ลานธรรมเสวนา: สังขาร เกิดจาก ตัณหา - ลานธรรมเสวนา

เข้าไปดูเนื้อหา

  • (10 หน้า)
  • +
  • « แรก
  • 6
  • 7
  • 8
  • 9
  • 10
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • ท่านไม่สามารถตอบกลับกระทู้นี้ได้

สังขาร เกิดจาก ตัณหา

#0 ผู้ใช้ออฟไลน์   shadee ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1070
  • สมัคร: 23/07/2009

ตอบ: 21/03/2017 - 19:09

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๙
สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค


๙. ปาลิเลยยสูตร
ว่าด้วยการรู้เห็นที่ทำให้สิ้นอาสวะ
[๑๗๐] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ โฆสิตาราม ใกล้พระนครโกสัมพี.
ครั้งนั้นแล เป็นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาค ทรงผ้าอันตรวาสก ทรงถือบาตรและจีวร เสด็จเข้า
ไปยังพระนครโกสัมพีเพื่อบิณฑบาต ครั้นเสด็จเที่ยวบิณฑบาตในพระนครโกสัมพีแล้ว ในเวลา
ปัจฉาภัต เสด็จกลับจากบิณฑบาตแล้ว ทรงเก็บงำเสนาสนะด้วยพระองค์เอง ทรงถือบาตรและ
จีวร มิได้รับสั่งเรียกพวกภิกษุที่เป็นอุปัฏฐาก มิได้ตรัสอำลาพระภิกษุสงฆ์ พระองค์เดียวไม่มี
เพื่อนเสด็จหลีกไปสู่ที่จาริก.
[๑๗๑] ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่ง เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จไปแล้วไม่นาน ได้เข้าไป
หาท่านพระอานนท์จนถึงที่อยู่ ครั้นแล้ว ได้กล่าวกะท่านพระอานนท์ว่า มาเถอะท่านพระอานนท์
พระผู้มีพระภาคทรงเก็บงำเสนาสนะด้วยพระองค์เอง ทรงถือบาตรและจีวร มิได้ทรงรับสั่งเรียก
พวกภิกษุที่เป็นอุปัฏฐาก มิได้ตรัสอำลาพระภิกษุสงฆ์ พระองค์เดียว ไม่มีเพื่อน เสด็จไปสู่ที่
จาริก. ท่านพระอานนท์ได้ตอบว่า อาวุโส สมัยใด พระผู้มีพระภาค ทรงเก็บงำเสนาสนะ
ด้วยพระองค์เอง ทรงถือบาตรและจีวร มิได้ทรงรับสั่งเรียกพวกภิกษุที่เป็นอุปัฏฐาก มิได้ตรัส
อำลาภิกษุสงฆ์ พระองค์เดียว ไม่มีเพื่อน เสด็จหลีกไปสู่ที่จาริก สมัยนั้น พระผู้มีพระภาค
ย่อมทรงพระประสงค์ ที่จะประทับแต่พระองค์เดียว สมัยนั้น พระผู้มีพระภาค ย่อมเป็นผู้อัน
ใครๆ ไม่พึงติดตาม.
[๑๗๒] ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาค เสด็จเที่ยวจาริกไปโดยลำดับ เสด็จถึงป่าปาลิ-
*เลยยกะ. ข่าวว่า พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ โคนไม้รังอันเจริญ ในป่าปาลิเลยยกะนั้น.
ครั้งนั้นแล ภิกษุมากรูปด้วยกัน ได้เข้าไปหาท่านพระอานนท์ถึงที่อยู่ ครั้นแล้วต่างก็สนทนา
ปราศรัยกับท่านพระอานนท์ ครั้นผ่านการปราศรัย พอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว นั่ง ณ ที่ควร
ส่วนข้างหนึ่ง. ครั้นแล้ว ได้พากันกล่าวกะท่านพระอานนท์ว่า ท่านอานนท์ นานแล้ว ที่พวก
ผมได้สดับธรรมีกถาเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาค ท่านอานนท์ พวกผมปรารถนาที่จะสดับธรรมี-
*กถาเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาค. ลำดับนั้นแล ท่านพระอานนท์พร้อมกับภิกษุเหล่านั้น
พากันเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ณ โคนไม้รังอันเจริญ ในป่าปาลิเลยยกะ ครั้นแล้ว
ต่างถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. ครั้นแล้ว พระผู้มีพระภาคทรง
ยังภิกษุเหล่านั้น ให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริงด้วยธรรมีกถา.
[๑๗๓] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่ง ได้เกิดความปริวิตกแห่งใจขึ้นว่า เมื่อบุคคล
รู้อย่างไร เห็นอย่างไรหนอ อาสวะทั้งหลาย จึงสิ้นไปโดยลำดับ? พระผู้มีพระภาค ทรงทราบ
ความปริวิตกแห่งใจของภิกษุนั้น ด้วยพระทัย จึงตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า ดูกรภิกษุ
ทั้งหลาย เราแสดงธรรมด้วยการเลือกเฟ้น แสดงสติปัฏฐาน ๔ ด้วยการเลือกเฟ้น แสดง
สัมมัปปธาน ๔ ด้วยการเลือกเฟ้น แสดงอิทธิบาท ๔ ด้วยการเลือกเฟ้น แสดงอินทรีย์ ๕ ด้วย
การเลือกเฟ้น แสดงพละ ๕ ด้วยการเลือกเฟ้น แสดงโพชฌงค์ ๗ ด้วยการเลือกเฟ้น แสดง
อริยมรรคมีองค์ ๘ ด้วยการเลือกเฟ้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราได้แสดงธรรม ด้วยการเลือกเฟ้น
เช่นนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมอันเราแสดงแล้ว ด้วยการเลือกเฟ้นเช่นนี้ เออก็มีภิกษุบางรูป
ในธรรมวินัยนี้ ยังเกิดความปริวิตกแห่งใจขึ้นว่า เมื่อบุคคลรู้ได้อย่างไร เห็นอย่างไรหนอ
อาสวะทั้งหลาย จึงสิ้นไปโดยลำดับ.
[๑๗๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลรู้ได้อย่างไร เห็นอย่างไร อาสวะทั้งหลาย
ได้สดับแล้ว จึงสิ้นไปโดยลำดับ? ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้มิได้สดับแล้ว ในโลกนี้ ไม่ได้
เห็นพระอริยเจ้าทั้งหลาย ไม่ฉลาดในอริยธรรม มิได้รับแนะนำในอริยธรรม ไม่ได้เห็นสัตบุรุษ
ไม่ฉลาดในสัปปุริสธรรม ไม่ได้รับแนะนำในสัปปุริสธรรม ย่อมตามเห็นรูปโดยความเป็นตน.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็การตามเห็นดังนั้นแล เป็นสังขาร ก็สังขารนั้น มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไร
เป็นเครื่องก่อให้เกิดขึ้น มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด? ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังขาร
นั้น เกิดจากตัณหาที่เกิดขึ้น แก่ปุถุชนผู้มิได้สดับแล้ว ผู้อันความเสวยอารมณ์ที่เกิดแต่อวิชชา
สัมผัสถูกต้องแล้ว. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการฉะนี้แล แม้สังขารนั้นก็ไม่เที่ยง ปัจจัยปรุง
แต่ง อาศัยเหตุเกิดขึ้น แม้ตัณหานั้น แม้เวทนานั้น แม้ผัสสะนั้น แม้อวิชชานั้น ก็ไม่เที่ยง
อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยเหตุเกิดขึ้น. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลรู้อยู่ แม้อย่างนี้ เห็นอยู่
อย่างนี้ อาสวะทั้งหลาย ย่อมสิ้นไปโดยลำดับ.
[๑๗๕] ปุถุชน ย่อมไม่ตามเห็นรูป โดยความเป็นตนเลย แต่ว่าตามเห็นตนมีรูป
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็การตามเห็นดังนั้นเป็นสังขาร. ก็สังขารนั้นมีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็น
เครื่องก่อให้เกิดขึ้น มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด? ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังขารนั้น
เกิดจากตัณหาที่เกิดขึ้น แก่ปุถุชนผู้มิได้สดับ ผู้อันความเสวยอารมณ์ที่เกิดแต่อวิชชา สัมผัส
ถูกต้องแล้ว. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการฉะนี้แล แม้สังขารนั้น ก็ไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุง
แต่ง อันอาศัยเหตุเกิดขึ้น แม้ตัณหานั้น แม้ผัสสะนั้น แม้อวิชชานั้น ก็ไม่เที่ยง อันปัจจัย
ปรุงแต่ง อาศัยเหตุเกิดขึ้น. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลรู้อยู่ แม้อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้
อาสวะทั้งหลาย ย่อมสิ้นไปโดยลำดับ.
