ลานธรรมเสวนา: ธรรมะจากพระผู้รู้ โดย พระ ปราโมทย์ ปา โมชฺโช ค่ะ - ลานธรรมเสวนา

เข้าไปดูเนื้อหา

  • (10 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • 3
  • 4
  • 5
  • สุดท้าย »
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • ท่านไม่สามารถตอบกลับกระทู้นี้ได้

ธรรมะจากพระผู้รู้ โดย พระ ปราโมทย์ ปา โมชฺโช ค่ะ จาก หนังสือธรรมะใกล้ตัว ค่ะ ให้คะแนนกระทู้: -----

#0 ผู้ใช้ออฟไลน์   you4lucky ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1295
  • สมัคร: 16/09/2006

ตอบ: 27/04/2016 - 09:50

ธรรมะจากพระผู้รู้ โดย พระ ปราโมทย์ ปา โมชฺโช ค่ะ



จาก หนังสือธรรมะใกล้ตัว ฉบับที่ 38 ค่ะ


ถาม: เรามาคอยตามรู้กาย ตามรู้ใจ เพื่ออะไร
เพื่อที่เราจะได้เป็นคนดีมีความสุขใช่หรือไม่
และเราควรตั้งเป้าหมายในการปฏิบัติธรรมอย่างไร

การที่เรามาคอยรู้กายมาคอยรู้ใจ ไม่ใช่เพื่อไปบังคับเขานะ
ไม่ใช่เพื่อฝึกให้เขาดี ไม่ใช่เพื่อจะหาความสุข
แต่ว่าเราตามรู้กาย ตามรู้ใจเพื่อให้เห็นความจริง
กายนี้ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ บังคับไม่ได้
จิตใจก็ไม่เที่ยง เป็นทุกข์บังคับไม่ได้



พอเราเห็นอย่างนี้ซ้ำ ซ้ำ ซ้ำ
วันหนึ่งจิตยอมรับความจริงว่ากายนี้ใจนี้ไม่ใช่ตัวเราหรอก
เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งต่างหากจากคำว่าตัวเรา ตัวเราไม่มี
ถ้าเมื่อไหร่เห็นตรงนี้เขาเรียกว่าพระโสดาบัน

เป้าหมายแรกของนักปฏิบัตินะ ต้องมุ่งไปเป็นพระโสดาบัน
ต้องบรรลุพระโสดาบันให้ได้ในชีวิตนี้ ต้องตั้งเป้าอย่างนี้
เมื่อเราอยากเป็นพระโสดาบัน ต้องการเป็นพระโสดาบัน
แล้วพระโสดาบันมีคุณสมบัติยังไง
พระโสดาบัน คือ คนที่ละสักกายทิฏฐิได้
สักกายทิฏฐิ คือ ความเห็นผิดว่ากายนี้ใจนี้เป็นตัวเรา
วิธีละความเห็นผิดมีทางเดียวเท่านั้น ไม่มีทางที่สองเลย
ก็คือการที่เราคอยรู้กายอย่างที่เขาเป็น รู้ใจอย่างที่เขาเป็น
ไม่ใช่ไปนั่งคิดเอาว่าเขาไม่ใช่ตัวเรา เขาไม่เที่ยง เขาเป็นทุกข์
นั่งคิดเอานะไม่ได้อะไร ต้องเห็นของจริง... รู้
อย่างจิตใจนี่เราเห็นเลยว่ามันแปรปรวนทั้งวัน
เห็นไปเรื่อย ถึงจุดหนึ่งเห็นมันบังคับอะไรไม่ได้
เดี๋ยวมันวิ่งไปทางตา เคยเห็นไหม มันวิ่งไปที่หู ไปทางหู ไปฟัง วิ่งไปคิด
ตรงนี้ดูออกไหม แค่เรารู้ว่ามันหนีไปคิด เราก็ตื่นขึ้นมาแล้ว
เราจะเกิดความรู้สึกตัว คือเราหลุดออกจากโลกของความคิด

ทันทีที่เราหลุดออกจากโลกของความคิด จิตนี้กายนี้จะไม่ใช่ตัวเราแล้ว
เพราะแท้จริงเราไม่มี ตัวเราเป็นความคิดล้วนๆ เลย

๓๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๘
[color="#9ACD32"][size="2"][font="Courier New"]ชีวิตเรานี้เป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา

สิ่งที่เอาไปได้มีเพียงบุญและบาป (",)[/font][/size][/color]
0


  • (10 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • 3
  • 4
  • 5
  • สุดท้าย »
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • ท่านไม่สามารถตอบกลับกระทู้นี้ได้

การตอบอื่นๆต่อกระทู้นี้

คำตอบก่อนหน้า: you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky -

#40 ผู้ใช้ออฟไลน์   you4lucky ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1295
  • สมัคร: 16/09/2006

ตอบ: 15/06/2016 - 11:08

:103: :104: :104: :104: ธรรมะจากพระผู้รู้ โดย พระ ปราโมทย์ ปา โมชฺโช ค่ะ :104: :104: :104: :103:

จาก หนังสือธรรมะใกล้ตัว ฉบับที่ 133 ค่ะ
:01:


ตอนนี้ก็ลำบากกันทั่วๆนะ รู้จักคำว่าเพื่อนร่วมทุกข์หรือยัง
เพื่อนร่วมทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น
เห็นไหมทำท่าจะตายด้วยกันหมดสิ้นแล้วเนี่ย

..โดยธรรมชาตินะทุกคนก็กลัวความทุกข์ เกลียดความทุกข์นะ งั้นเราอย่าไปทำความทุกข์ให้คนอื่น
เรามีชีวิตที่ไม่เป็นหนี้ สะอาดหมดจด ชีวิตที่เบียดเบียนคนอื่น หาความสุขไม่ได้จริงหรอก
รวยแค่ไหนก็ไม่ความสุข มีอำนาจก็ไม่มีความสุข จริงๆคนมีอำนาจ,คนรวยไม่มีความสุข
ตอนนี้คนรวยๆกลุ้มใจเยอะแยะเลย โรงงานจมน้ำไปก็มี ทำท่าจะจมไปก็มี ลำบาก
ลูกจ้างคนยากคนจนก็ทุกข์อีกนะ ตกงาน
มันเป็นภาวะที่ทุกคนมีความทุกข์
ทีนี้บางคนไม่ฉลาดนะ เห็นเพื่อนน้ำไม่ท่วมก็ไปรื้อเขื่อนให้น้ำท่วมเหมือนๆกัน
ถ้าน้ำท่วมเหมือนๆกันแล้วใครจะช่วยใคร ตัวเองก็จะไม่มีใครเข้าไปช่วย
ถ้าบางพื้นที่ยังเหลืออยู่ ยังมีกำลังไปช่วยพวกที่ลำบากได้
ไม่ใช่เฉลี่ยความทุกข์กันแบบนั้นนะ มันไม่ใช่วิธีของชาวพุทธในการแก้ปัญหา

..โลกมันพยายามปรับสมดุลของมัน ที่สูงก็เตี้ยลง ที่ลึกลงไปก็ตื้นขึ้นมา
โดยธรรมชาติแล้วสิ่งทั้งหลายมันก็พยายามปรับสมดุลของมันเอง
จิตใจของเราก็คอยดูแลให้ดี อย่าไปยุ่งกับมันมาก แต่ตามเรียนรู้มันไป มันจะค่อยปรับสมดุลของมัน
จิตหนีไปคิดเราคอยรู้ทันนะ จิตจะได้ค่อยเป็นกลางขึ้นมา ไม่หลงไป
แต่เดิมหลงแรง เพ่งก็เพ่งแรง หลงก็หลงแรง สุดโต่งแรง

ค่อยรู้สึก ค่อยรู้สึกนะ ใจค่อยเป็นกลาง
ช่วงห่าง,ค่าความเบี่ยงเบนแคบลงเรื่อยๆ ความเหวี่ยงของมันแคบลงเรื่อยๆ
ใจไม่หวือหวา ยิ่งภาวนาไปใจลดความหวือหวาลงไปเรื่อยๆรู้สึกไหม ไม่ค่อยหวือหวานะ
ไม่ใช่เหวี่ยงแรง รักก็แรง หลงก็แรงงี้ นี้ชาวโลก แรงมากขึ้นเรื่อยๆ
ของเรามันค่อยๆเข้าหาจุดสมดุล จุดที่เป็นกลางมากขึ้นเรื่อยๆ
ในความเป็นจริงแล้วจิตที่มันเหวี่ยงไปเหวี่ยงมาเพราะเราไปเหวี่ยงมันเข้า
ให้เรามีสติรู้ทันมันไปเรื่อย เราไม่ไปเติมแรงเหวี่ยงให้มัน
มันจะเข้าสู่จุดสมดุลของมันเอง จะหยุด จะหยุดอยู่กับที่ หยุดอยู่กับฐานของมัน
งั้นถ้าเราไม่ไปยุ่งกับจิตมากนะ มีสติไว้เท่านั้น ไม่หลงตามแรงกระทบกระทั่งทั้งฝ่ายดีฝ่ายชั่ว
อารมณ์ที่ดีมากระทบจิตหลงยินดี นี่แกว่งแล้ว
อารมณ์ร้ายมากระทบ อารมณ์ที่ไม่ดีมากระทบ จิตก็หลงยินร้าย นี่จิตแกว่ง
วันหนึ่งๆจิตเราหลงอยู่ในความยินดี หลงอยู่ในความยินร้ายนับครั้งไม่ถ้วน
งั้นจิตนี่แกว่งอยู่ตลอดเวลาเลย ให้เรารู้ทันสิ่งที่มากระทบ
เป็นความสุขมากระทบ เรารู้ทัน ใจไม่หลงยินดี
ความทุกข์มากระทบ เรารู้ทัน ใจไม่หลงยินร้าย
พอใจไม่ยินดี ใจไม่ยินร้าย ใจเข้าสู่ความเป็นกลาง

การเข้าสู่ความเป็นกลางของจิตทำได้หลายแบบ
ทำด้วยสมาธิก็ได้ น้อมใจให้นิ่งอยู่กับอารมณ์อันเดียว มันก็ไม่หลงยินดียินร้ายกับอารมณ์อื่นๆ
แต่มันมักจะหลงยินดีอยู่ในความสุขความสงบของสมาธิเองนั่นแหละยังติดอยู่ตรงนี้อีกทีต้องคอยระวัง
เราคอยเรียนรู้นะ อย่าไปแทรกแซงเค้า
เคยเห็นลูกตุ้มนาฬิกาไหม นาฬิกาโบราณแกว่งอย่างเนี้ย เวลาลานมันหมดใช่ไหม ค่อยๆแคบลงเรื่อยๆ ในที่สุดมันก็หยุด มันไม่แกว่งเพราะไม่มีแรงผลักให้มันแกว่ง
แรงที่ผลักให้จิตเราแกว่งก็คือความยินดียินร้ายนั่นเอง
ทีนี้ถ้าทำสมาธิ จิตไม่ยินดียินร้ายก็ดีเหมือนกัน
แต่มันยังมีวิธีอย่างอื่นอีกที่ทำให้จิตเป็นกลาง วิธีนั้นคือการเจริญปัญญา
[color="#9ACD32"][size="2"][font="Courier New"]ชีวิตเรานี้เป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา

สิ่งที่เอาไปได้มีเพียงบุญและบาป (",)[/font][/size][/color]
0



#41 ผู้ใช้ออฟไลน์   you4lucky ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1295
  • สมัคร: 16/09/2006

ตอบ: 15/06/2016 - 11:11

พระอินทร์นะไปถามพระพุทธเจ้า เกิดสงสัยธรรมะขึ้นมาแล้วรีบมาถามพระพุทธเจ้า
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อะไรเป็นแก่นแท้ของธรรมะ
อะไรคือจุดรวบยอดในคำสอนของพระธรรมวินัยคำสอนของพระองค์
แล้วทำอย่างไรจะปฏิบัติให้เข้าสู่จุดนั้นได้อย่างลัดสั้นที่สุด”

เนี่ยนักบริหารไม่อ้อมค้อมนะ ถามก็ถามข้ออะไรเป็นจุดสูงสุดของศาสนาพุทธ
แล้วทำยังไงจะเข้าสู่จุดสูงสุดนั้นได้ ขอให้สั้นที่สุด

พระพุทธเจ้าท่านก็ใจถึงนะ ท่านก็ตอบให้ว่า
“ธรรมทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่น”
อันนี่แหละคือธรรมะสูงสุด คือแก่นธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า

ที่ท่านอาจารย์พุทธทาสท่านเอามาเขียนนะ เรื่องสิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่น
ภาษาบาลีว่า “สัพเพธัมมา นาลัง อภินิเวสายะ”
อันนี้แหละพระพุทธเจ้าท่านยืนยันเลยว่า เนี่ยแก่นธรรมคำสอนของท่านอยู่ตรงนี้

ถ้าเราไม่ยึดมั่นในสิ่งทั้งปวงได้เมื่อไหร่เราก็พ้นทุกข์ได้เมื่อนั้นนะ


วิธีที่จิตจะพ้นจากความยึดมั่นในสิ่งทั้งปวง ท่านให้รู้เวทนา ท่านสอนอย่างนี้เลยนะ ให้รู้เวทนา

เราไปยึดในสิ่งทั้งปวง เพราะเห็นว่ามันนำความสุขมาให้บ้าง นำความทุกข์มาให้บ้าง
ถ้าเราเห็นว่าความสุข ความทุกข์ ก็เป็นของไม่เที่ยง
ความยินดีในความสุข ความยินร้ายในความทุกข์ ก็ไม่เกิดขึ้น
จิตไม่ยินดีไม่ยินร้ายในสุขในทุกข์นะ จิตจะไม่แกว่งไป
จิตจะค่อยๆคลายความยึดถือในสิ่งต่างๆออก
เราไปยึดในสิ่งต่างๆเพราะเห็นว่ามันนำความสุขมาให้ หรือเห็นว่ามันนำความทุกข์มาให้
ถ้าความสุขความทุกข์ไร้สาระซะ จิตก็จะไม่ไปยึดถือ
เพราะงั้นถ้าเมื่อไหร่เวทนามันทำงานได้ไม่เต็มที่ ตัณหามันก็ไม่เกิด
ถ้าเวทนามันทำงานขึ้นมา ตัณหาคือความอยากก็เกิด
ตัณหาเกิดนะ จิตก็เข้าไปยึดถือด้วยอุปปาทาน
ไปหยิบฉวยเอารูปธรรมนามธรรมขึ้นมาเรื่อยๆ ชาติ ทุกข์ ตามมาเป็นแถว

:01:
[color="#9ACD32"][size="2"][font="Courier New"]ชีวิตเรานี้เป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา

สิ่งที่เอาไปได้มีเพียงบุญและบาป (",)[/font][/size][/color]
0



#42 ผู้ใช้ออฟไลน์   you4lucky ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1295
  • สมัคร: 16/09/2006

ตอบ: 15/06/2016 - 11:14

งั้นท่านสอนให้รู้เวทนา บอกนี่เป็นทางปฏิบัติที่ลัดสั้นที่สุดแล้ว
เมื่อตามองเห็น เมื่อหูได้ยินเสียง เมื่อจมูกได้กลิ่น
เมื่อลิ้นได้รส เมื่อกายกระทบสัมผัส เมื่อใจคิดนึกปรุงแต่ง
ความสุขเกิดขึ้นให้รู้ทัน ความทุกข์เกิดขึ้นให้รู้ทัน
สิ่งที่ท่านสอนให้ทำคือการตามรู้เวทนา ท่านใช้คำว่าตามรู้นะ
ตามเห็น ตามเห็นเนืองๆซึ่งเวทนา ภาษาบาลีใช้ว่า “เวทนานุปัสสี”
ปัสสี ปัสสะ ตัวปัสสนะ ตัวปัสสนา ตัวนี้แปลว่าเห็น
เวทนานุปัสสี อนุปัสสี อนุแปลว่าตาม ตามเห็นเนืองๆซึ่งเวทนา
เวทนาเกิดขึ้นเมื่อมีผัสสะ มีการกระทบอารมณ์ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ
พอกระทบอารมณ์ทางตาหูจมูกลิ้นกายใจแล้ว
ความรู้สึกสุข ความรู้สึกทุกข์ ความรู้สึกเฉยๆ เกิดขึ้นที่จิต ให้เรารู้ทัน

การตามรู้ทันเวทนา เรียกว่า เวทนานุปัสสี
เมื่อเห็นบ่อยๆแล้วมันจะเกิดความเข้าใจขึ้นมาว่า เวทนาทั้งหลายเป็นของไม่เที่ยง
ความสุขก็ไม่เที่ยง ความทุกข์ก็ไม่เที่ยง ความเฉยๆก็ไม่เที่ยง
การตามเห็นความไม่เที่ยงเนืองๆนี้เรียกว่า “อนิจจานุปัสสี”
รู้จักอนิจจาไหม? อนิจจาวัฏฏะสังขารา อนิจจานุปัสสี
เมื่อมีอนิจจานุปัสสี เห็นแล้วว่าความสุขก็ชั่วคราว ความทุกข์ก็ชั่วคราว อะไรๆก็ชั่วคราว
สุขทุกข์เฉยๆนี้ชั่วคราวหมดเลย ความหลงยินดีใจความสุขก็จะไม่เกิดขึ้นเพราะรู้แล้วว่าของชั่วคราว
ความหลงยินร้ายในความทุกข์ก็จะไม่เกิดขึ้นเพราะรู้แล้วชั่วคราว

อย่างพวกเราบางคนมีความทุกข์มาก หลวงพ่อเลยสอนคาถาให้ ให้ท่องไว้ว่า “ไม่นานมันก็ผ่านไป”
อันนั้นก็คือการพยายามมองมันในแง่ของอนิจจังนั่นเอง เพราะงั้นความทุกข์ไม่นานมันก็ผ่านไปเหมือนกัน
งั้นถ้าเรายอมรับตรงนี้ได้เราก็ไม่ทุกข์ ใจเป็นกลาง

..งั้นเรารู้เวทนาไปนะ ตาหูจมูกลิ้นกายใจกระทบอารมณ์ให้มันกระทบอย่าไปห้ามมัน
เมื่อกระทบอารมณ์แล้วเกิดสุขให้รู้ทัน เกิดทุกข์ให้รู้ทัน เกิดเฉยๆให้รู้ทัน
เมื่อรู้ทันนานไปมันจะเห็นเลยว่า ความสุขทุกสิ่งทุกอย่าง อยู่ชั่วคราว
ความทุกข์ที่เกิดจากการกระทบทุกสิ่งทุกอย่าง อยู่ชั่วคราว
ความเฉยๆที่เกิดจากการกระทบอารมณ์ต่างๆ ก็อยู่ชั่วคราว
ความสุขความทุกข์ความเฉยๆ ชั่วคราว นี่เรียกว่าเห็นอนิจจานุปัสสี

เมื่อมีอนิจจานุปัสสี เห็นซ้ำเห็นซากเห็นบ่อยๆจะเกิด “วิราคานุปัสสี” ความอยากจะลดลง
จะอยากอะไร? คนในโลกนี้ก็อยากมีความสุข อยากหนีความทุกข์ ก็อยากอยู่แค่นี้แหละ
ก็ถ้าเห็นว่าความสุขนะของชั่วคราว จะอยากมันทำไม ความอยากก็จะหายไป
เห็นว่าความทุกข์เป็นของชั่วคราว อยากจะให้พ้นจากมันก็หายไป ของชั่วคราวไม่ต้องไปไล่มันหรอก
ความอยากค่อยคลายออกๆ เรียกว่าวิราคานุปัสสี

ถ้าวิราคานุปัสสีเดินได้เต็มที่ “นิโรธานุปัสสี” คือนิโรธ
ก็จะตามเห็นนิโรธขึ้นมา เห็นความดับสนิทของทุกข์ขึ้นมา ทีแรกก็ดับชั่วคราวก่อน
อย่างใจเราหลงยินดี มีความสุขขึ้นมาเรายินดีพอใจ รู้ทัน มีความทุกข์ขึ้นมา ยินร้าย เรารู้ทัน
ใจคลายออก ใจคลายออก ใจก็ไม่ดิ้น ใจไม่ดิ้นนะใจดับจากความดิ้นรน
นี่ก็เป็นนิโรธนะ เป็นนิโรธอ่อน นิโรธต้นๆ

นิโรธนั้นมี ๕ อย่าง ดับเพราะสมถะก็เป็นนิโรธอย่างหนึ่ง ดับเพราะวิปัสสนาก็เป็นนิโรธอย่างหนึ่ง
อย่างกิเลสเกิดเรารู้ทันว่ามันไม่เที่ยง ความทุกข์ความสุขเกิดเรารู้ทันว่าไม่เที่ยงนะ
ใจไม่ยินดียินร้ายนะ ดับลงไป อันนี้ดับเพราะวิปัสสนา
ยังมีอีก ๓ ดับ คือดับเพราะมรรค ดับเพราะผล ดับเพราะนิพพาน
งั้นนิโรธมี ๕ ตัว ดับเพราะสมถะ ดับเพราะวิปัสสนา ดับเพราะมรรค ดับเพราะผล ดับเพราะนิพพาน

ดับเพราะมรรค ดับเพราะผล จะเกิดต่อกันในฉับพลัน
ดับด้วยมรรคหนึ่งขณะจิต ต่อด้วยดับด้วยผลสองสามขณะจิต
ส่วนดับด้วยนิพพานนี้เป็นความดับรอบดับสนิท
ถ้าเมื่อไหร่จิตของเราปราศจากตัณหาโดยสิ้นเชิงเพราะมีปัญญาแจ่มแจ้งรู้แจ่มแจ้งในอริยสัจ
รู้ในกองทุกข์ว่าขันธ์ทั้งหลายเป็นทุกข์ล้วนๆ ความอยากให้ขันธ์เป็นสุขไม่มี ความอยากให้ขันธ์พ้นทุกข์ไม่มี
เห็นไหมตัวสุขตัวทุกข์นั่นแหละตัวผลัก
พอความอยากให้ขันธ์เป็นสุขไม่มี ความอยากให้ขันธ์พ้นทุกข์ไม่มี จิตไม่ปรุงต่อ ความปรุงแต่งไม่มี
งั้นถ้าอวิชชาดับเพราะรู้แจ้งแล้วว่าขันธ์ทั้งหลายเป็นตัวทุกข์ อวิชชาดับ ตัณหาก็ดับ ความอยากจะหายไป
ตัณหาดับนะ อุปปาทานความยึดถือก็ดับ
ภพชาติและทุกข์ก็จะดับตามกันไป จะดับสนิทแห่งทุกข์ก็ตรงนี้เอง
งั้นพวกเรามาหัด นี่พระพุทธเจ้าท่านสอนพระอินทร์ สอนนั้นนิดเดียวนะ
ท่านสอนตามรู้เวทนา ตามรู้เวทนาเนืองๆเรียกเวทนานุปัสสี
ก็จะเกิดความจางคลายเรียกว่า วิราคานุปัสสี
รู้ความจริงก็เบื่อหน่ายคลายกำหนัด พอคลายกำหนัดนะใจก็เข้าถึงนิโรธานุปัสสีพ้นทุกข์ไป
จิตจะสลัดคืนความยึดถือในรูปธรรมนามธรรมทั้งปวง
เรียกว่า “ปฏินิสสัคคานุปัสสี” คืน คืนขันธ์ ๕ ให้โลก

