อาศัยเหตุเกิดขึ้น แม้ตัณหานั้น แม้เวทนานั้น แม้ผัสสะนั้น แม้อวิชชานั้น ก็ไม่เที่ยง
อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยเหตุเกิดขึ้น. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลรู้อยู่ แม้อย่างนี้ เห็นอยู่
อย่างนี้ อาสวะทั้งหลาย ย่อมสิ้นไปโดยลำดับ.
[๑๗๕] ปุถุชน ย่อมไม่ตามเห็นรูป โดยความเป็นตนเลย แต่ว่าตามเห็นตนมีรูป
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็การตามเห็นดังนั้นเป็นสังขาร. ก็สังขารนั้นมีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็น
เครื่องก่อให้เกิดขึ้น มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด? ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังขารนั้น
เกิดจากตัณหาที่เกิดขึ้น แก่ปุถุชนผู้มิได้สดับ ผู้อันความเสวยอารมณ์ที่เกิดแต่อวิชชา สัมผัส
ถูกต้องแล้ว. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการฉะนี้แล แม้สังขารนั้น ก็ไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุง
แต่ง อันอาศัยเหตุเกิดขึ้น แม้ตัณหานั้น แม้ผัสสะนั้น แม้อวิชชานั้น ก็ไม่เที่ยง อันปัจจัย
ปรุงแต่ง อาศัยเหตุเกิดขึ้น. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลรู้อยู่ แม้อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้
อาสวะทั้งหลาย ย่อมสิ้นไปโดยลำดับ.
[๑๗๖] ปุถุชน ย่อมไม่ตามเห็นรูป โดยความเป็นตนเลย ย่อมไม่ตามเห็นตนมีรูป
แต่ว่าตามเห็นรูปในตน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็การตามเห็นดังนั้นแลเป็นสังขาร ก็สังขารนั้น มี
อะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นเครื่องก่อให้เกิดขึ้น มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด? ดูกร
ภิกษุทั้งหลาย สังขารนั้น เกิดจากตัณหาที่เกิดขึ้น แก่ปุถุชนผู้มิได้สดับ ผู้อันความเสวยอารมณ์
ที่เกิดแต่อวิชชาสัมผัสถูกต้องแล้ว. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการฉะนี้ แม้สังขารนั้นก็ไม่เที่ยง
อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยเหตุเกิดขึ้น แม้ตัณหานั้น แม้เวทนานั้น แม้ผัสสะนั้น แม้อวิชชานั้น
ก็ไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยเหตุเกิดขึ้น. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลรู้อยู่แม้อย่างนี้
เห็นอยู่อย่างนี้ อาสวะทั้งหลาย ย่อมสิ้นไปโดยลำดับ.
[๑๗๗] ปุถุชน ย่อมไม่ตามเห็นรูป โดยความเป็นตนเลย ย่อมไม่ตามเห็นตนมีรูป
ย่อมไม่ตามเห็นรูปในตน แต่ว่าตามเห็นตนในรูป. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็การตามเห็นดังนั้นแล
เป็นสังขาร ก็สังขารนั้น มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นเครื่องก่อให้เกิดขึ้น มีอะไรเป็นกำเนิด
มีอะไรเป็นแดนเกิด? ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังขารนั้นเกิดจากตัณหาที่เกิดขึ้น แก่ปุถุชนผู้มิได้สดับ
ผู้อันความเสวยอารมณ์ที่เกิดแต่อวิชชาสัมผัสถูกต้องแล้ว. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการฉะนี้
แล แม้สังขารนั้น ก็ไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยเหตุเกิดขึ้น แม้ตัณหานั้น แม้เวทนา
นั้น แม้ผัสสะนั้น แม้อวิชชานั้น ก็ไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยเหตุเกิดขึ้น. ดูกรภิกษุ
ทั้งหลาย บุคคลรู้อยู่แม้อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ อาสวะทั้งหลาย ย่อมสิ้นไปโดยลำดับ.
[๑๗๘] ปุถุชน ย่อมไม่ตามเห็นรูป โดยความเป็นตนเลย ย่อมไม่ตามเห็นตนมีรูป
ย่อมไม่ตามเห็นรูปในตน ย่อมไม่ตามเห็นตนในรูป แต่ว่าตามเห็นเวทนา โดยความเป็นตน
ฯลฯ แต่ว่าตามเห็นตนมีเวทนา ฯลฯ แต่ว่าตามเห็นเวทนาตนใน ฯลฯ แต่ว่าตามเห็นตนใน
เวทนา ฯลฯ แต่ว่าตามเห็นสัญญา โดยความเป็นตน ฯลฯ แต่ว่าตามเห็นตนมีสัญญา ฯลฯ แต่ว่า
ตามเห็นสัญญาในตน ฯลฯ แต่ว่าตามเห็นตนในสัญญา ฯลฯ แต่ว่าตามเห็นสังขาร โดยความ
เป็นตน ฯลฯ แต่ว่าตามเห็นตนมีสังขาร ฯลฯ แต่ว่าตามเห็นสังขารในตน ฯลฯ แต่ว่าตาม
เห็นตนในสังขาร ฯลฯ แต่ว่าตามเห็นวิญญาณ โดยความเป็นตน ฯลฯ แต่ว่าตามเห็นตนมี
วิญญาณ ฯลฯ แต่ว่าตามเห็นวิญญาณในตน ฯลฯ แต่ว่าตามเห็นตนในวิญญาณ. ดูกรภิกษุ
ทั้งหลาย ก็การตามเห็นดังนั้นแล เป็นสังขาร ก็สังขารนั้น มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นเครื่อง
ก่อให้เกิดขึ้น มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด? สังขารนั้น เกิดจากตัณหาที่เกิดขึ้น
แก่ปุถุชนผู้มิได้สดับ ผู้อันความเสวยอารมณ์ที่เกิดแต่อวิชชาสัมผัสถูกต้องแล้ว. ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ด้วยประการฉะนี้แล แม้สังขารนั้น ก็ไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยเหตุเกิดขึ้น แม้ตัณหานั้น
แม้เวทนานั้น แม้สัมผัสะนั้น แม้อวิชชานั้น ก็ไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยเหตุเกิดขึ้น.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลรู้อยู่แม้อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ อาสวะทั้งหลาย ย่อมสิ้นไปโดย
ลำดับ.
[๑๗๙] ปุถุชน ย่อมไม่ตามเห็นรูป โดยความเป็นตนเลย ฯลฯ ย่อมไม่ตามเห็นเวทนา
โดยความเป็นตน ฯลฯ ย่อมไม่ตามเห็นสัญญา โดยความเป็นตน ฯลฯ ย่อมไม่ตามเห็นสังขาร
โดยความเป็นตน ฯลฯ ย่อมไม่ตามเห็นวิญญาณ โดยความเป็นตน ฯลฯ แต่ว่าเป็นผู้มี
ทิฏฐิ เช่นนี้ ว่า ตนก็อันนั้น โลกก็อันนั้น เรานั้นละโลกนี้ไปแล้ว จักเป็นผู้เที่ยง ยั่งยืน
มั่นคง มีความไม่เปลี่ยนแปลงเป็นธรรม. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทิฏฐิความเห็นว่าเที่ยงเช่นนั้น
เป็นสังขาร ก็สังขารนั้น มีอะไรเป็นเหตุ ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลรู้อยู่แม้อย่างนี้
เห็นอยู่อย่างนี้ อาสวะทั้งหลาย ย่อมสิ้นไปโดยลำดับ.
[๑๘๐] ปุถุชนย่อมไม่ตามเห็นรูป โดยความเป็นตนเลย ฯลฯ ย่อมไม่ตามเห็นเวทนา
โดยความเป็นตน ฯลฯ ย่อมไม่ตามเห็นสัญญา โดยความเป็นตน ฯลฯ ย่อมไม่ตามเห็นสังขาร
โดยความเป็นตน ฯลฯ ย่อมไม่ตามเห็นวิญญาณ โดยความเป็นตน ฯลฯ เป็นผู้ไม่มีทิฏฐิ เช่นนี้
ว่า ตนก็อันนั้น โลกก็อันนั้น เรานั้นละโลกนี้ไปแล้ว จักเป็นผู้เที่ยง ยั่งยืน มั่นคง มีความ
ไม่เปลี่ยนแปลงเป็นธรรมดา แต่ว่าเป็นผู้มีทิฏฐิ เช่นนี้ว่า เราไม่พึงมี และบริขารของเราไม่พึงมี
เราจักไม่มี บริขารของเราจักไม่มี ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็มีทิฏฐิความเห็นว่าขาดสูญเช่นนั้นเป็น
สังขาร. ก็สังขารนั้น มีอะไรเป็นเหตุ ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลแม้รู้อยู่อย่างนี้ เห็น
อยู่อย่างนี้ อาสวะทั้งหลาย ย่อมสิ้นไปโดยลำดับ.
[๑๘๑] ปุถุชน ย่อมไม่ตามเห็นรูป โดยความเป็นตน ฯลฯ ย่อมไม่เห็นเวทนา
โดยความเป็นตน ฯลฯ ย่อมไม่ตามเห็นสัญญา โดยความเป็นตน ฯลฯ ย่อมไม่ตามเห็นสังขาร
โดยความเป็นตน ฯลฯ ย่อมไม่ตามเห็นวิญญาณ โดยความเป็นตน ฯลฯ เป็นผู้ไม่มีทิฏฐิ เช่นนี้
ว่า ตนก็อันนั้น โลกก็อันนั้น เรานั้นละโลกนี้ไปแล้ว จักเป็นผู้เที่ยง ยั่งยืน มั่นคง มีความ
ไม่เปลี่ยนแปลงเป็นธรรมดา และเป็นผู้ไม่มีทิฏฐิ เช่นนี้ว่า เราไม่พึงมี และบริขารของเราไม่พึง
มี เราจักไม่มี บริขารของเราจักไม่มี แต่ว่ายังเป็นผู้มีความสงสัย เคลือบแคลง ไม่แน่ใจใน
สัทธรรม. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ความเป็นผู้มีความสงสัย เคลือบแคลง ไม่แน่ใจในสัทธรรม
เช่นนั้นเป็นสังขาร. ก็สังขารนั้น มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นเครื่องก่อให้เกิดขึ้น มีอะไรเป็น
กำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด? ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังขารนั้น เกิดจากตัณหาที่เกิดขึ้น แก่ปุถุชน
ผู้มิได้สดับ ผู้อันความเสวยอารมณ์ที่เกิดแต่อวิชชาสัมผัสถูกต้อง. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ด้วย
ประการฉะนี้แล แม้สังขารนั้น ก็ไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยเหตุเกิดขึ้น แม้ตัณหานั้น
แม้เวทนานั้น แม้ผัสสะนั้น แม้อวิชชานั้น ก็ไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยเหตุเกิดนั้น.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลแม้รู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ อาสวะทั้งหลาย ย่อมสิ้นไปโดย
ลำดับ.
จบ สูตรที่ ๙.

