ลานธรรมเสวนา: ธรรมะจากพระผู้รู้ โดย พระ ปราโมทย์ ปา โมชฺโช ค่ะ - ลานธรรมเสวนา

เข้าไปดูเนื้อหา

  • (10 หน้า)
  • +
  • « แรก
  • 8
  • 9
  • 10
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • ท่านไม่สามารถตอบกลับกระทู้นี้ได้

ธรรมะจากพระผู้รู้ โดย พระ ปราโมทย์ ปา โมชฺโช ค่ะ จาก หนังสือธรรมะใกล้ตัว ค่ะ ให้คะแนนกระทู้: -----

#0 ผู้ใช้ออฟไลน์   you4lucky ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1295
  • สมัคร: 16/09/2006

ตอบ: 27/04/2016 - 09:50

ธรรมะจากพระผู้รู้ โดย พระ ปราโมทย์ ปา โมชฺโช ค่ะ



จาก หนังสือธรรมะใกล้ตัว ฉบับที่ 38 ค่ะ


ถาม: เรามาคอยตามรู้กาย ตามรู้ใจ เพื่ออะไร
เพื่อที่เราจะได้เป็นคนดีมีความสุขใช่หรือไม่
และเราควรตั้งเป้าหมายในการปฏิบัติธรรมอย่างไร

การที่เรามาคอยรู้กายมาคอยรู้ใจ ไม่ใช่เพื่อไปบังคับเขานะ
ไม่ใช่เพื่อฝึกให้เขาดี ไม่ใช่เพื่อจะหาความสุข
แต่ว่าเราตามรู้กาย ตามรู้ใจเพื่อให้เห็นความจริง
กายนี้ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ บังคับไม่ได้
จิตใจก็ไม่เที่ยง เป็นทุกข์บังคับไม่ได้



พอเราเห็นอย่างนี้ซ้ำ ซ้ำ ซ้ำ
วันหนึ่งจิตยอมรับความจริงว่ากายนี้ใจนี้ไม่ใช่ตัวเราหรอก
เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งต่างหากจากคำว่าตัวเรา ตัวเราไม่มี
ถ้าเมื่อไหร่เห็นตรงนี้เขาเรียกว่าพระโสดาบัน

เป้าหมายแรกของนักปฏิบัตินะ ต้องมุ่งไปเป็นพระโสดาบัน
ต้องบรรลุพระโสดาบันให้ได้ในชีวิตนี้ ต้องตั้งเป้าอย่างนี้
เมื่อเราอยากเป็นพระโสดาบัน ต้องการเป็นพระโสดาบัน
แล้วพระโสดาบันมีคุณสมบัติยังไง
พระโสดาบัน คือ คนที่ละสักกายทิฏฐิได้
สักกายทิฏฐิ คือ ความเห็นผิดว่ากายนี้ใจนี้เป็นตัวเรา
วิธีละความเห็นผิดมีทางเดียวเท่านั้น ไม่มีทางที่สองเลย
ก็คือการที่เราคอยรู้กายอย่างที่เขาเป็น รู้ใจอย่างที่เขาเป็น
ไม่ใช่ไปนั่งคิดเอาว่าเขาไม่ใช่ตัวเรา เขาไม่เที่ยง เขาเป็นทุกข์
นั่งคิดเอานะไม่ได้อะไร ต้องเห็นของจริง... รู้
อย่างจิตใจนี่เราเห็นเลยว่ามันแปรปรวนทั้งวัน
เห็นไปเรื่อย ถึงจุดหนึ่งเห็นมันบังคับอะไรไม่ได้
เดี๋ยวมันวิ่งไปทางตา เคยเห็นไหม มันวิ่งไปที่หู ไปทางหู ไปฟัง วิ่งไปคิด
ตรงนี้ดูออกไหม แค่เรารู้ว่ามันหนีไปคิด เราก็ตื่นขึ้นมาแล้ว
เราจะเกิดความรู้สึกตัว คือเราหลุดออกจากโลกของความคิด

ทันทีที่เราหลุดออกจากโลกของความคิด จิตนี้กายนี้จะไม่ใช่ตัวเราแล้ว
เพราะแท้จริงเราไม่มี ตัวเราเป็นความคิดล้วนๆ เลย

๓๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๘
[color="#9ACD32"][size="2"][font="Courier New"]ชีวิตเรานี้เป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา

สิ่งที่เอาไปได้มีเพียงบุญและบาป (",)[/font][/size][/color]
0


  • (10 หน้า)
  • +
  • « แรก
  • 8
  • 9
  • 10
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • ท่านไม่สามารถตอบกลับกระทู้นี้ได้

การตอบอื่นๆต่อกระทู้นี้

คำตอบก่อนหน้า: you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - เภตรา - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky -

#180 ผู้ใช้ออฟไลน์   you4lucky ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1295
  • สมัคร: 16/09/2006

ตอบ: 11/12/2016 - 14:18

ถาม: การรู้กาย รู้ลมหายใจ รู้อิริยาบถ รู้ธาตุ ต้องรู้แบบไหนจึงจะเป็นวิปัสสนา

หายใจออกก็รู้ รู้อะไร รู้ว่ากำลังหายใจอยู่ แล้วก็รู้ว่าตัวที่หายใจอยู่นี้ไม่ใช่ตัวเรา
มันเป็นวัตถุ มันเป็นก้อนธาตุ กระเพื่อมเข้ากระเพื่อมออก
หายใจเข้าหายใจออกไม่ใช่ตัวเรานะ อย่างนี้เรียกว่ารู้
หายใจออกก็รู้ หายใจเข้าก็รู้ รู้ว่าตัวที่หายใจเข้านี้ไม่ใช่ตัวเรา
รู้ว่ากำลังหายใจเข้า ตัวที่กำลังหายใจอยู่นี้ไม่ใช่ตัวเรา ดูอย่างนี้
ยืนก็รู้ เดินก็รู้ นอนก็รู้ ก็แบบเดียวกัน
มีสติรู้ร่างกายมันยืน ร่างกายมันเดิน ร่างกายมันนั่ง ร่างกายมันนอน รู้ลงไป อย่าใจลอย
และท่านให้รู้ ท่านไม่ใช่ให้เพ่ง อย่าไปเพ่งใส่ ถ้าเพ่ง ร่างกายก็แข็งๆ ให้รู้ลงไป
ร่างกายยืน เดิน นั่ง นอนก็รู้ มีสติรู้ ใจตั้งมั่นเป็นแค่ผู้รู้ผู้ดู
ก็จะเห็น เกิดปัญญาเห็นเลย ตัวที่ยืน ตัวที่เดิน ตัวที่นั่ง ตัวที่นอนนี้ ไม่ใช่ตัวเราหรอก
มันเป็นเหมือนหุ่นยนต์ตัวนึงที่กำลังยืน เดิน นั่ง นอน เคลื่อนไหว ขยับเขยื้อนไป
เวลาหายใจเข้าหายใจออกก็เหมือนหุ่นยนต์ตัวหนึ่งที่มันกระเพื่อมเข้ากระเพื่อมออก
มีธาตุไหลเข้ามีธาตุไหลออก
ดูลงไปอย่างนี้นะ จะค่อยๆ ถอดถอนความรู้สึกเป็นตัวเรา

หรือใครอยากฝึกให้มันยากกว่านี้ ฝึกธาตุกรรมฐาน เห็นไหม หลวงพ่อตามใจตลาดนะ
อยากเรียนยากๆ ก็ได้นะ เรียนกรรมฐาน เรียนธาตุกรรมฐาน
เรียนธาตุกรรมฐานนี่ ต้องรู้ก่อน
ธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ที่ประกอบเป็นกายของเรานี้
ธาตุดิน ธาตุไฟ ธาตุลม รู้ด้วยกาย
ธาตุน้ำ รู้ด้วยใจ
พวกเราหลายประเภท บางคนอยากเรียนยากก็เอา
ดิน น้ำ ไฟ ลมนี่ ต้องรู้ว่าธาตุอะไรรู้ด้วยอะไร
ธาตุดินรู้ด้วยกาย ธาตุไฟรู้ด้วยกาย
เราลองมาดูธาตุดิน เอามือมา ลองจับลงไป ลองลูบลงไป
รู้สึกไหม มันแข็งๆ ความรู้สึกที่ว่าแข็งๆ นี่เรียกว่าธาตุดิน
รู้สึกไหม ไอ้ตัวที่แข็งนี่มันไม่เคยบอกเราเลยว่ามันคือตัวเรา รู้สึกไหม มันไม่ได้บอก
หรือคนไหนมันพูดได้ ไอ้ตัวนี้มันพูดได้ไหม มันบอกไหมว่ามันคือตัวเรา
นี้นะเรียกว่าธาตุกรรมฐานนะ
สังเกตไหม จับลงไปเราจับสัมผัสได้ความแข็งของมัน
นอกจากความแข็งเราสัมผัสธาตุไฟได้ด้วยมือ มันอุ่นเห็นไหม
บางทีมือก็เย็นๆ ธาตุไฟน้อย ปลายนิ้วธาตุไฟน้อย ธาตุยังไม่เที่ยงเลย
ธาตุไฟยังไม่คงที่ แต่ละที่ไม่เท่ากัน
สังเกตไหม ความร้อนนี่ไม่เคยบอกว่ามันคือตัวเรา
ความแข็งก็ไม่เคยบอกว่าเป็นตัวเรานะ
ลองลูบไปทั้งตัวนะ ลูบไป ดูซิตรงไหนมันบอกว่ามันเป็นเรา
เมื่อยตรงไหนก็นวดตรงนั้นแหละนะ ให้มันเกิดประโยชน์ไปด้วย
ไม่มีตรงไหนเลยที่มันบอกว่าเป็นตัวเรา รู้ลงไปอย่างนี้
จะเห็นเลยร่างกายนี้ไม่ใช่ตัวเรา จะซาบซึ้งถึงอกถึงใจนะ
การเรียนธาตุกรรมฐานต้องรู้ว่าธาตุอะไรรู้ด้วยอะไร
ธาตุลมดูยาก อย่างเราขยับมืออย่างนี้
ถ้าจิตเราทรงฌานจริงๆ นะ ขยับ เราจะรู้เลยมันจะมีแรงผลักดัน
แรงที่ดันให้ไหวนี่เรียกว่าธาตุลมนะ
ไม่ใช่หายใจเข้าหายใจออกเป็นธาตุลมนะ เห็นไหม ยากไหม ยาก
ธาตุน้ำคืออะไร ธาตุน้ำรู้ด้วยใจ
ธาตุน้ำคือแรงดึงดูดระหว่างอะตอมระหว่างโมเลกุล นี่เรียกว่าธาตุน้ำนะ
ที่ทำให้สิ่งทั้งหลายรวมตัวเข้ามาอยู่ด้วยกันได้
น้ำเป็นตัวเชื่อมเป็นตัวประสานให้ธาตุทั้งหลายรวมตัวเข้าด้วยกัน
เพราะฉะนั้นจะเรียนธาตุกรรมฐานนั้นเรียนยากนะ
คนที่จะเรียนธาตุกรรมฐานได้ดีต้องทำสมาธิมาเยอะๆ หน่อย
ให้รู้ลงไปนะ ไม่มีเรา ไม่มีเรา

