ลานธรรมเสวนา: สงสัยคำสอนที่ว่าให้ฝึกดับอารมณ์เร็วดุจกระพริบตาครับ - ลานธรรมเสวนา

เข้าไปดูเนื้อหา

  • (4 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • 3
  • สุดท้าย »
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • ท่านไม่สามารถตอบกลับกระทู้นี้ได้

สงสัยคำสอนที่ว่าให้ฝึกดับอารมณ์เร็วดุจกระพริบตาครับ

#0 ผู้ใช้ออฟไลน์   แทนนาม ไอคอน

  • ตอบไม่มาก
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 18
  • สมัคร: 16/10/2014

ตอบ: 15/02/2015 - 21:25

คุยกับญาติธรรมท่านนึง บอกว่าถ้าจิตไปรู้อะไรให้รีบทิ้ง
ทิ้งให้เร็วที่สุดเท่ากระพริบตา ทิ้งแล้วมารู้ลมหายใจเป็นกายคตาสติ
โดยญาติธรรมท่านนั้นให้ที่มา จากการเทศนาไว้ดังนี้

อ้างอิง

เห็นไหมยืนยันโดยพุทธวัจนะ
คำพระตถาคตสั่งให้เราใช้ความเพียรเข้าไปดับต้องตั้งเจตนาดับให้เร็ว
และถ้าโยมดับได้รวดเร็วดุจกระพริบตา พระองค์ตรัสว่านี่คืออินทรีย์
ภาวนาชั้นเลิศ เพราะฉะนั้นเวลาอารมณ์เกิดขึ้นแล้ว เป็นอารมณ์ที่ชอบใจ
ไม่ชอบใจก็ตาม จะต้องดับให้เร็วที่สุด ดูพระตถาคตตรัสอย่างไร
อานนท์ อารมณ์อันเป็นที่ชอบใจ ไม่เป็นที่ชอบใจอันบังเกิดขึ้นแล้ว
ภิกษุนั้นย่อมดับไปเร็วเหมือนการกระพริบตาของคน ส่วนอุเบกขา
ยังคงเหลืออยู่นี้แล เราเรียกว่าอินทรีย์ภาวนาชั้นเลิศในอริยะวินัย
เพราะฉะนั้นใครให้โยมเลี้ยงอารมณ์ไว้อย่าไปเชื่อ เพราะพระศาสดา
บอกว่าเธอต้องทิ้งอารมณ์ให้ไว ไวขนาดไหน กระพริบตาเดียว
หรือพระองค์บอกว่า เปรียบเหมือนบุรุษดีดนิ้วบั๊ปอารมณ์นั้นต้องดับ
หรือเปรียบเหมือนหยดน้ำหยดลงในกระทะร้อนๆ แป็ปเดียวต้องหายไป



ซึ่งมาจากพระไตรปิฎกส่วนนี้

อ้างอิง

อานนท์ ! อินทรีย์ภาวนาชั้นเลิศ (อนุตฺตรา อินฺทฺริยภาวนา) ในอริยวินัย เป็นอย่างไรเล่า ?
อานนท์ ! ในกรณีนี้
อารมณ์อันเป็นที่ชอบใจ – ไม่เป็นที่ชอบใจ – ทั้งเป็นที่ชอบใจและไม่เป็นที่ชอบใจ
อันบังเกิดขึ้นแก่ภิกษุเพราะเห็นรูปด้วยตา.
ภิกษุนั้นรู้ชัดอย่างนี้ว่า
“อารมณ์ที่เกิดขึ้นแล้วแก่เรานี้ เป็นสิ่งมีปัจจัยปรุงแต่ง (สงฺขต)
เป็นของหยาบ ๆ (โอฬาริก)
เป็นสิ่งที่อาศัยเหตุปัจจัยเกิดขึ้น (ปฏิจฺจ สมุปฺปนฺน);
แต่มีสิ่งโน้นซึ่งรำงับและประณีต, กล่าวคือ อุเบกขา” ดังนี้.
(เมื่อรู้ชัดอย่างนี้)
อารมณ์อันเป็นที่ชอบใจ – ไม่เป็นที่ชอบใจ - ทั้งเป็นที่ชอบใจและไม่เป็นที่ชอบใจ
อันบังเกิดขึ้นแก่ภิกษุนั้น ย่อมดับไป, อุเบกขายังคงดำรงอยู่.
อานนท์ ! อารมณ์อันเป็นที่ชอบใจ – ไม่เป็นที่ชอบใจ - ทั้งเป็นที่ชอบใจ และไม่เป็นที่ชอบใจ
อันบังเกิดขึ้นแก่ภิกษุนั้น ย่อมดับไป เร็วเหมือนการกระพริบตาของคน อุเบกขายังคงดำรงอยู่.
อานนท์ ! นี้แล เราเรียกว่า อินทรีย์ภาวนาชั้นเลิศในอริยวินัย ในกรณีแห่ง รูปที่รู้แจ้งด้วยจักษุ.


ผมเข้าใจว่า อารมณ์ดับ เมื่อสติเกิด ถ้าสติเกิดเร็ว อารมณ์ก็ดับเร็ว
แต่อารมณ์ที่ดับเร็ว ดุจกระพริบตา น่าจะเป็นผลของสติที่เกิดเร็ว ไม่ใช่จากการฝึกดับอารมณ์หรือเข้าไปแซกแซง
เลยสงสัยว่าการเข้าไปฝึกดับอารมณ์นั้นจะใช่มรรควิธีที่พระพุทธเจ้าสอนหรือเปล่าครับ

ขอบคุณมากครับ
1


  • (4 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • 3
  • สุดท้าย »
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • ท่านไม่สามารถตอบกลับกระทู้นี้ได้

การตอบอื่นๆต่อกระทู้นี้



#1 ผู้ใช้ออฟไลน์   ngodngam ไอคอน

  • ตอบ 2000+
  • PipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 2335
  • สมัคร: 21/10/2009

ตอบ: 16/02/2015 - 09:36

สวัสดีครับท่าน จขกท .. ขอบคุณที่ท่าน จขกท ไม่ได้อ้างอาจารย์หรือสำนักลงมานะครับ
ไม่งั้นคงคุยกันยากหรืออาจจะเป็นการลากคนมาเถียงกันในลานธรรม
ในการนี้ ก็ขอให้ถือว่าเราคุยกันในที่นี้เพื่อพัฒนาตนเอง ไม่ใช่เพื่อเอาข้อมูลไปถกเถียงกับเขานะครับ

ผมขอตอบย่อ ๆ นะครับ เพราะอ่านจากกระทู้แล้ว เห็นว่าท่าน จขกท มีพื้นฐานอยู่แล้ว
ประเด็นในกระทู้ที่ท่านถามนั้น นำมาจาก “อินทริยภาวนาสูตร”
http://www.84000.org...hp?B=14&A=10912

โดยเมื่อให้ลองไปอ่านใน “อินทริยภาวนาสูตร” แล้ว
ท่านจะพบว่าคำกริยาที่พระผู้มีพระภาคตรัสให้ภิกษุปฏิบัตินั้น คือ “รู้ชัด”
แต่ในส่วนที่บางท่านเข้าใจว่าให้ไปดับอารมณ์อย่างรวดเร็วเหมือนกระพริบตานั้น
โดยส่วนตัวแล้ว ผมคาดว่าน่าจะมาจากการอ่านข้อความในลักษณะอย่างนี้ครับ

อ้างอิง

[๘๕๖] พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสดังนี้ว่า
ดูกรอานนท์ ก็การเจริญอินทรีย์อันไม่มีวิธีอื่นยิ่งกว่าในวินัยของพระอริยะ เป็นอย่างไร
ดูกรอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เกิดความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจขึ้น
เพราะเห็นรูปด้วยจักษุ เธอรู้ชัดอย่างนี้ว่า เราเกิดความชอบใจ ความไม่ชอบใจ
ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจขึ้นแล้วเช่นนี้ ก็สิ่งนั้นแล เป็นสังขตะ หยาบอาศัยกันเกิดขึ้น
ยังมีสิ่งที่ละเอียด ประณีต นั่นคือ อุเบกขา
เธอจึงดับความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจ
อันเกิดขึ้นแล้วนั้นเสีย อุเบกขาจึงดำรงมั่น
ดูกรอานนท์ ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งดับความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจ
อันเกิดขึ้นแล้วอย่างนี้ได้เร็วพลันทันที
โดยไม่ลำบากเหมือนอย่างบุรุษมีตาดีกระพริบตา ฉะนั้น อุเบกขาย่อมดำรงมั่น
ดูกรอานนท์ นี้เราเรียกว่า การเจริญอินทรีย์ในรูปที่รู้ได้ด้วยจักษุ อย่างไม่มีวิธีอื่นยิ่งกว่า
ในวินัยของพระอริยะ ฯ
http://www.84000.org...hp?B=14&A=10912


ย่อหน้านี้เป็นเรื่องของจักษุนะครับ แต่อินทรีย์อื่น ๆ ก็เป็นทำนองเดียวกัน
ปัญหาคือเราอ่านย่อหน้านี้อย่างไร ?
ลำดับขั้นตอนคือ ภิกษุรู้ชัดอย่างนี้แล้ว จึงดับความชอบใจ และไม่ชอบใจ อุเบกขาจึงเกิด
ท่านไม่ได้สอนว่าเมื่อเห็นรูปแล้ว ให้ดับอารมณ์ โดยกระโดดข้ามมาดับความชอบใจ และไม่ชอบใจเลย

ถามว่ารู้ชัดอย่างไร? ตอบว่ารู้ชัดว่า “ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจขึ้นแล้วเช่นนี้ ก็สิ่งนั้นแล
เป็นสังขตะ หยาบ อาศัยกันเกิดขึ้น ยังมีสิ่งที่ละเอียด ประณีต นั่นคือ อุเบกขา”
(โดย “สังขตะ” แปลว่า มีเหตุปัจจัยผสมปรุงแต่งให้มีขึ้น)
รู้ว่าสิ่งนี้อาศัยกันและกันเกิดขึ้น คือเป็นไปตามเหตุปัจจัยผสมปรุงแต่งให้มีขึ้น หรืออนัตตานั่นเอง
ในเมื่อรู้ชัดดังนี้แล้วว่าสิ่งนี้เป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวตน และมีสิ่งที่ละเอียดกว่าคืออุเบกขาแล้ว
จึงดับความชอบใจและความไม่ชอบใจนั้น

ดังนี้ เราจะเห็นได้ว่า สิ่งแรกที่เราต้องฝึกคือ “รู้ชัด” และถ้า “รู้ชัด” อย่างถูกต้องแล้ว
เราจะเห็นว่ามันไม่ใช่ตัวตนคือเป็นอนัตตา เป็นสิ่งที่ผสมปรุงแต่งขึ้นมา เป็นสิ่งหยาบ ไร้สาระ
เราก็จะไม่ไปยึดถือ หรือดับความชอบใจ และไม่ชอบใจนั้นนั่นเอง


เช่นนี้ คำสอนที่ว่า “เวลาอารมณ์เกิดขึ้นแล้ว เป็นอารมณ์ที่ชอบใจไม่ชอบใจก็ตาม จะต้องดับให้เร็วที่สุด”
ผมเห็นว่าไม่ตรงกับ “อินทริยภาวนาสูตร” ครับ เพราะไม่มีเรื่อง “รู้ชัด”
และไม่เห็นความเป็นสังขตะของความชอบใจ และไม่ชอบใจ
แต่กลับไปดับความชอบใจ และไม่ชอบใจนั้นเสีย

เราอาจจะรู้สึกว่าสองแบบนี้ใกล้เคียงกัน
แต่จริง ๆ แล้ว มีความแตกต่างกันเยอะมากราวฟ้ากับเหวนะครับ
เพราะว่าในแบบที่ “รู้ชัด” นี้ มีการพิจารณาสังขตะให้เห็นไตรลักษณ์
ซึ่งต้องมีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมาเท่านั้น เราจึงจะได้เรียนในเรื่องนี้
ส่วนกรณีหลังที่ไปดับอารมณ์นี้ ไม่ได้เห็นไตรลักษณ์อะไร
แม้ไม่มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมา บรรดาฤาษีต่าง ๆ ก็ฝึกดับอารมณ์เหล่านี้เป็น
แล้วก็ไปเป็นพรหมได้ แต่ไม่ได้ไปนิพพานครับ
ขอนอบน้อมแต่พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ด้วยเศียรเกล้า
0



