ลานธรรมเสวนา: ฐานิยปูชา 2547 - ลานธรรมเสวนา

เข้าไปดูเนื้อหา

  • (3 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • 3
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • ท่านไม่สามารถตอบกลับกระทู้นี้ได้

ฐานิยปูชา 2547 (หนังสือ) เกร็ดธรรม คำสอน หลวงพ่อพุธ ฐานิโย ให้คะแนนกระทู้: -----

#0 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11842
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 06/02/2013 - 09:32

:09: :09: :09:


ฐานิยปูชา ๒๕๔๗


เกร็ดธรรม คำสอน


พระราชสังวรญาณ (พุธ ฐานิโย)


:09:


:65:


:09:


สารบัญ (ลำดับหัวเรื่องใหญ่)


เมื่อพระศาสดาประดิษฐานพระศาสนา

คำสอนของพระพุทธองค์ คือ พระธรรม

คำสั่งของพระพุทธองค์ คือ ศีล (พระวินัย)

วิถีจิต ใน วิถีพุทธ



:09:



หมายเหตุ :

1. การทยอยพิมพ์หนังสือเล่มนี้เป็นรายการต่อเนื่องในชุดหนังสือ ฐานิยปูชา นะคะ

หากท่านต้องการอ่านต่อเนื่อง...สามารถเข้าอ่านเล่มที่ผ่านมาได้ตามลิงก์ด้านล่างนี้ค่ะ


ฐานิยปูชา 2535

http://larndham.org/...%E0%B8%B2-2535/


ฐานิยปูชา 2536

http://larndham.org/...B8%B4%E0%B8%95/


ฐานิยปูชา 2537

http://larndham.org/...60&#entry778194


ฐานิยปูชา 2538

http://larndham.org/...B8%B5%E0%B8%A5/


ฐานิยปูชา 2539

http://larndham.org/...%E0%B8%B2-2539/


ฐานิยปูชา 2540

http://larndham.org/..._0&#entry785597


ฐานิยปูชา 2541

http://larndham.org/...%E0%B8%B2-2541/


ฐานิยปูชา 2542

http://larndham.org/...%E0%B8%B2-2542/


ฐานิยปูชา 2543

http://larndham.org/...%E0%B8%B2-2543/


ฐานิยปูชา 2544

http://larndham.org/...%E0%B8%B2-2544/


ฐานิยปูชา 2545

http://larndham.org/...%E0%B8%B2-2545/


ฐานิยปูชา 2546

http://larndham.org/..._0&#entry741022


ฐานิยปูชา 2548

http://larndham.org/..._0&#entry745717



2. การใช้ตัวเน้นในบทธรรมที่นำมาโพสต์ใหม่ด้านล่างต่อจากนี้
อ้างอิงตามไฟล์ภาพหนังสือ ฐานิยปูชา 2547(ในลิงก์ท้ายนี้)

ส่วนการจัดรูปแบบในการโพสต์
เภตราขอปรับการจัดแต่งให้เข้ากับลักษณะการอ่านหน้าเว็บนะคะ


ท่านใดประสงค์จะอ่านก่อน หรือต้องการ copy บทธรรมเทศนาไปใช้ในงานพิมพ์อื่น
สามารถอ่านตรวจทานได้จากลิงก์นี้ค่ะ

http://www.thaniyo.c...t/thaniyo47.pdf


:09:

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0


  • (3 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • 3
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • ท่านไม่สามารถตอบกลับกระทู้นี้ได้

การตอบอื่นๆต่อกระทู้นี้



#1 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11842
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 06/02/2013 - 09:45

:09: :09: :09:


เมื่อพระศาสดาประดิษฐานพระศาสนา


:09:


อิทธิพลของ ศีล สมาธิ ปัญญา

ที่เราปฏิบัติตามแนวทางแห่งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น

สามารถปฏิวัติจิตของเราผู้ปฏิบัติ ให้ถึงสภาวะ

ความเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน

ได้สมาธิ มีปีติ มีความสุข มีความเป็นหนึ่ง

เป็นผู้เข้าถึง พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์

และถึงพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง



:103: :09: :103:



ไม่ใช่พระผู้สร้าง แต่คือ พระผู้รู้


พระพุทธเจ้าไม่เคยท้าทายว่าพระองค์สร้างอะไรขึ้นมาในจักรวาลนี้

แต่พระองค์สามารถท้าทายได้ว่าพระองค์รู้ทุกสิ่งในจักรวาลนี้

ทั้งเรื่องอดีต ปัจจุบัน และอนาคต

อดีต มีปุพเพนิวาสานุสสติญาณเป็นหลักฐาน

ปัจจุบัน ก็คือการรู้แจ้งเห็นจริงในสัจธรรม คือการตรัสรู้ของพระองค์นั่นเอง

อนาคต ก็คือพุทธทำนาย


:103:



คำสอนของมหาบุรุษ


ศาสนาพุทธเป็นศาสนาธรรมชาติ

สิ่งใดที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงเอาไว้นั้น

เป็นความรู้ตามกฎธรรมชาติทั้งสิ้น

คำสอนของพระพุทธเจ้า

สำเร็จมาด้วยกำลังกาย กำลังใจ

ของมหาบุรุษผู้สร้างบารมีมาสมบูรณ์แล้ว

ไม่มีสิ่งใดบันดาลให้เป็นไปอย่างนั้น

ศาสนาพุทธจึงมีคติที่เราควรจะทำความเข้าใจยึดมั่นว่า

พระองค์สอนว่า อัตตา หิ อัตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งของตน

สอนให้ทุกคนสร้างความดีเพื่อเป็นที่พึ่งของตน


:103:

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#2 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11842
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 06/02/2013 - 10:00

:103:


ธรรมะของจริง



ศาสนาพุทธไม่ใช่ศาสนาที่มานั่งหลับตานึกเอาคิดเอา แล้วก็มาจัดเป็นศาสนา

มันเป็นความรู้ที่พระองค์ได้ทดสอบมาด้วยตนเอง เช่นอย่างว่า ทำสิ่งนี้มันเป็นบาป พระองค์ก็ได้ทดสอบมาแล้ว พระองค์ได้ทำมาด้วยตนเอง แล้วก็ไปรับผลบาปมาด้วยตนเอง ทำสิ่งนี้เป็นบุญ พระองค์ก็ทำมาด้วยตนเอง แล้วก็ได้รับผลบุญด้วยตนเองมาแล้ว ทรงเอาสิ่งที่พระองค์เคยผ่านมาแล้วมาสอนเรา