เนื้อความพระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๗ บรรทัดที่ ๒๑๑๑ - ๒๒๒๗. หน้าที่ ๙๒ - ๙๗.
http://www.84000.org...227&pagebreak=0
อ่านเทียบพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาฯ :-
http://www.84000.org...hp?B=17&siri=81
ศึกษาอรรถกถานี้ ได้ที่ :-
http://www.84000.org....php?b=17&i=170
ศึกษาพระไตรปิฏกฉบับภาษาบาลี อักษรไทย :-
[170-181] http://www.84000.org...em=170&items=12
[170-181] http://www.84000.org...=17&A=170&Z=181
สารบัญพระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๗
http://www.84000.org...
0


  • (10 หน้า)
  • +
  • « แรก
  • 7
  • 8
  • 9
  • 10
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • ท่านไม่สามารถตอบกลับกระทู้นี้ได้

การตอบอื่นๆต่อกระทู้นี้

คำตอบก่อนหน้า: shadee - กบนอกกะลา - shadee - อโศกะ - shadee - shadee - ngodngam - shadee - ngodngam - shadee - ngodngam - กบนอกกะลา - shadee - ngodngam - อโศกะ - ngodngam - shadee - กบนอกกะลา - shadee - ngodngam - shadee - shadee - ngodngam - shadee - shadee - shadee - shadee - shadee - shadee - ngodngam - shadee - shadee - กบนอกกะลา - shadee - sssboun - sssboun - shadee - กบนอกกะลา - shadee - shadee - sssboun - shadee - ngodngam - shadee - ngodngam - อโศกะ - กบนอกกะลา - กบนอกกะลา - อโศกะ - กบนอกกะลา - shadee - ngodngam - กบนอกกะลา - อโศกะ - กบนอกกะลา - อโศกะ - กบนอกกะลา - กบนอกกะลา - อโศกะ - กบนอกกะลา - shadee - กบนอกกะลา - shadee - กบนอกกะลา - shadee - กบนอกกะลา - shadee - กบนอกกะลา - sssboun - กบนอกกะลา - กบนอกกะลา - shadee - กบนอกกะลา - shadee - sssboun - ngodngam - กบนอกกะลา - sssboun - ngodngam - sssboun - กบนอกกะลา - ngodngam - กบนอกกะลา - กบนอกกะลา - ngodngam - shadee - shadee - ngodngam - กบนอกกะลา - shadee - ngodngam - shadee - shadee - shadee - ngodngam - shadee - ngodngam - shadee - ngodngam - shadee - shadee - shadee - ngodngam - shadee - shadee - shadee - shadee - กบนอกกะลา - ngodngam - shadee - shadee - อโศกะ - กบนอกกะลา - อโศกะ - กบนอกกะลา - อโศกะ - กบนอกกะลา - ngodngam - อโศกะ - shadee - sssboun - ngodngam - sssboun - ngodngam - sssboun - shadee - กบนอกกะลา - shadee - ngodngam - shadee - อโศกะ - กบนอกกะลา - shadee - shadee - กบนอกกะลา - shadee - อโศกะ - กบนอกกะลา - อโศกะ - อโศกะ - อโศกะ - อโศกะ - กบนอกกะลา - shadee - อโศกะ - shadee - ngodngam - ngodngam - ngodngam - shadee - กบนอกกะลา - กบนอกกะลา - ngodngam - ngodngam - shadee - กบนอกกะลา - ngodngam - อโศกะ - อโศกะ - shadee -

#160 ผู้ใช้ออฟไลน์   shadee ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1070
  • สมัคร: 23/07/2009

