ลานธรรมเสวนา: ฐานิยปูชา 2559 - ลานธรรมเสวนา

เข้าไปดูเนื้อหา

  • (3 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • 3
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • ท่านไม่สามารถตอบกลับกระทู้นี้ได้

ฐานิยปูชา 2559 (หนังสือ) เกร็ดธรรมคำสอน หลวงพ่อพุธ ฐานิโย ให้คะแนนกระทู้: -----

#0 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11843
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 29/12/2016 - 12:02




:09: :09: :09:


รูปภาพถูกใส่ลงไปแล้ว



ฐานิยปูชา ๒๕๕๙


เกร็ดธรรมคำสอน



พระราชสังวรญาณ

(หลวงพ่อพุธ ฐานิโย)



:09:





หมายเหตุ :

1. การทยอยพิมพ์หนังสือเล่มนี้เป็นรายการต่อเนื่องในชุดหนังสือ ฐานิยปูชา นะคะ

หากท่านต้องการอ่านต่อเนื่อง...สามารถเข้าอ่านเล่มที่ผ่านมาได้ตามลิงก์ด้านล่างนี้ค่ะ


ฐานิยปูชา 2535

http://larndham.org/...%E0%B8%B2-2535/


ฐานิยปูชา 2536

http://larndham.org/...B8%B4%E0%B8%95/


ฐานิยปูชา 2537

http://larndham.org/...60&#entry778194


ฐานิยปูชา 2538

http://larndham.org/...B8%B5%E0%B8%A5/


ฐานิยปูชา 2539

http://larndham.org/...%E0%B8%B2-2539/


ฐานิยปูชา 2540

http://larndham.org/..._0&#entry785597


ฐานิยปูชา 2541

http://larndham.org/...%E0%B8%B2-2541/


ฐานิยปูชา 2542

http://larndham.org/...%E0%B8%B2-2542/


ฐานิยปูชา 2543

http://larndham.org/...%E0%B8%B2-2543/


ฐานิยปูชา 2544

http://larndham.org/...%E0%B8%B2-2544/


ฐานิยปูชา 2545

http://larndham.org/...%E0%B8%B2-2545/


ฐานิยปูชา 2546

http://larndham.org/..._0&#entry741022


ฐานิยปูชา 2547

http://larndham.org/...%E0%B8%B2-2547/


ฐานิยปูชา 2548

http://larndham.org/..._0&#entry745717


ฐานิยปูชา 2549

http://larndham.org/...%E0%B8%B2-2549/


ฐานิยปูชา 2550

http://larndham.org/...%E0%B8%B2-2550/


ฐานิยปูชา 2551

http://larndham.org/...%E0%B8%B2-2551/


ฐานิยปูชา 2552

http://larndham.org/...%E0%B8%B2-2552/


ฐานิยปูชา 2553

http://larndham.org/...%E0%B8%B2-2553/


ฐานิยปูชา 2554

http://larndham.org/...%E0%B8%B2-2554/


ฐานิยปูชา 2555

http://larndham.org/...%E0%B8%B2-2555/


ฐานิยปูชา 2556

http://larndham.org/...%E0%B8%B2-2556/


ฐานิยปูชา 2557

http://larndham.org/...%E0%B8%B2-2557/


ฐานิยปูชา 2558

http://larndham.org/...%E0%B8%B2-2558/



2. การจัดรูปแบบในการโพสต์
เภตราขอปรับการจัดย่อหน้าให้เข้ากับลักษณะการอ่านหน้าเว็บนะคะ


:33:


กราบขอบพระคุณอาจารย์ ดร.ดาราวรรณ เด่นอุดม
ท่านกรุณาให้มีการจัดส่งหนังสือหนังสือฐานิยปูชาเล่มใหม่มาให้ทุกปีค่ะ

ซึ่งท่านใดที่ต้องการหนังสือในชุดฐานิยปูชาเล่มใดก็ตาม
หรือต้องการ copy บทธรรมเทศนาไปใช้ในงานอื่นใด
กรุณาติดต่อ ดร.ดาราวรรณ เด่นอุดม ที่ วัดวะภูแก้ว ค่ะ

รายละเอียดการติดต่อดูได้จาก

http://www.thaniyo.com/


:09:

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0


  • (3 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • 3
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • ท่านไม่สามารถตอบกลับกระทู้นี้ได้

การตอบอื่นๆต่อกระทู้นี้



#1 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11843
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 29/12/2016 - 12:17

:09: :09: :09:


ฐานิยปูชา ๒๕๕๙


เกร็ดธรรมคำสอน


พระราชสังวรญาณ (พุธ ฐานิโย)


:09:


สารบัญ


(ส่วน) เกร็ดธรรมคำสอนของหลวงพ่อ

(ลำดับเรื่อง)


คนดีผีให้โชค

เรื่องการทรงเจ้าเข้าผี

ผีสอนพระ – พระสอนผี

ผีกลัวคนมีศีลมีธรรม

อย่าฝืนกฎแห่งกรรม เพราะเป็นกฎธรรมชาติ

เนื้อนาบุญอยู่ใกล้แค่เอื้อม

ยังตบยุง ฆ่าแมลง ต้องกำจัดปลวก กวาดหยากไย่ ไล่มด ทำอย่างไรดี

จิตรู้ล่วงหน้าว่าจะมีอุบัติเหตุ หลีกเลี่ยงได้หรือไม่

ทำไมคนชั่วยังเสวยสุขอยู่

หัวใจของชาวพุทธ

ชาวพุทธต้องพิสูจน์คำสอนของพระพุทธเจ้า

ใครคือผู้ทำลายพระพุทธศาสนา

การละกิเลสเริ่มต้นที่ศีล ๕

สมาธิที่ขาดศีล อันตราย!

โลกเป็นอารมณ์จิตของผู้ปฏิบัติ

ความคิดเป็นวิสัยของจิต

ทำความเข้าใจกับ ‘พุทโธ’

สติวินโยคือศูนย์รวมของมรรค ๘

หนึ่งคำ สองความหมาย

สมาธิภาคปฏิบัตินับขั้นตอนตามตำราไม่ได้

วิธีปลุกจิตใต้สำนึกให้ตื่น

สวดมนต์และนั่งสมาธิเป็นเรื่องเดียวกัน

คำบริกรรมทุกแบบมีค่าเท่ากัน

จิตว่างแล้วสร้างนิมิต

จิตสว่างไสวครอบกาย

เดินหน้าต่อสู่วิปัสสนาญาณ

เข้าสู่ปัญญาในสมาธิ

สมถะ – วิปัสสนา อาศัยซึ่งกันและกัน

ปัญญาทางวิปัสสนาเกิดขึ้นกับพระอริยเจ้าเท่านั้นหรือ

ทำไมพระอรหันต์บางองค์จึงพูดคำหยาบ

ทำไมพระอรหันต์จึงยังแสดงอาการเจ็บปวด

พระอรหันต์ก็พลั้งเผลอได้

สมมติกับวิมุตติ

นิพพานไม่สูญ


(ส่วน)

รักษาธรรมวินัย รักษาพระ

คือการรักษาพระศาสนา



:09:

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#2 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11843
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 29/12/2016 - 14:22

:09: :09: :09:


(ส่วน) เกร็ดธรรมคำสอนของหลวงพ่อ


:09:


