ลานธรรมเสวนา: ฐาินิยปูชา 2541 - ลานธรรมเสวนา

เข้าไปดูเนื้อหา

  • (2 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • ท่านไม่สามารถตอบกลับกระทู้นี้ได้

ฐาินิยปูชา 2541 (หนังสือ) ธรรมเทศนาและบทสอนจิต สะกิดใจ จากหลวงพ่อพุธ ฐานิโย ให้คะแนนกระทู้: -----

#0 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11876
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 05/03/2012 - 14:26

:09: :09: :09:


ฐานิยปูชา ๒๕๔๑


ธรรมเทศนาและบทสอนจิต สะกิดใจ


โดย
พระราชสังวรญาณ (พุธ ฐานิโย)



รูปภาพถูกใส่ลงไปแล้ว



:09:


สารบัญ
(ลำดับเรื่อง)



ส่วน ฐานิโยวาท

โอวาทพระบูรพาจารย์

ปลุกจิตสำนึกให้ตื่น


ส่วน สอนจิต สะกิดใจ

จิตอรหันต์ - จิตปุถุชน

เรื่องเกี่ยวกับอทินนาทาน

ทวนความรู้สึก

โลภแต่ไม่บาป

แก้กรรม

ใจใส กายสุข

สมาธิขั้นไหนไม่สำคัญ

เจ็บไข้ได้ธรรม

จิตหลอก

เจตนาคือกรรม

บุญใดจะวิเศษยิ่งกว่าทำบุญกับพ่อแม่

วิธีแก้ดวงไม่ดี

เปรตสมภาร

อดีตอย่าหมายมั่น ปัจจุบันสำคัญกว่า

กำลังใจรักษาไข้

อุบายเลิกเหล้า

เดรัจฉานวิชา

อุบายออมทรัพย์

เคล็ดลับสำหรับคนอยากรวย

เจรจากับผีด้วยสันติวิธี

มิติแห่งสัจธรรม



:09:


หมายเหตุ :

1. การทยอยพิมพ์หนังสือเล่มนี้เป็นรายการต่อเนื่องในชุดหนังสือ ฐานิยปูชา นะคะ

หากท่านต้องการ...สามารถเข้าอ่านเล่มที่ผ่านมาได้ตามลิงก์ด้านล่างนี้ค่ะ


ฐานิยปูชา 2535

http://larndham.org/...%E0%B8%B2-2535/


ฐานิยปูชา 2536

http://larndham.org/...B8%B4%E0%B8%95/


ฐานิยปูชา 2537

http://larndham.org/...60&#entry778194


ฐานิยปูชา 2538

http://larndham.org/...B8%B5%E0%B8%A5/


ฐานิยปูชา 2539

http://larndham.org/...%E0%B8%B2-2539/


ฐานิยปูชา 2540

http://larndham.org/..._0&#entry785597


ฐานิยปูชา 2546

http://larndham.org/..._0&#entry741022


ฐานิยปูชา 2548

http://larndham.org/..._0&#entry745717



2. การใช้ตัวเน้นในบทธรรมที่นำมาโพสต์ใหม่ด้านล่างต่อจากนี้ อ้างอิงตามไฟล์ภาพหนังสือ ฐานิยปูชา 2541 (ในลิงก์ท้ายนี้)
ส่วนการแบ่งช่วงย่อหน้า เภตราขอปรับบางช่วงย่อหน้าที่ยาวมากเป็นย่อหน้าย่อย เพื่อการพักสายตาค่ะ
ท่านใดประสงค์จะอ่านก่อน หรือต้องการ copy บทธรรมเทศนาไปใช้ในงานพิมพ์อื่น
สามารถอ่านและตรวจสอบการใช้ย่อหน้าตามหนังสือจากลิงก์นี้ค่ะ

http://www.thaniyo.c...t/thaniyo41.pdf



3. บทธรรมใดที่ทำการคัดลอกสำเนามาจากเว็บอื่น
เภตราจะอ่านตรวจสอบและแก้ไขข้อความ
โดยให้ตรงตามไฟล์ภาพหนังสือ ฐานิยปูชา 2541 (ในลิงก์ข้อ 2) เป็นหลักค่ะ


:09:

การโพสต์นี้ได้ถูกแก้ไขโดย เภตรา: 05/03/2012 - 14:30

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
1


  • (2 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • ท่านไม่สามารถตอบกลับกระทู้นี้ได้

การตอบอื่นๆต่อกระทู้นี้



#1 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11876
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 05/03/2012 - 15:08

:09:


ฐานิโยวาท


พระธุดงคกรรมฐาน นอกจากจะเป็นผู้เคร่งครัดต่อพระวินัยแล้ว ก็เคร่งต่อกิจวัตรอันเป็นหน้าที่ของผู้ปฏิบัติ นอกจากจะสนใจศึกษาในสำนักของครูบาอาจารย์แล้ว ก็ยังตั้งใจสนใจในการปฏิบัติ มีการเดินจงกรม นั่งสมาธิ ...

... บ่ายสามโมงกวาดวัด กวาดวัดเสร็จแล้ว พระนวกะทำกิจวัตรต่อครูบาอาจารย์ ... แล้วก็รับฟังโอวาทของครูบาอาจารย์ ศึกษาข้อวินัยและข้อประพฤิตปฏิบัติ เพื่อจะรักษาไว้ซึ่งธรรมเนียมประเพณีของพระสงฆ์ ซึ่งสืบเนื่องมาจากพระอริยเจ้าทั้งหลาย


(โอวาทพระบูรพาจารย์)


:09:


ในตัวของเรา คือกายกับใจ เขามีฤทธิ์ มีอิทธิพล มีอำนาจ อยู่ในตัวของเขาแล้ว แต่ว่าฤทธิ์ อิทธิพล อำนาจนั้น มันฝังอยู่ในจิตใต้สำนึก

การปฏิบัติสมาธิ จึงเป็นการปลุกจิตใต้สำนึกของเราใ้ห้ตื่นขึ้นมา เพื่อเราจะได้นำจิตดวงนี้ไปใช้ประโยชน์ในธุรกิจการงานต่าง ๆ


(ปลุดจิตใต้สำนึกให้ตื่น)


:09:

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#2 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11876
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 05/03/2012 - 15:55

:09: :09: :09:


โอวาทพระบูรพาจารย์


แสดงพระธรรมเทศนา เนื่องในวันบูรพาจารย์ ณ วัดป่าสาลวัน

วันที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๔๐




ผู้เจริญทั้งหลาย ก่อนอื่นขอแสดงความยินดี และอนุโมทนาในกุศลเจตนาของท่านทั้งหลายที่ได้พร้อมใจกันมาแสดงกตัญญูกตเวทีต่อพระบูรพาจารย์ เนื่องในวันระลึกพระบูรพาจารย์ โดยถือเอาการบรรจุอัฐิธาตุของพระบูรพาจารย์ คือ พระอาจารย์เสาร์ อาจารย์มั่น อาจารย์สิงห์ เข้าในบุษบก ในวันที่ ๒ ธันวาคม ซึ่งมี พระอาจารย์มหาบัว เป็นประธานทางฝ่ายครูบาอาจารย์สายกรรมฐาน ฝ่ายบริหารมี สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (พิมพ์ ธัมมธโร) วัดพระศรีมหาธาตุ เป็นประธาน คณะสงฆ์ทั้ง ๒ ฝ่าย คือ ทั้งฝ่ายคันถธุระคือฝ่ายปกครอง วิปัสสนาธุระคือฝ่ายกรรมฐาน

หลังจากที่บรรจุอัฐิของพระอาจารย์ทั้งสาม เข้าในบุษบกแล้ว พระเถระทั้งสองฝ่ายลงมติเห็นพ้องกันว่า ให้วัดป่าสาลวันจัดวันบูรพาจารย์ ตรงกับวันที่ ๒ ธันวาคม ทุกปีเป็นประจำ เมื่อเป็นเช่นนั้น งานวันบูรพาจารย์จึงไม่ใช่งานของวัดป่าสาลวันโดยตรง แต่หากเป็นวันของคณะสงฆ์ ทั้งฝ่ายคันถธุระ วิปัสสนาธุระทั้งประเทศ โดยเฉพาะปีนี้ รู้สึกว่าครูบาอาจารย์ทั้งสองฝ่าย หมายถึงฝ่ายธรรมยุต ฝ่ายมหานิกาย ก็ได้มีน้ำจิตน้ำใจมาแสดงความกตัญญูกตเวที ดังนั้น จึงเป็นที่น่าชื่นชมยินดีในกุศลเจตนาของท่านทั้งหลาย

วัตถุประสงค์ของการจัดงานวันบูรพาจารย์ก็เพื่อจะได้เปิดโอกาสให้คณะสงฆ์ฝ่ายคันถธุระ วิปัสสนาธุระ ได้มาชุมนุมกันปีละครั้ง เราจะได้ปรึกษาหารือกันเกี่ยวกับข้อวัตรปฏิบัติ ทั้งสายวินัยและสายธรรมะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสายพระธุดงคกรรมฐาน

พระธุดงคกรรมฐาน นอกจากจะเป็นผู้เคร่งครัดต่อพระวินัยแล้ว ก็เคร่งต่อกิจวัตรอันเป็นหน้าที่ของผู้ปฏิบัติ นอกจากจะสนใจศึกษาในสำนักของครูบาอาจารย์แล้ว ก็ยังตั้งใจสนใจในการปฏิบัติ มีการเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา ซึ่งในระยะแรก ๆ พระธุดงค์ที่อยู่ตามป่า หมายถึงวัดป่าทั่ว ๆ ไป ครูบาอาจารย์ท่านจะเคร่งต่อกิจวัตร

บ่าย ๓ โมง กวาดวัด กวาดวัดเสร็จแล้วพระนวกะทำกิจวัตรต่อครูบาอาจารย์ พระนวกะ หมายถึงพระที่มีอายุพรรษายังไม่พ้นนิสสัยมุติ คือ ๕ พรรษา ต้องทำกิจวัตรพระอุปัชฌาย์อาจารย์เป็นประจำ แล้วก็รับฟังโอวาทของครูบาอาจารย์ ศึกษาข้อวินัย และข้อประพฤติปฏิบัติ เพื่อจะรักษาไว้ซึ่งธรรมเนียมประเพณีของพระสงฆ์ ซึ่งสืบเนื่องมาจากพระอริยเจ้าทั้งหลาย

