ลานธรรมเสวนา: ต้องการ อำนาจพิเศษ ใครชี้ทางให้ได้บ้าง - ลานธรรมเสวนา

เข้าไปดูเนื้อหา

  • (2 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • ท่านไม่สามารถตอบกลับกระทู้นี้ได้

ต้องการ อำนาจพิเศษ ใครชี้ทางให้ได้บ้าง รู้ใจผู้อื่น

#0 ผู้ใช้ออฟไลน์   govit2552 ไอคอน

  • ตอบ 2000+
  • PipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 2116
  • สมัคร: 28/06/2009

ตอบ: 25/04/2013 - 12:58

อารมณ์ตอนนี้คือ อยากได้หนทางปฏิบัติ เพื่อบรรลุอำนาจพิเศษ คือ รู้ใจคน อ่านใจคนออก
ใครมี road map บ้างครับ เอาแบบว่า เป็นฉากๆ เป็นลำดับ 1 2 3 4
ว่ากันอย่างนี้เลย

พอมีมั๊ยครับ
ยังงมงาย.... เมื่อเห็นว่าพระไตรปิฏก มีส่วนถูกแค่ 30 เปอร์เซนต์ หรือไม่ถึงด้วยซ้ำ
เลิกงมงาย... เมื่อเห็นว่าพระไตรปิฏก กว่า 90 เปอร์เซนต์ ถูกต้องตรงตามนั้น

ขอแนะนำครับ
http://www.vitwong.blogspot.com/
0


  • (2 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • ท่านไม่สามารถตอบกลับกระทู้นี้ได้

การตอบอื่นๆต่อกระทู้นี้



#1 ผู้ใช้ออฟไลน์   พุทธฏีกา ไอคอน

  • พุทธฏีกา
  • PipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 4065
  • สมัคร: 15/12/2006

ตอบ: 25/04/2013 - 13:15

เจริญพร

โยมพี่โกวิทย์มาแปลก ปรกติน่าจะเห็น Map อยู่แล้วนะครับ
ตั้งต้นตั้งแต่ ศีลก่อน แล้วก็สำรวมอินทรีย์ แล้วก็เจริญสติภาวนา

ยกตัวอย่างใน สามัญผลสูตร จบศีลปุ๊บ ก็เข้า


- อินทรียสังวร
- สติสัมปชัญญะ
- สันโดษ

แล้วทรง อุปมานิวรณ์ แล้วแสดงรูปฌาน ๔ แล้วก็มาถึง วิชชา ๘

ตัดมาเฉพาะ เจโตปริยญาณ กำหนดรู้ใจบุคคลอื่นด้วยใจ :06:

วิปัสสนาญาณ

มโนมยิทธิญาณ

อิทธิวิธญาณ

ทิพยโสตญาณ

เจโตปริยญาณ

[๑๓๕] ภิกษุนั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส
อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อเจโตปริยญาณ
เธอย่อมกำหนดรู้ใจของสัตว์อื่น ของบุคคลอื่นด้วยใจ คือจิตมีราคะ ก็รู้ว่าจิตมีราคะ หรือจิต
ปราศจากราคะ ก็รู้ว่าจิตปราศจากราคะ จิตมีโทสะ ก็รู้ว่าจิตมีโทสะ หรือจิตปราศจากโทสะ
ก็รู้ว่าจิตปราศจากโทสะ จิตมีโมหะ ก็รู้ว่าจิตมีโมหะ หรือจิตปราศจากโมหะ ก็รู้ว่าจิตปราศจาก
โมหะ จิตหดหู่ ก็รู้ว่าจิตหดหู่ หรือจิตฟุ้งซ่าน ก็รู้ว่าจิตฟุ้งซ่าน จิตเป็นมหรรคต ก็รู้ว่าจิตเป็น
มหรรคต หรือจิตไม่เป็นมหรรคต จิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า ก็รู้ว่าจิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า หรือจิตไม่มีจิตอื่น
ยิ่งกว่า ก็รู้ว่าจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า จิตเป็นสมาธิ ก็รู้ว่าจิตเป็นสมาธิ หรือจิตไม่เป็นสมาธิ
ก็รู้ว่าจิตไม่เป็นสมาธิ จิตหลุดพ้น ก็รู้ว่าจิตหลุดพ้น หรือจิตไม่หลุดพ้น ก็รู้ว่าจิตไม่หลุดพ้น
ดูกรมหาบพิตร เปรียบเหมือนหญิงสาวชายหนุ่มที่ชอบการแต่งตัว เมื่อส่องดูเงาหน้าของตน
ในกระจกอันบริสุทธิ์สะอาด หรือในภาชนะน้ำอันใส หน้ามีไฝ ก็จะพึงรู้ว่าหน้ามีไฝ หรือหน้า
ไม่มีไฝ ก็จะพึงรู้ว่าหน้าไม่มีไฝ ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นแล เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผ่องแผ้ว
ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมโน้มน้อม
จิตไปเพื่อเจโตปริยญาณ เธอย่อมกำหนดรู้ใจของสัตว์อื่นของบุคคลอื่นด้วยใจ คือจิตมีราคะ
ก็รู้ว่าจิตมีราคะ หรือจิตปราศจากราคะ ก็รู้ว่าจิตปราศจากราคะ จิตมีโทสะ ก็รู้ว่าจิตมีโทสะ
หรือจิตปราศจากโทสะ ก็รู้ว่าจิตปราศจากโทสะ จิตมีโมหะ ก็รู้ว่าจิตมีโมหะ หรือจิตปราศจาก
โมหะ ก็รู้ว่าจิตปราศจากโมหะ จิตหดหู่ ก็รู้ว่าจิตหดหู่ หรือจิตฟุ้งซ่าน ก็รู้ว่าจิตฟุ้งซ่าน
จิตเป็นมหรรคต ก็รู้ว่าจิตเป็นมหรรคต หรือจิตไม่เป็นมหรรคต ก็รู้ว่าจิตไม่เป็นมหรรคต จิตมีจิตอื่น
ยิ่งกว่า ก็รู้ว่าจิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า หรือจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า ก็รู้ว่าจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า จิตเป็นสมาธิ
ก็รู้ว่าจิตเป็นสมาธิ หรือจิตไม่เป็นสมาธิ ก็รู้ว่าจิตไม่เป็นสมาธิ จิตหลุดพ้น ก็รู้ว่าจิตหลุดพ้น
หรือจิตไม่หลุดพ้น ก็รู้ว่าจิตไม่หลุดพ้น ดูกรมหาบพิตร นี้แหละสามัญผลที่เห็นประจักษ์
ทั้งดียิ่งกว่า ทั้งประณีตกว่าสามัญผลที่เห็นประจักษ์ข้อก่อนๆ.
--------------------------------------------------------------
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑
ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค
๒. สามัญญผลสูตร
http://www.84000.org...9&A=1072&Z=1919



ที่นี้ก็สำรวจศีล ชำระศีล ตั้งต้นสำรวมอินทรีย์ ปัญญาเด่นเกินไป ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ก็อ่อนฯลฯ
แล้วก็ เจริญ จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน เรื่องของเรื่องคือ เอาใจเขามาใส่ใจเราเป็น ถ้าเป็นก็จะค่อยๆ รู้
ถ้าไม่รู้แปลว่า เรายังอบรมสติปัฏฐานไม่ยิ่ง ก็อบรมไป ในจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐานบรรพ



อะยกมาให้ ก่อนรู้ใจเขา ยังไม่รู้ใจตัวเอง เลิกพูดกันเลย :33:



[๒๘๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่อย่างไรเล่า
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ จิตมีราคะ ก็รู้ว่าจิตมีราคะ หรือจิตปราศจากราคะ ก็รู้ว่าจิต
ปราศจากราคะ จิตมีโทสะ ก็รู้ว่าจิตมีโทสะ หรือจิตปราศจากโทสะ ก็รู้ว่าจิต
ปราศจากโทสะ จิตมีโมหะ ก็รู้ว่าจิตมีโมหะ หรือจิตปราศจากโมหะ ก็รู้ว่าจิต
ปราศจากโมหะ จิตหดหู่ ก็รู้ว่าจิตหดหู่ จิตฟุ้งซ่าน ก็รู้ว่าจิตฟุ้งซ่าน จิตเป็น
มหรคต ก็รู้ว่าจิตเป็นมหรคต หรือจิตไม่เป็นมหรคต ก็รู้ว่าจิตไม่เป็นมหรคต จิต
มีจิตอื่นยิ่งกว่า ก็รู้ว่าจิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า หรือจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า ก็รู้ว่าจิตไม่มีจิต
อื่นยิ่งกว่า จิตเป็นสมาธิ ก็รู้ว่าจิตเป็นสมาธิ หรือจิตไม่เป็นสมาธิ ก็รู้ว่าจิตไม่
เป็นสมาธิ จิตหลุดพ้น ก็รู้ว่าจิตหลุดพ้น หรือจิตไม่หลุดพ้น ก็รู้ว่าจิตไม่หลุด
พ้น ดังพรรณนามาฉะนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นจิตในจิตภายในบ้าง พิจารณาเห็น
จิตในจิตภายนอกบ้าง พิจารณาเห็นจิตในจิตทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง พิจารณา
เห็นธรรมคือความเกิดขึ้นในจิตบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมในจิตบ้าง
พิจารณาเห็นธรรมคือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมในจิตบ้าง ย่อมอยู่ อีกอย่าง
หนึ่ง สติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่า จิตมีอยู่ ก็เพียงสักว่าความรู้ เพียงสักว่าอาศัย
ระลึกเท่านั้น เธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฐิไม่อาศัยอยู่แล้ว และไม่ถือมั่นอะไรๆ
ในโลก ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ ฯ

จบจิตตานุปัสสนา
--------------------------------------------------------------
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒
ทีฆนิกาย มหาวรรค
๙. มหาสติปัฏฐานสูตร
http://www.84000.org...0&A=6257&Z=6764



ขอเจริญพร :06:
ติณฺโณ ตาเรยฺยํ
มุตฺโต โมเจยฺยํ
พุทโธ โพเธยฺยํ

เราข้ามได้แล้วจะให้ผู้อื่นข้ามได้ด้วย
เราพ้นแล้วจะให้ผู้อื่นพ้นด้วย
เราตรัสรู้แล้วจะให้ผู้อื่นรู้ด้วย
(ปรมตฺถทีปนี จริยปิฏกวณฺณนา มหาจุฬา. ๓๒๙)
(ภ)(น)(ท)(มโน)(อุป)(อนุ)(โค)(ม)(ผ)(ผ)(ผ)(ภ)
0



#2 ผู้ใช้ออฟไลน์   นิลุบล ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1246
  • สมัคร: 11/10/2005

ตอบ: 25/04/2013 - 14:35

แสดงข้อความที่โพสต์govit2552 [ 25/04/2013 - 12:58 ]

อารมณ์ตอนนี้คือ อยากได้หนทางปฏิบัติ เพื่อบรรลุอำนาจพิเศษ คือ รู้ใจคน อ่านใจคนออก
ใครมี road map บ้างครับ เอาแบบว่า เป็นฉากๆ เป็นลำดับ 1 2 3 4
ว่ากันอย่างนี้เลย

พอมีมั๊ยครับ


ต้องทำทีละขั้นตอนนะ
1. เลิกเล่นเน็ต

ข้อนี้รู้ใจคุณ ว่าคุณทำไม่ได้หรอก
ถ้างั้นไม่ต้องบอกข้อต่อๆไปนะ เสียเวลาเปล่าๆ :10:
ฟังเทศน์ของท่านผู้ทรงธรรม

http://www.luangta.com/thamma/thamma_talk_text.php?ID=4905&CatID=2
0



#3 ผู้ใช้ออฟไลน์   govit2552 ไอคอน

  • ตอบ 2000+
  • PipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 2116
  • สมัคร: 28/06/2009

ตอบ: 25/04/2013 - 17:54

:38: :09:
ถามอีกข้อครับ
มีใครเคยพบเห็น หรือรู้ว่า ฆราวาส คนใดที่กำลังครองเรือน (นอนกับคู่) แล้ว ยังมีอำนาจ รู้วาระจิตคน มั๊ยครับ

ผมค้นเจอแต่ แม่ชี เจอแต่พระ ที่มีอำนาจแบบนี้
ยังงมงาย.... เมื่อเห็นว่าพระไตรปิฏก มีส่วนถูกแค่ 30 เปอร์เซนต์ หรือไม่ถึงด้วยซ้ำ
เลิกงมงาย... เมื่อเห็นว่าพระไตรปิฏก กว่า 90 เปอร์เซนต์ ถูกต้องตรงตามนั้น

ขอแนะนำครับ
http://www.vitwong.blogspot.com/
0



#4 ผู้ใช้ออฟไลน์   ngodngam ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1918
  • สมัคร: 21/10/2009

ตอบ: 25/04/2013 - 19:13

ขอเปรียบเทียบว่า ก่อนเราจะเสียเงิน เสียแรง และเสียเวลาไปซื้อถังมาสักใบหนึ่ง
เราก็ควรจะพิจารณาเสียก่อนว่า เราจะต้องการถังมาใส่อะไร
หากไม่ได้ต้องการถังมาใส่อะไร เราก็ไม่จำเป็นต้องไปซื้อถัง