“เวลาสวดมนต์ เราจะนั่งสมาธิ

ให้ตั้งใจสมาทานศีล ๕ ทุกครั้งไป

ในขณะที่เราตั้งใจปฏิบัติ

กายของเราอยู่นิ่งๆ กายก็เป็นปกติ

วาจาก็ไม่ได้พูดได้จา วาจาก็เป็นปกติ

จิตก็สำรวมต่อบทภาวนา จิตของเราก็เป็นปกติ

มันก็เป็นศีลขึ้นมาในตัว”


:09:

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#3 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11843
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 29/12/2016 - 14:29

:09:


คนดีผีให้โชค


สมัยที่หลวงพ่อเป็นเด็ก มีตาแก่คนหนึ่งหลังค่อมๆ แกไปนา แกก็ถือด้ามเสียมน้อยๆ กับไม้เท้าไป ทางไปนามันผ่านป่าช้า ถ้าวันไหนแกกลับจากนาตอนค่ำๆ ผีป่าช้ามันจะขี่หลังแกมา ขี่แล้วเอามือตบท้ายเหมือนขี่วัวขี่ควาย จนคุ้นกัน คุ้นจนไม่รู้สึกกลัว

วันหนึ่ง มันมาขี่หลังแก แกก็บอกว่า

"หลังข้ามันไม่ใช่หลังเทศบาลนะโว้ย มาขี่เล่นฟรีๆ ไม่ได้หรอก มันต้องมีสิ่งตอบแทนกันบ้างนะ"

พอตกกลางคืนฝัน

“เฮ้ย! บักเสี่ยว กูมีทองคำฝังอยู่ ต้นไม้ที่มึงไปถ่ายปัสสาวะทุกวันน่ะ ตรงหน้า ไปทางทิศตะวันตก วัดจากโคนต้นไม้ห่างไปสัก ๒ ศอก มึงขุดลงไปตรงนั้น มึงจะเจอทองคำ แล้วก็เอาไปใช้”

ทีนี้แกก็ไม่ไปขุด วันหลังมันมาขี่หลังแกอีก

“เฮ้ย! มึงจะให้กูทั้งที จะให้กูไปขุดลำบากทำไม ถ้ามึงจะให้ก็เอามาวางไว้ข้างทางสิ”

พอวันหลังไปนา เห็นแท่งทองคำกองอยู่ข้างทาง ๒๐ แท่ง แกก็เอาผ้าขาวม้ามาห่อเก็บกลับบ้าน พอมาถึงบ้าน มาเล่าให้ชาวบ้านฟัง

"เออ ทรัพย์ในดินสินในน้ำ เอามาแล้วไม่แจ้งเจ้านาย เดี๋ยวเขาจับติดตะรางนะ"

แกก็ไปแจ้งนายอำเภอ...นายอำเภอมายึดเอาไปหมดเลย


:09:

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#4 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11843
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 29/12/2016 - 14:39

:09:


เรื่องการทรงเจ้าเข้าผี


นั่งสมาธิแล้วหาวก่อนที่จิตจะสงบเป็นสมาธิคือการง่วงนอน

การหาวมี ๒ กรณี

กรณีหนึ่ง มันมีอาการเคลิ้มๆ เหมือนกับจะนอนหลับ

อีกกรณีหนึ่ง เราอาจจะเคยไปสัมผัสกับพวกสำนักทรงเขา พวกสำนักทรงนี่ พอเชิญวิญญาณเข้ามันจะหาว แล้วมีวิญญาณมาประทับ อันนี้ให้ระวัง

ถ้าหากมีอาการอย่างนั้น ถ้ากลัวจะมีวิญญาณมาทรง ให้รีบนึกว่า

ในจิตของข้ามีแต่พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เต็มอัดแน่นอยู่แล้ว ไม่มีช่องว่างที่จะเปิดรับใคร แล้วก็บริกรรมภาวนาพุทโธๆๆๆๆ ให้มันเร็วๆ เข้า อย่าให้มันมีช่องว่าง

ไอ้สิ่งแทรกแซงทั้งหลายนี่มันจะแทรกตอนที่เราเผลอ พอเรามีอาการเคลิ้มๆ เผลอๆ แล้ว มันจะเข้ามา แพ็บ!


เดี๋ยวนี้คนทั้งหลายมันเก่ง มันไปเรียกเอาวิญญาณภูตผีปีศาจอะไรต่างๆ มาเป็นเครื่องหาอยู่หากินกันเต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด

นี่หลวงพ่อยังคิดนะว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ เป็นเสด็จปู่ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองค์ปัจจุบัน ถ้าหลวงพ่อเป็นพระเจ้าแผ่นดินองค์ปัจจุบันนี่ ใครเอา ร. ๕ มาทรงนี่ จะแจ้งตำรวจจับเอามันเข้าตะรางหมด มันเอาปู่ข้ามาทำมาหากินนี่หว่า


จากการสอบถามท่านผู้รู้ ผู้ที่ท่านรู้ทางใน อย่างหลวงปู่ฝั้นเป็นต้น

ที่จะได้สอบถามเพราะว่า ท่านพ่อลี วัดอโศการาม มีศักดิ์เป็นปู่หลวงพ่อ แล้วก็มีพระองค์หนึ่งให้เณรเชิญวิญญาณท่านพ่อลีมาประทับทรง พอหลวงพ่อรู้เข้าก็รู้สึกไม่พอใจ ก็เลยพยายามสอบถามครูบาอาจารย์ ทุกองค์ลงความเห็นว่า ท่านพ่อลีมาประทับทรงกันหมดเลย

พอไปถามหลวงปู่ฝั้น จริงหรือเปล่าหลวงปู่ที่ว่าวิญญาณท่านพ่อลีมาทรง เอ๊ย! มันจะไปจริงไปจังอะไรน้อ มันเป็นวิธีทำมาหากินของเขาอย่างหนึ่ง มันไปเลียนแบบมาจากสิบเอกตำรวจอยู่ที่สมุทรปราการ บ้านตำรวจคนนั้นเขาเป็นสำนักทรงวิญญาณ พระพวกนี้ก็ไปเลียนแบบเขามา แล้วก็ทำพิธีเชิญวิญญาณมาทรง

ก่อนอื่นก็ประกาศบอกว่า ต่อไปนี้วิญญาณของ ร. ๕ จะมาประทับทรง ให้ลูกศิษย์ลูกหามาคอยกราบคอยไหว้ พอทำพิธีขึ้นมาแล้ว วิญญาณพเนจรอยู่ตามแถวป่าหญ้าป่าไม้ข้างบ้านมันชิงกันมาทรง วิญญาณใดที่มีอิทธิพลเหนือหมู่ มันก็ทรงได้ พอมันทรงแล้วมันก็ประกาศว่าฉันคือ ร. ๕ แต่แท้ที่จริงมันไม่ใช่


หลวงปู่ฝั้นนี่ท่านยืนยันเลยว่า ฉันได้พิจารณาดูแล้วมันไม่ใช่ มันเห็นแต่วิญญาณพเนจรเหล่านี้มันแย่งกันเข้ามาทรง

ถ้าหากว่าไม่จริง แล้วทำไมมันจึงรู้เรื่องอดีตเราดีนัก เขาว่าอย่างนี้ ทำไมเรื่องอดีตของเรานี่มันรู้หมดทุกสิ่งทุกอย่าง