#2 ผู้ใช้ออฟไลน์   แทนนาม ไอคอน

  • ตอบไม่มาก
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 18
  • สมัคร: 16/10/2014

ตอบ: 16/02/2015 - 17:35

ขอบคุณมากครับ คุณงดงาม
0



#3 ผู้ใช้ออฟไลน์   ngodngam ไอคอน

  • ตอบ 2000+
  • PipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 2335
  • สมัคร: 21/10/2009

ตอบ: 16/02/2015 - 22:35

กระทู้นี้ตั้งคำถามน่าสนใจมากนะครับ ... ขออนุญาตอธิบายเพิ่มเติมครับ

อ้างอิง

คุยกับญาติธรรมท่านนึง บอกว่าถ้าจิตไปรู้อะไรให้รีบทิ้ง
ทิ้งให้เร็วที่สุดเท่ากระพริบตา ทิ้งแล้วมารู้ลมหายใจเป็นกายคตาสติ

ญาติธรรมแนะนำท่าน จขกท ให้ทิ้งอารมณ์แล้ว มารู้ลมหายใจเป็นกายคตาสติ
ผมจึงขอนำกายคตาสติสูตร ซึ่งเป็นพระสูตรเรื่องเจริญกายคตาสติมาให้พิจารณานะครับ

อ้างอิง

[๒๙๔] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็กายคตาสติอัน
ภิกษุเจริญแล้วอย่างไร ทำให้มากแล้วอย่างไร จึงมีผลมาก มีอานิสงส์มาก
ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ อยู่ในป่าก็ดี อยู่ที่โคนไม้ก็ดี อยู่ในเรือนว่างก็ดี
นั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติมั่นเฉพาะหน้า
เธอย่อมมีสติหายใจออก มีสติหายใจเข้า
เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่า หายใจออกยาว
หรือเมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่า หายใจเข้ายาว
เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้ชัดว่า หายใจออกสั้น
หรือเมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้ชัดว่า หายใจเข้าสั้น
สำเหนียกอยู่ ว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้กองลมทั้งปวง หายใจออก
ว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้กองลมทั้งปวง หายใจเข้า
สำเหนียกอยู่ ว่าเราจักระงับกายสังขาร หายใจออก
ว่าเราจักระงับกายสังขาร หายใจเข้า เมื่อภิกษุนั้นไม่ประมาท
มีความเพียร ส่งตนไปในธรรมอยู่อย่างนี้
ย่อมละความดำริพล่านที่อาศัยเรือนเสียได้ เพราะละความดำริพล่านนั้นได้
จิตอันเป็นไปภายในเท่านั้น ย่อมคงที่ แน่นิ่ง เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ตั้งมั่น
ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้อย่างนี้ ภิกษุก็ชื่อว่าเจริญกายคตาสติ ฯ

[๒๙๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก
ภิกษุเดินอยู่ ก็รู้ชัดว่ากำลังเดิน หรือยืนอยู่ ก็รู้ชัดว่ากำลังยืน
หรือนั่งอยู่ ก็รู้ชัดว่ากำลังนั่ง หรือนอนอยู่ ก็รู้ชัดว่ากำลังนอน
หรือเธอทรงกายโดยอาการใดๆ อยู่ ก็รู้ชัดว่ากำลังทรงกายโดยอาการนั้นๆ
เมื่อภิกษุนั้นไม่ประมาท มีความเพียร ส่งตนไปในธรรมอยู่อย่างนี้
ย่อมละความดำริพล่านที่อาศัยเรือนเสียได้
เพราะละความดำริพล่านนั้นได้ จิตอันเป็นไปภายในเท่านั้น
ย่อมคงที่ แน่นิ่ง เป็นธรรมเอกผุดขึ้นตั้งมั่น
ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้อย่างนี้ ภิกษุก็ชื่อว่าเจริญกายคตาสติ ฯ

[๒๙๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก
ภิกษุย่อมเป็นผู้ทำความรู้สึกตัวในเวลาก้าวไปและถอยกลับ
ในเวลาแลดู และเหลียวดู ในเวลางอแขนและเหยียดแขน
ในเวลาทรงผ้าสังฆาฏิ บาตร และจีวร ในเวลา ฉัน ดื่ม เคี้ยว และลิ้ม
ในเวลาถ่ายอุจจาระและปัสสาวะ ในเวลา เดิน ยืน นั่ง นอนหลับ ตื่น พูด และนิ่ง
เมื่อภิกษุนั้นไม่ประมาท มีความเพียร ส่งตนไปในธรรมอยู่อย่างนี้
ย่อมละความดำริพล่านที่อาศัยเรือนเสียได้ เพราะละความดำริพล่านนั้นได้
จิตอันเป็นไปภายในเท่านั้น ย่อมคงที่ แน่นิ่ง เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ตั้งมั่น
ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้อย่างนี้ ภิกษุก็ชื่อว่าเจริญกายคตาสติ ฯ
http://www.84000.org...496&pagebreak=0

ผมยกมาเฉพาะในย่อหน้า ๒๙๔ ถึง ๒๙๖ นะครับ
ซึ่งจะเห็นได้ว่าคำกริยาของการเจริญกายคตาสติใน ๓ ย่อหน้าดังกล่าวก็คือ
“รู้ชัด” หรือ “เป็นผู้ทำความรู้สึกตัว”
และเมื่อไม่ประมาท มีความเพียรในการเป็นผู้รู้สึกตัวหรือรู้ชัดเช่นนี้แล้ว
ผลก็คือ ย่อมละความดำริพล่านเสียได้
ดังนี้ พระผู้มีพระภาคทรงสอนให้ “รู้ชัด” ในกาย ซึ่งเมื่อเพียรทำแล้ว ย่อมละความดำริพล่านได้
ท่านไม่ได้ทรงสอนว่าอารมณ์อะไรผ่านมาแล้วปัดทิ้ง เพื่อละความดำริพล่านครับ

(หมายเหตุ กายคตาสติยังทำวิธีอื่นได้อีกในย่อหน้าอื่น ๆ ในกายคตาสติสูตร
ซึ่งผมไม่ได้ยกมากล่าว (เช่น การพิจารณาร่างกายเป็นอสุภ เป็นต้น) เพราะไม่ได้เกี่ยวกับกระทู้นี้)
ขอนอบน้อมแต่พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ด้วยเศียรเกล้า
1



#4 ผู้ใช้ออฟไลน์   shadee ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1070
  • สมัคร: 23/07/2009

ตอบ: 18/02/2015 - 12:54

เขาสอนถูกแล้วครับ ความชอบใจ ไม่ชอบใจ คือ ดำริ ของจิตครับ ต้องละให้ได้

พวกที่สอนว่า ดูจิต อย่างเดียว ไม่ต้อง บังคับ ระวัง สังวร ไม่ต้องละความเห็นผิด ว่า วิญญาณความรู้แจ้งในอารมณ์ต่างๆ ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา เป็นคำสอนที่

ผิด ไม่ตรงกับคำสอน ของพระพุทธเจ้าครับ

พระพุทธองค์ ตรัสว่า. ดูกร ภิกษุทั้งหลาย เธอพึงเห็น ( รู้ชัด ) ด้วยปัญญาอันชอบ ( ญาณ ) ว่า วิญญาณ ( ความรู้แจ้งทางอารมณ์ทั้ง 6 ) ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา

ท่านสอนให้ละความเห็นผิดครับ ( สัมมาทิฐิ ในองค์มรรค คือ ภวตัญหา วิภาวตัญหา เป็นเหตุแห่งทุกข์ ) เป็นปากทางของพระพุทธศาสนา ถ้าคุณหาทางเข้า มรรคมีองค์8 ไม่ได้. คุณก็ยังหลงทางอยู่ใน วัฏฏสงสาร ตลอดไปครับ
0



#5 ผู้ใช้ออฟไลน์   ngodngam ไอคอน

  • ตอบ 2000+
  • PipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 2335
  • สมัคร: 21/10/2009

ตอบ: 18/02/2015 - 19:37

จริง ๆ แล้ว ผมเห็นว่าท่าน จขกท เข้าใจที่ผมอธิบายแล้วล่ะนะครับ
แต่ว่ามีความเห็นแย้งใน คห ที่ ๔ ดังนั้นเพื่อประโยชน์แก่ท่านผู้อ่านอื่น ๆ ผมก็จะขออธิบายเพิ่มเติมครับ

๑. เรื่องขอบเขตเนื้อหาที่สนทนาในกระทู้เป็นสิ่งพื้นฐานที่สำคัญนะครับ
โดยเราควรต้องพิจารณาขอบเขตให้เข้าใจก่อนว่ากระทู้ถามเรื่องอะไร และเราคุยกันเรื่องอะไร
ยกตัวอย่าง สมมุติว่ากระทู้ถามว่าเราควรจะทานผักอย่างไร
แล้วผมตอบว่าควรจะทานผักอย่างนั้นอย่างนี้
เสร็จแล้ว มีอีก คห หนึ่งมาบอกว่า พวกแนะนำให้ทานผักอย่างเดียวนี้แนะนำผิด
เพราะว่าต้องทานอาหารอย่างอื่นด้วยให้ครบ ๕ หมู่ เช่น ต้องทานเนื้อ ถั่ว ข้าว และผลไม้ด้วย เป็นต้น
ถ้ามาแทรก คห อย่างนี้ ก็แสดงว่าอ่านกระทู้ไม่เข้าใจนะครับว่า เขากำลังคุยกันเรื่องทานผัก

ฉันใดก็ฉันนั้นครับ กระทู้นี้ถามเรื่องอินทรีย์ภาวนาชั้นเลิศในการภาวนา
โดยสงสัยว่าพระพุทธเจ้าทรงสอนให้ฝึกดับอารมณ์หรือฝึกแทรกแซง โดยที่จิตรู้อะไรให้รีบทิ้งจริงหรือ
เราก็คุยกันอยู่ในขอบเขตของเนื้อหากระทู้ตรงนี้นะครับ
ซึ่งผมก็แนะนำว่าพระพุทธเจ้าทรงสอนให้รู้ชัดอย่างไร เห็นความเป็นสังขตะของความชอบใจ และไม่ชอบใจอย่างไร
และเมื่อรู้ชัดเช่นนั้นแล้ว ผลคือการดับความชอบใจ และไม่ชอบใจ และเกิดอุเบกขาอย่างไร
แต่นี้ท่าน คห ๔ บอกว่า สอนดูจิตอย่างเดียว ไม่ต้องสังวร ไม่ต้องละความเห็นผิด ฯลฯ
อย่างนี้แสดงว่าอ่านกระทู้ไม่เข้าใจเลยครับว่ากำลังคุยอะไรกันอยู่

ยกตัวอย่างอีก สมมุติว่าผมบอกว่า ให้รู้ชัดว่า เราเกิดความชอบใจ ความไม่ชอบใจ
ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจเป็นสังขตะ หยาบ อาศัยกันเกิดขึ้น
ถ้าแนะนำอย่างนี้แล้ว ก็ไม่ได้แปลว่าผมบอกว่าไม่ต้องมีศีล และไม่ต้องมีสมาธินะครับ
มันคนละเรื่องครับ เราอ่านกระทู้ก็ต้องดูสิครับว่าเขาคุยกันในเรื่องอะไรอยู่

๒. คห ที่ ๔ บอกว่า “พวกที่สอนว่า ดูจิต อย่างเดียว”
อย่างนี้แสดงว่าไม่ได้อ่าน คห ที่ ๓ ครับ (หรือไม่ก็อ่านแล้วแต่ไม่เข้าใจ คห ที่ ๓)
เพราะย่อมเห็นได้อยู่แล้วว่าใน คห ที่ ๓ นั้น ผมคุยเรื่องการเจริญกายคตาสติ ซึ่งเป็นเรื่อง “การดูกาย” ครับ