ทำนองเดียวกัน ก่อนที่เราจะมุ่งไปทุ่มเทเพื่อจะมีอำนาจพิเศษรู้ใจคนอื่นนั้น
เราก็ควรจะพิจารณาว่าก่อนเราจะไปรู้ใจใครคนไหน
แล้วการที่ทำเช่นนั้นจะเป็นประโยชน์อะไร จะทำให้เรามีความสุขหรือเปล่า :95:

ลองนึกดูนะครับว่า สมมุติว่า เราไปรู้ใจคนรอบ ๆ ตัวแล้ว
ปรากฏว่าเราเห็นหมดเลยว่า คนรอบตัวนั้นด่าเราในใจมากมาย
เรื่องบางเรื่องที่เราไม่สมควรรู้ เราก็รู้ทั่วไปหมด
คนโน้นโกงเงินคนนี้ คนนี้เป็นชู้กับคนนั้น คนนั้นจะฆ่าคนโน้น
(เราทราบว่าคนนี้จะไปฆ่าคนนั้นแล้ว เราอยู่เฉยได้เหรอ แล้วจะมีความสุขไหม)
เพื่อน ๆ เจอภริยาเรา เจอลูกสาวเรา แล้วคิดบัดสีบัดเถลิง เราก็ทราบหมด

เรามองไปที่คนอื่น ๆ ก็เห็นแต่คนมากมายคิดเรื่องชั่ว ๆ เยอะแยะ
(ไปเดินแถวสภา หรือทำเนียบ ก็คงจะเครียดหนักไปเลย)
พิจารณาดูนะครับว่าคนส่วนใหญ่นั้นคิดเรื่องชั่วมากกว่าเรื่องดี
หรือคิดเรื่องดีมากกว่าเรื่องชั่วล่ะ หากเห็นว่าคิดเรื่องชั่วมากกว่าแล้ว
เราก็จะได้เห็นเรื่องคิดชั่ว ๆ มากมาย แล้วมันจะดีตรงไหน มีความสุขตรงไหน :95:

แล้วคนรอบ ๆ ตัวเราล่ะ ถ้าเขารู้ว่า เรารู้หมดเลยว่าเขาคิดอะไร
ถามว่าเขาจะอยากอยู่ใกล้เราไหม :95:
เราลองคิดนะครับว่า ถ้าเราจะต้องไปอยู่กับคนที่เขารู้ความคิดเราหมด
เราจะอยากอยู่กับเขาหรือเปล่า
ถ้าเราไม่อยากอยู่กับเขา ทำนองเดียวกัน คนอื่นก็ไม่อยากอยู่กับเราครับ
ขอนอบน้อมแต่พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ด้วยเศียรเกล้า
0



#5 ผู้ใช้ออฟไลน์   นิลุบล ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1246
  • สมัคร: 11/10/2005

ตอบ: 25/04/2013 - 21:04

แสดงข้อความที่โพสต์govit2552 [ 25/04/2013 - 17:54 ]

:38: :09:
ถามอีกข้อครับ
มีใครเคยพบเห็น หรือรู้ว่า ฆราวาส คนใดที่กำลังครองเรือน (นอนกับคู่) แล้ว ยังมีอำนาจ รู้วาระจิตคน มั๊ยครับ

ผมค้นเจอแต่ แม่ชี เจอแต่พระ ที่มีอำนาจแบบนี้


ไม่เคยเห็นเหมือนกันค่ะ
คิดว่าคนที่จะปฏิบัติภาวนาถึงขั้นรู้ใจผู้อื่น ซึ่งอาจไม่ได้หวังว่าจะรู้ใจใคร แต่เป็นผลพลอยได้จากการปฏิบัติ
ส่วนมากจะเป็นผู้ที่รักษาพรหมจรรย์ คือพระ แม่ชี ถ้าเป็นคนธรรมดาก็พวกรักษาศีล 8 หรือพวกคนโสดที่รักษาศีล 5 บริสุทธิ์และรักษาพรหมจรรย์ด้วย
ข้อสำคัญต้องปฏิบัติมากๆ
มีน้อยคนที่จะได้ขั้นนี้
ฟังเทศน์ของท่านผู้ทรงธรรม

http://www.luangta.com/thamma/thamma_talk_text.php?ID=4905&CatID=2
0



#6 ผู้ใช้ออฟไลน์   น้องบู ไอคอน

  • ตอบ 2000+
  • PipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 2711
  • สมัคร: 25/03/2008

ตอบ: 25/04/2013 - 22:24

วิชาเหล่านี้ผมว่า เมื่อก่อน ตอนยังไม่มีพระพุทธเจ้าก็มีนะครับ

ศาสนาอื่นก็มีนะ แต่จริงหรือหลอก เราไม่พูดถึงนะครับ


ทำไมจึงอยากได้ล่ะครับ เอาไปใช้ทำอะไร

อยากรู้อยากลอง

จริง ๆ แล้ว ผมว่าใคร ๆ ก็อยากได้นะ ถ้ามันไม่ยากนัก หรือทำได้โดยง่าย

เหมือนมีอุปกรณ์เพิ่ม

ก็ลองไตร่ตรองดูนะครับ

ระยะเวลาเรามีไม่นานนัก เผลอพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้นก็ไม่ทราบได้

หากจัดลำดับ แล้วใคร่ครวญแล้วก็ค่อย ลองดูครับ

คุ้มรึเปล่าอะไรยังไง

ผมก็อยากได้นะ ตอนนี้ก็อยากได้ แต่ไม่มากเหมือนเมื่อก่อน

เคยไปได้สูงสุด เห็นนิมิต ซึ่งจริงแท้ไม่รู้ แต่จิตมันโน้มไปเชื่อแล้วล่ะ

ตรงนี้ถือว่าเป็นกิเลสเหมือนกัน สุดท้ายก็ลดตรงนั้นลงไป ตอนนั้นรู้ว่าถ้าไปต่อ ใจไม่แข็งพอ จะเป็นผลเสียกับตัวผมเอง เลือกที่จะหยุดดีกว่า


ตอนนี้รู้สึกเฉย ๆ แล้ว กำลังดูอยู่ว่าฟังคุณ govit2552 จะอยากกลับมาได้รึเปล่า :01:
"สิ่งทั้งหลายมีแต่ธรรม มีแต่อนัตตา ขนาดนิพพานยังอนัตตาเลย อัตตาไม่มี เข้าใจอะไรกันผิดหรือเปล่า"
"ทิฐิต่าง ๆ มีได้เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย"
0



#7 ผู้ใช้ออฟไลน์   damrong121 ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1759
  • สมัคร: 07/05/2006

ตอบ: 26/04/2013 - 11:42

[๔๑๒] ธรรม ๕ อย่างที่ควรให้เจริญเป็นไฉน คือสัมมาสมาธิ อันประกอบด้วยองค์ ๕
ได้แก่ปีติแผ่ไป ๑ สุขแผ่ไป ๑ การกำหนดใจผู้อื่นแผ่ไป ๑แสงสว่างแผ่ไป ๑ นิมิตเป็นเครื่อง
พิจารณา ๑ ธรรม ๕ อย่างเหล่านี้ควรให้เจริญ ฯ


ท่านพระสารีบุตร
ณ ฝั่งสระโบกขรณี ชื่อคัคครา เขตนครจัมปา
พ.ศ. -๔๕


ผมชี้ทางไม่ได้ครับ และทำก็ไม่เป็น แต่ผมตัดแปะได้ครับ
ทฤษฎีก็ตามพระอาจารย์พุทธฏีกาครับ ภาคปฏิบัติเป็นฉากๆก็จาก
คู่มือการศึกษาเล่มนี้ รวบรวมคำสอนพระอภิธัมมัตถสังคหะ ปริจเฉทที่ ๙
ที่ชื่อว่า กัมมัฏฐานสังคหวิภาค อันเป็นปริจเฉทสุดท้ายแห่งพระอภิธัมมัตถสังคหะ ที่พระอนุรุทธาจารย์ เป็นผู้รจนา




อภิญญา

๘. ฐิตา ภิญฺญาปาท กนฺตุ ฌานํ รูโป จรนฺติมํ
ตญฺจ ฌานา วุฏฺฐายาธิฏฺ เฐยฺยาทิกํ วิจินฺติย ฯ


๙. ตํ ลาภาย ปริกมฺมํ กุพฺพโต ฌานลาภิโน
รูปาทิสฺวาลมฺพเนสุ สมปฺเปติ ยถารหํ ฯ

ก็ฌาน มีรูปาวจรเป็นที่สุด มีอภิญญาเป็นบาทที่ตั้ง ย่อมแนบแน่นด้วยดีในอารมณ์ มีรูปารมณ์เป็นต้น ตามควรแก่พระโยคาวจรผู้มีปกติได้ฌาน ผู้ออกจากฌานนั้นแล้วพิจารณา ซึ่งอารมณ์อันตนพึง อธิฏฐาน เป็นต้น ทำบริกรรมอยู่เพื่อให้ได้ซึ่งอภิญญานั้น
มีความหมายว่า เมื่อผู้ได้ฌานสมาบัติปรารถนาทำอภิญญา ต้องเข้ารูปาวจร ปัญจมฌาน อันเป็นที่สุด
แห่งรูปาวจรก่อน ออกจากรูปาวจรปัญจมฌานแล้วจึงอธิฏฐาน ตั้งความปรารถนาที่ตนประสงค์ให้เกิดอภิญญา
เพื่อแสดงฤทธิอย่างนั้น ๆ อธิฏฐานแล้วก็เข้ารูปาวจรปัญจมฌานอีก เพื่อเป็นบาทให้เกิดอภิญญา ลำดับนั้น
อภิญญาจิตก็จะเกิดและสำแดงฤทธิได้ตามประสงค์ จนสุดกำลังแห่งอภิญญา
ถ้าอภิญญาจิตยังไม่เกิด ให้ตั้งต้นเข้ารูปาวจรปัญจมฌานใหม่ ทำการอธิฏฐานอีก แล้วเข้ารูปาวจรปัญจมฌาน เพื่อเป็นบาทให้เกิดอภิญญา ทำอย่างนี้จนกว่าอภิญญาจะเกิด ด้วยเหตุนี้จึงกล่าวว่ามีรูปาวจรเป็นที่สุด คือต้อง
อาศัยรูปาวจรปัญจมฌาน จึงจะเกิดอภิญญาได้
วิถีจิตที่ให้เกิดอภิญญานั้น ได้กล่าวแล้วในคู่มือปริจเฉทที่ ๔ ที่แสดงวิถีจิต ตอนอภิญญาวิถี
๑. ต้องเข้ารูปาวจรปัญจมฌานก่อน เพื่อเป็นบาทให้จิตมีกำลังกล้าแข็ง ซึ่งเรียกว่า ปาทกฌานวิถี
วิถีจิตเป็นดังนี้
ภ น ท มโน ปริ อุป อนุ โค ฌ ฌ ฌ ฌ ฌ ภ
๒. แล้วก็อธิฏฐาน คือ ตั้งความปรารถนา ความมุ่งมั่นอันแน่วแน่มั่นคงอย่างแรงกล้า ว่าประสงค์
อภิญญาอย่างใด ซึ่งเรียกชื่อว่า อธิฏฐานวิถี เป็นกามวิถี ดังนี้
ภ น ท มโน ช ช ช ช ช ช ช ภ
๓. ต่อจากนั้นก็เข้ารูปาวจรปัญจมฌานอีก เรียก ปาทกฌานวิถีเหมือนกัน วิถีจิตเป็นดังนี้
ภ น ท มโน ปริ อุป อนุ โค ฌ ฌ ฌ ฌ ฌ ภ
๔. ลำดับสุดท้าย อภิญญาจิตก็จะเกิดขึ้นตามความปรารถนาที่ได้อธิฏฐานนั้น วิถีนี้จะเกิดอภิญญาจิต
ขณะเดียวเท่านั้น ดังนี้
ภ น ท มโน ปริ อุป อนุ โค อภิญญา ภ

การอบรมสมาธิเพื่ออภิญญา

๑. ผู้ที่มีอภิญญาได้นั้น ตามปกติต้องเป็นผู้ที่ได้ฌานและมีวสีภาวะจนสามารถเข้าฌานสมาบัติได้ทั้ง
รูปฌานและอรูปฌาน ครบถ้วนทั้ง ๙ ฌาน มีบ้างเป็นส่วนน้อยที่ได้เพียง รูปฌานสมาบัติ ๕ ก็มีอภิญญาได้
แต่ว่า ฌานลาภี ที่ได้ไม่ถึงรูปฌานทั้ง ๕ นั้น ยังไม่ปรากฏว่ามีอภิญญา