วิญญาณของเรานี่ เวลานี้เราเป็นมนุษย์อยู่ มันไม่มีฤทธิ์มีอิทธิพลอะไรหรอก เวลามันตายไปแล้ว วิญญาณนี่สามารถทำให้บ้านหลังนี้ไหวก็ได้ แล้วมันรู้เรื่องอดีตทุกอย่าง เพราะธรรมชาติของสัตว์ในภพนั้นมันเป็นอย่างนั้น

เดี๋ยวนี้บางที่มันมีทรงพระพุทธเจ้าด้วย


:09:

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#5 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11843
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 29/12/2016 - 14:52

:09:


ผีสอนพระ – พระสอนผี


ผีที่มาเข้าสิงคนนี่ เคยเป็นพวกหมอวิชาอาคมกันทั้งนั้น หลวงพ่อมีประสบการณ์ที่กุฏิหลังนี้แหละ คนบ้านหนองจะบก ผีมาเข้าสิง ๓ วัน ๓ คืน หมอธรรมหมอมนต์ที่ไหนมาขับมาไล่มันก็ไม่ออก พอหมอมนต์ท่องมนต์บทไหน พอขึ้นต้น ผีมันท่องจบไปก่อนหมด เขาจนปัญญาไล่ไม่ออก เขาก็เอามาหาหลวงพ่อ พอมาถึงบอกว่า

“หลวงพ่อๆ ไล่ผีให้หน่อย”

“โอ๊ย! เกิดมาไม่เคยเห็นผีสักที จะไปไล่มันยังไง”

“มันเข้าสิงคนนั้น”

“เออ! ถ้างั้นไปหาหลวงตามี ไป”

ตอนนั้นหลวงตามีมาจากกาฬสินธุ์ มาอยู่ด้วย พอถึงหลวงตามีก็ท่องมนต์ พอขึ้นต้น มันท่องจบก่อนๆ ทุกบทเลย จนกระทั่งพระไม่มีมนต์จะท่องแข่งมัน มันเลยชี้หน้าด่า

“บวชเป็นพระเป็นสงฆ์มาเรียนมนต์ไสยศาสตร์ ใครบอก เป็นพระต้องเรียนธรรม เรียนวินัย ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ มนต์นี่ข้าไม่กลัวหรอก กลัวแต่ความดี”

เขาเล่าให้ฟังทีหลังว่า ที่มานี่ไม่ได้มาร้ายหรอก มาดี ตั้งใจจะมาอาศัยร่างจะไปกราบหลวงปู่พุธ สมัยเป็นคนได้เคยขโมยของท่าน จะไปให้ท่านอโหสิกรรมให้

เขาก็เลยเอาย้อนกลับมาอีก พอมาก็มานอนพังพาบอยู่ต่อหน้า หลวงพ่อก็เทศน์ให้มันฟัง

“นี่เจ้าเป็นภูตผีปีศาจร้าย เข้ามาสิงมนุษย์ ทำให้จิตใจเขาไม่เป็นปกติ ไม่เป็นอันทำมาหาเลี้ยงชีพ เจ้ากำลังสร้างบาป จะลงนรกนะ เจ้าเป็นผีนี่มันก็ทุกข์พอแรงแล้ว ยังจะสร้างบาปลงนรกอีก เจ้าไม่กลัวหรือ

หรือเจ้ามีความผิดอะไรต่อข้า ข้าอโหสิกรรมให้หมด ไม่ให้เป็นบาปเป็นกรรม บุญกุศลสิ่งใดที่ข้าบำเพ็ญมาตั้งแต่เล็กจนแก่ ข้าขออุทิศให้เจ้าเป็นผู้มีส่วน เจ้าจงอนุโมทนาบุญกับข้าแล้วไปเกิดดีมีสุขซะ”


ขาดคำผีออกทันที


:09:

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#6 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11843
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 29/12/2016 - 15:02

:09:


ผีกลัวคนมีศีลมีธรรม


วิชาอาคม คาถาอาคมขับผี ป้องกันผีนี่ อย่าไปเรียน เพียงแต่เรากล่าวคำว่า สัพเพ สัตตา สุขิตา โหนตุ เท่านั้นแหละ ผีมันได้ยิน มันจะบอกว่า ท่านผู้นี้มาดี ไม่ได้มาร้าย ถ้าเราขืนเบียดเบียนท่านผู้นี้ หัวเราจะแตก ๗ เสี่ยง

ท้าวเวสสุวรรณ หัวหน้าผี ได้ประกาศิตเอาไว้ ผีตนใดไปเบียดเบียนคนที่มีศีลมีธรรม หัวมันจะแตกเป็น ๗ เสี่ยง ผีมันกลัว มันไม่ทำหรอก

บางทีไปนอนอยู่ในป่า เพื่อนที่อยู่ข้างๆ กันนี่เขาเรียนวิชาขับผี พอนอนหลับลงไปท่องแต่มนต์ไล่ผี เขาว่า

“โอ๊ย! นอนไม่ไหวหรอก”

“ทำไมล่ะ”

“ผีมันกวน”

“เออ นอนซะ เดี๋ยวจะทำให้ได้นอน”


แกก็นอน หลวงพ่อก็ลุกมานั่งแผ่เมตตาไปรอบๆ เขานอนหลับตลอดคืน พอตื่นเช้าขึ้นมาถาม ไปเรียนมนต์มาจากไหน ทำไมขลังวิเศษนัก ไอ้เราท่องแทบเป็นแทบตาย ไม่เห็นได้อย่างนี้เลย

การสวดมนต์ พุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ แผ่เมตตาพรหมวิหารนี่ ผีมันไม่กลัว แต่มันไม่เป็นศัตรูกับเรา ดีไม่ดีมันจะมาช่วยเหลือเราเสียด้วยซ้ำไป

เพราะว่าเขามาได้บุญจากเรา เขาก็เห็นบุญเห็นคุณเรา เขาก็มาช่วยเหลือเรา พวกวิญญาณนี่ไม่ใช่เรื่องเหลวไหล ถ้าเราดีกับเขา เขาก็ดีกับเราเหมือนกัน


:09:

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#7 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11843
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 29/12/2016 - 15:11

:09:


อย่าฝืนกฎแห่งกรรม เพราะเป็นกฎธรรมชาติ


อย่าไปฝืนธรรมชาติ ธรรมชาติที่มีอยู่คือกายกับใจ สถานการณ์และสิ่งแวดล้อมที่เรารู้ด้วย ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ เป็นอะไรก็ได้ ทางภาษาศาสนาท่านบัญญัติสิ่งเหล่านี้ว่า สภาวธรรม

ที่ว่าสภาวธรรม เพราะว่าเราเห็นมัน มีอยู่ เป็นอยู่ ตั้งแต่เกิดมา ไม่ทราบว่าใครเป็นผู้สร้างผู้ก่อมันขึ้น แต่บางทีเขาว่าคนโน้นสร้าง คนนี้สร้าง มันก็ไม่ยุติกัน ศาสนาคริสต์ก็ว่าพระเจ้าของเขาเป็นผู้สร้าง ศาสนาพราหมณ์ก็ว่าพระพรหมเป็นผู้สร้าง อิสลามก็ว่าพระเจ้าอิสลามเป็นผู้สร้าง ลงผลสุดท้ายพระเจ้าเหล่านั้นก็แข่งกันสร้างโลก