พระพุทธเจ้าตรัสรู้เรื่องอดีตคือปุพเพนิวาสานุสติญาณว่า ในอดีตพระองค์เคยทำอะไรมาแล้วได้รับความทุกข์ความสุขอย่างไร

ตรัสรู้เรื่องปัจจุบัน ในปัจจุบันประพฤติธรรมอะไรเป็นหลักจึงจะอยู่ด้วยกันโดยสันติสุข พระองค์รู้แล้ว

พระองค์ได้ประทานศีล ๕ กับเมตตาพรหมวิหารให้ ถ้าใครอยากอยู่เย็นเป็นสุขในภพปัจจุบัน ให้ยึดธรรม ๒ ข้อนี้เป็นหลักปฏิบัติ


:103:



พระพุทธเจ้าตรัสรู้กฎธรรมชาติ



ธรรมะของพระพุทธเจ้า

ที่พระพุทธเจ้ารู้

คือสิ่งที่มีอยู่เป็นอยู่โดยธรรมชาติ



สิ่งที่มีอยู่เป็นอยู่โดยธรรมชาตินั้น พระพุทธเจ้ารู้ว่า
เราจะเอาประโยชน์จากธรรมชาตินั้นอย่างไร
ธรรมชาติที่นักวิทยาศาสตร์เขาวิจัยออกมาแล้ว
เขาค้นคว้าเอามาทำประโยชน์ได้
อันนั้นพระพุทธเจ้าท่านรู้ แต่พระองค์ไม่สอน
เพราะพระองค์เชื่อว่ายังมีคนสามารถที่จะค้นพบได้อยู่

แต่ธรรมะที่เป็นอมตะ

คือพระนิพพาน

นอกจากพระพุทธเจ้าองค์เดียว ไม่มีใครค้นพบ


พระองค์จึงสอนแต่ทางปฏิบัติให้หลุดพ้น
และทำความสุขให้แก่สังคม


:103:

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#3 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11842
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 08/02/2013 - 13:52

:103:


อมตธรรม


ธรรมะที่ชื่อว่าเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้านั้น

บางอย่างอาจมีมาก่อนที่พระพุทธเจ้าเกิดก็ได้

ธรรมะที่มีมาก่อนพระพุทธเจ้าเกิดนั้นหมายถึง สภาวธรรม


กฎธรรมชาติของสภาวธรรมที่จะพึงเป็นไปตามกฎแห่งความเป็นจริง

เราเรียกว่า กฎพระไตรลักษณ์ หมายถึง...

อนิจจตา ความไม่เที่ยง

ทุกขตา ความเป็นทุกข์

อนัตตตา ความไม่เป็นตัวของตัว หรือไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน

ตามที่ภาษาวิทยาศาสตร์เขาว่า ทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาลนี้

ย่อมมีปรากฏการณ์ขึ้นในเบื้องต้น

ทรงตัวอยู่ขณะหนึ่ง

ในที่สุดย่อมสลายตัว


สภาวธรรมอันนี้

พระพุทธเจ้าจะเกิดก็ตาม ไม่เกิดก็ตาม

จะมีก็ตาม ไม่มีก็ตาม

เขาก็ย่อมมีอยู่โดยธรรมชาติมาแล้วแต่ไหนแต่ไรมา



:103:



มหันตภัยของชีวิต


พระพุทธเจ้าทรงสอนแล้วสอนเล่าว่า

ให้กลัวแต่ภัยในนรก

ให้กลัวแต่ภัยในวัฏฏสงสาร

เป็นภัยใหญ่ของโลก

หรือว่าทุกข์นี้เป็นภัยใหญ่ของโลก

หรือว่าทุกข์นี้เป็นภัยใหญ่ของชีวิต

ชีวิตของมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายมีความทุกข์นี่แหละเป็นมหันตภัย


เพราะฉะนั้น พวกเราทั้งหลายเมื่อทราบอย่างนี้แล้ว

ก็ควรจะพิจารณาให้ซาบซึ้งในคำสอนของพระพุทธเจ้าว่า

ในชีวิตของตนที่ประกอบไปด้วยความทุกข์ความเดือดร้อนอยู่ทุกวันทุกเวลา

มันก็เนื่องมาแต่ความไม่รู้เป็นเหตุเป็นปัจจัย


เนื่องจากไม่รู้ว่านี่คือทุกข์

นี่คือเหตุให้เกิดทุกข์ก็ไม่รู้

นี่คือความดับทุกข์ก็ไม่รู้

นี่คือข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ก็ไม่รู้

เมื่อไม่รู้อย่างนี้จึงไม่ขะมักเขม้นในการประพฤติปฏิบัติตาม

ศีล สมาธิ ปัญญา หรือมรรคมีองค์ ๘ ประการ

จึงมัวเมา ประมาท เพลิดเพลิน อยู่ในกองทุกข์


:103:

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#4 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11842
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 08/02/2013 - 14:11

:103:


จุดยืนของชาวพุทธ


เรานับถือศาสนาพุทธเพียงแต่จารีตประเพณี

แต่ว่าจิตใจเราไม่ถึงธรรมะอย่างแท้จริง



บัลลังก์ใจของชาวพุทธ ซึ่งเคยเป็นที่ประทับ

ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์เดียว

กำลังคลอนแคลน

เพราะชาวพุทธปันใจให้กับภูตผีปีศาจและผู้วิเศษอื่นๆ

ทำให้จิตใจของชาวพุทธ

ไม่มั่นคงต่อพระพุทธเจ้าซึ่งเคยเป็นที่พึ่งมาก่อน


ดังนั้น ชาวพุทธควรจะได้กลับใจมายึดพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ให้มั่นคงตามเดิมเสียก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป



เวลานี้คนไทยไม่มีจุดยืน

ไม่ทราบว่าจะเอาอะไรเป็นจุดยืนกันแน่

เพราะฉะนั้น เราจึงเคว้งคว้างอยู่

ใครหยิบยื่นอะไรมา เราเอาหมด

จุดยืนจริงๆ เราไม่มี


:103:



