ลานธรรมเสวนา: ธรรมะจากพระผู้รู้ โดย พระ ปราโมทย์ ปา โมชฺโช ค่ะ - ลานธรรมเสวนา

เข้าไปดูเนื้อหา

  • (10 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • 3
  • สุดท้าย »
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • ท่านไม่สามารถตอบกลับกระทู้นี้ได้

ธรรมะจากพระผู้รู้ โดย พระ ปราโมทย์ ปา โมชฺโช ค่ะ จาก หนังสือธรรมะใกล้ตัว ค่ะ ให้คะแนนกระทู้: -----

#0 ผู้ใช้ออฟไลน์   you4lucky ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1295
  • สมัคร: 16/09/2006

ตอบ: 27/04/2016 - 09:50

ธรรมะจากพระผู้รู้ โดย พระ ปราโมทย์ ปา โมชฺโช ค่ะ



จาก หนังสือธรรมะใกล้ตัว ฉบับที่ 38 ค่ะ


ถาม: เรามาคอยตามรู้กาย ตามรู้ใจ เพื่ออะไร
เพื่อที่เราจะได้เป็นคนดีมีความสุขใช่หรือไม่
และเราควรตั้งเป้าหมายในการปฏิบัติธรรมอย่างไร

การที่เรามาคอยรู้กายมาคอยรู้ใจ ไม่ใช่เพื่อไปบังคับเขานะ
ไม่ใช่เพื่อฝึกให้เขาดี ไม่ใช่เพื่อจะหาความสุข
แต่ว่าเราตามรู้กาย ตามรู้ใจเพื่อให้เห็นความจริง
กายนี้ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ บังคับไม่ได้
จิตใจก็ไม่เที่ยง เป็นทุกข์บังคับไม่ได้



พอเราเห็นอย่างนี้ซ้ำ ซ้ำ ซ้ำ
วันหนึ่งจิตยอมรับความจริงว่ากายนี้ใจนี้ไม่ใช่ตัวเราหรอก
เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งต่างหากจากคำว่าตัวเรา ตัวเราไม่มี
ถ้าเมื่อไหร่เห็นตรงนี้เขาเรียกว่าพระโสดาบัน

เป้าหมายแรกของนักปฏิบัตินะ ต้องมุ่งไปเป็นพระโสดาบัน
ต้องบรรลุพระโสดาบันให้ได้ในชีวิตนี้ ต้องตั้งเป้าอย่างนี้
เมื่อเราอยากเป็นพระโสดาบัน ต้องการเป็นพระโสดาบัน
แล้วพระโสดาบันมีคุณสมบัติยังไง
พระโสดาบัน คือ คนที่ละสักกายทิฏฐิได้
สักกายทิฏฐิ คือ ความเห็นผิดว่ากายนี้ใจนี้เป็นตัวเรา
วิธีละความเห็นผิดมีทางเดียวเท่านั้น ไม่มีทางที่สองเลย
ก็คือการที่เราคอยรู้กายอย่างที่เขาเป็น รู้ใจอย่างที่เขาเป็น
ไม่ใช่ไปนั่งคิดเอาว่าเขาไม่ใช่ตัวเรา เขาไม่เที่ยง เขาเป็นทุกข์
นั่งคิดเอานะไม่ได้อะไร ต้องเห็นของจริง... รู้
อย่างจิตใจนี่เราเห็นเลยว่ามันแปรปรวนทั้งวัน
เห็นไปเรื่อย ถึงจุดหนึ่งเห็นมันบังคับอะไรไม่ได้
เดี๋ยวมันวิ่งไปทางตา เคยเห็นไหม มันวิ่งไปที่หู ไปทางหู ไปฟัง วิ่งไปคิด
ตรงนี้ดูออกไหม แค่เรารู้ว่ามันหนีไปคิด เราก็ตื่นขึ้นมาแล้ว
เราจะเกิดความรู้สึกตัว คือเราหลุดออกจากโลกของความคิด

ทันทีที่เราหลุดออกจากโลกของความคิด จิตนี้กายนี้จะไม่ใช่ตัวเราแล้ว
เพราะแท้จริงเราไม่มี ตัวเราเป็นความคิดล้วนๆ เลย

๓๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๘
[color="#9ACD32"][size="2"][font="Courier New"]ชีวิตเรานี้เป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา

สิ่งที่เอาไปได้มีเพียงบุญและบาป (",)[/font][/size][/color]
0


  • (10 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • 3
  • สุดท้าย »
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • ท่านไม่สามารถตอบกลับกระทู้นี้ได้

การตอบอื่นๆต่อกระทู้นี้



#1 ผู้ใช้ออฟไลน์   you4lucky ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1295
  • สมัคร: 16/09/2006

ตอบ: 27/04/2016 - 09:53

ถาม: แล้วเราจะละสักกายทิฏฐิได้อย่างไร

คำว่าสักกายทิฏฐินี้ชื่อมันบอกแล้วว่าเป็นทิฏฐิ คือเป็นตัวความคิดความเห็น
ถ้าอยากละสักกายทิฏฐินะ รู้กายอย่างที่เขาเป็น รู้ใจอย่างที่เขาเป็น
ตื่นขึ้นมาหลุดออกจากโลกของความคิดเสีย
เห็นกายตามความเป็นจริง
กายนี้เป็นวัตถุ เป็นก้อนธาตุ มีธาตุไหลเข้าไหลออกทั้งวัน
กายนี้เป็นทุกข์มีความทุกข์บีบคั้นทั้งวัน
นั่งอยู่ก็ทุกข์ ยืนก็ทุกข์ เดินก็ทุกข์ นอนก็ทุกข์นะ ทุกข์ทุกอิริยาบถ
มีแต่ทุกข์บีบคั้น อย่างนี้เรียกว่าเห็นตรงตามความเป็นจริง

จิตใจก็ไม่เที่ยงดูออกไหม จิตใจไม่เที่ยง
กายนี้ดูง่ายว่าเป็นทุกข์ จิตนี้ดูง่ายว่าไม่เที่ยงเพราะจิตใจเปลี่ยนทั้งวัน
เดี๋ยวสุข เดี๋ยวทุกข์ เดี๋ยวดี เดี๋ยวร้าย เราคอยรู้คอยดูไป
เห็นอีกเราบังคับเขาไม่ได้หรอก
สั่งให้เขาสุขอย่างเดียวไม่ได้ ห้ามไม่ให้ทุกข์ไม่ได้
ความสุขเกิดขึ้นรักษาไว้ก็ไม่ได้
กิเลสมานะ ไล่มันก็ไม่ไป ทำอะไรมันไม่ได้สักอย่าง
ดูจนเห็นอย่างนี้นะ ดูอย่างนี้จิตจะเข้าใจความจริง
จิตจะรวมเข้ามา จิตจะเข้าอัปปนาสมาธิ
เข้าเองไม่ต้องทำอะไร รวมเข้ามาเอง
แล้วมันก็จะเกิดกระบวนการของการตัดสินความรู้ขึ้น
ใช้เวลาแว็บเดียว มันเป็นการเปลี่ยนคุณภาพ
เปลี่ยนคุณภาพนี้จะเปลี่ยนฉับพลัน ใช้เวลาพริบตาเดียว
เปลี่ยนไปแล้ว ความเห็นผิดถูกทำลาย ความเห็นถูกเกิดขึ้นแทน
อย่างการที่เราคอยรู้คอยดูทุกวันๆ นี้เป็นการสะสมเชิงปริมาณ
ดูทุกวัน ทุกวัน ทุกวัน พอเกิดความเข้าใจมันจะเปลี่ยนคุณภาพโดยฉับพลัน
แว็บเดียว คอยดูไปนะ

๓๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ :33: :01:
[color="#9ACD32"][size="2"][font="Courier New"]ชีวิตเรานี้เป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา

สิ่งที่เอาไปได้มีเพียงบุญและบาป (",)[/font][/size][/color]
0



#2 ผู้ใช้ออฟไลน์   you4lucky ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1295
  • สมัคร: 16/09/2006

ตอบ: 27/04/2016 - 09:55

ถาม: พอหันมาสนใจปฏิบัติธรรมภาวนา
ใจคอมันคอยอยากให้ถึงวันเสาร์อาทิตย์ รู้สึกว่าใจไม่เสมอกัน


เหมือนกันหมดแหละ สมัยก่อนหลวงพ่อก็รอวันเสาร์อาทิตย์
ถึงไม่มาวัดก็ชอบ ให้เรารู้ทัน ใจเราไม่เสมอกัน ไม่ต้องให้เสมอหรอก
มันไม่เสมอกันเรารู้ไม่เสมอพอแล้ว ไม่ต้องไปทำให้เสมอกันนะ

รู้อย่างที่เขาเป็น จับหลักให้แม่นเลย
รู้กายรู้ใจตามความเป็นจริง คือตามที่เขาเป็น
ไม่ใช่ตามที่เราอยากให้เขาเป็น


พอวันธรรมดาแล้ว แหม มันเบื่อ อยากให้ถึงเสาร์อาทิตย์
พอถึงวันศุกร์ก็เริ่มมีความสุขแล้ว
หลวงพ่อพูดบ่อยๆ ไง พอรับราชการอยู่ ตื่นเช้าวันจันทร์นะ ใจแห้งแล้งเลย
ตื่นเช้าวันศุกร์นะ มันสดชื่น ยิ่งวันเสาร์ยิ่งชอบใหญ่
วันอาทิตย์ชักชอบน้อยลงแล้ว เดี๋ยววันจันทร์ต้องทำงาน
วันอาทิตย์บ่ายๆ ชักจะเซ็งๆ แล้ว

๓๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ :33: :01:
[color="#9ACD32"][size="2"][font="Courier New"]ชีวิตเรานี้เป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา

สิ่งที่เอาไปได้มีเพียงบุญและบาป (",)[/font][/size][/color]
0



#3 ผู้ใช้ออฟไลน์   you4lucky ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1295
  • สมัคร: 16/09/2006

ตอบ: 27/04/2016 - 09:57

ถาม: เวลาภาวนา เราต้องดูความว่าง ต้องทำให้มันว่างๆ
หรืออย่างดูรูป ต้องดูให้เห็นความว่างหรือเปล่า