เพราะฉะนั้น โลกจึงไม่สม่ำเสมอ ที่สูงก็สูงจนเหลือล้น ที่ต่ำก็ต่ำจนหยั่งไม่ถึง ที่แห้งแล้งก็แห้งเป็นทะเลทราย สงสัยว่าพระเจ้าเหล่านั้นท่านแข่งขันสร้างโลก ไม่ได้มีแผนการแผนงานอะไร แผนผังที่กะเอาไว้ก็ไม่ได้ทำตามแผน เพราะว่าแข่งผลงานกัน จับโยนไปตรงนั้น โยนไปตรงนี้ มันก็เลยไม่สม่ำเสมอ


ทีนี้ กฎธรรมชาติ พระพุทธเจ้าสรุปลงว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา อันนี้เป็นกฎของธรรมชาติ

กฎธรรมชาติอันหนึ่ง มันเกิดจากการกระทำของมนุษย์ มนุษย์มีเจตนาจะทำอะไรลงไป มันสำเร็จเป็นกรรม เมื่อสำเร็จเป็นกรรมแล้ว มันก็ย่อมมีผล ผลอันนั้น จิตใต้สำนึกมันบันทึกของมันไว้โดยธรรมชาติ จะหลีกเลี่ยงไม่ได้


หลวงพ่ออยากจะให้หมู่ช่วยพิจารณาอันหนึ่ง พิจารณาอย่างไม่มีเหตุมีผลอะไรทั้งสิ้น ในฐานะที่เรานับถือพระพุทธศาสนา นับถือพระพุทธเจ้าเป็นพระบรมศาสดา เกี่ยวกับเรื่องกฎของกรรมที่พระองค์ยกมาสอนเรานี่ มันเป็นเรื่องส่วนตัวของพระองค์ทั้งนั้น

เช่น พระองค์สอนเราว่า สิ่งนี้มันเป็นบาปนะ อย่าทำ ทำแล้วมันตกนรก แสดงว่าพระองค์เคยทำบาปอย่างนี้ ตกนรกมาแล้ว

สิ่งนี้เป็นบุญ ทำแล้วขึ้นสวรรค์ พระองค์ก็ได้ทำบุญอย่างนี้ขึ้นสวรรค์มาแล้ว

การบำเพ็ญตบะ บำเพ็ญฌาน ได้สำเร็จฌานสมาบัติ ไม่ถึงพระนิพพาน ตายแล้วไปเกิดเป็นพระพรหม พระองค์ก็เคยบำเพ็ญฌานไปเกิดเป็นพระพรหมมาแล้ว

ทีนี้มาในชาติปัจจุบันของพระองค์ ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นหลักสำหรับเป็นแนวทางปฏิบัติเพื่อดำเนินไปสู่ทางพ้นทุกข์ พระองค์ก็ได้ปฏิบัติสำเร็จมาแล้ว แล้วจึงได้นำเอาสิ่งเหล่านั้นมาสอนเรา

เหมือนกันกับพวกนักวิทยาศาสตร์ นักวิทยาศาสตร์ด้านวิศวะ นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ สิ่งทั้งหลายที่เขาสร้างกันขึ้นมา คิดกันขึ้นมา จะเป็นยาก็ดี เครื่องตรวจโรคก็ดี เครื่องรักษาโรคก็ดี มันเป็นสิ่งที่เขาคิดค้นแล้วสร้างขึ้นมา ทดลองจนแน่ใจว่าได้ผลแน่นอน ไม่เป็นอันตรายแก่ชีวิตของมนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย จึงได้ผลิตมันออกมาขายให้เราซื้อมาใช้ด้วยราคาแพงๆ

ก็เช่นเดียวกันกับพระพุทธเจ้าที่ได้ทดสอบมาแล้วว่า อะไรเป็นบุญ อะไรเป็นบาป อะไรดีอะไรชั่ว ผลดีผลชั่วมันให้ผลแตกต่างกันอย่างไร พระองค์ทดสอบมาด้วยตนเอง

ในเมื่อเป็นเช่นนั้น เพื่อป้องกันไม่ให้มนุษย์ทั้งหลายต้องทำบาป พระองค์ก็มายึดเอาหลักศีล ๕ นี่ ศีล ๕ นี่มันมีอยู่ประจำโลกมานมนานแล้ว ก่อนพระพุทธเจ้าเกิด พระองค์มาพิจารณาดูแล้วว่า อันนี้มันเข้าหลักเกณฑ์ มันเป็นหลักของธรรมชาติ พระองค์ก็มารับเอาเป็นคำสอนของพระองค์ ผนวกเข้าด้วยกัน แล้วก็บัญญัติเอาไว้ว่า

ถ้าใครจะละเว้นจากการทำบาป ให้รักษาศีล ๕ ให้บริสุทธิ์


:09:

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#8 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11843
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 30/12/2016 - 12:54

:09:


เนื้อนาบุญอยู่ใกล้แค่เอื้อม


หลวงพ่อไปเทศน์ที่โรงพยาบาล หมอและพยาบาลตั้งใจรักษาพยาบาลคนไข้ด้วยจิตเมตตา นั่นแหละคือมหากุศล พวกคุณเป็นหมอ เป็นพยาบาลนี่ พวกคุณได้ทำบุญกับคนไข้อยู่ตลอดเวลา นั่นแหละบุญใหญ่


เหมือนๆ กันกับพระเจ้าพระสงฆ์เรานี่แหละ พระพุทธเจ้าท่านเทศน์ว่า ถ้านักบวชรูปใดเขานิมนต์ไปสวดมนต์ แล้วคิดว่าเขาจะให้เราฉันอะไรหนอ เขาจะถวายอะไรให้เราหนอ พระรูปนั้นไม่ควรเข้าไปสู่ตระกูล ไม่ควรรับนิมนต์

เช่นอย่างหลวงพ่อไปเทศน์ในกรุงเทพฯ ถ้าไปนั่งเทศน์... วันนี้จะได้กัณฑ์เท่าไร เทศน์จนคอแตกก็ไม่ได้บุญ เพราะว่าเราไปเหมือนๆ กับไปรับจ้างเอาของเขา


ข้าราชการทั้งหลายนี่ทำราชการ ก็เหมือนกับพระ เพราะว่าเรามีหน้าที่ที่จะทำประโยชน์ให้ประเทศชาติบ้านเมือง พระก็มีหน้าที่ที่จะทำประโยชน์ให้แก่ศาสนาและเพื่อคุณงามความดีของตัวเอง

ในเมื่อพระบำเพ็ญกิจของพระ ไม่มีโอกาสไปทำมาหาเลี้ยงชีพอย่างอื่น ก็ต้องอาศัยศรัทธาประชาชน ข้าราชการรับราชการก็ต้องมีสิ่งที่รัฐจะต้องเลี้ยงดูเขา ก็เหมือนๆ กับพระไปเที่ยวเทศน์บังสุกุล สวดมนต์นี่แหละ


เพราะฉะนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราทำ ทำเพื่อประโยชน์ตัวเองก็ดี เพื่อประโยชน์คนอื่นก็ดี ถ้าเรานึกว่าเราทำบุญ เราก็ได้ทำบุญอยู่ตลอดเวลา


บางทีก็ยังเคยพูดว่า ทุกคนตื่นเช้ามา ถ้ามีพ่อมีแม่อยู่ด้วย ต้องนึกถึงพ่อถึงแม่ก่อนอื่น ถ้าเราเลี้ยงพ่อเลี้ยงแม่เรายังไม่อิ่มหนำสำราญแล้ว อย่าไปทำบุญนอกบ้าน หลวงพ่อพูดถึงขนาดนี้