แก่นธรรมต้องอาศัยเปลือก


ศาสนาพุทธเป็นปรัชญาชั้นสูงซึ่งมีแต่ปรมัตถธรรม

ที่เราปฏิบัติกันอยู่นี้เป็นวิธีการ


การให้ทานเป็นวิธีการ

การรักษาศีลก็เป็นวิธีการ

นั่งสมาธิภาวนาก็เป็นวิธีการ

แม้แต่การบวชห่มผ้าเหลืองก็เป็นวิธีการ


เนื่องจากศาสนาพุทธมีแต่แก่นธรรม

ตามธรรมดาถ้าต้นไม้มีแต่แก่นจะดำรงชีวิตอยู่ไม่ได้

ก็ต้องอาศัยเปลือก อาศัยกระพี้

ธรรมะที่มีแต่แก่นไม่มีเปลือกหุ้มก็อยู่ไม่ได้


ศาสนาศีลธรรมปรากฏตัวให้ชาวโลกรู้โดยวิธีการ

เรามาบวชเป็นชีก็แสดงวิธีการ

บวชเป็นเณรก็แสดงวิธีการ

บวชเป็นพระก็แสดงวิธีการ


สำหรับคฤหัสถ์ผู้นับถือพระพุทธศาสนาโดยทั่วไป

ก็มีการปฏิบัติ ๕ ข้อ คือ ศีล ๕

แม่ชีมี ๘ ข้อ สามเณรมี ๑๐ ข้อ พระมี ๒๒๗ ข้อ

อันนี้คือวิธีการ เป็นเปลือกหุ้มแก่นธรรม


เพราะฉะนั้น ผู้ที่มุ่งหวังจะปฏิบัติธรรมให้ถึงแก่น

ต้องรักษาเปลือกให้ดี อย่าไปกะเทาะเปลือกมันเสีย



:103:

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#5 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11842
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 13/02/2013 - 09:50

:103:


พระพุทธเจ้าอยู่ที่จิต


พระพุทธเจ้าคือใคร

คือ ความรู้สึกสำนึกผิดชอบชั่วดีที่มีอยู่ในจิตของท่านนั้นเอง


ความรู้สึกสำนึกผิดชอบชั่วดี เป็นความรู้สึกนึกคิดที่เป็นบุญเป็นกุศล

วิสัยของพระพุทธเจ้าคิดแต่สิ่งที่เป็นบุญเป็นกุศล

เมื่อท่านปฏิญาณตนถึงพระพุทธเจ้าแล้ว

ท่านก็ย่อมมีความคิดเป็นบุญเป็นกุศลเช่นเดียวกันกับพระพุทธเจ้า

ดังนั้น จงเชื่อมั่นเสียเถิดว่า

พระพุทธเจ้าก็คือ

ความรู้สึกสำนึกผิดชอบชั่วดีที่มีอยู่ในจิตของท่านนั่นเอง



:103:



จิตพุทธะ


จิตพุทธะเป็นคุณธรรมชนิดหนึ่ง

ซึ่งสามารถเกิดขึ้นกับจิตของผู้ปฏิบัติได้ทุกท่านทุกคน

ไม่เลือกว่าชนชั้น ชาติชั้น วรรณะใด


เมื่อเรามาปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญา

ทำศีล สมาธิ ปัญญา ให้สมบูรณ์บริบูรณ์พร้อม

อิทธิพลของศีล สมาธิ ปัญญา

ที่เราปฏิบัติตามแนวทางแห่งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น

สามารถปฏิวัติจิตของเราผู้ปฏิบัติให้ถึงสภาวะ

ความเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน

ได้สมาธิ มีปีติ มีความสุข มีความเป็นหนึ่ง

เป็นผู้เข้าถึง พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์

และถึงพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง


:103:


เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#6 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11842
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 13/02/2013 - 10:41

:09: :09: :09:


คำสอนของพระพุทธองค์ คือ พระธรรม


:09:


คัมภีร์พระธรรมอยู่ที่ไหน

อยู่ที่ กาย กับ ใจ


ศึกษาธรรมะอย่าไปศึกษาไกลตัว

แม้แต่พระพุทธเจ้าก็สอนให้พิจารณา

ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย



:103: :09: :103:



คัมภีร์ธรรม


คัมภีร์พระธรรมอยู่ที่ไหน

อยู่ที่กายกับใจ



การปฏิบัติธรรมต้องอาศัยกายกับใจเป็นหลัก

สติก็ดี สัมปชัญญะก็ดี ก็เป็นกิริยาของใจทั้งนั้น

กาย คือ อาการ ๓๒ ธาตุ ๔ ขันธ์ ๕

อายตนะที่มีอยู่ก็เป็นเครื่องรู้ของใจ

คือเป็นวัตถุ เรียกว่า รูปธรรม

รูปธรรมเป็นเครื่องรู้ของใจ


ในเมื่อใจรู้ทันความเป็นจริงของรูปธรรม

และรู้ทันอาการของรูปธรรม

สติสัมปชัญญะก็ดีขึ้น


สติสัมปชัญญะเป็นตัวการที่สามารถประคับประคองใจของเรา

ให้ดำเนินไปสู่สมาธิ และภูมิจิต ภูมิธรรม

เพราะฉะนั้น เราต้องพยายามรู้คัมภีร์ธรรมของเราให้ชัดเจน


ศึกษาธรรมะอย่าไปศึกษาไกลตัว

แม้แต่พระพุทธเจ้าก็สอนให้พิจารณา

ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย



:103:

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#7 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11842
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 13/02/2013 - 10:55

:103:


เรียนธรรม – ปฏิบัติธรรม


การเรียนธรรมะก็ดี การศึกษาธรรมะก็ดี

ถ้าปราศจากการปฏิบัติอย่างจริงจังแล้ว

ผลที่จะพึงเกิดขึ้นจากการปฏิบัตินั้นย่อมไม่มี


ดังนั้น สิ่งที่จำเป็นก็คือ

การปฏิบัติจริง ทำจริง

อาศัยหลักที่ว่า

ภาวิตา อบรมให้มาก ๆ

พหุลีกตา กระทำให้มาก ๆ



การปฏิบัติธรรมคือการฝึกตัวเองให้เป็นคนดี

สร้างพลังจิตให้เป็นอิสระแก่ตัวเอง

ไม่ตกอยู่ใต้อำนาจของสิ่งใด

นี่คือหลักที่ถูกต้อง


:103:



