ลานธรรมเสวนา: มาคุยกันตรงนี้ครับ คุณอโศก - ลานธรรมเสวนา

เข้าไปดูเนื้อหา

  • (4 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • 3
  • สุดท้าย »
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • ท่านไม่สามารถตอบกลับกระทู้นี้ได้

มาคุยกันตรงนี้ครับ คุณอโศก

#0 ผู้ใช้ออฟไลน์   shadee ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1070
  • สมัคร: 23/07/2009

ตอบ: 11/03/2017 - 20:43

มาคุยกันตรงนี้ครับ ขึ้เกียจตามไปหลายกระทู้
ตกลงคุณอโศก ไม่ยอมรับว่าที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วทรงสอน
อริยสัจจ์ 4 ที่ตรัสว่า ตัณหา เป็นเหตุ แห่งทุกข์ นั้น
คุณอโศก ไม่ยอมรับใช่มั้ยครับ
0


  • (4 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • 3
  • สุดท้าย »
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • ท่านไม่สามารถตอบกลับกระทู้นี้ได้

การตอบอื่นๆต่อกระทู้นี้



#1 ผู้ใช้ออฟไลน์   อโศกะ ไอคอน

  • ตอบ 2000+
  • PipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 2230
  • สมัคร: 11/07/2007

ตอบ: 11/03/2017 - 20:48

แสดงข้อความที่โพสต์shadee [ 11/03/2017 - 20:43 ]

มาคุยกันตรงนี้ครับ ขึ้เกียจตามไปหลายกระทู้
ตกลงคุณอโศก ไม่ยอมรับว่าที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วทรงสอน
อริยสัจจ์ 4 ที่ตรัสว่า ตัณหา เป็นเหตุ แห่งทุกข์ นั้น
คุณอโศก ไม่ยอมรับใช่มั้ยครับ

:79:

อ้างอิง

ผมบอกไว้แต่แรกแล้วว่าผมเชื่อพระพุทธเจ้าที่ตรัสว่าสมุทัยคือ ตัณหา
แต่ผมเชิญชวนให้ทุกท่านสังเกตว่า มันมีอะไรที่ลึกลงไปในตัณหา
แล้วถามคุณ shadee ไว้ด้วยว่าจะเอาตัณหาออกอย่างไรโดยภาคปฏิบัติ

ผมถามว่า ตัณหา = อยาก.......ใครอยาก?

เอาตัณหาออก กับ เอาอัตตา(สักกายทิฏฐิ)หรือกู ออก อย่างไหนจะง่ายกว่ากัน

คุณ shadee ยังไม่ได้ตอบเลย แต่โวยวายให้ร้ายแตกประเด็นไปเป็นเรื่องอื่นมากมาย สงสัยจะเข้าใจผิดไปเสียละกระมังครับ
ไปแปลงเจตนาดีๆให้เป็นลบไปหมดแล้วกระมังครับ?

พูดผิด พูดใหม่ได้นะครับ

0



#2 ผู้ใช้ออฟไลน์   shadee ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1070
  • สมัคร: 23/07/2009

ตอบ: 11/03/2017 - 20:48

ทิฐิและสังโยชน์
ทิฐิบางอย่างมิใช่สังโยชน์ก็มี
แต่สักกายทิฐิสังโยชน์ เป็นตัณหาทิฐิ
สังโยชน์ เป็นชื่อหนึ่งของตัณหา
ความเห็นผิดแล้วไปยึดมั่น ยึดติดเป็น อุปทานขันธ์
เกิดเพราะตัณหา
0



#3 ผู้ใช้ออฟไลน์   อโศกะ ไอคอน

  • ตอบ 2000+
  • PipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 2230
  • สมัคร: 11/07/2007

ตอบ: 11/03/2017 - 20:56

แสดงข้อความที่โพสต์shadee [ 11/03/2017 - 20:48 ]

ทิฐิและสังโยชน์
ทิฐิบางอย่างมิใช่สังโยชน์ก็มี
แต่สักกายทิฐิสังโยชน์ เป็นตัณหาทิฐิ
สังโยชน์ เป็นชื่อหนึ่งของตัณหา
ความเห็นผิดแล้วไปยึดมั่น ยึดติดเป็น อุปทานขันธ์
เกิดเพราะตัณหา

:79:

อ้างอิง

สังโยชน์ เป็นชื่อหนึ่งของตัณหา
ขอหลักฐานที่ว่า สังโยชน์ เป็นอีกชื่อหนึ่งของตัณหาด้วยครับ
:37:

การโพสต์นี้ได้ถูกแก้ไขโดย อโศกะ: 11/03/2017 - 20:56

0



#4 ผู้ใช้ออฟไลน์   shadee ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1070
  • สมัคร: 23/07/2009

ตอบ: 11/03/2017 - 21:02

คุณอโศกครับ เพราะ ตัณหา และ อวิชา ทำให้สัตว์ทั้งหลายเกิดขึ้นมา แล้วยึดมั่นถือมั่นว่า นั้นเป็นตัวตนของเรา เป็นของของเรา
ผมถามคุณอโศกว่า อะไร ลึกกว่ากันครับ
นี่คุณอโศกยังไม่รู้เลยว่า ตัณหาในภพ คือ ภวตัณหา ภวาสวะ เป็นปัจจัยให้ ปฏิสนธิ
0



#5 ผู้ใช้ออฟไลน์   อโศกะ ไอคอน

  • ตอบ 2000+
  • PipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 2230
  • สมัคร: 11/07/2007

ตอบ: 11/03/2017 - 21:07

แสดงข้อความที่โพสต์shadee [ 11/03/2017 - 21:02 ]

คุณอโศกครับ เพราะ ตัณหา และ อวิชา ทำให้สัตว์ทั้งหลายเกิดขึ้นมา แล้วยึดมั่นถือมั่นว่า นั้นเป็นตัวตนของเรา เป็นของของเรา
ผมถามคุณอโศกว่า อะไร ลึกกว่ากันครับ
นี่คุณอโศกยังไม่รู้เลยว่า ตัณหาในภพ คือ ภวตัณหา ภวาสวะ เป็นปัจจัยให้ ปฏิสนธิ

:75:
แล้วคุณ shadee..เอาอะไรออกได้ก่อน เอาออกยังไง ตอบแบบสรุปสั้นๆ ภาษาง่ายๆหน่อยนะครับ
:78:
0



