ลานธรรมเสวนา: รอยธรรม...หลวงปู่ฝั้น อาจาโร - ลานธรรมเสวนา

เข้าไปดูเนื้อหา

  • (4 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • 3
  • สุดท้าย »
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • ท่านไม่สามารถตอบกลับกระทู้นี้ได้

รอยธรรม...หลวงปู่ฝั้น อาจาโร (รวมบทธรรมเทศนา) ให้คะแนนกระทู้: -----

#0 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11876
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 31/08/2016 - 14:45

:09: :09: :09:


รูปภาพถูกใส่ลงไปแล้ว



รอยธรรม...หลวงปู่ฝั้น อาจาโร


(รวมบทธรรมเทศนา)


:09:


ศาสนาอยู่ตรงนี้ ไม่ได้อยู่ที่อื่น

มันอยู่ที่กายที่ใจของเรา

เมื่อเราปฏิบัติอยู่ ศาสนามันก็เจริญอยู่

ถ้าเราทั้งหลายไม่ได้ปฏิบัติ

ไม่ได้ประพฤติ ไม่ได้กระทำ ...ก็หมดศาสนา



:09:


ก่อนสายลมแห่งกาลจะผ่านเลย
รำลึกบันทึกธรรมแพร่ผ่านตัวอักษร
ไว้ให้ได้ศึกษาและเป็นกำลังศรัทธา
ในการเดินทางสู่ความหลุดพ้นกันต่อๆ ไป

:09:

ขอขอบพระคุณ ผู้เก็บบันทึกเสียง ผู้ถอดความเป็นอักษร
ผู้ทำไฟล์บทธรรมเทศนานี้เผยแพร่ให้ดาวน์โหลดอ่านกันในวงกว้าง

และขอบพระคุณ สำหรับไฟล์บทธรรมที่ได้คัดลอกนำมาลงในกระทู้นี้ค่ะ

จากเว็บ "ฟังธรรม.com"

http://www.fungdham....sound/fhan.html

ที่ทุกท่านสามารถเข้าอ่าน ฟัง และดาวน์โหลด

ทั้งหนังสือ และเสียงธรรมของครูบาอาจารย์ได้มากมายค่ะ


:09:


และอ่านประวัติ ชมภาพหลวงปู่ พร้อมคำสอนของท่านได้อีกที่

http://www.dhammajak...pic.php?t=42819


:09:


การโพสต์นี้ได้ถูกแก้ไขโดย เภตรา: 31/08/2016 - 14:53

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0


  • (4 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • 3
  • สุดท้าย »
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • ท่านไม่สามารถตอบกลับกระทู้นี้ได้

การตอบอื่นๆต่อกระทู้นี้



#1 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11876
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 31/08/2016 - 15:20

:09: :09: :09:


รูปภาพถูกใส่ลงไปแล้ว



ทางพ้นทุกข์

เทศนาโดย

หลวงปู่ฝั้น อาจาโร


:09:


การสำเร็จมรรค สำเร็จผล
ไม่ได้สำเร็จที่อื่นที่ไกล
สำเร็จที่ดวงใจของเรา

คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า
ท่านวางไว้ถึง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์
ท่านก็ไม่ได้วางไว้ที่อื่น
วางที่กาย ที่ใจของเรานี้เอง
นี่เรียกว่า เป็นที่ตั้งแห่งธรรมวินัย

ความที่พ้นทุกข์ ก็จะพ้นจากที่ไหนเล่า
คือใจเราไม่ทุกข์ แปลว่าพ้นทุกข์

เพราะฉะนั้น ได้ยินแล้ว ให้พากันน้อมเข้าภายใน
ธรรมะคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า
รวมไว้ในจิตดวงเดียว เอกํ จิตฺตํ
ให้จิตเป็นของเดิม จิตฺตํ ความเป็นอยู่

ถ้าเราน้อมเข้าถึงจิตแล้ว ความสำเร็จอยู่ที่นั้น
ถ้าเราไม่รวมแล้ว มันก็ไม่สำเร็จ
ทำการทำงาน ทุกสิ่งทุกอย่าง ก็ต้องรวมถึงจะเสร็จ
ถ้าไม่รวมเมื่อไร ก็ไม่สำเร็จ

เอกํ ธมฺมํ มีธรรมดวงเดียว
เวลานี้เราทั้งหลาย ขยายออกไปแล้ว ก็กว้างขวางพิสดารมากมาย
ถ้าวิตถารนัย ก็พรรณนาไปถึง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์
รวมเข้ามาแล้ว สังเขปนัยแล้ว มีธรรมอันเดียว
เอกฺ ธมฺมํ เป็นธรรมอันเดียว
เอกฺ จิตฺตํ มีจิตดวงเดียว

นี่เป็นของเดิม ให้พากันให้พึงรู้ พึงเข้าใจต่อไป
นี่แหละต่อไป พากันให้รวมเข้ามาได้ ถ้าเราไม่รวมนี่ไม่ได้
เมื่อใดจิตเราไม่รวมได้เมื่อใด มันก็ไม่สำเร็จ
นี่แหละ ให้พากันพิจารณาอันนี้ จึงได้เห็นเป็นธรรม

เมื่อเอาหนังออกแล้ว ก็เอาเนื้อออกดู
เอาเนื้อออกดูแล้ว ก็เอากระดูกออกดู
เอาทั้งหมดออกดู ไส้น้อย ไส้ใหญ่ ตับ ไต
ออกมาดู มันเป็นยังไง มันเป็นคน หรือเป็นยังไง
ทำไมเราต้องไปหลง

เออนี่แหละ พิจารณาให้มันเห็นอย่างนี้แหละ
มันจะละสักกายทิฐิแน่ มันจะละวิจิกิจฉา
ความสงสัย จะเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ มันเลยไม่มี
สีลพัตฯ ความลูบคลำ มันก็ไม่ลูบคลำ ..อ้อจริงอย่างนี้
เมื่อเห็นเป็นเช่นนี้แล้ว จิตมันก็ว่าง
เมื่อรู้จักแล้วก็ตัด นี่มันจะได้เป็นวิปัสสนาเกิดขึ้น

อันนี้เรามีสมาธิแน่นหนาแล้ว
ทุกขเวทนาเหล่านั้น มันก็เข้าไม่ถึงจิตของเรา
เพราะเราปล่อยแล้ว เราวางแล้ว เราละแล้ว

ในภพทั้งสามนี้ เป็นทุกข์อยู่เรื่องสมมติทั้งหลาย
จิตนั้นก็ละภพทั้งสาม มันก็เป็นวิมุตติ หลุดพ้นไปหมด
นี่ละเป็น วิมุตติ แปลว่า หลุดพ้นจะเป็นอย่างโน้นอย่างนี้
จิตนั้นจะได้เข้าสู่ปรินิพพาน ดับทุกข์ในวัฏสงสาร

ไม่ต้องสงสัยแน่ เวียนว่ายตายเกิดในโลกอันนี้
เรื่องมันเป็นอย่างนี้ วัฏสงสาร ทำไมจึงว่า
วัฏคือเครื่องหมุนเวียน
สงสารคือ ความสงสัยในรูป เฮอ ในสิ่งที่ทั้งหลายทั้งหมด
มันเลยไม่ละวิจิกิจฉาได้ซี

เดี๋ยวนี้เรารู้แล้ว ไม่ต้องวนเวียนอีก
เกิดแล้วก็รู้แล้วว่ามันทุกข์ ชราก็รู้แล้วมันทุกข์
พยาธิก็รู้แล้วว่ามันทุกข์ มรณะก็รู้แล้วมันทุกข์
เมื่อเราทุกข์เหล่านี้ ก็ทุกข์เพราะความเกิด เราก็หยุด ผู้นี้ไม่เกิด
แล้วใครจะเกิดอีกเล่า ผู้นี้ไม่เกิดแล้ว ผู้นี้ก็ไม่แก่ไม่ตาย
ผู้นี้ไม่ตายแล้ว อะไรจะมาเกิด มันไม่เกิด จะเอาอะไรมาตาย

ดูซิ ใจความคิดของเรา
เดี๋ยวนี้เราเกิด เกิดแล้วก็ตาย
ตายแล้วก็เกิด เกิดแล้วก็ตายอยู่อย่างนี้
มันก็เป็นทุกข์ไม่แล้วสักที


:09:

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#2 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11876
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 01/09/2016 - 16:31

:09: :09: :09:


การฟังและการปฏิบัติ

พระธรรมเทศนาของ

พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร

วัดป่าอุดมสมพร สกลนคร

๓ กันยายน ๒๕๑๑

(ม.ร.ว. ส่งศรี เกตุสิงห์ ถอดจากแถบบันทึกเสียง)



:09:


พวกเราทั้งหลายที่อยากฟังพระธรรมเทศนา อย่าสักแต่ฟัง จงระลึกไว้ว่า เมื่อพระท่านเทศนาไป ว่าด้วยกุศลก็ดี อกุศลก็ดี ให้พากันน้อมเข้ามาถึงตัวเราทุก ๆ คน บุญกุศลทั้งหลายมันไม่ได้อยู่ในที่อื่นที่ไกลนั้น อยู่กับตัวของเราทั้งนั้น

ในวันนี้พระองค์อื่น ๆ ท่านก็ได้เทศนาไปหลายกัณฑ์แล้ว ท่านก็ได้สรุปว่า ตัวของเรานั้นแหละเป็นตัวพระพุทธศาสนา ตัวธรรมะ คือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า

คุณหมอท่านเป็นผู้นำให้พวกเราทั้งหลาย ที่บ้านใกล้ก็มี บ้านไกลก็มี ได้มาพร้อมเพรียงกันอยู่ที่นี่ เราทั้งหลายที่ได้มานี้ก็หวังจะได้คุณงามความดี ได้ความสุขความเจริญ เราทั้งหลายจะต้องรู้ว่าความสุขความเจริญนั้นอยู่ที่ไหน

เมื่อรู้แล้วก็ให้พากันน้อมใจเข้าไป คือเข้าไปในคุณธรรม ตรงที่ท่านบอกว่า เอหิปสฺสิโก โอปนยิโก ปจฺจตฺตํ อันเป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า นี้แหละ เอหิปสฺสิโก จงเรียกร้องสัตว์ทั้งหลายมาดูธรรม ก็เราจะมาดูที่ไหนเล่า

ธรรมข้อนี้จะพูดให้เข้าใจกันไว้ การที่ว่าให้น้อมเข้ามาดูธรรมก็คือธรรมเหล่านี้แหละ เราฟังเพื่อว่าเราทั้งหลายต้องการความพ้นทุกข์ ทุกข์ทั้งหลายนั้นอยู่ที่นี่ คือที่เราเอง มิใช่อยู่ที่อื่นไกล เหตุนั้นให้พากันน้อมเข้ามาตรงนี้ คือที่ใจของเราเอง จงมาดูตรงนี้ ไม่ใช่ดูตรงอื่น ข้อนี้ให้พากันเข้าใจเอาไว้

ที่เราทั้งหลายว่าทำบุญนั้น บุญเป็นอย่างไร ให้พากันรู้เสียในเวลานี้ เราอย่าเอาแต่บ่นว่าเราไม่มีโอกาส ไม่มีเวลา เวลานี้เรามีโอกาสเต็มที่แล้ว หน้าที่ของเรา การงานทุกสิ่งทุกอย่างก็ไม่มีแล้ว ที่พากันมานั่งอยู่ตรงนี้เดี๋ยวนี้แหละ ไม่ต้องคำนึงถึงอดีตและอนาคต ฟังแล้วก็กำหนดดูเดี๋ยวนี้แหละ

เรามีบุญก็มีเดี๋ยวนี้ เรามีกรรมมีกุศลก็มีเดี๋ยวนี้ เราไม่ต้องคำนึงถึงอดีตอนาคต อนาคตคนเรานั้นจะไปอยู่ตรงไหนเราก็รู้ไม่ได้ อดีตนั้นล่วงมาแล้ว เราก็เลยมาแล้ว เวลานี้เราก็ต้องดูในปัจจุบันนี้ ท่านบอกว่าอย่างนี้ ปัจจุบันนี้เป็นอย่างไร อนาคตก็เป็นอย่างนั้น

ที่เราทั้งหลายพากันรู้จักว่าการทำบุญการกุศลนั้น มันไม่ได้อยู่ในต้นไม้ภูเขาเหล่ากอ ไม่ได้อยู่ในฟ้าอากาศ ท่านบอกไว้ว่า กามาวจรํ กุสลํ จิตตํ อุปปนฺนํ โหติ จิตเรานี้แหละเป็นตัวกุศลอกุศล

ตัวบุญนั้นเป็นอย่างไร ก็ตัวของเราที่นั่งอยู่นี้แหละ ลักษณะของบุญนั้นได้แก่ใจของเราดี ใจของเรามีความสุข ใจของเรามีความสบาย ใจของเรามีความเยือกเย็น ก็นี่ เวลานี้ใจของเราสบายหรือยัง พากันตรวจดูซิ ต่างคนต่างฟังเทศน์ อย่าไปฟังแต่เสียง ต้องฟังถึงรูปธรรมนามธรรมของเรา

ฟังรูปธรรมคือฟังอัตตภาพร่างกายของเรานี้ ฟังเพราะเหตุใด เพราะว่ารูปธรรมนี้ เราถือเป็นตัวเป็นตน เป็นสัตว์ เป็นบุคคล เป็นเรา เป็นเขา เป็นผู้หญิง เป็นผู้ชาย เป็นพระ เป็นเณร มันเป็นจริงไหม ลองพิจารณาดูที

ในคำสั่งสอนท่านเทศนาไว้ว่า รูปํ อนิจฺจา เวทนา อนิจฺจา สญฺญา อนิจฺจา สงฺขารา อนิจฺจา วิญญาณํ อนิจจํ แล้วจะมีอะไรเป็นของเราได้อย่างไรเล่า รูปทั้งหลายก็เป็นของไม่เที่ยงทั้งหมด เวทนาก็ไม่เที่ยง สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงทั้งหมด วิญญาณก็ไม่เที่ยงทั้งหมด

เที่ยงเมื่อไรเล่า วิญญาณของเรา วิญญาณคือความรู้ เวลานี้เรารู้อยู่เฉย ๆ เมื่อไรเล่า จิตใจมันห่วงบ้านห่วงช่อง ห่วงข้าวห่วงของ ห่วงโน่นห่วงนี่ มันไม่อยู่เฉย ๆ เพราะฉะนั้น เราจะรู้จักที่พึ่งที่อาศัยของเรา เราจึงมาทำบุญทำกุศล เราต้องการที่พึ่งที่ระลึกของเรา

สังขารของเรามันไม่เที่ยง จะว่าเป็นของเราได้อย่างไร ให้พากันพิจารณาดู นามธรรมคือดวงใจผู้คิดผู้นึก มันก็เที่ยงเมื่อไรเล่า เราต้องเพ่งต้องเร่งพิจารณาเดี๋ยวนี้แหละ ไม่ต้องคำนึงถึงว่าในอนาคตจะไปอยู่ชั้นใดภูมิใดภพใด

เราต้องรู้จักว่านี้เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าท่านวางไว้ ถ้าเราไม่เห็นเดี๋ยวนี้ เราก็ไม่รู้จักที่อยู่ที่อาศัยของเรา ที่อยู่ของเรานั้นเป็นอย่างไรเล่า ก็ดูเอาซิ ถ้าจิตของเราสบาย เราก็ได้ที่พึ่งสบาย ถ้าจิตของเราไม่สบาย เราก็ได้ที่พึ่งไม่สบาย ให้รู้จักเอาไว้ นี่แหละที่พึ่งของเรา จงพากันเข้าใจ

พวกเราทั้งหลาย การได้ยินได้ฟัง สักแต่ฟังเฉย ๆ ไม่ได้ เราต้องกำหนดตรงจิตของเรา ท่านวางศาสนาไว้เป็นข้อปฏิบัติ ท่านไม่ได้วางอื่นไกล ท่านวางไว้ ศีล สมาธิ ปัญญา นี้เป็นหลักพระพุทธศาสนา ท่านบอกอย่างนี้แหละ

ทีนี้ ศีล สมาธิ ปัญญา นั้นอยู่ที่ไหนเล่า ท่านว่า ศีล คือความเป็นผู้สำรวมกาย สำรวมใจให้เรียบร้อยแล้ว วาจาของเราก็เรียบร้อย ยังเหลือแต่ดวงใจของเรายังไม่ค่อยเรียบร้อย เพราะฉะนั้นเราต้องฟังถึงดวงใจของเราอีกที

ขณะนี้เราไม่ได้ทำโทษน้อยใหญ่ทั้งหลาย โทษทั้งหลายเหล่านี้ก็ไม่มีในตัวเรา เราต้องพิจารณามันให้แน่นอนลงไป เชื่อมันลงไป คือศรัทธาความเชื่อของเรา เชื่อจริงหรือไม่จริงเล่า

ที่ท่านวางศีลไว้ คือกาย วาจา ใจของเรานี้เป็นศีล ท่านไม่ได้ให้รักษาอื่น ให้รักษาศีล คือรักษากายวาจาใจของเรานี้

อย่าว่าเป็นของยากของลำบากรำคาญ เราต้องการความสุขความสบายแล้ว เราก็ต้องรักษากายของเรา รักษาวาจาของเรา รักษาดวงใจของเรา ไม่ทำโทษน้อยใหญ่ทั้งหลายทั้งหมด ข้อนี้เราทั้งหลายก็รู้อยู่แล้ว

สิ่งที่เป็นโทษ เป็นบาปกรรมเราไม่ทำ เมื่อเราไม่ได้ทำบาปทำกรรมแล้ว บาปกรรมทั้งหลายก็ไม่มีในตัวเรา ให้พิจารณาดู ถ้าเราไม่ชอบบาปกรรมเราก็เลิกทำ บาปกรรมทั้งหลายก็ไม่มีในตัวเรา เราควรพินิจพิจารณาข้อนี้ให้แน่ใจลงไป เชื่อมั่นลงไป

ใครเป็นผู้ทำกรรมเวลานี้ พิจารณาดูซิ ก็ดวงใจของเรา ท่านบอกไว้ว่า กมฺมสฺสโก มฺหิ กรรมทั้งหลายเป็นของของตน ท่านบอกอย่างนี้แหละ กรรมเป็นของของตนไม่ใช่เป็นของบุคคลอื่น

ก็เวลานี้เราอยู่ในกรรมอันใดเล่า กรรมดีหรือกรรมชั่ว เราต้องพิจารณาลงไป เชื่อมั่นลงไป ไม่ใช่ผู้อื่นเป็น เราเองเป็นผู้เป็น ให้พินิจพิจารณาให้แจ่มแจ้งลงไป ให้มันเห็นตัวกรรม

(มีต่อ)

การโพสต์นี้ได้ถูกแก้ไขโดย เภตรา: 01/09/2016 - 16:32

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#3 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11876
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 01/09/2016 - 17:38

:09:

กรรมมันไม่ได้อยู่ถึงฟ้าอากาศ กรรมทั้งหลายที่เราว่าเป็นกรรมอย่างโน้นเป็นกรรมอย่างนี้ บาปอย่างโน้นบาปอย่างนี้ บาปอะไรมีที่โน่นที่นี่ ในป่าในดง ภูเขาเหล่ากอไม่ได้เป็นบาปเป็นกรรม

มันเป็นจากดวงใจของเรา ท่านจึงว่ากายกรรม วจีกรรม มโนกรรมเป็นของเรา กายกรรมทำทางกาย วจีกรรมทำทางวาจา มโนกรรมทำทางใจ

ข้อนี้แหละให้พากันพินิจพิจารณาให้เห็นชัด อย่าเข้าใจอย่างอื่น อย่าให้เป็น สีลพัตตปรามาส ลูบคลำโน่น ๆ นี่ ๆ ว่ากรรมอยู่โน้นบาปอยู่โน้น นั้นแหละเข้าใจผิดไป เราต้องใช้โอปนยิกธรรม ต้องน้อมเข้ามาถึงดวงใจของเรา

กรรมมันไม่ได้เกิดที่อื่น เวลานี้กายเราไม่ได้ทำอะไร วาจาเราก็ไม่ได้ทำ เหลือแต่มโนกรรม ความน้อมนึก มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา มโนเสฏฺฐา มโนมยา บุญและบาปไม่ว่าใด ๆ ใจถึงก่อน ให้พากันพินิจพิจารณาให้เห็นแจ่มแจ้งลงไป แน่นอนลงไป บุญและบาปใจมันถึงก่อน