ฟังธรรม เรียนธรรม ปฏิบัติธรรม เพื่ออะไร


เราจำเป็นอย่างไรจึงต้องตั้งใจฟังธรรม

การฟังธรรมก็คือการฟังเรื่องของตัวเอง


เราฟังเรื่องของตัวเองทำไม

เราฟังเรื่องของตัวเองเพื่อให้เรารู้จักตัวเอง

คือว่าให้รู้จักว่า เราเป็นคนดี เป็นคนกลาง ๆ หรือเป็นคนเลว


ซึ่งการเป็นไปของชีวิตมนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย

โดยกฎธรรมชาติ ก็มีเกิด แก่ เจ็บ ตาย

เกิดมาทีไรก็มีแต่ แก่ เจ็บ ตาย ๆ ไม่มีอะไรเป็นสาระแก่นสาร

ดังนั้น ในเมื่อเราเกิดมาเป็นมนุษย์แล้ว เราต้องฟังธรรม


ธรรมะพวกนี้เราเรียนไปเพื่ออะไร

เรียนไปเพื่อปรับปรุงตกแต่งกายกับใจของเรา

ซึ่งโดยธรรมชาติแล้วไม่มีสาระแก่นสารหรือประโยชน์อะไร

เราเรียนธรรมะเพื่อปรับปรุงกายกับใจของเราให้มีสภาพดีขึ้น

คือให้มีวิชาความรู้นั่นเอง ให้มีคุณภาพดีขึ้น

อันนี้คือความจำเป็นที่จะต้องเรียนธรรมะ


เราเรียนธรรมะอยู่ทุกกาลเวลา ทุกสมัย ทุกลมหายใจ

เพราะฉะนั้น ธรรมะคือเรื่องส่วนตัวของเราเอง


ธรรมะเป็นของกลาง ธรรมะคือกายกับใจ

เรามาศึกษาเล่าเรียน ปฏิบัติ

เพื่อหาเครื่องมือปรับปรุงกาย ใจ ของเรา

ให้มีสมรรถภาพดียิ่งขึ้น

อันนี้คือจุดประสงค์ของการปฏิบัติธรรม


:103:

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#8 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11842
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 22/02/2013 - 11:48

:103:


อยากได้ดี ต้องทำจริง


การฟังธรรมะ การเรียนธรรมะ

เรา มีความรู้จากการฟัง

มีความรู้จากการเรียน

มีความรู้จากการอ่านหนังสือ

มีความรู้จากประสบการณ์


เรามีภูมิความรู้ที่จะพูดจะคุยอวดกันได้ทั้งนั้น

แต่ว่าการปฏิบัติของเรายังไม่ถึงขั้น

เพราะฉะนั้นจึงควรจะขยันขันแข็งเอาชีวิตเข้าแลก


เงินทองมองเห็นอยู่ เราก็ยังเอายากเหลือทน

คุณธรรมซึ่งเกิดขึ้นในจิตในใจ มองไม่เห็นด้วยตา

เพียงแต่รู้ด้วยจิตเท่านั้น มันก็ยิ่งเอายาก


เพราะฉะนั้น

ถ้าท่านผู้ใดอยากได้คุณธรรม ก็ต้องทำให้แน่วแน่


:103:



อุบายธรรม


อุบายวิธีอันใดสามารถชักจูงคน

ให้มาปฏิบัติศีลธรรม ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ

แล้วมีคนละชั่ว ประพฤติดีได้มาก

เป็นอุบายวิธีที่ใช้การได้ทั้งนั้น


ดังนั้น การทำกิจพระศาสนา

เราต้องเอาผลงานพระพุทธเจ้า

สอนคนให้ละชั่ว ประพฤติดี

ทำใจให้บริสุทธิ์สะอาดได้

อุบายวิธีนั้นเป็นการถูกต้อง


ถูกต้องในระดับศีลธรรม หรือสังคมนิยมชมชอบกัน


ส่วนความละเอียดลึกซึ้งเหนือขึ้นไปกว่านั้น

เรายังรู้ไม่ถึงอย่าเพิ่งวิพากษ์วิจารณ์

เอากันแต่เพียงแค่ว่าอุบายวิธีอันใด

สามารถสอนคนให้ประพฤติดี ปฏิบัติชอบได้

ละชั่ว ประพฤติดี ทำจิตให้บริสุทธิ์ได้

เรายอมรับว่าเป็นแนวทางที่ถูกต้อง


:103:

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#9 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11842
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 22/02/2013 - 12:12

:103:


มือใหม่ใจต้องสู้


เรื่องกิเลส เรื่องของโลก

เราได้ฝึกฝนอบรมมาจนคล่องตัวเหมือนกัน

สมาธิภาวนาเรามาเริ่มใหม่ เรามาฝึกฝนอบรมใหม่ๆ

อำนาจฝ่ายต่ำที่เราปล่อยจิตปล่อยใจ

ให้เป็นไปตามอำนาจของมันมานานแล้ว จนมันคล่องตัว


โลภ โกรธ หลง อะไรต่างๆ

เป็นกิเลสที่เราฝึกฝนอบรมมาโดยไม่ได้ตั้งใจฝึก

และรับเอาเข้ามาจนมันมาเป็นเจ้าเรือนแล้ว

เราจะขับไล่ไสส่งมันออกไปง่ายๆ ย่อมเป็นไปไม่ได้


ฉะนั้น ต้องตั้งใจปฏิบัติ โดยมอบกายถวายชีวิตบูชา

ต่อพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ต่อคุณงามความดี

เพราะว่าอุบายวิธีอันนี้เป็นวิธีการดับไฟนรก

เมื่อเรามาปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ

มีศีลบริสุทธิ์ มีจิตบริสุทธิ์ มีปัญญาอันบริสุทธิ์

มันก็เป็นอุบายดับไฟนรกทันที


ดังนั้น ขอให้ทุกท่านจงตั้งใจจริง ปฏิบัติกันจริงๆ อย่าทำเหลาะแหละ

ไม่ต้องไปไขว่คว้ากันที่ไหน ตั้งใจหาความดีในจิตในใจของเรานั่นแหละ


:103:



รักษ์ชาติ – รักธรรม


การปฏิบัติธรรม

เราไม่ควรที่จะรู้จักเพียงแค่คำว่าธรรมเท่านั้น

ควรจะรู้จักคำว่าชาติด้วย


ชาติในที่นี้อาตมาขอหมายถึงแผ่นดิน

ชาติของเราในภายในนี้ก็มีแผ่นดิน

ธรรมะท่านว่าร่างกายของเรา

ประกอบไปด้วยธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ

ในทำนองเดียวกัน ผืนแผ่นดินที่เราอาศัยอยู่นี่

ก็ประกอบไปด้วยธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ เหมือนกัน


ธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ ในภายนอก

ย่อมเป็นประโยชน์แก่ธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ ในภายใน