ไม่ต้องๆ จะเห็นเอง มันรู้เอง
คือในความเป็นจริงแล้ว ทุกครั้งที่ตาเรามองเห็นรูป
ขณะจิตที่มองเห็นจริงๆ ไม่ได้คิดอะไรอยู่แล้ว
เพราะฉะนั้นถ้าสติเราไวเราจะเห็นเลย
จิตดวงที่ไปมองเห็นรูปนี่ ว่างเปล่าอยู่แล้ว ไม่มีตัวมีตน
ไม่มีสุขมีทุกข์อะไร เป็นอุเบกขา
จิตตัวนั้นเป็นอุเบกขาตามธรรมชาติเลย
เพราะอย่างนั้นจิตที่เกิดทางตา หู จมูก ลิ้น สี่ทางนี้ เป็นอุเบกขาตลอดเลย
จิตที่เกิดทางกายนี่นะ มีสุขมีทุกข์นะ
อย่างตาเรามองเห็น สิ่งที่เรามองเห็นว่างเปล่าอยู่แล้ว
ความคิดของเรามันเกิดตามหลังมา มันก็เลยเป็นตัวตนขึ้นมา
อย่างมองพระพุทธรูปปุ๊บ ขณะจิตที่เห็นน่ะ มันว่างเปล่า
มีแต่สีนะ สีตัดกันเป็นอย่างนี้ เห็นแล้วใจมันจำได้
เห็นอย่างนี้แล้วเรียกว่าพระ
พอจำได้ขึ้นมามันก็คิดต่อ แล้วก็ปรุงต่อ เออ สวยไม่สวย ดีไม่ดี
กุศลอกุศลถึงจะเกิดขึ้นทางใจ
เพราะฉะนั้นไม่ใช่เจตนาต้องไปดูรูปให้เห็นว่างนะ
แต่เมื่อตามองเห็นแล้ว ถ้ากิเลสเกิดที่ใจแล้วค่อยรู้เอา
แต่ถ้าสติเร็วนี่ จะเห็นความว่างอยู่แล้ว ว่างต่อหน้าต่อตา
โลกธาตุว่างไม่มีน้ำหนักเลย น้ำหนักเกิดที่ใจ แต่ไม่ต้องเจตนานะ
คือวิถีของจิต วิถีของจิตนี่ ทีแรกเขาขึ้นมารับอารมณ์ก่อน
พอเขาไหวตัวขึ้นจากภวังค์ เราเลือกไม่ได้นะ
ว่าเขาจะไปเกิดทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น หรือทางกาย
เราเลือกไม่ได้หรอก
แล้วแต่ว่าอารมณ์อะไรที่รุนแรงมากระทบทวารใดนะ
จิตก็จะไปเกิดที่ทวารนั้น
เช่น เรานอนหลับอยู่ ได้ยินเสียงโป้งขึ้นมา
จิตมันไปจับอารมณ์ทางหูเคยได้ยินเสียง
เพราะฉะนั้นเราเลือกไม่ได้

หรืออย่างนั่งฟังหลวงพ่อพูดรู้สึกไหม เดี๋ยวจะดู เดี๋ยวก็ฟัง อะไรอย่างนี้
เราเลือกไม่ได้ว่าตอนไหนจะดูตอนไหนจะฟัง
ดูออกไหม ขณะที่ดูเห็นได้แว็บเดียว ดูออกไหม แล้วก็เบลอ
ต้องดูใหม่ถึงจะชัดใหม่ ชัดอีกแว็บหนึ่งก็เบลออีก
จริงๆ จิตที่เกิดทางตาก็เกิดดับ เกิดดับ
เมื่อจิตจะเกิดทางตาหรือจิตจะเกิดทางหู เราก็เลือกไม่ได้
เมื่อเกิดแล้ว ถ้าอารมณ์นั้นแรงพอนะ มันจะส่งสัญญาณเข้ามาที่ใจ
ใจมันจะวินิจฉัยอารมณ์นั้นก่อนว่าดีไม่ดี มันคืออะไรดีไม่ดี เริ่มให้ค่าแล้ว
เสร็จแล้วถึงจะปรุงเป็นกุศลอกุศลอะไรขึ้นมา
กลไกการทำงานของจิตเป็นอย่างนี้
แต่ถ้าเป็นอารมณ์ที่อ่อน พอตามองเห็นแล้วไม่มีความหมาย
อย่างเราขับรถอยู่ หางตาเราไปเห็นคนข้างถนน ไม่รู้จัก
มันจะมองผ่านไปเลย เหมือนเห็นต้นไม้ต้นหนึ่งเฉยๆ
อย่างนี้มันไม่ส่งสัญญาณเข้ามาที่ใจต่อ ไม่ได้ปรุง

ทีนี้วิถีของจิตเขาทำงานหลายแบบ
เขาทำแบบไหนก็ช่างเขาเถอะ หน้าที่เราคอยรู้

แต่ตัวรู้ที่สำคัญที่สุดก็คือตอนที่เขาเข้ามาทำงานทางใจ
พอเขาทำทางตาแล้ว ก็จะส่งสัญญาณมาที่ใจ ใจจะเริ่มให้ค่า
กุศลอกุศลเกิดขึ้นที่ใจนี่เอง
คอยรู้ทันตรงนี้ที่เดียวเลย สบาย


ไม่ต้องไปพิจารณาตัวรูปหรอก
ตัวรูปนั้นถ้าสติปัญญาแก่กล้าก็เห็นเอง เห็นเลย มองโลกธาตุนะ
โลกธาตุไม่มีน้ำหนัก แต่ใจเรามีน้ำหนัก เพราะใจเราปรุง
ฝึกไปเรื่อยๆ นะ วันหนึ่งใจหมดความปรุง
ข้างในข้างนอกนี้เป็นเนื้อเดียวกันเลย ไม่มีน้ำหนักเหมือนๆ กันเลย
ไม่มีภาระที่ต้องแบก มีความสุขนะ ค่อยฝึกไป
ไม่ได้ลึกลับอะไรเลย ธรรมะ
ธรรมะของพระพุทธเจ้านั้นเปิดเผยมากเลย
สอนละเอียดนะ สอนละเอียด แต่พวกเราไม่ค่อยได้เรียน
จะไปอยู่ในพระอภิธรรม บางคนเกลียดอภิธรรมนะ อยากเผาทิ้งนะ
เพราะว่าพวกเรียนอภิธรรมชอบไปด่าพวกปฏิบัติ
พวกปฏิบัติเลยเกลียดอภิธรรมไปด้วย
บางทีก็ไปเกลียดนักเรียนอภิธรรม อย่าไปเกลียดพระอภิธรรม
ดูไป มันว่างเอง
มันไม่ว่างขึ้นมาเพราะใจเราปรุง ดูไปเลย
โลกข้างนอกก็ว่างอยู่ตลอด ใจเราต่างหากที่หนัก

๓๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ :33: :01:
[color="#9ACD32"][size="2"][font="Courier New"]ชีวิตเรานี้เป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา

สิ่งที่เอาไปได้มีเพียงบุญและบาป (",)[/font][/size][/color]
0



#4 ผู้ใช้ออฟไลน์   you4lucky ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1295
  • สมัคร: 16/09/2006

ตอบ: 27/04/2016 - 09:58

ถาม: พอมาภาวนาดูจิตดูใจแล้ว เห็นว่ากิเลสมันเยอะมาก
จนไม่อยากเชื่อว่าเราจะกิเลสเยอะอย่างนี้
ทำไมแต่ก่อนไม่ค่อยเห็นมีกิเลสเลย แล้วอย่างนี้จะละกิเลสได้อย่างไร


ใช่ๆ เยอะมากดีนะ ดีที่เห็น
บางคนมาเรียนกับหลวงพ่อนะ ไปสักพักหนึ่งกลับมาบ่นเลย
โอ้ วิธีกรรมฐานของหลวงพ่อนี่ไม่ดี
คนนี้ดีนะ ซื่อสัตย์บอกตรงๆ เลย
แต่เดิมดิฉันนี้ไม่มีกิเลส มาเรียนกับหลวงพ่อแล้วกิเลสเยอะจังเลย

อย่างเมื่อก่อนไม่มีหรอกเพราะว่ากดเอาไว้นะ เก็บกดไว้ เพ่งลูกเดียว
แต่ลองไม่เพ่งสิ กิเลสที่สะสมเอาไว้โผล่ขึ้นมาให้ดู
แต่ถ้าเรามีกิเลสแล้วเรากดเอาไว้ๆ เราไม่เคยเห็นมันขึ้นมาเลย
เรานึกว่าเราไม่มีกิเลสนี่ไม่มีวันชนะมันหรอก เพราะมองไม่เห็นศัตรู
เพราะฉะนั้นเราไม่เก็บกด
ตากระทบรูป หูกระทบเสียง ใจกระทบความคิด เราไม่กดตัวเองไว้
จิตทำงานตามปกติ เดี๋ยวก็เกิดแล้ว กุศลอกุศลอะไรก็เกิดเอง
แล้วเราก็ตามรู้ตามดูไป คล้ายๆว่า
อนุสัยกิเลส กิเลสที่ซ่อนอยู่ใต้จิตสำนึกเรามันทำงานขึ้นมา
พอเรารู้ทันคล้ายๆ มันขาดทุนมันขึ้นมาแล้วไม่ได้ดอกผล
แต่ถ้ามันขึ้นมาแล้วเรารู้ไม่ทัน มันก็เกิดกิเลสหยาบๆ เราตอบสนองมัน
คล้ายๆ มันลงทุนแล้วมันได้กำไร อนุสัยใหญ่ขึ้นๆ
เราเฝ้ารู้ มันขึ้นมาไหลแว็บเรารู้ ขาดไปแล้ว มันขาดทุนแล้ว
เพราะฉะนั้นการมีสติไม่ได้ละกิเลสหรอก
แต่ว่าอนุสัยจะค่อยๆ ถูกละไป
กิเลสไม่ต้องละ เพราะทันทีที่สติเกิดกิเลสก็ไม่มีแล้ว


๓๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ :33: :01:
[color="#9ACD32"][size="2"][font="Courier New"]ชีวิตเรานี้เป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา

สิ่งที่เอาไปได้มีเพียงบุญและบาป (",)[/font][/size][/color]
0



#5 ผู้ใช้ออฟไลน์   you4lucky ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1295
  • สมัคร: 16/09/2006

ตอบ: 27/04/2016 - 10:01

ถาม: รู้สึกว่าความรู้สึกตัวมันเกิดขึ้นมาแว็บเดียว แล้วก็หายไป
มันอยู่ได้ไม่นาน ทำยังไงถึงจะรู้สึกตัวได้นานๆ
แล้วทำยังไงถึงจะละกิเลสอย่างเช่นความโกรธได้



รู้สึกไหมเหมือนเราตื่นขึ้นมา แต่แว็บเดียวนะ
อยู่ได้ไม่นานเพราะอะไร เพราะมันก็ไม่เที่ยง
เราเรียนเพื่อให้เห็นความจริง มีแต่ของไม่เที่ยง
ไม่ใช่เรียนเพื่อเอาของเที่ยง


อย่างพวกฤาษีชีไพรเขาพยายามทำให้จิตเที่ยง
ให้มันสงบถาวร ให้มันดีถาวร มันก็สงบถาวรชั่วคราว มันไม่ถาวรจริง
สงบอยู่ได้หลายๆ ปีอะไรอย่างนี้ แต่เสร็จแล้วก็เสื่อม


พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนว่าให้เราทำจิตให้ดีถาวร
พระพุทธเจ้าสอนให้รู้กายตามความเป็นจริง รู้จิตตามความเป็นจริง
จนเห็นว่ามันไม่ถาวรหรอก แล้วก็คลายความยึดมั่นได้
ไม่เห็นว่ามันเป็นตัวเราอีก หมดความยึดมั่นตรงนี้ก็หมดความทุกข์ตรงนี้