ตอบ: 04/05/2017 - 23:07

การยึดมั่นในอัตตา มีอุปทานแล้วย่อมเกิดภพ ด้วยอำนาจของตัณหา ภวตัณหา กามตัณหา
การปฏิเสธอัตตา คิดว่าถ้าไม่มีแล้วจะดี ก็ด้วยอำนาจของ วิภาวตัณหา การยอมรับสภาพไม่เที่ยง ของขันธุ์ จึงจะเป็นการปล่อยวางความอยากอย่างแท้จริง
พระพุทธเจ้าตรัสรู้อริยสัจ4 ตัณหาคือเหตุแห่งทุกข์ พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว เป็นธรรมสูงสุดแล้ว คุณอโศกอย่าบิดเบือน และอย่าดูถูกพระพุทธเจ้าว่า คุณรู้ว่ามีอะไรลึกกว่าตัณหาที่พระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสรู้
การกระทำของคุณอโศกเป็นบาปอย่างยิ่ง เพราะเป็นการทำลายการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า โดยยกตนเหนือกว่าเพราะเห็นลึกกว่า
หวังว่าคงจะเข้าใจในสิ่งที่ผมพูดนะครับ
0



#161 ผู้ใช้ออฟไลน์   อโศกะ ไอคอน

  • ตอบ 2000+
  • PipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 2230
  • สมัคร: 11/07/2007

ตอบ: 05/05/2017 - 06:20

:115:
เพราะคิดตามตัวหนังสือจึงเป็นอย่างที่คุณชาดีเป็น

เรื่องตัณหาเป็นเหตุทุกข์นั้นผมก็รู้ตามนั้น

แต่วิธีปฏิบัติให้หมดตัณหาต่างหากที่ผมกำลังซักไซ้ไล่เรียงและชวนให้ค้นหากัน จึงได้ถามว่า ใครอยาก? เพื่อให้รู้ชัดที่ตั้งของตัณหา เมื่อตัณหาถูกทำลายที่ตั้งคือเหตุ ปัจจัยที่ทำให้เกิดตัณหาเสียแล้วตัณหาก็อยู่ไม่ได้แล้วดับไปหมดไป

ลองพิจารณาจากสังโยชน์ 10 ดูสิจะเห็นความจริงที่เป็นผลปฏิบัติว่า
ต้องทำลายสักกายทิฏฐิ ความเห็นผิดให้ได้เสียก่อนเป็นด่านแรก วิจิกิจฉาและสีลลัพพัตตปรามาสจึงดับตาม ได้ความนั่งแท่นทางธรรมเป็นโสดาบันบุคคล

ทำไมท่านจึงไม่กล่าวว่า "ต้องทำลายตัณหาให้ได้เสียก่อนสิ่งอื่นจึงจะได้ความเป็นโสดาบัน

เพราะยึดติดแน่นในคำสอนเรื่องตัณหาเป็นเหตุทุกข์คุณชาดีจึงคิดเอาเองว่าต้อทำลายตัณหาให้ได้ก่อนเป็นสำคัญ จึงขาดความเฉลียวใจว่าพระพุทธเจ้ามิได้ทรงสอนให้ชนตรงที่ตัณหาแต่กลับสอนให้ชนที่อัตตา ดังความละเอียดในอนัตตลักขณสูตร

แล้วเพราะความยึดแน่นสำคัญผิดของคุณชาดีจึงทำให้คุณบิดเบือนคำสอนหรือแต่งตำราใหม่ โดยบอกว่า โสดาบันต้องทำลายภวตัณหาและวิภวตัณหาให้ได้ก่อน ซึ่งไม่มีกล่าวไว้ที่ไหนในคำสอน จนคุณงดงามและคุณกบงงและถามหาหลักฐานอยู่ หาเจอละยังล่ะครับ

อีกอย่างหนึ่งการสนทนาธรรมก็ต้องคุยเรื่องธรรม ไม่ใช่คอยไปกล่าวใส่ร้ายใส่ความใครอยู่ตลอดระยะทางที่คุยว่าใครจะเป็นโสดาบันไม่โสดาบันหรือใครจะเชี่อคำสอนของพระพุทธเจ้าหรือไม่ เรื่องที่คุย ธรรมะที่กล่าวเขาจะแสดงเองว่าใดใช่ใดไม่ใช่ธรรมะที่พระพุทธเจ้าทรงสอน ผู้อ่านทุกท่านมีวินิจจฉัยที่ดีอยู่แล้วทุกคน อย่าไปหมิ่นประมาทท่านอย่าไปสอนบอกท่านย้ำๆไม่รู้จบ มันจะเข้าเนื้อตัวเองถ้าถูกมองกลับ ต่อไปคงเลิกว่าร้ายให้ร้ายผู้อื่นได้แล้วนะครับคุณชาดี มันเป็นมิจฉาวาจา

:37:
0



#162 ผู้ใช้ออฟไลน์   ngodngam ไอคอน

  • ตอบ 2000+
  • PipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 2348
  • สมัคร: 21/10/2009

ตอบ: 05/05/2017 - 07:19

เมื่อวันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๖๐ ในคห ๕๗ กระทู้ "มาคุยกันตรงนี้ครับ คุณอโศก" คุณชาดีประกาศว่า

แสดงข้อความที่โพสต์shadee [ 22/03/2017 - 09:01 ]

ผมขอถอนตัวไม่ยุ่งเกี่ยวกับคนหลงผิด และบิดเบือนว่าสักกายทิฐิไม่ได้เกิดจากตัญหานะครับ
กรรมใครกรรมมันครับ
ขอลาไม่สนทนากับ โสดาบันจอมปลอมอีกแล้วครับ

ผมไม่ได้ห้ามพวกท่านสนทนากันนะครับ เพียงแต่ขอยกมาเป็นข้อเตือนใจว่า
หากเราไม่แน่ใจว่าทำได้หรือไม่ ก็อย่ารีบประกาศออกมาครับ

ใน คห ๑๖๐ กระทู้นี้ คณชาดีกล่าวว่า

แสดงข้อความที่โพสต์shadee [ 04/05/2017 - 23:07 ]

พระพุทธเจ้าตรัสรู้อริยสัจ4 ตัณหาคือเหตุแห่งทุกข์ พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว เป็นธรรมสูงสุดแล้ว คุณอโศกอย่าบิดเบือน และอย่าดูถูกพระพุทธเจ้าว่า คุณรู้ว่ามีอะไรลึกกว่าตัณหาที่พระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสรู้

การที่ท่านใดจะยกปัจจยาการในปฏิจจสมุปบาทมาอธิบายว่า ตัณหาเกิดจากอะไร
มันจะเป็นการทำลายอริยสัจ ๔ ได้อย่างไรครับ :95:
ในเมื่อตัณหาเป็นองค์หนึ่งในปฏิจจสมุปบาท และปฏิจจสมุปบาทก็คือคำสอนของพระพุทธเจ้าเช่นกัน

ผมเสนอว่า หากพวกท่านหรือพวกเราเข้าใจพระธรรมคำสอนตรงไหนไม่ตรงกัน
พวกท่านหรือพวกเราก็อธิบายกัน ยกพระสูตรมาอ้างอิงกัน
แต่ไม่ใช่อยู่ ๆ คุณชาดีก็หยิบชื่อพระพุทธเจ้ามาอ้างเพื่อกล่าวตู่คนอื่นเรื่อย ๆ
เช่น อยู่ ๆ ก็ไปหาว่าคนนี้ดูถูก คนนั้นทำลาย คนโน้นบิดเบือน ฯลฯ
การที่คุณชาดีคุยในลักษณะอย่างนี้ต่างหากครับ ที่ไม่เหมาะสม และจะเป็นอกุศลกรรมแก่คุณชาดีเองนะครับ

ที่สำคัญคือคุณชาดียังไม่ได้ตอบคำถามผมใน คห ๑๕๖ ครับ
ว่าคุณชาดียืนยันความเห็นตนเองใน คห ๑๔๙ หรือไม่
ขอนอบน้อมแต่พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ด้วยเศียรเกล้า
0