พระอินทร์นะได้ยินแล้วสาธุเสียงดังเลย ปลาบปลื้มใจ ถามแล้วพระพุทธเจ้าตอบ
นี่แหละสุดยอดวิชาของพระพุทธเจ้าแล้ว ธรรมะสูงสุดเลยนะ
ธรรมทั้งปวงไม่ควรยึดมั่น จะไม่ยึดมั่นได้ให้รู้เวทนา
จนเห็นเลยสุขทุกข์มันไม่เอาไหน มันเกิดแล้วดับ
ความอยากก็จะหายไป ความพ้นทุกข์ก็จะเกิดขึ้น

..งั้นพวกเราถึงไม่ใช่พระอินทร์นะ เราก็เอาธรรมะนี้ไปใช้ได้
ตาหูจมูกลิ้นกายใจให้มันกระทบอารมณ์ไป
พอกระทบอารมณ์แล้วมีความสุขเกิดขึ้นให้รู้ทัน มีความทุกข์เกิดขึ้นให้รู้ทัน
ถ้ามีความสุขแล้วหลงยินดีให้รู้ทัน มีความทุกข์เกิดขึ้นแล้วหลงยินร้ายให้รู้ทัน
คอยรู้อย่างนี้นะจิตจะหมดแรงดิ้น หมดแรงแกว่ง หมดความอยากนั่นเอง
ตัณหานั่นแหละที่ทำให้จิตเคลื่อนไปตามภพต่างๆ ตัณหาเป็นผู้สร้างภพ
ถ้ามีสติมีปัญญาขึ้นมาเห็นความไม่เที่ยงของเวทนา ตัณหาก็ดับ
เพราะเวทนาปัจจยาตัณหา เวทนาเป็นปัจจัยของตัณหา
ถ้าเวทนาสิ้นฤทธิ์ซะแล้วตัณหาทำงานไม่ได้
ตัณหาทำงานไม่ได้ อุปปาทานทำงานไม่ได้ ภพทำงานไม่ได้ ชาติทำงานไม่ได้ ทุกข์ทำงานไม่ได้

งั้นหัดภาวนาอย่างนี้ สั้นๆนะ พระพุทธเจ้าท่านบอกว่านี้สั้นที่สุดนะ สั้นที่สุดแล้ว
ใครจะหาทางลัดอะไรก็หาไปนะ แต่อันนี้แหละที่พระพุทธเจ้าท่านบอกว่าเป็นทางลัด
เมื่อก่อนหลวงพ่อไม่เจอพระสูตรนี้นะ อย่างอ่านหนังสือมาคงอ่านแต่ว่ามันผ่าน
เวลาใจเราไม่ถึงกับธรรมะอันนั้นนะ เวลาเราอ่านแล้วเราจะผ่าน หรือได้ยินก็ผ่านไปนะ
มาอ่านทีหลัง มาได้ยินทีหลัง พอใจมันเหมาะกับธรรมะตรงนั้นก็เข้าใจก็สนใจขึ้นมา
งั้นเมื่อก่อนมีคนมาถามหลวงพ่อว่าทางลัดอยู่ตรงไหน
หลวงพ่อตอบไม่ได้ รู้สึกแต่ละคนมันก็ลัดกันคนละทาง
แต่ว่าตอนนี้เรามีทางลัดสากลแล้วนะ เพราะพระพุทธเจ้าท่านบอกไว้

..ไหนๆก็มาแล้วหลวงพ่อเลยเทศน์เยอะหน่อยวันนี้
เตรียมกายเตรียมใจไว้ เพราะว่าสิ่งที่พวกเราจะเผชิญต่อไปนี้คือความทุกข์ล่ะ
ความทุกข์เพราะบ้านแตกสาแหรกขาด ความทุกข์เพราะตกงาน
ความทุกข์เพราะไม่มีจะกิน มีเงินก็ไม่มีของให้กิน ความทุกข์เพราะโรคระบาด
เตรียมไว้ หัดภาวนาไว้ เผื่อจะเป็นพระอรหันต์ในกองทุกข์นี้แหละ

:103: :103: :103: :104: :103: :103: :103:

สวนสันติธรรม :01:
วันเสาร์ ที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๕๔
[color="#9ACD32"][size="2"][font="Courier New"]ชีวิตเรานี้เป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา

สิ่งที่เอาไปได้มีเพียงบุญและบาป (",)[/font][/size][/color]
0



#43 ผู้ใช้ออฟไลน์   you4lucky ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1295
  • สมัคร: 16/09/2006

ตอบ: 16/06/2016 - 11:04

:103: :103: :103: ธรรมะจากพระผู้รู้ โดย พระ ปราโมทย์ ปา โมชฺโช ค่ะ :103: :103: :103:

จาก หนังสือธรรมะใกล้ตัว ฉบับที่ 135 ค่ะ
:01:


ธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นของประเสริฐ สะอาดหมดจด เป็นของสูง
ถ้าเข้ามาสู่ใจเรา ใจก็จะโปร่ง สว่างขึ้นมา มีคุณงามความดี
สังคมทุกวันนี้เบียดเบียนกันตลอดเวลา เห็นเงินเป็นใหญ่ ทำชั่วได้ทุกอย่างเพื่อเงิน
แย่งชิงกันกดขี่รังแกกันทุกรูปแบบเลย แย่งชิงกันเองบ้าง รับจ้างทำชั่วบ้าง เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว
สิ่งเหล่านี้เราไปแก้ที่คนอื่นไม่ได้ เรามาแก้ที่ตัวเราเอง มาเรียนธรรมะ
คนอื่นชั่วเราห้ามเขาไม่ได้ เราอย่าชั่วตามเขา
เราพัฒนาใจของเราให้มันสะอาดขึ้นเรื่อยๆ
อาจจะไม่ร่ำรวยนะ พออยู่พอกิน แต่ชีวิตเราไม่เป็นหนี้ใคร
ชีวิตที่เบียดเบียนผู้อื่นเบียดเบียนคนอื่น ไม่มีหูมีตาก็นึกว่าฉลาด
ถ้ามีหูมีตาจะรู้เลยมันเบียดเบียนตัวเอง ทำลายตัวเองในระยะยาว
ชีวิตมีแต่จะตกต่ำลงไปเรื่อยๆ เห็นแก่ประโยชน์เฉพาะหน้า ระยะยาวชีวิตจะตกต่ำลงไปเรื่อย

พวกเรามาเรียนธรรมะ ชีวิตเราจะดีขึ้นเรื่อยๆ สะอาดขึ้นเรื่อยๆ
นี่เป็นประโยชน์อันแรกเลยคือประโยชน์ที่ตัวเราได้ ได้ในปัจจุบัน ได้หลายอย่าง
ตัวเราร่มเย็นเป็นสุขด้วย คนในครอบครัวเราก็ค่อยๆเริ่มเห็น
บางบ้านเคยทะเลาะกันตลอดเวลา คนหนึ่งมาเรียนธรรมะ
อีกคนหนึ่งเห็นว่าคนหนึ่งเปลี่ยนไปแล้ว ดูดีขึ้น สนใจมาเรียนธรรมะกัน
ไปๆมาๆมาเรียนธรรมะกันทั้งบ้าน ครอบครัวร่มเย็นเป็นสุขขึ้นมา
ไปอยู่ในที่ทำงานคนในที่ทำงานบางคนเขามีหูมีตา
เขาเห็นความเปลี่ยนแปลงของเราในทางที่ดีขึ้น เขาก็สนใจ
เขาก็ถามว่าทำอย่างไรถึงเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นได้
เราก็ช่วยคนในที่ทำงานของเราได้ คนรู้จัก ญาติมิตรอะไรพวกนี้
อาจจะไม่ถึงขนาดตั้งตัวเป็นอาจารย์สอนกรรมฐานหรอกนะ
แต่ว่าทำตัวเองเป็นแบบอย่างที่ดี คนอื่นเขาก็เลยหันมาสนใจธรรมะบ้าง
สังคมใหญ่ๆไม่ดีหรอก แต่สังคมย่อยๆรอบตัวเราเป็นสังคมที่ร่มเย็นเป็นสุขมากขึ้น
ลูกเต้าอะไรก็ดีขึ้นนะอันนี้เป็นเรื่องจริงเลย นี้ประโยชน์อันแรกเลย

ประโยชน์ต่อไปนะ ประโยชน์ระยะยาว
ถ้ามีหูมีตาก็จะรู้หรอกว่าสังสารวัฏมันน่ากลัวนะ มันยาวนาน
ทรัพย์สมบัติในโลกเราสะสมเอาไว้ก็อยู่ในโลก เอาไปไม่ได้สักนิดเดียวเลย
เราเอาคุณงามความดีติดตัวไป ข้ามภพข้ามชาติไปได้
อย่างบางคนภาวนา ทำไมเขาภาวนาง่ายจัง ทำไมชีวิตเขาดีจัง เพราะเขาเคยสะสมของเขามา
บางคนทำไมเกิดมาก็สวยแล้ว บางคนทำไมเกิดมาหน้าตาดูไม่ได้
ไม่ใช่ยีนส์นะ เราไปได้ยีนส์ชนิดนั้นมาก็เพราะว่ากรรมกำหนดให้เราต้องไปเกิดตรงนั้น
ถ้ามีหูมีตาก็จะรู้หรอก คนมีศีลมีธรรม มันงาม
อย่างคนไม่มีศีลนะ หน้าตาโมโหโทโส หน้าตาโลภจัด หน้าตาเห็นแก่ตัวจัด
ให้มันสวยขนาดไหนมันก็ดูหน้าเกลียด

คนมีศีลมีธรรมนะถึงตอนนี้ไม่สวยนะแต่มันก็ดูดี
ครูบาอาจารย์บางองค์ไม่หล่อสักนิดเลย คนไปนั่งมองท่านได้เป็นวันๆ
มองแล้วก็ปลื้ม มีความสุข เพราะท่านมีศีลมีธรรม
นี่ถ้าเรามีศีลนะ เราก็สวยเราก็หล่อ
อาจจะไม่สวยหล่อตามมาตรฐานโลกนะ แต่ใครเห็นเราแล้วก็สบายใจ
นี่เราสวยแบบลึกซึ้งเลย แค่เห็นเราก็สบายใจแล้ว
อย่างเราเห็นหน้านางผู้ร้ายรับจ้างทำชั่วอะไรอย่างนี้ เห็นแล้วก็ไม่สบายใจ
เห็นคนมีศีลมีธรรม ก็สบายใจ

ถ้าเราเคยเจริญปัญญานะ หัดวิปัสสนากรรมฐาน
เราก็ทำวิปัสสนากรรมฐานง่าย มันติดตัวไป ไม่ยากหรอก
บางคนตอนเด็กๆนะ พอมีอารมณ์อะไรที่แรงๆมากระทบปั๊บ จิตนี่ดีดตัวออกมา
เป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบานออกมาเลย จิตดีดตัวออกมาเป็นผู้รู้ได้
แล้วมักจะลืมไปอีก แต่ว่ามันก็เป็นสัญลักษณ์อันหนึ่งว่าของเก่าเคยทำ
พวกเราใครภาวนาแล้วมาถึงจุดหนึ่งรู้สึกว่านี้เป็นของเคยเห็นมาแล้วมีไหม โอ้เยอะ
จะบอกให้ก็ได้ว่าส่วนใหญ่ต้องเคยทำมา ถ้าไม่เคยทำมาไม่สนใจหรอก

สิ่งที่น่าสนใจในโลกมีเยอะแยะไปหมดเลย ธรรมะไม่ค่อยน่าสนใจ
ดูแล้วจืดชืด ดูแล้วเป็นของคนโง่ คนตกยุค คนล้าสมัย แต่ทำไมพวกเราสนใจ?
เพราะเรามีบารมี เราดูออกว่าอะไรเพชรแท้อะไรเพชรเทียม เพชรเก๊นะวูบวาบๆนะยิ่งกว่าเพชรจริงอีก
พวกเรารู้เท่ารู้ทันนะ รู้ว่าอะไรดี ทำไมรู้ได้? ของมันเคยสะสมมา
บางคนก็ทำสมาธิง่าย หัดสมาธิประเดี๋ยวประด๋าวนะ เข้าฌานได้
บางคนหัดแทบตายนะ เหมือนสอนควายให้สีสอ ไม่สำเร็จหรอก
บางคนแป๊บเดียว เจ็ดวันนะได้เนวสัญญาฯ มีไหม? มี
มีหลักฐานนะ คนนั้นชื่อ สิทธัตถะ เจ้าชายสิทธัตถะ
ท่านไปเรียนกับฤาษี เจ็ดวันเอง จบหลักสูตรแล้ว
ฤาษีบอกหมดภูมิที่จะสอนแล้ว เชิญมาเป็นอาจารย์ เชิญมาร่วมเป็นอาจารย์ช่วยกันสอนต่อ
ท่านบอกว่าไม่มีสาระอะไรเลย หาสาระหาแก่นสารอะไรไม่ได้
อันนี้ท่านเคยทำสมาธิ สมาธิมันก็มาง่าย

คนไหนเคยเจริญปัญญานะ มันก็เจริญง่าย แยกธาตุแยกขันธ์ได้
เคยมีโยมหนึ่งไปเรียนจากครูบาอาจารย์ ฟังครูบาอาจารย์สอนให้ดูจิตดูใจ
สิบชั่วโมงเท่านั้นแหละ แยกขันธ์ได้แล้ว ของมันเคยทำ
ตัวผู้รู้ก็เด่นขึ้นมานะ เห็นขันธ์แยกออกไป แต่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อ
ไปจับเอาตัวผู้รู้ ไปรักษาตัวผู้รู้ไว้ นี่ครูบาอาจารย์ก็มาแก้ให้
ตรงนี้ไม่ถูก ตรงนี้เป็นการเข้าไปแทรกแซงอาการของจิต
จิตจะคิด จะนึก จะปรุง จะแต่ง ไปแทรกแซงอาการไม่ให้มันคิดนึกปรุงแต่ง
จะให้มันเป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบานลูกเดียว

งั้นถ้าเราเคยทำอะไรไว้นะมันก็จะมาง่าย
นี่ในทางดีนะ เคยมีศีลก็มีศีลง่าย เคยฝึกสมาธิ สมาธิก็มาง่าย เคยเจริญปัญญา ปัญญาก็มาง่าย

..งั้นอนาคตเราจะดีขึ้นหรือจะเลวลงอยู่ที่ตัวเราเองนะ
ธรรมะนี่แหละจะสอนให้เรามีศีล มีสมาธิ มีปัญญา สะสมของเราไป
ใจเราคุ้นเคยกับของดีของงามนะ อนาคตเราต้องเจอสิ่งที่ดีที่งาม
ชาตินี้เราปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม บุญบารมีเรามากพอ เราได้มรรคได้ผล ก็ปลอดภัย
ถ้าไม่ได้ เราสะสมเอาไว้ ไม่สูญหาย ชาติต่อไปภาวนาง่าย ง่ายมากๆเลยนะ
ยิ่งบางคนถ้าได้ธรรมะไปแล้วนะ เป็นโสดาฯ สกทาคาฯ มาเกิดเป็นคนอีก
เจ็ดครั้งบ้าง สามครั้งบ้าง ครั้งนึงบ้าง ภาวนาง่าย
พอลงมือภาวนานะของเก่ามันคืนมา จะมีอาการคล้ายๆเกิดมรรคเกิดผลขึ้นมา
แต่จริงๆไม่ได้เกิดหรอก มันเป็นอาการของเก่าแสดงขึ้นมา
เร็วนะ ใช้เวลาไม่นาน แป๊บๆได้ธรรมะขั้นนั้นขั้นนี้แล้ว ความจริงของเดิม
มาภาวนาต่อนะ มันค่อยเขยิบไปอย่างรวดเร็ว ทำมาเยอะแล้ว

พวกเราๆไม่รู้หรอกว่าเราสะสมกันมาคนละแค่ไหน
แต่หลวงพ่อก็ว่าไม่น้อยหรอก ถ้าน้อยคงไม่ตั้งอกตั้งใจมาเรียนธรรมะ
อย่างคนถ้าไม่ตั้งใจเรียนธรรมะ ก็บารมียังน้อย ยังเวียนว่ายตายเกิดยังต้องทุกข์ทรมานไปอีกนาน
ทำความดีนะก็ดีขึ้นมาหน่อย ไม่เคยภาวนาทำดีไปไม่นานมันก็สู้กิเลสไม่ได้ หันมาทำชั่วอีก
มีไหมคนที่เริ่มต้นดีแล้วลงท้ายชั่ว? พวกนี้แย่นะ พวกนี้แย่ เรียกสว่างมามืดไป
“โชติ ตะมะ ปรายะโน” ผู้สว่างมา มืดไป
บางคนก็สว่างมา สว่างไป พวกที่เคยทำมาแล้ว ทำมาดีแล้ว ยิ่งดีกว่าเก่าอีก
บางคนก็มืดมา ก็มืดไปอีก ทำความชั่วมากกว่าเก่า หาความดีติดตัวไปไม่ได้

เราเลือกชีวิตของเราเองนะ ทุกคนนั่นแหละ ลิขิตชีวิตของตัวเราเอง
จะหาพรหมที่ไหนมาลิขิต ทุกคนลิขิตชีวิตของตัวเราเอง
บางคนก็ทำลายโอกาสของตัวเอง เกิดมาเป็นมนุษย์นะ ได้พบพระพุทธศาสนา
ไม่สร้างคุณงามความดี สร้างความชั่ว พวกนี้ทำลายโอกาสของตัวเอง น่าสงสารที่สุดเลย
สู้บางคนไม่ได้นะ เขาเกิดในแผ่นดินที่ไม่มีพระพุทธศาสนา
ที่นี่ก็มี ฝรั่งมาเรียน เขามาอย่างลำบากนะ หาทางจะอยู่ในเมืองไทยเพื่อจะเรียน ไม่ใช่ง่ายเลย
เขาเห็นคุณค่าของศาสนา พวกเราได้มาง่ายคนก็ละเลยกัน ไม่ฉลาดเลย

อย่างพวกเราตั้งอกตั้งใจใหม่นะ
คนไหนยังย่อหย่อนอยู่ ยังประพฤติผิดศีลผิดธรรมอยู่
เห็นแก่ลาภยศสรรเสริญ เห็นแก่เงินทองทรัพย์สิน ทำความชั่วได้เราก็เลิกซะ
มาสร้างคุณงามความดีใส่ตัว มาพัฒนาศีล มาพัฒนาสมาธิ มาพัฒนาปัญญา ให้เกิดขึ้นในจิตใจ

วิธีพัฒนาศีล สมาธิ ปัญญา ต้องพัฒนาสติซะก่อน
ถ้าไม่มีสติก็ไม่มีศีล ไม่มีสติก็ไม่มีสมาธิ ไม่มีสติก็ไม่มีปัญญา
ต้องมาสร้างสติให้เกิดก่อน
คอยรู้ทันนะ คอยรู้ทัน อะไรเกิดขึ้นในกายคอยรู้สึก อะไรเกิดขึ้นในใจคอยรู้สึก
อย่างร่างกายหายใจออก รู้สึก ร่างกายหายใจเข้า คอยรู้สึก
ร่างกายยืนเดินนั่งนอน คอยรู้สึกนะ คอยรู้สึกอยู่
ร่างกายเป็นสุข ร่างกายเป็นทุกข์ คอยรู้สึกอยู่
การที่เราคอยรู้สึกบ่อยๆ ต่อไปสติจะเกิด
สตินั้นเกิดจากการที่จิตจำสภาวะได้แม่น
ถ้าจิตจำสภาวะได้แม่น พอสภาวะที่จิตรู้จักแล้วเกิด สติจะเกิดเอง

:103: :103: :103: :104: :103: :103: :103:

สวนสันติธรรม :01:
วันอาทิตย์ ที่ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๕๔
[color="#9ACD32"][size="2"][font="Courier New"]ชีวิตเรานี้เป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา

สิ่งที่เอาไปได้มีเพียงบุญและบาป (",)[/font][/size][/color]
0



#44 ผู้ใช้ออฟไลน์   you4lucky ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1295
  • สมัคร: 16/09/2006

ตอบ: 17/06/2016 - 10:35

:103: :103: :103: ธรรมะจากพระผู้รู้ โดย พระ ปราโมทย์ ปา โมชฺโช ค่ะ :103: :103: :103:

จาก หนังสือธรรมะใกล้ตัว ฉบับที่ 136 ค่ะ
:01:


เรามาดูนะ มาหัดดู ขันธ์ทั้งหลายเดี๋ยวเวทนาก็ทำงานเด่นขึ้นมา
เดี๋ยวสัญญาก็ทำงานเด่น เดี๋ยวสังขารความปรุงดีปรุงชั่วก็ทำงานเด่น
จิตก็เป็นคนรับรู้ แต่ไม่ชอบรู้อย่างเดียว เราชอบวุ่นวาย ชอบแทรกแซงด้วย
ชอบยินดียินร้าย เวลาจิตยินดียินร้ายเรียกว่าจิตทำเกินหน้าที่
จิตควรจะทำหน้าที่รู้ แต่ดันไปทำหน้าที่ยินดียินร้าย

ให้เรารู้ทัน เอ็งทำงานเกินหน้าที่แล้ว
ยินดียินร้ายเป็นเรื่องของสังขาร ให้จิตรู้ทันเข้าไป
จิตก็ทำหน้าที่รู้ ขันธ์แต่ละขันธ์ก็ทำหน้าที่ของมันเอง
ไม่ก้าวก่ายกันนะ ขันธ์แต่ละขันธ์จะสอนไตรลักษณ์เรา
สอนธรรมะเราชัดๆเลย เห็นชัดๆเลย
รูปก็สอนธรรมะ สอนไตรลักษณ์
ความรู้สึกสุขทุกข์ก็สอนไตรลักษณ์
สัญญาความจำได้ความหมายรู้ก็สอนไตรลักษณ์
สังขารความปรุงดีปรุงชั่ว ปรุงไม่ดีไม่ชั่ว ก็สอนไตรลักษณ์
จิตที่เกิดดับทางทวารต่างๆเรียกว่าวิญญาณ
วิญญาณทางตา วิญญาณทางหู วิญญาณทางใจ
นี่จิตที่เกิดดับทางทวารต่างๆก็สอนไตรลักษณ์ สอนเรื่องเดียวกันหมดเลย