เนื้อนาบุญอันวิเศษที่สุดก็คือพ่อกับแม่ เราไปทำบุญนอกบ้าน แต่ปล่อยให้พ่อแม่ต้องอดอยาก ต้องลำบากลำบน มันเป็นบาป ไปทำบุญนอกบ้าน กอบโกยไปทำเท่าไรก็ไม่คุ้มค่าเสียสละ ถ้าหากว่ามองข้ามพ่อกับแม่

คนบางคนศรัทธาทำบุญก็จริง แต่ว่าต้องปล่อยให้พ่อแม่ลำบาก บางทีสละเวลาไปปรนนิบัติพระอยู่ทั้งวันทั้งคืน แต่พ่อแม่อยู่ที่บ้านไม่มีใครดูแล บางทีปล่อยให้คนแก่ไปซักเสื้อซักผ้าเอง แบบนี้ทำไม่ถูก


:09:

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#9 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11843
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 30/12/2016 - 12:59

:09:


ยังตบยุง ฆ่าแมลง ต้องกำจัดปลวก กวาดหยากไย่ ไล่มด ทำอย่างไรดี


ตบยุง... ก็ไม่เป็นไร บางทีเผลอไป พอรู้สึกว่าผิดพลาดไปแล้วก็ตั้งเจตนาตั้งใจใหม่ ของฆราวาสนี่มันขาดกระท่อนกระแท่นบ้างก็ไม่เป็นไร หนักๆ เข้า พลังแห่งการปฏิบัติหรือคุณธรรมมันมากขึ้น มันก็งดไปเอง

สำคัญอยู่ที่เจตนา เราอาจจะปัดกวาด เช่นอย่างพระกวาดวัด บางทีมันก็มีหญ้า พระมีเจตนาจะตัดหรือถอนต้นหญ้าต้องอาบัติ พระมีเจตนาจะฆ่ามดฆ่าแมงเป็นอาบัติ บางทีบริเวณที่กวาดไปนั่น มันก็อาจจะมีสัตว์ กวาดไปในบริเวณกว้าง-ยาวประมาณ ๑๐ วา อะไรทำนองนี้ มันต้องมีแหละ เรื่องสัตว์ เรื่องต้นหญ้าอะไรต้องมี แต่ว่าเราก็รักษาเจตนาของเรา เราตั้งใจว่าเราจะทำความสะอาด

ก็เหมือนๆ กันกับพระเป็นโรคพยาธิในลำไส้ ถ้าพระองค์ไหนว่าฉันจะหายามากินฆ่าพยาธิ พระองค์นั้นต้องอาบัติปาจิตตีย์ ถ้านึกว่าฉันจะฉันยาเพื่อขจัดโรคภัยไข้เจ็บ พระก็ไม่เป็นอาบัติ

โรคที่มันมีตัวมีตนนี่คือโรคขี้หิด สมัยเป็นเณรอยู่บ้านนอกล้างถ้วยล้างชามนี่ ขี้หิดกินเต็ม เวลาแดดส่องก็เห็นเป็นจุด เอาปลายเข็มแคะออกมา มันก็เป็นตัวมาเดินให้เราดูได้ ลักษณะอย่างนี้เราเอายาใส่ ตัวเชื้อมันก็ตาย แต่เรามาคิดว่า เรารักษาโรคภัยไข้เจ็บให้มันหาย ไม่ได้มีเจตนาจะไปฆ่าใคร

ถ้าหากสงสัย ตั้งใจสมาทานใหม่ก็ได้ ศีล ๕ จะบริสุทธิ์นับจำเดิมแต่เราตั้งเจตนางดเว้น ถ้าหากเป็นฆราวาสนี่ปฏิบัติง่ายมาก เพราะเราไม่ได้แต่งเพศเหมือนอย่างพระ ถ้าพระแต่งเพศอย่างนี้ยังไปฆ่าสัตว์ตัดชีวิตอยู่ มันบาป ๒ เท่า หนึ่ง บาปเพราะฆ่าสัตว์ สอง บาปเพราะหลอกลวงประชาชน แสดงตนเป็นนักบวช แล้วยังไปฆ่าสัตว์ตัดชีวิต มันก็บาปหนักกว่าฆราวาส


:09:

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#10 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11843
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 30/12/2016 - 13:08

:09:


จิตรู้ล่วงหน้าว่าจะมีอุบัติเหตุ หลีกเลี่ยงได้หรือไม่


สิ่งที่จิตใต้สำนึกบันทึกเอาไว้ หนึ่ง มันบอกเรื่องอดีตที่ผ่านมาแล้ว สอง มันบอกเรื่องอนาคตที่จะเกิดขึ้น อันนี้มักจะเกิดขึ้นกับผู้ที่ปฏิบัติสมาธิ

บางทีของเสียของหาย เราไม่รู้ว่ามันไปอยู่ไหน หรือใครเอาไปไว้ที่ไหน เวลาปกติไม่มีใครมาถาม มันก็ไม่รู้ พอมีคนมาถาม มันก็ผุดปุ๊บขึ้นมา... มันอยู่นั่น อันนี้มันก็เป็นผลพลอยได้จากการปฏิบัติสมาธิ

หลวงพ่อเคยมีหลายครั้งหลายหนที่อันตรายมันจะเกิดขึ้น อย่างไปนั่งบนรถ รถมันจะคว่ำ มันก็บอก อย่างนั่งรถไปนี่ มันจะเกิดอุบัติเหตุ ก็รู้ แต่ความรู้อันนี้มันก็แปลก คือจิตมันก็ไม่ยอมรับ มันก็ยังฝืนอยู่นั่น จนกระทั่งมันไปมีเหตุเกิดขึ้นจริงๆ มันจึงจะยอมรับว่าเป็นความจริง

ถึงเราจะรู้ล่วงหน้า บางอย่างมันก็ป้องกันได้ ถ้าเรารู้แน่ชัดแล้วเราไม่ไป มันก็ไม่เป็นอะไร แต่ถ้าหากมันเป็นกฎของกรรมที่ร้ายแรงจริงๆ ถึงไป...มันก็ต้องเป็น อยู่...มันก็ต้องเป็น ถ้าสมมติว่ามันถึงเวลาที่จะต้องตาย...อยู่ก็ต้องตาย ไปก็ต้องตาย

อย่างนี้ ส่วนใหญ่ที่ครูบาอาจารย์ท่านรู้ท่านเห็น อย่างท่านอาจารย์วัน อาจารย์จวน ที่มาเครื่องบินตก อาจารย์วันก็ไม่ให้ลูกศิษย์ขึ้นเครื่องบินไปด้วย ให้เขานั่งรถไฟไปดักที่กรุงเทพฯ แล้วก็บอกว่า ไปคราวนี้สงสัยจะไม่ได้กลับวัด อาจารย์สิงห์ทอง อาจารย์จวนก็เหมือนกัน สั่งลูกศิษย์ เอ้อ! ดูแลวัดให้ดีเด้อ เราไปคราวนี้อาจจะไม่ได้กลับ ท่านก็พูดแย้มๆ ออกมาเพียงแค่นี้

เรื่องกฎของกรรมนี่ มันของใครของมัน ไม่มียกเว้น


:09:

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#11 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11843
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 30/12/2016 - 13:14

:09:


ทำไมคนชั่วยังเสวยสุขอยู่


เขาเสวยสุขไปชั่วขณะหนึ่ง ที่เขาสุขอยู่ได้เพราะเขาเคยทำกรรมดีเอาไว้มาก ในเมื่อหมดกรรมดีแล้วเขาก็ต้องประสบกับปัญหาเรื่องความหายนะ

ตอนที่หลวงพ่อไปพักอยู่ที่กุฏิหลวงตาเบญ มีพวกเถ้าแก่ไปกราบหลวงตาเบญ ๔-๕ คน พอเขาไปแล้ว หลวงตาเบญพูดว่า นี่ เสี่ย... มันฆ่าคนเป็นเบือเลย แต่ไม่มีใครฆ่ามันได้

จิตใต้สำนึกของหลวงพ่อมันก็ผุดขึ้นมาว่า คนอื่นฆ่ามันไม่ได้ เดี๋ยวลูกมันจะฆ่ามัน

(ภายหลังเสี่ยคนนี้ก็ถูกลูกฆ่าตายจริงๆ ปรากฏเป็นข่าวใหญ่หน้า ๑ เมื่อหลายปีก่อน)


:09:

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#12 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11843
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 30/12/2016 - 13:25

:09:


หัวใจของชาวพุทธ


จุดยืนที่สำคัญที่สุดของชาวพุทธ คือ ให้ยึดมั่นในคุณพระรัตนตรัย คือ พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์

บทสวดมนต์ที่เป็นหัวใจของชาวพุทธ คือ พุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ เมตตาพรหมวิหาร

แผนการที่จะละความชั่ว คือ ศีล ๕ ข้อ

การสร้างความดี ก็คือฝึกสมาธิด้วยการสวดมนต์หรือบริกรรมภาวนา คือใช้สติปัญญาพิจารณา เป็นการปลุกจิตใต้สำนึกให้ตื่นขึ้นมา เราจะได้รู้สึกว่าจิตของเรามีสติรู้พร้อมอยู่ที่จิตตลอดเวลา

ความที่มีสติรู้พร้อมอยู่ที่จิตตลอดเวลา เป็นพุทธะ-ผู้รู้ เมื่อจิตมีสติสัมปชัญญะพร้อม ก็เป็นผู้แกล้วกล้าอาจหาญ สามารถเผชิญต่อเหตุการณ์ต่างๆ ได้ เมื่อเป็นเช่นนั้น ก็มีความแช่มชื่นเบิกบาน ไม่โศกเศร้า

ในสมัยปัจจุบันนี้ ขอให้เราชาวพุทธทั้งหลายจงยึดมั่นในคุณพระรัตนตรัยให้แน่วแน่ ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธองค์ ละสิ่งที่ควรละ เจริญสิ่งที่ควรเจริญ


:09:

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#13 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11843
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 31/12/2016 - 14:56

:09:


ชาวพุทธต้องพิสูจน์คำสอนของพระพุทธเจ้า


คำสอนของพระพุทธเจ้าก็เช่นเดียวกันกับนักวิทยาศาสตร์ เพราะพระองค์ได้ทดลองมาด้วยตนเองแล้ว มันเห็นผลดีผลชั่วอย่างไรแล้วพระองค์จึงนำมาสอนเรา

เพราะฉะนั้น ถึงแม้เรายังไม่รู้จริงเห็นจริงตามพระองค์ ก็เชื่อเอาไว้ก่อนจนกว่าเราจะพิสูจน์ให้รู้จริง แต่ไม่ใช่เชื่ออย่างงมงาย เรารับฟังเอาไว้ แล้วก็พยายามพิสูจน์ให้รู้ข้อเท็จจริงด้วยตนเอง อันนี้คือหลักคำสอนของพระองค์


ในเมื่อพระองค์ได้รู้แจ้งเห็นชัดอย่างนั้น จึงมาได้ความว่ามนุษย์เรานี่ ทำดีก็ได้ดี ทำชั่วก็ได้ชั่ว พระองค์จึงมาบัญญัติกฎเกณฑ์ให้คนทั้งหลายทำดี

ถ้าใครจะเอาดีกับเรา ให้รักษาศีลให้บริสุทธิ์ ถ้าใครอยากมีจิตใจมั่นคงต่อการสร้างความดี ให้บำเพ็ญสมาธิ ถ้าใครอยากจะรู้เหตุผลในสิ่งต่างๆ ก็ให้เจริญปัญญาให้แก่กล้าขึ้นจนสามารถรู้ธรรมะตามความเป็นจริง ตามกฎของธรรมชาติ

อันนี้เป็นบทบัญญัติและแนวทางปฏิบัติ


:09:

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#14 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11843
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 31/12/2016 - 15:02

:09:


ใครคือผู้ทำลายพระพุทธศาสนา


สมัยที่เขาหวั่นวิตกว่าจะมีผู้ทำลายพระพุทธศาสนา หลวงพ่อยังเคยเทศน์เลยเวลาคุยกับพระผู้ใหญ่ ผมไม่เคยกลัวว่าใครจะทำลายศาสนา ผมกลัวแต่ตัวผมเองจะเป็นผู้ทำลาย

ท่านมีเหตุผลอะไร

จะมีเหตุผลอะไรมากมายนักหนา ก็ดูแต่ในปัจจุบัน ตระกูลที่มั่งคั่งสมบูรณ์ ลูกนอกตระกูลนี่ไม่มีสิทธิจะไปทำลายของเขา หรือจะไปทำให้เขาเสื่อมเขาเจริญได้ ตระกูลจะเสื่อมหรือเจริญก็ขึ้นอยู่กับลูกผู้สืบตระกูลนั้นเอง

เพราะฉะนั้น ศาสนาพุทธของเราจะเจริญก็อยู่ที่พุทธบริษัท ๔ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา เป็นผู้จะทำให้เสื่อม ให้เจริญ

พระพุทธเจ้าท่านเทศน์เอาไว้แล้วนี่นา ท่านบอกว่า ศาสนาของเราตถาคต จะเสื่อมหรือจะเจริญ อยู่ที่พุทธบริษัท ๔ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ถ้าตราบใดที่ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ อย่าว่าแต่ ๕,๐๐๐ ปีเลย ศาสนาเราจะดำรงอยู่ชั่วกัลปาวสาน


:09:

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#15 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11843
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 31/12/2016 - 15:07

:09:


การละกิเลสเริ่มต้นที่ศีล ๕


ที่จะให้ละกิเลสได้อย่างแท้จริง รักษาศีล ๕ ให้บริสุทธิ์ถ่ายเดียว กำลังของกิเลสฝ่ายชั่วมันจะลดลงๆๆ หรือจะหมดไป

กิเลสฝ่ายชั่วจะหมดไป หมายถึงว่าเราไม่บังอาจที่จะทำความชั่วความบาปได้ทั้งในที่ลับและในที่แจ้ง จิตของเรามันมี หิริ-ความละอายบาป โอตตัปปะ-สะดุ้งกลัวต่อบาป อยู่ตลอดเวลา เมื่อเป็นเช่นนั้น มันก็ไม่กล้าทำบาปทั้งในที่ลับและในที่แจ้ง


คำว่า “ละ” หมายถึงความพยายามปรับจิตใจของเราให้มีสติสัมปชัญญะรู้เท่าทันเหตุการณ์

ในเมื่อสติสัมปชัญญะของเรามีความเข้มแข็ง รู้เท่าทันเหตุการณ์ รู้ธรรมะตามความเป็นจริง เราก็จะได้ความรู้สึกในจิตว่า ทุกสิ่งทุกอย่างเขาเป็นไปตามกฎธรรมชาติของเขา มันเป็นสิ่งที่เราไม่ควรยึดมั่นถือมั่น แล้วจิตมันก็จะค่อยคลายไปเอง


