ลานธรรมเสวนา: ธรรมะจากพระผู้รู้ โดย พระ ปราโมทย์ ปา โมชฺโช ค่ะ - ลานธรรมเสวนา

เข้าไปดูเนื้อหา

  • (10 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • 3
  • 4
  • สุดท้าย »
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • ท่านไม่สามารถตอบกลับกระทู้นี้ได้

ธรรมะจากพระผู้รู้ โดย พระ ปราโมทย์ ปา โมชฺโช ค่ะ จาก หนังสือธรรมะใกล้ตัว ค่ะ ให้คะแนนกระทู้: -----

#0 ผู้ใช้ออฟไลน์   you4lucky ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1295
  • สมัคร: 16/09/2006

ตอบ: 27/04/2016 - 09:50

ธรรมะจากพระผู้รู้ โดย พระ ปราโมทย์ ปา โมชฺโช ค่ะ



จาก หนังสือธรรมะใกล้ตัว ฉบับที่ 38 ค่ะ


ถาม: เรามาคอยตามรู้กาย ตามรู้ใจ เพื่ออะไร
เพื่อที่เราจะได้เป็นคนดีมีความสุขใช่หรือไม่
และเราควรตั้งเป้าหมายในการปฏิบัติธรรมอย่างไร

การที่เรามาคอยรู้กายมาคอยรู้ใจ ไม่ใช่เพื่อไปบังคับเขานะ
ไม่ใช่เพื่อฝึกให้เขาดี ไม่ใช่เพื่อจะหาความสุข
แต่ว่าเราตามรู้กาย ตามรู้ใจเพื่อให้เห็นความจริง
กายนี้ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ บังคับไม่ได้
จิตใจก็ไม่เที่ยง เป็นทุกข์บังคับไม่ได้



พอเราเห็นอย่างนี้ซ้ำ ซ้ำ ซ้ำ
วันหนึ่งจิตยอมรับความจริงว่ากายนี้ใจนี้ไม่ใช่ตัวเราหรอก
เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งต่างหากจากคำว่าตัวเรา ตัวเราไม่มี
ถ้าเมื่อไหร่เห็นตรงนี้เขาเรียกว่าพระโสดาบัน

เป้าหมายแรกของนักปฏิบัตินะ ต้องมุ่งไปเป็นพระโสดาบัน
ต้องบรรลุพระโสดาบันให้ได้ในชีวิตนี้ ต้องตั้งเป้าอย่างนี้
เมื่อเราอยากเป็นพระโสดาบัน ต้องการเป็นพระโสดาบัน
แล้วพระโสดาบันมีคุณสมบัติยังไง
พระโสดาบัน คือ คนที่ละสักกายทิฏฐิได้
สักกายทิฏฐิ คือ ความเห็นผิดว่ากายนี้ใจนี้เป็นตัวเรา
วิธีละความเห็นผิดมีทางเดียวเท่านั้น ไม่มีทางที่สองเลย
ก็คือการที่เราคอยรู้กายอย่างที่เขาเป็น รู้ใจอย่างที่เขาเป็น
ไม่ใช่ไปนั่งคิดเอาว่าเขาไม่ใช่ตัวเรา เขาไม่เที่ยง เขาเป็นทุกข์
นั่งคิดเอานะไม่ได้อะไร ต้องเห็นของจริง... รู้
อย่างจิตใจนี่เราเห็นเลยว่ามันแปรปรวนทั้งวัน
เห็นไปเรื่อย ถึงจุดหนึ่งเห็นมันบังคับอะไรไม่ได้
เดี๋ยวมันวิ่งไปทางตา เคยเห็นไหม มันวิ่งไปที่หู ไปทางหู ไปฟัง วิ่งไปคิด
ตรงนี้ดูออกไหม แค่เรารู้ว่ามันหนีไปคิด เราก็ตื่นขึ้นมาแล้ว
เราจะเกิดความรู้สึกตัว คือเราหลุดออกจากโลกของความคิด

ทันทีที่เราหลุดออกจากโลกของความคิด จิตนี้กายนี้จะไม่ใช่ตัวเราแล้ว
เพราะแท้จริงเราไม่มี ตัวเราเป็นความคิดล้วนๆ เลย

๓๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๘
[color="#9ACD32"][size="2"][font="Courier New"]ชีวิตเรานี้เป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา

สิ่งที่เอาไปได้มีเพียงบุญและบาป (",)[/font][/size][/color]
0


  • (10 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • 3
  • 4
  • สุดท้าย »
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • ท่านไม่สามารถตอบกลับกระทู้นี้ได้

การตอบอื่นๆต่อกระทู้นี้

คำตอบก่อนหน้า: you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky -

#20 ผู้ใช้ออฟไลน์   you4lucky ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1295
  • สมัคร: 16/09/2006

ตอบ: 30/04/2016 - 10:01

ถาม: การที่เราฝึกเป็นคนดี ทำจิตทำใจให้ดีอยู่เสมอ มองโลกในแง่ดีเสมอๆ เมื่อมีกิเลสอะไรเกิดขึ้นในจิตในใจก็คอยกำจัดออกไป เปรียบเหมือนกับเราคอยล้างจิตล้างใจให้สะอาดอยู่เสมอๆ วิธีนี้จะช่วยให้แก้ทุกข์ได้หรือไม่คะ :115: :114: :01:

ตอนผมเด็กๆ ที่บ้านมีโอ่งน้ำโตๆ อยู่หลายใบ เวลาผู้ใหญ่เผลอ ผมชอบแอบเอามือไปกวนน้ำเล่น (เข้าทำนองกวนน้ำให้ขุ่น) เพื่อให้ตะกอนก้นโอ่งมันกระจายขึ้นมา น้ำที่ดูใสสะอาดก็จะแสดงคุณภาพที่แท้จริงของมันออกมา

เดี๋ยวนี้เวลาเจริญสติสัมปชัญญะ ก็เห็นจิตมันสงบนิ่ง ใสสะอาด เหมือนน้ำใสในโอ่งนั้นเอง แต่เวลามี
การกระทบอารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ตะกอนกิเลส (อาสวะ) ที่นอนเนื่องในสันดานก็จะแสดงตัวออกมาเป็นกิเลส จิตก็ดูเศร้าหมองลง เหมือนน้ำขุ่น แต่พอผัสสะนั้นดับไป ไม่นานกิเลสก็ระงับดับไป มันก็ตกตะกอนลงไปนอนในสันดานของเราอีก

ยิ่งนานวัน ตะกอนก้นโอ่งก็ยิ่งมาก (เหมือนจิตที่มีธรรมชาติไหลลงที่ต่ำตลอดเวลา) พอสังเกตเห็นว่าโอ่งสกปรกมากแล้ว ก็ต้องล้างตะกอนกันทีหนึ่ง แล้วไม่นานมันก็มีตะกอนอีก วนเวียนอยู่อย่างนี้เรื่อยไป เพราะการล้างโอ่งมันยังเป็นวิชาสามัญมาก มันก็แก้ทุกข์ได้เป็นคราวๆ เท่านั้น

ส่วนการเจริญสติสัมปชัญญะ เจริญศีล สมาธิ ปัญญา นั้น ถึงจุดหนึ่งจะทำลายความยึดมั่นในจิตลงไป ก็เหมือนการทุบโอ่งน้ำทิ้งไป ตะกอนกิเลสก็ไม่มีที่อาศัยอยู่อีก

วิชาทางโลกจึงไม่มีที่สุด แต่วิชาทางธรรมของพระพุทธเจ้ามีที่สุดครับ


สันตินันท์

๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๒

http://www.bangkokma...nt/view/230/41/
[color="#9ACD32"][size="2"][font="Courier New"]ชีวิตเรานี้เป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา

สิ่งที่เอาไปได้มีเพียงบุญและบาป (",)[/font][/size][/color]
0



#21 ผู้ใช้ออฟไลน์   you4lucky ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1295
  • สมัคร: 16/09/2006

ตอบ: 30/04/2016 - 10:04

ถาม: บางครั้งเกิดความสงสัยเกี่ยวกับเรื่องชาตินี้ชาติหน้า เรื่องผีสางเทวดาเพราะเป็นเรื่องที่พิสูจน์ได้ยาก บางคนถึงกับพูดว่าเรื่องราวในพระไตรปิฎกหลายเรื่องเป็นนิทานหลอกเด็ก ดังนั้นจึงคิดว่า เรื่องบางเรื่องพิสูจน์กันไม่ได้ ถ้าหากว่าไม่มีเรื่องพวกนี้เลย คุยกันแต่เรื่องทุกข์กับการดับทุกข์เท่านั้นน่าจะดีกว่าหรือไม่ :106: :115: :33: :01:

การปฏิบัติธรรมในทางพระพุทธศาสนานั้น มีการเปลี่ยนแปลงทางจิตอย่างอัศจรรย์ที่สุด แต่เป็นเรื่องที่ผู้อื่นรับทราบได้ยาก เช่น เรื่องการบรรลุมรรคผลนิพพาน เพราะเป็นความรับรู้เฉพาะตัว คนอื่นรู้ด้วยไม่ได้ แต่ถ้าจะพิสูจน์แค่ว่า ปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญา แล้วพ้นทุกข์ได้ ถ้าแค่นี้ก็ท้าให้ผู้สงสัยลองปฏิบัติดูได้เสมอครับ

หรืออย่างเรื่องนรก สวรรค์ ชาติก่อน ชาติหน้า ผี เทวดา ก็เป็นเรื่องที่เถียงกันไม่จบ ใครเคยมีประสบการณ์ที่ทำให้เชื่อก็เชื่อ ใครเคยมีประสบการณ์ที่จะไม่เชื่อก็ไม่เชื่อ และเวลานี้พวกเราก็ตั้งกระทู้ทำนองนี้มากมาย แล้วก็เถียงกัน ไม่มีข้อยุติ บางคนประกาศว่ามี บางคนพูดอ้อมๆ แบ่งรับแบ่งสู้ บางคนประกาศว่าไม่มี

ที่จริงมันไม่ใช่เรื่องสำคัญเท่าเรื่องทุกข์และการดับทุกข์หรอกครับ แต่ผมเป็นห่วงว่า บางท่านสรุปเร็วไป ถึงขนาดระบุว่า กฎแห่งกรรม หรือเรื่องชาตินี้ชาติหน้า เป็นเครื่องมือให้คนเชื่อแล้วสังคมจะได้เรียบร้อย หรือปฏิเสธพระไตรปิฎกบางส่วนว่าเป็นนิยายหลอกเด็กไปเลย ซึ่งถ้าปฏิเสธเรื่องผีและเทวดา ชาติก่อน และชาติหน้า พระวินัยบางข้อก็ต้องยกเลิก เช่น ในข้อที่ห้ามฆ่าโอปปาติกะ พระสูตรจำนวนมากต้องยกเลิกไป ส่วนพระอภิธรรมก็เป็นเรื่องแสดงให้เทวดาฟัง ยิ่งไปกันใหญ่ ผมเสียดายพระไตรปิฎกเหล่านี้ครับ

พระอภิธรรมก็เป็นเรื่องแสดงให้เทวดาฟัง ยิ่งไปกันใหญ่ ผมเสียดายพระไตรปิฎกเหล่านี้ครับ
เมื่อเรื่องลึกลับทางจิตใจนั้น พิสูจน์ให้เห็นได้ยาก ผมจึงขอเสี่ยงเล่าถึงสิ่งที่เป็นของแปลกแต่เป็นรูปธรรม
สักเรื่องหนึ่ง เพื่อให้พวกเราบางคนใช้ความไตร่ตรองมากขึ้น ก่อนที่จะกล่าวว่าพระไตรปิฎกเป็นนิยาย นิทาน อะไรนั่น เพราะในพระพุทธศาสนานั้น ยังมีสิ่งที่เราไม่เข้าใจอยู่อีกมาก

นั่นคือเรื่องการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายของนักปฏิบัติธรรมบางท่าน ที่กระดูกของท่านตกผลึกเป็นแก้ว เรื่องนี้คนทั่วไปรู้เห็นได้ด้วยนะครับ ทั้งมีพยานวัตถุและบุคคลเป็นจำนวนมากในยุคนี้ แต่ผมก็ยังหาข้อยุติไม่ได้ว่าเกิดจากอะไร แต่ยืนยันว่ามีแน่ และเกิดเฉพาะท่านที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเท่านั้น

ขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงของกระดูกเป็นผลึกแก้วมีดังนี้ครับ

๑. กระดูกส่วนที่มีรูพรุนๆ จะเป็นเร็วกว่ากระดูกแข็ง
๒. มีการเปลี่ยนแปลง ๒ ด้านคือ
๒.๑ การเปลี่ยนแปลงจากภายในกระดูก จะมีคล้ายๆ น้ำใสๆ (แต่ไม่ใช่น้ำ และไม่ใช่ของเหลวด้วย) ค่อยๆ ผุดขึ้นจากรูพรุน พร้อมกับไล่ฟองอากาศภายในกระดูกออกมาด้วย
๒.๒ การเปลี่ยนแปลงจากพื้นผิวภายนอกจะเกิดคล้ายๆ สารเคลือบขาวๆ คล้ายกระเบื้องเคลือบ เคลือบตามผิวภายนอก จากนั้นจึงค่อยๆ ใสขึ้นจนเป็นผลึก
๒.๓ กระดูกที่พรุนๆ และมีเหลี่ยมมีมุม จะค่อยๆ ยุบตัวลงจนมนและกลม
เส้นผมก็รวมตัวได้ครับ คือจะรวมตัวเป็นกระจุกก่อน แล้วค่อยอัดตัวเป็นเม็ดทีหลัง

การแปรสภาพนี้ เร็วบ้าง ช้าบ้าง ไม่เท่ากันในแต่ละท่าน ผู้ที่มาพบภายหลังการแปรสภาพแล้ว มักจะไม่เชื่อว่านั่นคือกระดูกจริงๆ ผมเคยเห็นอัฐิของหลวงปู่มั่นชิ้นหนึ่งที่วัดป่าสุทธาวาส เมื่อ ๑๕ ปีก่อนยังเป็นแก้วครึ่งท่อน เป็นกระดูกครึ่งท่อน ขณะนี้เปลี่ยนเป็นแก้วทั้งท่อนแล้ว ใครเห็นก็อาจไม่เชื่อว่าเป็นกระดูกจริงๆ

ผมจึงยอมเสี่ยงเล่าเรื่องนี้ เพื่อบอกพวกเราว่าอย่าเพิ่งรับหรือปฏิเสธอะไรง่ายๆ เลย ในพระพุทธศาสนาโดยเฉพาะเรื่องของจิตนั้น มีสิ่งลึกซึ้งอยู่มาก แค่กระทั่งเรื่องกระดูกตกผลึกในท่านผู้ปฏิบัติดี เรายังไม่รู้กันเท่าไหร่เลย ทั้งที่มีอยู่มากมายในหมู่พระป่า

ที่เล่ามานี้ก็ตามประสบการณ์ ท่านจะว่าโง่งมงายก็สุดแล้วแต่ท่านครับ และความจริงเรื่องของภพภูมิต่างๆ
ก็พอจะพิสูจน์ได้ แต่ลำบากตรงที่ว่า ไม่ใช่คนทำสมาธิทุกคนจะรู้เห็นได้