งั้นใครถนัดเห็นร่างกายบ่อย มีกายเป็นวิหารธรรมก็ได้ ก็จะเห็นทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไตรลักษณ์
คนไหนถนัดดูเวทนา ก็ดูเวทนา ก็จะเห็นทุกอย่างเป็นไตรลักษณ์
คนไหนถนัดดูจิต ก็จะเห็นสังขารกับจิตทำงานร่วมกัน ไม่ได้ดูจิตเดี่ยวๆนะ
แล้วถ้าสติปัญญาแก่กล้าพอก็จะเห็นจิตเกิดดับทางทวารทั้ง ๖
เห็นไหมจิตแยกออกจากเจตสิกได้ แยกออกจากสังขารได้แล้ว ก็เหลือจิต
แต่ว่าจิตมันก็ยังเกิดดับให้เราเห็นได้โดยการดูผ่านอายตนะ
บางทีจิตเกิดที่ตา บางทีจิตเกิดที่หู บางทีจิตเกิดที่ใจ
ถ้าตัวจิตเดี่ยวๆดูยากนะว่าเกิดดับ แต่ถ้าดูเป็นก็ดูได้
มันจะรู้เลยมีความรับรู้เกิดขึ้นมาแล้วก็ดับ วั๊บ! แล้วก็รับรู้ แล้วก็ดับ วั๊บ!
ดับแล้วก็จะมีช่องว่างเล็กเล๊กมาคั่น ถ้าเห็นถึงขนาดนี้เรียกว่าสันตติขาดแล้ว
๗ วัน ๗ เดือน ๗ ปี ต้องได้มรรคผลนิพพานบ้างล่ะ ขั้นใดขั้นหนึ่ง อาจจะไม่ถึงพระอรหันต์
บารมีเราอ่อนกว่าคนสมัยพุทธกาลที่เค้าเจอพระพุทธเจ้า แล้วเค้าสร้างความดีมา

ทุกคนที่เจอพระพุทธเจ้าเป็นบุญไหม? เห็นพระพุทธเจ้าเป็นบุญแน่เลย
แต่เจอแล้วได้บุญไหม? ..ไม่แน่ บางคนลงอเวจีมาแล้ว มีคนตกนรกหมกไหม้มาแล้ว ไม่แน่นะ
พวกเราไม่ได้เห็นก็หมดโอกาสทำบาปบางอย่างไปนะ
งั้นไม่ต้องเสียใจที่ไม่ได้เห็น มันพอดีสำหรับเรา
เราก็เจียมตัวหน่อยบารมีเราน้อย ไม่เหมือนพระสาวกที่ดีของพระพุทธเจ้า
แต่บารมีเราก็มาก มากกว่าพวกที่ไปก่อกวนพระพุทธเจ้า
งั้นไม่ต้องน้อยใจนะ มีแค่นี้ มีบุญบารมีมาแค่นี้เราก็มาเรียนเอา

ถ้าคนไหนอยากจะรู้สึกเท่ห์มีบารมีมากนะ เรียนไปก่อนอย่าเพิ่งบรรลุอะไรนะ
พอไปเจอพระศรีอาริย์แล้วบรรลุเร็ว เดี๋ยวท่านชมโอ้บรรลุเร็วอะไรอย่างนี้ ความจริงมันช้ามาแต่ยุคก่อนๆ

ถ้าไปธรรมดาของเรานะ ภาวนาของเราไปเรื่อยๆ
ดูขันธ์มันทำงานไปนะ แยกธาตุแยกขันธ์ กายส่วนกาย เวทนาคือความรู้สึกสุขทุกข์
เกิดขึ้นในกายบ้าง เกิดขึ้นในจิตบ้าง ก็ส่วนของเวทนา ไม่เกี่ยวกับใคร
ทำหน้าที่รู้สึกสุข รู้สึกทุกข์ รู้สึกเฉยๆ

สัญญาทำหน้าที่จำได้ กับหมายรู้
สองอันนะ จำได้ กับ หมายรู้ ไม่เหมือนกัน
จำได้เช่น จำได้ว่านี่สีเขียว นี่สีแดง นี่จำได้
จำได้ซ้อนลงไปอีกชั้นหนึ่ง สีเขียวเป็นสัญลักษณ์ให้ขับรถไปได้ สีแดงเป็นสัญลักษณ์ว่าไม่ให้ไป
เป็นสมมุติซ้อนสมมุติเข้าไป จำสัญญาซ้อนเข้าไป

หมายรู้ หมายถึงอะไร หมายรู้มีหลายระดับนะ
หมายรู้เบื้องต้นเป็นการวิเคราะห์เอาว่าสิ่งซึ่งพบซึ่งเห็นอยู่นี้น่าจะเป็นอะไร
ไม่เคยเห็นแต่ว่ามีข้อมูลเดิมที่เอามาเทียบเคียง
อย่างเด็กเล็กๆเคยรู้จักแมว ในบ้านมีแมว
พอมาที่สวนเสือ เห็นเสือ เด็กก็หมายรู้เลยว่านี่คือแมว
อาจจะหมายรู้ผิดก็ได้นะ แต่มันน่าตาเหมือนๆกัน เพียงแต่ลายมันไม่เหมือนกันเท่านั้น
ท่าทางอะไรก็เหมือนกัน เวลาเล่นก็เล่นเหมือนกัน
อย่างนี้ก็เรียกว่าหมายรู้ หมายรู้อีกอย่างหนึ่ง หมายรู้ลึกซึ้งเข้าไปอีก
หมายรู้อย่างอื่นไม่เท่าไหร่หรอก แค่จำทางผิดเช่นจำว่าถนนนี้ไปไหนๆ
จำทางผิดก็ไม่เท่าไหร่ เดี๋ยวไปผิดทางก็มาเดินใหม่

หมายรู้อีกชนิดหนึ่งนี่น่ากลัว หมายรู้ชนิดที่เรียกว่าวิปลาสเลย
เห็นของไม่สวยไม่งามว่าสวยว่างาม นี่สัญญาวิปลาส หมายรู้ผิดอย่างร้ายแรง
หมายรู้ของไม่เที่ยงว่าเที่ยง อย่างจิตใจของเรานี่ไม่เที่ยงนะ เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
เรากลับรู้สึกว่าจิตของเราเที่ยง จิตของเราดวงนี้กับจิตของเราตอนเด็กๆเป็นดวงเดียวกัน
นี่หมายรู้ของไม่เที่ยงว่าเที่ยง วิปลาสอย่างร้ายแรง
หมายรู้สิ่งซึ่งเป็นทุกข์ว่าเป็นสุข เห็นว่ามันมีความสุข
รู้สึกไหมร่างกายเรานี้มีความสุขเป็นช่วงๆนะ นานๆมีความทุกข์ที นี่หมายรู้ผิดนะ
ถ้าหมายรู้ถูกก็จะรู้ มีแต่ทุกข์มากกับทุกข์น้อย ไม่ใช่มีทุกข์กับสุข
จิตใจก็มีแต่ทุกข์มากกับทุกข์น้อย ไม่ใช่มีทุกข์กับสุข
เราหมายรู้ผิดๆอยู่ว่ามันเป็นทุกข์บ้างสุขบ้าง
ใครก็เป็นอย่างนี้ใช่ไหมรู้สึกไหม ร่างกายนี้ทุกข์บ้างสุขบ้าง นี่หมายรู้ผิด สติปัญญาไม่พอ

หมายรู้ของไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน ว่าเป็นตัวเป็นตน
นั่งภาวนาก็อยากจะเอาชนะเวทนา เอาชนะกิเลส
คิดแต่จะเอาชนะอะไรต่ออะไร สุดท้ายก็แพ้ทุกทีแหละ
ใครจะเอาชนะกิเลส ไม่มีใครเอาชนะกิเลสหรอก
ถ้าฉลาดพอ จิตมันปรุงกิเลส ไม่ต้องไปเอาชนะมันหรอก
มีสติมีปัญญาขึ้นมา ไม่มีกิเลสจะให้เอาชนะ ถ้ากิเลสโผล่ขึ้นมานะไม่เห็นใครชนะมันเลย
มีแต่ชนะอันหนึ่งก็โดนมันหลอกนะ พอโทสะเกิดขึ้นข่มใจไว้ได้ ไม่ตีเค้าไม่โกรธเค้า
กูเก่งขึ้นมาอีกแล้ว เกิดมานะขึ้นมาแทนอย่างนี้ มันพลิกรูปพลิกโฉมมาหลอก ประณีตมากเลยกิเลส

เราตามรู้ตามดูลงไปนะ
สังขารความปรุงดีปรุงชั่วอะไรก็แสดงไตรลักษณ์ จิตก็แสดงไตรลักษณ์
เดี๋ยวจิตก็สุขเดี๋ยวจิตก็ทุกข์ เดี๋ยวจิตก็ดีเดี๋ยวจิตก็ชั่ว
เดี๋ยวจิตเกิดที่ตา เดี๋ยวจิตเกิดที่หู เดี๋ยวจิตเกิดที่ใจ
นี่ทุกอย่างมีแต่เกิดดับ แสดงไตรลักษณ์อยู่นะ ในธาตุในขันธ์
ทั้งในกาย ในเวทนา ในสัญญา ในสังขารคือความปรุงของจิต ทั้งในตัวจิตเองก็เกิดดับ

เฝ้ารู้เฝ้าดูของดีไปนะ ของจริงนี่แหละดีวิเศษที่สุดเลย รู้ความจริงแล้วจิตจะปล่อยวางขันธ์
ปล่อยวางขันธ์แล้วจิตก็ว่าง สว่าง บริสุทธิ์
หยุดความปรุงแต่ง หยุดการแสวงหา หยุดกิริยาของจิต
ไม่มีอะไรเลย ไม่เหลืออะไรสักอย่าง
หลวงปู่ดูลย์ก็สอนตรงนี้ไว้ด้วย แต่นี่ปลายทางแล้ว
บางคนได้ยินตรงนี้นะก็เอามาทำนะ ทำยังไงจิตจะว่างสว่างบริสุทธิ์
จะสว่างได้ไง ตรงที่อยากทำนั่นแหละกิเลสล่ะ

ฉะนั้นเวลาฟังธรรมะ ต้องรู้ขั้นรู้ตอนนะ
อย่างหลวงปู่ดูลย์สอน ขั้นสมถะดูจิตอย่างนี้ ขั้นวิปัสสนาดูจิตอย่างนี้
ขั้นผลแล้วถึงที่สุดแห่งทุกข์แล้วจิตใจมันเป็นอย่างนี้นะ อย่าไปปนกันมั่วๆ
ตอนที่จะลงมือปฏิบัติ ต้องจิดเห็นจิดอย่างแจ่มแจ้งเป็นมรรค
ไม่ใช่จิตรักษาจิต ไม่ใช่จิตประคองจิต เป็นมรรคนะ
จิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง เห็นอะไร? เห็นไตรลักษณ์ เห็นอย่างอื่นเห็นไม่ได้ ใช้ไม่ได้
เห็นตัวจิตเป็นสมถะ ไปเพ่งตัวจิต ขันธ์นี่ถ้าเราไปเพ่งตัวขันธ์เป็นสมถะทั้งหมดเลย
จิตก็เหมือนกันเราไปเพ่งจิตก็เป็นสมถะ
ไปเพ่งลมหายใจก็สมถะ เพ่งท้องก็สมถะ ถ้าเพ่งใส่ตัวขันธ์เป็นสมถะหมดเลย
ถ้าดูมันแสดงไตรลักษณ์ ถึงจะเป็นวิปัสสนา
ถึงที่สุดเลยก็ว่าง ว่าง สว่าง บริสุทธิ์
หยุดความปรุงแต่ง หยุดการแสวงหา หยุดกิริยาของจิต
ไม่มีอะไรเลย ไม่เหลืออะไรสักอย่าง
แต่ก็เหลืออยู่ แต่ไม่ยึดถือ เหลืออะไร? สิ้นโลกเหลือธรรม สิ้นขันธ์เหลือธรรมสิ
เป็นธรรมธาตุ เห็นธาตุธรรม จิตที่สัมผัสธรรมธาตุ มีความสุข
เหลืออะไรอีก? เหลือความสุข เพราะอะไร?
เพราะธรรมธาตุนั้นน่ะ นิพพานนั้นน่ะเป็นบรมสุข ไม่มีอะไรสุขเท่านิพพาน
จิตไปเห็นนิพพาน จิตมีความสุขที่สุดเลย จิตกับนิพพาน คนละอันกันนะ
แต่พอถึงที่สุดแห่งทุกข์แล้วมันเหมือนจิตกับนิพพานรวมเป็นอันเดียวกันขึ้นมา อยู่ด้วยกัน

:33: :103: :103: :103: :104: :103: :103: :103:

สวนสันติธรรม :01:

วันศุกร์ ที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๕๔
[color="#9ACD32"][size="2"][font="Courier New"]ชีวิตเรานี้เป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา

สิ่งที่เอาไปได้มีเพียงบุญและบาป (",)[/font][/size][/color]
0



#45 ผู้ใช้ออฟไลน์   you4lucky ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1295
  • สมัคร: 16/09/2006

ตอบ: 18/06/2016 - 10:37

:104: :103: :103: :103: ธรรมะจากพระผู้รู้ โดย พระ ปราโมทย์ ปา โมชฺโช ค่ะ :103: :103: :103: :104:

จาก หนังสือธรรมะใกล้ตัว ฉบับที่ 137 ค่ะ
:01:


ต้องแยกให้ออกนะเวลาภาวนา อะไรเป็นสมถะอะไรเป็นวิปัสสนา ตัวนี้สำคัญมากเลย
นั่งสมาธิเดินจงกรม ตัวลอยตัวเบาน้ำตาไหลปีติซู่ซ่าอะไรอย่างนี้ นั่นสมถะทั้งหมดเลย
หรือจิตไปนิ่งไปว่าง น้อมจิตให้นิ่งให้ว่าง หรือดับความรู้สึกลงไป
บางทีก็เหลือความรู้สึกอยู่นิดนึง ดับโลกธาตุ ร่างกายหายไป โลกหายไป
บางทีโลกธาตุไม่ดับนะแต่จิตดับ มีแต่ร่างกายไม่มีจิต
สิ่งเหล่านี้เป็นสมถะทั้งหมดเลย

ถ้าเราแยกไม่ออกว่าอะไรเป็นสมถะ อะไรเป็นวิปัสสนา
การภาวนาของเรามันจะตกไปสู่สมถะเป็นส่วนใหญ่ ไม่ค่อยพลิกมาเป็นวิปัสนนาง่ายๆหรอก
เพราะในสังสารวัฏที่ยาวนานนี้ นานๆจะมีพระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นสักองค์หนึ่ง
ต่อเมื่อมีพระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นมา คำสอนเรื่องวิปัสสนากรรมฐานจึงจะเกิดขึ้น
ถ้าไม่มีพระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นมา มีแต่เรื่องสมถะกรรมฐาน
สมถะกรรมฐานนี้ไม่เคยหายไปไหนเลย มีอยู่ตลอด
แต่วิปัสสนากรรมฐานนี้นานๆเกิดทีหนึ่ง แล้วมักจะเกิดไม่นานด้วย

..ต้องเรียนให้ดีนะ ต้องฟังให้ดี จับหลักให้แม่น
ลักษณะของสมถะกรรมฐานกับวิปัสสนากรรมฐานนั้นแตกต่างกัน ผลได้ก็ต่างกัน
สมถะนั้นทำไปเพื่อให้จิตมีความสุขมีความสงบมีคุณงามความดี
ทำไปแล้วก็ไปสู่ภพภูมิที่ดี เวียนว่ายตายเกิดไปในภูมิที่ดีมีความสุข
หรือยังไม่ตายนะ ก็อยู่ในโลกมุนษย์นี้ เป็นมนุษย์ที่มีความสุข
วิปัสสนากรรมฐานนะ ทำเพื่อให้เห็นความจริง
ความจริงของธาตุของขันธ์ คือความเป็นไตรลักษณ์ของธาตุของขันธ์

เห็นไหมสโคปมันต่างกันนะ ขอบเขตเป้าหมายต่างกัน วิธีปฏิบัติก็ต่างกัน
อันหนึ่งทำไปให้จิตนิ่งอยู่ในอารมณ์อันเดียว มีความสุข มีความสงบ มีคุณงามความดี
อย่างจิตมีราคะมาก ไปพิจารณาปฏิกูล พิจารณาสุภะ
ข่มราคะสำเร็จจิตก็ไม่มีราคะ นี่เป็นจิตของคนดี จิตไม่มีราคะก็ไม่ฟุ้งซ่านเพราะราคะ
สงบ สงบจากราคะ ไม่ฟุ้งซ่านเพราะราคะ เป็นคนดี มีความสุข จิตสงบแล้วมีความสุข
มีโทสะมากนะ ไปเจริญเมตตา แผ่เมตตาไป บางทีก็แผ่ได้แคบๆ
โกรธคนนี้ก็แผ่เมตตาให้คนนี้ นี้เรียกว่าเมตตาพรหมวิหาร แผ่ให้คนนี้ๆหายโกรธเค้า เกิดความเมตตาความโกรธถูกข่มเอาไว้ดับไป ความโกรธหายไปก็เป็นคนดี ไม่ชั่วเพราะโกรธ
เป็นคนสงบ ไม่ฟุ้งซ่านไปเพราะความโกรธ มีความสุขขึ้นมา คนโกรธไม่มีความสุข กิเลสมันเผาเร่าร้อน

เนี่ยสมถะนะทำไปได้ความสุข ได้ความสงบ ได้ความดี
อยู่ชั่วกำลังของสมถะ หมดกำลังเมื่อไหร่มันก็กลับมาอีก กิเลสมันก็กลับมาอีก มันไม่ตาย
เพราะว่าไม่ได้ขุดรากถอนโคนมัน ครูบาอาจารย์ท่านเทียบการทำสมถะนะเหมือนเอาก้อนหินไปทับหญ้าไว้
ยกก้อนหินออกเมื่อไหร่นะหญ้าก็งอกใหม่ เนี่ยหญ้ามันเก่ง รากมันยังอยู่
เหมือนต้นไม้บางต้นนะ จากรากมันงอกขึ้นมาได้อีก ตายยาก
สมถะนะ ข่มกิเลสได้ชั่วคราวเดี๋ยวก็มาอีก
วัตถุประสงค์ที่ข่มไว้ก็ได้ความสุข ได้ความสงบ ได้ความดี วัตถุประสงค์ตรงนี้

..งั้นเวลาเราเริ่มต้นมันจะเริ่มต้นโดยการที่จิตนี้เข้าไปจับอารมณ์อันเดียวนิ่งๆอยู่
คิดถึงการปฏิบัติทีไรมันตกมาร่องนี้ทุกทีเลย ด้วยความเคยชินที่สะสมมาในสังสารวัฏ
คิดถึงการทำวิปัสสนากรรมฐานปุ๊บ กำหนดพองยุบเลย กำหนดท้องเลย
กำหนดลมหายใจเลย กำหนดเดินจงกรมเลย กำหนดมือเลย
กำหนดโน้นกำหนดนี้ตลอดเลย เอาจิตไปจดจ่อไว้ที่ใดที่หนึ่งน้อมเข้าไปเลย นั่นไม่ใช่วิปัสสนาหรอก

หลักของการทำวิปัสสนากรรมฐานนะทำไปเพื่ออะไร?
สมถะนะทำไปเพื่อความสุข ความสงบ ความสบาย ความดี
วิปัสสนากรรมฐานทำไปเพื่อให้เห็นความจริงคือความเป็นไตรลักษณ์ของรูปนาม
ไม่ใช่ไตรลักษณ์ของสิ่งอื่นนะ ต้องไตรลักษณ์ของรูปนาม

..ต้องดูอารมณ์รูปนามเท่านั้น รูปธรรมนามธรรมที่ประกอบกันขึ้นมาเป็นตัวเรา ดูให้เห็นไตรลักษณ์
แล้ววิธีปฏิบัติทำอย่างไร เราต้องการให้เห็นความเป็นจริงของรูปนามคือเห็นไตรลักษณ์ของรูปนาม
วิธีปฏิบัติอันแรกต้องรู้รูปนามสิ ถ้าไปรู้ของอื่นมันก็ไม่ใช่สิ
เราจะรู้รูปนามได้นะถ้าเราไม่ใจลอยไป ถ้าเราใจลอยเราก็ลืมกาย ใจลอยเราก็ลืมใจ
มีกายเราก็ลืม มีใจเราก็ลืม ทำวิปัสสนาไม่ได้หรอกเราลืมกายลืมใจไปแล้ว
เพราะฉะนั้นเราต้องรู้สึกตัว ขึ้นแรกเลยจะทำวิปัสสนาต้องรู้สึกตัว อย่าลืมกายอย่าลืมใจ

ทำสมถะลืมกายลืมใจได้นะ บางทีกายหายไปเลยเหลือจิตดวงเดียว
สว่างเต็มโลกธาตุ ๓ โลกธาตุไม่มีอะไรเลย มีแต่จิตดวงเดียวสว่างจ้าอยู่อย่างนั้น
ไม่มีที่หมายไม่มีที่กำหนดเลย ไม่มีอะไรให้ดู อย่างนี้สมถะทำได้
แต่วิปัสสนาต้องมีรูปมีนาม อย่าลืมกายอย่าลืมใจของเรา
กายกับใจที่เราจะใช้ดูก็กายกับใจที่เป็นจริงๆของเราตอนนี้แหละ
อย่างเราจะดูจิตดูใจของเราก็รู้เข้ามาเลยว่าจิตใจตอนนี้มันมีความรู้สึกอย่างไร มันมีอาการอย่างไร
เวลาดูจิตเราดูสองอย่างนะ อันแรกดูความรู้สึกของมัน รู้สึกสุขรู้สึกทุกข์ รู้สึกดีรู้สึกโลภโกรธหลงรู้สึกชั่ว
ดูไปที่ความรู้สึกสุขทุกข์ดีชั่วทั้งหลายที่เกิดขึ้นกับจิต นี่เรียกว่าดูจิตนะ
อันที่สอง ดูการกระทำงานของมัน ดูกิริยาอาการของมัน เช่นดูวิถีของจิต
ดูปฏิจจสมุปบาท การที่จิตทำงานสืบต่อกันเป็นช่วงๆๆไป
งั้นเราดูได้สองอย่างนะ อันหนึ่งดูความรู้สึก อันหนึ่งดูกิริยาอาการของมัน :01:
[color="#9ACD32"][size="2"][font="Courier New"]ชีวิตเรานี้เป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา

สิ่งที่เอาไปได้มีเพียงบุญและบาป (",)[/font][/size][/color]
0



#46 ผู้ใช้ออฟไลน์   you4lucky ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1295
  • สมัคร: 16/09/2006