#6 ผู้ใช้ออฟไลน์   กอบ ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: ผู้ดูแลระบบ
  • ตอบ: 12319
  • สมัคร: 23/01/2004

ตอบ: 11/03/2017 - 21:13

ขอให้คุยกันด้วยการอ้าง พระไตรปิฎกเป็นหลักนะครับ
เพราะเป็นหลักฐานที่ลานธรรมใช้ในการแก้ปัญหาต่าง ๆ มานานแล้วครับ :-)

ถ้าสามารถอ้างอิงพระสูตรประกอบกับความเห็นตนเองได้ (ตรงตามความจริง) จะดีมาก ๆ ครับ
เพราะเพื่อน ๆ สามารถไปค้นคว้าเพิ่มเติมกันได้อีกครับ เป็นประโยชน์มากต่อการศึกษาครับ

เวบที่มีพระไตรปิฎกให้ใช้ค้นหาฟรี ๆ ก็เช่น

http://www.84000.org ครับ

คนเขียนเวบนี้ก็เป็นแอดมินของลานธรรมคนนึงครับ :-)
ไวรัสเรียกค่าไถ่ จะทำการเข้ารหัสไฟล์ในคอมพิวเตอร์ของเราทั้งหมดโดยเฉพาะไฟล์เอกสาร ทำให้เปิดใช้ไฟล์ไม่ได้ทั้ง Harddisk

ตอนนี้ทาง kaspersky ออกตัวถอดรหัสมาให้ครับ
ใครที่เจอไวรัสพวกนี้ ลองเข้าไปโหลดตัวแก้ไข ที่นี่นะครับ
http://support.kaspersky.com/viruses/utility#
0



#7 ผู้ใช้ออฟไลน์   shadee ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1070
  • สมัคร: 23/07/2009

ตอบ: 11/03/2017 - 21:21

ถ้าภิกษุใด เห็นความเป็นสัตว์ตามความเป็นจริง และก้าวล่วง
ความเป็นสัตว์แล้ว ย่อมน้อมใจไปในธรรมตามที่เป็นจริง
เพื่อความหมดสิ้นแห่งภวตัณหา ภิกษุนั้น กำหนดรู้ ความ
เป็นสัตว์แล้ว ผู้ปราศจากตัณหาในภพน้อยภพใหญ่ ย่อม
ไม่มาสู่ภพใหม่ เพราะความไม่มีแห่งความเป็นสัตว์ ดังนี้ ฯ

ความเห็นตามขันธ์ส่วนอดีตว่า นั่นของเรา เป็นทิฐิ ๑๘ ทิฐิเหล่านั้น
ตามถือขันธ์ส่วนอดีต ความเห็นตามขันธ์ส่วนอนาคตว่า นั่นเป็นเรา เป็นทิฐิ ๔๔
ทิฐิเหล่านั้นตามถือขันธ์ส่วนอนาคต อัตตานุทิฐิมีวัตถุ ๒๐ ว่า นั่นเป็นตัวตน
ของเรา เป็นสักกายทิฐิ มีวัตถุ ๒๐ ทิฐิ ๖๒ โดยมีสักกายทิฐิเป็นประธาน
ทิฐิเหล่านั้น ตามถือขันธ์ทั้งส่วนอดีตและส่วนอนาคต ฯ


พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๕ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๒
วิภังคปกรณ์

[๔] รูปภายใน เป็นไฉน
รูปใด ของสัตว์นั้นๆ เอง ซึ่งมีในตน เฉพาะตน เกิดในตน เฉพาะ
บุคคล อันกรรมที่สัมปยุตด้วยตัณหาทิฐิยึดครอง ได้แก่มหาภูตรูป ๔ และ
อุปาทายรูปที่อาศัยมหาภูตรูป ๔ นี้เรียกว่ารูปภายใน
รูปภายนอก เป็นไฉน
รูปใด ของสัตว์อื่นของบุคคลอื่นนั้นๆ ซึ่งมีในตน เฉพาะตน เกิดในตน
เฉพาะบุคคล อันกรรมที่สัมปยุตด้วยตัณหาทิฐิยึดครอง ได้แก่มหาภูตรูป ๔ และ
อุปาทายรูปที่อาศัยมหาภูตรูป ๔ นี้เรียกว่ารูปภายนอก

[๑๐] เวทนาภายใน เป็นไฉน
เวทนาใด ของสัตว์นั้นๆ เองซึ่งมีในตน เฉพาะตน เกิดในตน เฉพาะ
บุคคล อันกรรมที่สัมปยุตด้วยตัณหาทิฐิยึดครอง ได้แก่ สุขเวทนา ทุกขเวทนา
อทุกขมสุขเวทนา นี้เรียกว่าเวทนาภายใน
เวทนาภายนอก เป็นไฉน
เวทนาใด ของสัตว์อื่นของบุคคลอื่นนั้นๆ ซึ่งมีในตน เฉพาะตน เกิด
ในตน มีเฉพาะบุคคล อันกรรมที่สัมปยุตด้วยตัณหาทิฐิยึดครอง ได้แก่
สุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา นี้เรียกว่าเวทนาภายนอก

[๑๖] สัญญาภายใน เป็นไฉน
สัญญาใด ของสัตว์นั้นๆ เอง ซึ่งมีในตน เฉพาะตน เกิดในตน
เฉพาะบุคคล อันกรรมที่สัมปยุตด้วยตัณหาทิฐิยึดครอง ได้แก่จักขุสัมผัสสชา-
*สัญญา ฯลฯ มโนสัมผัสสชาสัญญา นี้เรียกว่าสัญญาภายใน
สัญญาภายนอก เป็นไฉน
สัญญาใด ของสัตว์อื่นของบุคคลอื่นนั้นๆ ซึ่งมีในตน เฉพาะตน เกิด
ในตน เฉพาะบุคคล อันกรรมที่สัมปยุตด้วยตัณหาทิฐิยึดครอง ได้แก่
จักขุสัมผัสสชาสัญญา ฯลฯ มโนสัมผัสสชาสัญญา นี้เรียกว่าสัญญาภายนอก