[๑๗๖] ปุถุชน ย่อมไม่ตามเห็นรูป โดยความเป็นตนเลย ย่อมไม่ตามเห็นตนมีรูป
แต่ว่าตามเห็นรูปในตน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็การตามเห็นดังนั้นแลเป็นสังขาร ก็สังขารนั้น มี
อะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นเครื่องก่อให้เกิดขึ้น มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด? ดูกร
ภิกษุทั้งหลาย สังขารนั้น เกิดจากตัณหาที่เกิดขึ้น แก่ปุถุชนผู้มิได้สดับ ผู้อันความเสวยอารมณ์
ที่เกิดแต่อวิชชาสัมผัสถูกต้องแล้ว. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการฉะนี้ แม้สังขารนั้นก็ไม่เที่ยง
อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยเหตุเกิดขึ้น แม้ตัณหานั้น แม้เวทนานั้น แม้ผัสสะนั้น แม้อวิชชานั้น
ก็ไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยเหตุเกิดขึ้น. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลรู้อยู่แม้อย่างนี้
เห็นอยู่อย่างนี้ อาสวะทั้งหลาย ย่อมสิ้นไปโดยลำดับ.
[๑๗๗] ปุถุชน ย่อมไม่ตามเห็นรูป โดยความเป็นตนเลย ย่อมไม่ตามเห็นตนมีรูป
ย่อมไม่ตามเห็นรูปในตน แต่ว่าตามเห็นตนในรูป. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็การตามเห็นดังนั้นแล
เป็นสังขาร ก็สังขารนั้น มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นเครื่องก่อให้เกิดขึ้น มีอะไรเป็นกำเนิด
มีอะไรเป็นแดนเกิด? ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังขารนั้นเกิดจากตัณหาที่เกิดขึ้น แก่ปุถุชนผู้มิได้สดับ
ผู้อันความเสวยอารมณ์ที่เกิดแต่อวิชชาสัมผัสถูกต้องแล้ว. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการฉะนี้
แล แม้สังขารนั้น ก็ไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยเหตุเกิดขึ้น แม้ตัณหานั้น แม้เวทนา
นั้น แม้ผัสสะนั้น แม้อวิชชานั้น ก็ไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยเหตุเกิดขึ้น. ดูกรภิกษุ
ทั้งหลาย บุคคลรู้อยู่แม้อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ อาสวะทั้งหลาย ย่อมสิ้นไปโดยลำดับ.
[๑๗๘] ปุถุชน ย่อมไม่ตามเห็นรูป โดยความเป็นตนเลย ย่อมไม่ตามเห็นตนมีรูป
ย่อมไม่ตามเห็นรูปในตน ย่อมไม่ตามเห็นตนในรูป แต่ว่าตามเห็นเวทนา โดยความเป็นตน
ฯลฯ แต่ว่าตามเห็นตนมีเวทนา ฯลฯ แต่ว่าตามเห็นเวทนาตนใน ฯลฯ แต่ว่าตามเห็นตนใน
เวทนา ฯลฯ แต่ว่าตามเห็นสัญญา โดยความเป็นตน ฯลฯ แต่ว่าตามเห็นตนมีสัญญา ฯลฯ แต่ว่า
ตามเห็นสัญญาในตน ฯลฯ แต่ว่าตามเห็นตนในสัญญา ฯลฯ แต่ว่าตามเห็นสังขาร โดยความ
เป็นตน ฯลฯ แต่ว่าตามเห็นตนมีสังขาร ฯลฯ แต่ว่าตามเห็นสังขารในตน ฯลฯ แต่ว่าตาม
เห็นตนในสังขาร ฯลฯ แต่ว่าตามเห็นวิญญาณ โดยความเป็นตน ฯลฯ แต่ว่าตามเห็นตนมี
วิญญาณ ฯลฯ แต่ว่าตามเห็นวิญญาณในตน ฯลฯ แต่ว่าตามเห็นตนในวิญญาณ. ดูกรภิกษุ
ทั้งหลาย ก็การตามเห็นดังนั้นแล เป็นสังขาร ก็สังขารนั้น มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นเครื่อง
ก่อให้เกิดขึ้น มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด? สังขารนั้น เกิดจากตัณหาที่เกิดขึ้น
แก่ปุถุชนผู้มิได้สดับ ผู้อันความเสวยอารมณ์ที่เกิดแต่อวิชชาสัมผัสถูกต้องแล้ว. ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ด้วยประการฉะนี้แล แม้สังขารนั้น ก็ไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยเหตุเกิดขึ้น แม้ตัณหานั้น
แม้เวทนานั้น แม้สัมผัสะนั้น แม้อวิชชานั้น ก็ไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยเหตุเกิดขึ้น.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลรู้อยู่แม้อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ อาสวะทั้งหลาย ย่อมสิ้นไปโดย
ลำดับ.
[๑๗๙] ปุถุชน ย่อมไม่ตามเห็นรูป โดยความเป็นตนเลย ฯลฯ ย่อมไม่ตามเห็นเวทนา
โดยความเป็นตน ฯลฯ ย่อมไม่ตามเห็นสัญญา โดยความเป็นตน ฯลฯ ย่อมไม่ตามเห็นสังขาร
โดยความเป็นตน ฯลฯ ย่อมไม่ตามเห็นวิญญาณ โดยความเป็นตน ฯลฯ แต่ว่าเป็นผู้มี
ทิฏฐิ เช่นนี้ ว่า ตนก็อันนั้น โลกก็อันนั้น เรานั้นละโลกนี้ไปแล้ว จักเป็นผู้เที่ยง ยั่งยืน
มั่นคง มีความไม่เปลี่ยนแปลงเป็นธรรม. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทิฏฐิความเห็นว่าเที่ยงเช่นนั้น
เป็นสังขาร ก็สังขารนั้น มีอะไรเป็นเหตุ ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลรู้อยู่แม้อย่างนี้
เห็นอยู่อย่างนี้ อาสวะทั้งหลาย ย่อมสิ้นไปโดยลำดับ.
[๑๘๐] ปุถุชนย่อมไม่ตามเห็นรูป โดยความเป็นตนเลย ฯลฯ ย่อมไม่ตามเห็นเวทนา
โดยความเป็นตน ฯลฯ ย่อมไม่ตามเห็นสัญญา โดยความเป็นตน ฯลฯ ย่อมไม่ตามเห็นสังขาร
โดยความเป็นตน ฯลฯ ย่อมไม่ตามเห็นวิญญาณ โดยความเป็นตน ฯลฯ เป็นผู้ไม่มีทิฏฐิ เช่นนี้
ว่า ตนก็อันนั้น โลกก็อันนั้น เรานั้นละโลกนี้ไปแล้ว จักเป็นผู้เที่ยง ยั่งยืน มั่นคง มีความ
ไม่เปลี่ยนแปลงเป็นธรรมดา แต่ว่าเป็นผู้มีทิฏฐิ เช่นนี้ว่า เราไม่พึงมี และบริขารของเราไม่พึงมี
เราจักไม่มี บริขารของเราจักไม่มี ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็มีทิฏฐิความเห็นว่าขาดสูญเช่นนั้นเป็น
สังขาร. ก็สังขารนั้น มีอะไรเป็นเหตุ ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลแม้รู้อยู่อย่างนี้ เห็น
อยู่อย่างนี้ อาสวะทั้งหลาย ย่อมสิ้นไปโดยลำดับ.
[๑๘๑] ปุถุชน ย่อมไม่ตามเห็นรูป โดยความเป็นตน ฯลฯ ย่อมไม่เห็นเวทนา
โดยความเป็นตน ฯลฯ ย่อมไม่ตามเห็นสัญญา โดยความเป็นตน ฯลฯ ย่อมไม่ตามเห็นสังขาร
โดยความเป็นตน ฯลฯ ย่อมไม่ตามเห็นวิญญาณ โดยความเป็นตน ฯลฯ เป็นผู้ไม่มีทิฏฐิ เช่นนี้
ว่า ตนก็อันนั้น โลกก็อันนั้น เรานั้นละโลกนี้ไปแล้ว จักเป็นผู้เที่ยง ยั่งยืน มั่นคง มีความ
ไม่เปลี่ยนแปลงเป็นธรรมดา และเป็นผู้ไม่มีทิฏฐิ เช่นนี้ว่า เราไม่พึงมี และบริขารของเราไม่พึง
มี เราจักไม่มี บริขารของเราจักไม่มี แต่ว่ายังเป็นผู้มีความสงสัย เคลือบแคลง ไม่แน่ใจใน
สัทธรรม. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ความเป็นผู้มีความสงสัย เคลือบแคลง ไม่แน่ใจในสัทธรรม
เช่นนั้นเป็นสังขาร. ก็สังขารนั้น มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นเครื่องก่อให้เกิดขึ้น มีอะไรเป็น
กำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด? ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังขารนั้น เกิดจากตัณหาที่เกิดขึ้น แก่ปุถุชน
ผู้มิได้สดับ ผู้อันความเสวยอารมณ์ที่เกิดแต่อวิชชาสัมผัสถูกต้อง. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ด้วย
ประการฉะนี้แล แม้สังขารนั้น ก็ไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยเหตุเกิดขึ้น แม้ตัณหานั้น
แม้เวทนานั้น แม้ผัสสะนั้น แม้อวิชชานั้น ก็ไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยเหตุเกิดนั้น.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลแม้รู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ อาสวะทั้งหลาย ย่อมสิ้นไปโดย
ลำดับ.
จบ สูตรที่ ๙.

