ลานธรรมเสวนา: ฐานิยปูชา 2545 - ลานธรรมเสวนา

เข้าไปดูเนื้อหา

  • (3 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • 3
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • ท่านไม่สามารถตอบกลับกระทู้นี้ได้

ฐานิยปูชา 2545 รวมธรรมเทศนา ๑๐ กัณฑ์ หลวงพ่อพุธ ฐานิโย ให้คะแนนกระทู้: -----

#0 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11647
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 07/12/2012 - 15:25

:09: :09: :09:


ฐานิยปูชา ๒๕๔๕


รวมธรรมเทศนา ๑๐ กัณฑ์


โดย พระราชสังวรญาณ (พุธ ฐานิโย)


:09:


รูปภาพถูกใส่ลงไปแล้ว


:09:


สารบัญ (ลำดับเรื่อง)


การเจริญพระพุทธคุณ

ฐานการภาวนา

ธรรมะคือสัจจธรรมสากล

ศีลห้าคืออุบายสร้างความรัก

คัมภีร์ธรรม

ธรรมปฏิบัติเพื่อความสุขใจ

สะอาดแต่ไม่บริสุทธิ์

ภาวนาปลุกจิตใต้สำนึก

อุบายวิธีดับไฟนรก

อุตริมนุสธรรม




:09:



หมายเหตุ :

1. การทยอยพิมพ์หนังสือเล่มนี้เป็นรายการต่อเนื่องในชุดหนังสือ ฐานิยปูชา นะคะ

หากท่านต้องการ...สามารถเข้าอ่านเล่มที่ผ่านมาได้ตามลิงก์ด้านล่างนี้ค่ะ


ฐานิยปูชา 2535

http://larndham.org/...%E0%B8%B2-2535/


ฐานิยปูชา 2536

http://larndham.org/...B8%B4%E0%B8%95/


ฐานิยปูชา 2537

http://larndham.org/...60&#entry778194


ฐานิยปูชา 2538

http://larndham.org/...B8%B5%E0%B8%A5/


ฐานิยปูชา 2539

http://larndham.org/...%E0%B8%B2-2539/


ฐานิยปูชา 2540

http://larndham.org/..._0&#entry785597


ฐานิยปูชา 2541

http://larndham.org/...%E0%B8%B2-2541/


ฐานิยปูชา 2542

http://larndham.org/...%E0%B8%B2-2542/


ฐานิยปูชา 2543

http://larndham.org/...%E0%B8%B2-2543/


ฐานิยปูชา 2544

http://larndham.org/...%E0%B8%B2-2544/


ฐานิยปูชา 2546

http://larndham.org/..._0&#entry741022


ฐานิยปูชา 2548

http://larndham.org/..._0&#entry745717



2. การใช้ตัวเน้นในบทธรรมที่นำมาโพสต์ใหม่ด้านล่างต่อจากนี้
อ้างอิงตามไฟล์ภาพหนังสือ ฐานิยปูชา 2545 (ในลิงก์ท้ายนี้)

ส่วนการแบ่งช่วงย่อหน้า
เภตราขอปรับบางช่วงย่อหน้าที่ยาวมากเป็นย่อหน้าย่อย เพื่อการพักสายตาค่ะ


ท่านใดประสงค์จะอ่านก่อน หรือต้องการ copy บทธรรมเทศนาไปใช้ในงานพิมพ์อื่น
สามารถอ่านและตรวจสอบการใช้ย่อหน้าตามหนังสือจากลิงก์นี้ค่ะ

http://www.thaniyo.c...t/thaniyo45.pdf


:09:
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0


  • (3 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • 3
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • ท่านไม่สามารถตอบกลับกระทู้นี้ได้

การตอบอื่นๆต่อกระทู้นี้



#1 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11647
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 07/12/2012 - 15:30

:09: :09: :09:


ฐานิยปูชา ๒๕๔๕

รวมธรรมเทศนา ๑๐ กัณฑ์

โดย พระราชสังวรญาณ (พุธ ฐานิโย)

ในโอกาสบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายทุก ๑๐ วัน ในวาระละสังขารของท่าน


:09:


คำนำ


ในคราวที่พระราชสังวรญาณ (หลวงพ่อพุธ ฐานิโย) ได้ละสังขารเมื่อวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๔๒ ศิษยานุศิษย์ได้จัดให้มีการบำเพ็ญกุศลอุทิศถวาย ณ วัดป่าสาลวัน ต่อเนื่องจนครบ ๑๐๐ วัน โดยทุก ๑๐ วันได้จัดพิมพ์ธรรมเทศนาของหลวงพ่อ ๑ กัณฑ์เพื่อแจกเป็นธรรมบรรณาการแก่ผู้ที่มาร่วมงาน ทั้งสิ้นมีจำนวน ๑๐ เรื่อง เนื่องจากจำนวนพิมพ์ค่อนข้างจำกัดเพียงเรื่องละ ๓,๐๐๐ เล่ม จึงไม่ค่อยมีผู้รวบรวมได้ครบทั้ง ๑๐ เล่ม ทำให้มีผู้สนใจมาถามหาอยู่เนืองๆ

ในวาระครบรอบวันเกิดหลวงพ่อปีนี้ (๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๕) ได้มีการจัดทำหนังสือ ฐานิยปูชา ดังที่เคยจัดทำมาเป็นปกติทุกปี จึงได้รวบรวมธรรมเทศนาทั้ง ๑๐ กัณฑ์ ลงไว้ใน ฐานิยปูชา ๒๕๔๕

พระราชนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาวิศิษฏ์ (หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี) ผู้เป็นพระเถระที่หลวงพ่อพุธให้ความเคารพบูชาอย่างสูงสุดดุจ “พ่อแม่ครูอาจารย์” ได้กล่าวว่า

“ฟังเทศน์แล้วเพียงแต่เอาไปคิดไปตรองยังไม่ปฏิบัตินั้นใช้ไม่ได้ เมื่อฟังรู้เรื่องแล้วปฏิบัติตาม นั้นจึงค่อยเห็นของจริง หรือฟังเข้าใจแล้วไม่ทำก็ลืมเสีย อย่างนั้นไม่ใช่ฟังธรรม เป็นแค่ฟังเทศน์เฉยๆ” (*เทสรังสีบูชา ๒๙, หน้า ๓๐)

การอ่าน “ฐานิยปูชา ๒๕๔๕” ขอให้อ่านอย่าง “ฟังธรรม” มิใช่เพียง “ฟังเทศน์” เฉยๆ จะเป็นการอ่านที่ก่อให้เกิดคุณค่าทางจิตใจอย่างสูงสุด


ผู้จัดทำ


:09:

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#2 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11647
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 07/12/2012 - 16:05

:09: :09: :09:


การเจริญพระพุทธคุณ

(แสดงธรรมที่กระทรวงศึกษาธิการ เมื่อวันที่ ๗ เมษายน ๒๕๓๑)



:09:


“ความรู้ความเห็นอะไรที่เป็นสัมมาทิฏฐิ อะไรเป็นมิจฉาทิฏฐิ กำหนดเอาง่ายๆ

ความรู้ความเห็นอันใดที่มันเกิดขึ้นแล้ว จิตของเรารู้สึกปล่อยวาง

ไม่ยึดเอาไว้สร้างปัญหาให้เดือดร้อน อันนั้นเรียกว่าสัมมาทิฏฐิ

ทีนี้สิ่งใดที่รู้ขึ้นมาแล้วยึดเอาไว้สร้างปัญหาให้ยุ่งยาก อันนั้นเป็นมิจฉาทิฏฐิ”



:09:



บัดนี้ จะได้บรรยายธรรมะ อันเป็นคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ว่าด้วยการเจริญพระพุทธคุณ

การเจริญพระพุทธคุณก็เป็นอารมณ์การภาวนาอย่างหนึ่ง เรียกว่า พุทธานุสติ มีอยู่ในหมวดอนุสติ ๑๐ ในอารมณ์ของสมถกรรมฐาน ๔๐ ประการ แต่สำหรับโอกาสนี้ จะได้นำวิธีเจริญพระพุทธคุณ อันเป็นอารมณ์ของสมถกรรมฐาน มาบรรยายพอเป็นสติเตือนใจ และขอให้ท่านผู้ฟังทั้งหลายทำความเข้าใจไว้ก่อนว่า การเจริญพุทธคุณหรือพุทธานุสติ เป็นแต่เพียงอารมณ์การปฏิบัติกรรมฐานส่วนหนึ่ง ซึ่งใครเจริญแล้วก็มีค่าเท่ากันกับการเจริญกรรมฐานอย่างอื่น

วิธีเจริญกรรมฐานอย่างที่เราเข้าใจกันโดยทั่ว ๆ ไป ซึ่งเป็น สายใหญ่ ๆ มีอยู่ ๓ สาย ๑. สายพุทโธ ๒. สายสัมมาอรหัง และ ๓. สายยุบหนอพองหนอ ทั้ง ๓ สายนี้ อาจทำให้ท่านผู้ฟังหรือผู้ปฏิบัติยังเข้าใจขัดแย้งซึ่งกันและกัน แต่แท้ที่จริงแล้วไม่มีอะไรที่น่าจะขัดแย้งกันเพราะเป็นอารมณ์จิตด้วยกันทั้งนั้น

ขอให้ท่านทั้งหลายพึงเข้าใจว่า เป็นแต่เพียงอารมณ์ที่เราจะยึดให้เป็นสื่อนำจิตเข้าไปสู่ความสงบแต่ละอย่างเท่านั้น ใครภาวนาแบบไหนอย่างไรแล้ว เมื่อจิตสงบลงเป็นสมาธิมีค่าเท่ากัน

ท่านไปทำธุรกิจที่ไหน ๆ ท่านก็ยังมีจุดนัดพบ เช่นอย่างท่านทั้งหลายทำงานอยู่ในกระทรวงศึกษาธิการนี่ต่างคนก็ต่างมีบ้านอยู่เป็นของ ๆ ตน แต่เมื่อเวลาท่านมาทำงานแล้ว ท่านต้องมีจุดนัดพบคือที่ทำงานของท่าน ข้อนี้ฉันใด การภาวนาก็เช่นเดียวกัน เราก็ต้องมีจุดนัดพบ ทางมาของการมาทำงานนั้น บางท่านอาจจะมาด้วยรถเมล์ บางท่านก็มารถส่วนตัว บางท่านก็มามอเตอร์ไซค์ บางท่านก็เดินมา แล้วผลสุดท้ายก็มาถึงที่ทำงาน คือที่กระทรวงศึกษาธิการแห่งเดียวกัน

ดังนั้น การภาวนาก็เหมือนกัน ใครจะยึดเอาสิ่งใดเป็นอารมณ์ของการภาวนา แต่เมื่อภาวนาเป็นกันจริง ๆ ก็หมายความว่า สามารถทำจิตให้เป็นสมาธิได้จริง ๆ เราจะไปพบกันที่จุด ๆ หนึ่ง จุดที่เราจะต้องนัดพบกันซึ่งเป็นจุดที่ถูกต้องที่สุด คือ ปฐมฌาน ท่านผู้ภาวนาเป็นหรือทำจิตให้ผ่านฌานขั้นปฐมหรือปฐมฌานได้แล้ว จะรู้ทันทีว่าจิตถึงขั้นปฐมฌานเป็นอย่างไร จิตนักภาวนาที่อยู่ในขั้นปฐมฌานต้องประกอบด้วยองค์ ๕

๑. วิตก หมายถึงจิตยังนึกถึงอารมณ์อยู่

๒. วิจาร คือความที่จิตมีสติรู้พร้อมอยู่ที่จิตกับอารมณ์ที่นึกถึงนั้น

๓. จิตมี ปีติ

๔. มี ความสุข ซึ่งเกิดจากปีติ

๕. มี ความเป็นหนึ่ง คือจิตจดจ่ออยู่กับอารมณ์ของฌาน

นี่คือจุดนัดพบของนักภาวนา เราจะต้องมาพบกันที่ตรงนี้ ใครจะภาวนาแบบไหนอย่างไรก็ตาม ต้องมาพบกันที่วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา ซึ่งเป็นฌานที่ ๑ เรียกว่า ปฐมฌาน

ถ้าก้าวสูงขึ้นไปหน่อย วิตกคือการนึกถึงอารมณ์หายไป ความตั้งใจที่จะควบคุมจิตหายไป กลายเป็นความรู้สึกที่เป็นเองโดยอัตโนมัติ เราจะตั้งใจควบคุมจิตก็ตาม ไม่ควบคุมจิตก็ตาม จิตเป็นเองโดยอัตโนมัติ คือสงบ เป็นสมาธิแล้ว ความนึกคิดถึงอารมณ์ไม่มี ความตั้งใจที่จะควบคุมจิตไม่มี เพราะจิตนิ่งอยู่เป็นหนึ่ง แล้วก็มีสติรู้พร้อมอยู่

ตอนนี้ ถ้าหากสมมติว่านักภาวนา บริกรรมภาวนา พุทโธ พุทโธ สัมมาอรหัง ยุบหนอพองหนอ อยู่ ถ้าจิตปล่อยวางวิตกแล้วจะนิ่งอยู่เฉย ๆ แล้วความตั้งใจที่จะควบคุมจิตให้อยู่กับอารมณ์ก็จะหายไป เพราะจิตนิ่งเฉยอยู่แล้ว ปราศจากสัญญาเจตนาความตั้งใจใด ๆ ทั้งสิ้น ต่อจากนี้ จิตเสวยปีติและความสุขในสมาธิ มีรู้ ตื่น เบิกบาน ปรากฏขึ้นในจิตอย่างเด่นชัด เมื่อเป็นเช่นนั้นจิตก็ก้าวขึ้นไปสู่ขั้นของฌานที่ ๒ เรียกว่า ทุติยฌาน

ฌานที่ ๑ ประกอบด้วยองค์ ๕ มี วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา เมื่อฌานที่ ๒ บังเกิดขึ้น วิตก วิจารหายไป จิตนิ่งอยู่เฉย ๆ แต่มีปีติ มีความสุข มีความเป็นหนึ่ง เมื่อจิตปล่อยวางปีติ ยังเหลือแต่สุขกับความเป็นหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า เอกัคคตา จิตอยู่ในฌานที่ ๓ ตติยฌาน

ที่นี้เมื่อสุขหายไปยังเหลือแต่เอกัคคตากับอุเบกขา คือความเป็นหนึ่ง ความวางเฉยของจิต ตอนนี้ ถ้าใครภาวนาถึงจุดนี้แล้ว ร่างกายตัวตนหายไปหมด ยังเหลือแต่จิตดวงเดียวลอยเด่นอยู่เหมือนดวงไฟ เหมือนดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ ที่ลอยอยู่บนท้องฟ้า ร่างกายตัวตนหายไปหมด วิตก วิจาร ปีติ สุข หายไป ยังเหลือแต่เอกัคคตากับอุเบกขา จิตอยู่ในฌานที่ ๔ ซึ่งเรียกว่า จตุตถฌาน นี่คือสมาธิขั้นรูปฌาน
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#3 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11647
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 09/12/2012 - 10:29

:09:



ถ้าท่านผู้ใดทำสมาธิ มีภูมิจิต ภูมิใจ มีสมาธิเกิดขึ้นโดยถูกต้อง ภาวนาพุทโธจิตก็เป็นเหมือนอย่างเก่า เหมือนภาวนายุบหนอพองหนอ ภาวนาสัมมาอรหังก็เหมือนกัน เพราะสมาธิที่ถูกต้องเป็นสัมมาสมาธิ ต้องประกอบด้วย วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา แล้วก็ละวิตก วิจาร ละปีติ ละสุข จนกระทั่งเหลือแต่เอกัคคตากับอุเบกขา นี่วิถีทางเดินของสมาธิต้องเป็นอย่างนี้

เว้นเสียแต่ว่าการทำสมาธิในบางครั้ง ผู้ให้การอบรมสมาธิเอาพลังจิตของตนเองเข้ามาสะกดจิตของลูกศิษย์ เช่นอย่างสอนให้ภาวนา พุทโธ พุทโธ แล้วควบคุมว่าจงทำจิตให้เป็นอย่างนั้น ทำจิตให้เป็นอย่างนี้ แล้วจะเห็นโน่น จะเห็นนี่ อย่างนี้เรียกว่าฝึกสมาธิโดยใช้การสะกดจิตเข้ามาแทรก สามารถที่จะทำจิตให้เป็นสมาธิได้ และรู้เห็นสิ่งต่าง ๆ ได้ กลายเป็นมโนมยิทธิ แต่จะผิดหรือถูกนั้นไม่ขอวิจัย ยอมรับว่าเป็นอุบายวิธีการสอนคนให้รู้จักปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ

อุบายวิธีอันใด สามารถชักจูงคนให้มาปฏิบัติศีลธรรม ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ แล้วมีคนละชั่ว ประพฤติดีได้มาก เป็นอุบายวิธีที่ใช้การได้ทั้งนั้น ดังนั้น การทำกิจพระศาสนา เราต้องเอาผลงานพระพุทธเจ้า สอนคนให้ละชั่วประพฤติดี ทำใจให้บริสุทธิ์สะอาดได้ อุบายวิธีนั้นเป็นการถูกต้อง ถูกต้องในระดับศีลธรรมหรือสังคมนิยมชมชอบกัน

ส่วนความละเอียดลึกซึ้งเหนือขึ้นไปกว่านั้น เรายังรู้ไม่ถึง อย่าเพิ่งวิพากษ์วิจารณ์ เอากันแต่เพียงแค่ว่า อุบายวิธีอันใดสามารถสอนคนให้ประพฤติดีปฏิบัติชอบได้ ละชั่ว ประพฤติดี ทำจิตให้บริสุทธิ์ได้ เรายอมรับว่าเป็นแนวทางที่ถูกต้อง และส่วนมากความลึก ความละเอียดที่เราจะยึดเป็นหลักว่า อะไรผิด อะไรถูก ก็อาศัยตามหลักที่กล่าวมาแล้วในเบื้องต้น

สมาธิอันใดที่ประกอบด้วยองค์ คือ วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา แล้วก็ละวิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา ไปตามขั้นตอนจนถึงฌานที่ ๔ ถ้าวิถีจิตของเราสามารถดำเนินไปได้อย่างนี้ เราก็ยอมรับได้ว่าวิถีจิตของเราดำเนินไปโดยถูกต้อง ส่วนความรู้ความเห็นอันใดที่เกิดขึ้นภายในจิต ในสมาธิก็ดี นอกสมาธิก็ดี อะไรผิด อะไรถูก อะไรเป็นสัมมาทิฏฐิ อะไรเป็นมิจฉาทิฏฐิ

สัมมาทิฏฐิ ท่านทั้งหลายกำลังทำอยู่เวลานี้ เพราะอาศัยความเห็นชอบเห็นถูกต้อง จึงพากันมาสมาทานศีล ปฏิญาณตนถึงไตรสรณคมณ์ คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เพราะอาศัยความเห็นถูกต้องเป็นสัมมาทิฏฐิ จึงยอมรับฟังธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าที่พระท่านนำมาแสดง เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็เป็นการที่ท่านทั้งหลายพยายามที่จะทำความเห็นให้ถูกต้อง เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ สัมมาทิฏฐิ คือปัญญาเห็นชอบ เห็นชอบว่า คุณของพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์มี บุญมี บาปมี สวรรค์มี นรกมี นิพพานมี ความบริสุทธิ์สะอาดมี อันนี้เป็นความเห็นชอบตามหลักของสัมมาทิฏฐิ

ทีนี้ ในเมื่อเรามาพยายามทำจิตใจของเราให้มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ว่าเป็นสรณะ ที่พึ่ง ที่ระลึก และทำจิตให้เป็นสัมมาทิฏฐิเป็นต้น แล้วมาตั้งเจตนาที่จะละความชั่ว ตามกฎของศีล ๕ ที่ได้สมาทานมาแล้วนั้น ด้วยความเห็นถูกต้องเป็นสัมมาทิฏฐิ แล้วมาสำรวมจิตสำรวมใจ ระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้าว่า พุทโธ พุทโธ พุทโธ เป็นต้น เป็นสัมมาทิฏฐิ สัมมาทิฎฐิคือการพยายามทำความเห็นให้ชอบและพยายามระลึกในสิ่งที่ชอบ

เมื่อท่านทั้งหลายมาฝึกฝนอบรมให้มาก กระทำให้มาก ๆ ย่อมเป็นไปเพื่อขจัดราคะ โทสะ โมหะ ดังนั้น อริยมรรค ๘ ในเมื่อสรุปลงในหัวข้อใหญ่ ๆ ก็คือ ๓ ได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา เพื่อไม่ให้ท่านผู้ฟังจำฟั่นเฝือ หรือยากแก่การจดจำ หลักของการปฏิบัติเพื่อขจัดราคะ โทสะ โมหะ อยู่ที่พยายามทำจิตทำใจให้เสพคุ้นกับการรักษาศีล การทำสมาธิ การเจริญปัญญา ทั้ง ๓ อย่างนี้เป็นหลักของการปฏิบัติ
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#4 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11647
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 09/12/2012 - 10:37

:09:


เมื่อนักปฏิบัติทั้งหลายมาฝึกฝนอบรมให้มาก ๆ ทำให้มาก ๆ ทำจนคล่องตัว ทำจนกระทั่งศีล สมาธิ ปัญญา มีพลัง กลายเป็นสติวินโย มีสติเตรียมพร้อมอยู่ที่จิตทุกขณะจิต ทุกลมหายใจ พลังของศีล สมาธิ ปัญญานั้น ๆ จะกลายเป็นปุญญาภิสังขาร คอยปรุงแต่งจิตของท่านให้ดำเนินไปสู่แนวทาง

คือทำให้เกิดสัมมาทิฏิฐิ ความเห็นชอบ เห็นว่าบุญมี บาปมี ข้อวัตรปฏิบัติที่ปฏิบัติอยู่นี้ย่อมเกิดมีผล ทำให้เกิดความดำริชอบ คือ ดำริในสิ่งที่เป็นบุญเป็นกุศล ทำให้พยายามพากเพียรชอบ คือทำสิ่งที่เป็นไปเพื่อละความชั่ว เจริญความดี ทำใจให้บริสุทธิ์สะอาด ทำให้มีการเจรจาชอบ ทำให้มีการเลี้ยงชีพชอบ ทำให้มีการฝึกฝนอบรมจิตให้มีความตั้งมั่นชอบ ซึ่งเรียกว่า สัมมาสมาธิ และทำความเห็นให้ถูกต้องตามทำนองคลองธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้

ความรู้ความเห็นอะไรที่เป็นสัมมาทิฏฐิ อะไรเป็นมิจฉาทิฏฐิ กำหนดเอาง่าย ๆ ความรู้ความเห็นอันใดที่มันเกิดขึ้นแล้ว จิตของเรารู้สึกปล่อยวาง ไม่ยึดเอาไว้สร้างปัญหาให้เดือดร้อน อันนั้นเรียกว่าสัมมาทิฏฐิ ทีนี้สิ่งใดที่รู้ขึ้นมาแล้ว ยึดเอาไว้สร้างปัญหาให้ยุ่งยาก อันนั้นเป็นมิจฉาทิฏฐิ เพราะรู้ไม่จริง ถึงยึดเอาไว้ อันนี้เป็นเรื่องภายในจิตภายในใจของเรา

ทีนี้สัมมาทิฏฐิ มิจฉาทิฏฐิ นี่มันยังครอบคลุมไปถึงระบอบการปกครองบ้านเมือง หรือการบริหารกิจการงานของประเทศชาติบ้านเมืองด้วย ความคิดความเห็นอันใดที่เห็นชอบตามระบอบแห่งศีลธรรม โดยอาศัยหลักศีล ๕ ประการเป็นหลักตัดสินว่าอะไรผิด อะไรถูก นั่นคือสัมมาทิฏฐิ เพราะฉะนั้น การกระทำอันใดที่ไม่เป็นไปเพื่อละเมิดศีล ๕ ข้อใดข้อหนึ่ง ได้ชื่อว่าทรงไว้ซึ่งหลักการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่ถูกต้อง

เรามาฝึกฝนอบรมทำจิตให้มีสมาธิ ก็เพื่อจะให้เกิดคุณธรรม ผู้มีจิตใจเป็นสมาธิที่ถูกต้องตามแบบที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ในเบื้องต้น

ประการที่ ๑ จะต้องเกิดมีความรักในตัวเองมากขึ้นและรักคนข้างเคียงมากขึ้น มีความเคารพ มีความกตัญญู มีความรู้สึกสำนึกผิดชอบชั่วดี รู้สึกนึกในพระคุณของผู้มีคุณมากขึ้น คุณของพระศาสนา คุณของประเทศชาติ คุณของพระมหากษัตริย์ คุณของรัฐบาลผู้ปกครองบ้านเมือง จะปรากฏเด่นชัดขึ้นในจิตใจของเราเมื่อเราภาวนาเก่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความรักจะปรากฏเด่นชัด แต่ความรักจะถูกเปลี่ยนเป็นความรักที่บริสุทธิ์สะอาด

เมื่อก่อนเราอาจจะรักกันด้วยกิเลส ตัณหา มานะ ทิฏฐิ แต่เมื่อภาวนาเก่งแล้ว มีสติปัญญารู้ชอบเห็นชอบ ความรักมันจะแปรสภาพเป็นความเมตตาปรานี เราอยู่ร่วมกัน เราไม่อาจที่จะทิ้งกันได้ เพราะความรักอันนี้ เป็นความรักที่บริสุทธิ์ เป็นความรักที่ประกอบด้วยศีลด้วยธรรม และอีกอย่างหนึ่ง จะทำให้เรารู้สึกว่าเป็นผู้มีความซื่อสัตย์ ตรงไปตรงมา มีความหมั่น ความขยัน ในธุระหน้าที่การงาน เพราะการภาวนาทำสมาธิเป็นการฝึกฝนอบรมจิตให้มีพลัง

การบริกรรมภาวนาพุทโธเพียงอย่างเดียวก็ดี หรืออย่างอื่นก็ดี เมื่อสมาธิเกิดขึ้นมาแล้ว มันจะเกิดมีพลังอันหนึ่ง เรียกว่า พละ ๕ คือศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา แล้วเกิดมี อิทธิบาท ๔ มี ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา

ศรัทธา ความเชื่อมั่น วิริยะ ความพากเพียร สติ คือความตั้งใจ สมาธิ คือความตั้งใจมั่น ปัญญา มีสติสัมปชัญญะรอบคอบ อิทธิบาทก็คือว่า ฉันทะ ความพอใจในสิ่งที่เราทำอยู่ ซึ่งเป็นการถูกต้องทำให้เกิดอิทธิฤทธิ์ อิทธิฤทธิ์ก็หมายความว่า พลังจิตที่ประกอบพร้อมด้วยสติปัญญา แล้วก็เอาใจใส่ฝักใฝ่ ฉันทะ ความพอใจ วิริยะ ความพากเพียร จิตตะ เอาใจใส่ฝักใฝ่ต่อหน้าที่การงานที่ตนรับผิดชอบ วิมังสา ตรวจสอบพิจารณาหาเหตุผล ในขณะที่ทำงานอยู่หรือทำงานแล้ว อันนี้เป็นคุณธรรมที่จะพึงเกิดขึ้น

ถ้าเป็นนักภาวนา ภาวนาแล้วจิตติดภาวนา มันเกิดศรัทธา เกิดวิริยะ เกิดสติ เกิดสมาธิ เกิดปัญญา วันหนึ่ง ๆ ถ้าไม่ได้สวดมนต์ไหว้พระ ไม่ได้นั่งสมาธิภาวนา จะรู้สึกว่านอนไม่หลับ ต้องลุกขึ้นมาไหว้พระ มานั่งสมาธิก่อนจึงจะนอนหลับ อันนี้เรียกว่าได้พลังคือศรัทธา ในเมื่อได้พลังคือศรัทธาแล้ว ความขยันหมั่นเพียรก็ย่อมบังเกิดขึ้น เมื่อมีความขยันหมั่นเพียรก็ต้องมีความตั้งใจ ความตั้งใจก็คือสติ เมื่อมีความตั้งใจก็มีความมั่นใจ ในเมื่อมีความมั่นใจ สติปัญญาก็บังเกิดขึ้น อันนี้คือพลังงานที่เราได้จากการบำเพ็ญสมาธิ
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#5 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11647
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 09/12/2012 - 10:48

:09:


ดังนั้น การปฏิบัติสมาธิภาวนาจึงเป็นการสร้างจิตให้มีพลัง อย่างมีโยมผู้หญิงคนหนึ่ง แกเป็นคนไม่รู้หนังสือ ท่องบ่นสวดมนต์อะไรก็ไม่เป็น จึงสอนให้แกท่องพุทโธไว้คำเดียว แกก็ตั้งใจภาวนา จนกระทั่งใจของแกลุกเป็นไฟอยู่จนกระทั่งวันตาย เวลาแกเจ็บป่วยหนัก ไปถามทีไร แกบอกว่า

“สบายมาก ความเจ็บป่วย เวทนาไม่มี เพราะกายมันไม่มี มีแต่ใจลุกเป็นไฟอยู่แต่เพียงอย่างเดียว”

“เอ้า กายไม่มี เอาอะไรมาพูด”

แกบอกว่า

“ยืมมาพูดเพียงชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น ท่านมีธุระอะไรจะพูด รีบพูด รีบไป เดี๋ยวกายมันกลับมาอีก มันจะเจ็บอีก“ แกว่าอย่างนี้

อันนี้เป็นตัวอย่างของบุคคลผู้ภาวนาพุทโธ โดยไม่ฟังอีร้าค่าอีรมอะไร ไม่ต้องมีเหตุผลอะไรมาก เอากันแต่เพียงแค่ว่าภาวนา พุทโธ พุทโธ พุทโธ เพียงอย่างเดียว


แล้วท่านอาจารย์เสาร์สอนภาวนาพุทโธก็เหมือนกัน ถ้ามีใครไปถามว่า

“อยากจะภาวนาพุทโธ ทำอย่างไร”

ท่านบอกว่า

“พุทโธซิ”

“ภาวนา พุทโธแล้วจะได้อะไรดีขึ้นมา”

“อย่าถาม”

“พุทโธแปลว่าอะไร”

“ถามไปทำไม ฉันให้ภาวนา พุทโธ เพียงอย่างเดียว”


ถ้าใครตั้งใจ ภาวนาพุทโธ พุทโธ พุทโธ อย่างจริงจังแล้ว ประเดี๋ยวก็ได้มีปัญหามาถาม อย่างน้อยก็ทำจิตให้สงบ นิ่ง สว่างลงไป มีปีติ มีความสุขขึ้นมาได้ ได้ผลกันทุกคนถ้าตั้งใจทำจริง


ดังนั้น ท่านผู้ที่หวังจะภาวนาให้มันได้ผลจริง ๆ อย่าไปทำความระแวงสงสัยใด ๆ ทั้งสิ้น จะภาวนา พุทโธ ก็ตั้งใจให้แน่วแน่ ภาวนา พุทโธ พุทโธ ยืน เดิน นั่ง นอน รับประทาน ดื่ม ทำ พูด คิด พุทโธอยู่ตลอดเวลาได้ไม่ต้องเลือก ขออภัย แม้แต่เข้าห้องน้ำก็ยังภาวนาพุทโธได้ ไม่เป็นบาปเป็นกรรมอะไรทั้งสิ้น ภาวนาจนกระทั่งจิตมันสงบลงไป สว่างลุก เป็นไฟขึ้นมาโน่น

ทีนี้ก้าวต่อไป ในเมื่อภาวนาพุทโธ จิตสงบนิ่งลงไป สว่างไสวขึ้นมาแล้ว หนัก ๆ เข้า จิตจะสงบลงไปเพียงนิดเดียว แล้วก็ไหวตัวเกิดความคิดขึ้นมา ผุด ๆ ๆ ขึ้นมา อย่าเข้าใจว่าจิตฟุ้งซ่าน ธรรมชาติของจิต ถ้าสงบเป็นสมาธิ ที่ประกอบด้วยองค์คือสมาธิ มี วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา บ่อย ๆ เข้า เมื่อเราทำมาก ๆ อบรมมาก ๆ ทำจนคล่องตัว จนชำนิชำนาญ ทำจนกระทั่งตั้งใจทำสมาธิ จิตก็เป็นสมาธิ ไม่ตั้งใจทำสมาธิ จิตก็เป็นสมาธิ เรียกว่าให้มันเป็นเองตลอดเวลา