มโน คือความน้อมนึก ธรรมะคือความคิด ปุพพะ คือ ในเบื้องต้น นี่แหละต้นบุญต้นกุศลทั้งหลาย คือใจเรานี้เอง บุญและบาปเกิดจากนี้ไม่ได้เกิดจากอื่นไกล พิจารณาให้แน่นทนลงไปเดี๋ยวนี้แหละ

แต่ก่อนนั้นพระพุทธเจ้าท่านเทศนา พุทธบริษัททั้งหลายได้ไปสดับโอวาทานุสาสนีอันเป็นธรรมะคำสั่งสอนของท่านแล้ว ได้สำเร็จมรรคผลถึงโสดา สกิทาคา อนาคา อรหัตตา

เราทั้งหลายทุกวันนี้มัวแต่ฟังแล้วก็ไม่ได้ถ้อยได้ความอะไร ฟังพอเป็นพิธี ฟังแต่ว่าเอาบุญ ไม่รู้จักว่าบุญอยู่ที่ตรงไหน เมื่อท่านเทศน์จบแล้วก็สาธุได้บุญแล้วเท่านั้น ก็จะเอาบุญที่ตรงไหนเล่า

ที่ท่านฟังกันแต่ก่อนนั้น ท่านน้อมลงไปถึงจิตถึงใจของท่าน บุญก็เกิดเดี๋ยวนั้น ใจมีความเยือกความเย็น ใจมีความเบาความสบาย นี่แหละตัวบุญ มีหรือยังในใจของเรา เรามีความสุขสบายหรือยัง เวลานี้แหละ ที่นั่งอยู่เดี๋ยวนี้ เข้าที่ดูที ระลึกดูที พุทโธ ธัมโม สังโฆ ระลึกดู

พุทโธนั้นอยู่ที่ไหนเล่า ธัมโมอยู่ที่ไหนเล่า สังโฆอยู่ที่ไหนเล่า นี่แหละเป็นที่พึ่งที่ระลึกของเรา ที่กราบที่ไหว้ที่สักการบูชาของเรา ถ้าเราไม่มีพุทโธ ธัมโม สังโฆ แล้วก็ไม่มีที่พึ่งอาศัย

เรามีพุทโธ ธัมโม สังโฆ นี้แหละเป็นที่พึ่งที่ระลึก ที่กราบที่ไหว้ ให้น้อมดู พุทโธอยู่ที่ไหนเล่า อยู่ที่ดวงใจของเราไม่ใช่หรือ ให้พากันพิจารณาพุทโธ เวลานี้รู้อยู่อย่างไรเล่า รู้สุขหรือรู้ทุกข์ รู้ดีหรือรู้ชั่ว หรือรู้อยู่เฉย ๆ

ดูที่พุทโธ ใจของเราอยู่สถานใด อยู่ในลมฟ้าอากาศหรือไปอยู่ที่ไหน อยู่ตามลูกตามหลาน ตามบ้านตามช่อง หรือไปอยู่ตามข้าวตามของ ตามเงินตามทอง ให้น้อมเข้ามาหาตัวของเราสิ ผู้รู้ศาสนาต้องน้อมเข้ามา ต้องรู้ต้นศาสนา

พุทโธ พุทโธ นี้เป็นผู้รู้ นี่แหละเป็นสรณะที่พึ่งของเราแท้แน่นอน ถ้าเราไม่มีพุทธะคือผู้รู้แล้ว เราก็พึ่งพาอาศัยอะไรไม่ได้สักอย่าง พ่อแม่พี่น้อง ข้าวของเงินทอง ก็พึ่งไม่ได้ บ้านช่องก็พึ่งไม่ได้ เงินทองอะไรก็พึ่งไม่ได้ ชาวบ้านร้านตลาดประเทศชาติก็พึ่งไม่ได้

ถ้าเราไม่มีพุทโธ ธัมโม สังโฆแล้ว สังขารร่างกายเราก็พึ่งไม่ได้ ทำไมจึงพึ่งไม่ได้ ก็พุทธะคือผู้รู้ ถ้าเราไม่มีผู้รู้ จะพึ่งอะไรได้ อุปมาเหมือนกับคนตาย คนตายแล้วมีความรู้หรือ

หูตาก็มี คู่แข่งขันก็มี อะไร ๆ มีหมด ข้าวของเงินทองก็มีอยู่ แต่พึ่งไม่ได้สักอย่าง มันไม่มีพุทโธ ธัมโม สังโฆ ...ถ้าเรามีพุทโธ ธัมโม สังโฆ แล้วพึ่งได้หมด สังขารร่างกายเราก็พึ่งได้ พอแม่พี่น้องก็พึ่งได้ ข้าวของเงินทองพึ่งได้หมดทุกสิ่งทุกอย่าง

ฉะนั้นเราทั้งหลายจงพากันพิจารณาให้มันแจ่มแจ้งในใจของเรา ธัมโมคือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ เราเข้าใจว่าเป็นของพระพุทธเจ้า เราไม่น้อมเข้ามาหาตัวของเรา เราก็เลยไม่เห็น

สิ่งใดที่เราไม่ได้ทำไว้เราก็พึ่งไม่ได้ พึ่งได้แต่สิ่งที่เราทำไว้ เราทำดีก็ได้พึ่งดี เราทำชั่วก็ได้พึ่งชั่ว ในบาลีท่านจึงว่า กุสลา ธัมมา อกุสลา ธัมมา เราเป็นผู้ทำมาทั้งหมดไม่ใช่หรือ เราทำกุศลมาจึงได้

กุสลาธัมมา คือกุศล คือความฉลาด พวกเราทั้งหลายคือพวกฉลาดทั้งนั้น ที่มานี่ได้พากันรู้จักกุศโลกุศลา คือความฉลาด รวมแล้ว กุสลาธัมมา คือใจของเราดี ใจของเรามีความสุข ใจของเรามีความสบาย นี่แหละคือกุสลาธัมมาแน่

อกุสลาธัมมา คืออย่างไรเล่า คือใจเราไม่ดี เมื่อใจเราไม่ดีแล้ว สังขารร่างกายก็ไม่ดี พ่อแม่พี่น้องข้าวของเงินทองก็ไม่ดี นี่แหละ อกุสลาธัมมา เราเป็นผู้ทำมาทั้งหมด เราจึงได้

นี่แหละ เราควรพินิจพิจารณา น้อมเข้าในธัมโม เราเป็นผู้ทำทั้งหมด ถ้าเราไม่ได้ทำแล้วเราก็ไม่ได้ นี้เป็นข้อปฏิบัติ

สังโฆเล่าเป็นสรณะที่พึ่งของเรา พึ่งได้อย่างไร สิ่งทั้งหลายทั้งหมดเราเป็นผู้ปฏิบัติ พระสงฆ์เป็นผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ถ้าเราปฏิบัติดีก็ได้พึ่งดี ถ้าเราปฏิบัติไม่ดีก็ได้พึ่งไม่ดี เราทั้งหลายต้องเข้าใจอย่างนี้

ธรรมะคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ รวมแล้วคือกายกับใจของเรานี้ มิใช่อยู่อื่นอยู่ไกล ให้พากันน้อมเข้ามาหาตัวเรา

ในคัมภีร์ทั้งหลาย เช่นว่าพระอภิธรรมท่านว่า

กามาวจรํกุสลํ จิตฺตํ ท่านไม่ได้บอกอื่นไกล กามาวจรกุศลเกิดจากจิต

อุปฺปนฺนํ โหติ อุบัติขึ้นจากจิต

โสมนสฺส สหคตํ โสมนัส คือความยินดี ใครเป็นผู้ยินดีบุญ สหคตํ ความเป็นไป

ญาณสมฺปยุตฺตํ ญาณะ คือ ญาณ ความรู้ ความรู้ทั้งหลายอยู่ที่ไหนเล่า ต้นไม้ภูเขาเหล่ากอมันไม่รู้อะไร ดิน น้ำ ลม ไฟ เขาก็ไม่รู้อะไร ...มีอยู่ก็ดวงใจของเราที่รู้ เหตุนี้ให้พากันเข้าใจให้แจ่มแจ้ง ให้เชื่อมั่นอยู่ในใจของเรา ให้พากันสัมปยุต เราสัมปยุตที่ใดแล้วก็ไปอยู่ที่นั่น

รูปารมฺมณํ วา เราจะเอารูปอันใดเป็นอารมณ์แล้ว รูปดีรูปชั่ว เราหมายได้

รูปดีเป็นอย่างไร รูปชั่วเป็นอย่างไร จะอธิบายไปไกลเราก็ไม่เข้าใจ นี่จะอธิบายย่อ ๆ ท่านอธิบายว่า อุปทายรูป มีถึงยี่สิบ นี่จะอธิบายมีสองรูปเท่านั้นแหละ คือรูปดี ได้แก่ใจเราดี รูปไม่ดี ได้แก่ใจเราไม่ดี

นี่แหละให้พากันพิจารณาเท่านี้แหละ เห็นว่าเราทั้งหลายมาอยู่ที่นี่ ต่างคนต่างมา ต่างถิ่นต่างฐาน ต่างบ้านต่างช่อง เมื่อพากันมาแล้วก็ไม่เจือปนกัน ของใครของเรา

สมมุติว่าเราจะลุกจากนี้จะไปอยู่โน้น ใครจะไปอยู่ที่ไหนก็ต้องไปที่นั้นแหละ ของใครของเราอย่างนี้ นี่แหละอุปมาอุปมัยให้เห็นในปัจจุบันนี้ ที่ในจิตใจของเราก็เหมือนกัน เราไปยึดเอารูปดี เราก็ไปที่ดี เรายึดเอารูปชั่ว เราก็ไปที่ชั่ว

(มีต่อ)
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#4 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11876
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 01/09/2016 - 20:57

:09:

นี่แหละให้พากันพินิจพิจารณา คัมภีร์ท่านบอกไว้ไม่ใช่อื่นไกล ที่ท่านบอกไว้ว่า ปญฺจกฺขนฺธา รูปกฺขนฺโธ เวทนาขนฺโธ สญญาขนฺโธ สงขาราขนฺโธ วิญญาณขนฺโธ นี่แหละท่านว่า ธรรมะทั้งหลาย จงเอาตัวของเราเป็นตัวธรรมะ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าอยู่ในตัวเราทั้งนั้น

ปัญจขันธา คือขันธ์ทั้งห้า ขันธ์ก็แปลว่ากอง กองรูป กองเวทนา กองสัญญา กองสังขาร กองวิญญาณ มากองอยู่ในตัวเรานี่หมด กองบุญ กองบาปอยู่นี่หมด กองสวรรค์ กองนิพพาน ก็อยู่ในตัวของเรานี้หมดนั่นแหละ อย่าคำนึงไปที่อื่น กองสุขกองทุกข์อยู่ในตัวของเรานี้ทั้งนั้น

เหตุนั้น ให้พากันรู้จักแจ่มแจ้ง นี่แหละอภิธรรมทั้งหลาย ท่านจึงได้ว่าธรรมะทั้งหลายอยู่ในตัวของเรา รูปก็รูปธรรม นามก็นามธรรม จะว่าเป็นของพระพุทธเจ้าอย่างไรเล่า พระพุทธเจ้าสอนให้พวกเรารู้จักตัวของเรา มันก็เป็นมโนนั่นแหละ คือความนอบน้อม นอบน้อมไปสถานใดไปอย่างนั้น

เหตุนี้ให้พากันรู้จัก นะ รู้จัก โม หัวใจมันจึงรักษาได้ ...เวลานี้เราทั้งหลายไม่รู้จัก นะ ไม่รู้จัก โม หัวใจตัวเรามันจึงรักษาไม่ได้

เราจะพิจารณาข้อนี้เพื่อเหตุใดเล่า เพื่อไม่ให้โศกเศร้าโศกา เมื่อเราทั้งหลายจะต้องพลัดพรากจากของรักของเจริญใจทั้งสิ้นไป เมื่อพลัดพรากจากไปแล้ว เราจะมีความโศกเศร้าโศกาอาลัย ระลึกถึงซึ่งกันและกัน

นี่เรารีบมาพิจารณาเสียตั้งแต่เวลาที่เราอยู่นี้ เวลาเราจะจากไปจะได้ไม่ห่วงไม่ใยอะไรสักอย่าง เราจึงมาพิจารณาข้อนี้เป็นตัวเป็นตน เป็นสัตว์เป็นบุคคล เป็นเราเป็นเขา เป็นผู้หญิงเป็นผู้ชาย เป็นพระเป็นเณร

เรามาถือเอา นะ เอา โม นี่แหละ พิจารณาดูที หลงตัวหลงตน หลงสัตว์หลงบุคคล หลงเราหลงเขา นี่มันมาคาติดข้องอยู่นี่ เรามาพิจารณา นะ แล้ว เราจะไม่หลง

นะ คืออันใดเล่า ปิตฺตํ น้ำดี เสมฺหํ น้ำเสลด ปุพํโพ น้ำเหลือง โลหิตํ น้ำเลือด เสโท น้ำเหงื่อ เมโท น้ำมันข้น อสฺสุ น้ำตา วสา น้ำมันเหลว เขโฬ น้ำลาย สิงฺฆาณิกา น้ำมูก ลสิกา น้ำไขข้อ มุตตํ น้ำมูตร

สิ่งเหล่านี้เป็นคนที่ไหนเล่า เป็นของทิ้งทั้งนั้นไม่ใช่หรือ นี่แหละเราจึงพิจารณาให้แน่นอนลงไป อย่าสงสัยลังเลสนเท่ห์ในใจ

ธรรมะคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าท่านให้พิจารณา พุทโธ ให้มันรู้แจ้งเห็นจริง สัจธรรมทั้งหลายให้พากันรู้จัก ความเกิดก็ดี ความแก่ก็ดี ความเจ็บก็ดี ความตายก็ดี ข้อนี้แหละสัจจะของจริง สิ่งไม่เกิดก็มี สิ่งไม่แก่ก็มี สิ่งไม่เจ็บก็มี สิ่งไม่ตายก็มี

นี่เรารู้จักสิ่งนี้เกิด สิ่งนี้แก่ สิ่งนี้เจ็บ สิ่งนี้ตาย เราก็ควรพิจารณาดู สิ่งใดไม่เกิด สิ่งใดไม่แก่ สิ่งใดไม่เจ็บ สิ่งใดไม่ตายเล่า ...เราอย่าไปนึกถึงอื่น ให้นึกถึงดวงใจของเรา ผู้นั้นคือผู้นึก ที่มันไม่เกิดเพราะเหตุใด

เราตั้งสมาธิ พุธโท พุทโธ ดวงใจเราอยู่นิ่งภายใน มันไม่ส่งไปข้างหน้า มาข้างหลัง ข้างซ้าย ข้างขวา ข้างบน ข้างล่าง ตั้งจำเพาะตรงกลาง

ผู้รู้นิ่งอยู่นั่นแหละ มันก็ไม่ตายแล้ว มันนิ่งอย่างนั้น มันก็ไม่ตายแล้วก็ไม่เกิด มันก็ไม่เกิดมันก็ไม่แก่แล้ว มันไม่แก่มันก็ไม่เจ็บแล้ว มันไม่เจ็บมันก็ไม่ตาย มันไม่ตายแล้วก็ไม่ทุกข์แน่ จะว่าอย่างไรเล่า

เราต้องดูที่นี่ เดี๋ยวนี้เราเกิดอยู่ นั่งอยู่นี่แหละ เกิดไม่หยุดนี่แหละ เทศน์ให้ฟังก็ยังไม่หยุดอยู่นี่แหละ ภเว ภวา สมฺภวนฺติ มันเที่ยวก่อภพน้อย ๆ ใหญ่ ๆ อยู่เดี๋ยวนี้แหละ

ฟังดูซี หัวใจของเราหยุดนิ่งอยู่ได้หรือยัง นั่งดูมันไม่นิ่งซี นี่ให้รู้จักซี ทำให้มันนิ่งซี เราไม่อยากตายก็หยุดเสียซี อย่าไปเกิดซี เราเกิดแล้วมันก็แก่ซี เราอย่าไปเกิดก่อชาติก่อภพอยู่เรื่อย เราไปเกิดเป็นชั้นใดเล่า ในภูมิใดในภพอันใดเล่า รีบดูซี อย่าไปฟังแต่เสียงซี ต้องเข้าดูดวงใจ

ให้ฟังดวงใจของเรา ใจของเราดีหรือชั่วเล่า ใจเราเป็นสุขหรือเป็นทุกข์เล่า เราฟังให้มันแน่นอนลงไปซี ดูซีมันเกิดที่ไหนเล่า ต้นไม้ภูเขาเหล่ากอก็ไม่ได้ทุกข์ ดินฟ้าอากาศเขาก็ไม่ได้ทุกข์ มันทุกข์อยู่กับดวงใจของเรา น้อมเข้าดูซี

เราอยากพ้นทุกข์มิใช่หรือ มันไม่ได้พ้นตรงฟ้าอากาศ เมื่อใจเราสงบนิ่งอยู่นี่แหละ ความเป็นสุขอยู่ที่เรา ดูซีว่าเวลานี้ใจเราอยู่ในกุศลหรืออกุศล หรือไม่ใช่กุศลอกุศล ให้พิจารณา มันเป็นไปอย่างไรเล่า กุศลนั้นคือใจดี ใจมีความเยือกความเย็น นี่แหละกุศล อกุศลคืออย่างไร คือใจไม่ดี ใจไม่ดีนี้แหละเป็นอกุศล

ไม่ใช่กุศลอกุศลคืออันใด คือดีมันก็ไม่ว่า ชั่วมันก็ไม่ว่า สุขมันก็ไม่ว่า ทุกข์มันก็ไม่ว่า เฉยอยู่ วางอุเบกขา มันไม่ส่งข้างหน้า ข้างหลัง ข้างซ้าย ข้างขวา วางหมดทั้งนั้น ว่างหมด ใจมันว่างหมด พอมันวางแล้ว นี่แหละ

อาศัยสมาธิภาวนา เพ่งเล็งใจของเราให้ดี เราอยากสุข ใจของเราเป็นสุขหรือยัง เราอยากได้บุญ ใจของเราเป็นบุญหรือยัง เราอยากพ้นทุกข์ ใจของเราพ้นทุกข์หรือยัง เราอยากดี ใจของเราดีหรือยัง พิจารณาดูซิ อย่าไปฟังอื่นซี ฟังดวงใจของเราให้มันแน่นอนลงไปซี เชื่อมันลงไปซี

นี่เป็นข้อปฏิบัติ นี่แหละสมาธิ คือจิตตั้งมั่นตั้งเที่ยงตั้งตรง วิธีที่เราจะล้างบาปล้างกรรม จะล้างเหมือนคริสเตียนเขาไม่ได้ เราจะล้างบาปล้างกรรมไม่มีที่อื่น เราต้องรักษาศีล สมาธิ ภาวนานี่แหละล้างบาปล้างกรรม

คือรักษาศีล เราไม่ทำโทษน้อยใหญ่ทั้งหลายทั้งหมดแล้ว ไม่มีบาปไม่มีกรรม นั่งสมาธิแล้วจิตใจของเราไม่ได้ก่อภพก่อชาติ จิตของเรานิ่งอยู่ มันก็ไม่ได้สร้างบาปสร้างกรรมอะไร มันวางเฉยอยู่ มันก็หมดบาปหมดกรรม

หมดตรงนั้นแหละ ไม่ใช่หมดที่อื่น คือจิตเราไม่มีกรรม กรรมทั้งหลายก็ไม่มี จิตของเราไม่มีความชั่ว ความชั่วทั้งหลายก็ไม่มี จิตของเราไม่ทุกข์ ความทุกข์ทั้งหลายก็ไม่มี จิตของเราไม่อยาก ความอยากทั้งหลายก็ไม่มี

เหตุนี้แหละให้พากันพิจารณาให้มันแน่นอนลงไป จะไปหาความสุขที่ไหนเล่า จะไปหาความสุขตามข้าวตามของเงินทอง ไม่ใช่ทั้งนั้น จะหาความสุขจากทำการทำงาน ไม่ใช่ทั้งนั้น เราก็ทุกข์เพราะเราหาข้าวของเงินทองนั่นซิ

ความสุขนี้ต้องทำหัวใจของเราให้มันนิ่ง พุทโธ พุทโธ ทำใจให้เยือกให้เย็น ทำใจให้เบา ทำให้ใจสบายแล้ว หัวใจเราสบายแล้ว การงานมันก็สบาย ข้าวของเงินทองก็สบาย ชาวบ้านร้านตลาดก็สบาย ประเทศชาติก็สบาย

ข้อนี้พิจารณาให้เห็นจริงแจ้งประจักษ์กัน เรามาทำบุญทำกุศล เราว่าทานอันนั้นได้บุญไหม ทานอันนี้ได้บุญไหม ถามใครเล่า ถามดวงใจเราซิ ถ้าเราทำลงไปแล้ว ดวงใจเรามีความเยือกความเย็น ใจเรามีความสุข ใจเรามีความสบาย ก็ได้บุญตรงนั้นแหละ

เพราะฉะนั้น บุญทั้งหลายใจเราถึงก่อน บาปก็ใจของเราถึงก่อน ใจของเราเป็นรากฐาน ใจของเราเป็นประธาน สำเร็จกับดวงใจ ไม่ได้สำเร็จที่อื่นไกล เหตุนั้นให้พากันพิจารณาให้แน่นอนลงไป ประจักษ์ลงไป เชื่อมั่นลงไป

นี่แหละในโอวาทธรรมะคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า สรุปหัวข้อใจความแล้ว คือกายกับใจนี้เป็นที่ตั้งแห่งคุณพระพุทธเจ้า แห่งคุณพระธรรม แห่งคุณพระสงฆ์

เมื่อเราทั้งหลายได้ยินได้ฟังแล้วให้โยนิโสมนสิการ พากันกำหนดจดจำแล้วนำไปประพฤติปฏิบัติ ฝึกหัดตนของตนให้เชื่อไปในศีล เชื่อไปในธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว

แต่นี้ต่อไปท่านทั้งหลาย จะมีแต่ความสุขความเจริญ งอกงามในธรรมวินัยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ดังได้รับประทานวิสัชนามา เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้


:09: :09: :09:
...............................