เนื้อความพระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๗ บรรทัดที่ ๒๑๑๑ - ๒๒๒๗. หน้าที่ ๙๒ - ๙๗.
http://www.84000.org...227&pagebreak=0
อ่านเทียบพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาฯ :-
http://www.84000.org...hp?B=17&siri=81
ศึกษาอรรถกถานี้ ได้ที่ :-
http://www.84000.org....php?b=17&i=170
ศึกษาพระไตรปิฏกฉบับภาษาบาลี อักษรไทย :-
[170-181] http://www.84000.org...em=170&items=12
[170-181] http://www.84000.org...=17&A=170&Z=181
สารบัญพระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๗
http://www.84000.org...
0


  • (10 หน้า)
  • +
  • « แรก
  • 6
  • 7
  • 8
  • 9
  • 10
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • ท่านไม่สามารถตอบกลับกระทู้นี้ได้

การตอบอื่นๆต่อกระทู้นี้

คำตอบก่อนหน้า: shadee - กบนอกกะลา - shadee - อโศกะ - shadee - shadee - ngodngam - shadee - ngodngam - shadee - ngodngam - กบนอกกะลา - shadee - ngodngam - อโศกะ - ngodngam - shadee - กบนอกกะลา - shadee - ngodngam - shadee - shadee - ngodngam - shadee - shadee - shadee - shadee - shadee - shadee - ngodngam - shadee - shadee - กบนอกกะลา - shadee - sssboun - sssboun - shadee - กบนอกกะลา - shadee - shadee - sssboun - shadee - ngodngam - shadee - ngodngam - อโศกะ - กบนอกกะลา - กบนอกกะลา - อโศกะ - กบนอกกะลา - shadee - ngodngam - กบนอกกะลา - อโศกะ - กบนอกกะลา - อโศกะ - กบนอกกะลา - กบนอกกะลา - อโศกะ - กบนอกกะลา - shadee - กบนอกกะลา - shadee - กบนอกกะลา - shadee - กบนอกกะลา - shadee - กบนอกกะลา - sssboun - กบนอกกะลา - กบนอกกะลา - shadee - กบนอกกะลา - shadee - sssboun - ngodngam - กบนอกกะลา - sssboun - ngodngam - sssboun - กบนอกกะลา - ngodngam - กบนอกกะลา - กบนอกกะลา - ngodngam - shadee - shadee - ngodngam - กบนอกกะลา - shadee - ngodngam - shadee - shadee - shadee - ngodngam - shadee - ngodngam - shadee - ngodngam - shadee - shadee - shadee - ngodngam - shadee - shadee - shadee - shadee - กบนอกกะลา - ngodngam - shadee - shadee - อโศกะ - กบนอกกะลา - อโศกะ - กบนอกกะลา - อโศกะ - กบนอกกะลา - ngodngam - อโศกะ - shadee - sssboun - ngodngam - sssboun - ngodngam - sssboun - shadee - กบนอกกะลา - shadee - ngodngam - shadee - อโศกะ - กบนอกกะลา - shadee - shadee - กบนอกกะลา - shadee - อโศกะ - กบนอกกะลา - อโศกะ - อโศกะ -

