ลานธรรมเสวนา: ฐานิยปูชา 2542 - ลานธรรมเสวนา

เข้าไปดูเนื้อหา

  • (3 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • 3
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • ท่านไม่สามารถตอบกลับกระทู้นี้ได้

ฐานิยปูชา 2542 (หนังสือ) ธรรมเทศนาและบทสัมภาษณ์ หลวงพ่อพุธ ฐานิโย ให้คะแนนกระทู้: -----

#0 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11633
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 27/05/2012 - 12:24

:09: :09: :09:


ฐานิยปูชา ๒๕๔๒


ธรรมเทศนาและบทสัมภาษณ์ บันทึกรายการโทรทัศน์


พระราชสังวรญาณ (พุธ ฐานิโย)



รูปภาพถูกใส่ลงไปแล้ว



:09:


สารบัญ
(ลำดับเรื่อง)


ส่วนบทธรรมปฏิบัติ


แนวทางดำเนินจิต


ส่วนบทธรรมวิสัชนา (บทสัมภาษณ์)


รู้ธรรมนำชีวิต


:09:



หมายเหตุ :

1. การทยอยพิมพ์หนังสือเล่มนี้เป็นรายการต่อเนื่องในชุดหนังสือ ฐานิยปูชา นะคะ

หากท่านต้องการ...สามารถเข้าอ่านเล่มที่ผ่านมาได้ตามลิงก์ด้านล่างนี้ค่ะ


ฐานิยปูชา 2535

http://larndham.org/...%E0%B8%B2-2535/


ฐานิยปูชา 2536

http://larndham.org/...B8%B4%E0%B8%95/


ฐานิยปูชา 2537

http://larndham.org/...60&#entry778194


ฐานิยปูชา 2538

http://larndham.org/...B8%B5%E0%B8%A5/


ฐานิยปูชา 2539

http://larndham.org/...%E0%B8%B2-2539/


ฐานิยปูชา 2540

http://larndham.org/..._0&#entry785597


ฐานิยปูชา 2541

http://larndham.org/...%E0%B8%B2-2541/


ฐานิยปูชา 2546

http://larndham.org/..._0&#entry741022


ฐานิยปูชา 2548

http://larndham.org/..._0&#entry745717



2. การใช้ตัวเน้นในบทธรรมที่นำมาโพสต์ใหม่ด้านล่างต่อจากนี้
อ้างอิงตามไฟล์ภาพหนังสือ ฐานิยปูชา 2542 (ในลิงก์ท้ายนี้)
ส่วนการแบ่งช่วงย่อหน้า
เภตราขอปรับบางช่วงย่อหน้าที่ยาวมากเป็นย่อหน้าย่อย เพื่อการพักสายตาค่ะ

ท่านใดประสงค์จะอ่านก่อน หรือต้องการ copy บทธรรมเทศนาไปใช้ในงานพิมพ์อื่น
สามารถอ่านและตรวจสอบการใช้ย่อหน้าตามหนังสือจากลิงก์นี้ค่ะ

http://www.thaniyo.c...t/thaniyo42.pdf


:09:

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
2


  • (3 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • 3
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • ท่านไม่สามารถตอบกลับกระทู้นี้ได้

การตอบอื่นๆต่อกระทู้นี้



#1 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11633
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 27/05/2012 - 12:44

:09: :09: :09:


แนวทางดำเนินจิต


(แสดงธรรมแก่นักศึกษาสถาบันราชภัฏนครราชสีมา
ณ วัดวะภูแก้ว อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา
เมื่อวันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๔๑)



:09:


โอกาสต่อไปนี้เป็นเวลาที่เราจะได้นั่งสมาธิ เพื่อปฏิบัติธรรมให้เกิดคุณธรรมขึ้นภายในจิต ขอให้ทุกคนจงตั้งจิตให้แน่วแน่ ว่าบัดนี้ฉันจะปฏิบัติสมาธิให้ดวงจิตของฉันเป็นสมาธิ สติ ภวังค์ ฉันจะระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้าว่า พุทโธ ระลึกถึงคุณของพระธรรมว่า ธัมโม ระลึกถึงคุณของพระสงฆ์ว่า สังโฆ พระพุทธเจ้าก็ดี พระธรรมก็ดี พระสงฆ์ก็ดี อยู่ที่จิตของฉัน

ฉันจะกำหนดสติสำรวมเอาจิตของฉัน แล้วจะให้คำว่า พุทโธ เพียงคำเดียวเป็นสื่อนำจิตของฉันให้เข้าไปสู่ความสงบ เป็นสมาธิ สติ ภวังค์ พยายามนึก พุทโธ ๆ ไว้ที่จิต หน้าที่ของเราเพียงแต่นึก พุทโธ เพียงอย่างเดียว หรือถ้าหากว่าใครเคยภาวนา สัมมาอรหัง ยุบหนอ พองหนอ ก็ให้เอาตามที่ตนเคยชำนาญมาแล้ว เพราะว่าพุทโธก็ดี สัมมาอรหังก็ดี ยุบหนอ พองหนอก็ดี เป็นแต่เพียงคำพูดที่เรานำมาบริกรรมภาวนาให้จิตของเราสงบตั้งมั่นเป็นสมาธิ

เมื่อเรานึกบริกรรมภาวนาเรื่อยไปด้วยจิตที่สบาย เราไม่บังคับจิต เราไม่ข่มจิต เราไม่คิดว่าเมื่อไรจิตจะสงบ เราไม่คิดว่าเมื่อไรเราจะรู้จะเห็น ไม่ต้องไปคิดทั้งนั้น หน้าที่ของเราเพียงแต่ว่าตั้งจิตให้มีสติแน่วแน่ นึกบริกรรมภาวนาแต่เพียงในใจเท่านั้น ความสงบหรือไม่สงบ ความรู้ความเห็นจะมีหรือไม่มี ให้เป็นหน้าที่ของจิต ในเมื่อจิตเขาสงบจริง ๆ แล้ว เขาจะมีพลังงานและมีความรู้ความเห็นขึ้นมาเอง

ดังนั้น ณ บัดนี้ ขอให้ทุกคนตั้งจิตใจให้แน่วแน่ ว่าเราจะปฏิบัติสมาธิเพื่อให้เกิดผลเกิดประโยชน์แก่จิตใจของเราอย่างแท้จริง เราต้องอาศัยความอดทนและความจริงใจ ความอดทนและความจริงใจนี่จะทำให้จิตของเรามีพลังงาน เมื่อจิตของเรามีพลังงาน มีสมาธิตั้งมั่น มีสติสัมปชัญญะรู้พร้อม คำบริกรรมภาวนาที่เรานึกอยู่มันจะหายไป ยังเหลือจิตที่สงบนิ่ง บางทีก็ไปนิ่งอยู่เฉย ๆ ไม่นึกไม่คิดอะไร บางทีก็สงบนิ่งแล้วเกิดสว่าง มีปีติ มีความสุข จะทำให้รู้สึกว่า กายก็เบา จิตก็เบา มันเบาสบายไปหมดทุกสิ่งทุกอย่าง หายเหน็ดหายเหนื่อย หายเมื่อยหายมึน ร่างกายก็ปลอดโปร่ง สมองก็ปลอดโปร่ง มันเบาสบายไปหมดทุกสิ่งทุกอย่าง

ถ้าจิตของผู้เป็นอย่างนี้ แสดงว่าจิตเข้าสู่สมาธิแล้ว ถึงแม้จะยังเป็นสมาธิอ่อน ๆ ก็ให้เราประคับประคองจิตของเราให้อยู่เฉย ๆ ระวังอย่าให้เกิดเอะใจหรือตกใจขึ้นมา ถ้าหากจิตของเราค่อยสงบลงไปทีละน้อย ๆ เราจะไม่ตกใจ แต่ถ้าหากว่าอยู่ ๆ มันกระโดดวูบลงไป เราจะเกิดความตกใจ ถ้ามันวูบลงไปแล้วเราไม่ตกใจ มันจะหยุดนิ่ง พอนิ่งแล้ว ถ้าหากขาดสติ สติยังอ่อน มันก็กลายเป็นความหลับ คือนอนหลับอย่างธรรมดา

แต่ถ้าสติของเราตามรู้ทัน จิตของเราจะรู้สึกแจ่ม ๆ กระหยิ่ม ๆ บางทีก็มีความสว่างไสว ในตอนนี้จิตของเราอาจจะนิ่ง ว่างอยู่เฉย ๆ เมื่อมันนิ่ง ว่างอยู่เฉย ๆ ผู้ปฏิบัติก็รู้อยู่เฉย ๆ ในตอนนี้สมาธิของเราเริ่มจะเป็นเองตามธรรมชาติของสมาธิ พยายามอย่าไปสร้างความคิดอะไรแทรกแซงขึ้นมา ให้กำหนดรู้อยู่ในที ถ้าระวังไม่ให้เกิดความตั้งใจจะกำหนดรู้ แต่ปล่อยให้รู้อยู่ในทีได้เป็นดี ในช่วงนี้ถ้าเราตั้งใจขึ้นมาปั๊บ สมาธิมันจะถอน แม้จะเกิดเอะใจ สมาธิมันก็ถอน เพราะฉะนั้น ควรจะประคับประคองจิตของเราไว้ให้ดี ให้มันรู้อยู่อยู่ในที อันนี้เป็นจุดเริ่มของสมาธิ
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
1



#2 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11633
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 27/05/2012 - 13:41

:09:


แล้วอีกจุดหนึ่งที่ทำให้เรารู้สึก จะทำให้เรารู้สึกตกใจ ตอนที่สมาธิลึกลงไป ละเอียดลงไป ละเอียดลงไป เราจะรู้สึกเหมือนกับว่าลมหายใจจะไม่มี เหมือนกับจะหยุดหายใจ ในตอนนี้ก็จะทำให้เราเกิดเอะใจและตกใจอีกครั้งหนึ่ง ถ้าหากว่าเราประคับประคองจิตเพียงแต่ว่ารู้อยู่เฉย ๆ ไม่ให้เกิดเอะใจหรือตกใจ สมาธิจะยั้งอยู่ได้นาน แล้วจะไม่ถอนจากสมาธิ

ทีนี้ถ้าจิตเราสงบ นิ่ง สว่าง รู้ ตื่น เบิกบาน มีสมาธิมั่นคง ทางไปของจิต ทางใหญ่ ๆ จะมี ๒ ทาง ทางหนึ่ง จิตสงบ นิ่ง ว่าง ว่าง ๆ ๆ ไป ความรู้ต่าง ๆ ไม่เกิดขึ้น แต่จิตของเราจะมีความรู้อยู่เฉพาะในจิตเท่านั้น บางทีว่างจนกระทั่งร่างกายตัวตนหาย มีแต่จิตดวงเดียวนิ่งสว่างไสวอยู่ พอมาถึงตอนนี้แล้ว สัญญาเจตนาที่เราจะประคับประคองจิตมันหมดไป ยังเหลือแต่สมาธิที่เป็นเองตามธรรมชาติของสมาธิ สมาธิที่จิตว่าง ๆ ๆ ๆ เรื่อยไปจนร่างกายตัวตนหาย อันนี้เรียกว่าสมาธิในฌานสมาบัติ ถึงแม้จะไม่เกิดภูมิความรู้อะไรก็ตาม แต่ก็เป็นฐานสร้างพลังจิต ทำให้จิตของเรามั่นคง ทำให้สติสัมปชัญญะของเราเข้มแข็ง เมื่อออกจากสมาธิมาแล้ว เรานึกถึงสิ่งใด ความรู้สึกในจิตของเราจะแน่วแน่ เพราะอาศัยพลังที่เกิดจากจิตที่สงบ นิ่ง สว่าง รู้ ตื่น เบิกบาน เป็นเหตุเป็นปัจจัย เพราะฉะนั้น แม้จิตของเราจะสงบได้แค่เพียงสมถกรรมฐาน ไม่เกิดภูมิความรู้ก็ตาม แต่ผลที่เราจะพึงได้ก็คือทำให้จิตของเรามีความมั่นคง เรียกว่าสมาธิ แล้วก็มีสติสัมปชัญญะรู้เตรียมพร้อมอยู่ที่จิต เ พียงแค่นี้ก็ได้ชื่อว่าจิตของเรากลายเป็น จิตพุทธะ