ตอบ: 18/06/2016 - 10:39

..จุดสำคัญนะถ้าเราจะทำวิปัสสนากรรมฐาน
จุดแรกเลย ต้องรู้สึกตัว อย่าลืมกายอย่าลืมใจ ถ้าลืมกายก็ทำวิปัสสนาไม่ได้ ลืมใจก็ทำวิปัสสนาไม่ได้
เพราะวิปัสสนานั้นเราจะเรียนความจริงของกายของใจ ของรูปของนาม
เห็นไหมไม่เหมือนสมถะนะ สมถะจะอะไรก็ได้
พุทโธไปเรื่อยไม่มีกายไม่มีใจก็ได้ พุทโธอย่างเดียวเลยให้จิตอยู่กับพุทโธไปเรื่อย
หรือรู้ลมหายใจแล้วก็ลืมไปเลยร่างกายเป็นอย่างไรไม่รู้
รู้แต่ลมนะในที่สุดลมสั้นเข้าๆลมหยุดกลายเป็นแสงสว่าง
ลมหายใจไม่มีให้ดูแล้วกลายเป็นแสงสว่าง ลืมกายลืมใจไปหมดเลย
นี่สมถะ สมถะนี้จิตไปอยู่ในอารมณ์เดียว อะไรก็ได้
แต่วิปัสสนานั้น ต้องรู้กายรู้ใจ ถ้าเราไม่รู้กายรู้ใจ เราไม่มีโอกาสเห็นไตรลักษณ์ของกายของใจ

แล้วทำอย่างไรเราจะเห็นไตรลักษณ์ของกายของใจได้? จิตต้องเป็นคนดู
ไตรลักษณ์นั้นแสดงตัวอยู่ตลอดเวลา แต่ความคิดของเรานั้นแหละปิดบังไตรลักษณ์
ทำให้เรามองไตรลักษณ์ไม่ออก มัวแต่หลงไปอยู่ในโลกของความคิด
ถ้าจิตของเราหลุดออกจากโลกของความคิด มาอยู่ในโลกของความรู้สึกตัวได้นะ
จิตตั้งมั่นขึ้นมาเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานได้ หลุดจากโลกของความคิดได้
เวลาสติระลึกรู้รูป จะเห็นว่ารูปไม่ใช่เรา สติระลึกรู้เวทนา คือความรู้สึกสุขทุกข์
สติระลึกรู้สัญญา คือความจำได้หมายรู้ สติระลึกรู้สังขาร คือความปรุงดีปรุงชั่วทั้งหลาย
สติระลึกรู้จิต เห็นจิตเกิดทางตา จิตเกิดทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ จะเห็นเลยไม่มีตัวเรา

งั้นตัวสำคัญนะ เราต้องมาฝึกจิตให้หลุดออกจากโลกของความคิด เป็นจิตผู้รู้ ผู้ตื่น
จิตผู้รู้ กับจิตผู้คิดนั้นกลับข้างกัน
เมื่อไหร่เป็นจิตผู้คิดเมื่อนั้นไม่ใช่จิตผู้รู้ เมื่อไหร่เป็นจิตผู้รู้เมื่อนั้นไม่ใช่จิตผู้คิด เป็นคนละขณะกัน
ถ้าเราจับหลักได้นะว่าถ้ามีจิตผู้รู้ก็ไม่ใช่จิตผู้คิด ให้เรารู้ทันจิตเวลามันคิด
คอยรู้ทันเวลาจิตมันหลงไปคิดนะ จิตไหลไปคิดทั้งวัน รู้สึกไหม จิตคิดทั้งวัน

งั้นหลักของวิปัสสนานะ ต้องรู้กายรู้ใจ ถ้าลืมกายลืมใจเรียกว่าขาดสติ
ถ้ารู้กายรู้ใจอยู่ยังมีสติอยู่ เรียกว่าสติปัฏฐาน สติรู้กายสติรู้ใจ เรียกว่าสติปัฏฐาน ไม่ใช่สติกระจอกงอกง่อย
แล้วต้องรู้ด้วยจิตที่เป็นคนดู จิตที่ตั้งมั่นหลุดออกจากโลกของความคิดถึงจะเห็นความจริง
ความคิดนั่นแหละปิดบังความจริง เราต้องหลุดออกจากโลกของความคิดให้ได้
วิธีที่จะหลุดออกจากโลกของความคิดนะ รู้ทันเวลาจิตไปคิด
ทำอย่างไรจะรู้ทันเวลาจิตไปคิด ต้องซ้อมรู้ อยู่ๆไม่รู้หรอกต้องซ้อมนะ
วิธีซ้อม อาจจะบริกรรมอะไรขึ้นมาก็ได้ พุทโธๆไป เมื่อจิตหนีไปคิดแล้วคอยรู้ทัน อย่างนี้ก็ได้
..ถ้าเราทำแบบนี้ไม่ได้เราก็หัดเอา
หายใจไปแล้วก็คอยรู้ทันจิตไป พุทโธไปแล้วก็คอยรู้ทันจิตไป
ดูท้องพองยุบแล้วคอยรู้ทันจิตไป จิตหนีไปคิดแล้วรู้ จิตหนีไปคิดแล้วรู้
หรือขยับมืออย่างหลวงพ่อเทียนก็ได้แล้วคอยรู้ทันจิตอย่าไปรู้แต่มือนะ
ขยับไปแล้วคอยรู้ทันจิตไว้ จิตหนีไปคิดแล้วรู้ จิตหนีไปคิดแล้วรู้
จับหลักตัวนี้ให้แม่น “ตัวรู้” จะเกิด
ไปลองทำดูนะ ถ้าใครยังไม่ได้ “ตัวรู้”
ถ้าไม่มี “ตัวรู้” อย่ามาอวดว่าเจริญปัญญา ไม่มีหรอก

..งั้นหลักของวิปัสสนานะ ทำไปเพื่อให้เห็นความจริงของรูปนามคือไตรลักษณ์
จะเห็นความจริงได้ต้องไม่ลืมรูปนาม ต้องรู้สึกอยู่ในรูปในนาม คือในกายในใจของเรานี้
สติเป็นคนระลึกรู้ รู้สึกกายรู้สึกใจบ่อยๆ
ต้องรู้ด้วยจิตที่ตั้งมั่น จิตที่เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน
จิตที่ตั้งมั่น เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เกิดจากการที่เรารู้ทันจิตที่ไหลไป จิตที่ไม่ตั้งมั่น
ถ้าเรารู้ทันจิตที่ไหลนะคือจิตที่มันไม่ตั้งมั่น จิตตั้งมั่นจะเกิดขึ้นมา
ถ้าเรามีสติ แล้วมีจิตที่ตั้งมั่น ยังไงก็เห็นไตรลักษณ์
แต่ถ้าเรามีจิตตั้งมั่นอย่างเดียว แล้วสติไปจ่ออยู่กับจิตตั้งมั่นนะ
เพ่ง รักษาตัวรู้อยู่อย่างเดียว ก็ไม่เห็นไตรลักษณ์
ต้องให้มีสตินะ เที่ยวไปในขันธ์ในธาตุในอายตนะของเรานี้นะ ให้สติมันเที่ยวไป
รู้ความเปลี่ยนแปลงของกาย รู้ความเปลี่ยนแปลงของใจ อย่ามาเพ่งจิตนิ่งๆอยู่
..อย่าไปเพ่งใส่ตัวจิตผู้รู้นะ ให้มันมีอยู่ แต่อย่าไปเพ่งใส่มัน

เนี่ยมันมีทริคเยอะแยะเลยนะ เราค่อยๆฝึกนะแล้วเราจะพบ
อุ้ย! ทำอย่างนี้ผิดนะ ทำอย่างนี้ก็ผิด อย่างนี้ก็ผิด อย่างนี้ๆก็ผิดๆๆ
แล้วมันจะค่อยๆถูกเอง ค่อยๆถูกมากขึ้นๆ

ต้องแยกให้ออกนะ ถ้าอยากได้มรรคได้ผล ต้องทำวิปัสสนา
แต่สมถะเป็นเครื่องช่วยเครื่องเสริม ถ้าไม่มีสมถะหนุนหลังเลยนะไม่ค่อยมีแรงทำวิปัสสนานะ
แต่บางคนต้องทำสมถะก่อนแล้วมาทำวิปัสสนาด้วยการดูกายหรือเวทนา
บางคนดูจิตหรือเจริญธรรมานุปัสสนาไปก่อน
ดูขบวนการทำงานของมันไปก่อนแล้วสมาธิเกิดทีหลัง สมถะเกิดทีหลังอย่างนี้ก็มี
บางคนทำสมาธิกับปัญญาควบกันเลย ทำวิปัสสนาในฌาน อันนี้ทำยากหน่อย
ทำได้หลายแบบนะ แต่ถ้าเราจะดูจิตก็รู้ไปเลย จิตเป็นอย่างไรก็รู้ไปเลย ดูง่ายๆ

ในที่สุดจะเห็นความจริง
ธาตุขันธ์ทั้งหลายไม่มีตัวเรา ถ้าเห็นตัวนี้ได้ก็เป็นพระโสดาบัน
ธาตุขันธ์ทั้งหลายมีแต่ทุกข์ ถ้าเห็นตรงนี้ได้นะก็เป็นพระอรหันต์นะ

:104: :104: :104: :103: :104: :104: :104:


สวนสันติธรรม
วันเสาร์ ที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๕๔
[color="#9ACD32"][size="2"][font="Courier New"]ชีวิตเรานี้เป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา

สิ่งที่เอาไปได้มีเพียงบุญและบาป (",)[/font][/size][/color]
0



#47 ผู้ใช้ออฟไลน์   you4lucky ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1295
  • สมัคร: 16/09/2006

ตอบ: 19/06/2016 - 10:29

:104: :103: :103: :103: ธรรมะจากพระผู้รู้ โดย พระ ปราโมทย์ ปา โมชฺโช ค่ะ :103: :103: :103: :104:

จาก หนังสือธรรมะใกล้ตัว ฉบับที่ 141 ค่ะ
:01:


เราภาวนามากเข้าๆ ไม่ใช่เห็นแค่ทุกข์ในร่างกายนะ
เราเห็นเลยทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในกายในใจนี้เป็นของชั่วคราวไปหมดเลย
มีขึ้นมาแล้วก็หายไป เช่นนั่งอยู่แล้วรูปนั่งนี้ทนอยู่ได้ไม่นาน
รูปนั่งมันถูกทุกขเวทนาบีบคั้นนะแล้วมันมีทุกขลักษณะ
คือมันไม่สามารถทนอยู่ได้นานในรูปนั่ง ต้องเปลี่ยนเป็นรูปนอน นอนก็อยู่ได้ไม่นาน ต้องเปลี่ยน
ความสุขเกิดขึ้นก็อยู่ไม่นานก็ต้องเปลี่ยน เพราะงั้นความสุขก็มีทุกขลักษณะ

ทุกขลักษณะหมายถึงมันทนอยู่ไม่ได้
ความสุขเป็นของทนอยู่ไม่ได้ใช่ไหม เพราะงั้นความสุขก็มีทุกขลักษณะ
ความสุข ไม่ใช่ทุกขเวทนา แต่เป็นทุกขลักษณะ
เนี่ยสติปัญญาของเราเริ่มแก่กล้าขึ้นเป็นลำดับๆนะ
ทีแรกอาจจะเห็นแค่ทุกขเวทนา พอสติปัญญาแก่กล้าขึ้นมา เห็นกระทั่งสุขก็เป็นตัวทุกข์
มันทุกข์ยังไงมันทุกข์เพราะมันทนอยู่ไม่ได้ นี่เรียกว่าทุกขลักษณะนะ นี่พัฒนาขึ้นมาแล้ว

ตรงขั้นที่เห็นทุกขเวทนานี้ใครๆก็เห็น นี่เรื่องธรรมดาหรอก เป็นเรื่องโลกๆ
ตรงขั้นที่เห็นทุกขลักษณะเนี่ยขึ้นวิปัสสนากรรมฐานแล้ว
ขึ้นวิปัสสนาจะเห็นไตรลักษณ์ ถ้ายังไม่เห็นไตรลักษณ์ยังไม่ขึ้นวิปัสสนา
งั้นอย่างถ้าเราเห็นร่างกายเดี๋ยวก็มีความทุกข์ขึ้นมา จิตใจเดี๋ยวก็ทุกข์ขึ้นมา
เราก็บำบัดไปเรื่อยๆ แก้ไปเรื่อยๆ แก้เป็นคราวๆไป ไม่ใช่วิปัสสนา
นั่งอยู่ปวดเมื่อยนะหาทางแก้ ไม่ใช่วิปัสสนา
นั่นเป็นเรื่องการแก้ทุกข์ทางกายทางใจธรรมดาของสัตว์ทั้งหลายนั่นเอง
หิวขึ้นมาก็ไปกิน ง่วงก็ไปนอน ไม่ใช่วิปัสสนานะ
บางคนพูดมักง่าย การปฏิบัติไม่มีอะไรหรอก หิวก็กิน ง่วงก็นอน
ทำเหมือนหมาเลยมันบรรลุได้ที่ไหนล่ะ
งั้นต้องเห็นไตรลักษณ์ในกายในใจนี้นะถึงจะเป็นวิปัสสนาแท้

เนี่ยเราค่อยๆเขยิบนะ เราเรียนรู้ทุกข์มาเป็นลำดับๆนะ
จากทุกขเวทนา ก็เลื่อนมาเห็นทุกขลักษณะ ขนาดความสุขก็ตกอยู่ใต้ทุกขลักษณะ
คือความสุขก็ทนอยู่ไม่ได้จริงทุกอย่างเกิดแล้วดับทั้งสิ้น ไม่มีอะไรทนอยู่ได้สักอันเดียว
พอเราเห็นไปเรื่อยๆนะ ต่อไปการเห็นทุกข์มันจะประณีตขึ้นเรื่อยๆ
ตรงที่เห็นทุกขลักษณ์นี่สามารถบรรลุได้แล้ว
โสดาบัน สกทาคามี อนาคามี สามารถบรรลุได้ เห็นมันทุกข์
ตรงถึงพระอนาคามีนี่จะเห็นเลย กายนี่ทุกข์ล้วนๆ พวกเรายังไม่เห็น
พวกเรายังเห็นว่าร่างกายนี้เป็นทุกข์บ้างเป็นสุขบ้าง จิตใจนี้เป็นทุกข์บ้างเป็นสุขบ้าง
[color="#9ACD32"][size="2"][font="Courier New"]ชีวิตเรานี้เป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา

สิ่งที่เอาไปได้มีเพียงบุญและบาป (",)[/font][/size][/color]
0



#48 ผู้ใช้ออฟไลน์   you4lucky ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1295
  • สมัคร: 16/09/2006

ตอบ: 19/06/2016 - 10:32

พระอนาคามีนี่ท่านเห็นกายนี่เป็นทุกข์ล้วนๆ เพราะงั้นท่านไม่ติดอกติดใจในกาย
อะไรที่เรียกว่ากาย? ตา หู จมูก ลิ้น กาย นี่เรียกว่ากาย
ไม่ติดใจในตา ในหู ในจมูก ในลิ้น ในกาย
กระทั่งตายังไม่ติดใจ ก็ไม่ติดใจในรูป ไม่ติดใจในเสียง ในกลิ่น ในรส ในโผฐฐัพพะ สิ่งที่มากระทบ
ไม่ติดอกติดใจในรูป ก็ไม่มีความยินดียินร้ายในรูป กามและปฏิฆะก็ไม่มี
ไม่ติดใจในเสียง ก็ไม่ยินดียินร้ายในเสียง กามและปฏิฆะในเสียงก็ไม่มี เนี่ยไม่มี
ภาวนาไปเรื่อยนะ พระอนาคามีนี่จิตใจจะเด่นดวงขึ้นมาเลย
ได้อารมณ์ที่เพลิดเพลินพอใจที่สุดแล้ว คือได้อารมณ์ของสมาธิ
พระอนาคามีนี่ได้อารมณ์ของสมาธิเต็มภูมิแล้วเพราะสมาธิบริบูรณ์แล้ว
จะอิ่มอยู่ที่ใจนะ ใจมันจะอิ่มไม่หิวโหย ไม่เหมือนพวกเรา ใจเราจะหิวอยู่ตลอดเวลา

เนี่ยภาวนาไปเรื่อยนะ เห็นทุกข์ไปเรื่อยนะ เห็นทุกข์ไปเรื่อย
สุดท้ายใจมันเต็มอิ่มขึ้นมา มันไม่หิวโหยอารมณ์ภายนอก
อารมณ์ภายนอกเอามันทำไมมันมีแต่ทุกข์ทั้งนั้นเลย ใจไม่หิวไปหาอารมณ์ภายนอก
ไม่แส่ส่ายไม่ฟุ้งซ่านไปสู่อารมณ์ภายนอกเพราะมันมีแต่ทุกข์ทั้งนั้นเลย
พอใจไม่แส่ส่าย ใจสงบ ใจตั้งมั่น ใจเด่นดวงเป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบานอยู่ ใจมีแต่ความสุข

พระอนาคามีจะเห็นกายเป็นทุกข์ล้วนๆนะ ไม่ยึดถือกายนะ แต่ยึดถือจิต
เห็นมาตั้งแต่ขั้นพระโสดาบันแล้วว่าจิตไม่ใช่ตัวเรา
รู้ว่าเป็นของยืมโลกมาใช้ แต่ว่ามันนำความสุขมาให้ ติดอกติดใจไม่ยอมคืนโลก
คืนไม่ได้เลย แล้วไม่เห็นช่องทางที่จะคืนเลย
เนี่ยมาถึงตรงนี้นะ มันคือการปฏิบัติในขั้นแตกหัก ทำอย่างไรจะปล่อยวางตัวจิตนี้ได้

ปล่อยวางจิตไม่ใช่เรื่องง่าย เราได้ยินคำว่าปล่อยวางจิตเรายังนึกไม่ถึงเลย
อีกอย่างเราก็จะพูดถึงแต่ว่างๆนะ อันโน้นโน่นก็ว่าง อันนี้ก็ว่างๆ อยู่ๆน้อมจิตไปให้ว่าง
น้อมจิตไปให้ว่างโดยยังไม่เห็นทุกข์เห็นโทษของธาตุของขันธ์ของกายของใจนี้ เป็นไปไม่ได้
มันน้อมไปได้มันก็ไปติดใจ ความว่างๆก็เป็นนามธรรมอันหนึ่ง ไม่ใช่พ้นจากรูปจากนาม
เพราะงั้นเวลาภาวนานะ บางคนจะสอนกัน ให้เอาความว่าง
ต้องรู้นะความว่างเป็นนามธรรมอย่างหนึ่ง
ความว่าง จะอากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ
อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ ก็เป็นนามทั้งสิ้นเลย
ยังมีรูปมีนามก็มีภพมีชาติอยู่ ยังเวียนว่ายตายเกิดไม่เลิกหรอก
เพราะงั้นอยู่ๆจะไปเอาความว่างไม่ได้ เราจะต้องมาเรียนรู้ความจริงของรูปของนามให้มากนะ
ถ้ารู้ความจริงของรูปของนามแจ่มแจ้งนะ
เห็นเลยรูปนามนี้ว่างจากความเป็นสัตว์เป็นบุคคล เป็นเราเป็นเขานะ
หมดความยึดถือ คืนรูปคืนนามให้โลก คราวนี้ใจว่าง ว่างเพราะปัญญาแก่รอบ

จะพ้นขั้นสุดท้ายนี้ได้ ก็ต้องเห็นว่ากระทั่งตัวจิตก็ยังตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์
ตัวจิตก็ยังตกอยู่ใต้ความทุกข์ ทุกขลักษณะ ตัวผู้รู้ยังตกอยู่ใต้ทุกขลักษณ์
ทีนี้บางคนภาวนาไม่ถึงจุดนะ ก็ไปคิดว่าตัวผู้รู้เที่ยง
สอนกันนะว่าจิตเที่ยงจิตเที่ยง นั่นมิจฉาทิฏฐิตัวจริงเลย
จิตไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าว่าจิตไม่เที่ยงมันก็ต้องไม่เที่ยงแหละ
เพราะจริงๆมันก็ไม่เที่ยง ถ้าดูเป็นมันจะเห็นมันเกิดดับตลอดเวลา

.ถ้าเห็นความเป็นไตรลักษณ์ของจิตผู้รู้นะ
ถึงจะเข้าใจความจริงว่าจิตเองก็ตกอยู่ใต้ความทุกข์ ตกอยู่ใต้สภาวะที่เป็นตัวทุกข์
การที่เราเห็นอย่างแจ่มแจ้งนะว่ากายนี้เป็นทุกข์โดยตัวของมันเอง
จิตนี้เป็นทุกข์โดยตัวของมันเอง อันนี้เรียกว่ารู้แจ้งในทุกขสัจ

หลวงพ่อวันนี้พูดเรื่องทุกขเวทนาใช่ไหม
ความทุกข์ในกายในใจ เราก็เปลี่ยนอารมณ์ไป เปลี่ยนอิริยาบทแก้ทุกข์ได้
ทุกข์ต่อมาคือทุกขลักษณะ ทุกสิ่งทุกอย่างทนอยู่ไม่ได้จริง
ตรงที่เห็นทุกขลักษณะนี้ขึ้นวิปัสสนาแล้ว ถ้าเห็นมากเข้าๆนะ กายนี้ทุกข์จริงๆเลย ดูได้ง่าย
เห็นกายเป็นทุกข์นี่เห็นได้ง่ายกว่าเห็นจิตเป็นทุกข์
เพราะจิตมันเด่นดวง มันสบาย มีความสุข มันทรงสมาธิอยู่ แต่กายนี่มันทุกข์ต่อหน้าต่อตา
นั่งอยู่ก็ทุกข์ ยืนอยู่ก็ทุกข์ เดินอยู่ก็ทุกข์ นอนอยู่ก็ทุกข์นะ
หายใจออกหายใจเข้าก็ทุกข์ กินก็ทุกข์ ขับถ่ายก็ทุกข์ ทุกข์ทั้งนั้นเลย
มันหมดความยึดถือกายไป แล้วมายึดถือจิต

วันใดเห็นว่าจิตเป็นตัวทุกข์ นั่นแหละเรียกว่าเรารู้ทุกข์แจ่มแจ้งแล้ว
รู้ทุกข์แจ่มแจ้งเมื่อไหร่นะก็จะปล่อยวางจิต ไม่ยึดถือจิตนั่นแหละทำลายตัวผู้รู้แล้ว
จิตถัดจากนั้นไม่เรียกว่าจิตผู้รู้อีกต่อไปแล้วนะ ไม่มีผู้รู้อีกต่อไปแล้ว
มีแต่สภาวะธรรม มีแต่ธาตุรู้ ไม่ใช่ตัวผู้รู้อีกต่อไปแล้ว
มันเป็นธาตุรู้ เป็นธรรมธาตุ เป็นธาตุธรรม
อันนั้นมันต้องภาวนาจนกระทั่งปล่อยวางจิตได้จึงจะเห็นธาตุตัวนี้ ธาตุรู้ตัวนี้
[color="#9ACD32"][size="2"][font="Courier New"]ชีวิตเรานี้เป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา

สิ่งที่เอาไปได้มีเพียงบุญและบาป (",)[/font][/size][/color]
0



#49 ผู้ใช้ออฟไลน์   you4lucky ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1295
  • สมัคร: 16/09/2006

ตอบ: 19/06/2016 - 10:33

ครูบาอาจารย์ท่านเรียกชื่อต่างๆกัน
หลวงปู่ดูลย์เรียกว่าจิตหนึ่ง ท่านพุทธทาสท่านเรียกจิตเดิมแท้
สมเด็จพระญาณสังวรณ์ฯ ท่านเรียกวิญญาณธาตุ
หลวงปู่เทสก์ท่านเรียกว่าใจ หลวงปู่บุดดาท่านเรียกว่าจิตเดียว
เป็นภาวะที่จะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อเรารู้อริยสัจแจ่มแจ้ง
รู้ทุกข์แจ่มแจ้งนั่นแหละ จะรู้อริยสัจแจ่มแจ้ง

ทุกขสัจนี่เป็นสิ่งที่รู้ยากที่สุด
กว่าจะตะล่อมๆเข้ามานะ แหวกความโง่เข้ามาจนเห็นว่าตัวจิตผู้รู้เป็นทุกข์ไม่ใช่ง่ายเลย
พระพุทธเจ้าท่านสอนเรื่องทุกขสัจไว้ อะไรเป็นทุกขสัจ?
สังขิตเตนะ ปัญจุปาทานักขันธา ทุกขา
ว่าโดยสรุป (อุปทาน)ขันธ์ทั้ง ๕ เป็นตัวทุกข์
ขันธ์ทั้ง ๕ ย่อลงมาคือรูปกับนาม
เราต้องเห็นรูปกับนามเป็นตัวทุกข์นะเราถึงจะปล่อยรูปนามได้ ถ้าปล่อยวางได้ก็พ้นทุกข์ได้
พอเราปล่อยวางความยึดถือในกายไปเราก็ไม่ทุกข์เพราะกายอีกต่อไปแล้ว
ปล่อยวางความยึดถือในจิตก็ไม่ทุกข์เพราะจิต
แล้วก็จะไม่ยึดถือสิ่งใดในโลกอีกแล้วเพราะไม่มีอะไรที่เรายึดถือเหนียวแน่นเท่ากับจิต

งั้นเราภาวนานะจนจิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง
เห็นไหมประโยคของหลวงปู่ดูลย์ไม่กระจอกนะ
จิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง คืออะไร? ท่านบอกว่า จิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง คือมรรค
อันนี้ท่านพูดแบบออมๆไว้หน่อย เดี๋ยวคนจะมาโจนอาบัติท่าน
ถ้าพูดให้เต็มยศนะต้องบอกว่า จิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง คืออรหัตมรรค
ถ้าวันใดเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง ว่าตัวจิตเอง ตัวผู้รู้เองนั้น ตกอยู่ใต้ทุกขสัจ
คือเป็นทุกข์โดยตัวของมันเอง ไม่ใช่ทุกขเวทนาที่มาเป็นคราวๆ ไม่ใช่ว่าทนอยู่ไม่ได้นะ
แต่มันเป็นทุกข์โดยตัวของมัน เป็นทุกข์อยู่ในเนื้อของมันเอง ทุกข์ล้วนๆเลย
ถ้าเห็นถึงขนาดจิตเป็นทุกข์ล้วนๆ นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรตั้งอยู่ นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรดับไป นี่แหละถึงจะปล่อยวางจิต
พอไม่ยึดถือจิต ปล่อยวางจิตไปแล้วนะ ความอยากให้จิตเป็นสุขก็จะไม่เกิดขึ้นอีกแล้ว
เพราะรู้แล้วว่ามันเป็นตัวทุกข์ ไม่เห็นต้องอยากให้มันสุขเลย อยากให้โง่สิมันเป็นไปไม่ได้
ความอยากที่จะให้จิตพ้นทุกข์ก็จะไม่มี เพราะรู้ว่าจิตเป็นตัวทุกข์ ยังไงก็ต้องทุกข์ จะให้มันพ้นๆไม่ได้
ไม่มีความอยากให้เป็นสุข ไม่มีความอยากหนีทุกข์เกิดขึ้น ไม่มีความอยากใดๆเกิดขึ้นเลย
รู้ทุกข์แจ่มแจ้งเมื่อไหร่ก็เป็นอันละความอยาก คือละสมุทัยเด็ดขาดเมื่อนั้น

เวลารู้ทุกข์แจ่มแจ้งนะ จะละสมุทัยอัตโนมัติเลย
รู้ทุกข์เมื่อไหร่ละสมุทัยคือละตัณหาเมื่อนั้นเลย ไม่มีความอยากเกิดขึ้นแล้ว
เพราะรู้ทุกข์แจ่มแจ้ง รู้ว่ามันเป็นทุกข์ ยังไงมันก็ไม่สุข
ไม่มีความอยากให้เกิดความสุข ไม่มีความอยากให้พ้นจากความทุกข์
รู้ทุกข์แจ่มแจ้งก็ละสมุทัย ละสมุทัยได้เมื่อไหร่ใจปราศจากความอยากเมื่อไหร่ใจจะเห็นพระนิพพาน
เพราะนิพพานคือสภาวะที่พ้นจากความอยาก ที่สิ้นจากความอยาก หมดจดจากความอยาก
ถ้าใจของเราพ้นความอยาก หมดจดจากความอยากเมื่อไหร่ พระนิพพานจะปรากฏขึ้นต่อหน้าต่อตา
พระนิพพานมีอยู่แล้ว แต่จิตซึ่งไม่มีคุณภาพ จิตซึ่งยังมีความอยากอยู่นี่ไม่มีคุณภาพพอที่จะเห็นพระนิพพานซึ่งมีอยู่แล้วต่อหน้าต่อตาเรา

นิพพานไม่ใช่ความว่างๆไร้สาระอย่างที่นึกกันนะ
อยู่ๆก็น้อมจิตให้ว่างแล้วบอกพระนิพพาน อันนั้นเป็นนามธรรมอันหนึ่ง
เป็นกลุ่มของนามธรรมที่ว่าตั้งแต่อากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ
อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ
งั้นอยู่ๆจะไปน้อมหาความว่างไม่ได้มันจะเข้าไปอรูปฌานนะ

ต้องมาเรียนรู้ทุกข์นะ มาเรียนรู้ทุกข์ให้แจ้ง เริ่มแต่ดูทุกข์ในกายในใจนี้แหละ
ทุกขเวทนาดูไป ต่อไปก็เห็นเลยทุกสิ่งทุกอย่างมันเป็นของชั่วคราวไปหมดเลย
เห็นทุกอย่างมันเป็นของชั่วคราวมันทนอยู่ไม่ได้ นี่เราเห็นแจ้งในทุกขลักษณะนะ
ต่อไปมันเห็นทุกขลักษณะแจ่มแจ้งนะ มันจะไม่ยึดถือ
มันจะแจ้งในทุกขลักษณะของกายก่อน แล้วหมดความยึดถือกาย
ต่อมาแจ้งในทุกขลักษณะของจิต หมดความยึดถือจิต
จิตที่หมดความยึดถือจิต จิตสลัดคืนจิตให้โลกนะ จะเป็นภาวะซึ่งประหลาด
เป็นธาตุรู้ซึ่งบริสุทธิ์ล้วนๆ เป็นธาตุรู้อันเดียวกับธรรมะ เป็นธาตุรู้อันเดียวกับพระพุทธเจ้า
พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นความบริสุทธิ์อันเดียวกัน เสมอกันไปหมดทั้ง ๓ โลกธาตุนี้
จิตดวงนี้ไม่มีที่ตั้ง ไม่มีจุด ไม่มีดวง ไม่มีขอบ ไม่มีเขต เป็นเนื้อเดียวกับความว่างของจักรวาลนะ
นี่เวลาจะนิพพานก็นิพพานอย่างนี้นะ จะเห็นพระนิพพานเต็มโลกเต็มจักรวาลบริบูรณ์อยู่แล้วไม่มีบกพร่องตรงไหนเลย

จิตที่ไปสัมผัสพระนิพพานตรงนี้ที่หลวงปู่ดูลย์ท่านเรียกว่าจิตหนึ่ง จิตคือพุทธะอันนั้นแหละ
งั้นเวลาเราอ่านหนังสือหลวงปู่ดูลย์ต้องระวังนะ
อ่านว่าจิตคือพุทธะ แล้วเอาไปปฏิบัติ ปฏิบัติไม่ได้นะเรื่องจิตคือพุทธะ
จิตคือพุทธะเป็นปลายทางแล้ว เป็นผลของการปฏิบัติแล้ว จิตเข้าถึงความเป็นพุทธะแล้ว
ส่วนของพวกเรามันจิตพวกมาร จิตพวกกิเลส พวกกิเลสมารยังครองจิตอยู่
งั้นไม่ใช่มีจิตคือพุทธะนะ อยู่ๆจะบอกว่าจิตบริสุทธิ์อยู่แล้ว ไม่ต้องทำอะไรเลยแล้วดีเอง
นี่โง่ที่สุดเลยนะ เป็นคำสอนที่ผิดร้ายกาจที่สุดเลย

ต้องรู้ทุกข์ รู้ทุกข์เมื่อไหร่ก็เห็นธรรมเมื่อนั้น เห็นพระนิพพานเมื่อนั้น
แจ้งทุกข์ก็แจ้งพระนิพพาน ถ้าไม่รู้ทุกข์ไม่เห็นนิพพานหรอก
ไม่เห็นทุกข์ไม่เห็นธรรมะ รู้ทุกข์ก็รู้ธรรม เห็นทุกข์ก็เห็นธรรม
ปล่อยวางทุกข์ได้ก็ปล่อยวางธรรมด้วยนะ ไม่ใช่ครอบครองธรรมะนะ
ก็ปล่อยวางธรรมทั้งหมดเลย กระทั่งพระนิพพานก็ไม่ยึดถือ เป็นอิสระอย่างแท้จริง
ถ้าเรายึดถือสิ่งใด เรายังไม่เป็นอิสระเพราะสิ่งนั้นแหละ
ถ้าไม่ยึดถือแล้ว ก็เป็นอิสระที่แท้จริง
ที่ว่าจิตหลุดพ้น จิตหลุดพ้น วิมุตตินะไม่ยึดถืออะไร
แต่ว่าเต็มอิ่มอยู่ในตัวเองนะ จิตใจเต็มอิ่มอยู่
ไม่ใช่ไปเข้าสมาธิลึกๆซึมๆอยู่แล้วบอกนิพพาน
นิพพานเหลวไหล นิพพานมีเข้ามีออก

นิพพานพรหมหรอก มีเข้ามีออก
นิพพานแท้ ไม่มีเข้ามีออกนะ

:103: :103: :103: :104: :103: :103: :103:


สวนสันติธรรม :01:
วันศุกร์ ที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๔
[color="#9ACD32"][size="2"][font="Courier New"]ชีวิตเรานี้เป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา

สิ่งที่เอาไปได้มีเพียงบุญและบาป (",)[/font][/size][/color]
0



#50 ผู้ใช้ออฟไลน์   you4lucky ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1295
  • สมัคร: 16/09/2006

ตอบ: 20/06/2016 - 11:00

:103: :104: :104: :104: ธรรมะจากพระผู้รู้ โดย พระ ปราโมทย์ ปา โมชฺโช ค่ะ :104: :104: :104: :103:

จาก หนังสือธรรมะใกล้ตัว ฉบับที่ 146 ค่ะ
:01:


เราต้องรู้จักเลือกอารมณ์นะ ที่เป็นกุศล ไม่ยั่วกิเลส ไม่ยั่วให้จิตกระเพื่อมขึ้นกระเพื่อมลง
เป็นอารมณ์ที่มีความสุข สังเกตตัวเอง แต่ละคนไม่เหมือนกัน
คนไหนอยู่กับพุทโธแล้วมีความสุข เราก็อยู่กับพุทโธ
คนไหนอยู่กับลมหายใจแล้วมีความสุข เราก็อยู่กับลมหายใจ
คนไหนรู้อิริยาบท ยืนเดินนั่งนอน รู้ไปเรื่อย มีความสุข ก็รู้อิริยาบทไป
อะไรก็ได้ที่ไม่ยั่วกิเลสที่จะทำให้ใจกระเพื่อมขึ้นกระเพื่อมลง
เป็นอารมณ์ที่มีความสุข เราก็อยู่กับอารมณ์นั้น จิตก็ไม่หนีไปที่อื่น จิตมันมีความสุขแล้ว
พอจิตมันมีความสุข จิตก็จะสงบอยู่ในอารมณ์อันนั้นแหละ
จิตมันไม่สงบเพราะจิตมันวิ่งหาความสุข
ถ้ามีความสุขมาล่อแล้วนะ มันอยู่กับความสุข มันก็ไม่หนีไป
นี่สมาธิไม่ใช่เรื่องยากเลยถ้ารู้หลัก

อย่างหลวงพ่อ หัดอานาปานสติตั้งแต่เด็ก หัดหายใจ
หายใจแล้วมีความสุข หายใจทีสองทีก็สงบแล้ว ไม่ยากอะไร
หลังๆนะดูจิตดูใจแล้วมีความสุข แค่มาดูจิตก็สงบแล้ว
สมถะ วันหนึ่งฝึกอย่างนี้นะ วันข้างหน้าจิตใจประณีตแนบเนียนขึ้นมา ยกระดับกรรมฐานขึ้นไปได้อีก
แรกๆจับอารมณ์ละเอียดไม่ได้ ดูของหยาบๆไปก่อน
นี่ได้สมาธิชนิดที่หนึ่งนะ สมาธิชนิดที่หนึ่งคือมีความสงบ
ถ้าจิตใจไม่สงบนะ เจริญปัญญาไม่ไหว มันว่อกแว่กๆ
มันไม่สามารถเรียนรู้รูปนามได้อย่างต่อเนื่องพอ
ถ้ามันไม่รู้กายรู้ใจได้ต่อเนื่อง มันก็เลยไม่เห็นความจริงของกายของใจ
งั้นมาฝึกให้มีความสุข มีความสงบขึ้นมา

พอจิตใจมีความสุขมีความสงบแล้วนะ สมาธิไม่ได้มีอย่างเดียว
สมาธิยังมีอีกชนิดหนึ่ง คือสมาธิชนิดตั้งมั่น
สมาธิสงบเนี่ยเราน้อมจิตไปอยู่ในอารมณ์อันเดียวที่มีความสุข เอาไว้พักผ่อน ได้พักผ่อน
เวลาเราทำงานหนักๆ เราต้องพักผ่อน เราถึงจะมีแรงทำงาน
จะทำกรรมฐานนะ ถ้าเรามีสมถะเป็นที่พักผ่อนให้ใจสงบเป็นช่วงๆไป ใจก็มีเรี่ยวมีแรงที่จะภาวนา
แต่สมาธิชนิดที่สอง เป็นสมาธิที่ใช้ในขณะที่เจริญปัญญา

สมาธิชนิดแรกนะเอาไว้พักผ่อน หยุดพักการเจริญปัญญา พักผ่อนให้สบายอยู่ในอารมณ์อันเดียว
สมาธิชนิดที่สองนะเอาไว้เจริญปัญญา ไม่ได้เอาไว้พักผ่อน
สมาธิที่ใช้เจริญปัญญานี่คือการที่จิตใจของเราตั้งมั่นอยู่กับเนื้อกับตัว ไม่ลืมเนื้อลืมตัว


วิธีฝึกก็ไม่ยากอะไร หัดกรรมฐานอันหนึ่งเหมือนเดิมนั่นแหละ
เคยพุทโธก็ใช้พุทโธ แต่ไม่ใช่พุทโธเพื่อให้จิตมีความสุขแล้วไปสงบอยู่กับพุทโธ
ปรับนิดเดียว พุทโธไปแล้วรู้ทันจิตไป
พุทโธแล้วจิตหนีไปคิด รู้ทัน
พุทโธ จิตหนีไปคิด รู้ทัน
พุทโธ แล้วจิตไปเพ่งความว่างๆอยู่ ก็รู้ทัน
พุทโธ แล้วรู้ทันจิต
เราพุทโธแล้วรู้ทันจิตนะ รู้ว่าจิตไหลไป
จิตไหลไปคิด จิตไหลไปเพ่ง จิตไหลไปไหลไปสองอย่าง ถ้าไม่ไหลไปคิดก็ไหลไปเพ่ง
ทันทีที่รู้ว่าจิตไหลไป จิตก็จะไม่ไหล จิตจะตั้งมั่น ไม่ไหลไป ทรงตัวเด่นดวงอยู่อย่างนั้น
หรือเคยหัดรู้ลมหายใจ แล้วจิตไปสงบอยู่กับลมหายใจ มีความสุข
เราก็สงบอยู่กับลมหายใจ อันนั้นเป็นสมถะ เอาไว้พักผ่อน
ถ้าสมาธิชนิดที่สองนะ หายใจไปเหมือนเดิมแหละแต่หายใจแล้วรู้ทันจิต
หายใจไปแล้วจิตหนีไปคิด รู้ทัน จิตไหลไปเพ่งลมหายใจ รู้ทัน
ไหลไปคิดก็รู้ ไหลไปเพ่งก็รู้ ทันทีที่รู้ว่าจิตไหลไป จิตก็จะตั้งมั่นขึ้นมา ไม่ไหล

จิตที่ตั้งมั่นก็คือจิตที่ไม่ไหลไป โดยที่ไม่บังคับไว้
ไม่ต้องบังคับนะมันไม่ไหลเอง มันรู้ทันว่าไหลปุ๊บ มันตั้งเองอัตโนมัติ
เคยดูท้องพองยุบแล้วมีความสุข จิตสงบอยู่ที่ท้อง ก็ปรับนิดเดียว
ดูท้องพองยุบแล้วก็รู้ทันจิต จิตไหลไปคิดก็รู้ทัน จิตไหลไปอยู่ที่ท้องก็รู้ทัน
เดินจงกรม เคยเดินเอาความสุขความสงบ
เดินไปแล้วเห็นเท้ายกเท้าย่าง มีความสุข จิตสงบ
ก็ปรับนิดเดียว เดินจงกรมแล้วก็รู้ทันจิตไป
จิตหนีไปคิดก็รู้ทัน จิตไหลไปคิดรู้ทัน จิตไหลไปเพ่งอยู่ที่เท้ารู้ทัน
การที่เราคอยรู้ทันการเคลื่อนไปของจิตนั้น จิตจะหยุดการเคลื่อน
หยุดเองไม่ต้องไปดึง ห้ามดึง ถ้าดึงแล้วจะแน่น
ให้รู้สบายๆ รู้ว่าจิตไหลไปนะจิตจะตั้งมั่นขึ้นมา

เห็นไหมมันไม่ได้ยากอะไรเลยเรื่องของสมาธินะ จะทำความสงบก็เลือกอารมณ์ที่มีความสุข
น้อมจิตไปอยู่ในอารมณ์อันนั้นไม่หนีไปหาอารมณ์อื่น แค่นี้ก็สงบแล้ว
จะฝึกให้จิตตั้งมั่น ใช้อารมณ์กรรมฐานอย่างเดิมนั่นแหละ แต่แทนที่จะน้อมจิตไปอยู่ในอารมณ์อันเดียว
ให้สงบอยู่ในอารมณ์อันเดียวนั้น ก็มาแค่คอยรู้ทันจิตที่มันไหลไป
จิตไหลไปมีสองแบบเท่านั้นแหละ ไหลไปคิดกับไหลไปเพ่ง หลักๆก็มีแค่นั้นเอง
มีเล็กๆน้อยๆ ไหลไปดู ไหลไปฟัง ไหลไปดมกลิ่น ไหลไปลิ้มรสอะไรอย่างนี้ก็มีบ้าง
แต่ส่วนใหญ่ก็ไหลไปคิด ถ้านักปฏิบัติก็ไหลไปเพ่ง
ถ้ารู้ทันว่าจิตไหลไป จิตจะตั้งมั่นขึ้นมา
ไปซ้อมดูนะ ไม่ใช่ยากอะไรหรอก
เอาหลักไปแล้วไปปฏิบัติเอา

:01:
[color="#9ACD32"][size="2"][font="Courier New"]ชีวิตเรานี้เป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา

สิ่งที่เอาไปได้มีเพียงบุญและบาป (",)[/font][/size][/color]
0



#51 ผู้ใช้ออฟไลน์   you4lucky ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1295
  • สมัคร: 16/09/2006

ตอบ: 20/06/2016 - 11:03

หลวงพ่อสอนเรื่องศีลกับสมาธิแล้วนะ :01:
ศีลเนี่ยตั้งใจงดเว้นการทำบาปอกุศลทางกายทางวาจา ต้องตั้งใจไว้ก่อน ทุกวันต้องตั้งใจไว้
ตื่นนอนขึ้นมาตั้งใจว่าเราจะไม่ทำบาปอกุศลทางกายทางวาจา รักษาศีล ๕
กลางวันก่อนจะไปกินข้าว ตั้งใจไว้อีกเราจะรักษาศีล ๕
เย็นๆกลับมาบ้าน ตั้งใจจะรักษาศีล ๕
ก่อนจะนอนตั้งใจอีกรอบหนึ่งก็ได้ ตั้งใจไปเรื่อย
ทำไมจะนอนแล้วยังต้องรักษาศีล ๕ ก็จะนอนอยู่แล้ว
ก็เผื่อตายตอนนั้นนะ ไม่ได้ฟื้น ไม่ได้ตื่นขึ้นมา ก็ยังตายไปกับศีล ๕
เนี่ยตั้งใจไว้ก่อน มีศีลแล้วก็มาฝึกสมาธิ

เลือกดูอารมณ์อันไหน เลือกดูอารมณ์อันไหนมีความสุข
อยู่กับอารมณ์ไหนแล้วจิตใจไม่กระเพื่อมขึ้นกระเพื่อมลงก็อยู่กับอารมณ์นั้นบ่อยๆ
บางคนสวดมนต์คิดถึงพระพุทธเจ้าก็มีความสุข จิตไม่หนีไปที่อื่น
บางคนอ่านหนังสือธรรมะ ฟังซีดีหลวงพ่อแล้วมีความสุข จิตไม่หนีไปที่อื่น ได้สมถะอยู่แล้ว
ต่อมาก็มาฝึกให้จิตใจอยู่กับเนื้อกับตัวโดยการรู้ทันจิตที่ไหลไป
ไหลไปคิดก็รู้ ไหลไปเพ่งก็รู้ นี่ได้ศีลได้สมาธิแล้ว