พูดถึงว่า ละ ... ละนี่มันเป็นโวหาร คือการเทศนาเท่านั้น แต่แท้ที่จริงกิเลสอยู่ในจิตในใจนี่ เราจะไปตั้งใจละเอา ละเอา เหมือนอาบน้ำฟอกสบู่ให้มันสะอาดอย่างนั้นไม่ได้

เราต้องบำเพ็ญศีล สมาธิ ปัญญา ให้มันรวมลงสู่จุด คือ สติวินโย สติเป็นผู้นำตลอดเวลา กิเลสทั้งหลายเหล่านั้นมันจึงจะหมดไปได้

ความต้องการ ความปรารถนามันก็ยังมีอยู่ แต่อาการของกิเลส โลภ โกรธ หลง อย่างไม่มีขอบเขต มันก็จะค่อยเบาลงไป หายไป ในที่สุดมันก็หมดไปเอง


:09:

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#16 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11843
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 31/12/2016 - 15:12

:09:


สมาธิที่ขาดศีล อันตราย!


การปฏิบัติสมาธิ ปฏิบัติจนสำเร็จฌานสมาบัติ มีอิทธิฤทธิ์ ดำดินบินบน ล่องหนหายตัวได้ แต่เวลาเข้าสมาธิ อยู่กันเป็น ๗ วัน ๑๕ วัน พอออกจากสมาธิมา แล้วจับอาวุธเข้ายิงกันสะบั้นหั่นแหลก

หรือบางทีฤาษีบำเพ็ญฌาน เหาะเหินมาทางอากาศ แล้วขัดใจเพียงแค่ว่าแย่งที่พักที่อาศัยกันเท่านั้น เกิดขัดใจกัน แช่งชักหักกระดูก หาเรื่องกัน แช่งกันให้หัวแตก ๗ เสี่ยง อะไรทำนองนี้ ก็เพราะสมาธิ เพราะฌาน ไม่มีศีลเป็นเครื่องประกันความปลอดภัย


เพราะฉะนั้น ผู้ปฏิบัติธรรม เพื่อจะให้บรรลุสันติสุขกันอย่างแท้จริง ต้องยึดถือศีล ๕ เป็นหลัก

เมื่อเรามีศีล ๕ กายของเราก็สงบ วาจาก็สงบ ในเมื่อกาย วาจาสงบ ก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้จิตใจสงบ


:09:

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#17 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11843
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 31/12/2016 - 15:24

:09:


โลกเป็นอารมณ์จิตของผู้ปฏิบัติ


สิ่งใดที่ปรากฏแก่เราด้วย ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ สิ่งนั้นก็คือ สภาวธรรม

สภาวธรรมทั้งหลายเป็นเรื่องของโลก

โลกเป็นอารมณ์จิตของผู้ปฏิบัติ เป็นสิ่งระลึกของสติของผู้ปฏิบัติ

สิ่งที่เป็นเครื่องหมายให้เรารู้ว่า อะไรไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ก็คือเรื่องของโลก

สิ่งที่มายั่วยุให้เราเกิดกิเลส อารมณ์พอใจ ไม่พอใจ ก็คือเรื่องของโลก

ถ้ามันไปอยู่เหนือโลกแล้ว จะมีอะไรมาประทุษร้ายจิตใจให้ผิดปกติ

เพราะฉะนั้น เราต้องทดสอบด้วยสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ ว่าจิตของเรานี่มันแน่หรือปล่า

ถ้าหากมันมองเห็นทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเรื่องของธรรมดาๆ แม้สิ่งเหล่านั้นมันจะมีอันเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร จิตของเราก็อยู่ในสภาพปกติ ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ มีแต่ปลงธรรมสังเวช ว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันมีกฎธรรมชาติของมัน จะต้องเป็นไปอย่างนี้ เราห้ามมันไม่ได้ ถ้าเข้าใจกันเสียอย่างนี้ มันก็สบาย


:09:

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#18 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11843
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 01/01/2017 - 10:15

:09:


ความคิดเป็นวิสัยของจิต


สภาวะจิตบางช่วงมันก็ชอบคิดชอบปรุง บางช่วงมันก็ไม่ชอบคิดชอบปรุง ความคิดปรุงแต่ง... ความคิด จิตมันคิดถึงสิ่งรู้ทั้งหลาย มันก็เป็นแต่เพียงอารมณ์ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์ มันเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดอารมณ์

ความคิดเป็นเรื่องธรรมดาของจิต การเห็นก็เป็นวิสัยของตา การได้ยินเป็นวิสัยของหู กลิ่นเป็นวิสัยของจมูก รสเป็นวิสัยของลิ้น สัมผัสเป็นวิสัยของกาย ความนึกคิดเป็นวิสัยของจิต

สิ่งเหล่านี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดอารมณ์ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่อารมณ์ แต่เป็นเหตุให้เกิดอารมณ์

อารมณ์คืออะไร อารมณ์ คือ ความยินดี ยินร้าย พอใจ ไม่พอใจ ชอบ ไม่ชอบ เกลียด อันนี้เป็นอารมณ์

ถ้าหากว่าจิตคิดปรุงแต่ง มันก็สักแต่ว่าคิด คิดแล้วก็ทิ้งไป คิดแล้วก็ทิ้งไป ไม่ยึดอะไรมาสร้างความเดือดร้อนให้กับตัวเอง มันก็ไม่เกิดอารมณ์


เพราะฉะนั้น ความเป็นไปของจิตนี่ บางครั้งมันก็คิดไม่หยุด อยากให้หยุด มันก็ไม่ยอมหยุด แต่บางครั้งมันก็เอาแต่หยุด อยากให้มันคิด มันก็ไม่ยอมคิด

เพราะฉะนั้น ทางปฏิบัติ ถ้าเวลามันต้องการหยุด ให้มันหยุดไป เวลามันต้องการคิด ให้มันคิดไป แต่ให้เรากำหนดสติรู้ๆๆ ไป

ถ้ามันหยุดนานเกินไป มันไม่ยอมคิด เราก็หาอุบายสร้างความคิดขึ้นมาบ้าง ฝึกให้มันเกิดพลังงาน จิตไปอยู่เฉยๆ นิ่งๆ เป็นจิตที่ไม่มีพลังงาน อย่าไปอยากได้มัน นิ่งๆ เฉยๆ ถ้าหากว่ามันคิดมากเท่าไรยิ่งดี


ถ้าอย่างสมมติว่าการเจริญวิปัสสนา เราต้องพิจารณาเบญจขันธ์ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เมื่อเราพิจารณาไป จิตมันสงบ จิตมีพลังทางสมาธิ สมาธิมั่นคง สติเข้มแข็ง มันจะทำให้จิตคิดมากขึ้นๆๆ แต่อารมณ์เก่าที่เราตั้งใจพิจารณาอยู่มันจะทิ้งหมด มันจะไปสร้างความคิดใหม่ขึ้นมา

อันนี้คือลักษณะของจิตที่เป็นสมาธิตามธรรมชาติ


เราเอาปัจจุบันเป็นหลัก แม้แต่ความเสื่อมความเจริญของสมาธิ หลวงปู่มหาบัวท่านก็ให้นัยไว้แล้ว ท่านบอกว่า ความเสื่อมความเจริญของสมาธิ มันก็เป็นแต่เพียงอารมณ์จิต