--------------------------------------------------------------------------------


หน้า ๖๑

๒. แม้แต่ ฌานลาภีบุคคลที่ได้ฌานสมาบัติทั้ง ๙ แล้ว จะมีอภิญญาโดยทั่วหน้าก็หาไม่ จะมีอภิญญาได้ก็ต่อ
เมื่อได้ฝึกฝนอบรมกันเป็นพิเศษอีกถึง ๑๔ นัยก่อน ดังต่อไปนี้
(๑) กสิณานุโลมโต เข้าฌานตามลำดับกสิณ ชั้นแรกเข้าฌานใดฌานหนึ่งด้วยปฐวีกสิณ ออกแล้วเข้าฌาน
นั้นด้วยอาโปกสิณ แล้วเตโช วาโย ต่อ ๆ ไปตามลำดับ จนกระทั่งถึงโอทาตกสิณ ฝึกอย่างนี้ตั้ง ๑๐๐ ครั้ง ๑๐๐๐ ครั้ง จนกว่าจะเป็น วสี (ดิน น้ำ ไฟ ลม สีเขียว สีเหลือง สีแดง สีขาว)
(๒) กสิณปฏิโลมโต เข้าฌานย้อนกสิณ เริ่มต้นเข้าฌานใดฌานหนึ่งด้วย โอทาตกสิณ ออกแล้ว ย้อนมาเข้า
ด้วยโลหิตกสิณ ย้อนมาปีตกสิณ ย้อนมานีลกสิณ ย้อนมาต้นเรื่อยไปจนถึงปฐวีกสิณ ฝึกจนให้ชำนิชำนาญเป็นอย่างดียิ่ง
(๓) กสิณานุโลมปฏิโลมโต เข้าฌานใดฌานหนึ่งตามลำดับกสิณและย้อนกสิณ คือ ทำอย่าง (๑) หนึ่งเที่ยว
แล้วทำอย่าง (๒) หนึ่งเที่ยว แล้วทำ (๑), (๒), (๑), (๒), สลับกันเช่นนี้ไปจนกว่าจะเป็นวสี
(๔) ฌานานุโลมโต เข้าตามลำดับฌาน โดยเริ่มแต่ปฐมฌาน แล้วทุติยฌาน ตติยฌาน เรื่อยไปจนถึง
เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน ฝึกอย่างนี้จนเป็นวสี
(๕) ฌานปฏิโลมโต เข้าย้อนลำดับของฌาน ตั้งต้นที่เนวสัญญานาสัญญายตนฌานแล้วย้อนทวนมา
อากิญจัญญายตนฌาน วิญญาณัญจายตนฌาน ทวนมาถึงต้นจนถึง ปฐมฌาน จนกว่าจะเป็นวสี
(๖) ฌานานุโลมปฏิโลมโต เข้าตามลำดับฌาน และย้อนลำดับฌาน คือ ทำอย่าง (๔) หนึ่งเที่ยว
จบแล้วทำอย่าง (๕) หนึ่งเที่ยว แล้วทำ (๔), (๕), (๔), (๕), อย่างละเที่ยวสลับกันไป จนกว่าจะเป็นวสี
(๗) ฌานุกฺกนฺติกโต เข้าฌานโดยข้ามลำดับของฌาน คือ
เข้าปฐมฌาน โดยเพ่งปฐวีกสิณ
ข้ามทุติยฌานไปเข้า ตติยฌาน โดยเพ่งปฐวีกสิณ
ข้ามจตุตถฌานไปเข้า ปัญจมฌาน โดยเพ่งปฐวีกสิณ
ข้ามอากาสานัญจายตนฌานไปเข้า วิญญาณัญจายตนฌาน โดยเพ่ง วิญฺญาณํ อนนฺตํ
ข้ามอากิญจัญญายตนฌานไปเข้า เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน โดยเพ่ง เอตํ สนฺตํ เอตํ ปณีตํ
ต้องฝึกอบรมอย่างนี้จนกว่าจะเป็นวสี


--------------------------------------------------------------------------------


หน้า ๖๒

(๘) กสิณุกฺกนฺติกโต เข้าฌานโดยข้ามลำดับกสิณ คือ
เพ่งปฐวีกสิณ เข้าปฐมฌาน
ข้ามอาโปกสิณ เลยไปเพ่งเตโชกสิณ เข้าปฐมฌาน
ข้ามวาโยกสิณ เลยไปเพ่ง นีลกสิณ เข้าปฐมฌาน
ข้ามปีตกสิณ เลยไปเพ่ง โลหิตกสิณ เข้าปฐมฌาน ฝึกอย่างนี้จนเป็นวสี
(๙) ฌานกสิณุกฺกนฺติกโต ข้ามทั้งกสิณและข้ามทั้งฌานด้วย คือ
เพ่ง ปฐวีกสิณ เข้า ปฐมฌาน
เพ่ง เตโชกสิณ เข้า ตติยฌาน
เพ่ง นีลกสิณ เข้า ปัญจมฌาน
เพ่ง วิญฺญาณํ อนฺนตํ เข้า วิญญาณัญจายตนฌาน
เพ่ง เอตํ สนฺตํ เอตํ ปณีตํ เข้า เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน อบรมจนเป็นวสี
(๑๐) องฺคสงฺกนฺติโต เข้ารูปฌาน ๕ โดยก้าวล่วงองค์ฌานไปตามลำดับ คือ
เพ่งกสิณเป็นอารมณ์ เข้าปฐมฌาน ซึ่งมีองค์ฌาน ๕
เพ่งกสิณเป็นอารมณ์ เข้าทุติยฌาน ซึ่งมีองค์ฌาน ๔ โดยก้าวล่วงวิตก
เพ่งกสิณเป็นอารมณ์ เข้าตติยฌาน ซึ่งมีองค์ฌาน ๓ โดยก้าวล่วงวิจาร ได้อีก
เพ่งกสิณเป็นอารมณ์ เข้าจตุตถฌาน ซึ่งมีองค์ฌาน ๒ โดยก้าวล่วงปีติ ได้อีก
เพ่งกสิณเป็นอารมณ์ เข้าปัญจมฌาน ซึ่งมีองค์ฌาน ๒ โดยก้าวล่วงสุข ได้อีก
ฝึกจนเป็นวสี
(๑๑) อารมฺมณสงฺกนฺติโต เข้าฌานโดยเปลี่ยนอารมณ์กัมมัฏฐาน คือ เพ่ง ปฐวีกสิณเป็นอารมณ์กัมมัฏฐาน
เข้าปฐมฌาน
แล้วเปลี่ยนเป็นเพ่ง อาโปกสิณ เป็นอารมณ์กัมมัฏฐาน เข้าปฐมฌาน
แล้วเปลี่ยนเป็นเพ่ง เตโชกสิณ เป็นอารมณ์กัมมัฏฐาน เข้าปฐมฌาน
แล้วเปลี่ยนเป็นเพ่ง วาโยกสิณ เป็นอารมณ์กัมมัฏฐาน เข้าปฐมฌาน
แล้วเปลี่ยนเป็นเพ่ง นีลกสิณ เป็นอารมณ์กัมมัฏฐาน เข้าปฐมฌาน
แล้วเปลี่ยนเป็นเพ่ง ปีตกสิณ เป็นอารมณ์กัมมัฏฐาน เข้าปฐมฌาน
แล้วเปลี่ยนเป็นเพ่ง โลหิตกสิณ เป็นอารมณ์กัมมัฏฐาน เข้าปฐมฌาน
แล้วเปลี่ยนเป็นเพ่ง โอทาตกสิณ เป็นอารมณ์กัมมัฏฐาน เข้าปฐมฌาน
ฝึกจนเป็นวสี


--------------------------------------------------------------------------------


หน้า ๖๓

(๑๒) องฺคารมฺมณสงฺกนฺติโต เข้าตามลำดับฌานและตามลำดับกสิณด้วยคือ
เพ่ง ปฐวีกสิณ เข้า ปฐมฌาน
เพ่ง อาโปกสิณ เข้า ทุติยฌาน
เพ่ง เตโชกสิณ เข้า ตติยฌาน
เพ่ง วาโยกสิณ เข้า จตุตถฌาน
เพ่ง นีลกสิณ เข้า ปัญจมฌาน
เพ่ง ปีตกสิณ เพิกปีตกสิณ มีอากาสที่ว่างเปล่า ที่ชื่อว่า อากาสบัญญัติ เพ่งอากาสบัญญัตินี้จนเป็น
อากาสานัญจายตนฌาน
เพ่ง โลหิตกสิณ เพิกโลหิตกสิณ มีอากาสที่ว่างเปล่า แต่ไม่สนใจในอากาสบัญญัตินี้ กลับไปสนใจใน
อากาสานัญจายตนฌานที่เกิดในสันดานของตน ด้วยการพิจารณาว่า วิญฺญาณํ อนนฺตํ จนเป็น
วิญญาณัญจายตนฌาน
เพ่ง โอทาตกสิณ เพิกโอทาตกสิณ คงมีแต่อากาสบัญญัติ แต่ไม่สนใจในอากาสบัญญัติกลับไปสนใจ
ในนัตถิภาวบัญญัติด้วยการพิจารณาว่า นตฺถิ กิญฺจิ จนเป็นอากิญจัญญายตนฌาน
เพ่ง อาโลกกสิณ เพิกอาโลกกสิณ คงมีแต่อากาสบัญญัติ แต่ไม่สนใจในอากาสบัญญัติ กลับไปสนใจใน
อากิญจัญญายตนฌานที่เกิดในสันดานของตน ด้วยการพิจารณาว่า เอตํ สนฺตํ เอตํ ปณีตํ จนเป็น เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน
ฝึกอบรมจนเป็นวสี
หมายเหตุ มีข้อสังเกตที่ควรกล่าวตรงนี้ว่า ในการอบรมสมาธินี้ ตั้งแต่ข้อ ๑ ถึงข้อ ๑๑ ได้กล่าวถึง
องค์กสิณแต่เพียง ๘ มี ปฐวีกสิณ อาโปกสิณ เตโชกสิณ วาโยกสิณ นีลกสิณ ปีตกสิณ โลหิตกสิณ โอทาตกสิณ
ครั้นถึงข้อ ๑๒ นี้กล่าวเลยไปถึง อาโลกกสิณด้วย ทั้งนี้เพราะ
ก. กสิณทั้ง ๑๐ นั้น อาโลกกสิณนี้สงเคราะห์เข้าใน โอทาตกสิณอยู่แล้ว และอากาสกสิณก็ไม่สามารถที่จะช่วย
อุดหนุนแก่การเข้าอรูปฌานได้ ดังนั้นจึงไม่ต้องกล่าวถึงกสิณทั้ง ๒ คือ อากาสกสิณ และอาโลกกสิณนี้ด้วย


--------------------------------------------------------------------------------


หน้า ๖๔

ข. ในข้อ ๑๒ นี้ แสดงรูปฌานโดยปัญจกนัย จึงมี ๕ ฌาน อรูปฌานอีก ๔ ฌาน รวมเป็น ๙ ฌานด้วยกัน
กสิณเพียง ๘ จึงไม่พอ ก็ต้องยกอาโลกกสิณ มา กล่าวด้วย เพื่อให้มีจำนวนพอดีกัน แต่ถ้าจะแสดงรูปฌานโดย
จตุกนัย ก็ไม่ต้องกล่าวถึงอาโลกกสิณด้วย
ค. แม้ว่าอากาสกสิณ ไม่สามารถที่จะอุดหนุนแก่การเข้าอรูปฌาน แต่ก็เป็นกัมมัฏฐานให้เกิดรูปฌานได้ทั้ง ๕ ฌาน และใช้เพ่งเพื่อประโยชน์ในอันที่จะเนรมิตอากาศให้เกิดขึ้นในแผ่นดิน หรือในน้ำ จนสามารถดำดินและอยู่ในน้ำได้
(๑๓) องฺคววฏฺฐาปนโต กำหนดรู้องค์ฌานไปตามลำดับ คือ
พิจารณารู้ว่า ปฐมฌาน มีองค์ฌาน ๕ ได้แก่ วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา
พิจารณารู้ว่า ทุติยฌาน มีองค์ฌาน ๔ ได้แก่ วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา
พิจารณารู้ว่า ตติยฌาน มีองค์ฌาน ๓ ได้แก่ ปีติ สุข เอกัคคตา
พิจารณารู้ว่า จตุตถฌาน มีองค์ฌาน ๒ ได้แก่ สุข เอกัคคตา
พิจารณารู้ว่า ปัญจมฌาน มีองค์ฌาน ๒ ได้แก่ อุเบกขา เอกัคคตา
พิจารณารู้ว่า อากาสานัญจายตนฌาน มีองค์ฌาน ๒ ได้แก่ อุเบกขา เอกัคคตา
พิจารณารู้ว่า วิญญาณัญจายตนฌาน มีองค์ฌาน ๒ ได้แก่ อุเบกขา เอกัคคตา
พิจารณารู้ว่า อากิญจัญญายตนฌาน มีองค์ฌาน ๒ ได้แก่ อุเบกขา เอกัคคตา
พิจารณารู้ว่า เนวสัญญานาสัญญายตนฌานมีองค์ฌาน ๒ ได้แก่ อุเบกขา เอกัคคตา
ทั้งนี้จนกว่าจะเป็นวสี
(๑๔) อารมฺมณววฏฺฐาปนโต กำหนดรู้อารมณ์กัมมัฏฐาน คือ
เมื่อเข้าปฐมฌาน โดยมีปฐวีกสิณเป็นกัมมัฏฐาน ก็พิจารณารู้ว่า ปฐวีกสิณ นี่แหละเป็นอารมณ์ของปฐมฌาน
เมื่อเข้าปฐมฌาน โดยมีอาโปกสิณ เตโชกสิณ วาโยกสิณ นีลกสิณ ปีตกสิณ โลหิตกสิณ หรือ โอทาตกสิณ
เป็นกัมมัฏฐาน ก็พิจารณารู้ว่า กสิณนั้น ๆ แหละเป็นอารมณ์ของปฐมฌาน
เมื่อเข้า ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน หรือ ปัญจมฌาน โดยมีกสิณใดเป็นกัมมัฏฐาน ก็พิจารณาว่า
กสิณนั้น ๆ เป็นอารมณ์ของฌานนั้น ๆ ตามนัยที่ได้กล่าวแล้วข้างต้นนี้
เมื่ออากาสานัญจายตนฌานเกิดขึ้น ก็พิจารณารู้ว่ามีอากาสบัญญัติเป็นอารมณ์


