ลานธรรมเสวนา: วิปัสสนูกิเลส - ลานธรรมเสวนา

เข้าไปดูเนื้อหา

หน้า 1 จาก 1
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • ท่านไม่สามารถตอบกลับกระทู้นี้ได้

วิปัสสนูกิเลส

#0 ผู้ใช้ออฟไลน์   Bk ไอคอน

  • ตอบไม่มาก
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 47
  • สมัคร: 06/06/2009

ตอบ: 08/03/2012 - 21:48

ได้แต่ตามอ่านกระทู้เรื่องบรรลุธรรม..... (จริงๆก็ได้ประโยชน์จากการอ่านไปดูไปนะครับ น่าจะปล่อยให้มีต่อ) พอดีว่าได้อ่านเรื่องวิปัสสนูกิเลสที่คุณเภตรามาโพสต์ไว้ แล้วนึกขึ้นได้ว่ามีคนรู้จักคนนึงน่าจะเข้าข่ายติดอยู่ในวิปัสสนูกิเลส แต่เค้าไม่ได้ยอมรับศาสนาพุทธ หรือจะว่าไปก็ไม่ได้นับถือศาสนาใดๆ ผมจึงไม่ได้คิดถึงวิปัสสนูกิเลสในตอนแรก นึกว่าเค้าฟุ้งซ่านไปเฉยๆ แต่ถ้ามาพิจารณาเป็นข้อๆแล้วประกอบกับได้รู้ว่าเค้าได้ฝึกทำสมาธิมา เพียงแต่ไม่ใช่รูปแบบการนั่งขัดสมาธิ เดินจงกรม ซึ่งถ้าพิจารณาตามข้อๆในวิปัสสนูกิเลสแล้ว ดูๆน่าจะไปไกลจนถึงข้อสิบเลยทีเดียว
คำถามคือ
1.จากโพสต์ "....ใครจะไปพูดว่าผิดนั้นไม่ได้เลย ยกเว้นผู้มีนิสัยเคยเกี่ยวข้องกันมาในอดีตชาติเท่านั้นพอจะแก้ไขได้ ถ้าไม่อย่างนี้เขาก็จะไม่เข้าใจคำตักเตือนจากใครๆ ทั้งนั้น" เราควรจะบอกกับญาติใกล้ชิดเค้ามั้ยครับ? ตอนนี้ใครแย้งก็ไม่ฟังแล้ว ผมเองก็แน่ใจว่าเราไม่ได้เป็นผู้เกี่ยวข้องในอดีตชาติกับเค้ามาแน่ๆ ถ้าเราเป็นคนไปเตือนเค้าก็คงไม่ฟังอยู่ดี
2. ปล่อยไปเรื่อยๆ ที่สุดแล้วจะวิปลาสไปหรือเปล่า? แค่อยากเตือนให้เค้ากลับสู่ความเป็นจริง และไม่เสียการเสียงานเท่านั้น ไม่ได้หวังถึงขั้นให้เข้าใจและรับฟังในคำสอนพระพุทธศาสนา
สัมมาทิฐิเป็นสิ่งสำคัญจริงๆ และยากเย็นมากที่จะเกิดได้ แม้เพียงในขั้นจินตามยปัญญา

การโพสต์นี้ได้ถูกแก้ไขโดย Bk: 08/03/2012 - 21:49

0


หน้า 1 จาก 1
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • ท่านไม่สามารถตอบกลับกระทู้นี้ได้

การตอบอื่นๆต่อกระทู้นี้



#1 ผู้ใช้ออฟไลน์   อโณ นีมัตร ไอคอน

  • ตอบ 500+
  • PipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 772
  • สมัคร: 01/07/2005

ตอบ: 09/03/2012 - 03:02

แนะนำและช่วยเหลือเท่าที่เราทำได้ครับ เมื่อทำแล้ว เต็มที่แล้ว เห็นสมควรแล้ว ถ้าเราต้องเดือดร้อนวุ่นวายจนเกินสมควร ก็ควรใช้ "อุเบกขา"ครับ
อยากดูกาย=ผิด , รู้ไปเลยว่ากายเป็นอย่างไร=ถูก
อยากดูจิต=ผิด , รู้ไปเลยว่าจิตเป็นอย่างไร=ถูก

ปัญหาใดๆในการปฏิบัติธรรม เมื่อเราใช้วิมังสาตรองดูแล้ว ก็ไม่พ้นเรื่องของมรรคอันมีองค์๘ที่ยังไม่บริบูรณ์นั่นเอง
0



#2 ผู้ใช้ออฟไลน์   กอบ ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: ผู้ดูแลระบบ
  • ตอบ: 12137
  • สมัคร: 23/01/2004

ตอบ: 09/03/2012 - 06:47

ถ้าช่วยได้ก็ช่วยกันไปครับ คอยบอกคอยเตือน ๆ กันครับ แต่ถ้าเขาไม่ฟัง ไม่เชือก็ต้องปล่อยไปโดยวางอุเบกขาตามทีคุณอโณ นีมัตร บอกแหละครับ
แล้วก็ภาวนาให้เค้าเจอครูบาอาจารย์ที่สอนเค้าได้ แนะนำให้เค้าได้กันครับ
“..ไอ้คนเรานี้มันก็แปลก ชอบเอาลมปากเผากัน
เอาไฟกิเลส โมหะ โทสะ ราคะ เผากัน
เผาตนเอง เผากาย เผาใจตนเองยังไม่พอ
ชอบเผื่อแผ่ไปเผาชาวบ้าน ชาวช่องเขาด้วย
เผาจิตเผากายของเขา มันสนุกหรืออย่างไร
วิสัยชาวโลก ชอบนินทา-สรรเสริญ
... ไฟร้อน ไฟเย็น ก็เผาได้เผาดี................ ”

หลวงปู่บุดดา ถาวโร
0



#3 ผู้ใช้ออฟไลน์   โดดเดี่ยว ไอคอน

  • ตอบ 500+
  • PipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 793
  • สมัคร: 10/01/2007