๓. คห ที่ ๔ บอกว่า

แสดงข้อความที่โพสต์shadee [ 18/02/2015 - 12:54 ]

พระพุทธองค์ ตรัสว่า. ดูกร ภิกษุทั้งหลาย เธอพึงเห็น ( รู้ชัด ) ด้วยปัญญาอันชอบ ( ญาณ ) ว่า วิญญาณ ( ความรู้แจ้งทางอารมณ์ทั้ง 6 ) ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา

ท่านสอนให้ละความเห็นผิดครับ ( สัมมาทิฐิ ในองค์มรรค คือ ภวตัญหา วิภาวตัญหา เป็นเหตุแห่งทุกข์ ) เป็นปากทางของพระพุทธศาสนา ถ้าคุณหาทางเข้า มรรคมีองค์8 ไม่ได้. คุณก็ยังหลงทางอยู่ใน วัฏฏสงสาร ตลอดไปครับ

ข้อความที่ทรงสอนว่าพึงเห็นความเป็นไตรลักษณ์ของขันธ์ ๕ นั้นมีอยู่เยอะ แต่ผมขอยกมาบางพระสูตรนะครับ ดังนี้

อ้างอิง

อนิจจสูตรที่ ๑
ว่าด้วยความเป็นไตรลักษณ์แห่งขันธ์ ๕

[๙๑] พระนครสาวัตถี ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปไม่เที่ยง สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา สิ่งใดเป็นอนัตตา เธอทั้งหลาย พึงเห็นสิ่งนั้นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา. นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา. เมื่อเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ จิตย่อมคลายกำหนัด ย่อมหลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่น.

http://www.84000.org...024&pagebreak=0

อ้างอิง

โสณสูตรที่ ๑
ว่าด้วยขันธ์ ๕ มิใช่ของเรา

[๑๐๐] ดูกรโสณะ เพราะเหตุนั้นแล ท่านพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน เป็นภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต อยู่ในที่ไกลหรือใกล้ รูปทั้งหมดนั่น ไม่ใช่ของเรา ไม่เป็นเรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา. เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง ... สัญญาอย่างใดอย่างหนึ่ง ... สังขารเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ... วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน เป็นภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต อยู่ในที่ไกลหรือใกล้ วิญญาณทั้งหมดนั่น ไม่ใช่ของเรา ไม่เป็นเรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา.

ดูกรโสณะ อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่าย แม้ในรูป แม้ในเวทนา แม้ในสัญญา แม้ในสังขาร แม้ในวิญญาณ เมื่อเบื่อหน่ายย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัด จิตย่อมหลุดพ้น เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว ก็มีญาณหยั่งรู้ว่า หลุดพ้นแล้ว. ย่อมทราบชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี.

http://www.84000.org...138&pagebreak=0

ขอให้สังเกตว่าพระผู้มีพระภาคทรงสอนว่า “ให้เห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริง” นะครับ
ซึ่งเมื่อเห็นความจริงอยู่อย่างนี้แล้ว จิตย่อมคลายกำหนัด (ดังที่กล่าวในอนิจจสูตรที่ ๑)
หรือย่อมเบื่อหน่าย แม้ในรูป แม้ในเวทนา แม้ในสัญญา แม้ในสังขาร แม้ในวิญญาณ
เมื่อเบื่อหน่ายย่อมคลายกำหนัด (ดังที่กล่าวในโสณสูตรที่ ๑)
โดยเป็นเหตุปัจจัยตามลำดับขั้นตอน

พระผู้มีพระภาคไม่ได้ทรงสอนว่า ให้เธอจงเบื่อหน่าย หรือจงคลายกำหนัดในรูป เวทนา
สัญญา สังขาร วิญญาณ หรือบอกว่ามีอารมณ์อะไรผ่านมา ให้ปัดทิ้งให้หมดนะครับ
ขอนอบน้อมแต่พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ด้วยเศียรเกล้า
0



#6 ผู้ใช้ออฟไลน์   shadee ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1070
  • สมัคร: 23/07/2009

ตอบ: 20/02/2015 - 10:39

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๘ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๐
สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค



ปริหานสูตร
[๑๔๐] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงปริหาน
ธรรม อปริหานธรรม และอภิภายตนะ ๖ แก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง
เถิด ก็ปริหานธรรมย่อมมีอย่างไร ดูกรภิกษุทั้งหลาย อกุศลบาปธรรมทั้งหลาย
มีความดำริแล่นไป เป็นฝ่ายสังโยชน์ ย่อมเกิดขึ้นแก่ภิกษุในศาสนานี้ เพราะเห็น
รูปด้วยจักษุ ถ้าภิกษุให้กิเลสนั้นอยู่อาศัย ไม่ละ ไม่บรรเทา ไม่กำจัดเสีย ไม่
ให้หายไป ข้อนั้นภิกษุพึงทราบว่า เราย่อมเสื่อมจากกุศลธรรมทั้งหลาย เหตุนี้
พระผู้มีพระภาคตรัสว่าเป็นความเสื่อม ฯลฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง อกุศลบาปธรรมทั้งหลาย มีความดำริ
แล่นไป เป็นฝ่ายสังโยชน์ ย่อมเกิดขึ้นแก่ภิกษุในศาสนานี้ เพราะได้ลิ้มรส
ด้วยลิ้น ฯลฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง อกุศลบาปธรรมทั้งหลาย มีความ
ดำริแล่นไป เป็นฝ่ายสังโยชน์ ย่อมเกิดขึ้นแก่ภิกษุในศาสนานี้ เพราะได้รู้แจ้ง
ธรรมารมณ์ด้วยใจ ถ้าภิกษุให้กิเลสนั้นอยู่อาศัย ไม่ละ ไม่บรรเทา ไม่กำจัดเสีย
ไม่ให้หายไป ข้อนั้นภิกษุพึงทราบว่า เราย่อมเสื่อมจากกุศลธรรมทั้งหลาย เหตุนี้
พระผู้มีพระภาคตรัสว่าเป็นความเสื่อม ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปริหานธรรมย่อมมี
อย่างนี้แล ฯ
[๑๔๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อปริหานธรรมย่อมมีอย่างไร อกุศลบาป
ธรรมทั้งหลาย มีความดำริแล่นไป เป็นฝ่ายสังโยชน์ ย่อมเกิดขึ้นแก่ภิกษุในศาสนา
นี้ เพราะเห็นรูปด้วยจักษุ ถ้าภิกษุไม่ให้กิเลสนั้นอยู่อาศัย ละ บรรเทา กำจัด
ให้หายไป ข้อนั้นภิกษุพึงทราบว่า เราย่อมไม่เสื่อมจากกุศลธรรมทั้งหลาย เหตุนี้
พระผู้มีพระภาคตรัสว่าเป็นความไม่เสื่อม ฯลฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง อกุศลบาปธรรมทั้งหลาย มีความ
ดำริแล่นไป เป็นฝ่ายสังโยชน์ ย่อมเกิดขึ้นแก่ภิกษุในศาสนานี้ เพราะได้ลิ้มรส
ด้วยลิ้น ฯลฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง อกุศลบาปธรรมทั้งหลายมีความดำริ
แล่นไป เป็นฝ่ายสังโยชน์ ย่อมเกิดขึ้นแก่ภิกษุในศาสนานี้ เพราะได้รู้แจ้ง
ธรรมารมณ์ด้วยใจ ถ้าภิกษุไม่ให้กิเลสนั้นอยู่อาศัย ละ บรรเทา กำจัด ให้หาย
ไป ข้อนั้นภิกษุพึงทราบว่า เราย่อมไม่เสื่อมจากกุศลธรรมทั้งหลาย เหตุนี้ พระผู้
มีพระภาคตรัสว่าเป็นความไม่เสื่อม ดูกรภิกษุทั้งหลาย อปริหานธรรมย่อมมี
อย่างนี้แล ฯ
[๑๔๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อภิภายตนะ ๖ เป็นไฉน ดูกรภิกษุ
ทั้งหลาย อกุศลบาปธรรมทั้งหลาย มีความดำริแล่นไป เป็นฝ่ายสังโยชน์ ย่อมไม่
เกิดขึ้นแก่ภิกษุในศาสนานี้ เพราะเห็นรูปด้วยจักษุ ข้อนั้นภิกษุพึงทราบว่า อายตนะ
นี้เราครอบงำแล้ว อายตนะนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสว่าเป็นอภิภายตนะ ฯลฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง อกุศลบาปธรรมทั้งหลายมีความดำริ
แล่นไป เป็นฝ่ายสังโยชน์ ย่อมเกิดขึ้นแก่ภิกษุในศาสนานี้เพราะได้รู้แจ้งธรรมารมณ์
ด้วยใจ ข้อนั้นภิกษุพึงทราบว่า อายตนะนี้เราครอบงำแล้ว อายตนะนี้ พระผู้มี
พระภาคตรัสว่าเป็นอภิภายตนะ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อายตนะเหล่านี้ เรากล่าวว่า
อภิภายตนะ ๖ ฯ
จบสูตรที่ ๓
เนื้อความพระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๘ บรรทัดที่ ๑๙๓๒ - ๑๙๗๒. หน้าที่ ๘๓ - ๘๕.
http://www.84000.org...972&pagebreak=0
ศึกษาอรรถกถานี้ ได้ที่ :-
http://www.84000.org....php?b=18&i=140
ศึกษาพระไตรปิฏกฉบับภาษาบาลี อักษรไทย ได้ที่ :-
[140-142] http://www.84000.org...=18&A=140&Z=142
สารบัญพระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๘
http://www.84000.org...
0



#7 ผู้ใช้ออฟไลน์   shadee ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1070
  • สมัคร: 23/07/2009

ตอบ: 20/02/2015 - 10:44

อนึ่งผูัที่สอนให้ดูจิตอย่างเดียว ไม่ต้องทำอะไร เป็นการสอนให้คนเกียจคล้าน ขี้เกียจ ไม่ต้องประกอบความเพียรในการชำระจิต ชึ่งเป็นหนึ่งใน มรรคมีองค์ 8

การโพสต์นี้ได้ถูกแก้ไขโดย shadee: 20/02/2015 - 10:45

0



#8 ผู้ใช้ออฟไลน์   shadee ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1070
  • สมัคร: 23/07/2009

ตอบ: 20/02/2015 - 10:53

ผมเข้าใจว่า อารมณ์ดับ เมื่อสติเกิด ถ้าสติเกิดเร็ว อารมณ์ก็ดับเร็ว
แต่อารมณ์ที่ดับเร็ว ดุจกระพริบตา น่าจะเป็นผลของสติที่เกิดเร็ว ไม่ใช่จากการฝึกดับอารมณ์หรือเข้าไปแซกแซง
เลยสงสัยว่าการเข้าไปฝึกดับอารมณ์นั้นจะใช่มรรควิธีที่พระพุทธเจ้าสอนหรือเปล่าครับ

ขอบคุณมากครับ

ปริหานสูตร
[๑๔๐] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงปริหาน
ธรรม อปริหานธรรม และอภิภายตนะ ๖ แก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง
เถิด ก็ปริหานธรรมย่อมมีอย่างไร ดูกรภิกษุทั้งหลาย อกุศลบาปธรรมทั้งหลาย
มีความดำริแล่นไป เป็นฝ่ายสังโยชน์ ย่อมเกิดขึ้นแก่ภิกษุในศาสนานี้ เพราะเห็น
รูปด้วยจักษุ ถ้าภิกษุให้กิเลสนั้นอยู่อาศัย ไม่ละ ไม่บรรเทา ไม่กำจัดเสีย ไม่
ให้หายไป ข้อนั้นภิกษุพึงทราบว่า เราย่อมเสื่อมจากกุศลธรรมทั้งหลาย เหตุนี้
พระผู้มีพระภาคตรัสว่าเป็นความเสื่อม ฯลฯ

การดูจิตอย่างเดียว ไม่ละ ไม่บรรเทา ไม่กำจัดเสีย ไม่ให้หายไป เป็นคำสอนที่พาคนไปในทางเสื่อมจากกุศลธรรม ครับ
0



#9 ผู้ใช้ออฟไลน์   ngodngam ไอคอน

  • ตอบ 2000+
  • PipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 2335
  • สมัคร: 21/10/2009

ตอบ: 20/02/2015 - 20:17

ผมได้เรียนแล้วเป็นข้อแรกใน คห ที่ ๕ เลยว่าขอบเขตเรื่องที่คุยกันเป็นสิ่งสำคัญนะครับ
โดยควรคุยกันให้อยู่ในขอบเขตเรื่องที่คุยกันนั้น
แนะนำให้คุณ shadee ทำความเข้าใจประเด็นของกระทู้ให้ดีนะครับ
กระทู้ถามว่า “ถ้าจิตไปรู้อะไรให้รีบทิ้ง ทิ้งให้เร็วที่สุดเท่ากระพริบตา
ทิ้งแล้วมารู้ลมหายใจเป็นกายคตาสติ” อันนี้เป็นมรรควิธีที่พระพุทธเจ้าทรงสอนหรือเปล่า?