#140 ผู้ใช้ออฟไลน์   อโศกะ ไอคอน

  • ตอบ 2000+
  • PipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 2230
  • สมัคร: 11/07/2007

ตอบ: 29/04/2017 - 13:49

:102:
รู้กันอยู่แค่ตัณหา ลึกกว่าตัณหากลับไม่รู้
:96:
0



#141 ผู้ใช้ออฟไลน์   อโศกะ ไอคอน

  • ตอบ 2000+
  • PipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 2230
  • สมัคร: 11/07/2007

ตอบ: 29/04/2017 - 13:49

:102:
รู้กันอยู่แค่ตัณหา ลึกกว่าตัณหากลับไม่รู้
:96:
0



#142 ผู้ใช้ออฟไลน์   กบนอกกะลา ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1174
  • สมัคร: 03/05/2009

ตอบ: 29/04/2017 - 19:02

แสดงข้อความที่โพสต์อโศกะ [ 29/04/2017 - 13:49 ]

:102:
รู้กันอยู่แค่ตัณหา ลึกกว่าตัณหากลับไม่รู้
:96:


:10: :10: :10:
0



#143 ผู้ใช้ออฟไลน์   shadee ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1070
  • สมัคร: 23/07/2009

ตอบ: 01/05/2017 - 00:18

ตัณหาละเอียด กลาง หยาบ ยังไม่รู้จัก

แล้วจะแทงตลอด อริยสัจ 4 ได้อย่างไร

เพราะยังไม่บรรลุธรรม เป็นพระโสดาบัน ย่อมไม่เห็นตรงตามที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ว่า ตัณหา คือ เหตุแห่งทุกข์
0



#144 ผู้ใช้ออฟไลน์   อโศกะ ไอคอน

  • ตอบ 2000+
  • PipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 2230
  • สมัคร: 11/07/2007

ตอบ: 01/05/2017 - 08:18

:99:
อะไรคือเหตุของตัณหา?

ตัณหาเกิดกับใคร?

ตัณหา = ชอบ ....อยาก...ไม่อยาก..ใครชอบ...ใครอยาก..ใครไม่อยาก?
:37:
0



#145 ผู้ใช้ออฟไลน์   shadee ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1070
  • สมัคร: 23/07/2009

ตอบ: 01/05/2017 - 11:26

ตัณหา คือ ความอยาก เกิดจากความไม่รู้ อริยสัจ 4

สักกายทิฐิสังโยชน์ เป็นตัณหา เกิดจากตัณหา

ถ้ายังละตัณหา คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภาวตัณหาไม่ได้

ก็ยังละสักกายทิฐิสังโยชน์ไม่ได้ นี่จึงเป็นข้อบ่งบอกว่า ใครเป็นโสดาบัน และใครไม่ใช่ โสดาบัน
ถ้ามีคนบอกพระโสดาบันว่า คุณไม่ใช่โสดาบัน

1 โสดาบันจริงจะตอบว่า ผมไม่มีความเห็น

2 แต่โสดาบันปลอมจะโกรธคนพูด และหาเรื่องว่าอิจฉาริษยาตน รู้ได้ยังงไงว่าชั้นไม่ใช่โสดาบัน อิจฉากันนี่ ยังปฏิบัติไม่ถึงนี่ ฉันเป็นโสดาบันนะยะ ฉันถูกทุกอย่างทั้งหมด อย่าไปเชื่อตำราที่พระพุทธเจ้าสอน ชั้นปฏิบัติมาแล้วไม่เหมือนกันเลย ชั้นบรรลุแล้ว
0



#146 ผู้ใช้ออฟไลน์   ngodngam ไอคอน

  • ตอบ 2000+
  • PipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 2348
  • สมัคร: 21/10/2009

ตอบ: 01/05/2017 - 18:11

ไม่ได้เข้ามา ๓ วัน อ่านเร็ว ๆ เห็นตอบกันเยอะเลย
คงไม่สามารถมีเวลาไปดูได้หมด ขอแย้ง คห นี้ก่อนก็แล้วกันครับ ใกล้ ๆ ดี
คห ๑๔๕ ของคุณชาดีนะครับ บอกว่า

แสดงข้อความที่โพสต์shadee [ 01/05/2017 - 11:26 ]

ถ้ายังละตัณหา คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภาวตัณหาไม่ได้ ก็ยังละสักกายทิฐิสังโยชน์ไม่ได้

ผมไม่เห็นด้วยและขอแย้งนะครับ
พระโสดาบันละสักกายทิฐิได้แล้ว แต่ยังละกามราคะไม่ได้นะครับ
ต้องเป็นระดับพระอนาคามี จึงจะละกามราคะได้
ฉะนั้น หากคุณชาดีบอกว่าพระโสดาบันจะต้องละกามตัณหาได้
แสดงว่า คห ของคุณชาดีนี้ขัดกับคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้วครับ

ไม่ต้องให้อ้างพระสูตรมั้ง พระอริยบุคคลชั้นไหนละสังโยชน์อะไรบ้าง น่าจะรู้กันอยู่แล้ว
แต่ถ้าต้องการพระสูตรแล้ว ก็แจ้งได้ครับ ผมจะหามาให้ครับ
ขอนอบน้อมแต่พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ด้วยเศียรเกล้า
0



#147 ผู้ใช้ออฟไลน์   ngodngam ไอคอน

  • ตอบ 2000+
  • PipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 2348
  • สมัคร: 21/10/2009

ตอบ: 01/05/2017 - 18:29

ขออธิบายและตอบ คห ๑๒๙ ของคุณชาดีครับ

แสดงข้อความที่โพสต์shadee [ 28/04/2017 - 07:46 ]

เวลาผมเขียนอะไร คุณงดงามต้องการหลักฐาน
แต่อีกผู้หนึ่งเขียนอะไร คุณงดงามกลับไม่กล้าแสดงความไม่เห็นด้วย

เรียนอย่างนี้ครับว่า ผมขอหลักฐานคุณชาดี เพราะคุณชาดีอ้างตลอดว่า คห คุณชาดีสอดคล้องกับพระธรรมคำสอน
ถ้ามันใช่จริง ก็ควรจะอ้างได้นะครับ (หรือคุณอ้างไม่ได้ครับ?)