--------------------------------------------------------------------------------


หน้า ๖๕

เมื่อวิญญาณัญจายตนฌานเกิดขึ้น ก็พิจารณารู้ว่ามี อากาสานัญจายตนฌานเป็นอารมณ์
เมื่ออากิญจัญญายตนฌานเกิดขึ้น ก็พิจารณารู้ว่ามีนัตถิภาวบัญญัติเป็นอารมณ์
เมื่อเนวสัญญานาสัญญายตนฌานเกิดขึ้น ก็พิจารณารู้ว่ามีอากิญจัญญายตนฌาน เป็นอารมณ์
ทั้งนี้ต้องฝึกฝนอบรมจนเป็นวสี
สรุปความว่า การอบรมสมาธิเพื่อให้สามารถทำอภิญญาได้ดังที่กล่าวมาแล้วรวม ๑๔ นัยนี้ ก็ประสงค์จะ
ให้ฌานลาภีบุคคลนั้น มีความชำนิชำนาญในกระบวนการเพ่งอารมณ์กัมมัฏฐาน ให้เข้าฌานได้แคล่วคล่อง
ว่องไว ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญยิ่งที่จะก่อให้จิตมีสมาธิเข้มแข็งเป็นพิเศษ เป็นเหตุให้มีอำนาจจนสามารถให้
รูปาวจรปัญจมฌานอภิญญาเกิดขึ้นตามความปรารถนา การฝึกฝนอบรมสมาธิให้กล้าแข็งนี้ ฌานลาภีบุคคล
จะมีวิธีอื่นใดเพิ่มขึ้นอีกก็ได้

กสิณใดแสดงฤทธิอะไรได้

เมื่อได้ฝึกฝนอบรมตามนัยทั้ง ๑๔ นั้น จนเป็นวสีภาวะ คือ มีความชำนิชำนาญยิ่ง พอควรแก่การที่จะ
สำแดงอิทธิฤทธิ์ได้แล้ว ก็ยังจะต้องเลือกกสิณที่จะใช้เป็นอารมณ์สำหรับเข้ารูปาวจรปัญจมฌานที่เป็นบาทให้
เกิดอภิญญานั้น ให้ถูกต้องเหมาะสมกับฤทธิที่จะแสดงนั้น ๆ ด้วย คือ

๑. ปฐวีกสิณ สามารถที่จะให้เกิดความแข็งในอากาศหรือในน้ำ จน เดิน ยืน นั่ง นอน ในอากาศ ในน้ำได้ ทำทางที่ยาวไกลให้สั้นและใกล้ ทำทางที่สั้นใกล้ให้ยาวให้ไกล เนรมิตให้เป็นวัตถุต่าง ๆ เช่น ภูเขา ป่าไม้ บ้านเรือน ตลอดจนเนรมิตคน ๆ เดียวให้เป็นหลายคนได้
๒. อาโปกสิณ สามารถทำให้ดินเหลว จนดำดินและโผล่ขึ้นมาจากดินได้ ทำให้ฝนตก ทำให้เป็นคลอง หนอง
บึง แม่น้ำ ทะเล ตลอดจนทำให้เป็นน้ำพวยพุ่งออกจากร่างกายได้
๓. เตโชกสิณ สามารถทำให้เกิดควัน เกิดไฟไหม้อะไร ๆ ก็ได้ ทำให้เกิดแสงสว่างเห็นอะไร ๆ ได้
ทำให้ผู้อื่นร้อน เมื่อตายก็ทำให้เกิดไฟเผาศพตนเองได้ ตลอดจนทำให้เป็นไฟพุ่งพ่นออกจากร่างกายได้


--------------------------------------------------------------------------------


หน้า ๖๖

๔. วาโยกสิณ สามารถทำให้เกิดความหวั่นไหว เช่น แผ่นดินไหว ทำให้เกิดลม เกิดพายุ ทำให้ลมหยุด
ทำให้ตัวเบา เหาะลอยไปได้ ทำให้เร็วเหมือนลม ตลอดจนทำให้ของหนักเป็นของเบา และของเบาทำให้หนักก็ได้
๕. นีลกสิณ สามารถทำให้รัศมีสีเขียว ออกจากกายได้ ทำให้เกิดมืดคลุ้มเหมือนเวลากลางคืน เนรมิต
วัตถุต่าง ๆ ให้เป็นสีเขียว สีมรกตได้
๖. ปีตกสิณ สามารถทำให้รัศมีสีเหลืองออกจากกายดุจทองคำ ทำให้วัตถุ ุต่าง ๆ เป็นสีเหลือง ตลอดจน
เนรมิตให้เป็นทองคำก็ได้
๗. โลหิตกสิณ สามารถทำให้รัศมีสีแดงออกจากกาย ทำวัตถุต่าง ๆ ให้เป็นสีแดง เป็นแก้วมณีสีแดงได้
๘. โอทาตกสิณ สามารถทำให้รัศมีสีขาวออกจากกาย ทำให้วัตถุต่าง ๆ เป็นสีขาว ทำให้เกิดเป็นเงิน ทำให้
เกิดแสงสว่าง กำจัดความมืดได้
อนึ่ง ขอกล่าวย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า การเจริญโอทาตกสิณนี้ย่อมห้ามเสียซึ่งถีนมิทธะ ที่จะมาทำให้เกิดความ
หดหู่ท้อถอยต่ออารมณ์ที่เพ่งนั้นได้ด้วย
๙. อากาสกสิณ สามารถทำให้เกิดเป็นช่องว่าง เช่น ในน้ำ ในดิน ในภูเขา ในกำแพง เป็นต้น จนสามารถ
เดินผ่านไป หรือ ยืน นั่ง นอน ในที่นั้น ๆ ได้ โดยไม่ติดขัดอย่างใด ๆ เลย
๑๐. อาโลกกสิณ สามารถทำให้เกิดความสว่างในที่ที่ต้องการได้ ทำให้เห็นสิ่งต่าง ๆ ในที่ที่มีสิ่งปกปิด
เช่น ในภูเขา ใต้ดิน ในห้อง ในหีบ เหมือนกับตาทิพย์
เมื่อมีวสีภาวะและเลือกกสิณได้ถูกต้องแล้ว ก็สามาถให้เกิดอภิญญาสำแดง ฤทธิได้สมตามความปรารถนา

อภิญญา ๕

อภิญญา ที่ต้องอาศัยรูปาวจรปัญจมฌานเป็นบาทให้เกิด นั้นมี ๕ ประการ ดังปรากฏในคาถาสังคหะ
คาถาที่ ๑๐ ว่า

๑๐. อิทฺธิวิธํ ทิพฺพโสตํ ปรจิตฺตวิชฺชานนา
ปุพฺเพนิวาสานุสฺสติ ทิพฺพจกฺขูติ ปญฺจธา ฯ


อภิญญา ๕ คือ อิทธิวิธ ทิพพโสต ปรจิตตวิชชานน ปุพเพนิวาสานุสสติ ทิพพจักขุ


--------------------------------------------------------------------------------


หน้า ๖๗

อธิบาย

อภิญญา แปลว่า รู้ยิ่ง รู้พิเศษ ซึ่งมีความหมายในที่นี้ว่า เป็นญาณที่ประกอบด้วยรูปาวจรปัญจมฌาน สามารถให้เกิดความรู้อันยิ่งใหญ่ เกิดความรู้พิเศษ ถึงกับบันดาลให้เกิดสิ่งที่ตนปรารถนาได้

อภิญญา มี ๒ ประเภท คือ
โลกุตตรอภิญญา และ โลกียอภิญญา โลกุตตรอภิญญา มีอย่างเดียว คือ อาสวักขยญาณ รู้วิชาที่ทำ
ให้สิ้นกิเลส อาสวะ องค์ธรรมได้แก่ ปัญญาเจตสิกที่ในอรหัตตมัคคจิตโดยเฉพาะเท่านั้น เป็นอภิญญาที่ไม่
ต้องอาศัยรูปาวจรปัญจมฌานเป็นบาท
ส่วน โลกียอภิญญา เป็นอภิญญาที่ ต้องอาศัย โลกียจิตคือ รูปาวจรปัญจมฌานเป็นบาท มี
๕ อย่าง มีชื่อว่า อิทธิวิธะ ทิพพโสต ปรจิตตวิชชานน ปุพเพนิวาสานุสสติ ทิพพจักขุ และมีรายละเอียด
แต่ละอย่าง คือ
๑. อิทธิวิธอภิญญา หรือ อิทธิวิธญาณ เป็นความรู้ที่แสดงฤทธิได้ (ฤทธิ=ความสำเร็จ)
ซึ่งจำแนกออกได้เป็น ๑๐ คือ
(๑) อธิฏฐานอิทธิ ความสำเร็จที่เกิดจากการอธิฏฐาน การตั้งความปรารถนาอย่างแรงกล้า เช่น คนเดียวเนรมิตให้เป็นหลายคน ตัวอย่าง พระจุฬปัณถกเถระเจ้า อธิฏฐานให้เป็นพระหลายรูปจนเต็มไปทั้งวัด
(๒) วิกัพพนอิทธิ ความสำเร็จด้วยการจำแลงกายให้เป็นคนแก่ ให้เป็นเด็ก ให้เป็นเสือ เป็นช้าง
เช่น พระโมคคัลลาน์ แปลงกายเข้าไปทางปากไปเดินอยู่ในท้องของ นันโทปนันทพยานาค แม้พยานาคนั้นจะ
มีฤทธิและมีพิษมากเพียงใด ก็ไม่สามารถทำอันตรายได้
(๓) มโนมยอิทธิ ความสำเร็จด้วยอำนาจกำลังใจที่ยิ่งใหญ่เป็นพิเศษ เช่น พระพุทธองค์ทรงบันดาลให้พระ
สรีระใหญ่โตมาก เป็นการสำแดงให้อสุรินทรยักษ์ผู้ตำหนิพระองค์ว่าทรงมีรูปร่างเล็ก เพราะเป็นมนุษย์นั้นได้เห็น ที่พระพุทธองค์ทรงกระทำได้ดังนี้ ก็เพราะทรงมีอิทธิทางมโนสูงยิ่ง
อิทธิทั้ง ๓ ข้อนี้เป็นอิทธิวิธญาณโดยตรง อันจะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยอำนาจแห่งอภิญญา ที่มี
รูปาวจรปัญจมฌานเป็นบาท