เมื่อจิตมีสติเตรียมพร้อมอยู่ จิตก็เป็น ผู้รู้ คือรู้ตัวอยู่ตลอดเวลา จิตก็เป็นผู้ตื่น ผู้ตื่น คือตื่น ได้แก่เตรียมพร้อมจะรับสถานการณ์ได้ตลอดเวลา แล้วเป็นผู้เบิกบาน เพราะจิตของเรามีความแกล้วกล้าอาจหาญ ไม่สะทกสะท้านต่อเหตุการณ์ทั้งปวง ยิ้มรับสถานการณ์ได้อย่างคล่องตัวและด้วยความแกล้วกล้าอาจหาญ จึงเป็น จิตพุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน อันนี้ทางหนึ่งซึ่งจิตสมาธิจะพึงเป็นไป

และอีกทางหนึ่ง เมื่อจิตนิ่ง ว่างลงไปแล้ว จิตจะไปยับยั้งอยู่เพียงชั่วขณะหนึ่ง แล้วจะเกิดความรู้ความคิดผุดขึ้นมา ถ้าจิตมีพลังแก่กล้า ความคิดความรู้จะผุดขึ้นมา ผุดขึ้นมา ผุดขึ้นมา เหมือนกับน้ำพุ ในเมื่อเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นกับจิตของท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นควรจะกำหนดสติรู้จิตเฉยอยู่เท่านั้น อย่าไปสำคัญมั่นหมายกับความรู้ความคิดที่เกิดขึ้น แล้วก็ไม่ต้องไปสร้างความคิดอะไรขึ้นมาแทรกแซง ปล่อยให้จิตของเราเป็นไปตามธรรมชาติ

เมื่อเรามีสติสัมปชัญญะ มีความเข้มแข็งขึ้น สมาธิมั่นคงขึ้น ในบางช่วง จิตของเราจะแยกเป็น ๓ มิติ มิติหนึ่งคิดอยู่ไม่หยุดยั้ง อีกมิติหนึ่งเฝ้าดู ถ้ากายยังปรากฏอยู่อีกมิติหนึ่งจะนิ่งเฉยอยู่ในท่ามกลางของร่างกาย จิตตัวที่คิดไม่หยุดอันนั้นเป็นจิตเหนือสำนึก แต่ตัวที่จ้องมองอยู่นั้นเป็นจิตพุทธะ ผู้รู้ ได้แก่ ตัวเจตสิก คือ สติสัมปชัญญะที่รู้เตรียมพร้อมอยู่ ส่วนตัวที่นิ่งเฉยอยู่ในท่ามกลางของร่างกายเป็นจิตใต้สำนึกตัวคอยเก็บผลงาน เมื่อเป็นเช่นนั้น ผู้ปฏิบัติปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติ

ธรรมชาติของจิต ถ้ามีสิ่งรู้ สติมีสิ่งระลึก เขาดำเนินไปตามครรลองของสมาธิ สติสัมปชัญญะกำหนดตามรู้ไปทุกระยะ ๆ เหมือน ๆ กับว่าเราไม่ได้ตั้งใจ แต่ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเองโดยอัตโนมัติ ความคิดก็เกิดขึ้นเอง สติตัวที่เฝ้าดูก็เป็นเอง สมาธิตัวจิตมั่นคงก็เป็นเอง แล้วจิตมีสติรู้อยู่ที่จิต อันนี้ก็เรียกว่าจิตเป็นหนึ่ง คือ เอกัคคตา อยู่กับอารมณ์ในปัจจุบัน คือ ความคิดที่เกิดขึ้น ดับไป
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
1



#3 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11633
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 28/05/2012 - 12:59

:09:



เมื่อจิตมีพลังแก่กล้า สงบ ละเอียดลงไป จนกระทั่งรู้สึกว่ากายค่อยจางไป ๆ ๆ ๆ ความเบากายเบาใจ กายเบาจิตเบาก็ปรากฏขึ้น แล้วในที่สุดร่างกายหายไป จะยังเหลือแต่จิตนิ่ง สว่าง รู้ ตื่น เบิกบาน

สภาวะอันเป็นความคิดจะเปลี่ยนแปลงเป็นสภาวะอันหนึ่งซึ่งบางทีเหมือนกับเมฆหมอกซึ่งไหลผ่านไป แล้วก็ผ่านไป บางทีก็แสดงอาการมาวนรอบจิตอยู่ตลอดเวลา แต่จิตไม่ได้หวั่นไหวต่อเหตุการณ์นั้น ทรงไว้ซึ่งความเป็นหนึ่งเป็นอิสระแก่ตัวเอง

ส่วนตัวที่มีปรากฏการณ์ให้จิตรู้ก็จะเกิดขึ้น ดับไป เกิดขึ้น ดับไป ๆ แต่จิตไม่ได้หวั่นไหว และไม่ได้สำคัญมั่นหมายว่าอะไรเป็นอะไร สักแต่ว่ารู้อยู่ เห็นอยู่ เท่านั้น เจตนาสัญญาที่จะไปสมมติบัญญัติสิ่งที่เห็นอยู่ว่าเป็นอะไรย่อมไม่มี ความรู้สึกว่าจิตสงบเป็นสมาธิอยู่ในขั้นนั้นขั้นนี้ก็ไม่มี ยังเหลือแต่จิตกับสิ่งที่ปรากฏการณ์ให้จิตรู้อยู่ อันนี้เป็น ฐีติ ภูตัง ความที่จิตตั้งมั่น นิ่ง เด่น ไม่หวั่นไหวต่อเหตุการณ์ทั้งปวง เป็นจิตแท้ เป็นจิตดั้งเดิม

จิตดวงนี้แหละที่นักปราชญ์ท่านว่า ประภัสสรมิททัง ภิกขเว จิตตัง จิตเป็นธรรมชาติประภัสสร คือเป็นจิตที่สะอาด แต่ความสะอาดของจิตในขั้นนี้เปรียบเหมือนผ้าขาวซึ่งเป็นผู้ที่สะอาด ยังสามารถที่จะย้อมให้เป็นสีต่าง ๆ ได้

ในขณะที่จิตนิ่ง รู้ ตื่น เบิกบานอยู่อย่างนั้น ยังไม่ถอนจากสมาธิ จิตก็ทรงตัวอยู่ในสภาพเช่นนั้น แต่เมื่อจิตถอนจากสมาธิมาแล้ว พอสัมพันธ์กับร่างกาย ความรู้สึกที่มีกิเลสหรืออารมณ์เป็นสิ่งรู้ของจิต ก็ย่อมปรากฏขึ้น อันนี้เป็นความเป็นไปของจิตในสมาธิขั้นที่เข้าไปสู่จิตแท้ จิตดั้งเดิมของเรา

เมื่อเราปฏิบัติสมาธิมาถึงจุดนี้ เราก็จะรู้ชัดเจนว่าจิตแท้จิตดั้งเดิมของเราเป็นอย่างนี้ คือจิตที่ไม่มีอารมณ์ ไม่ยึดในอารมณ์ใด ๆ ทั้งสิ้น มีแต่ทรงไว้ซึ่งความเป็นหนึ่ง เป็นอิสระแก่ตัวเอง แม้จะมีเหตุการณ์อันใดปรากฏขึ้นในจิต จิตก็ได้แต่เป็นกลางวางเฉย

สิ่งเป็นเหตุการณ์ปรากฏขึ้นให้จิตรู้มาจากไหน ก็มาจากจิตใต้สำนึกที่มันปรุงแต่งขึ้นมา เมื่อมันปรุงแต่งขึ้นมาแล้ว จิตไม่ยึดมั่นถือมั่น ไม่สำคัญมั่นหมายว่าอะไรเป็นอะไร จึงไม่ได้หวั่นไหวต่อเหตุการณ์นั้น ๆ สิ่งรู้ ซึ่งเป็นอารมณ์ ไม่สามารถที่จะวิ่งเข้าไปภายในจิตได้ เพราะตอนนี้จิตมีพลังงานอย่างเข้มข้น มีอำนาจอยู่เหนือกิเลสและอารมณ์ชั่วขณะหนึ่ง อันนี้คือสมาธิขั้นละเอียด ขั้นสูงสุด

สมาธิในขั้นนี้ แม้ว่าจะมีความรู้ มีความคิดเกิดขึ้น จนกระทั่งไปถึงขั้นละเอียด จิตตั้งมั่น นิ่ง เด่น รู้เห็นอารมณ์อันใดก็สักแต่ว่ารู้สักแต่ว่าเห็น ก็ยังนับว่าเป็นสมาธิที่อยู่ในขั้นสมถกรรมฐาน เพราะจิตยังไม่ได้ตัดสินใจ รู้แจ้งเห็นจริงในสิ่งนั้น ๆ แต่ถ้าหากจิตถอนจากสมาธิมาแล้ว ถอนพรวด ๆ ๆ สู่ปกติธรรมดา โดยไม่ได้ยับยั้งเพื่อพิจารณาทบทวนสิ่งที่รู้เห็นซ้ำเติมอีกทีหนึ่ง ภูมิจิตก็ได้เพียงแค่ขั้นสมถกรรมฐาน
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
1



#4 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11633
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 28/05/2012 - 15:38

:09:



แต่ถ้าจิตถอนจากสมาธิลึกละเอียดมา พอสัมพันธ์ว่ามีร่างกาย พอรู้สึกว่ามีกายเท่านั้น จิตอาจจะเกิดความรู้ขึ้นมาว่า ความคิดเป็นอาหารของจิต ความคิดเป็นการบริหารจิตให้เกิดพลังงาน ความคิดเป็นการผ่อนคลายความตึงเครียด ความคิดเป็นเครื่องหมายให้เรากำหนดรู้ว่า อะไรไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เกิดดับ ความคิดนี่แหละมายั่วยุให้เราเกิดกิเลสและอารมณ์ แล้วเกิดความยินดียินร้าย เกิดสุขเกิดทุกข์ ทีนี้ถ้าจิตมาทบทวนและมาพิจารณา รู้แจ้งเห็นชัดอย่างนี้ ความรู้แจ้งเห็นชัดอันนั้นเรียกว่า วิปัสสนา

วิปัสสนาจะเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อจิตไปสงบ ตั้งมั่น นิ่ง เด่น สว่างไสว แต่ถ้าออกมาแล้ว จิตไม่รู้ว่าจิตคืออะไร สมาธิคืออะไร ก็ยังเป็นสมถะ แต่ว่าถ้าจิตไปรู้ว่า อ๋อ นี่หนอ จิตแท้ จิตดั้งเดิมมันเป็นอย่างนี้ รู้แจ้งเห็นชัด หายสงสัย เป็นวิปัสสนา

จิตที่มารู้ว่าความคิดเป็นอาหารของจิต ความคิดเป็นการบริหารจิตให้เกิดพลังงาน ความคิดเป็นการผ่อนคลายความตึงเครียด ความคิดเป็นเครื่องหมายให้เรารู้ว่าอะไรไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ความคิดนี่แหละมายั่วยุให้เราเกิดกิเลสและอารมณ์ ความรู้แจ้งเห็นชัดอย่างนี้เรียกว่า ภูมิความรู้ของวิปัสสนากรรมฐาน อันนี้คือทางใหญ่ที่จิตจะเป็นไปตามธรรมชาติของสมาธิ