มีครั้งหนึ่งหลวงพ่อขึ้นไปกราบหลวงปู่สิม
ตอนนั้นเรียนอยู่สถาบันจิตวิทยา เขาคัดเลือกพวกว่าที่อธิบดีทั้งหลายให้ไปเรียน
หลวงพ่อนะ เด็กเป็นที่สองของรุ่นนะ มีเด็กกว่าหลวงพ่ออยู่คนเดียว
เพราะเราเรียนเราทำงานเราโตเร็ว ต้องไปเรียนกับพวกใกล้เกษียณแล้ว ก็พากันไป
ตอนนั้นไปดูงานที่เชียงใหม่ พาขึ้นไปกราบหลวงปู่สิม ที่ถ้ำผาปล่อง
ไปถึงหลวงปู่ก็พานั่งขัดสมาธิเพชร
รู้จักไหม ขัดสมาธิเพชร ใครนั่งได้ต้องใจเพชรจริงๆ นะ
เพราะนั่งๆ แล้วก็แกะขาออกไม่ค่อยได้แล้ว มันจะสามัคคีกันอยู่อย่างนั้นแหละ
นั่งเข้าไปนะ ปวดสุดๆ เลย เมื่อย
ท่านพาขัดเพชร ท่านบอกต้องใจเด็ดนะ ภาวนา เสร็จแล้วท่านก็เทศน์ๆ ไป ชั่วโมง
พวกโยมที่ไปด้วยกัน ค่อยๆ ถอดหนีไปทีละคนสองคนนะ
สุดท้ายเหลือหลวงพ่อกับพี่อีกคนนึงผู้ชายอายุมากแล้ว
พอท่านเทศน์ได้ชั่วโมงกว่าๆ เอ้า วันนี้พอแล้ว วันนี้พอแล้ว
ท่านก็ถามเป็นไง นั่งขัดเพชรเมื่อยไหม
พี่ผู้ชายนี้รีบตอบเลย “เมื่อยครับ เมื่อย เมื่อยมากเลยครับเนี่ย
ถ้าไม่เคารพหลวงปู่นะไม่นั่งหรอก”
หลวงปู่ก็ถาม “ขามันบอกไหมว่ามันเมื่อย”
แทนที่จะดูว่า โอ้ ธาตุไม่เคยบ่นว่าเมื่อยนะ เพราะธาตุเป็นธาตุ
เหมือนที่หลวงพ่อบอกนี้ มันไม่บอกว่ามันเป็นเรานะ มันก็ไม่เคยบ่นว่ามันเมื่อย
หลวงปู่ถามว่าไหน ขามันบอกว่าเมื่อยหรือ
“เมื่อยจริงๆ หลวงปู่ ผมไม่โกหกหรอก” โน่น ตอบไปโน่นเลย
หลวงปู่เลยยิ้มหวานเลยนะ รู้สึก เออ ได้แค่นี้
นี่ ธาตุกรรมฐานนะ ดูยาก ดูความเป็นธาตุของมัน
เราจะรู้สึกตลอดเวลาว่ามันคือตัวเรา ไม่ได้เห็นว่ามันเป็นก้อนธาตุ
จะรู้สึกหวงแหน รักมาก เป็นตัวเรามาก
อะไรมาเกี่ยวมันนิดนึงนะ กลุ้มอกกลุ้มใจแล้ว เดือดร้อน ตีนกาขึ้นก็กลุ้มใจ
ขึ้นครั้งแรกรอยแรกรู้สึกยังไง
รอยแรกนะ รู้สึกทรมานใจมากใช่ไหม
รอยที่สองก็ยังทรมานใจมาก พอรอยที่ยี่สิบนี่เฉยๆ นะ รู้สึกว่ารั้งไม่อยู่แล้ว
แต่ถ้าเราดูลงมาเห็นกายมันเป็นแค่ก้อนธาตุ
เห็นกายมันเป็นที่ตั้งของความทุกข์นะ
อย่างรู้อิริยาบถ ๔ นี่จะเห็นว่ากายมีแต่ความทุกข์บีบคั้น
นั่งอยู่ก็ทุกข์ ต้องพลิกไปพลิกมา ยืนอยู่ก็ทุกข์ ต้องพลิกไปพลิกมานะ
เดินอยู่ก็ทุกข์นะ เดินนานๆ ก็เมื่อย นอนอยู่ยังเมื่อยเลย
นอนอยู่ก็ทุกข์ ต้องนอนพลิกไปพลิกมา
มันลำบากตลอดเวลา ถ้ารู้ลงมาในกายเห็นอิริยาบถ ๔ เห็นมันเป็นทุกข์ล้วนๆ เลย
เห็นไหม เราจะต้องค่อยๆ ถอดถอนออกไปนะ
ความเห็นผิดว่ากายนี้เที่ยงเป็นของเที่ยง มันไม่เที่ยงหรอก มันทนอยู่ไม่ได้
มันมีตัวทุกข์บีบคั้น มันไม่ใช่ตัวสุข มันไม่ใช่ตัวเรา มันเป็นวัตถุมันเป็นก้อนธาตุ
นี่ใครจะทำธาตุกรรมฐานหรือจะดูกายก็ต้องดูลงเป็นอย่างนี้
ไม่ใช่ไปดูกายแล้วก็เพ่งอยู่ที่กายนะ
เดินจงกรมไปก็เพ่งให้จิตนิ่งอยู่ที่เท้า ก็นิ่งเดินไปเรื่อยๆ มันได้แต่สมถะ
เกือบทั้งหมดที่ปฏิบัติคือสมถะนะ เกือบทุกคนที่ทำอยู่
เพราะฉะนั้นไม่ได้บรรลุมรรคผลอะไร ทำตั้งนานไม่ละกิเลสนะ
ละไม่ได้ เพราะไม่ใช่วิปัสสนาแท้ๆ เป็นวิปัสสนาแต่ชื่อ
ไปที่ไหนก็บอกทำวิปัสสนาๆความจริงไม่ใช่หรอก
อย่างเดินจงกรมไปเรื่อยรู้สึกตัวเบาหวิวขึ้นมานะ รู้สึกลอยเหมือนเท้าจะไม่ติดพื้น
บางคนลอยจริงๆ นะ ลอยจริงๆ เป็นเรื่องของสมถะทั้งหมดเลย ไม่ใช่วิปัสสนา
วิปัสสนาคือการเห็นกายเห็นใจเป็นไตรลักษณ์
ไม่ใช่ว่าภาวนาแล้วรู้สึกขนลุกซู่ซ่า ได้วิปัสสนาญาณ ไม่ใช่นะ คนละเรื่องเลย
เพราะฉะนั้นสิ่งที่พวกเราทำมันไม่ค่อยขึ้นวิปัสสนา
มันไม่เห็นกายเห็นใจเป็นไตรลักษณ์


๑๐ มีนาคม ๒๕๕๐
สวนสันติธรรม :01:
[color="#9ACD32"][size="2"][font="Courier New"]ชีวิตเรานี้เป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา

สิ่งที่เอาไปได้มีเพียงบุญและบาป (",)[/font][/size][/color]
0



#181 ผู้ใช้ออฟไลน์   you4lucky ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1295
  • สมัคร: 16/09/2006