ในเรื่องทิ้งให้เร็วเท่ากระพริบตา และกายคตาสตินี้
ผมได้อธิบายไปแล้วนะครับว่า พระผู้มีพระภาคไม่ได้ทรงสอนให้ปัดทิ้งสิ่งที่จิตไปรู้
แต่ให้รู้ชัดว่า เราเกิดความชอบใจ ความไม่ชอบใจ
ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจขึ้นแล้วเช่นนี้ ก็สิ่งนั้นแล เป็นสังขตะ

ทีนี้ คุณ shadee ไปยก "ปริหานสูตร" มาอ้างใน คห ๖ และ ๘
ผมเห็นว่าเป็นคนละประเด็นกันนะครับ โดยขออธิบาย ดังนี้
คำว่า “อปริหานิยธรรม” แปลว่า ธรรมไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเสื่อม
http://www.84000.org...p?A=3944&Z=3945
ส่วน “ปริหานิยธรรม” จึงแปลว่า ธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความเสื่อม

โดยใน “ปริหานสูตร” ก็สอนในเรื่องของธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความไม่เสื่อม และ
ธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความเสื่อม โดยไม่ได้มีแค่พระสูตรเดียวที่คุณ shadee ยกมานะครับ
ผมจะขอยก “ปริหานสูตร” อีก ๔ พระสูตรมาให้พิจารณานะครับ

อ้างอิง

ปริหานสูตร (พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต)

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๓ ประการนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อมแก่ภิกษุผู้เสขะ
๓ ประการเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้เสขะในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มี
การงานเป็นที่มายินดี ยินดีในการงาน ขวนขวายในความเป็นผู้มีการงานเป็นที่มายินดี ๑
เป็นผู้ชอบคุย ยินดีในการคุย ขวนขวายในความเป็นผู้ชอบคุย ๑
เป็นผู้ชอบหลับ ยินดีในการหลับ ขวนขวายในความเป็นผู้ชอบหลับ ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๓ ประการนี้แล ย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อมแก่ภิกษุผู้เสขะ ฯ
http://www.84000.org...005&pagebreak=0

อ้างอิง

ปริหานสูตร (พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๖ อังคุตตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต)
ดูกรอาวุโสทั้งหลาย บุคคลผู้มีธรรมอันเสื่อม พระผู้มีพระภาคตรัสไว้แล้วด้วยเหตุมีประมาณเท่าไรหนอแล
ดูกรอาวุโสทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ไม่ฟังธรรมที่ไม่เคยฟัง ๑ ธรรมที่ภิกษุนั้นฟังแล้วย่อมถึงความเลอะเลือน ๑
ธรรมที่ภิกษุนั้นเคยถูกต้องด้วยใจในกาลก่อน ย่อมไม่ปรากฏแก่เธอ ๑ ภิกษุนั้นย่อมไม่รู้ธรรมที่ตนยังไม่รู้ ๑
ดูกรอาวุโสทั้งหลาย บุคคลผู้มีธรรมอันเสื่อมพระผู้มีพระภาคตรัสไว้แล้วด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้แล ฯ
http://www.84000.org...532&pagebreak=0


อ้างอิง

ปริหานสูตร (พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๕ อังคุตตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต)
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๘ ประการนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อมแก่ภิกษุผู้เสขะ
ธรรม ๘ ประการเป็นไฉน คือ ความเป็นผู้ยินดีการงาน ๑
ความเป็นผู้ยินดีในการคุย ๑ ความเป็นผู้ยินดีในความหลับ ๑ ความเป็นผู้ยินดีในการคลุกคลีด้วยหมู่คณะ ๑
ความเป็นผู้ไม่คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย ๑ ความเป็นผู้ไม่รู้จักประมาณในโภชนะ ๑
ความเป็นผู้ยินดีในธรรมเครื่องข้อง ๑ ความเป็นผู้ยินดีในธรรมเครื่องให้เนิ่นช้า ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๘ ประการนี้แล ย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อมแก่ภิกษุผู้เสขะ ฯ
http://www.84000.org...051&pagebreak=0

อ้างอิง

ปริหานสูตร (พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๑ สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค)
ท่านพระอานนท์กล่าวว่า ดีละๆ ท่านภัททะ ท่านช่างคิด ช่างเฉียบแหลม ช่างไต่ถามเหมาะๆ
ก็ท่านถามอย่างนี้หรือว่า ดูกรอานนท์ อะไรหนอ เป็นเหตุเป็นปัจจัย เครื่องทำให้พระสัทธรรมเสื่อม
อะไรหนอ เป็นเหตุเป็นปัจจัย เครื่องทำให้พระสัทธรรมไม่เสื่อม.
ภ. อย่างนั้น ท่านผู้เจริญ.
อา. ดูกรท่านผู้มีอายุ เพราะบุคคลไม่ได้เจริญ ไม่ได้กระทำให้มาก ซึ่งสติปัฏฐาน ๔ พระสัทธรรมจึงเสื่อม
และเพราะบุคคลได้เจริญ ได้กระทำให้มาก ซึ่งสติปัฏฐาน ๔ พระสัทธรรมจึงไม่เสื่อม
http://www.84000.org...php?B=19&A=4557

ขอให้สังเกตว่าใน “ปริหานสูตร” ใน ๔ พระสูตรข้างต้นก็เป็นเรื่องข้อปฏิบัติเหมือนกัน
แต่ว่าก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับประเด็นคำถามของกระทู้นี้ครับ
ทีนี้ คุณ shadee ยก “ปริหานสูตร” อีกพระสูตรหนึ่งขึ้นมา ดังนี้

อ้างอิง

ปริหานสูตร (พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๐ สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค)
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงปริหานธรรม อปริหานธรรม และอภิภายตนะ ๖ แก่เธอทั้งหลาย
เธอทั้งหลายจงฟังเถิด ก็ปริหานธรรมย่อมมีอย่างไร
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อกุศลบาปธรรมทั้งหลายมีความดำริแล่นไป เป็นฝ่ายสังโยชน์
ย่อมเกิดขึ้นแก่ภิกษุในศาสนานี้ เพราะเห็นรูปด้วยจักษุ ถ้าภิกษุให้กิเลสนั้นอยู่อาศัย ไม่ละ ไม่บรรเทา
ไม่กำจัดเสีย ไม่ให้หายไป ข้อนั้นภิกษุพึงทราบว่า เราย่อมเสื่อมจากกุศลธรรมทั้งหลาย
เหตุนี้พระผู้มีพระภาคตรัสว่าเป็นความเสื่อม ฯลฯ
....
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อปริหานธรรมย่อมมีอย่างไร อกุศลบาป
ธรรมทั้งหลาย มีความดำริแล่นไป เป็นฝ่ายสังโยชน์ ย่อมเกิดขึ้นแก่ภิกษุในศาสนา
นี้ เพราะเห็นรูปด้วยจักษุ ถ้าภิกษุไม่ให้กิเลสนั้นอยู่อาศัย ละ บรรเทา กำจัด
ให้หายไป ข้อนั้นภิกษุพึงทราบว่า เราย่อมไม่เสื่อมจากกุศลธรรมทั้งหลาย เหตุนี้
พระผู้มีพระภาคตรัสว่าเป็นความไม่เสื่อม ฯลฯ
http://www.84000.org...972&pagebreak=0


ผมก็เห็นด้วยนะครับว่า ถ้าปล่อยให้กิเลสอาศัยหรือละไม่ได้อยู่ ก็ย่อมเสื่อมจากกุศลธรรม
และถ้าไม่ปล่อยให้กิเลสอาศัยอยู่ หรือละได้ ก็ย่อมไม่เสื่อมจากกุศลธรรม
แต่ปัญหาคือ “ปริหานสูตร” นี้ไม่ได้บอกนะครับว่าวิธีการที่จะละคืออย่างไร?
ซึ่งวิธีการที่จะละกิเลสที่เกิดขึ้นนั้นมีเยอะแยะครับ ยกตัวอย่างเช่น
สมมุติว่าวันนี้ผมเกิดความโลภอยากจะไปซื้อโทรศัพท์มือถือใหม่
ถามว่าทำยังไงจึงจะละความโลภนั้นได้ ทำได้หลายวิธีครับ เช่น
คิดไตร่ตรองถึงเรื่องธรรมะ หรือเหตุผลความจำเป็น แล้วทำให้ละ
หรือทำสมถะรีบกลับไปดูลมหายใจ แล้วทำให้ละ
หรือไปสวดมนต์แล้วทำให้ละ
หรือไปทำงานอื่น ๆ แล้วทำให้สนใจเรื่องอื่น ๆ จนลืมแล้วทำให้ละ
หรือเกิดมีปัญหาใหญ่ในชีวิตขึ้นมา จนไม่สนใจเรื่องนี้และละเรื่องนี้ไป
หรือมีสติและมีปัญญาเห็นความเป็นไตรลักษณ์ของความโลภ แล้วก็ละได้
หรือปัดทั้งอารมณ์แล้ว ไปจับอยู่กับความว่าง แล้วละ
หรือปัดทิ้งอารมณ์แล้ว ไปทำสมถะโดยเพ่งรูปนามอื่น ๆ แล้วละ เป็นต้น
สรุปคือ ขอให้สังเกตว่ามีหลายวิธีการที่จะละกิเลสหรือความดำริพล่านได้
เช่น ละด้วยการคิดพิจารณา ละด้วยสติ ละด้วยสมถะ ละด้วยปัญญา เป็นต้น

ดังนี้ “ปริหานสูตร” ที่คุณ Shadee ยกมาไม่ได้ตอบประเด็นที่คุยกันในกระทู้นี้ครับ
เพราะกระทู้ถามว่า “ถ้าจิตไปรู้อะไรให้รีบทิ้ง ทิ้งให้เร็วที่สุดเท่ากระพริบตา
ทิ้งแล้วมารู้ลมหายใจเป็นกายคตาสติ” อันนี้เป็นมรรควิธีที่พระพุทธเจ้าทรงสอนหรือเปล่า?
หากคุณ Shadee ตอบว่า เป็นประเด็นเดียวกัน และเรื่องเดียวกันนะครับ
ผมขอยกคำถามง่าย ๆ นะครับ
ถ้าจิตไประลึกถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม หรือพระสงฆ์ล่ะครับ ต้องละไหม?
ใน “ปริหานสูตร” (พระสูตรที่คุณ Shadee ยกมา) นั้น
กล่าวถึงกิเลสที่เกิดจากอกุศลบาปธรรมทั้งหลายซึ่งมีความดำริแล่นไป ซึ่งต้องละ
แล้วถ้าเป็นกุศลธรรมล่ะ เป็นพุทธานุสติ ธัมมานุสติ สังฆานุสติ มรณานุสติ
จาคานุสติ หรือเทวตานุสติ เป็นต้นล่ะ จะต้องละไหม?
ตอบว่า “ปริหานสูตร” ไม่ได้บอกให้ละนะครับ ท่านให้ละเฉพาะกิเลสที่เกิดจากอกุศลบาปธรรมทั้งหลาย
แต่ในประเด็นของกระทู้นี้ เขาบอกว่า ““ถ้าจิตไปรู้อะไรให้รีบทิ้ง ทิ้งให้เร็วที่สุดเท่ากระพริบตา”
เขาไม่ได้แยกนะครับว่าสิ่งที่จิตไปรู้นั้นจะเป็นกุศลหรือเป็นอกุศล
ไม่ว่าจะเป็นกุศลหรืออกุศลก็ตาม ให้รีบทิ้ง และไปรู้ลมเป็นกายคตาสติ

ถ้าคุณ Shadee บอกว่านี่ไง พระพุทธเจ้าตรัสให้ละ แล้วก็เอามาตอบประเด็นนี้นะ
ผมแนะนำให้ยกโอวาทปาฏิโมกข์มาตอบด้วยก็ได้ครับ
เพราะท่านก็ทรงสอนให้ละบาปอกุศลทั้งปวง (ในโอวาทปาฏิโมกข์)
แล้วคุณจะเข้าใจอย่างนี้ไหมว่าในเมื่อพระพุทธเจ้าทรงสอนให้ละบาปอกุศลทั้งปวง
ดังนี้ ถ้าจิตไปรับรู้อะไรแล้ว ให้รีบทิ้งให้หมด
มันเป็นเหตุผลเรื่องเดียวกันไหมล่ะครับ?