แล้วภายหลังมา ความสงบนิ่งเงียบอย่างที่เคยปรากฏมาก่อนนั้นจะหายไป เพราะจิตทำงานอยู่ตลอดเวลา พอมีอารมณ์อะไรมากระทบปั๊บ มันเอามาพิจารณา ปุ๊บ ๆ ๆ แล้วก็น้อมเข้ามาภายใน เป็นโอปนยิโก หรือในขณะที่เราตั้งใจคิดอะไรปั๊บขึ้นมานี่ จิตมันจะคิดเอง มันเป็นเองโดยอัตโนมัติ

เวลาเราตั้งใจภาวนา พุทโธ พุทโธ พอพุทโธ ๒-๓ คำ จิตก็สงบลงนิดหน่อย แล้วจะมีความคิดเกิดฟุ้ง ๆ ๆ ๆ ขึ้นมา นั่นเป็นลักษณะของปัญญาเกิดจากสมาธิ อย่าไปห้ามมัน

วิธีปฏิบัติก็คือว่า เมื่อจิตมีความคิด ปล่อยให้คิดไป มันจะคิดไปเหนือไปใต้ คิดบาปคิดบุญ คิดขึ้นเหวลงห้วยอะไรก็แล้วแต่ ปล่อยให้คิดไป โดยเราตั้งใจไว้ว่า เอ้า เชิญแกคิดไปเถิด ฉันจะนั่งดูแก แล้วปล่อยให้เขาคิดไป ให้มีสติตามรู้ ๆ ๆ ๆ ไปเรื่อย เมื่อสติสัมปชัญญะมีพลังแก่กล้าขึ้นมาเมื่อไร จิตจะเกิดความสงบขึ้นมาเอง ถึงแม้ไม่เกิดความสงบ ความคิดก็เป็นการผ่อนคลายความตึงเครียดในจิต
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#6 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11647
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 09/12/2012 - 11:03

:09:


ประการที่ ๒ เมื่อสติสัมปชัญญะมีพลังแก่กล้าขึ้น จะกลายเป็นปัญญา สามารถกำหนดหมายรู้ความคิดว่า ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ในช่วงใดที่จิตไปยึดความคิด เกิดความยินดี ความยินร้ายขึ้นมา จิตที่มีสัมปชัญญะจะมองเห็นตัวกิเลส ความยินดีเป็นอิฏฐารมณ์ มีแนวโน้มให้เกิดกามตัณหา ความยินร้ายเป็นอนิฏฐารมณ์ มีแนวโน้มให้เกิดวิภวตัณหา เมื่อเป็นเช่นนั้น สุข ทุกข์ย่อมบังเกิดขึ้นในจิต เมื่อจิตมองเห็นทุกข์เห็นสุข เขาจะรู้ขึ้นมาว่า นี่คือทุกขอริยสัจที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้

ในเมื่อมีสติสัมปชัญญะแก่กล้าขึ้น ก็จะกลายเป็นปัญญา มองเห็นว่า นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรเกิดขึ้น นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรดับ ความรู้ความเห็นของเขายังเหลืออยู่แต่ ยังกิญจิ สมุทะยะธัมมัง สัพพันตัง นิโรธะธัมมันติ สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นดับไปเป็นธรรมดา นี่คือความรู้ความเห็นธรรมะขั้นละเอียดของนักภาวนา

ทีนี้ ในขณะที่จิตของเรามีอารมณ์สิ่งรู้ปรากฏอยู่ เราจะมองเห็นความปกติของจิต ถ้าหากว่าจิตไม่ยินดี จิตไม่ยินร้าย ความที่จิตไม่หวั่นไหว เอนเอียงต่ออารมณ์ที่เกิดดับภายในจิต มีแต่ตัวปกติเด่นชัดอยู่ ตัวที่ยินดียินร้ายไม่มี ตัวสุขไม่มี ตัวทุกข์ไม่มี มีแต่ความเป็นกลาง เราก็จะมองเห็นเจ้าตัวนิโรธะ ความดับกิเลส

ในเมื่อนิโรธะปรากฏ จิตดวงนี้ก็เป็นตัวปกติเด่นชัดขึ้นมา เมื่อจิตดวงนี้เป็นตัวปกติ นั่นคืออะไร สีเลนะ สุคะติง ยันติ จะถึงสุคติก็เพราะศีล จิตเป็นปกติไม่หวั่นไหวเอนเอียงต่อสิ่งใด ในเมื่อเป็นปกติก็เป็นสุคติ เมื่อเป็นสุคติทางเดินที่ดี ทางดำเนินที่ถูกต้อง เป็นมัชฌิมาปฏิปทา เป็นทางสายกลาง ดำเนินไปสู่พระนิพพาน

ดังนั้น ท่านจึงว่า สีเลนะ สุคะติง ยันติ จะถึงสุคติก็เพราะศีล สีเลนะ โภคะสัมปะทา จะถึงโภคทรัพย์ก็เพราะศีล สีเลนะ นิพพุติง ยันติ จะดับกิเลสก็เพราะศีล ศีลนี้มีอำนาจดับสิ่งที่จะพึงทำด้วยอำนาจของกิเลสในเบื้องต้นก่อน ในเมื่อศีลตัวนี้เข้าไปถึงใจ กลายเป็นพุทธะ ผู้รู้ พุทธะ ผู้ตื่น พุทธะ ผู้เบิกบาน คุณธรรมที่ทำให้คนเป็นพุทธะบังเกิดขึ้นในจิต ก็กลายเป็นสิ่งที่ดับความทุกข์ ดับความเดือดร้อน ดับกิเลสตัณหา มานะ ทิฏฐิ ถึงแม้ว่าจะเป็นไปได้ชั่วขณะหนึ่งก็ยังดี

วันนี้ขอกล่าวธรรมะ พอเป็นเครื่องประดับสติปัญญาของท่านผู้ฟังทั้งหลาย ว่าด้วยการเจริญพุทธคุณ คือภาวนาพุทโธ ย่อ ๆ ก็ขอให้ท่านทั้งหลายจงตั้งใจทำจริงโดยไม่เคลือบแคลงสงสัยใด ๆ ทั้งสิ้น เชื่อมั่นในสมรรถภาพของตัวเอง เชื่อมั่นในอารมณ์จิต ที่เรายึดมาเป็นหลักภาวนา ทำด้วยความจริงใจ แล้วความสงบสมาธิจะเกิดขึ้น สมถะเป็นสิ่งจำเป็นที่เราจะต้องเอาให้ได้ เพราะมันเป็นพื้นฐานให้เกิดปัญญา อย่าไปกลัวว่าจิตมันจะติดความสงบ ติดสมถะ ขอให้จิตมีสิ่งที่ติดเอาไว้ก่อน

เวลานี้เราเริ่มต้นภาวนา ก็คล้าย ๆ กับว่าเรากำลังเริ่มจะทำมาค้าขายเพื่อความเป็นเศรษฐี แต่พอเริ่มจะลงมือค้าขายก็กลัวจะเป็นเศรษฐีเสียก่อนแล้ว เมื่อไรมันจะได้เป็นเศรษฐีสักที กำลังจะเริ่มภาวนาแล้วก็กลัวจิตไปติดสมถะ แล้วเมื่อไรจะได้สมถะสักที เพราะฉะนั้นโดยหลักความเป็นจริงแล้ว สมาธิคือสมถะ ไม่มีสมาธิก็ไม่มีฌาน ไม่มีฌานก็ไม่มีญาณ ไม่มีญาณก็ไม่มีปัญญา ไม่มีปัญญาก็ไม่มีวิปัสสนา ไม่มีวิปัสสนาก็ไม่มีวิชชาความรู้แจ้งเห็นจริง

เมื่อจิตของท่านอัญญาโกณฑัญญะ ฟังธัมมจักกัปปวัตตนสูตรจบลง จิตก้าวลงสู่สมาธิ จิตนิ่งปุ๊บ รู้ ตื่น เบิกบาน สว่างไสว จักขุง อุทะปาทิ จักษุบังเกิดขึ้นแล้ว ที่นี้จิตไปยับยั้งอยู่ในความสงบ ญาณัง อุทะปาทิ ญาณบังเกิดขึ้นแล้ว ญาณแก่กล้า จิตไหวตัวเกิดภูมิความรู้ ปัญญา อุทะปาทิ ปัญญาบังเกิดขึ้นแล้ว เพราะอาศัยจิตมีสิ่งรู้ สติมีสิ่งระลึก กลายเป็นตัววิชชา สามารถที่จะรู้ความคิด วิชชา อุทะปาทิ วิชชาความรู้แจ้งเห็นจริงบังเกิดขึ้นแล้ว เมื่อเกิดวิชชาความรู้แจ้งเห็นจริง หายสงสัยข้องใจ จิตวิ่งเข้าไปสู่ความสงบ อาโลโก อุทะปาทิ ความสว่างไสวเกิดขึ้นแล้ว ก็เพราะอาศัยสมาธิคือสมถะนั่นเอง เพราะฉะนั้น นักภาวนาทั้งหลายอย่าไปกลัวจิตจะติดสมถะ ติดสมาธิ ขอให้มันมีสิ่งติดให้มันเหนียวแน่นสักอย่างเถิด อย่าไปกลัว

ในท้ายที่สุดนี้ ด้วยอำนาจแห่งคุณพระศรีรัตนตรัยคือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และด้วยอำนาจแห่งเจตนาอันเป็นกุศล ที่ท่านทั้งหลายได้มาสดับตรับฟังพระธรรมเทศนาเพื่อเป็นข้อวัตรปฏิบัติ และปฏิบัติเพื่อให้จิตสงบ รู้แจ้งเห็นจริงในธรรมตามความเป็นจริง และเป็นการรักษาไว้ซึ่งพระพุทธศาสนาให้เจริญถาวรมั่นคงสืบไป ด้วยอำนาจแห่งอานิสงส์อันนี้ จงดลบันดาลให้ทุกท่านประสบความสุข ความเจริญ ด้วยอายุ วรรณะ สุขะ พละ ปฏิภาณ ธนสารสมบัติ แม้จะปรารถนาสิ่งใดก็ขอให้สำเร็จตามใจที่ปรารถนา ในที่ทุกสถาน ตลอดกาลทุกเมื่อ เทอญ.


:09: :09: :09:
...........................


หมายเหตุ ด้วยความขอบพระคุณยิ่งค่ะ :09:

บทธรรมนี้เภตราคัดลอก (copy) มาจาก
http://www.dharma-ga.../lp-poot_06.htm

แล้วมาดำเนินการอ่านตรวจทานกับไฟล์หนังสือต้นฉบับอีกครั้ง พร้อมใส่ตัวเน้น
ส่วนการเว้นช่วงหน้า บางช่วงเภตราเว้นเองเพื่อพักสายตาในการอ่านนะคะ
ผู้ที่จะดำเนินการคัดลอกต่อขอให้ตรวจสอบช่วงการย่อหน้าจากไฟล์หนังสืออีกครั้งค่ะ :09:
(ลิงก์ไฟล์หนังสืออยู่ที่หมายเหตุ ใน คห. 0 หน้าแรกของกระทู้นะคะ)

:09:

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#7 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11647
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 12/12/2012 - 13:36

อ้างอิง

:09:

หมายเหตุ ด้วยความขอบพระคุณยิ่งค่ะ

บทธรรมนี้เภตราคัดลอก (copy) มาจาก

http://www.dharma-ga...-index-page.htm

แล้วมาดำเนินการอ่านตรวจทานกับไฟล์หนังสือต้นฉบับอีกครั้ง พร้อมใส่ตัวเน้น
ส่วนการเว้นช่วงหน้า บางช่วงเภตราเว้นเองเพื่อพักสายตาในการอ่านนะคะ
ผู้ที่จะดำเนินการคัดลอกต่อขอให้ตรวจสอบช่วงการย่อหน้าจากไฟล์หนังสืออีกครั้งค่ะ
(ลิงก์ไฟล์หนังสืออยู่ที่หมายเหตุ ใน คห. 0 หน้าแรกของกระทู้นะคะ)




:09: :09: :09:


ฐานการภาวนา


(เทศน์อบรมครูผู้สอนวิชาพระพุทธศาสนา เขตการศึกษา ๑๑

ณ วัดวะภูแก้ว เมื่อวันที่ ๑๗ เมษายน ๒๕๓๘)



:09:


“สมาธิเป็นสัจธรรม มีหนึ่งเดียว จะแตกต่างกันไม่ได้

แต่วิธีการนั้นเราอาจจะใช้อุบายวิธีต่างกัน

แต่ผลลัพธ์ก็คือสมาธิเดียวกันนั้นเอง”



:09:


โอกาสต่อไปขอเชิญนั่งสมาธิ หันหน้าไปทางพระประธาน บัดนี้เรามาปฏิบัติสมาธิในท่านั่ง ขอให้ทุกท่านกำหนดสติรู้จิตของตนเอง ความรู้สึกอยู่ที่ไหน จิตอยู่ที่ตรงนั้น ให้กำหนดสติรู้ที่ตรงนั้น

เราได้ปฏิญาณตนถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ ว่าเป็นสรณะที่พึง ที่ระลึก พระพุทธเจ้า ตามความรู้สึกโดยทั่วไป หมายถึงเจ้าชายสิทธัตถะ ที่เสด็จออกบรรพชา ทรงบำเพ็ญสมาธิภาวนาได้สำเร็จเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในเมื่อว่าโดยรูปธรรม ก็ได้แก่สกนธ์กายของพระพุทธองค์ ว่าโดยคุณธรรม คือความรู้สึกสำนึกผิดชอบชั่วดีที่มีอยู่ในจิตของเรา ซึ่งทุกคนก็มีความรู้สึกสำนึกผิดชอบชั่วดี แม้แต่วันนี้เรามาประชุมนั่งสมาธิกัน ก็อาศัยคุณธรรมคือความรู้สึกสำนึกผิดชอบชั่วดี เป็นเครื่องกระตุ้นเตือนใจ ดังนั้น ท่านผู้ใดมีความรู้สึกสำนึกผิดชอบชั่วดีในใจตลอดเวลา ผู้นั้นได้ชื่อว่ามีคุณธรรมที่ทำจิตให้เป็นพุทธะ

บางครั้งเราภาวนา พุทโธ พุทโธ คำว่า พุทโธ เป็นคำพูด เป็นภาษา แต่เมื่อคุณธรรมที่เกิดขึ้นกับจิต ก็หมายถึง ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีนั้นเอง อันนั้นคือคุณธรรมที่ทำจิตให้เป็นพุทธะ อันนี้คนเรามีกันอยู่ทุกคนตั้งแต่เกิดมา แต่ว่าจิตพุทธะ ลำพังแต่ความรู้สึกสำนึกผิดชอบชั่วดี ยังมั่นคงไม่เพียงพอ เราจึงมาตั้งใจที่จะปฏิบัติสมาธิภาวนา ให้จิตของเราเปลี่ยนสภาพ จากความรู้สึกสำนึกผิดชอบชั่วดี เป็นหยุด นิ่ง สว่าง รู้ ตื่น เบิกบาน เมื่อทำได้เช่นนั้น พระพุทธเจ้าได้ปรากฏขึ้นในจิตของเราอย่างเด่นชัด เพราะฉะนั้น เราจะค้นหาพระพุทธเจ้า ต้องค้นในจิตของเราเอง

เมื่อเรามาอาศัยหลักและวิธีการปฏิบัติสมาธิภาวนา เมื่อจิตสงบ นิ่งลง สว่าง รู้ ตื่น เบิกบาน บางทีมีปีติ มีความสุข กายเบาจิตเบา กายสงบจิตสงบ ความรู้สึกรู้ ตื่น เบิกบาน เป็นคุณธรรมที่ทำจิตให้เป็นพุทธะ เมื่อเราเกิดกายเบา จิตเบา กายสงบ จิตสงบแล้ว ก็เกิดมีปีติ บางครั้งขนหัวลุกชูชัน บางครั้งก็รู้สึกซาบซ่านไปทั่วร่างกาย บางทีก็ทำให้รู้สึกตัวสั่น ตัวโยกตัวโคลง ถ้าผู้มีปีติแรง อาจจะล้มนอนลงไปอย่างสบายก็ได้ อันนั้นเป็นอิทธิพลของพุทธะที่บังเกิดขึ้นในจิต แล้วแสดงออกมาทางกาย เพราะปีติและความสุขเกิดที่กาย ถ้าไม่มีกายเราก็ไม่รู้สึกว่าเรามีสุข มีทุกข์ อันนี้คือพระพุทธเจ้าที่เกิดขึ้นในจิตของผู้ปฏิบัติธรรม