:38: http://www.fungdham....book/book2.html :33:
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#5 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11876
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 04/09/2016 - 15:47


:38:

(หมายเหตุ : บทธรรมนี้เคยโพสต์ในลานธรรมเสวนา

โดยคุณ พีทีคุง เมื่อ 16 ส.ค. 2543

ซึ่งเป็นกระดานแรกๆ ของลานธรรมที่หาไม่เจอในระบบค้นหาแล้ว
ดีที่มีผู้ทำเป็นไฟล์ pdf ไว้ ...ไปเจอมาในเว็บ "ฟังธรรม"
เป็นการรวมธรรมของหลวงปู่ไว้ ...จึงขอนำมาลงไว้ที่นี้อีกครั้งค่ะ)


:09: :09: :09:


พิจารณากาย พิจารณาใจ

หลวงปู่ฝั้น อาจาโร

:09:


พวกเราจงพิจารณาดูตัวเรากับรอบ ๆ ตัวเรา มันมีอะไร ตามภูตามเขามีดินมีหิน นั่นเป็นธาตุดิน มีห้วยมีธาร นั่นเป็นธาตุน้ำ มีฟ้าอากาศ นั่นเป็นธาตุลม มีความร้อนมีไฟ นั่นคือธาตุไฟ

ดูเอาซี่ ธาตุดินเขาเป็นอะไร ธาตุน้ำเขาเป็นอะไร ธาตุลมเขาเป็นอะไร ธาตุไฟเขาเป็นอะไร เขาเจ็บเขาปวดเขาร้อนอะไร

นี่แน่ะไฟ เห็นไหมล่ะ ธาตุไฟที่เผาอาหารให้ย่อย เผาร่างกายให้ชำรุดทรุดโทรมไป หรือให้อุ่นตามสรรพางค์กาย นี่เรียกว่าธาตุไฟ

เรามาอาศัยธาตุทั้งสี่ ดิน น้ำ ลม ไฟนี้ประชุมกันเข้า เรียกว่าเป็นตัวเป็นตน เมื่อเราจำแนกแจกธาตุแล้วมันก็ไม่มีอะไร ไม่มีอะไรสักอย่าง มีแต่ธาตุ รวมลงเป็นรูป รูปกายได้แก่ธาตุสี่นี้

นามกายได้แก่เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ สิ่งเหล่านี้เขาเป็นอะไรละ ให้พิจารณา ขันธ์ล้วนแต่ไม่เที่ยง เวทนาก็ไม่เที่ยง สัญญาก็ไม่เที่ยง สังขารก็ไม่เที่ยง วิญญาณก็ไม่เที่ยง มันเป็นยังงั้น

นี่แหละเรามาพิจารณาให้ลงอย่างนี้ เราอย่าถือว่าเป็นคน อย่าถือว่าเป็นตัวเป็นตน เข้าใจไหมล่ะข้อนี้ ต่างคนต่างเพ่งพิจารณา แล้วโรคภัยมันก็ไม่มี

สมเด็จสังฆนายกแต่ก่อนท่านนอนไม่หลับ ได้ไปเทศนาข้อนี้ให้ พอเทศน์แล้วจิตท่านก็สงบ ท่านก็นอนได้ หมอทั้งสองหมอประคองอยู่ พอค่ำท่านนอนไม่หลับ กระสับกระส่าย พอเช้าก็มักเป็นลม นั่นแหละสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ วัดบรมนิวาส ท่านลาพักไปอุบล อาตมาไปอุบลก็เลยเทศนาอย่างนี้แหละ

ท่านถามว่า ฉันจะตลอดพรรษาไหม ...พระเดชพระคุณ อย่างนี้ก็ไม่ตลอดซี ใครจะทนได้ กลางคืนไม่ได้นอนตลอด กระสับกระส่ายยังงั้น พอเทศนาแล้วจิตท่านสงบ ท่านก็นอนได้สบาย โรคท่านก็เลยหาย อยู่ได้อีกสี่ปี ห้าปี

นี่แหละเราก็ควรพิจารณาอย่างนั้น สิ่งเหล่านั้นมันเป็นธาตุ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ สิ่งเหล่านั้นมันเป็นตัวเวทนา เป็นตัวสัญญา เป็นตัวสังขาร เป็นตัววิญญาณ เราเห็นสิ่งทั้งหลายนั้นไม่เที่ยง สิ่งทั้งหลายเหล่านั้นเป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน ...ตนอยู่ที่ไหนเล่าทีนี้ ?

โอปนยิโก เราต้องน้อมเข้า ปัจจัตตัง รู้จำเพาะตนเท่านั้น ใครเป็นผู้รู้เวทนา ใครเป็นผู้รู้สัญญา ใครเป็นผู้รู้สังขาร ใครเป็นผู้รู้วิญญาณ เราก็ต้องน้อมเข้ามา ใครว่าธาตุดิน ใครว่าธาตุน้ำ ใครว่าธาตุลมและธาตุไฟ

ผู้ไม่ได้เป็นพุทธะก็ไม่รู้อะไร เราจำแนกแจกออกไปแล้วก็เหลือแต่พุทธะคือผู้รู้ ดังนี้เราจึงจับตัวมันได้ ที่ไม่รู้จักอันใดนั้นเพราะมันคลุมเครือกันอยู่ ไม่รู้จะเอาอันใดเป็นสุข ไม่รู้จะเอาอันใดเป็นทุกข์ จะเอาอันใดดี จะเอาอันใดชั่ว มืดอยู่ยังงั้น

นี่เราจำแนกแล้ว ส่วนใดเป็นธาตุดินมันก็เป็นดินไปแล้ว ส่วนใดเป็นธาตุน้ำมันก็เป็นน้ำลงไปแล้ว ส่วนใดเป็นลมก็เป็นลมไปแล้ว ส่วนใดเป็นไฟก็เห็นว่าเป็นไฟไปหมด ไฟเขาเป็นอะไร ดินเขาเป็นอะไร เขาหลับเขานอนไหมล่ะ เขาเจ็บเขาปวดเขาเหนื่อยเขาหิวไหมล่ะ

สิ่งเหล่านี้เราก็พิจารณาให้มันรู้ เพื่อกำจัดภัย กำจัดเวร กำจัดกิเลส ตัณหา ราคะ โลภะ โทสะ โมหะ อวิชชา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ เราจึงจะไม่ยึดไม่ถือ

เมื่อเห็นแล้วจิตของเรามันก็วาง มันก็ละน่ะสิ ให้ดูซิ น้ำเขาเป็นอะไรล่ะ ดินเขาเป็นอะไรล่ะ เขาเจ็บเขาปวดไหมล่ะ เขาหมุนเขาเวียนไหมล่ะ เขาไม่ได้ว่าอะไร เขาอยู่เฉย ๆ ยังงั้น

นี่ล่ะก้อนขี้ดินล่ะ นั่งอยู่คนละก้อน ก็มัวถือว่าเป็นคน ว่าเป็นตัว ว่าเป็นตน มันก็ทุกข์ล่ะซี เกิดวุ่นวาย เกิดเดือดร้อนซี่ ไปสมมุติเอาว่าเราเป็นโรค ว่าเราเป็นภัย ว่าเราเป็นโน่น ว่าเราเป็นนี่

เรื่องสมมุตินี่ สัตว์ทั้งหลายจมอยู่ในมหาสมุทร จมอยู่ที่สมมุติเป็นนั่นเป็นนี่ หากเราจำแนกแจกออกแล้วมันก็ไม่มี จิตมันก็สงบน่ะซี พอจิตสงบแล้วมันก็หาย หมดภัยหมดเวรทั้งหลาย เหลือแต่กรรม เหตุนั้นจึงพากันดูให้รู้

อายตนะเป็นบ่อเกิดของสิ่งทั้งหลาย คือ ตา หู จมูก ตาเขาเป็นอะไร หูเขาเป็นอะไร จมูกเขาเป็นอะไร ลิ้นเขาเป็นอะไร กายเขาเป็นอะไร

เขาไม่ได้เป็นอะไรสักอย่าง ตาสำหรับดู หูสำหรับฟัง จมูกสำหรับดม เท่านั้นไม่ใช่หรือ ลิ้นก็สำหรับรับรสอาหาร กายก็สำหรับสัมผัส ใจเป็นธรรมารมณ์

นี่แหละให้พิจารณา นี่เป็นบ่อเกิดแห่งสุขและทุกข์ เขาว่าเป็นอย่างโน้นเป็นอย่างนี้ เราต้องน้อมเข้าไป เราไม่ว่าแล้วมีอะไรไหมล่ะ นี่จึงพาให้กันพิจารณา

จงเพ่งพิจารณาให้มันรู้มันเห็นซิ พอเราจำแนกแจกสิ่งเหล่านั้นแล้ว จิตของเราก็เป็นหนึ่งอยู่ มันไม่มีคน ไม่มีตัว ไม่มีตน ไม่มีผู้ ไม่มีคน ไม่มีบ้าน ไม่มีเมือง ไม่มีอะไรสักอย่าง จิตมันก็วางหมดละ พอจิตมันวางหมดแล้วก็ไม่มีอะไร ไม่มีภัย ไม่มีเวร

(มีต่อ)

การโพสต์นี้ได้ถูกแก้ไขโดย เภตรา: 04/09/2016 - 15:49

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#6 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11876
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 04/09/2016 - 16:03

:09:


นี่เราไปก่อกรรมก่อเวร สมมติเป็นอันโน้น สมมติเป็นอันนี้ มันก็หลงสมมตินี่ซิ สัตว์ทั้งหลายคาอยู่ที่นี่ จมในมหาสมุทรนี่ ข้ามไม่ได้

ต้องพ้นจากสมมติซิ ถามดูซิ เจ้าเป็นภูเขาไหมล่ะ เจ้าเป็นกก (ต้น) ขามไหมล่ะ เขาไม่ได้ว่าไม่ใช่เหรอ หรือว่าไงถามดู เป็นกกขามไหม ...มิด (เงียบ) แน่ะ เขาไม่ได้ว่าอะไร เราไปว่าเขา เขาก็อยู่เฉย ๆ เขาไม่ได้ว่าเขาเป็นกกขาม ต้นขามเขาก็ไม่ได้ว่า

ถามว่าเจ้าเป็นดินไหม แน่ะ มันก็ไม่ได้ว่าอะไรสักอย่าง เจ้าเป็นน้ำไหม เจ้าเป็นลมเป็นไฟไหม เขาไม่ได้ว่าอะไร เราไปหลงเอาเฉย ๆ ....นี่แหละ ต้องจำแนกแจกออกไปเพื่อไม่ให้หลง

พุทโธให้มันรู้สิ จิตของเราสงบ มีความเบิกบาน พุทโธเป็นผู้เบิกบาน พุทโธสว่างไสว พุทโธเป็นผู้รู้ สิ่งใดเกิดขึ้นรู้ได้หมด

ให้เรารู้เท่าสังขาร รู้เท่าวิญญาณ ...สังขารไม่เที่ยง วิญญาณมันก็ไม่เที่ยงทั้งหมด เราไม่ควรไปยึดไปถือเอาเป็นตัวเป็นตน

ถ้าไม่ยึด จิตของเรามันก็พ้นทุกข์น่ะสิ เราไม่ไปสมมติมันก็พ้นน่ะสิ จิตของเราพ้นจากทุกข์ ถ้าเราไม่ว่าทุกข์ละก้อทุกข์มีไหมล่ะ อย่าไปว่าซิ อย่าไปสมมติ แท้ที่จริงเขาไม่มีทุกข์มียากอะไร

สังขารร่างกายนี้เห็นไหมล่ะ ตายแล้วนิมนต์พระไปชักบังสุกุล ว่าชักให้คนตาย ...แท้ที่จริงน่ะชักให้พวกเราดู

แต่ก่อนเขาก็เป็นเหมือนอย่างเรานี่แหละ ห่วงนั่นห่วงนี่ คานั่นคานี่ มาเดี๋ยวนี้ตายแล้วเป็นอย่างไรล่ะ ไม่คาอะไรซักอย่าง เคยว่าเจ็บว่าปวด ยุงกัดก็ตี ปวดนั่นปวดนี่ ไปสุม (เผา) แล้วไม่ว่าอะไรเลย แข้งขาหูตาจมูกเขาก็มีครบหมด ดูซีพวกเราทั้งหลาย

นี่แหละให้พิจารณากรรมฐาน ให้พิจารณาบังสุกุล ให้พิจารณาธรรมสังเวช ท่านให้พิจารณาตนเสียก่อน

อะยัง อัตตะภะโว ภวะ ความเกิดมาแล้ว

ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน

อสุจิ อสุภัง มีแต่น้ำเน่าน้ำหนองเหมือนกันหมด

อิมัง กัมมัฏฐานัง ภเวติ ให้พิจารณากรรมฐานให้เห็นอย่างนั้น

ท่านให้พิจารณาตนให้เห็นเป็นอย่างนั้น อันนี้ อนิจจา วตะ สังขารา สังขารทั้งหลายเป็นอย่างนี้ มันไม่เที่ยงทั้งหมด เราไม่ควรจะหลง ให้พิจารณาให้มันรู้มันเห็น เราไม่ข้องอะไร ไม่คาอะไร

ข้องลูก ข้องหลาน ข้องบ้านข้องเมือง ไม่มีข้องล่ะผู้นี้ ยศมันก็ไม่คา อะไรมันก็ไม่คาซักอย่าง อะไรมันก็ไม่ข้องซักอย่าง เห็นไหมล่ะ เราก็เพ่งดูให้มันรู้มันเห็นซิ นี่คนจะมีสุขเพราะเหตุใด

ผู้ระงับสังขารน่ะแหละ วูปสโม สุโข มีความสุขเพราะระงับสังขาร สัพเพ สัตตา มรัญติจะ มริงสุจะ มริสสเร ตเถวาหัง มริสสามิ นัตถิ เม เอถะ สังสโย ไม่ต้องสงสัย เราทั้งหลายก็ต้องเป็นอย่างนี้

สัตว์ทั้งหลายย่อมตายมาแล้ว ที่อยู่ในปัจจุบันนี้ก็จะต้องเป็นเหมือนกัน เราไม่ต้องสงสัย จะสงสัยอะไรอีกเล่า มันจะได้อะไรที่ไหนแม้สักอย่าง

แต่ก่อนเขาก็ห่วงนั่นห่วงนี่ ไปไหนก็ไม่ได้ มีแต่ข้องแต่คา กลัวอด กลัวหิว กลัวทุกข์ กลัวยาก มาบัดนี้เขาไม่กลัวอะไรสักอย่าง… เอาไฟสุมก็ไม่เห็น “อุ๊ย” สักคำเดียว เราก็พิจารณาให้มันรู้มันเห็นอย่างนั้นซี่ มันจะได้ไม่หลง

นี่พระเทศนา คนเป็นก็ไม่ฟัง ชักบังสุกุลก็ว่าชักให้คนตาย ได้ไปสวรรค์นิพพาน เฮ่ย มันจะรู้จักที่ไหน คนเรานั้นเมื่อมันจะตายมันก็เย็นแต่เท้าขึ้นมา ทางแขนทางมือก็เย็นขึ้นมา ศีรษะก็เย็นลงไป มาประชุมกันที่หัวใจ

ถ้าผู้นั้นมีกุศล สร้างกุศลมา กุศลมันก็ไปเกิดแล้ว จะมาอยู่อะไรนั่น จะมาอยู่อะไรในหีบนั้น ถ้ามันอยู่มันก็ติง (กระดุกกระดิก) เป็นซี่ มันก็พูดได้ซี่ จะมานิ่ง จะต่อภพอยู่ทำไม

ถ้าบาปมีมันก็เสวยทุกข์แล้ว พอจะดับขันธ์มันก็เริ่มมีแล้ว ภวา ภเว สัมภวันติ มันยังกระสับกระส่าย เพราะมันยังไม่มีที่เกาะ ยังไม่มีที่ไป พอมันเห็นแล้วก็แพล๊บเดียวเท่านั้นไปแล้ว เหมือนกะถ่ายรูปติดน่ะแหละ จะมาอยู่ยังไง

ไม่ใช่ว่าชักบังสุกุลให้ผู้นั้นไปสวรรค์นิพพาน ชักให้คนที่ยังอยู่นี่ดูตังหาก ท่านให้ดู ให้พิจารณาว่าข้องนั่นข้องนี่แล้ว มันได้อะไร มันมีอะไร
นี่ พวกเรากรรมฐานต้องพิจารณา ห่วงนั่นห่วงนี่ คานั่นคานี่เป็นตัวของเรา ก็ไม่ได้อะไรสักอย่าง ท่านชี้ให้เห็นอย่างนั้นดอก

ถ้าเห็นแล้วจิตมันก็ถอนอุปาทานขันธ์ มันก็ไม่วุ่นไม่วาย ไม่เดือดไม่ร้อน ไม่ยุ่งไม่เหยิง ไม่ข้องไม่คาซี่ เห็นแล้วมันก็เลิกก็ละ ก็วางได้ซี่ แน่ะ จิตมันก็พ้นทุกข์ได้ซี่

ที่ไม่พ้นทุกข์ก็เพราะมันข้องมันคาอยู่ พิจารณาดูสิ ชักบังสุกุลให้คนดีคนเป็นนั่นแหละฟัง ไม่ใช่ชักคนตายให้ไปสวรรค์

คนตายนั้นไปแล้ว จะอยู่ทำไม นั่น ถ้ายังอยู่มันก็ติง (เคลื่อนไหว) เป็นแล้วไม่ใช่เรอะ เอาไฟเผามันก็ต้องร้องอุ๊ย นี่ไฟไหม้แล้วมันก็ยังเฉยอยู่นั่น ถ้ายังอยู่มันก็ต้องร้องโอ๊ย ๆ ว่ามันยังอยู่

(มีต่อ)
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#7 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11876
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 04/09/2016 - 19:08

:09:


กามาวจรัง กุสลัง จิตตัง รูปารัมณัง วา สัททารัมณัง วา คันธารัมณา วา รสารัมณัง วา โผฏฐัพพารัมณัง วา ธัมมารัมณัง วา

จะเอาธรรมอันใดเป็นอารมณ์ เอารูป เอาเสียง เอากลิ่น เอารส เป็นอารมณ์ ตายไปแล้วจะไปอยู่ยังไง พอดับแป๊บนี่ขาดปั๊บ ติดเกาะใหม่แล้ว ไม่อยู่แล้ว ยังงั้นดอก ให้มันรู้ยังงั้น

เรื่องชักบังสุกุลนี่แต่ก่อนมีนิทานอยู่ ในพระสูตรท่านว่า มีนางสิริมา รูปสวยรูปงาม พระภิกษุทั้งหลายที่ยังเป็นปุถุชนอยู่ พอเห็นนางสวยงามกระนั้น ก็รักก็ใคร่ชอบใจยินดี จนไปบิณฑบาตไม่ได้ แน่ะ เพราะรักใคร่ชอบใจในรูปอันนั้น