ตอบ: 09/03/2012 - 11:55

วิปัสสนูปกิเลส ก็ไม่ใช่จะเกิดกันง่ายหรอกครับ ผู้ปฏิบัติต้องมีอารมณ์วิปัสสนาพอสมควร
คือเจริญวิปัสสนา มาอย่างถูกต้องพอสมควร จึงจะเกิดอารมณ์วิปัสสนู
อารมณ์วิปัสสนูนั้นมันวิจิตรมาก ใครเคยเป็นจะรู้ดี หากไม่รู้ตัวเอง ไม่ฟังใครหรอกครับ
หนักไปทางจะตั้งตนเป็นครูสอนคนอื่นมากกว่าจะรับฟังคำแนะนำของกัลยาณมิตร หรือครูบาอาจารย์
ด้วยอำนาจของ ตัณหา มานะ ทิฏฐิของตนนั้นเอง

เวลาติดวิปััสสนู เหมือนทั้งรางกายและจิตใจ หลุดไปอยู่อีกภพหนึ่งไปเลย
สุขก็สุขแบบไม่เคยพบเคยเห็น อุเบกขาก็อุเบกขาแบบไม่เคยพบเคยเห็น
เวลาเกิดนะ มันทวมทับร่างกายและจิตใจ เกิดคาดประมาณในความเอิบอิ่ม ในความสุขสงบ
วิปัสสนู ก็เป็นความปรุงแต่งฝ่ายกุศล เมื่อจิตเกิดปัญญา มองเห็นตัณหา มานะ ทิฏฐิ
จึงปล่อยวางอารมณ์วิปัสสนู เดินวิปัสสนาต่อไปได้
ทุกก้าวย่างเป็นโอกาสแห่งการเดินจงกรม
ทุกๆลมหายใจเข้าออกเป็นโอกาสแห่งการเจริญสติ
2



#4 ผู้ใช้ออฟไลน์   อินทรีย์5 ไอคอน

  • ตอบ 100+
  • Pip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 180
  • สมัคร: 14/05/2009

ตอบ: 09/03/2012 - 12:34

วิปัสสนูกิเลสเกิดขึ้นระหว่างญาณต้น กับญานขั้นกลาง ถ้าก้าวข้ามไม่ได้ก้จะควมคุมตัวเองไม่ได้เลย อย่างที่คนอื่นเล่าๆมา

อ้างอิง

อารมณ์วิปัสสนู
อารมณ์วิปัสสนูนั้นมันวิจิตรมาก
เป็นอารมณ์ที่ละเอียดอ่อนมาก มีนิมิตรที่สวยงาม ความสุขที่ประณีต และโอภาสแสงสว่าง เป็นต้น

ทำให้คิดว่านี่คือนิมิตรแท้ พอจะยึดเปนชัยภูมิ หรือเอาเปนสรณะแต่จริงๆแล้วไม่เลย ยังไกลต่อคำว่าหลุดพ้นอีกไกลนัก เมื่อมาถึงขั้นที่เกิดวิปัสสนูกิเลส
ให้ใช้คำว่า สติ ตัวระลึกรู้ กับความวางเฉยๆ คืออุเบกขา เฝ้ามองด้วยจิตเปนกลาง ไม่ยินดียินร้าย ให้รู้เสมอว่า สิ่งที่เหนอยู่ไม่ใช่ของจริงๆ(ของจริงๆเหนแล้ว
ต้องไม่หลง) แล้วพิจารณาด้วยสติจ่อเข้าไป และอุเบกขาเพื่อให้ปลง ประคองไปเรื่อยๆ จนกว่าจะลบนิมิตรที่สวยงามได้หมด รวมทั้งแสงสวยงามที่วิจิตรต่างๆอันเปนที่เพลิดเพลินใจ
เมื่อตัดตรงนี้ทิ้งความยึดติดและความหลงอาลัยอาวรณ์จะหมดไปด้วย สิ่งพวกนี้จะหมดอำนาจลง แล้วจะก้าวข้ามไปยังญานที่สูงขึ้นต่อไป
ทางไปนิพพาน ต้องประกอบ ศีล สมาธิ ปัญญา
" " สมถะ และวิปัสสนา กรรมฐาน
" " สัปปายะ 4-บุคคล สถานที่ อาหาร ธรรมะ
" " ทำอินทรีย์5 ให้บริบูรณ์ก่อน
" " อริยทรัพย์ 7 ประการ
0



#5 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 9000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 9678
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 09/03/2012 - 14:12

:09:

ตอบคุณ Bk นะคะ

ในความเห็นเภตราว่ากรณีลักษณะดังที่ยกมานั้นก็ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยของเขามีมาอย่างไร
หากได้เคยกระทำกุศลเกื้อกูลในทางด้านนี้มาด้วยกัน ก็อาจจะทำให้เขามีความเชื่อใจพอที่จะรับฟังได้บ้างค่ะ

แต่เรื่องที่ว่าเขาจะเชื่อหรือนำไปพิจารณาหรือไม่นั้น ก็คงต้องขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยอีกหลายอย่างด้วยนะคะ
เช่นลักษณะอาการของวิปัสสนาที่เขาติดข้อง มีอาการยินดี น้อมใจปักใจ สมบูรณ์พร้อมไปหมดแล้วก็ถ่ายถอนยาก
ประกอบกับความรู้พื้นฐานในเรื่องนี้ก็ไม่เคยอ่านเคยรู้มาก่อน ความปักใจเชื่อย่อมแน่นแฟ้นอย่างยิ่ง
และที่ำสำคัญคือลักษณะนิสัยใจคอ อันเป็นพื้นฐานใจ ถ้าเป็นคนมากในมานะทิฏฐิ ถือตนเชื่อตน ก็คงยิ่งพูดด้วยยาก

ส่วนที่ว่าจะถึงกับวิปลาสหรือไม่ อาการที่หนักคงเป็นวิปลาสในธรรม
ถ้าไม่ผิดปกติถึงขั้นละเมิดศีล ก่อการกระทำร้ายแรง ก็คงต้องปล่อยไปตามเหตุปัจจัย
เมื่อหมดเหตุหรือมีกำลังกุศลกรรมฝ่ายดีมาช่วยตัดรอน
ก็อาจมีสิ่งสะกิดใจให้เขาได้คิดหรือได้เจอผู้แนะธรรมทีู่ถูกทางให้เขาได้ค่ะ