--------------------------------------------------------------------------------


หน้า ๖๘

(๔) ญาณวิปผารอิทธิ ความสำเร็จที่ป้องกันอันตรายต่าง ๆ ได้ เช่น พวกโจรจับสามเณรสังกิจจะไป เพื่อจะฆ่าทำเครื่องเซ่นสังเวย ขณะที่โจรจะฆ่า สังกิจจะสามเณรได้เข้านิโรธสมาบัติ โจรจึงฆ่าไม่ตาย ทั้งไม่
เป็นอันตรายอย่างใด ๆ ด้วย พวกโจรเลยยอมเป็นศิษย์
(๕) สมาธิวิปผารอิทธิ ความสำเร็จที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจสมาธิ เช่น นันท ยักษ์ตีพระสารีบุตรด้วย
กระบองเพ็ชร แต่พระสารีบุตรไม่เป็นอันตราย แม้แต่จะรู้สึกเจ็บก็ไม่มี ส่วนนันทยักษ์เมื่อตีแล้วก็ถูกธรณีสูบไปเลย
(๖) อริยอิทธิ ความสำเร็จที่เกิดจากความไม่หวั่นไหวต่อกิเลส เช่น พระอริย บุคคลที่สามารถวางเฉย
ต่ออิฏฐารมณ์ อารมณ์อันเป็นที่ชอบใจและอนิฏฐารมณ์ อารมณ์อันไม่เป็นที่ชอบใจ
(๗) กัมมชอิทธิ บ้างก็เรียกว่า กัมมวิปากชอิทธิ ความสำเร็จที่เกิดจากกรรม เช่น เทวดาวินิปาติกบาง
พวก และนก ไปมาในอากาศได้โดยไม่ต้องมีฌานมีอภิญญา เป็นความสำเร็จด้วยอำนาจกรรมในปฏิสนธิ
(๘) บุญญวโตอิทธิ บ้างก็เรียกว่า บุญญอิทธิ ความสำเร็จที่เกิดจากบุญของเขา เช่นการเป็น
พระเจ้าจักรพรรดิเป็นต้น เป็นความสำเร็จด้วยอำนาจกรรมในปวัตติ
(๙) วิชชามยอิทธิ ความสำเร็จที่เกิดขึ้นด้วยวิชา มีคาถาอาคมต่าง ๆ ตลอดจนมีเข้าเจ้าทรง
(๑๐) ตัตถตัตถสมาปโยคปัจจยอิทธิ บ้างก็เรียกว่า อิชฌนัฏเฐนอิทธิ ความสำเร็จที่เกิดจากความ
พากเพียรอย่างจริงจัง เป็นความสำเร็จที่เกิดจากการ กระทำ เช่น พากเพียรเจริญสมถภาวนา ก็สำเร็จถึงฌาน เมื่อถึงฌานแล้วก็ให้สำเร็จไปเกิดเป็นพรหม
ได้กล่าวแล้วว่า อิทธิข้อ (๑) ถึงข้อ (๓) รวม ๓ ข้อ เป็น อิทธิวิธญาณโดยตรง คือ เป็นอิทธิฤทธิที่
เกิดขึ้นเพราะอภิญญา เป็นอานิสงส์ของสมาธิ ส่วนอิทธิ ข้อ (๔) ถึงข้อ (๑๐) รวม ๗ ข้อนั้น สำเร็จด้วยการ
กระทำอย่างอื่นที่ไม่ใช่ฌาน ไม่ใช่อภิญญา ไม่ใช่อิทธิวิธญาณอันเกิดขึ้นด้วยอำนาจแห่งอภิญญาที่มี
รูปาวจรปัญจมฌานเป็นบาท แต่ที่นำมากล่าวไว้ด้วยก็เพื่อจะได้ทราบครบจำนวนของอิทธิ
๒. ทิพพโสตญาณ คือ หูทิพย์ ที่สามารถได้ยินเสียงที่ไกลมาก หรือเสียงที่เบาที่สุดได้ ซึ่งตามปกติแล้ว หูอย่างธรรมดาสามัญไม่สามารถที่จะได้ยินเสียงเช่นนั้นได้เลย
หูทิพย์จำแนกได้เป็น ๒ จำพวก คือ เป็นทิพย์โดยกำเนิดด้วยอำนาจของสุจริตกรรม เช่น เป็นเทวดา
เป็นพรหม นั้นเป็นผู้ที่มีหูทิพย์ ได้ยินเสียงที่ไกลมากนั้นได้นี่พวกหนึ่ง อีกพวกหนึ่งเป็นทิพย์ด้วยอำนาจ
แห่งภาวนาที่กำลังกล่าวถึงอยู่นี้
วิธีบำเพ็ญให้เกิดทิพพโสตญาณนี้ ชั้นต้นให้นึกถึงเสียงที่ไกล ๆ หยาบ ๆ เช่น เสียงฆ้อง กลอง ระฆัง
เหล่านี้เป็นต้นก่อน ต่อไปก็ให้ใส่ใจในเสียงทั้งที่หยาบและที่ละเอียด ไกลมากขึ้น ละเอียดยิ่งขึ้นทุกที จนทิพพโสตเกิดขึ้นทางมโนทวาร คือได้ยินเสียงนั้นทางใจชัดเจน เหมือนหนึ่งว่าได้ยินกับหู ได้ยินทั้งเสียงที่ใกล้ เสียงที่เบาจนกระซิบ เสียงที่ไกล ทั้งเสียงธรรมดา และเสียงทิพย์ทุกอย่างที่ปรารถนาจะได้ยิน


--------------------------------------------------------------------------------


หน้า ๖๙

๓. ปรจิตตวิชานนญาณ หรือ เจโตปริยญาณ ญาณที่รู้จิตใจผู้อื่น ซึ่งเกิดขึ้นได้ด้วยอาศัย
ทิพพจักขุอีกต่อหนึ่ง และทิพพจักขุก็เกิดขึ้นจากการเจริญเตโชกสิณ โอทาตกสิณ อากาสกสิณ หรือ
อาโลกกสิณ กสิณใดกสิณหนึ่งใน ๔ กสิณนี้เป็นบาทมาก่อน เมื่อมีทิพพจักขุแล้วจึงจะทำให้เกิด เจโตปริยญาณได้
วิธีบำเพ็ญให้เกิด เจโตปริยญาณ ต้องอาศัยเช่น อาโลกกสิณ เป็นต้น เป็นบาท ก็จะเกิดทิพพจักขุ
เห็นสีของน้ำ คือ หทยวัตถุอันเป็นที่อาศัยให้เกิดจิต ถ้าเห็นน้ำนั้นเป็นสีแดงขณะนั้นจิตใจของผู้นั้นเป็นโสมนัส น้ำเป็นสีดำจิตเป็นโทมนัส น้ำเป็นสีน้ำมันงาจิตเป็นอุเบกขา เมื่อรู้สมุฏฐานดังนี้แล้ว ก็พึงกระทำเพื่อให้รู้แจ้ง
โดยเจโตปริยญาณ ในอาการของจิต ๑๖ อย่าง มีจิตที่มีราคะ จิตที่ไม่มีราคะ จิตที่มีโทสะ จิตที่ไม่มีโทสะ
เหล่านี้เป็นต้น เช่นเดียวกับใน จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน ดังที่กล่าวไว้ในคู่มือ ปริจเฉทที่ ๗ นั้นแล้ว
(จิต ๑๖ อย่าง มี ๑.จิตที่มีราคะ ๒.จิตที่ไม่มีราคะ ๓.จิตที่มีโทสะ ๔.จิตที่ไม่มีโทสะ ๕.จิตที่มีโมหะ
๖.จิตที่ไม่มีโมหะ ๗.จิตที่มีถีนมิทธะ ๘.จิตที่ฟุ้งซ่าน ๙.จิตที่เป็นรูปาวจร อรูปาวจร ๑๐.จิตที่ไม่ใช่รูปาวจร
อรูปาวจร (หมายถึง กามาวจร) ๑๑.จิตที่เป็นกามาวจร ๑๒.จิตที่ไม่ใช่โลกุตตร(หมายถึง รูปาวจร และอรูปาวจร) ๑๓.จิตที่เป็นสมาธิ ๑๔.จิตที่ไม่เป็นสมาธิ ๑๕.จิตที่ประหารกิเลส พ้นกิเลส ๑๖.จิตที่ไม่ได้ประหารกิเลส ไม่พ้นกิเลส)
๔. บุพเพนิวาสานุสสติญาณ การระลึกชาติแต่ปางก่อนได้ ว่าชาตินั้น ๆ ได้เกิดเป็นอะไรมาแล้ว มีการจำแนกตามความสามารถในการระลึกชาติได้นั้น ไว้เป็น ๖ อย่างได้แก่
พวกเดียรถีย์ คือ นักบวชภายนอกพระพุทธศาสนา ระลึกชาติได้ ๔๐ กัปป์
ปกติสาวก คือ พระอริยบุคคลสามัญทั่วๆไประลึกชาติได้ ๑๐๐ถึง๑๐๐๐ กัปป์
มหาสาวก คือ พระอรหันต์ที่มีวุฒิเป็นเลิศในทางใดทางหนึ่ง (ซึ่งมีรวมจำนวน ๘๐ องค์) ระลึกชาติได้ ๑ แสนกัปป์
อัครสาวก คือ พระโมคคัลลาน์และพระสารีบุตร อัครสาวกซ้ายขวา ระลึกชาติได้ ๑ อสงขัยกับ ๑ แสนกัปป์
พระปัจเจกพุทธเจ้า ระลึกชาติได้ ๒ อสงขัยกับ ๑ แสนกัปป์
สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ระลึกชาติได้ โดยไม่มีกำหนดขีดขั้น
การระลึกชาติได้ของพวกเดียรถีย์นั้น ระลึกได้ตามลำดับของขันธ์ติดกันไป ข้ามลำดับไม่ได้คือระลึกได้ตาม
ลำดับชาติ จะระลึกข้ามไปชาติโน้นชาตินี้ตามชอบใจ ที่ไม่เรียงตามลำดับนั้นไม่ได้
วิธีบำเพ็ญให้เกิดบุพเพนิวาสานุสสติญาณ ในขั้นแรกให้นึกถึงอิริยาบถนั่งครั้งสุดท้ายในวันนั้นก่อน ต่อจากนั้น
ก็ให้นึกถึงการงานที่ได้กระทำไปแล้วนั้นย้อนถอยหลังไป ตั้งแต่วันหนึ่ง สัปดาห์หนึ่ง เดือนหนึ่ง ปีหนึ่ง ต่อ ๆ ขึ้นไป จนกระทั่งถึงปฏิสนธิ ต่อไปอีกถึงรูปนามที่เป็นไปในขณะจุติในภพก่อน ดังนี้ ตลอดจนร้อยชาติพันชาติ ถ้าหาก
ตอนไหนระลึกไม่ได้หรือไม่ชัด ก็ต้องเข้าฌานบ่อย ๆ ออกจากฌานแล้วก็ระลึกอีก จนกว่าจะชัดแจ้งตลอดไปตาม
กำลังของปัญญา


--------------------------------------------------------------------------------


หน้า ๗0

๕. ทิพพจักขุญาณ ตาเป็นทิพย์ สามารถเห็นสิ่งที่อยู่ไกลมากหรืออยู่ในที่กำบังต่าง ๆ นั้นได้ ซึ่งตามปกติแล้วนัยน์ตาอย่างธรรมดาสามัญไม่สามารถที่จะเห็นเช่นนั้นได้เลย เป็นการเห็นทาง
มโนทวารโดยชัดเจนเหมือนกับว่าเห็นด้วยนัยน์ตาจริง ๆ (อย่างฝันก็ไม่ได้เห็นด้วยนัยน์ตา แต่ก็ชัดเจน
แจ่มแจ้งเหมือนกัน) ทิพพจักขุจะเกิดได้ด้วยกสิณ ๔ คือ เตโชกสิณ โอทาตกสิณ อากาสกสิณ อาโลกกสิณ
อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้
จุตูปปาตญาณ เป็นอภิญญาที่สามารถรู้จุติและปฏิสนธิของสัตว์ทั้งหลายใน ๓๑ ภูมิ อภิญญานี้เกิด
ขึ้นโดยทิพพจักขุเป็นบาท และไม่ต้องมีการบริกรรมเป็นพิเศษอีกต่างหากแต่อย่างใดเลย เมื่อทิพพจักขุ
เกิดขึ้นแล้ว ก็เป็นแต่เพียงตั้งอธิฏฐานน้อมใจไปในการจุติและปฏิสนธิของสัตว์ทั้งหลายนั้น ๆ ก็จะรู้ได้
ด้วยเหตุนี้ จึงถือว่า ทิพพจักขุญาณและจุตูปปาตญาณนี้เป็นอภิญญาเดียวกัน จะเรียกชื่อใดชื่อ
เดียวก็พึงเข้าใจว่ามีความหมายทั้ง ๒ อย่าง คือ ตาทิพย์ และรู้จุติปฏิสนธิของสัตว์ทั้งหลายด้วย
อนึ่ง ทิพพจักขุญาณ หรือจุตูปปาตญาณ นี้ยังมีญาณอื่นที่อาศัยเป็นบาทให้เกิดอีก ๒ ญาณ คือ
ก. ยถากัมมุปคญาณ เป็นญาณที่รู้ว่าสัตว์ที่เข้าถึงความสุขและความทุกข์นั้น เพราะได้ทำกรรมอะไรมา
ข. อนาคตังสญาณ เป็นญาณที่รู้ในกาลต่อไปทั้งของตนเองและของผู้อื่นว่า จะเป็นไปอย่างนั้น ๆ
นับตั้งแต่ล่วงหน้าไปอีก ๗ วัน จนถึงไม่มีที่สุด แล้วแต่กำลังของสมาธิว่าจะมีความสามารถเพียงใด