ตอบ: 11/12/2016 - 14:22

ถาม: ไม่ถนัดดูกาย หรือเจริญกายานุปัสสนา
จะต้องทำอย่างไร จึงจะเจริญวิปัสสนาได้


คนไหนไม่ชอบดูกายก็ดูจิตเอา ใช้ได้เหมือนกันดูจิต
เบื้องต้นก็หัดสังเกตไป จิตใจของเราแต่ละวันไม่เหมือนกัน
บางวันตื่นขึ้นมาก็สดชื่น บางวันตื่นขึ้นมาแห้งแล้ง เราดูไป
แต่ละวันใจเราไม่เคยเหมือนกันเลย
พอเราสังเกตได้ เออ แต่ละวันไม่เหมือนกันจริงๆ ต่อไปใจเย็นๆ นะ
ค่อยๆ เพิ่ม ค่อยๆ พัฒนาการสังเกตขึ้นไป
สังเกตในวันเดียวกันนี้ เช้าสายบ่ายเย็นความรู้สึกของเราจะไม่เหมือนกัน
บางทีตื่นเช้าขึ้นสดใสใช่ไหม ได้เวลาออกจากบ้านรถติดหงุดหงิดแล้ว
พอถึงที่ทำงานลูกค้ามารอ โอ สลอนเลย จะมาสั่งซื้อของเรานะ ปลื้มนะ ปลื้ม
เจรจาธุรกิจมันไม่ตกลงสักรายเลย โมโหแล้วนะ
ใจเราจะพลิกไปพลิกมาๆ
ให้เราคอยตามรู้ จิตใจที่พลิกแพลงเปลี่ยนแปลงไปอย่างนี้
ดูไปเพื่ออะไร เพื่อที่จะได้เห็นความจริงว่า จิตใจเรานี้ไม่เที่ยงนะ
จิตใจเราเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาเลย เดี๋ยวสุขเดี๋ยวทุกข์ เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย
จิตใจเราทนอยู่ในภาวะอันใดอันหนึ่งไม่ได้ สุขก็ชั่วคราว ทุกข์ก็ชั่วคราว
กุศลหรืออกุศลก็เกิดขึ้นชั่วคราว
อย่างโกรธใช่ไหม ใครโกรธนานที่สุดถึงหนึ่งวันเคยมีไหม
มีใครโกรธถึงวันหนึ่งไหม เคยไหม
เข้าใจผิดแล้ว จริงๆ ก็โกรธทีละขณะ โกรธทีละขณะ
พอคิดใหม่โกรธใหม่ ไม่มีหรอกโกรธเป็นวันๆ เพราะจิตเกิดดับรวดเร็วมากเลย
แล้วจิตใจนี่ ถ้าเราตามรู้ตามดูไปจะเห็นเลยมันไม่ใช่ตัวเรา มันทำงานได้เอง
เดี๋ยวมันสุขมันก็สุขของมันเองนะ มันทุกข์มันก็ทุกข์ได้เอง
มันจะเป็นกุศลหรืออกุศลมันก็เป็นของมันได้เอง
อย่างเราไม่ได้คิดจะโกรธเลย อยู่ๆ มันโกรธขึ้นมา ไม่ได้ตั้งใจโกรธเลยนะ
ตั้งใจไว้แล้วว่าจะไม่โกรธ เห็นคนนี้มันมาแต่ไกล รู้แล้วว่าเดี๋ยวมันต้องมากวนโทสะเรา
เราตั้งใจวันนี้จะไม่โกรธ พอฟังเขาพูดแป๊บเดียว โกรธไปแล้ว
ใจมันจะโกรธห้ามมันไม่ได้ แต่ถ้าฝึกสมถะห้ามได้
พอเห็นหน้ามันแต่ไกลเดี๋ยวจะโกรธแล้ว รีบเจริญเมตตาไว้ก่อน
สัตว์ทั้งหลายเป็นสุขเป็นสุขเถิด เป็นสุขเป็นสุขเถิด
แหม ใจเราเย็น รู้สึกมีความเป็นมิตรเกิดขึ้น
มีความเป็นมิตรเกิดขึ้น เขาไปยั่วโทสะนิดๆ หน่อยๆ ไม่โกรธ
ถ้าฝึกดูจิตดูใจจะเห็นเลยว่าเราบังคับมันไม่ได้จริง

หรือจิตจะวิ่งไปที่ตา จิตจะวิ่งไปที่หู จิตจะวิ่งไปที่ใจ เลือกไม่ได้
สังเกตไหม ขณะที่ฟังหลวงพ่อพูด บางครั้งก็มองหน้าหลวงพ่อ บางครั้งก็ตั้งใจฟัง
ฟังนิดนึงก็สลับไปคิด ฟังไปคิดไปดูออกไหม
จิตเดี๋ยวก็ฟัง จิตเดี๋ยวก็คิด จิตเดี๋ยวก็ดู คนละเวลากัน
เราจะเห็นเลย ถ้าเราตามรู้ตามดูมากๆ ว่าเราบังคับมันไม่ได้ มันไม่ใช่ตัวเรา
นี่ดูลงไปอย่างนี้นะ
ในที่สุดก็จะเห็นทั้งกายทั้งใจมันไม่ใช่เรา
รู้กายก็ได้ เมื่อไหร่สติรู้กายก็เห็นกายไม่ใช่เรา
เมื่อไหร่สติรู้จิตรู้ใจนะ รู้เวทนา คือความสุขความทุกข์
รู้กุศลอกุศลที่เป็นตัวสังขาร หรือรู้ตัวจิตที่เกิดดับทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
จะเห็นว่ามันไม่ใช่ตัวเรา นี่ค่อยๆ ละไป ค่อยๆ รู้ ค่อยละความเห็นผิดไปทีละน้อย
เมื่อไหร่มีสติรู้กายรู้ใจ ก็ค่อยๆ ละความเห็นผิดว่ากายกับใจเป็นตัวเรา
เมื่อไหร่ขาดสติก็รู้สึกว่ากายกับใจเป็นตัวเราขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง
เพราะว่าการละนี่ยังละด้วยการมีสติไม่ใช่ตัวอริยมรรค
ต้องตามรู้ตามดูมากนะ จนอริยมรรคเกิด
พออริยมรรคเกิดแล้วต่อไปเป็นพระโสดาบัน
ถึงขาดสตินะดูลงมาทีไรไม่เคยเห็นตัวเราเลยนะ
แต่ความรักในกายในใจยังมีอย่างบริบูรณ์นะ
ความยึดถือในกายในใจยังมีอยู่ เพียงแต่ละความเห็นผิดว่ามันเป็นตัวเราได้
รู้แล้วไม่ใช่เรา แต่ว่ายังหวงแหนยังยึดถืออยู่

อย่างพระโสดาบันนี่จะรู้สึกเลยทั้งกายทั้งใจนี้เป็นของยืมโลกมาใช้
อย่างร่างกายก็ยืมวัตถุธาตุของโลกมาใช้
จิตใจก็เป็นแค่นามธรรมอันนึง เกิดดับ เกิดดับไป เป็นธาตุชนิดนึง
ยังรู้สึกว่าไปยืมของเขามาใช้ แต่เป็นคนที่ยืมแล้วขี้งกนะ หวง ไม่คืนหรอก
ไม่คืนเจ้าของ รู้สึกว่ากายกับใจนี้เป็นของดีของวิเศษ
กายกับใจนี้เป็นเครื่องมือทำให้เราได้รับอารมณ์ที่ดี
ได้รูปเสียง กลิ่น รส สัมผัส ได้ธรรมารมณ์ที่ดี
เพราะฉะนั้นเราจะรักกายรักใจมากเลย
แต่วันใดที่สติปัญญาแก่รอบขึ้นมา กายนี้ทุกข์นะ ถูกความทุกข์บีบคั้นตลอดเวลา
จิตใจก็มีแต่ความทุกข์นะ หรือมีแต่ความไม่เที่ยง มีแต่การบังคับไม่ได้
เห็นซ้ำแล้วซ้ำอีก มันเอือมระอา มันหมดความรักในกายในใจได้
ก็ปล่อยวางความยึดถือกายยึดถือใจ ความพ้นทุกข์ที่แท้จริงอยู่ตรงนี้
ลองดูนะ ลองดู ไม่ต้องเชื่อนะ ไม่ต้องเชื่อแต่ให้ลองดู
ศาสนาพุทธไม่ใช่ศาสนาที่อ้อนวอนให้เชื่อ แต่เป็นศาสนาที่ท้าให้ลองดู
มีบทสวดมนต์อยู่อันนึง บอกว่า เอหิปัสสิโก คือกล่าวกับผู้อื่นว่ามาลองดู มาลองดู


๑๐ มีนาคม ๒๕๕๐ :01:

สวนสันติธรรม


:103: :104: :103: :104: :103: :104: :103: :104: :103:
[color="#9ACD32"][size="2"][font="Courier New"]ชีวิตเรานี้เป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา

สิ่งที่เอาไปได้มีเพียงบุญและบาป (",)[/font][/size][/color]
0



#182 ผู้ใช้ออฟไลน์   you4lucky ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1295
  • สมัคร: 16/09/2006

ตอบ: 25/12/2016 - 10:42

:103: :103: :103: ธรรมะจากพระผู้รู้ โดย พระ ปราโมทย์ ปา โมชฺโช ค่ะ :103: :103: :103:

จาก หนังสือธรรมะใกล้ตัว ฉบับที่ 63 ค่ะ



ถาม : คุณสันตินันท์ช่วยอธิบายเรื่องปฏิจจสมุปบาทด้วยค่ะ (๒) :01:

ปฏิจจสมุปบาทสายดับ

จิตที่ได้รับการอบรมดีแล้ว เมื่อเกิดทุกข์ขึ้น
มันจะรู้ว่ากำลังเป็นทุกข์ แล้วหาทางออกจากทุกข์
จะไม่ยอมท้อแท้ทอดอาลัยพินาศล่มจมอยู่กับทุกข์นั้นตลอดไป

ผู้ปฏิบัติที่ขาดความชำนาญ พอเกิดความทุกข์ขึ้นมา
มักจะกระทำ ๒ ลักษณะ คือหนีทุกข์ หรือมิฉะนั้นก็พยายามดับทุกข์
ซึ่ง ๒ วิธีนี้ ผิดทั้งคู่ครับ

คนในโลกเวลาเขาเป็นทุกข์
เขามีวิธีหนีทุกข์ด้วยการเลี่ยงปัญหาหรือเปลี่ยนอารมณ์
เช่น ไปดื่มเหล้า ฟังเพลง ไปเที่ยว หรือวิกลจริตหนีโลกแห่งความจริงไปเลย
แต่ผู้ปฏิบัติมักจะหนีด้วยการเลี่ยงเข้าหาความสงบ
เช่น กำหนดลมหายใจให้จิตสงบลง เป็นการหนีทุกข์ไปคราวหนึ่ง

คนในโลกเวลาเขาเป็นทุกข์ เขาก็พยายามดับทุกข์
เช่น เป็นทุกข์เพราะโกรธใคร ก็หามือปืนไปยิงศัตรูทิ้งเสีย
ถ้ารักใคร หรืออยากได้สิ่งของใด
ก็ล่อลวงฉกชิงเอาด้วยอุบายหรือกำลังบ้าง
การดับทุกข์เช่นนั้น มันก็ดับได้เหมือนกัน เพราะได้สนองกิเลสตัณหาไปคราวหนึ่ง
แต่ผลของการดับทุกข์โดยไม่มีปัญญาเช่นนั้น
ย่อมนำทุกข์อย่างอื่นตามมาอีกอย่างต่อเนื่อง

นักปฏิบัติจำนวนมากก็พยายามดับทุกข์เหมือนกัน
เช่น ถ้าจิตเกิดความทุกข์ความอึดอัด
ก็ใช้กำลังจิตเข้ากดข่ม เพ่งทำลายความรู้สึกเป็นทุกข์นั้น เป็นต้น

ผู้ปฏิบัติมักลืมไปว่า การยอมตามกิเลส และการกดข่มกิเลส
เป็นความสุดโต่ง ๒ ด้าน
แท้ที่จริงพระพุทธเจ้าทรงสอนทางสายกลาง
คือท่านสอนให้เรารู้ทุกข์ และละสมุทัยคือตัณหา
แต่พวกเราส่วนมาก มักจะมีตัณหา คือความอยากที่จะละทุกข์
อันเป็นเรื่องสวนทางกับธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้