อยู่มานางนั้นตายไป ดับขันธ์ลงไป พระพุทธองค์ทรงออกอุบายให้คนไปนิมนต์พระเหล่านั้นมาพิจารณา อย่างที่อธิบายมาแล้วนั่นแหละ

ภโวภวัง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ความเกิดนั้นไม่เที่ยงทั้งหมด มีแต่น้ำเน่าน้ำเหลืองไหลยังงี้แหละ อิมัง กัมมัฏฐานัง ภเวติ กรรมฐานต้องพิจารณาดู

นี่ใครจะเอาบ้างล่ะรูปอย่างนี้ ไม่ต้องซื้อต้องหา ก็ใครจะเอาล่ะ ให้เปล่า ๆ ก็เถอะ พอพระเหล่านั้นไปเห็นแล้ว มีความสังเวชสลดใจ จิตของท่านก็สงบ ได้สำเร็จพระอรหันต์ทั้งหมด แน่ะ เป็นยังงั้น

เพราะฉะนั้นการพิจารณาศพมีผลานิสงส์มาก จึงได้นิมนต์พระไปบังสุกุล ทีนี้พระรับนิมนต์ไปบังสุกุลกลับไปเพ่งเอาเงินเอาทองเขา มันก็ใช้ไม่ได้น่ะซิ ฮึ่ มันเป็นเสียยังงั้น

ท่านให้ปลงกรรมฐาน ให้พิจารณาเพื่อจะได้ผลานิสงส์มาก ผู้ที่เห็นอย่างนั้นแล้วจิตมันไม่ข้อง จิตมันไม่คาอะไรซักอย่าง จิตมันละมันวางหมด มันไม่มีอะไรข้องไม่มีอะไรคา คือกัน (เหมือนกัน) กับผู้ที่ดับขันธ์ไปแล้ว

มีลูก ลูกจะร้อง แม่จะไป พ่อจะไป ขอให้พ่ออยู่นำ (กับ) ลูกกับเต้าก็ไม่ได้ ลูกจะไป ก็ขอให้อยู่นำพ่อนำแม่ก็ไม่ได้ ภรรยาจะไป ขออยู่นำสามีก่อนก็ไม่ได้ แน่ะ ขอกันไม่ได้เลย เอาแต่ของใครของมัน นี่ มันเห็นเช่นนี้แล้ว มันก็ไม่หลงยังงั้นดอก

เดี๋ยวนี้เราหลงวุ่นวายเดือดร้อนกันอยู่นี่แหละ หลงสมมติ ว่านี่ก็ของตัว นั่นก็ของตัว นี่ก็ของกู นั่นก็ของกู เขาต่อนกเขาน่ะ ของกู๊ ของกู๊ ของกู๊ ไปโม๊ด ตัวของกูไม่มีใครกู้ เอาไม่ได้สักอย่าง ของกู๊ ของกู๊ นั่นเด้อ

จงดูแม่ออก (ผู้หญิง) นั่นเป็นต้น ของกูที่ไหนเล่า แม่ออกเป็นลม ว่าเป็นตัวตนของเราก็ลองบอกมันอย่าให้เป็นลมซี่ มันฟังไหม นี่แหละความหลงละ เข้าใจไหมล่ะ

อธิบายให้ฟัง เขาชักบังสุกุลไม่ได้ชักให้คนตายไปสวรรค์ ชักให้คนที่อยู่ดี ๆ นี่แหละเห็น เห็นแล้วจะได้มีศรัทธา ความเชื่อ ความเลื่อมใส จะได้ให้ทาน รักษาศีล ภาวนาต่อไป

เมื่อพิจารณาแล้ว ปลงธรรมสังเวชแล้ว บางคนก็ได้สำเร็จ นั่นคือน้อมเข้ามาหาตน พิจารณาให้เห็นว่ามันไม่ได้อะไรจริงสักอย่าง

ได้ยศก็มียศอยู่ที่ไหน ได้ทรัพย์สมบัติก็ได้ที่ไหน ได้ลูกได้หลานได้ที่ไหน ได้บ้านได้ช่องได้ที่ไหน ไม่ได้อะไรจริงสักอย่าง นั่นแหละข้อสำคัญคือทิ้งให้หมด เข้าใจไหมล่ะอธิบายให้ฟัง

เอ้า ต่อไปนี้ให้นั่งเข้าที่พิจารณาให้มันเห็น เทศน์ให้ฟังแล้ว เพ่งพิจารณาให้มันรู้ให้มันเห็นว่าจริงหรือไม่จริง นั่งทำจิตให้มันสงบ อย่าส่งไปข้างหน้ามาข้างหลัง นั่งให้สบาย อยากร่ำอยากรวย พิจารณาให้มันเห็นว่าใจของเราเป็นอยู่ยังไง มียังไง

อธิบายให้ฟังแล้ว เรามาอาศัยธาตุทั้งสี่ ดินน้ำลมไฟมาประชุมกันเข้า เราถือว่าเป็นตัวเป็นตน เป็นที่ไหนเล่า เพ่งดูซิ เราห่วงอะไร เราคาอะไร เราข้องอะไร ให้เพ่งพิจารณา

เมื่อกายเราสบายแล้ว บริกรรมภาวนาหรือนึก พุทโธ ธัมโม สังโฆ สามหนแล้ว รวมเอา พุทโธ พุทโธ คำเดียว อย่าส่งใจไปข้างหน้ามาข้างหลัง ทั้งซ้ายทั้งขวา ข้างบนข้างล่าง ตั้งไว้เฉพาะท่ามกลางตรงที่รู้ พุทโธ พุทโธ อยู่นั้น

อย่าส่งใจไปอื่น หลับตางับปากแล้วก็เพ่ง ทำใจให้สงบ เราอยากสุขอยากสบาย อย่าไปนึกทุกข์นึกยาก สิ่งไรทุกข์ สิ่งนั้นไม่ใช่ตัวเรา อย่าส่งใจไป ตั้งไว้เฉพาะส่วนที่รู้

ความรู้นี่แหละสำคัญ มันไม่เป็นของแตกของทำลายของฉิบหาย เป็นผู้รู้อยู่ภายใน เพ่งดูให้รู้ว่ามีอยู่จำเพาะตนของตน

สุขทุกข์ ดีชั่ว เป็นความสมมติทั้งนั้น สุขก็ว่าเอาเอง ทุกข์ก็ว่าเอาเอง ดีก็ว่าเอาเอง ชั่วก็ว่าเอาเอง อย่าไปว่าอะไรซี่ เย็นร้อนเราก็ว่าเอาเองทั้งหมด อย่าไปว่า วางใจให้สบายเท่านั้นแหละ เรื่องจึงจะดี

เมื่อจิตเป็นกุศล จิตมันว่างหมด จิตมันสบาย จิตดีมีความสุขความสบาย ที่เรามานี้ต้องการความสุข ความสบาย ต้องการความพ้นทุกข์เท่านั้น เราจะเอาอะไรสุขสบายล่ะ นอกจากใจของเราสงบ

เมื่อใจของเราสงบแล้ว ความสุขความสบายก็เกิดที่นั่น ไม่ได้เกิดที่อื่น ไม่ได้สุขสบายเพราะวัตถุข้าวของทั้งหลายต่างๆ ใจเราสบายเท่านั้นแหละ ความสุข

เมื่อใจเราสบายแล้ว ทำอะไรก็สบาย ทำมาหากิน ค้าขาย การอะไรทุกสิ่งทุกอย่าง เราก็สุขก็สบาย ธรรมนั้นก็นำความสุขความสบายให้ ไปในชาติใดภพใด ธรรมย่อมรักษาผู้ปฏิบัติธรรม

(มีต่อ)
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#8 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11876
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 04/09/2016 - 19:59

:09:


ถ้าจิตเราไม่ดี ทุกข์ยากวุ่นวายเดือดร้อน หนักหน่วง ง่วงเหงาหาวนอน เดือดร้อนฟุ้งซ่านรำคาญ นั่น ธรรมนั้นก็นำสัตว์ทั้งหลายตกทุกข์ได้ยาก

แม้เรานั่งอยู่อย่างนี้ก็เป็นทุกข์ได้ ไม่ใช่อื่นไกล ธรรมนั้นเองนำความทุกข์ยากให้เรา เราจึงต้องเลิกต้องละ อย่าไปยึดเอาซี่ สิ่งที่ทุกข์ที่ยาก วางให้หมด ละให้หมดซี่

ต่อไปนี้จะไม่อธิบาย ต่างคนต่างเพ่ง วางใจให้สบาย ๆ ได้ยินเสียงอะไรก็ตามให้รู้ไว้ สัญญาไว้ ว่าสิ่งนั้นไม่มีอันตรายแล้ว เราก็ไม่ต้องเดือดร้อน วางใจให้สบาย สบาย………. (นั่งสงบ)

ทำจิตให้สบาย อยากสุขอยากสบายอย่าสำคัญมั่นหมาย ต้องการหายโรคหายภัยก็อธิษฐานเอา ตั้งสัจจะบารมีของเรา นี่แหละ จะตัดบาปตัดกรรม ไม่มีวิธีอื่น

เราต้องทำจิตให้สงบ ถ้าจิตเราไม่สงบแล้ว มันก็ไปก่อกรรม ก่อภัย ก่อเวร พอจิตเราสงบแล้วมันก็ไม่มีกรรม ความชั่วทั้งหลายไม่มี มีแต่ความสุข ความสบาย

เราต้องการความสุขความสบาย จะไปหากับทรัพย์สมบัติไม่มีหรอก มีแต่ที่ใจเราสงบ พอใจเราสงบแล้วมันได้รับความสุขความสบาย ก็หายโรคหายภัย หายกิเลสจัญไรหมดน่ะซี่ เคราะห์ทั้งหลายมันก็หายหมด

ต่อไปนี้หมั่นทำนะนี่น่ะ ได้ยินไหมล่ะ ถ้าเราหัวใจยังอ่อน เราก็ตั้งมั่นให้แข็งขึ้น ตั้งหลักตั้งฐานขึ้น มันแล้วกับใจของเรา สำเร็จกับใจของเรา

สิ่งทั้งหลายทั้งหมดใจถึงก่อน ใจเป็นรากฐาน ใจเป็นประธาน มันไม่ได้เป็นเพราะอื่น เราปล่อยใจมันอ่อน มันก็อ่อน ต่อไปอย่าให้มันอ่อนนะ ทำใจให้เข้มแข็ง พิจารณาให้หมดที่ได้อธิบายให้ฟังแล้ว

สังขารร่างกายอันนี้ไม่ใช่เป็นตัวของเรา ถ้าเป็นตัวของเรามันก็ไม่เป็นไปเพื่อโรคเพื่อภัยน่ะซิ เราอยากหายโรคหายภัยก็ต้องทำใจให้สงบ ถ้าใจเราสงบ โรคภัยทั้งหลายมันก็หายไป เรื่องมันเป็นยังงั้น

ถ้าใจไม่สงบแล้ว มันไปก่อกรรมก่อเวรอยู่งั้น ก่อภัยอยู่ยังงั้น มันก็ไม่หมดสักที ความจะหมดภัยเกิดเพราะจิตของเราไม่มีภัย จะหมดกรรมเพราะจิตของเราไม่มีกรรม จะหมดความชั่วก็เพราะใจของเราไม่มีความชั่ว จะหมดทุกข์ก็เพราะจิตเราไม่ทุกข์

แน่ะ เป็นยังงั้น มันหมดตรงนี้ คือจิตของเราไม่ทุกข์แล้วจะเอาอะไรมาทุกข์ล่ะ จิตของเราไม่ชั่วจะเอาความชั่วมาจากไหนล่ะ มันก็ไม่มีน่ะซี่

ต่อไปต่างคนต่างทำ พิจารณาให้มันรู้มันเห็น อย่างนี้จึงเรียกว่าฟังธรรม ธรรมทั้งหลายทั้งหมดใครเป็นผู้ทำให้เรา ไม่มีใครทำให้ เราทำเอง

นี่เรามาอยู่อย่างนี้เป็นที่วิเวกที่สงบภัยทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงต้องฟังดู ไม่มีใครเรียกร้องเราไปเอาสักอย่าง เขาไม่ได้บอกให้เราไปทำอะไรสักอย่าง บาปกรรมทั้งหลาย สุขทุกข์ทั้งหลาย ความดีความชั่วทั้งหลาย เราเป็นผู้ทำเอาเอง

นี่แหละพิจารณาดู เราว่ามาไกลจากบ้านจากเมืองนั้น คิดดูแล้วมันไม่ไกล มันอยู่แค่ดวงใจของเรานี่เอง บ้านก็ดี เมืองก็ดี อะไร ๆ ก็ดี มันอยู่ในใจของเรานี่แหละ

เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านสอนให้มาแก้ที่ดวงใจทั้งหมด เมื่อดวงใจไม่มีอะไรแล้ว สิ่งทั้งหลายมันก็หมดไป ข้อนี้แหละให้หมั่นพิจารณา ที่พึ่งของเรา ที่อยู่ของเรา ที่อาศัยของเราอยู่ที่ไหน ทำไมเราจึงทุกข์จึงยากต้องพากันบ่น

สิ่งทั้งหลายเขาไม่ได้ทุกข์ไม่ได้ยาก มันยากที่หัวใจเท่านี้ ว่ามันจน สิ่งทั้งหลายไม่ได้จน มันจนที่ดวงใจเท่านี้ ไม่ได้จนที่อื่น พอดวงใจจนแล้วละก็จนหมด ทรัพย์สมบัติทั้งหลาย มันก็เป็นอย่างนั้น

ถ้าดวงใจเราไม่จนก็ไม่มีอะไรจน ถ้าดวงใจไม่ทุกข์ก็ไม่มีอะไรทุกข์ ถ้าดวงใจไม่ยากก็ไม่มีอะไรยาก เรื่องมันเป็นยังงั้น สิ่งทั้งหลายเขายากอะไร เขาไม่ได้ว่าอะไร เขาไม่ทุกข์ไม่ยากอะไรซักอย่าง เขาเฉย ๆ อยู่หมด

เงินทองเขาก็ไม่ได้บอก เราไปเอาเขา เขาไม่ได้บอก เราไปเที่ยวหาข้าวน้ำโภชนาหาร เขาก็ไม่ได้บอกให้เรารับประทาน เขาบอกไหมล่ะ ข้าวน่ะ เขาว่าหรือว่าพวกเธอไม่รับประทานฉัน ฉันจะไปตีปากนะ ข้าวเขาเฉย ๆ ไม่ใช่เรอะ

เงินนี่เขาบอกหรือว่าเธอไม่เก็บฉันจะตีมือนะ เขาไม่ได้ว่า เขาอยู่เฉย ๆ ทิ้งตากแดดตากฝนเขาก็อยู่อย่างนั้นแหละ เรื่องมันเป็นยังงั้น แต่เราอยากได้มันเองหรอก

อยากได้เราก็เป็นผู้หมั่นผู้ขยันซี่ ใจมีความสุข ใจมีความสบายซี่ เมื่อใจมีความสุขความสบาย สิ่งทั้งหลายมันก็สบายนะ เรื่องสำคัญมันเป็นอย่างงั้น

หายเมื่อยหรือยังล่ะ จะนอนก็นอนเพ่งดูหัวใจจนหลับ ใจมีพุทโธแล้วเป็นใหญ่กว่าเขาหมด ใหญ่กว่าพระอินทร์พระพรหม เทวบุตร เทวดา ยักษ์ กุมพน กุมภัณฑ์ พญาครุฑ พญานาค

พุทโธนี่ของเล็กน้อยเมื่อไหร่ล่ะ ใจเราเป็นใหญ่กว่าทั้งหมดล่ะนะ เรื่องเป็นอย่างนั้น เข้าใจไหมล่ะ ...เอ้าเลิกกันได้


:09: :09: :09:
................................


:38: http://www.fungdham....book/book2.html :33:
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#9 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11876
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 09/09/2016 - 18:24

:09: :09: :09:


วัดจิตของตน

พระธรรมเทศนาของ

พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร

วัดป่าอุดมสมพร สกลนคร


:09:


จากนิตยสารธรรมจักษุ ปีที่ ๘๒
ฉบับที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๔๐



:09:


เรามาประชุมนี้ ประชุมทั้งในทั้งนอก เข้าถึงวัดแล้วให้พากันวัดดูจิตของเรา มันอยู่ในวัดหรือนอกวัด วัดเพื่อเหตุใด นี่หละ เราอาศัยพุทธศาสนา ศาสนานี้เป็นเครื่องแก้ทุกข์และดับทุกข์

พระพุทธเจ้าท่านบัญญัติศาสนาในพุทธบริษัททั้ง ๔ นี่หละ ไม่ได้บัญญัติในที่อื่น บริษัททั้ง ๔ คืออะไร ภิกษุ ภิกษุณี แต่เวลานี้ภิกษุณีไม่มีแล้ว มีแต่ภิกษุสามเณร อุบาสก อุบาสิกา สี่เหล่านี่หละ ศาสนาจะเจริญได้ก็อาศัยเหล่านี้ ศาสนาจะเสื่อมก็อาศัยเหล่านี้

เสื่อมเพราะเหตุใด ...เราไม่ประพฤติไม่ปฏิบัติเนื่องในคุณพระพุทธเจ้า เราไม่มีความเคารพ ในคุณพระธรรมก็ไม่เคารพ ในคุณพระอริยสงฆ์ก็ไม่เคารพ ในทานก็ไม่มีความเคารพ ในศีลก็ไม่มีความเคารพ ในภาวนาก็ไม่มีความเคารพ ในปฏิสันถาร การต้อนรับซึ่งกันและกันก็ไม่มีความเคารพ

เมื่อเราไม่มีความเคารพในเจ็ดสถานนี้จึงเป็นเหตุให้ศาสนาเสื่อม ถ้าพวกเรายังมีความเคารพในเจ็ดสถานนี้แล้ว ศาสนาก็เจริญรุ่งเรืองขึ้นไป

ท่านบัญญัติศาสนาในพระไตรปิฎก ในพระอภิธรรม ท่านไม่ได้บัญญัติอื่น เราทั้งหลายว่าบางคนก็ไม่ได้เรียนบัญญัติ ให้รู้จักบัญญัติ

ท่านบัญญัติธรรมวินัย ท่านว่า ฉ ปัญญัตติโย ขันธปัญญัตติ อายตนะปัญญัตติ ธาตุปัญญัตติ อินทริยปัญญัตติ บุคคลปัญญัตติ นี่ท่านบัญญัติศาสนาไว้อย่างนี้ นี่ท่านวางไว้ให้พากันถึงรู้ถึงเข้าใจ

ขันธบัญญัติ คือท่านบัญญัติในเบญจขันธ์ เคยอธิบายไปแล้ว คือบัญญัติในรูป บัญญัติในเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เราก็น้อมดูซิ รูปอยู่ไหนเล่า คือนั่งอยู่นี่หละ เรียกว่ารูปขันธ์

ที่บัญญัติตรงขันธ์เพื่อเหตุใด เพื่อให้รู้จักสิ่งเหล่านี้ เป็นอยู่อย่างไร มันเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ มันดีหรือมันชั่ว

เวทนาขันธ์เล่า ทุกขเวทนา สุขเวทนา อุเบกขาเวทนาเราก็ลองดูซิ ตรงนี้แหละท่านบัญญัติ

สัญญาขันธ์ความสำคัญมั่นหมาย ความจำโน่นจำนี่ ท่านบัญญัติไว้ตรงนี้

สังขารขันธ์ ความปรุงความแต่ง ดูซี่ เวลานี้เราปรุงเป็นกุศลหรืออกุศล ให้พึงรู้ พึงเห็น ไม่ใช่ว่าฟ้าอากาศปรุงเป็นกุศล-อกุศล เราจะรู้ยังไงเล่า

รวมเป็นสั้น ๆ แล้วคือ ใจเราดี มีความสุขความสบาย เย็นอกเย็นใจ นี่เรียกว่า กุศลธรรม นำความสุขความสบายเย็นอกเย็นใจ นี่เรียกว่ากุศลธรรม นำความสุขความเจริญมาให้ในปัจจุบันและเบื้องหน้า

อกุศลธรรม จิตไม่ดี จิตทุกข์ยากวุ่นวายเดือดร้อน ธรรมนี้นำสัตว์ทั้งหลายตกทุกข์ได้ยาก ให้ฉิบหายในปัจจุบันและเบื้องหน้า นี่เป็นอย่างนี้

วิญญาณขันธ์เล่า วิญญาณนี้เป็นผู้รู้ และจะได้ไปปฏิสนธิในสิ่งที่เราได้ปรุงแต่งไว้นี่หละ กรรมเหล่านี้นำไปตกแต่ง ไม่มีใครตกแต่งให้เรา ธรรมนำมาเอง