#163 ผู้ใช้ออฟไลน์   shadee ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1070
  • สมัคร: 23/07/2009

ตอบ: 05/05/2017 - 09:46

คุณอโศกครับ ผมยกพระสูตรมาแล้วข้างบนว่า การเห็นผิด
เป็นสังขารเกิดจากตัณหา พระพุทธเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว ชอบแล้ว พิจารณาดูนะครับ
คุณงดงามครับ พระสูตรผมยกมาให้พิจารณาแล้ว แต่คุณอโศกไม่ยอมรับว่า การเห็นผิดเป็นสังขารเกิดจากตัณหา และใช้ความเห็นส่วนตัวอธิบายว่า ต้องทำลายอัตตาซึ่งคุณอโศกบอกว่าเป็นเหตุที่แท้จริงของตัณหา ซึ่งถกเถียงกันมาหลายเดือนก็ไม่ยอมรับตามที่พระพุทธเจ้าตรัสสอน อย่างนี้ใครใช้ความเห็นส่วนตัวครับ
0



#164 ผู้ใช้ออฟไลน์   shadee ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1070
  • สมัคร: 23/07/2009

ตอบ: 05/05/2017 - 09:51

คุณงดงามตามแก้ว่าคุณคุณ เอส มีความเห็นผิด
แต่คุณอโศก มีความเห็นว่า ตัณหาไม่ใช่เหตุความเห็นผิด ต้องละอัตตาก่อนค่อยละตัณหา ทั้งๆที่ ตัหาเป็นเหตุให้เกิดความเห็นผิด ถ้าคุณงดงามเป็นกัลยาณมิตรของคุณอโศก ควรอธิบายตามอริยสัจ4 ว่าตัณหาเป็นเหตุแห่งทุกข์ทั้งหมดให้คุณอโศกเข้าใจนะครับ
0



#165 ผู้ใช้ออฟไลน์   shadee ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1070
  • สมัคร: 23/07/2009

ตอบ: 05/05/2017 - 10:01

อนึ่ง ตัณหา 3 คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภาวตัณหา
ตือเหตุแห่งทุกข์ที่แท้จริง เป็นทุกข์สมุทัยอริยสัจจ์

แต่คุณอโศกบอกว่าไม่ต้องละตัณหา ให้ละอัตตาก่อน เพราะคุณอโศกเห็นว่า อัตตาคือเหตุแห่งตัณหา ซึ่งเป็นคำสอนที่ผิดเพี้ยนไปจากคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่ตรัสว่า การเห็นผิดเกิดจากตัณหา คุณอโศกเห็นผิดอย่างนี้ คุณงดงามก็ช่วยคุณอโศกอีก
ตกลงที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วมาสอนเรื่องอริยสัจ 4นี่ ไม่น่าเชื่อถือเลยใช่มั้ยครับ
0



#166 ผู้ใช้ออฟไลน์   ngodngam ไอคอน

  • ตอบ 2000+
  • PipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 2348
  • สมัคร: 21/10/2009

ตอบ: 05/05/2017 - 15:03

เรียนคุณชาดี หลังจากที่สนทนาในกระทู้นี้มาเดือนกว่า
ตอนนี้ ผมเข้าใจว่าผมน่าเห็นประเด็นทั้งหมดแล้วครับว่าที่เข้าใจไม่ตรงกันนั้นอยู่ตรงไหน
เดี๋ยวผมจะเปิดกระทู้ใหม่แล้วอธิบายรวดเดียวในกระทู้ใหม่นะครับ

ในระหว่างนี้ ผมช่วยยืนยันให้นะครับว่า ตัณหาเป็นสมุทัย จริง ๆ
(โดยผมจะช่วยหาพระสูตรมาอ้างในกระทู้ใหม่ให้ด้วย)
แต่ในระหว่างที่ผมยังไม่ได้เปิดกระทู้ใหม่นี้
ผมขอฝากให้คุณชาดีพิจารณาปัญหาข้อหนึ่งนะครับว่า
ตัว "ตัณหา" ที่เป็นสมุทัยเนี่ย มันเป็นต้นทาง และเกิดขึ้นมาลอย ๆ โดยไม่มีเหตุปัจจัยเลยหรือ?
การที่พระศาสนาทรงตรัสว่า "ตัณหา" เป็นสมุทัย
คุณชาดีอ่านแล้ว ก็เข้าใจว่าไม่มีเหตุหรือปัจจัยใด ๆ ที่ทำให้เกิดตัณหาขึ้นมาหรือครับ?
ด้วยความที่มันเป็นสมุทัย มันจึงต้องเป็นต้นทาง และมันเกิดขึ้นได้เองโดยไม่ต้องอิงปัจจัยใช่ไหม?

เดี๋ยวเปิดกระทู้อธิบายให้รวดเดียวนะครับ (อดใจรอหน่อยนะ)

การโพสต์นี้ได้ถูกแก้ไขโดย ngodngam: 05/05/2017 - 15:04

ขอนอบน้อมแต่พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ด้วยเศียรเกล้า
0



#167 ผู้ใช้ออฟไลน์   shadee ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1070
  • สมัคร: 23/07/2009

ตอบ: 05/05/2017 - 16:38

เรียนคุณงดงามครับ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ อริยสัจ 4 ว่า ตัณหา คือ ทุกข์สมุทัย
แล้วตรัสในพระสูตรที่ผมยกมาว่า ความเห็นผิด เกิดจากตัณหา แต่คุณอโศกบอกว่า ความเห็นผิด ไม่ได้เกิดจากตัณหา นี่คือประเด็นครับ
คุณอโศกให้ละอัตตา ไม่ต้องละตัณหา ในขณะที่พระสูตรตัดว่า การเห็นผิดเกิดจากตัณหา เป็นคำสอนที่ผิดครับ
เพราะการเห็นผิด เกิดจากตัณหา ยิ่งสักกายทิฐิสังโยชน์ก็คือตัณหาด้วยตัวมันเองอยู่แล้ว ที่คุณอโศกบอกไม่ต้องละตัณหา
เป็นความคิดเห็นของตนเอง และเป็นความเห็นผิดที่ขัดกับคำสอนของพระพุทธเจ้าครับ นี่คือประเด็นครับ
ยังไม่นับการอวดอ้างว่าบรรลุธรรมแล้วในกระทู้อื่นๆ ต้องยอมรับว่าไม่มีใครแก้ความเห็นผิดอันนี้ได้เลยครับ
0



#168 ผู้ใช้ออฟไลน์   shadee ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1070
  • สมัคร: 23/07/2009

ตอบ: 05/05/2017 - 16:42

พระศาสดาตรัสรู้ อริยสัจ4 และปฏิจสมุปบาทธรรม
อวิชา และ ตัณหา เป็นปัจจัยซึ่งกันและกัน

อวิชาสังโยชน์ เป็นตัณหาครับ ผมขอยืนยันจากที่พระพุทธองค์ ตรัสไว้ว่า สังโยชน์ คือตัณหาครับ
ถ้าคุณงดงามเห็นว่า สังโยชน์ ไม่ใช่ตัณหา ผมขอหลักฐานด้วยครับ ว่าพระพุทธเจ้าตรัสว่า สังโยชน์ ไม่ใช่ตัณหา
0



#169 ผู้ใช้ออฟไลน์   ngodngam ไอคอน

  • ตอบ 2000+
  • PipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 2348
  • สมัคร: 21/10/2009

ตอบ: 05/05/2017 - 17:27

แสดงข้อความที่โพสต์shadee [ 05/05/2017 - 16:42 ]

ถ้าคุณงดงามเห็นว่า สังโยชน์ ไม่ใช่ตัณหา ผมขอหลักฐานด้วยครับ ว่าพระพุทธเจ้าตรัสว่า สังโยชน์ ไม่ใช่ตัณหา

คห ๑๖๖ ของผมไม่มีคำว่า "สังโยชน์" สักคำ
ที่คุณชาดีสรุปในคห ๑๖๘ ว่าผมเห็นอย่างนี้ ขอเรียนถามเอามาจากไหนครับ?