เจตนาจริงๆ ต้องการบอกน้องๆ รุ่นใหม่ๆ เท่านั้นว่า การปฏิเสธสิ่งที่ประสบการณ์ของเรายังเข้าไม่ถึงนั้น น่าจะไม่ถูกต้องทั้งหมด แต่น่าจะแขวนเรื่องนั้นไว้ก่อน เรื่องพระธาตุจริงๆ ไม่เกี่ยวกับเรื่องมรรคผลนิพพาน แต่เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เราเห็นว่า พลังงานบางอย่างมีอยู่ แล้วผมก็ไม่ได้มุ่งหวังจะใช้เรื่องนี้พิสูจน์เรื่องชาตินี้ชาติหน้า สิ่งสำคัญที่สุดคือการปฏิบัติธรรมเพื่อพ้นทุกข์ในปัจจุบัน แต่ก็ไม่อยากให้ดูถูกภูมิปัญญาของท่านที่สืบทอดพระไตรปิฎกจนมาถึงมือรุ่นของเรา

ถ้าเราใช้วิธีอ้ำอึ้ง หลีกเลี่ยงการตอบเสียทุกคน นานไปคนก็จะยิ่งคลางแคลงมากขึ้นทุกที ราวกับว่าภูมิรู้เหล่านั้นไม่มีจริงเอาเสียเลย

ความจริงอย่าว่าแต่เรื่องพระธาตุเลย แม้แต่เรื่องอภิญญาก็ยังมีอยู่ ไม่ใช่ไม่มี ที่ดาษดื่นมากก็เช่น เรื่องเจโตปริยญาณและอนาคตังสญาณ ที่ถึงขั้นลอยตัวได้ก็มี องค์หนึ่งที่ผมรู้จักเวลาท่านเข้าสุญญตสมาบัตินั้น บางครั้งร่างกายหายไปเลย ที่เล่านี้ไม่ต้องการให้เชื่อ เพราะถ้าเชื่อโดยไม่ได้พิสูจน์ก็คือไม่ฉลาด และไม่ใช่ทางของมรรคผลนิพพานด้วย แค่จะบอกว่าสิ่งที่ประสบการณ์เราเข้าไม่ถึงน่ะ แขวนไว้ก่อนดีกว่า อย่าด่วนตำหนิว่าพระไตรปิฎกเป็นนิทานหลอกเด็กอย่างแน่นอน

ส่วนท่านใดทิ้งเปลือกและกระพี้เข้าถึงแก่นได้เลยอันนั้นประเสริฐสูงสุดแล้วครับ

ผมดีใจที่น้องๆ จะสนใจพิสูจน์พุทธศาสนาให้กระจ่างไปเลย เพราะผมทราบว่า ธรรมชาติของปัญญาชนรุ่นใหม่นั้น ต้องการความชัดเจนอย่างถึงที่สุด การที่สงสัยว่าพระไตรปิฎกเป็นนิทานหลอกเด็ก หรือสงสัยว่า
กฎแห่งกรรมและการเวียนว่ายตายเกิด เป็นแค่เครื่องมือทางจริยธรรม หรือสงสัยว่าอภิญญาต่างๆ เป็นแค่การเพิ่มสีสันในพระไตรปิฎก แล้วอาจพาลไปสงสัยพระปัญญาตรัสรู้เข้าในที่สุด มันก็น่าสงสัยจริงๆ ครับ เมื่อก่อนผมก็สงสัยเหมือนน้องๆ นั่นแหละ แล้วก็ลงมือปฏิบัติธรรมเอาเป็นเอาตายเพื่อพิสูจน์ความจริง จนกล้าสรุปว่าพระธรรมคำสอนของท่านถูกต้องแท้จริง อริยสัจจ์นั้นเป็นธรรมที่ไม่มีสิ่งต่อต้าน แม้แต่สิ่งลึกลับ จริงๆ ไม่ได้ลึกลับเลย แค่คนทั่วไปยังเข้าใจไม่ถึงเท่านั้น เหมือนที่เจ้าคุณประยุทธ์กล่าวไว้เปี๊ยบเลย


สันตินันท์

๘ - ๑๐ มิถุนายน ๒๕๔๑

http://www.bangkokma...nt/view/229/41/
[color="#9ACD32"][size="2"][font="Courier New"]ชีวิตเรานี้เป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา

สิ่งที่เอาไปได้มีเพียงบุญและบาป (",)[/font][/size][/color]
0



#22 ผู้ใช้ออฟไลน์   you4lucky ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1295
  • สมัคร: 16/09/2006

ตอบ: 30/04/2016 - 10:06

ถาม: สงสัยว่าพระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ด้วยพระองค์เองจริงหรือ ในเมื่อพระองค์ทรงระลึกชาติได้ เป็นไปได้ไหมว่าพระองค์อาจจะเคยฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าองค์ก่อนแล้วในอดีต :103: :115: :104:

วันนี้คุยกันด้วยเรื่องเบาๆ ก็แล้วกันครับ เป็นเรื่องที่ผมเคยสงสัยมาตั้งแต่เด็กๆ ว่า พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้จริงหรือ!!!

เหตุผลที่สงสัยในเรื่องนี้ก็เนื่องจากได้อ่านพระพุทธประวัติว่า ในยามต้นของคืนตรัสรู้ พระสิทธัตถโพธิสัตว์ ทรงได้บุพเพนิวาสานุสติญาณ คือทรงระลึกชาติได้เป็นอันมาก ในเวลานั้นเอง น่าจะทรงระลึกได้ว่า ทรงเคยฟังธรรมแทบเบื้องบาทของพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ มาอย่างไรบ้าง เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว เหตุใดจะระบุว่า ท่านตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง ความจริงอาจจะเป็นเพียง พระองค์เพิ่งจะเข้าใจธรรมที่พระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆทรงประกาศไว้แล้วเท่านั้นเอง

เรื่องนี้ผมไม่เคยพบตำราใดๆ กล่าวอธิบายไว้ แต่อ่านพบพฤติกรรมบางอย่าง เมื่อเวลาพระโพธิสัตว์ได้พบพระพุทธเจ้า เช่นท่านสุเมธดาบสโพธิสัตว์ เมื่อเวลาที่เข้าเฝ้าฟังธรรมจากพระพุทธเจ้านั้น ท่านเกิดมหาปีติเพราะชื่นชมในพระพุทธเจ้าอยู่ตลอดเวลา จนไม่อาจส่งจิตไปตามกระแสธรรมได้

ผมเห็นว่าข้อเท็จจริงตรงนี้พอจะอธิบายได้ว่า เมื่อพระโพธิสัตว์ทรงระลึกชาติไปถึงการเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ย่อมทรงระลึกถึงมหาปีติที่เกิดขึ้นในขณะนั้น มากกว่าจะระลึกถึงธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง

เพราะธรรมชาติของการระลึกชาตินั้น ผู้ระลึกย่อมระลึกถึงอารมณ์ที่เด่นที่สุดในขณะนั้น ซึ่งก็คือความปีติอันยิ่งใหญ่ในการได้ชื่นชมพระบารมีของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่ระลึกถึงเนื้อธรรม ซึ่งแม้ขณะได้ฟังจริง ยังจับใจความไม่ได้ แล้วจะมาตามจับใจความในภายหลังได้อย่างไรกัน

ยิ่งเป็นคนทั่วไปที่ระลึกชาติกัน ก็มักระลึกได้เฉพาะอารมณ์ที่แรงๆ เช่นการได้เป็นท้าวพระยามหากษัตริย์ การได้ชัยชนะสำคัญในสงคราม อันเป็นเรื่องดีใจสุดขีด หรือถูกไล่ฆ่า ไล่ทำร้าย ประเภทกลัวสุดขีด ส่วนเรื่องที่ธรรมดาๆ เช่น เคยเกิดเป็นชาวนา เช้าก็ไปทำนา กลางวันกินข้าวคลุกน้ำพริก ตอนเย็นอาบน้ำและสุมควันให้ควาย เรื่องแบบนี้จะไม่ค่อยระลึกถึงกันเพราะธรรมดาเกินไป

ด้วยเหตุนี้เอง ผมจึงเชื่ออย่างสนิทใจว่า แม้พระสิทธัตถโพธิสัตว์ จะทรงระลึกชาติได้ถึงการเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าในอดีต แต่ในด้านธรรมแล้ว ทรงตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง
ความเห็นเรื่องนี้อาจจะผิดก็ได้ครับ ถือว่าเราคุยกันเล่นเพื่อความรื่นเริงใจในธรรมก็แล้วกัน


คุณปราโมทย์

๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๓

http://www.bangkokma...nt/view/228/41/
[color="#9ACD32"][size="2"][font="Courier New"]ชีวิตเรานี้เป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา

สิ่งที่เอาไปได้มีเพียงบุญและบาป (",)[/font][/size][/color]
0



#23 ผู้ใช้ออฟไลน์   you4lucky ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1295
  • สมัคร: 16/09/2006

ตอบ: 30/04/2016 - 10:08

ถาม: นิพพาน มีจิตหรือไม่ :103: :104: :115: :33: :01:


ชาวพุทธเรามักสนใจและถกเถียงกันอยู่เสมอว่า นิพพานเป็นอย่างไร เรื่องนี้ผมไม่ค่อยได้พูดถึง เพราะเห็นว่าสิ่งที่เราน่าจะสนใจในเบื้องแรก คือธรรมต้นทางของการปฏิบัติเพื่อบรรลุถึงพระนิพพาน ถ้าตั้งต้น
การปฏิบัติถูกต้อง ก็จะไปถึงปลายทางที่ถูกต้องเช่นกัน

นิพพานนั้นเป็นธรรมชาติของจริง หรือปรมัตถธรรมอันหนึ่ง เช่นเดียวกับจิต เจตสิก และรูป ซึ่งต่างก็เป็นปรมัตถธรรมคนละอย่างกัน ในความหมายทางตำรา นิพพานเป็นธรรมชาติของความดับทุกข์ดับกิเลสสิ้นเชิง นิพพานเป็นธรรมชาติที่พ้นจากรูปนามสิ้นเชิง นิพพานเป็นธรรมชาติของความว่างอย่างยิ่ง นิพพานเป็น
บรมสุข นิพพานเป็นอนัตตา สำหรับครูบาอาจารย์บางองค์ก็สอนว่านิพพานเป็นอนัตตา บางองค์สอนว่าไม่ควรกล่าวว่านิพพานเป็นอัตตาหรืออนัตตา เพราะนิพพานเป็นธรรมที่เหนือสมมุติบัญญัติ จึงไม่ควรแขวนป้ายว่า นิพพานเป็นอะไร อย่างไร

ในพระไตรปิฎกท่านแบ่งนิพพานเป็น ๒ ประเภท คือประเภทนิพพานกิเลส แต่ขันธ์ยังอยู่ กับประเภทนิพพานขันธ์ ไม่มีขันธ์เหลืออยู่ กระทั่งจิตก็ดับไป เหมือนไฟที่ดับไปฉะนั้น

นิพพานนั้นไม่ใช่รูป ไม่ใช่นาม แต่ก็เป็นอารมณ์ของจิตได้เช่นเดียวกับรูปและนาม ซึ่งอารมณ์นิพพานจะปรากฏเมื่อจิตเข้าถึง มรรค ผล นิโรธสมาบัติ และนิพพาน อย่างไรก็ตามสำนักปฏิบัติบางแห่งซึ่งเชี่ยวชาญอภิธรรมด้วย มักระบุว่า ในขณะที่เข้าสู่มรรค ผล และนิโรธสมาบัติ อันมีอารมณ์นิพพานนั้นไม่มีจิต

ผมมีความเห็นว่า ในขณะที่บรรลุมรรค ผล นั้น มีจิต (ส่วนนิโรธสมาบัตินั้น ผมขอแขวนไว้ก่อน เพราะยังเกินความรู้) ซึ่งความเห็นนี้ก็สอดคล้องกับคัมภีร์อภิธัมมัตถสังคหะด้วย เพราะในคัมภีร์นั้นเองระบุถึงจิตประเภทหนึ่ง เรียกว่าโลกุตรจิต ประกอบด้วยมรรคจิต ๔ ดวง ผลจิต ๔ ดวง รวม ๘ ดวง (ซึ่งหากแจกแจงอย่างละเอียด โดยนำเอารูปฌาน ๕ ชั้น เข้าไปประกอบกับมรรคจิต ผลจิตแต่ละดวง ก็จะมีมรรคจิต ๒๐ ดวง
ผลจิต ๒๐ ดวง รวม ๔๐ ดวง) เมื่อมีตำรายืนยันชัดเจนขนาดนี้ ผมจึงเห็นว่า ในขณะที่บรรลุมรรคผลนั้น
มีจิตแน่นอน แต่จิตไปรู้อารมณ์นิพพาน ซึ่งเหนือกว่ารูปและนาม

อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงวาระแห่งการทิ้งขันธ์ของพระอรหันต์ ผมไม่เชื่อว่า จิตจะดำรงอยู่อย่างเป็นอมตะ เพราะจิตไม่เคยเป็นอมตะ ทั้งพระพุทธเจ้าก็ทรงสอนว่า จิตพระอรหันต์ที่นิพพานนั้น มีสภาพเหมือนไฟที่ดับไป

ไฟที่ดับไป หายไปไหน / สูญไปหรือ? หรือไม่ได้หายไปไหน / เที่ยงอยู่หรือ? นี่ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องคิดมากเลยครับ เพราะถ้าคิดทีไร ก็อดตกลงไปสู่ความสุดโต่งข้างใดข้างหนึ่งไม่ได้


คุณปราโมทย์

๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๓

http://www.bangkokma...nt/view/228/41/
[color="#9ACD32"][size="2"][font="Courier New"]ชีวิตเรานี้เป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา

สิ่งที่เอาไปได้มีเพียงบุญและบาป (",)[/font][/size][/color]
0



#24 ผู้ใช้ออฟไลน์   you4lucky ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1295
  • สมัคร: 16/09/2006

ตอบ: 30/04/2016 - 10:10

ถาม: ผมกำลังสงสัยว่าตนเองมีจิตฝักใฝ่ไปในทางจะเป็นพระโพธิสัตว์ ไม่ทราบว่าจะทราบได้อย่างไรว่าจริงๆ แล้ว เราบำเพ็ญบารมีมาทางไหน ระหว่างพุทธภูมิกับสาวกภูมิ :103: :104: :115: :114: :01:

พวกเราหลายท่านมีจิตใจฝักใฝ่ไปในทางจะเป็นพระโพธิสัตว์บ้าง หรือยังลังเลว่าตนกำลังเดินไปสู่พุทธภูมิ หรือสาวกภูมิ กันแน่บ้าง (เช่นจะไปสู่พุทธภูมิก็กลัวภัยในสังสารวัฏ เบื่อหน่ายที่ต้องเดินทางไกลบ้าง ครั้นจะดำเนินไปสู่สาวกภูมิ ก็สงสารสัตว์โลกบ้าง เสียดายว่ามีความรู้น้อยไปบ้าง เสียดายความอหังการในอันที่จะเป็นพระพุทธเจ้าบ้าง)