เพราะฉะนั้น เราจึงได้สงวนรักษา... รักษาชาติเอาไว้ทำไม

รักษาชาติเอาไว้สำหรับนั่งภาวนา

ถ้าเราจะมารู้จักแต่คำว่าภาวนาอย่างเดียว ไม่รู้จักคำว่าชาติด้วย

ในเมื่อชาติสลายตัวลงไปแล้ว เราจะพากันไปนั่งภาวนากัน ณ ที่ไหน


เพราะฉะนั้น เราจะเป็นนักปฏิบัติธรรม อย่าลืมนึกถึงชาติ

ชาติคือแผ่นดินของเรา เป็นสิ่งที่เราควรจะสงวนรักษาได้

ถ้าเราทอดทิ้ง มัวแต่นั่งปฏิบัติธรรม ไม่ลืมตามองดูโลกบ้าง

ประเดี๋ยวผืนแผ่นดินอันนี้หลุดมือไปเป็นของคนอื่น

แล้วเราจะพากันไปนั่งภาวนาอยู่ที่ไหน



:103:

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#10 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11842
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 27/02/2013 - 10:59

:103:


พระในเรือน


พระพุทธเจ้าย้ำหนักย้ำหนาว่า

การอุปัฏฐากเลี้ยงดูบิดามารดาเป็นมงคลอันสูงสุด

มงคลก็หมายถึงสิ่งที่ดีงามในชีวิตของเรา

ผู้มีความสำนึกในพระคุณของบิดามารดา

ย่อมเป็นผู้ที่มี กาย วาจา สงบเรียบร้อย

ใจเต็มเปี่ยมไปด้วยความกตัญญูกตเวที

รู้จักบุญคุณของบิดามารดา


ถ้าหากเราเลี้ยงพ่อเลี้ยงแม่เราไม่ดี

เราไปตักบาตรพระล้านครั้ง

ไม่เท่าเรายื่นอาหาร

ให้คุณพ่อคุณแม่เรารับประทานเพียงครั้งเดียว

คนเราในเมื่อเลี้ยงพ่อเลี้ยงแม่ไม่ดี

ไปเที่ยวหาเลี้ยงคนอื่นมันจะมีประโยชน์อะไร


เรามีมือสองข้าง ก่อนจะยกไหว้คนอื่น

ให้ประคองไหว้พ่อแม่ของเราก่อน

ก่อนจะออกจากที่หลับที่นอน ให้กราบหมอน ๓ ที

ประนมมือขึ้นเหนือหว่างคิ้ว อธิษฐานจิตว่า

เราขอกราบไหว้บิดามารดาของเรา

แล้วจึงค่อยไปไหว้คนอื่น

ถ้าเรามีทรัพย์สมบัติสิ่งของ

ก่อนที่จะหยิบยื่นให้ใครต่อใคร

ควรจะประเคนให้บิดามารดาของเราก่อนอื่น


:103:



กฎแห่งกรรมเป็นสากล


ความแตกต่างของศาสนา

มีเฉพาะในภพมนุษย์เท่านั้น

ในเมื่อมนุษย์ตายไปแล้ว

มีเหลือแต่กฎของกรรมเท่านั้นเป็นศาสนา



คำว่า กรรม คือ การกระทำของมนุษย์ที่พร้อมไปด้วยเจตนา

คือความตั้งใจว่า จะทำ จะพูด จะคิด

ในเมื่อทำลงไปแล้วจิตเขาบันทึกผลงานเอาไว้โดยธรรมชาติ


บางทีเราเผลอทำความไม่ดีลงไป

ภายหลังเรานึกว่ามันเป็นบาป

เราจะกลับมาเปลี่ยนความคิดว่า

“ฉันทำเล่นๆ ฉันไม่ต้องการผลตอบแทน”

มันก็หลีกเลี่ยงไม่ได้


เมื่อเราทำลงไปแล้ว

กรรมนั้นมันเป็นสิ่งที่เราสะสมเอาไว้

จิตของเราสะสมเอาไว้โดยธรรมชาติ


:103:



เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#11 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11842
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 27/02/2013 - 11:17

:103:


สัจธรรมอยู่เหนือคำอธิบาย


กฎของกรรมนี้มันอยู่เหนือกฎของอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

มันเป็นผลงานที่สัตว์และมนุษย์สร้างขึ้นมาเอง

เมื่อใครทำกรรมใดโดยเจตนา คนนั้นก็ต้องรับผิดชอบ

แม้จะปฏิเสธโดยประการทั้งปวง มันก็หลีกเลี่ยงไม่ได้

เพราะกฎธรรมชาติ กฎความจริงมันเป็นอยู่อย่างนั้น

มันเป็นสิ่งนอกเหนือคำอธิบายใดๆ ทั้งสิ้น


กรรมดี กรรมชั่ว เจตนาเป็นตัวกำหนด

เจตนา คือ จิตหรือใจที่ตั้งใจจะทำ จะพูด จิตเป็นตัวบงการ

กรรมบางอย่าง กายกับจิตสมคบกัน กระทำออกมา ทางกาย

กรรมบางอย่าง จิตกับวาจาสมคบกัน พูดออกไป ทางวาจา

ทีนี้จะสำเร็จเป็นกรรมดีหรือกรรมชั่ว อยู่ที่เจตนาคือความตั้งใจ

ความตั้งใจว่าจะทำดี ก็เป็นกรรมดี

ความตั้งใจว่าจะทำกรรมชั่ว ก็เป็นกรรมชั่ว


:103:



เจตนาคือกรรม


สมมติว่าพระเป็นโรคพยาธิลำไส้ แล้วไปขอยาคุณหมอมา
แล้วพระก็มาฉันยานี้เพื่อฆ่าพยาธิในลำไส้
ถ้าพระตั้งใจอย่างนี้พระเป็นอาบัติปาจิตตีย์เพราะการฆ่าสัตว์

แต่ถ้าพระคิดว่าฉันจะฉัน (กิน) ยาเพื่อบำบัดโรคภัยไข้เจ็บ
โดยไม่มุ่งถึงสิ่งมีชีวิตและมีตนมีตัว พระก็พ้นจากอาบัติ

ในทำนองเดียวกัน ท่านทั้งหลายอาจจะฉีดยาลงไปสักเข็มหนึ่ง
ถ้าท่านคิดว่าจะให้สัตว์ในตัวของคนไข้นี้มันตาย ท่านก็ทำปาณาติบาต

แต่ถ้าท่านคิดว่าฉีดยา หรือให้ยาเพื่อบำบัดโรคภัยไข้เจ็บแก่คนไข้
ท่านก็ไม่เป็นบาปเพราะการฆ่าสัตว์ อันนี้มันขึ้นอยู่กับเจตนา