สำหรับเภตรามีความเห็นว่า วิปัสสนูจะวิจิตรหรือไม่ อยู่ที่ใจ ของเราด้วยเช่นกันค่ะ
ถ้าผู้มีความโน้มเอียงที่จะชอบคือพึงใจยินดีในสภาวธรรม ก็อาจจะเกิดหรือติดวิปัสสนูได้ง่าย
เพราะมีใจลึกๆ ที่ให้ค่าไว้แล้ว .. ก็อยู่ที่ว่าจะเห็นใน "ตัวตนนักภาวนา" นั้นหรือไม่ค่ะ :09:
มันยังอยากได้ อยากมี อยากดี อยากเป็น หรือเห็นแล้วละคลายความเห็นผิดในตัวตนทั้งหลายไปได้

เล่าสู่กันฟังไว้ เป็นสมัยเริ่มเจริญสติใหม่ๆ ที่ยังไม่รู้เรื่องราวทางธรรมมากมาย
อย่าว่าแต่เรื่องวิปัสสนูเลยค่ะ แม้แต่ไตรลักษณ์ยังไม่รู้จักเลยอ่ะค่ะ
แต่เจริญสติต่อเนื่องนะคะ ในอิริยาบถและสัมปชัญญะ
และเภตราเป็นคนที่ไม่นั่งสมาธิหรือเดินจงกรม คือไม่ได้กระทำในรูปแบบนะคะ
ตอนสามเดือนแรกของการภาวนาก็ได้เลยค่ะ
ดังที่กราบเรียนเล่าให้พระคุณเจ้าพุทธฎีกา ไว้ในกระทู้ bookmark ค่ะ
จึงขอยกเป็นอ้างอิงมาเลยนะคะ

อ้างอิง

เรื่องตกขอบจักรวาลไม่ได้แซวนะคะตุ๊
เป็นเรื่องจริงที่เก็บมาจากประสบการณ์สมัยเริ่มภาวนาใหม่ ๆ
มีครั้งนึงที่เจริญสติอยู่ดี ๆ เกิดญาณแว๊บมา(เขาเรียกญาณรึเปล่า หรือเรียกอะไรก็ไม่รู้นะคะ)
เป็นเหมือนดวงสว่างพุ่งวาบขึ้นสู่สมอง(ตอนนั้นอยู่ในอิริยาบทเดินเคลื่อนไหวอยู่นะคะไม่ได้นั่งหลับตาอะไร)
แล้วจากนั้นก็รู้สึกปีติอิ่มเอิบแผ่ซ่านทั่ว
หลังจากนั้นมองอะไรเห็นอะไรมันรู้ไปหมด เข้าใจหมด (แต่แบบเหมือนวิชาการทางโลกน่ะค่ะ)
เห็นต้นไม้ใบหญ้าก็รู้เรื่องราวการเจริญเติบโตของมันอะไรยังงี้อ่ะค่ะ
มองโลกทั่วไปสรรพสิ่งต่างก็เข้าใจวิวัฒนาการของมันไปหมด

ทีนี้พอวันที่สองมันเริ่มพิจารณาโลกโดยรอบท้องฟ้าอากาศความเป็นไปอย่างนี้
ก็คล้าย ๆ จะนั่งเอิบอิ่มยิ้มเยิ้มท่องโลกออกสู่เขตจักรวาลไปแล้วอ่ะค่ะ

พอถึงวันที่สามอ่ะสิคะตุ๊
มันเริ่มพิจารณาออกสู่กาแล็กซี่ไปเรื่อย ๆ แล้วอ่ะค่ะ
ผ่านทางช้างเผือกและหลุมดำ(ดีที่ไม่ถูกมันดูดเข้าไป)
โหยตุ๊คะ มันไปในจักรวาลจริง ๆ ค่ะรู้ไปหมดเลย จนจะสุดขอบจักรวาลจริง ๆ ละมังคะ

บุญที่ในยามตามไอ้ความรู้นั่นไปยังมีสติรู้สึกตัวระลึกถึงคำว่า "พระไตรลักษณ์" อยู่ค่ะ
ทั้งที่ตอนนั้นยังไม่รู้เรื่องยังดูไตรลักษณ์อะไรไม่เป็น
มันก็เลยเหมือนมีคำถามตามกำกับไอ้ความรู้ทะลุจักรวาลนั่นไปว่า
"แล้วไอ้ที่รู้ไปทั่วนี่.....มันเป็นไตรลักษณ์ตรงไหนวะ"

เรื่องมันก็เลยจบก่อนตกขอบจักรวาลในวันที่สามนั่นแหละค่ะว่า
"ไม่เอา ไม่เห็นอยากรู้อะไรงี้เลย สิ่งที่ต้องการรู้ต้องการเห็นให้กระจะ คือพระไตรลักษณ์...เท่านั้นแหละ"

เมื่อสลัดว่าไม่เอาความรู้แบบนี้ ปัญญาทะลุจักรวาลพร้อมความรู้ทั้งหลายก็หายไปค่ะ
ไม่เห็นจำได้เลยว่าไอ้ความรู้มหาศาลนั้นมันมีไรมั่ง
มันเยอะแยะมากมายเหมือนใบไม้ทั้งป่าอย่างที่พระพุทธองค์ท่านตรัสล่ะมังคะ
แต่ไม่มีประโยชน์เท่าใบไม้ในกำมือ คือการรู้กายใจนี้เลย :09:

ดีนะเนี่ยที่ครูบาอาจารย์ท่านดึงไว้ด้วยคำที่ท่านพร่ำสอนว่า
"ดูให้เห็นไตรลักษณ์" จึงมีคำนี้กำกับอยู่ในใจ
ม่ายงั้นตุ๊เจ้าอาจจะได้เห็น "เจ้าแม่เภตราครอบจักรวาล" ไปแล้วก็ได้ค่ะ :10:
จึงเป็นเรื่องที่เก็บไว้แซวเตือนสติตัวเองแบบขำ ๆ น่ะค่ะตุ๊
เล่าฝากกันไว้สนุก ๆ คั่นบรรยากาศค่ะ อิ อิ :33:


นี่เป็นประสบการณ์ "ญาณ" ที่มีข้อดีคือ
ทำให้เภตราค่อนข้างไวกับ "วิปัสสนูกิเลส" นี้ค่ะ :09:
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
1