ในขณะเดียวกัน กรณีของคุณอโศกะนั้น เขาไม่ได้อ้างอิงคำสอนนะครับ
แต่เขาบอกมาชัดเจนว่าให้เน้นเอาผลการปฏิบัติมาสนทนากัน
ซึ่งผมก็เคยอธิบายแย้งแล้วว่าผมไม่เห็นด้วยนะ เพราะผลการปฏิบัติแต่ละคนแตกต่างกันได้ หรือบางคนก็ไม่ปฏิบัติ
ฉะนั้นแล้ว เวลาที่ผมสนทนากับคุณอโศกะนั้น
ผมจะเป็นฝ่ายหาพระสูตรไปอ้างอิงแย้งเองว่าไม่ตรงอย่างไร (เพราะคุณอโศกะไม่ได้อ้างพระสูตร แต่อ้างผลการปฏิบัติ)
กรณีไม่เหมือนกับกรณีของคุณชาดีครับ (ไม่แน่ใจว่าจะแยกความแตกต่างออกไหม)

เรื่องที่บอกว่าผมไม่กล้าแสดงความไม่เห็นด้วยกับคุณอโศกะนี้
เป็นการกล่าวตู่ และเท็จนะครับ
ยกตัวอย่างเช่น
ใน คห ๒๐ ของกระทู้ "สักกายทิฏฐิสังโยชน์" ผมโพสต์ว่า

แสดงข้อความที่โพสต์ngodngam [ 27/03/2017 - 23:30 ]

ผมขออนุญาตนำทางเลือกมาแปะ เพื่อความสะดวกของท่านผู้อ่านในการเลือกนะครับ :33:

องค์พระศาสดาทรงสอนว่า

อ้างอิง

[๔๔๘] พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่กล่าวนั้น ถูกละ พวกเธอกล่าวอย่างนั้น แม้
เราก็กล่าวอย่างนั้น เมื่อมีสิ่งนี้ สิ่งนี้ก็มี เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้น สิ่งนี้ก็เกิดขึ้น คือ เพราะอวิชชา
เป็นปัจจัย สังขารจึงมี เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นาม
รูปจึงมี เพราะนามรูปเป็นปัจจัย สฬายตนะจึงมี เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี
เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาจึงมี
เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทานจึงมี
เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ภพจึงมี
เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติจึงมี เพราะชาติเป็นปัจจัย ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาสจึงมี
ความเกิดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนั้น ย่อมมีได้ อย่างนี้.
http://84000.org/tip...506&pagebreak=0

คุณอโศกะแนะนำว่า

แสดงข้อความที่โพสต์อโศกะ [ 26/03/2017 - 04:31 ]

ลำดับของเขา

ผัสสะ....อัตตา....เวทนา...ตัณหา....อุปาทาน

หรือ

ผัสสะ....ตัณหา....เวทนา....อุปาทาน กันแน่นะครับ

ช่วยกันสังเกตแล้วมายืนยันสู่กันฟังนะครับ

หรือยกตัวอย่างเช่น ใน คห ๑๒๑ ของกระทู้ "สักกายทิฏฐิสังโยชน์" ผมโพสต์ว่า

แสดงข้อความที่โพสต์ngodngam [ 24/04/2017 - 20:20 ]

แสดงข้อความที่โพสต์อโศกะ [ 24/04/2017 - 13:56 ]

ความพยายามจะทำให้ผู้คนเข้าใจว่า เหตุและปัจจัยนั้นมีความหมายเดียวกัน ถือเป็นการบิดเบือนธรรมได้นะครับ

แรงนะครับ :96:

ในทางกลับกัน ถ้าหากในพระสูตรนั้นใช้ในความหมายที่ว่าเหตุและปัจจัยเป็นตัวเดียวกันแล้ว
ความพยายามจะทำให้ผู้คนเข้าใจว่า เหตุและปัจจัยนั้นเป็นคนละตัว ก็ถือเป็นการบิดเบือนธรรมได้เช่นเดียวกันครับ

ผมเห็นว่าประเด็นนี้สำคัญนะครับ และคงจะต้องใช้เวลาค้นข้อมูลพอสมควร จะทยอยค้นทยอยแปะให้ครับ
ในเมื่อกระทู้นี้เป็นเนื้อหาเรื่องการละสักกายทิฏฐิะสังโยชน์
ส่วนที่ผมกำลังสนทนากับคุณอโศกะนี้เป็นเรื่อง "เหตุ" และ "ปัจจัย" ในปฏิจจสมุปบาท
ดังนั้นแล้ว ผมจึงจะขออนุญาตยกไปเปิดกระทู้ใหม่นะครับ (เดี๋ยวผมเปิดให้เองครับ)
เผื่อว่าจะเก็บไว่ใช้เป็นกระทู้อ้างอิงในอนาคตด้วย
คุยกันในกระทู้นี้แล้ว เดี๋ยวเนื้อหาจะเกลี่อนกลืนหายไป

อย่างนี้ไม่เรียกแย้ง หรือไม่เห็นด้วยอีกหรือครับ
กระทู้อื่น ๆ ในอดีตก็มีนะครับ ถ้า need มาก ผมก็จะค้นมาให้ได้

การโพสต์นี้ได้ถูกแก้ไขโดย ngodngam: 01/05/2017 - 18:29

ขอนอบน้อมแต่พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ด้วยเศียรเกล้า
0



#148 ผู้ใช้ออฟไลน์   ngodngam ไอคอน

  • ตอบ 2000+
  • PipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 2348
  • สมัคร: 21/10/2009

ตอบ: 01/05/2017 - 19:01

แสดงข้อความที่โพสต์shadee [ 28/04/2017 - 07:46 ]

ที่คุณงดงามคอยตามว่าคุณ เอส ผิด คุณเอสผิด แต่อีกคนหนึ่งไม่มีความรู้อธิบายสภาวะธรรมมั่วๆ คุณงดงามกลับไม่กล้าว่าอะไรเลย คนเขาเห็นกันหมดแล้วนะครับว่าคุณมีเจตนาปกป้องเขา

เรื่องคุณเอสนั้น ผมขอถามคุณชาดีก่อนนะครับว่า
คุณชาดีเห็นว่า คห คุณเอสถูกต้องหรือเปล่าครับที่บอกว่า
ฆราวาสควรจะถือศีลของภิกษุเยอะ ๆ หรือการถือศีลเรื่องเสขิยวัตรแล้ว จะทำให้สติเกิดบ่อย

ถ้าคุณชาดีเห็นด้วย ผมรบกวนขอพระสูตรอ้างอิงครับ
แต่ถ้าคุณชาดีไม่เห็นด้วย และเห็นว่าขัดกับคำสอนแล้ว ทำไมคุณชาดีเฉย ๆ และไม่แย้งคุณเอสล่ะครับ?