เมื่อเราปฏิบัติได้อย่างนี้ เริ่มต้นแต่มีความรู้สึกสำนึกผิดชอบชั่วดี จิตหยุด นิ่ง สว่าง รู้ ตื่น เบิกบาน เป็นคุณธรรมที่ทำให้จิตเป็นพุทธะ เมื่อท่านผู้ใดสามารถทรงไว้ซึ่งคุณธรรมอันนี้ แม้ชั่วขณะจิตหนึ่ง หรือนาน ๆ ก็ตาม ก็ได้ชื่อว่าทรงไว้ซึ่งพระธรรม คือทรงไว้ซึ่งพระธรรมที่ทำจิตให้เป็นพุทธะนั้นเอง

ทีนี้ตามธรรมชาติของผู้ที่มีความรู้สึกสำนึกผิดชอบชั่วดี จิตนิ่ง สว่าง รู้ ตื่น เบิกบาน ท่านผู้นั้นจะต้องมีเจตนาตั้งมั่นว่า เราจะละความชั่ว ประพฤติความดี ทำจิตให้บริสุทธิ์สะอาดอยู่เสมอ อันนี้เป็นกิริยาที่มีคุณธรรมที่ทำจิตให้เป็นพระสงฆ์เกิดขึ้นในจิตของเรา

เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าก็ดี พระธรรมก็ดี พระสงฆ์ก็ดี คือคุณธรรม ทีนี้เมื่อเราได้บรรลุถึงจุดที่เรียกว่าทำจิตให้เป็นพุทธะ เมื่อเราจะปฏิวัติจิตของเราให้เป็นไปตามคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราจึงมาสมาทานศีล ๕ ข้อ การปฏิบัติธรรมสำคัญอยู่ที่ความเป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์ อย่างต่ำคือศีล ๕ ผู้ที่ปฏิบัติอยู่ในระดับความเป็นคฤหัสถ์ ตั้งใจปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของศีล ๕ ข้อ สะดวกสบายดีกว่านักบวช เพราะว่าภาระกังวลที่จะต้องสังวรระวังมันน้อยกว่ากัน

เพียงแต่เรายึดหลักว่า พระพุทธเจ้าฆ่าไม่เป็น เราไม่ฆ่า พระพุทธเจ้าลักขโมยไม่เป็น เราไม่ลักขโมย พระพุทธเจ้าฉ้อโกงไม่เป็น เราไม่ฉ้อไม่โกง พระพุทธเจ้าไม่ละเมิดสิทธิประเวณีของใครต่อใคร เราก็ไม่ละเมิดประเวณีของท่านผู้อื่น พระพุทธเจ้าไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดส่อเสียดยุยงให้แตกสามัคคี ไม่พูดเพ้อเจ้อเหลวไหล และไม่โกหก เราก็ปฏิบัติตามอย่างท่าน พระพุทธเจ้าไม่ดื่มน้ำดองของเมา หรือวัตถุที่เป็นที่ตั้งแห่งความเมา หรือความมัวเมาอันเป็นทางแห่งความประมาท เมื่อพระพุทธเจ้าไม่ทำเช่นนั้น เราก็ไม่ทำ เรายึดหลักศีล ๕ เป็นหลักปฏิบัติ เพื่อขจัดสิ่งที่เราจะพึงทำตามอำนาจของกิเลส
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#8 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11647
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 12/12/2012 - 13:47

:09:


ในขั้นต้น เราจะต้องอาศัยความอดทนและสัจจะความจริงใจ เมื่อเราอาศัยความอดทน สัจจะความจริงใจ อดทนต่อสิ่งที่จะเป็นเหตุให้เราละเมิดล่วงเกินศีล ๕ ข้อใดข้อหนึ่ง ตั้งใจให้แน่วแน่ว่าเราจะละเว้นโทษตามกฎเกณฑ์ของศีล ๕ ด้วยความจริงใจ เราอาศัยหลัก ๒ ประการนี้ แล้วตั้งใจประพฤติปฏิบัติไปจนกระทั่งเรารู้สึกคล่องตัว ชำนิชำนาญต่อการงดเว้น เมื่อเรามีการงดเว้นไม่ทำอะไรตามคำบงการ ตามอำนาจบงการของกิเลส โลภ โกรธ หลง ก็ได้ชื่อว่าตัดกรรมตัดเวร ตัดผลเพิ่ม ของบาป

แม้โลภ โกรธ หลง จะมีอยู่ในใจของเรา เราก็พยายามใช้ให้เกิดประโยชน์โดยความเป็นธรรม คือเอาศีล ๕ มาเป็นขอบเขต เป็นเส้นขนานของการใช้กิเลสให้ถูกต้อง เมื่อเราใช้กิเลสทำประโยชน์ในทางที่ถูกที่ควร โดยเอาหลักศีล ๕ เป็นหลักประกันความปลอดภัย เมื่อเราปฏิบัติจนคล่องตัวชำนิชำนาญ เราจะรู้สึกว่าเบาสบาย จะรู้สึกว่าเราไม่ต้องตั้งใจจะงดเว้นสิ่งใด ๆ แต่เพราะอาศัยความคล่องตัวอันนั้น จิตของเราจะงดเว้นเองโดยอัตโนมัติ

เมื่อเรามีศีล ๕ บริสุทธิ์บริบูรณ์ แม้เราจะทำสมาธิภาวนายังไม่เป็น ก็ได้ชื่อว่าตัดบาปตัดกรรมให้หมดสิ้นไปแล้ว เมื่อเรามีศีล ๕ บริสุทธิ์บริบูรณ์ กายของเราก็สงบ คือสงบจากการทำบาป วาจาของเราก็สงบ คือสงบในการพูดในทางที่เป็นบาป แม้จิตของเรา ยังคิดที่จะทำบาป แต่เราไม่ละเมิดล่วงเกินศีล ๕ บาปกรรมอะไรก็ไม่เกิดขึ้น เมื่อเรามีคุณงามความดีพอกพูนมากขึ้น ๆ กำลังของศีลมีพลังแก่กล้าขึ้น กายเป็นปกติ วาจาเป็นปกติ ก็เป็นเหตุเป็นปัจจัย ส่งหนุนให้จิตใจของเราเกิดความเป็นปกติ เมื่อความปกติเริ่มเกิดขึ้นที่ใจของเรา ความคิดจะฆ่า เบียดเบียน ข่มเหงหรือรังแก มันก็น้อยลงหรือหมดไปไม่มีเลย เมื่อเป็นเช่นนั้น เราก็ประกันความปลอดภัยของเราได้ว่า เราจะไม่ต้องตกนรก

แต่เพื่อที่จะให้จิตของเรามีความมั่นคงต่อการที่จะละบาปกรรมตามกฎของศีล ๕ เราจึงจำเป็นจะต้องปฏิบัติสมาธิเพื่อสร้างพลังจิต ให้มีความมั่นคงต่อการที่จะละความบาปนั้น ๆ การทำสมาธิ ถ้าท่านจะนึกถามในใจว่า การทำสมาธิ ทำอย่างไร ก็จะได้คำตอบว่า การทำสมาธิ คือการทำจิตให้มีอารมณ์สิ่งรู้ สติมีสิ่งระลึก จะเป็นอะไรก็ได้ ถ้าหากว่าท่านผู้ใดยังภาวนาไม่เป็น หรือไม่เคยภาวนาเลย ถ้าจะตั้งใจปฏิบัติสมาธิด้วยความจริงใจ แม้แต่เพียงท่องพุทโธเอาไว้ทุกขณะจิต ทุกลมหายใจ แม้ยืน เดิน นั่ง นอน รับประทาน ดื่ม ทำ เราท่องพุทโธไว้ได้ตลอดเวลา

การท่องพุทโธนี้ ท่องเหมือนกับเราท่องเล่น ๆ ไม่ต้องการผลตอบแทนใด ๆ แต่เราท่องไม่หยุด และเราก็ไม่บังคับจิตให้เกิดมีสมาธิ เป็นแต่เพียงตั้งสติ กำหนดสติ ท่องพุทโธ พุทโธ พุทโธ เอาไว้ตลอดเวลา ท่องอย่างนกแก้วนกขุนทองไปก่อน แม้ใครจะว่าเราปฏิบัติไม่รู้เหตุรู้ผลก็ตาม ถ้าหากว่าเราท่องต่อเนื่องกันทุกขณะจิต ทุกลมหายใจที่เราตื่นอยู่ เมื่อเราท่องไม่หยุด สมาธิคือจิตสงบ นิ่ง สว่าง รู้ ตื่น เบิกบาน จะบังเกิดขึ้นแก่ผู้ปฏิบัติผู้ท่องพุทโธ อย่างคาดไม่ถึง

เพราะฉะนั้น ในขณะที่เราปฏิบัติ นอกจากการท่อง พุทโธ ก็ยังมีสัมมาอรหัง ยุบหนอพองหนอ เมื่อใครจะท่องบทใด ก็ให้ตั้งใจท่องต่อเนื่องกันไม่ขาดสาย สัมมาอรหัง ยุบหนอพองหนอ ยืน เดิน นั่ง นอน รับประทาน ดื่ม ทำ เราสามารถที่จะท่องได้ตลอดเวลา แต่ในขณะใดที่เราจะต้องพูด เมื่อพูดก็ให้มีสติรู้อยู่ที่คำพูด เมื่อคิดก็ให้มีสติรู้อยู่ที่ความคิด การทำ การพูด การคิด ให้มีสติรู้ตัวอยู่ตลอดเวลา

ถ้าหากว่าเราไม่ถนัดในการที่จะมาท่องบริกรรมภาวนาดังที่กล่าวแล้ว เราสามารถที่จะกำหนดสติรู้จิตของเราเฉยอยู่ ถ้าจิตของเรานิ่งเฉยเป็นชั่วโมง เราปล่อยให้เฉย แต่ถ้าหากว่าจิตเกิดความคิดขึ้นมา เราปล่อยให้คิด แต่ให้มีสติกำหนดตามรู้ความคิดเรื่อยไป ถ้าจิตของเรายังไม่มีพลังงานเพียงพอ เมื่อคิดขึ้นมาแล้วเรากำหนดรู้ จิตจะหยุดคิดทันที เมื่อจิตหยุดนิ่งก็ปล่อยให้นิ่ง ถ้าคิดปล่อยให้คิด เราเอาสติตัวเดียวเท่านั้นเป็นเครื่องกำหนดรู้ความนิ่งและความคิด

ถ้าหากว่าท่านผู้ใด ทำความรู้สึกให้รู้อยู่ในที เหมือน ๆ กับเราไม่ได้ตั้งใจจะดู จะรู้ แต่เอาความรู้อยู่โดยธรรมชาติของจิตนั้น รู้เรื่อยไป ถ้าทำได้อย่างนี้ เผื่อว่าสมาธิกำลังจะเริ่มแล้ว สมาธิจะไม่ถอน แต่ถ้าจิตแสดงอาการสงบลงไปบ้าง เราเอาความตั้งใจของเราเข้าไปแทรก สมาธิจะถอนทันที อันนี้เป็นวิธีการปฏิบัติสมาธิ โดยที่ไม่มีอุปสรรคใด ๆ มาขัดขวาง เราสามารถที่จะปฏิบัติได้ทุกโอกาส แม้เวลาเราทำงานทำการ เวลาเราสอนนักเรียน เราก็เอาสติตัวเดียวเท่านั้นกำหนดรู้สิ่งที่เราทำอยู่ในปัจจุบันตลอดเวลา
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#9 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11647
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 12/12/2012 - 14:23

:09:


อาตมะขอยืนยันกับท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลายที่เรียนจบสูง ๆ มาแล้ว เคยปฏิบัติสมาธิมาแล้วทั้งนั้น แต่ท่านเองไม่รู้สึกตัวว่าได้ปฏิบัติสมาธิ เพราะความไม่เข้าใจ หรือไม่ก็ได้ยินได้ฟังวิธีการปฏิบัติสมาธิอยู่ในวงแคบเกินไป ความจริงนั้น เราทำ เราพูด เราคิด ด้วยความมีสติสัมปชัญญะรอบคอบอยู่ในขณะที่ทำ ที่พูด ที่คิด นั่นคือการปฏิบัติสมาธิ ที่ยืนยันว่าท่านทั้งหลายได้ปฏิบัติสมาธิมาแล้ว เพราะเวลาท่านวิจัยงานของท่าน ใช้ความคิดวกไปเวียนมาด้วยความตั้งใจที่แน่วแน่ ในขณะนั้นท่านกำลังเริ่มปฏิบัติสมาธิ พอคิดไปคิดมาเรารู้สึกเคลิ้ม ๆ หรือเผลอ ๆ ไปนิดหนึ่ง จิตว่างลง สิ่งที่ท่านต้องการรู้มันผุดโผล่ขึ้นมา นั่นคือปัญญาในสมาธิ

เพราะฉะนั้น การปฏิบัติสมาธิอย่าไปยึดหลักและวิธีการมากเกินไป แบบและวิธีการที่ท่านบัญญัติเอาไว้ในหมวดกรรมฐาน ๔๐ ก็ดี หรือการเจริญวิปัสสนาพิจารณารูปนาม ธาตุขันธ์ อายตนะก็ดี อันนั้นเป็นแต่เพียงวิธีการ เป็นวิธีที่ท่านเขียนเป็นแบบอย่างเอาไว้เท่านั้นเอง แต่เมื่อใครตั้งใจปฏิบัติสมาธิอย่างเอาจริงเอาจัง เราอาจจะไม่ไปยึดหลักในคัมภีร์ก็ได้ เราอาจจะบริกรรมภาวนาอย่างอื่นก็ได้ เช่นอย่างเราจะค้นคิดพิจารณา ตามตำราท่านให้พิจารณาธาตุขันธ์อายตนะ แต่เราจะเอาวิชาการที่เราเรียนจบมาทางโลก มาเป็นอารมณ์พิจารณาก็ได้

เพราะการทำสมาธิคือทำจิตให้มีสิ่งรู้ สติมีสิ่งระลึก เมื่อจิตมีสิ่งรู้ สติมีสิ่งระลึก ธรรมชาติของจิตจะต้องเพิ่มพลังงานมากขึ้นทุกที พลังงานตัวที่สำคัญก็คือ จะทำให้เรามีสติดีขึ้นและว่องไวขึ้น แม้ว่าจิตจะยังไม่สงบเป็นสมาธิ ได้ญาณ ได้ฌานใด ๆ ก็ดี แต่ก็จะทำให้เกิดสมาธิเมื่อภายหลัง จิตของเราจะมั่นคงต่อการประพฤติปฏิบัติอย่างไม่ลดละ

สมาธิอันใดที่เราปฏิบัติแล้วมันรู้สึกว่าเบื่องานเบื่อการ อยากจะโกนหัวไปบวช อย่าเพิ่งไปเชื่อมัน ผู้ที่ปฏิบัติสมาธิได้ดีแล้วนี้ จะต้องมีความรักความเคารพบูชาในบิดามารดา ปู่ย่าตายาย ตลอดทั้งครูบาอาจารย์ ถ้าเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ จะเกิดมีจิตเมตตาปรานีต่อผู้น้อยเป็นอย่างดี สามีภรรยาอยู่ร่วมกัน เมื่อก่อนอาจจะทะเลาะเบาะแว้งกันบ่อย ๆ แต่เมื่อมาปฏิบัติสมาธิได้ดีแล้ว การทะเลาะเบาะแว้งเหล่านั้นก็จะหายไปเอง

และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชีวิตของคนเรานี่ เป็นอยู่ด้วยพลังของสมาธิ ผู้ที่ทำอะไรจับจด จับโน่นวางนี่ ไม่เอาจริงเอาจัง คือคนขาดสมาธิ แต่ว่าท่านผู้ใดทำอะไรอาศัยสัจจะความจริงใจ ประพฤติสิ่งใดให้ได้สิ่งนั้น ผู้นั้นได้ชื่อว่าเป็นผู้มีสมาธิที่มั่นคง แม้จะยังไม่ถึงสมาธินาน ได้ญาณ ได้ฌานอะไรก็ตาม


ก่อนที่จะจบนี้ จะขอนำเรื่องการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า มาเล่าสู่กันฟังพอเป็นคติเตือนใจ