เป็นการยากที่เราจะทราบว่า เราบำเพ็ญบารมีมาในเส้นทางใด และที่ว่าเป็นพระโพธิสัตว์นั้น ได้รับพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าแล้วหรือยัง ในเมื่อเราไม่มีญาณที่จะระลึกรู้ได้ ก็จำเป็นต้องสังเกตจิตตนเองเอาครับ

จากประสบการณ์ของผม คนที่ปรารถนาจะเป็นพระพุทธเจ้า เพราะความอยากใหญ่ก็ดี เพราะปรารถนาในความรอบรู้ก็ดี หรือด้วยเหตุอื่น นอกเหนือจากมหากรุณาของจิตต่อสรรพสัตว์ก็ดี มักจะเดินแนวพุทธภูมิไม่ตลอดรอดฝั่ง

ความอยากใหญ่ อยากรู้ ฯลฯ มันมีรากฐานอยู่บนโลภะและตัณหา ซึ่งเป็นของร้อน ส่วนมหากรุณามีรากฐานอยู่บนกุศลจิต ซึ่งเป็นความชุ่มเย็นที่หล่อเลี้ยงจิต คุณภาพของจิตจึงแตกต่างกันมาก ความปรารถนาจะเป็นพระพุทธเจ้าด้วยแรงขับของอกุศลนั้น เมื่อต้องเผชิญกับความทุกข์ที่เผ็ดร้อนแล้ว ก็มักจะท้อถอย ดังนั้น ถ้าสำรวจจิตตนเองพบว่าปรารถนาพุทธภูมิด้วยแรงขับของอกุศล ก็เลิกคิดเถอะครับ เพราะจะเสียเวลาโดยใช่เหตุ ไม่เลิกวันนี้ ก็ต้องไปเลิกในวันหนึ่งข้างหน้าอยู่ดี

เราคงได้ยินบ่อยๆ ว่า พระโพธิสัตว์ไม่กลัวนรก อันนั้นท่านไม่กลัวเพราะมหากรุณาครับ ไม่ใช่ว่าไม่กลัวเพราะกิเลสหนาปัญญาหยาบ เหมือนเมื่อหลายปีก่อน แถวๆ ปิ่นเกล้า รถรับส่งนักเรียนเกิดอุบัติเหตุไฟไหม้ มีตำรวจคนหนึ่งพยายามช่วยเด็กจนตัวเองถูกไฟลวกยับเยิน และหยุดช่วย เมื่อคิดว่าช่วยเด็กออกมาหมดแล้ว โดยไม่ทราบว่า มีเด็กติดค้างอีก ๒ คน ตำรวจคนนี้ให้สัมภาษณ์ด้วยความเสียใจว่า นึกว่าช่วยเด็กออกมาหมดแล้ว ถ้าทราบ ก็จะต้องพยายามช่วยต่อไปอีก เพราะ "สงสารเด็ก" มหากรุณาชนิดนี้แหละครับ
ที่ทำให้กล้าฝ่าไฟนรกได้

ลองวัดใจตนเองดูเถิดครับว่า ปรารถนาพุทธภูมิเพราะอะไรแน่ ถ้าไม่ใช่เพราะมหากรุณาแล้วละก็ อย่าไปคิดถึงพุทธภูมิเลยครับ จะเนิ่นช้า แล้วก็ไปไม่รอดในภายหลัง

อีกประการหนึ่ง หากยังไม่แน่ใจว่า เราเป็นพระโพธิสัตว์หรือไม่ ก็ไม่ควรลังเลใจที่จะเร่งปฏิบัติธรรมให้เต็มที่ เพราะถ้าเป็นพระโพธิสัตว์จริง ก็จะได้มีบารมีเต็มเปี่ยมเร็วๆ ถ้าไม่เป็นพระโพธิสัตว์ จิตก็จะได้เข้าถึงวิมุตติหลุดพ้นเร็วๆ
เร่งปฏิบัติเข้า มีแต่ได้กับได้ครับ


คุณปราโมทย์

๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๔๓

http://www.bangkokma...nt/view/228/41/
[color="#9ACD32"][size="2"][font="Courier New"]ชีวิตเรานี้เป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา

สิ่งที่เอาไปได้มีเพียงบุญและบาป (",)[/font][/size][/color]
0



#25 ผู้ใช้ออฟไลน์   you4lucky ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1295
  • สมัคร: 16/09/2006

ตอบ: 02/05/2016 - 09:00

ธรรมะจากพระผู้รู้ โดย พระ ปราโมทย์ ปา โมชฺโช ค่ะ

จาก หนังสือธรรมะใกล้ตัว ฉบับที่ 42 ค่ะ



ถาม: ถ้าเราภาวนาโดยกำหนดจิตเข้าไปจับกับความว่างเลยได้หรือไม่ครับ
บางครั้งเป็นทุกข์แล้วทำแบบนี้รู้สึกหนีทุกข์ได้


ไม่ดีนะ พระพุทธเจ้าไม่ได้สอน มันเป็นวิธีพักผ่อน
การที่อยู่ๆ เรากำหนดจิตเข้าไปจับความว่างจะได้สมถะ
เพราะมันมีจิตอยู่ ๒ ดวงที่ใช้ทำสมถะได้
อันหนึ่งคือจิตที่รู้ช่องว่างหรือที่คุณเรียกว่าความว่าง
อันที่สองคือจิตที่รู้ความไม่มีอะไรเลย
อันแรกเรียกอากาสานัญจายตนะ
อันที่สองที่ว่าไม่มีอะไรนั้นเรียกอากิญจัญญายตนะ
สองอันนี้เป็นสมถะ

ถ้าคุณเป็นทุกข์นะ เป็นทุกข์ให้รู้ไม่ใช่ให้หนี คุณจับหลักให้แม่นนะ
หลักของการปฏิบัติที่พระพุทธเจ้าท่านสอนพวกเราจริงๆ
ท่านบอกว่าทุกข์ให้รู้ แล้วท่านก็ Identify เลย
นิยามให้เราดูเลยว่าคำว่าทุกข์คืออะไร
ทุกข์ก็คือขันธ์ ๕ คือกายกับใจนี้
เพราะฉะนั้นเรามีหน้าที่รู้กายรู้ใจนะ
เราไม่ได้มีหน้าที่รู้สุญญตา เราไม่ได้มีหน้าที่รู้ความว่าง

เรียนรู้วัฏฏะไปจนพ้นวัฏฏะ ต้องเรียนรู้ทุกข์ถึงจะพ้นทุกข์ ไม่ใช่หนีทุกข์
หนีทุกข์ไม่พ้นทุกข์หรอก หนีทุกข์จะพอกพูนอัตตา
จะรู้สึกว่ากูเก่ง กูหนีได้ และหนีได้ชั่วคราว
เพราะฉะนั้นเราเชื่อพระพุทธเจ้าเถอะ
พระพุทธเจ้าสอนให้รู้กายรู้ใจ
สติปัฏฐาน ๔ นี้ กายก็คือตัวรูป เวทนานี้เป็นส่วนของจิตใจแล้ว
จิตก็เป็นจิตที่เป็นกุศลอกุศล นี่ก็เป็นเรื่องของจิตใจเรื่องนามธรรม
ส่วนธรรม ธัมมานุปัสสนานี้มีทั้งรูป ทั้งนาม ทั้งกาย ทั้งใจคละกันอยู่

เพราะฉะนั้นการปฏิบัตินี้มีแต่เรื่องรู้กายรู้ใจนะ อย่าไปเอาความว่าง
ความว่างเป็นผลสุดท้ายหรอกที่จะไปถึง

คล้ายๆ เรายังไม่รวยนะ
เราเข้าไปที่บ้านเศรษฐีคนนึงเห็นสมบัติเขาเยอะอะไรอย่างนี้ เราอยู่ไม่ได้หรอก
ต้องมาทำมาหากินให้รวยเราจึงมีสมบัติอันนี้ขึ้นมา
รู้กายรู้ใจนะ อย่าหาความว่าง
พระพุทธเจ้าไม่ได้สอน
ท่านสอนให้รู้ทุกข์
ท่านตรัสรู้ขึ้นมาท่านถึงประกาศเลยว่า
ถ้าท่านไม่รู้อริยสัจ ๔ มีวงรอบ ๓ รวมแล้วเป็น ๑๒
ท่านจะไม่ปฏิญาณตนเป็นพระพุทธเจ้าเลย
ขนาดพระพุทธเจ้ายังตรัสรู้ด้วยการรู้ทุกข์เลย
เพราะฉะนั้นเราอย่าทำเกินที่ท่านบอกนะ

:104: :103: :104: :33: :01:
[color="#9ACD32"][size="2"][font="Courier New"]ชีวิตเรานี้เป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา

สิ่งที่เอาไปได้มีเพียงบุญและบาป (",)[/font][/size][/color]
0



#26 ผู้ใช้ออฟไลน์   you4lucky ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1295
  • สมัคร: 16/09/2006

ตอบ: 02/05/2016 - 09:01

ถาม: การตามรู้กายตามรู้ใจจะช่วยให้เราพ้นทุกข์ได้หรือ

ตามรู้ทันไปจะเห็นความจริงว่ากายนี้ใจนี้ไม่ใช่เรา
พอปล่อยวางความยึดถือกายกับใจได้เรียกว่ามันพ้นจากรูปนาม
นิพพานก็คือการที่พ้นจากรูปนามนั่นแหละ ความพ้นทุกข์ก็เกิดขึ้น
พอเราไม่คิดว่าตัวเรามีอยู่ไม่รู้สึกว่าตัวเรามีอยู่ การดิ้นรนของจิตใจจะหมดไปเอง
เพราะฉะนั้นรู้ทุกข์แจ่มแจ้ง สมุทัยคือความดิ้นรนของจิตใจนี้จะหมดไปเอง
เพราะฉะนั้นให้รู้ทุกข์ไว้เถอะแล้วตัณหาดับเอง
ที่มันมีสมุทัยมีตัณหาได้ก็เพราะอะไร
มันอยากให้ตัวเรานี้ได้มีความสุขอยากให้ตัวเราพ้นทุกข์
ทำไมมันมีตัวเราขึ้นมา เพราะมันมีความไม่รู้
มันไม่รู้ว่าไอ้นี่จริงๆ ไม่ใช่ตัวเรา เป็นแค่วัตถุ เป็นก้อนธาตุของโลกนี้เอง
ถ้าพูดหยาบๆ นะ นี้ก็สัตว์ตัวนึง นี้ก็สัตว์อีกตัวนึง
นี้ก็สัตว์ฝูงนึง อยู่ด้วยกันอย่างนี้
แต่เราสำคัญมั่นหมายว่านี้เป็นตัวเรา นี่ก็คนอื่นขึ้นมา
ศาสนาพุทธเลยสอนให้เรามารู้สิ่งที่เรียกว่าตัวเรานี้ รู้ลงที่กายรู้ลงที่ใจ
วันนึงเข้าใจความจริงว่า จริงๆ แล้วเป็นก้อนธาตุเช่นเดียวกับสิ่งอื่นนั่นเอง
พอรู้อย่างนี้นะ หมดความยึดถือตัวนี้ มันจะคืนให้โลกเขา

เรียกว่าปฏินิสสัคคะ การสลัดคืน
พอคืนไปแล้ว ถามว่า แล้วจะต้องดิ้นรนเพื่ออะไรอีก
ในเมื่อกายนี้ใจนี้ไม่ใช่ตัวเรา ก็ไม่มีการดิ้นรน
ชีวิตที่เหลืออยู่นี้มันจะทำงานไปด้วยความเมตตาล้วนๆ เลย
มันจะหันมาเห็นสิ่งที่เคยลำบากด้วยกัน เพราะฉะนั้นมันจะสลดสังเวชใจ


:115: :106: :104: :103: :104: :33: :01:
[color="#9ACD32"][size="2"][font="Courier New"]ชีวิตเรานี้เป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา

สิ่งที่เอาไปได้มีเพียงบุญและบาป (",)[/font][/size][/color]
0



#27 ผู้ใช้ออฟไลน์   you4lucky ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1295
  • สมัคร: 16/09/2006

ตอบ: 02/05/2016 - 09:04

ถาม: กรรมมีจริงหรือครับ ผมเข้าใจว่าภพนั้นมันเกิดขึ้นเป็นขณะๆ
เห็นจิตเปลี่ยนภพไปเรื่อยๆ เลยเข้าใจว่าตายแล้วสูญ
อยากให้หลวงพ่อช่วยอธิบายหน่อยครับ


กรรมนี้มี ๒ ส่วนนะ กรรมในอดีต กรรมเก่า กับกรรมปัจจุบัน
กรรมเก่านี่รวมทั้งภพเมื่อตะกี้นี้ด้วยนะ ภพใกล้ๆ นี้ด้วย
เมื่อไม่กี่ขณะจิตนี่ก็กรรมเก่า
พระพุทธเจ้าสอนไว้ทั้ง ๒ แบบนะ
พวกเราบางคนเรียนอ่านของท่านอาจารย์พุทธทาสมากไป
อ่านผิด หลวงพ่อเคยผิดแล้ว เคยคิดว่าตายแล้วสูญ
ตายแล้วข้ามภพข้ามชาติไม่ได้
ท่านพุทธทาสสอนปฏิจจสมุปบาทขณะจิตเดียว เลยเข้าใจอย่างนี้นะ

แล้ววันหนึ่งไปเจออาจารย์สุชีพ ปุญญานุภาพเข้า
ไปพูดอย่างนี้ให้ท่านได้ยินเข้า
โอ้ เราอยากกราบท่านนะ ทุกวันนี้ ท่านกวักมือเรียกมาเลย
บอกพระพุทธเจ้าไม่ได้สอนอย่างนั้น
ท่านยกพระไตรปิฎกมาให้ฟังเลย
เสร็จแล้วหลวงพ่อก็ไปหาท่านอาจารย์พุทธทาส
ไปกราบท่านอาจารย์พุทธทาส
ท่านอาจารย์ครับ ตายแล้วสูญใช่ไหม
ท่านอาจารย์สอนว่าตายแล้วสูญใช่ไหม
ท่านตอบว่ายังไงรู้ไหม
“คุณเห็นเราเป็นมิจฉาทิฏฐิเหรอ”

เพราะฉะนั้นคำว่าภพชาตินี้ไม่ใช่ขณะนี้เท่านั้นนะ
ข้ามภพข้ามชาติก็มี

ดูความดื้อนะ อาจารย์สุชีพท่านบอกแล้วนะ เอาพระไตรปิฎกมาให้แล้วนะ
ยังไปถามท่านอาจารย์พุทธทาสอีก นับถือท่านมากเลย

คำว่ากรรมเก่าก็คือวิบาก
วิบากจากการกระทำในอดีต
มันจะส่งผลให้เราต้องมาเผชิญกับสถานการณ์ปัจจุบัน
เมื่อเราเผชิญสถานการณ์ปัจจุบันแล้ว
หน้าที่ของเราตอนนี้คือทำกรรมใหม่ให้ดีที่สุด
เพื่อจะได้เกิดวิบากที่ดีต่อไป