ครูบาอาจารย์ในสายพระธุดงคกรรมฐาน เริ่มต้นตั้งแต่เจ้าพระคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (สิริจันโท จันทร์) ปฏิปทาของพระเดชพระคุณองค์นี้ เอาใจใส่บริหารทั้งฝ่ายคันถธุระ วิปัสสนาธุระ หมายถึงฝ่ายปริยัติและฝ่ายปฏิบัติ มีบูรพาจารย์บางท่านเคยเล่าให้ฟังว่า ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์เวลาท่านไปธุดงค์ ลูกศิษย์ของท่านที่ยังเรียนปริยัติอยู่ก็หอบคัมภีร์ไป ไปพักตามต้นไม้ชายคาหรือถ้ำเหวที่ไหน ท่านก็สอนปริยัติธรรม แล้วก็นำในการประพฤติปฏิบัติ ท่านปฏิบัติอย่างนี้ตลอดมาจนกระทั่งถึงแก่มรณภาพไป

ภายหลังเจ้าพระคุณองค์นี้ได้ลูกศิษย์ผู้ใหญ่ ๒ องค์ ฝ่ายวิปัสสนาธุระก็ได้พระอาจารย์เสาร์ กันตสีโล ฝ่ายคันถธุระหรือฝ่ายปริยัติก็ได้สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ติสสมหาเถระ) เจ้าพระคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ทำงานในฝ่ายคันถธุระ ในฝ่ายปริยัติ ท่านอาจารย์เสาร์ ทำงานในฝ่ายวิปัสสนา ดังนั้น พระสงฆ์ในภาคอีสานของเรานี่ในยุคสมัยนั้น จึงเป็นพระสงฆ์ที่มีความสมบูรณ์แบบ ทางสายปริยัติก็มีเจ้าพระคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์เป็นผู้บริหารงาน ทางฝ่ายวิปัสสนาธุระหรือกรรมฐานก็มีพระอาจารย์เสาร์เป็นผู้บริหารงาน ภายหลังพระอาจารย์เสาร์มาได้ลูกศิษย์องค์สำคัญคือพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต

อาตมาก็ไม่อยากจะพูดอะไรยืดยาวนัก จะขอนำโอวาทของครูบาอาจารย์ เท่าที่จำได้ และยึดเป็นหลักปฏิบัติมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้องค์ละข้อ


พระอาจารย์เสาร์ ท่านสอนกรรมฐาน ถ้ามีใครถามว่าอยากจะปฏิบัติกรรมฐานทำอย่างไร ท่านจะบอกว่า

“พุทโธซิ”

“พุทโธ แปลว่าอะไร”

“อย่าถาม”

“ภาวนาพุทโธแล้วจะได้อะไรดีขึ้น”

“ถามไปทำไม ฉันให้ภาวนาพุทโธลูกเดียว”

ทีนี้ถ้าลูกศิษย์ท่านใดรีบปฏิบัติตามคำสั่งของท่านอย่างผู้ว่าง่าย ไม่ได้ฟังอีร้าค่าอีรมอะไร ไม่ต้องไปสงสัยข้องใจอะไร ท่านอาจารย์สอนให้ภาวนาพุทโธ ฉันก็พุทโธ พุทโธ ๆๆ ลูกเดียวไม่ต้องสงสัย ถ้าใครไปตั้งใจปฏิบัติตามโอวาทของท่านอย่างจริงใจ ไม่เกิน ๗ วันต้องมีปัญหามาให้ท่านแก้ บางท่านไปภาวนา พุทโธ แล้วจิตสงบ นิ่ง สว่าง รู้ ตื่น เบิกบาน บางทีกระแสจิตส่งออกนอก เห็นโน่นเห็นนี่ ถ้ามาถามท่าน จิตเป็นอย่างนี้ จะผิดหรือถูกประการใด ถ้าหากว่าถูกท่านก็บอกว่า

“เร่งภาวนาเข้า ๆ ให้มันเข้าถึงความเป็นเอง”

ถ้าหากมันไม่ถูกต้อง ส่งออกนอกมากนัก ท่านก็บอกว่าให้พยายามระงับ อย่าให้มันส่งออกไปมากนัก ถ้าหากพอรั้งเอาไว้ได้ก็ให้รั้งเอาไว้ ถ้ารั้งไม่ได้ก็ให้ปล่อยไปตามธรรมชาติของมัน ท่านก็สอนอย่างนี้

และอีกประเด็นหนึ่ง ในฐานะที่หลวงพ่อเป็นลูกศิษย์พระอาจารย์เสาร์องค์สุดท้ายที่ยังเหลืออยู่ในปัจจุบันนี้ ในสมัยที่เป็นสามเณร ไปปรนนิบัติท่าน อยู่ ๆ ท่านก็พูดขึ้นมาเปรย ๆ ว่า

“เวลานี้จิตข้ามันไม่สงบ มันมีแต่ความคิด”

เมื่อเรียนถามท่านว่า “จิตฟุ้งซ่านหรืออย่างไร ท่านอาจารย์” ท่านก็จะบอกว่า

ถ้ามันเอาแต่นิ่ง มันก็ไม่ก้าวหน้า จิตข้ามีแต่ความคิด มันไม่สงบ”

พอถามว่า “ฟุ้งซ่านหรืออย่างไร” ท่านก็ตอบว่า

“ถ้ามันเอาแต่นิ่งลูกเดียวมันก็ไม่ก้าวหน้า”

อันนี้เป็นปัญหาที่ลูกศิษย์นักปฏิบัติจะต้องทำความเข้าใจ ที่ท่านอาจารย์ท่านว่าอย่างนั้น มันก็ไปได้ในหลักของสมาธิและฌาน

ฌานมีอยู่ ๒ อย่าง อารัมมณูปนิชฌาน จิตสงบ นิ่ง รู้อยู่ในสิ่ง ๆ เดียว หรือรู้เฉพาะในจิตอย่างเดียว แล้วก็สงบนิ่งละเอียดไป จนกระทั่งถึงจุดร่างกายตัวตนหาย เหลือแต่จิตดวงเดียว นิ่ง สว่างไสวอยู่เท่านั้น อันนี้เป็นอารัมณูปนิชฌาน เป็นสมาธิในฌานสมาบัติ

และอีกอันหนึ่ง ลักขณูปนิชฌาน พอจิตสงบนิ่งลงไปนิดหน่อย มันมีวิตก วิตกก็คือความคิด เมื่อความคิดเกิดขึ้น สติก็ทำหน้าที่ตามรู้ ไปทุกระยะ ถ้าหากสมาธิมีความเข้มข้น สติสัมปชัญญะเข้มแข็ง ความคิดมันก็เกิดเร็วขึ้น ๆ ๆ จนรั้งไม่อยู่ ในช่วงแรก ๆ ความคิดเกิดขึ้น ถ้าจิตไปยึดความคิดมันก็มีความยินดีมีความยินร้าย บางทีก็มีสุขมีทุกข์ บางทีก็หัวเราะไปร้องไห้ไปในจิตในใจ ผู้ปฏิบัติ ถ้าไม่เข้าใจผิด ปล่อยไปตามครรลองของมัน เราเอาสติตามรู้ไป พอไปถึงจุด ๆ หนึ่ง จิตมันจะหยุดนิ่งพั๊บลงไป สว่างไสว ร่างกายตัวตนหาย เหลือแต่จิตนิ่งสว่างไสวอยู่ดวงเดียวเท่านั้น สภาวะอันเป็นอารมณ์ และกิเลสทั้งหลาย มันจะมาวนเวียนรอบจิตอยู่ตลอดเวลา พอมาถึงความสว่างของจิต มันจะตกไปๆ เหมือนแมลงบินเข้ากองไฟ อันนี้ความหมายของโอวาทของหลวงปู่เสาร์เป็นอย่างนี้

มันก็ไปตรงกับ ฐีติภูตัง ของ หลวงปู่มั่น พอจิตอยู่นิ่ง สว่าง รู้ ตื่น เบิกบาน สภาวะทั้งหลายอันเป็นสภาวธรรม จะมีปรากฏการณ์เกิดขึ้นดับไป จิตก็รู้ นิ่ง เฉย เป็นกลางโดยเที่ยงธรรม ไม่หวั่นไหวต่อเหตุการณ์นั้น ๆ เพราะความยินดีไม่มี ความยึดมั่นถือมั่นในอารมณ์ไม่มี จิตคิดขึ้นมารู้แล้วปล่อยวาง ๆ ไม่ยึดอะไรเป็นปัญหาให้ตัวเองเดือดร้อน อันนี้หลวงปู่มั่นท่านเรียกว่า ฐีติภูตัง ฐีติ จิตตั้งมั่น นิ่ง เด่น สว่างไสว ภูตัง สภาวธรรมทั้งหลายปรากฏการณ์ให้จิตรู้อยู่ตลอดเวลา แต่จิตดำรงอยู่ในความเป็นอิสระโดยเที่ยงธรรม ไม่หวั่นไหวต่อเหตุการณ์นั้น ๆ

ท่านผู้ฟังทั้งหลาย เราได้ยินคำว่า สัพเพ สังขารา อนิจจา สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง ถ้าจิตของเรายังไม่มีสติสัมปชัญญะมั่นคง พอรับรู้อารมณ์อันใดมันหวั่นไหว เกิดความยินดี เกิดความยินร้าย อันนี้เรียกว่า สังขารา อนิจจา สังขารไม่เที่ยง แต่ถ้าจิตไปถึงจุดที่เรียกว่า ฐีติภูตัง อันนั้นมันเป็น วิสังขาร พึงทำความเข้าใจคำว่า สังขาร กับ วิสังขาร ตามนัยที่กล่าวมานี้

จิตรับรู้อารมณ์ ถ้าหวั่นไหวเกิดความยินดียินร้าย อันนั้นเรียกว่า สังขารา อนิจจา สังขารไม่เที่ยง แต่ถ้าหากว่าจิตนิ่งเฉย สว่างไสว อารมณ์อันเป็นปรากฏการณ์หรือสภาวะที่เป็นปรากฎการณ์ให้จิตรู้เห็นตลอดเวลา แต่จิตไม่หวั่นไหวต่อเหตุการณ์นั้น ๆ มีแต่ดำรงอยู่ในความเป็นกลางโดยเที่ยงธรรม ในลักษณะอย่างนี้ เรียกว่า วิสังขาร เพราะอารมณ์ไม่สามารถที่จะปรุงแต่งจิตได้

ฐีติภูตัง เป็นภาษารู้ของนักปฏิบัติ ซึ่งอาจจะไม่มีในตำรับตำรา ทีนี้ถ้าหากเราจะหาตำรามาเป็นเครื่องยืนยัน เราจะเอาอะไรมา มันมีปรากฏอยู่ในสูตร ๆ หนึ่ง สูตรนั้นเริ่มต้นว่า อุปปาทา วา ภิกขะเว ตะถาคะตานัง อุนุปปาทา วา ตะถาคะตานัง, ฐิตา วะ สา ธาตุ ธัมมัฏฐิตตา ธัมมะ นิยามะตา ธัมมัฏฐิตตา เพราะความที่จิตตั้งมั่น นิ่ง เด่น สว่างไสว ธัมมะ นิยามะตา เพราะความที่สภาวธรรมปรากฏการณ์ให้จิตรู้อยู่ตลอดเวลา อันนี้มีหลักฐานในธัมมนิยามสูตร