[๒๒] สังขารภายใน เป็นไฉน
สังขารเหล่าใด ของสัตว์นั้นๆ เอง ซึ่งมีในตน เฉพาะตน เกิดในตน
เฉพาะบุคคล อันกรรมที่สัมปยุตด้วยตัณหาทิฐิยึดครอง ได้แก่จักขุสัมผัสสชา-
*เจตนา ฯลฯ มโนสัมผัสสชาเจตนา นี้เรียกว่าสังขารภายใน
สังขารภายนอก เป็นไฉน
สังขารเหล่าใด ของสัตว์อื่นของบุคคลอื่นนั้นๆ ซึ่งมีในตน เฉพาะตน
เกิดในตน เฉพาะบุคคล อันกรรมที่สัมปยุตด้วยตัณหาทิฐิยึดครอง ได้แก่
จักขุสัมผัสสชาเจตนา ฯลฯ มโนสัมผัสสชาเจตนา นี้เรียกว่าสังขารภายนอก

[๒๘] วิญญาณภายใน เป็นไฉน
วิญญาณใด ของสัตว์นั้นๆ เองซึ่งมีในตน เฉพาะตน เกิดในตน เฉพาะ
บุคคล อันกรรมที่สัมปยุตด้วยตัณหาทิฐิยึดครอง ได้แก่จักขุวิญญาณ ฯลฯ
มโนวิญญาณ นี้เรียกว่าวิญญาณภายใน
วิญญาณภายนอก เป็นไฉน
วิญญาณใด ของสัตว์อื่นของบุคคลอื่นนั้นๆ ซึ่งมีในตน เฉพาะตน เกิด
ในตน เฉพาะบุคคล อันกรรมที่สัมปยุตด้วยตัณหาทิฐิยึดครอง ได้แก่จักขุ-
*วิญญาณ ฯลฯ มโนวิญญาณ นี้เรียกว่าวิญญาณภายนอก


สุตตันตภาชนีย์ จบ

เนื้อความพระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๕ บรรทัดที่ ๓๕ - ๓๙๒. หน้าที่ ๒ - ๑๗.
http://www.84000.org...392&pagebreak=0
ศึกษาอรรถกถานี้ ได้ที่ :-
http://www.84000.org...ha.php?b=35&i=1
สารบัญพระไตรปิฎกเล่มที่ ๓๕
http://www.84000.org...
0



#8 ผู้ใช้ออฟไลน์   shadee ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1070
  • สมัคร: 23/07/2009

ตอบ: 11/03/2017 - 21:23

ขอบคุณ คุณ กอป ครับ ที่เห็นชอบในการยกพระไตรปิฏก เพราะผมยกมานี่ ท่านไม่อ่านเลยนะครับเนี้ย
0



#9 ผู้ใช้ออฟไลน์   shadee ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1070
  • สมัคร: 23/07/2009

ตอบ: 11/03/2017 - 21:33

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๙ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๑
สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค



วัชชีสูตรที่ ๒
ว่าด้วยการรู้ชัดและไม่รู้ชัดอริยสัจ ๔
[๑๗๐๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งย่อมไม่รู้ชัดตาม
ความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ... นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นไม่นับว่าเป็น
สมณะในพวกสมณะ หรือว่าเป็นพราหมณ์ในพวกพราหมณ์ และท่านเหล่านั้นยังไม่กระทำให้
แจ้งซึ่งประโยชน์แห่งความเป็นสมณะหรือประโยชน์แห่งความเป็นพราหมณ์ ด้วยปัญญาอันยิ่ง
เอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่.
[๑๗๐๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ส่วนสมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งย่อมรู้ตาม
ความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ... นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา สมณะหรือพราหมณ์พวกนั้น นับว่าเป็น
สมณะในพวกสมณะ และนับว่าเป็นพราหมณ์ในพวกพราหมณ์ และท่านเหล่านั้นกระทำให้แจ้ง
แล้วซึ่งประโยชน์แห่งความเป็นสมณะ และประโยชน์แห่งความเป็นพราหมณ์ ด้วยปัญญาอันยิ่ง
เอง ในปัจจุบันเข้าถึงอยู่ พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดา ครั้นได้ตรัสไวยากรณภาษิตนี้จบลงแล้ว
จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า
[๑๗๐๒] ชนเหล่าใดย่อมไม่รู้ชัดซึ่งทุกข์ เหตุเกิดแห่งทุกข์ ความดับ
ทุกข์ โดยประการทั้งปวงไม่มีเหลือ และไม่รู้ชัดซึ่งทางให้ถึงความ
สงบทุกข์ ชนเหล่านั้นเสื่อมแล้วจากเจโตวิมุติ และปัญญาวิมุติ
ไม่ควรเพื่อกระทำที่สุดทุกข์ เข้าถึงชาติและชราโดยแท้ ส่วนชน
เหล่าใดย่อมรู้ชัดซึ่งทุกข์ เหตุเกิดแห่งทุกข์ ความดับทุกข์ โดย
ประการทั้งปวงไม่มีเหลือ และรู้ชัดซึ่งทางให้ถึงความสงบทุกข์ ชน
เหล่านั้นถึงพร้อมแล้วด้วยเจโตวิมุติ และปัญญาวิมุติ ควรเพื่อ
กระทำที่สุดทุกข์ ไม่เข้าถึงชาติและชรา.
จบ สูตรที่ ๒
เนื้อความพระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๙ บรรทัดที่ ๑๐๒๖๔ - ๑๐๒๘๕. หน้าที่ ๔๒๘ - ๔๒๙.
http://www.84000.org...285&pagebreak=0
ศึกษาอรรถกถานี้ ได้ที่ :-
http://www.84000.org...php?b=19&i=1700
ศึกษาพระไตรปิฏกฉบับภาษาบาลี อักษรไทย ได้ที่ :-
[1700-1702] http://www.84000.org...9&A=1700&Z=1702
สารบัญพระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๙
http://www.84000.org...
0 + -

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๙ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๑
สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค



โกฏิคามวรรคที่ ๓
วัชชีสูตรที่ ๑
ว่าด้วยการตรัสรู้และไม่ตรัสรู้อริยสัจ ๔
[๑๖๙๘] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ โกฏิคามในแคว้นวัชชี ณ ที่นั้นแล
พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาแล้วตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะไม่ได้ตรัสรู้ ไม่ได้
แทงตลอดอริยสัจ ๔ เราด้วย เธอทั้งหลายด้วย จึงแล่นไป ท่องเที่ยวไปยังสังสารวัฏนี้ตลอด
กาลนานอย่างนี้ อริยสัจ ๔ เป็นไฉน? คือ เพราะไม่ได้ตรัสรู้ ไม่ได้แทงตลอดทุกขอริยสัจ ๑
ทุกขสมุทยอริยสัจ ๑ ทุกขนิโรธอริยสัจ ๑ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ ๑ เราด้วย เธอ
ทั้งหลายด้วย จึงแล่นไป ท่องเที่ยวไปยังสังสารวัฏนี้ตลอดกาลนานอย่างนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ทุกขอริยสัจ เราด้วย เธอทั้งหลายด้วย ตรัสรู้แล้ว แทงตลอดแล้ว ทุกขสมุทยอริยสัจ ...
ทุกขนิโรธอริยสัจ ... ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ เราด้วย เธอทั้งหลายด้วย ตรัสรู้แล้ว
แทงตลอดแล้ว ตัณหาในภพขาดสูญแล้ว ตัณหาที่จะนำไปสู่ภพสิ้นแล้ว บัดนี้ ภพใหม่ไม่มี
พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดา ครั้นได้ตรัสไวยากรณภาษิตนี้จบลงแล้ว จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์
ต่อไปอีกว่า
[๑๖๙๙] เพราะไม่เห็นอริยสัจ ๔ ตามเป็นจริง เราและเธอทั้งหลายได้
ท่องเที่ยวไปในชาตินั้นๆ ตลอดกาลนาน อริยสัจ ๔ เหล่านี้ เรา
และเธอทั้งหลายเห็นแล้ว ตัณหาที่จะนำไปสู่ภพถอนขึ้นได้แล้ว มูล-
*แห่งทุกข์ตัดขาดแล้ว บัดนี้ภพใหม่ไม่มี.
จบ สูตรที่ ๑
เนื้อความพระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๙ บรรทัดที่ ๑๐๒๔๕ - ๑๐๒๖๓. หน้าที่ ๔๒๘.
http://www.84000.org...263&pagebreak=0
ศึกษาอรรถกถานี้ ได้ที่ :-
http://www.84000.org...php?b=19&i=1698
ศึกษาพระไตรปิฏกฉบับภาษาบาลี อักษรไทย ได้ที่ :-
[1698-1699] http://www.84000.org...9&A=1698&Z=1699
สารบัญพระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๙
http://www.84000.org...

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๙ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑
ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค

อาสวักขยญาณ
ภิกษุนั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อน
ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว อย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่ออาสวักขยญาณ ย่อมรู้ชัด
ตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา เหล่านี้อาสวะ
เหล่านี้อาสวสมุทัย นี้อาสวนิโรธ นี้อาสวนิโรธคามินีปฏิปทา เมื่อเธอรู้เห็นอย่างนี้ จิตย่อม
หลุดพ้น แม้จากกามาสวะ แม้จากภวาสวะ แม้จากอวิชชาสวะ เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว ก็มีญาณ
ว่าหลุดพ้นแล้ว รู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่น
เพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ดูกรเกวัฏฏ์ เปรียบเหมือนสระน้ำบนยอดเขา ใสสะอาดไม่ขุ่นมัว
บุรุษผู้มีจักษุยืนอยู่บนขอบสระนั้น จะพึงเห็นหอยโข่งและหอยกาบต่างๆ บ้าง ก้อนกรวด และ
ก้อนหินบ้าง ฝูงปลาบ้าง กำลังว่ายอยู่บ้าง หยุดอยู่บ้าง ในสระน้ำนั้น เขาจะพึงคิดเห็น
อย่างนี้ว่า สระน้ำนี้ใสสะอาดไม่ขุ่นมัว หอยโข่งและหอยกาบต่างๆ บ้าง ก้อนกรวดและก้อนหิน
บ้าง ฝูงปลาบ้าง เหล่านี้กำลังว่ายอยู่บ้าง กำลังหยุดอยู่บ้าง ในสระนั้น ดังนี้ ฉันใด
ภิกษุก็ฉันนั้นแล เมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อน
ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว อย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่ออาสวักขยญาณ
ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา
เหล่านี้อาสวะ นี้อาสวสมุทัย นี้อาสวนิโรธ นี้อาสวนิโรธคามินีปฏิปทา เมื่อเธอรู้เห็นอย่างนี้
จิตย่อมหลุดพ้น แม้จากกามาสวะ แม้จากภวาสวะ แม้จากอวิชชาสวะ เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว
ก็มีญาณว่าหลุดพ้นแล้ว รู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว
กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ดูกรเกวัฏฏ์ แม้ข้อนี้ก็เรียกว่าอนุสาสนีปาฏิหาริย์.

เนื้อความพระไตรปิฎก เล่มที่ ๙ บรรทัดที่ ๗๓๑๗ - ๗๘๙๘. หน้าที่ ๓๐๖ - ๓๒๙.
http://www.84000.org...898&pagebreak=0
ศึกษาอรรถกถานี้ ได้ที่ :-
http://www.84000.org...a.php?b=9&i=338
ศึกษาพระไตรปิฏกฉบับภาษาบาลี อักษรไทย ได้ที่ :-
[338-350] http://www.84000.org...B=9&A=338&Z=350
สารบัญพระไตรปิฎกเล่มที่ ๙
http://www.84000.org...
0



#10 ผู้ใช้ออฟไลน์   shadee ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1070
  • สมัคร: 23/07/2009