เพราะฉะนั้นคนละวิธีกัน

วิธีของศาสนาอื่น ของฤาษีชีไพร เขาจะฝึกบังคับจิตให้มันดี
อยากให้มันดีถาวรให้สงบถาวร
วิธีของพระพุทธเจ้าไม่เป็นอย่างนั้น
ท่านดูของจริงเลย จิตนี้ไม่เที่ยง จิตนี้เป็นทุกข์ จิตนี้บังคับไม่ได้
จิตไม่เที่ยงเราอยากให้เที่ยง จิตเป็นทุกข์เราอยากให้เป็นสุข
จิตบังคับไม่ได้เราอยากบังคับให้ได้
นี่เราฝืนธรรมะตลอดเลย ธรรมะเลยไม่เข้ามาสู่ใจเรา
เราไม่ยอมรับธรรมะ
แต่ถ้าเรายอมรับธรรมะ รู้ไป รู้ไปเรื่อย รู้ลูกเดียว
ร่างกายเคลื่อนไหวรู้สึก
ถ้าเรารู้ถูกต้อง เราก็จะเห็นเลยว่ากายนี้ไม่ใช่ตัวเราหรอก
เป็นรูปธรรมอันหนึ่ง เป็นวัตถุเป็นก้อนธาตุที่เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง
จิตใจเคลื่อนไหวเราก็รู้สึกเอา ใช้รู้สึกนะไม่ใช่เพ่งจ้อง แค่รู้สึก
วิปัสสนานี้รู้สึกเอา ถ้าเพ่งเอาไม่ใช่วิปัสสนาแล้ว

อย่างใจเรามีความโกรธเราก็รู้สึก รู้สึกถึงความโกรธที่เกิดขึ้น
จะเห็นเลยว่าความโกรธมีเหตุเขาก็เกิด หมดเหตุเขาก็ดับ
เหตุของความโกรธก็คือ เรามีพื้นฐานมีอนุสัยขี้โมโหอยู่แล้ว
พอเราไปกระทบอารมณ์ที่ไม่พอใจไม่ชอบ
กระทบอารมณ์ไม่ดีอะไรอย่างนี้ โทสะก็เกิด
เพราะฉะนั้นเวลาเราไปดู อย่างความโกรธเกิดขึ้น เราไปดูไม่ใช่เพื่อละนะ
ความโกรธอยู่ในสังขารขันธ์
เมื่อมันเป็นขันธ์ หน้าที่ต่อขันธุ์คือการรู้ไม่ใช่หน้าที่ละ

ทุกข์ให้รู้ทุกข์ คือตัวขันธ์๕
กิเลสอยู่ในกองทุกข์ หน้าที่ของเราต่อกิเลสคือการรู้ ไม่ใช่การละ


ถ้าเรารู้กิเลสที่เกิดขึ้นนี้ จิตจะมีสภาวะที่น่าทึ่งอย่างหนึ่ง
คือมันจะคล้ายๆ เรือลำใหญ่ๆ จอดทอดสมอในแม่น้ำอะไรอย่างนี้ หรือในทะเล
เรือนี้จะไม่ใหลตามน้ำไป แต่เรือจะไม่ต้านน้ำ
จิตที่มีสติถูกต้องนี้นะ จะไม่หลงตามกิเลสไป
แต่ไม่ต่อต้านกิเลส จะเห็นเลยกิเลสเดินผ่านหน้าบ้านไปเฉยๆ
เพราะอย่างนั้นใจเราก็ไม่กระเทือนเพราะกิเลส
แต่ถ้ารู้ไม่ทัน กิเลสจะเลี้ยวเข้าบ้านเรานะ
เข้ามาครอบครองจิตใจเรา เพราะฉะนั้นหน้าที่เราก็แค่รู้บ่อยๆ นะ รู้เรื่อยๆ

บางคนคิดว่าพอเราไปรู้แล้วเราเก่งนะ เราละกิเลสได้
ไม่มีใครละกิเลสได้สักคนเดียว เพราะกิเลสเองก็เป็นอนัตตาบังคับไม่ได้
อย่างเราขับรถอยู่เห็นคนปาดหน้าเราปุ๊บนะ เราโกรธ
แต่สังเกตให้ดีนะ ก่อนจะโกรธเราคิดนิดนึงก่อน
เราตัดสินเราให้ค่าก่อนว่าทำอย่างนี้ไม่ดีนะ แน่สักแค่ไหนนะ อะไรอย่างนี้
ต้องตัดสินก่อนว่าอย่างนี้ไม่ดี
พอตัดสินแล้วว่าไม่ดีนี่ ความโกรธก็เกิดขึ้นมา
คนทั่วๆ ไปพอความโกรธเกิดขึ้นก็ถูกความโกรธครอบงำ
ไปกดแตรด่าเขา หรือไปขับจะไปปาดคืนอะไรอย่างนี้ เดี๋ยวก็ยิงกันได้
ในคนทั่วๆ ไปเป็นอย่างนี้
นักปฏิบัติต่างจากเขานิดเดียว
นักปฏิบัติไม่ใช่ว่าเขาปาดหน้าเห็นอย่างนั้นใจคิดขึ้นมาแล้วไม่โกรธ ไม่ใช่นะ
โกรธปกตินั่นแหละ แต่ว่าสติมันเร็ว
พอความโกรธโผล่ขึ้นในใจปุ๊บ สติเห็นแล้วว่าความโกรธโผล่ขึ้นมา
พอสติเห็นว่าความโกรธเกิดขึ้นมานี้ ความโกรธจะหายไป
ถามว่าหายไปเพราะอะไร เพราะเราไปเห็นเข้าหรือเปล่า
ไม่ใช่นะ ไม่ได้หายเพราะเราไปเห็นเข้า
ถ้าหายไปเพราะเราไปเห็นเข้าก็แสดงว่าเราจัดการได้
แต่ความจริงแล้วมันหายเพราะเหตุของมันไม่มีต่างหาก
เหตุของมันดับ ความโกรธถึงจะดับ

ความโกรธเกิดจากอะไร
เรากระทบอารมณ์ไม่ดี เราตัดสินว่านี่เป็นอารมณ์ไม่ดี ทำอย่างนี้ไม่ถูก
ขณะที่เราย้อนมาดูจิตตนเองเห็นความโกรธนี้
เราลืมคิดเรื่องนี้แล้ว ลืมคิดเรื่องเขาปาดหน้า
เหตุของมันดับ ความโกรธเลยดับไป
ความโกรธดับเพราะว่าเหตุดับ ไม่ใช่เพราะเราไปดับมันเข้า
นี่บางคนพอความโกรธเกิดหาทางดับ
เช่น พุทโธ พุทโธ พุทโธ นะ ดับความโกรธ
หรือรีบไปกำหนดลมหายใจดับความโกรธ
รีบบริกรรม โกรธหนอ โกรธหนอ จะให้หายโกรธ อย่างนี้เป็นสมถะทั้งหมดเลย
ถ้าจะเป็นวิปัสสนา ความโกรธเกิดขึ้นรู้สึกลงไปเลย
ใจมันกำลังรู้สึกโกรธพุ่งขึ้นมาแล้ว พุ่งจากกลางอกนี่
ถ้าแรงๆ ก็พุ่งขึ้นถึงหัวเลยครอบหัวครอบหน้าเรา
เราก็เห็นสภาวะ เหมือนเห็นกิเลสคนอื่นมันเกิดขึ้น
ไม่ใช่กิเลสเราเกิด เห็นเหมือนเห็นกิเลสคนอื่น
กิเลสจะไม่มีความหมายอะไรเลย มันจะผ่านมาแล้วก็ผ่านไปเฉยๆ
เหมือนอย่างในอวกาศ แสงพระอาทิตย์มันผ่านอวกาศมาอวกาศไม่ร้อนขึ้น
มันไม่มีอะไรไปต่อต้าน
มันกระทบคนกระทบอะไรนี้ มันมีเป้าที่ต่อต้านขึ้นมา ร้อนขึ้นมา
จิตเหมือนกัน ถ้าจิตเรามีสติอย่างแท้จริง
จิตจะเดินผ่านกิเลสไปเฉยๆ จิตจะไม่ร้อนขึ้นมา
กิเลสกับจิตนี้ไม่กระเทือนกัน

คอยรู้คอยดูนะ หลักของศาสนาพุทธนะ เป็นศาสตร์อันหนึ่ง
ต้องเรียนต้องค่อยๆ ฟัง เป็นศาสตร์ที่ลึกซึ้งมาก
ถ้าเรียนได้เข้าใจได้แล้วจะมีความสุขในปัจจุบัน
ไม่ใช่หาความสุขแต่ในอนาคต
ศาสนาพุทธสอนเราเพื่อจะมีความสุขเดี๋ยวนี้เลย ไม่ใช่สุขชาติหน้านะ
สุขชาติหน้ามันอินโนเซนทไป ต้องเดี๋ยวนี้เลย
ถ้าเรารู้ว่าความทุกข์เกิดได้ยังไง
ความทุกข์เกิดขึ้นมาเพราะว่าจิตมันดิ้นรน มันมีความทะยานอยาก
มันอยากสุขมันเกลียดทุกข์ มันก็ดิ้นๆ ไป
ถ้าสติเราไวเรารู้เท่าทันมัน มันก็เลิกดิ้น
แต่ไม่ใช่ห้ามมัน การห้ามมันการบังคับมันไม่ใช่ศาสนาพุทธหรอก
มันเป็นเรื่องของสมถะ มีมาก่อนพระพุทธเจ้า


๓๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ :01:
[color="#9ACD32"][size="2"][font="Courier New"]ชีวิตเรานี้เป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา

สิ่งที่เอาไปได้มีเพียงบุญและบาป (",)[/font][/size][/color]
0



#6 ผู้ใช้ออฟไลน์   you4lucky ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1295
  • สมัคร: 16/09/2006

ตอบ: 27/04/2016 - 10:04

ถาม: การทำสมถะมีประโยชน์อย่างไรบ้าง
เราควรจะทำความสงบหรือไม่ และทำอย่างไรถึงจะสงบ


สมถะมีประโยชน์นะ เอาไว้พักผ่อน
อย่างเราปฏิบัติธรรม เราเหนื่อยแล้ว เรามั่วซั่วแล้ว
ดูจิตก็ไม่รู้เรื่อง ดูกายก็ไม่รู้เรื่อง นี่เป็นเวลาทำสมถะ
เวลาพุทโธ พุทโธ พุทโธไป ให้สบายใจ
หรือหายใจเข้าหายใจออกให้สบายใจ
ไม่ใช่หายใจเอาเคลิ้ม ไม่ได้พุทโธให้สงบด้วย
พุทโธเล่นๆ ถ้าทำเล่นๆ แล้วจิตจะสงบเร็ว
ถ้าอยากสงบจะไม่สงบเลย นี่เป็นเคล็ดลับ
กว่าจะได้เคล็ดลับแต่ละตัวเหนื่อยนะ
หลวงพ่อบอกให้ฟรีๆ จำๆ ไว้บ้าง
เวลาเราต้องการทำความสงบนี่ทำเล่นๆ ถ้าทำจริงจะไม่สงบ
เหมือนอย่างเรานอนไม่หลับ
กลางคืนนอนไม่หลับ อยากหลับมันไม่หลับหรอก
แต่ถ้าวันไหนเรานอนไม่หลับ
เราทำใจ โอ้ โชคดีวันนี้ เดี๋ยวเราจะนอนดูจิตทั้งคืนเลย ห้านาทีก็หลับแล้ว
เพราะอะไร เพราะมันไม่ได้อยากหลับ