ทีนี้ในส่วน อารัมมณูปนิชฌาน ลักขณูปนิชฌาน มีหลักฐานปรากฏอยู่ในคัมภีร์ธรรมบท ในเรื่อง ราธพราหมณ์ ตอนแก้อรรถกถา ในนั้นท่านอธิบายไว้ว่า คำว่า ฌาน มี ๒ อย่าง อารัมมณูปนิชฌาน จิตรู้ในอารมณ์เดียว ลักขณูปนิชฌาน จิตสงบแล้วมีความรู้ผุดขึ้น ๆ อย่างกับน้ำพุ พอไปถึงจุด ๆ หนึ่ง นิ่งกิ๊กลงไป สว่างไสว สภาวะทั้งหลายวนรอบจิตอยู่แล้ว ไม่สามารถไปประทุษร้ายความปกติของจิตได้ อันนี้หลักฐานปรากฏมีชัดเจน เป็นความหมายของโอวาทของพระอาจารย์เสาร์และพระอาจารย์มั่น

ทีนี้ หลวงปู่เทสก์ ท่านให้โอวาทว่า… คราวหนึ่ง ไปกราบเยี่ยมท่าน พอกราบเสร็จแล้วท่านก็บอกว่า

“เจ้าคุณมาแล้วก็ดีแล้ว จะเว้าอะไรให้ฟัง”

หลวงพ่อก็บอกว่า “ถ้าจะเว้าก็รีบเว้า อยากฟังอยู่เหมือนกัน”

เสร็จแล้วท่านก็กล่าวขึ้นมาว่า “สมาธิในฌานมันโง่ สมาธิในอริยมรรคมันฉลาด สมาธิในฌาน จิตสงบนิ่งแล้วรู้ในสิ่ง ๆ เดียว ความรู้อื่นไม่ปรากฏ แต่สมาธิในอริยมรรค พอจิตสงบแล้วมีความรู้ความคิดผุดขึ้น ๆ อย่างกับน้ำพุ จิตก็มีสติ กำหนดรู้ตามไปทุกระยะ พอไปถึงจุดหนึ่ง จิตก็จะนิ่งกึ๊กลงไปแล้วสว่างไสว กิเลสทั้งหลายมาวนรอบจิตอยู่ เมื่อมาถึงความสว่างของจิตมันจะตกไป ๆ เหมือนแมลงบินเข้ากองไฟ” อันนี้เป็นโอวาทของหลวงปู่เทสก์

ทีนี้โอวาทของ หลวงปู่ฝั้น อย่าปล่อยให้จิตมันอยู่ว่าง คำว่าอย่าปล่อยให้จิตมันอยู่ว่างนี่ เราควรจะทำความเข้าใจอย่างไร เราจะสร้างความคิดให้มันไม่หยุดยั้งอย่างนั้นหรือ… ไม่ใช่ อย่าไปเข้าใจผิด คำว่า อย่าปล่อยให้จิตมันอยู่ว่าง คือ ให้มีสติกำหนดรู้จิตตลอดเวลา ไม่ว่าเราจะยืน เดิน นั่ง นอน รับประทาน ดื่ม ทำ พูด คิด ให้มีสติรู้ตัวตลอดเวลา ท่านหมายความว่าอย่างนั้น

โอวาทของ หลวงปู่แหวน

“เจ้าคุณอย่าไปไขว่คว้าอะไรให้มันมากมายนัก ให้กำหนดสติรู้จิตเพียงอย่างเดียว บาปมันเกิดที่จิต บุญมันเกิดที่จิต ดีชั่วเกิดที่จิต สวรรค์นิพพานเกิดที่จิต มันไม่ได้เกิดที่อื่น เพราะฉะนั้นเราอยากจะรู้จริงเห็นจริงในธรรมะคำสั่งสอน หรือจะสำเร็จมรรคผลนิพพาน ให้กำหนดสติรู้จิตเพียงอย่างเดียว” องค์นี้สอนอย่างนี้

หลวงปู่มหาบัว ท่านเล่าเรื่องของท่านให้ฟังว่า

“เมื่อก่อนนี้นายบัวเป็นคฤหัสถ์ อยากบวชเป็นพระก็ได้บวชแล้ว พอบวชเป็นพระแล้ว อยากเป็นมหา ไปเรียนกับเขาสอบได้ ๓ ประโยค เอาละ… แค่นี้เขาก็เรียกมหาเหมือนกัน พอเป็นมหาแล้วอยากเป็นพระนักปฏิบัติ ก็ได้ปฏิบัติแล้ว พอปฏิบัติแล้วอยากรู้ธรรมเห็นธรรม ก็ได้รู้บ้างตามสมควรแก่ความสามารถ พอรู้ธรรมเห็นธรรมแล้วอยากเป็นพระอรหันต์ เดี่ยวนี้เลยไม่รู้ว่ามันเป็นอะไร มันก็เป็นหลวงตาบัวตามเดิมนั่นแหละ”

อันนี้ท่านผู้ฟังจะเข้าใจว่าอย่างไร ถ้าเรามาพิจารณาว่า ท่านผู้ใดสำคัญตนว่าเป็นพระโสดาบัน คนนั้นไม่ใช่ ท่านผู้ใดสำคัญตนว่าเป็นพระสกิทาคา อนาคามี อรหันต์ คนนั้นไม่ใช่ เพราะความเป็นพระอรหันต์มันอยู่เหนือสมมติบัญญัติ ผู้สำเร็จแล้วจะรู้สึกเพียงแค่ว่าตัวหมดกิเลสแล้วเท่านั้น อันนี้เป็นโอวาทของพระอาจารย์มหาบัว

อาตมาเป็นลูกศิษย์หลายครูหลายอาจารย์ ก็จำเอาโอวาทของครูบาอาจารย์องค์ละข้อ แต่ในเมื่อมาพิจารณาดูแล้ว มันก็เป็นอุปกรณ์ในการปฏิบัติ ทำให้เรารู้ธรรมเห็นธรรมได้บ้างตามสมควรแก่ฐานะ
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#3 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11876
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 05/03/2012 - 18:25

:09:



ดังนั้น ท่านพุทธบริษัททั้งหลาย อยากจะถามปัญหาท่านสักข้อหนึ่งว่า ทำไมธรรมะที่พระพุทธเจ้านำมาสอนเรานั้น เข้าใจว่ามันเป็นเรื่องส่วนตัวของพระองค์โดยเฉพาะ ปุพเพนิวาสานุสติญาณ การระลึกชาติหนหลังได้ เป็นเครื่องบ่งบอก ดังนั้น พระองค์เทศน์สอนเราว่า ทำสิ่งนี้มันเป็นบาปนะ ทำแล้วตกนรก พระองค์เคยทำบาปอย่างนี้ตกนรกมาแล้วตั้งแต่ชาติก่อนโน้น ทำสิ่งนี้มันเป็นบุญ ทำแล้วขึ้นสวรรค์ พระองค์เคยทำบุญขึ้นสวรรค์มาแล้วแต่ชาติก่อนโน้น การบำเพ็ญสมาธิ บำเพ็ญฌาน ได้สำเร็จฌานสมาบัติ ตายแล้วไปเกิดเป็นพระพรหมในพรหมโลก พระองค์ก็เคยบำเพ็ญฌาน ไปเกิดเป็นพระพรหมมาแล้ว นั้นแต่ชาติก่อนโน้น มาในชาติปัจจุบันนี้ พระองค์ก็มาบำเพ็ญเพียรภาวนา เจริญกรรมฐาน ได้สำเร็จเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สำเร็จแล้วจึงได้นำธรรมะมาสอนเรา เพราะฉะนั้น ในเมื่อเราได้ยินคำสอนของพระองค์ จะเป็นอะไรก็ตามที่พระองค์สอนเอาไว้ ถ้าหากว่าเรายังไม่รู้แจ้งเห็นจริง รับฟังเอาไว้อย่าเพิ่งไปปฏิเสธว่ามันไม่เป็นความจริง

ธรรมะที่พระองค์นำมาสอนเรานี่ เป็นเรื่องส่วนตัวของพระองค์ทั้งนั้น ไม่ใช่เรื่องอื่นไกล ปุพเพนิวาสานุสติญาณ พระองค์ระลึกชาติหนหลังได้ ตั้งแต่ชาติเป็นเวสสันดร ถอยหลังไปเป็นแสนชาติล้านชาติ นับไม่ถ้วน แล้วพระองค์ก็เวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสารหลายล้านชาติ บางชาติไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน บางชาติเกิดเป็นนกคุ้ม บางชาติเกิดเป็นกระต่าย แม้แต่เป็นสัตว์เดรัจฉาน พระองค์ก็บำเพ็ญบารมีอยู่ไม่หยุดยั้ง

ยกตัวอย่าง ชาติหนึ่งเกิดเป็นกระต่าย แล้วก็ไปเป็นสหายกันกับลิงและสุนัขจิ้งจอก สามสหายนี้ ไปเห็นพระฤๅษีนั่งบำเพ็ญภาวนาบูชาไฟ เกิดศรัทธาอยากจะถวายอาหารฤๅษี ไอ้เจ้าลิงก็กระโดดขึ้นต้นไม้เก็บผลไม้มาถวาย ไอ้เจ้าสุนัขจิ้งจอกก็ไปเที่ยวเก็บเอาปลา ที่พรานเบ็ดเขาทำตกเอาไว้มาโยนเข้ากองไฟเผาให้ฤๅษีกิน แต่พระโพธิสัตว์กระต่ายนี่ตัวเองกินแต่หญ้าไม่มีอะไรจะมาถวายพระฤๅษี ก็อธิษฐานจิตแน่วแน่ต่อพระโพธิญาณ “ข้าพเจ้าขออุทิศร่างกายของข้าพเจ้าเผาไฟให้ฤๅษีกิน แล้วขอให้ข้าพเจ้าได้สำเร็จพระโพธิญาณ” ว่าแล้วก็กระโดดเข้ากองไฟเผาตัวเองให้ฤๅษีกิน

ทั้งหลายเหล่านี้เป็นหลักฐานพยานว่าพระองค์ได้บำเพ็ญอะไรมาแล้ว ไฟนรกมันร้อนพระองค์เคยกระโดดลงไปแล้ว ไปอยู่โลกสวรรค์มันเยือกเย็นสบายพระองค์ก็ไปอยู่มาแล้ว ไปเกิดเป็นพระพรหม เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ มีความสุขสบาย พระองค์ก็เคยไปเกิดเป็นพระพรหมมาแล้ว เพราะฉะนั้นคำสอนของพระองค์นี่เมื่อเราได้ยินได้ฟังแล้วเชื่อเอาไว้ก่อน