ตอบ: 11/03/2017 - 21:38

๔. ปริวัฏฏสูตร
ว่าด้วยการรู้อุปาทานขันธ์โดยเวียนรอบ ๔
[๑๑๒] พระนครสาวัตถี. ฯลฯ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย
อุปาทานขันธ์ ๕ ประการนี้ ๕ ประการเป็นไฉน? คือ อุปาทานขันธ์คือรูป อุปาทานขันธ์คือเวทนา
อุปาทานขันธ์คือสัญญา อุปาทานขันธ์คือสังขาร อุปาทานขันธ์คือวิญญาณ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย
เรายังไม่รู้ยิ่งซึ่งอุปาทานขันธ์ ๕ ประการนี้ โดยเวียนรอบ ๔ ตามความเป็นจริง เพียงใด เราก็ยัง
ไม่ปฏิญาณว่า เป็นผู้ตรัสรู้ชอบยิ่งซึ่งสัมมาสัมโพธิญาณ อย่างยอดเยี่ยม ในโลกพร้อมทั้งเทวโลก
มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์เพียงนั้น. ดูกร
ภิกษุทั้งหลาย เมื่อใดแล เรารู้ยิ่งซึ่งอุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้ โดยเวียนรอบ ๔ ตามความเป็น
จริง เมื่อนั้น เราจึงปฏิญาณว่า เป็นผู้ตรัสรู้ชอบยิ่งซึ่งสัมมาสัมโพธิญาณ อย่างยอดเยี่ยม ในโลก
พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและ
มนุษย์. เวียนรอบ ๔ อย่างไร? คือ เรารู้ยิ่งซึ่งรูป ความเกิดแห่งรูป ความดับแห่งรูป ปฏิปทา
อันให้ถึงความดับแห่งรูป รู้ยิ่งซึ่งเวทนา ฯลฯ รู้ยิ่งซึ่งสัญญา ฯลฯ รู้ยิ่งซึ่งสังขาร ฯลฯ รู้ยิ่งซึ่ง
วิญญาณ ความเกิดแห่งวิญญาณ ความดับแห่งวิญญาณ ปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่งวิญญาณ.
[๑๑๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็รูปเป็นไฉน? คือ มหาภูตรูป ๔ และรูปที่อาศัยมหาภูต
รูป ๔. นี้เรียกว่ารูป. ความเกิดขึ้นแห่งรูป ย่อมมีเพราะความเกิดขึ้นแห่งอาหาร ความดับแห่งรูป
ย่อมมีเพราะความดับแห่งอาหาร อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ คือ สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ
สัมมาสมาธิ. นี้แลเป็นปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่งรูป. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สมณะหรือ
พราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง รู้ยิ่งซึ่งรูปอย่างนี้ รู้ยิ่งซึ่งความเกิดแห่งรูปอย่างนี้ รู้ยิ่งซึ่งความดับ
แห่งรูปอย่างนี้ รู้ยิ่งซึ่งปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่งรูปอย่างนี้ ปฏิบัติแล้วเพื่อความหน่าย เพื่อ
ความคลายกำหนัด เพื่อความดับรูป สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่าปฏิบัติดีแล้ว ชนเหล่าใด
ปฏิบัติดีแล้ว ชนเหล่านั้น ชื่อว่าย่อมหยั่งลงในธรรมวินัยนี้. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สมณะหรือ
พราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง รู้ยิ่งซึ่งรูปอย่างนี้ รู้ยิ่งซึ่งความเกิดแห่งรูปอย่างนี้ รู้ยิ่งซึ่งความดับ
แห่งรูปอย่างนี้ รู้ยิ่งซึ่งข้อปฏิบัติอันให้ถึงความดับแห่งรูปอย่างนี้ เป็นผู้หลุดพ้นแล้ว เพราะเบื่อ
หน่าย เพราะคลายกำหนัด เพราะความดับ เพราะไม่ถือมั่นรูป สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น
ชื่อว่า หลุดพ้นแล้วดี สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด หลุดพ้นดีแล้ว สมณะหรือพราหมณ์เหล่า
นั้น เป็นผู้มีกำลังสามารถเป็นของตน สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด เป็นผู้มีกำลังสามารถเป็น
ของตน ความเวียนวนเพื่อปรากฏ ย่อมไม่มีแก่สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น.
[๑๑๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เวทนาเป็นไฉน? เวทนา ๖ หมวดนี้ คือ เวทนาเกิดแต่
จักขุสัมผัส เวทนาเกิดแต่โสตสัมผัส เวทนาเกิดแต่ฆานสัมผัส เวทนาเกิดแต่ชิวหาสัมผัส
เวทนาเกิดแต่กายสัมผัส เวทนาเกิดแต่มโนสัมผัส. ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าเวทนา ความ
เกิดขึ้นแห่งเวทนา ย่อมมีเพราะความเกิดขึ้นแห่งผัสสะ ความดับแห่งเวทนา ย่อมมีเพราะความ
ดับแห่งผัสสะ อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ คือ สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ สัมมาสมาธิ. นี้
แลเป็นปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่งเวทนา. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด
เหล่าหนึ่ง รู้ยิ่งซึ่งเวทนาอย่างนี้ รู้ยิ่งซึ่งความเกิดแห่งเวทนาอย่างนี้ รู้ยิ่งซึ่งความดับแห่งเวทนา
อย่างนี้ รู้ยิ่งซึ่งปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่งเวทนาอย่างนี้ ปฏิบัติแล้วเพื่อความหน่าย เพื่อ
ความคลายกำหนัด เพื่อความดับเวทนา สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่าปฏิบัติดีแล้ว ชน
เหล่าใด ปฏิบัติดีแล้ว ชนเหล่านั้น ชื่อว่า ย่อมหยั่งลงในธรรมวินัยนี้. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็
สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง รู้ยิ่งซึ่งเวทนาอย่างนี้ รู้ยิ่งซึ่งความเกิดแห่งเวทนาอย่างนี้
รู้ยิ่งซึ่งความดับแห่งเวทนาอย่างนี้ รู้ยิ่งซึ่งข้อปฏิบัติอันให้ถึงความดับแห่งเวทนาอย่างนี้ เป็นผู้
หลุดพ้นแล้ว เพราะเบื่อหน่าย เพราะคลายกำหนัด เพราะความดับ เพราะไม่ถือมั่นเวทนา
สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่า หลุดพ้นดีแล้ว สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด หลุดพ้นดีแล้ว
สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น เป็นผู้มีกำลังสามารถเป็นของตน สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด
เป็นผู้มีกำลังสามารถเป็นของตน ความเวียนวนเพื่อความปรากฏ ย่อมไม่มีแก่สมณะหรือพราหมณ์
เหล่านั้น.
[๑๑๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัญญาเป็นไฉน? ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัญญา ๖ หมวดนี้
คือ ความสำคัญในรูป ความสำคัญในเสียง ความสำคัญในกลิ่น ความสำคัญในรส ความสำคัญ
ในโผฏฐัพพะ ความสำคัญในธรรมารมณ์. ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าสัญญา. ความเกิดขึ้น
แห่งสัญญา ย่อมมี เพราะความเกิดขึ้นแห่งผัสสะ ความดับแห่งสัญญา ย่อมมี เพราะความดับแห่ง
ผัสสะ อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ คือ สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ สัมมาสมาธิ. นี้แลเป็น
ปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่งสัญญา. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง
รู้ยิ่งซึ่งสัญญาอย่างนี้ ฯลฯ ความวนเวียนเพื่อความปรากฏ ย่อมไม่มี แก่สมณะหรือพราหมณ์
เหล่านั้น.
[๑๑๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สังขารเป็นไฉน? ดูกรภิกษุทั้งหลาย เจตนา ๖ หมวดนี้
คือ รูปสัญเจตนา สัททสัญเจตนา คันธสัญเจตนา รสสัญเจตนา โผฏฐัพพสัญเจตนา ธรรม
สัญเจตนา. ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าสังขาร. ความเกิดขึ้นแห่งสังขาร ย่อมมีเพราะความ
เกิดขึ้นแห่งผัสสะ ความดับแห่งสังขาร ย่อมมี เพราะความดับแห่งผัสสะ อริยมรรคประกอบ
ด้วยองค์ ๘ ประการ คือ สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ สัมมาสมาธิ. นี้แลเป็นปฏิปทาอันให้ถึงความดับ
แห่งสังขาร. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง รู้ยิ่งซึ่งสังขารอย่าง
นี้ ฯลฯ ความวนเวียนเพื่อปรากฏ ย่อมไม่มี แก่สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น
[๑๑๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย วิญญาณเป็นไฉน? ดูกรภิกษุทั้งหลาย วิญญาณ ๖ หมวดนี้
คือ จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณ. ดูกรภิกษุ
ทั้งหลาย นี้เรียกว่าวิญญาณ. ความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณ ย่อมมี เพราะความเกิดขึ้นแห่งนามรูป
ความดับแห่งวิญญาณย่อมมี เพราะความดับแห่งนามรูป อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ
คือสัมมาทิฏฐิ ฯลฯ สัมมาสมาธิ. นี้แลเป็นปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่งวิญญาณ. ดูกรภิกษุทั้ง
หลาย ก็สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง รู้ยิ่งซึ่งวิญญาณอย่างนี้ รู้ยิ่งซึ่งเหตุเกิดแห่ง
วิญญาณอย่างนี้ รู้ยิ่งซึ่งความดับแห่งวิญญาณอย่างนี้ รู้ยิ่งซึ่งข้อปฏิบัติอันให้ถึงความดับแห่งวิญญาณ
อย่างนี้ ปฏิบัติแล้ว เพื่อความหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับวิญญาณ สมณะ
หรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่าปฏิบัติดีแล้ว ชนเหล่าใด ปฏิบัติดีแล้ว ชนเหล่านั้น ชื่อว่าย่อม
หยั่งลงในธรรมวินัยนี้. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง รู้ยิ่งซึ่ง
วิญญาณอย่างนี้ รู้ยิ่งซึ่งความเกิดแห่งวิญญาณอย่างนี้ รู้ยิ่งซึ่งความดับแห่งวิญญาณอย่างนี้ รู้ยิ่งซึ่ง
ข้อปฏิบัติอันให้ถึงความดับแห่งวิญญาณอย่างนี้ เป็นผู้หลุดพ้นแล้ว เพราะเบื่อหน่าย เพราะคลาย
กำหนัด เพราะความดับ เพราะไม่ถือมั่นวิญญาณ สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่าหลุด
พ้นดีแล้ว สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด หลุดพ้นดีแล้ว สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น เป็นผู้มี
กำลังสามารถเป็นของตน สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเป็นผู้มีกำลังสามารถเป็นของตน ความ
วนเวียนเพื่อความปรากฏ ย่อมไม่มีแก่สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น.
จบ สูตรที่ ๔.
0