ท่านเคยคิดไหมว่าพระพุทธเจ้าเจริญกรรมฐานปฏิบัติสมาธิภาวนา เอาอะไรเป็นอารมณ์จิต ในการภาวนาสมัยพระพุทธเจ้ายังไม่เกิด คำว่าพุทโธก็ไม่มี สัมมาอรหังก็ไม่มี ยุบหนอพองหนอก็ไม่มี ถ้าอย่างนั้นพระพุทธเจ้าท่านเอาอะไรเป็นหลักเป็นอารมณ์ในการปฏิบัติสมาธิ

เราจะได้คำตอบว่า พระพุทธเจ้าอาศัยอารมณ์ ๒ อย่าง

๑. อารมณ์ทางกาย ได้แก่ ลมหายใจเข้าหายใจออก

๒. อารมณ์ทางจิต คือความคิด ซึ่งมันเกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ

และพระองค์จะเริ่มต้นด้วยการกำหนดรู้ลมหายใจ การกำหนดรู้ลมหายใจของพระองค์ เพียงแต่ว่ามีพระสติกำหนดรู้ ลมหายใจเข้าหายใจออกเฉยอยู่เท่านั้นเอง ไม่ได้นึกว่า ลมหายใจสั้น ลมหายใจยาว ลมหายใจหยาบ ลมหายใจละเอียด แล้วก็ไม่ได้บังคับจิตให้เกิดมีความสงบ แล้วก็ไม่ได้แต่งลมหายใจ ให้หยาบ ให้ละเอียด เพียงแต่มีพระสติ กำหนดรู้ลมหายใจอยู่อย่างเดียวเท่านั้น

ทีนี้ในช่วงใดจิตของพระองค์เกิดว่างลง พระองค์ปล่อยให้ว่าง ช่วงใดจิตของพระองค์เกิดความคิด พระองค์ปล่อยให้คิด พระองค์ให้จิตของพระองค์เดินอยู่ที่ลมหายใจ ความคิด ความว่าง ลมหายใจ ความคิด ความว่าง ให้เดินอยู่ใน ๓ จังหวะ ธรรมชาติของจิตนี้ ถ้าเวลาอยู่ว่าง ๆ จิตกับกายยังมีความสัมพันธ์กันอยู่ ต้องรู้ลมหายใจเองโดยอัตโนมัติ

ทีนี้ในเมื่อว่างอยู่สักพักหนึ่งก็จะเกิดความคิดขึ้นมา คือคิดขึ้นมาเองโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ พระองค์ปฏิบัติโดยอาศัยหลักดังที่กล่าว ทีแรกจิตของพระองค์ก็เดินอยู่ที่ลมหายใจ ความคิด ความว่าง ลมหายใจ ความคิด ความว่าง อยู่ใน ๓ จังหวะนี้ แล้วในที่สุดจิตของพระองค์ก็มาจับลมหายใจอย่างเหนียวแน่น ยึดลมหายใจเป็นอารมณ์ ลมหายใจกับสติและความรู้สึกทางจิตไม่ได้พรากจากกัน จนกระทั่งลมหายใจละเอียด ๆ ลงไปตามขั้นตอนแห่งความสงบของจิต
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#10 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11647
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 14/12/2012 - 12:13

:09:



ในระยะต้น ๆ ถ้าพระองค์กลัวว่าจิตของพระองค์จะเลยเถิด พอลมหายใจแผ่วเบาลงไป ๆ ๆ พระองค์ก็มานึกว่าลมหายใจยังอยู่ จิตก็หยาบขึ้นมานิดหน่อย แล้วก็ปรากฏเห็นลมหายใจอย่างชัดแจ้ง ในที่สุดจิตของพระองค์สงบ ละเอียด วิ่งตามลมหายใจเข้าไปข้างในกาย ไปสงบนิ่งอยู่ในท่ามกลางของร่างกาย แต่ว่าเปล่งรัศมีออกมารอบกาย ทำให้พระองค์มองเห็นร่างกายเหมือนแก้วโปร่ง มองเห็นอวัยวะภายในกายทั่วหมดในขณะจิตเดียว ทั้งอวัยวะภายนอกด้วยในขณะจิตเดียว จะมองเห็นผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก ม้าม หัวใจ ตับ ปอด ผังพืด ครบอาการ ๓๒

ซึ่งในขณะนั้น จิตของพระองค์สงบ นิ่ง แล้วรู้เห็นทุกสิ่งทุกอย่าง สักแต่ว่ารู้ ร่างกายหายไป ลมหายใจก็หายขาดไป ในที่สุดยังเหลือแต่จิตดวงเดียว นิ่ง สว่างไสวอยู่ในท่ามกลางแห่งจักรวาลอันกว้างใหญ่ ในขณะนั้น พระองค์จะรู้สึกมีแต่จิตของพระองค์ดวงเดียวเท่านั้น ไม่มีปรากฏการณ์อะไรเกิดขึ้น ตอนนี้จิตของพระองค์อยู่ในจตุตถฌาน เป็นจิตพุทธะซึ่งบังเกิดขึ้นกับพระองค์ ถ้าจะว่าโดยจิตก็อัปปนาจิต ว่าโดยสมาธิก็อัปปนาสมาธิ ว่าโดยฌานก็จตุตถฌาน

เมื่อจิตของพระองค์ไปถึงขั้นจตุตฌาน พอจะขยับก้าวหน้าไปสู่อากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญายนะ ตามลำดับไปเช่นนั้น พอขยับจะก้าวขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง จิตพระองค์วกเข้าไปสู่สัญญาเวทยิตนิโรธ เรียกว่าเข้านิโรธสมาบัติ นิโรธสมาบัติเป็นฐานสร้างพลังจิตเพื่อกระโดดก้าวขึ้นไปสู่ภูมิธรรมขั้นโลกุตตระ

พอจิตของพระองค์ไปสร้างพลังงานอยู่ที่ตรงนี้พร้อม จิตของพระองค์จึงเบ่งบานออกมาอีกครั้งหนึ่ง ในตอนที่อยู่ในสัญญาเวทยิตนิโรธนั้นเป็นสมาธิที่ละเอียดสุขุมที่สุด ถ้าไม่ใช่วิสัยปัญญาอย่างพระพุทธเจ้า ก็อาจจะเข้าใจว่า สำเร็จพระนิพพานในขั้นนี้ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างมันดับหมด แม้แต่จิตวิญญาณก็ทำท่าจะดับหมดสิ้นไป จะยังเหลือปรากฏอยู่จิตที่ละเอียดที่สุด

เมื่อเข้ามาถึงตอนนี้ ได้พลังพร้อม จิตเบ่งบานออกมาอีกครั้งหนึ่ง แผ่รัศมีครอบคลุมจักรวาลทั้งหมด ทำให้พระองค์ตรัสรู้เป็น โลกวิทู ผู้รู้แจ้งโลก คือรู้ยมโลก ได้แก่ ภพภูมิของภูตผีปีศาจ เปรตอสุรกาย ทั้งสัตว์นรก พระองค์รู้ในขณะจิตเดียว แล้วก็รู้ภพภูมิของมนุษย์ ซึ่งเรียกว่าโลกมนุษย์ รู้ภพภูมิของเทวดาตั้งแต่เทวดาชั้นจาตุม จนกระทั่งถึงพรหมโลกชั้นอกนิฏฐาพรหม พระองค์รู้ในขณะจิตเดียว

นอกจากจะรู้ความเป็นไปของโลกทั้ง ๓ ยังรู้อดีตชาติของพระองค์ว่าเคยเกิดมากี่ภพกี่ชาติ นอกจากจะรู้เรื่องของพระองค์แล้ว ยังรู้เรื่องของคนอื่นและสัตว์อื่นด้วย ว่าสัตว์ในจักรวาลนี้แต่ละตนแต่ละตัวเกิดมาแล้วกี่ภพกี่ชาติ อันนี้เรียกว่า รู้ ปุพเพนิวาสานุสติญาณ ในเมื่อรู้ความแตกต่างของภพภูมิของสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงก็มารู้กฎเกณฑ์แบ่งชั้นวรรณะ แบ่งความเป็นไปของสัตว์ทั้งหลาย คือรู้เรื่องการจุติและเกิดของสัตว์ทั้งหลายที่เป็นไปตามกฎของกรรม ซึ่งเรียกว่า จุตูปปาตญาณ

แล้วก็รู้ อาสวักขยญาณ คือ อวิชชาโมหะอันเป็นต้นเหตุให้สัตว์ทั้งหลายทำกรรมไปตามที่ตนเข้าใจ เพราะความรู้ไม่จริงย่อมทำสิ่งที่เป็นบาปบ้าง สิ่งที่เป็นบุญบ้าง เมื่อทำขึ้นมาแล้วก็ได้รับผลของกรรม ได้รับผลของกรรมก็แล้วแต่กฎของกรรมจะซัดให้ไปเกิดในภพใดภูมิใด ให้ไปตกนรกก็มี ให้ไปเกิดเป็นเปรตอสุรกาย เป็นเทวดา อินทร์ พรหม ยม ยักษ์ ซึ่งอำนาจของกิเลสเป็นผู้บันดาลให้สัตว์ทั้งหลายต้องทำกรรม

ปุพเพนิวาสานุสติญาณก็ดี จุตูปปาตญาณก็ดี อาสวักขยญาณก็ดี พระองค์ตรัสรู้ในขณะจิตเดียวตั้งแต่ปฐมยาม การตรัสรู้อยู่ในขณะที่จิตทรงสมาธิขั้นสมถกรรมฐาน แต่เป็นสมถกรรมฐานขั้นโลกุตตรภูมิ จิตไม่มีร่างกายตัวตน แต่สามารถรู้เห็นทุกสิ่งทุกอย่างได้ รู้เห็นอย่างนิ่ง ๆ ไม่มีภาษาสมมุติบัญญัติจะเรียกอะไรว่าเป็นอะไร แต่จิตดวงนี้สามารถบันทึกข้อมูลต่าง ๆ เอาไว้พร้อมหมด ทั้งปุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณ อาสวักขยญาณ

ทำไมจิตในขณะนั้นจึงคิดไม่เป็น เพราะไม่มีร่างกายตัวตน จิตของคนเรา จะแสดงอาการคิดนึกขึ้นมาได้ต้องอาศัยประสาททางสมอง คืออาศัยกายนี้เอง จึงจะคิดเป็น แต่ถ้าหากว่าจิตดวงนี้แยกจากกายไปอยู่เอกเทศส่วนหนึ่งต่างหากไม่เกี่ยวพันกัน สามารถรู้เห็นทุกสิ่งทุกอย่างได้ แต่คิดไม่เป็น นี่คือธรรมชาติความเป็นจริงของจิตเป็นอย่างนี้

ทีนี้ในเมื่อพระพุทธองค์ได้ตรัสรู้ เป็นโลกวิทูแล้ว เมื่อจิตของพระองค์ถอนจากสมาธิมา พอมารู้สึกว่ามีกายเท่านั้น จิตตัวนี้จึงมาพิจารณาทบทวน ปุพเพนิวาสานุสติญาณคือการระลึกชาติหนหลังได้ ว่าเราเกิดมากี่ภพกี่ชาติ เคยเป็นอะไรมาบ้าง สัตว์ทั้งหลายเกิดมากี่ภพกี่ชาติ เคยเป็นอะไรมาบ้าง พระองค์พิจารณาเรื่องนี้จบลงในปฐมยาม

เมื่อพิจารณาเรื่องปุพเพนิวาสานุสติญาณจบลงแล้ว พระองค์ก็พิจารณาต่อไป ในช่วงนี้จิตของพระองค์ปฏิวัติตัวไปเองโดยอัตโนมัติ ไปพิจารณาเรื่องกฎของกรรม ว่าทำไมสัตว์ทั้งหลายจึงไปเกิดในภพภูมิต่าง ๆ กัน ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะกฎของกรรม ภาษิตที่ว่า กัมมัง สัตเต วิภชติ กรรมย่อมจำแนกสัตว์ให้มีประเภทต่าง ๆ เกิดขึ้นตั้งแต่ในสมัยนั้น
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#11 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11647
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 14/12/2012 - 13:08

:09:



เมื่อพระองค์พิจารณากฎของกรรมคือจุตูปปาตญาณจบลงในมัชฌิมยามแล้ว ก็ไปพิจารณาเรื่องกิเลสอาสวะคืออวิชชา ความรู้ไม่จริง ว่าสัตว์ทั้งหลายทำไมจึงต้องทำกรรม ทำกรรมดีบ้าง ทำกรรมชั่วบ้าง เพราะความรู้ไม่จริง แล้วก็ทำกรรมไปตามที่ตนคิดว่าถูกต้อง แต่ว่าสิ่งที่ทำนั้นมันเป็นทั้งบุญเป็นทั้งบาป มีทั้งดีมีทั้งชั่ว เมื่อทำลงไปแล้วมันก็เกิดวิบากคือผล เมื่อได้รับผลของกรรม กฎของกรรมก็ส่งหนุนให้เวียนว่ายตายเกิดในวัฎฎสงสาร ไม่รู้จักจบจักสิ้น เรื่องนี้พระองค์พิจารณาจบลงไปในปัจฉิมยาม คือจวนใกล้รุ่ง

ในเมื่อพิจารณา ๓ อย่างนี้ตามลำดับยามทั้ง ๓ คือ ปฐมยาม พิจารณาเรื่องปุพเพนิวาสนุสติญาณ มัชฌิมยาม พิจารณาเรื่องจุตูปปาตญาณ ปัจฉิมยาม พิจารณาเรื่องอาสวักขยญาณ อาสวกิเลส ในเมื่อพิจารณาจบลงไปแล้ว จิตยอมรับสภาพความจริง ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เรารู้เห็นมานั้นเป็นความจริงแท้ไม่แปรผัน อรหัตตมัคคญาณจึงบังเกิดขึ้นในขณะจิตนั้น แล้วก็ตัดกิเลสอาสวะขาดสะบั้นไป

จึงทำให้พระองค์สิ้นภพสิ้นชาติ สิ้นอาสวกิเลส ถึงซึ่งความบริสุทธิ์สะอาดโดยสิ้นเชิง แม้กิเลสน้อยหนึ่งเท่าธุลี มิได้มีเหลือติดอยู่ในพระทัยของพระองค์อีกแล้ว แล้วกิเลสทั้งหลาย ก็ไม่สามารถที่จะมาประทุษร้ายดวงจิตของพระองค์ดวงนี้ ให้เศร้าหมองอีก ก็เป็นอันว่าบรรลุถึงแดนอมตะ จึงทรงได้พระนามว่า อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นพระอรหันต์ ดับเพลิงกิเลสเพลิงทุกข์สิ้นเชิง ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง ด้วยประการฉะนี้

เพราะฉะนั้น สาธุชนทั้งหลายผู้ที่มุ่งหวังจะปฏิบัติสมาธิให้ได้ผลอย่างแท้จริง อย่าไปข้องใจสงสัยในหลักและวิธีการ เราจะบริกรรมภาวนาคำไหนก็ได้ ถ้าใครนับถือศาสนาคริสต์ให้บริกรรมภาวนาเยซู ถ้าใครถือศาสนาอิสลามให้ภาวนาถึงพระเจ้าอัลเลาะห์ ถ้าใครถือศาสนาพุทธให้ภาวนาพุทโธ เมื่อท่านตั้งใจภาวนาจริง ๆ เมื่อจิตสงบเป็นสมาธิ จิตหยุด นิ่ง สว่าง รู้ ตื่น เบิกบาน มีแนวโน้มเป็นอย่างเดียวกันหมด

เพราะ สมาธิเป็นสัจธรรม มีหนึ่งเดียว จะแตกต่างกันไม่ได้ แต่วิธีการนั้นเราอาจจะใช้อุบายวิธีต่างกัน แต่ผลลัพธ์ก็คือสมาธิอันเดียวกันนั้นเอง

บรรดาครูบาอาจารย์ที่สอนกรรมฐานในปัจจุบันนี้แบ่งออกเป็น ๒ ประเภท ประเภทหนึ่ง รู้หลักวิธีการตามตำรับตำรา แต่ทำสมาธิไม่เป็น ก็ไม่รู้เรื่องของสมาธิ อีกประเภทหนึ่ง รู้หลักวิธีการ ทำสมาธิเก่ง มีประสบการณ์มาก ย่อมเข้าใจในเรื่องสมาธิดี