สรุปคือ “ปริหานสูตร” ที่คุณ Shadee ยกมานั้นเป็นคนละประเด็นกันนะครับ
ถ้าไม่เข้าใจ ผมก็ไม่ทราบว่าจะอธิบายอย่างไรให้เข้าใจได้มากกว่านี้
ถือว่าเป็นความด้อยสามารถของผมเองก็แล้วกันที่ไม่สามารถอธิบายได้ดีกว่านี้

การโพสต์นี้ได้ถูกแก้ไขโดย ngodngam: 20/02/2015 - 20:20

ขอนอบน้อมแต่พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ด้วยเศียรเกล้า
0



#10 ผู้ใช้ออฟไลน์   shadee ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1070
  • สมัคร: 23/07/2009

ตอบ: 20/02/2015 - 22:10

ผมเข้าใจว่า อารมณ์ดับ เมื่อสติเกิด ถ้าสติเกิดเร็ว อารมณ์ก็ดับเร็ว

แต่อารมณ์ที่ดับเร็ว ดุจกระพริบตา น่าจะเป็นผลของสติที่เกิดเร็ว ไม่ใช่จากการฝึกดับอารมณ์หรือเข้าไปแซกแซง

เลยสงสัยว่าการเข้าไปฝึกดับอารมณ์นั้นจะใช่มรรควิธีที่พระพุทธเจ้าสอนหรือเปล่าครับ

ผู้ถาม ถามว่า " ว่าการเข้าไปฝึกดับอารมณ์นั้นจะใช่มรรควิธีที่พระพุทธเจ้าสอนหรือเปล่าครับ "

มรรคมี 8 องค์ ไม่ใช่ความผิดของผู้ถาม แต่เป็นความโง่ ของผู้สอน ที่ไม่รู้จัก สัมมา วายามะ

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๑ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๓
ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค



[๘๕] ในจตุราริยสัจนั้น ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจเป็นไฉน
อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้แล คือ สัมมาทิฐิ ... สัมมาสมาธิ ฯ
ในอริยมรรคมีองค์ ๘ นั้น สัมมาทิฐิเป็นไฉน ความรู้ในทุกข์ ความรู้
ในทุกขสมุทัย ความรู้ในทุกขนิโรธ ความรู้ในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา นี้ท่าน
กล่าวว่า สัมมาทิฐิ ฯ
ในอริยมรรคมีองค์ ๘ นั้น สัมมาสังกัปปะเป็นไฉน ความดำริในความ
ออกจากกาม ความดำริในความไม่พยาบาท ความดำริในความไม่เบียดเบียน
นี้ท่านกล่าวว่า สัมมาสังกัปปะ ฯ
ในอริยมรรคมีองค์ ๘ นั้น สัมมาวาจาเป็นไฉน เจตนาเป็นเครื่อง
งดเว้นจากการพูดเท็จ เจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจากการพูดส่อเสียด เจตนา
เป็นเครื่องงดเว้นจากการพูดคำหยาบ เจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ
นี้ท่านกล่าวว่า สัมมาวาจา ฯ
ในอริยมรรคมีองค์ ๘ นั้น สัมมากัมมันตะเป็นไฉน เจตนาเป็นเครื่อง
งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ เจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจากการลักทรัพย์ เจตนาเป็นเครื่อง
งดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม นี้ท่านกล่าวว่า สัมมากัมมันตะ ฯ
ในอริยมรรคมีองค์ ๘ นั้น สัมมาอาชีวะเป็นไฉน อริยสาวกในธรรม
วินัยนี้ ย่อมละอาชีพที่ผิด สำเร็จความเป็นอยู่ด้วยอาชีพที่ชอบ นี้ท่านกล่าวว่า
สัมมาอาชีวะ ฯ
ในอริยมรรคมีองค์ ๘ นั้น สัมมาวายามะเป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้
ย่อมยังฉันทะให้เกิดขึ้น ย่อมพยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิตตั้งจิตไว้
เพื่อยังอกุศลธรรมอันลามกที่ยังไม่เกิดมิให้เกิดขึ้น ฯลฯ เพื่อละอกุศลธรรมอัน
ลามกที่เกิดขึ้นแล้ว ฯลฯ เพื่อยังกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น ย่อมยังฉันทะให้
เกิดขึ้น ย่อมพยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิตตั้งจิตไว้ เพื่อความตั้งมั่น
เพื่อความไม่ฟั่นเฟือน เพื่อความเจริญโดยยิ่ง เพื่อความไพบูลย์ เพื่อความเจริญ
เพื่อความบริบูรณ์ แห่งกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว นี้ท่านกล่าวว่า สัมมาวายามะ ฯ
ในอริยมรรคมีองค์ ๘ นั้น สัมมาสติเป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้
พิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและ
โทมนัสในโลกเสีย พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายอยู่ ... พิจารณา
เห็นจิตในจิตอยู่ ... พิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่ มีความเพียร
มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย นี้ท่านกล่าวว่า
สัมมาสติ ฯ
ในอริยมรรคมีองค์ ๘ นั้น สัมมาสมาธิเป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้
สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม เข้าปฐมฌาน มีวิตกวิจาร มีปีติและสุขเกิด
แต่วิเวกอยู่ เข้าทุติยฌานอันเป็นความผ่องใสแห่งจิตในภายใน เป็นธรรมเอก
ผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร เพราะวิตกวิจารสงบไป มีปีติและสุขเกิดแก่
สมาธิอยู่ ภิกษุเป็นผู้มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกายเพราะ
ปีติสิ้นไป เข้าตติยฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายสรรเสริญว่าผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้มี
อุเบกขา มีสติอยู่เป็นสุข เข้าจตุตถฌานอันไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุข
ละทุกข์และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่
นี้ท่านกล่าวว่า สัมมาสมาธิ นี้ท่านกล่าวว่า ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ ชื่อว่า
ญาณ ด้วยอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา ด้วยอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้น
ท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาเครื่องทรงจำธรรมที่ได้สดับมาแล้ว คือ เครื่องรู้ชัดธรรมที่
ได้สดับมาแล้วนั้นว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินี
ปฏิปทา ชื่อว่าสุตมยญาณ ปัญญาในการทรงจำธรรมที่ได้สดับมาแล้ว ชื่อว่า
สุตมยญาณอย่างนี้ ฯ
เนื้อความพระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๑ บรรทัดที่ ๙๐๖ - ๙๕๐. หน้าที่ ๓๘ - ๓๙.
http://www.84000.org...950&pagebreak=0
ศึกษาอรรถกถานี้ ได้ที่ :-
http://www.84000.org...a.php?b=31&i=85
ศึกษาพระไตรปิฏกฉบับภาษาบาลี อักษรไทย ได้ที่ :-
[85] http://budsir.mahido...item=85&Roman=0
สารบัญพระไตรปิฎกเล่มที่ ๓๑
http://www.84000.org...
0



#11 ผู้ใช้ออฟไลน์   shadee ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1070
  • สมัคร: 23/07/2009

ตอบ: 20/02/2015 - 22:17

อีกครั้ง ผู้ถาม ถามว่า " ว่าการเข้าไปฝึกดับอารมณ์นั้นจะใช่มรรควิธีที่พระพุทธเจ้าสอนหรือเปล่าครับ "

ผู้ถาม ต้องการหาคำตอบ ว่า " ใช่่ " หรือ " ไม่ใช่่ "

หรือ ทั้งผู้ถาม และ ผู้ตอบ พยามบิดเบือนว่า สิ่งที่บุคคลที่ 3 กล่าวสอน ไม่ใช่ มรรควิธี ทั้งๆ ที่ นั้นเป็น สัมมาวายามะ
0



#12 ผู้ใช้ออฟไลน์   shadee ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1070
  • สมัคร: 23/07/2009

ตอบ: 20/02/2015 - 22:22

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๔ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๔
มหาวรรค ภาค ๑



ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร
ปฐมเทศนา
[๑๓] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะพระปัญจวัคคีย์ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ที่สุด
สองอย่างนี้อันบรรพชิตไม่ควรเสพ คือ
การประกอบตนให้พัวพันด้วยกามสุขในกามทั้งหลาย เป็นธรรมอันเลว เป็นของชาวบ้าน
เป็นของปุถุชน ไม่ใช่ของพระอริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ๑
การประกอบความเหน็ดเหนื่อยแก่ตน เป็นความลำบาก ไม่ใช่ของพระอริยะ ไม่ประกอบ
ด้วยประโยชน์ ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิปทาสายกลาง ไม่เข้าไปใกล้ที่สุดสองอย่างนั้น นั่นตถาคตได้
ตรัสรู้แล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง ทำดวงตาให้เกิด ทำญาณให้เกิด ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ
เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ปฏิปทาสายกลางที่ตถาคตได้ตรัสรู้แล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง ทำดวงตา
ให้เกิด ทำญาณให้เกิด ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน
นั้น เป็นไฉน?
ปฏิปทาสายกลางนั้น ได้แก่อริยมรรค มีองค์ ๘ นี้แหละ คือปัญญาอันเห็นชอบ ๑
ความดำริชอบ ๑ เจรจาชอบ ๑ การงานชอบ ๑ เลี้ยงชีวิตชอบ ๑ พยายามชอบ ๑ ระลึกชอบ ๑
ตั้งจิตชอบ ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้แลคือปฏิปทาสายกลางนั้น ที่ตถาคตได้ตรัสรู้แล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง
ทำดวงตาให้เกิด ทำญาณให้เกิด ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้
เพื่อนิพพาน.
[๑๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แลเป็นทุกขอริยสัจ คือ ความเกิดก็เป็นทุกข์ ความแก่
ก็เป็นทุกข์ ความเจ็บไข้ก็เป็นทุกข์ ความตายก็เป็นทุกข์ ความประจวบด้วยสิ่งที่ไม่เป็นที่รัก
ก็เป็นทุกข์ ความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รักก็เป็นทุกข์ ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์
โดยย่นย่อ อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แลเป็นทุกขสมุทัยอริยสัจ คือตัณหาอันทำให้เกิดอีก ประกอบ
ด้วยความกำหนัดด้วยอำนาจความเพลิน มีปกติเพลิดเพลินในอารมณ์นั้นๆ คือ กามตัณหา
ภวตัณหา วิภวตัณหา.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แลเป็นทุกขนิโรธอริยสัจ คือ ตัณหานั่นแลดับ โดยไม่เหลือ
ด้วยมรรคคือวิราคะ สละ สละคืน ปล่อยไป ไม่พัวพัน.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แลเป็นทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ คือ อริยมรรคมีองค์ ๘
นี้แหละ คือ ปัญญาเห็นชอบ ๑ ... ตั้งจิตชอบ ๑.
[๑๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้ว
แก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า นี้ทุกขอริยสัจ.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา
ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า ทุกขอริยสัจนี้นั้นแล ควรกำหนดรู้.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา
ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า ทุกขอริยสัจนี้นั้นแล เราก็ได้กำหนดรู้แล้ว.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา
ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า นี้ทุกขสมุทัยอริยสัจ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา
ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า ทุกขสมุทัยอริยสัจนี้นั้นแล ควรละเสีย.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา
ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า ทุกขสมุทัยอริยสัจนี้นั้นแล เราได้ละแล้ว
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา
ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า นี้ทุกขนิโรธอริยสัจ.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา
ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า ทุกขนิโรธอริยสัจนี้นั้นแล ควรทำให้แจ้ง.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา
ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า ทุกขนิโรธอริยสัจนี้นั้นแล เราทำให้แจ้งแล้ว.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา
ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา
ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจนี้นั้นแล ควรให้เจริญ.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา
ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจนี้นั้นแล เราให้เจริญแล้ว.
ญาณทัสสนะ มีรอบ ๓ มีอาการ ๑๒
[๑๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปัญญาอันรู้เห็นตามเป็นจริงของเราในอริยสัจ ๔ นี้ มีรอบ ๓
มีอาการ ๑๒ อย่างนี้ ยังไม่หมดจดดีแล้ว เพียงใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรายังยืนยันไม่ได้ว่า
เป็นผู้ตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณ อันยอดเยี่ยมในโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ใน
หมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณะ พราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ เพียงนั้น.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อใดแล ปัญญาอันรู้เห็นตามเป็นจริงของเรา ในอริยสัจ ๔ นี้
มีรอบ ๓ มีอาการ ๑๒ อย่างนี้ หมดจดดีแล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อนั้น เราจึงยืนยันได้ว่า
เป็นผู้ตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณ อันยอดเยี่ยมในโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก
ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณะ พราหมณ์ เทวดาและมนุษย์.
อนึ่ง ปัญญาอันรู้เห็นได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราว่า ความพ้นวิเศษของเราไม่กลับกำเริบ ชาติ
นี้เป็นที่สุด ภพใหม่ไม่มีต่อไป.
ก็แลเมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสไวยากรณภาษิตนี้อยู่ ดวงตาเห็นธรรม ปราศจากธุลี
ปราศจากมลทิน ได้เกิดขึ้นแก่ท่านพระโกณฑัญญะว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา
สิ่งนั้นทั้งมวล มีความดับเป็นธรรมดา.
[๑๗] ครั้นพระผู้มีพระภาคทรงประกาศธรรมจักรให้เป็นไปแล้ว เหล่าภุมมเทวดาได้
บันลือเสียงว่า นั่นพระธรรมจักรอันยอดเยี่ยม พระผู้มีพระภาคทรงประกาศให้เป็นไปแล้ว ณ
ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เขตพระนครพาราณสี อันสมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือ
ใครๆ ในโลก จะปฏิวัติไม่ได้.
เทวดาชั้นจาตุมหาราช ได้ยินเสียงของพวกภุมมเทวดาแล้ว ก็บันลือเสียงต่อไป.
เทวดาชั้นดาวดึงส์ ได้ยินเสียงของพวกเทวดาชั้นจาตุมหาราชแล้ว ก็บันลือเสียงต่อไป.
เทวดาชั้นยามา ...
เทวดาชั้นดุสิต ...
เทวดาชั้นนิมมานรดี ...
เทวดาชั้นปรนิมมิตวสวดี ...
เทวดาที่นับเนื่องในหมู่พรหม ได้ยินเสียงของพวกเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวดีแล้ว ก็
บันลือเสียงต่อไปว่า นั่นพระธรรมจักรอันยอดเยี่ยม พระผู้มีพระภาคทรงประกาศให้เป็นไปแล้ว
ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เขตพระนครพาราณสี อันสมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม
หรือใครๆ ในโลก จะปฏิวัติไม่ได้.
ชั่วขณะการครู่หนึ่งนั้น เสียงกระฉ่อนขึ้นไปจนถึงพรหมโลก ด้วยประการฉะนี้แล.
ทั้งหมื่นโลกธาตุนี้ได้หวั่นไหวสะเทือนสะท้าน ทั้งแสงสว่างอันยิ่งใหญ่หาประมาณมิได้
ได้ปรากฏแล้วในโลก ล่วงเทวานุภาพของเทวดาทั้งหลาย.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงเปล่งพระอุทานว่า ท่านผู้เจริญ โกณฑัญญะ ได้รู้แล้วหนอ
ท่านผู้เจริญ โกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ เพราะเหตุนั้น คำว่า อัญญาโกณฑัญญะนี้ จึงได้เป็นชื่อ
ของท่านพระโกณฑัญญะ ด้วยประการฉะนี้.
ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร จบ
-----------------------------------------------------
เนื้อความพระไตรปิฎก เล่มที่ ๔ บรรทัดที่ ๓๕๕ - ๔๔๕. หน้าที่ ๑๕ - ๑๙.
http://www.84000.org...445&pagebreak=0
ศึกษาอรรถกถานี้ ได้ที่ :-
http://www.84000.org...ha.php?b=4&i=13
ศึกษาพระไตรปิฏกฉบับภาษาบาลี อักษรไทย ได้ที่ :-
[13-17] http://www.84000.org...p?B=4&A=13&Z=17
สารบัญพระไตรปิฎกเล่มที่ ๔
http://www.84000.org...
0



#13 ผู้ใช้ออฟไลน์   ngodngam ไอคอน

  • ตอบ 2000+
  • PipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 2335
  • สมัคร: 21/10/2009

ตอบ: 21/02/2015 - 00:18

ก่อนอื่นขอเรียนว่า แม้ว่าผมอยากจะอธิบายให้ละเอียด เพื่อเป็นข้อมูลแก่ท่านผู้อ่าน
แต่ผมก็ยอมรับตามจริงว่า ผมไม่สามารถมาชี้แจงได้ทุกประเด็นที่คุณ Shadee ยกมานะครับ
เพราะว่าบางประเด็นนั้นมั่วมาก เหมือนกับว่า ถามม้าแต่ตอบช้าง
คุยกันไปก็เสียเวลา ผมก็จะขออธิบายเฉพาะในส่วนที่เห็นว่าเป็นประโยชน์สมควรแก่เวลาครับ

แสดงข้อความที่โพสต์shadee [ 20/02/2015 - 22:10 ]

ผู้ถาม ถามว่า " ว่าการเข้าไปฝึกดับอารมณ์นั้นจะใช่มรรควิธีที่พระพุทธเจ้าสอนหรือเปล่าครับ "

มรรคมี 8 องค์ ไม่ใช่ความผิดของผู้ถาม แต่เป็นความโง่ ของผู้สอน ที่ไม่รู้จัก สัมมา วายามะ

เมื่อเขายก “สัมมาวายามะ” ขึ้นมาอ้าง เราก็ควรไปดู “สัมมาวายามะ” กันนะครับ

อ้างอิง

สัมมาวายามะ คือเพียรชอบ คือเพียรในที่ ๔ สถาน ได้แก่

๑. สังวรปธาน คือ เพียรระวัง คือ เพียรระวังบาปอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด มิให้เกิดขึ้น

๒. ปหานปธาน คือ เพียรละบาปที่เกิดขึ้นแล้ว

๓. ภาวนาปธาน คือ เพียรเจริญ, เพียรทำกุศลธรรมที่ยังไม่มียังไม่เกิด ให้เกิด ให้มีขึ้น

๔. อนุรักขนาปธาน คือ เพียรรักษากุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วไม่ให้เสื่อม และบำเพ็ญให้เจริญยิ่งขึ้นไปจนไพบูลย์

http://www.84000.org...p?A=3479&Z=3479

อ่านแล้ว เราเห็นว่าเกี่ยวไหมครับ?
เอ สงสัยว่าคุณ Shadee ไปอ่านเจอคำว่า “เพียรละบาปที่เกิดขึ้นแล้ว” (คือ ปหานปธาน)
อ้าวแล้ว "ภาวนาปธาน" และ "อนุรักขนาปธาน" ล่ะทำไมไม่ยกมาด้วย ยกมาแล้วตอบคำถามได้ไหม
เพราะถ้าจิตไปรู้อะไรก็ตาม ให้รีบทิ้งทั้งหมด เขาไม่ได้ว่าให้เจริญ หรือให้รักษานะครับ
อกุศลก็ทิ้ง กุศลก็ทิ้ง ถ้าจะหยิบมาเฉพาะละบาปเพื่อมาตอบโจทย์
แต่ไม่หยิบเจริญกุศล และเพียรรักษากุศลมาตอบด้วยล่ะ
ทั้งที่คุณ Shadee ก็ยก “ปฏิสัมภิทามรรค” ที่กล่าวถึง “สัมมาวายามะ” มาเองใน คห ๑๐ นะ

เรามาลองดูข้อความในพระสูตรก็ได้ ดังนี้

อ้างอิง

ในอริยมรรคมีองค์ ๘ นั้น สัมมาวายามะเป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้
ย่อมยังฉันทะให้เกิดขึ้น ย่อมพยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิตตั้งจิตไว้
เพื่อยังอกุศลธรรมอันลามกที่ยังไม่เกิดมิให้เกิดขึ้น ฯลฯ เพื่อละอกุศลธรรมอัน
ลามกที่เกิดขึ้นแล้ว ฯลฯ เพื่อยังกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น ย่อมยังฉันทะให้
เกิดขึ้น ย่อมพยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิตตั้งจิตไว้ เพื่อความตั้งมั่น
เพื่อความไม่ฟั่นเฟือน เพื่อความเจริญโดยยิ่ง เพื่อความไพบูลย์ เพื่อความเจริญ
เพื่อความบริบูรณ์ แห่งกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว นี้ท่านกล่าวว่า สัมมาวายามะ ฯ
http://www.84000.org...950&pagebreak=0


สังเกตว่า “ละ” มีอยู่อย่างเดียว คือละอกุศลธรรม แล้วตรงที่เจริญกุศลธรรมล่ะ
ตรงที่ยังฉันทะอีกล่ะ ตรงที่สร้างกุศลธรรมอีกล่ะ ไม่ได้ให้ทิ้งนะครับ
ที่บอกว่า “ละ” หรือให้ทิ้งมีแค่ที่เดียว แต่ที่สร้างและไม่ให้ละมีตั้งเยอะ กลับอ่านไม่เจอเหรอ
อันนี้แน่ใจหรือครับว่าตอบโจทย์ตรงแล้ว เพราะโจทย์เขาให้ทิ้งทั้งหมด ไม่ได้แยกกุศลและอกุศลนะครับ?
แน่ใจหรือว่ากำลังคุยเรื่องเดียวกันกับกระทู้อยู่?