เพราะฉะนั้น อาศัยการระลึกชาติหนหลังนั่นแหละ นอกจากจะรู้เรื่องของพระองค์แล้ว ยังรู้เรื่องของสัตว์อื่นคนอื่นด้วย คนเราเกิดมา บางคนก็รูปร่างสวยงาม บางคนขี้ริ้วขี้เหร่ บางคนมีสติปัญญาเฉลียวฉลาดเฉียบแหลม บ้างก็ไปเกิดเป็นสัตว์ เป็นอะไรสารพัดสารเพ ทั้งนี้ก็เพราะเหตุใด พระองค์รู้ว่าเพราะ กัมมัง สัตเต วิภัชฌติ กรรมย่อมจำแนกสัตว์ให้มีประเภทต่าง ๆ กัน อันนี้พระองค์ก็ตรัสรู้ เพราะฉะนั้น คำสอนของพระองค์ไม่ใช่ชนิดที่ว่านอนหลับฝันไป ตื่นขึ้นมาเทศน์ให้คนฟัง ไม่ใช่อย่างนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างพระองค์อุทิศ พระองค์ทดสอบมาด้วยพระองค์เอง เพราะฉะนั้นเชื่อไว้ก่อนเถิด

ทีนี้มีปัญหาที่จะถามญาติโยมว่า จำเป็นอะไรที่เราจะต้องมาปฏิบัติสมาธิ ที่จำเป็นจะต้องปฏิบัติสมาธิก็เพราะชีวิตของเราทุกคนเป็นอยู่ด้วยพลังของสมาธิ ซึ่งทุกคนมีสมาธิเป็นเดิมพันอยู่แล้วไม่มากก็น้อย และอีกอย่างหนึ่ง คนเราทุกคนมีฤทธิ์ มีอิทธิพล มีอำนาจอยู่ในตัว เพราะเราเกิดมาหลายภพหลายชาติ บางท่านอาจจะบำเพ็ญตนเป็นพระฤๅษีสำเร็จฌานสมาบัติมาแล้ว การปฏิบัติสมาธิจึงเป็นการปลุกจิตใต้สำนึกให้ตื่นขึ้นมา การสวดมนต์ภาวนาทำสมาธิเป็นการปลุกจิตใต้สำนึกให้ตื่น

การจัดงานบูรพาจารย์ของเราก็เพื่อจะได้มาปรึกษาหารือปรับปรุงข้อวัตรปฏิบัติให้คงเส้นคงวาอยู่อย่างที่ครูบาอาจารย์ยังมีชีวิตอยู่ร่วมกับพวกเรา อันนี้ขอฝากท่านสหธรรมิกทั้งหลายนำไปพิจารณาด้วย ในสมัยปัจจุบันนี้มีเพื่อนฝูงมาบอกว่าเขาจะทำลายพระพุทธศาสนาอย่างนั้นอย่างนี้ พากันหวั่นกลัวกัน แล้วก็มาขอความเห็น ขอความร่วมมือ ว่าให้ช่วยป้องกันพระพุทธศาสนา ศาสนาอื่นบ้าง นักการเมืองบ้าง จะมาทำลายพระพุทธศาสนา แต่พระพุทธเจ้าเทศน์อย่างนี้ ท่านเทศน์ว่า ตระกูลที่มั่งคั่งสมบูรณ์ ตระกูลนั้นจะเสื่อมหรือจะเจริญก็เพราะลูกในตระกูลนั้น ลูกต่างตระกูลไม่มีสิทธิที่จะไปทำลายวงศ์สกุลของเขาให้เสื่อมหรือให้เจริญ

ดังนั้น ในทำนองเดียวกัน พระพุทธองค์ตรัสว่า ศาสนาของเราจะเสื่อมหรือจะเจริญขึ้นอยู่กับพุทธบริษัท คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ถ้าหากภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา พากันปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เป็นสัมมาปฏิบัติ ศาสนาของเราตถาคตจะทรงอยู่ชั่วฟ้าดินสลาย เพราะฉะนั้น อันนี้ขอฝากท่านพุทธบริษัททั้งหลายไว้พิจารณา

อาตมาเคยมีประสบการณ์ เรื่องวินัยนี่ส่วนใหญ่พระเจ้าพระสงฆ์ท่านไม่ค่อยสอนญาติสอนโยม เพราะท่านกลัวญาติโยมจะรู้ทันท่าน สมัยที่อาตมาเป็นสามเณรท่องปาฏิโมกข์จบ ขออนุญาตแปลพระปาฏิโมกข์ อาจารย์ไม่ให้แปล ทำไมไม่ให้แปล ประเดี๋ยวมันรู้มาก มันหัวแข็ง ปกครองยาก ทีนี้พระเจ้าพระสงฆ์ไม่ค่อยเทศน์วินัยให้ญาติโยมฟังนี่ บางทีอาจจะกลัวว่าญาติโยมจะรู้ทันตัวเอง มันจะหลอกลวงญาติโยมไม่ได้ เพราะฉะนั้น เรื่องพระธรรมวินัยนี่ ศาสนาของพระตถาคตเจ้าจะเจริญรุ่งเรืองหรือเสื่อมลง อยู่ที่เราหรือพุทธบริษัทนั้นเอง

เพราะฉะนั้น ในสมัยที่ศาสนาก็มีพิษมีภัย แต่อาตมาไม่เคยกลัวว่าใครจะมาทำลายศาสนา และก็ไม่กลัวว่าใครจะลงนรก กลัวแต่ตัวเองจะเป็นผู้ทำลายศาสนา กลัวแต่ตัวเองจะลงนรก ขอพูดให้มันถึงแก่น มองดูหน้าใครก็ไม่เหมือนหน้าพ่อหน้าแม่เราสักคน จะไปกลัวเขาจะลงนรกทำไม ถ้าหากว่าคนทั้งโลกพากันสร้างบาปลงนรกหมด อาตมาจะสร้างแต่ความดี สร้างความดี ตายแล้วไปเกิดเป็นเทพบุตรบนสวรรค์ ถ้าไม่สำเร็จพระนิพพาน สมบัติบนสวรรค์นางฟ้านางเทวดาเป็นของเราหมดไม่มีใครแย่ง

เพราะฉะนั้นอย่าไปเป็นห่วงคนอื่น หลวงพ่อสอนให้คนใจแคบเห็นแก่ตัวหรือ เปล่า… ในเมื่อเราสามารถสร้างคุณงามความดีให้มันพร้อมแล้ว เราไม่ต้องไปกวักมือเรียกใครให้เข้ามาวัด ต่อให้สร้างกำแพงสูงจรดท้องฟ้า ชาวบ้านก็จะพังกำแพงเข้ามาหาเรา คนที่มีคุณธรรม มีแก้วคือพระรัตนตรัยอยู่ในจิตใจของตนเองอย่างผ่องใส แก้วเป็นของมีค่าเปรียบเหมือนเพชรนิลจินดา แม้ก้อนหินโตเท่าศาลา ถ้าเขารู้ว่ามีเพชรเม็ดโตเท่ามะพร้าวฝังอยู่ในนั้น เขาจะเอาระเบิดมาระเบิดเอา

เพราะฉะนั้น คุณงามความดีนี่ ในเมื่อเราบำเพ็ญให้มันถึงพร้อมแล้ว คุณงามความดีจะเป็นแรงดึงดูด ดึงดูดให้พระภิกษุสามเณรมีความรักบูชาซึ่งกันและกัน ดึงดูดให้ญาติโยมทั้งหลายมีความเคารพศรัทธาในพระเจ้าพระสงฆ์ทั้งหลาย ถ้าหากว่าพระภิกษุสงฆ์ในพระพุทธศาสนานี่บวชเข้ามาแล้วยินดีในปัจจัย ๔ ที่ญาติโยมเขาศรัทธาถวาย อาหารบิณฑบาต จีวร ที่อยู่อาศัย ยาแก้โรค ไม่ไปกระตือรือร้น ไม่ไปชิงสุกก่อนห่าม พยายามสร้างความดีให้มาก ๆ โบสถ์วิหารศาลาการเปรียญกุฎีกุฏิต่าง ๆ นี่ไม่ต้องไปตะโกนหาให้ใครมาช่วยสร้าง ญาติโยมย่อมดูย่อมพิจารณาเอง

อาตมามาอยู่วัดนี้ทีแรก นายวัน คมนามูล มาเตือน “พระคุณเจ้า เรื่องการก่อสร้างพระคุณเจ้าไม่ต้องกระตือรือร้น ให้ตั้งหน้าเดินจงกรมบำเพ็ญเพียรภาวนาอยู่เท่านั้น เรื่องการก่อสร้างญาติโยมย่อมดูอยู่หรอก” เดินมาหลายจังหวัดแล้วเพิ่งจะได้ยินโยมคนนี้ ลองใช้สูตรโยมคนนี้ลองดู ที่มาอยู่นี่ ๒๐ กว่าปี ไม่เคยคิดที่จะทำอะไรในวัดนี้ แต่อยู่ ๆ ก็มีผู้มาสร้างโน่นสร้างนี่ให้จนไม่มีที่จะสร้าง เพราะฉะนั้น คุณงามความดีตามแนวคำสอนของพระพุทธเจ้านี่ ปฏิบัติให้มันตรงไปตรงมาเถิดพี่น้องทั้งหลาย

จุดยืนของชาวพุทธ บทสวดมนต์อยู่ที่พุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ เมตตาพรหมวิหาร อย่าไปไขว่คว้าอะไรให้มันมากนัก หลังจากที่สวดมนต์ภาวนาแล้วอุทิศส่วนกุศลให้สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น อันนี้เป็นกิจวัตรของชาวพุทธ

วันนี้ขอกล่าวสัมโมทนียกถาพอเป็นกำลังใจของบรรดาญาติโยมทั้งหลายก็พอสมควรแก่กาลเวลา บุญกุศลทั้งหลายที่เราบำเพ็ญมา ขออุทิศเป็นดอกไม้บูชาพระบูรพาจารย์ และเพื่อบุญกุศลแก่พวกเรา ด้วยบารมีของครูบาอาจารย์ จงดลบันดาลให้พวกเราซึ่งเป็นศิษยานุศิษย์ มีความเจริญงอกงามด้วยคุณธรรม และเจริญในพระธรรมวินัย ชาวบ้านทั้งหลายปรารถนาลาภ ยศ สรรเสริญ สุข และอำนาจ จงสำเร็จตามปณิธานตามความปรารถนา ในที่ทุกสถานตลอดกาลทุกเมื่อ เทอญ.


:09: :09: :09:
.......................