พระพุทธเจ้าก็ทรงอนุญาตให้พระภิกษุฉันยา
ทีนี้อย่างโรคภัยไข้เจ็บ อย่างโรคหิดกลากนี้
มันก็มีตัวของมันทั้งนั้น
ในสมัยครั้งพุทธกาลก็มีพระภิกษุเคยเป็นโรคนี้
พระพุทธเจ้าก็ทรงอนุญาตให้ทายาได้
แต่พระองค์ก็บอกว่าอย่าทายาเพื่อฆ่าตัวเชื้อโรค
แต่ทาเพื่อรักษาโรคภัยไข้เจ็บเพื่อให้หาย


:103:


เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#12 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11842
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 27/02/2013 - 11:24

:103:


ไม่มีเจตนา ไม่มีบาป


เมื่อไม่นานมานี้
อาตมาถูกสมเด็จพระบรมราชินีนาถรับสั่งถาม
เรื่องเกี่ยวกับศูนย์ศิลปาชีพ

คือที่ศูนย์ศิลปาชีพนั้น
สมเด็จฯ ไปทรงแนะนำ
ให้ราษฎรเขาปลูกหม่อนเลี้ยงไหม
ทีนี้เมื่อปลูกหม่อนเลี้ยงไหมขึ้นมาแล้ว
เมื่อจะทำไหมให้เป็นเส้นขึ้นมา
จะต้องเอาตัวหม่อนไปต้ม
ต้มแล้วก็สาวไหมเอาออกมา


สมเด็จฯ รับสั่งถามว่า

“ทำอย่างนี้บาปไหม”


หลวงพ่อก็ถวายพระพรสมเด็จ ว่า

“ถ้าสมเด็จฯ ไปสั่งให้เขาเอาตัวไหมนั้นต้มลงในหม้อ

สมเด็จฯ ก็บาปฯ”



“ถ้าอย่างนั้นจะทำอย่างไรจึงจะไม่เป็นบาป”


หลวงพ่อก็ถวายพระพรสมเด็จฯ ว่า

“หน้าที่การรับสั่งให้เขาทำนั้นเป็นพระมหากรุณาธิคุณ

พระองค์ทรงรับสั่งให้เขาปลูกหม่อนเลี้ยงไหม

ในเมื่อเขาปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเป็นตนเป็นตัว

เขามองเห็นผลประโยชน์ที่เขาจะพึงได้ ก็ปล่อยให้เขาทำเอง

อย่าไปทรงแนะนำเขาถึงขั้นต้องเอาตัวไหมต้มลงไปในหม้อ

ถ้าในทำนองนี้ สมเด็จฯ พ้นจากโทษปาณาติบาต”



:103:



เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#13 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11842
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 27/02/2013 - 12:10

:103:


ตัดกรรม – ตัดเวร


ถ้าหากเรากลัวบาป จะตัดกรรมตัดเวร

ถ้าหากพระองค์ใดไปแนะนำว่า

ทำบาปแล้วไปตัดเวรตัดกรรม

อย่าไปเชื่อ มันตัดไม่ได้

เวรนี่อาจตัดได้

แต่กรรมคือการกระทำนั้นมันตัดไม่ได้



ที่ว่าเวรนี้ตัดได้

เช่นอย่างเราอยู่ด้วยกันทำผิดต่อกัน

เมื่อปรับความเข้าใจกันได้แล้ว

เราขอโทษซึ่งกันและกัน

ต่างฝ่ายต่างยกโทษให้กัน

เวรที่จะตามคอยจองล้างจองผลาญกันมันก็หมดสิ้นไป

แต่ผลกรรมที่ทำผิดต่อกันนั้นมันไม่หายไปไหนหรอก

แต่ถ้าหากว่าเราพยายามทำดีให้มันมากขึ้นๆ

เรารู้สำนึกว่าสิ่งที่ทำไปนั้นมันไม่ดี เราเลิก

เราประพฤติแต่ความดี


บาปที่ทำแล้วมันแก้ไม่ได้

แต่นิสัยชั่วที่เราประพฤติอยู่นั้นมันแก้ได้

ท่านให้แก้กันที่ตรงนี้



:103:



แก้ดวง – แก้บาป


ใครว่าดวงไม่ดี จะไปแก้ดวงกันได้อย่างไร

นอกจากปฏิบัติดีเท่านั้น


พระพุทธเจ้าสอนไว้ว่า ใครทำกรรมใดไว้

ต้องได้รับผลของกรรมนั้นแน่นอน หลีกเลี่ยงไม่ได้

ไปทำพิธีตัดกรรม ก็เป็นการลบล้างคำสอนของพระพุทธเจ้า


ในศาสนาพุทธไม่มีการทำดีเพื่อล้างบาป

ขอให้ทำความเข้าใจว่า

ไม่มีการทำบุญเพื่อล้างบาป

แต่การทำบุญหรือทำดีเพื่อหนีบาปนั้น

เรามีหนทางที่จะทำได้



:103:


เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#14 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11842
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 08/03/2013 - 13:37

:09: :09: :09:


คำสั่งของพระพุทธองค์ คือ ศีล (พระวินัย)


:09:


การปฏิบัติธรรม

สำคัญอยู่ที่ความเป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์


เมื่อเรามีศีล ๕ บริสุทธิ์

ความเป็นมนุษย์ของเราก็สมบูรณ์


ผู้ที่จะปฏิบัติธรรม

เพื่อที่จะ

ให้ได้สมาธิที่ถูกต้อง ... เป็นสัมมาสมาธิ

ให้ได้ปัญญา ... เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ

ต้องอาศัยศีลเป็นมูลฐาน



:103: :09: :103:



ต้นพรหมจรรย์


จุดเริ่มแห่งการทำความดี

ย่อมมีกฎ หรือระเบียบอันเป็นข้อมูล


กาย วาจา และใจของเรา

ที่จะรองรับคุณธรรมหรือคุณความดีนั้น

เราก็ต้องชำระให้บริสุทธิ์สะอาดตามสมควร


ศีล ๕ ประการนี้...