สมาธิที่สงบ นิ่ง ว่าง ๆ ๆ ๆ ไปจนกระทั่งตัวตนหาย เรียกว่าสมาธิในฌานสมาบัติ เป็น อารัมมณูปนิชฌาน เพราะจิตรู้ในสิ่ง ๆ เดียว แต่สมาธิที่จิตว่างลง พอจิตมีความมั่นคงนิดหน่อยก็เกิดความรู้ความคิดผุดขึ้นมา ๆ ๆ อย่างกับน้ำพุ จนกระทั่งดำเนินไปตามครรลองของสมาธิแบบนี้ไปถึง ฐีติ ภูตัง สมาธิอันนี้เรียกว่า ลักขณูปนิชฌาน เป็นฌานในทางอริยมรรค อริยผล อันนี้ ปัญหานี้ ผู้ปฏิบัติเพียงแค่กำหนดสติตามรู้ไปทุกระยะเท่านั้น
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
1



#5 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11633
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 29/05/2012 - 10:37

:09:



แต่มีปัญหาอีกว่า ถ้าหากว่าจิตของเราไปสงบ ติดอยู่ที่สมาธิ สงบ ว่าง ๆ ๆ ไปเฉย ๆ หรือเรียกว่า ติดสมถะ นั้นเอง เราจะแก้ไขอย่างไร ในขณะที่จิตอยู่ในสมาธิ เราไม่มีสิทธิที่จะไปแก้ไขอะไรทั้งนั้น ในทางปฏิบัติ เมื่อจิตสงบละเอียดลงไป ปล่อยให้มันไปตามธรรมชาติของมัน แต่ถ้าเมื่อจิตของเราถอนจากสมาธิมา พอรู้สึกว่ามีกายเท่านั้น ให้ยับยั้งอยู่ อย่ารีบออกจากที่นั่งสมาธิในทันที ให้กำหนดสติรู้จิตของเราเฉยอยู่ ถ้าหากว่าจิตว่าง ปล่อยให้มันว่างไป ถ้ามันคิด ปล่อยให้มันคิดไป แต่เราต้องมีสติตามรู้ไปทุกระยะ

ถ้าหากว่าจิตของเรายังไม่มีพลังเพียงพอ เมื่อคิดขึ้นมา เรากำหนดรู้ เขาจะหยุดคิด กลายเป็นความว่าง ปล่อยให้ว่างอยู่อย่างนั้น ธรรมชาติของจิตจะว่างอยู่นาน ๆ ไม่ได้ ประเดี๋ยวมันก็เกิดความคิดขึ้นมา เมื่อเกิดความคิด เรากำหนดสติรู้ ว่างรู้ คิดรู้ ว่างรู้ คิดรู้ สลับกันไปอย่างนี้ จนกระทั่งเราสังเกตดูจิตของเรา เมื่อเกิดความคิดขึ้นมา เรากำหนดรู้ เขาไม่ยอมหยุด จะให้หยุดก็ไม่ยอมหยุด อันนี้เรียกว่าจิตของเรามีพลังงานพอที่จะทำงานได้แล้ว แล้วเราอย่าไปรำคาญความคิด เมื่อเขาคิดได้เอง ปล่อยให้เขาคิดไป แต่เรากำหนดสติตามรู้ไปทุกระยะ ๆ จนกว่ามันจะไปถึงจุดที่เรียกว่า ฐีติ ภูตัง ดังที่กล่าวแล้ว

อันนี้คือทางเป็นไปของจิตเมื่อเกิดสมาธิมาแล้ว มันจะแยกไปทางสาย อารัมมณูปนิชฌาน จิตว่างไปเฉย ๆ แล้วแยกไปในสาย ลักขณูปนิชฌาน จิตสงบแล้วเกิดความรู้ความคิดขึ้นมา ความรู้ความคิดจะเป็นอะไรก็ได้แล้วแต่จิตจะปรุงแต่งขึ้นมา ซึ่งในขั้นนี้ทุกสิ่งทุกอย่างจะเป็นไปเองโดยอัตโนมัติ อันนี้คือทางใหญ่ที่จิตจะดำเนินไป

ยังมีทางแยกทางย่อยอีก ๓ ทาง คือ เมื่อเราบริกรรมภาวนาก็ดี กำหนดรู้อารมณ์จิตก็ดี ในเมื่อจิตสงบ นิ่ง ว่าง สว่าง รู้ ตื่น เบิกบาน ทางไปมีอยู่ ๓ ทาง

ทางหนึ่ง จิตอาจจับลมหายใจ วิ่งตามลมหายใจเข้ามาสงบนิ่ง สว่าง อยู่ในท่ามกลางของร่างกาย ซึ่งในตอนแรก ๆ เขาจะวิ่งออกวิ่งเข้าตามจังหวะการหายใจ ปล่อยให้เขาเป็นไปตามธรรมชาติของเขา ทีนี้ถ้าจิตยังไม่วิ่งเข้ามาในกาย ให้กำหนดรู้อยู่แต่ลมหายใจอย่างเดียว หนัก ๆ เข้า ลมหายใจแผ่วลง ๆ ๆ เหมือนกับจะหยุดหายใจ ตรงนี้ต้องประคับประคองจิตให้ดี อย่าเอะใจและตกใจ ถ้าเราไม่เกิดเอะใจ ตกใจ สมาธิของเราจะยั้งอยู่ได้นาน ถ้าลมหายใจหายขาดไปปั๊บ ร่างกายก็หาย ยังเหลือแต่จิตนิ่ง สว่างไสวอยู่ดวงเดียวเท่านั้น

ถ้าหากว่าจิตไม่เป็นเช่นนั้น ถ้าตามลมหายใจไปสงบ นิ่ง สว่าง อยู่ในท่ามกลางของร่างกาย จิตจะมองเห็นอวัยวะภายใน ภายในกายของเราเองนี่ ครบถ้วนอาการ ๓๒ เห็น ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก ม้าม หัวใจ ตับ ปอด พังผืด ไส้น้อย ไส้ใหญ่ อาหารใหม่ อาหารเก่า ทั่วหมดภายในร่างกาย จนกระทั่งจิตสงบ ละเอียด ละเอียดลงไปจนกระทั่งกายหาย ยังเหลือแต่จิตนิ่ง สว่างไสว อยู่เพียงดวงเดียวเท่านั้น แล้วบางทีอาจจะย้อนมามองดูกาย เห็นร่างกายตาย เน่าเปื่อยผุพัง สลายตัวไปหมด ไม่มีอะไรเหลือ ยังเหลือแต่จิตดวงเดียว นิ่ง สว่างไสว อยู่เท่านั้น อันนี้เป็นทางหนึ่งที่จิตจะพึงเป็นไป

อีก ทางสุดท้าย จิตไม่สนใจกับเรื่องอะไร พอสงบแล้วก็มาจี้รู้อยู่ที่จิตอย่างเดียวเท่านั้น บางครั้งก็เห็นจิตนิ่งอยู่เฉย ๆ แต่บางครั้งก็มองเห็นอารมณ์ละเอียดปรากฏขึ้น เกิดขึ้น แล้วก็ดับไป เกิดขึ้น แล้วก็ดับไป ซึ่งเรียกว่ารู้เห็นความเกิดดับนั่นเอง แล้วจิตก็จะกำหนดรู้เองโดยอัตโนมัติ ในช่วงที่จิตเป็นอยู่อย่างนี้ ก็เรียกว่า สมถกรรมฐาน
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
1



#6 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11633
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 29/05/2012 - 11:14

:09:



แต่ถ้าหากว่าจิตถอนจากสมาธิมาแล้ว มาพิจารณาทบทวนสิ่งที่รู้เห็นซ้ำเติมอีกทีหนึ่ง ถ้ารู้เห็นการตาย เขาจะบอกว่านี่แหละการตาย รู้เสีย ตายแล้วมันก็ขึ้นอืด เน่าเปื่อย ผุพัง สลายตัวไปไม่มีอะไรเหลือ ส่วนที่เป็นดิน น้ำ ลม ไฟ ก็จะไปตามสภาพเดิมของเขา เพราะว่าร่างกายนี้มาจากดิน น้ำ ลม ไฟ ภายนอกนั้นเอง เมื่อมันแตกดับลงไปแล้ว มันก็จะสลายตัวไปสู่สภาพเดิมของมัน

ส่วนที่แค่นแข็ง ผม ขน เล็บ เป็นต้น มันก็สลายไปเป็นดิน ส่วนที่เป็นน้ำเหลว ๆ ซึ่งมีอยู่ในกายก็เป็นไป มันไปเป็นน้ำ ส่วนลมหายใจ มันก็ไปกับลมในอากาศ ทีนี้ส่วนที่เป็นไฟคือความอบอุ่นที่มีอยู่ในกาย มันก็ไปกับไฟ คืนไปหาดวงอาทิตย์ตามเดิม แล้วในที่สุดมันจะสรุปลงว่า ร่างกายนี้มีแต่ธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ ไหนเล่า สัตว์ บุคคล ตัวตน เราเขา มีที่ไหน ในเมื่อรู้เห็นขึ้นมาอย่างนี้ก็เรียกว่า สมาธิเป็น วิปัสสนากรรมฐาน

เพราะฉะนั้น จะด้วยประการใดก็ตาม การปฏิบัติสมาธิตามความเข้าใจของนักปฏิบัติ มีอยู่ ๒ อย่าง

อย่างหนึ่ง เรากำหนดอารมณ์ บริกรรมภาวนา แล้วพยายามฝึกน้อมจิต ๆ ๆ ให้เข้าไปสู่ความหยุดนิ่ง อาศัยการฝึก จนคล่อง ชำนิชำนาญ เราจะให้จิตของเราหยุดเมื่อไรก็ได้ แต่มันก็เป็นเพียงความสงบ บางทีเราอาจน้อมไปดูโน่นดูนี่ มันก็สามารถที่จะเห็นได้ แต่สัญญาเจตนามันยังไม่หายขาดไป

ก็แสดงว่าสมาธิเกิดเพราะการปรุงแต่ง เกิดเพราะการฝึกให้คล่องตัว ชำนิชำนาญ เราอยากจะให้มันหยุดเมื่อไร นิ่งเมื่อไร ก็ได้ อยากจะให้มันรู้มันเห็นอะไร เราก็น้อมนึกไป พอจิตแน่วแน่ขึ้นมาชั่วขณะหนึ่ง มันก็รู้เห็นขึ้นมาได้ อันนี้เป็นสมาธิที่เกิดขึ้นจากการตกแต่ง

และสมาธิอีกอันหนึ่ง เป็นเองโดยอัตโนมัติ แต่ก็อาศัยสมาธิเกิดจากการตกแต่งนั้นเอง พอฝึกไปฝึกมา สมาธิซึ่งเป็นเองตามธรรมชาติก็จะเกิดขึ้นมาเอง สมาธิที่เป็นเองตามธรรมชาตินั้น สัญญาเจตนาที่จะไปควบคุมจิตมันหายหมด หลังจากนั้นจิตจะไปแบบไหน จะไปสายสมถะ สายวิปัสสนา เขาจะเป็นเองโดยอัตโนมัติ

ถ้าไปสาย สมถะ ก็สงบ นิ่ง ว่าง ๆ จนร่างกายตัวตนหาย ถ้าจะไปสายวิปัสสนา มันก็เกิดความรู้ความคิดขึ้น สติสัมปชัญญะก็คอยกำหนดตามรู้เองโดยอัตโนมัติ จนกว่าจะไปถึงจุดซึ่งเรียกว่า ฐีติ ภูตัง

เพราะฉะนั้น นักปฏิบัติพึงทำความเข้าใจว่า การปฏิบัติสมาธิ คือ การทำจิตให้มีสิ่งรู้ สติมีสิ่งระลึก จะเป็นอะไรก็ได้
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
1