ถัดจากนั้นมาถึงขั้นสุดท้ายแล้ว บทเรียนที่สาม บทเรียนสุดท้ายแล้ว คือการเจริญปัญญา
ลำพังมีศีลมีสมาธิ จิตใจไม่สามารถสู้กิเลสที่ละเอียดได้
ศีลนั้นมันแค่คอยควบคุมตัวเองไม่ให้ทำตามกิเลสหยาบๆ
สมาธินั้นมันแค่กดข่มกิเลสระดับกลางๆ คือความฟุ้งซ่าน พวกนิวรณ์อะไรพวกนี้
ปัญญานี้เป็นตัวชำระล้างกิเลสให้สะอาดหมดจด
กิเลสที่ปัญญาเข้าไปล้างก็คือความโง่ของเรานั่นแหละ ความไม่รู้ ความโง่
ลึกที่สุดเลยคืออวิชชา ตื้นๆขึ้นมาก็พวกความเห็นผิดต่างๆ
ความเห็นผิดพื้นฐานเลยก็คือความเห็นผิดว่าเรามีอยู่จริงๆ
กายนี้เป็นตัวเรา ใจนี้เป็นตัวเรา นี้ความเห็นผิด
ความเห็นผิดขั้นลึกซึ้งก็เห็นว่ากายนี้เป็นตัวสุข ใจนี้เป็นตัวสุข
เรียกว่าไม่รู้วิชชา ไม่รู้อริยสัจ

อริยสัจจะสอนเรา กายนี้เป็นตัวทุกข์ ใจนี้เป็นตัวทุกข์
นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรเกิดขึ้น นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรตั้งอยู่ นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรดับไป
ตัวปัญญานี่เป็นตัวล้างกิเลสชั้นละเอียด ละเอียดที่สุดก็คืออวิชชา
หยาบๆขึ้นมาก็พวกทิฏฐิความเห็นผิดต่างๆ


งั้นเวลาเราภาวนานะ เบื้องต้นเนี่ยล้างความเห็นผิดก่อน
โดยธรรมชาติธรรมดาแล้ว เราจะเห็นตัวเรามีอยู่จริงๆ ตัวเรามีจริงๆนะ
บางคนถึงขนาดว่าตายไปแล้วตัวเรายังไม่ตายเลย
ตัวเรานี้แหละจิตใจของเรานี้แหละออกจากร่างนี้ไปเกิดใหม่ เรานึกว่าเราเป็นชาวพุทธนะ
เราเชื่อว่าถ้าตายแล้วจิตดวงนี้แหละออกจากร่างไปเกิดใหม่ ว่าพระพุทธเจ้าสอนอย่างนี้
อันนี้เป็นมิจฉาทิฏฐินะ เป็นมิจฉาทิฏฐิชื่อสัสสตทิฏฐิ
มันเห็นว่ามีความเที่ยงอยู่ จิตนี้เที่ยง ตายแล้วก็ไปเกิดใหม่ ตัวเดิมไปเกิดอีก เปลี่ยนแต่ร่างกาย
อีกพวกหนึ่งเห็นว่าตัวเรามีอยู่จริงๆ แต่พอตายแล้วทุกสิ่งทุกอย่างก็จบลงแค่นั้น
นี่ก็เป็นมิจฉาทิฏฐิชื่ออุจเฉททิฏฐิ

แต่ทั้งสัสสตทิฏฐิ ความเห็นว่าเที่ยง เห็นว่าจิตเที่ยง เห็นว่าตัวเราเที่ยง
กับอุจเฉททิฏฐิ เห็นว่าตัวเรามีอยู่ แต่พอถึงเวลาตายแล้วก็หายไปเลย มันเป็นความหลงผิด
ถ้าเรามาภาวนาเราจะเห็นเลยว่าตัวเราไม่มี
ถ้าล้างความเห็นผิดว่ามีตัวเราได้ เรียกว่าล้างสักกายทิฏฐิได้
มันก็จะตัดมิจฉาทิฏฐิอีกสองตัวไปได้ด้วย ก็ตัวเราไม่มีแล้วตัวเราจะเที่ยงได้อย่างไร
เห็นว่าตัวเราไม่มี ตัวเราก็ไม่เที่ยง เห็นว่าไม่มีตัวเที่ยง มันก็ล้างสัสสตทิฏฐิไปโดยอัตโนมัติ
ถ้าเห็นว่าตัวเราไม่มี มันก็ล้างอุจเฉททิฏฐิ ความเห็นว่าตัวเราขาดสูญไป
ก็ไม่มีตัวเราตั้งแต่แรกแล้วจะมีตัวอะไรขาดสูญไป ก็จะล้างความเห็นผิดไปได้
งั้นจะทำลายความเห็นผิดเนี่ย ให้มุ่ง มุ่งมาดูลงไปตรงที่กายที่ใจ ที่ธาตุที่ขันธ์
คือสิ่งที่รวมกันขึ้นมาแล้วเรานึกว่าเป็นตัวเรา ดูลงมาในนี้ ในขันธ์ ๕ ในกายในใจเรานี้แหละ

ดูจนเห็นความจริงเลย ร่างกายนี้ไม่เที่ยงนะ
เช่นร่างกายหายใจออก อยู่ชั่วคราวก็หายไป กลายเป็นร่างกายหายใจเข้า
ร่างกายหายใจเข้าอยู่ชั่วคราวก็หายไป กลายเป็นร่างกายหายใจออก
ร่างกายยืน ร่างกายเดิน ร่างกายนอนนะ เปลี่ยนไปเรื่อย
ดูไป ร่างกายสุขร่างกายทุกข์ก็ไม่เที่ยง
จิตใจสุข จิตใจทุกข์ จิตใจเฉยๆ ก็ไม่เที่ยง
จิตใจเป็นกุศล จิตใจเป็นอกุศล ก็ไม่เที่ยง
จิตมันโลภ จิตมันโกรธ จิตมันหลง
โลภก็โลภชั่วคราว โกรธก็โกรธชั่วคราว หลงก็หลงชั่วคราว
ไม่มีหรอกโกรธถาวร ไม่มีหรอกโลภถาวร
เนี่ยมาคอยดูลงในกายในใจของเรา ให้เห็นมีแต่ของชั่วคราว
ถ้าได้เห็นนะ เห็นซ้ำแล้วซ้ำอีก มันไม่ยากที่จะรู้ รู้กายรู้ใจของเราเอง ทุกคนรู้ได้แต่เราละเลย

:103: :103: :103: :104: :103: :103: :103:


สวนสันติธรรม :01:
วันศุกร์ ที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕
[color="#9ACD32"][size="2"][font="Courier New"]ชีวิตเรานี้เป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา

สิ่งที่เอาไปได้มีเพียงบุญและบาป (",)[/font][/size][/color]
0



#52 ผู้ใช้ออฟไลน์   you4lucky ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1295
  • สมัคร: 16/09/2006

ตอบ: 21/06/2016 - 11:57

:104: :103: :103: :103: ธรรมะจากพระผู้รู้ โดย พระ ปราโมทย์ ปา โมชฺโช ค่ะ :103: :103: :103: :104:

จาก หนังสือธรรมะใกล้ตัว ฉบับที่ 147 ค่ะ
:01:


พยายามอยู่กับปัจจุบันนะ
การที่เรามีสติอยู่กับปัจจุบัน เห็นกายทำงาน เห็นใจทำงานเรื่อยไป นี่เราเจริญปัญญาอยู่
การที่เราเจริญปัญญาเนืองๆนี่โอกาสที่เราจะเกิดปัญญา คือความรู้ถูกเข้าใจถูกมันก็เกิดขึ้นได้ง่าย

ความรู้ถูกความเข้าใจถูกมีอันเดียว
คือกายนี้ใจนี้ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา อันนี้เป็นความรู้ที่จำเป็น
เป็นความรู้ที่สำคัญ เพื่อความพ้นทุกข์ ความรู้อื่นๆนะเอาไว้อยู่กับโลก
แต่การที่เราเห็นร่างกายจิตใจของเราไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา นี่เป็นความรู้ที่จะข้ามโลก
ส่วนความรู้อย่างอื่นนั้นเป็นความรู้ที่จะอยู่กับโลก

กระทั่งการทำสมถะนะ ก็ยังเป็นความรู้ที่อยู่กับโลก
ทำสมาธิไปเรื่อย จิตสงบนะ เข้าฌาน
เวลาตาย ทรงฌานตายอยู่ แล้วก็ไปเป็นพระพรหม ก็สร้างโลก อยู่กับโลกอีกโลกหนึ่ง
กระทั่งทำสมาธินะ ยังเป็นความรู้ที่อยู่กับโลกเลย
แต่อาศัยความรู้ที่อยู่กับโลกนั้นแหละมาเป็นกำลัง มาพัฒนาจิตใจของเราให้เกิดปัญญา
พอจิตใจสงบแล้วอย่าสงบอยู่เฉยๆ ให้มาดูความจริงของกายของใจไป
ดูความจริงของกายของใจ เห็นกายเห็นใจทำงานไป
ดูด้วยจิตใจที่สงบ ด้วยจิตใจที่ตั้งมั่น ดูด้วยจิตใจที่เป็นกลาง
ดูไปสบายๆ เห็นกายมันทำงาน เห็นใจมันทำงาน
ถ้าตราบใดที่พวกเรายังคอยดูกายดูใจมันทำงานนะ ดูด้วยจิตที่ตั้งมั่น ดูด้วยจิตที่เป็นกลาง
ถ้ายังมีคนปฏิบัติอย่างนี้อยู่ โลกจะไม่ว่างจากพระอรหันต์
ถ้าเราเป็นผู้ปฏิบัติอย่างนั้นเอง วันหนึ่งเราก็อาจจะเป็นพระอรหันต์ได้ ถ้าบารมีเราพอแล้ว

การที่เรามีสติ รู้กายรู้ใจตามความเป็นจริง เรียกว่าเราเจริญสติปัฏฐานอยู่
แต่ถ้าเรารู้ด้วยจิตที่ตั้งมั่นเป็นกลาง มันจะเกิดปัญญา
ถ้ามีสติรู้กายรู้ใจ แต่จิตเข้าไปแนบที่กาย จิตเข้าไปแนบที่ใจ ได้สมถะกรรมฐาน
ถ้าดูกายดูในทำงาน หรือจิตตั้งมั่นเป็นกลาง จิตอยู่ต่างหาก เห็นร่างกายมันเคลื่อนไหวอยู่
จิตอยู่ต่างหาก เห็นความสุขความทุกข์มันเกิดขึ้นในกายบ้างในใจบ้าง
เกิดขึ้นมาแล้วก็อยู่ชั่วคราวแล้วก็หายไป จิตตั้งมั่นอยู่นะ
เห็นกุศลอกุศลทั้งหลายเวียนเกิดขึ้นในใจเรา ตั้งอยู่ชั่วคราวแล้วก็หายไป

จิตตั้งมั่นอยู่แล้วก็เห็นว่า จิตนี้ไม่ได้ตั้งมั่นอยู่ตลอดเวลา
บางทีจิตนี้ก็วิ่งไปดู บางทีจิตก็ไปฟัง บางทีจิตก็ไปคิด
จิตจะทำงานอย่างโน้นอย่างนี้ แปรปรวนตลอดเวลา จิตไม่ได้มีดวงเดียวที่ตั้งมั่นอยู่เฉยๆ
แต่จิตเกิดดับอยู่ทางทวารทั้ง ๖ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี่เรียกว่าเราเจริญปัญญาอยู่
เราเห็นแต่ความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาของร่างกาย ของความสุขความทุกข์
ของสังขารคือกุศลอกุศลทั้งหลาย ของวิญญาณคือจิตทั้งหลายที่เกิดดับอยู่ทางทวารทั้ง ๖
การที่เราคอยรู้คอยดูนี้แหละ เรียกว่าเราเจริญสติปัฏฐานในแบบวิปัสสนากรรมฐาน
แต่ถ้าเรารู้ลมหายแล้วจิตสงบอยู่กับลมหายใจ อันนี้ทำสมถะ

ในสติปัฏฐานนะ ในสติปัฏฐานสูตร จะมีสมถะและวิปัสสนาปนกันอยู่
อย่างการเจริญอาณาปาณสติเนี่ย ทำได้ทั้งสมถะและวิปัสสนา
ถ้าเป็นสมถะก็คือ เวลาเราหายใจไป มีสติรู้ลมหายใจ แต่จิตไม่ตั้งมั่นเป็นคนดู
จิตไหลเข้าไปรวมกับลมหายใจ ไม่ตั้งมั่นเป็นคนดู จะได้สมถะ
แต่ถ้าจิตตั้งมั่น เห็นร่างกายหายใจอยู่ จิตเป็นคนดูร่างกายที่หายใจอยู่
มันจะเห็นว่าร่างกายที่หายใจอยู่นี้ไม่เที่ยง เดี๋ยวก็หายใจออก เดี๋ยวก็หายใจเข้า
ร่างกายที่หายใจออกหายใจเข้าก็อยู่เฉยๆไม่ได้ มีแต่ความทุกข์บีบคั้น
หายใจออกก็ถูกบีบคั้นต้องหายใจเข้า หายใจเข้าก็เพื่อแก้ทุกข์
หายใจเข้าไปนานๆ ก็ถูกบีบคั้น ต้องหายใจออกแก้ทุกข์อีก มีแต่ทุกข์เบียดเบียนอยู่ตลอดเวลา
ทั้งหายใจออก หายใจเข้า ก็มีแต่ความทุกข์เบียดเบียนอยู่ นี่เราเห็นความทุกข์นะ

เราเห็นเลยร่างกายที่หายใจออก หายใจเข้า เป็นของถูกรู้ถูกดู จิตเป็นผู้รู้ผู้ดู
ร่างกายเป็นวัตถุธาตุ มีธาตุไหลเข้า มีธาตุไหลออกตลอดเวลา
ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก นี่ธาตุมันหมุนเวียนอยู่
ไม่ใช่คนไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่เราไม่ใช่เขา นี่เห็นอนัตตา
นี่ถ้าทำอย่างนี้นะ หายใจไป แล้วก็เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นี่ทำวิปัสสนาอยู่
ถ้าหายใจไปแล้วจิตสงบอยู่กับลมหายใจ เป็นสมถะกรรมฐาน

การดูจิตดูใจก็เหมือนกัน ถ้าเราเห็นจิตใจเกิดดับหมุนเวียนเปลี่ยนไป
เดี๋ยวจิตดี เดี๋ยวจิตร้าย เดี๋ยวจิตสุข เดี๋ยวจิตทุกข์ นี่เราเจริญปัญญา ทำวิปัสสนากรรมฐานอยู่
ถ้าเราไปเพ่งจิตให้นิ่งให้ว่าง เพ่งความว่าง น้อมจิตไปเพ่งความว่าง
แทนที่จะคอยดูจิตมันเกิดดับ คอยดูเจตสิกคือเวทนาความสุขความทุกข์
สังขารความปรุงดีปรุงชั่ว แทนที่จะดูสิ่งเหล่านี้เกิดดับ เราไปเพ่งความว่างๆอยู่ น้อมจิตไปเพ่ง ว่างๆ
พวกเราลองหลับตาดูนะ แล้วลองดูไปที่จิตของเรา
รู้สึกไหมมันมีทั้งส่วนที่วุ่นวาย และส่วนที่ว่างๆ บางคนนะจับเอาส่วนที่ว่างๆเลย
ถ้าน้อมจิตไปอยู่ในส่วนที่ว่างๆนะไม่ใช่วิปัสสนาแล้ว มันเป็นสมถะกรรมฐาน

การเพ่งช่องว่าง ชื่อว่าอากาสานัญจายตนะ
เป็นการเพ่งจิตแล้ว เพ่งทำสมถะ แต่ไม่ได้เพ่งตัวจิตตรงๆ ไปเพ่งความว่างที่จิตไปรู้เข้า
ทีนี้บางคนเห็นว่าไปเพ่งความว่างที่จิตไปรู้เข้ายังไม่ดี มันเป็นการเพ่งอารมณ์
อารมณ์แปลว่าสิ่งที่ถูกรู้ จิตแปลว่าตัวที่เป็นผู้รู้อารมณ์
พอไปเพ่งความว่างซึ่งเป็นอารมณ์ สิ่งที่ถูกรู้ ก็รู้สึกว่าจิตยังออกนอกอีก
ก็น้อมกลับเข้ามาเพ่งจิตซึ่งเป็นผู้รู้
การที่กลับมาเพ่งจิตที่เป็นผู้รู้นะ มันจะเกิดผู้รู้ซ้อนผู้รู้ไปเรื่อยๆ
วิญญาณเป็นอนันต์ จิตเป็นอนันต์ ซ้อนๆๆไปเรื่อย
อันนี้ก็เป็นสมถะกรรมฐาน ชื่อวิญญาณัญจายตนะ
เพราะงั้นไปเพ่งอารมณ์ที่ว่างนะก็เป็นสมถะกรรมฐานชื่ออากาสานัญจายตนะ
มาเพ่งจิตที่เป็นผู้รู้ความว่าง ก็เป็นสมถะกรรมฐาน ชื่อวิญญาณัญจายตนะ
บางคนเห็นว่ายังเพ่งอารมณ์คือความว่าง แล้วก็เพ่งจิตอยู่ด้วย เป็นภาระ เป็นความทุกข์
ไม่เพ่งอะไรสักอย่างเลย ไม่เอาอะไรสักอย่างเลย น้อมจิตไปสู่ไม่เอาทั้งอารมณ์ไม่เอาทั้งจิต
ก็เป็นสมถะกรรมฐานอีกอย่างหนึ่ง ชื่ออากิญจัญญายตนะ
พอจิตมันจับอารมณ์ที่ไม่มีอะไรนะ ว่างเปล่า มันไม่มีอะไร
มันละเอียดเกิน สัญญาก็ค่อยอ่อนแรงลงไปเรื่อย
จิตก็ไปสู่สมถะอีกชนิดหนึ่ง เกือบจะไม่มีความรู้สึกตัวเหลืออยู่เลย ชื่อเนวสัญญานาสัญญายตนะ

เพราะงั้นดูจิตนะ ต้องระวังนะ
ไม่ใช่ว่าดูจิตๆ แล้วไปเพ่งความว่าง ไปเพ่งจิต
ไปเพ่งความไม่มีอะไร น้อมจิตจนแทบจะไม่รู้สึก
อันนั้นไม่ใช่วิปัสสนา กลายเป็นทำสมถะแล้วนึกว่าทำวิปัสสนาอยู่

หรืออย่างดูร่างกาย บางคนบอกดูท้องพองยุบเป็นวิปัสสนา
ดูท้องพองยุบนะ ถ้าจิตไปเกาะอยู่ที่ท้อง เป็นสมถะ
ถ้าดูท้องพองยุบ มีจิตตั้งมั่นนะ เห็นร่างกายพองเห็นร่างกายยุบนะ
ร่างกายนี้ไม่เที่ยง ร่างกายเป็นทุกข์ เป็นอนัตตา อันนี้ถึงจะเป็นวิปัสสนา

งั้นจะเป็นวิปัสสนาได้ต้องเห็นไตรลักษณ์
ลำพังเห็นกายเห็นใจเห็นรูปเห็นนามยังไม่ใช่วิปัสสนานะ
ต้องเป็นความเป็นไตรลักษณ์ของมันได้ เราจะเห็นไตรลักษณ์ได้จิตต้องตั้งมั่น
จิตที่ตั้งมั่น จิตที่เป็นกลางอยู่นี่แหละ เป็นจิตที่เอาไว้ใช้ทำวิปัสสนากรรมฐาน
จิตตั้งมั่น จิตเป็นกลางนะ ในปริยัติก็จะเรียกว่า ลักขณูปนิชฌาน มีความตั้งมั่นในการรู้ลักษณะ

สมาธิเลยมีสองอันนะ
ถ้าเป็นสมาธิที่ไปตั้งมั่นอยู่กับอารมณ์เรียก อารัมมณูปนิชฌาน ใช้ทำสมถะ
ถ้าสมาธิชนิดที่เห็นไตรลักษณ์ได้ เป็นสมาธิที่ใช้ทำวิปัสสนา
สมาธิที่เห็นไตรลักษณ์นี่จะเกิดขึ้นในขณะของวิปัสสนา
เกิดขึ้นในขณะแห่งอริยมรรค เกิดขึ้นในขณะแห่งอริยผล
ตอนที่เกิดอริยมรรค จิตเข้าฌานนะ แต่ฌานนั้นจัดเป็นลักขณูปนิชฌาน
ไม่ได้ไปเพ่งอารมณ์นิ่งๆอยู่เฉยๆ จิตสงบขนาดถึงเข้าอัปปนาสมาธิแต่ยังเดินปัญญาได้อยู่ในนั้น
[color="#9ACD32"][size="2"][font="Courier New"]ชีวิตเรานี้เป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา

สิ่งที่เอาไปได้มีเพียงบุญและบาป (",)[/font][/size][/color]
0



#53 ผู้ใช้ออฟไลน์   you4lucky ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1295
  • สมัคร: 16/09/2006

ตอบ: 21/06/2016 - 12:01

เราต้องค่อยๆเรียน ค่อยๆฝึกนะ พัฒนาขึ้นมา จับหลักให้แม่น
ถ้าเราไปเพ่งอยู่ในอารมณ์อันเดียวเป็นสมถะ
ถ้าจิตตั้งมั่นเป็นคนดูกายดูใจ เห็นกายเห็นใจทำงาน ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ถึงจะเป็นวิปัสสนานะ
ถ้าทำวิปัสสนาได้เราจะเห็นว่าร่างกายนี้จิตใจนี้ไม่ใช่ของดีของวิเศษหรอก
มันเป็นของไม่เที่ยง มันเป็นของเป็นทุกข์ มันเป็นของที่ไม่ใช่ตัวเรา บังคับมันไม่ได้
ค่อยเห็นอยางนี้ จิตจะค่อยคลายความยึดถือออก เบื่อ มันจะเบื่อก่อนนะ รู้สึกไร้สาระ

ร่างกายจิตใจนี้แต่เดิมนึกว่าของดีของวิเศษ
พอมาเจริญปัญญา เจริญวิปัสสนาแล้ว รู้เลยไร้สาระ จิตจะเบื่อ
ถ้าเบื่อหน่ายให้รู้เบื่อหน่ายอีก อย่าให้ความเบื่อครอบจิตนะ ถ้าความเบื่อครอบจิตได้กลายเป็นโทสะ
ถ้ามันเบื่อเพราะว่ามันเห็นความจริงนะ สุขก็น่าเบื่อเท่าๆกับความทุกข์นั่นแหละ
ดีก็น่าเบื่อเท่าๆกับความชั่วนั่นแหละ ร่างกายนี้ก็น่าเบื่อ
ยืนก็น่าเบื่อ เดินน่าเบื่อ นั่งน่าเบื่อ นอนก็น่าเบื่อนะ มีแต่ทุกข์ทั้งนั้นเลย
ถ้าเห็นอย่างนี้ ใจจะคลายความยึดถือในรูปนาม ในกายในใจของพวกเรา
พอมันคลาย มันคลายของมันเองนะ คลายถึงขีดสุดเนี่ยมันสลัดทิ้งเลย มันไม่ยึดถือเลย
คราวนี้รูปนามมีอยู่นะ แต่จิตไม่เข้าไปจับแล้ว จิตไม่เข้าไปเกาะเกี่ยว
จิตพรากออกจากขันธ์ จิตพรากออกจากรูปจากนาม
มันพรากออกจากกันนะ มันแยกออกจากกันได้
ความเสียดแทงของรูปนามเนี่ยเข้ามาไม่ถึงจิตอีกต่อไปแล้วถ้าฝึกไปถึงขีดสุดนะ
ตรงนี้ที่สมมุติกันเรียกว่าพระอรหันต์