เป็นแม่บท เป็นข้อมูล เป็นจุดเริ่ม

เป็นต้นพรหมจรรย์


ของผู้ปฏิบัติพระพุทธศาสนา


:103:



เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#15 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11842
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 08/03/2013 - 13:47

:103:


เริ่มที่ศีล ๕ ศีลอื่นๆ ตามมาเอง


ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์

ที่คู่ควรแก่การที่จะบำเพ็ญคุณความดี

เพื่อให้เกิด มรรค ผล นิพพาน

หรือรู้จริงเห็นจริงในธรรมะตามความเป็นจริง

เราจะต้องอาศัยศีล ๕ เป็นพื้นฐาน


อย่าเพิ่งทะเยอทะยานว่า

เราจะต้องรักษาศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗

เมื่อเรามีความมั่นใจในการรักษาศีล ๕

ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์

พร้อมๆ กับทำสมาธิเจริญปัญญาให้เกิดขึ้น

ศีลอื่นๆ ซึ่งจำนวนมากกว่านั้น

แม้เราไม่ได้ตั้งใจที่จะเพิ่ม

โดยกฎธรรมชาติแห่งความดี

ที่เราบำเพ็ญให้ถึงพร้อม

เราจะเพิ่มขึ้นเองโดยไม่ได้ตั้งใจ


:103:



ตามรอยพระพุทธองค์


การปฏิบัติธรรม

สำคัญอยู่ที่ความเป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์

อย่างต่ำคือศีล ๕


ผู้ที่ปฏิบัติอยู่ในระดับความเป็นคฤหัสถ์

ตั้งใจปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของศีล ๕ ข้อ

สะดวกสบายดีกว่านักบวช

เพราะว่าภาระกังวลที่จะต้องสังวรระวังน้อยกว่ากัน


เพียงแต่เรายึดหลักว่า

พระพุทธเจ้าฆ่าไม่เป็น เราไม่ฆ่า

พระพุทธเจ้าลักขโมยไม่เป็น เราไม่ลักขโมย

พระพุทธเจ้าฉ้อโกงไม่เป็น เราไม่ฉ้อไม่โกง

พระพุทธเจ้าไม่ละเมิดสิทธิประเวณีของใครต่อใคร

เราก็ไม่ละเมิดประเวณีของท่านผู้อื่น

พระพุทธเจ้าไม่พูดคำหยาบ

ไม่พูดส่อเสียดยุยงให้แตกสามัคคี

ไม่พูดเพ้อเจ้อเหลวไหล และไม่โกหก

เราก็ปฏิบัติตามอย่างท่าน

พระพุทธเจ้าไม่ดื่มน้ำดองของเมา

หรือวัตถุที่เป็นที่ตั้งแห่งความเมา

หรือความมัวเมาอันเป็นทางแห่งความประมาท

เมื่อพระพุทธเจ้าไม่ทำเช่นนั้น เราก็ไม่ทำ


เรายึดหลักศีล ๕ เป็นหลักปฏิบัติ

เพื่อขจัดสิ่งที่เราจะพึงทำตามอำนาจของกิเลส


:103:



เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#16 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11842
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 08/03/2013 - 14:05

:103:


พระพุทธเจ้าสอนให้เรารักกัน


เมื่อเรามาพิจารณาดูกันให้ถ่องแท้

ได้ความว่า พระพุทธเจ้าสอนธรรมะ

ปลูกฝังความรักให้เกิดมีในจิตใจทุกคน


เพราะในเบื้องต้นท่านจะว่า

อย่าฆ่ากัน อย่าเบียดเบียนกัน

อย่าข่มเหงกัน อย่ารังแกกัน


จงแผ่เมตตา คือ

“ขอสัตว์ทั้งหลาย

ผู้เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย

ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

จงเป็นผู้มีความสุขกายสุขใจ

อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกัน

จงรักษาตนให้พ้นภัยทั้งปวงเถิด”



นี่เป็นหลักแสดงให้เห็นได้ชัดว่า

พระพุทธเจ้าสอนให้เรามีความรักกัน

มีความเมตตาปรานีต่อกัน

เพื่อตัดปัญหาที่จะต้องไปหวาดระแวงภัย


เมื่อเรามีศีล ๕ บริสุทธิ์บริบูรณ์ดีแล้ว

คุณธรรมคือศีล ๕ นี้แหละ

จะเป็นหลักประกันความปลอดภัยของสังคม

เป็นคุณธรรมตัดทอนผลเพิ่มของบาปกรรม

เป็นคุณธรรมบั่นทอนกำลังกิเลสให้น้อยลงหรือหมดไป

เป็นคุณธรรมปรับพื้นฐานความเป็นมนุษย์ให้สมบูรณ์


:103:



ศีล ๕ บริสุทธิ์สุดประเสริฐ


ผู้ที่มีศีล ๕ บริสุทธิ์ บริบูรณ์แล้ว

ไม่ต้องไปวิตกกังวลใดๆ ทั้งนั้น

แม้ทำสมาธิไม่เป็น ภาวนาไม่เป็น

แต่ศีล ๕ บริสุทธิ์

มันเป็นสิ่งที่ประเสริฐสุดในการปฏิบัติธรรม


เราขวนขวายในการปฏิบัติสมาธิภาวนา

ก็เพื่อสร้างจิตให้มีพลังงาน

ให้มีความตั้งใจแน่วแน่อย่างมั่นคงว่า

เราจะปฏิบัติตามศีล ๕ ให้ได้

นี่ทำความเข้าใจกันอย่างนี้


:103:


เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#17 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11842
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 09/03/2013 - 10:54

:103:


ปฏิบัติศีล ๕ ได้อะไร


ศีล ๕ นี้ถ้าใครปฏิบัติได้

๑. ได้บำเพ็ญอภัยทาน

๒. ทำให้จิตเกิดความเมตตาปรานี

๓. ได้ความรัก

๔. ป้องกันไม่ให้เกิดมีการฆ่ากัน

๕. ปรับพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ให้สมบูรณ์


เมื่อเรามีศีล ๕ บริสุทธิ์บริบูรณ์ดี

ความเป็นมนุษย์ของเราก็สมบูรณ์

กายเป็นปกติ วาจาก็ปกติ

ในเมื่อกาย วาจา ปกติ ใจก็พลอยปกติไปด้วย


เมื่อเราไม่ฆ่าใคร ใครหนอจะมาฆ่าเรา

เมื่อเราไม่ประทุษร้ายใคร ใครหนอจะมาประทุษร้ายเรา

เราเคารพในสิทธิเสรีภาพของมวลมนุษย์ด้วยกัน

คนอื่นก็ต้องเคารพต่อเรา


:103:



ศีล ๕ ปิดประตูนรก


เมื่อเรามีศีล ๕ บริสุทธิ์บริบูรณ์

แม้เราจะยังทำสมาธิภาวนาไม่เป็น

ก็ได้ชื่อว่าตัดบาปตัดกรรมให้หมดสิ้นไปแล้ว


เมื่อเรามีศีล ๕ บริสุทธิ์ บริบูรณ์

กายของเราก็สงบ คือสงบจากการทำบาป

วาจาของเราก็สงบ คือสงบในการพูดในทางที่เป็นบาป

แม้จิตของเรายังคิดที่จะทำบาป แต่เราไม่ละเมิดล่วงเกินศีล ๕

บาปกรรมอะไรก็ไม่เกิดขึ้น


เมื่อเรามีคุณงามความดีพอกพูนมากขึ้นๆ

กำลังของศีลมีพลังแก่กล้าขึ้น

กายเป็นปกติ วาจาเป็นปกติ

ก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยส่งหนุนให้จิตใจของเราเกิดความเป็นปกติ