เมื่อผู้ปฏิบัติรู้สึกเป็นทุกข์ขึ้นในจิตของตน
เห็นจิตหม่นหมอง อึดอัดขัดข้อง วุ่นวาย สารพัดอาการที่จะเป็นไป
ผู้ปฏิบัติสมควรดำเนินตามปฏิจจสมุปบาทสายดับ
คือหาทางดับเหตุแห่งทุกข์ไปตามลำดับ ดังนี้

ขั้นแรกควรทำใจให้สบายเสียก่อน
แล้วมีสติระลึกรู้เข้าไปที่ความรู้สึกเป็นทุกข์นั้น
ก็จะสังเกตเห็นความเป็นตัวเรา แทรกอยู่ในความรู้สึกเป็นทุกข์นั้น

เมื่อจับได้ว่า ความทุกข์กับความรู้สึกเป็นเรา เป็นคนละส่วนกันแล้ว
จิตก็เริ่มถอนตัวออกจากภพที่เป็นทุกข์นั้น
ก็ให้ผู้ปฏิบัติสังเกตต่อไปอีกว่า
จิตยังยึดถือความรู้สึกเป็นทุกข์นั้นหรือไม่
ยังอยากให้ความทุกข์นั้นหายไปหรือไม่
(ในทางกลับกัน ก็รู้ว่า จิตยังยึดถือความรู้สึกเป็นสุขนั้นหรือไม่
ยังอยากให้ความสุขนั้นตั้งอยู่นานๆ หรือไม่)
หากเห็นว่าจิตยังยึด ยังอยาก และความยึด ความอยาก ทำให้จิตเป็นทุกข์
จิตมันจะดับตัณหาคือความอยากโดยอัตโนมัติ
ในทันทีที่มันเห็นจริงว่า ความอยากทำให้มันเป็นทุกข์
ครูบาอาจารย์ทางกรรมฐานบางท่านจึงกล่าวว่า
เมื่อรู้ทุกข์ ก็เป็นอันละสมุทัยได้โดยอัตโนมัติ


เมื่อจิตหมดความยึดและความอยากต่ออารมณ์นั้นแล้ว
จิตจะรู้เพียงเวทนา คือความรู้สึกเป็นสุข เป็นทุกข์ หรือความเป็นกลางของอารมณ์นั้น
โดยไม่เข้าไปยินดียินร้ายด้วย
เวทนาก็ไม่อาจก่อให้เกิดตัณหาได้ เพราะผู้ปฏิบัติเริ่มฉลาดรู้ในอริยสัจจ์แล้ว
คือรู้ว่าถ้าจิตอยาก จิตยึด จิตเองจะเป็นทุกข์แน่นอน

เมื่อจิตรู้เวทนา สักแต่ว่าเวทนา ก็จะเห็นชัดว่า เวทนาเกิดมาจากผัสสะ
ผัสสะเกิดได้โดยอาศัยอายตนะ
และอายตนะจะทำหน้าที่ของอายตนะได้ ก็โดยอาศัยรูปนาม
[color="#9ACD32"][size="2"][font="Courier New"]ชีวิตเรานี้เป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา

สิ่งที่เอาไปได้มีเพียงบุญและบาป (",)[/font][/size][/color]
0



#183 ผู้ใช้ออฟไลน์   you4lucky ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1295
  • สมัคร: 16/09/2006

ตอบ: 25/12/2016 - 10:45

:103: ปฏิจจสมุปบาทส่วนต้น :103:

ผู้ปฏิบัติสามารถรู้เห็นขันธ์ อายตนะ ผัสสะ และเวทนา ไม่ยากนัก
ส่วนการรู้เห็นตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ นั้น ยากขึ้นไปอีกหน่อยหนึ่ง
แต่พอถึงขั้นว่า วิญญาณเป็นปัจจัยของรูปนาม
สังขารเป็นปัจจัยของวิญญาณ
และอวิชชาเป็นปัจจัยของสังขาร
ตรงนี้ส่วนมากจะสัมผัสได้เพียงความคิด รู้ได้ตามตำราบัญญัติ
ที่จะให้รู้เห็นได้ถึงสภาวะจริงๆ นั้น ยากแสนเข็ญทีเดียว
หากจิตไม่ประกอบด้วยกำลังสนับสนุนของสมาธิในขั้นละเอียด
จะเห็นสภาวะส่วนนี้ไม่ได้เลย
แต่พอจะรู้ได้ถึงบทบาทของอวิชชา ที่เชื่อมโยงเข้าถึงตัณหาและอุปาทาน
ส่วนสภาวะของอวิชชาจริงๆ รวมทั้งการอุบัติขึ้นของสังขารและวิญญาณนั้น
รู้ยาก เข้าใจยาก จริงๆ
เพราะจะเข้าใจได้ ต่อเมื่อสามารถดำเนินจิตเข้าถึงสภาวะ รู้ ที่ไม่มีความคิดสักนิดเดียว
แล้วเห็นอุบัติการณ์ตามลำดับจนขันธ์ ๕ ปรากฏขึ้นมา

เมื่อผู้ปฏิบัติมีสติระลึกรู้อารมณ์อันเป็นนามธรรมอยู่นั้น
ยิ่งอารมณ์ละเอียด จิตก็ยิ่งละเอียด
ยิ่งจิตละเอียด อารมณ์ก็ยิ่งละเอียด
เมื่อถึงจุดหนึ่ง จิตกับอารมณ์มันเหมือนจะเป็นอันเดียวกัน
ไม่มีการแบ่งแยกว่าอันนี้คือจิตผู้รู้ อันนี้คืออารมณ์ที่ถูกรู้
กลายเป็นธรรมชาติรู้ล้วนๆ ที่หมดจด ผ่องใสสุดขีด

แต่จิตหรือธรรมชาติรู้ตัวนี้ ยังนอนแช่อยู่กับความไม่รู้อริยสัจจ์อย่างลึกซึ้ง
หากกำลังของจิตไม่เพียงพอ ไม่มีทางจะเห็นจิตอวิชชาดวงนี้ได้เลย
มันเป็นสภาวะที่จิตเข้าคู่กับความว่างเปล่าอย่างไม่รู้ตัว
(ผู้ที่ติดแค่จิตว่างๆ นั้น จะนอนกอดอวิชชาตายได้ง่ายๆ ครับ)
เป็นจิตที่ไม่มีกำลังขุดคุ้ยเข้ามาเห็นความไม่รู้ภายในตัวเอง
เพราะเอาแต่มองออกไปที่ความว่าง

เมื่อจิตเข้าคู่กับความว่างนั้น ถึงจุดหนึ่งจะเกิดความไหวขึ้นภายในจิต
ความปรุงแต่ง (สังขาร) ที่ไม่ทราบว่าคืออะไร เพราะไม่มีสัญญา
จะผุดพลิ้วขึ้นมาจากความว่างเปล่า
จิตซึ่งเคยหยุดอยู่กับความว่างจะเกิดความไหวตัว เข้าไปรับรู้ความปรุงแต่งนั้น
แล้วมโนวิญญาณ ซึ่งเป็นแสงสว่าง ก็จะแผ่ขึ้นมาปิดบังความว่าง
เมื่อมันแผ่กระทบรูป รูปก็ปรากฏ แต่สักว่ารูป ไม่รู้ว่ารูป
เมื่อกระทบนาม คราวนี้จึงเหมือนการเปิดสวิตช์ไฟให้สว่างพรึบขึ้น
แล้วขันธ์ ๕ ก็ปรากฏขึ้น
ผู้ปฏิบัติบางท่านจึงกล่าวว่า ขันธ์ทั้ง ๕ เป็นกิริยาของจิตบ้าง
ขันธ์ทั้ง ๕ เป็นแสงของจิตบ้าง


http://202.44.204.76...pSakajcha04.htm :01:


:103: :103: :103: :103: :103: :103: :103: :103: :103: :103: :103:

การโพสต์นี้ได้ถูกแก้ไขโดย you4lucky: 25/12/2016 - 10:47

[color="#9ACD32"][size="2"][font="Courier New"]ชีวิตเรานี้เป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา

สิ่งที่เอาไปได้มีเพียงบุญและบาป (",)[/font][/size][/color]
0



#184 ผู้ใช้ออฟไลน์   you4lucky ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1295
  • สมัคร: 16/09/2006

ตอบ: 03/01/2017 - 09:24

:103: :103: :103: ธรรมะจากพระผู้รู้ โดย พระ ปราโมทย์ ปา โมชฺโช ค่ะ :103: :103: :103:

จาก หนังสือธรรมะใกล้ตัว ฉบับที่ 64 ค่ะ
:01:


ถาม: อ่านหนังสือธรรมะมาเยอะพอสมควร แต่ก็รู้สึกว่าเข้าใจเพียงผิวเผิน
พยายามจะลองปฏิบัติธรรม แต่ก็รู้สึกว่ายาก ไม่ทราบว่าควรศึกษาอย่างไรจึงจะเข้าถึงธรรม


มันยากเพราะว่าความคิดของเราเองปิดกั้นเอาไว้
คือเราชอบไปคิดว่ามันยาก คิดว่า
“ธรรมะคืออะไรอย่างหนึ่ง”
“something”
“ลึกลับ”
“อยู่ไกลๆ”
“ต้องค้นคว้ากันอีกนานกว่าจะเจอ”
ล้วนแต่ความคิดที่ล้างผลาญตัวเองทั้งสิ้นเลย
ธรรมะเป็นของง่ายๆ อยู่ต่อหน้าต่อตา คืออยู่ที่กายที่ใจของเราเองนี่เอง
ไม่ใช่ไปหาที่อื่น