#11 ผู้ใช้ออฟไลน์   shadee ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1070
  • สมัคร: 23/07/2009

ตอบ: 11/03/2017 - 21:55

สรุป คุณอโศก เหมือนเด็กเล่นขายของจริงๆ ตอนแรกบอก สักกายทิฐิสังโยชน์ ลึกกว่าคัณหา

พอมีหลักฐานว่า ตัณหา ลีกกว่า ก็มาเฉไฉ ไปซะอีก

นี่ยังเห็น สักกายทิฐิสังโยชน์ ลึกกว่าตัณหา อยู่อีกหรือเปล่าละเนี้ย


ตอบ:1789
สมัคร:11/07/2007

ตอบ: 21/02/2017 - 06:52
แสดงข้อความที่โพสต์shadee [ 20/02/2017 - 07:27 ]
เรียน คุณอโศก
ทุกข์สมุทัยอริยสัจจ์ คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภาวตัณหา
ครับผม

:33:
สมุทัยคือตัณหา....อันแบ่งออกได้เป็น 3 ดังที่คุณ shadee บอก ใช่แล้วครับ

แต่ที่ลึกลงไปกว่าตัณหา 3 คืออะไร ทราบหรือยังครับ

ตัณหา = ความอยาก

ความอยากเกิดขึ้นกับใครหรืออะไรครับ?
:95:

เจอหลักฐานแล้ว โกหก มุสา ถ้าเป็นพระ ปาราชิกไปแล้วนะครับเนี้ย

ผมบอกไว้แต่แรกแล้วว่าผมเชื่อพระพุทธเจ้าที่ตรัสว่าสมุทัยคือ ตัณหา
แต่ผมเชิญชวนให้ทุกท่านสังเกตว่า มันมีอะไรที่ลึกลงไปในตัณหา
แล้วถามคุณ shadee ไว้ด้วยว่าจะเอาตัณหาออกอย่างไรโดยภาคปฏิบัติ


" แต่ที่ลึกลงไปกว่าตัณหา 3 คืออะไร ทราบหรือยังครับ " กับ " แต่ผมเชิญชวนให้ทุกท่านสังเกตว่า มันมีอะไรที่ลึกลงไปในตัณหา "

2 ประโยกนี้ เด็ก ป.4 ก็รู้และเข้าใจ นะครับ ว่าคนละความหมายกัน

การโพสต์นี้ได้ถูกแก้ไขโดย shadee: 11/03/2017 - 21:58

0



#12 ผู้ใช้ออฟไลน์   กบนอกกะลา ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1174
  • สมัคร: 03/05/2009

ตอบ: 11/03/2017 - 22:07

:99: :99: :99:
0



#13 ผู้ใช้ออฟไลน์   อโศกะ ไอคอน

  • ตอบ 2000+
  • PipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 2230
  • สมัคร: 11/07/2007

ตอบ: 12/03/2017 - 04:55

แสดงข้อความที่โพสต์กอบ [ 11/03/2017 - 21:13 ]

ขอให้คุยกันด้วยการอ้าง พระไตรปิฎกเป็นหลักนะครับ
เพราะเป็นหลักฐานที่ลานธรรมใช้ในการแก้ปัญหาต่าง ๆ มานานแล้วครับ :-)