อนึ่ง ผมเคยถามคุณชาดีเรื่อง "สังโยชน์" ก็จริง ซึ่งผมก็ถามว่าคุณชาดีหมายถึง "สังโยชน์" ตัวไหน
แต่ผมยังไม่เคยบอกเลยว่า ผมเห็นว่าสังโยชน์ไม่ใช่ตัณหา กรุณาอย่ากล่าวตู่มั่วซั่วนะครับ

ที่สำคัญคือ คุณชาดีก็ยังไม่รู้เลยว่าผมจะอธิบายว่าคุณชาดีเข้าใจผิดตรงไหน ก็ใจเย็น ๆ รอหน่อยครับ
ถ้าผมอธิบายผิดแล้ว ค่อยไปแย้งผมในกระทู้ก็ได้นะครับว่า ผมอธิบายผิดอย่างไร
ขอนอบน้อมแต่พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ด้วยเศียรเกล้า
0



#170 ผู้ใช้ออฟไลน์   อโศกะ ไอคอน

  • ตอบ 2000+
  • PipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 2230
  • สมัคร: 11/07/2007

ตอบ: 07/05/2017 - 07:21

แสดงข้อความที่โพสต์shadee [ 05/05/2017 - 16:38 ]

เรียนคุณงดงามครับ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ อริยสัจ 4 ว่า ตัณหา คือ ทุกข์สมุทัย
แล้วตรัสในพระสูตรที่ผมยกมาว่า ความเห็นผิด เกิดจากตัณหา แต่คุณอโศกบอกว่า ความเห็นผิด ไม่ได้เกิดจากตัณหา นี่คือประเด็นครับ
คุณอโศกให้ละอัตตา ไม่ต้องละตัณหา ในขณะที่พระสูตรตัดว่า การเห็นผิดเกิดจากตัณหา เป็นคำสอนที่ผิดครับ
เพราะการเห็นผิด เกิดจากตัณหา ยิ่งสักกายทิฐิสังโยชน์ก็คือตัณหาด้วยตัวมันเองอยู่แล้ว ที่คุณอโศกบอกไม่ต้องละตัณหา
เป็นความคิดเห็นของตนเอง และเป็นความเห็นผิดที่ขัดกับคำสอนของพระพุทธเจ้าครับ นี่คือประเด็นครับ
ยังไม่นับการอวดอ้างว่าบรรลุธรรมแล้วในกระทู้อื่นๆ ต้องยอมรับว่าไม่มีใครแก้ความเห็นผิดอันนี้ได้เลยครับ

:102:
นี่คือตัวอย่างของการกล่าวตู่และใสร้ายอันเป็นนิสัยที่ชัดเจนของคุณชาดีนะครับ โปรดสังเกต

คุณอโศกให้ละอัตตา ไม่ต้องละตัณหา

อันนี้ก็โกหกนะครับ ทำไมไม่คัดลอกมาให้ครบ เพราะผมบอกว่า
อัตตาดับ ตัณหาก็เกิดไม่ได้หรือดับตาม

มีอีกหลายท่อนแล้วจะมาคุยต่อนะครับ
0



#171 ผู้ใช้ออฟไลน์   shadee ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1070
  • สมัคร: 23/07/2009

ตอบ: 07/05/2017 - 11:33

[๑๗๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลรู้ได้อย่างไร เห็นอย่างไร อาสวะทั้งหลาย
ได้สดับแล้ว จึงสิ้นไปโดยลำดับ? ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้มิได้สดับแล้ว ในโลกนี้ ไม่ได้
เห็นพระอริยเจ้าทั้งหลาย ไม่ฉลาดในอริยธรรม มิได้รับแนะนำในอริยธรรม ไม่ได้เห็นสัตบุรุษ
ไม่ฉลาดในสัปปุริสธรรม ไม่ได้รับแนะนำในสัปปุริสธรรม ย่อมตามเห็นรูปโดยความเป็นตน.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็การตามเห็นดังนั้นแล เป็นสังขาร ก็สังขารนั้น มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไร
เป็นเครื่องก่อให้เกิดขึ้น มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด? ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังขาร
นั้น เกิดจากตัณหาที่เกิดขึ้น แก่ปุถุชนผู้มิได้สดับแล้ว ผู้อันความเสวยอารมณ์ที่เกิดแต่อวิชชา
สัมผัสถูกต้องแล้ว. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการฉะนี้แล แม้สังขารนั้นก็ไม่เที่ยง ปัจจัยปรุง
แต่ง อาศัยเหตุเกิดขึ้น แม้ตัณหานั้น แม้เวทนานั้น แม้ผัสสะนั้น แม้อวิชชานั้น ก็ไม่เที่ยง
อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยเหตุเกิดขึ้น. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลรู้อยู่ แม้อย่างนี้ เห็นอยู่
อย่างนี้ อาสวะทั้งหลาย ย่อมสิ้นไปโดยลำดับ.