เมื่อความปกติเริ่มเกิดขึ้นที่ใจของเรา

ความคิดจะฆ่า เบียดเบียน ข่มเหงหรือรังแก

ก็น้อยลงหรือหมดไปไม่มีเลย

เมื่อเป็นเช่นนั้น

เราก็ประกันความปลอดภัยของเราได้ว่าเราจะไม่ต้องตกนรก


:103:


เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#18 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11842
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 09/03/2013 - 12:22

:103:


ศีล ๕ เป็นขอบเขตของการแสวงหา


ความปรารถนาของมนุษย์ในสังคมนี้

เราพอที่จะสรุปได้กันเพียง ๕ ข้อเท่านั้นว่า

เราเกิดมาแล้วเราต้องการอะไร


เราต้องการความมีลาภ

ต้องการความมียศ

ต้องการการสรรเสริญ

ต้องการความสุข และอำนาจ


ความต้องการเหล่านี้

ถูกกระตุ้นเตือนด้วยอำนาจของกิเลส

จึงทำให้เราเกิดทะเยอทะยาน


ดังนั้น สิ่งทั้ง ๕ นี้

ทุกคนมีสิทธิและเสรีภาพในการแสวงหา

แต่การแสวงหาก็ควรมีขอบเขต

ขอบเขตก็คือ ศีล ๕



:103:



โลภ โกรธ หลง ไม่ผิดธรรม


เราต้องทำความเข้าใจให้แจ่มแจ้งว่า

พระพุทธเจ้าท่านสอนเรา

ให้ละความโลภ ความโกรธ และความหลง


ถ้าเราจะโลภ

โลภในผลประโยชน์ที่ถูกต้องด้วยศีลธรรมและกฎหมาย

หรือคุณธรรม ได้แก่ การศึกษา เป็นต้น

ถ้าเราจะโกรธ

โกรธความขี้เกียจขี้คร้าน โกรธความไม่ดี

อย่าเอามาใกล้เรา ขับไล่ไปให้มันไกลๆ

ถ้าเราจะหลง

หลงในคุณงามความดี หลงในการสอน

ในการทำประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติ บ้านเมือง

แต่ระวังอย่าให้ผิดศีลธรรมและกฎหมายปกครองบ้านเมือง

หลักของท่านอยู่ที่ตรงนี้


:103:


เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#19 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11842
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 09/03/2013 - 12:32

:103:


ศีลทำให้อาจหาญ


ผู้มีศีลบริสุทธิ์ย่อมมีความแกล้วกล้า อาจหาญ

เปิดเผย ไม่มีที่ลับ ไม่มีที่แจ้ง ตรงไปตรงมา

ความลับในวงการของนักปฏิบัติไม่มี

มีแต่เปิดเผย


ทีนี้ถ้าใครปกปิดความลับของตนเอง

ไม่เปิดเผยให้หมู่ให้คณะรู้

หมู่คณะจะช่วยเหลือได้อย่างไร

มันก็เหมือนกันกับคนที่เป็นมะเร็งอยู่ต้นขาใต้ร่มผ้า

เดินกะเผลกๆ ไปหาหมอ

คุณเป็นอะไร ขาคุณเป็นแผลหรือเป็นอะไร

... ไม่เป็นอะไรหรอก ฉันเดินอย่างนี้


ไม่ยอมเปิดเผยความจริง

หมอก็ไม่สามารถที่จะรักษาได้


เพราะฉะนั้น

จิตใจและความประพฤติของตนเองที่ทำความชั่ว

มันเป็นมะเร็ง เป็นโรคที่ยืดเยื้อ

ถ้าเราไม่เปิดเผย ไม่ให้หมู่ช่วยแก้ไข หรือไม่แก้ไขตัวเอง

มันก็เป็นแผลเรื้อรังอยู่นั่นแหละ ตราบเท่าสิ้นชีวิต


:103:



อดทน และสัจจะความจริงใจ


เราจะต้องอาศัยความอดทนและสัจจะความจริงใจ

เมื่อเราอาศัยความอดทน สัจจะความจริงใจ

อดทนต่อสิ่งที่จะเป็นเหตุ

ให้เราละเมิดล่วงเกินศีล ๕ ข้อใดข้อหนึ่ง

ตั้งใจให้แน่วแน่ว่า

เราจะละเว้นโทษตามกฎเกณฑ์ของศีล ๕ ด้วยความจริงใจ

เราอาศัยหลัก ๒ ประการนี้

แล้วตั้งใจประพฤติปฏิบัติไป

จนกระทั่งเรารู้สึกคล่องตัว ชำนิชำนาญต่อการงดเว้น


เมื่อเรามีการงดเว้นไม่ทำอะไรตามคำบงการ

ตามอำนาจบงการของกิเลส โลภ โกรธ หลง

ก็ได้ชื่อว่าตัดกรรมตัดเวร ตัดผลเพิ่มของบาป


แม้ โลก โกรธ หลง จะมีอยู่ในใจของเรา

เราก็พยายามใช้ให้เกิดประโยชน์โดยความเป็นธรรม

คือเอาศีล ๕ มาเป็นขอบเขต

เป็นเส้นขนานของการใช้กิเลสให้ถูกต้อง


เมื่อเราใช้กิเลสทำประโยชน์ในทางที่ถูกที่ควร

โดยเอาศีล ๕ เป็นหลักประกันความปลอดภัย

เมื่อเราปฏิบัติจนคล่องตัวชำนิชำนาญ

เราจะรู้สึกเบาสบาย

จะรู้สึกว่าเราไม่ต้องตั้งใจงดเว้นสิ่งใดๆ

แต่เพราะอาศัยความคล่องตัวอันนั้น

จิตของเราจะงดเว้นเองโดยอัตโนมัติ


:103:


เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



คำตอบต่อไป: เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา -
  • (3 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • 3
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • ท่านไม่สามารถตอบกลับกระทู้นี้ได้

1 ผู้ใช้กำลังอ่านกระทู้นี้
0 สมาชิก, 1 ผู้เยี่ยมชม, 0 ผู้ใช้ที่ไม่ระบุชื่อ