ขอขอบพระคุณข้อมูลบทธรรมเทศนา อ้างอิงมาจาก

http://www.dharma-ga...ex-page.htm:09:
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#4 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11876
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 05/03/2012 - 20:09

:09: :09: :09:


ปลุกจิตใต้สำนึกให้ตื่น


เทศน์โปรดนักศึกษาสถาบันราชภัฏนครราชสีมา ที่กุฏิวัดป่่าสาลวัน

๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๔๐



รู้สึกมีความยินดีที่นักศึกษาทั้งหลายมามอบตัวเป็นลูกศิษย์ขอฟังธรรม แต่ความจริงเราเป็นลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้าสมบูรณ์แบบ ครูบาอาจารย์ในปัจจุบันเป็นแต่ตัวแทนพระพุทธเจ้า ธรรมะที่ครูบาอาจารย์นำมาแสดงแก่พวกเราก็เป็นธรรมะคำสอนของพระพุทธเจ้า

ธรรมะคำสอนของพระพุทธเจ้า แบ่งออกเป็น ๒ ประเภท ประเภทหนึ่ง ธรรมะที่เป็นอารมณ์สิ่งรู้ของจิต สิ่งระลึกของสติ อีกประเภทหนึ่ง เป็นธรรมะคำสอนได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นหลักและวิธีการกล่อมเกลากาย วาจา และใจของเรา ให้ประพฤติอยู่ในกรอบ เช่น ศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗

ศีล ๕ เป็นกรอบของการปฏิบัติของชาวบ้านทั่ว ๆ ไป ศีล ๘ สำหรับนักบวช คือบวชเป็นชี หรือเป็นชีพราหมณ์ หรือพราหมโณ ที่เขาไปบวชกัน ศีล ๑๐ สำหรับสามเณรที่บวชห่มจีวรผ้าเหลือง ศีล ๒๒๗ สำหรับพระภิกษุ ผู้ใดอยู่ในขั้นภูมิใดปฏิบัติตามกฏระเบียบของตนเองให้ถูกต้อง ก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้รับเอาคำสอนของพระพุทธเจ้าไปเป็นเครื่องขัดเกลาหรือกล่อมเกลากาย วาจา และใจของตนเองให้ประพฤติอยู่ในกรอบในระเบียบเพื่อความละเอียด หรือความสุข ความสบายกายและใจ อันนี้เป็นธรรมะที่เป็นกฎเป็นระเบียบกล่อมเกลากาย วาจา และใจของเรา ให้มีความละเอียดประณีตยิ่งขึ้น

ส่วนธรรมะที่เป็นอารมณ์สิ่งรู้ของจิต สิ่งระลึกของสติ หมายถึงกายกับใจของเรา สถานการณ์และสิ่งแวดล้อมที่เราสามารถรับรู้ด้วย ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ภาษาทางศาสนาบัญญัติว่า สภาวธรรม

สภาวธรรมนี่เขาก็มีอันเป็นไปตามกฎเกณฑ์ของเขา กฎเกณฑ์อันนั้น ถ้าว่าตามภาษาของเราทั่วไปก็คือ เขามีลักษณะประกฏการณ์เกิดขึ้นในเบื้องต้น ทรงตัวอยู่ชั่วขณะหนึ่ง ในที่สุดสลายตัวไป ภาษาศาสนาบัญญัติว่า อนิจจัง ไม่เี่ที่ยง ทุกขัง คงอยู่ไม่ได้ อนัตตา ไม่เป็นตัวของตัวเอง สิ่งเหล่านี้เป็นธรรมะสิ่งรู้ของจิต สิ่งระลึกของสติ แม้แต่วิชาความรู้ที่นักศึกษาเรียนในสถาบันนั้นก็คือสภาวธรรม ผู้ที่เรียนวิทยาศาสตร์ รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ หรือศาสตร์อะไรก็ตามที่เขาตั้งขึ้นมาเป็นหลักสูตรการศึกษา ตั้งแต่ระดับปริญญาตรีถึงปริญญาเอก หลักวิชาความรู้ทั้งหลายเหล่านั้นเรียกว่าสภาวธรรมทั้งนั้น เพราะเป็นธรรมะที่เราจะรู้ด้วยจิตด้วยใจ จึงกลายเป็นสิ่งรู้ของจิต สิ่งระลึกของสติ
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#5 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11876
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 05/03/2012 - 20:15

:09:



ทีนี้เรามาปฏิบัติธรรม ก็ฝึกสติให้มันรู้สภาวธรรม แม้แต่การยืน เดิน นั่ง นอน รับประทาน ดื่ม ทำ พูด คิด เมื่อเรากำหนดสติตามรู้อยู่ทุกระยะ หรือจะเรียกว่าทุกขณะจิตทุกลมหายใจก็ว่าได้ อันนั้นก็เป็นธรรมะเครื่องของจิต เป็นสิ่งรู้ของจิต สิ่งระลึกของสติ จะเป็นอะไรก็ได้ที่เรามีสติกำหนดรู้อยู่ทุกขณะจิต ทุกลมหายใจ ธรรมชาติของจิตถ้ามีสิ่งรู้ สติมีสิ่งระลึก เขาจะเพิ่มพลังงานมากขึ้นทุกที ๆ แม้แต่ในห้องเรียนเราก็สามารถปฏิบัติสมาธิได้

วิธีปฏิบัติสมาธิในห้องเรียน เวลาอาจารย์มาสอน เรามองจ้องตัวอาจารย์ ส่งจิตไปรวมไ้ว้ที่ตัวอาจารย์ อย่าให้สายตาและจิตไปอื่น เพราะในขณะที่อาจารย์สอนเรา ท่านต้องรวมกำลังจิตและวิชาความรู้ที่จะถ่ายทอดให้เราอย่างตรงไปตรงมา เมื่อเราเอาใจใส่จดจ้องเราก็ได้รับการถ่ายทอดพลังจิตและวิชาความรู้จากอาจารย์อย่างตรงไปตรงมา อันนี้เป็นกฎความจริงตามกฎของธรรมชาติที่หลาย ๆ คนเขาพากันมองข้าม แต่ความจริงนั้นถ้าเราตั้งใจปฏิบัติตามที่กล่าวนี้ ระยะแรก ๆ มันอาจจะสับสนวุ่นวาย แต่ถ้าตั้งใจฝึกจนมันคล่องตัวชำนิชำนาญ ต่อไปพอมองเห็นอะไรมันจะจ้องเอา ๆ

ในระยะแรกความรู้สึกทางจิตจะไปรวมอยู่ที่ตัวอาจารย์ สายตาก็ยังจ้อง เมื่อมันได้สมาธิแล้ว มันจะย้อนกลับมาเตรียมพร้อมอยู่ที่ตัวเรา ความรู้สึกที่มันย้อนมาเตรียมพร้อมอยู่ที่ตัวเรานั่นแหละ เมื่ออาจารย์พูดอะไรให้ฟัง พอท่านหยุดหายใจ เราสามารถรู้ล่วงหน้าว่าต่อไปท่านจะพูดอะไร เวลาไปสอบ อ่านคำถามจบ จิตจะว่างลงนิดหนึ่ง คำตอบจะผุดขึ้นมาโดยไม่ต้องคิด เวลาก่อนจะสอบ บางทีเราอาจจะรู้ข้อสอบล่วงหน้า ผลประโยชน์ในการปฏิบัติสมาธิแบบนี้มันมีประโยชน์อย่างมหาศาล

ขอให้เราทุกคนจงทำความเข้าใจไว้ว่า ในตัวของเรา คือกายกับใจ เขามีฤทธิ์ มีอิทธิพล มีอำนาจอยู่ในตัวของเขาแล้ว แต่ว่าฤทธิ์ อิทธิพล อำนาจ อันนั้นมันฝังอยู่ในจิตใต้สำนึก การปฏิบัติสมาธิจึงเป็นการปลุกจิตใต้สำนึกของเราให้ตื่นขึ้นมา เพื่อเราจะได้นำจิตดวงนี้ไปใช้ประโยชน์ในธุรกิจการงานต่าง ๆ แม้แต่การศึกษาเล่าเรียน

ขณะใดที่เราภาวนาแล้วจิตของเราสงบ นิ่ง สว่าง หรือไปรู้สึกนิ่งแจ่ม ๆ อยู่ในจิตในใจก็ตาม นั้นแสดงว่าจิตใต้สำนึกของเรากำลังเริ่มตื่นขึ้นแล้ว ทีนี้เมื่อเราฝึกต่อเนื่องกันทุกวันจนคล่องชำนิชำนาญ เราสามารถทำจิตให้สงบได้ตามที่เราต้องการ เมื่อจิตสงบลงนิดหน่อย เราจะน้อมไปใช้ประโยชน์ในทางไหนก็ได้ อยากจะเป็นหมอรักษาคนไ้ข้ก็สำรวมจิตอธิษฐานแผ่เมตตาให้คนไข้ แม้เพื่อนฝูงของเราเจ็บไข้อยู่ในที่ห่างไกล เรานั่งสมาธิสำรวมจิตแ้ล้วอธิษฐานจิตแผ่เมตตาให้เพื่อนของเราที่กำลังป่วยไข้ ก็สามารถที่จะหายได้

ยกตัวอย่างเช่น หลวงตานอนอยู่ที่กุฏิหลังนี้ เวลาตีสองมีคนเขาโทรศัพท์มา พอรับโทรศัพท์เขาก็กล่าวคำขอโทษที่เขารบกวนเวลาค่ำคืน ถามว่ามีธุระอะไร เขาบอกว่าลูกเขาเป็นมะเร็งในเม็ดโลหิต ดิ้นทุรนทุรายร้องครวญคราง กินไม่ได้นอนไม่หลับมา ๓ วัน ๓ คืนแล้ว หลวงพ่อช่วยแ่ผ่เมตตาให้หน่อย หลวงพ่อก็บอกว่า คุณวางหูเดี๋วยนี้ ฉันจะทำเดี๋ยวนี้แหละ นั่งอธิษฐานจิตแผ่เมตตาอยู่ประมาณ ๒๐ นาที เขาก็โทรมาอีก บอกว่า เป็นพระคุณอย่างสูง หลวงพ่อ ลูกผมนอนหลับสบายแล้ว พอออกพรรษา หลวงพ่อไปกรุงเทพฯ เขาเอาลูกมาให้ดู อ้วนพีขึ้น หมอเช็คเลือดตรวจเลือดอะไรก็ไม่เจอเชื้อมะเร็ง แสดงว่าหายเด็ดขาด

อันนี้คือพลังจิตที่ใช้ในการรักษาโรคภัยไข้เจ็บ เพราะฉะนั้น อย่าลืมว่า การฝึกสมาธิคือการปลุกจิตใต้สำนึกขึ้นมาใช้ประโยชน์เกี่ยวกับชีวิตประจำวันของเรา และในตัวของเรานี่แหละ เรามีฤทธิ์ มีอิทธิพล มีอำนาจอยู่ในตัวทุกคน และถ้าเราหมั่นขยันในการฝึกสมาธิ เราสามารถที่จะปลุกจิตใต้สำนึกของเรามาใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้ ฉะนั้น พระพุทธเจ้าก็ดี ครูบาอาจารย์ก็ดี ท่านจึงสอนให้เราปฏิบัติสมาธิ
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#6 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11876
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 05/03/2012 - 20:24