#7 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11633
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 29/05/2012 - 11:38

:09:



นักศึกษาซึ่งอยู่ในวัยกำลังศึกษา ถ้าหากตั้งใจปฏิบัติสมาธิพิจารณาธรรม ก็ให้ยกเอาวิชาความรู้ที่เราเรียนมาในชั้นของเรานั่นแหละมาเป็นอารมณ์พิจารณา เราเรียนมาทางวิทยาศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ หรือศาสตร์อะไรก็ตาม อย่างวันนี้ไปโรงเรียนมา อาจารย์สอนอะไรมา พอกลับมาถึงที่พัก อาบน้ำ รับประทานอาหาร อ่านหนังสือดูตำรับตำรา ก่อนนอนไหว้พระ นั่งสมาธิ เวลาเรานั่งสมาธิ ให้พยายามคิดทบทวนความรู้ที่เรียนมาแต่ละวัน ๆ เพื่อจะให้เรารู้ได้ว่าวันนี้เราจำได้กี่มากน้อย เอาหลักวิชาที่เราเรียนมานั่นแหละเป็นอารมณ์จิตในการพิจารณา

อย่าไปเข้าใจว่าเอาสิ่งนั้นมาพิจารณาแล้วจิตออกนอกลู่นอกทาง ไม่ใช่อย่างนั้น แม้แต่ว่าเราตั้งใจปฏิบัติสมาธิเอาสิ่งอื่นเป็นอารมณ์ เช่น บริกรรมภาวนา เป็นต้น เมื่อจิตสงบเป็นสมาธิตามธรรมชาติแล้ว จิตของเราหนักอยู่ในแง่ไหน ผูกพันอยู่กับเรื่องอะไร มันจะวิ่งไปหาสิ่งนั้น แล้วจะไปคิดปรุงแต่งวิจัยอยู่ในสิ่งนั้น ๆ อันนี้หมายถึงสมาธิที่เป็นเองโดยอัตโนมัติ มันจะเป็นเช่นนั้น

เมื่อเป็นเช่นนั้น เราอย่าไปเข้าใจผิดว่าจิตมันฟุ้งซ่านหรือว่าออกนอกลู่นอกทาง เพราะคำว่า สภาวธรรม หมายถึง กาย กับใจของเรา สิ่งที่เราสามารถรับรู้ได้ด้วย ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ รวมทั้งธุรกิจการงาน อันเป็นเรื่องชีวิตประจำวัน การศึกษา วิชาความรู้ที่เราเรียนมาตามชั้นนั้น ๆ อันนี้เป็นอารมณ์จิตของผู้ปฏิบัติธรรม เป็นสิ่งรู้ของจิต เป็นสิ่งระลึกของสติ ถ้าเราดำเนินการปฏิบัติดังที่กล่าวนี้ สมาธิกับงานของเราจะมีความสัมพันธ์กัน แล้วเราจะรู้สึกว่าโอกาสที่เราปฏิบัติสมาธิมันจะไม่มีอุปสรรคขัดข้อง เพราะว่าเราเอาทุกสิ่งทุกอย่างเป็นอารมณ์จิตในการภาวนาได้

เช่นอย่างเวลานักศึกษาจะปฏิบัติสมาธิในห้องเรียน พออาจารย์มายืนที่หน้าห้อง เรามองจ้องไปที่ตัวอาจารย์ ส่งจิตไปรวมไว้ที่ตัวอาจารย์ อย่าให้สายตาและจิตไปอื่น จ้องอยู่อย่างนั้นจนกว่าจะจบชั่วโมงสอน จนกว่าจะจบชั่วโมงเรียน ทำอย่างนี้ต่อเนื่องกันทุกชั่วโมงที่มีอาจารย์มาสอน เราจะได้สมาธิในการเรียน ถ้าปฏิบัติต่อเนื่องกันจริง ๆ ในเมื่อได้สมาธิอย่างเข้มแข็ง เวลาไปสอบ อ่านคำถามจบ จิตจะว่างลงนิดหนึ่ง คำตอบจะผุดขึ้นมา เราจะเขียนเอา เขียนเอา ไม่ต้องคิดอะไรมาก บางทีเวลาก่อนจะสอบ จิตของเราจะบอกให้ดูหนังสือเล่มนั้น จากหน้านั้นไปถึงหน้านั้น ข้อสอบจะออกที่ตรงนี้ อันนี้เป็นวิธีการปฏิบัติสมาธิให้สัมพันธ์กับชีวิตประจำวัน ถ้าหากเราพยายามปฏิบัติต่อเนื่องกันทุกชั่วโมงที่มีอาจารย์มาสอน เราจะได้พลังของสมาธิ มีสติสัมปชัญญะเข้มแข็ง ทำให้เราเรียนดีขึ้น ๆ ๆ อันนี้คือผลประโยชน์ที่เราจะพึงได้

คนเราทุกคนมีฤทธิ์ มีอิทธิพล มีอำนาจอยู่ในตัวกันทุกคน แต่ฤทธิ์ อิทธิพล อำนาจอันนั้นมันจมอยู่ในจิตใต้สำนึก เรามาปฏิบัติสมาธิเพื่อปลุกจิตใต้สำนึกให้ตื่นขึ้นมา เมื่อจิตใต้สำนึกตื่นขึ้นมามีลักษณะอย่างไร เราจะรู้สึกว่าจิตของเรามีสติคอยควบคุมอยู่ตลอดเวลา ทั้งที่เราตั้งใจและไม่ได้ตั้งใจ เราจะมีความรู้ สติรู้สึกตัว แล้วก็มีความรู้สึกสำนึกผิดชอบชั่วดี อันนี้แสดงว่าจิตใต้สำนึกของเราตื่นขึ้นมาแล้ว ฤทธิ์ อิทธิพล และอำนาจที่มันจมอยู่ในจิตใต้สำนึกก็จะตื่นขึ้นมาพร้อมกัน ซึ่งเราสามารถที่จะน้อมไปใช้ในธุรกิจการงานในเรื่องชีวิตประจำวันของเราได้

เอาล่ะ หลวงตาก็รบกวนเวลาของพวกเธอมาพอสมควร จึงในท้ายที่สุดนี้ ขอบารมีของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจงคุ้มครองครูอาจารย์และนักศึกษาทั้งหลาย ให้มีความสุขกาย สุขใจ และให้สำเร็จสิ่งที่ตนพึงปรารถนา มาปฏิบัติสมาธิก็ให้ได้สมาธิ ให้ได้สติสัมปชัญญะ เกิดปัญญารู้แจ้งเห็นจริงในธรรมะตามความเป็นจริง ณ บัดนี้ หลวงตาจะปลุกเสกให้พวกเธอทั้งหลายมีฤทธิ์ มีอิทธิพล มีอำนาจ มีหัวคิด สติปัญญา เฉลียวฉลาด มีความทรงจำดี มีปัญญาดีวิเศษเกิดมากขึ้นทุกวินาที ขอจบบรรยายเพียงแค่นี้.



:09: :09: :09:
..........................

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
1



#8 ผู้ใช้ออฟไลน์   โจโฉ คร้าบบบ ไอคอน

  • ตอบ 2000+
  • PipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 2237
  • สมัคร: 15/03/2005

ตอบ: 30/05/2012 - 15:24

พี่ครับ แบบเสียงอ่าน ผมทำไว้ 6 เล่มครับ

http://youtu.be/VwBFOyVdxSg

http://www.jozho.net...=3&art=41978080
www.jozho.net เสียงอ่านหนังสือสำหรับคนรุ่นใหม่
โหลดธรรมฟรี แจกCDธรรมะฟรี ส่งฟรีทั่วโลก
(เช่น หลวงตาวัดป่าบ้านตาด รวมคำสอนหลวงพ่อปราโมทย์ งานเขียนคุณดังตฤณ)
0



#9 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11633
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 31/05/2012 - 10:19

:09:

อนุโมทนาค่ะ น้องโฉ

ดีเลย :12: เภตราจะนำลิงก์เสียงอ่านที่น้องโฉทำไว้นี้
ไปใส่ไว้ในกระทู้หนังสือ ฐานิยปูชา เล่มต่อๆ ไปที่จะพิมพ์ต่อเนื่องกันนี้ด้วยค่ะ
เพื่อท่านที่สนใจ จะได้เข้าโหลดฟังและศึกษาได้ก่อนเลยค่ะ


:06:

สำหรับท่านที่สนใจเข้าโหลดไว้ได้ก่อนนะคะ
ในลิงก์อันล่างที่น้องโฉให้ไว้
เป็นเล่มของปี 2549 - 2554 มี 6 เล่มฟังเพลินเลย
ถ้ารออ่านที่เภตราจะพิมพ์ ยังอีกหลายเล่มเลยค่ะกว่าจะถึงอ่ะนะ :05: :02:
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#10 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11633
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 02/06/2012 - 15:32

:09: :09: :09:


ธรรมวิสัชนา


รู้ธรรมนำชีวิต



*บทสัมภาษณ์ พระราชสังวรญาณ (หลวงพ่อพุธ ฐานิโย) บันทึกรายการโทรทัศน์ช่อง ๙ อสมท. ออกอากาศเมื่อวันที่ ๓,๔,๕,๑๐,๑๑ และ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๔๑



:09:


พิธีกร

หลวงพ่อครับ เมื่อตอนผมเด็ก ๆ พ่อแม่ครูบาอาจารย์สอนว่า ถ้าผมเป็นคนดี เป็นคนซื่อสัตย์สุจริต ไม่เที่ยว ไม่เล่นการพนัน ขยัน ไม่ดื่มเหล้า ผมก็จะเป็นคนที่มีความสำเร็จ มีกินมีใช้ แต่ ณ ปัจจุบันนี้ คนที่มีคุณสมบัติดังที่กล่าวนี้ ทั้งซื่อสัตย์สุจริต ขยันหมั่นเพียร ไม่กินเหล้า ไม่เล่นการพนัน ไม่มั่วสุมอบายมุข กลับต้องตกงาน คนรวยที่ทำมาค้าขายอย่างสุจริตก็ต้องค่อย ๆ ทยอยถูกยึดรถ ยึดโต๊ะเก้าอี้ พิมพ์ดีดของเขาไปประมูลขาย ในสถานการณ์อย่างนี้ หลวงพ่อจะแสดงธรรมข้อใดเพื่อให้ผู้ที่ประสบความทุกข์ทำใจได้ครับ


หลวงพ่อ

ก่อนอื่น ในเมื่อมีประสบการณ์ปัญหาเกี่ยวกับบ้านเมืองซึ่งเป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ ทุกคนควรจะได้ใช้ความอดทนและความจริงใจ คือจริงใจต่อตัวเอง ต่อหน้าที่การงานของตัวเอง จริงใจต่อสิ่งที่เรารับผิดชอบ แล้วก็อดทนแก้ไขปัญหาของตัวเอง

ถ้าสมมติว่าผู้ใดเคยมีอาชีพอย่างไร ซึ่งเคยทำมาตั้งแต่ปู่ย่าตายาย เช่น เกษตรกรรมประจำครอบครัว อุตสาหกรรมประจำครอบครัว เกษตรกรรมประจำครอบครัว ทำนา ทำสวน เลี้ยงสัตว์ อันนี้มันเป็นสิ่งที่เลี้ยงดูเรามาตั้งแต่ปู่ย่าตายาย อุตสาหกรรมประจำครอบครัว ชาวชนบทเข็นฝ้าย เลี้ยงไหม ทอหูก อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ช่วยเหลือชีวิตของพวกเรามาตั้งแต่ปู่ย่าตายาย แต่มาสมัยปัจจุบันนี้ ชาวชนบทพากันทอดทิ้งสิ่งที่เราเคยพึ่งพาอาศัยมาตั้งแต่เก่าก่อน โดยไปยึดเอาหลักและวัฒนธรรมของชาวต่างประเทศ ไปดำเนินตามแบบชาวต่างประเทศ พากันทิ้งเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมประจำครอบครัว

ถ้าเราจะแก้ปัญหาอันนี้ เราจะต้องหาทางที่จะปลุกหรือเคี่ยวเข็ญให้ประชาชนชาวชนบทรื้อฟื้นอาชีพเดิมของตนขึ้นมา โดยความจริงใจและอดทน

เกษตรกรรมประจำครอบครัว เรามีข้าว ในสวนเราก็มีผักที่เราปลูกเอาไว้ มองลงไปใต้ถุนก็มีเล้าเป็ดเล้าไก่ มีเล้าหมู เลี้ยงวัวเลี้ยงควาย ทำไร่ทำนากัน ถึงแม้ว่าทรัพย์สินเงินทองไม่มี แต่เราก็อยู่กันได้ เพราะว่าเรามองไปข้างบ้านก็เห็นยุ้งข้าว มองลงไปใต้ถุนบ้านก็เห็นเล้าเป็ดเล้าไก่ มองเข้าไปในสวนก็มีผักมีหญ้า ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้เราดำรงชีพอยู่ได้ อุตสาหกรรมประจำครอบครัว การเข็นฝ้าย เลี้ยงไหม ทอหูก เราก็ใช้เป็นอาชีพที่ช่วยชีวิตของเรามาตั้งแต่ปู่ย่าตายายของเราแล้ว แต่ในสมัยปัจจุบันนี้ ชาวชนบทพากันทอดทิ้งสิ่งเหล่านี้หมดแล้ว ไร่นาก็กลายไปเป็นรถยนต์ ไปเป็นรถมอเตอร์ไซค์กันหมด แล้วมิหนำซ้ำยังไปหวังพึ่งโชคลาภ ลอตเตอรี่ หวยเบอร์ หรือการพนันต่าง ๆ มันก็ยิ่งพากันยากจนลงไปใหญ่

เพราะฉะนั้น ที่เราจะแก้ปัญหา คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเงินตราต่างประเทศก็ทำหน้าที่ของตัวเองไป แต่ประชาชนพลเมืองทั่วไปก็ให้พากัน อดทน จริงใจ รื้อฟื้นอาชีพเดิมของตนขึ้นมา ทำเหมือนอย่างเก่าแก่โบราณสมัยปู่ย่าตายของเรายึดเป็นอาชีพหลักเลี้ยงลูกหลานมา เข้าใจว่าบ้านเมืองเราจะอยู่รอดได้


พิธีกร

สมัยสงครามโลกครั้งที่สองมีความเป็นอยู่ลำบากเหมือนตอนนี้ไหมครับหลวงพ่อ


หลวงพ่อ

สมัยสงครามโลกครั้งที่สองก็รู้สึกว่าค่อนข้างจะลำบากมาก แต่ก็ไม่เหมือนอย่างในสมัยปัจจุบันนี้ สมัยนั้น ประชาชนพลเมืองยังมีความคิดที่จะช่วยตัวเองให้รอดพ้นจากความทุกข์ยากลำบากด้วยการประกอบเกษตรกรรมประจำครอบครัว อุตสาหกรรมประจำครอบครัว แต่มาในสมัยปัจจุบันนี้ประชาชนทั้งหลายทอดทิ้งอาชีพเดิมของตนเอง มีแต่แห่กันไปทำงานตามโรงงานต่าง ๆ ในภาคกลาง พอไปทำงานได้เงินนิดหน่อยก็กลับมานอน เอาเงินซื้อข้าวสารกิน เงินหมดแล้วก็ไปทำงานต่ออีก ถ้าอยู่ในลักษณะอย่างนี้ ประชาชนพลเมืองของเราก็ยากที่จะตั้งเนื้อตั้งตัวสร้างหลักฐานหรืออยู่ดีกินดีได้
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#11 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11633
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 02/06/2012 - 15:37

:09:


พิธีกร

สำหรับคนที่สูญเสียกิจการไปแล้ว คนที่ตกงานไปแล้ว บ้านถูกยึด รถถูกยึดนี่ ควรจะมามุ่งเน้นการภาวนาหรือธรรมะขั้นสูงอย่างไรครับหลวงพ่อ


หลวงพ่อ

ถ้าพูดถึงว่า การที่เราจะแก้ทุกข์ด้วยการปฏิบัติธรรมะ เท่าที่พิจารณาดูแล้ว ธรรมะอันเป็นจุดยืนของชาวพุทธเรานี่ เราควรจะได้สวดมนต์ สวดพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ เจริญเมตตาพรหมวิหารให้มาก ๆ เพราะการสวดมนต์นี่ก็เหมือน ๆ กับการปฏิบัติสมาธิโดยทั่ว ๆ ไป เพราะว่า หลักของการปฏิบัติสมาธิก็คือ ทำจิตให้มีสิ่งรู้ ทำสติให้มีสิ่งระลึก

ในเมื่อเรามาตั้งใจสวดมนต์ ตั้งแต่เริ่มต้น ด้วยอรหัง สัมมาสัมพุทโธ ภควา สวากขาโต สุปฏิปันโน แล้วก็นะโม ๓ จบ มาสวดบท อิติปิโส สวากขาโต สุปฏิปันโน สวดจบไปแล้วก็มาเจริญเมตตาพรหมวิหารแล้วก็มาอธิษฐานจิต ในฐานะที่เรานับถือพระพุทธเจ้าเป็นพระบรมศาสดา เรามาอธิษฐานจิตขอพระบารมีของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจงช่วยคุ้มครองให้ข้าพเจ้าและครอบครัว ตลอดทั้งประเทศชาติ มีความสุข ความเจริญ อยู่ดี กินดี

แล้วก็มาสำรวมจิต สวดเฉพาะบท อิติปิโส เพียงบทเดียว สวดจบแล้วขึ้นต้นใหม่ จบแล้วขึ้นต้นใหม่ จะสวดเท่าอายุ หรือเกินไว้บทหนึ่งก็ได้ หรือจะชักลูกประคำให้ได้ครั้งละ ๑๐๘ จบก็ยิ่งดี สวดจนกระทั่งรู้สึกว่าจิตสวดเองโดยที่เราไม่ได้ตั้งใจจะสวด บางครั้งนอนหลับไปแล้วก็ยังฝันว่าได้สวดมนต์อยู่ อันนั้นแสดงว่าบทสวดมนต์ฝังอยู่ในจิตใต้สำนึก

ซึ่งตามหลักของการสวดมนต์นี่ ถ้าสวดนานเป็นหลาย ๆ เดือน หรือเป็นปี มันจะฝังลึกลงในส่วนลึกของจิต เมื่อบทสวดมนต์ฝังลึกลงไปในจิตใต้สำนึก จิตใต้สำนึกของเราจะตื่นขึ้นมา เมื่อจิตใต้สำนึกตื่นขึ้นมาแล้ว ฤทธิ์ อิทธิพล และอำนาจที่เรามีอยู่ในจิตใต้สำนึกก็จะตื่นขึ้นมา ทำให้เรารู้สึกว่าจิตของเรามีสติรู้พร้อม เตรียมพร้อมอยู่ตลอดเวลา

ในเมื่อมีสติรู้พร้อมเตรียมพร้อม จิตของเราก็เป็นจิต พุทธะ ผู้รู้ เป็นพุทธะ ผู้ตื่น คือตื่นตัว พร้อมที่จะรับสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา จิตก็เป็นผู้เบิกบาน เพราะมีความแกล้วกล้า อาจหาญ เพราะธรรมชาติของจิตถ้ามีสิ่งรู้ สติมีสิ่งระลึก เขาจะเพิ่มพลังงานมากขึ้น พลังงานที่สำคัญที่สุดก็คือ สติสัมปชัญญะ จะเป็นสิ่งที่เป็นเจตสิกรู้พร้อมเตรียมพร้อม อยู่ที่จิตตลอดเวลา เมื่อเป็นเช่นนั้น จิตของเราก็มีความแกล้วกล้าอาจหาญ สามารถจะเผชิญต่อเหตุการณ์ทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งสุขและทุกข์ได้ตลอดเวลา


พิธีกร

หลวงพ่อครับ บทสวดนี่มีพลานุภาพจริงไหมครับ เท่าที่ผมทราบ สมัยก่อนพระพุทธองค์ทรงอาพาธก็มีพระมาสวดโพชฌงคปริตร แล้วสมัยที่มีปัญหาข้าวยากหมากแพง ทุพภิกขภัย ก็สวดรัตนสูตร สวดพระคาถาชินบัญชร พวกนี้มีพลานุภาพศักดิ์สิทธ์ช่วยเหลือได้จริงไหมครับ


หลวงพ่อ

อันนี้ขึ้นอยู่กับความจริงใจและความเชื่อมั่นของผู้สวด ถ้าหากเราตั้งใจสวดด้วยความเชื่อมั่น บทสวดมนต์นั้นก็สามารถที่จะมีประสิทธิภาพอำนวยผลประโยชน์ให้แก่ผู้สวดได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบางครั้งมีพระภิกษุไปบำเพ็ญเพียรอยู่ในป่าถูกพวกภูตผีปีศาจมารบกวน ทำให้พระสงฆ์ต้องเดือดร้อน ต้องไปกราบทูลพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็ทรงสอนให้เรียนบทพุทธคุณ คือ อิติปิโส บทธรรมคุณ คือ สวากขาโต บทสังฆคุณ คือ สุปฏิปันโน แล้วก็สอนกรณียเมตตสูตรให้ไปสวด

พอพระภิกษุเรียนพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ กรณียเมตตสูตร ปฏิบัติตามพระดำรัสสั่งของพระพุทธเจ้า ก่อนที่จะเข้าไปสู่ป่า ยืนสำรวมจิต สวดบท อิติปิโส สวากขาโต สุปฏิปันโน สวดกรณียเมตตสูตร แล้วก็เข้าไปอยู่ในป่าตามเดิม ภูตผีปีศาจก็ไม่รบกวน นอกจากภูตผีปีศาจจะไม่ไปรบกวนแล้ว ก็ยังช่วยรักษาความสงบให้กับพระภิกษุเหล่านั้นด้วย
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#12 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11633
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 02/06/2012 - 15:51

:09:


พิธีกร

สมัยหลวงพ่อเป็นหนุ่ม หลวงพ่อออกธุดงค์ หลวงพ่อสวดคาถาพวกนี้ไหมครับ


หลวงพ่อ

อันนี้เป็นบทสวดประจำ ครูบาอาจารย์ต้องสอนให้สวดบทพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ แล้วก็เจริญเมตตาพรหมวิหาร บทสวดมนต์ต่าง ๆ นี่เป็นกิจวัตรประจำวันที่เราจะต้องสวด


พิธีกร

แล้วได้ผลไหมครับ หลวงพ่อครับ


หลวงพ่อ

รู้สึกว่าจะได้ผล คือในครั้งหนึ่งเคยไปพักอยู่ในป่ากับพระที่เป็นหมอทำ หมอทำนี่หมายถึงหมอที่เรียนเวทมนต์คาถาสำหรับขับผี ไปนอนอยู่ในเสื่อหวายผืนเดียวกันแต่อยู่คนละมุม พระองค์นั้นพอนอนหลับลงไปก็ท่องแต่มนต์ขับผีตลอดเวลา พอตอนกลางดึกท่านก็ลุกขึ้นมาบอกว่า

“นอนไม่ไหวแล้ว จะหนีไปนอนที่อื่น”

“ทำไมล่ะ”

“ผีมันมารบกวน”