อาตมายกตัวอย่าง สมมติคนๆ หนึ่งมีวิบากที่ไม่ดี
ไม่เคยทำทาน เขาเรียกว่ามีชนกกรรม คือกรรมที่ส่งให้มาเกิด เกิดมายากจน
ถ้าเป็นศาสนาอื่น โอ้ เราทำกรรมเก่ามาเราเลยยากจน ก็ยอมจำนนกับกรรมเก่า
นี้ไม่ใช่พุทธนะ ถ้าจะเป็นชาวพุทธเหรอ
เกิดมายากจน กรรมเก่าช่วยไม่ได้มันเกิดมาแล้วมันจนมาแล้ว
ต้องทำกรรมปัจจุบันให้ดีที่สุด
พระพุทธเจ้าก็สอนคาถาแก้จนเอาไว้
อันที่หนึ่ง อุฏฐานสัมปทา ขยันทำมาหากิน
อันที่สอง อารักขสัมปทา หากินได้แล้วต้องรู้จักรักษาทรัพย์สมบัติ
อันที่สาม กัลยาณมิตตตา รู้จักเลือกคบคน คบคนไม่ดีก็หายนะ
อันที่สี่ สมชีวิตา ดำรงชีวิตอย่างพอสมควรแก่อัตภาพ

ถ้าเราฝึกของเรา เราทำของเราอย่างนี้ ทำกรรมใหม่ให้ดีอย่างนี้เรื่อยๆ
กรรมใหม่ที่ดีจะไปบั่นทอนอิทธิพลของกรรมเก่าลง
ไม่ใช่เรื่องแก้กรรมนะ ไม่ใช่แก้เจ้ากรรมนายเวร
พระพุทธเจ้าไม่เคยสอน แต่สอนให้เราลงมือทำกรรมใหม่ที่ดี

ผลของกรรมใหม่ที่ดีนี้จะบั่นทอนอิทธิพลของกรรมเก่า ในที่สุดเราก็รวย
กรรมเก่านั้นเขาเรียกว่าถูกอุปฆาตกรรม ถูกฆ่าตายไปแล้วด้วยกรรมใหม่ที่ดี
เพราะฉะนั้นชาวพุทธไม่ยอมจำนนแก่ชีวิตนะ
ชีวิตมีปัญหาต้องต่อสู้ ต่อสู้อย่างมีหลัก ต่อสู้แบบทำกรรมดีให้ดีที่สุดเลย
แล้วชีวิตเราจะดีขึ้น ต้องสู้นะ ชาวพุทธไม่ใช่ลัทธิยอมจำนนนะ
ชาวพุทธเป็นนักสู้นะ แต่สู้แบบไม่เบียดเบียน


๓๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๘

:103: :104: :103: :115: :33: :01:
[color="#9ACD32"][size="2"][font="Courier New"]ชีวิตเรานี้เป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา

สิ่งที่เอาไปได้มีเพียงบุญและบาป (",)[/font][/size][/color]
0



#28 ผู้ใช้ออฟไลน์   you4lucky ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1295
  • สมัคร: 16/09/2006

ตอบ: 02/05/2016 - 09:05

ถาม: ผมเคยฝึกใช้พลังจิตรักษาโรคครับ อยากให้หลวงพ่อแนะนำครับ

อ๋อ อาตมาไม่มีพลังจิตนะ มีแต่พลังสติ สติรู้สึกไป รู้สึกตัวเรื่อยๆ
รู้สึกตัวบ่อยๆ ฝึกไว้รักษาโรคทางใจ ฝึกแล้วไม่ทุกข์
โรคทางกายไม่เป็นไร ให้คุณหมอเคยฝึกมาแล้วรักษาได้
โรคทางใจ โรคกิเลส คอยเบียดเบียนคอยแผดเผา
ใจของคนนะไม่เคยเต็มอิ่มเลย
มีแต่ดิ้น ดิ้น ดิ้น ตั้งแต่เกิดจนตายเลยนะ
ตั้งแต่เกิดจนตาย
ตอนเด็กๆ ก็หวังว่าเรียนหนังสือจบแล้วจะมีความสุข อะไรอย่างนี้
ดิ้นไป ดิ้นไปจนแก่
คุณหมออยู่โรงพยาบาลคงเห็น คนไข้เจ็บหนักบางคนโวยวายนะ
“ตายซะได้จะเป็นสุข”
หาความสุขมาตั้งแต่เกิดจนตายนะ หาไม่ได้หรอก
ใจมันจะไม่เต็มอิ่ม ใจมันจะดิ้น ดิ้น ดิ้น ไปเรื่อย
ทีนี้ทำยังไงใจมันจะเต็มอิ่มขึ้นมาได้ เลิกดิ้นได้
ถ้ามันรู้ความจริงนะ ว่าตัวเราไม่มี มันถึงจะเลิกดิ้น
ถ้ามันยังคิดว่าตัวเรามีอยู่จริงๆ กายนี้ใจนี้คือตัวเรานะ มันก็จะดิ้นไม่เลิก
เพราะมันอยากให้ตัวเรามีความสุข อยากให้ตัวเราพ้นจากความทุกข์
พระพุทธเจ้าสอนวิธีแก้โรคทางใจ
ให้ย้อนมา ย้อนมาดูจิตดูใจของเรา
วันใดเห็นว่าจิตใจนี้ไม่ใช่ตัวเราที่แท้จริง อาการนี้ค่อยทุเลา

:115: :33: :01:
[color="#9ACD32"][size="2"][font="Courier New"]ชีวิตเรานี้เป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา

สิ่งที่เอาไปได้มีเพียงบุญและบาป (",)[/font][/size][/color]
0



#29 ผู้ใช้ออฟไลน์   you4lucky ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1295
  • สมัคร: 16/09/2006

ตอบ: 02/05/2016 - 09:07

ถาม: ปฏิบัติแล้วรู้สึกว่าจิตมันบังคับไม่ได้ครับ
รู้สึกว่าจิตมันแกว่งไปแกว่งมาตามการกระทบ
พยายามปฏิบัติให้มันดีให้มันสงบก็ทำไม่ได้ครับ ขอคำแนะนำด้วยครับ


จิตเหมือนเรือนะ พอลมมากระทบปุ๊บ โคลงไปโคลงมา
เอียงซ้ายทีเอียงขวาที ห้ามไม่ได้นะ
ยินดีทีนึงก็ยินร้ายทีนึง แกว่งไปแกว่งมา
เฝ้ารู้ไปก็จะเห็นว่าห้ามไม่ได้ บังคับไม่ได้ แล้วจะเข้าใจความจริง
นี่ส่วนใหญ่คนปฏิบัติเข้าไม่ถึงความจริงอันนี้
เข้าไม่ถึงความจริงที่ว่าจิตไม่เที่ยง จิตเป็นของบังคับไม่ได้

นักปฏิบัติเกือบทั้งหมดเลยมุ่งบังคับจิตตนเองให้ดี
อยากให้จิตดีอยากให้จิตสงบ คิดว่าดีแล้วสงบถาวรแล้วจะบรรลุพระอรหันต์
ไม่บรรลุหรอก บรรลุโมหะน่ะ
เพราะอะไร เพราะจิตเป็นของไม่เที่ยง ใครจะทำของไม่เที่ยงให้เที่ยงได้
จิตเป็นทุกข์ ใครจะทำของที่เป็นทุกข์ให้เป็นสุขได้
จิตเป็นอนัตตาบังคับไม่ได้ ใครจะบังคับมันได้
เราเรียนเพื่อให้เห็นความจริงว่าเราบังคับเขาไม่ได้หรอก
เขาแกว่งไปตามเหตุตามปัจจัยที่มากระทบ


มีอารมณ์ที่ไม่ดีเป็นปัจจัยมากระทบแล้ว
กิเลสเก่าสะสมไว้เป็นเหตุสนับสนุนให้โทสะเกิด จิตก็เกิดโทสะ
อารมณ์ที่ดีมากระทบ โลภะ อนุสัยของโลภะ ราคานุสัยทำงานขึ้นมาก็เกิดราคะ
ห้ามไม่ได้หรอก
แต่ถ้าเฝ้ารู้ความจริงลงไปเรื่อย มีสติเรื่อย กิเลสทำงานได้ไม่เต็มที่
พอกิเลสไหลแว็บเข้ามานะ
อนุสัยปรุงกิเลสขึ้นมาแว็บ สติรู้ทันนะ กิเลสดับทันทีเลย
คล้ายๆ อนุสัยมันลงทุนแล้วมันขาดทุน
ตัวมันค่อยๆ ฝ่อไปเรื่อยๆ อนุสัยจะเบาบางลง
ต้องเฝ้ารู้ลงที่กาย เฝ้ารู้ลงที่ใจไปเรื่อยๆ
วันนึงเห็นกายเห็นใจไม่ใช่ตัวเราที่แท้จริงปล่อยลงไป มันปล่อย
อาสวะก็จะหลุดออกไปเลย
อาสวะนี้คล้ายๆ เป็นตัวเชื่อม เป็นตัวเชื่อมให้อนุสัยนี้ไหลเข้ามาสู่จิตได้
พออาสวะถูกทำลายไป อนุสัยก็ไหลเข้ามาหาจิตไม่ได้ กิเลสไม่เกิดหรอก

คอยดูไปนะ อย่าออกนอกลู่นอกทางนะ
นอกลู่นอกทาง เช่น หาวิธีปฏิบัติแบบใหม่ๆ
หาวิธีบังคับกายหาวิธีบังคับใจ

นึกออกไหมว่าการปฏิบัติที่ผ่านมาที่เราล้มลุกคลุกคลานมาตลอดนี้
เพราะเราอยากให้มันดี เราพยายามปฏิบัติ
คำว่าพยายามปฏิบัติของเรานี้ส่งผลให้เกิดการบังคับกายกับบังคับใจ
มี ๒ อันเอง เราจะคอยคุมตัวเองเรื่อยๆ

รู้สึกไหม ที่ผ่านมาเราเปลี่ยนจากการคอยบังคับตัวเองมาเป็นการรู้ทันตัวเอง
ทุกอย่างจะเปลี่ยนแปลงไปหมดเลย ใจมันจะโล่งว่างไปหมด
อะไรเกิดขึ้นเล็กน้อยในจิตในใจก็จะเห็น
ในที่สุดเราจะเห็นปฏิจจสมุปบาท
เห็นกระบวนการทำงานของจิตที่จะปรุงความทุกข์ขึ้นมา
พอเรารู้เท่าทันนะ มันก็ปรุงไม่ได้

:01: :33: :01:
[color="#9ACD32"][size="2"][font="Courier New"]ชีวิตเรานี้เป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา

สิ่งที่เอาไปได้มีเพียงบุญและบาป (",)[/font][/size][/color]
0



#30 ผู้ใช้ออฟไลน์   you4lucky ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1295
  • สมัคร: 16/09/2006

ตอบ: 02/05/2016 - 09:08

ถาม: หลวงพ่อสอนว่าไม่ต้องทำจิตให้ดี หมายความว่าอย่างไรครับ

ให้รู้ทันเวลามันอยากให้จิตดี แต่ไม่ใช่แกล้งทำจิตให้ชั่วนะ
บางคนได้ยินหลวงพ่อสอนว่าไม่ให้เอาดีก็เลยนึกว่าหลวงพ่อสอนให้ชั่ว
ชั่วไม่ได้เด็ดขาดนะ
เริ่มต้นเลยเราต้องมีศีลก่อน
ตื่นเช้าขึ้นมาตั้งใจงดเว้นบาปอกุศล ๕ อย่าง ตั้งใจไว้ก่อน
ถัดจากนั้นในชีวิตธรรมดานี้มีสติรู้เท่าทันจิตใจของเราไปเรื่อยๆ
รู้ใจไม่ได้ก็รู้ร่างกายที่ยืนเดินนั่งนอน
รู้ไปเห็นมันเห็นคนอื่นเคลื่อนไหวอยู่ทั้งวัน
กุศลอกุศลเกิดขึ้นในจิต สุขทุกข์เกิดขึ้นในจิต เราก็คอยรู้ทันไป
ตามรู้ เขาเกิดก่อนแล้วก็ตามรู้เขาไป

การปฏิบัตินี่ไม่ใช่ให้เราลงมือทำอะไร
เราไม่ทำอะไรเกินจากการรู้ตามความเป็นจริง
รู้กายตามความเป็นจริง รู้ใจตามความเป็นจริง แค่นี้เรียกว่าปฏิบัติ
ถ้าเกินจากนี้ไม่ใช่แล้ว เกินจากนี้เป็นการหลงความปรุงแต่งฝ่ายกุศล
อยากจะดีก็ปรุงใหญ่เลยนะ กดข่มบังคับ เครียด เก็บกด
มันทำของง่ายให้กลายเป็นของยาก

สิ่งที่ทำของง่ายให้กลายเป็นของยากนั้นท่านเรียกว่าปปัญจธรรม
ธรรมที่ทำให้เนิ่นช้า
มีตัณหาอยากปฏิบัติมากก็ยิ่งดิ้นมาก
มีทิฏฐิคิดมากก็ยิ่งฟุ้งซ่านมาก เปรียบเทียบไปเรื่อย ไม่ยอมรู้กายรู้ใจ
มีมานะมากถือว่ากูเก่ง กูรู้หมดแล้ว กูเลยเรียนอะไรไม่ได้เลย
หรือกูโง่สุดๆ แล้ว กูก็เลยเรียนอะไรไม่ได้เหมือนกันเพราะใจฝ่อ
เพระฉะนั้นเราอย่าให้กิเลส ๓ ตัวนี้มาครอบงำ


ความอยากปฏิบัตินั้นแหละตัวดีเลย
ทันทีที่อยากปฏิบัติมันจะเกิดการหมายรู้ มันจะหมายลงไป จงใจเข้าไปรู้
ทันทีที่จงใจเข้าไปรู้นี่เกิดการกระทำกรรมแล้ว
การกระทำกรรมคือการจงใจเข้าไปรู้
เมื่อจงใจเข้าไปรู้ปุ๊บ วิบาก คือความทุกข์ก็จะเกิดทันทีเลย
ดูออกไหม จงใจรู้ปั๊บ ความทุกข์เกิดเลย


๑๑ กันยายน ๒๕๔๘

:01: :33: :01:
[color="#9ACD32"][size="2"][font="Courier New"]ชีวิตเรานี้เป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา

สิ่งที่เอาไปได้มีเพียงบุญและบาป (",)[/font][/size][/color]
0



#31 ผู้ใช้ออฟไลน์   you4lucky ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1295
  • สมัคร: 16/09/2006

ตอบ: 05/05/2016 - 09:41

ธรรมะจากพระผู้รู้ โดย พระ ปราโมทย์ ปา โมชฺโช ค่ะ



จาก หนังสือธรรมะใกล้ตัว ฉบับที่ 43 ค่ะ



ถาม – อยากทราบเกี่ยวกับประโยชน์และความจำเป็นของฌานสมาบัติครับ

การทำฌานสมาบัติมีประโยชน์หลายประการ เช่น เพื่อความอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน เพื่อให้ได้อภิญญา เพื่อความมีสติสัมปชัญญะ และเพื่อเป็นกำลังสนับสนุนการบรรลุมรรคผล ฯลฯ