รู้ลงมาในกายรู้ลงมาในใจ
ธรรมะอยู่ตรงนี้เอง
กายนี้เป็นธรรมะ เรียกว่ารูปธรรม
จิตใจเป็นธรรมะเรียกว่านามธรรม
เรียนลงมาในกายเรียนลงมาในใจ
เพื่ออะไร เพื่อให้เห็นความจริงของกายของใจ ของรูปธรรมและนามธรรมทั้งหลาย
ล้วนแต่ของไม่เที่ยง ล้วนแต่เป็นทุกข์ ล้วนแต่บังคับไม่ได้
เรียนเพื่อให้เห็นตรงนี้ต่างหาก
ถึงจุดนึงเห็นเลย ไม่มีเรา ไม่มีตัวเรา
ถ้ามันไม่มีเราแล้วความทุกข์มันจะไปอยู่ที่ไหนล่ะ
มันจะไปอยู่ที่ไหนก็เป็นเรื่องของมันใช่ไหม ไม่ใช่เรื่องของเรา เพราะมันไม่มีเรา

หลวงพ่อนะ ภาวนาตั้งแต่เจ็ดขวบ ทำสมถะลูกเดียวเลย เพราะขึ้นวิปัสสนาไม่เป็น
ฝึกอานาปานสติ หายใจออก หายใจเข้า
ตอนเด็กๆ หายใจเข้า หายใจออกนะ
หายใจเข้า ใจแข็งปึ๊กเลย
แต่ตอนแรกเล็กๆ จริงๆ นะ ตอนหัดทีแรกนะ หายใจเข้าหายใจออกไม่ได้จงใจ
จิตสงบรวดเร็วมากเลยนะ
พอมันจำว่าทำอย่างนี้แล้วดีนะ
ถัดจากนั้นพอลงมือปฏิบัติ เมื่อไหร่จะดี อึดอัด
ต่อมาจับหลักได้ หายใจออกสิ จิตใจมีปีติมีอะไรขึ้นฉับพลันเลยนะ
พอหายใจเข้าหายใจออก หายใจออกหายใจเข้านะ ใจสงบ
ต่อมาไปได้ฟังธรรมของหลวงปู่ดูลย์ ท่านสอนให้ดูจิตตัวเอง
สนใจ สนใจเรียนรู้ ดูจิตดูใจทั้งวันเลย
จิตใจนี้ทำยังไงหนอ เราจะบังคับมันได้ ทำยังไงมันจะดี ทำยังไงมันจะสุข
นี่ ที่เอามาสอนพวกเราว่าผิดๆ หลวงพ่อผิดมาแล้ว
เสียเวลาตั้งสามเดือนแน่ะ
ตรงนี้ไปไล่ฟัดกับมันเพื่อจะให้มันดี ให้มันสุข ให้มันสงบ
ตามรู้ตามดูแล้วแทรกแซง
ฝึกอยู่สามเดือนกลับไปรายงานหลวงปู่
นี่ ผม ถ้าพูดภาษาปัจจุบัน ผมแทรกแซงเก่งแล้ว
หลวงปู่บอก ไป กลับไป ไปดูเอาใหม่ ที่ทำอยู่ไม่ถูกต้อง
ครูบาอาจารย์แต่ก่อนไม่สอนเยอะนะ สอนนิดเดียว
โอ้โฮ เราต้องคลำคำพูดท่านแต่ละคำ เอามาคลำแล้วคลำอีก ลองแล้วลองอีก ใช่ไม่ใช่นะ
ลองจนมั่นใจ แล้วก็ไปหาท่านอีกที ไปสอบเข้าห้องสอบ

เพราะฉะนั้นต้องคอยรู้เอา มันไม่ได้ยากอย่างที่เราคิดหรอก
ธรรมะอยู่ที่กายที่ใจของเรานี้เอง
เราอยู่กับธรรมะมาตั้งแต่เกิด แต่ใจเราไม่ยอมรับธรรมะ
ใจเราไม่ยอมรับความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ ความไม่ใช่ตัวเรา
เราอยากได้สิ่งซึ่งไม่ใช่ความจริง อยากให้เที่ยง อยากให้สุข อยากบังคับให้ได้
เพราะฉะนั้นภาวนาแทบเป็นแทบตาย ธรรมะก็ไม่เข้ามาสู่ใจของเรา
เพราะใจของเราปฏิเสธธรรมะ

ไม่มีใครปฏิเสธธรรมะ เราปฏิเสธเองนะ

จิตใจของเรานี่ ถ้าไม่ไปยุ่งกับมันนะ
มันมีแนวโน้มที่จะเข้าถึงธรรมโดยตัวของมันได้นะ
ถ้าเราไม่ไปแทรกแซงมัน มีแนวโน้มที่จะดี

ในแง่ของสมถะ ตัวจิตเป็นประภัสสรอยู่แล้ว ผ่องใส
แต่มันถูกกิเลสมอมเมาเอา จิตใจก็เลยไม่สงบ ไม่สบาย นี่ในแง่สมถะนะ
ในแง่วิปัสสนานี่ ถ้าเราตามรู้กายตามรู้ใจไปเรื่อยๆ นะ
จะเห็นความจริงของเขา เราก็เข้าถึงธรรมะ ไม่ได้มีอะไรยากเลย เราชอบทำเกิน

มีครั้งนึงพระพุทธเจ้าอยู่ริมแม่น้ำคงคา กับพระกลุ่มใหญ่
แล้วท่านก็ชี้ให้พระดูท่อนไม้ลอยน้ำมา
ชี้บอก ภิกษุทั้งหลาย ท่อนไม้นี้ลอยอยู่ในแม่น้ำคงคา
ถ้าท่อนไม้นี้ไม่ติดฝั่งซ้ายไม่ติดฝั่งขวา
ไม่ไปเกยตื้น เกยตื้นอยู่ตามเกาะตามแก่งอะไรอย่างนี้
ไม่ติดฝั่งซ้าย ไม่ติดฝั่งขวา ไม่ไปเกยตื้น
ไม่ถูกคนหรืออมนุษย์จับเอาไว้
ไม่ถูกน้ำวนดูดจมลงไปหรือวนอยู่ที่เดิมไปไหนไม่ได้
ไม่ผุพังเน่าเสียก่อน
ท่อนไม้นี้ก็จะลอยไปสู่มหาสมุทร

จิตของเรานี้เหมือนกัน มีแนวโน้มที่จะไปสู่มหาสมุทรคือมรรคผลนิพพาน
ถ้าไม่ติดฝั่งซ้ายไม่ติดฝั่งขวา
ไม่ไปเกยตื้น
ไม่ถูกมนุษย์และอมนุษย์จับไว้
ไม่ถูกน้ำวนดูดไว้
ไม่เน่าในเสียก่อน
ถ้าจิตของเรามีคุณสมบัติอย่างนี้นะ
การจะบรรลุมรรคผลนิพพานมันจะเป็นไปเอง
มันจะเป็นไปเอง มันมีแนวโน้ม โน้มน้อมไปสู่มรรคผลนิพพานโดยตัวของมันเอง
เพราะฉะนั้นคนที่สกัดกั้นมันไว้ส่วนมากก็คือตัวเรานี่เอง

คำว่า ฝั่งซ้ายและฝั่งขวา ก็คือการที่จิตของเราไปหลงติดอยู่ในสิ่งที่เป็นคู่ๆ
บางคนยึดในความดี เกลียดความชั่วรุนแรงนี่ติดนะ
บางคนยึดชั่วเกลียดดี ก็ติดอีกนะ
บางคนยึดสุขเกลียดทุกข์ ก็ติดอีก
ติดคู่ที่สำคัญมากเลย ก็คือติดในการเผลอไปกับติดในการเพ่งไว้
ติดในกามสุขัลลิกานุโยค คือจิตใจหลงตามกิเลสไป
เพลิดเพลินไปทางตา หู จมูก ลิ้น กาย
แล้วก็เพ่งเอาไว้ นั่งปฏิบัติเกือบทั้งหมดคือเพ่งอยู่นะ
เพราะฉะนั้นติดฝั่งอยู่นะ ไปไหนไม่ได้หรอก
นักเพ่งทั้งหลายก็ติดอยู่บนฝั่งข้างหนึ่งนั่นเอง
ท่านไม่ได้บอกนะ ว่าข้างซ้ายหรือข้างขวา
ท่านแค่ว่ามันมีสองฝั่งแล้วติดฝั่ง คือติดในธรรมที่มันเป็นคู่ๆ

เกยตื้น คือไปติดอยู่ในภพอะไรอย่างหนึ่งที่เราสร้างขึ้นมา
หลายคนภาวนาจนจิตว่าง โล่ง สว่างไสวนะ แล้วก็เพลิดเพลินพอใจอยู่ในภพอันนั้น
นี่เกยตื้นแล้ว ชาตินี้ไม่ไปไหนแล้ว
บางคนดูจิตดูใจนะ จิตใจว่างสว่างอยู่ข้างหน้าอย่างนี้
ที่หลวงพ่อพูดว่าจิตไม่ถึงฐาน ไม่ถึงฐาน คือจิตไปสร้างภพอันนึงอยู่ข้างนอก
แล้วจิตก็ไปเกาะนิ่งๆ อยู่ในภพอันนั้น นี่เกยตื้นแล้ว เดินปัญญาต่อไปไม่ได้

ถูกมนุษย์จับไว้ ก็คือติดหมู่คณะ ติดพรรคติดพวก
ไปไหนก็กะเตงกันไปเป็นกลุ่มเบ้อเร่อเลย
เมื่อก่อนอยู่วัดป่านะ มีรถทัวร์เข้าไปกันเยอะ
พอรถทัวร์เข้ามา คนในวัดจะคุยกันแล้ว โอ้ พวกอรหันต์ทัวร์มาอีกแล้ว
นี่พวกอรหันต์ทัวร์ เพราะชอบไปหาข่าวลือว่าวัดไหนมีพระอรหันต์นะ จัดทัวร์ไป
อรหันต์หนึ่งวัด สองวัด สามวัด นี่วันนี้ไหว้อรหันต์เจ็ดวัดแล้ว ชาตินี้ไม่ตกนรกแล้ว
นี่ติดหมู่ติดคณะนะ
บางคนก็ห่วงคนอื่น ห่วงคนอื่นไม่ห่วงตนเอง
ห่วงหมู่คณะ ห่วงพรรคพวก
เห็นพรรคพวกติดกรรมฐานพยายามไปแก้ ตัวเองเลยติดด้วย อย่างนี้ก็มีนะ

ถูกอมนุษย์จับไว้ อะไรคืออมนุษย์ ชื่อเสียง เกียรติยศทั้งหลาย
ภาวนาไปแล้วดัง เป็นอาจารย์ใหญ่ดัง ขี่หลังเสือลงไม่ได้แล้ว
ชาตินี้ก็เลยอยู่บนหลังเสือตลอดไป มีนะ ไม่ใช่ไม่มี