#6 ผู้ใช้ออฟไลน์   Bk ไอคอน

  • ตอบไม่มาก
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 47
  • สมัคร: 06/06/2009

ตอบ: 10/03/2012 - 21:35

แสดงข้อความที่โพสต์โดดเดี่ยว [ 09/03/2012 - 11:55 ]

วิปัสสนูปกิเลส ก็ไม่ใช่จะเกิดกันง่ายหรอกครับ ผู้ปฏิบัติต้องมีอารมณ์วิปัสสนาพอสมควรคือเจริญวิปัสสนา มาอย่างถูกต้องพอสมควร จึงจะเกิดอารมณ์วิปัสสนู อารมณ์วิปัสสนูนั้นมันวิจิตรมาก ใครเคยเป็นจะรู้ดี หากไม่รู้ตัวเอง ไม่ฟังใครหรอกครับหนักไปทางจะตั้งตนเป็นครูสอนคนอื่นมากกว่าจะรับฟังคำแนะนำของกัลยาณมิตร หรือครูบาอาจารย์ด้วยอำนาจของ ตัณหา มานะ ทิฏฐิของตนนั้นเองเวลาติดวิปััสสนู เหมือนทั้งรางกายและจิตใจ หลุดไปอยู่อีกภพหนึ่งไปเลย สุขก็สุขแบบไม่เคยพบเคยเห็น อุเบกขาก็อุเบกขาแบบไม่เคยพบเคยเห็น เวลาเกิดนะ มันทวมทับร่างกายและจิตใจ เกิดคาดประมาณในความเอิบอิ่ม ในความสุขสงบวิปัสสนู ก็เป็นความปรุงแต่งฝ่ายกุศล เมื่อจิตเกิดปัญญา มองเห็นตัณหา มานะ ทิฏฐิจึงปล่อยวางอารมณ์วิปัสสนู เดินวิปัสสนาต่อไปได้

ผมติดใจตรงประโยคที่ว่า "ผู้ปฏิบัติต้องมีอารมณ์วิปัสสนาพอสมควรคือเจริญวิปัสสนา มาอย่างถูกต้องพอสมควร จึงจะเกิดอารมณ์วิปัสสนู " ส่วนตัวผมเข้าใจว่า วิปัสสนูกิเลสน่าจะเกิดจากการที่เจริญสมถโดยถูกกิเลสครอบงำ ขาด สติ สัมปชัญญะกำกับ ทำให้หลงกับอาการของความสงบ ถ้าเจริญวิปัสสนาอย่างถูกต้องแล้วไม่น่าจะเกิดวิปัสสนูกิเลสได้ คือถ้ามันถูกแล้วมันจะผิดไปได้ยังไง
จะว่าเค้ารู้จักการเจริญวิปัสสนา แล้วเจริญวิปัสสนามาจนเกิดวิปัสสนูกิเลสก็ไ่ม่น่าใช่ เพราะเค้าไม่เคยศึกษาศาสนาพุทธ แต่อาการเค้าก็ประมาณที่คุณโดดเดี่ยวเล่านี่หละครับ ตอนนี้เค้าก็มั่นใจว่าที่สุดจะได้บรรลุเป็นศาสดาเร็วๆนี้ เค้าตั้งใจจะเผยแพร่ความรู้แจ้งที่ค้นพบ ซึ่งเป็นสิ่งใหม่ไม่ได้อยู่ในศาสนาใดๆ ตอนนี้ก็เห็นว่ามีความสุข ปิติ จากการทำสมาธิมาก ทำสมาธิเกือบทั้งวันถึงขั้นเสียงานเสียการ จะพาไปหาพระอาจารย์ ก็ไม่มีทางพาไปได้เลย เพราะเค้าไม่นับถือศาสนาพุทธ พอจะอธิบายแล้วใช้คำพูดติดศัพท์ทางศาสนาขึ้นมานี่ ปิดใจรับเลย ไปพูดขึ้นต้นว่า "ติดวิปัสสนูกิเลสอยู่นะ ...." ได้เป็นจบทันที
0



#7 ผู้ใช้ออฟไลน์   Bk ไอคอน

  • ตอบไม่มาก
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 47
  • สมัคร: 06/06/2009

ตอบ: 10/03/2012 - 21:47

ก็วางอุเบกขาอยู่นะครับ แต่เรื่องของเรื่องคือว่า.....เค้าเป็นเจ้าของออฟฟิตครับ ถ้าเกิดหลุดขึ้นมานี่ได้หางานใหม่กันแน่นอน ตอนนี้บรรดาคนทำงานก็เริ่มทำงานเป็นเจ้าของออฟฟิตกันเองแล้ว จะรอการสั่งงาน การตัดสินใจจากเจ้านายนี่ไม่เสร็จแน่นอน
0



#8 ผู้ใช้ออฟไลน์   TemplarKnight ไอคอน

  • ตอบ 500+
  • PipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 758
  • สมัคร: 26/06/2005

ตอบ: 10/03/2012 - 22:00

การที่ใครคนนึง ทำวิปัสสนา แล้วเกิดวิปัสสนูกิเลสนั้น นับว่ามีส่วนที่เป็นกุศลอยู่นะครับ
คือนับว่าได้ปฏิบัติมาถูกทางแล้วหลายขั้น แต่ที่เป็นปัญหาอยู่ก็คือ จะติดอยู่จนไปขั้นต่อไปได้หรือเปล่า หรือจะถอยหลังลงไปก็ไม่รู้

ลองอ่านที่คุณดังตฤณเขียนถึงเรื่องวิปัสสนูกิเลสไว้บ้าง น่าจะเข้าใจมากขึ้นครับ
http://larndham.net/...o.pl/006524.htm
http://larndham.net/...o.pl/002978.htm

ปล. 1 - คนที่ทำวิปัสสนาได้ดีๆ ไม่ใช่ว่าทุกนาทีจะมีญาณอยู่กับตัวตลอดนะครับ ตอนพูดคุยเพลินๆก็อาจจะไม่ได้อญุ่ในวิปัสสนา ไม่ต่างอะไรกับคนธรรมดาก็ได้
ปล. 2 - ฝากกระทู้ไว้อ่านยามว่างครับ รวมกระทู้น่าอ่าน