--------------------------------------------------------------------------------


หน้า ๖๑

๒. แม้แต่ ฌานลาภีบุคคลที่ได้ฌานสมาบัติทั้ง ๙ แล้ว จะมีอภิญญาโดยทั่วหน้าก็หาไม่ จะมีอภิญญาได้ก็ต่อ
เมื่อได้ฝึกฝนอบรมกันเป็นพิเศษอีกถึง ๑๔ นัยก่อน ดังต่อไปนี้
(๑) กสิณานุโลมโต เข้าฌานตามลำดับกสิณ ชั้นแรกเข้าฌานใดฌานหนึ่งด้วยปฐวีกสิณ ออกแล้วเข้าฌาน
นั้นด้วยอาโปกสิณ แล้วเตโช วาโย ต่อ ๆ ไปตามลำดับ จนกระทั่งถึงโอทาตกสิณ ฝึกอย่างนี้ตั้ง ๑๐๐ ครั้ง ๑๐๐๐ ครั้ง จนกว่าจะเป็น วสี (ดิน น้ำ ไฟ ลม สีเขียว สีเหลือง สีแดง สีขาว)
(๒) กสิณปฏิโลมโต เข้าฌานย้อนกสิณ เริ่มต้นเข้าฌานใดฌานหนึ่งด้วย โอทาตกสิณ ออกแล้ว ย้อนมาเข้า
ด้วยโลหิตกสิณ ย้อนมาปีตกสิณ ย้อนมานีลกสิณ ย้อนมาต้นเรื่อยไปจนถึงปฐวีกสิณ ฝึกจนให้ชำนิชำนาญเป็นอย่างดียิ่ง
(๓) กสิณานุโลมปฏิโลมโต เข้าฌานใดฌานหนึ่งตามลำดับกสิณและย้อนกสิณ คือ ทำอย่าง (๑) หนึ่งเที่ยว
แล้วทำอย่าง (๒) หนึ่งเที่ยว แล้วทำ (๑), (๒), (๑), (๒), สลับกันเช่นนี้ไปจนกว่าจะเป็นวสี
(๔) ฌานานุโลมโต เข้าตามลำดับฌาน โดยเริ่มแต่ปฐมฌาน แล้วทุติยฌาน ตติยฌาน เรื่อยไปจนถึง
เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน ฝึกอย่างนี้จนเป็นวสี
(๕) ฌานปฏิโลมโต เข้าย้อนลำดับของฌาน ตั้งต้นที่เนวสัญญานาสัญญายตนฌานแล้วย้อนทวนมา
อากิญจัญญายตนฌาน วิญญาณัญจายตนฌาน ทวนมาถึงต้นจนถึง ปฐมฌาน จนกว่าจะเป็นวสี
(๖) ฌานานุโลมปฏิโลมโต เข้าตามลำดับฌาน และย้อนลำดับฌาน คือ ทำอย่าง (๔) หนึ่งเที่ยว
จบแล้วทำอย่าง (๕) หนึ่งเที่ยว แล้วทำ (๔), (๕), (๔), (๕), อย่างละเที่ยวสลับกันไป จนกว่าจะเป็นวสี
(๗) ฌานุกฺกนฺติกโต เข้าฌานโดยข้ามลำดับของฌาน คือ
เข้าปฐมฌาน โดยเพ่งปฐวีกสิณ
ข้ามทุติยฌานไปเข้า ตติยฌาน โดยเพ่งปฐวีกสิณ
ข้ามจตุตถฌานไปเข้า ปัญจมฌาน โดยเพ่งปฐวีกสิณ
ข้ามอากาสานัญจายตนฌานไปเข้า วิญญาณัญจายตนฌาน โดยเพ่ง วิญฺญาณํ อนนฺตํ
ข้ามอากิญจัญญายตนฌานไปเข้า เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน โดยเพ่ง เอตํ สนฺตํ เอตํ ปณีตํ
ต้องฝึกอบรมอย่างนี้จนกว่าจะเป็นวสี


--------------------------------------------------------------------------------


หน้า ๖๒

(๘) กสิณุกฺกนฺติกโต เข้าฌานโดยข้ามลำดับกสิณ คือ
เพ่งปฐวีกสิณ เข้าปฐมฌาน
ข้ามอาโปกสิณ เลยไปเพ่งเตโชกสิณ เข้าปฐมฌาน
ข้ามวาโยกสิณ เลยไปเพ่ง นีลกสิณ เข้าปฐมฌาน
ข้ามปีตกสิณ เลยไปเพ่ง โลหิตกสิณ เข้าปฐมฌาน ฝึกอย่างนี้จนเป็นวสี
(๙) ฌานกสิณุกฺกนฺติกโต ข้ามทั้งกสิณและข้ามทั้งฌานด้วย คือ
เพ่ง ปฐวีกสิณ เข้า ปฐมฌาน
เพ่ง เตโชกสิณ เข้า ตติยฌาน
เพ่ง นีลกสิณ เข้า ปัญจมฌาน
เพ่ง วิญฺญาณํ อนฺนตํ เข้า วิญญาณัญจายตนฌาน
เพ่ง เอตํ สนฺตํ เอตํ ปณีตํ เข้า เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน อบรมจนเป็นวสี
(๑๐) องฺคสงฺกนฺติโต เข้ารูปฌาน ๕ โดยก้าวล่วงองค์ฌานไปตามลำดับ คือ
เพ่งกสิณเป็นอารมณ์ เข้าปฐมฌาน ซึ่งมีองค์ฌาน ๕
เพ่งกสิณเป็นอารมณ์ เข้าทุติยฌาน ซึ่งมีองค์ฌาน ๔ โดยก้าวล่วงวิตก
เพ่งกสิณเป็นอารมณ์ เข้าตติยฌาน ซึ่งมีองค์ฌาน ๓ โดยก้าวล่วงวิจาร ได้อีก
เพ่งกสิณเป็นอารมณ์ เข้าจตุตถฌาน ซึ่งมีองค์ฌาน ๒ โดยก้าวล่วงปีติ ได้อีก
เพ่งกสิณเป็นอารมณ์ เข้าปัญจมฌาน ซึ่งมีองค์ฌาน ๒ โดยก้าวล่วงสุข ได้อีก
ฝึกจนเป็นวสี
(๑๑) อารมฺมณสงฺกนฺติโต เข้าฌานโดยเปลี่ยนอารมณ์กัมมัฏฐาน คือ เพ่ง ปฐวีกสิณเป็นอารมณ์กัมมัฏฐาน
เข้าปฐมฌาน
แล้วเปลี่ยนเป็นเพ่ง อาโปกสิณ เป็นอารมณ์กัมมัฏฐาน เข้าปฐมฌาน
แล้วเปลี่ยนเป็นเพ่ง เตโชกสิณ เป็นอารมณ์กัมมัฏฐาน เข้าปฐมฌาน
แล้วเปลี่ยนเป็นเพ่ง วาโยกสิณ เป็นอารมณ์กัมมัฏฐาน เข้าปฐมฌาน
แล้วเปลี่ยนเป็นเพ่ง นีลกสิณ เป็นอารมณ์กัมมัฏฐาน เข้าปฐมฌาน
แล้วเปลี่ยนเป็นเพ่ง ปีตกสิณ เป็นอารมณ์กัมมัฏฐาน เข้าปฐมฌาน
แล้วเปลี่ยนเป็นเพ่ง โลหิตกสิณ เป็นอารมณ์กัมมัฏฐาน เข้าปฐมฌาน
แล้วเปลี่ยนเป็นเพ่ง โอทาตกสิณ เป็นอารมณ์กัมมัฏฐาน เข้าปฐมฌาน
ฝึกจนเป็นวสี


--------------------------------------------------------------------------------


หน้า ๖๓

(๑๒) องฺคารมฺมณสงฺกนฺติโต เข้าตามลำดับฌานและตามลำดับกสิณด้วยคือ
เพ่ง ปฐวีกสิณ เข้า ปฐมฌาน
เพ่ง อาโปกสิณ เข้า ทุติยฌาน
เพ่ง เตโชกสิณ เข้า ตติยฌาน
เพ่ง วาโยกสิณ เข้า จตุตถฌาน
เพ่ง นีลกสิณ เข้า ปัญจมฌาน
เพ่ง ปีตกสิณ เพิกปีตกสิณ มีอากาสที่ว่างเปล่า ที่ชื่อว่า อากาสบัญญัติ เพ่งอากาสบัญญัตินี้จนเป็น
อากาสานัญจายตนฌาน
เพ่ง โลหิตกสิณ เพิกโลหิตกสิณ มีอากาสที่ว่างเปล่า แต่ไม่สนใจในอากาสบัญญัตินี้ กลับไปสนใจใน
อากาสานัญจายตนฌานที่เกิดในสันดานของตน ด้วยการพิจารณาว่า วิญฺญาณํ อนนฺตํ จนเป็น
วิญญาณัญจายตนฌาน
เพ่ง โอทาตกสิณ เพิกโอทาตกสิณ คงมีแต่อากาสบัญญัติ แต่ไม่สนใจในอากาสบัญญัติกลับไปสนใจ
ในนัตถิภาวบัญญัติด้วยการพิจารณาว่า นตฺถิ กิญฺจิ จนเป็นอากิญจัญญายตนฌาน
เพ่ง อาโลกกสิณ เพิกอาโลกกสิณ คงมีแต่อากาสบัญญัติ แต่ไม่สนใจในอากาสบัญญัติ กลับไปสนใจใน
อากิญจัญญายตนฌานที่เกิดในสันดานของตน ด้วยการพิจารณาว่า เอตํ สนฺตํ เอตํ ปณีตํ จนเป็น เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน
ฝึกอบรมจนเป็นวสี
หมายเหตุ มีข้อสังเกตที่ควรกล่าวตรงนี้ว่า ในการอบรมสมาธินี้ ตั้งแต่ข้อ ๑ ถึงข้อ ๑๑ ได้กล่าวถึง
องค์กสิณแต่เพียง ๘ มี ปฐวีกสิณ อาโปกสิณ เตโชกสิณ วาโยกสิณ นีลกสิณ ปีตกสิณ โลหิตกสิณ โอทาตกสิณ
ครั้นถึงข้อ ๑๒ นี้กล่าวเลยไปถึง อาโลกกสิณด้วย ทั้งนี้เพราะ
ก. กสิณทั้ง ๑๐ นั้น อาโลกกสิณนี้สงเคราะห์เข้าใน โอทาตกสิณอยู่แล้ว และอากาสกสิณก็ไม่สามารถที่จะช่วย
อุดหนุนแก่การเข้าอรูปฌานได้ ดังนั้นจึงไม่ต้องกล่าวถึงกสิณทั้ง ๒ คือ อากาสกสิณ และอาโลกกสิณนี้ด้วย


--------------------------------------------------------------------------------


หน้า ๖๔

ข. ในข้อ ๑๒ นี้ แสดงรูปฌานโดยปัญจกนัย จึงมี ๕ ฌาน อรูปฌานอีก ๔ ฌาน รวมเป็น ๙ ฌานด้วยกัน
กสิณเพียง ๘ จึงไม่พอ ก็ต้องยกอาโลกกสิณ มา กล่าวด้วย เพื่อให้มีจำนวนพอดีกัน แต่ถ้าจะแสดงรูปฌานโดย
จตุกนัย ก็ไม่ต้องกล่าวถึงอาโลกกสิณด้วย
ค. แม้ว่าอากาสกสิณ ไม่สามารถที่จะอุดหนุนแก่การเข้าอรูปฌาน แต่ก็เป็นกัมมัฏฐานให้เกิดรูปฌานได้ทั้ง ๕ ฌาน และใช้เพ่งเพื่อประโยชน์ในอันที่จะเนรมิตอากาศให้เกิดขึ้นในแผ่นดิน หรือในน้ำ จนสามารถดำดินและอยู่ในน้ำได้
(๑๓) องฺคววฏฺฐาปนโต กำหนดรู้องค์ฌานไปตามลำดับ คือ
พิจารณารู้ว่า ปฐมฌาน มีองค์ฌาน ๕ ได้แก่ วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา
พิจารณารู้ว่า ทุติยฌาน มีองค์ฌาน ๔ ได้แก่ วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา
พิจารณารู้ว่า ตติยฌาน มีองค์ฌาน ๓ ได้แก่ ปีติ สุข เอกัคคตา
พิจารณารู้ว่า จตุตถฌาน มีองค์ฌาน ๒ ได้แก่ สุข เอกัคคตา
พิจารณารู้ว่า ปัญจมฌาน มีองค์ฌาน ๒ ได้แก่ อุเบกขา เอกัคคตา
พิจารณารู้ว่า อากาสานัญจายตนฌาน มีองค์ฌาน ๒ ได้แก่ อุเบกขา เอกัคคตา
พิจารณารู้ว่า วิญญาณัญจายตนฌาน มีองค์ฌาน ๒ ได้แก่ อุเบกขา เอกัคคตา
พิจารณารู้ว่า อากิญจัญญายตนฌาน มีองค์ฌาน ๒ ได้แก่ อุเบกขา เอกัคคตา
พิจารณารู้ว่า เนวสัญญานาสัญญายตนฌานมีองค์ฌาน ๒ ได้แก่ อุเบกขา เอกัคคตา
ทั้งนี้จนกว่าจะเป็นวสี
(๑๔) อารมฺมณววฏฺฐาปนโต กำหนดรู้อารมณ์กัมมัฏฐาน คือ
เมื่อเข้าปฐมฌาน โดยมีปฐวีกสิณเป็นกัมมัฏฐาน ก็พิจารณารู้ว่า ปฐวีกสิณ นี่แหละเป็นอารมณ์ของปฐมฌาน
เมื่อเข้าปฐมฌาน โดยมีอาโปกสิณ เตโชกสิณ วาโยกสิณ นีลกสิณ ปีตกสิณ โลหิตกสิณ หรือ โอทาตกสิณ
เป็นกัมมัฏฐาน ก็พิจารณารู้ว่า กสิณนั้น ๆ แหละเป็นอารมณ์ของปฐมฌาน
เมื่อเข้า ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน หรือ ปัญจมฌาน โดยมีกสิณใดเป็นกัมมัฏฐาน ก็พิจารณาว่า
กสิณนั้น ๆ เป็นอารมณ์ของฌานนั้น ๆ ตามนัยที่ได้กล่าวแล้วข้างต้นนี้
เมื่ออากาสานัญจายตนฌานเกิดขึ้น ก็พิจารณารู้ว่ามีอากาสบัญญัติเป็นอารมณ์