พระพุทธเจ้าทรงให้ละตัณหาที่ก่อให้เกิดความเห็นผิดครับ

จากมหานิทานสูคร

ดูกรอานนท์ เวทนาแม้ที่เป็นสุขก็ดี แม้ที่เป็นทุกข์ก็ดี แม้ที่เป็นอทุกขม-
*สุขก็ดี ล้วนไม่เที่ยง เป็นเพียงปัจจัยปรุงแต่งขึ้น มีความสิ้นความเสื่อม ความ-
*คลาย และความดับไปเป็นธรรมดา เมื่อเขาเสวยสุขเวทนา ย่อมมีความเห็นว่า
นี้เป็นอัตตาของเรา ต่อสุขเวทนาอันนั้นดับไป จึงมีความเห็นว่า อัตตาของเรา
ดับไปแล้ว เมื่อเสวยทุกขเวทนา ย่อมมีความเห็นว่า นี้เป็นอัตตาของเรา ต่อ
ทุกขเวทนาอันนั้นแลดับไป จึงมีความเห็นว่า อัตตาของเราดับไปแล้ว เมื่อเสวย
อทุกขมสุขเวทนา ย่อมมีความเห็นว่า นี้เป็นอัตตาของเรา ต่ออทุกขมสุขเวทนา
อันนั้นแลดับไป จึงมีความเห็นว่า อัตตาของเราดับไปแล้ว ผู้ที่กล่าวอย่างนี้ว่า
เวทนาเป็นอัตตาของเรานั้น เมื่อเล็งเห็นอัตตา ย่อมเล็งเห็นเวทนาอันไม่เที่ยง
เกลื่อนกล่นไปด้วยสุขและทุกข์ มีความเกิดขึ้นและเสื่อมไปเป็นธรรมดา เป็น
อัตตาในปัจจุบันเท่านั้น เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ ข้อนี้จึงยังไม่ควรที่จะ
เล็งเห็นว่า เวทนาเป็นอัตตาของเรา แม้ด้วยคำดังกล่าวแล้วนี้ ผู้ที่กล่าวอย่างนี้ว่า
ถ้าเวทนาไม่เป็นอัตตาของเราแล้ว อัตตาของเราก็ไม่ต้องเสวยเวทนา เขาจะพึง
ถูกซักอย่างนี้ว่า ในรูปขันธ์ล้วนๆ ก็ยังมิได้มีความเสวยอารมณ์อยู่ทั้งหมด ใน
รูปขันธ์นั้น ยังจะเกิดอหังการว่าเป็นเราได้หรือ ฯ
ไม่ได้ พระเจ้าข้า ฯ
เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ ข้อนี้จึงยังไม่ควรที่จะเล็งเห็นว่า ถ้าเวทนา
ไม่เป็นอัตตาของเราแล้ว อัตตาของเราก็ไม่ต้องเสวยเวทนา แม้ด้วยคำดังกล่าว
แล้วนี้ ส่วนผู้ที่กล่าวอย่างนี้ว่า เวทนาไม่เป็นอัตตาของเราเลย อัตตาของเราไม่
ต้องเสวยเวทนาก็ไม่ใช่ อัตตาของเรายังต้องเสวยเวทนาอยู่ เพราะว่า อัตตาของ
เรามีเวทนาเป็นธรรมดา เขาจะพึงถูกซักอย่างนี้ว่า อาวุโส ก็เพราะเวทนาจะต้อง
ดับไปทั้งหมดทั้งสิ้น ไม่เหลือเศษ เมื่อเวทนาไม่มีโดยประการทั้งปวง เพราะ
เวทนาดับไป ยังจะเกิดอหังการว่า เป็นเราได้หรือ ในเมื่อขันธ์นั้นๆ ดับ
ไปแล้ว ฯ
ไม่ได้ พระเจ้าข้า ฯ
เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ ข้อนี้จึงยังไม่ควรที่จะเล็งเห็นว่า เวทนา
ไม่เป็นอัตตาของเราแล้ว อัตตาของเราไม่ต้องเสวยเวทนาเลยก็ไม่ใช่ อัตตาของ
เรายังต้องเสวยเวทนาอยู่ เพราะว่า อัตตาของเรามีเวทนาเป็นธรรมดา แม้ด้วยคำ
ดังกล่าวแล้วนี้ ฯ
[๖๔] ดูกรอานนท์ คราวใดเล่า ภิกษุไม่เล็งเห็นเวทนาเป็นอัตตา ไม่
เล็งเห็นอัตตาว่าไม่ต้องเสวยเวทนาก็ไม่ใช่ ไม่เล็งเห็นว่าอัตตายังต้องเสวยเวทนา
อยู่ เพราะว่า อัตตาของเรามีเวทนาเป็นธรรมดา ภิกษุนั้น เมื่อเล็งเห็นอยู่อย่างนี้
ย่อมไม่ยึดมั่นอะไรๆ ในโลก และเมื่อไม่ยึดมั่น ย่อมไม่สะทกสะท้าน เมื่อไม่
สะทกสะท้านย่อมปรินิพพานได้เฉพาะตน ทั้งรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์
อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี อานนท์
ผู้ใดกล่าวอย่างนี้ว่า ทิฐิว่าเบื้องหน้าแต่ตาย สัตว์ยังมีอยู่ ว่าเบื้องหน้าแต่ตาย
สัตว์ไม่มีอยู่ ว่าเบื้องหน้าแต่ตาย สัตว์มีอยู่ด้วย ไม่มีอยู่ด้วย ว่าเบื้องหน้าแต่ตาย
สัตว์มีอยู่ก็หามิได้ ไม่มีอยู่ก็หามิได้ ดังนี้ กะภิกษุผู้หลุดพ้นแล้วอย่างนี้ การ
กล่าวของบุคคลนั้นไม่สมควร ฯ
ข้อนั้น เพราะเหตุไร
ดูกรอานนท์ ชื่อ ทางแห่งชื่อ ทางแห่งนิรุติ บัญญัติ ทางแห่งบัญญัติ
การแต่งตั้ง ทางที่กำหนดรู้ด้วยปัญญา วัฏฏะยังเป็นไปอยู่ตราบใด วัฏฏสงสาร
ยังคงหมุนเวียนอยู่ตราบนั้น เพราะรู้ยิ่ง วัฏฏสงสารนั้น ภิกษุจึงหลุดพ้น ข้อที่มี
ทิฐิว่า ใครๆ ย่อมไม่รู้ ย่อมไม่เห็นภิกษุผู้หลุดพ้น เพราะรู้ยิ่งวัฏฏสงสารนั้น
นั้นไม่สมควร ฯ
0



#172 ผู้ใช้ออฟไลน์   shadee ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1070
  • สมัคร: 23/07/2009

ตอบ: 07/05/2017 - 11:39

[๗๐๒] ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ก็ทุกขสมุทัยอริยสัจเป็นไฉน ได้แก่
ตัณหาที่นำไปสู่ภพใหม่ สหรคตด้วยความกำหนัด ด้วยอำนาจความยินดี อันมี
ความเพลิดเพลินในอารมณ์นั้นๆ คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา
นี้เรียกว่า ทุกขสมุทัยอริยสัจ ฯ
[๗๐๓] ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ก็ทุกขนิโรธอริยสัจเป็นไฉน ได้แก่
ความดับด้วยอำนาจคลายกำหนัดไม่มีส่วนเหลือ ความสละ ความสลัดคืน ความ
ปล่อย ความไม่มีอาลัย ซึ่งตัณหานั้นนั่นแล นี้เรียกว่า ทุกขนิโรธอริยสัจ ฯ
[๗๐๔] ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ก็ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ
เป็นไฉน ได้แก่ มรรคมีองค์ ๘ อันประเสริฐนี้แล ซึ่งมีดังนี้ (๑) สัมมาทิฐิ
(๒) สัมมาสังกัปปะ (๓) สัมมาวาจา (๔) สัมมากัมมันตะ (๕) สัมมาอาชีวะ
(๖) สัมมาวายามะ (๗) สัมมาสติ (๘) สัมมาสมาธิ ฯ
ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ก็สัมมาทิฐิเป็นไฉน ได้แก่ ความรู้ในทุกข์
ความรู้ในทุกขสมุทัย ความรู้ในทุกขนิโรธ ความรู้ในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา
นี้เรียกว่าสัมมาทิฐิ ฯ





เนื้อความพระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๔ บรรทัดที่ ๙๐๒๙ - ๙๑๖๐. หน้าที่ ๓๘๑ - ๓๘๖.
http://www.84000.org...160&pagebreak=0
ศึกษาอรรถกถานี้ ได้ที่ :-
http://www.84000.org....php?b=14&i=698
สารบัญพระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๔
http://www.84000.org...