:09:



และอีกอันหนึ่ง ชีิวิตของคนเรานี่เป็นอยู่ด้วยพลังของสมาธิ คนที่ทำงานอะไรไม่จริงไม่จัง เรียนก็ไม่จริง ทำงานก็ไม่จริง จับจดจับโน่นวางนี่ เป็นคนขาดสมาธิ แต่คนใดลงได้จับอะไรเข้าไปแล้วกัดไม่ยอมปล่อย ถ้างานมันไม่สำเร็จ ไม่ยอมปล่อย อันนั้นเรียกว่าคนมีสมาธิ มีจิตใจแน่วแน่ มีสัตย์ มีจริงอยู่ในตัว เพราะฉะนั้น ขอให้เราทั้งหลายพากันฝึกสมาธิในห้องเรียน เพราะสมาธิคือทำจิตให้มีสิ่งรู้ สติมีสิ่งระลึก จะเป็นอะไรก็ได้ ถ้าหากยังไม่เชื่อหลวงพ่อ ก็พยายามข่มใจทำเร็ว ๆ แล้วพวกเราจะได้ผล

ลูกหลานที่เมืองโคราชเคยแนะนำให้เขาทำ

"หนูจะไปเรียนปริญญาต้องฝึกสมาธิด้วยนะ"

"หลวงตาจะให้ไปเรียนแล้วไปฝึกสมาธิ ให้หนูเอาเวลาไหนไปเรียน"

"เอาเวลาเรียนนั่นแหละฝึกสมาธิ ให้มองจ้องตัวอาจารย์ ส่งจิตไปรวมไว้ที่ตัวอาจารย์ เอากันแค่นี้"

เขาฝึกจนคล่อง จนชำนิชำนาญ พอฝึกไป ๆ เผลอไปจ้องลูกตาอาจารย์เข้า อาจารย์ก็ตวาดเอา "เธอจะมาจ้องฉันเอาอะไรนักหนา" เขาบอกว่า "คนบ้านหนูเป็นอย่างนี้ทุกคน" แต่เขาไม่ได้บอกว่าเขาฝึกสมาฺธิ

ทีนี้เขาไปให้คำแนะนำกันต่อ ๆ ไป เพื่อนๆ เขาปฏิบัติก็ได้ผลเป็นที่พอใจ คนที่ได้รับคำแนะนำจากหลวงพ่อนี่เขาสอบปริญญาตรีก็ได้เกียรตินิยม ปริญญาโทก็ได้เกียรตินิยม เวลานี้ไปทำปริญญาเอกอยู่อเมริกา ยังอุตสาห์โทรศัพท์ข้ามทวีปมาเลยว่า

"หลวงตา หนูรู้ข้อสอบล่วงหน้าได้อีกแล้ว พวกนักศึกษาชาวต่างประเทศเขาสนใจ เขาอยากปฏิบัติ"

"ถ้าเขาอยากปฏิบัติก็สอนให้เขาซิ แนะนำให้เขาทำอย่างที่เราปฏิบัติมานั่นแหละ ในเมื่อเขาได้ผลแล้วเขาจะรู้สึกเอง"

เพราะฉะนั้น การปฏิบัติสมาธิจึงเป็นสิ่งจำเป็น
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#7 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11876
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 05/03/2012 - 21:26

:09:



อีกอย่างหนึ่ง เวลานี้บ้านเมืองของเรากำลังเรียกร้องหาประชาธิปไตย ต้องการจะให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย ที่เขาแสดงบทบาทของประชาธิปไตยออกมา เช่นอย่างในสถาบันหนึ่ง นักศึกษาไม่ชอบอธิการบดี แล้วก็ไม่ชอบหัวหน้าแผนกวิชาอะไรต่างๆ ก็รวมหัวกันเดินขบวนขับไล่ อันนี้ไม่ใช่ประชาธิปไตย เป็นประชามติ แต่ไม่ใช่ประชาธิปไตย มันเป็นเผด็จการหมู่

ประชาธิปไตยมันต้องเริ่มจุดที่ตรงนี้ เวลานี้พ่อแม่ส่งเรามาเรียน ตั้งใจเรียน เรียนให้จบ พอเรียนจบแล้วรีบหางานทำ พอมีงานทำ มีรายได้ ถ้าหากพ่อแม่ของท่านผู้ใดไปกู้หนี้ยืมสินเอาเิงินเอาทองมาส่งเราเรียน เก็บหอมรอมริบ ใช้หนี้ใช้สินให้พ่อแม่ให้หมด ทีนี้พอเสร็จตรงนี้แล้วเราเก็บหอมรอมริบเพื่อสร้างเนื้อสร้างตัว เพราะในอนาคตเราจะต้องมีครอบครัว เมื่อเราสามารถที่จะมีรายได้พอที่จะมีครอบครัวได้ เราก็มีไป มีแล้วก็พยายามสร้างตัว ให้มีที่ดินเป็นของๆ ตน มีบ้านเป็นของตน มีรถยนต์นั่งไปทำงาน มีรายได้พอที่จะเลี้ยงครอบครัวให้อยู่สุขสบาย อันนี้เราก็เป็นใหญ่

อธิปไตยแปลว่าผู้เป็นใหญ่ ใครเป็นใหญ่ เราเองน่ะซิ เรามีกินเรามีใช้ ไม่เป็นหนี้เป็นสินใคร เราก็เป็นใหญ่ เป็นอิสระ ไม่เป็นทาสแห่งเจ้าหนี้

ทีนี้เมื่อเป็นเช่นนั้น ตัวบุคคลก็เป็นอธิปไตย เราคนเดียวเป็นอธิปไตย หลายคนเข้าเป็นหมู่เป็นพวก ก็เป็นประชา ประชาธิปไตย แปลว่ากลุ่มหรือพวกคนที่เป็นใหญ่เป็นอิสระ ถ้าเป็นครอบครัวก็ครอบครัวประชาธิปไตย เป็นหมู่บ้านก็หมู่บ้านประชาธิปไตย เป็นตำบล อำเภอ จังหวัด ประชาธิปไตยทั้งนั้น เมื่อเป็นเช่นนั้นประเทศชาติ ก็เป็นประชาธิปไตย

เราจะสร้างสรรค์บ้านเมืองให้ปกครองระบอบประชาธิปไตย เราต้องเร่งให้การศึกษากุลบุตร ฝึกอาชีพประชาชนให้สามารถหาเลี้ยงตนเองและครอบครัวให้อยู่เย็นเป็นสุขสบาย ถ้าตราบใดที่พลเมืองยังหย่อนการศึกษา ด้อยอาชีพ เราจะไปฝันหาประชาธิปไตย ไม่มีทาง เพราะฉะนั้น หลักการสร้างประชาธิปไตยก็คือสร้างตัวเองให้เป็นหลักแหล่งโดยวิธีใดวิธีหนึ่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ชอบด้วยศีลธรรมและกฎหมายปกครองบ้านเมือง

วันนี้ขอให้ธรรมะเป็นคติเตือนใจเพียงแค่นี้ ในท้ายที่สุดนี้ขอให้ครูอาจารย์และนักศึกษาทั้งหลายมีความสุขกายสุขใจ ปรารถนาสิ่งใดก็ให้สำเร็จตามใจที่ปรารถนาในที่ทุกสถานตลอดกาลทุกเมื่อเทอญ.


:09: :09: :09:
..........................

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#8 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11876
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 06/03/2012 - 13:17


:09:


สอนจิต ... สะกิดใจ



พระพุทธเจ้าปรินิพพาน... พระปุถุชนโศกเศร้าเสียใจ พระอรหันต์ได้ธรรมสังเวช

(จิตอรหันต์ - จิตปุถุชน)


ความจริงพระพุทธเจ้านี่พระองค์เก่งจริง ๆ บทบัญญัติอันใดที่พระองค์ทรงห้ามไว้ ไม่ขัดต่อกฎหมายบ้านเมือง จะไปอยู่ประเทศใดก็ตามเพียงแต่ศีล ๕ ข้อเท่านั้น ก็ยอดเยี่ยมแล้ว

(เรื่องเกี่ยวกับอทินนาทาน)


ความแตกต่างของลัทธิศาสนาและคำสอนของแต่ละศาสนา จะมีความแตกต่างอยู่ในภพภูมิมนุษย์เท่านั้น เมื่อมนุษย์ทั้งหลายตายไปแล้ว ยังเหลือแต่กฎของกรรมเป็นสัจธรรม

(มิติแ่ห่งสัจธรรม)


เรื่องวิญญาณนี่มันมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง แต่ถ้าหากเราพูดดีกับเขา ทำดีกับเขา เขาก็ดีกับเราเหมือนกัน

(เจรจากับผีด้วยสันติวิธี)


เราเลี้ยงพ่อเลี้ยงแม่เราไม่ดี ไปตักบาตรพระล้านครั้ง ไม่เท่ายื่นอาหารให้คุณพ่อคุณแม่รับประทานครั้งเดียว

(บุญใดจะวิเศษยิ่งกว่าทำบุญกับพ่อแม่)


ใครว่าดวงดีดวงไม่ดี จะไปแก้ดวงกันได้อย่างไร นอกจากปฏิบัติดีเท่านั้น

(วิธีแก้ดวงไม่ดี)


เราจะไปแก้กรรม แก้ผลของกรรมนี่มันแก้ไม่ได้ ...เราจะตัดกรรมตัดเวร ก็รักษาศีล ๕ ให้บริสุทธิ์

(แก้กรรม)


ตอนใดที่จิตของเรามีความแน่วแน่บริสุทธิ์แท้จริง ความรู้มันก็จริง ถ้าช่วงใดที่จิตของเราไม่แน่วแน่และมีกิเลสเจือปน หรือเราอยากรู้อยากเห็น มันจะโกหกเราทันที เพราะฉะนั้นทางผิดทางถูก อย่าไปสำคัญมั่นหมายในสิ่งรู้ทั้งหลายเหล่านั้น

(จิตหลอก)


สมาธิมีขั้นเดียว คือสมาธิ ... อย่าไปนับขั้นนับตอนอะไร ขอให้มันเป็นสมาธิ เมื่อจิตเป็นสมาธิแล้ว เราละบาปได้หรือเปล่า? ศีล ๕ เราบริสุทธิ์หรือเปล่า? เอากันตรงนี้เป็นเครื่องตัดสิน

(สมาธิขั้นไหนไม่สำคัญ)