ทีนี้ ถามว่าทำไมผมถึงรีบโพสต์แย้งคุณเอส ขอเรียนอธิบายอย่างนี้นะครับ
คห ของคุณเอสนั้น โพสต์แบบคิดเอาเอง มั่วมาลอย ๆ ไม่สอดคล้องพระธรรมคำสอน
แต่ว่าเป็นเรื่องพื้นฐานที่กระทบคนหมู่มาก เพราะคนส่วนใหญ่แล้วจะไม่ได้ศึกษา และไม่ได้ปฏิบัติ
ชอบอ่านอะไรพื้น ๆ ง่าย ๆ ซึ่ง คห ลักษณะนี้จะกระทบคนหมู่มากที่พื้นความรู้ทางธรรมไม่เยอะได้ง่าย

โดยจะส่งผลกระทบได้ง่ายกว่า คห ประเภทโพสต์อ้างอิงพระสูตรมาด้วย แต่ตีความผิดหรือเข้าใจผิด
เพราะว่าคนอ่านพระสูตรมีน้อย ดังนั้น คนที่ได้รับผลกระทบจะน้อยกว่า
นอกจากนี้ คนที่อ่านพระสูตรนั้นจะมีความเข้าใจส่วนตนประมาณหนึ่งอยู่แล้ว โดนลากไปยาก

อีกประเภทหนึ่งคือ คห ที่ปฏิบัติมาแล้ว และเห็นผลจากการปฏิบัติ แต่มีความเข้าใจผิด
กลุ่มนี้มีผลกระทบแคบกว่ากลุ่มอ้างพระสูตร แต่ตีความผิดเสียอีก เพราะคนปฏิบัติมีไม่มาก
นอกจากนี้ แต่ละคนที่ปฏิบัติ ก็จะเห็นผลของเขาเอง ถ้าเห็นไม่ตรงกัน เขาก็ไม่เชื่อง่ายอยู่แล้ว

ผมไม่ได้บอกว่าท่านไหน หรือ คห ไหนของใครอยู่กลุ่มไหนนะครับ
แต่จะบอกว่า คห ของคุณเอส จะกระทบคนหมู่มาก ดังนั้นจะต้องรีบแย้งไว้ก่อน
สรุปแล้ว ผมไม่ได้ไปตามแย้งคุณเอส เพราะอคติอะไรนะครับ
แต่เพราะเนื้อหาของ คห ของคุณเอสส่งผลกระทบในวงกว้างได้มากกว่า
คนหมู่มากที่มีพื้นความรู้ทางธรรมไม่เยอะจะหลงเชื่อได้ง่ายกว่า ผมจึงแย้งเร็วกว่า คห อื่น ๆ
แต่เรียนว่าผมก็ไม่ได้ตามอ่านทุกกระทู้ทุก คห นะครับ ก็แย้งหรือติงได้เท่าที่อ่านเจอเท่านั้น

ส่วนเรื่องเจตนาปกป้องคุณอโศกะนั้น ผมอธิบายไปแล้วว่าผมก็แสดง คห แย้งกับคุณอโศกะเช่นกัน

ประเด็นสำคัญต่อมาคือ คุณชาดีบอกว่า

แสดงข้อความที่โพสต์shadee [ 28/04/2017 - 07:46 ]

นี่คุณต้องการทำลายคำสอนที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้คือ อริยสัจจ์ 4 ที่ตรัสว่า ตัณหาคือเหตุแห่งทุกข์ ใช่มั้ยครับ

ผมรู้สึกว่าเรายิ่งคุยกันแล้ว จะยิ่งเข้าป่าไปกันใหญ่
ผมพยายามอธิบายว่าได้โปรดอย่ามากล่าวตู่อีกฝ่ายหนึ่งว่า ไม่ศรัทธา หรือไม่เชื่อพระพุทธเจ้าหรือคำสอน
แต่ผลที่ได้รับคือ ผมโดนถามว่า ผมต้องการทำลายคำสอนใช่ไหม
นี่มันแย่ยิ่งกว่าการกล่าวตู่ว่า ไม่เชื่อหรือไม่ศรัทธาคำสอนเสียอีกนะครับ
ผมยอมรับครับว่าผมล้มเหลวหรือ fail ในการทำความเข้าใจกับคุณชาดีครับ :96:

ทีนี้ สนทนากันไปอย่างนี้ ก็เสียเวลา ผมจึงจะเปลี่ยนวิธีการนะครับ
เดี๋ยวผมอธิบายของผมเองเลยดีกว่าว่าผมไม่เห็นด้วยตรงไหน ต้องการแย้งตรงไหน
จะได้ประหยัดเวลามากกว่า อย่างนี้เสียเวลาจริง ๆ ขึ้นหน้า ๘ แล้ว ยังไปได้ไม่ถึงไหน
จริง ๆ แล้วควรจะจบไม่เกินหน้า ๓ ด้วยซ้ำ

ขอนอบน้อมแต่พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ด้วยเศียรเกล้า
0



#149 ผู้ใช้ออฟไลน์   shadee ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1070
  • สมัคร: 23/07/2009

ตอบ: 01/05/2017 - 20:06

ที่คุณงดงามบอกว่า จะละสักกายทิฐิสังโยชน์นั้น ไม่ต้องละตัณหา
ผมขอแย้ง ที่คุณยกมาคือ กามตัณหา แต่ที่พระโสดาบันต้องละคือ ภวตัณหา และ วิภาวตัณหา ซึ่งเป็น ภวาสวะ ภวานุสัย จึงก่อให้เกิด อุปทานภพ ซึ่งก็มีที่มาก็คือตัณหา
เพราะสังโยชน์คือตัณหาละเอียด
การบอกว่า พระโสดาบัน ไม่ต้องละตัณหา คือความเห็นผิด
ครับ
0



#150 ผู้ใช้ออฟไลน์   กบนอกกะลา ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1174
  • สมัคร: 03/05/2009

ตอบ: 01/05/2017 - 20:14

แสดงข้อความที่โพสต์shadee [ 01/05/2017 - 20:06 ]

ที่คุณงดงามบอกว่า จะละสักกายทิฐิสังโยชน์นั้น ไม่ต้องละตัณหา
ผมขอแย้ง ที่คุณยกมาคือ กามตัณหา แต่ที่พระโสดาบันต้องละคือ ภวตัณหา และ วิภาวตัณหา ซึ่งเป็น ภวาสวะ ภวานุสัย จึงก่อให้เกิด อุปทานภพ ซึ่งก็มีที่มาก็คือตัณหา
เพราะสังโยชน์คือตัณหาละเอียด
การบอกว่า พระโสดาบัน ไม่ต้องละตัณหา คือความเห็นผิด
ครับ


ผมเห็นแย้งนะ..