คำว่าพระอรหันต์ อรหันต์ ก็เป็นคำเรียกโดยสมมุตินั่นเอง
ก็คือสภาวะของท่านที่จิตของท่านนั้นพรากออกจากขันธ์ถาวรแล้ว
ไม่เข้าไปเกาะเกี่ยวกันอีกต่อไปแล้ว
ท่านพรากออกจากขันธ์ถาวรได้ เพราะท่านเห็นความจริงของขันธ์ว่าไม่น่ายึดถือ ไม่ใช่ของดีของวิเศษ
ท่านเห็นความจริงของขันธ์ได้เพราะท่านคอยรู้ขันธ์อยู่บ่อยๆ
ด้วยจิตที่ตั้งมั่น ด้วยจิตที่เป็นกลาง ดูมันไปด้วยจิตที่ตั้งมั่นเป็นกลางบ่อยๆ
จิตของท่านตั้งมั่นเป็นกลางได้นะ เพราะท่านรู้ทันจิตที่ไม่ตั้งมั่น จิตที่หลงไปไหลไป
แล้วการที่ท่านรู้ขันธ์ได้บ่อยๆ เพราะสติของท่านเกิดเร็ว

เราก็ต้องฝึกให้มีสตินะ แล้วก็ฝึกให้มีจิตตั้งมั่น ปัญญามันถึงจะเกิด
มีสติคอยรู้กายรู้ใจไปตามความเป็นจริง
เราจะรู้ตามความเป็นจริงได้ต้องรู้ด้วยจิตที่ตั้งมั่น
ด้วยจิตที่เป็นกลาง จิตที่ถอนตัวออกมาเป็นคนดู
ถ้าพูดอีกภาษาหนึ่งก็คือ จิตมันถอนตัวออกมาเป็นคนดู
ไม่ใช่ผู้แสดงแต่เป็นผู้ดู ดูละครมันแสดง
ละครนี้แสดงโดยขันธ์ ๕ จิตมันถอนตัวออกมาเป็นคนดู

:104: :104: :104: :103: :104: :104: :104: :01:


สวนสันติธรรม
วันเสาร์ ที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕
[color="#9ACD32"][size="2"][font="Courier New"]ชีวิตเรานี้เป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา

สิ่งที่เอาไปได้มีเพียงบุญและบาป (",)[/font][/size][/color]
0



#54 ผู้ใช้ออฟไลน์   you4lucky ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1295
  • สมัคร: 16/09/2006

ตอบ: 22/06/2016 - 10:54

:104: :103: :103: :103: ธรรมะจากพระผู้รู้ โดย พระ ปราโมทย์ ปา โมชฺโช ค่ะ :103: :103: :103: :104:

จาก หนังสือธรรมะใกล้ตัว ฉบับที่ 148 ค่ะ
:01:


คำสอนของพระพุทธเจ้านี้ท่านสอนเน้นอยู่เรื่องจิตนี้เยอะมาก
ถ้าเรียนได้ก็รู้เลยว่าเราสามารถปลดเปลื้องความทุกข์ออกจากจิตได้
ความทุกข์พวกนี้เกี่ยวอยู่กับขันธ์ กาย กับใจ
ถ้ายังยึดถือกายยึดถือใจอยู่ก็ยังทุกข์อยู่
อันนี้เป็นความทุกข์ขั้นสุดยอดเลยว่าทุกขสัจ

ความทุกข์มีหลายแบบนะ ในทางปริยัตินี้จำแนกไว้ตั้งสิบชนิด
ในการปฏิบัตินะ ความทุกข์ตัวสุดท้ายเลยเป็นทุกขสัจจะ
ก็คือรูปนาม กายใจของเรานี้แหละเป็นตัวทุกข์
ความทุกข์ชนิดนี้หาคนเห็นยาก ยากมาก
ถ้าเห็นเมื่อไหร่นะ ใจจะคลายออกจากโลกแล้ว ไม่ยึดถืออะไรในโลกอีกแล้ว เพราะรู้แจ้งอริยสัจ
การที่เราไม่รู้ความจริงว่ากายนี้ใจนี้เป็นตัวทุกข์ เราก็เลยรัก หวงแหน
ยึดถือผูกพันในกายในใจนี้ ว่ามันเป็นของดีของวิเศษ รักมันมาก หวงมันมาก
ทันทีที่เราเข้าไปยึดถือกายใจ ก็เท่ากับเราไปหยิบเอาตัวทุกข์เข้ามาครอบครองไว้
แต่ทุกข์ชนิดนี้ดูยากที่สุดนะ สติปัญญาไม่พอนะไม่เห็น

ถ้าสติปัญญารองลงมาเราก็จะเห็น ถ้ามีความอยากก็จะมีความทุกข์
ถ้าไม่มีความอยากก็จะไม่ทุกข์ จะเห็นอย่างนี้ นี่ระดับรองลงมาแล้ว
ถ้าความทุกข์ขั้นสูงนะ จะมีความอยากหรือไม่มีความอยาก ขันธ์ ๕ นั่นแหละเป็นทุกข์
จะยึดหรือไม่ยึดนะ ตัวขันธ์ ๕ มันเป็นตัวทุกข์
แต่ถ้าเราไปยึดเราก็หยิบฉวยทุกข์มา
ถ้ารองลงมาก็คือ ถ้ามีความอยากถึงจะทุกข์ ถ้าไม่อยากไม่ทุกข์
ถ้าตื้นลงไปกว่านั้นอีก อย่างที่ชาวโลกเค้ารู้จัก
ถ้าสมอยากก็ไม่ทุกข์นะ ถ้าไม่สมอยากถึงจะทุกข์ อันนี้ต่ำมากแล้ว

ถ้าเราภาวนาเราจะไม่ได้เห็นหรอกว่าสมอยากแล้วมีความสุข ไม่สมอยากแล้วมีความทุกข์
ถ้าภาวนาไปสักช่วงหนี่งจะเห็น แค่มีความอยากเกิดขึ้นก็มีความทุกข์แล้ว
ความเครียดจะเกิดขึ้นในจิตทันทีเลย
ทีนี้ใจเราอยากตลอดเวลา อยากได้รูป อยากเห็นรูป อยากได้ยินเสียง
อยากได้กลิ่น อยากได้รส อยากได้สัมผัสทางกาย อยากได้อารมณ์ทางใจที่ชอบที่เพลิดเพลิน
ความอยากนะหมุนเวียนอยู่ในใจเราทั้งวันทั้งคืน

งั้นถ้าภาวนาเป็นจะเห็นเลย
ความทุกข์เกิดขึ้นทั้งวันทั้งคืนเลย เพราะความอยากเกิดทีไรก็ทุกข์ทุกที
เห็นตรงนี้นะก็ภาวนาไปเรื่อยๆ จนถึงพระอนาคามีได้
ตอนที่จะแจ้ง ข้ามภพข้ามชาติข้ามโลกจริงๆ จะเห็นว่าขันธ์นั่นแหละตัวทุกข์
อยากหรือไม่อยากนะ กายนี้ใจนี้เป็นตัวทุกข์
จะเห็นเต็มบริบูรณ์อย่างนี้นะ มันจะหมดความยึดถือกายยึดถือใจ
กายกับใจนี้เป็นสิ่งที่เรายึดถือเหนียวแน่นที่สุด หวงแหนที่สุด
ถ้าลงกายใจนี้เราก็ไม่ยึดนะ ก็ไม่มีอะไรให้ยึดแล้วในโลกนี้
เราไม่สามารถปล่อยวางความยึดถือกายยึดถือใจได้ เพราะเราไม่เห็นความจริงของกายของใจ
งั้นตัวที่จะทำให้เราปล่อยวางได้ก็คือการได้เห็นความจริง
งั้นตัวปัญญานั่นแหละ ทำให้เข้าถึงความบริสุทธิ์หลุดพ้น
ไม่ได้เข้าไปด้วยทาน ด้วยศีล ด้วยสมาธิ
พระพุทธเจ้าถึงบอก บุคคลถึงความบริสุทธิ์ได้ด้วยปัญญา
ถ้าเห็นความจริงของรูปนามแล้ว มันจะหมดความยึดถือรูปนาม
หมดความยึดถือขันธ์ ๕ ก็ไม่ยึดแล้ว มีแต่ทุกข์จะยึดทำไม

การโพสต์นี้ได้ถูกแก้ไขโดย you4lucky: 22/06/2016 - 11:02

[color="#9ACD32"][size="2"][font="Courier New"]ชีวิตเรานี้เป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา

สิ่งที่เอาไปได้มีเพียงบุญและบาป (",)[/font][/size][/color]
0



#55 ผู้ใช้ออฟไลน์   you4lucky ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1295
  • สมัคร: 16/09/2006

ตอบ: 22/06/2016 - 11:12

พวกเราสติปัญญายังไม่พอ เรายังเห็นผิดอยู่
เรายังไม่เห็นว่าขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ ยังไม่เห็นว่าอายตนะ ๖ เป็นทุกข์
ไม่เห็นว่ากายนี้ใจนี้ รูปนามนี้เป็นทุกข์
เราเห็นว่าร่างกายนี้เป็นทุกข์บ้างเป็นสุขบ้าง
เห็นอย่างนี้ไหม ร่างกายนี้เป็นทุกข์บ้างเป็นสุขบ้าง
เห็นไหมว่า จิตใจนี้เป็นทุกข์บ้างเป็นสุขบ้าง รู้สึกไหม
เนี่ยคนที่ภาวนาไม่มากนะจะเห็นอย่างนั้น
หรือคนทั่วๆไปที่ไม่ได้ภาวนาก็เห็นร่างกายนี้เป็นทุกข์บ้างเป็นสุขบ้าง

ถ้าวันใดปัญญาแก่รอบ เห็นความจริงว่าร่างกายนี้เป็นทุกข์ล้วนๆ
จิตจะหมดความยึดถือในตัวกายนี้ ตาหูจมูกลิ้นกายนี้ไม่ยึดถือแล้ว
เนี่ยก็เลยจะไม่ยึดถือในรูปในเสียงในกลิ่นในรสในโผฏฐัพพะ คือสิ่งที่สัมผัสทางกายด้วย
เมื่อไม่ยึดในรูปในเสียงในกลิ่นในรสในโผฏฐัพพะ ไม่ยึดในตาหูจมูกลิ้นกาย
ความยินดีในรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ ความยินดีในตาหูจมูกลิ้นกาย ก็ไม่มี
ความยินร้ายในรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ ตาหูจมูกลิ้นกาย ก็ไม่มี
จิตไม่ยินดีไม่ยินร้าย จิตพ้นจากกามและปฏิฆะโดยอัตโนมัติ

งั้นที่เป็นพระอนาคามีกันนะ เพราะท่านแจ้งแล้ว หมดความยึดถือในตัวรูปธรรม ในตัวกายนี้
ถัดจากนั้นจะไปยึดอยู่ที่จิตอันเดียวแล้ว ต้องภาวนากัน นิพพานอยู่ฟากตาย ต้องสู้ตาย
งั้นไม่มีทางเลย เห็นว่าจิตเป็นตัวทุกข์เนี่ย
ยิ่งภาวนามากๆนะ จิตยิ่งเป็นตัวสุข ยิ่งสุขโดดเด่นเด่นดวงอยู่ทั้งวันทั้งคืน มีแต่ความสุข
ต้องสติปัญญาแก่รอบจริงๆ ถึงจะเห็นเลย จิตนี้เอาเป็นที่พี่งที่อาศัยไม่ได้ มีแต่ทุกข์
กายนี้ก็มีแต่ทุกข์ จิตนี้ก็มีแต่ทุกข์ เพียงแต่บางทีก็ทุกข์มาก บางทีก็ทุกข์น้อย
นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรเกิดขึ้น นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรตั้งอยู่ นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรดับไป
มีแต่ทุกข์มากกับทุกข์น้อย ถ้าสติปัญญาไม่พอ เวลาทุกข์มากก็ว่าทุกข์ เวลาทุกข์น้อยก็ว่าสุข
ทุกข์กับสุขเลยเป็นของสัมพัทธ์ สิ่งสัมพัทธ์ เปรียบเทียบเอา
ถ้าตัวสภาวะแท้ๆ มันก็คือตัวทุกข์ ทุกข์มากกับทุกข์น้อย

ทีนี้ทำยังไงเราจะเห็นความจริงของธาตุขันธ์อายตนะ รูปนามกายใจได้
เรียกมีหลายชื่อ เป็นธาตุเป็นขันธ์ เป็นอายตนะ เป็นรูปเป็นนาม เป็นกายเป็นใจ
จริงๆย่อลงมาก็คือรูปธรรม กับนามธรรมทั้งหมดเลย
ทำอย่างไรเราจึงจะเห็นความจริงอันนี้ได้
พระพุทธเจ้าสอนวิธีที่จะเห็นความจริง ชื่อว่าวิปัสสนากรรมฐาน
วิปัสสนากรรมฐาน ปัสสนะ แปลว่าการเห็น วิ คือเห็นแจ้งเห็นจริงเห็นถูกต้อง
งั้นเราต้องมาเรียน ถ้าเราอยากเข้าสู่ความพ้นทุกข์นะ
จนจิตหมดความยึดถือในรูปนาม ไม่หยิบฉวยเอากองทุกข์ขึ้นมา
ตัวกายตัวใจเรานี่แหละ รูปนามนี่แหละ ท่านจัดอยู่ในกองทุกข์
ท่านสรุปเลยว่า สังขิตเตนะ ปัญจุปาทานักขันธา ทุกขา
โดยสรุป ตัวขันธ์ ๕ นั่นแหละตัวทุกข์

ถ้าเราเห็นตรงนี้นะ ความอยากจะไม่มี
เห็นทุกข์เมื่อไหร่ก็ละสมุทัยเมื่อนั้น
อย่างถ้าเราเห็นว่ากายนี้ใจนี้เป็นทุกข์ มีแต่ทุกข์อย่างเดียวเลย
ทุกข์มากกับทุกข์น้อยเท่านั้น
ความอยากจะให้กายเป็นสุขไม่เกิดขึ้น ความอยากจะให้ใจเป็นสุขไม่เกิดขึ้น
เพราะรู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ เป็นความอยากที่ไร้เดียงสา
เพราะมันเป็นตัวทุกข์ จะไปอยากให้มันสุขได้ยังไง
ความอยากจะให้กายให้ใจพ้นทุกข์ก็ไม่มี เพราะมันเป็นตัวทุกข์มันจะพ้นตัวของมันได้อย่างไร
งั้นถ้ารู้ทุกข์แจ่มแจ้งนะ ความอยากจะไม่มี เป็นอันละสมุทัยเด็ดขาดเลย
ทันทีที่รู้ทุกข์แจ่มแจ้งก็ละสมุทัยเด็ดขาดในขณะนั้นเลย
ทันทีที่รู้สมุทัยเด็ดขาด ก็แจ้งพระนิพพานในขณะนั้นเลย
ทันทีที่แจ้งพระนิพพานในขณะนั้นนะ อริยมรรค โดยเฉพาะอรหัตมรรคก็จะเกิดขึ้นในขณะนั้นเลย

เพราะงั้น ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค นั้น
หน้าที่ต่อ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ๔ อย่าง
หน้าที่ต่อทุกข์ คือการรู้ หน้าที่ต่อสมุทัยคือการละ
หน้าที่ต่อนิโรธหรือนิพพาน คือการทำให้แจ้ง หน้าที่ต่อมรรค ทำให้เจริญ
เราทำหน้าที่ทั้ง ๔ นี้เสร็จในขณะจิตเดียว
ในขณะจิตเดียวนะ ไม่สองขณะจิต
นี่เป็นความอัศจรรย์ของธรรมะ

ตอนที่ทำวิปัสสนานั้น ทำกันแรมเดือนแรมปี หลายปี กว่าใจจะหายโง่
ใจเราสะสมความรู้ผิดความเข้าใจผิดมาตลอด
ว่าตัวเรามีจริงๆ กายนี้เป็นตัวเรา ใจนี้เป็นตัวเรา
เรามาเจริญวิปัสสนากรรมฐาน มาเรียนรู้ความจริงของกายของใจ
เรียนกันหลายปีนะ กว่ามันจะเห็นแจ้ง ว่ากายนี้เป็นทุกข์ล้วนๆ จิตนี้เป็นทุกข์ล้วนๆ
เห็นแจ้งเมื่อไหร่เค้าหมดความยึดถือของเค้าเอง ไม่ต้องไปหาทางช่วยให้หมดความยึดถือ
ไม่ต้องน้อมจิตให้ปล่อยวาง จิตจะปล่อยวางเอง
ไม่มีใครทำจิตให้บรรลุมรรคผลนิพพานได้ จิตจะเป็นของมันเอง
ถ้าปัญญาแก่รอบแล้ว เค้าวางของเค้าเอง

ปัญญาก็คือการเห็นความจริงของกายของใจ ของรูปของนามนั่นเอง
ความจริงของกายของใจ ของรูปของนาม คือไตรลักษณ์ ไม่ใช่ปฏิกูลอสุภะอะไรนะ
คือเรื่องไตรลักษณ์เท่านั้นเอง ความจริงของกายของใจนี้
ร่างกายนี้ จิตใจนี้ ไม่เที่ยง
ร่างกายนี้ จิตใจนี้ ถูกบีบคั้นอยู่ตลอดเวลา
ร่างกายนี้ จิตใจนี้ ไม่ใช่สิ่งที่บังคับได้ เป็นไปตามเหตุ
สิ่งทั้งหลายเป็นไปตามเหตุ มีเหตุก็เกิด หมดเหตุก็ดับ บังคับไม่ได้
นี่แหละคำว่าอนัตตา ไม่อยู่ในอำนาจ
ถ้าเห็นตรงนี้ได้ ก็เรียกว่ามีปัญญา

พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้สอนแค่ตรงนี้นะ
ท่านชี้มาเป็นลำดับเลยนะ ว่ามันทุกข์ขึ้นมาเพราะว่าขันธ์นั่นแหละเป็นตัวทุกข์
ยิ่งถ้าเราหยิบฉวยขันธ์ ไปยึดถือขันธ์ขึ้นมาอีกนะ
ก็เท่ากับไปเอาความทุกข์มาใส่จิตใจตนเอง เราเอาความทุกข์มาใส่ใจตนเอง
เราไปยึดถือขันธ์ เพราะเราไม่เห็นความจริงของขันธ์ ว่าไม่ใช่ของดีของวิเศษ

ถ้าเราเห็นความจริงของขันธ์ ว่าไม่ใช่ของดีของวิเศษ จิตจะไม่ไปยึดถือขันธ์ขึ้นมา
เหมือนเด็กๆ บางคนเด็กเล็กๆ เห็นถ่านไฟแดงๆ สวยดี
ผู้ใหญ่คอยเตือน อย่าไปเล่นไฟนะ อย่าไปเล่นไฟนะ มันก็ยังอยากเล่น
พอเผลอนะ มันก็ไปหยิบถ่านไฟขึ้นมา พอหยิบถ่านไฟขึ้นมา มันรู้แล้วว่าร้อน ไม่ดี
ตั้งแต่นั้นนะ ให้มันหยิบ มันไม่หยิบแล้ว
จิตนี้ก็เหมือนเด็กนั่นแหละ
ถ้ามันรู้ว่าขันธ์ ๕ เป็นถ่านไฟแดงๆ เป็นตัวทุกข์ล้วนๆนะ จ้างให้ก็ไม่หยิบหรอก ไม่ยึดหรอก
โยนทิ้งไม่ทันเลยนะ ถ้าปัญญาแก่รอบเมื่อไหร่นะ มันโยนความยึดถือในขันธ์ ๕ นี้ทิ้ง โยนไม่ทันเลย

งั้นเราต้องมาให้เห็นความจริงของกายของใจให้ได้ :01:
พระพุทธศาสนาท่านสอนเข้ามาถึงตรงนี้ ซึ่งในที่อื่นไม่มี ในคำสอนที่อื่นไม่มีเลย
วิปัสสนากรรมฐาน การที่จะมาฝึกจนเห็นความจริง ของกายของใจ ของรูปของนาม เป็นคำสอนเฉพาะของพระพุทธเจ้า

ส่วนเรื่องการนั่งสมาธิ การทำทาน การรักษาศีล
อะไรอย่างนี้ เค้าเรียกว่าสาธารณะกุศล ศาสนาอื่นก็มี
ไม่มีศาสนานะ บางคนเค้าก็ใจบุญ ทำบุญทำทาน
เค้าก็ทำของเค้า ไม่ต้องมีพระพุทธเจ้าสิ่งเหล่านี้ก็มี
แต่สิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านค้นพบแล้วเอามาสอน ไม่มีในที่อื่น ก็คือวิปัสสนากรรมฐานนั่นเอง
ส่วนการทำจิตให้สงบ สมถะกรรมฐานนั้นมีมาก่อนพระพุทธเจ้าอีก

งั้นถ้าเราอยากรู้จักพระพุทธศาสนาจริงๆ
เราต้องเรียนรู้เรื่องวิปัสสนากรรมฐานให้ถ่องแท้
วิปัสสนากรรมฐานนี่แหละจะเป็นตัวเอาความทุกข์ออกจากใจ
ถ้ารู้ความจริงของรูปของนาม ของกายของใจได้ ก็ไม่ยึดถือมัน
ก็เท่ากับไม่ไปหยิบฉวยเอาความทุกข์ขึ้นมา

วิปัสสนากรรมฐาน
ปัสสนะ แปลว่าการเห็น วิ แปลว่าแจ้ง
เห็นแจ้งเห็นจริงเห็นถูก เห็นไตรลักษณ์นั่นเอง
เห็นว่าร่างกายนี้ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา
จิตไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา

:103: :103: :103: :104: :103: :103: :103: :115:

สวนสันติธรรม
วันเสาร์ ที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕

การโพสต์นี้ได้ถูกแก้ไขโดย you4lucky: 22/06/2016 - 11:13

[color="#9ACD32"][size="2"][font="Courier New"]ชีวิตเรานี้เป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา

สิ่งที่เอาไปได้มีเพียงบุญและบาป (",)[/font][/size][/color]
0



#56 ผู้ใช้ออฟไลน์   you4lucky ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1295
  • สมัคร: 16/09/2006

ตอบ: 23/06/2016 - 09:59

:104: :103: :103: :103: ธรรมะจากพระผู้รู้ โดย พระ ปราโมทย์ ปา โมชฺโช ค่ะ :103: :103: :103: :104:

จาก หนังสือธรรมะใกล้ตัว ฉบับที่ 149 ค่ะ



วันนี้หลวงพ่อจะพูดเรื่องดูจิตให้ฟัง :01:

การดูจิตจริงๆนะ ทำได้สารพัด
ดูจิตเพื่อให้เกิดสติก็ได้
ดูจิตเพื่อให้มีศีลก็ได้
ดูจิตเพื่อให้เกิดสมาธิก็ได้
ดูจิตเพื่อให้เกิดปัญญาก็ได้

ไม่เหมือนกัน การดูจิตแต่ละอย่างๆนั้นดูไม่เหมือนกัน
อย่างพวกเราได้ยินคำว่าดูจิตกันแล้ว ไม่รู้ ฟังเอา ไม่เข้าใจ แต่ละอย่างแตกต่าง

ดูจิตให้มีสตินะ เบื้องต้นทำกรรมฐานสักอย่างหนึ่งก็ได้
จะพุทโธ จะหายใจ อะไรก็ได้นะ
พุทโธไปแล้ว จิตมันไหลไปเรารู้สึก จิตมันหนีไปเรารู้สึก อย่างนี้ก็ได้
หรือว่าเราดูที่ตัวจิตตรงๆเลยก็ได้
จิตเป็นสุขขึ้นมาคอยรู้ จิตเป็นทุกข์ขึ้นมาคอยรู้
จิตดีขึ้นมาคอยรู้ จิตชั่วขึ้นมาคอยรู้ คอยรู้ความเปลี่ยนแปลงของจิตเรื่อย
ใช้จิตเป็นฐาน ใช้จิตเป็นวิหารธรรมโดยตรงเลยอันนี้

เราดูความเปลี่ยนแปลง ความรู้สึกที่เปลี่ยน
ต่อไปความรู้สึกมันเปลี่ยนนิดเดียวนะ เราไม่ได้เจตนาจะรู้เลย มันรู้ขึ้นเอง
ตรงที่ไม่ได้เจตนาจะรู้แล้วรู้ขึ้นได้เองนี่แหละ เรียกว่ามีสติล่ะ
แต่ถ้าจงใจจะรู้ ไปจ้องอยู่ตลอดเวลา จะไม่มีอะไรให้ดูเลย จะว่างๆ

งั้นการดูจิตดูใจนั้น อย่าไปจ้องอยู่ที่จิตนะ อย่าไปจ้องอยู่ที่จิต
ให้ตาหูจมูกลิ้นกายใจ กระทบอารมณ์ไปก่อน
แล้วเกิดความรู้สึกแปลกปลอมขึ้นในใจแล้วค่อยรู้เอา ค่อยรู้สึกเอา อย่าไปรอดู


การดูจิตดูใจไม่เหมือนดูกาย
ดูกายเราดูลงปัจจุบันได้เลย มันมีอยู่แล้ว
มันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาอยู่แล้ว
ถึงเราจ้องอยู่มันก็ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา
[color="#9ACD32"][size="2"][font="Courier New"]ชีวิตเรานี้เป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา

สิ่งที่เอาไปได้มีเพียงบุญและบาป (",)[/font][/size][/color]
0



#57 ผู้ใช้ออฟไลน์   you4lucky ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1295
  • สมัคร: 16/09/2006

ตอบ: 23/06/2016 - 10:06

การดูจิตเนี่ยอย่าจ้องจิต
ถ้าไปจ้องจิต ไปดักดูจิต ไปรอดูจิต มันจะไม่มีอะไรเลย
ให้แค่ดูจิตเนี่ยเป็นกรรมฐานที่เป็นธรรมชาติธรรมดาที่สุดเลย ในการดำรงชีวิตธรรมดานี้แหละ

ขับรถอยู่คนปาดหน้าปุ๊บ จิตมันโกรธนะ เรารู้ทันจิตที่โกรธ จิตโกรธเกิดขึ้น
แต่ถ้าไปรอดู ขับรถออกไป ...แต่เมืองนี้ไม่ค่อยดี ขับรถไม่ค่อยมีใครปาด ทำกรรมฐานยาก (เสียงหัวเราะ)
อยู่เมืองไทยทำกรรมฐานง่าย มันปาดซ้ายทีปาดขวาทีนะ
ไม่รู้จะยกตัวอย่างอะไร หาดูยาก ที่นี่มันเรียบๆ

หรือเดินผ่านไปนะ เห็นดอกไม้สวย ใจมันชอบรู้ว่าชอบ
ลมหนาวมา หนาวไม่มาก สบายใจรู้ว่าสบายใจ
หนาวจัด ไม่สบายใจรู้ว่าไม่สบายใจ
เนี่ยคอยรู้ทันความรู้สึกของตัวเองเรื่อยๆ

การที่เราคอยรู้ทันความรู้สึกที่เกิดขึ้นในใจเรานะ
จะสุขเกิดขึ้นก็รู้ ทุกข์เกิดขึ้นก็รู้
กุศลเกิดขึ้นก็รู้ โลภโกรธหลงเกิดขึ้นก็รู้
ต่อไปเราจะรู้โดยที่ไม่ต้องเจตนารู้
เกิดอะไรขึ้นนิดเดียว เปลี่ยนความรู้สึก เปลี่ยนปั๊บเราจะรู้เอง
เนี่ยฝึกอย่างนี้นะ สติจะเร็วขึ้นเร็วขึ้น

สติเป็นเรื่องสำคัญมาก
ถ้าเราหัดรู้ทันความเปลี่ยนแปลงของจิตเรื่อยๆเนี่ย
ศีล สมาธิ ปัญญา และวิมุตติ จะเกิดขึ้น



ดูจิตอย่างไรให้เกิดศีล
เวลาคนทำผิดศีลเนี่ยเพราะว่ากิเลสครอบงำจิต
อย่างความโกรธครอบงำจิตนะ
ก็ไปด่าเค้าไปตีเค้า ไปทำลายทรัพย์สินเค้า ทำได้ทุกอย่าง
ความโลภเกิดขึ้นครอบงำจิต ก็ไปขโมยเค้า เป็นชู้เค้าอะไรอย่างนี้
ไปเอาทรัพย์สินเค้า หรือไปฆ่าเค้าเพื่อจะเอาทรัพย์สิน ทำผิดศีล
ที่ทำผิดศีลได้ เพราะว่ากิเลสครอบงำจิตได้

ถ้าเราคอยเท่าทันจิตเรื่อยๆ
อะไรแปลกปลอมเข้าในจิต รู้สึก
อะไรแปลกปลอมเข้าในจิต รู้สึก
พอกิเลสแปลกปลอมเข้ามาสู่จิต เรารู้สึก
ทันทีที่รู้สึกนั้นกิเลสจะกระเด็นออกไปเลยนะ
ไม่ต้องทำอะไรเลย มันจะหนีไปเอง

กิเลสนี้มันร้ายจริงนะ แต่มันขี้อาย
ถ้าเราเห็นมัน รู้ทันมันเท่านั้น มันหนีเลย
แต่มันดื้อนะ ถ้าเราไปต่อต้านมันเมื่อไหร่มันจะซัดเราเละเลย

งั้นเวลาสู้กิเลสนะ อย่าไปต่อต้านมันตรงๆ แค่รู้สึกเท่านั้น
กิเลสเหมือนน้ำนะ ถ้าเราไปกั้นเขื่อน น้ำเกิดพลังต่อต้านรุนแรงเลย
ถ้าปล่อยให้มันไหลไปตามธรรมชาติก็ไม่รุนแรง
กิเลสไหลไปตามธรรมชาติ เราแค่รู้อยู่นะ ไม่ตามมันไป ไม่รุนแรงหรอก
เราคอยรู้ทันนะ ให้กิเลสไหลมาเรารู้ ไหลมาเรารู้
มันก็ไหลผ่านไปเรื่อย อย่างนี้ใจจะเกิดศีลขึ้นโดยอัตโนมัติ

แล้วถ้าจิตของเราไหลออกนอก จิตเราไหลออกไป
อย่างเดี๋ยวก็วิ่งมาดูหลวงพ่อหน่อยหนึ่ง
เดี๋ยวก็วิ่งมาฟัง เดี๋ยวก็วิ่งไปคิด สลับไปสลับมานะ
ถ้าเรารู้ทันจิตที่ไหลไปไหลมา สมาธิจะเกิดขึ้น


งั้นถ้าเราหัดดูจิตนะ ถ้าเราเห็นกิเลสมาแล้วเรารู้ทันนะ เราจะเกิดศีลขึ้น
ถ้าเราเห็นจิตนี้ฟุ้งซ่านออกไป ไหลออกไปทางตา
ไหลไปทางหู ไหลไปทางใจอะไรอย่างนี้ จะได้สมาธิ ได้ความตั้งมั่นขึ้น

ถ้าดูจิตให้เกิดปัญญา เราก็คอยรู้ลงไป
ทุกอย่างที่เกิดขึ้น กระทั่งตัวจิตเอง เกิดแล้วก็ดับไป
ตัวจิตเองเช่น เดี๋ยวก็เป็นจิตผู้รู้ เดี๋ยวก็เป็นจิตผู้คิด
จิตผู้รู้อยู่ชั่วคราวก็หาย จิตผู้คิดอยู่ชั่วคราวแล้วก็หาย นี่เรียกว่าเจริญปัญญาอยู่
จะเห็นไตรลักษณ์ เห็นความไม่เที่ยง เห็นการบังคับไม่ได้

หรือความสุขความทุกข์เกิดขึ้นกับจิต เรารู้ทัน
ก็เห็นเลยความสุขความทุกข์อยู่ชั่วคราวแล้วก็หายไป เรียกว่าเดินปัญญาอยู่

หรือเห็นว่ากุศลทั้งหลายนะ
ศรัทธา วิริยะ สติ อะไรอย่างนี้ เกิดขึ้นแล้วก็หายไป
บางวันก็ศรัทธา บางวันก็ไม่ศรัทธา ใช่ไหม
ศรัทธาของปุถุชนเป็นอย่างนั้น
บางวันก็ศรัทธา บางวันก็ไม่ศรัทธา ขึ้นอยู่กับผลประโยชน์เป็นสำคัญ
ถ้าพระพุทธเจ้าสอนอะไรขัดผลประโยชน์เรา เราก็ไม่ศรัทธาอะไรอย่างนี้

วันนี้ศรัทธา วันนี้ไม่ศรัทธา
วันนี้มีความเพียร วันนี้ขี้เกียจ
วันเดียวกันบางทีก็มีหลายอย่างใช่ไหม
ตั้งใจว่าตอนนี้มีศรัทธาแล้วจะมีความเพียร อยากเดินจงกรม
ตั้งใจว่าจะเดินหนึ่งชั่วโมง เดินไปห้านาที วิริยะหายแล้ว นอนดีกว่า
เนี่ยก็ไม่เที่ยงนะ ให้รู้ทันลงไป
รู้ทันลงไป อกุศลก็ไม่เที่ยง โลภ โกรธ หลง มาแล้วก็ดับ
เห็นทุกอย่างเกิดแล้วก็ดับไป นี่เรียกว่าเราเจริญปัญญาอยู่

งั้นการเจริญปัญญาด้วยการดูจิตดูใจเนี่ย เราดูได้สองอย่าง
อันหนึ่ง ดูความรู้สึกต่างๆที่เกิดร่วมกับจิตใจของเรา
อันหนึ่ง ดูตัวจิตเอง ตัวจิตเองเดี๋ยวก็เป็นผู้รู้ เดี๋ยวก็เป็นผู้คิด เกิดดับไปเรื่อย
การที่เห็นว่าทุกอย่างเกิดแล้วดับนั่นแหละ เรียกว่าการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน
[color="#9ACD32"][size="2"][font="Courier New"]ชีวิตเรานี้เป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา

สิ่งที่เอาไปได้มีเพียงบุญและบาป (",)[/font][/size][/color]
0



#58 ผู้ใช้ออฟไลน์   you4lucky ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1295
  • สมัคร: 16/09/2006

ตอบ: 23/06/2016 - 10:13

งั้นดูจิตนะ ดูทีแรกคอยรู้ทันอะไรแปลกปลอมรู้ทันไปเรื่อย จะได้สติ
พอมีสติแล้ว ต่อไปถ้าเห็นกิเลสมานะ รู้ทันนะ กิเลสผ่านไปเลย เราจะมีศีลขึ้นมา
แล้วถ้าเรามีสติรู้ทันจิตที่ไหลไปคิด ไหลไปดู ไหลไปฟัง เราจะได้สมาธิ จิตจะตั้งมั่นขึ้นมา

.อย่างหลวงพ่อเนี่ยฝึกมาด้วยการดูจิต
การดูจิตนะมันไม่ใช่ของดีวิเศษที่สุดหรอก
ไม่ใช่ solution สำหรับการปฏิบัติของทุกๆคน
แต่มันกรรมฐานที่เหมาะกับคนรุ่นในเมือง
คือพวกคิดมากน่ะ เป็นกรรมฐานที่เหมาะกับพวกคิดมาก
เวลาเราคิดแต่ละครั้ง ความรู้สึกเราจะเปลี่ยน
กิเลสก็เกิด กุศลก็เกิด สุขก็เกิด ทุกข์ก็เกิด ดีก็เกิด ชั่วก็เกิด
อะไรอย่างนี้ หมุนอยู่ในใจเราทั้งวัน
เราคอยรู้ เราจะเห็นแต่ความเปลี่ยนแปลง

สุดท้ายมันจะเห็นเลยว่าทุกอย่างชั่วคราวนะ
สุขก็ชั่วคราว ทุกข์ก็ชั่วคราว ดีก็ชั่วคราว ชั่วก็ชั่วคราว
จิตที่เป็นผู้รู้ก็ชั่วคราว จิตที่เป็นผู้คิดผู้หลงก็ชั่วคราว
เนี่ยเฝ้าดูไปจนเห็นว่าทุกอย่างชั่วคราว
ถ้าดูไปมากพอนะ ในที่สุดมันจะเกิดมรรคเกิดผลขึ้น

งั้นอยู่ที่เราทำให้พอนะ หัดดู
หัดดู อะไรแปลกปลอมขึ้นในใจคอยรู้ ก็ได้สติ
กิเลสมาเรารู้ทัน เราจะมีศีล
จิตส่งออกไปทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เรารู้ทัน เราจะได้สมาธิ
แล้วเราเห็นความเกิดดับเปลี่ยนแปลงในจิตใจของเรา
ทั้งสุข ทั้งทุกข์ ทั้งดี ทั้งชั่ว ทั้งตัวจิตที่เป็นผู้รู้ ทั้งจิตที่เป็นผู้คิด เกิดแล้วก็ดับทั้งสิ้น
นี่เราจะได้ปัญญา ถ้าปัญญามากพอจะเกิดมรรคเกิดผลขึ้น
มรรคผลนั้นไม่มีใครสั่งให้เกิดได้นะ

:103: :103: :103: :104: :103: :103: :103:

วัดพุทธานุสรณ์ :01:
Fremont California, USA
วันอาทิตย์ ที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๕๕
[color="#9ACD32"][size="2"][font="Courier New"]ชีวิตเรานี้เป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา

สิ่งที่เอาไปได้มีเพียงบุญและบาป (",)[/font][/size][/color]
0



#59 ผู้ใช้ออฟไลน์   you4lucky ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1295
  • สมัคร: 16/09/2006

ตอบ: 24/06/2016 - 10:27

:104: :103: :103: :103: ธรรมะจากพระผู้รู้ โดย พระ ปราโมทย์ ปา โมชฺโช ค่ะ :103: :103: :103: :104:

จาก หนังสือธรรมะใกล้ตัว ฉบับที่ 150 ค่ะ
:01:


ถ้าเมื่อไหร่รู้อริยสัจนะ จะปล่อยวางตัวจิตได้
งั้นการที่จะเข้ามาทำลายผู้รู้ ปล่อยวางตัวจิตได้ ต้องรู้แจ้งอริยสัจ
อันนี้แถมไว้ให้นะ พวกเรายังไม่ถึงตรงนี้หรอก แต่บอกไว้ก่อน
นานๆเจอกันที เกิดหลวงพ่อไม่อยู่แล้ว เกิดถึงตัวผู้รู้แล้วจะได้ทำลายผู้รู้ได้

ทำลายผู้รู้ไม่ได้ทำด้วยวิธีอื่น ไม่ได้ทำด้วยการกำหนดจิตไปเพ่งใส่มัน
ไม่ได้แกล้งทำเป็นเอ๋อๆไม่รู้เรื่อง ทำสติแตก ไม่ใช่
แต่มันคือการรู้แจ้งอริยสัจแห่งจิต
ถ้าวันใดเราเห็นความจริง ว่าจิตนี้ไม่ใช่ของดีของวิเศษ จิตนี้เป็นทุกข์ล้วนๆ
บางท่านเห็นว่าจิตเป็นทุกข์ เพราะมันไม่เที่ยง
บางท่านเห็นว่าจิตเป็นทุกข์ เพราะมันถูกบีบคั้น
บางท่านเห็นว่าจิตเป็นทุกข์ เพราะมันบังคับไม่ได้
มันบังคับไม่ได้นะ มันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตานั่นเอง
การที่เห็นแจ้งว่าจิตเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
เพียงมุมใดมุมหนึ่งนะ จิตจะปล่อยวางจิต เค้าจะปล่อยของเค้าเอง

ทำไมต้องเห็นแจ้งตรงนี้แล้วเป็นการรู้อริยสัจ
ในบรรดาขันธ์ ๕ ทั้งหลายเนี่ย สิ่งที่เรายึดถือเหนียวแน่นที่สุดนะก็คือจิต
สิ่งที่เราสำคัญมั่นหมายว่าเป็นตัวเรามากที่สุด ก็คือจิต
สิ่งที่เรายึดถือเหนียวแน่นที่สุด ก็คือจิต
งั้นวันใดที่เห็นความจริงว่าจิตไม่ใช่ตัวเรา จะเห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างไม่ใช่ตัวเรา
วันใดไม่ยึดถือจิต ก็จะไม่ยึดถือสิ่งใดในโลกอีกแล้ว
เพราะจิตเป็นศูนย์กลางของโลก เป็นศูนย์กลางของจักรวาล

งั้นให้เราคอยมาสังเกตความจริงของจิตไปเรื่อยๆ
จิตนี้ไม่เที่ยง จิตนี้ถูกบีบคั้นอยู่ตลอดเวลา
จิตนี้ไม่อยู่ในอำนาจ สั่งให้ดีก็ไม่ดี ห้ามชั่วมันก็จะชั่ว
สั่งให้สุขมันก็ไม่สุข ห้ามทุกข์มันก็จะทุกข์ มันไม่อยู่ในอำนาจจริง
เนี่ยเฝ้าดูลงไป เห็นแต่ของที่ไม่อยู่ในอำนาจ ไม่ใช่ฝึกจนมันอยู่ในอำนาจนะ
ถ้าฝึกจนอยู่ในอำนาจก็คือเข้าไปควบคุมมันสำเร็จ
นั่นแหละไม่ปล่อยตัวผู้รู้หรอก แต่ว่าเข้าไปยึดถือผู้รู้ไว้อย่างเหนียวแน่นเลย

แต่ก่อนที่พวกเราจะมาถึงจุดที่ทำลายผู้รู้นี้อย่าเพิ่งรีบร้อนนะ
ดูจิตมันเกิดดับ ดูจิตมันเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เรื่อยๆไป ถึงเวลามันทำลายของมันเอง
เหมือนลูกไก่ที่โตเต็มที่แล้วจะเจาะทำลายเปลือกเอง
อยู่ๆเราไปรีบตอกไข่นะ แม่ไก่ออกมาปุ๊บ
แล้วเราอยากได้ลูกไก่เร็วๆ ตอกไข่ออกมาไม่เจอลูกไก่ ยังไม่เป็นตัว
เหมือนจิตของพวกเราตอนนี้นะ อย่าเพิ่งไปทำลายจิตนะ อย่าเพิ่งไปทำลายผู้รู้นะ
ทำลายออกมาจะไม่เหลืออะไรเลย เหลือแต่ไข่เจียว เหลือแต่ไข่ดาว ไม่ได้เรื่องหรอก

งั้นพอมีจิตแล้วนะ ก็คอยรู้คอยดูของเราไป เฝ้ารู้เฝ้าดูเรื่อยไป
ถึงจุดหนึ่งเมื่อสติปัญญามันบ่มเต็มที่แล้วมันจะปล่อยวางจิตด้วยตัวของมันเอง

นี่สอนให้แบบละเอียดแล้วนะ ไม่มีใครเค้าสอนกันหรอกนะอย่างนี้ สอนแล้วมันเปลืองตัว
นี้หลวงพ่อเรียนมาจากครูบาอาจารย์ ท่านสอนมาอีกที เรามาบอกต่อให้ ธรรมะจะได้ไม่หายไป
ถ้าตราบใดที่ปล่อยวางจิตไม่ได้ ยังเวียนว่ายตายเกิดอีก
จิตเหมือนเมล็ดของต้นไม้ เหมือนเมล็ดของต้นมะม่วง เหมือนเมล็ดทุเรียน ขนุน อะไรอย่างนี้
มีเมล็ดอยู่เมล็ดเดียวนะ เอาไปเพาะ งอกต้นไม้ขึ้นมาอีก ออกลูกออกหลานมาได้อีกเยอะแยะเลย
จิตดวงเดียวที่ยังไม่สิ้นเชื้อเกิด ยังมีอวิชชา ยังมีความไม่รู้แจ้งถึงอริยสัจซ่อนอยู่ภายใน
จิตดวงเดียวนี้แหละ พาเราเวียนว่ายตายเกิดไปสู่ภพภูมิใหม่ๆ สร้างขันธ์ ๕ ใหม่ขึ้นมาได้อีก
เหมือนเมล็ดมะม่วง สร้างต้นมะม่วง ออกลูกมะม่วงมาได้อีกเยอะแยะเลย
จิตดวงเดียวที่ยังมีเชื้อเกิดคือไม่รู้อริยสัจอยู่เนี่ย
มันพาให้เราได้ขันธ์ ๕ ขึ้นมาอีกในภพภูมิต่างๆเวียนว่ายไปเรื่อย
[color="#9ACD32"][size="2"][font="Courier New"]ชีวิตเรานี้เป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา

สิ่งที่เอาไปได้มีเพียงบุญและบาป (",)[/font][/size][/color]
0



คำตอบต่อไป: you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - เภตรา - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - เภตรา - you4lucky - you4lucky - you4lucky - เภตรา - you4lucky - you4lucky -
  • (10 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • 3
  • 4
  • 5
  • สุดท้าย »
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • ท่านไม่สามารถตอบกลับกระทู้นี้ได้

1 ผู้ใช้กำลังอ่านกระทู้นี้
0 สมาชิก, 1 ผู้เยี่ยมชม, 0 ผู้ใช้ที่ไม่ระบุชื่อ