ความเข้าใจคำว่า สมาธิ ของคนในปัจจุบันนี้ ก็มี ๒ อย่าง

อย่างหนึ่ง ผู้บริกรรมภาวนาน้อมจิตบังคับจิตให้หยุดนิ่ง เมื่ออาศัยความคล่องตัวชำนิชำนาญ เราต้องการจะให้จิตของเราหยุดเมื่อไรก็ได้ เมื่อจิตหยุดแล้ว เราก็ต้องตั้งใจประคองจิตให้หยุดนิ่งอยู่ อันนี้มันเป็นแต่เพียงความสงบที่เราแต่งเอาได้ ไม่ใช่สมาธิ แต่สมาธิที่แท้จริงนั้น ในเมื่อจิตหยุดนิ่งได้ แล้วจิตแปรสภาพไปเป็นอย่างอื่น คือ นิ่ง สว่าง รู้ ตื่น เบิกบาน หรือรู้สึกแจ่มๆ ภายในส่วนลึกของจิต มีความรู้พร้อมในขณะจิตนั้น ศีล สมาธิ ปัญญา ก็รวมลงสู่จุดนั้นคือความปกติของจิต

เมื่อจิตวูบ ๆ ๆ ๆ ลงไป สัญญาเจตนาที่จะให้จิตเป็นอย่างไรนั้นมันหมดสิ้นไป ความตั้งใจจะให้จิตสงบก็ไม่มี ความตั้งใจจะให้จิตรู้เห็นอะไรก็ไม่มี จิตจะไปสู่สมาธิขั้นใด ญาณขั้นใด หรือจะเกิดความรู้ใด ๆ ขึ้นมา จิตจะปฏิวัติตัวไปเองโดยอัตโนมัติ ซึ่งเราไม่ได้ควบคุม เราไม่ได้มีสัญญาเจตนาใด ๆ ที่จะไปควบคุมจิต หรือเราไม่ได้ตั้งใจจะน้อมจิตไปรู้ไปเห็นอะไร แต่จิตจะปฏิวัติตัวไปรู้ไปเห็นเอง ซึ่งเรียกว่าเป็นไปเองโดยอัตโนมัติ อันนี้จึงจะได้ชื่อว่าเป็นสมาธิ จิตเป็นสมาธิอย่างแท้จริง

ในเมื่อจิตของเราเป็นสมาธิแล้ว ทางไปของจิตมีอยู่ ๒ อย่าง อย่างหนึ่ง จิตสงบ นิ่ง สว่าง รู้ ตื่น เบิกบาน แล้วก็สงบละเอียด ๆ จนกระทั่งร่างกายตัวตนหายไป อันนี้จิตสงบเป็นสมาธิในสายฌานสมาบัติ แต่ถึงแม้ว่าจะเป็นสมาธิในฌานสมาบัติ เราก็จำเป็นจะต้องปฏิบัติ ซึ่งจิตจะปฏิวัติตัวไปเองโดยอัตโนมัติ จะเป็นอย่างไรก็ตาม

ทีนี้สมาธิอีกแบบหนึ่ง บางทีเราอาจจะภาวนาพุทโธ ๆ ๒-๓ คำ จิตวูบลงไปนิดหนึ่ง ความรู้ความคิดผุดขึ้นมาอย่างกับน้ำพุ ในลักษณะอย่างนี้ท่านเรียกว่า ลักขณูปนิชฌาน ในเมื่อเกิดมีสมาธิแล้ว เป็นสมาธิที่มีวิตก วิจาร วิตกก็คือ ความคิด วิจารก็คือสติรู้พร้อมอยู่ที่จิต ถ้าหากว่าจิตเกิดมีปีติ มีความสุข แล้วก็ไม่ได้วิ่งตามความคิดไป เพียงแต่กำหนดรู้จุดเกิดของความคิด ความคิดนั้นคืออะไรจิตไม่สนใจ ได้แต่รู้จิตอย่างเดียว อันนี้เรียกว่า สมาธิวิปัสสนา เป็นสมาธิที่เป็นไปตามแนวทางแห่งอริยมรรคอริยผล
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#12 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11647
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 14/12/2012 - 13:41

:09:


เมื่อท่านทั้งหลายทำจิตให้สงบ นิ่ง เป็นสมาธิแล้ว พอภาวนา จิตสงบ นิ่ง สว่าง รู้ ตื่น เบิกบานขึ้นมา แต่กายยังปรากฏ จิตยังสัมพันธ์กับกาย ยังรู้สึกว่ากายมีอยู่ ในช่วงนี้ปีติและความสุขย่อมบังเกิดขึ้น

แต่ถ้าหากว่าจิตของเราส่งกระแสออกไปนอก จะเกิดมโนภาพคือ นิมิต ในเมื่อจิตของท่านผู้ใดไปรู้เห็นนิมิต ให้กำหนดรู้จิตอย่างเดียว อย่าไปเกิดความเอะใจ หรือไม่ต้องไปยึดมั่นในนิมิตนั้น ๆ เพียงแต่กำหนดรู้จิตของตนเองเฉยอยู่เท่านั้น นิมิตนั้นจะนิ่งอยู่ตลอดเวลาไม่ไหวติง จนกระทั่งเกิดนิมิตติดตา เรียกว่า อุคคหนิมิต แต่ถ้าหากว่านิมิตนั้นมีอาการเปลี่ยนแปลงยักย้ายไปมา หรือบางทีอาจจะเห็นเนื้อหนังพังลงไปยังเหลือแต่กระดูก โครงกระดูกทรุดฮวบลงไป แหลกละเอียดหายจมลงไปในผืนแผ่นดิน ในตอนนี้เรียกว่า ปฏิภาคนิมิต ปฏิภาคนิมิตนี้เป็นจิตก้าวขึ้นสู่ภูมิแห่งวิปัสสนากรรมฐาน

ถ้าหากว่าจิตไปสำคัญมั่นหมายในความเปลี่ยนแปลง ก็รู้ความไม่เที่ยงคืออนิจจัง เมื่อรู้อนิจจังก็รู้ทุกขัง คือความทนอยู่ไม่ได้ของสิ่งนั้น ในเมื่อรู้อนิจจัง ทุกขัง ก็รู้อนัตตาคือความไม่เป็นตัวของตัว ของนิมิตหรือสิ่งรู้สิ่งนั้น เราก็ได้รู้ธรรม เห็นธรรม แต่ถ้าหากว่าจิตของเราไม่ไปอย่างนั้น พอสงบ สว่าง ร่างกายยังปรากฏ จิตวิ่งตามลมเข้ามา มาสงบ นิ่ง สว่าง อยู่ในท่ามกลางของร่างกาย ก็จะมองเห็นอวัยวะภายในกายนี้ทั่วหมดในขณะจิตเดียวครบอาการ ๓๒ แล้วจิตจะค่อยสงบละเอียด ๆ ไปสู่จุดที่เรียกว่าร่างกายหาย ยังเหลือแต่จิตดวงเดียว

ทีนี้ถ้าหากว่าจิตผ่านการสำรวจภายในคือร่างกาย รู้อาการ ๓๒ เมื่อร่างกายคืออาการ ๓๒ หายไป ยังเหลือแต่จิตดวงเดียว นิ่ง สว่างไสว ถ้าจิตมีภูมิพอที่จะรู้ธรรมเห็นธรรม จิตจะย้อนมองมาดูกาย จะเห็นร่างกายขึ้นอืด เน่าเปื่อย ผุพังสลายตัวไปจนไม่มีอะไรเหลือ เมื่อจิตถอนจากสมาธิมาแล้ว ก็จะบอกกับตัวเองว่า นี่แหละคือการตาย ตายแล้วก็ขึ้นอืด น้ำเหลืองไหล เนื้อหนังพังไป เป็นของปฏิกูลน่าเกลียดโสโครก เหลือแต่โครงกระดูก กระดูกก็แหลกละเอียดลงไปหายจมลงไปในผืนแผ่นดิน ไหนเล่า สัตว์บุคคลตัวตนเราเขามีที่ไหน มันมีแต่ธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ ประชุมกันอยู่เท่านั้น ในเมื่อกายกับจิตยังสัมพันธ์กันอยู่ ก็ยังมีชีวิตอยู่ตลอดไป ถ้ากายกับจิตแยกจากกันเป็นคนละส่วน ส่วนกายก็เน่าเปื่อยผุพังไปตามธรรมชาติ ส่วนจิตก็ไปตามกฎของกรรม แล้วแต่กรรมจะหนุนส่งให้ไปเกิดที่ไหน อันนี้ทางหนึ่งที่จิตจะเป็นไป

อีกทางหนึ่ง ถ้าจิตไม่เป็นไปตามแนวทางทั้ง ๒ ทางที่กล่าวมา พอจิตสงบแล้ว จิตก็กำหนดรู้อยู่ที่จิตเพียงอย่างเดียว ในเมื่อจิตรู้อยู่ที่จิต ตอนนิ่ง ๆ จะรู้เห็นว่าจิตนิ่ง ๆ ไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ถ้าหากว่าจิตของเรามีกำลังพอที่จะเกิดภูมิความรู้ มันจะมีปรากฏการณ์วับแวบ ๆ อยู่ในจิต บางทีก็เป็นความคิดที่ละเอียด บางทีก็เป็นเหมือนเมฆหมอกไหลผ่านไป บางทีก็นิ่ง ๆ ว่าง ๆ ซึ่งแล้วแต่จิตจะเป็นไปเองโดยอัตโนมัติ

ทีนี้จิตไปรู้สิ่งที่เกิดดับอยู่ภายในจิต เรียกว่าจิตกำหนดรู้ความเกิดดับ ความเกิดดับที่ปรากฏภายในจิตนั่นแหละเป็นสิ่งรู้ของจิต เป็นสิ่งระลึกของสติ เมื่อสมาธิและสติปัญญาแก่กล้าขึ้น จะกำหนดหมายรู้สิ่งที่เกิดดับว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ถ้าได้ความรู้ในทางธรรมะเป็นภาษาขึ้นมา ก็จะรู้ขึ้นมาว่า ทุกสิ่งทุกอย่างมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดาแล้วก็ดับไปเป็นธรรมดา อันนี้คือกฎของธรรมชาติ จิตก็รู้แจ้งเห็นจริงขึ้นมาเอง


วันนี้ขอกล่าวธรรมะพอเป็นแนวทางในการพิจารณาของบรรดาท่านทั้งหลาย ก่อนที่จะจากกัน ในฐานะที่ท่านเป็นครูบาอาจารย์สอนลูกศิษย์ การสอนสมาธิของลูกศิษย์ในห้องเรียนเป็นแนวทางที่ดีที่สุด ถ้าหากว่าท่านไม่ถือว่ามันเป็นของแปลกใหม่เกินไป เวลาท่านไปยืนหน้าห้อง กำลังเตรียมจะสอนนักเรียน ท่านอาจจะกล่าวเตือนนักเรียนว่า นักเรียนทุกคนมองมาที่ตัวข้าพเจ้า ส่งจิตมารวมไว้ที่ตัวข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะถ่ายทอดพลังจิตและวิชาความรู้ให้ พวกเธอทั้งหลายจงน้อมรับพลังจิตและวิชาความรู้จากครูอย่างตรงไปตรงมา อย่าบิดพลิ้ว มีอะไรก็สอนไป แล้วเตือนไปเป็นระยะ ๆ ในทำนองนี้ ลูกศิษย์ของท่านจะได้สมาธิในห้องเรียนอย่างไม่รู้สึกตัว ขอฝากความคิดเห็นไว้เพียงแค่นี้


ในท้ายสุดนี้ ด้วยพระบารมีของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จงดลบันดาลให้จิตของท่านทั้งหลาย ยึดมั่นในคุณพระรัตนตรัย คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ยึดมั่นในเจตนาแน่วแน่ที่จะละบาปความชั่วตามกฎของศีล ๕ แล้วก็ให้จิตของท่านสงบเป็นสมาธิ ได้อุบายวิธีการปฏิบัติที่ถูกต้อง แม้ปรารถนาสิ่งอื่นอันเป็นผลพลอยได้ ก็จงสำเร็จตามปณิธานความปรารถนาในที่ทุกสถาน ตลอดกาลทุกเมื่อ เทอญ.


:09: :09: :09:
..........................

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#13 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11647
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 14/12/2012 - 13:44

:09:


...ชีวิตของคนเรานี่ เป็นอยู่ด้วยพลังของสมาธิ

ผู้ที่ทำอะไรจับจด จับโน่นวางนี่ ไม่เอาจริงเอาจัง คือคนขาดสมาธิ

แต่ว่าท่านผู้ใดทำอะไรอาศัยสัจจะความจริงใจ ประพฤติสิ่งใดให้ได้สิ่งนั้น

ผู้นั้นได้ชื่อว่าเป็นผู้มีสมาธิที่มั่นคง...



:09:

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#14 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11647
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 18/12/2012 - 10:04

อ้างอิง

:09:

หมายเหตุ ...ด้วยความขอบพระคุณยิ่งค่ะ

บทธรรมนี้เภตราคัดลอก (copy) มาจาก

http://www.dharma-ga...-index-page.htm

แล้วมาดำเนินการอ่านตรวจทานกับไฟล์หนังสือต้นฉบับอีกครั้ง พร้อมใส่ตัวเน้น
ส่วนการเว้นช่วงหน้า บางช่วงเภตราเว้นเองเพื่อพักสายตาในการอ่านนะคะ
ผู้ที่จะดำเนินการคัดลอกต่อขอให้ตรวจสอบช่วงการย่อหน้าจากไฟล์หนังสืออีกครั้งค่ะ
(ลิงก์ไฟล์หนังสืออยู่ที่หมายเหตุ ใน คห. 0 หน้าแรกของกระทู้นะคะ)



:09: :09: :09:


ธรรมะคือสัจจธรรมสากล

เทศน์อบรมนักเรียน ณ วัดวะภูแก้ว



:09:


“ธรรมะเป็นของกลาง

ธรรมะคือกายกับใจ

เรามาศึกษาเล่าเรียน ปฏิบัติ

เพื่อหาเครื่องมือปรับปรุงกายใจของเรา

ให้มีสมรรถภาพดียิ่งขึ้น

อันนี้คือจุดประสงค์ของการปฏิบัติธรรม”



:09:


ต่อไปนี้ให้ตั้งใจฟังธรรม เราจำเป็นอย่างไรจึงต้องตั้งใจฟังธรรม การฟังธรรมก็คือการฟังเรื่องของตัวเอง เราฟังเรื่องของตัวเองทำไม เราฟังเรื่องของตัวเองเพื่อให้เรารู้จักตัวเอง คือว่าให้รู้จักว่า เราเป็นคนดี เป็นคนกลาง ๆ หรือเป็นคนเลว ซึ่งการเป็นไปของชีวิตมนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย โดยกฎธรรมชาติก็มีเกิดแก่เจ็บตาย เกิดมาทีไร ก็มีแต่แก่เจ็บตาย ๆ ไม่มีอะไรเป็นสาระแก่นสาร ต้นไม้ เมื่อมันตายไป ชิ้นส่วนของมันก็ได้เอามาทำประโยชน์ ทำฟืน ทำถ่านต้มหุง แต่มนุษย์เรานี่ เกิดมาแล้วก็แก่-ตาย แก่-ตาย ไม่เห็นมีประโยชน์อะไร สำหรับเนื้อหนังของมนุษย์ มีแต่หายจมไปในแผ่นดิน

ดังนั้น ในเมื่อเราเกิดมาเป็นมนุษย์แล้ว เราต้องฟังธรรม เราเริ่มฟังธรรมมาตั้งแต่ผู้ปกครองส่งเราเข้าไปรับการศึกษา ตั้งแต่ชั้นอนุบาลมานั่น เราเริ่มฟังธรรม เริ่มเรียนธรรม และเมื่อเราได้รับการศึกษามาโดยลำดับ เราก็ได้สัมผัสและได้เรียนรู้ธรรมะสูงขึ้นไปเป็นลำดับขั้นตอน ในประเทศไทยเรา มีการศึกษาธรรมะตั้งแต่ระดับอนุบาลจนกระทั่งถึงระดับปริญญา สูงสุดคือด๊อกเตอร์ หรือปริญญาเอก ทั้งหลายเหล่านี้ เป็นหลักสูตรแห่งธรรมะทั้งนั้น