หลวงพ่อก็เลยบอกว่า

“นอนเสีย เดี๋ยวจะทำให้ได้นอน”

เสร็จแล้วหลวงพ่อก็ลุกขึ้นมากำหนดจิต ตั้งนะโม แล้วก็สวดบทพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ อธิษฐานจิตไปรอบ ๆ ว่า

“ภายในโดยรอบ ๑ กิโลเมตร ขอสัตว์ทั้งหลายอย่าเบียดเบียนซึ่งกันและกัน”

แล้วก็เจริญเมตตาพรหมวิหาร ปรากฏว่าพระองค์นั้นนอนหลับตลอดคืน ไม่มีอะไรมารบกวน พอตื่นเช้ามา ท่านก็มาถามว่า

“ไปเรียนมนต์มาจากไหน ดีนักหนา”

ก็เรียนท่านบอกท่านว่า

“ก็บทพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ เจริญเมตตาพรหมวิหารนั่นแหละ แต่ท่านเอะอะก็มีแต่ท่องมนต์ไล่ผี ไล่ผี ไปที่ไหนก็ไปประกาศความเป็นศัตรูต่อเขา ที่นี้อย่างผมนี่ไปที่ไหนก็ไปประกาศความเป็นมิตร โดยสวดพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ อธิษฐานบารมีของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะพระพุทธเจ้าสอนให้เราสร้างความรัก ความเมตตาปรานี

ก็อธิษฐานเอาพระเจตนาของพระพุทธเจ้าที่มุ่งสอนเราให้ปฏิบัติอย่างนั้นมาเป็นสัจจะ แล้วก็อธิษฐานจิตว่า ขอให้สัตว์ทั้งหลาย ซึ่งเป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกัน จงมีสุข รักษาตนให้พ้นภัยทั้งปวงเถิด ก็เอากันแค่นี้ ก็อยู่เย็นเป็นสุขอยู่เย็นสบาย
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#13 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11633
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 08/06/2012 - 17:28

:09:


พิธีกร

คนภาคใต้มีความเคารพนับถือหลวงพ่อ ฟังเทปและอ่านหนังสือของหลวงพ่อกันเยอะ มีคนหนึ่งเขาฟังในเทปว่า มีครั้งหนึ่งช่วงที่หลวงพ่ออาพาธ หลวงพ่อกำหนดจิตลงไป ท้ายสุดมันหาย อันนี้เป็นเรื่องจริงไหมครับ


หลวงพ่อ

อันนี้เป็นเรื่องจริง จะขอเล่าให้ฟังย่อ ๆ

สมัยนั้นเจ็บป่วยอยู่ที่วัดบูรพา เมืองอุบลฯ อายุก็ประมาณ ๒๒ ปี เพิ่งบวชมาได้ ๒ พรรษา อพยพหนีภัยสงคราม สมัยสงครามญี่ปุ่น ฝรั่งมาทิ้งระเบิดที่กรุงเทพฯ ครั้งแรก ไปหลบภัยอยู่ที่เมืองอุบล บังเอิญไปป่วยเป็นวัณโรค ทีนี้เมื่อหมอมาตรวจ หมอคนไหนมาตรวจก็บอกว่า มีแต่ตายลูกเดียว ไม่มีทางหาย

วันนั้นอธิษฐานจิต นั่งสมาธิ ดูความตายตั้งแต่ ๓ ทุ่ม จนกระทั่งถึงตี ๓ ก็พิจารณาความตาย พิจารณาไปพิจารณามา มันก็ไม่รู้ ไม่เห็นจิต แม้แต่ความสงบสักนิดหนึ่งก็ไม่มี แต่อยากรู้อยากเห็นก็ต้องอดทน ทีนี้พอเหน็ดเหนื่อยเต็มที่แล้ว มานึกว่าเราควรจะพักผ่อนก่อน พอคิดขึ้นมาอย่างนั้น จิตสำนึกก็โผล่ขึ้นมาว่า มีอย่างที่ไหน เขานอนตายกันทั้งโลก ท่านจะมานั่งตายได้อย่างไร ... เอ้า ถ้างั้นก็นอนตายสิ เสร็จแล้วก็นอนลง

พอนอนลง จิตก็วิ่งไปจับลมหายใจ วิ่งตามลมหายใจเข้าไปสว่างอยู่ในท่ามกลางของร่างกาย แล้วก็มองเห็นอวัยวะภายในทั้งหมดภายในกายทั่วหมด ในขณะจิตเดียว แล้วในที่สุดจิตก็ละเอียด ละเอียดลงไป จนร่างกายหาย ตอนนั้นไม่มีอะไรเหลืออยู่ อีกสักพักมันมองลงมาเห็นร่างกายนอนตายเหยียดยาว ขึ้นอืด เน่าเปื่อย ผุพัง สลายตัวไปหมดไม่มีอะไรเหลือ ความตายคืออะไร ความตายคือความสูญสิ้นชีวิตอินทรีย์ วิญญาณจิตออกจากร่าง ทิ้งกายเอาไว้ทับถมแผ่นดิน แล้วในที่สุดมันก็เน่าเปื่อย ผุพัง สลายตัวไป ไม่มีอะไรเหลือ ก็พิจารณาซ้ำ ๆ อยู่อย่างนี้

แต่ในตอนที่ตั้งใจพิจารณาอยู่นั่น จิตจะสงบนิดหนึ่งก็ไม่มี แล้วก็ไม่ได้รู้ได้เห็นอะไร แต่เมื่อเราทอดอาลัยตายอยากแล้ว ตั้งใจว่าจะพักผ่อนหลับนอน พอคิดว่าจะพักผ่อนขึ้นมาเท่านั้นแหละ จิตสำนึกก็ผุดขึ้นมาว่า มีอย่างที่ไหน เขานอนตายกันทั้งโลก ท่านจะมานั่งตาย มันจะตายได้อย่างไร เราก็นอนลง แล้วมันก็ตายให้ดู


พิธีกร

เป็นเทคนิคส่วนตัวของหลวงพ่อหรือครูบาอาจารย์สายพระป่าทำอย่างนี้ทุกองค์หรือครับ


หลวงพ่อ

โดยปกติท่านจะสอนให้เห็นเป็นของปฏิกูลน่าเกลียดโสโครก เน่าเปื่อย ผุพัง เป็นของไม่ดีไม่งาม เพื่อเป็นอุบายถ่ายถอนราคะ ความกำหนัดยินดี ไม่ให้เกิดขึ้นกลุ้มรุมจิตใจ เราจะได้อยู่เย็นเป็นสุขในพระธรรมวินัยสืบไป ท่านก็สอนกันอย่างนี้ แล้วทีนี้ครูบาอาจารย์ทั้งหลายท่านมักจะย้ำว่า สิ่งที่เป็นเครื่องหมายของความสวยงามและความไม่สวยไม่งาม มันอยู่ที่ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ทีนี้ในเมื่อเรามาติดอยู่กับ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เรามาพิจารณา ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ให้มองเห็นเป็นสิ่งปฏิกูลน่าเกลียดโสโครก เน่าเปื่อยผุพัง มันจะได้เป็นอุบายระงับราคะความกำหนัดยินดี ไม่ให้เกิดมากลุ้มรุมจิตใจ เราจะได้อยู่เป็นสุขในพระธรรมวินัยต่อไป

แล้วท่านก็ย้ำอยู่เสมอว่า นักปฏิบัติกรรมฐานนี่ ถ้าตีผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ให้แหลกละเอียดลงไปได้แล้ว ก็แสดงว่าจะเป็นผู้เอาชนะอาสวกิเลสได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลวงปู่มหาบัวเคยเทศน์ว่า พระธุดงค์กรรมฐานตีผมเส้นเดียวไม่แตก มันจะไม่โง่กว่าคนขับแทรกเตอร์หรือ คนขับแทรกเตอร์ แม้ภูเขาสูงจรดท้องฟ้าเขายังสามารถไถให้ราบเป็นหน้ากลองได้ พระธุดงค์กรรมฐานตีผมเส้นเดียวไม่แตก มันก็โง่กว่าคนขับรถแทรกเตอร์สิ
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#14 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11633
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 08/06/2012 - 17:44

:09:


พิธีกร

หลวงพ่อครับ สมัยนั้นหลวงพ่ออายุ ๒๒ ทำไมหลวงพ่อจึงตัดสินใจที่จะมาพิจารณากรรมฐาน ทำไมหลวงพ่อไม่คิดไปมีครอบครัว


หลวงพ่อ

จิตมันก็คิดขึ้นมาว่า เออ นี่เราเกิดมาคนเดียว ในท้องพ่อท้องแม่ของเรานี่มีเราคนเดียว พี่น้องก็ไม่มี ถ้าเราอยู่เป็นฆราวาส ถ้าเรามีลูกมีเต้า ถ้าพ่อมันก็ตายแม่มันก็ตาย ใครหนอจะเอาลูกเรามาเลี้ยง อันนี้พ่อแม่เราตาย ปู่ย่า ตายาย พี่น้อง อา ป้าลุง ของเราก็ยังมี เขายังอุตส่าห์เก็บเอาเรามาเลี้ยง แต่นี่เราตัวคนเดียว ใครจะมารับผิดชอบลูกเต้าของเรา ตั้งแต่บัดนั้นมา เราก็ตั้งปณิธานว่าเราจะบวชตลอดชีวิต

ตอนที่ไปบวชนั่นอายุย่าง ๑๕ ปี เพิ่งเรียนจบประถมปีที่ ๖ ประถมปีที่ ๖ สมัยนั้นไปเป็นครู เป็นข้าราชการก็ไปได้ ที่นี้ครูเขาก็ชวนให้เป็นครูอยู่ในโรงเรียน เขาจะวิ่งเต้นช่วยบรรจุให้ หลวงพ่อก็บอกว่าได้ตัดสินใจแน่วแน่แล้ว จะไปบวช

พอวันไปบวช เครื่องแต่งตัวชุดที่ใส่ไปบวช พอผลัดเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวออก พับ ๆ แล้ว ยื่นให้ลูกศิษย์พระอุปัชฌาย์ แล้วบอกกับเขาว่า นี่เพื่อน เอาเสื้อกางเกงชุดนี้ไปใส่แทนเราด้วย เราจะไม่ย้อนกลับมาใส่มันอีกแล้วชั่วชีวิตนี้

ทีนี้ พอบวชแล้วก็เรียนนักธรรม สอบได้นักธรรมตรีในปีแรก พอปีหลังมา บังเอิญมีครูบาอาจารย์พระธุดงค์กรรมฐานท่านมาเยี่ยมญาติที่บ้าน ท่านชวนไปด้วย ก็เดินตามหลังท่านไปตั้งแต่บัดนั้น อันนี้ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๘๙ ก็มาพบท่านอาจารย์เสาร์ ได้ปรนนิบัติพระอาจารย์เสาร์ พระอาจารย์เสาร์ท่านเริ่มต้นด้วยการสอนให้ภาวนา พุทโธ

ในเมื่อภาวนา พุทโธ จิตสงบพอสมควร ท่านให้พิจารณา กายคตาสติ คือ พิจารณา ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก ท่านให้เหตุผลว่า จิตที่ไปเพ่งพิจารณาวัตถุ มันช่วยให้เพิ่มพลังงานมากขึ้น ถ้าหากใครปฏิบัติพิจารณา กายคตาสติ ไปจนกระทั่งจิตสงบเป็นสมาธิ ทิ้งกาย ยังเหลือแต่จิตดวงเดียว สว่างไสว ถ้าหากปฏิบัติได้อย่างนี้ทุกครั้งแล้ว จะทำให้จิตของเราเพิ่มพลังงานทางสมาธิและสติปัญญามากขึ้นทุกที ๆ ถ้าหากว่าไปเพ่งแต่อารมณ์ที่เกิดกับจิตภายในอย่างเดียว หนัก ๆ เข้ามักจะทำให้พลังจิตอ่อนลง ๆ เมื่อพลังจิตอ่อนลง จะสร้างพลังจิตให้มันเข้มแข็งขึ้นต้องมาหัดเพ่งวัตถุ ท่านว่าอย่างนี้