แต่ถ้ามีพระสูตรเป็นหลักฐาน....ก็จะรับฟังครับ..
0



#151 ผู้ใช้ออฟไลน์   กบนอกกะลา ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1174
  • สมัคร: 03/05/2009

ตอบ: 01/05/2017 - 20:16

แสดงข้อความที่โพสต์shadee [ 01/05/2017 - 20:06 ]

ที่คุณงดงามบอกว่า จะละสักกายทิฐิสังโยชน์นั้น ไม่ต้องละตัณหา
ผมขอแย้ง ที่คุณยกมาคือ กามตัณหา แต่ที่พระโสดาบันต้องละคือ ภวตัณหา และ วิภาวตัณหา ซึ่งเป็น ภวาสวะ ภวานุสัย จึงก่อให้เกิด อุปทานภพ ซึ่งก็มีที่มาก็คือตัณหา
เพราะสังโยชน์คือตัณหาละเอียด
การบอกว่า พระโสดาบัน ไม่ต้องละตัณหา คือความเห็นผิด
ครับ


ผมเห็นแย้งนะ..

แต่ถ้ามีพระสูตรเป็นหลักฐาน....ก็จะรับฟังครับ..
0



#152 ผู้ใช้ออฟไลน์   ngodngam ไอคอน

  • ตอบ 2000+
  • PipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 2348
  • สมัคร: 21/10/2009

ตอบ: 01/05/2017 - 21:12

ในคห ๑๔๕ คุณชาดีบอกว่า

แสดงข้อความที่โพสต์shadee [ 01/05/2017 - 11:26 ]

ถ้ายังละตัณหา คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภาวตัณหาไม่ได้

ก็ยังละสักกายทิฐิสังโยชน์ไม่ได้

ต่อมาใน คห ๑๔๙ คุณชาดีบอกว่า

แสดงข้อความที่โพสต์shadee [ 01/05/2017 - 20:06 ]

ที่คุณยกมาคือ กามตัณหา แต่ที่พระโสดาบันต้องละคือ ภวตัณหา และ วิภาวตัณหา

คุณชาดีพิมพ์อะไรของคุณน่ะครับ :95:

คห ๑๔๕ บอกว่าถ้ายังละกามตัณหา ภวตัณหา วิภาวตัณหาไม่ได้ (มี ๓ ตัว) ก็ละสักกายะทิฐิไม่ได้
แต่พอ คห ๑๔๙ บอกว่าที่ต้องละคือภวตัณหา และ วิภาวตัณหา (เหลือ ๒ ตัว)
แล้วก็หาว่าผมยก "กามตัณหา" ขึ้นมา อ้าว ก็คุณชาดียกมาเองใน คห ๑๔๕ นะครับ
ลองอ่านใหม่ดี ๆ นะครับ คุณชาดียกขึ้นมาเองนะครับ
คุณชาดีจะเอายังไงกันแน่ครับ สรุปแล้ว พระโสดาบันต้องละตัณหา ๓ หรือเปล่า หรือละแค่ตัณหา ๒ ก็พอ :95:
ขอนอบน้อมแต่พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ด้วยเศียรเกล้า
0



#153 ผู้ใช้ออฟไลน์   ngodngam ไอคอน

  • ตอบ 2000+
  • PipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 2348
  • สมัคร: 21/10/2009

ตอบ: 01/05/2017 - 21:55

อีกประการหนึ่งคือ ใน คห ๑๔๙ คุณชาดีสรุป คห ๑๔๖ ผมคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริงนะครับ โดยคุณชาดีสรุปว่า

แสดงข้อความที่โพสต์shadee [ 01/05/2017 - 20:06 ]

ที่คุณงดงามบอกว่า จะละสักกายทิฐิสังโยชน์นั้น ไม่ต้องละตัณหา

แต่ในอันที่จริงแล้ว ผมบอกว่า

แสดงข้อความที่โพสต์ngodngam [ 01/05/2017 - 18:11 ]

พระโสดาบันละสักกายทิฐิได้แล้ว แต่ยังละกามราคะไม่ได้นะครับ
ต้องเป็นระดับพระอนาคามี จึงจะละกามราคะได้

สังเกตว่า คห ๑๔๖ ผมพูดถึงแค่ "กามตัณหา" ตัวเดียว
แต่ คห ๑๔๙ คุณชาดีไปสรุปเป็นคำว่า "ตัณหา" ซึ่งรวมภวตัณหาและวิภวตัณหาด้วย

ทั้งนี้ คำถามใน คห ๑๕๒ ของผมยังค้างรอคำตอบจากคุณชาดีอยู่ครับ
ขอนอบน้อมแต่พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ด้วยเศียรเกล้า
0



#154 ผู้ใช้ออฟไลน์   shadee ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1070
  • สมัคร: 23/07/2009

ตอบ: 02/05/2017 - 08:53

คุณงดงามครับ ในที่นี้ผมหมายถึงพระโสดาบัน คุณงดงามก็อ้างว่า กามตัณหาพระโสดาบันยังละไม่ได้
ผมก็บอกว่า ต้องละ ภวตัณหา และ วิภาวะตัณหาก่อน กามตัณหาคือการติดใจใน สุขสัมผัส รวมทั้งเพศสัมพันธุ์ด้วย
แต่ตัณหา ไม่ได้หมายถึง เพศสัมพันธุ์อย่างเดียว แต่ตัณหานั้นรวมไว้หมด เป็นตัณหา 3 ครับ
ขอถามคุณงดงามว่า คุณมีความปราถนาดีที่จะรักษาธรรมะที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้คือ อริยสัจ4 ให้คนรุ่นหลังศึกษามั้ยครับ

หรือว่า ธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ว่า ตัณหาคือเหตุแห่งทุกข์ทั้งหมด เป็นสิ่งที่ไม่จริง ไม่น่าเชื่อถือ ในความคิดของคุณครับ
0



#155 ผู้ใช้ออฟไลน์   กบนอกกะลา ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1174
  • สมัคร: 03/05/2009

ตอบ: 02/05/2017 - 10:47

คุณงดงาม..ว่า..กามราคะ...

คุณชัดดี...ว่า..กามตัณหา...

ผมก็รออยู่ว่า...คุณชัดดี...ทำไมถึงคิดว่า..พระโสดาบันละภวตัณหา..วิภาวตัณหา..ได้แล้ว...

มีพระสูตรไหนที่ทำให้คุณชัดดีคิดอย่างที่ว่า..ละครับ

คิดเองสรุปเอง...รึสรุปจากพระสูตรไหนมาครับ?