ทีนี้ธรรมะพวกนี้เราเรียนไปเพื่ออะไร เรียนไปเพื่อปรับปรุงตกแต่งกายกับใจของเรา ซึ่งโดยธรรมชาติแล้ว ไม่มีสาระแก่นสารหรือประโยชน์อะไร เราเรียนธรรมะมาเพื่อปรับปรุงกายกับใจของเราให้มีสภาพดีขึ้น คือให้มีวิชาความรู้นั่นเอง ให้มีคุณภาพดีขึ้น อันนี้คือความจำเป็นที่จะต้องเรียนธรรมะ

นักเรียนอย่าเข้าใจแต่เพียงว่า พวกเธอมาเรียนธรรมะเฉพาะวันนี้หรือวันที่ผ่านมาแล้วเท่านั้น หรือเฉพาะในสถานที่นี้ เราเรียนธรรมะอยู่ทุกกาลเวลา ทุกสมัย ทุกลมหายใจ เพราะฉะนั้น ธรรมะคือเรื่องส่วนตัวของเราเอง

เราได้เรียนธรรมะ ได้ฟังธรรม มาปรับปรุงสมรรถภาพของเราให้เข้มแข็งด้วยวิชาความรู้และสติปัญญา อันนั้นยังไม่เพียงพอ ทีนี้เรามาฝึกสมาธิภาวนา เพื่อปรับพื้นฐานสมรรถภาพของเราให้มีคุณภาพดียิ่งขึ้น เพราะฉะนั้น การปฏิบัติสมาธิ ดังที่นักเรียนได้มาฝึกฝนอบรมนี่ มันเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับมนุษย์ เพราะชีวิตมนุษย์เป็นอยู่ด้วยกำลังของสมาธิคือความมั่นใจ

ขอตีความหมาย คำว่า สมาธิ คือ ความมั่นใจหรือความตั้งใจมั่น นักเรียนพอที่จะฟังเข้าใจ การศึกษาก็ดี การงานทุกสิ่งทุกอย่างก็ดี ถ้าเราไม่มีความมั่นใจหรือความตั้งใจมั่น เราจะกลายเป็นคนจับจด ทำอะไรไม่จริงจัง เมื่อเป็นเช่นนั้น เราก็จะประสบกับความล้มเหลว หรือความหายนะ เช่นอย่างปัจจุบันนี้ ผู้ปกครองส่งเรามาเรียน แต่เราไม่ตั้งใจเรียนจริง เพราะไม่มีสมาธิ เรียนบ้างเล่นบ้างเที่ยวบ้าง หรือมีความประพฤติมีแนวโน้มไปทางอบายมุข อันเป็นทางแห่งความเสื่อม การศึกษา การเรียนของเราก็ไม่สำเร็จลงได้ เพราะฉะนั้น เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เราต้องมีความจริงใจ

ระบบการฝึกอบรมสมาธิตามที่นักเรียนมารับการอบรมอยู่นี่ สมาธิไม่ใช่ของศาสนาใด ไม่มีศาสนาใดผูกขาด สมาธิเป็นของคนมีศาสนา และเป็นทั้งของคนไม่มีศาสนา โดยที่สุดแม้สัตว์เดรัจฉานก็ต้องอาศัยสมาธิ ถ้าเขาไม่มีสมาธิ เขาก็เอาชีวิตรอดมาไม่ได้

คำว่า สมาธิ แปลว่า ความตั้งใจมั่น หรือความมั่นใจ สมาธิภาวนา แปลว่า อบรมใจให้มีความเข้มแข็ง เราสามารถปฏิบัติสมาธิได้ทุกโอกาส ทุกลมหายใจ เช่น เวลานี้นักเรียนนั่งฟัง นักเรียนก็กำลังปฏิบัติสมาธิ ถ้าเอาใจใส่จดจ่อ เวลานักเรียนเข้าห้องเรียน เรียนหนังสือ ส่งใจและสายตาไปที่ผู้สอน ไม่เอาใจและสายตาไปที่อื่น เราก็ได้ปฏิบัติสมาธิ และได้รับการถ่ายทอดพลังจิตเเละวิชาความรู้จากครูตลอดเวลา เพราะฉะนั้น การปฏิบัติสมาธิจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับคนทุกคน
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#15 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11647
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 18/12/2012 - 10:58

:09:



แล้วสมาธิก็เป็นหลักธรรมกลางๆ ไม่สังกัดในลัทธิและศาสนาใดๆ ไม่มีศาสนาใดผูกขาด เพราะสมาธิเป็นหลักการของธรรมชาติที่มีอยู่แล้ว ธรรมะและคุณธรรมทั้งหลายที่มีอยู่ในจักรวาลนี้ ที่เราว่าเป็นคำสอนของศาสนานั้นศาสนานี้ แท้ที่จริงมันไม่ใช่คำสอนของศาสนานั้น แต่มันเป็นธรรมชาติที่ผู้สามารถค้นคว้า หรือสามารถสร้างสติปัญญาของตนให้รู้ถึงแก่นแห่งความจริงของธรรมชาติ แต่หากสิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่แล้ว

ถ้าจะเปรียบเทียบง่าย ๆ ก็เหมือน ๆ กับบ้านเมืองเรานี่แหละ เรามีการศึกษาตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนกระทั่งถึงปริญญาเอก ความรู้ทั้งหลายเหล่านี้เป็นของกลาง ๆ ใครจะเข้าถึงความรู้เหล่านั้นก็ขึ้นอยู่กับความสามารถและสติปัญญาของแต่ละบุคคล ใครไม่เก่งก็เรียนจบแค่อนุบาล หรือไม่จบเลย ถ้าใครเก่งก็เรียนจบถึงปริญญาเอกระดับด๊อกเตอร์ มี หลายคนที่เรียนจบหลายๆ ปริญญา

มีผู้ว่าราชการจังหวัดท่านหนึ่งกับคุณนาย สามีเรียนจบ ๓ ปริญญา ภรรยาเรียนจบ ๓ ปริญญา สามีภรรยาบวกกันเข้าได้ ๖ ปริญญา มีลูกอีก ๕ คน ต่างก็เรียนจบปริญญาหมดทุกคน บวกกันเข้าแล้วได้ ๑๑ ปริญญา อันนี้คือความสามารถที่สามารถเก็บเอาผลประโยชน์ที่มีอยู่แล้วโดยธรรมชาติ

เปรียบเทียบอีกอย่างหนึ่งได้กับผืนแผ่นดินของเรา ที่มีสิ่งที่เป็นประโยชน์สำหรับมนุษย์และสัตว์เดรัจฉานเต็มไปหมด สมัยก่อน หินกรวด ลูกรัง เราเหยียบย่ำมันไปเฉย ๆ ไม่มีคุณค่า อย่างดีก็เอามาทับถมเป็นถนนใช้ให้รถยนต์วิ่ง แต่ภายหลังมีผู้มีสติปัญญาคิดค้นเอาผลประโยชน์จากหินลูกรังและหินกรวด นอกจากจะเอามาปูเป็นถนน ทำเป็นคอนกรีต ยังสามารถเอามาถลุงเป็นแร่เหล็ก แร่อะไรต่าง ๆ ได้

ธรรมะที่มีอยู่ในจักรวาลนี้ก็เช่นเดียวกัน ธรรมะเป็นสัจจธรรมของจริงที่มีอยู่แล้วแต่ไหนแต่ไรมา ศาสดาแต่ละพระองค์อย่างดีก็เพียงแต่รู้ความจริงของธรรมะ และศาสดาแต่ละองค์ก็ย่อมมีภูมิธรรมแตกต่างกัน บางศาสดามีภูมิปัญญาน้อย ก็มองเห็นความจริงของธรรมะตามระดับสติปัญญาของตนเอง บางศาสดามีปัญญาละเอียดสุขุม มีความสามารถเฉียบแหลม ก็สามารถรู้ของจริงในจักรวาลนี้เหนือผู้อื่น

เช่นเดียวกับดวงไฟที่เราติดไว้ในห้องโถง ถ้าไฟดวงใดมีแรงน้อย เพียงแค่ ๑๐, ๒๐ แรงเทียน พอเปิดสวิตช์ก็มองเห็นแสงสว่างได้เล็กน้อย ถ้าดวงไฟมีแรงสูงตั้งแต่ ๑,๐๐๐ แรงเทียนขึ้นไป พอเปิดสวิตช์ ความสว่างจะกระจายทั่วไปหมด ทำให้เราสามารถมองเห็นจุดดำจุดด่างบนผิวพื้นของฝาผนังได้ถนัด ข้อเปรียบเทียบนี้ฉันใด ก็เหมือน ๆ กับภูมิธรรมและภูมิความรู้ของแต่ละศาสดานั่นเอง

ศาสดาจะรู้มากรู้น้อยไม่สำคัญ แต่สำคัญที่ว่าแต่ละศาสดามุ่งสอนคนให้เป็นคนดี เพราะฉะนั้นเรื่องของศาสนา ใครจะนับถือศาสนาอะไรได้ทั้งนั้น ขอให้ประพฤติดี

การศึกษาศาสนา การเรียนธรรมะ ถ้าเพียงแค่เรียนตามตำรับตำรา แต่ไม่มีการปฏิบัติ เราก็รู้ความจริงเพียงแค่ตำรา เช่นเดียวกับนักวิทยาศาสตร์ของไทย ไปเรียนต่างประเทศกลับมาแล้วทำอะไรไม่เป็น อย่างดีก็มาเขียนตำราขาย แต่สมัยนี้เขาเรียนกันเอาจริงเอาจัง เรียนรู้แล้วก็ทำเป็นด้วย ในสมัยนี้คนไทยคิดอะไรได้หลายสิ่งหลายอย่าง แต่เมื่อเสนอโครงการแล้ว รัฐบาลไม่สนับสนุน คนไทยจึงขายลิขสิทธิ์ให้ต่างประเทศหมด

คนที่มีความสามารถคิดอะไร ๆ ได้ เพราะเขามีสมาธิ สมาธิไม่ได้มีเฉพาะในบ้านเมืองเรา เรื่องสมาธิเป็นเรื่องสากล คนที่ปฏิบัติสมาธิยอดเยี่ยมที่สุดที่เรารู้ในปัจจุบันมีอยู่คนหนึ่ง คนที่สร้างจรวดไปลงดวงจันทร์ก็ยังไม่เก่ง แต่คนที่สามารถคำนวณระยะเวลากับความเร็วของจรวดตัวเล็กกับจรวดตัวแม่ที่โคจรอยู่รอบโลก เพื่อชะลอเวลาให้จรวดตัวเล็กที่ไปลงดวงจันทร์ กระโดดมาเกาะตัวแม่แล้วลงมาสู่มนุษย์โลก ถ้าเขาคำนวณผิดแม้เสี้ยววินาที จรวดตัวเล็กจะต้องลอยเคว้งคว้างอยู่ในอวกาศ คนนั้นเป็นคนที่ทำสมาธิเก่งที่สุด เพราะฉะนั้น นักเรียนทั้งหลายอย่าไปคิดว่าสมาธิไม่จำเป็นสำหรับชีวิตของเรา และเราทำสมาธิได้ทุกโอกาส นักเรียนเรียนหนังสือมาจนปัจจุบันนี้ก็ได้ฝึกสมาธิมาแล้ว
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#16 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11647
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 18/12/2012 - 11:10

:09:



วันนี้เป็นวันวิสาขบูชา เป็นวันประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราชาวพุทธให้น้อมนึกถึงพระคุณของพระพุทธองค์ สร้างความรู้สึกขึ้นในจิตของตัวเองให้มีสภาวะรู้สึกสำนึกผิดชอบชั่วดี ให้จิตมีสติ รู้ ตื่น เบิกบานตลอดเวลา ทรงไว้ซึ่งความรู้สึกเช่นนั้น และน้อมนึกเสมอว่าเราจะละชั่ว ประพฤติดี ทำจิตใจให้บริสุทธิ์สะอาด

ความรู้สึกสำนึกผิดชอบชั่วดี สภาวะ ที่เรามีความรู้ ตื่น เบิกบาน ในจิตในใจก็ดี หรือเจตนาที่ตั้งใจงดเว้นสิ่งชั่ว ประพฤติดี ทำจิตให้บริสุทธิ์สะอาดก็ดี เป็นกิริยาแห่งความมีคุณธรรม คือทำจิตของเราให้เป็นพระเจ้า

คนนับถือศาสนาพุทธ พระเจ้าของเขาก็คือพระพุทธเจ้า คนนับถือศาสนาคริสต์ เมื่อจิตมีความรู้ ตื่น เบิกบาน หรือรู้ผิดชอบชั่วดี เขาก็มีพระเจ้าของเขาอยู่ในใจ เมื่อพระพุทธเจ้าหรือพระเจ้าอยู่ในใจของใครต่อใคร ใครจะไปในสถานที่แห่งใดก็ไปกับพระเจ้า ยืนก็ยืนกับพระเจ้า เดินก็อยู่กับพระเจ้า นั่ง รับประทาน ดื่ม ทำ พูด คิด ไม่ว่าจะทำอะไร ก็อยู่กับพระเจ้า

คำว่า พระเจ้า ก็คือ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานนั่นเอง ถ้าเราเข้าถึงสัจจธรรมกันจริง ๆ ศึกษาธรรมะตามสภาพแห่งความเป็นจริง ไม่เฉพาะแต่ศึกษาเล่าเรียนตามตำรับตำรา เอาของจริงมาพิสูจน์กันเลยทีเดียว เราจะเข้าถึงสัจจธรรมความจริงของจริงสม่ำเสมอกันหมด ไม่มีอคติลำเอียง

สมมุติว่านักเรียนมาทำสมาธิภาวนาในปัจจุบันนี้ ถ้าชาวพุทธภาวนาพุทโธ ชาวคริสต์ภาวนาเยซู ตั้งใจ เอาจริงเอาจัง เมื่อสมาธิเกิด จิตจะสงบ นิ่ง สว่าง รู้ ตื่น เบิกบาน เหมือนกัน

ธรรมะเป็นของกลาง ธรรมะคือกายกับใจ เรามาศึกษาเล่าเรียน ปฏิบัติ เพื่อหาเครื่องมือปรับปรุงกาย ใจ ของเราให้มีสมรรถภาพดียิ่งขึ้น อันนี้คือจุดประสงค์ของการปฏิบัติธรรม

การปฏิบัติธรรมแบบนี้ ปฏิบัติได้ในทุกลัทธิ ทุกศาสนา ถ้าลูกหลานคนใดนับถือศาสนาคริสต์ในที่นี้ หลวงตาจะเล่าให้ฟังถึงคนเผยแผ่ศาสนาคริสต์คนหนึ่ง เขาเคยไปคุยกับหลวงตาที่วัด หลวงตาบอกเขาว่า คุณเป็นคนเผยแผ่ศาสนา คุณควรฝึกสมาธิด้วย เขาบอกว่าศาสนาคริสต์ไม่นิยมทำสมาธิ หลวงตาบอกว่า คุณเรียนศาสนาคริสต์ไม่เก่ง เพราะทุกลัทธิศาสนานิยมทำสมาธิกันทั้งนั้น

สมาธิไม่สังกัดในลัทธิและศาสนาใดๆ เป็นหลักธรรมสาธารณะทั่วไป ทุกคนปฏิบัติได้ ไม่ขัดกับพระประสงค์ของพระเจ้าองค์ใด ถ้าเข้าถึงสัจจธรรมแล้ว จะบรรลุถึงจุดประสงค์ของพระเจ้าทุกพระองค์บรรดาที่มีในจักรวาลนี้

ธรรมะคำสอนเป็นธรรมชาติ ศาสนาที่แตกต่างกัน อยู่ที่กฎระเบียบของศาสนานั้นๆ ใครก็ตามที่ปฏิบัติตามกฎระเบียบของศาสนานั้น ๆ ย่อมบรรลุผลตามเป้าหมายของศาสนานั้นทุกประการ

ในท้ายที่สุดนี้ ขอบารมีแห่งคุณงามความดีของนักเรียนและครูบาอาจารย์ผู้หวังดีต่อนักเรียนของตน จงดลบันดาลให้ทุกคนมีความเจริญด้วยอายุ วรรณะ สุขะ พละ ปฏิภาณ ธนสารสมบัติ แม้จะปรารถนาลาภ ยศ สรรเสริญ สุข และอำนาจ จงสำเร็จตามความปรารถนาในที่ทุกสถาน ตลอดกาลทุกเมื่อ เทอญ.