จิตก็เหมือนกัน อยากให้มันสงบนี่อย่าพยายามบังคับมัน
ดูมันเล่นๆ ดูมันสบายๆ ถ้าพอมันสบายแล้วมันจะสงบ
นี่พอจิตใจเราสงบแต่ละวันนะ ทำงานมาเหนื่อยๆ
แล้วกลับบ้านไหว้พระสวดมนต์ ไหว้พระไม่ต้องรีบร้อนนะ
ไหว้พระจริงๆ ก็คือการทำสมถะไปในตัวเอง
เพราะฉะนั้นสวดมนต์สวดให้มันสบายใจ ไม่ต้องสวดเยอะหรอก
อรหัง สัมมา, นโม ตัสสะ, อิติปิ โส, สวากขาโต, สุปฏิปันโน

อะไรอย่างนี้แค่นี้พอแล้วล่ะ
สวดไปสวดช้าๆ สวดไปให้สบายใจ
สวดแล้วก็ระลึกถึงพระพุทธเจ้าอะไรก็ระลึกไป จิตใจมีความสุข
หรือวันไหนไม่มีเวลาสวดยาว พุทโธ ธัมโม สังโฆ
ท่องเล่นๆ ก็ได้ เดี๋ยวก็มีความสุข

บางคนก็ท่อง พุทโธ เม นาโถ ธัมโม เม นาโถ อะไรอย่างนี้
พระพุทธเป็นที่พึ่งของข้าพเจ้า พระธรรมเป็นที่พึ่งของข้าพเจ้า
ไม่มีเวลาจะสวดเลย แค่กราบพระกราบให้เป็นก็มีความสุขนะ
มีเคล็ดลับนะ กราบพระให้มีความสุข
เวลาเราก้มลงไปกราบ กราบพระพุทธรูป เราทำความรู้สึกในใจขึ้นมา
เหมือนกับเรากำลังกราบอยู่แทบพระบาทพระพุทธเจ้า
เหมือนท่านมายืนอยู่ต่อหน้าเรา
กราบลงที่เท้าท่าน ทำความรู้สึกอย่างนี้ได้บุญเยอะนะ
จิตจะมีปีติมีความสุขขึ้นมาได้
แค่นี้ก็มีความสุขมีความสงบ
พอจิตใจมีความสุข มีความสงบ มีกำลังแล้ว เราก็มาดูจิตดูใจของเราต่อ

อาตมาเคยทำถึงขนาด เมื่อก่อนทำงาน
(ไม่ค่อยเรียบร้อยหน่อยนะ เล่าให้ฟัง ไม่ถือกันนะ)
ทำงานมาเหนื่อยแล้ว หัวก็หมุนจี๋ๆ เหนื่อยแล้วลุกไปห้องน้ำไปฉี่
ตอนที่ลุกขึ้นมาจากโต๊ะทำงานนี่หัวหมุนจี๋เลย ดูไม่ได้หรอกจิตน่ะ
คิดมาจนชุลมุนไปหมดแล้ว รู้ร่างกาย
เห็นร่ายกายของเรานี้มันเดินไปห้องน้ำ เห็นร่างกายมันไปยืนฉี่นะ
พอมันฉี่เสร็จแล้วมันสบายใจ
ฉี่เสร็จแล้วมันสบายใจ รู้ว่าสบายใจ กลับมาดูจิตได้แล้ว
เดินออกจากห้องน้ำ เจอเพื่อนเราทักทายกันหน่อยนึง
แหม มันเล่าอะไรตลกดีขำดี ขำรู้ว่าขำ ได้ปฏิบัติอีกแล้ว
เดินกลับมาทำงานต่อ

จริงๆ แล้วไม่ได้ยากอะไร รู้กายรู้ใจ รู้กายรู้ใจไป รู้ไม่ได้ก็ทำสมถะ
อย่างหนีไปคิด ให้คอยรู้ทันมันแค่นี้ ไม่ห้ามเพราะห้ามไม่ได้
เราไม่ได้เรียนเพื่อห้าม

ศาสนาพุทธไม่ได้สอนให้เราเก็บกด แต่สอนให้เรารู้กายรู้ใจตามความเป็นจริง
ตามความเป็นจริงก็คือ จิตนี้เดี๋ยวก็วิ่งไปทางตา
เดี๋ยวก็วิ่งไปทางหู เดี๋ยวก็วิ่งไปคิด อะไรอย่างนี้
อย่างนั่งฟังอาตมาพูด สังเกตไหม เดี๋ยวก็มองหน้าอาตมา
เดี๋ยวก็ฟังอาตมาพูด ฟังแล้วก็คิด ไม่ได้ฟังอย่างเดียว ฟังแล้วคิด ดูออกไหม
ตอนที่เรารู้ทันตัวเองว่าจิตมันไปฟังจิตมันไปคิดนี่ล่ะ สุดยอดของการปฏิบัติเลย
สุดยอดของการดูจิตเลยนะ
มันเป็นการรู้เท่าทันพฤติกรรมของจิตเลย จิตไปฟัง...รู้ จิตไปคิด...รู้
เพราะตลอดวันของเราก็มีอยู่แค่นี้ เดี๋ยวก็ดู เดี๋ยวก็ฟัง เดี๋ยวก็คิดนะ
สามทวารนี้ใช้เป็นหลักๆ ส่วนลิ้มรสอะไรมันก็น้อยหน่อย
ไม่กินอาหารมันก็ไม่รู้รสหรอก
อย่างน้ำลายเรา เราไม่รู้รส แต่ถามว่าน้ำลายมีรสไหม มีนะ
วัตถุธาตุทั้งหมดมีรสทั้งสิ้น เพียงแต่ว่าเราคุ้นเคยจนไม่รู้รสเท่านั้นเอง
สังเกตไปนะ พออาตมาหยุดพูด รู้สึกไหม หนีไปคิดเลย
กระโดดอย่างรวดเร็วเลย ปุ๊บ ปุ๊บ ปุ๊บ บางคนคิดเรื่องอื่นไปเลยนะ
ห้ามไม่ได้ ไม่ได้เรียนเพื่อห้ามนะ
เรียนเพื่อให้เห็นความจริงว่าห้ามไม่ได้
วันหนึ่งใจเรายอมรับความจริง กายนี้ใจนี้เป็นของห้ามไม่ได้นะไม่เที่ยง เป็นทุกข์
ห้ามไม่ได้ นั่นล่ะพระโสดาบัน เรียกว่ามีดวงตาเห็นธรรม
แต่ว่าไม่ใช่ดูแค่นี้แล้วเรียกว่าโสดาบันนะ
มันก็มีผ่านกระบวนการตัดสินความรู้แว็บหนึ่ง
แว็บหนึ่งไม่ใช่วูบหมดความรู้สึกนะ แล้วบอกบรรลุ ไม่ใช่นะ
ถ้าจิตดับหมดนั้น อสัญญี เป็นพรหมลูกฟัก
ขณะจิตที่บรรลุมรรคผลนิพพานมีจิตนะ ไม่ใช่ไม่มีจิต
มีทั้งจิตมีทั้งเจตสิก เจตสิกสามสิบกว่าตัว มีครบ


๓๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๘


จบ ฉบับที่ 38 ค่ะ :01: :33:
[color="#9ACD32"][size="2"][font="Courier New"]ชีวิตเรานี้เป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา

สิ่งที่เอาไปได้มีเพียงบุญและบาป (",)[/font][/size][/color]
0



#7 ผู้ใช้ออฟไลน์   you4lucky ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1295
  • สมัคร: 16/09/2006

ตอบ: 28/04/2016 - 11:16

ธรรมะจากพระผู้รู้ :01:

จาก หนังสือธรรมะใกล้ตัว ฉบับที่ 39 ค่ะ


ถาม- วิธีการเจริญสติที่ถูกต้อง เพื่อให้ได้มรรคผล ต้องปฏิบัติอย่างไรคะ?


พวกเรามักถูกสอนว่า การปฏิบัติธรรมเพื่อให้ได้มรรคผลนั้น
ต้องอาศัยการสะสมบารมีมาเนิ่นนาน
ถ้าไม่มีบารมี ก็ไม่มีทางประสบความสำเร็จได้
แล้วก็พาลท้อแท้ใจ คิดว่าทางนี้ยังไกลนัก ค่อยๆ เดินไปก็แล้วกัน
เพราะขืนรีบเร่งเกินไป จะเหนื่อยตายเสียกลางทาง
ในความเป็นจริงแล้ว จุดเริ่มต้นของมรรคผลนั้นหายากจริง
ถ้าพระพุทธเจ้าไม่ทรงเปิดเผยไว้ เราไม่มีทางหาพบได้เลย
แต่เมื่อหาพบและลงมือทำแล้ว
มรรคผลไม่ใช่สิ่งเหลือวิสัยที่เราจะทำได้โดยเร็ว

จุดตั้งต้นของมรรคผลอยู่ที่ไหน
ขอเรียนว่า อยู่ที่ความเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงการเจริญสติ
หากเจริญสติถูกต้องแล้ว พระพุทธเจ้าท่านรับประกันว่า
จะได้ผลโดยเร็ว บางคนก็ ๗ ปี บางคนก็ ๗ เดือน บางคนก็ ๗ วัน

การปฏิบัติธรรมหรือการเจริญสติ ไม่ใช่การก้าวเดินไปทีละขั้น
เพราะมันไม่มีขั้นอะไรหรอก
มีแต่ว่า (๑) เจริญสติถูกต้องอยู่ หรือ (๒) เผลอสติไปแล้ว
มีอยู่เท่านี้จริงๆ

ถ้าเจริญสติถูกต้อง ก็จัดว่าเดินอยู่ในทาง(มรรค)
ที่จะก้าวไปสู่ผลคือความพ้นทุกข์
เจริญสติทุกวัน ก็คือเข้าใกล้มรรคผลไปทีละน้อย
เจริญสติต่อเนื่องมากที่สุด ก็คือการออกวิ่งไปในทางที่ไม่ไกลเกินไปนัก
แต่ถ้าเผลอสติ ก็เหมือนเดินออกนอกทาง
หรือกลับหลังหันออกจากผลที่ต้องการ

การเจริญสติเป็นอย่างที่คุณกล่าวไว้จริงๆ
นั่นคือ ไม่ลำบากเหลือวิสัยหรือต้องทุกข์ทรมานใดๆ
แต่ก็ไม่สบายแบบตามใจกิเลส
มันมีแต่ทางสายกลาง คือการรู้สภาพธรรมที่กำลังปรากฏ
ด้วยความเป็นกลางเรื่อยไปเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม การรู้ เป็นสิ่งที่ต้องพากเพียรเรื่อยไป
ดังที่พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า
"บุคคลล่วงทุกข์ได้เพราะความเพียร"
เห็นไหมครับว่า ท่านสอนธรรมตรงไปตรงมาที่สุดแล้ว