โทษของฌานสมาบัติ ก็มีหลายประการ โดยเฉพาะฌานที่เป็นมิจฉาสมาธิ เช่น ทำให้เนิ่นช้าในการปฏิบัติธรรม ทำให้เกิดสัญญาวิปลาสและทิฏฐิวิปลาส และเพิ่มพูนมานะอัตตาให้รุนแรงยิ่งขึ้น ฯลฯ

ผู้มีปัญญาต้องรู้จักใช้ประโยชน์จากฌานสมาบัติ และระวังไม่ให้เกิดโทษ เหมือนคนที่ใช้พลังงานปรมาณู ที่ต้องใช้ให้เป็นจึงจะไม่เกิดโทษ

สำหรับความจำเป็นของฌานสมาบัตินั้น ก่อนอื่นต้องถามก่อนว่า จะมองในแง่ความจำเป็นสำหรับผู้ใด เช่น พวกโจรผู้ร้าย ไม่จำเป็นต้องมีสมาบัติ เพราะจะยิ่งทำชั่วได้ง่ายขึ้น แต่เข้าใจว่าต้องการถามถึงความจำเป็นสำหรับผู้ปฏิบัติธรรม ซึ่งผมเห็นว่า มีประโยชน์ แต่ไม่ถึงขั้นจำเป็นยิ่งยวดขาดเสียไม่ได้ กล่าวคือ

หากเราสามารถพักจิตในฌานสมาบัติ แทนการพักจิตด้วยกามคุณ เช่น กินเหล้า ร้องคาราโอเกะ ดิ้น หลอกผู้หญิง หลอกผู้ชาย ความสุขสงบในชีวิตมันประณีตกว่ากันมากครับ อย่างบางคนทำธุรกิจ วันหนึ่งๆ ต้องปวดหัวกับความเครียดมากมาย ถ้าก่อนนอนสามารถพักจิตได้ ก็จะพักผ่อนได้เต็มที่ ไม่ใช่นอนหลับจมความเครียดอยู่

การพักผ่อนเช่นนี้ อาจจะคำนวณเป็นตัวเงินก็ได้ เช่น เราเคยเสียเงินเพื่อความผ่อนคลายเดือนละเท่าไร พอพักในฌาน ก็ประหยัดเงินส่วนนี้ได้ แถมไม่ต้องรับผลข้างเคียงจากการพักผ่อนที่ไม่ดีอีก

ยิ่งเป็นนักปฏิบัติที่เป็นนักบวชนั้น ชีวิตค่อนข้างแร้นแค้นทางวัตถุ การพักในฌานก็มีประโยชน์ ให้เกิดความสุข มีกำลังใจที่จะปฏิบัติธรรมต่อไป

สำหรับประโยชน์ในด้านอภิญญานั้น ไม่ใช่ว่าทุกคนที่ได้ฌานจะได้อภิญญาเสมอไป คนเราในยุคนี้ กระทั่งทำฌานได้ก็มีน้อยเต็มที ที่จะได้อภิญญาด้วย ยิ่งน้อยหนักเข้าไปอีก ส่วนมากที่มีอภิญญากันบ้าง จะเป็นผลจากการสะสมในอดีตเสียมากกว่าครับ อีกอย่างหนึ่ง อภิญญาไม่จำเป็นสำหรับการปฏิบัติธรรม ไม่มีก็ไม่เป็นไรครับ

ประโยชน์ของฌานสมาบัติในด้านการสร้างสติสัมปชัญญะนั้น จำเป็นสำหรับคนที่เริ่มปฏิบัติด้วยวิธีเจริญปัญญาไม่ได้ หรือเจริญปัญญาจนจับผู้รู้ได้ แต่จิตไม่ตั้งมั่นพอ ก็ต้องเสริมด้วยการทำสมาธิ แต่บางคนทำอย่างไรก็ไม่ได้ฌาน ซึ่งก็ไม่เป็นไรครับ หัดเริ่มจากขั้นบริกรรมภาวนา แล้วแยก คำบริกรรม หรือ อารมณ์กรรมฐาน เช่น ลมหายใจ ว่าเป็นสิ่งที่ถูกรู้ หัดเท่านี้ ไม่ต้องถึงฌานสมาบัติก็ไม่เป็นไรครับ แต่ถ้าถึงฌาน จิตก็มีกำลังมาก แต่อย่าเสียเวลาเพื่อไปหัดเลยครับ มันเกินจำเป็นไปหน่อยสำหรับคนเมืองที่ใช้วิธีดูจิต

สำหรับประโยชน์ของฌานสมาบัติในการเกื้อกูลต่อการบรรลุมรรคผลนั้น เป็นสิ่งที่ไม่ต้องหัดครับ เพราะเมื่อเวลาจิตจะเกิดมรรคผลนั้น จิตจะได้ฌานเองโดยอัตโนมัติ ในตำราระบุว่าจิตที่เกิดมรรคผล จะประกอบด้วยฌาน ๑ - ๕ ซึ่งเป็นรูปฌานล้วนๆ (อภิธรรมแยกรูปฌาน ๔ ออกเป็นรูปฌาน ๕) แต่ผมเห็นว่า แม้อรูปฌานก็เกิดขึ้นได้ ในขณะที่เกิดมรรคผล เพราะองค์ฌานของอรูปฌานก็มี ๒ เหมือนรูปฌานที่ ๕ คืออุเบกขากับเอกัคคตา นอกจากนี้ อันที่จริงมรรคผลนั้นรู้อารมณ์นิพพาน ไม่ได้รู้อารมณ์รูปและนาม องค์ฌานคืออุเบกขาและเอกัคคตา เป็นเพียงตัวสนับสนุนให้จิตมีกำลังเท่านั้น ความสำคัญจึงอยู่ที่องค์ฌาน ไม่ใช่อยู่ที่ว่าเป็นรูปฌานหรืออรูปฌาน

เหตุผลอีกประการหนึ่งก็คือ ในตำราอภิธรรมเอง กล่าวถึงการบรรลุมรรคผลนิพพานของพระอริยบุคคลในอรูปภูมิ ถ้าหากเวลาบรรลุมรรคผล ต้องเกิดในรูปฌานเท่านั้น ก็เท่ากับพรหมนั้นตายจากอรูปภูมิมาอยู่ในรูปภูมิเพื่อบรรลุมรรคผล ซึ่งตำราอภิธรรมเองไม่ได้กล่าวเช่นนั้น ดังนั้น การบรรลุมรรคผล ด้วยจิตที่มีกำลังของอรูปฌานสนับสนุน จึงน่าจะเป็นไปได้
สรุปแล้ว ฌานสมาบัติมีประโยชน์ต่อนักปฏิบัติ แต่ไม่ถึงขั้นเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องทำให้ได้ครับ



วันพุธที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๔๓ :106: :104: :103: :104: :01:

http://www.bangkokma...nt/view/228/41/
[color="#9ACD32"][size="2"][font="Courier New"]ชีวิตเรานี้เป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา

สิ่งที่เอาไปได้มีเพียงบุญและบาป (",)[/font][/size][/color]
0



#32 ผู้ใช้ออฟไลน์   you4lucky ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1295
  • สมัคร: 16/09/2006

ตอบ: 05/05/2016 - 09:43

ถาม – เคยได้ยินว่าพระอริยบุคคลมี ๘ ประเภท คือ พระโสดาปัตติมรรคบุคคล พระโสดาปัตติผลบุคคล พระสกทาคามิมรรคบุคคล พระสกทาคามิผลบุคคล พระอนาคามิมรรคบุคคล พระอนาคามิผลบุคคล พระอรหัตตมรรคบุคคล และพระอรหัตตผลบุคคล ประเด็นที่สงสัยก็คือ ผู้ใดจะเริ่มนับเนื่องเข้าในพระอริยบุคคลขั้นต้น พ้นจากความเป็นปุถุชน จะเป็นคนที่ทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนาถึงระดับใดกันแน่


ขอเรียนว่า ผู้ที่กำลังพากเพียรปฏิบัติธรรมเพื่อความเป็นพระโสดาบันนั้น ยังเป็นปุถุชน ไม่จัดว่าเป็นพระโสดาปัตติมรรคบุคคล พระอริยมรรคบุคคลทั้ง ๔ ประเภทเกิดขึ้นในช่วงขณะจิตที่เกิดอริยมรรคเท่านั้น แล้วถัดจากนั้นเพียงวับเดียว ก็เกิดผลจิตสืบต่อทันที สำเร็จเป็นพระอริยผลบุคคล โดยไม่มีอะไรมาคั่นกลาง แต่ที่จำแนกประเภทพระอริยมรรคบุคคลเอาไว้ ก็เพราะไม่ใช่ทั้งปุถุชน และไม่ใช่ทั้งพระอริยผลบุคคล จึงจัดเป็นพระอริยบุคคลอีกจำพวกหนึ่ง

ผู้ที่บรรลุพระโสดาบันนั้น จิตเพียงแต่ละความเห็นผิดหรือมิจฉาทิฏฐิได้ ประหารสังโยชน์เบื้องต้น ๓ ประการซึ่งล้วนเป็นเรื่องของทิฏฐิได้ และละโลภมูลจิตที่ประกอบด้วยความเห็นผิดได้ ๔ ตัวเท่านั้น พระโสดาบันจึงมีความรัก โลภ โกรธ หลง ไม่ต่างกับปุถุชนมากนัก

ส่วนพระสกิทาคามีนั้น ราคะ โทสะ โมหะเบาบางลง ความใคร่จะเบาบางลง เรียกว่าบางเฉียบทีเดียว แต่ความรัก ความผูกพันต่อคู่ของตนยังคงอยู่ เพราะมีวาสนาบารมีที่เกื้อกูลกันมาก่อน ส่วนถ้ายังไม่แต่งงาน แล้วจะมีแฟนหรือแต่งงานได้ไหม ขอเรียนว่าได้ แต่คงต้องมีแรงจูงใจทางบวกเป็นพิเศษด้วย ไม่ใช่แรงจูงใจด้วยกาม ซึ่งไม่มีกำลังพอเสียแล้ว

เร่งภาวนาเข้าเถอะครับ อย่ากลัวว่าเป็นพระอริยบุคคลแล้ว จะมีภรรยาไม่ได้

สำหรับเรื่องการระลึกชาตินั้น ถ้าไม่มีอภิญญาสนับสนุนก็ทำได้แค่ความรู้สึกๆ ซึ่งกิเลสจะหลอกเอาเมื่อไรก็ได้ครับ และการระลึกชาติของพระอริยบุคคลกับปุถุชนก็อาจจะต่างกันบ้าง เท่าที่ทราบมา พระอริยบุคคลอาจจะระลึกชาติข้ามลำดับชาติได้ (ไม่ใช่ว่า พระอริยบุคคลจะระลึกชาติได้ทุกองค์นะครับ) แต่ผมไม่แน่ใจว่า ปุถุชนจะทำแบบนี้ได้หรือไม่ เพราะเคยเห็นในตำราวิธีหัดระลึกชาตินั้น เขาต้องระลึกย้อนไปเป็นลำดับๆ ครับ ดังนั้น ถ้าเป็นปุถุชนแล้วเข้าใกล้ใคร เกิดรู้สึกคุ้นเคยขึ้นมา ที่จะทำฌานแล้วเอาสติจับเข้าที่ความคุ้นเคย แล้วพิจารณาออกไปถึงอดีตนั้น อาจจะทำไม่ได้ง่ายๆ ครับ เพราะอาจจะถูกกิเลสหลอกเอาได้มากกว่า


วันพุธที่ 15 พฤศจิกายน 2543 :01:

http://www.bangkokma...nt/view/228/41/
[color="#9ACD32"][size="2"][font="Courier New"]ชีวิตเรานี้เป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา

สิ่งที่เอาไปได้มีเพียงบุญและบาป (",)[/font][/size][/color]
0



#33 ผู้ใช้ออฟไลน์   you4lucky ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1295
  • สมัคร: 16/09/2006

ตอบ: 05/05/2016 - 09:46

ถาม – ว่าจุดอ่อนของฆราวาสที่เป็นนักปฏิบัติอย่างหนึ่งคือ การรักษาความรู้ตัวให้ต่อเนื่อง อยากทราบวิธีการสร้างความต่อเนื่องของสติ

ผู้ปฏิบัติที่ฝึกหัดความรู้ตัวไปถึงจุดหนึ่ง จนเข้าใจแล้วว่าสภาวะของความรู้ตัวจริงๆ เป็นอย่างไร จะเกิดปัญหาสำคัญประการหนึ่งคือ ทำอย่างไรจะรักษาความรู้ตัวให้ต่อเนื่องได้

บางคนพยายามจับอารมณ์อันใดอันหนึ่งให้ชัดๆ ไว้ จนกลายเป็นการเพ่งอารมณ์ไปโดยไม่รู้ตัว เช่น จับลมหายใจเอาไว้ไม่ให้เผลอ จนกลายเป็นการเผลอเพ่งลมหายใจ หรือจับดูอาการของจิตอันใดอันหนึ่ง แล้วจมอยู่กับอาการนั้น เมื่ออาการนั้นดับไปแล้ว ก็เผลอสติ จดจ่อเพ่งจ้อง อยู่ที่ "จอภาพ" อันว่างเปล่าตรงหน้า จิตในขณะนั้นกำลังจมอยู่กับอารมณ์ แต่คิดว่ากำลังรู้ความเกิดดับของอารมณ์อยู่

ถ้ารู้ทันตรงนี้ จิตก็จะเกิดความรู้ตัวขึ้นมาอีกคราวหนึ่ง หรือบางคนทราบว่าจิตยังหลงอยู่ ก็เกิด "ความจงใจ" ที่จะรู้ตัว แล้วไม่รู้ทันว่า จิตกำลังจงใจอยู่ ซึ่งก็คือความหลงอีกนั่นเอง

ความ รู้ ตื่น และเบิกบานของจิตนั้น รักษาไว้ไม่ได้ด้วยการเพ่งจ้องหรือจงใจ ดังนั้นที่คุณถามว่า รู้ตัวแล้ว ทำอย่างไรจะให้ รู้ นั้นต่อเนื่อง ก็ต้องขอตอบว่า ไม่ต้องทำอะไรทั้งสิ้น นอกจากคอยรู้ให้ทันจิตตนเองไว้เท่านั้น เพราะการกระทำใดๆ นั่นแหละ ที่ทำให้จิตพลาดไปจากความรู้ตัว

การปฏิบัติที่ถูกหรือผิดนั้น เราไม่พูดกันหรอกว่า วันนี้หรือเดือนนี้ปฏิบัติถูก วันนี้หรือเดือนนี้ปฏิบัติผิด เพราะความถูกผิดของการดำเนินจิตนั้น มันพลิกแพลงแปรเปลี่ยนอยู่ทุกขณะ ไม่ต้องไปคิดว่าจะให้มันถูกนานๆ เอาแค่ให้มันถูกอยู่ในขณะปัจจุบันก็พอแล้ว ส่วนอดีตที่ผิดแล้วก็แล้วไป และไม่ต้องไปคิด ไปพยายาม ที่จะให้มันถูกต่อเนื่องไปถึงอนาคตด้วย