--------------------------------------------------------------------------------


หน้า ๖๕

เมื่อวิญญาณัญจายตนฌานเกิดขึ้น ก็พิจารณารู้ว่ามี อากาสานัญจายตนฌานเป็นอารมณ์
เมื่ออากิญจัญญายตนฌานเกิดขึ้น ก็พิจารณารู้ว่ามีนัตถิภาวบัญญัติเป็นอารมณ์
เมื่อเนวสัญญานาสัญญายตนฌานเกิดขึ้น ก็พิจารณารู้ว่ามีอากิญจัญญายตนฌาน เป็นอารมณ์
ทั้งนี้ต้องฝึกฝนอบรมจนเป็นวสี
สรุปความว่า การอบรมสมาธิเพื่อให้สามารถทำอภิญญาได้ดังที่กล่าวมาแล้วรวม ๑๔ นัยนี้ ก็ประสงค์จะ
ให้ฌานลาภีบุคคลนั้น มีความชำนิชำนาญในกระบวนการเพ่งอารมณ์กัมมัฏฐาน ให้เข้าฌานได้แคล่วคล่อง
ว่องไว ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญยิ่งที่จะก่อให้จิตมีสมาธิเข้มแข็งเป็นพิเศษ เป็นเหตุให้มีอำนาจจนสามารถให้
รูปาวจรปัญจมฌานอภิญญาเกิดขึ้นตามความปรารถนา การฝึกฝนอบรมสมาธิให้กล้าแข็งนี้ ฌานลาภีบุคคล
จะมีวิธีอื่นใดเพิ่มขึ้นอีกก็ได้
--------------------------------------------------------------------------------


หน้า ๗๑

อภิญญา ญาณ วิชา
คำว่า อภิญญา นี้บางทีก็ใช้ว่า ญาณ หรือ วิชา แทนกันได้เพราะเป็นไวพจน์แก่กันและกัน เช่นกล่าวว่า
ญาณ ๓ หรือ วิชา ๓ ซึ่งเป็นองค์แห่งพระสัมมาสัมโพธิญาณ ก็ได้แก่

๑. บุพเพนิวาสานุสสติญาณ ระลึกชาติได้
๒. ทิพพจักขุญาณ หรือ จุตูปปาตญาณ ตาทิพย์ และรู้จุติปฏิสนธิของสัตว์ทั้งหลาย
๓. อาสวักขยญาณ รู้วิชาที่ทำให้สิ้นกิเลสและอาสวะ
ถ้ากล่าวถึง อภิญญา ๖ ญาณ ๖ หรือ วิชา ๖ ก็ให้เพิ่มอีก ๓ คือ
๔. ปรจิตตวิชานน หรือ เจโตปริยญาณ รู้จิตใจผู้อื่น
๕. ทิพพโสตญาณ หูทิพย์
๖. อิทธิวิธญาณ สำแดงฤทธิได้
เฉพาะหมายเลข ๓ อาสวักขยญาณ เป็นอภิญญาที่ไม่ได้อาศัยรูปาวจรปัญจมฌานเป็นบาทให้เกิด แต่เป็น
อภิญญาที่อาศัยเกิดจาก อรหัตตมัคคจิต จึงเรียกว่า โลกุตตรอภิญญา ส่วนที่เหลืออีก ๕ เป็นอภิญญาที่ต้อง
อาศัยรูปาวจรปัญจมฌาน อันเป็นโลกียจิตเป็นบาทให้เกิด จึงเรียกว่า โลกียอภิญญา
อย่าว่าแต่จะได้ถึงซึ่งอภิญญาเลย แม้การเจริญสมถกัมมัฏฐาน จนกว่าจะได้ฌานนั้น ก็มิใช่ว่าจะกระทำได้
โดยง่ายดายนัก ต้องมีใจรักอย่างที่เรียกว่า มีฉันทะมีความพอใจเป็นอย่างมาก มีความพากเพียรเป็นอย่างยิ่ง ประกอบด้วยเอาใจจิตใจจ่ออย่างจริงจัง ทั้งต้องประกอบด้วยปัญญารู้ว่าฌานนี้ก็เป็นส่วนหนึ่ง ซึ่งเป็นบาทที่
ก้าวขึ้นไปสู่ความหลุดพ้น แล้วจึงตั้งหน้าเจริญภาวนาตามวิธีการจนเกิดฌานจิต ฌานจิตที่เกิดจากการปฏิบัติเช่น
ที่ได้กล่าวแล้วทั้งหมดนี้ มีชื่อเรียกว่า ปฏิปทาสิทธิฌาน เป็นการได้ฌานด้วยการประพฤติปฏิบัติ ได้ฌานด้วย
การเจริญสมถภาวนา
ยังมีบุคคลอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งไม่ได้เจริญสมถภาวนามาก่อน แต่ว่า เมื่อได้เจริญวิปัสสนาภาวนาแต่อย่าง
เดียวมาตามลำดับ จนบรรลุอรหัตตมัคค อรหัตตผล ก็ถึงพร้อมซึ่งฌานด้วยก็มี อย่างนี้เรียกว่า มัคคสิทธิฌาน เป็นการได้ฌานด้วยอำนาจแห่งมัคค บางองค์ก็ได้ถึงอภิญญาด้วย เช่น พระจุฬปัณถกเถรเจ้า เมื่อสำเร็จเป็น
พระอรหันต์ ก็มีอภิญญาด้วย คือมีอิทธิฤทธิถึงสำแดงปาฏิหาริย์เป็นพระภิกษุหลายรูปจนเต็มพระเชตวันวิหาร


--------------------------------------------------------------------------------


หน้า ๗๒

สรุปอารมณ์ของอภิญญา

โลกียอภิญญา ๕ ซึ่งรวมนับ ยถากัมมุปคญาณ ๑ และอนาคตังสญาณ ๑ ด้วย ก็เป็น ๗ ย่อม
เป็นไปในอารมณ์ ๑๐ คือ

๑. ปริตตารมณ์ อารมณ์เล็กน้อย, หมายว่าเป็นกามอารมณ์
๒. มหัคคตารมณ์ อารมณ์ที่ถึงซึ่งความเป็นใหญ่ หมายถึงอารมณ์ที่เป็นมหัคคตะ
๓. อัปปมาณารมณ์ อารมณ์ที่เป็นนิพพาน หมายถึงผลอารมณ์
๔. มัคคารมณ์ อารมณ์ที่เป็นมัคค
๕. ปัจจุบันอารมณ์ อารมณ์ที่กำลังมีอยู่
๖. อตีตารมณ์ อารมณ์ที่ล่วงไปแล้ว
๗. อนาคตารมณ์ อารมณ์ที่จะมีมาภายหน้า
๘. อัชฌัตตารมณ์ อารมณ์ที่เป็นภายใน
๙. พหิทธารมณ์ อารมณ์ที่เป็นภายนอก
๑๐. นวัตตัพพารมณ์ อารมณ์ที่เป็นบัญญัติ


--------------------------------------------------------------------------------


หน้า ๗๓

อานิสงส์ของสมาธิ

อานิสงส์ของสมาธินั้นมี ๕ ประการ คือ

๑. ทำให้เข้าสมาบัติได้ เพื่อเป็นสุขในภพปัจจุบัน
๒. ทำให้เกิดวิปัสสนา
๓. ทำให้เกิดโลกียอภิญญา ๕ ประการ
๔. ทำให้เกิดเป็นพรหม
๕. ทำให้เข้านิโรธสมาบัติได้
๑๑. สมาสิโต จ สมถ กมฺมฏฺฐานนโย อยํ ฯ
นี่เป็นนัยแห่งสมถกัมมัฏฐาน อันแสดงแล้วโดยย่อแล


ส่วนวิธีฝึกกสินถ้าสนใจก ขี้เกียจหาเองก็ขอให้ผมตัดแปะได้ครับ
เฉยๆ
0



#8 ผู้ใช้ออฟไลน์   govit2552 ไอคอน

  • ตอบ 2000+
  • PipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 2116
  • สมัคร: 28/06/2009

ตอบ: 29/04/2013 - 19:23

ไม่ใช่เพราะความต้องการ ดังหัวข้อกระทู้ หรอกหรือ จึงได้เกิดพระดี อีกรูปหนึ่ง

ht้้tp://www.youtube.com/watch?v=gSCJjhYb_dE

การโพสต์นี้ได้ถูกแก้ไขโดย govit2552: 29/04/2013 - 19:24

ยังงมงาย.... เมื่อเห็นว่าพระไตรปิฏก มีส่วนถูกแค่ 30 เปอร์เซนต์ หรือไม่ถึงด้วยซ้ำ
เลิกงมงาย... เมื่อเห็นว่าพระไตรปิฏก กว่า 90 เปอร์เซนต์ ถูกต้องตรงตามนั้น

ขอแนะนำครับ
http://www.vitwong.blogspot.com/
0



#9 ผู้ใช้ออฟไลน์   pasakorn ไอคอน

  • ตอบไม่มาก
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 52
  • สมัคร: 27/07/2008

ตอบ: 29/04/2013 - 21:32

รู้จักคนที่รู้ใจคนอื่นได้ เข้าใจว่ากิเลสท่านหมด อภิญญานี้เลยมีได้ กับความเป็นอุเบกขาที่พร้อมกัน

อยู่ใกล้ท่าน กลัวใจตัวเองมาก ต้องประคองจิตแทบตลอดเวลา ไม่ให้คิดไม่ดี เป็นอย่างนี้มาหลายปี

เคยอยากได้เหมือนกัน ตอนนี้ก็ยังอยากได้อยู่ พอเป็นแนวทางให้รู้ว่าปฏิบัติมาถูก

แต่ถ้าถามว่าอะไรดีที่สุด

เชื่อว่า คงไม่มีอะไรดีกว่ารู้ใจตัวเอง

เพราะยิ่งรู้ยิ่งหายอยาก ยิ่งรู้ยิ่งหายเกลียด ยิ่งรู้ยิ่งมีปัญญา ยิ่งรู้ยิ่งละ ยิ่งรู้ยิ่งเบา ยิ่งรู้ยิ่งสบาย

อาจจะไปไม่ไกล แต่เชื่อว่า คงไม่ผิดทาง


"สติคือผู้รู้ สติมา ปํญญาเกิด"
"สติน้อย ความคิดเกิด ไม่รู้-สติกลาง ความคิดเกิด สติเกิด ความคิดดับ-สติกล้า ความคิดเกิด สติตาม ความคิดดำเนิน จิตปล่อยวาง"
"ยิ่งอยากยิ่งไกล ไม่อยาก อาจไกล้ จนได้สัมผัส"
"พูดน้อย คิดน้อย พูดมาก คิดมาก สงบยาก"
"วิหารธรรม จำเป็นต้องมี"
"ทางสายกลาง"

การโพสต์นี้ได้ถูกแก้ไขโดย pasakorn: 29/04/2013 - 21:48

0



#10 ผู้ใช้ออฟไลน์   govit2552 ไอคอน

  • ตอบ 2000+
  • PipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 2116
  • สมัคร: 28/06/2009

ตอบ: 30/04/2013 - 00:26

แสดงข้อความที่โพสต์govit2552 [ 29/04/2013 - 19:23 ]

ไม่ใช่เพราะความต้องการ ดังหัวข้อกระทู้ หรอกหรือ จึงได้เกิดพระดี อีกรูปหนึ่ง

ht้้tp://www.youtube.com/watch?v=gSCJjhYb_dE



ยังงมงาย.... เมื่อเห็นว่าพระไตรปิฏก มีส่วนถูกแค่ 30 เปอร์เซนต์ หรือไม่ถึงด้วยซ้ำ
เลิกงมงาย... เมื่อเห็นว่าพระไตรปิฏก กว่า 90 เปอร์เซนต์ ถูกต้องตรงตามนั้น

ขอแนะนำครับ
http://www.vitwong.blogspot.com/
0



#11 ผู้ใช้ออฟไลน์   damrong121 ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1759
  • สมัคร: 07/05/2006

ตอบ: 30/04/2013 - 09:55

แสดงข้อความที่โพสต์govit2552 [ 29/04/2013 - 19:23 ]

ไม่ใช่เพราะความต้องการ ดังหัวข้อกระทู้ หรอกหรือ จึงได้เกิดพระดี อีกรูปหนึ่ง


ไม่เข้าใจครับ เน็ตช้า ผลจึงไม่ได้ตามเหตุที่จขกท.จะสื่อความหมายครับ
รบกวนสรุปสั้นๆ อธิบายให้ละเอียดอีกซักนิดครับ

ผมมีโอกาสได้ฟังเทศน์หลวงพ่อฤษีลิงดำ ทำให้รู้สึกถึงบรรยากาศสมัยนั้นได้ครับ
คนสมัยก่อนเอาจริงเอาจังกันมากครับ
ท่านพูดประโยคหนึ่งว่า "ใครได้กสินที่หนึ่งแล้ว กสินอื่นถ้าไม่ได้ภายใน ๑๕วันนี่ก็แย่เต็มที"(จากความจำครับ)

สมัยนี้ฝึกกสินที่วัดยานนาวา ผมเข้าไปดูแต่ไม่ตรงกับวันฝึกครับ
แต่แฟนผมห้ามเด็ดขาดครับ นี่ล่ะครับการปลูกฝังความเห็นสืบต่อกันมา

:10: :10: :10:
เฉยๆ
0



#12 ผู้ใช้ออฟไลน์   govit2552 ไอคอน

  • ตอบ 2000+
  • PipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 2116
  • สมัคร: 28/06/2009

ตอบ: 30/04/2013 - 20:34

สามเณรสมชาย ไปนวดให้หลวงปู่มั่น ช่วงที่เจอกันใหม่ๆ พบว่าหลวงปู่มั่นรู้วาระจิตของตน ก็ตั้งจิตว่า ถ้าไม่ได้วิชาแบบนี้ ชาตินี้ ไม่ยอมเด็ดขาด ต้องเอาให้ได้
หลวงปู่มั่น พูดทันทีว่า เอาจริงเหรอ

ซึ่งแสดงให้เห็นว่า หลวงปู่มั่น รู้วาระจิตของสามเณรตลอดเวลา

แล้วสามเณร ก็มีความพยายาม จนได้อะไรดีๆ ในที่สุด

แล้วฉากเด็ดที่น่า ตื่นเต้น อีกฉากก็คือ
หลวงพ่อสมชาย ไปอยู่วัด ที่ลาว ช่วงต่อมา ลาวได้เป็นคอมมิวนิสต์ ซึ่งไม่ยอมให้พระเทศน์สอนชาวบ้าน นำท่านไปขัง อยู่หลายครั้ง ท่านก็ไม่ได้สนใจ สุดท้าย นิมนต์ท่านไปสัมมนา(คือพาไปยิงทิ้ง) พาท่านลงเรือไปกับพระอื่นอีกสามรูป ล่องไปกลางแม่น้ำโขง แล้วยิงพระภิกษุที่พาไปด้วย ตกน้ำไปทีละรูป พระร้องขอชีวิต ก็มี พระยกมือไหว้ขอชีวิต ก็มี
แต่ก็ถูกยิงตายไป ทีละรูป จนหมดสามรูป เหลือท่านนั่งอยู่อย่างสงบ หลับตาเข้าสมาธิ แล้ว......
ยังงมงาย.... เมื่อเห็นว่าพระไตรปิฏก มีส่วนถูกแค่ 30 เปอร์เซนต์ หรือไม่ถึงด้วยซ้ำ
เลิกงมงาย... เมื่อเห็นว่าพระไตรปิฏก กว่า 90 เปอร์เซนต์ ถูกต้องตรงตามนั้น

ขอแนะนำครับ
http://www.vitwong.blogspot.com/
0



#13 ผู้ใช้ออฟไลน์   damrong121 ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1759
  • สมัคร: 07/05/2006

ตอบ: 01/05/2013 - 07:11

น่าตื่นเต้นดีครับ..............