ดังนั้น ถ้าเจริญสติถูกวิธีแล้ว ก็เหลืออย่างเดียว
คือเพียรทำให้มาก เจริญให้มาก อันเป็น "กิจของมรรคสัจจ์"
ซึ่งพระพุทธเจ้าก็ทรงสอนไว้ตรงๆ แบบไม่ต้องตีความ อีกเช่นกัน


๒๕ มิถุนายน ๒๕๔๒

ที่มา http://www.bangkokma...nt/view/115/37/
[color="#9ACD32"][size="2"][font="Courier New"]ชีวิตเรานี้เป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา

สิ่งที่เอาไปได้มีเพียงบุญและบาป (",)[/font][/size][/color]
0



#8 ผู้ใช้ออฟไลน์   you4lucky ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1295
  • สมัคร: 16/09/2006

ตอบ: 28/04/2016 - 11:18

ถาม - จำเป็นหรือไม่คะ ที่เราจะต้องเจริญสติปัฏฐาน ไปตามลำดับ คือ กาย เวทนา จิต และธรรม? :01:

ถ้าถามความเห็นของผมว่าการปฏิบัติจะต้องเรียงลำดับ กาย.. ธรรม หรือไม่
ก็ขอเรียนตามประสบการณ์ว่าไม่จำเป็นครับ
ผมเองก็เริ่มด้วยจิตตานุปัสสนา ต่อด้วยธัมมานุปัสสนา
และเมื่อปฏิบัติไปช่วงหนึ่ง ก็เกิดสงสัยว่าจะต้องย้อนไปเจริญกายานุปัสสนาอีกไหม
เมื่อเรียนถามหลวงปู่ดูลย์ ท่านก็ตอบว่าไม่จำเป็น

ดังนั้นถ้าคุณถนัดเรื่องจิตตานุปัสสนา หรือธัมมานุปัสสนา ก็ทำได้เลยครับ
เพียงแต่ต้องปรับสภาพจิตให้พร้อมจะเจริญสติปัฏฐานจริงๆ เสียก่อนนะครับ
คือจิตจะต้องมีความรู้ตัว รู้อารมณ์ เป็นกลาง อ่อนโยน ตั้งมั่น และไม่ถูกกิเลสครอบงำ
สามารถทำตัวเป็นผู้สังเกตการณ์อารมณ์ที่กำลังปรากฏ
โดยไม่เข้าไปแทรกแซงอารมณ์ได้


๙ พฤษภาคม ๒๕๔๒

ที่มา http://www.bangkokma...nt/view/216/40/
[color="#9ACD32"][size="2"][font="Courier New"]ชีวิตเรานี้เป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา

สิ่งที่เอาไปได้มีเพียงบุญและบาป (",)[/font][/size][/color]
0



#9 ผู้ใช้ออฟไลน์   you4lucky ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1295
  • สมัคร: 16/09/2006

ตอบ: 28/04/2016 - 11:20

ถาม – ทำไมคนส่วนใหญ่จึงไม่สนใจการปฏิบัติธรรมคะ?

:01: :33:
ผมเคยพิจารณาเรื่องนี้มานานแล้วว่า
ทำไมผู้คนตั้งมากมายจึงหาที่สนใจการปฏิบัติยากนัก
ก็พิจารณาเห็นว่า เพราะส่วนมากไม่รู้ว่าตนกำลังถูกจองจำอยู่
ไม่รู้ว่าตนกำลังเป็นทาสอยู่
แต่คิดว่าตนเป็นไทแก่ตัว
เหมือนคนที่เกิดมาติดคุก หรือติดเกาะอยู่สักแห่งหนึ่ง
ไม่เคยรู้จักโลกภายนอก ไม่เคยกระทั่งจะจินตนาการถึงโลกภายนอก
ก็คือว่า โลกมีแค่สิ่งที่ตนรู้เห็นเท่านั้น
เขาย่อมไม่มีความคิด หรือความพยายามที่จะหักกรงขัง หรือหาทางออกจากเกาะนั้น

คนในโลกส่วนมากก็ยอมจำนนอยู่กับโลก
เพราะไม่รู้ว่า ยังมีสิ่งนอกเหนือออกไปอีก
เมื่อเกิดมาก็เรียนหนังสือ เรียนจบก็หางานทำ
แล้วก็มีครอบครัว มีลูกหลาน แล้วก็ตายไป
ต่างคนต่างจำเป็นต้องทำตามอย่างคนอื่นๆ
เพราะไม่รู้ว่า ยังมีสิ่งที่ดีๆ อื่นๆ อีกในชีวิตนี้

อนึ่ง คนส่วนมากมีมานะอัตตารุนแรง
รู้สึกว่าตนเองเก่ง แน่ ไม่มีใครบังคับได้
เขาไม่เคยเฉลียวใจเลยว่า ในความจริงแล้ว
เขาตกเป็นทาสของตัณหา ถูกตัณหาควบคุมบังคับสั่งการอยู่แทบทั้งวัน
เพียงแต่นายทาสคนนี้ฉลาดแสนฉลาด
มันปกครองทาสของมันด้วยการทำให้ทาสหลงผิดว่าตนเองเป็นไท
จนทาสบางคนคิดว่าตนเป็นเจ้าโลก
ทั้งที่ถูกเขาจูงจมูกอยู่ต้อยๆ ทั้งวัน

ผู้ได้ฟังธรรมของพระศาสดา
เกิดความรู้ตัวว่าตนติดคุกอยู่ ตนกำลังเป็นทาสอยู่
ก็ย่อมหาทางหนีออกจากที่คุมขัง หนีจากนายทาสผู้ทารุณร้ายกาจ
ที่เลี้ยงทาสไว้เพื่อฆ่าทิ้งตามอำเภอใจเมื่อถึงเวลาหนึ่ง

ธรรมที่กล่าวมานี้จึงสอดรับกับธรรมที่คุณดังตฤณกล่าวไว้
คือจะทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนา
ก็ต้องรู้ตัวว่าทำเพื่อการปลดแอกตนเอง
เพื่อความเป็นอิสระ เพื่อความหลุดพ้น
เพื่อความดับสนิทแห่งทุกข์หรืออนุปาทาปรินิพพาน

ไม่ใช่เพียงแค่ทำทานตามๆ เขา รักษาศีลตามๆ เขา เจริญภาวนาตามๆ เขา
เหมือนที่เรียน ทำงาน มีครอบครัว เลี้ยงลูกหลาน
แล้วก็ตายตามๆ เขามานับภพนับชาติไม่ถ้วนนั่นเอง


๗ พฤศจิกายน ๒๕๔๒

ที่มา http://www.bangkokma...nt/view/122/37/
[color="#9ACD32"][size="2"][font="Courier New"]ชีวิตเรานี้เป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา

สิ่งที่เอาไปได้มีเพียงบุญและบาป (",)[/font][/size][/color]
0



#10 ผู้ใช้ออฟไลน์   you4lucky ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1295
  • สมัคร: 16/09/2006

ตอบ: 29/04/2016 - 09:55

ธรรมะจากพระผู้รู้ โดย พระ ปราโมทย์ ปา โมชฺโช ค่ะ

จาก หนังสือธรรมะใกล้ตัว ฉบับที่ 40 ค่ะ
:104: :103: :104:


ถาม: ในการปฏิบัติธรรมในชีวิตประจำวัน มีอะไรที่นักปฏิบัติแตกต่างจากคนทั่วไปบ้างคะ

หน้าที่ของเราก็คือ ขณะนี้ความรู้สึกอะไรมันกำลังเกิดอยู่ เราก็รู้ไป
มันรู้ได้ทุกคนนะ อย่าละเลยที่จะรู้
ยกตัวอย่าง สมมติเราเห็นนางงามจักรวาลเดินมา
ใจเราเกิดไปรักเขาแล้วมีราคะ
คนทั่วๆ ไปพอเห็นสาวเดินมาแล้วมันสวยนะ จะมัวแต่ดูสาว
นักปฏิบัติเหรอ เห็นสาวสวยเดินมา โอ้ ใจเราชอบเขา รู้ว่าใจเราชอบเขา
นี่นักวิปัสสนานะ
ถ้านักสมถะจะรีบดูผู้หญิงนั้นใหม่ มีแต่หนังหุ้มกระดูกสกปรกโสโครก
หลอกตัวเอง แล้วก็ราคะหายไป
นี่คนละอันกันระหว่างสมถะกับวิปัสสนา
เพราะฉะนั้น เราเห็นสาวสวยเดินมา ใจมันชอบ ใจชอบรู้ว่าชอบ
จะเห็นเลยว่าความชอบ หรือความรัก หรือโลภะ หรือราคะ
เป็นสิ่งที่ผ่านมาในใจเรา ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป
มันเป็นสิ่งที่ปรุงขึ้นมาชั่วคราวแล้วก็ดับไป นี่นักปฏิบัติ
ถ้านักไม่ได้ปฏิบัติก็จะเห็นแต่สาว

ฟังเพลงเพราะ
อย่างถ้ารุ่นหลวงพ่อก็ฟังเพลงโบราณๆ หน่อย เพราะมันเพราะ
เพลงเด็กสมัยใหม่ ฟังไม่รู้เรื่อง ฟังไม่ออก
ได้ยินแล้วรำคาญ รำคาญรู้ว่ารำคาญ
ฟังเพลงแล้วมันเพราะ ใจมันชอบ เพลิดเพลิน รู้ว่าใจเราชอบ
ถ้าคนทั่วๆ ไปฟังเพลงแล้วจะรู้อะไร
รู้ว่านักร้องคนนี้ชื่ออะไร มันอยู่วงไหน อะไรอย่างนี้
อย่างนั้นคนทั่วๆ ไปเขารู้กัน
ส่วนนักปฏิบัติจะรู้ถึงจิตถึงใจของเรา
ฟังเพลงนี้แล้วมันมีความสุข รู้ว่ามีความสุข ชอบรู้ว่าชอบ
แล้วจะเห็นเลยความสุขและความชอบนี่นะ อยู่ชั่วคราวเดี๋ยวก็ไป
จะเห็นอย่างนี้

เดินๆ อยู่ได้กลิ่นดอกไม้หอม …
มีคนหนึ่งมาเรียนกับหลวงพ่อ เรียนเสร็จแล้วก็เข้ามาบอกหลวงพ่อ
”หลวงพ่อ ผมภาวนาเป็นแล้ว ง่ายมากเลย
ถ้าผมออกจากศาลานี้แล้วได้กลิ่นดอกไม้หอม
ผมรู้ว่าดอกไม้หอม ผมภาวนาเก่งแล้ว ถูกไหม”
ใครว่าถูก ใครว่าไม่ถูกบ้าง
ถ้ากำหนดก็ผิดหมดล่ะ
ที่จริงก็คืออย่างตอนได้กลิ่นดอกไม้หอมนี้ ไม่ใช่รู้ว่าดอกไม้หอม
รู้ว่าดอกไม้หอมนี่ คนที่เขาไม่ปฏิบัติเขาก็รู้ ใช่ไหม
แต่ว่าถ้าเราได้กลิ่นดอกไม้หอม ใจเราชอบ รู้ว่าใจเราชอบ
ใจเราเกิดสงสัยว่านี่มันดอกอะไรนะ รู้ว่าสงสัย