ธรรมมันอยู่ตรงนี้ จะเรียนธรรมจะรู้ธรรมให้มาดูตรงนี้ มาดูรูป ดูเวทนา ดูสัญญา ดูสังขาร ดูวิญญาณนี้

ให้พิจารณารูปนั้นหละ เพราะเหตุใด ท่านว่ามันหลงรูป รูปนี้มีอะไรจึงพากันหลงหนักหนา พระพุทธเจ้าจึงได้วางไว้ให้พิจารณารูปนี้หละ

อายตนปัญญัตติ นั่นเป็นบ่อเกิดแห่งดีและชั่ว อายตนะภายใน ภายนอก อายตนะภายใน ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ของเรา ภายนอกได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ สิ่งเหล่านี้ ก็อยู่ในรูปนี่หละ

ธาตุปัญญัตติ บัญญัติธาตุ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟมาประชุมกันเข้า เรียกว่าตัวตน สัตว์บุคคลเราเขา


เมื่อเป็นเช่นนี้ เราต้องมาพิจารณาในรูปนี้ ตั้งสติเพ่งดูรูปอนนี้ ดูเพราะเหตุใด เพื่อไม่ให้หลง เมื่อเราเห็นแล้วไม่หลงรูปอันนี้ จึงว่ารู้จัก นะ รู้จัก โม หัวใจตัวเรามันจึงรักษาได้

แต่เวลานี้เราไม่รู้จัก นะ รู้จัก โม ...นะโม คือความน้อมนึก นะ คือความน้อม เราน้อมอะไร อันนั้นคือ ดินและน้ำ อธิบายเรื่อง นะ แล้วมันไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่เราไม่ใช่เขา วานนี้ (ดูอาจาโรวาท ๑๓) ไม่ได้อธิบาย นะ อธิบายแต่ โม คืออะไร

นะ นั่นนะ แปลว่าไม่ใช่ ปิตตัง น้ำดี ดูซี่ น้ำดีอยู่ที่ไหนล่ะ มันเป็นคนหรือเป็นผู้หญิงผู้ชาย เรียกว่า น้ำดี

เสมหัง น้ำเสลดเล่า นี่เป็นคนหรือเป็นอะไร อยู่ที่ไหนล่ะ ปุพโพ น้ำเหลือง นี่เป็นบุคคลหรืออะไร โลหิตัง น้ำเลือด เลือดล่ะมันเป็นคนหรือเป็นอะไร มันเป็นผู้หญิงหรือเป็นผู้ชาย

เสโท น้ำเหงื่อนี่ล่ะ เมโท น้ำมันข้น อัสสุ น้ำตา วสา น้ำมันเหลว เขโฬ น้ำลาย สิงฆานิกา น้ำมูก ลสิกา น้ำไขข้อ มุตตัง น้ำมูตร สิ่งเหล่านี้เป็นคนหรืออะไร เป็นของเอาหรือของทิ้ง

นี่หละจึงเรียกว่า นะ แปลว่าไม่ใช่คน เป็นของทิ้งทั้งหมด หรือใครเก็บไว้ สิ่งเหล่านี้อยู่ที่ไหนล่ะ นี่หละ ให้พากันพิจารณา มันจึงจะละซึ่งกามารมณ์ได้ รูปารมณ์ได้ ถ้าเรามาเห็นอย่างนี้แล้ว

ให้พากันเพ่งเล็งดู สิ่งเหล่านี้ให้มันรู้มันเห็น หมดสงสัย สิ่งเหล่านี้ไม่ได้อยู่ที่อื่น อยู่ที่ตัวของเรา เรามาถืออันนี้หละมาเป็นตัวเป็นตน


เมื่อได้อธิบายให้ฟังอย่างนี้แล้ว ให้เข้านั่งเพ่งดู เอาเข้าที่นั่ง เพ่งดูให้มันรู้มันเห็น

อธิบายให้ฟังแล้ว ท่านเทศน์มามากแล้ว สมเด็จฯ ท่านก็เทศน์อยู่วันยังค่ำคืนยังรุ่ง อาตมาน่ะเป็นคนป่า เทศน์ไม่ดี ไม่ได้เรียนมาก เรื่องบัญญัติเหล่านี้

เอ้า ลงมือทำ ถ้าไม่ทำก็ไม่เห็น เอ้านั่งให้สบ๊ายสบายนี่หละ ให้รู้จักชั้นศาสนา แก่นศาสนา ท่านบัญญัติไว้ตรงนี้ ท่านไม่ได้บัญญัติที่อื่น

ที่เราท่านทั้งหลายได้มาที่นี้ในวันนี้ก็คือสมเด็จฯ ท่านห่วงประเทศชาติของเรา ท่านก็แผ่กุศลถวายมหาบพิตร พวกเราทั้งหลายก็ต้องการให้ประเทศของเราอยู่เย็นเป็นสุข ให้ประเทศของเรายั่งยืนถาวรและความเจริญในปัจจุบัน และเบื้องหน้า

นี่เราต้องเพ่งดูซี่ ประเทศชาติก็เกิดจากตัวของพวกเรานี้ ศาสนาจะเสื่อมเป็นยังไง ศาสนาเจริญเป็นยังไง ศาสนาจะเจริญได้คือเรามาทำกันยังงี้หละ เข้าถึงคุณพระพุทธ เข้าถึงคุณพระธรรม เข้าถึงคุณพระสงฆ์

เข้าถึงคุณพระพุทธเจ้า คือเข้าถึงพุทธะ คือความรู้นี้หละ เราวางกายให้สบายแล้ว เราระลึกถึงความรู้ของเรา ถ้าเราไม่รู้จักที่อยู่พุทธะ คือความรู้ ก็ดูว่ามันรู้ตรงไหนล่ะ

ในเบื้องต้นให้นึกถึงคำบริกรรมเสียก่อน ผู้ที่เคยแล้วก็ดี ผู้ที่ยังไม่เคยก็ดี ให้ระลึกว่าพระพุทธเจ้าอยู่ในใจ พระธรรมอยู่ในใจ พระอริยสงฆ์สาวกอยู่ในใจ เชื่อมั่นอย่างนั้นแล้วจึงระลึกคำบริกรรมภาวนาว่า พุทโธ ธัมโม สังโฆ สามหน

แล้วรวมเอาแต่พุทโธ พุทโธ คำเดียว หลับตางับปากเสีย ลิ้นก็ไม่กระดุกกระดิก ให้ระลึกอยู่ในใจรู้ว่า พุทโธ ความรู้สึกอยู่ตรงไหน แล้วตั้งสติไว้ตรงนั้นตาเราก็เพ่งดูตรงนั้น หูก็ลงไปฟังที่รู้สึกอยู่นั้น


(มีต่อ)
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#10 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11876
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 09/09/2016 - 20:46

:09:


นี่แหละเราจะรู้จักว่าศาสนามันเสื่อม ศาสนามันเจริญ ศาสนามันเสื่อมเป็นยังไง คือจิตของเราไม่ได้เจริญอิทธิบาทและไม่เจริญในศีล สมาธิ ปัญญา ซึ่งเป็นหลักพุทธศาสนา

นี่เรื่องมันเป็นยังงี้ ศีลนี้เป็นหลักพุทธศาสนา เราดูซี่ ศีลคืออะไร ในบาลีท่านว่า อาทิกัลยาณัง มัชเฌกัลยาณัง ปริโยสานกัลยาณัง กัลยา คือความงาม งามในเบื้องต้น งามท่ามกลาง งามในที่สุด

งามเบื้องต้นคืออะไรล่ะ เป็นผู้มีศีล อะไรเป็นศีลล่ะ ท่านบอกว่าสำรวมกาย วาจาใจให้เรียบร้อย ดูชี่ กายเราเรียบร้อย วาจาเราเรียบร้อย ใจเราเรียบร้อย ไม่ได้ทำโทษน้อยใหญ่ทางกายทางใจแล้ว นี่จึงได้เป็นผู้มีศีล

ศีล แปลว่าความปกติกายปกติใจ เดี๋ยวนี้ใจเรามันปกติหรือยัง มันปกติ มันเป็นยังไง มันก็ไม่พิกลพิการ มันไม่ทะเยอทะยาน กายของเราปกติมันก็ไม่พิกลพิการ ให้พิจารณาดูซี่ ทำจิตเป็นปกติ สิลา เหมือนกับก้อนหิน เหมือนกะหิน ลมพัดมาทุกทิศทั้งสี่มันก็ไม่หวั่นไหว

ตอนนี้เราก็ทำใจเหมือนกับก้อนหิน ใครจะว่ายังไงก็ตาม ดีชั่วไม่เป็นเหมือนเขาว่า ให้ดูซี เมื่อเราไม่ดีแล้วเขาจะว่าดี มันก็ไม่ดีดังกับเขาว่า มันดีแล้ว เขาว่าไม่ดี มันก็ไม่เป็นเหมือนเขาว่า เราก็ดูซี่ ให้มันเห็นซี่ นี่หละ จิตเราเป็นศีลเราก็รู้จัก คืออธิบายมาแล้วนั่น ให้พากันพึงรู้พึงเข้าใจ

ทีนี้ สมาธิ งามท่ามกลางคือ สมาธิ เราก็ตั้งจิตตั้งมั่น ทีนี้จิตเราตั้งหรือไม่ตั้ง มันเอนเอียงไปทางไหน มันข้องตรงไหน มันคาตรงไหนเราได้แต่ว่า สมาธิคือจิตตั้งมั่น ลองตั้งดูซี่ มันตั้งหรือไม่ตั้ง

มันตั้งนั้นเป็นยังไงล่ะ มันก็ไม่เอนเอียงไปหาความรักความชัง ไม่หลงในรูป ในเสียง กลิ่น รส สัมผัส อารมณ์ทั้งหลายต่างๆ เมื่อมันตั้ง สิ่งใดเกิดขึ้น เราก็ดับ นี่มันจึงเข้าถึงสมาธิ จิตตั้งมั่น เมื่อจิตสงบตั้งมั่นแล้ว มันก็ใส นี่หละ สมถกรรมฐาน ให้รู้จักสมถะ คือทำจิตให้สงบภายใน

เมื่อจิตเราสงบภายในแล้ว อุปมาเหมือนน้ำสงบ น้ำสงบมันก็ใส ใสแล้วก็มองเห็นเหตุ มองเห็นผล มองเห็นบุญกุศล มองเห็นสุข มองเห็นทุกข์ มองเห็นดี มองเห็นชั่ว

มันสงบแล้ว อันนี้จิตของเราสงบแล้วพอมันจะออกข้างซ้าย หรือจะออกข้างขวา ข้างหน้าข้างหลัง ข้างบน ข้างล่าง เราก็รู้ จึงว่ามันตั้ง นี่ เพ่งเล็งตั้งสติอยู่ตรงนี้ นี่หละให้พึงรู้พึงเข้าใจต่อไป

การที่ทำสมาธิ อันนี้เมื่อจิตของเราเห็นแล้วอย่างนี้ เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นในสังขารทั้งหลาย และมันจะได้เกิด ปัญญา ความรอบรู้ในกองสังขาร

ใครเป็นผู้ปรุง ใครเป็นผู้แต่ง ไม่ใช่อันอื่นปรุงแต่ง กายสังขาร จิตสังขาร นี่หละ ปรุงแต่งขึ้นจากจิตของเรา นี่หละ มันจึงได้เกิดเป็น วิปัสสนา ขั้นต่อไปของสมถะ

เดี๋ยวนี้คนทั้งหลายว่าแท้ วิปัสสนา ๆ ได้ แต่ว่าไม่รู้จักว่าวิปัสสนามันเป็นยังไง นี่สมถะเป็นบาทของวิปัสสนา คือเมื่อจิตสงบแล้ว มาเห็นที่เกิดแห่งสังขาร แล้วก็เห็นที่ดับแห่งสังขารนี่หละ มันเป็นยังงี้ ให้พากันรู้

เดี๋ยวนี้เราไม่รู้ว่าอะไรมันเกิดจากไหน ไม่รู้จักที่เกิดและไม่รู้จักที่ดับ มันจะเป็นวิปัสสนาได้ยังไงล่ะ วิปัสสนา คือเมื่อจิตเราสงบแล้วก็เห็นที่เกิดแห่งสังขาร โอ เกิดจากจิตของเรา เราก็ดับสังขารที่จิตของเรา

ก็ดับได้เพราะเหตุใด เราเห็นโทษแห่งสังขาร เห็นภัยแห่งสังขารทั้งหลาย เห็นทุกข์แห่งสังขารทั้งหลาย นี่มันจะดับได้ก็ตรงนี้ เมื่อเป็นทุกข์เห็นโทษแล้วมันก็ตัด จึงเรียกว่าเป็นวิปัสสนา ความรู้แจ้งเห็นจริง เห็นสัจจธรรม สัจจะ ของจริงคืออะไรเล่า

เมื่อมีสังขารความปรุงความแต่งขึ้นแล้วมันก็เกิด มันหลง เมื่อมันหลงท่านจึงว่า อวิชชาปัจจยา สังขารา สังขารปัจจยา วิญญาณัง มันเป็นยังงี้หนา

เมื่ออวิชชาความหลงมีแล้ว มันเป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร
สังขารมีแล้วก็เป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณ เป็นยังงี้
วิญญาณมีแล้วก็เป็นปัจจัยให้เกิดนามรูป
นามรูปมีแล้วก็เป็นปัจจัยให้เกิดอายตนะ
อายตนะมีแล้ว ก็เป็นปัจจัยให้เกิดผัสสะความกระทบถูกต้อง
เมื่อผัสสะมีแล้วก็เป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา
เมื่อเวทนามีแล้วก็เป็นปัจจัยให้เกิดตัณหา ความทะเยอทะยาน
ตัณหามีแล้วก็เป็นปัจจัยให้เกิดอุปาทานการยึดถือ นี่ ให้พิจารณาอย่างนี้
อุปาทานมีแล้วก็เป็นปัจจัยให้เกิดภพ คือเข้าไปตั้งภพ
ภพมีแล้วก็เป็นปัจจัยให้เกิดชาติ ความเกิด
ชาติมีแล้วก็เป็นปัจจัยให้เกิดชรา
ชรามีแล้วก็เป็นปัจจัยให้เกิดพยาธิ
พยาธิมีแล้วก็เป็นปัจจัยให้เกิดมรณะ คือความตาย
มรณะมีแล้วก็เป็นปัจจัยให้เกิดทุกข์
นี่ พระพุทธเจ้าจึงให้พิจารณาในปฏิจจสมุปบาท เป็นเครื่องข้องอยู่

เหตุนั้นท่านจึงว่าทุกข์ควรกำหนด ควรพิจารณา ไปลงสมุทัย เราทั้งหลายก็รู้จักเรื่องสมุทัย สัตว์ทั้งหลายจมอยู่ในมหาสมุทร เป็นเหยื่อปลาทั้งหมด เรื่องเป็นอย่างนั้น ปาโป ปาปัง จมในมหาสมุทร คือหลงสมมติ

นี่พระพุทธเจ้าท่านค้นแล้ว ว่าทุกข์มันมาจากไหน ท่านค้นทวนกระแสแน่ะ
ทีแรกท่านพิจารณาว่าทุกข์มันมาจากไหน อะไรเป็นเหตุปัจจัยมา
มาจากความเจ็บไข้ได้พยาธิอาพาธโรคา สิ่งเหล่านี้มันมาจากไหน
พยาธิทั้งหลายเหล่านั้นมาจากชรา ความเฒ่าแก่ ความชำรุดทรุดโทรม
อันนี้ความชำรุดทรุดโทรมมาจากไหนเล่า มาจากชาติ คือความเกิด
เกิดมาจากไหน มันมาจากภพ ภพคือเข้าไปตั้ง
ภพนั้นมันมาจากไหนเล่า เออ ท่านพิจารณา มาจากอุปาทานการยึดถือ
ถ้าเรายึดถือที่ไหน เราก็ไปตั้งภพที่นั่น ให้ดูซี่ ภพของเราน้อย ๆ ใหญ่ ๆ
ภพมาจากอุปาทาน อุปาทานมาจากไหนเล่า มาจากตัณหาความทะเยอทะยาน
ตัณหานั้นมาจากไหน มาจากเวทนา มันมีทุกขเวทนา สุขเวทนา
เวทนาเหล่านี้มาจากไหนเล่า มาจากผัสสะความกระทบถูกต้อง
ผัสสะมาจากไหนเล่า มาจากอายตนะ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจเหล่านี้
อายตนะมาจากไหนเล่า มาจากรูป
รูปนั้นอะไรเป็นเหตุปัจจัยมา มาจากวิญญาณ ปฏิสนธิวิญญาณ
วิญญาณนั้นมาจากไหนเล่า มาจากสังขาร ความปรุงแต่ง
สังขารมาจากไหนเล่า มาจากอวิชชา

นี่ท่านค้นมาจบตรงนี้ จึงว่า อวิชชาปัจจยาสังขารา เราต้องเรียนไปถึงอวิชชา ใคร ๆ ก็ไปหลงแต่อวิชชา เราไม่ได้โอปนยิโก ใครมันเป็นผู้รู้ว่าอวิชชา เราไม่ได้ระลึกถึง มันมีผู้รู้อยู่จึงรู้ว่าอวิชชา ต้องทำให้มันแจ้งจริงในตัวของเรา นี่แหละเป็นข้อปฏิบัติ

(มีต่อ)
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#11 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11876
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 10/09/2016 - 12:25

:09:


เพราะฉะนั้นให้พากันพึงรู้พึงเข้าใจ อย่าหลง เรานั่งอยู่เดี๋ยวนี้ เราหลงอะไร

นี่หละ ให้รู้จักพุทธศาสนา ศาสนาจะเจริญขึ้นก็อาศัยเราประพฤติปฏิบัติ เรากระทำอย่างนี้มันก็เจริญได้ เมื่อเราไม่ประพฤติไม่ปฏิบัติ ศาสนาก็เสื่อม เรื่องเป็นอย่างนั้นไม่ได้เสื่อมจากไหน เสื่อมจากตัวบุคคล คือคนไม่ประพฤติ คนไม่กระทำ

เดี๋ยวนี้บางคนว่าพระอรหัตต์ อรหันต์ก็ไม่มี พระโสดา สกิทาคา อนาคาก็ไม่มี จะมีได้ยังไง๊ ของคนไม่กระทำ ของคนไม่ปฏิบัติ ของคนไม่ได้ขัดได้เกลาและของเราไม่ได้ประพฤติ ไม่ได้ดู แน่ะ เรื่องมันเป็นยังงี้

เมื่อเราได้ยินได้ฟังแล้ว โอปนยิโก ดูซี่ว่าพระโสดาอยู่ที่ไหน ตำราท่านบอกไว้ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส เเน่ะ ก็เท่านี้ ผู้อื่นนี้ เมื่อใครรู้อันนี้แล้ว คนนั้นแหละเข้ามรรคในเบื้องต้น จะได้เป็นพระโสดา

สักกายทิฐิ เดี๋ยวนี้เรามาถือตัวตน เมื่อเราพิจารณาดังอธิบายมาในเบื้องต้น มันไม่เป็นตัวเป็นตนแล้ว มันก็ละทิฐิ ละมานะอหังการ ความเมามัว ถือว่าเป็นตัวเป็นตน เมื่อไม่ถือ จิตมันก็ละก็วาง

วิจิกิจฉา สงสัยว่าจะดี ยังโง้นยังงี้ เราก็เห็นแล้ว ขี้มูกของเรา น้ำลาย เลือดของเรา ดังที่อธิบายมานั่น จะสงสัยอะไรอีกล่ะ มันดีหรือมันชั่วล่ะ อธิบายมาแล้ว ดูซี่ เพ่งดูซี่ โลหิตัง แปลว่าน้ำเลือด เพ่งดูซิ กสิณ กสิณแปลว่าความเพ่ง

เลือดสีแดง เพ่งดูซี่ เลือดของคน ของตนและของบุคคลอื่นมันเป็นยังไง เพ่งดู มันจะละได้หรือไม่ได้ เมื่อเห็นเลือดเป็นยังงั้นแล้วใครจะเอาล่ะ ใครต้องการล่ะ เอ้า ดูซี่ เลือดของเรา เพ่งกสิณซี่ เป็นอสุภะ