เมื่อก่อนเรามาดีใจเสียใจอยู่กับความเสื่อมความเจริญของสมาธิ มันก็ได้อยู่แค่นั้น มาภายหลังตัดปัญหา มันจะเสื่อมจะเจริญช่างมัน เราจะเอาสติตัวเดียว พอมากำหนดเอาสติตัวเดียว มันก็ดำเนินไปด้วยดี ท่านว่าอย่างนั้น

ความนึกความคิดของจิตไม่ใช่ปัญหาที่จะทำให้จิตมัวหมอง มันเป็นการบริหารจิต ทำให้จิตมีสติสัมปชัญญะเข้มแข็ง ถ้าจิตไปกำหนดรู้ความคิด อันนี้คือธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน จิตมันพิจารณาธรรมเองโดยอัตโนมัติ


แต่ถ้ามันไปนิ่งรู้อยู่ในจิตอย่างเดียว ไม่มีอาการไหวติง อันนี้เป็นจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน และพร้อมๆ กันนั้น ถ้าหากว่ากายกับจิตยังสัมพันธ์กันอยู่ สุข ทุกข์ มันเป็นสิ่งที่เกิดที่กาย จิตเขาก็ต้องรู้เอง

แต่ถ้าหากช่วงใดที่จิตมันถีบตัวออกจากร่างกายแล้ว ไม่เกี่ยวข้องกับร่างกาย ตอนนั้น สุข ทุกข์ มันไม่มี แม้อาการแห่งความคิดอย่างสามัญธรรมดาก็ไม่มี

แต่ในช่วงนั้นมันอาจสามารถรู้เห็นทุกสิ่งทุกอย่างได้ แต่มันคิดไม่เป็น รู้แล้วมันก็บันทึกข้อมูลไว้พร้อมหมด พอมันย้อนกลับมาสัมพันธ์กับกายอีกทีหนึ่ง มันจึงจะเกิดปัญญาค้นคิดพิจารณาของมันไปเอง การพิจารณาของมันก็คือความคิดนั่นเอง


:09:

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#19 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11843
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 01/01/2017 - 12:06

:09:


ทำความเข้าใจกับ ‘พุทโธ’


นักปฏิบัติสมาธิในเมืองไทยยังเถียงกันอยู่

- สมาธิขั้นสมถะไม่มีภูมิความรู้

- ภาวนาพุทโธได้แต่สมถะ ไม่ถึงวิปัสสนา

บางคนก็ประกาศว่า อย่าไปเสียเวลาภาวนาพุทโธเลย

ทีนี้ คำว่า “พุทโธ” ตัวเองก็ไม่เข้าใจ


“พุทโธ” ไม่ต้องภาวนาเราก็มีอยู่แล้ว ในเวลาเราตั้งใจจะเขียนหนังสือนี่ สังเกตดู เราตั้งใจจะเขียนหนังสือ สติของเราจดจ่ออยู่ที่จิต แล้วจิตก็ไปควบคุมมือให้ลากเส้นไปตามที่เราต้องการ

ในเมื่อจิตมีสติรู้ตัวอยู่ตลอดเวลา จิตมีสติ นั่นแหละคือ พุทโธ ผู้รู้ ไม่ต้องไปแหกปากตะโกนเรียก พุทโธ ก็ได้ เมื่อจิตมีสติรู้ตัวอยู่ทุกขณะจิต นั่นแหละคือพุทโธเกิดขึ้นที่จิตแล้ว


“พุทโธ” นี่ เราภาวนาไว้เฉพาะเวลาจิตของเรายังคิดไม่เป็น ในขณะที่จิตของเรายังไม่มีความคิด เราก็ภาวนาพุทโธไว้เพื่อกระตุ้นให้มันเกิดความคิด

หลักของหลวงพ่อนี่ให้ไว้ว่า ทีแรกเราอาจจะตั้งใจกำหนดลมหายใจ บางทีจิตมันว่าง มันไม่เอาลมหายใจ บางทีมันเกิดความคิด เราปล่อยให้จิตของเราเดินอยู่ที่ลมหายใจ ความคิด ความว่าง วนเวียนอยู่นี่ ธรรมชาติของจิต ถ้ามีสิ่งรู้ สติมีสิ่งระลึก มันจะเพิ่มพลังงานมากขึ้น

ทีนี้พุทโธที่เราบริกรรมภาวนาอยู่ มันก็คือความคิด ในเมื่อจิตทิ้งพุทโธไปคิดอย่างอื่น ก็คือความคิด

เราภาวนา พุทโธ ยุบหนอ-พองหนอ สัมมาอรหัง ในขณะเดียวกัน เราทำงาน ๒ อย่างไปพร้อมกัน

๑. เอาคำว่า พุทโธ สัมมาอรหัง ยุบหนอ-พองหนอ มาป้อนให้กับจิต

๒. เราจะต้องเอาสติควบคุมจิตให้นึกอยู่กับสิ่งที่เราต้องการ มันทำงาน ๒ อย่างพร้อมกันไป

แต่ถ้าหากว่าจิตของเราทิ้ง ๓ อย่างนี่ มันไปเกิดความคิดขึ้นมาเอง หน้าที่ของเรามีเหลืออย่างเดียว คือกำหนดสติตามรู้มันไปตลอด


ข้อนี้เราสังเกตได้ง่าย ถ้าจิตมันคิดขึ้นมาพั้บ เรากำหนดรู้ ถ้าจิตยังไม่มีพลัง เขาจะหยุดคิดทันที เราต้องกำหนดไปจนกระทั่งเขาไม่ยอมหยุด ในเมื่อหยุดแล้วมันก็ว่าง ปล่อยให้ว่าง คิด ปล่อยให้คิด ว่างปล่อยให้ว่าง สลับกันไปอย่างนี้

จนกระทั่งรู้สึกว่าจิตคิดขึ้นมา เรากำหนดรู้ ถ้าไม่ยอมหยุด จะให้หยุดก็ไม่ยอมหยุด นั่นแสดงว่าจิตของเรามีพลังงาน ปล่อยไปตามธรรมชาติไปเลย เราเอาสติตัวเดียวรู้ว่าเรามีความคิดเท่านั้นเอง แต่อย่าไปช่วยมันคิดนะ ให้มันคิดของมันเอง


“พุทโธ” ที่มาท่องมาเถียงกันอยู่นี่ คือ “พุทโธ” คำพูดต่างหาก แต่ “พุทโธ” ตัวจริงนี่คือจิต รู้ ตื่น เบิกบาน เพราะมีสติสัมปชัญญะ

“พุทโธ ก็คือ จิตรู้ตัวอยู่นั่นแหละ จิตมีสติสัมปชัญญะ รู้ตัวอยู่ตลอดเวลานั่นแหละคือ พุทโธ-ผู้รู้ พุทโธ-ผู้ตื่น พุทโธ-ผู้เบิกบาน


:09:

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



คำตอบต่อไป: เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา -
  • (3 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • 3
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • ท่านไม่สามารถตอบกลับกระทู้นี้ได้

1 ผู้ใช้กำลังอ่านกระทู้นี้
0 สมาชิก, 1 ผู้เยี่ยมชม, 0 ผู้ใช้ที่ไม่ระบุชื่อ