คห ที่ ๑๑ ก็มั่วไปตามคห ที่ ๑๐ นะครับ จึงไม่ต้องชี้แจงอะไร อ่านแล้วเข้าใจได้ไม่ยาก

คห ที่ ๑๒ นึกอยากจะยก “ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร” ก็ยกมา โดยที่ไม่เห็นว่าจะเกี่ยวกับกระทู้นี้ตรงไหน
และเจ้าตัวก็ไม่อธิบายด้วยว่าเกี่ยวข้องกับประเด็นกระทู้นี้อย่างไร เล่นยกมาลอย ๆ เสียอย่างนั้น
ดังนั้นผมก็เห็นว่าไม่ควรต้องเสียเวลาชี้แจงอะไรสำหรับ คห ๑๒ นี้

การโพสต์นี้ได้ถูกแก้ไขโดย ngodngam: 21/02/2015 - 00:21

ขอนอบน้อมแต่พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ด้วยเศียรเกล้า
0



#14 ผู้ใช้ออฟไลน์   shadee ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1070
  • สมัคร: 23/07/2009

ตอบ: 21/02/2015 - 12:02

ก่อนอื่น ต้องขอ ขอบคุณคุณ งดงาม. ที่อธิบายว่า. การ ดูจิต อย่างเดียวโดยไม่แทรกแซง ไม่ใช่มรรคมีองค์ 8 หรือมรรควิธีของพระพุทธเจ้าครับ

เพราะถ้าไม่มี สัมมาวายามะ ก็ไม่ใช่มรรคมีองค์8

ที่ผู้ถาม เข้าใจผิด ว่า อารมณ์จะดับได้เร็ว เพราะมีสติ นั้น. สติ แปลว่า ระลึกได้. ซึ่งถ้ายัง ระลึกได้ ระลึกถึงอารมณ์นั้นๆอยู่เนื่องๆ. อารมณ์นั้นจัดับได้อย่างไร

ต้องใช้ความเพียร พยายาม บังคับ แทรกแซง ให้ดับไป ด้วยความอดทน ด้วยความทำในใจโดยแยบคาย และพยายามแทรกแซง กิเลส สังโยชน์ที่ยังไม่เกิด ไม่ให้เกิด

ขึ้น และ พยายาม ทำให้กุศล ซึ่งยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น

ซึ่งอ่านจากคำถามแล้ว ผู้ถามยังไม่เคย ได้ยิน ได้ฟังว่า มรรคมีองค์ 8 ซึ่งเป็น มรรควิธีของพระพุทธเจ้านั้น มีอะไรบ้าง คนที่สอน ภาวนาให้ผู้ถาม คงไม่มีความรู้ในคำ

สอนของพระพุทธเจ้า จริงๆ. สติ แปลว่า ระลึกได้ ไม่ได้แปลว่า ละ ได้นะครับ

การละ เกิดจากการบังคับ แทรกแซง กิเลสที่อยู่ในจิต ให้จิต พิจารณาคุณและโทษ ของ กุศลกรรม และ อกุศลกรรมนะครับ

ผู้ถาม คงเข้าใจได้ ว่า สิ่งที่ตัวเองไม่รู้ว่า อะไรคือมรรค อะไรไม่ใช่ มรรคนะครับ
0



#15 ผู้ใช้ออฟไลน์   ngodngam ไอคอน

  • ตอบ 2000+
  • PipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 2335
  • สมัคร: 21/10/2009

ตอบ: 21/02/2015 - 19:36

แสดงข้อความที่โพสต์shadee [ 21/02/2015 - 12:02 ]

ก่อนอื่น ต้องขอ ขอบคุณคุณ งดงาม. ที่อธิบายว่า. การ ดูจิต อย่างเดียวโดยไม่แทรกแซง ไม่ใช่มรรคมีองค์ 8 หรือมรรควิธีของพระพุทธเจ้าครับ

ผมไม่ได้อธิบายดังที่คุณกล่าวอ้างนี้เลย คุณกล่าวตู่อย่างนี้ ผิดศีลข้อพูดเท็จนะครับ

แสดงข้อความที่โพสต์shadee [ 21/02/2015 - 12:02 ]

ที่ผู้ถาม เข้าใจผิด ว่า อารมณ์จะดับได้เร็ว เพราะมีสติ นั้น. สติ แปลว่า ระลึกได้. ซึ่งถ้ายัง ระลึกได้ ระลึกถึงอารมณ์นั้นๆอยู่เนื่องๆ. อารมณ์นั้นจัดับได้อย่างไร

ต้องใช้ความเพียร พยายาม บังคับ แทรกแซง ให้ดับไป ด้วยความอดทน ด้วยความทำในใจโดยแยบคาย และพยายามแทรกแซง กิเลส สังโยชน์ที่ยังไม่เกิด ไม่ให้เกิด

อันนี้แสดงให้เห็นแล้วว่านอกจากคุณ Shadee จะภาวนาไม่เป็นแล้ว ปริยัติก็มั่วอีกด้วย
อารมณ์มันเกิดดับโดยตัวของมันเองอย่างรวดเร็วอยู่แล้วครับ
ไม่ว่าเราจะมีสติระลึกได้หรือไม่ได้ก็ตาม อารมณ์มันก็เกิดดับอยู่แล้ว เพราะมันเป็นทุกขัง

อนึ่ง จริง ๆ แล้ว ตรงเนื้อหาในประเด็นนี้ในกระทู้นั้น ท่าน จขกท ก็เข้าใจผิดนะครับ

อ้างอิง

ผมเข้าใจว่า อารมณ์ดับ เมื่อสติเกิด ถ้าสติเกิดเร็ว อารมณ์ก็ดับเร็ว
แต่อารมณ์ที่ดับเร็ว ดุจกระพริบตา น่าจะเป็นผลของสติที่เกิดเร็ว ไม่ใช่จากการฝึกดับอารมณ์หรือเข้าไปแทรกแซง
เลยสงสัยว่าการเข้าไปฝึกดับอารมณ์นั้นจะใช่มรรควิธีที่พระพุทธเจ้าสอนหรือเปล่าครับ

ตรงนี้ท่าน จขกท เข้าใจผิดนะครับ ขออภัยด้วยตอนแรกจะอธิบายแล้ว พิมพ์ยาว ๆ แล้วลืม
อารมณ์ไม่ได้ดับเพราะสติเกิด สติจะเกิดหรือไม่ก็ตาม อารมณ์ก็ดับโดยตัวมันเองอยู่แล้ว
เพราะว่าอารมณ์เป็นทุกขัง แล้วพอสติเกิดจะเป็นอย่างไร สติเกิด เราก็เห็นมันดับได้
ถ้าสติเกิดบ่อย เราก็เห็นมันดับบ่อย ถ้าสติไม่เกิด ก็ไม่เห็น แต่ไม่ใช่ว่ามันไม่เกิดดับ
ยกตัวอย่างว่า เรานั่งอยู่ริมถนนและมองรถวิ่งผ่านไปมานะครับ
ถ้าเราลืมตาดู เราก็เห็นรถวิ่งผ่านไปมา
ถ้าเราหลับตา เราก็ไม่เห็น แต่ก็ไม่ได้แปลว่ารถหยุดวิ่ง และเริ่มวิ่งต่อเมื่อเราลืมตาดู ไม่เกี่ยวกันครับ
รถก็ยังวิ่งไปมาอยู่ตลอด แต่เราจะเห็นหรือไม่ อยู่ที่ว่าเราลืมตาหรือเปล่า
การเห็นอารมณ์เกิดดับก็เช่นเดียวกัน ถ้ามีสติ ก็เห็นมันเกิดดับได้ แต่ถ้าไม่มีสติ ก็ไม่เห็น

แสดงข้อความที่โพสต์shadee [ 21/02/2015 - 12:02 ]

ต้องใช้ความเพียร พยายาม บังคับ แทรกแซง ให้ดับไป ด้วยความอดทน ด้วยความทำในใจโดยแยบคาย และพยายามแทรกแซง กิเลส สังโยชน์ที่ยังไม่เกิด ไม่ให้เกิดขึ้น และ พยายาม ทำให้กุศล ซึ่งยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น

ซึ่งอ่านจากคำถามแล้ว ผู้ถามยังไม่เคย ได้ยิน ได้ฟังว่า มรรคมีองค์ 8 ซึ่งเป็น มรรควิธีของพระพุทธเจ้านั้น มีอะไรบ้าง คนที่สอน ภาวนาให้ผู้ถาม คงไม่มีความรู้ในคำสอนของพระพุทธเจ้า จริงๆ. สติ แปลว่า ระลึกได้ ไม่ได้แปลว่า ละ ได้นะครับ

การละ เกิดจากการบังคับ แทรกแซง กิเลสที่อยู่ในจิต ให้จิต พิจารณาคุณและโทษ ของ กุศลกรรม และ อกุศลกรรมนะครับ

ผู้ถาม คงเข้าใจได้ ว่า สิ่งที่ตัวเองไม่รู้ว่า อะไรคือมรรค อะไรไม่ใช่ มรรคนะครับ

ส่วนที่เหลือของ คห ที่ ๑๔ ก็ยิ่งแสดงให้เห็นว่าภาวนาไม่เป็น
ผมเห็นว่าท่านผู้อ่านในลานธรรมหลายท่านที่ภาวนาเป็นอยู่แล้ว อ่าน คห ๑๔ นี้แล้ว ก็คงจะชัดเจนมากเลยว่า
ตั้งแต่ คห ที่ ๔ เรื่อยลงมานั้น ทำไมคุณ Shadee จึงพยายามเถียงมาตลอด
แต่ถ้ามีพื้นฐานมาแค่นี้ ผมคงไม่สละเวลามาอธิบายอะไรยืดยาวนะครับ เพราะดูอาการแล้วไม่ค่อยจะฟังด้วย
(ช่วยทุกคนไม่ไหวครับ มีเวลาไม่พอ)

การโพสต์นี้ได้ถูกแก้ไขโดย ngodngam: 21/02/2015 - 19:39

ขอนอบน้อมแต่พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ด้วยเศียรเกล้า
0



#16 ผู้ใช้ออฟไลน์   ศลิษา ไอคอน

  • ตอบ 500+
  • PipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 737
  • สมัคร: 29/02/2004

ตอบ: 22/02/2015 - 10:31

ขออนุญาตสนทนาโดยยกการปฏิบัติจริงของตนเองนะคะ คือใช้รู้ๆอย่างเดียว
เมื่อใดที่รู้ ก็เท่ากับสิ่งที่รู้ดับแล้ว เพราะกลายเป็นถูกรู้แทน เนื่องจากจิตเป็นจิตคนละดวง
ก็เท่ากับการดับนั่นเอง ไม่ต้องไปตั้งใจทิ้งอะไร
รู้ให้บ่อยๆ มันก็จะดับเร็วมาก จนต่อไม่ติด กิเลสแทรกไม่ได้
ขอเชิญชวนเพื่อนๆ เรียนธรรมะจากการปฏิบัติธรรมจริงด้วยนะคะ จะทำให้การเรียนจากคัมภีร์เข้าใจง่าย ใสกระจ่าง
สาธุค่ะ _/\_
0



#17 ผู้ใช้ออฟไลน์   shadee ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1070
  • สมัคร: 23/07/2009

ตอบ: 22/02/2015 - 10:41

ก่อนื่น ต้องขอโทษ ที่ทำให้คุณ งดงาม คิดว่าผมกล่าวตู่นะครับ

แต่ขอให้ดูคำตอบที่คุณยกมาทุกอย่าง กับคำถาม ที่ว่า สิ่งไหนคือ มรรควิธี หรือมรรคมีองค์ 8 ของพระพุทธเจ้าแล้ว

การดูจิต อย่างเดียวโดยไม่แทรกแซง ไม่ใช่ มรรคมีองค์ 8 ของพระพุทธเจ้านะครับ


การเกิดขึ้นของ ทุกสิ่ง ต้องมีเหตุปัจจัยนะครับ ไม่ใช่จะมีอะไรที่จะเกิดขึ้นเองได้โดยไม่มีเหตุปัจจัย พระพุทธองค์ ทรงตรัสไว้ดีแล้วครับเพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี

แม้ต่ความเกิดแห่งวิญญาณ เว้นจากปัจจัยมิได้มี

การที่คุณงดงามบอกว่า อารมณ์เกิดขึ้นเองโดยไม่มีเหตุปัจจัย แล้วดับเองโดยไม่มีเหตุปัจจัย จึงเป็นความเห็นผิดของคุณ งดงาม และผู้ที่สอนคุณงดงาม เท่านั้นเอง

อีกครั้งนะครับ กับประเด็นคำถาม. ผู้ถาม ถามว่า สิ่งไหนคือมรรคมีองค์8 ซึ่งคือ มรรควิธีของพระพุทธเจ้า โดยความเข้าใจของตนเอง ว่า การดูจิตอย่างเดียว หรือว่า

การพยายามทำให้อารมณ์ ดับไป. โดยผู้ถามไม่มีความรู้เรื่อง สัมมาวายามะเลย. คิดว่า สัมมาวายามะไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า

คราวหลัง อ่านคำถามแล้ว กรุณาพิจารณาตอบคำถามให้ตรงประเด็นด้วยนะครับ เท่าที่สังเกตุดู คุณงดงาม ชอบตอบแบบมั่วประเด็นนะครับ. ด้วยความหวังดีครับ
0