กสิณ เพ่งให้มันเห็น เห็นแล้วจิตของเราจะไม่มีความสงสัย มันจะถอนสักกายทิฐิได้ มันจะไม่เป็นสีลัพพต ความลูบคลำ ว่าศีล สมาธิ ปัญญา อยู่ที่อื่นที่ไกล มันประจำใจของเราอยู่สุขทุกข์ทั้งหลาย นี่ พุทธศาสนาให้พากันรู้จัก

หากภิกษุสามเณรบวชเข้ามาแล้วก็เล่าเรียนศึกษา สำรวมสิกขาวินัยของตนเรียบร้อย รู้จักแล้วศีลของเราก็ ๒๒๗ เณรก็ศีล ๑๐ ข้องดเว้น เราสำรวมอย่างนี้ ศาสนามันก็เจริญรุ่งเรือง

เดี๋ยวนี้มันไม่เป็นอย่างนั้นซี่ ศาสนามันเลยเสื่อมเสีย คนทั้งหลายจึงดูหมิ่นศาสนา ดูถูกศาสนา เพราะเราไม่มีศีล ไม่มีสมาธิ ไม่มีปัญญา มีแต่ศีรษะโล้นกับผ้าเหลืองว่าเป็นพระเท่านั้น

ข้อวัตรข้อปฏิบัติเป็นยังไง ดูซิ ท่านห้ามอะไร เราทั้งหลายก็ได้บวชแล้วได้ศึกษามาแล้ว พระพุทธเจ้าท่านได้สอนไว้ทุกสิ่งทุกอย่าง ศีล ๒๒๗ ให้งดเว้น ท่านสอนไว้

นุ่งห่มท่านก็สอน นั่งนอนท่านก็สอน เดินยืนท่านก็สอน ถ่ายอุจจาระปัสสาวะ บ้วนเขฬะท่านก็สอน พระพุทธเจ้านี่ จนคำข้าวท่านก็สอน เอาข้าวเข้าปากท่านก็สอน นี่ ความละเอียดของท่าน ต้องการความสวยความงาม ความสำรวมระวัง นี่เป็นอย่างนี้

ทีนี้อุบาสกอุบาสิกาก็ดี ท่านก็สอนให้ถึงพระไตรสรณาคมน์ คือเอาพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์เป็นสรณะที่พึ่ง ที่ระลึก ที่กราบที่ไหว้ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะได้

จึงว่า นัตถิเม สะระณัง อัญญัง ที่พึ่งอื่นของข้าพเจ้าไม่มีนอกจากพระพุทธเจ้าแล้ว เป็นยังงั้นหรอก ถ้าเราไม่ถือยังงั้นแล้ว พระไตรสรณาคมน์ของเราก็เศร้าหมอง เจ้าของเป็นบาป ขาดจากพระพุทธศาสนา เหตุนั้น ให้พึงรู้ พึงเข้าใจต่อไป

ผู้ปฏิบัติศาสนาอุบาสกอุบาสิกาทั้งหลาย ท่านไม่ต้องหามื้อหาวัน หาฤกษ์ยาม ทำการทำงานต้องหามื้อหาวัน ไม่ใช่วันนั้นไม่ดี วันนี้ไม่ดี วันมันไม่ได้ทำอะไรแก่คน วันดีทำไมคนตายล่ะ วันไม่ดีทำไมคนยังเกิด ในเจ็ดวัน อาทิตย์ จันทร์ อังคาร พุธ พฤหัสฯ ศุกร์ เสาร์ นี้ ทำไมมันมีเท่านี้

คือสมมุติว่าเราจะทำการงานสิ่งใดพร้อมเพรียงกันหรือยัง เขาหาวันพร้อมเพรียงกัน จะเอาวันไหนเวลาไหน นัดกันพร้อมเพรียงกัน ถ้าพร้อมกันแล้วละ วันนั้นนั่นแหละดี ให้หาวันอย่างนี้ ถ้าวันใดยังไม่ได้พร้อมกัน อย่าเพ่อทำ

จะแต่งงานแต่งการกัน หรือจะปลูกบ้านปลูกช่องตึกร้านอาคารก็ตามให้รู้ไว้ คือวันไหนมันพร้อมกันแล้วเรียบร้อยแล้ว ทำได้ ขึ้นได้ ถ้ายังไม่พร้อมแล้ว มันขัดข้อง เรียกว่าวันไม่ดี เขาหาวันอย่างนี้หรอก ให้เข้าใจซิ อธิบายย่อ ๆ ให้ฟังนี่แหละ ให้ละเว้นเหล่านี้

แล้วดูว่าดวงดี ดวงไม่ดี คนโกหกหลอกลวงกันให้วุ่นวายเดือดร้อน ในพระพุทธศาสนาดวงก็ดูซี่ มันไม่ได้มาจากฟ้าอากาศ ให้ดู ดวงดีแล้วเดี๋ยวนี้ ดวงดีมันเป็นยังไง ดวงดีรวมมาสั้น ๆ คือใจเราดี มีความสุขความสบาย

เมื่อใจเราสุข ใจเราสบายแล้ว ทำอะไร ๆ มันก็สบาย การงานมันก็สบาย ประเทศชาติมันก็สบาย นี่เรียกว่าดวงดี ดวงไม่ดีคือใจเราไม่ดี ใจเราทุกข์ยากวุ่นวายเดือดร้อนนี่หละดวงไม่ดี ทำอะไรมันก็ไม่ดี หาอะไรมันก็ไม่ดี ดูเอาตรงนี้ จะให้ใครดูให้

ดูเอาซิทุกคน ที่มานั่งอยู่นี่ ทั้งพระทั้งเณร ทั้งอุบาสกอุบาสิกาทั้งหลาย ดวงดีตรงนี้ อย่าไปพิจารณาอื่น แล้วอย่าเข้ารีตพวกเดียรถีย์นิครนถ์ คนนอกศาสนาเหล่านั้น เข้าไปถืออย่างนั้นแล้วขาดจากพุทธศาสนา นี่หละผู้จะปฏิบัติศาสนาต้องถือยังงี้

แล้วอุบาสกอุบาสิกาให้รักษาศีลห้า อย่าไปฆ่าควายวัว อย่าเอาแต่ว่าศีลรับกับพระ ศีลอยู่กับพระ พระว่าศีลอยู่กับพระพุทธเจ้า แน่ะ ศาสนาก็อยู่กับพระพุทธเจ้า ไม่นึกว่าเป็นของของเรา เมื่อเราไม่นึกว่าเป็นของของเราแล้ว เราก็ท้อถอยน้อยใจของเรา ถ้าว่าของเรานี้เป็นของเราแล้ว เราก็เอาใจใส่ จะไปรับกับใครเล่า

ศีล นี่จะอธิบาย ตัวศีลห้าได้มาพร้อมตั้งแต่เราเกิดมา ขาทั้งสอง แขนทั้งสอง ศีรษะหนึ่ง นี่เป็นห้า อันนี้ตัวศีลห้า แล้วอย่าเอาห้าข้อนี้ไปทำโทษห้า

โทษห้าคืออะไร ปาณาฯ นั่นก็โทษ อทินนาฯ นั่นก็โทษ กาเมฯ นั่นก็โทษ มุสาฯ นั่นก็โทษ สุราฯ นั่นก็โทษ แน่ะ เป็นโทษทั้งหมด

ที่เรายุ่งยากทุกวันนี้ก็เพราะถ้าอย่างนี้ กลัวคนมาฆ่า กลัวขโมย กลัวคนประพฤติผิดในกาม กลัวคนมุสา ฉ้อโกงหลอกลวง กลัวคนมันเมา สุราสาโท กัญชายาฝิ่น นี่แหละเป็นโทษ

ถ้าเราละเว้นเหล่านี้แล้ว ท่านว่า สีเลนะ สุคะติง ยันติ มีความสุข สีเลนะ โภคะสัมปะทา มีโภคสมบัติ นี่นะให้พากันเข้าใจ ให้ละเว้นโทษทั้งหลายห้าอย่างนี้

เมื่อเรารับหรือไม่รับ อยู่ไหน ๆ ก็เป็นศีล อยู่ในรถเป็นศีล อยู่ในป่าในดง ในบ้านในเมือง ถนนหนทาง ถ้าเราไม่ได้ทำโทษห้าอย่างนี้แล้ว มันก็เป็นศีล อันนี้เรามาว่ากะพระ มารับกะพระ ว่าไม่ได้รับกับพระแล้วไม่ใช่ศีล อันนั้นใช้ไม่ได้

เราก็รู้แล้ว รับกับพระว่า ปาณาติปาตา เวรมณี ยุงมากัด ตบปั้บอยู่นี่วันยังค่ำ จะเป็นศีลเรอะ มันเป็นศีลไม่ได้ซี่ ต่อไปให้รู้จักซี่ อทินาทานา เห็นของเขาก็ขโมยเสีย ว่าวันยังค่ำก็ไม่เป็นศีล เราพึงละเว้นห้าอย่างนี้หละ ให้พากันรู้จัก

(มีต่อ)
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#12 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11876
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 10/09/2016 - 14:41

:09:


นี่ อธิบายทั้งนอกทั้งใน เอ้า น้อมเข้าไป เวลานี้ สิ่งเหล่านี้มาจากไหน ให้พากันงดเว้น ให้รู้จัก เอ้า ต่อนี้ไปให้ตั้งจิตดู เพ่งดูเดี๋ยวนี้ โทษทั้งหลายอยู่ที่ไหน สุขอยู่ที่ไหน ทุกข์อยู่ที่ไหน ให้พากันพึงรู้พึงเข้าใจ

ประเทศของเรามันยุ่งยากตรงไหน เหมือนกับเราทำถนนหนทางนะหละ มันขัดข้องตรงไหน เราก็แก้ไข อันนี้จิตใจของเรา มันข้องตรงไหน มันคาตรงไหน เราก็แก้ไข ไม่ใช่จะมานั่งหลับตา เจ็บบั้นเอวเสียเปล่า

เรามานั่งดูของเรา เวลานี้เรามาอยู่ในชั้นใด ภูมิอันใด นี่ให้รู้จักจิตของเรา เป็นกุศลหรืออกุศลให้รู้จัก จิตของเราสงบหรือไม่สงบ จิตของเราดีหรือไม่ดี ให้รู้จักนี่หละ กามาวะจะรัง กุสะลัง จิตตัง ให้รู้จักจิตของเรา อุปปันนัง โหติ มันอุบัติขึ้นจากตนของตนนี้

เอ้า ต่อไปนี้ต่างคนต่าง โอปะนะยิโก น้อมเข้ามาดูนะ นี่หละ พิจารณาเพ่งดูหัวใจของเรา เราข้องอะไรอยู่ จิตของเราเป็นยังไง จิตของเราดี มันเป็นยังไง

จิตของเราดี มันเป็นยังงี้ จิตมันสงบดี มีความสุข ความสบาย เย็นอกเย็นใจ ไม่ทุกข์ไม่ร้อน ไม่วุ่นไม่วาย พุทโธ ใจเบิกบาน สบาย นี่หละ จิตดี นำความสุขความเจริญให้ในปัจจุบันและเบื้องหน้า

เรามานี้ก็ต้องการความสุขความสบาย ต้องการความสุขความเจริญ ถ้าจิตของเราเป็นยังงี้แล้ว เราก็ สันทิฏฐิโก รู้เอง เห็นเอง

ถ้าจิตไม่ดีแล้วเป็นยังไง คือจิตไม่สงบ จิตไม่ดี ทะเยอทะยาน ดิ้นรน จิตไม่ดีแล้ว ทุกข์ยาก เดือดร้อน วุ่นวาย ลำบาก ให้หนักให้หน่วง ให้ง่วงให้เหงา ให้มืดให้มัว จิตอย่างนี้นำสัตว์ทั้งหลายให้ตกทุกข์ได้ยากในปัจจุบันและเบื้องหน้า

เมื่อจิตเป็นเช่นนี้แล้ว ประเทศชาติของเราก็วุ่นวาย ไม่ใช่อื่นเป็น ไม่ใช่อื่นวุ่นวาย ดวงใจของเรานี่วุ่นวาย เอ้า วัดดูซี่จะกว้างขวางอะไร สามีภรรยารักกัน บุตรบิดามารดาญาติพี่น้องรักกัน ถ้าจิตไม่ดีแล้วมันก็เกิดทะเลาะกัน ถ้าจิตดีแล้วมันไม่ทะเลาะกัน หรือว่าไง

ลองเพ่งดูซี่ จริงหรือไม่จริงล่ะ ดูซี่ อยากร่ำอยากรวยอยากสวยอยากงาม ทำไมมันไม่เป็น บางคนอยากรวย ทำไมมันไม่รวย ทำไมเงินเดือนมันไม่ขึ้น ทำไมยศมันไม่เลื่อน เพราะเหตุใด ดูซี่มันไม่ขึ้นเพราะจิตเราไม่ดี เราไม่ได้สร้างคุณงามความดีไว้สำหรับปัจจุบันและเบื้องหน้า

จิตไม่ดีก็ทุกข์ยากลำบากอดอยาก จิตดวงนี้นำให้เราได้ทุกข์ได้ยาก ทำอะไรมันไม่ขึ้น ทำอะไรมันไม่รวย มันรวยเป็นยังไง จิตดีมีความสุขความสบาย จิตดวงนี้นำความสุขความเจริญให้ในปัจจุบันและเบื้องหน้า

เอ้า ต่อนี้ไปจะไม่อธิบายแล้ว เมื่ออธิบายอยู่ยังงี้ มันก็ไม่มีที่สิ้นสุด สรุปหัวข้อแล้วก็รวมลงที่กายและใจนี้ เอ้า เพ่งดู อธิบายดีชั่วทั้งภายนอกภายในให้รู้แล้ว ต่อไปนี้ โอปนยิโก จริง ๆ หรือไม่จริง ให้พากันเพ่งดู

มันข้องตรงไหน คาตรงไหน ไม่สู้ตรงไหน ให้พากันเพ่งดูอยู่ตรงนั้น อย่าส่งไปหน้า มาหลัง ข้างซ้าย ข้างขวา ข้างบน ข้างล่าง ให้ตั้งจำเพาะท่ามกลางอันที่รู้อยู่นั้น นี่หละ มันเป็นยังไง เราคอยแก้ไขตรงนั้น เราคอยชำระตรงนั้น

นี่จึงว่าเล็งดู ไม่ได้ดูอื่น ดูจิตของเรา ดูภพของเรา ดูที่พึ่งของเรา นี่หละ ให้ดูให้รู้จัก ที่นั่งดีหรือไม่ดี ต้องรู้จักตรงนี้ สันทิฏฐิโก ผู้ปฏิบัติรู้เองเห็นเอง ถ้าเราไม่รู้ คนอื่นจะบอก มันก็ไม่รู้ นี่ข้อปฏิบัติเป็นยังงี้

ต่อไปได้ยินเสียงอะไรก็ตาม ให้สัญญาไว้ว่า สิ่งนั้นไม่มีอันตราย แล้วเราไม่ต้องเดือดร้อน ทำจิตของเรา จะไม่อธิบายต่อไป จะสงบละ ต่างคนต่างสงบ วางให้สบาย เราอยากได้ความสุขความสบาย จะได้เป็นบุญวาสนาของเรา จะได้เป็นนิสัยของเรา

มันพ้นทุกข์ เราทั้งหลายอยากพ้นทุกข์ ก็ดูซี่ มันพ้นทุกข์ ก็คือจิตของเราไม่ทุกข์ จิตเราไม่ทุกข์ มันก็พ้นทุกข์ มันไม่ได้พ้นตรงฟ้าอากาศ ดูเอา มันยังทุกข์อยู่ มันก็ยังไม่พ้นทุกข์

นี่แหละเราทำบุญกุศล เรียกว่าปฏิบัติบูชา บูชาอย่างเลิศอย่างประเสริฐแท้ เข้าถึงธรรม ถึงวินัย ถึงพระพุทธศาสนา ถึงชั้นศาสนา เมื่อทำยังงี้ ไม่ถึงยังไงเล่า ได้บอกแล้วในเบื้องต้น ท่านบัญญัติลงทีนี่ กายกับใจเท่านี้ เอ้า เพ่งดู

ท่านมาทำบุญทำกุศลได้สองสามวันมานี้แล้ว เป็นยังไงจิตของเราทำมาระยะนี้ ต่อไปให้พากันรู้จักความสงบของประเทศชาติ และความสุขความเจริญของพวกเราในปัจจุบันและเบื้องหน้า และที่อยู่ของเราในปัจจุบันและเบื้องหน้า นี่หละ พากันนั่งดู

ดูแล้วเป็นอย่างไรล่ะ ที่พึ่งของเรา ที่อยู่ของเรา ให้มันรู้จักไว้ พุทโธเป็นที่พึ่งของเรา พุทโธเป็นผู้เบิกบานสว่างไสวแล้ว มนุษย์ทั้งหลายเป็นเพื่อนเกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งนั้น ต่างต้องการความสุขความเจริญและความพ้นทุกข์

ที่เราท่านทั้งหลายมานี้ ก็ต้องการความสุขและความสบาย นั่งดูแล้วมันสุขไหม มันสบายไหม นี่แหละให้พึงรู้พึงเข้าใจ เมื่อจิตของเรามีความสุขแล้ว การงานของเราทั้งหลายมันก็สบายไปหมด ตลอดประเทศชาติ เทวบุตรเทวธิดา พระอินทร์ พระพรหม ดินฟ้าอากาศก็ต้องรักษามนุษย์ทั้งหลาย

ท่านได้บอกไว้แล้ว ธัมโม หะเว รักขะติ ธัมมะจาริง สัตว์อาศัยซึ่งธรรม ธรรมอาศัยซึ่งสัตว์ ถ้าสัตว์ปฏิบัติธรรมดี ธรรมก็นำความดีให้แก่พวกเรา

ถ้าเราปฏิบัติดี ประพฤติดี ธรรมก็นำคุณงามความดีให้ นำความสุขความเจริญให้ ถ้าเราปฏิบัติไม่ดีทำไม่ดี ธรรมก็นำความไม่ดีให้ในปัจจุบันและเบื้องหน้า

นี่หละ บุญกุศลที่เราได้ทำอย่างนี้ เรียก ปฏิปัตติบูชา บูชาอย่างเลิศ อย่างประเสริฐแท้ ต่อไปให้พากันนั่งทุกวัน เข้าวัดทุกวัน ประพฤติทุกวัน อธิบายให้ฟังแล้ว มันขัดข้องตรงไหนไม่ดีตรงไหน ต้องแก้ไขตรงนั้น

บางคนว่าใจไม่อยู่ มันไปไหนจึงว่าไม่อยู่ แท้ที่จริงใจเราอยู่ตั้งแต่เกิดมา ที่ว่าใจไม่อยู่นั้น ต้องหลงจากอวิชชา มันหลง เราต้องนั่งดูความไม่อยู่นี่แหละ มันไปก่อภพไหนล่ะ ภะเว ภะวา สัมภะวันติ มันเที่ยวก่อภพน้อย ๆ ใหญ่ ๆ อยู่นั่น

เราต้องนั่งดู ภพนั้นเป็นกุศลหรืออกุศล กุศลคือความสุข ความสบายอกสบายใจ ภพที่ไม่ดี ใจเราไม่ดี ทุกข์ยาก วุ่นวาย เดือดร้อน นำไปสู่ทุคติในปัจจุบันและเบื้องหน้า

เมื่อพวกท่านทั้งหลายได้สดับแล้ว ในโอวาทานุศาสนีอันเป็นธรรมะคำสั่งสอนนี้ ที่นำมาเตือนใจโดยย่นย่อ พอเป็นข้อปฏิบัติประดับสติปัญญาบารมีของท่านทั้งหลาย เมื่อท่านได้ยินได้ฟังแล้ว โยนิโสมนสิการ พากันกำหนดจดจำไว้ แล้วนำไปประพฤติปฏิบัติฝึกหัดตนของตนให้เป็นไปในธรรมคำสั่งสอน

สรุปหัวข้อใจความแล้วคือ กายกับใจนี้เป็นที่ตั้งแห่งพระพุทธศาสนา เป็นที่ตั้งแห่งมรรคผล เมื่อเข้าใจอย่างนี้แล้ว พากันอุตสาหะพยายามกระทำให้เกิด ให้มี ให้เป็นขึ้นในตัวของเราซึ่งกุศลนี่หละ

ในผลที่สุดคือ อัปปมาทธรรม คือความไม่ประมาท เมื่อเราท่านทั้งหลายไม่มีความประมาทแล้ว แต่นี้ต่อไปพวกท่านทั้งหลายจะประสบพบเห็นแต่ความสุขความเจริญ ดังได้แสดงมา เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้


อะภิวาทะนะสีลิสสะ นิจจัง วุฑฒาปะจายิโน จัตตาโร ธัมมา วัฑฒันติ อายุ วัณโณ สุขัง พะลัง



:09: :09: :09:
.............................