เพราะฉะนั้น เมื่อตามองเห็น ความรู้สึกเกิดที่จิต เราก็รู้ทัน
เช่น เห็นนางงามจักรวาล ใจเรารัก เราก็รู้ทัน
หูเราได้ยินเสียง ได้ยินเพลงนี้เพราะ ใจเราชอบ เราก็รู้ทันว่าใจเราชอบ
ได้กลิ่นดอกไม้หอม ใจเราชอบ หรือใจเราสงสัยว่าดอกอะไร เราก็รู้ทันอีก
มันชอบก็รู้ มันสงสัยก็รู้ คอยรู้ทันใจของเราไปเรื่อย

บางทีเราก็นั่งคิด คิดเรื่องโน้นเรื่องนี้ คิดถึงใครสักคนหนึ่ง
คนทั่วๆ ไปก็จะรู้ว่า อ้อ วันนี้คิดถึงท่านทวีชัย คิดถึงคุณกบคุณแมวอะไรอย่างนี้
คนทั่วๆ ไปรู้อย่างนี้ แต่เราก็รู้มากกว่านั้นหน่อยหนึ่ง รู้ทันใจเรา
พอไปคิดถึงท่านทวีชัยแล้วรู้สึกน่าเลื่อมใสอะไรอย่างนี้ เลื่อมใสรู้ว่าเลื่อมใส

:103: :104: :01: :33:
[color="#9ACD32"][size="2"][font="Courier New"]ชีวิตเรานี้เป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา

สิ่งที่เอาไปได้มีเพียงบุญและบาป (",)[/font][/size][/color]
0



#11 ผู้ใช้ออฟไลน์   you4lucky ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1295
  • สมัคร: 16/09/2006

ตอบ: 29/04/2016 - 09:58

ถาม: การทำวิปัสสนาต้องตามรู้ใช่ไหม :104: :103: :104:

ตาม ถ้าดูจิต ต้องตาม
ถ้ารู้กาย รู้ลงปัจจุบัน รู้รูป รู้ลงปัจจุบัน รู้จิต ตามรู้
ทำไมต้องตาม เพราะว่าอย่างใจเราเผลอไป
ขณะที่เผลอมันไม่มีสติหรอก

แต่ว่าพอสติเกิดนี่มันจะเลิกเผลอแล้ว
พอมันรู้ทันว่าเมื่อกี้เผลอ ปัจจุบันจะไม่เผลอ
เพราะฉะนั้น จะเป็นการตามหลังตลอด
คุณจับประเด็นเก่ง ถูกแล้ว ต้องตามถูกแล้ว
บางคนพยายามจะดูให้ทัน
แต่คอยจ้องไว้ทั้งวันเลย อยากรู้ว่าเผลอตอนไหน อย่างนี้ใช้ไม่ได้
ไปดักไว้ก่อนไม่ถูก ต้องตามรู้
มันโกรธขึ้นมาก่อนเรารู้ว่ามันโกรธ
มันโลภเรารู้ว่ามันโลภ ดีจับประเด็นดี
เหมือนในสติปัฏฐานท่านสอน จิตมีราคะรู้ว่ามีราคะ
มีราคะขึ้นมาก่อนก็เลยรู้ว่ามีราคะ
จิตมีโทสะรู้ว่ามีโทสะ ท่านไม่ได้สอนให้ไปดักไว้ก่อน อย่าดักไว้นะ
[color="#9ACD32"][size="2"][font="Courier New"]ชีวิตเรานี้เป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา

สิ่งที่เอาไปได้มีเพียงบุญและบาป (",)[/font][/size][/color]
0



#12 ผู้ใช้ออฟไลน์   you4lucky ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1295
  • สมัคร: 16/09/2006

ตอบ: 29/04/2016 - 09:59

:115: :103: :104: :01:

ถาม: รู้สึกว่าหลงนาน เผลอนาน บางครั้งหลงไปทั้งวันเลย ควรทำอย่างไรดี

หัดรู้สึกบ่อยๆ รู้สึกเรื่อยๆ
คือถ้าใจเรามีฉันทะ มีความรักมีความพอใจที่จะคอยรู้จิตใจตัวเองนะ มันจะขยันดู
อย่างหลวงพ่อ ตอน ๗ ขวบ ปี ๒๕๐๒ หลายคนยังไม่เกิด
โยมพ่อพาไปกราบท่านพ่อลี วัดอโศการาม
ได้เรียนอานาปานสติมา หายใจเข้าหายใจออก
แต่เราเด็ก ไม่ได้ไปเรียนต่อหรอก
ผู้ใหญ่เขาไม่พาไป เราก็ฝึกของเราอยู่แค่นั้น หายใจอยู่ ๒๒ ปี
เสร็จแล้วได้ยินครูบาอาจารย์วัดป่าทั่วๆ ไปท่านพูดบอกว่า
ถ้าใจสงบแล้วให้พิจารณากาย ท่านสอนอย่างนี้กันส่วนใหญ่
ใจมันไม่เอา ใจมันไม่คุ้นเคยกับการพิจารณากาย
ไม่ถูกกับจริต ดูยังไงมันก็รู้สึกไม่ประทับใจ

ต่อมาไปเจอหลวงปู่ดูลย์ ท่านบอกว่าให้ดูจิตตัวเอง
พอได้ยินคำว่าให้ดูจิตตัวเอง ให้อ่านใจตัวเอง รู้สึกตื่นเต้นมากเลย
รู้สึกน่าสนใจ มันคืออะไร มันอยู่ที่ไหน เราจะรู้มันได้ยังไง
พอหัดตามรู้ตามดูก็เห็นว่า จิตใจเราเปลี่ยนแปลงทั้งวันเลย
มีอะไรแปลกใหม่ให้รู้ให้ดูทุกๆ วัน ไม่เคยเหมือนกันหรอก
เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา รู้สึกน่าสนใจ
พอรู้สึกว่าน่าสนใจ ฉันทะมันเกิด พอใจที่จะรู้ ขยันดูที่สุดเลย
ครูบาอาจารย์ไม่ต้องมากะเกณฑ์นะ ว่าให้ดูวันละกี่ชั่วโมง
ดูตั้งแต่ตื่นเลย ดูเองเพราะว่ามันชอบดู มันอยากดู
มันเห็นเลย ทำไมบางวันมันเศร้าหมอง บางวันมันผ่องใส
บางวันมันหนักเป็นก้อนเบ้อเร่อเลย บางวันก้อนนี้ก็เล็กลง
บางวันก้อนนี้หายไป เคยเป็นไหม มีก้อนอยู่ก้อนหนึ่ง
บางวันมันขยุกขยิกๆ ได้ บางความรู้สึกก็พุ่งขึ้นมา
บางอัน แหม มันเหมือนฟ้าแลบเป็นแฉกๆ แฉกๆ ก็มี
รู้สึกมันแปลกจังเลย สนใจมากเลย คอยรู้คอยดูทั้งวัน
พอฉันทะเกิด วิริยะคือความขยันหมั่นเพียรก็เกิด เกิดเอง ไม่ต้องเชื้อเชิญ
จิตตะคือความใส่ใจก็เกิด คือสนใจคอยใส่ใจคอยรู้คอยดูเรื่อย
จิตใจก็ไม่หนีไปที่อื่นเลย คอยเคล้าเคลียศึกษาเรียนรู้อยู่แต่เรื่องจิตเรื่องใจตนเอง
นี้เรียกว่าวิมังสาใคร่ครวญอยู่ตรงนี้
มันกลายเป็นว่าเราขยันรู้ขยันดู ดูอัตโนมัติดูทุกวัน สนุกในการรู้การดู
ไม่ใช่ดูโดยหวังผลด้วย ไม่ได้คิดเลยว่าดูแล้วจะเกิดอะไรขึ้น
รู้สึกแค่ว่าจิตใจเป็นของน่าเรียนรู้ แล้วก็ตามเรียนรู้ไม่สนใจเลยว่าผลคืออะไร
จะไม่เหมือนกับตอนเด็กๆ ยี่สิบกว่าปีผ่านมาทำโดยหวังผลตลอดเลย
นี่เราเฝ้าหายใจมานานแล้วเมื่อไหร่มันจะบรรลุสักที
อะไรอย่างนี้ทำแบบหวังผล

ทำแบบหวังผลเรียกว่าทำด้วยตัณหา
ตัณหานี้ขี้เกียจทำเหตุแต่อยากได้ผล
ส่วนฉันทะขยันทำเหตุ ไม่สนใจผลหรอก ผลมันได้เอง
คล้ายๆ คนสองคนทำงานด้วยกัน
คนหนึ่งรักงาน คือพวกมีฉันทะ
พวกรักงานพวกนี้ทำงานด้วยความสุขทุกวัน
เงินเดือนออกหรือเลื่อนขั้นเลื่อนซี ก็มีความสุขแถมมา
อีกคนหนึ่งขี้เกียจทำงาน ฝืนใจทำอยากได้แต่เงินเดือน
เดือนหนึ่งมีความสุขครั้งเดียว
นักปฏิบัติก็เหมือนกันนะ ถ้าเรารู้สึกว่าจิตใจของเราน่าสนใจ
น่าตามรู้ตามดู มันจะขยันดู แล้วมีความสุขที่ได้รู้ได้ดูด้วย
อีกคนหนึ่งอยากบรรลุลูกเดียวเลย นั่งเพ่งๆ
เพ่งไปก็โมโห เมื่อไหร่มันจะบรรลุสักที
พวกทำด้วยตัณหากลับใจเราให้ดี
แค่รู้สึกว่ามันน่าเรียนรู้และก็ตามรู้ไปอย่างที่เขาเป็น
ตามรู้ ตามรู้ไปเรื่อยๆ
[color="#9ACD32"][size="2"][font="Courier New"]ชีวิตเรานี้เป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา

สิ่งที่เอาไปได้มีเพียงบุญและบาป (",)[/font][/size][/color]
0



#13 ผู้ใช้ออฟไลน์   you4lucky ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1295
  • สมัคร: 16/09/2006

ตอบ: 29/04/2016 - 10:01

:106: :103: :104: :103: :115: :01:

ถาม: ขณะนี้ฝึกสมาธิแบบตามดูลมหายใจอยู่ บางครั้งก็สงบดีมีความสุข หลังจากนี้ควรทำอย่างไรต่อไป