พิธีกร

หลวงพ่อครับ สมัยนั้นหลวงพ่อก็ยังหนุ่ม หลวงพ่อไม่เคยมีความรู้สึกว่าเสียดายกิเลส หรือคิดกลับไปกลับมา อยากจะกลับมาสู่สายกิเลส หลวงพ่อไม่คิดอย่างนั้นเลยหรือครับ


หลวงพ่อ

เออ ในบางครั้งก็คิดอยู่เหมือนกัน ถึงจะมีปัญหาที่ชวนให้เราอยากสึกเราก็ต้องอดทน จึงมาได้ความว่า คนเรานี่ ในเมื่อตั้งใจจะทำอะไรลงไป ถ้าหากมีความจริงใจ มีความอดทน มันสามารถที่จะทำให้สิ่งที่เราตั้งปณิธานไว้สำเร็จได้

แล้วในสมัยปัจจุบันนี่ หลวงพ่อยังคิดอยู่ว่า ในประเทศไทยเรานี่ ยังไม่สายเกินไปสำหรับประชาชนที่จะพยายามตั้งตัวให้เป็นหลักเป็นฐาน เพราะว่าผืนแผ่นดินของเรานี่ก็ยังพอหาอยู่หากินได้ แต่เสียอย่างเดียวว่า เราขาดความจริงใจและขาดความอดทน เท่านั้น
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#15 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11633
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 13/06/2012 - 15:38

:09:



พิธีกร

ในตอนหนึ่งของเทปหลวงพ่อ ผมเคยฟังเอง มีอยู่ครั้งหนึ่งหลวงพ่อภาวนาแล้วก็เหมือนกับว่าลุกขึ้นมาดู แล้วเห็นตัวเองนอนอยู่ อันนี้เป็นเรื่องจริงไหมครับ


หลวงพ่อ

อันนี้เป็นเรื่องจริง ก็อย่างเล่ามาแล้วตอนแรก ๆ


พิธีกร

อ๋อ เป็นเรื่องเดียวกัน สมัยนั้น


หลวงพ่อ

เป็นเรื่องเดียวกัน


พิธีกร

แล้วตอนนั้นหลวงพ่อเป็นลูกศิษย์พระอาจารย์เสาร์หรือยังครับ


หลวงพ่อ

เป็นแล้ว


พิธีกร

แล้วความรู้สึกมันเป็นความฝัน หรือว่าเป็นเหตุการณ์จริง ๆ ครับหลวงพ่อ ที่หลวงพ่อเห็น


หลวงพ่อ

มันก็เป็นลักษณะเหมือนกับความฝันนั่นแหละ แต่รู้สึกแน่วแน่กว่าฝันธรรมดา เพราะว่าอันนี้มันฝันด้วยพลังของสมาธิที่แน่วแน่ ซึ่งมันเป็นธรรมชาติของสมาธิจะต้องเป็นอย่างนั้น อย่างสมมติว่าเราจะบริกรรมภาวนา พุทโธ สัมมาอรหัง ยุบหนอพองหนอ อย่างใดอย่างหนึ่งก็ตาม ในเมื่อจิตสงบเป็นสมาธิ ก่อนที่จะสงบ มันมีอาการเคลิ้ม ๆ เหมือนกับจะง่วงนอน พอเสร็จแล้วจิตมันก็วูบลงไปนิ่ง คำบริกรรมภาวนาก็หายไปหมด จิตไปนิ่ง ว่าง เฉยอยู่ บางทีก็มีปีติ มีความสุข ปรากฏในขณะที่กายยังอยู่

ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ทางแยกมันจะไป ๒ ทาง ทางหนึ่ง ถ้ามันว่าง สงบ ละเอียด ๆ ๆ ไปจนกระทั่งร่างกายตัวตนหาย ก็ยังเหลือแต่จิตสว่างไสวอยู่ดวงเดียว คล้ายกับว่าในจักรวาลนี้มีแต่จิตของเราดวงเดียวเท่านั้น อันนี้เป็นสมาธิในฌานสมาบัติ ทีนี้ สมาธิอีกอันหนึ่ง ในเมื่อจิตว่างลงไปแล้วสักพักหนึ่ง มันจะเกิดความคิดความรู้ผุดขึ้นมา ๆ ๆ ซึ่งบางท่านก็เข้าใจว่าจิตฟุ้งซ่าน แต่ความจริงเป็นสมาธิที่มี วิตก วิจาร ความคิดที่มันผุดขึ้นมา คือ วิตก สติที่รู้พร้อมอยู่ในขณะเกิดมีความคิดเรียกว่า วิจาร เมื่อจิตมีวิตก วิจาร ในที่สุดจิตดำเนินตามครรลองของสมาธิที่เป็นเองตามธรรมชาติ เราจะรู้สึกว่ากายเบา จิตเบา กายสงบ จิตสงบ เกิด ปีติ เกิด ความสุข ความคิดยิ่งเร็วขึ้น ๆ ๆ

ทีนี้ไปถึงบางตอน จิตของเราอาจจะแยกออกเป็น ๓ มิติ มิติหนึ่งคิดอยู่ไม่หยุด อีกมิติหนึ่งเฝ้าดู ถ้าหากว่ากายยังปรากฏอยู่ มิติหนึ่งจะนิ่งเฉยอยู่ในท่ามกลางของร่างกาย ตัวที่คิดไม่หยุดเป็นจิตเหนือสำนึก ตัวที่เฝ้าดูเป็นสติ ผู้รู้ ตัวนิ่งเฉยอยู่ภายในท่ามกลางของร่างกายเป็นจิตใต้สำนึก ตัวคอยเก็บผลงาน ในเมื่อมันไปจนสุดช่วงของมันแล้ว จิตจะหยุดนิ่งลง สว่างไสว สภาวะอันเป็นสิ่งรู้ของจิตจะไปวนรอบจิตอยู่ตลอดเวลา แต่จิตไม่ได้หวั่นไหวต่อเหตุการณ์นั้น ๆ เป็นกลางโดยเที่ยงธรรม ความยินดีก็ไม่มี ความยินร้ายก็ไม่มี มีแต่ความเป็นกลาง วางเฉย รู้เด่น รู้ตื่น เบิกบานอยู่ตลอดเวลา ในจุดนี้ หลวงปู่มั่น ท่านว่า ฐิติ ภูตัง ฐีติ จิตตั้งมั่น นิ่งเด่น ภูตัง สภาวธรรมทั้งหลายปรากฏการณ์ให้จิตรู้อยู่ตลอดเวลา

สมาธิ ๒ อย่างนี้ สมาธิที่นิ่งเงียบไปจนกระทั่งจิตละเอียด จนกระทั่งร่างกายตัวตนหายไม่มีความรู้อะไรเกิดขึ้น อันนี้ท่านเรียกว่า อารัมมณูปนิชฌาน สมาธิที่จิตว่าง แล้วความคิดผุดขึ้นมา ๆ ๆ อันนี้ท่านเรียกว่า ลักขณูปนิชฌาน

หลวงปู่เทสก์ ท่านบัญญัติศัพท์เรียกของท่านว่า สมาธิที่มันว่างไปเฉย ๆ เป็น “สมาธิในฌานสมาบัติ” สมาธิที่มีความคิดอ่านเกิดขึ้นตลอดเวลา เป็น “สมาธิในฌานอริยมรรค” ท่านว่าอย่างนั้น ซึ่งปัญหาอย่างนี้ตั้งใจจะไปกราบไปเรียนถามท่าน ยังไม่ทันถาม ท่านก็เทศน์ก่อน

การโพสต์นี้ได้ถูกแก้ไขโดย เภตรา: 13/06/2012 - 15:39

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#16 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11633
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 13/06/2012 - 15:43

:09:


พิธีกร

หลวงพ่อครับ หลวงพ่อพูดเรื่อง จิตเหนือสำนึก กับจิตใต้สำนึก รู้สึกฝรั่งก็พูดเรื่องนี้เหมือนกัน สรุปว่าจิตไหนสำคัญกว่ากันครับ จิตเหนือสำนึกหรือจิตใต้สำนึก


หลวงพ่อ

จิตเหนือสำนึกนี่เป็นตัวสร้างงาน จิตใต้สำนึกเป็นตัวคอยเก็บผลงาน ถ้าพูดถึงความสำคัญ จิตใต้สำนึกก็เป็นสิ่งที่สำคัญกว่า


พิธีกร

ตัวรู้นี่คือจิตใต้สำนึกใช่ไหมครับ


หลวงพ่อ

ตัวรู้นี่เป็นตัวสติ


พิธีกร

ไม่เกี่ยวกับจิตเหนือสำนึกหรือจิตใต้สำนึกหรือครับ


หลวงพ่อ

ไม่เกี่ยว


พิธีกร

แล้วจะควบคุมจิตใต้สำนึกได้ด้วยไหมครับ ตัวรู้นี่


หลวงพ่อ

ถ้าจะใช้คำว่าควบคุมก็ถูก เพราะตัวรู้มีพลังงานเข้มแข็งขึ้น ก็สามารถมีประสิทธิภาพที่จะควบคุมจิตเหนือสำนึกได้โดยอัตโนมัติ เพราะเท่าที่สังเกตดู เวลาปฏิบัติสมาธิ ถ้าเราพยายามน้อมจิต ๆ ๆ ให้มันหยุดนิ่ง โดยอาศัยความฝึกจนคล่อง ชำนิชำนาญ เราจะให้มันหยุดเมื่อไรก็ได้ แต่เราจะต้องคอยประคับประคองให้มันนิ่งอยู่กับที่ อันนี้มันยังไม่ใช่สมาธิ เป็นแต่เพียงความสงบที่เราแต่งเอาได้เท่านั้น

ทีนี้ถ้าหากว่าสมาธิที่มันเกิดขึ้นมาตามธรรมชาติของสมาธิจริง ๆ สัญญาเจตนาที่จะไปควบคุมอะไรมันไม่มีทั้งนั้น มันยังเหลือแต่สิ่งที่มันเป็นเองโดยธรรมชาติของสมาธิ สมาธิความตั้งใจมั่นก็อยู่ที่ตรงนั้น ตัวผู้รู้คือสติก็อยู่ที่ตรงนั้น ทีนี้ตัวจิตใต้สำนึกมันก็รวมอยู่ในจุดเดียวกันนั้น
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#17 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11633
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 13/06/2012 - 16:20

:09:


พิธีกร

หลวงพ่อครับ แล้วเวลาหลับ ตัวสตินี้ยังอยู่ ยังคุมอยู่ไหม


หลวงพ่อ

เวลาหลับนี่ตัวสติยังอยู่ แต่ตัวเจตนาสัญญาที่ตั้งใจอย่างสามัญธรรมดามันหายไปหมด แม้แต่เวลาเรานั่งสมาธิ จิตเป็นสมาธิตามธรรมชาติของสมาธิจริง ๆ แล้วก็เช่นกัน สัญญาเจตนาที่จะไปควบคุมหรือน้อมจิตให้เป็นไปอย่างไรนั้นมันได้หายขาดไปแล้ว หลังจากนั้นจิตจะได้ปฏิวัติตัวต่อไปในทางไหน จะไปฌานสมาบัติหรือจะไปในทางฌานที่มีวิตก วิจาร ซึ่งเรียกว่าฌานในทางอริยมรรค เขาจะเป็นไปเองโดยอัตโนมัติ โดยปราศจากการควบคุม โดยปราศจากสัญญาเจตนาใด ๆ ทั้งสิ้น อันนี้ถ้าหากว่าสมาธิซึ่งมันเป็นเองโดยธรรมชาติแล้ว มันจะเป็นอย่างนี้