:38: http://www.fungdham....book/book2.html :33:
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#13 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11876
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 25/09/2016 - 18:38

:09:

หมายเหตุ : ไฟล์หนังสือนี้ยาวน่ะค่ะ แต่น่าสนใจมาก
จึงจะทยอยคัดลอกนำมาลงเป็นระยะตามสะดวกนะคะ
โดยปรับแต่งการเว้นระยะบรรทัดเพื่อให้อ่านง่ายขึ้นค่ะ

ใครสนใจอ่านในไฟล์ pdf สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ค่ะ
ที่เว็บ "ฟังธรรม" ใน "รวมคำสอนหลวงปู่ฝั้น อาจาโร"

http://www.fungdham....book/book2.html

อ้อ เป็นไฟล์ซิป รวมหลายบทธรรม ต้องแตกไฟล์นะคะ :33:


:09: :09: :09:


พระอภิธัมมาติกาบรรยาย

โดย

หลวงปู่ฝั้น อาจาโร


:09:


กรุณา วิย สตฺเตสุ ปญฺญายสฺส มเหสิโน เญยฺยธมฺเมสุ สพฺเพสุ ปวติติตฺถ ยถารุจี, ทยาย ตาย สตฺเตสุ, สมุสฺสาหิตมานโส ฯลฯ อภิธมฺมภถํ กเถสีติ

บัดนี้จักได้รับประทานวิสัชชนาในพระอภิธัมมาติกา ๒๒ ติกะ ในเบื้องต้น ฉลองศรัทธาท่านสาธุชนสัปบุรุษ โดยสมควรแก่กาลเวลา

เนื่องด้วยพระอภิธัมมาติกานี้ยากที่จะอธิบายแก้ไขแปลออกไปให้พิศดารได้ มีแต่ใช้มาติกาบังสุกุลเวลาคนตายเท่านั้น แต่ก็ยังเป็นภาษาบาลีอยู่ยากที่จะเข้าใจได้ ที่ท่านแปลออกไว้ก็มีแต่พระอถิธัมม์ ๗ พระคัมภีร์เท่านั้น ส่วนในพระอภิธัมมาติกานี้ หาได้มีผู้แปลออกไว้พิสดารไม่

พระอภิธัมมาติกา ๒๒ ติกะ ในเบื้องต้นนี้ สมเด็จพระชินศรีศาสดาจารย์ เสด็จคมนาการขึ้นจำพรรษา ในชั้นดาวดึงษ์เทวโลก ทรงตรัสเทศนาในพระอภิธัมม์ ๗ คัมภีร์ โปรดหมู่เทวดาโดยมีพระพุทธมารดาเป็นประธาน

“กเถตุ กามยตา” ทรงปุจฉาเป็นสักกวาที ปรวาที ทุก ๆ คัมภีร์เป็นลำดับ ๆ ไป


ในเบื้องต้นต่อไปนี้ อาตมาจักได้วิสัชนาในพระอภิธัมมาติกา เป็นปุจฉาวิสัชชนาตามพระพุทธฎีกา เพื่อให้เกิดความเลื่อมใส มีศรัทธาเชื่อมั่นในคุณพระรัตนตรัยยิ่ง ๆ ขึ้นไป


“นิคฺคมวจนํ” ในสมัยครั้งหนึ่ง ยังมีพระอาจารย์องค์หนึ่งชื่อว่า สักกวาทีอาจารย์ มารำพึงแต่ในใจว่า

เมื่อองค์สมเด็จพระบรมศาสดาจะทรงตรัสพระธรรมเทศนาโปรดพระพุทธมารดานั้น พระองค์ก็ได้ทรงเลือกคัดจัดสรรพระวินัยสุตตันตาภิธัมม์ทั้ง ๓ ปิฎกนี้แล้ว ก็ยังไม่เห็นว่าจะเสมอด้วยพระคุณของพระพุทธมารดานั้นได้ ทรงเห็นแต่พระอภิธัมมาติกนี้ไซร้ จึงจะสมควรด้วยพระคุณของพระพุทธมารดาได้

พระอภิธัมมาติกานี้ พระบาลีก็ยังปรากฏอยู่ ๒๒ ติกะ ติกะละ ๓ รวมเป็น ๖๖ บทดังนี้ ...ทำไฉนหนออาตมาจึงจะรู้ จึงจะเข้าใจในเนื้อความแห่งพระอภิธัมมาติกานี้ได้


เมื่อท่านสักกวาทีอาจารย์รำพึงแต่ในใจฉะนี้แล้ว จึงเข้าไปสู่สำนักของท่านปรวาทีอาจารย์ ขอโอกาสไต่ถามซึ่งบาลีและเนื้อความให้แจ้งชัด

ท่านปรวาทีอาจารย์ จึงได้ยกพระบาลีกล่าวขึ้นว่า “กุสสลา ธมฺมา” ธรรมทั้งหลายที่เป็นกุศลนั้นอย่างหนึ่ง “อกุสลา ธมฺมา” ธรรมทั้งหลายที่เป็นอกุศลนั้นอย่างหนึ่ง “อพฺยากตา ธมฺมา” ธรรมทั้งหลายที่เป็นอัพยากฤตนั้นอย่างหนึ่ง

(มีต่อ)
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#14 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11876
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 25/09/2016 - 18:51

:09:


๑. “กุสสลา ธมฺมา”


โดยอธิบายในธรรมที่เป็นกุศลนั้นว่า “ธรรมอันเป็นส่วนของบุคคลผู้ฉลาด” แปลว่าตัดเสียซึ่งบาป ไม่ให้เกิดขึ้นในสันดาน

อุปมาเหมือนปลูกต้นมะม่วง ย่อมรักษามิให้กาฝากเกิดขึ้นในลำต้น เพราะกลัวต้นมะม่วงนั้นจะไม่งาม จะมีผลน้อย

เปรียบเหมือนร่างกายของบุคคลผู้ฉลาด อันธรรมดาบุคคลผู้ฉลาดนั้นย่อมจะระวังรักษา กายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต มิให้เศร้าหมองได้ ฉะนั้น


ท่านสักกวาทีจึงถามขึ้นว่า...ในปฐมมาติกา คือ “กุสสลา ธมฺมา” นั้น ท่านก็แปลถูกต้องตามพยัญชนะแล้ว ยังอธิบายขยายความซ้ำอีกด้วย ข้าพเจ้าก็เข้าใจแล้ว

แต่ยังมีความสงสัยและวิตกถึงบุคคลที่ยังโง่เขลากว่าข้าพเจ้าก็ยังมีอยู่อีกมาก เพราะเหตุนั้นจึงขอความแนะนำจากท่านต่อไปอีกสักหน่อยเถิด


ท่านปรวาทยาจารย์จึงกล่าวต่อไปว่า...“เอโก กิร ปุริโส” ดูก่อนท่านสักกวาที ดังได้ยินมาว่า มีบุรุษหนึ่งเป็นคนฉลาด ได้เห็นเรือพลัดมาอยู่ท่าน้ำของตน

แล้วก็พิจารณาเห็นว่า เรือลำนี้เป็นเรือโจร พวกโจรก็เก็บเอาสิ่งของในเรือไปหมดแล้ว ปล่อยเรือนี้มาที่ท่าน้ำของเรา ถ้าเราไม่ผลักออกไปเสียจากท่าน้ำของเราแล้ว เมื่อเจ้าของเรือตามมาพบเข้าในกาลใด ก็จะกล่าวโทษเราว่าเป็นโจร ลักเอาเรือของเขามาดังนี้

หรือเปรียบเหมือนบุรุษไถนาคนหนึ่ง วันหนึ่งมีพวกโจรนำเอาถุงทรัพย์ไปทิ้งไว้ที่ริมนา ในกาลครั้งนั้น องค์สมเด็จพระบรมศาสดา เสด็จผ่านไปกับพระอานนท์ พระพุทธองค์ทอดพระเนตรเห็นถุงทรัพย์นั้นแล้ว ทรงตรัสกับพระอานนท์ว่า อสรพิษอยู่ที่นี่

เมื่อบุรุษไถนาคนนั้นได้ฟังพระพุทธเจ้าดำรัสตรัสแก่พระอานนท์ดังนั้น ก็สำคัญว่าเป็นอสรพิษจริง ๆ หาได้คิดว่า พวกโจรนำเอาถุงทรัพย์มาทิ้งไว้ที่ริมนาของตนไม่ พระพุทธองค์พร้อมด้วยพระอานนท์ก็เสด็จหลีกไปสู่สถานที่อื่น

ต่อมาภายหลัง บุรุษผู้เป็นเจ้าของทรัพย์ตามมา เห็นถุงทรัพย์ของตนทิ้งไว้ที่ริมนาของบุรุษไถนานั้น ก็สำคัญมั่นหมายว่าบุรุษไถนานั้นเป็นโจร จึงจับเอาบุรุษไถนานั้นไปฉะนี้


บุรุษผู้มีวิจารณญาณ พิจารณาเห็นเหตุผลดังนี้แล้ว ก็ถอยเรือของตนปล่อยไปตามกระแสน้ำ ก็จัดได้ชื่อว่าเป็นผู้ฉลาด สามารถตัดภัยเสียได้ดังนี้

ถ้ามิฉะนั้นก็จะเปรียบเหมือนบุรุษเลี้ยงโค บุรุษเจ้าของโคนั้น เมื่อได้เห็นโคหลวงมาปะปนอยู่ในคอกโคของตน ก็คิดแต่ในใจว่า ถ้าผู้ใหญ่บ้าน หรือนายอำเภอมาเห็นโคหลวงอยู่ในคอกของเราแล้ว ก็หาว่าเราลักเอาโคหลวงมา แล้วก็จะจับเอาเราไปลงทัณฑกรรมต่าง ๆ

เมื่อบุรุษเลี้ยงโคคิดดังนี้อยู่แล้ว ก็เปิดประตูคอก ไล่โคหลวงออกไปให้พ้นจากบ้านของตน ก็จัดได้ชื่อว่าเป็นผู้ฉลาดตัดราชภัยให้พ้นไปเสียได้


และอีกเรื่องหนึ่ง เมื่อครั้งสมเด็จพระบรมศาสดาจารย์ของเรา เสวยพระชาติเป็นกุฑาลบัณฑิต ครั้งนั้นพระองค์ได้ทำไร่ข้าวโพดและถั่วราชมาสเป็นต้น อยู่ที่ริมฝั่งมหาสมุทร

ครั้นเมื่อถึงฤดูร้อนแล้ว ก็บวชเป็นฤๅษี เมื่อถึงฤดูฝน ก็สึกออกมาทำไร่ต่อไป แต่เป็นเช่นนั้นอยู่ถึง ๗ ครั้ง ภายหลังพระองค์จึงมาคิดว่า เรามีความเหนื่อยยากลำบากกาย ต้องบวช ต้องสึกมา ก็เพราะเราเป็นห่วงจอบกับข้าวโพดนี้เอง

เมื่อพระองค์คิดได้ฉะนั้นแล้ว จึงนำเอาผ้าห่อพืชพันธุ์ กับจอบนั้นไปโยนทิ้งเสียในมหาสมุทร เมื่อสิ้นห่วงแล้ว พระองค์จึงมาตั้งพระทัยเจริญสมาบัติ ก็ได้สำเร็จฌานโลกีย์ เมื่อจุติจากชาตินั้นแล้ว ก็ได้บังเกิดในพรหมโลก


ที่แสดงมานี้ ก็เป็นเพียงอุปมาอุปมัยเพื่อจะได้เห็นว่า ร่างกายของท่านทั้งหลาย คือ ปัญจขันธ์ทั้ง ๕ นั้น เมื่อบุคคลยังมีความยินดีรักใคร่อยู่ตราบใด ก็จักได้เสวยแต่กองทุกขเวทนาอยู่ตราบนั้น เท่ากับยินดีอยู่กับราชภัย คือพญามัจจุราชและโจรภัย โมหะก็เนื่องกัน

ดังบาลีที่พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า “ปญจุปาทานกฺขนฺธา ทุกฺขา” ดังนี้ โดยเนื้อความว่า สัตว์โลกทั้งหลายมีความเดือดร้อนอยู่ ก็เพราะเข้าไปยึดเอาขันธ์ทั้ง ๕ นี้ไว้ ว่าเป็นของเรา

และในธรรมที่ว่า กุศลนั้น คือพุทธประสงค์เอาพระปัญญาตัดอาลัยในปัญจขันธ์ทั้ง ๕ นั้นได้ เห็นว่าเป็นอนัตตา มิใช่ตัวตน เพราะปัญจขันธ์นั้นไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของท่านผู้ใด

เพราะฉะนั้นจึงได้ชื่อว่า “กุสลา ธมฺมา” แปลว่า ตัดเสียซึ่งบาป

“สีลํ” แปลว่าตัดเสียซึ่งบาป ออกจากกาย วาจา ไม่ให้ติดอยู่ในสันดาน

“ปฏิปตฺติ” แปลว่า กลับกาย วาจา ใจ ที่เป็นบาป ให้เป็นบุญ เป็นกุศลเสียฉะนี้

เพราะฉะนั้นจึงได้ชื่อว่า ศีล ว่า วินัย ว่า ปฏิบัติ ดังนี้

(มีต่อ)

การโพสต์นี้ได้ถูกแก้ไขโดย เภตรา: 25/09/2016 - 19:10

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#15 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11876
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 25/09/2016 - 19:11

:09:


๒. “อกุสสลา ธมฺมา”


เบื้องหน้าแต่นี้ จักได้แก้ไขในบทที่ ๒ ต่อไป... “อกุสลา ธมฺมา” ธรรมทั้งหลายอันเป็นอารมณ์แห่งจิต คือ ทรงไว้ซึ่งจิตอันเป็นอกุศล “อกุสลา ธมฺมา” แปล่า ธรรมของบุคคลผู้ไม่ฉลาด หรือแปลว่า ไม่ตัดบาปออกจาก กาย วาจา ใจ ก็ได้

ความมีอธิบายว่า คนโง่ ไม่ระวังบาปที่จะมาถึงแก่ตน บางคนบาปยังไม่มาถึงแก่ตนเลย ก็ไปเที่ยวแสวงหาบาปมาใส่ตนก่อนก็มี


ท่านสักกวาทีจึงถามขึ้นว่า...บาปที่จะมาถึงตนนั้นอย่างไร ที่ว่าบาปยังไม่ทันมาถึงแก่ตน เที่ยวไปแสวงหาบาปใส่ตนก่อนนั้นอย่างไร ขอท่านปรวาที จงวิสัชนาความข้อนี้ให้เป็น มทยปัญญา แก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด

ท่านปรวาทีจึงอธิบายว่า...บาปจะมาถึงแก่ตนนั้น ด้วยเหตุที่จะกระทำใจให้เดือดร้อนขึ้นก่อน เป็นต้นว่า ได้ยินเสียง หรือมีไม้ฆ้อน ก้อนดิน เป็นต้น มาถึงแก่ตน

บุคคลที่เกิดความเดือดร้อนนั้น เพราะไม่ปิดป้องกำบังให้ดี ปล่อยให้เสียงนั้นล่วงเข้ามากระทบทางหู หรือทางกายตนนั้น บุคคลนั้นก็ได้ชื่อว่า เป็นคนโง่ ไม่ฉลาด ไม่ตัดบาป ไม่ระวังบาปที่จะมาถึงแก่ตนฉะนี้

ถ้ามิฉะนั้น ก็จะเปรียบเหมือนบุคคลที่มีเรือนอันไฟไหม้อยู่ เมื่อบุรุษนั้นได้เห็นไฟไหม้มาแต่ไกลแล้ว ตนก็ไม่ระมัดระวังเรือนของตน จนไฟลามมาไหม้เรือนของตน ตนก็ได้รับทุกขเวทนาต่าง ๆ ฉะนั้น

เพราะโทษที่ไม่ระมัดระวังไฟ และไม่ตัดเชื้อไฟแต่ต้นทีเดียว เพราะฉะนั้นจึงได้ชื่อว่าเป็นคนโง่ ไม่ฉลาด

ไปเที่ยวแสวงหาบาปมาใส่ตนนั้น ได้แก่บุคคลที่ปักขวากหลาวไว้ สำหรับให้สัตว์มาติดตามนั้น จัดได้ชื่อว่า ไปเที่ยวแสวงหาบาปมาใส่ตัว

ก็แหละคำที่ว่า ไม่ตัดบาปเสียนั้น มีคำอธิบายว่า ยังมีต้นไทรต้นหนึ่ง ไม่สู้ใหญ่นัก มีใบและก้านบริสุทธิ์อยู่ในป่าหิมวันตประเทศ วันหนึ่งมีฝูงนกฝูงหนึ่งบินไปกินลูกเถาวัลย์ในสถานที่อื่น ครั้นภายหลังก็บินมาจับที่ต้นไทรนั้น แล้วก็ถ่ายอุจจาระลงไปที่ใต้ต้นไทรนั้น

ครั้นถึงฤดูฝน เบญจเถาวัลย์นั้นก็งอกงามขึ้นมาที่ใต้ต้นไทรนั้น ยังมีลมจำพวกหนึ่งได้บอกแก่ต้นไทรนั้นว่า หมู่เถาวัลย์นี้ ครั้นงอกงามขึ้นมาที่นี่แล้ว ถ้าทิ้งไว้ให้เจริญจนใหญ่โตแล้ว ก็จะปกคลุมท่านให้ถึงแก่ความตาย

ต้นไทรนั้นจึงตอบว่า มันไม่ทันงอกงามขึ้นมาได้ดอก สัตว์ทั้งหลาย มีกระต่ายและสุกร เป็นต้น ก็จะมากัดกินเป็นอาหาร เถาวัลย์นี้ก็จะถึงแก่ความตายไป ไม่ทันที่จะเลื้อยยาวขึ้นมาได้

ครั้นนานมาเถาวัลย์นั้นก็เจริญใหญ่โตขึ้นมาได้ ไม่มีอันตรายด้วยสัตว์ทั้งหลาย มีกระต่ายและสุกรเป็นต้น

จนเถาวัลย์นั้นเลื้อยขึ้นไปถึงง่ามคบใหญ่ ยังมีลมอีกจำพวกหนึ่งมาตักเตือนต้นไทรนั้นว่า เหตุไฉนท่านจึงให้โอกาสแก่เถาวัลย์นั้น ให้เลื้อยขึ้นมาจนถึงเพียงนี้เล่า นานไปก็จะคลุมยอดของท่าน ท่านก็จะได้รับความลำบาก ถึงแก่ความตาย

ต้นไทรได้ฟังจึงตอบขึ้นว่า ท่านอย่าได้กลัวไปเลยว่าเถาวัลย์มันจะไม่ตาย ถ้าพวกตัดเสาเขามาเห็นเข้า ก็จะตัดเอาไปทำเชือกลากเสาไป ต้นเถาวัลย์นั้นก็จะถึงแก่ความตาย

ครั้นนานมา ต้นเถาวัลย์ก็เลื้อยขึ้นไปคลุมยอดต้นไทรนั้นถึงแก่ความตาย หักลงเหนือปัฐพี

แสดงมาทั้งนี้ ก็เพื่อให้เห็นความประมาท ที่ไม่คอยคิดตัดบาปทางกาย วาจา ใจ เพราะฉะนั้น จึงต้องลำบากภายหลังเช่นนี้


ท่านสักกวาทีจึงถามขึ้นว่า...บุคคลที่ไม่ตัดบาปนั้น ครั้นตายแล้วได้ไปเสวยทุกขเวทนาในอบายภูมิทั้ง ๔ มีนรกเป็นต้น นั้น จะได้แก่บุคคลจำพวกใด

ท่านปรวาทีจึงชักนิทานในคัมภีร์ธรรมบทมาแสดงให้เห็นปรากฏว่า...ยังมีบุตรเศรษฐี ๔ คนพี่น้องกัน ครั้นได้ทัศนาเห็นภรรยาของท่านผู้อื่นแล้ว ก็มีจิตปฏิพัทธ์รักใคร่ในปรทารกรรม กระทำกาเมสุมิจฉาจาร

ครั้นทำกาลกิริยาแล้ว ก็ไปตกอยู่ในโลหกุมภีนรก นานประมาณหกหมื่นปี จนน้ำในหม้อนรกนั้นเดือดขึ้นมาถึงปากหม้อ ตัวก็ลอยมาถึงปากหม้อแล้วก็ได้สติ มีความปรารถนาจะประกาศบุพกรรมของตนให้ปรากฎว่า ทุ.ส.น.โส ดังนี้