การโพสต์นี้ได้ถูกแก้ไขโดย TemplarKnight: 10/03/2012 - 22:00

0



#9 ผู้ใช้ออฟไลน์   Bk ไอคอน

  • ตอบไม่มาก
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 47
  • สมัคร: 06/06/2009

ตอบ: 10/03/2012 - 22:29

-คุณอินทรีย์5 ครับ ช่วยอธิบายญาณขั้นต้น ขั้นกลาง การก้าวข้าม เพิ่มเติมได้มั้ยครับ ขอบคุณครับ
-คุณเภตรา เรื่องวิปัสสนูกิเลสเนี่ย ถ้าจะเอาประสบการณ์ส่วนตัวเนี่ย หุ หุ ไม่อยากจะคุย :20: (เพราะคุยแล้วขายหน้าอย่างหนัก :10:)แต่ก็จริงนะครับ มันมักจะเกิดกับคนที่ลงมือปฏิบัติเลยโดยไม่ศึกษาให้ถ่องแท้ซะก่อน แต่ตอนนั้นก็ไม่เข้าใจว่าเป็นอาการของวิปัสสนูกิเลส เป็นหลายครั้งต่างกรรมต่างวาระ เกิดปิติท่วมต่อเนื่องไปเป็นวันๆก็มี, ขึ้นเทศน์น้ำไหล ไฟดับ, แสงสว่าง ตัวเบา ตัวลอย.. ฯลฯ ถึงขนาดนั้นก็ยังไม่รู้จักกลับไปศึกษาคำสอนพุทธศาสนาให้ดี แต่ยังโชคดีที่ไ่ม่เคยรู้สึกว่าประสบการณ์เหล่านั้นเป็นการบรรลุธรรมขั้นใดๆ ไม่ติดใจอะไรมากนัก เวลาที่มันหายไปก็ไม่ได้เดือดร้อนวุ่นวาย แต่ยอมรับว่าเวลาที่เป็นนี่มันหลงนะ ซึ้งเลย คำว่า กัลยาณมิตร กับ โยนิโสมนสิการ ถ้าใครหลงๆไปก็อยากเตือนนะ แม้สุดท้ายก็คงวางอุเบกขา แต่ก็อยากลองหาทางดูก่อนเผื่อจะช่วยอะไรกันได้
0



#10 ผู้ใช้ออฟไลน์   Bk ไอคอน

  • ตอบไม่มาก
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 47
  • สมัคร: 06/06/2009

ตอบ: 10/03/2012 - 22:41

โพสต์ไปแล้วเพิ่งเห็นกระทู้คุณ TemplarKnight ขอไปทบทวนดูก่อนนะครับแล้วเดี๋ยวกลับมาใหม่
0



#11 ผู้ใช้ออฟไลน์   โดดเดี่ยว ไอคอน

  • ตอบ 500+
  • PipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 793
  • สมัคร: 10/01/2007

ตอบ: 11/03/2012 - 21:10

อ้างอิง

ผมติดใจตรงประโยคที่ว่า "ผู้ปฏิบัติต้องมีอารมณ์วิปัสสนาพอสมควรคือเจริญวิปัสสนา มาอย่างถูกต้องพอสมควร จึงจะเกิดอารมณ์วิปัสสนู "


ต้องเจริญวิปัสสนามาอย่างถูกต้องครับ ผ่านอารมณ์รูปนาม เห็นไตรลักษณ์ ถึงจะเกิดวิปัสสนูปกิเลส
หากยังไม่เคยเจริญสติปัฏฐานมาอย่างถูกต้องแล้ว คงจะไปหลงติดปรากฏการณ์บางอย่างอื่น
ที่ไม่ใช่วิปัสสนูปกิเลสครับ
เพราะวิปัสสนูปกิเลส เกิดเฉพาะกับผู้เจริญวิปัสสนามาอย่างถูกต้อง แต่ยังเป็นวิปัสสนาอ่อนๆ
วิปัสสนูปกิเลส เลยเกิดแทรกขึ้นมาได้ หากเกิดความสำคัญตนว่าบรรลุแล้ว ก็เสียท่าตัณหา มานะ ทิฏฐินั้นเองครับ
เป็นเสมือนตาข่ายดักสัตว์ไว้ ไม่อาจหลุดพ้นไปได้เลย

อ้างอิง

ส่วนตัวผมเข้าใจว่า วิปัสสนูกิเลสน่าจะเกิดจากการที่เจริญสมถโดยถูกกิเลสครอบงำ ขาด สติ สัมปชัญญะกำกับ ทำให้หลงกับอาการของความสงบ


ตรงนี้ยังเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลือนอยู่ครับ หากยังไม่ผ่านการเจริญวิปัสสนา(สติปัฏฐาน 4)อย่างถูกต้อง
ก็คงไปติดปรากฏการณ์อย่างอื่นที่ไม่ไช่วิปัสสนูปกิเลสครับ

อ้างอิง

ถ้าเจริญวิปัสสนาอย่างถูกต้องแล้วไม่น่าจะเกิดวิปัสสนูกิเลสได้ คือถ้ามันถูกแล้วมันจะผิดไปได้ยังไง

วิปัสสนูปกิเลส มันก็ไม่ผิดหรอกครับ วิปัสสนูปกิิเลส พอรู้ตัวก็เป็นผลของวิปัสสนา

หลวงพ่อเที่ยนท่านเปรียบวิปัสสนูเหมือนน้ำขุ่นที่ปนออกมากับน้ำใส
เมื่อเราขุดบ่อน้ำใหม่ๆ เมื่อพบน้ำแล้ว น้ำที่ออกมาทีแรกจะขุ่นข้นด้วยตะกอน เลน ตม ติดอยู่ข้างๆ บ่อ
เราจะต้องตักน้ำนั้นทิ้งไปๆ จนกว่าน้ำจะใสจนกวนแล้วไม่ขุ่นอีก นั่นแหล๊ะจึงหยุดตักฉันใด
การปฏิบัติธรรมเจริญสติก็ฉันนั้น