หมั่น รู้ อยู่ให้เป็นปัจจุบันเฉพาะหน้านี้แหละ ดีที่สุดแล้ว แต่การที่จะรู้เฉพาะหน้าให้ถูกต้องเสมอๆ จะว่าไม่มีวิธีเลยก็ไม่ใช่ ธรรมเบื้องต้นที่มีประโยชน์มากก็คืออิทธิบาท ๔ หรือธรรมแห่งความสำเร็จนั่นเอง เราต้องปลูกความพอใจในอันที่จะ รู้ตัว อยู่เสมอๆ เผลอแล้วก็แล้วไป แต่ถ้าจิตเราพอใจจะรู้ตัว พอใจจะดูจิต สติสัมปชัญญะก็จะเกิดขึ้นบ่อยๆ โดยไม่ต้องบังคับ (ทำนองเดียวกับถ้าเรารักกาม ความคิดความสนใจในกามก็จะเกิดขึ้นเป็นระยะๆ) เมื่อเกิดความรู้ตัวบ่อยๆ แล้ว ก็ต้องมีความเพียรพยายาม มีความใส่ใจและใคร่ครวญที่จะดูจิตให้สม่ำเสมอ

เมื่อปลูกความพอใจที่จะรู้ตัว และรู้ตัวได้บ่อยๆ แล้ว งานต่อไปที่มีประโยชน์มากที่สุด ได้แก่ การเจริญสติปัฏฐาน คือเราจะต้องหาบ้านให้จิตอยู่ หรือหาเครื่องรู้ประจำให้กับจิต

วันนี้มีหมู่เพื่อนไปหาผม ๗ ท่าน การปฏิบัติมีหลากหลายกัน ครบทุกอย่างตามที่ผมกล่าวมานี้ เช่น บางท่านจมแช่อยู่กับจอภาพในใจ แล้วคิดว่ากำลังเจริญสติอยู่ บางท่านจงใจที่จะรู้ตัว โดยมองไม่ออกว่ากำลังจงใจอยู่ แต่ในภาพรวมแล้ว แต่ละคนก็ดีขึ้นโดยทั่วกันครับ คือจากที่เคยถูกโมหะครอบงำมากๆ ก็เบาบางลง เคยบังคับจิตรุนแรง ก็เบาบางลง หรือสามารถแก้ไขความเผลอสติ แต่สำคัญว่ากำลังเจริญสติอยู่ได้

ส่วนที่เห็นแล้วเข้าตากรรมการมากก็มี คือสามารถก้าวมาถึงจุดที่จิตมีคุณภาพ และลงมือเจริญสติปัฏฐานได้แล้ว เพื่อนคนนี้เคยมีความทุกข์มาก มีความเครียดมาก ทั้งที่ในทางโลกก็มีความรู้แตกฉานสุดขีดที่ทางโลกเขาสมมุติกัน ส่วนการปฏิบัติกลับล้มลุกคลุกคลานมาร่วมปี เพราะจิตมีโมหะมาก ผมถามว่าเอาอะไรเป็นฐานของสติก็ได้ความว่า ใช้การเคาะนิ้วกับโต๊ะมา ๒ - ๓ สัปดาห์แล้ว และเคาะด้วยความรู้ตัว (ถ้าเคาะด้วยความไม่รู้ตัว ก็ได้เพียงสมถะครับ)

ในขณะที่เคาะนิ้วไปนั้น จิตสามารถตั้งมั่นเป็นธรรมเอก มีสติระลึกรู้สภาวธรรมที่กำลังปรากฏในจิต ซึ่งส่วนมากก็เป็นเพียงความชัด ความมัว และความไหวๆ ของจิตเท่านั้น อารมณ์ใดกระทบเข้าสู่ภูมิรู้ของจิต ก็ดับลงโดยเร็วด้วยกำลังของปัญญา

เมื่อปฏิบัติมาถึงจุดนี้ เพื่อนคนนี้ก็เข้าใจชัดด้วยตนเองว่า การเจริญสติปัฏฐานจริงๆ เป็นอย่างไร แต่ผมก็ต้องกำชับหลายครั้งว่า ให้เคาะต่อไป ถึงลายนิ้วมือจะลบหมดก็ให้เคาะไป อย่าไปเปลี่ยนแปลงกรรมฐานที่ทำอยู่ ถ้าเจริญสติขนาดนี้แล้ว เอาดีไม่ได้ ก็ให้มันรู้ไป

สรุปแล้ว เมื่อรู้ตัวเป็นแล้วก็ต้องเจริญสติปัฏฐาน ความรู้ตัวจึงจะต่อเนื่องยาวนานไปเอง ทั้งยังจะอบรมทั้งสมาธิและปัญญาไปพร้อมกันด้วย ส่วนการเจริญสติปัฏฐานจะเป็นอย่างไร ผมเขียนไว้มากแล้วครับ และผู้ที่เจริญสติปัฏฐานได้จริงๆ นั้น จัดว่าเป็นผู้เข้าใกล้ต่อสัจจธรรมมากแล้ว



วันพุธที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๔๓ :104: :103: :104: :115: :01:

http://www.bangkokma...nt/view/228/41/
[color="#9ACD32"][size="2"][font="Courier New"]ชีวิตเรานี้เป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา

สิ่งที่เอาไปได้มีเพียงบุญและบาป (",)[/font][/size][/color]
0



#34 ผู้ใช้ออฟไลน์   you4lucky ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1295
  • สมัคร: 16/09/2006

ตอบ: 05/05/2016 - 09:48

ถาม – อยากขอธรรมะทิ้งท้ายเพื่อเตือนสติพวกเราก่อนท่านจะออกบวช

พระพุทธเจ้าทรงแสดงธัมมจักกัปปวัตตนสูตรอันเป็นปฐมเทศนา โดยทรงชี้ถึง ที่สุดสองอย่างอันบรรพชิตไม่ควรเสพ คือ การประกอบตนให้พัวพันด้วยกามสุขในกามทั้งหลาย เป็นธรรมอันเลว เป็นของชาวบ้าน เป็นของปุถุชน ไม่ใช่ของพระอริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ และการประกอบความเหน็ดเหนื่อยแก่ตน เป็นความลำบาก ไม่ใช่ของพระอริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์

แล้วทรงสรุปชี้ชัดลงถึงข้อปฏิบัติเรื่องแรกที่ทรงสอน อันเป็นการประดิษฐานพระพุทธศาสนาลงไว้ในโลก คือ "ปฏิปทาสายกลาง ไม่เข้าไปใกล้ที่สุดสองอย่างนั้น นั่นตถาคตได้ตรัสรู้แล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง ทำดวงตาให้เกิด ทำญาณให้เกิด ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน

ปฏิปทาสายกลางนั้น ได้แก่ อริยมรรค มีองค์ ๘ คือปัญญาอันเห็นชอบ ความดำริชอบ เจรจาชอบ การงานชอบ เลี้ยงชีวิตชอบ พยายามชอบ ระลึกชอบ ตั้งจิตชอบ"

ตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์ ทรงสอนแนวทางปฏิบัติอยู่ในกรอบของปฐมเทศนานี้เอง ตราบจนถึงวาระสุดท้ายแห่งพระชนม์ชีพ ซึ่งทรงประทานปัจฉิมโอวาทว่า "ดูกรภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ เราขอเตือนพวกเธอว่า สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา พวกเธอจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด ฯ"

ผู้ไม่ประมาท ก็คือผู้ที่ดำเนินอยู่ในทางสายกลางนี้เอง นับเป็นคำเตือนด้วยพระมหากรุณาอย่างแท้จริง เพราะเมื่อทรงชี้ทางไว้แล้ว ก็ยังพร่ำสอนให้สาวกพากเพียร เดินไปตามทางอย่างไม่เนิ่นช้าเพราะความประมาท

พวกเราควรสำรวจตนเอง ว่าเข้าข่ายเป็นผู้ประมาทหรือไม่ วิธีดูที่ง่ายที่สุดก็คือ ให้หมั่นตรวจสอบว่า เราได้พยายามเจริญสติสัมปชัญญะอยู่ในปัจจุบันหรือเปล่า หรือเราผัดผ่อนเอาไว้ค่อยเจริญสติสัมปชัญญะทีหลัง เพราะยังมีเรื่องอื่นสนุกสนานที่จะต้องสนใจก่อน เพราะเห็นว่า ยังเป็นหนุ่มเป็นสาว ยังมีเวลาที่จะปฏิบัติได้อีกถมเถไป เพราะเห็นว่า เข้าใจแนวทางแล้ว เอาไว้สบายใจแล้ว จึงค่อยปฏิบัติ เพราะ ... ฯลฯ

พระศาสดาท่านทรงสอนทิ้งท้ายด้วยเรื่องความไม่ประมาท ผมจึงต้องอัญเชิญเรื่องความไม่ประมาท มาเป็นธรรมทิ้งท้ายให้กับพวกเรา เพราะไม่มีธรรมอันใด สมควรเป็นของฝากส่งท้ายมากกว่านี้อีกแล้ว
เมื่อผมไม่อยู่แล้ว วันใดที่นึกถึงผม ขอให้นึกถึง รู้ คือนึกถึงการเจริญสติสัมปชัญญะ ซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่ผมเห็นว่าสำคัญที่สุด ที่มนุษย์ผู้หนึ่งควรปฏิบัติให้ได้ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด จากการได้เป็นมนุษย์ในยุคที่พระศาสนายังรุ่งเรืองอยู่

:01: :115: :104: :103: :104: :33:

วันพฤหัสที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๔๓

http://www.bangkokma...nt/view/228/41/

จบฉบับที่ 43 ค่ะ
[color="#9ACD32"][size="2"][font="Courier New"]ชีวิตเรานี้เป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา

สิ่งที่เอาไปได้มีเพียงบุญและบาป (",)[/font][/size][/color]
0



#35 ผู้ใช้ออฟไลน์   you4lucky ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1295
  • สมัคร: 16/09/2006

ตอบ: 07/05/2016 - 10:01

ธรรมะจากพระผู้รู้ โดย พระ ปราโมทย์ ปา โมชฺโช ค่ะ

จาก หนังสือธรรมะใกล้ตัว ฉบับที่ 45 ค่ะ



ถาม: ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ สอนธรรมไว้ประการหนึ่งไว้ว่า พระสัทธรรมเมื่อเข้าไปตั้งอยู่ในจิตของปุถุชน ก็ย่อมกลายเป็นสัทธรรมปฏิรูป ปัญหาก็คือ เหตุใดจิตของปุถุชนจึงทรง
พระสัทธรรมของแท้ไว้ไม่ได้ ?


จิตปุถุชนไม่เหมาะกับการรองรับพระสัทธรรม ก็เพราะยังมีมิจฉาทิฏฐิ คือมีความเห็นสุดโต่งระหว่าง สัสสตทิฏฐิ หรือความมีอยู่ถาวร กับอุทเฉททิฏฐิหรือความขาดสูญ ทั้งยังประกอบด้วยสักกายทิฏฐิ คือความเห็นว่าขันธ์ ๕ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จิต ว่าเป็นเรา การกำหนดจดจำธรรมใดๆ ไว้ในจิต จึงอดไม่ได้ที่จะเจือความเห็นผิด หรือการตีความธรรมอย่างผิดๆ เอาไว้ด้วย

เรื่องของมิจฉาทิฏฐินั้น หากเกิดขึ้นกับจิตดวงใด จิตดวงนั้นย่อมเป็นอกุศลจิตเสมอ

ในความเป็นจริงแล้ว จิตของปุถุชนมักจะเป็นเพียงอกุศลจิตและวิบากจิตเท่านั้น น้อยนักจะเป็นกุศลจิตได้อย่างแท้จริง เว้นแต่จะเป็นกุศลจิตแบบอนุโลมเอา เช่น ผู้ที่ได้ฟังธรรมของพระพุทธเจ้าแล้วพิจารณาใคร่ครวญตาม ก็พอจะน้อมใจเชื่อตามสัมมาทิฏฐิได้บ้างในขณะสั้นๆ แต่เมื่อใดไม่ใคร่ครวญ ไม่สำรวมระวังความคิด มิจฉาทิฏฐิก็กลับมาครอบงำจิตอีกโดยง่าย คือจะเกิดความเห็นผิดว่าจิตเป็นเรา กายนี้เป็นเรา คนก็เป็นคน สัตว์ก็เป็นสัตว์จริงๆ

และหากพิจารณาในด้านของกิเลสที่เกิดขึ้นกับจิต ก็จะพบว่าจิตของปุถุชนนั้น โอกาสที่จะเกิดกุศลจิตจริงๆ คือไม่มีอกุศลในจิต เป็นไปได้น้อยยิ่ง เพราะเว้นแต่วิบากจิตเสียแล้ว จิตส่วนมากก็จะถูกครอบงำด้วยโมหะเกือบตลอดเวลา แม้ในขณะที่ทำบุญทำทาน ศึกษาปฏิบัติธรรม จิตก็มักจะถูกโมหะครอบงำเอาแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัวเสมอๆ

ตัวมิจฉาทิฏฐิก็เป็นโมหะ ตัวกิเลสครอบงำประจำจิตก็เป็นโมหะ รวมความแล้วโมหะนี้เองเป็นข้าศึกอย่าง
ร้ายกาจ ทีเดียว จิตของปุถุชน แทบไม่มีเวลาพ้นจากอำนาจของโมหะ จึงไม่เหลือที่ว่างพอที่จะให้
พระสัทธรรมประดิษฐานลงได้จริง

โอกาสที่จิตจะรอดจากโมหะมีไม่มากนัก เพราะจิตใจของเราเหมือนถูกขังอยู่ในเขาวงกตที่สลับซับซ้อนมาก ช่องทางที่จะหนีรอด มีเพียงช่องทางเล็กๆ อยู่ช่องเดียว ถ้าปราศจากพระพุทธเจ้าชี้ช่องทางนี้แล้ว ยากนักที่เราจะพบทางออกได้เอง และช่องทางที่จะรอดจากโมหะหรือความหลง ก็คือการเจริญสติสัมปชัญญะหรือความไม่หลงนั่นเอง

เมื่อใดจิตเกิดสติสัมปชัญญะ เมื่อนั้นจึงเกิดกุศลจิตที่แท้จริง แต่พวกเราที่เคยฝึกเจริญสติสัมปชัญญะ ต่างก็ซาบซึ้งแก่ใจดีแล้วว่า เข้าใจยากและทำยากเหลือเกิน ขนาดคนที่มีศรัทธาต่อพระพุทธเจ้าอยู่แล้ว และอยากจะทำ ก็ยังทำยาก นับประสาอะไรกับคนที่ไม่มีศรัทธามาก่อน และไม่อยากทำ ด้วยเหตุนี้แหละ เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว จึงทรงท้อพระทัยที่จะสอน