ใครจะเป็นอะไรมาเกิดมันไม่สำคัญหรอก มันสำคัญอยู่ที่ว่าปัจจุบันนี้ เราจะเอาดีได้หรือเปล่าเท่านั้น ...เพราะฉะนั้นอย่าไปสนใจกับมันเลยเรื่องอดีตชาตินี่ ปัจจุบันนี้สำคัญที่สุด

(อดีตอย่าหมายมั่น ปัจจุบันสำคัญกว่า)


:09:

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#9 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11876
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 06/03/2012 - 13:37

:09:


จิตอรหันต์ – จิตปุถุชน


พระอรหันต์ก็ยังร้องไห้ได้ การร้องไห้มันเป็นกิริยาของกายต่างหาก ตัวร้องไห้มันก็ร้องไป ตัวที่นิ่งเฉยอยู่มันก็นิ่ง... พระพุทธเจ้าปรินิพพาน พระปุถุชนโศกเศร้าเสียใจ พระอรหันต์ได้ธรรมสังเวช ธรรมสังเวชนี่แหละมันทำให้น้ำตาไหล ไม่ใช่ว่าพอสำเร็จอรหันต์แล้วมันจะไม่มีอะไร มันก็เหมือนกับปุถุชนธรรมดานี่แหละ แต่สิ่งที่ทำให้ท่านเกิดกิเลสเมื่อก่อนนี้มันหมดไป ความตื้นตัน ความปีติต่าง ๆ มันเป็นองค์ประกอบของสมาธิ มันก็ต้องมีอยู่เป็นเรื่องธรรมดา

“หลวงปู่โกรธเป็นไหม”

“โกรธเป็น แต่ไม่เอา”

อันนี้คือคำตอบของหลวงปู่ดูลย์ ก็มันแสดงความรู้สึกขึ้นมาเฉย ๆ ว่า โกรธ แล้วท่านก็ไม่เอา

หลวงพ่อก็เคยร้องไห้มาแล้ว ไปสวดมนต์ในวัง พอไปถึงแก่งคอย ก็ไปนึกถึงว่าพ่อตายอยู่ตรงนั้น ไหนจะลองกำหนดจิตอุทิศส่วนกุศลให้พ่อสักหน่อย พอกำหนดไปพั๊บ มองไปข้างหน้าสายตามันพร่า แล้วก็เห็นตาแก่คนหนึ่งแบกเด็กน้อยลอยผ่านหน้าไป ทีนี้พอลับสายตาไปจิตก็มานึกว่า พ่อแบกเรามาตั้งแต่เด็ก แล้วมันก็ร้องไห้สะอึกสะอื้นขึ้นมาทันที คนที่นั่งมาในรถเขาก็ถามว่า หลวงพ่อเป็นอะไร ๆ ก็โบกมือ เฉย ๆ เดี๋ยวก็รู้ พออาการอย่างนั้นมันหายไป ก็เล่าให้เขาฟัง

ปีติมันเกิดจากกายต่างหาก อย่างสมมติว่าเรามีเรื่องขำ เราหัวเราะเสียจนไส้ขดไส้แข็ง เราเมื่อยเกือบตาย เราไม่อยากหัวเราะ แต่มันก็อดไม่ได้ นั่นคือความเป็นเองของร่างกาย อันนี้มันได้หลักมาว่า ภายในตัวของเรานี่สมองเป็นผู้สั่งการ กองบัญชาการในสมองที่มันสั่งออกมานี่ ให้ร่างกายมันเตี้ย ให้ร่างกายมันโต ให้ร่างกายมันสูงโย่ง อันนี้เป็นเรื่องของสมองทั้งนั้น คำสั่งของสมองอันนี้หรือจิตดวงนี้ ตามหลักของการสะกดจิตเขาเรียกว่า จิตอิสระ จิตอิสระดวงนี้ จะคอยบังคับดูแลและใช้เครื่องจักรกลไกต่าง ๆ ในร่างกายให้ทำงานให้แก่เราอย่างตรงไปตรงมา

อาการปีตินี่เป็นอาการที่จิตดื่มรสพระสัทธรรม มันเหมือนกับว่าเราอยากได้อะไรมาก ๆ พอได้สมประสงค์ก็เกิดปีติเหมือนกัน แต่ทีนี้สมมติว่าผู้ที่เป็นพระอรหันต์จริง ๆ นี่ เวลาท่านกำหนดจิตรู้อารมณ์ จิตมันก็ปรุงแต่งเหมือนคนธรรมดา ทีนี้ภายในสมาธิ มันก็เกิดนิมิตขึ้นมา ถ้าท่านรู้เรื่องอดีตชาติ ท่านก็แสดงอาการร้องไห้ ร้องไห้ในสมาธิ แต่ร้องไห้น้ำตาไม่ออก อย่างคนที่จิตยังไม่พ้นกิเลส พอได้นิมิตว่าชาติก่อนเราได้ไปเกิดเป็นอันนั้น ๆ ได้ไปทะเลาะตบต่อยตีกันที่ตรงนั้น พอรู้สึกอย่างนั้นก็ลุกขึ้นมากระโดดขโมงโฉงเฉง ทีนี้ความรู้ของพระอรหันต์นี่ท่านรู้ว่าชาตินั้นท่านเป็นอย่างนั้น ได้ทะเลาะเบาะแว้งกับคนนั้นคนนี้ มันก็แสดงอาการโกรธเคียดขึ้นมา แต่ความโกรธความเคียดกับจิตของท่านมันแยกกันไปคนละส่วน เหมือน ๆ กับบางครั้งที่จิตของเรามีอารมณ์เกิดขึ้น ๆ ๆ แต่มันเป็นกลางเฉย สิ่งรู้เป็นแต่เพียงอารมณ์จิต แล้วตัวเองไม่ได้ไปสวมสอดเข้าในเรื่องนั้น มันแยกเป็นคนละส่วน ทีนี้ผู้ที่รู้ยังไม่ถึงแก่น พอรู้เข้ามาพั๊บ ก็สำคัญว่าตัวเองอยู่ในปัจจุบันนั้น

เช่นอย่างพระองค์หนึ่ง เป็นหัวหน้าพระ ๓๐ รูป อุบาสิกาคนหนึ่งเป็นอุปัฏฐากอยู่ ภายหลังอุบาสิกาฟังเทศน์ฟังธรรมจากพระเหล่านั้นแล้ว ได้สำเร็จโสดาบัน พอสำเร็จโสดาบัน ท่านก็ตรวจสอบดูพระว่าท่านองค์ไหนได้บรรลุคุณธรรมหรือเปล่า ก็รู้ว่ายังไม่บรรลุ ขัดข้องเรื่องอะไร ขัดข้องรสอาหาร บางท่านชอบเผ็ดชอบมัน อะไรไม่ได้ตามใจ ก็ไปข้องอยู่ที่ตรงนั้น ภายหลังมาเมื่อท่านรู้แล้วว่าองค์ไหนชอบอะไร ทำให้ถูกใจหมด พอนึกขึ้นมาตอนกลางคืนอยากฉันสิ่งนั้น ตื่นเช้าก็มาแล้ว หนักๆ เข้าพระอาย พากันไปกราบทูลพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็ถามว่าทำไมทิ้งอุบาสิกามาเสียเล่า พระก็ทูลว่าอยู่ด้วยไม่ได้หรอก คิดอะไรก็รู้หมด...อาย

พระพุทธเจ้าท่านก็บอกว่า เขาเป็นมารดาของเธอมาหลายภพหลายชาติแล้ว มาชาตินี้แหละ เขาจะช่วยให้ท่านสำเร็จพระนิพพาน กลับไปอยู่กับเขา พระทั้งนั้นก็กลับไปอยู่กับอุบาสิกา พอกลับมา ก็ต้องมาสำรวมจิตสำรวมใจ ไม่ให้ยินดียินร้ายในรสอาหาร พิจารณาปัจจเวกขณะ ขจัดความชอบหรือไม่ชอบ ทำจิตให้เป็นกลาง แล้วลูกน้องได้สำเร็จพระโสดาบัน อุบาสิกาได้สำเร็จพระสกทาคามี ไป ๆ มา ๆ พระทั้งหลายได้สำเร็จพระอรหันต์ อาจารย์ใหญ่ได้เพียงพระโสดาบัน

อุบาสิกาก็พิจารณาดูว่าพระเราสำเร็จแล้ว แต่อาจารย์ใหญ่นี่สำเร็จหรือยัง... ยังไม่สำเร็จ อยู่มาวันหนึ่ง ภูมิจิตเริ่มจะก้าวหน้า จะได้บรรลุปุพเพนิวาสานุสติญาณ ไประลึกขึ้นมาได้ว่า ชาติหนึ่ง ภพหนึ่ง อุบาสิกาคนนี้เป็นภรรยาของท่าน ไปคบกับโจร พอท่านไปรู้อย่างนั้นเข้า ท่านก็โกรธขึ้นมาอย่างแรง โกรธชนิดที่ว่าจิตกับอารมณ์แยกกันไม่ออก อุบาสิกาก็ส่งกระแสจิตไปเตือนว่า นึกต่อไปอีกชาติพระคุณเจ้า พอระลึกไปอีกชาติหนึ่ง ไปรู้ว่าชาตินั้นท่านผู้นี้ถูกโจรจับ มันจะฆ่า อุบาสิกานี่ก็เป็นภรรยาของโจร พอโจรมันจะฆ่า ภรรยาก็ขอร้องว่าอย่าไปฆ่าเขา เขาไม่มีความผิด แล้วก็ถูกปลดปล่อยไป ในเมื่อรู้อย่างนั้นก็มานึกถึงบุญคุณเขา ความโกรธมันก็ระงับลง ในที่สุดก็ได้สำเร็จพระอรหันต์

เพราะฉะนั้น เราโกรธด่าตีกันธรรมดาๆ นี่ไม่สำคัญหรอก โกรธในสมาธินี่มันร้ายแรงที่สุด ดีไม่ดีระงับไม่อยู่กรรมฐานแตก

เรื่องอสีติมหาสาวก ๘๐ รูปนี่ หลวงพ่อเรียนนักธรรมโท อ่านไป ๆ ๆ ร้องไห้ไป มันเกิดปีติ เช่นอย่างบางท่านนั่งทอหูกอยู่ กำหนดสติรู้เรื่อยไป พอทอหูกจบสำเร็จอรหันต์ก็มี พระเถระบางท่านนั่งเทศน์สอนลูกศิษย์ พอเอวังลงไปสำเร็จอรหันต์ก็มี เพราะฉะนั้น การเทศน์การแสดงธรรมนี่ เราจึงถือว่าเราไม่ได้สอนคนอื่น แต่เรามานั่งให้คนอื่นเขาสอบไล่เรา แล้วเราก็สอนเราเอง ถ้าไปคิดว่าเทศน์สอนคนอื่นแล้ว หลวงพ่อเทศน์ไม่เป็น ไม่รู้จะเอาอะไรไปสอนเขา เขาเก่งกว่าเราเสียอีก


:09:
.................