[๗๐๒] ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ก็ทุกขสมุทัยอริยสัจเป็นไฉน ได้แก่
ตัณหาที่นำไปสู่ภพใหม่ สหรคตด้วยความกำหนัด ด้วยอำนาจความยินดี อันมี
ความเพลิดเพลินในอารมณ์นั้นๆ คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา
นี้เรียกว่า ทุกขสมุทัยอริยสัจ ฯ
0



#173 ผู้ใช้ออฟไลน์   shadee ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1070
  • สมัคร: 23/07/2009

ตอบ: 07/05/2017 - 11:52

ความเห็นผิดยึดมั่นอัตตา เกิด จากตัณหา ต้องละตัณหา จึงจะละความเห็นผิดได้ แต่คุณอโศกให้ละความเห็นผิดก่อนละตัณหา เป็นการปฏิบัติที่ผิด ไม่ตรงกับ อริยสัจ 4 ซึ่งตรัสว่า ตัณหา คือ เหตุแห่งทุกข์ครับ

คุณอโศกยังละ สักกายทิฐิสังโยชน์ไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่า สังโยชน์ เป็นตัณหาละเอียด ก็ทึกทักเอาเองว่า ความเห็นผิดที่ยึดมั่นเป็นตัวตนนั้นเกิดขึ้นมาเองลอยๆ โดยไม่มีสาเหตุ ถ้าละอัตตาได้ ตัณหาก็จะไม่เกิด

คุณเห็นว่า การยึดมั่นว่าเป็นอัตตาไม่ใช่ตัณหา นั่นเพราะคุณยังปฏิบัติไม่ถึงนั้นเอง สังเกตุง่ายๆ ตุณอโศกมีปมด้วยว่า ถ้าใครมาบอกว่าคุณอโศกไม่ใช่โสดาบัน คุณอโศกจะโกรธแล้วไปใส่ร้ายเขาว่า อิจฉาริษยา

คุณอโศกดูตัวเองบ้างนะครับ ว่าคุณเกิดความรู้สึกว่ามีคนคอยริษยาคุณหนะ เพราะคุณคอยแต่จะอิจฉาริษยาผู้อื่นนั้นเอง

ผมไม่เคยอิจฉาริษยาใครเลย ด้วยสัจจบารมีนี้ ขอให้ผู้ที่กล่าวเท็จ จงละความเห็นผิดนั้นด้วย
0



#174 ผู้ใช้ออฟไลน์   shadee ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1070
  • สมัคร: 23/07/2009

ตอบ: 07/05/2017 - 12:41

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๘ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๐
สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค


สัปปายสูตรที่ ๑
[๓๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงข้อปฏิบัติอันเป็นที่สบายแก่การ
เพิกถอนซึ่งความสำคัญสิ่งทั้งปวงด้วยตัณหา มานะ และทิฐิแก่เธอทั้งหลาย เธอ
ทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจให้ดี ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ข้อปฏิบัติอันเป็นที่สบายแก่
การเพิกถอนซึ่งความสำคัญ สิ่งทั้งปวงด้วยตัณหา มานะและทิฐิเป็นไฉน ดูกร
ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในศาสนานี้ ย่อมไม่สำคัญซึ่งจักษุ ... ในจักษุ ... แต่จักษุ ... ว่า
จักษุของเรา ย่อมไม่สำคัญรูป ... ย่อมไม่สำคัญซึ่งจักษุวิญญาณ ... ย่อมไม่สำคัญ
ซึ่งจักษุสัมผัส ... ย่อมไม่สำคัญซึ่งสุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา
ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย ... ในเวทนานั้น ... แต่เวทนานั้น ... ว่า เวทนา
นั้นเป็นของเรา ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะสิ่งใดที่ตนสำคัญไว้ เป็นที่ให้สำคัญ
เป็นแดนให้สำคัญ เป็นเหตุให้สำคัญว่า เป็นของเรา สิ่งนั้นล้วนเป็นอื่นออกไป
จากที่สำคัญนั้น คือ สัตว์ในภพก็มีความเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างอื่น สัตว์โลก
ย่อมเพลิดเพลินเฉพาะภพเท่านั้น ฯลฯ ย่อมไม่สำคัญซึ่งใจ ... ในใจ ... แต่ใจ ... ว่า
ใจของเรา ย่อมไม่สำคัญซึ่งธรรมารมณ์ ... ในธรรมารมณ์ ... แต่ธรรมารมณ์ ... ว่า
ธรรมารมณ์ของเรา ย่อมไม่สำคัญซึ่งมโนวิญญาณ... ในมโนวิญญาณ ... แต่มโน
วิญญาณ ... ว่า มโนวิญญาณของเรา ย่อมไม่สำคัญซึ่งมโนสัมผัส ... ในมโนสัมผัส ...
แต่มโนสัมผัส ... ว่า มโนสัมผัสของเรา ย่อมไม่สำคัญซึ่งสุขเวทนา ทุกขเวทนา
หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย... ในเวทนานั้น...
แต่เวทนานั้น ... ว่า เวทนานั้นเป็นของเรา ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลนั้นย่อมไม่
สำคัญซึ่งขันธ์ ธาตุและอายตนะ... ในขันธ์ ธาตุและอายตนะ... แต่ขันธ์ ธาตุ
และอายตนะ ... ว่า ขันธ์ ธาตุและอายตนะเป็นของเรา บุคคลผู้ไม่สำคัญอยู่
อย่างนี้ ย่อมไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก เมื่อไม่ถือมั่น ย่อมไม่สะดุ้งกลัว เมื่อไม่
สะดุ้งกลัว ย่อมปรินิพพานได้เฉพาะตนทีเดียว รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์
อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ดังนี้
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อันนี้แล คือ ข้อปฏิบัติอันเป็นที่สบายแก่การเพิกถอนซึ่งความ
สำคัญสิ่งทั้งปวงด้วยตัณหา มานะและทิฐิ ฯ
จบสูตรที่ ๙

เนื้อความพระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๘ บรรทัดที่ ๔๕๓ - ๔๗๙. หน้าที่ ๒๑ - ๒๒.
http://www.84000.org...479&pagebreak=0
อ่านเทียบพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาฯ :-
http://www.84000.org...hp?B=18&siri=29
ศึกษาอรรถกถานี้ ได้ที่ :-
http://www.84000.org...a.php?b=18&i=34
ศึกษาพระไตรปิฏกฉบับภาษาบาลี อักษรไทย :-
[34] http://www.84000.org...item=34&items=1
[34-34] http://www.84000.org...?B=18&A=34&Z=34
สารบัญพระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๘
http://www.84000.org...
0



#175 ผู้ใช้ออฟไลน์   อโศกะ ไอคอน

  • ตอบ 2000+
  • PipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 2230
  • สมัคร: 11/07/2007

ตอบ: 08/05/2017 - 05:58

:79:
อนุโมทนาสาธุกับความเพียรของคุณชาดีที่ไปค้นคว้าคัดลอกข้อธรรม จากคัมภีร์มาให้ศึกษาและพิจารณา

ด้วยความสัจจริงเช่นกัน ผมไม่เคยโกรธเลยเรื่องที่คุณชาดีมาให้ร้ายว่าร้าย
เรื่องโสดาบัน ไม่ใช่โสดาบัน เชื่อไม่เชื่อพระพุทธเจ้า ฯลฯ
มีแต่ความเอ็นดู สงสาร และขำนิดๆ ยิ้มน้อยๆในดวงใจ
ขุ่นนิดๆอาจมีบ้างเป็นบางครั้งแต่กลับชอบใจว่าเออ! นี่เรากำลังได้รับการทดสอบและเป็นโอกาสดีที่จะได้พัฒนาจิตใจตนให้ยิ่งขึ้นไป ผมได้รับประโยชน์ในการปฏิบัติธรรมทุกครั้งที่มีสิ่งมาขัดใจ (ขัด=ทำให้ขาวสะอาด
สวย เงา วาววามยิ่งขึ้น)

คุณชาดีศึกษาปริยัติมาดีมีความรู้มากและคิดว่าถูกต้องเช่นนี้ แล้วภาคปฏิบัติเป็นยังไงบ้างครับ พอจะคุยกันบ้างได้ไหม อย่างเช่น

เวลาใจอยากเกิดขึ้นคุณชาดีทำยังไงลองเล่าให้ฟังหน่อยได้ไหมครับ?