ที่จขกท. สงสัยว่าทำไมเจริญวิปัสสนามาถูกต้องถึงเจอวิปัสสนูปกิเลสนั้น
ก็เหมือนคนขุดบ่อน้ำลึกถึงตาน้ำนั้นเองครับ ขุดถึงตาน้ำ น้ำออกมาครั้งแรก ก็จะปนด้วยตะกอน เลน ตม
ทำไมน้ำถึงมีตะกอนเลนตม ก็เพราะจิตใจเราสังสม ตัณหา มานะ ทิฏฐิไว้ เป็นอนุสัยสันดาน อยู่มากมายนั้นเองครับ
พอเกิดวิปัสสนาอ่อนๆ ตะกอน เลน ตมเลยปนออกมาด้วยนั้นเองครับ
หากหลงว่าบรรลุแล้ว เลิกล้มความเพียร ไม่ตักน้ำนั้นทิ้งไป จนใสสะอาด ก็ยังไม่อาจใช้ดืมกินได้โดยไม่มีโทษครับ
อาจจะใช่ดืมกินได้ แต่ก็จังเจือด้วยโทษภัย เจืออยู่ด้วยตัณหา มานะ ทิฏฐิ อยู่นั่นเองครับ

การโพสต์นี้ได้ถูกแก้ไขโดย โดดเดี่ยว: 11/03/2012 - 21:18

ทุกก้าวย่างเป็นโอกาสแห่งการเดินจงกรม
ทุกๆลมหายใจเข้าออกเป็นโอกาสแห่งการเจริญสติ
1



#12 ผู้ใช้ออฟไลน์   อโณ นีมัตร ไอคอน

  • ตอบ 500+
  • PipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 772
  • สมัคร: 01/07/2005

ตอบ: 15/03/2012 - 02:00

อ้างอิง

ความคิดเห็นที่ 3 : (ดังตฤณ)


จากพจนานุกรมพุทธศาสน์ครับ

วิปัสสนูปกิเลส อุปกิเลสแห่งวิปัสสนา,สภาพน่าชื่นชมแต่ที่แท้เป็นโทษเครื่องเศร้าหมองแห่งวิปัสสนาซึ่งเกิดแก่ผู้ได้
วิปัสสนาอ่อนๆ ทำให้เข้าใจผิดว่าตนบรรลุมรรคผลแล้ว จึงไม่ดำเนินก้าวหน้าต่อไปในวิปัสสนาญาณมี๑๐ คือ
๑. โอภาส แสงสว่าง
๒. ปีติ ความอิ่มใจ
๓. ญาณ ความรู้
๔.ปัสสัทธิ ความสงบการและจิต
๕. สุข ความสบายกายสบายจิต
๖. อธิโมกข์ ความน้อมใจเชื่อ
๗. ปัคคาหะ ความเพียรที่พอดี
๘.อุปัฏฐาน สติชัด
๙. อุเบกขา ความวางจิตเป็นกลาง
๑๐. นิกันติ ความพอใจ

สรุปคือเป็นของดีที่ได้จากการทำวิปัสสนาอย่างถูกต้อง
แต่สิ่งที่ไม่ดีคือตัวติดใจ ตัวที่พยายามเกาะติดกับสภาพนั้นๆ
แทนที่จะเพียรรู้ความเกิดดับของรูปนามต่อไป
หรือตัวเข้าใจผิดในสภาพหนึ่งๆว่าเป็นมรรคผล
ทั้งที่ยังไม่ได้บรรลุมรรคผลอย่างถูกต้องครับ


เอามาจาก link คุณ TemplarKnight ครับ :09:

ลอง Print เรื่องนี้แล้ววางไว้ให้เขาได้เห็น หรือหาหนังสือที่เกี่ยวกับเรื่องนี้มาให้อ่าน แต่ถ้าดีที่สุดก็คือ เขาฝึกจากอาจารย์ท่านไหน ก็คงต้องรบกวนอาจารย์ท่านนั้นเขาถึงจะฟัง มั้งครับ :96:


ลองถามสภาวะจากเขาแล้วตรวจสอบดูว่าเข้าข่ายข้อไหน แต่ข้อที่สิบเป็นตัวสำคัญที่สุดคือความพอใจในสภาวะนั้นๆ ไม่ก้าวเดินต่อไป อย่างที่อ.ดังตฤณได้เคยตอบไว้คือ ไม่ได้เพียรรู้ความเกิดดับของรูปนามต่อไปครับ และที่สำคัญก็คือ วิปัสสนูปกิเลสเกิดจากการฝึกวิปัสสนา ถ้าไม่ใช่การฝึกวิปัสสนาก็น่าจะเป็น case นิมิตต่างๆ หรืออาการทางสมถะภาวนานะครับ

การโพสต์นี้ได้ถูกแก้ไขโดย อโณ นีมัตร: 15/03/2012 - 02:01

อยากดูกาย=ผิด , รู้ไปเลยว่ากายเป็นอย่างไร=ถูก
อยากดูจิต=ผิด , รู้ไปเลยว่าจิตเป็นอย่างไร=ถูก

ปัญหาใดๆในการปฏิบัติธรรม เมื่อเราใช้วิมังสาตรองดูแล้ว ก็ไม่พ้นเรื่องของมรรคอันมีองค์๘ที่ยังไม่บริบูรณ์นั่นเอง
0



#13 ผู้ใช้ออฟไลน์   เฉลิมศักดิ์ ไอคอน

  • ตอบ 6000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 6234
  • สมัคร: 26/01/2004

ตอบ: 06/04/2012 - 06:59

จากพระอภิธัมมัตถสังคหะ ปริจเฉทที่ ๙ กรรมฐานสังคหวิภาค "สมถะ-วิปัสสนา"

http://abhidhamonlin...aphi/p9/085.htm

วิปัสสนูปกิเลส

วิปัสสนูปกิเลส เป็นเครื่องเศร้าหมองของวิปัสสนา และเป็นสหชาตธรรมของวิปัสสนาด้วย เพราะผู้เจริญวิปัสสนากัมมัฏฐาน จนเกิดญาณแก่กล้าถึงตรุณอุทยัพพยญาณแล้ว เป็นที่แน่นอนที่ต้องเกิดวิปัสสนูปกิเลส อันเป็น อมัคค ไม่ใช่ทางที่ให้ถึงความบริสุทธิหมดจด วิปัสสนูปกิเลสนั้นมี ๑๐ อย่าง ดังมีคาถาที่ ๒๔ แสดงว่า