ถ้าสามารถอ้างอิงพระสูตรประกอบกับความเห็นตนเองได้ (ตรงตามความจริง) จะดีมาก ๆ ครับ
เพราะเพื่อน ๆ สามารถไปค้นคว้าเพิ่มเติมกันได้อีกครับ เป็นประโยชน์มากต่อการศึกษาครับ

เวบที่มีพระไตรปิฎกให้ใช้ค้นหาฟรี ๆ ก็เช่น

http://www.84000.org ครับ

คนเขียนเวบนี้ก็เป็นแอดมินของลานธรรมคนนึงครับ :-)

ขอบพระคุณคุณกอบเป็นอย่างยิ่งครับที่กรุณามาช่วยชี้แนะ

สำหรับอโศกะตอนนี้ ต้องขออนุญาตทำตนให้อยู่ในตำแหน่งผู้ซักถาม ซักไซ้ไล่เรียง ตั้งข้อสังเกตให้กับท่านผู้รู้และชำนาญในการศึกษาค้นคว้าพระไตรปิฎกทั้งงหลาย ให้ท่านได้เลือกเฟ้นธรรมภาคทฤษฎีจากพระไตรปิฎกมาช่วยชี้แนะและแก้ไขปัญหาข้อข้องใจต่างๆ เพื่อที่จะเป็นการนำความรู้ ทฤษฎี และหลักปฏิบัติอันประเสริฐสมบูรณ์พร้อมของพระบรมศาสดา ไปสู่การปฏิบัติจริง

ผมได้สังเกตจากการท่องไปในลานธรรมต่างๆว่า ส่วนใหญ่จะเป็นการค้นคว้า คัดลอกธรรมจากพระไตรปิฎกมาเล่าสู่กันฟังและชี้แนะกันถกเถียงกันตามประเด็นปัญหาและความสนใจของผู้ที่เข้ามาศึกษา ซักถาม แต่การนำไปสู่การปฏิบัติจริง การแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ในการปฏิบัติจริงยังค่อนข้างจะมีน้อยอยู่ ผมจึงขอยืนอยู่ในฝ่ายที่ไม่ค้นคว้าอ้างอิงพระไตรปิฎกมาพูด แต่เปิดโอกาสและสร้างโอกาสให้ผู้รู้ผู้ชำนาญทั้งหลายได้เลือกเฟ้นธรรมจากพระไตรปิฎกมาแสดงให้มากๆ ตรงประเด็นและนำไปสู่การปฏิบัติจริง

อย่างตอนนี้ก็มีคุณ shadee..ที่ทำได้ดีมากต้องขอชมเชยและอนุโมทนา

แต่คุณshadee คงจะใจร้อนไปหน่อยและไม่ค่อยชอบการกระโดดไปกระโดดมาสนทนา ตอบปัญหาในหลายกระทู้เลยมาตั้งกระทู้จำเพาะเจาะจงระบุชื่อเช่นนี้
ต้องขอบอกกล่าวกับคุณ shadee.ว่า ผมตั้งกระทู้ไว้รอตั้งนานแล้วที่ กระทู้วิเคราะห์ธรรมแบบลูกทุ่ง ซึ่งเปิดกว้างให้คุยกันวิเคราะห์ธรรมกันได้หลากหลาย ขอเชิยย้ายไปคุยกันที่นั่นในประเด็นที่จะต้องวิเคราะห์ วิจัยวิจารณ์กันนะครับ

ส่วนบทธรรม ข้อธรรมที่คุณ shadee. ได้ไปเลือกเฟ้นมาให้อ่าน ผมอ่านทั้งหมดแล้วครับ ดีมาก แต่ผมอยากจะได้เห็นได้ยินคำพูดของคุณ shadee.ว่าในการนำไปใช้ในการปฏิบัติจริงที่คุณได้ทำไปและได้ผลในการเข้าสู่อาสวักขยญาณของคุณ shadee.นั้นทำอย่างไร เป็นอย่างไร (ประสบการณ์จริง) จึงตั้งคำถามไว้ตั้งหลายครั้งหลายแห่งดังที่เห็นนะครับ

การจะคุยกันต่อไป เรื่องพละ (พาลความ)ทั้งหลายที่อาจจะเผลอกลายเป็นมิจฉาวาจาหรือปมาทะกันไปได้ง่ายๆก็ขอความกรุณาไม่ต้องใช้นะครับ พูดเนื้อธรรมกันไปตรงๆเฉพาะเลยดีกว่านะครับจะได้สบายใจกันทุกฝ่าย คุยกันได้นานๆ ฉันท์มิตรและผู้ปราถนาดีต่อโลก ร่วมกันครับ
:82:
http://larndham.org/...iew__getnewpost

การโพสต์นี้ได้ถูกแก้ไขโดย อโศกะ: 12/03/2017 - 05:22

0



#14 ผู้ใช้ออฟไลน์   กบนอกกะลา ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1174
  • สมัคร: 03/05/2009

ตอบ: 12/03/2017 - 06:05

:99: :99: :99:

งั้นก็..ลดลด..การไปว่าคนอื่น"มโนโมเมเอาเอง."...ซะด้วยนะคราบ..ป่ม
:06: :06:
0



#15 ผู้ใช้ออฟไลน์   กบนอกกะลา ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1174
  • สมัคร: 03/05/2009

ตอบ: 12/03/2017 - 06:08

รวมๆประเด็นที่คุณshadee ที่คากับอโศกะ..ในกระทู้นี้..กระทู้เดียว..นั้นดีแล้วคับ...จะได้ไม่ต้องกระโดดไปนั้นไปนี้...
0



#16 ผู้ใช้ออฟไลน์   sssboun ไอคอน

  • ตอบ 4000+
  • PipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 4207
  • สมัคร: 16/05/2007

ตอบ: 12/03/2017 - 06:45

:09:

สาธุกับการแก้ปัญหาของคุณ shadee คือทำสิ่งให้เล็กลง เพื่อง่ายในการหาเหตุผลและแก้ไขครับ

การยกพระไตรปิฏกมาอ้างอิงก็เป็นการดียิ่งครับ แต่ในความคิดผมหากยกมาเฉพาะส่วนเนื้อๆของเรื่องก็จะเหมาะสมต่อผู้ศึกษาใหม่ครับ เพราะคนยุคนี้ไม่ค่อยจะมีนิสัยชอบอ่านอะไรที่ยาวๆ ช้ำชากจำเจครับ และผมก็เป็นคนนึงที่เมื่อก่อนเป็นเอามากๆเหมือนกัน อีกประการนึงคนแก่สายตาไม่ค่อยจะดีอ่านนานก็