:09: :09: :09:
...........................

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#17 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11647
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 18/12/2012 - 11:12

:09:


เราเรียนธรรมะอยู่ทุกกาลเวลา ทุกสมัย ทุกลมหายใจ

เพราะฉะนั้น … ธรรมะคือเรื่องส่วนตัวของเราเอง



:09:


เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#18 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11647
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 22/12/2012 - 12:05

อ้างอิง

:09:

หมายเหตุ ...ด้วยความขอบพระคุณยิ่งค่ะ

บทธรรมนี้เภตราคัดลอก (copy) มาจาก

http://www.dharma-ga...-index-page.htm

แล้วมาดำเนินการอ่านตรวจทานกับไฟล์หนังสือต้นฉบับอีกครั้ง พร้อมใส่ตัวเน้น
ส่วนการเว้นช่วงหน้า บางช่วงเภตราเว้นเองเพื่อพักสายตาในการอ่านนะคะ
ผู้ที่จะดำเนินการคัดลอกต่อขอให้ตรวจสอบช่วงการย่อหน้าจากไฟล์หนังสืออีกครั้งค่ะ
(ลิงก์ไฟล์หนังสืออยู่ที่หมายเหตุ ใน คห. 0 หน้าแรกของกระทู้นะคะ)



:09: :09: :09:


ศีล ๕ คืออุบายสร้างความรัก


แสดงธรรมที่มูลนิธิพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต กรุงเทพฯ

เมื่อ พ.ศ ๒๕๓๒



:09:


“พระพุทธเจ้าปรารถนาให้มนุษย์มีความรักกัน

จึงชักชวนให้ปฏิบัติศีล ๕

เพราะการไม่ฆ่าก็เป็นเหตุให้รักกัน

การไม่ลักขโมยจี้ปล้นฉ้อโกงก็เป็นเหตุให้รักกัน

การงดเว้นมุสาวาท สุรา ก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดความรักกัน

เมื่อมนุษย์ต่างมีความรักกัน ก็มีแต่ความสงบสุข”



:09:


ขอโอกาสต่อครูบาอาจารย์ ขอแสดงเมตตาจิตต่อบรรดาท่านพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย และขอกล่าวว่า ขอแสดงความยินดีที่เราท่านทั้งหลายมีชีวิตรอดจากอันตรายมาจนกระทั่งจวบถึงวันขึ้นปีใหม่

ปีเก่าที่ผ่านไป เราได้สร้างคุณงามความดีโดยอาศัยกาย วาจา และใจ เป็นพื้นฐานแห่งการสร้างคุณงามความดี เพราะอาศัยคุณงามความดีนั้น ๆ เราจึงมีอายุผ่านพ้นอันตรายมาได้ด้วยดี เพราะอาศัยการที่เรามีคุณงามความดีคือบุญกุศล ส่งให้เรามีชีวิตยืนยาวมาถึงขนาดนี้ ทุกท่านไม่ควรประมาทในการที่จะบำเพ็ญทาน ศีล ภาวนา ทาน ศีล ภาวนา เป็นแผนการสร้างคุณงามความดี

โดยปกติแล้ว กายกับใจของเราเป็นสภาวธรรมอย่างหนึ่ง ซึ่งจัดเข้าในหมวดหลักธรรม ซึ่งเรียกว่า “สังขาร” สังขารตัวนี้เรียกว่า อุปาทินกสังขาร คือสังขารที่มีใจครอง ตราบใดที่กายของเรายังมีใจครองอยู่ กายของเราก็เป็นอุปาทินกสังขาร ถ้าใจตัวนี้อุตริทิ้งกายหนีไปเสีย ร่างกายก็จะกลายเป็นเพียงวัตถุธรรมอย่างหนึ่ง ทอดทิ้งทับถมแผ่นดิน มีแต่จะเน่าเปื่อยผุพังลงไป ตามสภาพความเป็นจริงของดิน น้ำ ลม ไฟ ที่เราอาศัยอยู่ ณ ปัจจุบันนี้ ก็คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ที่มาเป็นกายของเรานี้เอง ดิน น้ำ ลม ไฟ ภายนอกเป็นเครื่องอุปกรณ์บำรุงเลี้ยงดิน น้ำ ลม ไฟ ภายในให้ทรงชีพอยู่ อาหารที่เราบริโภคสักครู่นี้เป็นธาตุดิน น้ำที่ดื่มเข้าไปเป็นธาตุน้ำ ความอบอุ่นที่ได้จากดวงอาทิตย์เป็นธาตุไฟ ลมหายใจเข้า–ออกเป็นธาตุลม ทั้งภายนอกและภายในอาศัยซึ่งกันและกัน

สังขารที่เราได้มา คือกายกับใจ เราได้มาด้วยบุญ เพราะเราเชื่อมั่นในคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า บุญเป็นสิ่งที่เกื้อหนุนให้เรามีชีวิตอยู่ คนจะมีอายุสั้น อายุยาว มีโรคภัยไข้เจ็บ มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ เพราะอาศัยบุญเป็นเครื่องเกื้อหนุน คนทำปาณาติบาตมีอายุสั้น คนดื่มสุราเมรัยมีสติปัญญาเสื่อมทราม ดังนั้น หลักการที่เราจะปฏิบัติ เพื่อให้เกิดผลชนิดหนึ่งขึ้นมา ซึ่งเรียกว่าบุญ ได้แก่ การให้ทาน การรักษาศีล การเจริญภาวนา

ทาน ศีล ภาวนานี้ ถ้าท่านผู้ใดสามารถที่จะบำเพ็ญให้เกิดผล จนสะสมเอาไว้ในจิตในใจมากมายพอสมควร บุญกุศลนั้นจะมีพลังงานกลายเป็นตัวสังขารชนิดหนึ่ง สังขารตัวนี้เรียกว่า “ปุญญาภิสังขาร” สังขารร่างกายของเราเกิด แก่ เจ็บ ตาย ในเมื่อเกิดมาแล้ว ย่อมเป็นไปตามกฎของบุญของกรรม เราตกแต่งไม่ได้ เพราะบุญกรรมเก่าเราแต่งมาอย่างนั้น เรามีอายุสั้นเพราะอาศัยบุญที่เราตกแต่งมาน้อย เรามีอายุยาวเพราะอาศัยบุญที่เราตกแต่งมามาก เมื่อเป็นเช่นนั้น เกิดมาชาตินี้ภพนี้ ชีวิตเราผ่านพ้นอันตรายมาได้แล้วปีหนึ่ง เราก็ควรจะได้สร้างบุญสร้างกุศลมาก ๆ

ทีนี้แผนการสร้างบุญกุศลก็คือ การให้ทาน การรักษาศีล การเจริญภาวนา เรานับถือพระพุทธศาสนา มีพระพุทธเจ้าเป็นองค์ประธาน พระพุทธเจ้าเป็นผู้รู้ดีรู้ชอบด้วยพระองค์เอง และรู้กฎความจริงของธรรมชาติชนิดหนึ่งซึ่งเป็นไปตามกฎธรรมดา ซึ่งเรียกว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ทุกสิ่งเกิดมา มีความเกิดขึ้น ทรงตัวอยู่ชั่วขณะหนึ่ง ในที่สุดก็สลายตัว กฎอันนี้ใครคัดค้านไม่ได้ ปฏิเสธไม่ได้ จะต้องประสบกันอยู่ทุกคน เพราะมันเป็นกฎธรรมดาชนิดหนึ่ง

เมื่อเราได้รับฟังโอวาทคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าในข้อที่ว่า เรามีกรรมเป็นของของตน มีกรรมเป็นผู้ให้ผล มีกรรมเป็นแดนเกิด มีกรรมเป็นผู้ติดตาม เราจะทำกรรมอันใดไว้ ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม เราจะต้องได้รับผลของกรรมนั้นแน่นอน

คนเรามีกายกับใจ ทำอะไรลงไปโดยเจตนาคือความตั้งใจ เจตะนาหัง ภิกขะเว กัมมัง วะทามิ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวเจตนาว่าเป็นกรรม

ในศาสนาอื่น ๆ ศาสนาคริสต์ พระเจ้าเป็นผู้สร้างโลก สร้างมนุษย์ และสร้างสัตว์ทั้งหลาย ศาสนาพราหมณ์ พระพรหมเป็นผู้สร้างโลก สร้างมนุษย์ และสร้างสัตว์ทั้งหลาย แต่พระพุทธเจ้าของเรานี้ไม่เคยประกาศกล่าวอ้างว่า พระองค์ได้สร้างอะไรขึ้นมาในโลกนี้ แต่พระองค์ประกาศท้าทายว่า พระองค์รู้ความจริงของโลก นี้เป็นมติของพระพุทธเจ้า

พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้สร้างอะไรจริง ๆ แต่พระองค์รู้ความจริงของโลก รู้ว่าสัตว์เกิดมาเพราะอะไร สัตว์มีความสุขความเจริญเพราะอะไร สัตว์ทั้งหลายมีประเภทต่าง ๆ กันเพราะอะไร กัมมัง สัตเต วิภะชะติ กรรมย่อมจำแนกสัตว์ให้เป็นต่าง ๆ กัน

การโพสต์นี้ได้ถูกแก้ไขโดย เภตรา: 22/12/2012 - 12:06

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#19 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11647
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 22/12/2012 - 14:20

:09:


เมื่อเป็นเช่นนั้น พระพุทธเจ้าทรงทราบหลักและกฎแห่งความจริงอันหนึ่ง หลักและกฎความจริงอันนั้นเป็นสิ่งที่เป็นจริงโดยกฎของธรรมชาติ และใครจะปฏิเสธไม่ได้ ส่วนกฎความจริงที่พระพุทธเจ้าทรงทราบนั้น พุทธบริษัทควรสนใจและทำความเข้าใจ ได้แก่บทบัญญัติที่ให้เราปฏิบัติตาม และกฎอันนี้เมื่อใครละเมิดล่วงเกินแล้วเป็นบาปทันที ถ้าจะว่าบาปก็เป็นบาปทันที เมื่อทำลงไปแล้ว ภายหลังมาเรารู้สึกสำนึกขึ้นมาว่าอันนี้มันไม่ดี เราทำเล่น ๆ แต่เราไม่ต้องการผลตอบแทน มันก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะเป็นกฎธรรมชาติ

เปรียบเหมือนเราเอามือจี้ลงไปในกองไฟ หรือเอามือไปหยิบถ่านไฟแดง ๆ ร้อนๆ เมื่อหยิบแล้ว ในใจเรานึกว่า เราปรารถนาความเย็น ต้องการความเย็นจากถ่านไฟหรือไฟที่กำลังลุกโชนอยู่นั้น เราก็จะไม่ได้ความเย็น เราจะได้แต่ความร้อน เพราะธรรมชาติของไฟมันมีแต่ความร้อน อันนี้กฎที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติให้เราประพฤติปฏิบัติ ซึ่งเป็นกฎความจริงโดยธรรมชาตินั้นก็เช่นเดียวกัน

กฎธรรมชาตินั้นคืออะไร ท่านเคยคิดหรือไม่ กฎธรรมชาติอันเป็นหลักปฏิบัติโดยตรง และดูเหมือนจะมีไม่มาก มีเพียง ๕ ข้อเท่านั้น คือ ศีล ๕ ที่ท่านได้สมาทานมาแล้ว การประพฤติผิดศีล ๕ ข้อ คนสมาทานศีลประพฤติผิดก็บาป คนไม่สมาทานศีลประพฤติผิดก็บาป คนในศาสนาคริสต์ประพฤติผิดก็บาป พระพรหมผู้สร้างโลกสร้างมนุษย์ประพฤติผิดก็บาป ทำแล้วบาปทันที เพระเป็นกฎธรรมชาติ

พระพุทธเจ้าทรงทราบความจริงอย่างนี้ ฆ่ากันบาปทันที ขโมยของกันบาปทันที จี้ปล้นฉ้อโกงบาปทันที ข่มเหงน้ำใจคือละเมิดลูกเมียของใครซึ่งเขาหวงแหนบาปทันที โกหก หลอกลวง ทำให้ผู้อื่นต้องเสียเกียรติยศ ทรัพย์สินสมบัติ ชื่อเสียง บาปทันที มัวเมาในสิ่งที่จะทำให้เราเสียผู้เสียคนบาปทันที ทำลงไปแล้วนึกว่าฉันทำเล่น ๆ ไม่เอาบาป มันก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะมันเป็นกฎธรรมชาติ

นี่คือความจริงในกฎแห่งการปฏิบัติ และนักปราชญ์ทั้งหลายยอมรับศีล ๕ ประการนี้เป็น มนุษยธรรม เป็นธรรมประจำมนุษย์ พระพุทธเจ้าจะมีหรือไม่ก็ตาม ยังมีผู้ปฏิบัติศีล ๕ อยู่ ถึงไม่ทั่วไปแต่ก็ยังมีคนปฏิบัติอยู่ไม่ขาดทุกยุคทุกสมัย ดังนั้น ท่านจึงยอมรับว่าเป็นมนุษยธรรม ที่เรียกว่าเป็นมนุษยธรรม ก็เพราะมันเป็นคุณธรรมปรับพื้นฐานความเป็นมนุษย์ให้สมบูรณ์

และมีอีกประเด็นหนึ่งที่เราจะต้องทำความเข้าใจ ทำไมพระพุทธเจ้าย้ำนักย้ำหนาให้เราปฏิบัติศีล ๕ โดยวิสัยของพระพุทธเจ้าทรงไว้ซึ่งพระมหากรุณาคุณ ทรงเมตตาสงสารสัตวโลก ที่พระพุทธเจ้าทรงชักจูงให้เราปฏิบัติศีล ๕ ก็เพราะปรารถนาความรัก คนเราทุกคนต้องการความรัก ถ้าไปมองดูหน้าใครเขาทำหน้าบึ้ง ๆ ทำทีแสดงท่าทางโกรธ เราจะไม่พอใจ เพราะรู้สึกแล้วว่าเขาไม่มีความรัก เขามีแต่ความโกรธ

พระพุทธเจ้าปรารถนาให้มนุษย์มีความรักกัน จึงชักชวนให้ปฏิบัติศีล ๕ เพราะการไม่ฆ่าก็เป็นเหตุให้รักกัน การไม่ลักขโมยจี้ปล้นฉ้อโกงก็เป็นเหตุให้รักกัน การงดเว้นมุสาวาท สุรา ก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดความรักกัน เมื่อมนุษย์ต่างมีความรักกันก็มีแต่ความสงบสุข ดังนั้น ศีล ๕ จึงเป็นคุณธรรมป้องกันไม่ให้มนุษย์เกิดมีการฆ่ากัน

และศีล ๕ ประการนี้เป็นคุณธรรมสำหรับตัดกรรม ตัวเวร ตัดผลเพิ่มของกิเลส เคยได้ยินว่ามีผู้ทำพิธีตัดกรรม ตัดเวร ในเมื่อพูดถึงเรื่องการตัดกรรม ตัดเวร บางท่านอาจมีความสงสัย กรรมนี้มันตัดได้หรือเปล่า กรรมที่ทำลงไปแล้ว ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม ไม่มีทางที่จะทำพิธีตัดกรรม ตัดเวรนั้นได้ ถ้าใครต้องการจะตัดกรรม ตัดเวร ให้เป็นสิ่งที่แน่นอนกันจริง ๆ ก็ให้มีศีล ๕

ศีล ๕ แต่ละข้อลงท้ายว่า “เวรมณี” เวระ แปลว่า เวร เวรก็คือสิ่งที่เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ผูกพยาบาท เมื่อมีการผูกพยาบาทอาฆาตก็ต้องมีการฆ่ากัน ประทุษร้ายซึ่งกันและกัน ถ้าใครอยากหมดกรรมหมดเวร ต้องมีศีล ๕ เพราะศีล ๕ เป็นอุบายตัดกรรมตัดเวร และศีล ๕ ยังเป็นขอบเขตของการใช้กิเลสให้เกิดประโยชน์โดยความเป็นกรรม
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



คำตอบต่อไป: เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา -
  • (3 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • 3
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • ท่านไม่สามารถตอบกลับกระทู้นี้ได้

1 ผู้ใช้กำลังอ่านกระทู้นี้
0 สมาชิก, 1 ผู้เยี่ยมชม, 0 ผู้ใช้ที่ไม่ระบุชื่อ