ถูกน้ำวนคืออะไร น้ำวนคือกามนะ
น้ำวนคือกาม
ถ้าภาวนาดูจิตดูใจเป็นจะเห็นเลย จิตของเราจะหมุนอยู่ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ตลอดเวลา
หมุนติ้วๆ เลยนะ
คือเดี๋ยวก็วิ่งหาอารมณ์ทางตา เดี๋ยวก็วิ่งหาอารมณ์ทางหู
เดี๋ยววิ่งหาอารมณ์ทางจมูก ไปดมกลิ่น
เดี๋ยวก็วิ่งหารสที่เพลิดเพลิน หาสัมผัสที่ถูกอกถูกใจ
นี่จิตจะหมุนติ้วๆ หาอารมณ์อยู่อย่างนี้ ไปไหนไม่รอดหรอก
ยังติดอยู่ในกาม คือถูกน้ำวนไว้

จิตเน่าใน คือพวกไม่มีศีลธรรม ก่อกรรมทำชั่ว
บางคนดูถูกศีลนะ เจริญปัญญาได้แล้ว ไม่ต้องถือศีล เข้าใจผิด
ไม่ถือศีลไม่ได้ ถ้าเราไม่ถือศีลนะ ปัญญาของเราจะเป็นปัญญาของมหาโจร
เพราะฉะนั้นเราต้องมีศีล ถ้าเราทุศีลเมื่อไหร่นะ ก็เน่าอยู่ข้างใน
เปลือกนอกดูสวยงาม แต่เน่าอยู่ข้างใน นี่บรรลุมรรคผลไม่ได้

เพราะฉะนั้นพวกเรานะ สำรวจตัวเอง
เราติดฝั่งซ้ายฝั่งขวาไหม
เราไปเกยตื้น คือเราไปติดอยู่ในภพใดภพหนึ่งที่เราสร้างขึ้นเองหรือเปล่า
เราพัวพันในหมู่คณะ ปล่อยวางไม่ได้ จะหอบกระเตงกระเตงกันไป
หรือเราติดในชื่อเสียง
บางคนไปพูดธรรมะแล้วสนุกนะ
นี่ ได้แสดงธรรมะแล้วสนุก เพลิดเพลิน มีความสุข ติดอยู่ในความสุข
นี่ถูกอมนุษย์จับไว้
หรือใจของเราวันๆ หมกมุ่นในกามไหม
หมกมุ่นอยู่ในกามไปไม่รอดหรอก
ใจของเรามีศีลมีธรรมไหม
สำรวจนะ ลองไปสำรวจตัวเองเป็นการบ้าน
ถ้าไม่มีสิ่งเหล่านี้แล้วนี่ ให้รู้กายแบบสบายๆ รู้จิตใจไปอย่างสบายๆ
ถึงวันนึงท่อนไม้นี้จะลอยไปถึงแม่น้ำ ถึงมหาสมุทรนะ
ออกจากแม่น้ำคงคา ถึงมหาสมุทร
ใจเราก็จะออกจากที่คับแคบไปสู่ที่กว้างไร้ขอบไร้เขต
จิตใจของเราแต่ละคนอยู่ในที่ขังนะ มีกรอบมีขัง มีจุดมีดวง มีกรอบขังอยู่แคบๆ
ถ้าภาวนาไปถึงช่วงนึงจะเห็นใจเราอยู่ในแคปซูล ใจเหมือนมีเปลือกหุ้มอยู่ ใจไม่มีอิสระ
วันใดที่เราออกสู่ทะเลได้ คือเข้าถึงธรรมแท้ๆ นะ ใจจะโล่งว่างเลยนะ
กว้างขวางไร้ขอบไร้เขต ไม่มีจุดไม่มีดวง ไม่มีที่ตั้ง
เพราะฉะนั้นใจไม่ต้องวิ่งไปวิ่งมาเหมือนที่เคยเป็น
ใจอยู่ในที่ทุกสถานเลย เต็มไปหมดเลย
เพราะฉะนั้นอย่างเวลาพวกเราภาวนา
เรามีปัญหาติดขัดหรือเกิดอะไรขึ้นนะ
เราระลึกถึงพระพุทธเจ้านะ เราจะสัมผัสท่านได้ทันทีเลย
พระพุทธเจ้าไม่ได้อยู่อินเดีย คุณธรรมของท่านยังครอบโลกเต็มโลกอยู่อย่างนี้
ใจเรานึกถึงขึ้นมาจิตใจเราก็สงบ ตั้งมั่น มีความสุขขึ้นมาฉับพลันเลยนะ
หรือบางครั้งภาวนาติดขัด ไม่รู้จะทำยังไงดี
ครูบาอาจารย์ก็อยู่ไกล เราไหว้พระสวดมนต์ เราตามรู้ตามดูของเราไป
บางทีธรรมะจะถ่ายทอดออกจากใจของเราเอง
หรือบางคนมีภาพประกอบ บางคนมีเสียง
เห็นพระพุทธเจ้าไปบอกบ้าง
เลยคิดว่าพระพุทธเจ้ามาจริงๆ นะ
จริงๆ จิตนั่นเองมันถ่ายทอดธรรมะออกมา
จิตใจโน้มเอียงที่จะอยู่กับธรรมะ
เวลาติดขัดขึ้นมาจิตจะสอนธรรมะได้ เป็นเรื่องแปลกนะ
ค่อยๆ ดู ท้าให้พิสูจน์นะ ไม่ได้ชวนให้เชื่อ
ลองภาวนาดู เอาซีดี เอาหนังสือหลวงพ่อไป ไปฟังไปอ่าน
แจกให้ฟรีนะ ไปฟังไปอ่านแล้วค่อยๆ สังเกตจิตใจของเราไป

๑๐ มีนาคม ๒๕๕๐ :01:
สวนสันติธรรม

:103: :104: :103: :104: :103: :104: :103: :104: :103:

[color="#9ACD32"][size="2"][font="Courier New"]ชีวิตเรานี้เป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา

สิ่งที่เอาไปได้มีเพียงบุญและบาป (",)[/font][/size][/color]
0



#185 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11876
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 04/01/2017 - 12:55

:114:

ลิงก์ใน คห.183 เข้าไม่ได้น่ะหนู

ก็บอกไว้งั้นแหละ เป็นกำลังใจให้รู้ว่ามีคนอ่านอยู่เท่านั้นเอง :115:

เพราะในบทเท่าที่นำมาลงก็อ่านได้พอเข้าใจแล้วจ้ะ

อนุโมทนาด้วยนะจ๊ะ

:09:
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#186 ผู้ใช้ออฟไลน์   you4lucky ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1295
  • สมัคร: 16/09/2006

ตอบ: 08/01/2017 - 17:12

:103: :104: :103: ธรรมะจากพระผู้รู้ โดย พระ ปราโมทย์ ปา โมชฺโช ค่ะ :103: :104: :103:

จาก หนังสือธรรมะใกล้ตัว ฉบับที่ 65 ค่ะ
:01:


ถาม: คุณสันตินันท์ช่วยอธิบายเรื่องปฏิจจสมุปบาทด้วยค่ะ (๓)

การปฏิบัติเพื่อตัดวงจรของปฏิจจสมุปบาท
ผู้ปฏิบัติที่ไม่มีกำลังหนุนของฌานถึงขั้นดับความคิดนึกได้
ก็ไม่ต้องตกใจว่า ตนจะไม่รู้ปฏิจจสมุปบาท
และไม่สามารถตัดวงจรของปฏิจจสุมปบาทได้
เพราะวงจรของปฏิจจสมุปบาทนั้น ตัดได้ทั้งที่อวิชชา ตัณหา และอุปาทาน
เพียงแต่การตัดที่ตัณหาและอุปาทาน
เป็นการตัดวงจรปฏิจจสมุปบาทอย่างหยาบ
เหมือนการตัดหญ้า ที่ตัดสั้นจนชิดหน้าดิน
แต่รากหญ้าคืออวิชชายังอยู่ ก็จะงอกเป็นต้นหญ้าให้คอยตัดต่อไป
เหมือนที่ท่านชินเชา พูดเรื่องการคอยเช็ดกระจกให้สะอาดไม่ให้ฝุ่นจับ
แต่กระจกยังอยู่ ไม่ช้าฝุ่นก็มาจับอีก
การปฏิบัติในขั้นเด็ดขาด จึงต้องถอนรากถอนโคนของอวิชชา
จนไม่มีกระจกให้ฝุ่นจับเหมือนที่ท่านเว่ยหล่างกล่าวไว้

พวกเราที่ฝึกหัดปฏิบัติกันอยู่ในขณะนี้
ให้หมั่นคอยสังเกตจิตใจตนเองให้มาก อย่าให้กิเลสตัณหาครอบงำจิตได้
กิเลสจะมีอยู่ก็ไม่เป็นไร แต่อย่าให้มีอิทธิพลเหนือจิตผู้รู้
ให้มันต่างคนต่างอยู่กับจิตผู้รู้
เมื่อใดที่จิตเกิดตัณหาคือแรงทะยานอยากของจิตขึ้น
ให้รู้แล้วรีบละเสีย อย่าให้จิตหลงทะยานไปตามแรงของตัณหา
การปฏิบัติในขั้นนี้ ก็เหมือนการยันกองทัพศัตรูไม่ให้เข้ามาพิชิตเราได้เท่านั้น
แต่ถึงทำได้เพียงแค่นี้
ชีวิตก็จะพบกับความสุข ความเบิกบาน เต็มเปี่ยม
ผิดกว่าคนทั้งหลายอย่างเทียบกันไม่ได้อยู่แล้ว

เมื่อฝึกหัดชำนิชำนาญมากขึ้น
ก็จะเริ่มสังเกตเห็นจิตผู้รู้ที่ชัดเจนแจ่มใสขึ้นตามลำดับ
ถึงตรงนี้ ให้ทำจิตใจให้สบาย อย่ารีบร้อนที่จะผ่านจุดนี้ไป

สำหรับอุบายวิธีที่จะไปต่อจากจุดนี้ มี ๒ ทางด้วยกัน :01:

วิธีแรก เป็นวิธีที่ท่านอาจารย์พระมหาบัว แห่งวัดป่าบ้านตาด ท่านสอนผมไว้
คือให้บริกรรมกำกับ ประคองตัวรู้เอาไว้
แล้วค่อยสังเกตเห็นธรรมชาติรู้ ที่แทรกอยู่กับจิตที่มีความไม่รู้นั้น
อันนี้เป็นอุบายวิธีที่ท่านย้ำว่า
"นี่เป็นเรื่องสำคัญ ต้องเชื่อเรานะ
เราเอง (องค์ท่าน) ก็ผ่านขั้นสุดท้ายมาได้ด้วยวิธีนี้"

อีกวิธีหนึ่ง เป็นของพระภิกษุผู้เป็นศิษย์พี่ของผม
ท่านให้ประคองรู้เอาเลย ไม่ต้องบริกรรม
เพราะเห็นว่าอาจจะทำให้จิตไหวขึ้นมาอีก
แล้วจะสามารถแยกธรรมชาติรู้ที่บริสุทธิ์ ออกจากความไม่รู้ได้

:01:
[color="#9ACD32"][size="2"][font="Courier New"]ชีวิตเรานี้เป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา

สิ่งที่เอาไปได้มีเพียงบุญและบาป (",)[/font][/size][/color]
0



#187 ผู้ใช้ออฟไลน์   you4lucky ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1295
  • สมัคร: 16/09/2006

ตอบ: 08/01/2017 - 17:17

จิตที่เป็นธรรมชาติรู้อันบริสุทธิ์ล้วนๆ นั้น :01:
ไม่มีรูปร่าง แสงสี และไม่เสวยเวทนาใดๆ
เพราะมีวิชชาทำลายอวิชชาอย่างบริบูรณ์แล้ว
คือรู้แจ้งชัดในอริยสัจจ์ว่า ถ้าอยากก็ทุกข์ ไม่อยากก็ไม่ทุกข์
จึงไม่มีช่องทางที่จะให้ตัณหาอุปาทานเกิดขึ้นได้เลย

อนึ่ง การรู้ของจิต กับการรู้ของเรา เป็นคนละเรื่องกันทีเดียว
แม้จะอ่านตำราละเอียดเพียงใด แม้จะฟังการบรรยายธรรมโดยผู้รู้เพียงใด
แม้จะคิดไตร่ตรองเพียงใด
ทั้งหมดนั้น ก็ยังเป็นความรู้ที่เจือด้วยสัญญา
ส่วนความรู้ของจิต เกิดขึ้นได้เพราะจิตเขารู้ของเขาเอง
แต่จิตเขาจะรู้ได้ เราก็ต้องเป็นพี่เลี้ยง
ป้อนจิตด้วยศีล สมาธิ และปัญญา
พาให้จิตรู้จักการเป็นผู้สังเกตการณ์สภาวธรรมที่กำลังปรากฏเฉพาะหน้า
ให้จิตได้เรียนรู้ ด้วยการเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์
เมื่อจิตสังเกตการณ์จนแน่ใจแล้ว จิตเขาจะตัดสินความรู้ด้วยตัวของเขาเอง
และเมื่อจิตตัดสินความรู้แล้ว บริบูรณ์ด้วยความรู้ในอริยสัจจ์แล้ว
จิตจะไม่กลับกลายวกวนเข้ามายึดถือของสกปรกคือขันธ์อีก

บางคนคิดว่าการศึกษาตำราธรรมในขั้นละเอียดอย่างยิ่ง :01:
จะช่วยอบรมจิตให้เกิดปัญญา
นั่นเป็นความเข้าใจผิดอย่างร้ายแรงทีเดียว
เพราะเมื่อศึกษาตำราอันอุดมด้วยเหตุผลจนไร้ร่องรอยให้สงสัยมากเข้า
จิตจะล็อกตัวเอง
ปิดกั้นการเรียนรู้ของจิตที่จะสังเกตปรากฏการณ์จริงของสภาวธรรม
ความรู้ชนิดนั้นจะติดอยู่เพียงขั้นความจำได้ หรือสัญญา
หาใช่ปัญญาที่แท้จริงไม่
ผู้ที่ศึกษาในลักษณะนี้ จะยิ่งมีมานะอัตตารุนแรงกว่าคนธรรมดาเสียอีก


:103: :104: :103: :104: :103: :104: :103: :104: :103: :104: :103:

[color="#9ACD32"][size="2"][font="Courier New"]ชีวิตเรานี้เป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา

สิ่งที่เอาไปได้มีเพียงบุญและบาป (",)[/font][/size][/color]
0



#188 ผู้ใช้ออฟไลน์   you4lucky ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1295
  • สมัคร: 16/09/2006

ตอบ: 15/01/2017 - 12:21

:103: :103: :103: ธรรมะจากพระผู้รู้ โดย พระ ปราโมทย์ ปา โมชฺโช ค่ะ :103: :103: :103:

จาก หนังสือธรรมะใกล้ตัว ฉบับที่ 66 ค่ะ
:01:


ถาม : การนั่งวิปัสสนากรรมฐาน สามารถแก้กรรมได้มั้ยคะ

ตอบ : กรรมที่ทำแล้วแก้ไขไม่ได้นะ แต่มันแก้กรรมใหม่ได้
เช่น เดินๆไป โดนเขาด่า ถูกเขาด่า นี่เป็นกรรมเก่า
แก้ไม่ได้ จะไปแก้ยังไงในชาติก่อน
เราทำกรรมใหม่ที่ดี ถูกเขาด่า แล้วเราก็รู้ทันใจที่โกรธ
เราก็ไม่โกรธตอบนะ อยากด่าก็เชิญด่าไป เดี๋ยวมันก็เลิกไปเอง

เพราะฉะนั้น เราชาวพุทธไม่ยุ่งกับกรรมเก่านะ ชาวพุทธเราทำกรรมใหม่ที่ดี
กรรมเก่านี้ส่งผลให้เราต้องเจอปรากฏการณ์ในปัจจุบัน
เมื่อเจอปรากฏการณ์ปัจจุบันแล้วมีสติมีปัญญา เราได้ทำกรรมใหม่ที่ดี
กรรมเก่าที่เลวก็จะค่อยๆถูกบั่นทอนหมดกำลังไปเอง
ในที่สุดกรรมใหม่ที่ดีนั้น จะมีพลังแรง แล้วก็ทำลายผลของกรรมเก่า
ไม่ใช่ทำลายตัวกรรมเก่านะ ทำลายการให้ผลของกรรมเก่าไป
เช่น เขาด่าเราหลายวันแล้ว เราก็ใจเย็นยิ้มกับเขาไปเรื่อยๆนะ
วันหนึ่งเขาก็เลิกด่า มันหมดกรรมเก่าแล้ว หมดเพราะเราไม่ทำกรรมใหม่

ชาวพุทธอย่าไปเล่นเรื่องกรรมเก่านะ ไม่มีเจ้ากรรมนายเวร
เจ้ากรรมนายเวรของชาวพุทธนี่ชื่อว่า ชนกกรรม (ชะ-นก-กำ)
คือ กรรมที่บันดาลให้เรามีกายมีใจอันนี้มา
นี่แหละ คือเจ้ากรรมนายเวรของเราตัวจริง
เมื่อเรามีกายมีใจอันนี้มาแล้ว เราจะใช้กายนี้ใจนี้ ก่อกรรมทำชั่วก็ได้
เราจะใช้กายนี้ใจนี้ มาพัฒนาตัวเองก็ได้ มาทำกรรมใหม่ที่ดีหรือที่เลว

เพราะฉะนั้น เราฝึกนะ มีสติรู้กายรู้ใจ
เราทำกรรมใหม่ที่ดีไปเรื่อยๆ แล้วชีวิตเราจะดีขึ้น


อย่างหลายบ้านนะมีปัญหาในครอบครัว ง้องแง้งๆตลอดเลยนะ
มาหัดภาวนาสักคนหนึ่ง สามีหรือภรรยาอะไรนี่มาหัดสักคนหนึ่ง
แต่เดิมภรรยานะ ขี้บ่นมากเลย สามีก็เลยทนอยู่ในบ้านไม่ได้
หนีออกบ้านไปเรื่อย ไปมีอีหนู อีหนูมันไม่บ่นนะ
ต่อมานี่ ภรรยามาหัดดูของตัวเองเรื่อยๆ
ปากเริ่มหุบลงเรื่อยๆ อ้าช้าขึ้น ใจก็สงบ ใจก็ร่มเย็น
หน้าตาผ่องใสขึ้นๆ สามีกลับบ้านเลยนะ นี่เสน่ห์ร้ายแรงเลย
ฉะนั้น หัดเจริญสตินะ จะสวยกว่าเก่า จะสาวกว่าเก่า
นี่แก้กรรมแบบนี้นะ แก้กรรมของชาวพุทธ คือทำกรรมใหม่ที่ดี
ไม่ใช่พยายามไปล้างกรรมเก่าที่ไม่ดีที่ผ่านมาแล้ว
เพราะของที่ผ่านมาแล้วทำอะไรไม่ได้ ใช้ปัจจุบันให้ดีที่สุด
นี่แหละ คือทางแก้กรรมของชาวพุทธ

ความจริงไม่มีการแก้กรรมหรอก กรรมทั้งหลายให้ผลมาถึงจุดหนึ่ง
มันก็ต้องหมดผล ต้องสลายตัวไป แต่ถ้าเราทำกรรมใหม่ที่มีกำลังเข้มแข็งนะ
กรรมใหม่ที่มีกำลังเข้มแข็งมันให้ผลขึ้นมา มันแทรกขึ้นมา มันแซงขึ้นมา
อิทธิพลของกรรมเก่าที่ไม่ดีก็สลายตัวไป
ไม่ใช่ว่าไปล้างกันนะ ไม่ใช่กรรมใหม่ กรรมดี ไปล้างกรรมชั่ว ไม่ใช่
ยกตัวอย่างนะ อย่างพระองคุลีมาล ฆ่าคนเยอะแยะใช่มั้ย
พอท่านเป็นพระโสดาบัน สกทาคามี อนาคามี เป็นพระอรหันต์นี่
กรรมที่ท่านฆ่าคนมันก็ยังอยู่ แก้ไม่ได้ เพราะฆ่าไปแล้ว
แต่กรรมใหม่ของท่านดี ท่านบรรลุพระอรหันต์ เป็นกรรมดีที่ยิ่งใหญ่
ท่านไม่ต้องไปตกนรกอีกแล้ว นี่แก้กรรมกันแบบนี้นะ
ไม่ใช่แก้อย่างอื่น ไม่ใช่ถอดจิตไปเจรจากับผีตัวที่หนึ่งที่ฆ่าไว้ว่า
ขออโหสินะ เอ้า ตัวที่หนึ่งยอม ตัวที่สองทำยังไงจะยอม
กว่าจะหมดพันตัวท่านคงไม่ได้เป็นพระอรหันต์นะ