ไม่ค่อยได้ครับ อีกประการนึงบางคนอ่านไปนาน อ่านไปมากอาจจะไม่สามารถจับเนื้อความของบท หรือของเรื่องนั้นๆได้ครับ อีกประการนึง คนส่วนมากเพียงแค่แลมองเห็นตัวอัษรที่ยาวๆแล้วใจก็ท้อก่อนแล้วครับ เมื่อท้อก็หยุดเพียงแค่นั้นครับ ดั่งนั้นขอความกรุณาท่านผู้รู้และเข้าใจโปรดกรุณาย่อและ ยกมาอ้างอิงแบบสั้นๆได้ก็จะเป็นประโยนช์แด่ผู้มีความเพียรน้อยน้อยอย่างผู้และอีกหลายๆท่านด้วยเทอญ

ครับ แต่ตอนนี้ผมแวะมานานพอควรแล้วครับ ขอตัวกลับไปทำหน้าที่ของผมต่อคือการอ่านหนังสือที่ผมตั้งสัจจะไว้ก่อนนะครับ ขอให้ดูอารมณ์ตัวเองเวลาที่ตากระทบกับรูปด้วยนะครับ วางใจเป็นกลางนั้นคือทางที่พระพุทธองค์ท่านทรงบอกไว้ ครับ สาธุเจริญในธรรม

:82:
ขอให้ทุกท่านจงมีความสุขกายสุขใจ
ขอให้มีความเจริญรุ่งเรืองในชีวิต การงานและครอบครัว

ขอให้หายจากโรคร้ายในเร็ววัน
ขอให้พบแต่สิ่งที่ดีๆ และคนดีๆ

ขอให้ดวงปัญญาจงบังเกิดแด่ท่านในเร็ววัน
ขอให้เจริญในธรรม และนำไปปฏิบัติให้ยิ่งๆขึ้นไป
0



#17 ผู้ใช้ออฟไลน์   กบนอกกะลา ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1174
  • สมัคร: 03/05/2009

ตอบ: 12/03/2017 - 06:59

:09:
อ้างอย่างย่อ..อาจทำให้เข้าใจผิดได้ง่าย..

ผมเห็นด้วยที่จะอ้างแบบเต็มๆ...แต่อาจเพิ่มบทสรุป...ว่า..บทที่อ้างมานี้มีบทสรุปอย่างไร...ขมวดให้เห็นได้ง่ายแต่ยังอิงฉบับเต็ม..
0



#18 ผู้ใช้ออฟไลน์   sssboun ไอคอน

  • ตอบ 4000+
  • PipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 4207
  • สมัคร: 16/05/2007

ตอบ: 12/03/2017 - 07:43

:09:

อ้างอิง

:09:
อ้างอย่างย่อ..อาจทำให้เข้าใจผิดได้ง่าย..

ผมเห็นด้วยที่จะอ้างแบบเต็มๆ...


ครับ ในความหมายคือเลือกส่วนที่สำคัญในบทนั้นๆครับ เลือกเฉพาะบรรทัศที่มีความหมายเข้าใจง่ายครับ

อ้างอิง

แต่อาจเพิ่มบทสรุป...ว่า..บทที่อ้างมานี้มีบทสรุปอย่างไร...ขมวดให้เห็นได้ง่ายแต่ยังอิงฉบับเต็ม..
:12:

:82:
ขอให้ทุกท่านจงมีความสุขกายสุขใจ
ขอให้มีความเจริญรุ่งเรืองในชีวิต การงานและครอบครัว

ขอให้หายจากโรคร้ายในเร็ววัน
ขอให้พบแต่สิ่งที่ดีๆ และคนดีๆ

ขอให้ดวงปัญญาจงบังเกิดแด่ท่านในเร็ววัน
ขอให้เจริญในธรรม และนำไปปฏิบัติให้ยิ่งๆขึ้นไป
0



#19 ผู้ใช้ออฟไลน์   shadee ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1070
  • สมัคร: 23/07/2009

ตอบ: 12/03/2017 - 07:45

สรุปสั้นๆ ตามคำสอนของพระพุทธองค์ใน มงคล 38 ครับ

ทำ พระนิพพานให้แจ้ง ครับ

ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า
พระศาสดาตรัสสอนธรรมไว้ ชอบแล้ว ดีแล้ว ละเอียดแล้ว
ครอบคลุมไว้หมดแล้ว
สาวกสามารถปฏิบัติตามได้อย่างปลอดภัย ไร้กังวล ไร้ความเคลือบแคลงลังเลสงสัย
กับผู้ที่กล่าวว่าคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นเพียงทฤษฏี ปฏิบัติจริงไม่ได้ ต้องปฏิบัติอย่างอื่น ปฏิบัติทางอื่น เพื่อตรัสรู้เอง
เป็นทางที่ผิด
อาสวักขยญาณ คืออะไร
ความรู้ใน อริสัจจ์ 4 คืออะไร
พระศาสดา ก็ตรัสไว้ชอบแล้ว ดีแล้ว
0



คำตอบต่อไป: sssboun - shadee - shadee - อโศกะ - shadee - sssboun - shadee - shadee - ngodngam - sssboun - อโศกะ - sssboun - อโศกะ - กบนอกกะลา - กบนอกกะลา - sssboun - กบนอกกะลา - กบนอกกะลา - อโศกะ - กบนอกกะลา - อโศกะ - กบนอกกะลา - กบนอกกะลา - shadee - shadee - shadee - shadee - อโศกะ - shadee - shadee - กบนอกกะลา - shadee - ngodngam - shadee - กบนอกกะลา - ngodngam - อโศกะ - shadee - อโศกะ - กบนอกกะลา - อโศกะ - กบนอกกะลา - อโศกะ - shadee - shadee - อโศกะ - sssboun - อโศกะ - sssboun - อโศกะ - sssboun - อโศกะ - sssboun - shadee -
  • (4 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • 3
  • สุดท้าย »
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • ท่านไม่สามารถตอบกลับกระทู้นี้ได้

1 ผู้ใช้กำลังอ่านกระทู้นี้
0 สมาชิก, 1 ผู้เยี่ยมชม, 0 ผู้ใช้ที่ไม่ระบุชื่อ