พิธีกร

แล้วเวลาหลับจะไม่ฝันจริงไหมครับ ถ้าเป็นผู้สำเร็จในธรรมแล้ว


หลวงพ่อ

ถ้าหากว่าผู้มีสมาธิที่เก่งจริง ๆ หรือมีพลังของสมาธิมาก สามารถที่จะเกิดสติปัญญารู้เห็นอะไรต่าง ๆ ได้ นักสมาธินั่นแหละยิ่งฝันเก่ง แต่จะไม่ฝันร้าย คือ ที่ว่าไม่ฝันร้ายนี่หมายความว่า ในขณะที่ฝันไปนั้น จะไม่ปรากฏว่าตัวเองได้ประพฤติชั่วแม้แต่ในฝัน ถ้าหากว่าบางครั้งเราฝันไป รอมร่อจะได้ละเมิดศีลธรรมของตัวเอง ตัวผู้รู้จะเตือนทันทีว่า สิ่งนี้ไม่ควรแก่เรา เราไม่ควรทำ มันจะเป็นเองโดยอัตโนมัติ ผู้ที่มีสมาธิเก่งนั่นแหละยิ่งฝันเก่ง อย่าไปเข้าใจผิด แต่ว่าไม่ฝันทำสิ่งที่ชั่ว ที่เป็นบาปเท่านั้นเอง

บางครั้งสมาธิยังอ่อน มันดำริจะไป จิตจะฝันในเรื่องที่มันจะได้ทำสิ่งชั่ว ผิดศีลธรรมขึ้นมา มันจะได้ความรู้สึกขึ้นมาทันทีว่า สิ่งนี้ไม่ควรแก่เรา เราไม่ควรทำ แล้วมันก็หยุด คำว่าไม่ฝันนี้เป็นไปไม่ได้


พิธีกร

คราวนี้หลวงพ่อยังยืนยันว่า การฝันนี่เป็นเรื่องปกติธรรมดา เพียงแต่มีตัวผู้รู้คอยตาม หมายความว่าช่วงที่ฝันก็รู้ตัวใช่ไหมครับ


หลวงพ่อ

ใช่ มันรู้โดยอัตโนมัติ แต่ไม่ใช่ลักษณะที่รู้อย่างสติปัญญาธรรมดา คือสมาธิมันเป็นเองโดยธรรมชาติแล้ว มันจะเหลืออย่างเดียวคือ สติวินโย สติเป็นผู้นำตามรู้จิตตลอดเวลา

ในบางครั้งเราเคยได้ยินครูบาอาจารย์ท่านสอนเราว่า อย่าคิดชั่ว อย่าคิดชั่ว อันนี้เป็นไปไม่ได้ที่คนเราจะไม่คิดถึงเรื่องชั่ว เรื่องดี แต่ความจริงน่าจะเติมคำว่า ทำ ไปสักคำหนึ่งว่า อย่าคิดทำความชั่ว หมายถึงคิดชั่วแล้วไม่ทำตามสิ่งที่คิด มันน่าจะหมายอย่างนั้น แต่นี่ส่วนใหญ่ท่านมักจะใช้คำว่า อย่าคิดชั่ว อย่าคิดชั่ว จึงทำให้ผู้ปฏิบัติตามนี่เข้าใจผิดไปว่า เวลาจิตคิดถึงเรื่องความชั่วอะไรต่าง ๆ นี่ อย่าให้มันคิด หรือบางทีจิตคิดออกไปข้างนอกก็อย่าให้มันออกไป ให้มันอยู่เฉพาะในกาย อันนี้มันก็เป็นไปได้เวลาที่จิตยังไม่เป็นสมาธิตามธรรมชาติเท่านั้น
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#18 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11633
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 18/06/2012 - 12:48

:09:


พิธีกร

หลวงพ่อครับ แล้วอย่างนี้เท่าที่หลวงพ่อปฏิบัติอยู่ เวลาหลวงพ่อจะหลับ หลวงพ่อต้องกำหนดสติว่าจะหลับไหมครับ


หลวงพ่อ

ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ตั้งใจกำหนดเช่นนั้น ถ้าหากว่าช่วงใดที่จิตอยู่ว่าง ๆ ก็กำหนดสติรู้จิตเฉย ๆ กายกับจิตยังมีความสัมพันธ์กันอยู่ สิ่งที่ปรากฏเด่นชัดก็คือลมหายใจ ซึ่งจิตจะดำเนินของมันเองอยู่ตรงที่ว่า ลมหายใจ ความคิด ความว่าง ลมหายใจ ความคิด ความว่าง สลับกันอยู่อย่างนี้ แล้วในบางครั้งมันก็ตามลมหายใจเข้าไปรู้อยู่ภายในท่ามกลางของร่างกาย บางครั้งมันก็ออกไปเที่ยวที่ไหน ๆ ก็แล้วแต่มันจะเป็นไป ในบางครั้งมันก็จดจ่อรู้อยู่ที่จิตเพียงอย่างเดียว


พิธีกร

แล้วอย่างนี้จะหลับสนิทหรือครับหลวงพ่อ ถ้ากำหนดรู้อย่างนี้จะหลับสนิทไหมครับ


หลวงพ่อ

การหลับสนิทของนักภาวนาที่มีสมาธิเข้มแข็งหรือว่ามีสติสัมปชัญญะมั่นคง การหลับอย่างมืด ๆ ธรรมดานี่มีน้อย เพราะเมื่อท่านเริ่มจะจำวัด ท่านจะต้องกำหนดจิตทำสมาธิไปจนกว่าจะหลับ ในบางครั้งร่างกายอ่อนเพลีย ก็รู้สึกว่าจะหลับมืดไปอย่างธรรมดา แต่ถ้าหากร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงเป็นปกติ ส่วนใหญ่พอกำหนดตามรู้อารมณ์จิตไป พอหลับปุ๊บลงไป จิตจะนิ่งสว่าง แล้วก็จะสว่างอยู่ตลอดคืนยันรุ่ง แล้วพร้อม ๆ กับที่สว่างตื่นอยู่นั่นแหละ จิตก็ทำงานของมันเรื่อยไป


พิธีกร

สว่างเหมือนกับจิตที่อยู่ในฌานไหมครับหลวงพ่อ


หลวงพ่อ

เหมือนกับจิตที่อยู่ในฌาน เพราะว่าฌานนี้มีอยู่ ๒ อย่าง อารัมมณูปนิชฌาน จิตสงบแล้วนิ่งว่าง ไม่มีสิ่งรู้ ไม่มีอะไรเกิดขึ้น นิ่งว่างอยู่อย่างนั้นตลอดเวลา อีกอันหนึ่ง ลักขณูปนิชฌาน พอจิตสงบลงไปแล้วเกิดความรู้ ความคิดปรุงแต่งขึ้นมาตลอดเวลา จิตที่นิ่งว่างเป็นสมาธิในฌานสมาบัติ จิตที่นิ่งว่างแล้วเกิดความรู้ผุดขึ้นมา ผุดขึ้นมา เป็นสมาธิวิปัสสนา ซึ่งทั้ง ๒ อย่างนี้จะเป็นสลับสับเปลี่ยนกันไปแล้วแต่จังหวะที่มันจะเป็น ในเมื่อสมาธิมันเป็นสมาธิตามธรรมชาติของสมาธิจริง ๆ แล้วนี่ เราจะไปตกแต่งให้มันเป็นอย่างนั้น ให้มันเป็นอย่างนี้ไม่ได้ แม้แต่คิดจะน้อมจิตไปพิจารณาอะไร มันก็ไม่มีแล้ว นอกจากว่าจิตเขาจะน้อมของเขาไปเองโดยอัตโนมัติ
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#19 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11633
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 18/06/2012 - 15:00

:09:


พิธีกร

อยากกราบเรียนถามหลวงพ่อว่า พระอรหันต์นี่จะต้องสำเร็จฌานที่ ๔ จริงไหมครับ หรือว่าเป็นแค่อุปจารสมาธิก็เพียงพอ


หลวงพ่อ

ส่วนใหญ่สิ่งที่ทำให้เราเกิดภูมิความรู้ทางปัญญา มันอยู่ในระดับอุปจารสมาธิ ทีนี้ ฌาน ๔ นี่ก็เป็นความจำเป็น เพราะว่ามันเป็นฐานสร้างจิตให้มีพลังทางสมาธิและสติปัญญา ถ้าจิตดวงใดผ่านฌาน ๔ มาอย่างชำนิชำนาญแล้ว ในเมื่อมีอะไรเกิดขึ้นกับจิตนี้ สติสัมปชัญญะจะมีความเข้มแข็ง จิตเพ่งมองดูอะไรจะชัดเจนแจ่มแจ้ง มันทำให้เราหายสงสัยข้องใจได้เลย ทีนี้ถ้าหากว่าอาศัยสมาธิอ่อน ๆ มันก็เป็นไปได้เหมือนกันในการสำเร็จอริยมรรค อริยผล แต่ก็จะต้องใช้สติปัญญาพิจารณากันให้หนัก พอจิตผ่านฌาน ๔ มาแล้ว พอเกิดอะไรขึ้นปั๊บ พอเพ่งดูปุ๊บ มันก็แจ่มแจ้งขึ้นมาทันที


พิธีกร

หลวงพ่อครับ ถ้าเกิดเป็นโยคีหรือเป็นอะไรซึ่งได้สมาธิ ฝึกสมาธิจนได้ฌาน ๔ นี่ ไม่ทราบว่ากระดูกจะเปลี่ยนเป็นพระธาตุได้ไหมครับโดยไม่ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์


หลวงพ่อ

ตามคัมภีร์และตามตำนานในทางพุทธศาสนาของเรา ก็มีปรากฏแต่พระพุทธเจ้าหรือผู้เป็นสาวกของพระพุทธเจ้าเท่านั้นที่กระดูกเป็นพระธาตุ การปฏิบัติของพวกโยคีทั้งหลายกับการปฏิบัติตามแบบศาสนาพุทธนี่ต่างกัน เขาอาศัยหลักการปฏิบัติสมาธิเช่นเดียวกัน แต่การปฏิบัติสมาธิของเขามุ่งหมายแต่ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข และอำนาจ

ส่วนการปฏิบัติสมาธิในศาสนาพุทธของเรานี่ พระองค์สอนให้เราปฏิบัติสมาธิเพื่อให้เกิดสติปัญญา รู้ธรรมเห็นธรรม แล้วหมดอาสวกิเลส ปฏิบัติเพื่อละ ปฏิบัติเพื่อทิ้ง ทิ้งสิ่งสกปรกโสมม ทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจ สละทิ้งจนกระทั่งทรัพย์สมบัติ ตลอดชีวิตและร่างกายของตัวเอง


พิธีกร

หมายความว่ากระดูกที่เปลี่ยนสีได้จะต้องเป็นผู้มีคุณธรรมขั้นสูงใช่ไหมครับ


หลวงพ่อ

มีคุณธรรมขั้นสูงตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไป


พิธีกร

เป็นพระโสดาบันก็เปลี่ยนเป็นพระธาตุได้


หลวงพ่อ

เปลี่ยนเป็นพระธาตุได้
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



คำตอบต่อไป: เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - แต่ไม่รู้ - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - แต่ไม่รู้ - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา -
  • (3 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • 3
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • ท่านไม่สามารถตอบกลับกระทู้นี้ได้

1 ผู้ใช้กำลังอ่านกระทู้นี้
0 สมาชิก, 1 ผู้เยี่ยมชม, 0 ผู้ใช้ที่ไม่ระบุชื่อ