๒๔. โอภาโส ปีติ ปสฺสทฺธิ อธิโมกโข จ ปคฺคโห สุขํ ญาณนุปฏฺฐาน มุเปกฺขา จ นิกนฺติ จ ฯ

โอภาส ปีติ ปัสสัทธิ อธิโมกข ปัคคหะ สุข ญาณ อุปัฏฐาน อุเบกขา นิกันติ

มีความหมายว่า เครื่องเศร้าหมองของวิปัสสนา ที่ชื่อว่า วิปัสสนูปกิเลส ซึ่งมีจำนวน ๑๐ ประการ ได้แก่

๑. โอภาส มีแสงสว่างรุ่งโรจน์แรงกล้า สว่างกว่าแต่กาลก่อน

๒. ปีติ อิ่มใจเป็นอย่างยิ่งกว่าที่ได้เคยพบเห็นมา

๓. ปัสสัทธิ จิตสงบเยือกเย็นมาก

๔. อธิโมกข น้อมใจเชื่อ อย่างเลื่อมใสเด็ดขาด ปัญญาก็เกิดได้ยาก

๕. ปัคคหะ พากเพียรอย่างแรงกล้า

๖. สุข มีความสุขสบายเหลือเกิน ชวนให้ติดสุขเสีย

๗. ญาณ มีปัญญามากไป จะทำให้เสียปัจจุบัน

๘. อุปัฏฐาน ตั้งมั่นในอารมณ์รูปนามจนเกินไป ทำให้ปรากฏนิมิตต่าง ๆ

๙. อุเบกขา วางเฉยมาก เป็นเหตุให้หย่อนความเพียร

๑๐. นิกันติ ชอบใจติดใจในกิเลส ๙ อย่างข้างบนนั้น

วิปัสสนูปกิเลส ๙ ประการ ตั้งแต่ โอภาส ถึง อุเบกขานั้น แม้ว่าจะเกิดปรากฏขึ้นมาแล้ว ถ้านิกันติยังไม่เข้าร่วมด้วย คือ ไม่ชอบใจ ติดใจ เพลิดเพลินไปด้วย ก็ไม่เป็นอุปกิเลสของวิปัสสนา ต่อเมื่อใด

มี นิกันติ เข้าไปชอบใจติดใจ โอภาส ก็ดี

มี นิกันติ เข้าไปชอบใจติดใจ ปีติ ก็ดี

มี นิกันติ เข้าไปชอบใจติดใจ ปัสสัทธิ ก็ดี

มี นิกันติ เข้าไปชอบใจติดใจ อธิโมกข ก็ดี

มี นิกันติ เข้าไปชอบใจติดใจ ปัคคหะ ก็ดี

มี นิกันติ เข้าไปชอบใจติดใจ สุข ก็ดี

มี นิกันติ เข้าไปชอบใจติดใจ ญาณ ก็ดี

มี นิกันติ เข้าไปชอบใจติดใจ อุปัฏฐาน ก็ดี

มี นิกันติ เข้าไปชอบใจติดใจ อุเบกขา ก็ดี

เมื่อนั้นจึงนับว่าองค์ประกอบทั้ง ๙ นี้เป็น วิปัสสนูปกิเลส ทำให้วิปัสสนาเศร้าหมอง ยินดีพอใจอยู่เพียงแค่นี้ โดยเข้าใจเสียว่าตนเองสำเร็จมัคคผลแล้ว เป็นปัจจัยให้เกิดกิเลส เป็นที่อาศัยแห่งคาหธรรม คือ ตัณหา มานะ ทิฏฐิ และเป็นช่องให้อกุสลธรรมเหล่าอื่นเกิดขึ้นอีกมากมาย ผู้มีปัญญาย่อมพิจารณาองค์ประกอบของวิปัสสนูปกิเลสทั้ง ๙ และองค์วิปัสสนูปกิเลสแท้ ๆ อีก ๑ คือ นิกันติว่าสักแต่เกิดขึ้นแล้วดับไป เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เช่นนี้แล้ว วิปัสสนาก็ไม่เศร้าหมอง แต่จะเจริญขึ้นตามลำดับ



ความหมายว่า วิปัสสนูปกิเลส ที่ได้กล่าวมาแล้วนี้เป็นอันตรายของวิปัสสนาโดยแท้ แต่จะบังคับบัญชามิให้เกิดขึ้นก็ไม่ได้ เมื่อเจริญถึงตรุณอุทยัพพยญาณ วิปัสสนูปกิเลสย่อมเกิดขึ้นตามธรรมชาติคู่กับวิปัสสนา จะเรียกว่าเป็นสหายของวิปัสสนาก็ได้ แต่ว่า วิปัสสนูปกิเลสจะไม่เกิดแก่บุคคล ๓ จำพวก คือ

๑. พระอริยบุคคล เพราะได้เคยดำเนินในทางที่ถูกแล้ว

๒. ผู้ปฏิบัติผิดจากทางวิปัสสนา

๓. ผู้มีความเพียรอ่อน เพราะความเพียรที่แรงกล้าเท่านั้นจึงจะเป็น วิปัสสนูปกิเลส

เมื่อวิปัสสนูปกิเลสเกิดขึ้น พระโยคีผู้ที่ไม่ประกอบด้วยสปาย ๗ (โดยเฉพาะในที่นี้หมายถึง กัลยาณมิตร คืออาจารย์ผู้อุปถัมภ์) แล้ว ก็ยากที่จะล่วงพ้นไปได้ เพราะชอบใจ ติดใจ เพลิดเพลินในวิปัสสนูปกิเลสนี้เสีย อุปมาเหมือนการเดินทางไกลและกันดาร เมื่อเดินไปพบศาลาพักร้อนข้างทาง ก็แวะเข้าไปพักผ่อนหลับนอนเสีย ไม่เดินทางต่อไป ก็ไม่บรรลุถึงจุดหมายปลายทาง ด้วยเหตุนี้วิปัสสนูปกิเลสจึงเป็นเครื่องเศร้าหมอง เป็นอันตราย เป็นอมัคค คือ มิใช่ทางแห่งวิปัสสนา ส่วนทางของวิปัสสนานั้นคือ การเห็นแจ้งในรูปธรรมกับนามธรรมโดยลักษณะทั้ง ๓ คือ ไตรลักษณ์ เห็นแต่เกิดขึ้นแล้วดับไปในอุทยัพพยญาณนั้น จึงจะพ้นอำนาจของวิปัสสนูปกิเลส
------------------------------------------------------------