ขอท่านจขกท.สรุปว่าท่านปฏิบัติอย่างไรมาครับ
เอาเป็นฉากๆ เลยครับ ก่อนที่จะตอบว่า.......คืออะไรครับ

:09:
เฉยๆ
0



#14 ผู้ใช้ออฟไลน์   govit2552 ไอคอน

  • ตอบ 2000+
  • PipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 2116
  • สมัคร: 28/06/2009

ตอบ: 06/05/2013 - 15:02

เรื่องที่เกี่ยวข้องกันครับ ฟังซะเพลินเลย ใครมองข้าม เสียดายแย่


ยังงมงาย.... เมื่อเห็นว่าพระไตรปิฏก มีส่วนถูกแค่ 30 เปอร์เซนต์ หรือไม่ถึงด้วยซ้ำ
เลิกงมงาย... เมื่อเห็นว่าพระไตรปิฏก กว่า 90 เปอร์เซนต์ ถูกต้องตรงตามนั้น

ขอแนะนำครับ
http://www.vitwong.blogspot.com/
0



#15 ผู้ใช้ออฟไลน์   ขจรศรี ไอคอน

  • ตอบไม่มาก
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 65
  • สมัคร: 30/08/2011

ตอบ: 08/05/2013 - 20:26

ไม่เคยรู้ประวัติของหลวงปู่สมชาย วัดเขาสุกิมมาก่อนเลย แค่รู้สึกว่าท่านน่าจะมีอะไรพิเศษ ซึ่งมีแต่ผู้พูดถึง
และเมื่อสองอาทิตย์ก่อน เพื่อนก็เอาธนบัตรที่พิมพ์"โชคดี ร่ำรวย..."ของหลวงปู่ จากงานมุทิตาปีนี้มาฝาก
เพิ่งมาบางอ้อ!! นี่เอง
มีความรู้เล็กๆเกี่ยวกับการฝึกรู้วาระจิตคน จากคลิปการตอบคำถามเรื่องนิวรณ์ความง่วง ของ ท่าน อ.ทองทิพย์ โอภาโส ช่วงนาทีที่ 10 ...13
http://www.youtube.c...h?v=cyNWfY84bIg

เว็บท่าน อ.ทองทิพย์ ค่ะ
http://a-thongtip.com/

การโพสต์นี้ได้ถูกแก้ไขโดย ขจรศรี: 08/05/2013 - 20:33

0



#16 ผู้ใช้ออฟไลน์   govit2552 ไอคอน

  • ตอบ 2000+
  • PipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 2116
  • สมัคร: 28/06/2009

ตอบ: 09/05/2013 - 06:30

:38:
ขอบคุณครับ คุณขจรศรี ผมจะลองเข้าไปดูครับ

และผมก็มี ของมาฝาก อีกคลิปครับ เรื่องสืบเนื่องกันครับ สำหรับคนที่ไม่เคยได้ดูนะครับ

ยังงมงาย.... เมื่อเห็นว่าพระไตรปิฏก มีส่วนถูกแค่ 30 เปอร์เซนต์ หรือไม่ถึงด้วยซ้ำ
เลิกงมงาย... เมื่อเห็นว่าพระไตรปิฏก กว่า 90 เปอร์เซนต์ ถูกต้องตรงตามนั้น

ขอแนะนำครับ
http://www.vitwong.blogspot.com/
0



#17 ผู้ใช้ออฟไลน์   ngodngam ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1918
  • สมัคร: 21/10/2009

ตอบ: 11/05/2013 - 02:44

แสดงข้อความที่โพสต์ขจรศรี [ 08/05/2013 - 20:26 ]

มีความรู้เล็กๆเกี่ยวกับการฝึกรู้วาระจิตคน จากคลิปการตอบคำถามเรื่องนิวรณ์ความง่วง ของ ท่าน อ.ทองทิพย์ โอภาโส ช่วงนาทีที่ 10 ...13
http://www.youtube.c...h?v=cyNWfY84bIg


ผมเข้าไปดูช่วงประมาณ ๕ นาทีแรก ฟังคำถามแรก
ซึ่งโยมถามว่าทำ "บุญ" คือการถวายสิ่งของให้พระภิกษุ
ส่วนการทำ "ทาน" คือการให้ทรัพย์สินสิ่งของแก่ฆราวาส ท่านอาจารย์เห็นอย่างไร

อาจารย์ทองทิพย์ตอบว่าทำบุญ และทำทานนั้นเหมือนกัน
ต่างกันที่การใช้คำ โดยทำบุญใช้กับการทำทานกับผู้มีคุณธรรมสูงกว่าตนเอง
เช่น พระภิกษุ พ่อแม่ ครูบาอาจารย์
ส่วนการทำทานนั้นใช้กับบุคคลทั่วไป คนยากไร้ คนไม่บำเพ็ญบารมี สัตว์เดรัจฉาน
คือคุณธรรมด้อยกว่าตนเอง

ท่านไม่ได้อธิบายว่า "บุญ" นั้นมีความหมายกว้างกว่า เพราะรวมถึงบุญกิริยาวัตถุ ๑๐
โดย "ทาน" นั้นเป็นแค่เพียงวิธีการทำบุญประเภทหนึ่งเท่านั้น
ท่านอธิบายว่า "บุญ" และ "ทาน" นั้นเหมือนกัน ต่างกันแค่การใช้คำแค่นั้นเอง

คำถามที่สอง โยมถามว่าลูกเป็นข้าราชการคอรัปชั่นนำเงินมาสร้างอพาท์เม้นท์ให้คนเช่า
แม่ไม่รู้เรื่องลูกคอรัปชั่นเลย ไม่รู้ด้วยว่าเงินมาจากคอรัปชั่น แม่เก็บค่าเช่าอย่างเดียว
ถามว่าแม่ผิดศีลหรือจะได้รับกรรมอย่างไรด้วยหรือไม่

อาจารย์ทองทิพย์บอกว่า ผู้เสวยผลประโยชน์จากสิ่งที่ได้มาจากการทำบาปนั้น
ก็ต้องรับผลบาปกรรมนั้น ๆ ด้วย แม้ว่าจะไม่รู้ว่าสิ่งนั้นมาจากการทำบาปก็ตาม
แต่กำลังบาปที่ได้รับนั้นน้อยลง แต่ถ้ารู้ ก็ได้รับแบบเต็ม ๆ
(ทั้ง ๆ ที่แม่ไม่รู้ ไม่ทราบ และไม่มีเจตนาเลยนะครับ)

หากคำตอบของท่านอาจารย์ถูกต้อง ก็ยุ่งล่ะครับ
เพราะบรรดาวัด และมูลนิธิก็คงต้องรับบาปกรรมมหาศาลครับ
โดยใครคอรัปชั่นมา ปล้นใครมา โกงใครมา แล้วมาทำบุญ
คนรับบริจาคนั้นก็ต้องรับผลบาปกรรมไปด้วย

หรือกระทั่งลูกศิษย์ของท่านอาจารย์ทองทิพย์เอง
หากมีลูกศิษย์คนไหนไปโกง หรือคอรัปชั่นมา แล้วนำเงินมาทำบุญให้อาจารย์
อย่างนี้อาจารย์ทองทิพย์ก็ต้องรับผลกรรมบาปนั้นด้วยหรือครับ

พระภิกษุที่บิณฑบาตรทุกเช้าก็ทำนองเดียวกัน ไม่มีทางหลบได้
และต้องรับผลกรรมบาปนั้นด้วยหรือ

ดูถึงแค่ตรงนี้ ผมก็หยุดดูครับ ไม่ได้ดูต่อแล้ว :33:

การโพสต์นี้ได้ถูกแก้ไขโดย ngodngam: 11/05/2013 - 02:46

ขอนอบน้อมแต่พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ด้วยเศียรเกล้า
0



#18 ผู้ใช้ออฟไลน์   บูมบูม ไอคอน

  • ตอบ 2000+
  • PipPipPipPip
  • กลุ่ม: ผู้ดูแลลานธรรม
  • ตอบ: 2681
  • สมัคร: 29/02/2004

ตอบ: 11/05/2013 - 07:16

ขอให้รู้ทันความอยากทั้งเล็กใหญ่ในใจตนเองก่อน
แล้วเจริญสติปัฏฐาน มีกายคตาสติเป็นบาทฐาน
สติในกายคตาจะเป็นกรอบศีลคอยกำกับเส้นทางให้

เมื่อเจริญให้มาก ทำให้มากซึ่งสติแล้ว
หากเคยสร้างสมวาสนาความชำนาญทางจิตในแบบใดมามากแล้วในอเนกชาติ ก็จะฟื้นคืนตามกำลังสามารถต่อมาเอง
คราวนี้ก็จะได้ใช้ผลแห่งความชำนาญนั้นๆที่ตนเองเคยสร้างสมไว้ ภายใต้กรอบแห่งศีลคือกายคตาสติ


ปล.เรื่องของเล่นข้างทางนี้ไม่ใช่สิ่งที่จะอาศัยความอยากแล้วสร้างกันได้ในชาติเดียว
แต่ต้องอาศัยว่าผู้นั้นได้เคยสร้างสมเอาไว้ตั้งแต่ในกาลก่อนด้วย
หากชาตินี้เกิดเริ่มต้นตั้งใจว่าจะปรารถนาขอให้ได้ซึ่งอำนาจวิเศษนั้นๆๆก่อน(แล้วค่อยนิพพาน)
ก็ให้ระวังไว้ด้วยว่า ความอยากได้ของเล่นนี้สามารถเป็นเหตุแห่งความติดข้อง เนิ่นช้า หรือแย่กว่านั้นก็คือพาหลงออกจากทาง จนอาจทำให้พลาด ไม่ทันศาสนายุกาลไปเลยก็ได้ด้วยเช่นกันครับ
2



#19 ผู้ใช้ออฟไลน์   govit2552 ไอคอน

  • ตอบ 2000+
  • PipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 2116
  • สมัคร: 28/06/2009

ตอบ: 11/05/2013 - 18:46

ครับ คุณงดงาม เป็นคนรอบคอบดีครับ ถ้าคุณขจรศรี ได้มาอ่าน ก็คงจะได้ประโยชน์ครับ
สำหรับผม ผมอาจทราบ แต่ผมไม่พูด

ในดีมีเสีย ในเสีย มีดี

ดีครับ ที่คุณงดงาม มีปัญญา มองเห็นแยกแยะ ได้ว่า นี่เป็นส่วนเสีย นี่เป็นส่วนดี
ยังงมงาย.... เมื่อเห็นว่าพระไตรปิฏก มีส่วนถูกแค่ 30 เปอร์เซนต์ หรือไม่ถึงด้วยซ้ำ
เลิกงมงาย... เมื่อเห็นว่าพระไตรปิฏก กว่า 90 เปอร์เซนต์ ถูกต้องตรงตามนั้น

ขอแนะนำครับ
http://www.vitwong.blogspot.com/
0



คำตอบต่อไป: ขจรศรี - แตงกวา - ปัญญา - washiravit - ศิริรัชฎา - wic - preaw3000 - พอแล้ว - govit2552 - ปัญญา - อโศกะ - ปัญญา - กอบ -
  • (2 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • ท่านไม่สามารถตอบกลับกระทู้นี้ได้

1 ผู้ใช้กำลังอ่านกระทู้นี้
0 สมาชิก, 1 ผู้เยี่ยมชม, 0 ผู้ใช้ที่ไม่ระบุชื่อ