ความรู้ตามตำราว่า ตัณหาเป็นเหตุต้นของทุกสิ่งทุกอย่าง แม้แต่อวิชชาซึ่งเป็นต้นของปฏิจจสมุปบาทหรือปัจจัยการนี้ มาช่วยให้คุณชาดีถอนตัณหาออกจากจิตใจได้อย่างไรเวลาตัณหามันเกิดขึ้นในใจของคุณชาดีจริงๆ

ในการปฏิบัติธรรม คุณชาดีมีจุดหมายการปฏิบัติคือการถอนตัณหาโดยตรงเลย หรือทำอย่างไร เอาของจริงนะครับ ไม่ใช่คัดลอกคำแปลพุทธพจน์มาแปะให้อ่านและทำความเข้าใจกันเอาเองนะครับ

เป็นสิ่งที่น่าสนใจใคร่รู้จริงๆว่านักปริยัติที่เก่งๆเขาปฏิบัติธรรมกันอย่างไร
ขอบคุณมากครับ
:82:
0



#176 ผู้ใช้ออฟไลน์   ngodngam ไอคอน

  • ตอบ 2000+
  • PipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 2348
  • สมัคร: 21/10/2009

ตอบ: 08/05/2017 - 06:25

ใน คห ๒ ของกระทู้นี้ ผมบอกว่า

แสดงข้อความที่โพสต์ngodngam [ 25/03/2017 - 09:41 ]

ผมอ่านหลายกระทู้แบบผ่าน ๆ แล้ว เข้าใจว่ามี ๒ ประเด็นใหญ่ ๆ นะครับคือ
๑. สักกายทิฐิสังโยชน์เกิดเพราะตัณหา หรือไม่?
๒. ในการปฏิบัติธรรมที่ถูกต้อง เราต้องละตัณหาก่อน หรือละสักกายทิฐิสังโยชน์ก่อน?

ผมขอร่วมสนทนาในประเด็นแรกก่อนนะครับ
ส่วนประเด็นที่สองนี้ ผมขอละไว้ก่อน แล้วจะค่อยย้อนกลับมาสนทนาทีหลังครับ

เพราะถ้าประเด็นแรกไม่จบ แล้วไปคุยประเด็นที่สอง ก็จะยิ่งสับสนครับ

ต่อมาใน คห ๑๖๖ ของกระทู้นี้ ผมบอกว่า

แสดงข้อความที่โพสต์ngodngam [ 05/05/2017 - 15:03 ]

เดี๋ยวเปิดกระทู้อธิบายให้รวดเดียวนะครับ (อดใจรอหน่อยนะ)

ผมจัดให้ตามที่ได้สัญญาไว้แล้วนะครับ เปิดให้ ๒ กระทู้ครับ (ซึ่งใน ๒ กระทู้ดังกล่าวได้อธิบายถึง ๒ ประเด็นใน คห ๒ ของกระทู้นี้ด้วย) ดังต่อไปนี้

ทุกขสมุทยอริยสัจ คือ ตัณหา
http://larndham.org/...51&#entry817651

วิธีการปฏิบัติธรรมเพื่อละตัณหา
http://larndham.org/..._0&#entry817647

ดังนั้น ผมไม่มีอะไรค้างสำหรับกระทู้นี้แล้วนะครับ :33:

การโพสต์นี้ได้ถูกแก้ไขโดย ngodngam: 08/05/2017 - 06:26

ขอนอบน้อมแต่พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ด้วยเศียรเกล้า
0



#177 ผู้ใช้ออฟไลน์   กบนอกกะลา ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1174
  • สมัคร: 03/05/2009

ตอบ: 08/05/2017 - 06:37

แสดงข้อความที่โพสต์shadee [ 07/05/2017 - 11:33 ]

[๑๗๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลรู้ได้อย่างไร เห็นอย่างไร อาสวะทั้งหลาย
ได้สดับแล้ว จึงสิ้นไปโดยลำดับ? ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้มิได้สดับแล้ว ในโลกนี้ ไม่ได้
เห็นพระอริยเจ้าทั้งหลาย ไม่ฉลาดในอริยธรรม มิได้รับแนะนำในอริยธรรม ไม่ได้เห็นสัตบุรุษ
ไม่ฉลาดในสัปปุริสธรรม ไม่ได้รับแนะนำในสัปปุริสธรรม ย่อมตามเห็นรูปโดยความเป็นตน.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็การตามเห็นดังนั้นแล เป็นสังขาร ก็สังขารนั้น มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไร
เป็นเครื่องก่อให้เกิดขึ้น มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด? ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังขาร
นั้น เกิดจากตัณหาที่เกิดขึ้น แก่ปุถุชนผู้มิได้สดับแล้ว ผู้อันความเสวยอารมณ์ที่เกิดแต่อวิชชา
สัมผัสถูกต้องแล้ว.


ดูกรภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการฉะนี้แล แม้สังขารนั้นก็ไม่เที่ยง ปัจจัยปรุง
แต่ง อาศัยเหตุเกิดขึ้น แม้ตัณหานั้น แม้เวทนานั้น แม้ผัสสะนั้น แม้อวิชชานั้น ก็ไม่เที่ยง
อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยเหตุเกิดขึ้น. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลรู้อยู่ แม้อย่างนี้ เห็นอยู่
อย่างนี้ อาสวะทั้งหลาย ย่อมสิ้นไปโดยลำดับ.


อนุโมทนาสาธุ...ที่ยกพระธรรมมาให้ได้อ่าน..นะครับ
:09: :09: :09:

หากทำความรู้สึกตามรู้อย่างที่พระองค์ตรัส...ได้...ก็จะดียิ่งนะครับ..

การโพสต์นี้ได้ถูกแก้ไขโดย กบนอกกะลา: 08/05/2017 - 06:38

0



#178 ผู้ใช้ออฟไลน์   กบนอกกะลา ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1174
  • สมัคร: 03/05/2009

ตอบ: 08/05/2017 - 06:42

คุณชาดี...ยกมาว่า..

อ้างอิง

[๖๔] ดูกรอานนท์ คราวใดเล่า ภิกษุไม่เล็งเห็นเวทนาเป็นอัตตา ไม่
เล็งเห็นอัตตาว่าไม่ต้องเสวยเวทนาก็ไม่ใช่ ไม่เล็งเห็นว่าอัตตายังต้องเสวยเวทนา
อยู่ เพราะว่า อัตตาของเรามีเวทนาเป็นธรรมดา ภิกษุนั้น เมื่อเล็งเห็นอยู่อย่างนี้
ย่อมไม่ยึดมั่นอะไรๆ ในโลก และเมื่อไม่ยึดมั่น ย่อมไม่สะทกสะท้าน เมื่อไม่
สะทกสะท้านย่อมปรินิพพานได้เฉพาะตน ทั้งรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์
อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี


:09: :09: :09:
0



#179 ผู้ใช้ออฟไลน์   shadee ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1070
  • สมัคร: 23/07/2009

ตอบ: 08/05/2017 - 13:43

ธรรมะของพระพุทธองค์สูงยิ่งครับ
ท่านบำเพ็ญเพียรเพื่อตรัสรู้แล้วตรัสสอนให้เวไนยสัตว์พ้นทุกข์
ขอกราบสำนักในพระมหากรุณธิคุณขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นครับ
0



คำตอบต่อไป: กบนอกกะลา - shadee - กบนอกกะลา - shadee - shadee - shadee - อโศกะ -
  • (10 หน้า)
  • +
  • « แรก
  • 7
  • 8
  • 9
  • 10
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • ท่านไม่สามารถตอบกลับกระทู้นี้ได้

1 ผู้ใช้กำลังอ่านกระทู้นี้
0 สมาชิก, 1 ผู้เยี่ยมชม, 0 ผู้ใช้ที่ไม่ระบุชื่อ