สมาธิที่เป็นบาทของวิปัสสนา
http://www.dhammajak...php?f=2&t=21049


ถามว่า เริ่มตั้งวิปัสสนาอย่างไร ?
แก้ว่า จริงอยู่ พระโยคีนั้น ครั้นออกจากฌานแล้วกำหนดองค์ฌาน
ย่อมเห็นหทัยวัตถุ ซึ่งเป็นที่อาศัยแห่งองค์ฌานเหล่านั้น ย่อมเห็นภูตรูป ซึ่ง
เป็นที่อาศัยแห่งหทัยวัตถุนั้น และย่อมเห็นกรัชกายแม้ทั้งสิ้น ซึ่งเป็นที่อาศัย
แห่งภูตรูปเหล่านั้น. ในลำดับแห่งการเห็นนั้น เธอย่อมกำหนดรูปและอรูปว่า
องค์ฌานจัดเป็นอรูป, (หทัย) วัตถุเป็นต้นจัดเป็นรูป. อีกอย่างหนึ่ง เธอนั้น
ครั้นออกจากสมาบัติแล้ว กำหนดภูตรูปทั้ง ๔ ด้วยอำนาจปฐวีธาตุเป็นต้น ใน
บรรดาส่วนทั้งหลายมีผมเป็นอาทิ และรูปซึ่งอาศัยภูตรูปนั้น ย่อมเห็นวิญญาณ
พร้อมทั้งสัมปยุตธรรมซึ่งมีรูปตามที่ตนกำหนดแล้วเป็นอารมณ์ หรือมีรูปวัตถุ
และทวารตามที่ตนกำหนดแล้วเป็นอารมณ์. ลำดับนั้น เธอย่อมกำหนดว่า
ภูตรูปเป็นต้น จัดเป็นรูป, วิญญาณที่มีสัมปยุตธรรม จัดเป็นอรูป.

--------------------------------------------


สมถะ - วิปัสสนา ต่างกันอย่างไร ?
http://larndham.org/...&st=0#entry3694

http://www.dhammajak...pic.php?t=16060

เมื่อครั้งพุทธกาล เจโตวิมุติ(ผู้ได้ฌาน) น้อยกว่าปัญญาวิมุตติ
http://www.dhammajak...php?f=2&t=21062

การเจริญสติปัฏฐานหมวดพิจารณาอิริยาบถ ๔
http://www.dhammajak...php?f=2&t=29201


ความรู้ก่อนการปฏิบัติวิปัสสนา
http://abhidhamonline.org/OmNoi1.htm
------------------------------


อนึ่ง ผมเห็นว่า เครื่องเศร้าหมองของวิปัสสนานั้น เป็นข้อขัดขวางการบรรลุ วิปัสสนาญาณ ขั้นสูง

แต่ ไม่เป็นข้อเศร้าหมองของการปฏิบตั สมถะ หรือ สมาธิ ( ที่ยังไม่ได้เจริญวิปัสสนา )

และ วิปัสสนูกิเลส ที่เกิดขึ้น ผมว่า ส่วนหนึ่งก็มาจากผลของสมถะ

ส่วนแนว วิปัสสนาล้วน หรือ วิปัสสนายานิก โอกาสเกิด วิปัสสนูกิเลสน้อยกว่า

นี้ยังไม่รวม ผู้ปฏบัติสมถะ บางท่าน ได้ฌาน แต่หลงผิดคิดว่า ได้ วิปัสสนาญาณ มรรค ผล นิพพาน แล้ว ยิ่งไม่มีโอกาสที่จะนำองค์ฌาน มาเจริญวิปัสสนา ต่อ

แต่อาจจะมีบางท่าน ที่ไม่เชื่อว่า ขณิกสมาธิ จะสามารถเจริญวิปัสสนาได้ ต้องอาศัยสมาธิขั้นฌาน หรือ เฉียด ๆ ( อัปปนาสมาธิ , อุปจารสมาธิ ) จึงจะเจริญวิปัสสนา หรือ สติปัฏฐานได้
0



#14 ผู้ใช้ออฟไลน์   eayx ไอคอน

  • ตอบ 300+
  • Pip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 382
  • สมัคร: 04/02/2004

ตอบ: 23/04/2012 - 11:52

ช่วยได้เท่าที่ช่วยได้
บอกได้เท่าที่บอกได้

อย่างน้อยก็ถือว่าเราได้ทำแล้ว

ผู้ที่ตัดสินใจว่าจะทำหรือไม่ ?
คือตัวเขาเอง ว่าเห็นสาระไหม ?

แล้วกลับมาดูจิต ตัวเอง
ว่าเป็นทุกข์ เพราะ ...
เราไม่สามารถบังคับได้

ในความเชื่อของผม เขาคนนั้นก็จะได้บุญด้วย
อย่าลืมเผื่อเมตตา ให้กับเขาด้วยนะครับ

^_^
0



#15 ผู้ใช้ออฟไลน์   ปัญญา ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1914
  • สมัคร: 24/01/2004

ตอบ: 29/04/2012 - 23:26

แสดงข้อความที่โพสต์โดดเดี่ยว [ 09/03/2012 - 11:55 ]

อารมณ์วิปัสสนูนั้นมันวิจิตรมาก ใครเคยเป็นจะรู้ดี

:10: ครับ ใครเคยผ่านตรงนี้จะรู้ดีเลย หันไปมองอีกที โอ้ย... ตายแล้วเรา กองขี้ชัด
:10: เหอะ พูดมาแล้วก็ขำตัวเอง ที่ตกอยู่ในตรงนั้น มานาน
ทุกข์ แต่ก็ยังต้องแบกทุกข์
ทุกข์เพราะขันธ์5 วางขันธ์ทั้ง5
ตัวทุกข์มันก็หาย
0



คำตอบต่อไป: ไม่มี
หน้า 1 จาก 1
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • ท่านไม่สามารถตอบกลับกระทู้นี้ได้

1 ผู้ใช้กำลังอ่านกระทู้นี้
0 สมาชิก, 1 ผู้เยี่ยมชม, 0 ผู้ใช้ที่ไม่ระบุชื่อ