เออ อย่างนั้นได้สมถะ สบายนะ
นี่พอหายใจไปแล้วช่วงหนึ่งพัฒนาต่อไปอีก อย่าหยุดแค่นี้นะ
แค่นี้คล้ายๆ เราเจอศาสนาพุทธ เราเจอขุมสมบัติแล้ว เรามาเอาสมบัติเล็กน้อย
แต่ว่ามันก็ไม่น้อยนะ ได้ความสุขความสงบ
มันก็ดีกว่ามนุษย์แทบทั้งโลกแล้ว
นี่ถ้าจะเอาต่อไปก็คือนั่งไป พอจิตเราสงบรู้ว่าสงบ
นั่งแล้วจิตมันหนีไปที่อื่น ตามลมอยู่แล้วจิตหนีไปที่อื่น รู้ทันว่าหนีไปที่อื่น
ไม่ห้ามนะ ไม่ห้าม
นั่งไปเพื่อจะหัดรู้จิตใจตนเอง จิตเป็นสุขก็รู้
จิตมีปีติก็รู้อะไรอย่างนี้ รู้ไปเรื่อยๆ
ต่อไปพอเรารู้ทันจิตใจชำนิชำนาญแล้ว
เรามาอยู่ในโลกข้างนอก คล้ายๆ เราเข้าค่ายซ้อมมวยมาแล้ว ต่อไปนี้ชกจริงแล้ว
จะชกจริงๆ ก็คือออกมาอยู่กับโลกธรรมดา
ตามองเห็น ใจเราดีใจแล้วรู้ทัน
เพราะเราคอยหัดดูใจของเราตั้งแต่ตอนนั่งหายใจ
ทำอย่างนี้นะ แล้วมันไปได้ อย่าหยุดนะ เสียดาย
เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แล้วต้องเอาให้ได้
[color="#9ACD32"][size="2"][font="Courier New"]ชีวิตเรานี้เป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา

สิ่งที่เอาไปได้มีเพียงบุญและบาป (",)[/font][/size][/color]
0



#14 ผู้ใช้ออฟไลน์   you4lucky ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1295
  • สมัคร: 16/09/2006

ตอบ: 29/04/2016 - 10:03

ถาม: รู้สึกว่าการปฏิบัติธรรมฟังดูเหมือนจะง่าย แต่รู้สึกว่ายากเหลือเกิน ไม่เห็นง่ายเลย ทำยังไงๆ ก็ทำไม่ถูกสักที

ง่าย มันไม่ยากนะ
หลวงพ่อจะบอกอะไรให้อย่างหนึ่ง
ถ้าเมื่อไหร่ลงมือทำนะ เมื่อไหร่พยายามนะ ยากสุดขีดเลย
แต่เมื่อไหร่ไม่ต้องทำอะไร ใจเราแอบไปทำอะไร เราคอยตามรู้ ง่ายสุดขีดเลย
เพราะเราไม่ต้องทำอะไร เราเป็นแค่คนดู ทำตัวเป็นคนดู

เมื่อวานมีนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน มาคนหนึ่ง เป็นนักวิจัย
บอกเวลาเราเรียนธรรมะก็เหมือนเราทำวิจัยเรื่องหนึ่ง เรียกว่าธรรมวิจัย
ภาษาศาสนาพุทธโก้เก๋มากนะชื่อธรรมวิจัย
ใช้คำว่าวิจัยมาก่อนตั้งหลายพันปีแล้ว
ธรรมวิจัยก็คือหันมาวิจัยธรรมะ
ก็คือ รูปธรรมคือกาย นามธรรมคือจิตใจของเรานี่เอง
อย่างเวลาเราจะทำวิจัยทางโลก เราไม่นั่งคิดเอาเอง
เห็นไหม นั่งคิดเอาไม่ใช่การวิจัยแล้ว

การที่เราจะดูกายดูใจเราก็ไม่นั่งคิดเอาเอง เราต้องดูของจริง
กายเป็นตัวอย่างที่เราจะศึกษา ใจเป็นตัวอย่างที่เราจะศึกษา
เอามันมาดู ดูซิว่ามันทำงานยังไง มันเป็นยังไง มันสุขมันทุกข์มันเป็นยังไง
ดูพฤติกรรมของมันไปเรื่อยๆ
อย่างนี้คล้ายๆ ทำตัวเป็นผู้สังเกตการณ์ เป็นนักวิจัย ไม่ใช่เป็นนักจัดการ
พวกเรานักปฏิบัติชอบทำตัวเป็นนักจัดการ
เช่น จิตไม่สงบจะต้องให้สงบ
จิตมีราคะจะต้องปราบมันให้ได้ พิจารณาอสุภะ นี่เป็นนักจัดการ
ถ้าเป็นนักจัดการล่ะก็ ไม่ได้ความจริงหรอก เพราะทำตัวเป็นผู้เผด็จการ
แต่ถ้าอยากได้ความจริงแล้ว ให้ทำตัวเป็นผู้สังเกตการณ์

คราวก่อนมีนายพลคนหนึ่ง นายพลทหารบก ผบ.คนหนึ่ง ไม่รู้ย้ายไปแล้วหรือยัง
เคยมาเรียนที บอกท่านว่า ถ้าท่านนายพลอยากรู้ว่าลูกน้องท่านเป็นยังไง
ท่านอย่าไปยืนดูมัน ต้องแอบดูมัน
ถ้าเราอยากดูจิตใจของเรา เราอย่าไปจ้องใส่มัน
มันนิ่งหมดเลย มันเรียบร้อยหมดเลย เฝ้าดูอยู่ห่างๆ ชำเลืองๆ
แอบดูมันถึงจะเห็นความจริงว่ามันร้ายแค่ไหน
หัดรู้ไปเรื่อย ของง่าย อย่าคิดมาก คิดมากยากนาน

:01: :106: :115: :104: :103: :104:
[color="#9ACD32"][size="2"][font="Courier New"]ชีวิตเรานี้เป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา

สิ่งที่เอาไปได้มีเพียงบุญและบาป (",)[/font][/size][/color]
0



#15 ผู้ใช้ออฟไลน์   you4lucky ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1295
  • สมัคร: 16/09/2006

ตอบ: 29/04/2016 - 10:04

ถาม: การที่เรารู้ รู้ก่อนผัสสะหรือรู้หลังผัสสะ แล้วพอรู้แล้วต้องกำหนดอะไรหรือไม่
หรือว่าต้องดึงกลับมาที่ฐาน ที่ลมหายใจหรือเปล่า


ต้องรู้หลังสิ ต้องรู้หลังนะ มีผัสสะแล้วก็ค่อยเกิดสติขึ้นไปรู้
อย่ารู้ก่อน ถ้ารู้ก่อนจะเป็นการไปดักเอาไว้ก่อน
แล้วก็ไม่ได้กำหนด เรารู้เพื่อให้เห็นความจริง
หลวงพ่อยกตัวอย่างให้คุณฟัง
อย่างสมมติว่า คุณเห็นศัตรูของคุณเดินมา
ตามองเห็นรูปนี้เป็นผัสสะ กระทบอารมณ์แล้ว ตากระทบอารมณ์นี้เป็นผัสสะ
เสร็จแล้วใจเราก็คิดขึ้นมา ไอ้นี่คือศัตรูเรา ใจเราก็เกิดความโกรธขึ้นมา
เราปล่อยให้เขาทำงานตามธรรมชาติเลยนะ
เราไม่เข้าไปขัดขวางกระบวนการของจิตเลย
พอจิตเกิดความโกรธ เรารู้ว่ามีความโกรธเกิดขึ้น
เราเห็นความจริงว่าความโกรธนี้แต่เดิมไม่มี ตอนนี้มีขึ้นมาแล้ว
เรารู้เราดูไปเรื่อยๆ นะ ความโกรธเกิดขึ้นได้ มันก็ดับได้
มันดับของมัน แล้วไม่ต้องดึงกลับ
อย่าจงใจดึงนะ ถ้าคุณจงใจดึงกลับมาที่ฐาน คุณจะแน่นขึ้นที่หน้าอก
แล้วก็ไม่ต้องดึงกลับมาที่ลมหายใจ
ลมหายใจมันเป็นแค่เครื่องอาศัยชั่วคราว
เครื่องอาศัยเพื่อว่าเราจะรู้ทันจิตใจของเรา
เมื่อเรารู้ทันจิตใจของเรา เราก็ไม่ต้องอาศัยเครื่องอาศัยนั้น

คุณเคยเห็นเขาหัดว่ายน้ำไหม เขามีห่วงยางมีโฟมไว้เกาะอะไรอย่างนี้
อันนั้นสำหรับคนที่หัดใหม่ หัดเบื้องต้น
แต่พอเขาว่ายเป็นแล้วเขาไม่เกาะแล้ว เกะกะ มันเป็นภาระ
เราหัดใหม่ๆ เราก็หัดหายใจไป หัดหายใจไปแล้วก็คอยสังเกตใจเรา
หัดหายใจไปแล้วใจหนีไปก็รู้ จิตใจมีปีติก็รู้ เป็นสุขก็รู้เป็นยังไงก็รู้
หายใจจนกระทั่งเรารู้เท่าทันใจของเราได้อย่างชำนิชำนาญ
พอชำนิชำนาญแล้วเราก็มาอยู่ในชีวิตจริง นี่ทดสอบแล้ว
ลองทดลองตัวเองว่าไอ้ที่ฝึกมาได้เรื่องไหม
ตามองเห็นนี่ ความรู้สึกเกิดที่ใจแล้ว
อย่างตอนเรานั่งหายใจใช่ไหม ความรู้สึกก็เกิด
เช่น มีปีติมีสุขอะไรอย่างนี้ มีความสงบ
นี่พอตาเรามองเห็น เดี๋ยวก็เกิดสุขเกิดทุกข์ เกิดกุศลอกุศล
เราก็รู้ทันที่ใจของเรา
รู้ไปเรื่อยๆ ไม่ไปบังคับ ไม่ไปห้าม
รู้เพื่อให้เห็นความจริงว่าใจนี้เป็นของไม่เที่ยง ต้องการแค่นี้เอง
จะไม่ใช่เรื่องของสมถะ สมถะต้องการความสงบ
วิปัสสนาต้องการความจริง ความจริงก็คือกายนี้ใจนี้ไม่ใช่ตัวเรา
ถ้าเราเห็นความจริงว่ากายใจไม่ใช่เรา คุณจะเป็นพระโสดาบันตอนนั้นแหละ
แต่ถ้าทำความสงบอย่างมากก็ไปเป็นพระพรหม คนละทางกัน
แต่ว่าอาศัยการทำความสงบเป็นพื้นฐานเพื่อจะมารู้เท่าทันใจของเรา
อย่างนี้ง่าย พอต่อได้ไหม เอาต่อนะ อย่าหยุดอยู่แค่หายใจนะ
ไม่อย่างนั้นหายใจไปจนแก่คุณจะเก่งมากเลย
พอหายใจปุ๊บคุณจะสงบมีความสุขเลย
แล้วก็คุณจะไม่ทำอย่างอื่นแล้ว
พระศรีอาริย์มาตรัสรู้ก็มาไม่ทันแล้วนะ เพราะจะไปเป็นพระพรหม

:106: :115: :104: :103: :01:
[color="#9ACD32"][size="2"][font="Courier New"]ชีวิตเรานี้เป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา

สิ่งที่เอาไปได้มีเพียงบุญและบาป (",)[/font][/size][/color]
0



#16 ผู้ใช้ออฟไลน์   you4lucky ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1295
  • สมัคร: 16/09/2006

ตอบ: 29/04/2016 - 10:05

ถาม: คนที่มีความจำสั้น จะปฏิบัติได้หรือไม่

:01: :106: :103: :104: :103: :114:

การปฏิบัติธรรมทางศาสนาพุทธ
วัตถุประสงค์จริงๆ นั้นเพื่อให้ใจของเราพ้นความทุกข์
ไม่ใช้เพื่อให้ความจำยาว
ถ้าอยากฝึกความจำยาว เวลาเราจะทำอะไร เราคอยมีสติกำกับลงไปเรื่อยๆ
สมมติว่าเราจะวางอันนี้ลงไปตรงนี้
เราทำความรู้สึกตัวเลยว่าเราวางอันนี้ไว้ตรงนี้ อย่างนี้มันจะจำแม่น
แต่ถ้าเราฝึกวิปัสสนา ฝึกเจริญสติ เราไม่ได้ทำอย่างนั้นหรอก
เราฝึกเพื่อให้รู้ทันใจของเรา ฝึกเพื่อจะไม่ทุกข์ ไม่ใช่ฝึกเพื่อให้ความจำดี
คนละวัตถุประสงค์กัน
เพราะฉะนั้น ต่อไปสมมติว่าความจำเราสั้นหรือความจำเราเสื่อม
จิตใจเราก็ยังมีความสุขเหมือนเดิมได้ นี่ ตรงนี้สิอัศจรรย์
เพราะเราฝึกจนกระทั่งจิตเราไม่ทุกข์
เพราะฉะนั้น ศาสนาพุทธเป็นศาสตร์ที่สอนเราเรื่องทุกข์และความพ้นทุกข์เท่านั้น
ไม่ใช่เรื่องอื่นหรอก เรื่องอื่นเป็นแค่ผลพลอยได้
เพราะฉะนั้น ความจำสั้นนะ กังวลใจไหม กังวลใจรู้ว่ากังวลใจ อย่างนี้เรียกว่าปฏิบัติ
แต่ถ้าต้องการให้ความจำยาวขึ้นนะ มีสติกำกับลงไป
แต่นี้จะไม่ใช่วิปัสสนาแล้ว
เช่น เราจะวางของตรงนี้ ทำความรู้สึกตัวให้ชัดๆ เลยว่าวางไว้ตรงนี้ มันจะจำได้


๓๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๘

จบฉบับที่ 40 ค่ะ

การโพสต์นี้ได้ถูกแก้ไขโดย you4lucky: 29/04/2016 - 10:06

[color="#9ACD32"][size="2"][font="Courier New"]ชีวิตเรานี้เป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา

สิ่งที่เอาไปได้มีเพียงบุญและบาป (",)[/font][/size][/color]
0



#17 ผู้ใช้ออฟไลน์   you4lucky ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1295
  • สมัคร: 16/09/2006

ตอบ: 30/04/2016 - 09:36

ธรรมะจากพระผู้รู้ โดย พระ ปราโมทย์ ปา โมชฺโช ค่ะ



จาก หนังสือธรรมะใกล้ตัว ฉบับที่ 41 ค่ะ
:104: :103: :104: :33: :01:


ถาม: หลายๆ ครั้งรู้สึกว่าต้องการกำลังใจจากครูบาอาจารย์ เพื่อที่จะช่วยให้มีกำลังใจในการปฏิบัติธรรมมากขึ้น ขอคำแนะนำด้วยค่ะ

เรื่องกำลังใจในการปฏิบัตินั้นก็จำเป็นครับสำหรับผู้ที่คิดว่าตนกำลังปฏิบัติธรรม และเห็นว่าการปฏิบัติธรรมเหมือนการทำงานที่ยากๆ สักอย่างหนึ่ง แต่ไม่จำเป็นเท่าไหร่เลย สำหรับผู้ปฏิบัติอีกประเภทหนึ่งที่เห็นว่าการปฏิบัติธรรม คือการเรียนรู้สิ่งที่น่ารู้อย่างยิ่ง เหมือนอย่างเรามีหนังสือน่าอ่านสักเล่มหนึ่ง เราไม่ต้องรอกำลังใจจากใคร เราก็ตั้งหน้าอ่านแล้ว การปฏิบัติธรรมก็เป็นอย่างนั้นเหมือนกัน คือเมื่อเรามีสติอ่าน กาย เวทนา จิต ธรรม เรื่อยๆ ไป มีแต่ความรู้ความเห็นกระจ่างแจ่มใสไปตามลำดับ ปฏิบัติไป อุทานด้วย
ความอัศจรรย์ใจในธรรมของพระพุทธเจ้าไป ไม่คิดคาดเดาถึงผลที่จะได้รับ มีแต่ตั้งหน้าอ่านเรื่อยๆ ไป ลองปรับจิตปรับใจและปรับวิธีปฏิบัติให้ตรงตามหลักมหาสติปัฏฐานกันเถอะครับ แล้วการปฏิบัติธรรมจะเป็นเรื่องสนุก และไม่ต้องรอกำลังใจจากใครเลย

สันตินันท์

๑๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๒

http://www.bangkokma...nt/view/240/41/
[color="#9ACD32"][size="2"][font="Courier New"]ชีวิตเรานี้เป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา

สิ่งที่เอาไปได้มีเพียงบุญและบาป (",)[/font][/size][/color]
0



#18 ผู้ใช้ออฟไลน์   you4lucky ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1295
  • สมัคร: 16/09/2006

ตอบ: 30/04/2016 - 09:57

ถาม: เพิ่งเริ่มหันมาสนใจธรรมะและเริ่มปฏิบัติธรรมไม่นานมานี้เองค่ะ ไม่ทราบว่าถ้าหากมีประสบการณ์ปฏิบัติมานานๆ จะช่วยให้เห็นผลของการปฏิบัติดีกว่าหรือเปล่าคะ อีกอย่างหนึ่งไม่ทราบว่าเด็กหรือผู้ใหญ่จะปฏิบัติได้ดีกว่ากัน :106: :33: :01:

เรื่องเวลาปฏิบัติที่ยาวนานมากน้อยนั้น ที่จริงแล้วแทบจะเป็นปัจจัยสุดท้ายที่จะชี้ให้เห็นผลของการปฏิบัติครับ ถ้าปฏิบัติผิด ๕๐ ปี นอกจากจะไม่ได้ผลแล้ว ยังเป็นปัญหาที่แก้ไขยากเสียอีก สู้พวกปฏิบัติผิดปีเดียวไม่ได้ เพราะคราบสกปรกยังไม่ฝังลึกนัก ส่วนผู้ปฏิบัติถูก เพียง ๗ วัน ๗ เดือน หรือ ๗ ปี ก็อาจเข้าถึงธรรมแท้ได้ ดังนั้นไม่ต้องกังวลว่า เราเพิ่งเริ่มปฏิบัติ เมื่อไหร่จะได้ผล ขอให้เริ่มเถอะ ทำถูกแล้วได้ผลเองแหละครับ

สำหรับเรื่องอายุที่เริ่มปฏิบัติ ตามตำราไม่เคยเห็นมีข้อยุติว่า เด็กหรือผู้ใหญ่ปฏิบัติดีกว่ากัน แต่จากประสบการณ์พบว่า ถ้าเริ่มปฏิบัติตอนอายุมาก จะต้องอดทนมากกับสังขารร่างกายที่ทรุดโทรมเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติธรรม ดังนั้นถ้าเร่งปฏิบัติเสียแต่วันนี้ ขณะนี้ได้ ก็ลงมือเถอะครับ

ผมเริ่มปฏิบัติเมื่อปี ๒๕๐๒ ตอนนั้นอายุ ๗ ขวบ แต่ไม่รู้วิธีปฏิบัติที่ถูกต้อง ได้แต่ของเล่นภายนอก จึงเสียเวลาไปมากมาย เพิ่งเริ่มปฏิบัติเข้าร่องเข้ารอยเมื่อ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๕ แต่เมื่อปฏิบัติได้ ๗ เดือนก็รู้สึกถึงจุดที่ปลอดภัย และเกิดความอุ่นใจพอประมาณครับ ทุกวันนี้ก็ยังปฏิบัติอยู่ ไม่เคยหยุดเลยครับ


สันตินันท์

๑๖ เมษายน ๒๕๔๒

http://www.bangkokma...nt/view/240/41/
[color="#9ACD32"][size="2"][font="Courier New"]ชีวิตเรานี้เป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา

สิ่งที่เอาไปได้มีเพียงบุญและบาป (",)[/font][/size][/color]
0



#19 ผู้ใช้ออฟไลน์   you4lucky ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1295
  • สมัคร: 16/09/2006

ตอบ: 30/04/2016 - 09:59

ถาม: การดูจิตเป็นสมถะหรือวิปัสสนา

การดูจิตที่ผมแนะนำนั้น จะทำให้เป็นสมถะก็ได้ เป็นวิปัสสนาก็ได้ คือถ้าเพ่งอยู่ในอารมณ์อันเดียวก็เป็นสมถะ ถ้าสามารถจำแนกรูปนามออกได้ก็เป็นวิปัสสนา คือจำแนกว่า อันนี้รูป อันนี้นาม และนามนั้น ก็จำแนกต่อไปได้ว่า นี้คือนามเจตสิก นี้คือนามจิต ในที่สุดก็จะเห็น จิต เจตสิก รูป แยกออกจากกัน ต่างก็ทำหน้าที่ของตนไปตามหน้าที่ เกิดดับไปตามเหตุปัจจัยของตนๆ ล้วนแสดงความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เหมือนๆ กัน

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือต้องรู้สภาวะที่กำลังปรากฏจริงๆ ของรูปและนาม ไม่ใช่แค่รู้ชื่อ รู้บัญญัติ อันนั้นใช้ไม่ได้เลยครับ เช่นความโกรธผุดขึ้นมาก็รู้ทัน มันเกิดขึ้นได้เพราะอะไร อะไรเป็นเหตุใกล้ให้มันเกิดก็รู้ มันตั้งอยู่แล้วแสดงอิทธิฤทธิ์อันเป็นหน้าที่ของมันอย่างไรก็รู้ มันดับไปก็รู้ ที่ว่ามานี้ จิตเป็นคนดูเฉยๆ นะครับ จิตเหมือนคนดูละคร ไม่ใช่คนแสดงละครเสียเอง ต่างจากสมถะ ที่จิตโดดลงไปแสดงเอง คือเข้าไปเกาะอารมณ์อันเดียวโดยต่อเนื่อง

สันตินันท์

๕ กรกฎาคม ๒๕๔๒ :104: :104: :01:

http://www.bangkokma...nt/view/235/41/
[color="#9ACD32"][size="2"][font="Courier New"]ชีวิตเรานี้เป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา

สิ่งที่เอาไปได้มีเพียงบุญและบาป (",)[/font][/size][/color]
0



คำตอบต่อไป: you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - เภตรา - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - you4lucky - เภตรา - you4lucky - you4lucky - you4lucky - เภตรา - you4lucky - you4lucky -
  • (10 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • 3
  • สุดท้าย »
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • ท่านไม่สามารถตอบกลับกระทู้นี้ได้

1 ผู้ใช้กำลังอ่านกระทู้นี้
0 สมาชิก, 1 ผู้เยี่ยมชม, 0 ผู้ใช้ที่ไม่ระบุชื่อ