#18 ผู้ใช้ออฟไลน์   shadee ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1070
  • สมัคร: 23/07/2009

ตอบ: 22/02/2015 - 10:54

อีกครั้ง สำหรับคำตอบ ให้แก่ผู้ถามนะครั

มรรควิธี ของพระพุทธเจ้า ที่ไม่มีในศาสนาอื่น คือ มรรคมีองค์ 8 เท่านั้น

และการดูจิต โดยไม่แทรกแซง ไม่ใช่ มรรคมีองค์ 8 ครับ หวังว่าผู้ถาม และผู้ที่ไม่เคยรู้เลยว่า ศาสนาพุทธสอนอะไรที่ต่างจาก ศาสนา และ ลัทธินอกรีตทั้งหลายคงจะได้

เข้าใจ จากพุทธวจนะ ที่คุณงดงาม ยกมาอธิบายแล้วข้างต้น นะครับ
0



#19 ผู้ใช้ออฟไลน์   นายฏีกาน้อย ไอคอน

  • พุทธฏีกา
  • PipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 4082
  • สมัคร: 15/12/2006

ตอบ: 22/02/2015 - 17:34

ปาราศิ ริยพราหมณ์ แห่งยุคใหม่
นำธรรมไข อ้างพุทธะ วจนะ
สั่งสอนศิษย์ อย่าเห็นยิน ทิ้งธุระ
เป็นคันถะ ร่วมสมัย ร่วมงงงวย

แล้วเล่าอ้าง จำกัดความ ดับแลทิ้ง
ให้ยุ่งขิง ติงนัง คุณพระช่วย
ในลานธรรม ยังมี บัณฑิตรวย
ไม่ได้อวย ด้วยแสดง ธรรมงดงาม

อีกยังมี ปราชญ์ดี ค่อยช่วยส่ง
ไม่ให้หลง ใดประณีต ฤาทราม
ประกอบพร้อม มรรคมีองค์ แปดตาม
ฉันมาห้าม เขวี้ยงขว้าง นอกประเด็น

ฟังฏีกา จะแถลง แสดงไข
สุขทุกข์ไซร้ อุเบกขา ลองตามเห็น
สุขตั้งอยู่ ทุกข์ดับ วางเฉยเป็น
ลึกซึ้งเร้น ในคำสอน ศาสดา

ที่ว่าดับ คือดับ สุขและทุกข์ (เวทนา)
ทิ้งสนุก แล้วถึง อุเบกขา (ดำรงอยู่)
อีกทั้งพร้อม รู้ลม กายาคตา
กระพริบตา พร้อมเห็น ไตรลักษณ์เอย..


ต่อ อินทริยภาวนาสูตร

แหะๆ ขอขยายเพิ่มเติม จากกลอน ห้ามการแลกวิชชากันของพี่ๆ เพื่อสมานฉันท์

คุณแทนนาม สงสัยว่า การสอนการแนะนำ ให้ทิ้ง ให้ดับ อารมณ์ ให้ไว เป็นวิธีการที่พระพุทธองค์แสดงไว้หรือเปล่า เพื่อนบอกว่า รู้อะไรให้รีบทิ้ง มารู้ลมเป็น กายคตาสติ และเพื่อน ให้ที่มา รวมทั้งพุทธวจนะใน อินทริยภาวนาสูตร โดยคุณแทนนาม อาศัยที่เคยปฏิบัติมา และรู้สึกว่า ที่อารมณ์มันดับไป เพราะอาศัยสติเกิดขึ้น ถ้าสติเกิดขึ้นเร็ว อารมณ์ ก็ดับเร็วเหมือนกระพริบตา ที่มันไว เหมือนกระพริบตาเนี้ย เพราะสติมากกว่าใช่ไหม? ส่วนการแทรกแซง อารมณ์อะไรเกิดขึ้น ให้รีบทิ้งรีบดับ มันเป็นมรรควิธีไหม?

ฏีกาน้อย ขอตอบว่า ความไวในการรู้อารมณ์ที่เกิดขึ้น แล้วมีสติ มีตัวรู้ไปรู้ แล้วอารมณ์นั้นมันถอย มันคล้ายๆ ถอยบ้าง หดบ้าง ดับไปบ้าง นั่นก็เพราะสติที่เข้าไปรู้อารมณ์ ส่วนคำอธิบาย เรื่องอารมณ์เกิดดับ พี่งดงามให้คำอธิบายไว้ดีแล้ว ในหลายๆ ความเห็นในกระทู้นี้นะครับ ทีนี้

การแทรกแซงอารมณ์ ทิ้งอารมณ์ เป็นมรรควิธีไหม เราก็ไปดูใน กายคตาสติสูตรพร้อมกัน รวมถึง ในอินทริยภาวนาสูตรด้วย คือตลกดี พระองค์ถามพ่อ อุตตระพราหมณ์ว่า อาจารย์เธอ (ปาราศิริยพราหมณ์) สอนการสำรวมอินทรีย์ การบำเพ็ญ ภาวนา เวลามีอารมณ์เกิดขึ้น ทางทวาร ๕ ทางอินทรีย์ทางตา หู จมูก ลิ้น กายใจ อาจารย์ป. สอนยังไง ปรากฏว่า "อย่าเห็นรูป ด้วยจักษุ อย่ายินเสียงด้วยโสตฯ"

นี่แหละทำให้ฏีกาน้อยขำ ขึ้นมาทันที ก็อินทริยภาวนาสูตร ก็สอนอยู่ ให้รู้จัก ความพอใจ ไม่พอใจ คือรู้จักแยกแยะเปรียบเทียบ มีโยนิโสมนสิการว่า ความพอใจ ไม่พอใจ ที่เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น รู้รส ถูกต้องสัมผัสอารมณ์ ต่างๆ เหล่านี้เป็นสิ่งปรุงแต่ง เพื่อเกิดความรู้ เกิดความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด เกิดความตั้งมั่นเป็นกลาง ไม่หลงไป ยืนดียินร้าย รู้แจ้งตามความเป็นจริง ๒,๖๐๐ กว่าปีก่อน อาจารย์ ป. ยังสอนผิด ไม่น่าเชื่อ สมัยนี้ก็ยังมี เหมือนอาจารย์ป. ให้ทิ้ง ให้ดับ หรือบางที อาจเป็นความเข้าใจผิดเสียเอง แต่จะของใครก็ช่าง ในลานธรรมยังมีบัณฑิต ไขอรรถธรรมที่มีความหมายลึกซึ้ง ของพระพุทธองค์ได้ด้วยดี

ผิดก็ไม่ใช่ผิดทั้งหมดนะครับ ถูกก็ไม่ถูกทั้งหมดเหมือนกัน การเจริญอินทรีย์ภาวนาที่ผิด ให้ดูข้อความที่ [๘๕๔] อันนี่แหละ ดับๆๆๆ ทิ้งๆๆๆ ให้ไว ภาษาคล้ายๆ อาจารย์ ป. รวมถึงอาจารย์อีกหลายๆ ท่าน เด็กๆ รุ่นใหม่ คนรุ่นใหม่ ใครไปอ่านเจอเข้า ก็พากัน ทิ้งๆๆ ดับๆๆๆ ถามว่าเป็นกายคตาสติไหม ฏีกาน้อยไปเช็ค กายคตาสติสูตรมา ในอานิสงส์ ๑๐ จากวิชชาที่ได้อบรม กายคตาสติ ในข้อ [๓๑๗] ถ้าไม่ทิ้งๆ ไม่เอาแต่ดับๆ ไม่แทรกแซงอารมณ์ อาจได้อานิสงส์ ใน ๓ ข้อต้น ส่วนที่เหลือหมดสิทธิแน่นอน เพราะไม่ได้พิจารณาไตรลักษณ์ หรือไม่ได้ ทำวิปัสสนาญานให้เกิดนั่นเอง

นั่นแหละครับ ไปรู้อะไรให้ทิ้ง ให้ดับ ไม่ถึงสัมมาสมาธิอีกด้วย ยิ่งจับ อานาปนสติ ๑๖ จบอีก บอกว่าใครสอนให้ประครองผิด อ้าวงี้จบเลย ไม่ทันรู้กองลมทั้งปวง ไม่ทันระงับกายสังขาร ไม่ทันรู้แจ้งปิติ ไม่ทันรู้แจ้งสุข ไม่ทันรู้แจ้งจิตสังขาร ระงับจิตสังขาร เพราะไปแทรกแซงไป ดับไปทิ้ง ก็ได้แค่ ๒ ขั้นแรกจาก ๑๖ รู้แค่ลมเข้าออก ยาว สั้นแค่นั้น เพราะพอไปรู้อารมณ์อะไรๆ ก็รีบดับ รีบทิ้ง ซ้ำรอย อาจารย์ปาราศิริยพราหมณ์เลยทีเดียว โอ้คุณพระช่วย...

ท้ายที่สุด ในความหมายว่าดับ จริงๆ คืออำนาจของ วิขัมภนนิโรธ (เฉพาะใน อินทริยภาวนาสูตร) หรือ ที่รู้กันว่า อุเบกขาเอกัคตา ที่ได้ยินกันบ่อยๆ ว่าจิตตั่งมั่นๆ เป็นกลาง นั่นแหละครับ คือมี อุเบกขาดำรงอยู่ ไม่ยินดียินร้าย ต่อความพอใจไม่พอใจ พอใจก็ชั่วคราว ไม่พอใจก็ชั่วคราว การอาศัย อานาปานสติ ในกายคตา ที่สุดก็เพื่อ กำลังของสมถะ วิปัสสนา เกิด วิขัมภนะ หรือตทังคะ ดับแบบมีสมาธิ หรือแบบปัญญา(วิปัสสนา) สังเกตุเอาก็ได้ครับ ว่า ที่สุดก็เพื่อถอนความเห็นผิด ความยึดมั่นถือมั่น ในสัตว์บุคคล ตัวตนเราเขา คลายจาก ความพอใจไม่พอใจ รู้จัก ศึกษา ปฏิบัติลง ในธาตุในขันธ์ ศึกษาทุกข์สมุทัย ทำมรรคแจ้งนิโรธ ถ้ากิเลสตัณหาเป็น ศัตรู แล้วเราไม่ยอมศึกษาศัตรู หันหลังให้ศัตรูด้วยการ ทิ้งโอกาสศึกษาทำความเข้าใจ ศัตรู ลองเดากันดูจะใช่ทาง ใช่หนทางสายเอกในการออกจากทุกข์ไหม ถ้าไม่รู้จักทุกข์ แหะๆ บ่นยาวเลย นานๆ มาที....
(ภ)(น)(ท)(มโน)(อุป)(อนุ)(โค)(ม)(ผ)(ผ)(ผ)(ภ)
0



คำตอบต่อไป: shadee - shadee - ngodngam - ngodngam - ngodngam - shadee - ngodngam - shadee - shadee - shadee - shadee - shadee - shadee - ngodngam - ngodngam - shadee - ngodngam - อโณ นีมัตร - ngodngam - shadee - ngodngam - shadee - shadee - แทนนาม - sssboun - shadee - กบนอกกะลา - กบนอกกะลา - shadee - กบนอกกะลา - shadee - กบนอกกะลา - กบนอกกะลา - shadee - sssboun - อโศกะ - sssboun - กบนอกกะลา - อโศกะ - อโศกะ - กบนอกกะลา - shadee - อโศกะ - กบนอกกะลา - อโศกะ - shadee - กบนอกกะลา - shadee - อโศกะ - กบนอกกะลา - อโศกะ - กบนอกกะลา - กบนอกกะลา - กบนอกกะลา - อโศกะ - กบนอกกะลา - อโศกะ - กบนอกกะลา -
  • (4 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • 3
  • สุดท้าย »
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • ท่านไม่สามารถตอบกลับกระทู้นี้ได้

1 ผู้ใช้กำลังอ่านกระทู้นี้
0 สมาชิก, 1 ผู้เยี่ยมชม, 0 ผู้ใช้ที่ไม่ระบุชื่อ