ใช้ปัจจุบันให้ดีที่สุดนะ :01:


:103: :104: :103: :104: :103: :104: :103: :104: :103:

[color="#9ACD32"][size="2"][font="Courier New"]ชีวิตเรานี้เป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา

สิ่งที่เอาไปได้มีเพียงบุญและบาป (",)[/font][/size][/color]
0



#189 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11876
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 15/01/2017 - 14:00

:09:

สาธุ

ใช้ปัจจุบันให้ดีที่สุดนะ

:12:
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#190 ผู้ใช้ออฟไลน์   you4lucky ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1295
  • สมัคร: 16/09/2006

ตอบ: 22/01/2017 - 09:49

:103: :104: :103: ธรรมะจากพระผู้รู้ โดย พระ ปราโมทย์ ปา โมชฺโช ค่ะ :103: :104: :103:

จาก หนังสือธรรมะใกล้ตัว ฉบับที่ 67 ค่ะ
:01:



ถาม : ผมมีข้อสงสัยขอเรียนถามครับ
ในปฏิจจสมุปบาทส่วนต้น "สัญญา" จะเกิดขึ้นมาตอนไหนครับ


ความจำได้หมายรู้ หรือ "สัญญา" นั้น
ปรากฏชัดขึ้นเมื่อวิญญาณเป็นปัจจัยแห่งความปรากฏของรูปนามครับ
ตรงที่มีอาการที่ผมเรียนว่า เหมือนการเปิดสวิตช์ขันธ์ ๕ ให้ปรากฏขึ้น
ถึงจุดนั้นจึงคิดนึกปรุงแต่งได้เต็มที่
มีความรับรู้พร้อมที่อายตนะจะทำงานรับรู้อารมณ์ต่างๆ ได้

สัญญานั้น พวกเรามักรังเกียจเดียดฉันท์ ว่ามันไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้
ที่จริงมันมีความสำคัญมากทีเดียวสำหรับการปฏิบัติธรรม
ถึงขนาดที่ว่า ถ้าปราศจากสัญญาก็ทำวิปัสสนาไม่ได้
แม้แต่ในสมาบัติ พระสารีบุตรท่านยังกล่าวว่า
ในสัญญาสมาบัติยังทำวิปัสสนาได้
ส่วนสมาบัติที่ก้าวล่วงสัญญาคือหมดสัญญาแล้ว ทำวิปัสสนาไม่ได้

สัญญาจึงเหมือนดาบสองคม คือด้านหนึ่งมันเป็นความจำ
ที่เป็นตัวให้เราเอามาสานต่อเป็นความคิด จนปิดบังความจริง
แทนที่จิตจะเป็นผู้สังเกตการณ์สภาพธรรมที่กำลังปรากฏตามความเป็นจริง
กลับคอยคิดนำไปตามสัญญาอารมณ์ จนจิตไม่เห็นความจริง

แต่อีกด้านหนึ่ง มันเป็นตัวช่วยสนับสนุนปัญญาได้เช่นกัน
หากมันทำหน้าที่ให้มุมมองของจิต ให้ถูกต้องตรงจริตนิสัยของผู้ปฏิบัติ
คือช่วยให้จิตเรียนรู้สภาพธรรมในมุมมองของ
อนิจจสัญญา ทุกขสัญญา อนัตตสัญญา หรืออสุภสัญญา
แทนที่จะมองดาดๆ ไปทุกมุม

จิตของผู้ปฏิบัติ มักจะเลือกมุมมองที่ตนถนัด
เพื่อทำให้จิตเบื่อหน่ายคลายกำหนัด และปล่อยวาง

เช่น จิตของผมถนัดในการมองสิ่งทั้งปวงเป็นอนัตตา
แม้จะรู้ความเกิดดับของ รูป จิต และเจตสิก ไปเรื่อยๆ
แต่ถึงจุดหนึ่ง ก็จะเห็น รูป จิต หรือเจตสิก เป็นอนัตตา
หากมองในมุมของอนิจจัง จิตมันไม่รู้ซึ้ง และไม่ปล่อยวาง
แต่หากเมื่อใด จิตหมายรู้ว่า รูป จิต เจตสิก อันที่กำลังรู้อยู่นั้น เป็นอนัตตา
ปัญญาจะเกิดวาบขึ้นมาตัดความยึดถือขาดวับลงไปทันที
จิตจึงจะปล่อยวางได้ เป็นต้น

สัญญา ที่เป็น ความหมายรู้อารมณ์ จึงเป็นเครื่องมือที่เราใช้ยืนพื้น
ส่วน ปัญญา เมื่อเกิดวับเดียวก็ตัดอารมณ์ขาดไปแล้ว
แต่พวกเรามักเชียร์แต่ปัญญา ดูถูกสัญญากันบ่อยๆ
(ถ้าเป็นสัญญาประเภทความจำ ที่กระตุ้นให้คิด คิด คิด
อันนั้นเป็นตัวปัญหาจริงๆ ครับ)
เหมือนคนดูบอลที่เชียร์แต่กองหน้าที่ทำประตูได้
ลืมกองกลางที่คอยป้อนลูกให้กองหน้าครับ
[color="#9ACD32"][size="2"][font="Courier New"]ชีวิตเรานี้เป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา

สิ่งที่เอาไปได้มีเพียงบุญและบาป (",)[/font][/size][/color]
0



#191 ผู้ใช้ออฟไลน์   you4lucky ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1295
  • สมัคร: 16/09/2006

ตอบ: 22/01/2017 - 09:52

ถาม : เมื่อเริ่มศึกษาปฏิจจสมุปบาทในเบื้องต้น ความเข้าใจส่วนตัวของผมคือ
คงเป็นไปไม่ได้ที่เราจะมองเห็นอาการของจิตที่รวดเร็วมาก
และแยกออกเป็นอาการตามที่ว่าไว้ในพระสูตร
จนกระทั่งเมื่อได้รับคำแนะนำ ก็เริ่มเห็นทางแต่ก็ยังไม่ชัดนัก
อาการที่ทำได้เป็นเพียงแค่แยกความรู้สึกออกจากร่างกาย
คุณอาสันตินันท์อธิบายว่า แยกกายจากจิต และท่านว่า
ให้แยกเวทนาออกจากกาย และแยกสังขารออกจากจิตอีกที
อันแรกนี่พอจะเข้าใจครับ แต่อันหลังนี่ไม่เห็นทางทำได้เลยครับ
แล้วถ้าทำได้แล้วต้องทำยังไงต่อครับ จะได้ไม่ต้องรบกวนถามบ่อยๆ


ส่วนที่คุณกล่าวถึงเรื่องแยกกายแยกจิตนั้น
ที่จริงก็ไม่ได้หนีจากเรื่องนามรูปปริจเฉทญาณครับ
เช่น เวลาไม่สบายแล้วเห็นว่า ร่างกายไม่สบาย
ส่วนจิตเป็นเพียงผู้รู้ ไม่ได้เจ็บป่วยด้วย ซึ่งก็ถูกต้องแล้ว
จากนั้น ก็ให้สังเกตต่อไปว่า ให้ดูให้ดี
จริงๆ แล้ว ร่างกายเราเป็นเพียงก้อนธาตุ
กายไม่เคยเจ็บ แต่มีความรู้สึกเจ็บแทรกอยู่ในกาย
หมายความว่า เมื่อเรารู้รูปขันธ์อยู่นั้น
สังเกตอีกหน่อย จะเห็นเวทนาขันธ์แทรกอยู่ในรูป
ส่วนจิตเป็นผู้รู้ ผู้ดู ทั้งรูปและเวทนา
รูปก็เกิดดับ เช่น หายใจเข้า แล้วก็หายใจออก
เวทนาก็แสดงความไม่คงที่ตลอดเวลา เดี๋ยวเจ็บมาก เดี๋ยวเจ็บน้อย
ส่วนจิตเป็นกลางวางเฉยตลอดเวลา

เวลาเราดูรูป เรามักเห็นทั้งรูป เวทนาทางกาย และจิต
ส่วนเวลาดูจิต (จิตตานุปัสสนา) ก็ให้รู้ให้ละเอียดเช่นกันว่า
อันนี้คือจิตผู้รู้ อันนี้คือความคิดนึกปรุงแต่ง หรือสังขารขันธ์
อันนี้คือเวทนาทางใจ เป็นสุขบ้าง เป็นทุกข์บ้าง เป็นกลางบ้าง
อันนี้คือสัญญาที่ผุดขึ้นมาทำหน้าที่จำได้หมายรู้

ที่แนะนำคุณก็คือ ให้รู้จักจำแนกรูปนามให้ละเอียดชัดเจนครับ
ไม่ใช่อะไรที่ลึกลับเลย เป็นเบื้องต้นของการเจริญวิปัสสนานั่นเอง


เรียบเรียงจาก: :01:

http://202.44.204.76...pSakajcha04.htm

:103: :104: :103: :104: :103: :104: :103: :104: :103:

[color="#9ACD32"][size="2"][font="Courier New"]ชีวิตเรานี้เป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา

สิ่งที่เอาไปได้มีเพียงบุญและบาป (",)[/font][/size][/color]
0



คำตอบต่อไป: ไม่มี
  • (10 หน้า)
  • +
  • « แรก
  • 8
  • 9
  • 10
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • ท่านไม่สามารถตอบกลับกระทู้นี้ได้

1 ผู้ใช้กำลังอ่านกระทู้นี้
0 สมาชิก, 1 ผู้เยี่ยมชม, 0 ผู้ใช้ที่ไม่ระบุชื่อ