การที่จะน้อมนำพระสัทธรรมเข้ามาประดิษฐานให้ถาวรในจิตก็ดี การที่จะเผยแผ่พระสัทธรรมไปสู่จิตของผู้อื่นก็ดี จึงเป็นงานที่ยากมาก เพราะต้องต่อสู้กับความไม่รู้ทั้งหลายของตนเองและผู้อื่น แต่ถ้าพวกเราผู้มีโอกาสมากในสังคม ไม่ตั้งใจทำงานนี้ แล้วจะผลักภาระการรักษาพระสัทธรรมไปให้ใครได้ล่ะครับ ดังนั้นอย่าประมาท นิ่งนอนใจ หรือเบื่อหน่ายท้อแท้ให้เสียเวลาเปล่า ให้ตั้งใจปฏิบัติเพื่อน้อมนำพระสัทธรรม เข้าสู่จิตใจให้ได้โดยทั่วกันทุกๆ คนนะครับ


คุณปราโมทย์

วันศุกร์ที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๔๓ :01:

http://www.bangkokma...nt/view/227/41/
[color="#9ACD32"][size="2"][font="Courier New"]ชีวิตเรานี้เป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา

สิ่งที่เอาไปได้มีเพียงบุญและบาป (",)[/font][/size][/color]
0



#36 ผู้ใช้ออฟไลน์   you4lucky ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1295
  • สมัคร: 16/09/2006

ตอบ: 07/05/2016 - 10:10

ถาม: ในปัจจุบันนี้พระศาสนาอ่อนแอลงมาก พระกรรมฐานดีๆ ก็มีเหลืออยู่ไม่มากนัก ครูบาอาจารย์ต่างก็ค่อยๆ มรณภาพกันไป สำหรับพระสงฆ์สามเณรอื่นๆ ที่เล่าเรียนปริยัติธรรม ก็ยังมีการเล่าเรียนกันอยู่ แต่ที่น่ากลัวก็คือพระเณรเหล่านี้ท่านมักจะบวชไม่นาน เพราะเวลานี้กระแสโลกมันแรงกว่ากระแสธรรม ในฐานะที่เป็นฆราวาส เราควรจะช่วยรักษาพระศาสนาอย่างไรบ้าง

ผมจึงกล่าวว่า เราจะปล่อยภาระในการรักษาพระศาสนาไว้กับพระฝ่ายเดียวไม่ได้ ปัญญาชน จะต้องศึกษาปฏิบัติ และประกาศธรรมให้มากด้วย

แต่การเพิ่มบทบาทของปัญญาชน ก็ไม่ได้หมายความว่าให้ทอดทิ้งพระ เราจำเป็นต้องอุปถัมภ์บำรุงพระเณรเถรชีเอาไว้ เพราะฆราวาสนั้น แม้จะมีความรู้ดี แต่ที่จะทรงพระสัทธรรมไว้ได้จริงก็มีน้อย ยิ่งพระสัทธรรมในขั้นละเอียดจริงๆ แล้ว ยากนักที่ฆราวาสจะเข้าถึงได้

ปัญญาชนผู้ใดศึกษาปฏิบัติธรรม จนถึงจุดที่พัฒนาต่อไปได้ยากในเพศฆราวาส ถ้ามีความพร้อม ก็อาจจะไปบวชเพื่อศึกษาธรรมให้ยิ่งๆ ขึ้น แล้วทำประโยชน์ให้พระศาสนาให้มากขึ้น

การสนับสนุนพระทำได้หลายทางไม่เพียงการอุปถัมภ์ด้วยปัจจัย ๔ (ปัจจัย ๔ ก็สำคัญนะครับ อย่างพระในเมืองใหญ่ๆ เวลาถึงวันอาทิตย์ จะบิณฑบาตยากมาก เพราะโยมไม่ตื่น) เช่น การช่วยกันสอดส่องพฤติกรรมของเหลือบศาสนา แล้วอารักขาช่วยสงฆ์ขจัดมารพวกนี้ออกไป และการไม่เข้าไปทำความวุ่นวายให้เสียเวลาของพระปฏิบัติ เป็นต้น

ญาติโยมเข้าไปหาพระ ควรเข้าไปเพื่อศึกษาแนวทางปฏิบัติธรรม จากนั้นก็รับไปปฏิบัติเอาเอง มีปัญหาช่วยตนเองไม่ได้จริงๆ จึงค่อยเข้าไปถามท่านใหม่ ไม่ใช่คอยไปห้อมล้อมซักถามธรรมะไม่เลิก ซึ่งผมสังเกตเห็นมานานแล้วว่า คนที่เอาจริงจะไม่ค่อยไปกวนครูบาอาจารย์ และไม่ชอบรวมกลุ่มปฏิบัติธรรม แต่พยายามช่วยตนเองเป็นลำดับแรก ส่วนคนที่คอยแห่แหนห้อมล้อมครูบาอาจารย์นั้น น้อยรายนักที่จะปฏิบัติจริงจัง

การไม่เข้าไปกวนเวลาของพระ ก็เพื่อว่าพระที่ท่านยังไม่ถึงที่สุด จะได้มีเวลาเร่งความเพียรของท่าน ส่วนพระที่ท่านปฏิบัติพอแล้ว ท่านจะได้มีเวลาทำประโยชน์ตามปณิธานของท่าน

ถ้าญาติโยมนิยมปฏิบัติธรรมด้วยการคุยธรรมะ รวมกลุ่มคุยกันเองยังไม่พอ เที่ยวไปชวนพระคุยเสียอีก อันนั้นเป็นการทำลายโอกาสพัฒนาทั้งตนเองและของพระเณรเถรชีด้วย นั่นไม่ใช่หนทางจรรโลงพระพุทธศาสนา
หรอกครับ

ดูตัวอย่างนักปฏิบัติดีๆ ไว้ก็ดีครับ คือต่างคนต่างศึกษาแล้วก็ไปตั้งใจทำเอาเอง ไม่คอยถามซอกแซกไปเรื่อยๆ เป็นแบบอย่างเหมือนพระสมัยพุทธกาลที่เมื่อฟังธรรมแล้ว ก็แยกย้ายกันไปตามลำพังเพื่อทำกิจของตนเอง


คุณปราโมทย์

วันศุกร์ที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๓ :104: :104: :104: :01:

http://www.bangkokma...nt/view/227/41/
[color="#9ACD32"][size="2"][font="Courier New"]ชีวิตเรานี้เป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา

สิ่งที่เอาไปได้มีเพียงบุญและบาป (",)[/font][/size][/color]
0



#37 ผู้ใช้ออฟไลน์   you4lucky ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1295
  • สมัคร: 16/09/2006

ตอบ: 07/05/2016 - 10:12

ถาม: เราจะช่วยกันธำรงพระพุทธศาสนาได้อย่างไร

ถ้าพิจารณาถึงสภาพแวดล้อมของพระพุทธศาสนาในยุคที่เริ่มตั้งตัวนั้น จะพบปัจจัย (อย่างน้อย) ๒ ประการ
ที่ทำให้พระพุทธศาสนาเข้มแข็ง คือการได้รับการสนับสนุนและอารักขาจากอำนาจรัฐ ซึ่งก็คือพระมหากษัตริย์ในยุคนั้นอย่างหนึ่ง และการมีบุคลากรทางพระพุทธศาสนา เป็นปัญญาชนประเภทติดดินอีกอย่างหนึ่ง

ความเสื่อมโทรมของพระพุทธศาสนาในอินเดีย เกิดจากการอ่อนกำลังลงของอำนาจรัฐเนื่องจากการรุกรานของชนชาติอื่น แม้พระสงฆ์จะยังเป็นปัญญาชน แต่ก็เป็นปัญญาชนประเภทนักปรัชญา ห่างเหินจากประชาชน ไม่สามารถถ่ายทอดธรรมสู่ประชาชนได้จริง เมื่อมหาวิทยาลัยนาลันทาถูกทำลาย ปัญญาชนในวงการพุทธศาสนาก็หมดไป ชาวบ้านซึ่งห่างไกลธรรมะ ก็ไม่อาจทรงพระศาสนาไว้ได้

สำหรับพระพุทธศาสนาในบ้านเรา เดิมก็ได้รับการอารักขาจากพระมหากษัตริย์ ทั้งพระภิกษุก็คือกลุ่มชนที่ได้รับการศึกษาดีที่สุดในสังคม แต่ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง รัฐบาลเป็นผู้ใช้อำนาจแทนพระมหากษัตริย์ แต่ไม่เคยใช้อำนาจนั้นในทางที่จะอารักขาพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง กลับปล่อยให้คณะสงฆ์ปกครองกันเอง ภายใต้พระราชบัญญัติเก่าแก่ ส่วนกฎหมายอาญาที่จะคุ้มครองพระศาสนา ก็ไม่มีอะไรมากกว่าการห้ามแต่งกายเลียนแบบสงฆ์ หน่วยงานที่จะสนองงานของคณะสงฆ์ ก็เป็นหน่วยงานระดับกอง ทำหน้าที่สำนักงานเลขานุการให้กับมหาเถรสมาคมเท่านั้น แม้แต่การศึกษาศาสนา บางยุค รัฐบาลถึงกับยกเลิกหลักสูตรเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา เพราะเห็นว่ารัฐไม่มีหน้าที่สอนศาสนา โดยลืมไปว่าพระพุทธศาสนาคือรากฐานทางสังคมและวัฒนธรรมไทย

เวลาเกิดปัญหาอลัชชีขึ้น รัฐก็ปัดว่าเป็นหน้าที่ของคณะสงฆ์ที่จะแก้ปัญหา เพราะถ้าไม่เข้าข่ายแต่งกายเลียนแบบสงฆ์ รัฐก็ทำอะไรไม่ได้ ส่วนทางคณะสงฆ์ก็แก้ปัญหาลำบาก เพราะระบบการปกครองถูกกำหนดด้วยกฎหมายโบราณ และขาดระบบงานและเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพมารองรับ หากอลัชชีมีผิดเรื่องโกงเงินก็จัดการง่ายหน่อย หากเป็นเรื่องเสพเมถุนก็ยากจะหาพยานหลักฐานมาเล่นงานได้

เมื่อเกิดข่าวอลัชชี ชาวบ้านก็รู้เห็นกันทั่ว ส่วนการสอบสวนลงโทษ กลับทำได้ยากลำบาก ใช้เวลามาก
เพราะกฎหมายและระบบงานไม่เอื้ออำนวย เรื่องเหล่านี้จึงเป็นอาหารปากของคนที่ไม่เข้าใจระบบการปกครอง
คณะสงฆ์ แล้วส่งผลให้เกิดวิกฤตศรัทธาตามมา ระลอกแล้วระลอกเล่า

ในส่วนคุณภาพของพระภิกษุสามเณรก็น่าเป็นห่วง เพราะส่วนมากเป็นผู้มีการศึกษาน้อย เป็นผู้ด้อยโอกาสในสังคม ปัญญาชนในหมู่พระมีจำนวนน้อย เมื่อเทียบกับปัญญาชนในฝ่ายฆราวาส พระที่จะเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณได้จริง ก็มีจำนวนน้อย ส่วนมากก็จะบวชเพื่อรอโอกาสสึก ถ้าไม่สึก ก็มักจะเป็นเพียงผู้ให้บริการในด้านพิธีกรรมเท่านั้น ที่จะเป็นกำลังประกาศพระศาสนาอย่างพ่อแม่ครูอาจารย์ หรือมีความรอบรู้และความสามารถในการประกาศพระศาสนา (ไม่ต้องนับระดับปราชญ์เช่นพระธรรมปิฎกหรอกครับ) หาได้ยากเต็มที

การจะธำรงรักษาพระศาสนาไว้ จำเป็นต้องอาศัยพุทธบริษัททั้งปวง จะไปหวังสิ่งใดจากรัฐ หรือไปทิ้งภาระให้คณะสงฆ์ฝ่ายเดียวไม่ได้

เราจำเป็นต้องสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพคือเป็นปัญญาชนให้กับพระพุทธศาสนา ไม่ว่าจะอยู่ในสถาบันสงฆ์ หรือเป็นฆราวาสก็ตาม และคนเหล่านี้ต้องรู้จักการใช้สื่อใหม่ๆ เช่น อินเทอร์เน็ต เพื่องานของพระศาสนา เพราะจะไปเผยแผ่ศาสนาแบบตั้งรับ คือรอให้คนเข้าวัดไม่ได้อีกแล้ว

ผมยังดีใจว่า ได้มีส่วนช่วยให้ปัญญาชนยุคใหม่ ที่จัดว่ามีกำลังในทางโลก ได้มารวมตัวกันศึกษาปฏิบัติธรรมจนเป็นปึกแผ่นพอสมควร ขอให้พวกเราตระหนักถึงภาระหน้าที่ของตนเองให้ชัดเจนเถิดครับ ว่าอันที่จริง พวกเราคือกองหน้าของพุทธศาสนิกชน ที่จะช่วยกันขับเคลื่อนพระพุทธศาสนาเข้าสู่สังคมยุคใหม่ เราไม่ใช่แค่นักท่องเน็ตอย่างไม่มีสาระแก่นสารไปวันหนึ่งๆ และอย่าไปคิดว่าเราตัวแค่นี้จะช่วยพระศาสนาได้อย่างไร

ถ้าวันนี้ ยังคิดไม่ออกว่าจะทำประโยชน์อย่างใดได้ ก็ขอให้ระลึกว่า หน้าที่ของเราในวันนี้ คือการศึกษาพระพุทธศาสนาให้ดี ทั้งด้านปริยัติและด้านปฏิบัติ อย่างน้อยที่สุด เมื่อศึกษาดีแล้ว ก็จะช่วยลดมิจฉาทิฏฐิลงได้อีก ๑ คน แล้วขั้นต่อไปจึงค่อยคิดว่า จะสร้างผู้มีสัมมาทิฏฐิให้เพิ่มขึ้นได้อย่างไร

ผมเห็นว่าการช่วยกันสร้างผู้มีสัมมาทิฏฐินี้แหละ คือการธำรงรักษาพระศาสนาที่มั่นคงและตรงตามพระพุทธประสงค์มากที่สุด


คุณปราโมทย์ :33: :33: :01:

วันศุกร์ที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๔๓

http://www.bangkokma...nt/view/226/41/
[color="#9ACD32"][size="2"][font="Courier New"]ชีวิตเรานี้เป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา

สิ่งที่เอาไปได้มีเพียงบุญและบาป (",)[/font][/size][/color]
0



#38 ผู้ใช้ออฟไลน์   you4lucky ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1295
  • สมัคร: 16/09/2006

ตอบ: 14/06/2016 - 10:54

:104: :104: :104: ธรรมะจากพระผู้รู้ โดย พระ ปราโมทย์ ปา โมชฺโช ค่ะ :104: :104: :104:


จาก หนังสือธรรมะใกล้ตัว ฉบับที่ 130 ค่ะ
:01:


วันนี้เราจะมาบูชาพระพุทธเจ้ากัน :01:
การบูชามีหลายระดับ เอาดอกไม้ธูปเทียนมาบูชาเค้าเรียกอามิสบูชา
อีกอย่างหนึ่งคือปฏิบัติบูชา
นี่ถ้าเราไม่มีสติ ไม่มีปัญญา เราก็บูชาได้แค่อามิสบูชา
เดินเรื่อยเปื่อย ไม่มีสติ อะไรอย่างนี้ บูชาด้วยดอกไม้ธูปเทียน
ถ้าเราฉลาด เราปฏิบัติบูชาไปด้วย
เดินไปด้วยความรู้สึกตัว หรือเราเดินจงกรมบูชาท่าน
ทั้งอามิสบูชา ทั้งปฏิบัติบูชา ก็ควบกันไปในขณะเดียวกันเลย
นี่ทำอย่างนี้ก็ได้บุญเยอะ
การทำบุญบางทีต้องใช้สติใช้ปัญญาเหมือนกัน
ถ้าขาดสติขาดปัญญาก็บุญน้อย

พวกเราก็หัดฝึกอยู่เรื่อยๆพยายามทุกก้าวที่เดิน
เดินด้วยความรู้สึกตัว หัดจนเป็นนิสัย
ถ้าเดินด้วยความรู้สึกตัว ได้บุญไปทุกขณะ ทุกก้าวที่เดิน
งั้นพวกเราพยายามหลอมรวมการเจริญสติเข้ามาอยู่ในชีวิตจริงๆของเราให้ได้
ถ้าเรามีสติอยู่ ยืน เดิน นั่ง นอน มันก็เป็นบุญอยู่ตลอดเวลา
แล้วไม่ใช่บุญธรรมดาด้วย เป็นบุญใหญ่ถึงขนาดจะพาเราข้ามโลก

คนๆหนึ่งกว่าจะข้ามภพข้ามชาติได้ ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องเรียกว่าเอาชีวิตเข้าแลก
แต่ถ้าเอาแค่มรรคผลเบื้องต้นนะ ก็พอง่าย ไม่ยาก
สมัยพุทธกาลเค้าฟังเทศน์พระพุทธเจ้าเค้าก็บรรลุกันแล้ว
โสดาเยอะแยะ สกทาคาเยอะแยะ ดูไม่ยากเท่าไหร่
พวกเราฟังเทศน์เยอะแล้วไม่ค่อยได้ เราต้องรวมการปฏิบัติเข้ามาในชีวิตจริงให้ได้
อย่าไปวาดภาพว่าการปฏิบัติธรรมกับการใช้ชีวิตจริงๆนั้นแยกออกจากกัน

ถ้าเราเห็นว่าการใช้ชีวิตอยู่นี่แหละคือการปฏิบัติละก็ดีละ เจริญเร็ว
ถ้ายืนอยู่ด้วยความรู้สึกตัว นั่งอยู่ด้วยความรู้สึกตัว
นอนอยู่ด้วยความรู้สึกตัว จิตก็ทรงสมาธิอยู่ทั้งวัน ได้สมาธิขึ้นมา
ยืนอยู่เห็นร่างกายมันยืน ใจเป็นคนดู เห็นร่างกายไม่ใช่เรา นี่เจริญปัญญาอยู่
ถ้ารู้ถึงความมีอยู่ของกาย รู้ถึงความมีอยู่ของใจนะ ได้สมาธิขึ้นมาแล้ว
ถ้าเห็นความเป็นไตรลักษณ์ของกายของใจ ได้ปัญญาขึ้นมานะ เป็นบุญใหญ่

ปฏิจจสมุปบาทสำคัญมากเลย
ถ้าเห็นแจ้งปฏิจจสมุปบาทก็ข้ามภพข้ามชาติได้
ในปฏิจจสมุปบาท สิบสองขั้นตอน
ทั้งสิบสองขั้นตอนมีแต่เรื่องรูปนาม
อวิชชาเป็นรูปหรือนาม? ตัวอวิชชาเป็นนามธรรม
ความไม่รู้แจ้งในรูปนาม มีเรื่องรูปนามด้วย
แต่ตัวความไม่รู้ ตัวอวิชชา เป็นตัวโมหะ เป็นนามธรรม
ตัวสังขาร เป็นรูปธรรมหรือนามธรรม? เป็นนามธรรม
ตัววิญญาณเป็นนามธรรม
ตัวนามรูป เป็นรูปนาม
ตัวผัสสะ ผัสสะเป็นรูปธรรมหรือนามธรรม? ผัสสะเป็นนามธรรม
เวทนาเป็นนามธรรม
ตัณหาเป็นนามธรรม
อุปปาทานเป็นนามธรรม
ภพ เป็นอะไร? ภพเป็นการกระทำกรรม ก็ตัวสังขารนั่นแหละเป็นนามธรรม
ภพกับสังขารเป็นตัวเดียวกันนะ แต่อยู่คนละระดับเท่านั้นเอง
สังขารนะ อวิชชาปรุงสังขารขึ้นมาก่อนจะมีรูปนาม
ถ้ามีรูปนามแล้วมาปรุงต่อนี้เรียกว่าภพ
ชาติล่ะ รูปธรรมหรือนามธรรม? เป็นทั้งรูปทั้งนาม
ความได้มาซึ่งตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ทั้งรูปทั้งนาม
ตัวทุกข์ล่ะ? หึๆ เอาละสิ ไปดูเอาเองก็แล้วกัน

สิบสองขั้นตอนนะ ท่านสอนแล้วก็จะเห็นว่ามมันสัมพันธ์กัน
เนี่ยหลักธรรมะของพระพุทธเจ้านะอัศจรรย์มากเลย
ท่านสอนถึงสิ่งที่เป็นเหตุเป็นผลสัมพันธ์กัน
สิ่งทั้งหลายที่ปรากฏขึ้นมาไม่ได้ปรากฏลอยๆ เพราะมีเหตุมันจึงจะเกิด
สิ่งๆหนึ่งที่ปรากฏขึ้น ประกอบด้วยเหตุจำนวนมากเลย
ไม่ใช่หนึ่งต่อหนึ่งด้วย ในความเป็นจริงประกอบด้วยเหตุปัจจัยจำนวนมาก
และเหตุปัจจัยแต่ละตัวแต่ละตัว ไม่สามารถควบคุมได้ ทั้งนามรูปทั้งหลายก็เป็นอนัตตานะ
การทำงานสืบเนื่องกันไปตามหน้าที่ก็เป็นอนัตตา ไม่มีใครควบคุมมันได้

อย่างราคะจะเกิด ราคะต้องมีเหตุ
กามราคะ มีอะไรเป็นเหตุ มีกามวิตกเป็นเหตุ
การตรึกเรื่องกาม เหมือนหลวงพ่อสอนพระ กลัวมัน ราคะ กามราคะ อย่าไปคิดก็แล้วกัน
ถ้าคิดนะให้แน่แค่ไหนก็พัง ต้องไม่น้อมใจไปคิดเรื่องในกาม
โทสะก็มีเหตุให้เกิด มีพยาบาทวิตก อะไรอย่างนี้
แต่ละตัวจะมีเหตุมีผลสัมพันธ์กันไป แล้วมีหลายแฟคเตอร์ ไม่ใข่มีตัวหนึ่งต่อหนึ่ง
อย่างก่อนโทสะจะเกิด พื้นฐานจะต้องมีอนุสัยขี้โมโห
ต้องกระทบอารมณ์ที่ไม่ดี ขณะกระทบต้องไม่มีสติเกิดขึ้น
มีหลายเงื่อนไขเลย กว่าที่สภาวะธรรมะตัวหนึ่งๆจะปรากฏขึ้นมา ล้วนแต่ควบคุมไม่ได้บังคับไม่ได้
[color="#9ACD32"][size="2"][font="Courier New"]ชีวิตเรานี้เป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา

สิ่งที่เอาไปได้มีเพียงบุญและบาป (",)[/font][/size][/color]
0



#39 ผู้ใช้ออฟไลน์   you4lucky ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1295
  • สมัคร: 16/09/2006

ตอบ: 14/06/2016 - 10:56

พระพุทธเจ้าบางองค์นะ ท่านเห็นไล่ปฏิจจสมุปบาทลงไป
ไปถึงวิญญาณ อะไรมีอยู่นามรูปจึงมีอยู่ วิญญาณมีอยู่นามรูปจึงมีอยู่
อะไรมีอยู่วิญญาณจึงมีอยู่ ท่านพบว่านามรูปมีอยู่ วิญญาณจึงมีอยู่
นี่บางองค์ท่านเห็นตรงนี้ นามรูปมีอยู่ วิญญาณถึงมีอยู่จริงไหม
ก็เกิดวิญญาณทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ขึ้นมา อาศัยนามรูปนั่นเอง
งั้นวิญญาณเป็นปัจจัยของนามรูป นามรูปเป็นปัจจัยของวิญญาณ
เนี่ยหมุนอยู่อย่างนี้ วัฏฏะก็หมุนๆๆไปเรื่อย

พระพุทธเจ้าของเรา แค่นี้ไม่พอท่านนะ ลึกลงไปอีก
ท่านเป็นพระพุทธเจ้าประเภทปัญญาธิกะ ปัญญาท่านกล้า
ท่านสาวลึกลงไปอีก อะไรมีอยู่วิญญาณถึงมีอยู่
เห็นสังขารมีอยู่ วิญญาณจึงมีอยู่
อะไรมีอยู่ สังขารจึงมีอยู่ อวิชชามีอยู่ สังขารจึงมีอยู่
ที่จริงท่านลงลึกไปอีกชั้นหนึ่ง แต่พวกเราไม่ค่อยเรียน
อะไรมีอยู่ อวิชชาจึงมีอยู่ รู้ไหม
อาสวะมีอยู่ อวิชชาก็มีอยู่ แล้วอะไรมีอยู่อาสวะจึงมีอยู่ อวิชชามีอยู่ อาสวะจึงมีอยู่
อาสวะมีอยู่ อวิชชาจึงมีอยู่ ท่านไล่ลงไปถึงนี้

ภูมิปัญญาของพระพุทธเจ้าเรานะ ลึกซึ้ง
ความบริสุทธิ์นั้นเท่าๆกัน แต่ปัญญาไม่เท่ากัน
พระสารีบุตท่านเคยชมพระพุทธเจ้า
ว่าพระพุทธเจ้าเรานี้ไม่มีใครมีปัญญายิ่งกว่าท่านนะ แต่เสมอมี
คือพระพุทธเจ้าบางองค์เสมอกัน แต่ไม่มียิ่งกว่า

ไหนๆเราก็เป็นลูกศิษย์พระพุทธเจ้าปัญญาธิกะ เราก็ใช้ปัญญาให้เยอะหน่อยก็แล้วกัน
แต่ปัญญาไม่ใช่ฟุ้งซ่าน คิดเอาเองนะฟุ้งซ่าน
ต้องช่างสังเกตนิดนึง ดูสภาวะธรรมทั้งหลาย อย่าไปทำแต่สมาธินิ่งซึมกระทือไป
คอยดูรูปดูนามเค้าทำงานไปเรื่อยๆ มันจะไปได้เร็ว

พระศรีอริยเมตไตร ท่านเป็นพระพุทธเจ้าประเทศวิริยาธิกะ เพียรเอา
พระพุทธเจ้าบางองค์ท่านเป็นสมาธิกะ ทำสมาธิเยอะ
พระพุทธเจ้าของเรานะเป็นปัญญาธิกะ จะเร็วที่สุด

งั้นพวกเราจะเอาแต่ความเพียรก็ได้นะ ก็ไปได้เหมือนกันแต่นานหน่อย
ถ้าจะเดินก็มีปัญญาแยกรูปแยกนามไปเลย อย่างนี้เร็ว
ถ้าเดินไปเรื่อย เพียรลำบากยากเข็ญ ลำบาก นาน
หรือทำสมาธิแล้วก็สุขอย่างเดียว สบายอยู่อย่างนั้นน่ะ ไม่ค่อยเห็นทุกข์นะ ก็นาน
ปัญญานะเห็นอะไร เห็นทุกข์นั่นแหละ
เห็นทุกข์ในรูปในนาม มีปัญญาเห็นทุกข์ในรูปในนามบ่อยๆ จิตก็วางเร็ว
ปัญญาของพระพุทธเจ้าลึกซึ้ง ความบริสุทธิ์ของท่านลึกซึ้ง ความกรุณาของท่านกว้างใหญ่ไพศาล

เมื่อเช้าก็พูดความกรุณาของท่าน เห็นอกเห็นใจสัตว์โลกตาแป๋วๆ
แต่บางตัวท่านก็โปรดไม่ไหวเหมือนกัน ท่านก็ปล่อยเหมือนกัน
ท่านก็พูดเปรียบเทียบ อย่างท่านสอนเจ้าชายคนหนึ่งที่เป็นคนฝึกม้า
ท่านบอกม้าบางตัวนะให้มันกินหญ้ากินน้ำนะแล้วฝึกมัน
บางตัวนะให้มันกินนิดหน่อย ฝึกไปด้วย
บางตัวต้องอดน่ะ ให้มันอดก่อน ทรมานมัน
บางตัวฆ่าทิ้งไปเลย ฝึกไม่ได้ มีหลายแบบ

ฝึกคนก็เหมือนกัน พวกฆ่าทิ้งเลยคือท่านไม่สอน
มีเหมือนกันขนาดท่านกรุณานะ ท่านยังไม่สอนเลย ถ้าสอนแล้วมันบาปมากกว่าเก่า
อย่างพวกเราที่ชอบสอนระวังนะ สอนบางคนมันไม่ได้บุญนะ
สอนบางคนแล้วมันบาปมากกว่าเก่า ก็อย่าไปสอนมัน ปล่อยมันไป
สอนไม่ได้ก็ปล่อยไป อย่าไปเข็นเค้านะ เข็นมากๆแล้วมันโมโห บาปกว่าเก่าอีก
คนไหนควรบอกก็บอก คนไหนไม่ควรบอกเราก็เฉยเสียดีกว่า

วันนี้พูดอันนี้เพราะว่าในห้องนี้นักสอนเยอะเลย พี่ล้งพี่เลี้ยงอะไรก็มีเยอะ ค่อยฝึกเอา
ฝึกของเราก่อน ช่วยคนอื่นมีโอกาสช่วยก็ช่วย โอกาสผ่านไปแล้วก็แล้วกันไป
หลวงปู่ดูลย์ก็สอนอย่างนี้

:104: :104: :104: :103: :104: :104: :104:

สวนสันติธรรม :01:
วันวิสาขบูชา ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๕๔
[color="#9ACD32"][size="2"][font="Courier New"]ชีวิตเรานี้เป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา

สิ่งที่เอาไปได้มีเพียงบุญและบาป (",)[/font][/size][/color]
0



คำตอบต่อไป: you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - เภตรา - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - เภตรา - you4lucky - you4lucky - you4lucky - เภตรา - you4lucky - you4lucky -
  • (10 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • 3
  • 4
  • สุดท้าย »
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • ท่านไม่สามารถตอบกลับกระทู้นี้ได้

1 ผู้ใช้กำลังอ่านกระทู้นี้
0 สมาชิก, 1 ผู้เยี่ยมชม, 0 ผู้ใช้ที่ไม่ระบุชื่อ