การโพสต์นี้ได้ถูกแก้ไขโดย กบนอกกะลา: 02/05/2017 - 10:48

0



#156 ผู้ใช้ออฟไลน์   ngodngam ไอคอน

  • ตอบ 2000+
  • PipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 2348
  • สมัคร: 21/10/2009

ตอบ: 02/05/2017 - 18:41

ผมขอตอบคำถามคุณชาดีใน คห ๑๕๔ นะครับว่า
ผมมีเจตนา ๑๐๐% ที่จะรักษาพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าครับ
ซึ่งเป็นเหตุที่ผมยังแย้งบาง คห คุณชาดีอยู่ในขณะนี้นี่แหละ
เพราะผมเห็นว่าในบาง คห นั้น คุณชาดีอธิบายพระธรรมคำสอนผิด
ขอย้ำให้เข้าใจชัดเจนนะครับ พระสูตรที่คุณชาดียกมานั้นถูกต้อง
แต่เวลาที่คุณชาดีอธิบายนั้น บาง คห ของคุณชาดีอธิบายผิด
ซึ่งผมไม่ได้มีปัญหากับพระธรรมคำสอนนะครับ
แต่ผมมีปัญหากับคำอธิบายในบาง คห ของคุณชาดี เข้าใจตรงกันนะ


ทีนี้ ผมลองอ่าน ๓ บรรทัดแรกที่คุณชาดีอธิบายใน คห ๑๕๔ หลายรอบแล้ว
แต่ก็ไม่เข้าใจนะครับว่าอธิบายอะไรยังไง ผมลองถามแบบง่าย ๆ แล้วกันนะครับว่า
คุณชาดียืนยันความเห็นตัวเองใน คห ๑๔๙ ไหมครับว่าถูกต้อง ในประโยคนี้ที่บอกว่า

แสดงข้อความที่โพสต์shadee [ 01/05/2017 - 11:26 ]

ถ้ายังละตัณหา คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภาวตัณหาไม่ได้

ก็ยังละสักกายทิฐิสังโยชน์ไม่ได้

ขอนอบน้อมแต่พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ด้วยเศียรเกล้า
0



#157 ผู้ใช้ออฟไลน์   อโศกะ ไอคอน

  • ตอบ 2000+
  • PipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 2230
  • สมัคร: 11/07/2007

ตอบ: 03/05/2017 - 18:09

:102:

อ้างอิง

ถ้ายังละตัณหา คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภาวตัณหาไม่ได้

ก็ยังละสักกายทิฐิสังโยชน์ไม่ได้

:37:
นี่คือการกล่าวตู่และแต่งคำสอนของตนเองขึ้นมาแล้วอ้างพุทธพจน์สนับสนุน เป็นอันตรายยิ่งสำหรับพุทธศาสนา ต้องพากันพิจารณาให้ดีๆ เพราะสมัยนี้
"ผู้ร้ายในคราบผู้ดี" มีเยอะและเนียนมากครับ
:78:

การโพสต์นี้ได้ถูกแก้ไขโดย อโศกะ: 03/05/2017 - 18:09

0



#158 ผู้ใช้ออฟไลน์   อโศกะ ไอคอน

  • ตอบ 2000+
  • PipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 2230
  • สมัคร: 11/07/2007

ตอบ: 03/05/2017 - 18:34

:68:

อ้างอิง

ผมบอกไว้แต่แรกแล้วว่าผมเชื่อพระพุทธเจ้าที่ตรัสว่าสมุทัยคือ ตัณหา
แต่ผมเชิญชวนให้ทุกท่านสังเกตว่า มันมีอะไรที่ลึกลงไปในตัณหา
แล้วถามคุณ shadee ไว้ด้วยว่าจะเอาตัณหาออกอย่างไรโดยภาคปฏิบัติ

ผมถามว่า ตัณหา = อยาก.......ใครอยาก?

เอาตัณหาออก กับ เอาอัตตา(สักกายทิฏฐิ)หรือกู ออก อย่างไหนจะง่ายกว่ากัน

คุณ shadee ยังไม่ได้ตอบเลย แต่โวยวายให้ร้ายแตกประเด็นไปเป็นเรื่องอื่นมากมาย สงสัยจะเข้าใจผิดไปเสียละกระมังครับ
ไปแปลงเจตนาดีๆให้เป็นลบไปหมดแล้วกระมังครับ?

พูดผิด พูดใหม่ได้นะครับ

:82:
ผมยกมาถามในกระทู้ของคุณชาดีเองเลยนะครับ
จะได้คุยกันสบายๆ
:81:
0



#159 ผู้ใช้ออฟไลน์   shadee ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1070
  • สมัคร: 23/07/2009

ตอบ: 04/05/2017 - 22:59

สิ่งที่คิดว่าใครอยากนั้นแหละครับ ความอยาก ถ้าเราคุยกันดีๆ วิวาทะก็ไม่เกิดนะครับ เมื่อคุณเอ๋ยชื่อผม ผมก็จะสนทนากับคุณตรงๆ อีกครั้ง

ที่คุณบอกว่าใครอยาก สิ่งที่คุณสงสัยนั้นแหละ คือตัณหา
ยังไม่นับการหลงผิดคิดว่าเมื่อไม่มีอัตตาก็จะไม่ต้อง เสวยเวทนา แท้จริงแล้ว ขันธุ์ 5 ย่อมเกิดตามสภาพ ถ้าไม่มี อวิชา ตัณหา อุปทาน มันก็เกิดดับตามเหตุปัจจัยอยู่แล้วครับ
ไม่ต้องสงสัยว่ามีอะไรลึกกว่าตัณหา เพราะทั้งหมดคือตัณหา 3 ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ครับ อริยสัจ4 เป็นธรรมสูงสุดแล้วครับ ถ้าไม่รักษาปฏิบัติ ก็อย่าทำลายครับ


อีกอย่างที่คุณอโศกควรจะตอบ ว่าคุณคิดว่าคุณบรรลุธรรมเป็นโสดาบันแล้วหรือครับ
0



คำตอบต่อไป: shadee - อโศกะ - ngodngam - shadee - shadee - shadee - ngodngam - shadee - shadee - ngodngam - อโศกะ - shadee - shadee - shadee - shadee - อโศกะ - ngodngam - กบนอกกะลา - กบนอกกะลา - shadee - กบนอกกะลา - shadee - กบนอกกะลา - shadee - shadee - shadee - อโศกะ -
  • (10 หน้า)
  • +
  • « แรก
  • 6
  • 7
  • 8
  • 9
  • 10
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • ท่านไม่สามารถตอบกลับกระทู้นี้ได้

1 ผู้ใช้กำลังอ่านกระทู้นี้
0 สมาชิก, 1 ผู้เยี่ยมชม, 0 ผู้ใช้ที่ไม่ระบุชื่อ