ตนที่หนึ่งว่า ข้าพเจ้าเป็นคนชั่ว ตนที่สองว่า ข้าพเจ้ามาตกอยู่ในนรกนี้ประมาณหกหมื่นปีแล้ว ตนที่สามว่า ข้าพเจ้าไม่มีที่สุดว่าจะหมดกรรมเมื่อใด ตนที่สี่ว่า ข้าพเจ้าไม่กระทำอีกต่อไปแล้ว

ยังไม่ทันจะหมดเรื่อง เพียงคนละอักขระเท่านั้น น้ำก็พัดลงไปยังก้นหม้ออย่างเดิม แล้วก็ได้เสวยทุกขเวทนาต่อไปกว่าจะสิ้นบาปกรรม เพราะโทษที่ตนไม่ได้ตัดบาปในปรทารกรรมนั้นตามอำนวยผล

เปรตทั้งสี่ตนเหล่านี้เมื่อยังเป็นมนุษย์อยู่นั้น ก็แปลว่าเป็นคนโง่ ไม่ฉลาด ไม่ตัดบาปกรรมเสีย เพราะฉะนั้นจึงต้องเป็นเปรตเสวยทุกขเวทนาอยู่ในโลหกุมภีนรกฉะนี้

(มีต่อ)
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#16 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11876
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 27/09/2016 - 18:30

:09:


๓. “อพฺยากตา ธมฺมา”


ในลำดับนี้ จะได้แก้ไขในบทที่ ๓ สืบต่อไป โดยพระบาลีว่า อพฺยากตา ธมฺมา แปลว่า ธรรมอันเป็นอารมณ์แห่งจิต อันเป็นอัพยากฤต แปลว่า ธรรมอันพระพุทธเจ้าไม่ได้พยากรณ์ว่าเป็นบุญเป็นบาป ดังนี้

โดยอธิบายว่า ไม่ยินดียินร้าย ไม่โสมนัสโทมนัส ได้ชื่อว่าอัพยากฤต เปรียบเหมือนหนึ่งว่าใบบัวอันน้ำดีและชั่วตกถูกต้องแล้ว ก็ย่อมไหลไปไม่ขังอยู่ได้ฉะนั้น

ถ้ามิฉะนั้น เปรียบเสมือนเสาไม้แก่น อันบุคคลฝังไว้เหนือแผ่นดิน ถึงผงเผ้าเถ้าธุลีจะปลิวมาสักเท่าใด ๆ ก็ดี ก็ย่อมปลิวหนีไปไม่ติดอยู่ที่เสานั้นได้ จิตที่เป็นอัพยากฤตนั้น ถึงใครจะบูชาดี ก็ดี บูชาชั่ว ก็ดี ไม่ยินดียินร้าย


ท่านสักกวาทีจึงขออุปมาอุปมัยอีกว่า ขอแต่ท่านปรวาที ซึ่งได้ชี้แจงแสดงมาก็ถูกต้องตามพระบาลีอยู่แล้ว ข้าพเจ้าได้ฟังก็มีความยินดีชอบใจทุกประการแล้ว แต่ข้าพเจ้าขออุปมาอุปไมยอีกสักหน่อยเถิด

ท่านปรวาทีจึงแสดงอุปมาว่า...ดูก่อนสักกวาที “นครโธวาริกปุริโส วิย” จิตที่เป็นอัพยากฤตนั้น เปรียบเหมือนหนึ่ง โธวาริกบุรุษผู้เฝ้าประตูพระนคร จิตที่เป็นกุศลนั้น เปรียบเหมือนชนที่เข้าไปในประตูนคร จิตที่เป็นอกุศลนั้น เปรียบเหมือนชนที่ออกไปจากประตูนคร

นายโธวาริกผู้เฝ้าประตูนครนั้น ก็ไม่ได้ไต่ถามคนที่เข้าออกนั้น เป็นแต่รู้ เป็นแต่เห็น หาได้ไต่ถามชนที่เข้าออกนั้นไม่ เช่นนี้แลชื่อว่า อัพยากฤต

ถ้ามิฉะนั้น เปรียบเหมือนภาชนะที่ใส่น้ำ เป็นต้น ภาชนะที่เต็มแล้วด้วยน้ำนั้น ถึงใคร ๆ จะเอาน้ำเทลงไปอีกสักเท่าใด ๆ ก็ดี น้ำนั้นก็ไหลล้นออกไปจากภาชนะ ไม่สามารถขังอยู่ได้ ฉันใดก็ดี

จิตที่เป็นอัพยากฤต ที่พระพุทธเจ้าไม่พยากรณ์ว่าเป็นบุญและบาปนั้น ชื่อว่าบุญและบาปไม่มี ถึงบุญบาปจะมีสักเท่าใด ๆ ก็ดี ก็ไม่สามารถจะติดขังอยู่ได้ อุปไมยดังภาชนะที่เต็มแล้วด้วยน้ำฉะนั้น

จิตที่เป็นอัพยากฤตนี้ ย่อมมีแต่พระอริยเจ้าจำพวกเดียวเท่านั้น หาได้มีแก่ปุถุชนทั่วไปไม่ ปุถุชนนั้นมีแต่จิตที่เป็นบุญเป็นบาปทั้ง ๒ ประการ จิตที่เป็นอัพยากฤตนั้นหาได้มีไม่ เพราะฉะนั้นจิตที่เป็นอัพยากฤตจึงมิได้บังเกิดมีแก่ปุถุชน


ท่านสักกวาทีได้ฟังก็ชอบใจ จึงไต่ถามต่อไปว่า บุคคลที่มีจิตเป็นกุศล (ส่วน) อกุศลและอัพยากฤตไม่มี บุคคลผู้ที่มีจิตเป็นกุศลและอกุศล (ส่วน) อัพยากฤตไม่มี บุคคลใดที่มีแต่จิตเป็นอัพยากฤต (ส่วน) กุศลและอกุศลไม่มีเล่าพระเจ้าข้า

พระปรวาทีจึงวิสัชนาว่า...บุคคลที่มีจิตเป็นบาปเป็นอกุศลนั้น ก็ได้แก่นายพราน คิดแต่จะล่าเนื้อ ฆ่าปลาอยู่เป็นนิตย์ กุศลจิตและอัพยากฤตนั้นไม่บังเกิดมีแก่นายพรานเลยดังนี้

บุคคลที่มีจิตเป็นบุญเป็นกุศลนั้น ได้แก่ พระอริยะสัปบุรุษ ท่านคิดแต่การบำเพ็ญทาน รักษาศีล เจริญเมตตาภาวนา สดับฟังพระสัทธรรมเทศนาอยู่เป็นนิตย์ อกุศลจิตและอัพยากฤตก็ไม่บังเกิดมีแก่ท่านดังนี้

เพราะฉะนั้นจึงว่า จิตที่เป็นอัพยากฤตนี้ ย่อมบังเกิดมีแก่พระอรหันต์จำพวกเดียว พระอรหันต์เมื่อท่านเข้าสู่นิโรธสมาบัติแล้ว จิตที่เป็นบุญเป็นบาปนั้นไม่บังเกิดมีแก่ท่านฉะนี้


อาตมาแก้ไขมาในปฐมมาติกาบทที่ ๓ ก็ขอยุติลงไว้แต่เพียงเท่านี้

(มีต่อ)
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#17 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11876
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 27/09/2016 - 18:38

:09:


๔. “สุขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตา ธมฺมา”


ในลำดับต่อไปนี้จักได้แสดงในติกมาติกาบทที่ ๔ สืบต่อไป โดยนัยพระบาลีว่า “สุขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตา ธมฺมา” ธรรมทั้งหลายซึ่งเป็นอารมณ์แห่งจิตอันสัมปยุตแล้วด้วยเวทนา ๒ แปลว่า เสวยอารมณ์ “สุขาย” แปลว่า เป็นสุข

โดยอธิบายว่า ธรรมทั้งหลายอันสัมปยุตแล้ว ด้วยการเสวยอารมณ์เป็นสุขนั้น คือ จักขุ โสตะ ฆานะ ชิวหา กาย ใจ ที่ได้สัมผัสรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ ก็ล้วนแต่เป็นสิ่งที่รักที่เจริญใจ คือว่าไม่ยังใจให้เดือดร้อน มีแต่ความโสมนัสยินดี ในกาลเมื่อสัมผัสให้ถูกต้องกับทวาร มีจักขุทวารเป็นต้น

เพราะฉะนั้นธรรมะดวงนี้ สมเด็จพระชินศรีจึงได้ทรงตรัสว่า “สุขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตา ธมฺมา” ดังนี้


พระสักกวาทีจึงขอความอุปมาต่อไปว่า ข้าแต่ท่านปรวาที ขอพระผู้เป็นเจ้าจงแสดงให้พิสดารออกไปอีกสักหน่อยเถิดพระเจ้าข้า

ท่านปรวาทีจึงว่า...คนหนาวได้ห่มผ้า คนร้อนได้อาบน้ำ คนหิวข้าวได้รับประทานอาหารบรรเทาเวทนาเก่าลงได้ และห้ามกันเวทนาใหม่มิให้กำเริบขึ้นได้ฉะนี้ ก็จัดได้ชื่อว่าสัมผัสถูกต้องเวทนาที่เป็นสุข

ถ้ามิฉะนั้น เปรียบเสมือนคนยากจนเข็ญใจ เมื่อได้ลาภยศที่ฐานอันใดอันหนึ่งแล้ว ก็ย่อมมีความชื่นชมยินดีเป็นกำลัง เหมือนดังนายควาญช้างคนหนึ่ง เดิมทีก็เป็นคนยากจนอนาถา ครั้นต่อมาได้รับจ้างเขาเลี้ยงช้างพอได้อาหารเลี้ยงอัตภาพเป็นสุข ก็มีความดีใจเป็นกำลัง

หรือถ้ามิฉะนั้น ก็เปรียบเหมือนพระเจ้าสักกมันธาตุราช เมื่อเดิมทีเป็นคนยากจนเข็ญใจ แม้แต่จะแสวงหาอาหารบริโภคแต่ละมื้อก็ทั้งยาก จนที่สุดผ้าที่จะนุ่งห่มก็ไม่มี ต้องเอาใบไม้มานุ่งห่มแทนผ้า ครั้นอยู่ต่อมาภายหลัง ก็ได้เสวยราชสมบัติเป็นบรมกษัตริย์ แล้วก็ได้เป็นถึงบรมจักร แสนที่มีความสุขสบายยิ่งขึ้นดังนี้

(มีต่อ)
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#18 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11876
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 27/09/2016 - 19:31

:09:


๕. “ทุกฺขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตา ธมฺมา”


เบื้องหน้าแต่นี้จักได้วิสัชชนาในบทที่ ๕ ว่า “ทุกฺขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตา ธมฺมา” ต่อไป

แปลใจความว่า ธรรมทั้งหลายอันสัมปยุตแล้วด้วยเวทนา ด้วยนามธรรมที่เสวยอารมณ์ โดยความเป็นทุกข์

โดยความอธิบายว่า ธรรมทั้งหลายอันสัมปยุตแล้วด้วยเวทนา ด้วยนามธรรมที่เสวยอารมณ์โดยความเป็นทุกข์

โดยความอธิบายว่า ธรรมทั้งหลายที่ทรงไว้ ซึ่งจิตของคนที่มีแต่ความลำบากนั้น ก็ได้แก่คนที่ยากจนเข็ญใจและคนที่มีโรคาพยาธิเบียดเบียนต่าง ๆ และคนที่ต้องราชภัย โจรภัย อัคคีภัย อุทกภัย เป็นต้น เหล่านี้แล จึงชื่อว่า ทุกฺขาย เวทนาย

ยังมีทุกข์เวทนาอีกอย่างหนึ่งนั้นคือ ทุกข์ของสัตว์ในนรก ทุกข์ของเปรต อสุรกาย ทุกข์ของสัตว์ดิรัจฉานกำเนิด ทุกข์ของสัตว์ที่เวียนว่ายตายเกิดต่อไป ดังนี้แลชื่อว่า ทุกขเวทนา


ท่านสักกวาทีจึงถามขึ้นว่า บุคคลที่ได้เสวยทุกขเวทนาอย่างที่แสดงมานี้ คือใคร ผู้ใดเป็นตัวอย่างเจ้าข้า

ท่านปรวาทยาจารย์จึงนำบุคคลมาแสดงให้เห็นเป็นนิสัยทัสนะอุทาหรณ์ว่า...

ยังมีสตรีผู้หนึ่งชื่อว่า นางสุปวาสา เป็นเหตุให้เห็นปรากฏว่าตนประกอบไปด้วยทุกข์ เหลือที่จะอดทน พ้นที่จะพรรณนา นี่ มารดาของพระสีวลีซึ่งทรงครรภ์อยู่ถึง ๗ ปี ๗ เดือน ๗ วัน

ครั้นภายหลัง นางสุปวาสาผู้เป็นมารดานั้นได้ชี้แจงแสดงเหตุให้เห็นปรากฏว่า ตนประกอบไปด้วยความทุกข์ที่จะเหลือทนทานได้เป็นต้น ดังที่พรรณนาว่า ครรภ์ของนางนั้นใหญ่เกินประมาณ จะนั่งก็เป็นทุกข์ จะนอนก็เป็นทุกข์ จะยืนจะเดินก็เป็นทุกข์ดังนี้ เพราะฉะนั้นจึงได้เรียกชื่อว่า ทุกขเวทนา

ทุกข์นั้นแปลว่าลำบาก ลำบากนั้นแปลว่า ความชั่วซึ่งตนกระทำไว้ไม่ดี เพราะเหตุนั้น องค์สมเด็จพระบรมศาสดาจารย์เจ้าจึงทรงตรัสเทศนาว่า “สพฺพปาปสฺส อกรณํ” ดังนี้

ก็มีพระพุทธประสงค์เพื่อจะไม่ให้สัตว์กระทำบาปทั้งปวง เพราะพระองค์ทรงมีพระกรุณาแก่หมู่สัตว์ จะไม่ให้หมู่สัตว์เสวยทุกข์เวทนา ด้วยหวังพระทัยว่าจะให้สัตว์ทั้งปวงได้เสวยสุขเวทนายิ่ง ๆ ขึ้นไปฉะนี้

(มีต่อ)

การโพสต์นี้ได้ถูกแก้ไขโดย เภตรา: 27/09/2016 - 19:41

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#19 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11876
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 27/09/2016 - 19:45

:09:


๖. “อทุกฺขมสุขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตา ธมฺมา”


เบื้องหน้าแต่นี้ จะได้แสดงในบทที่ ๖ ว่า “อทุกฺขมสุขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตา ธมฺมา” นี้ต่อไป ซึ่งแปลว่า ธรรมทั้งหลายอันสัมปยุตแล้วด้วยเวทนาดีไม่มีสุขไม่มีทุกข์

โดยความอธิบายว่า ทุกข์ก็อาศัยแก่ปัญจขันธ์ทั้ง ๕ สุขก็อาศัยปัญจขันธ์ทั้ง ๕ เมื่อเห็นว่าปัญจขันธ์ทั้ง ๕ ไม่ใช่ตัวตน หรือว่าเห็นเป็นอื่น มิใช่เราแล้ว อุปาทานก็ไม่เข้าไปใกล้ เพราะฉะนั้นจึงว่า ทุกข์สุขไม่มี ดังนี้

ส่วนอารมณ์นั้น เราก็เป็นอุเบกขา อุเบกขานั้นแปลว่า การเข้าไปเห็นปัญจขันธ์ทั้ง ๕ ว่า ปัญจขันธ์ทั้ง ๕ นี้ เกิดขึ้นแล้วก็ดับสิ้นสูญไป ความรู้ความเห็นนั้นก็ไม่เจือปนอยู่ด้วยปัญจขันธ์ทั้ง ๕ เพราะเหตุนั้นจึงว่า ไม่มีสุข ไม่มีทุกข์ ฉะนี้


ท่านสักกวาทีจึงถามขึ้นว่า อารมณ์ที่ไม่มีสุขไม่มีทุกข์นั้นจะเป็นอย่างไร จะเป็นโลกีย์หรือจะเป็นโลกุตตระ เป็นประการใด

ท่านปรวาทีจึงวินิจฉัยว่า...ความที่ไม่สุขไม่ทุกข์นั้น ที่เป็นโลกีย์ก็มี ที่เป็นโลกุตตระก็มี เปรียบเหมือนหนึ่งอารมณ์ที่ร้อนแล้ว และมีความปรารถนาให้ตนที่ร้อนนั้นไปหาเย็น แต่ยังไปไม่ทันถึงความเย็นฉะนั้น


แลท่านปรวาทีจึงย้อนถามขึ้นว่า...ท่านสักกวาทีที่จะเห็นว่าอารมณ์ร้อนหรือเย็นเป็นประการใด

ท่านสักกวาทีจึงตอบว่า อารมณ์นั้นร้อน

ท่านปรวาทีจึงถามอีกว่า...อารมณ์นั้นร้อนอย่างไร

ท่านสักกวาทีจึงตอบว่า ถ้าอารมณ์ตนร้อนมาแล้ว อารมณ์นั้นเย็น

ท่านปรวาทีจึงว่า...จะเย็นอย่างไร ก็ยังไม่ถึงความเย็น

ท่านสักกวาทีตอบว่า ถ้าเช่นนั้น อารมณ์นั้นก็ไม่เย็นไม่ร้อน

พระปรวาทีจึงอนุโลมว่า...นั้นแล ธรรมที่สัมปยุตแล้วด้วยเวทนาที่ไม่สุขไม่ทุกข์


ท่านสักกวาทีจึงมีความสงสัย จึงถามขึ้นอีกว่า ธรรมที่เป็นโลกีย์นั้นคือใคร ผู้ใดจะกระทำได้เล่า ขอพระผู้เป็นเจ้า จงนำบุคคลที่เป็นโลกีย์มาแสดงในที่นี้ เพื่อให้เห็นเป็นแบบเป็นฉบับสักเรื่องหนึ่ง เพื่อเป็นเครื่องเตือนสติให้สิ้นความสงสัย

ท่านปรวาทีจึงนำบุคคลมาแสดงให้เห็นเป็นนิทัศนะอุทาหรณ์ว่า...

ยังมีพระมหาเถระองค์หนึ่ง ไปเจริญสมณธรรมอยู่ในอรัญราวป่า พิจารณาซึ่งสังขารธรรม เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จนอารมณ์นั้นไม่เป็นสุขเป็นทุกข์ เฉย ๆ อยู่

ในกาลครั้งนั้น ยังมีเสือโคร่งใหญ่ตัวหนึ่ง มาคาบเอาพระมหาเถระเจ้านั้นไปบริโภคเป็นภักษาหาร

เมื่อเดิมทีนั้น ก็บริโภคตั้งแต่เท้าขึ้นไปถึงโคนขา พระผู้เป็นเจ้าก็ไม่เป็นทุกข์เป็นสุข จิตของพระผู้เป็นเจ้านั้นก็ยังเป็นโลกีย์ จริงอยู่ คือว่าท่านยังเป็นปุถุชนอยู่ ยังไม่ได้สำเร็จอะไร

เมื่อเสือโคร่งนั้นบริโภคขึ้นไปถึงสะเอวและท้องน้อย ท่านก็ยังไม่ได้สำเร็จมรรคผลธรรมวิเศษอะไร อารมณ์ของท่านก็ยังเฉย ๆ อยู่ ไม่เดือดร้อนหวั่นไหว

ครั้นบริโภคถึงดวงหฤทัยของท่านแล้ว ท่านก็ได้สำเร็จอรหัตต์ ตัดกิเลสเป็นสมุทเฉทปหาน ดับขันธ์เข้าสู่พระนิพพานในปากแห่งเสือโคร่งนั้น ดังนี้


นักปราชญ์ผู้มีวิจารณญาณพึงสันนิษฐานเข้าใจตามนัยพระพุทธภาษิตอันวิจิตรพิสดาร อาตมารับประทานวิสัชชนามาในมาติกาบทที่ ๖ ก็พอสมควรแก่เวลาด้วยประการฉะนี้

(มีต่อ)
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



คำตอบต่อไป: เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา -
  • (4 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • 3
  • สุดท้าย »
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • ท่านไม่สามารถตอบกลับกระทู้นี้ได้

1 ผู้ใช้กำลังอ่านกระทู้นี้
0 สมาชิก, 1 ผู้เยี่ยมชม, 0 ผู้ใช้ที่ไม่ระบุชื่อ