ขอพระคุณข้อมูลอ้างอิงจาก
http://www.dharma-ga.../lp-poot_12.htm :09:
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#10 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11876
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 06/03/2012 - 19:50

:09:


เรื่องเกี่ยวกับอทินนาทาน



พระภิกษุเดินทางไป เห็นมะม่วงตกอยู่กลางทาง แต่ดูสภาพแล้วมันยังดีอยู่ใช้การได้ พระก็ให้ลูกศิษย์เอามาจัดการถวายให้ฉัน ในขณะที่ฉันอยู่ มีพระองค์หนึ่งพูดขึ้นมาว่า

“มัวแต่คุยอยู่นั่นแหละ รีบฉันแล้วก็รีบเก็บเปลือกเก็บเม็ดเข้าไปซ่อน เดี๋ยวคนจะมาเห็น”

ในขณะนั้นเจ้าของสวนมะม่วงก็มาเห็นเข้า ว่าคนขโมยมะม่วงเขามาแล้วเอามาซ่อนไว้ เขาก็มาทักว่า

“พระคุณเจ้าขโมยมะม่วง ข้าพเจ้าไม่เลื่อมใส”

เขาก็พูดแค่นั้น ทีนี้พระก็เดือดร้อนใจขึ้นมา นำความไปกราบทูลถามพระพุทธเจ้า

พระพุทธเจ้าท่านรับสั่งถามว่า

“ในขณะที่เธอฉันมะม่วงนั้น พูดจากันอย่างไรบ้าง”

พระองค์ที่พูดก็กราบทูลว่า

“ข้าพระองค์พูดว่า ให้รีบฉันแล้วรีบเก็บเม็ดเก็บเปลือกเข้า เดี๋ยวจะมีคนมาเห็น”

พระพุทธเจ้าจึงตัดสินว่า

“พวกเธอมีเจตนาเป็นขโมย ศีลไม่บริสุทธิ์”

แล้วอีกพวกหนึ่งไปฉันมะม่วงตกอีกเหมือนกัน เธอไม่ได้พูดอะไร เป็นแต่เพียงว่า พระองค์หนึ่งพูดขึ้นมาว่า

“ของดี ๆ อุตส่าห์เอามาทิ้ง เราเอามาพิจารณาให้เกิดประโยชน์แก่เจ้าของเขา มันก็น่าจะได้บุญอยู่บ้าง”

แล้วก็ให้ไวยาวัจกรจัดถวาย ในขณะที่กำลังฉันมะม่วง เจ้าของสวนเขามาเห็นเข้า เขามาถามว่า

“พระคุณเจ้าขโมยมะม่วง ข้าพเจ้าไม่เลื่อมใส”

พระก็เดือดร้อนใจ ก็ไปทูลถามพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็ถามถึงเจตนา ทีนี้พระพวกนี้ไม่มีเจตนาที่จะเป็นขโมย พระองค์ก็ตัดสินว่า

“ศีลของพวกเธอบริสุทธิ์”

เพราะฉะนั้นมันอยู่ที่เจตนา เช่นอย่างพระภิกษุสงฆ์ไปเห็นของเพื่อนสหธรรมิกก็ชอบใจ ท่านก็นึกว่า ของสิ่งนี้มันมีเยอะ ท่านเหลือใช้ เราจะแบ่งไปใช้บ้าง ถือโดยวิสาสะแล้วจะบอกให้ท่านทราบภายหลัง พอหยิบเอาของนั้นไปมันก็ไม่มีอาบัติตามพระวินัย แต่ถ้าหากว่ามีเจตนาจะขโมย พอหยิบของเคลื่อนที่ไปก็เป็นอาบัติ ถ้าของนั้นมีราคาตั้งแต่ ๑ บาทขึ้นไป พระก็เป็นอาบัติปาราชิก ถ้าหย่อนกว่า ๑ บาทลงมา ก็เป็นอาบัติถุลลัจจัยแล้วก็อาบัติปาจิตตีย์

ถ้าหากว่าพระมีเจตนาจะไปขโมยของ พอหยิบของขึ้นเคลื่อนที่ออกมา มันเคลื่อนจากที่มันแล้วเอามาถือไว้ แล้วมานึกว่าเอาของคนอื่น ขโมยของคนอื่นมันบาป แล้วเอาไปวางไว้ตามเดิม ศีลของพระก็ไม่กลับคืนมาอีก มันบาปตั้งแต่หยิบของเคลื่อนที่

ทีนี้พระขโมยสัตว์พาหนะ ขโมยม้า วัว ควาย พอจูงสัตว์พาหนะมันเดินพ้นจากที่ยืนของมันไป รอยเท้าหลังเหยียบรอยเท้าหน้า ระยะต่อมารอยเท้าหน้าเหยียบรอยเท้าหลัง ก็เป็นอันว่ามันขาดตอน พระก็ต้องอาบัติปาราชิก

พระภิกษุนำของหนีภาษี ยกตัวอย่างว่าสิ่งนี้เป็นสินค้า สินค้านั้นเขามีขอบเขตว่าห้ามนำออกนอกเขต เช่น เขาห้ามนำข้าวสาร ออกจากเขตจังหวัด… อะไรทำนองนั้น ทีนี้พระภิกษุนำของสิ่งนี้ก้าวผ่านด่านภาษีไปเพียงก้าวเดียว พระต้องอาบัติปาราชิก

แต่ถ้าหากว่ามีอยู่ในครอบครองในสถานที่ที่อยู่ของเรา ไม่นำออกไป มีเท่าไรก็ไม่ผิดกฎหมายและไม่เป็นอาบัติ

เพราะฉะนั้น เรื่องใดที่ผิดกฎหมายบ้านเมืองนี่ พระไปทำแล้วมันผิด นี่หลวงพ่อยังนึกเป็นห่วงพระที่ไปสร้างวัดอยู่ตามป่าตามดง มูลเหตุบัญญัติพระวินัยข้ออทินนาทาน พระภิกษุไปตีสนิทกับพนักงานป่าไม้ แล้วไปเอาไม้หลวงมาสร้างวัด ชาวบ้านเขาก็ตำหนิ เสร็จแล้วพระพุทธเจ้าก็ยกเป็นเหตุ แล้วก็บัญญัติสิกขาบทข้ออทินนาทาน

สมัยก่อน พ.ศ. ๒๔๘๕ กฎหมายเมืองไทยนี่ ไม้ป่าที่หวงห้ามมีไม้เบญจพรรณ พวกไม้เนื้อแข็ง ไม้เต็ง ไม้รัง ตะเคียน ประดู่ ชิงชัน พยุง ไม้แดง ไม้สัก อันนี้เขาเรียกว่าไม้เบญจพรรณ ใครจะตัดต้องขออนุญาตเสียภาษี ไม้อื่นพวกประเภทไม้เนื้ออ่อน ไม้ยาง ไม้พลวง ไม้สะแบง ไม้ตะบาก อะไรพวกนี้ ยังไม่มีภาษี พระไปตัดไปฟันเอาที่ไหนก็ได้ แต่พอหลัง พ.ศ. ๒๔๘๕ กฎหมายป่าไม้ออก แม้แต่ว่า จะไปเกี่ยวหญ้าคามาขายก็ต้องเสียภาษี ตัดไม้เผาถ่านก็ต้องเสียภาษี ในเมื่อกฎหมายออกมาอย่างนี้ ศีลของพระนี่ ก็ตามกฎหมายบ้านเมือง เพราะว่าทรัพยากรในประเทศนี่รัฐบาลเป็นเจ้าของ เมื่อเขาประกาศตัวเป็นเจ้าของ กฎหมายบังคับขึ้นมา พระจะไปเอาสมบัติในผืนแผ่นดินนี้ไม่ได้ เช่นอย่างโบราณวัตถุ มันมีวัตถุทรัพย์ในดินสินในน้ำอยู่ แร่ธาตุอะไรต่าง ๆ ที่เป็นของมีค่า ในเมื่อกฎหมายเขาประกาศออกมา ต้องขอสัมปทาน เสียภาษีอะไรต่าง ๆ ใครจะเอาไปทำอะไรก็ต้องเสียภาษี พระจะไปเอาของทั้งหลายเหล่านั้นไม่ได้ เพราะฉะนั้น ในเมื่อกฎหมายออกมาถี่ยิบเพียงใด วินัยของพระเดินตามวินัย ๒๒๗ ที่พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้ให้พระปฏิบัติ จะไปอยู่บ้านใด อาณาจักรใด ประเทศใด ประยุกต์เข้ากับกฎหมายบ้านเมืองเขาได้เสมอ ไม่มีขัดแย้ง

เพราะฉะนั้น เราจึงมาพิจารณาดูว่า ความจริงพระพุทธเจ้านี่พระองค์เก่งจริง ๆ บทบัญญัติอันใดที่พระองค์ทรงห้ามไว้ ไม่ขัดต่อกฎหมายบ้านเมือง จะไปอยู่ประเทศใดก็ตาม เพียงแต่ศีล ๕ ข้อเท่านั้นก็ยอดเยี่ยมแล้ว


:09:
.....................


ขอขอบพระคุณข้อมูลอ้างอิงจาก
http://www.dharma-ga.../lp-poot_37.htm :09:
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#11 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11876
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 07/03/2012 - 15:53

:09:


ทวนความรู้สึก



ปฏิบัติธรรมแล้วถ้ารู้สึกเบื่อครอบครัวเบื่อโลกเบื่อสงสาร อย่าไปเชื่อความรู้สึกของตัวเอง ถ้ามันเบื่อดูไปจนมันหายเบื่อ แต่ถ้าหากพอปฏิบัติธรรมได้ธรรมเห็นธรรมแล้วนี่ มันทำให้รู้สึกเคารพบูชาพ่อแม่ปู่ย่าตายาย เมตตาสงสารครอบครัว

แล้วความรักระหว่างครอบครัวของเรานี่ ทีแรกเรารักด้วยกิเลสตัณหา แต่มาภายหลังจะเหลือแต่ความเมตตาปราณี แล้วเราจะทอดทิ้งซึ่งกันและกันไม่ได้ ยิ่งปฏิบัติไปเท่าไร ความเมตตาปราณีมันก็ยิ่งเพิ่มขึ้น เราจะอยู่ด้วยกันโดยไม่มีความหมายใดๆ ทั้งสิ้นเกี่ยวกับทางเรื่องของกิเลส เราจะมีอะไรต่อกัน หรือไม่มีอะไรต่อกัน เราจะอยู่กันได้อย่างสบาย

เพราะ ความรักและความเมตตาปราณีนี่เป็นความรักที่บริสุทธิ์สะอาด ถ้าความรู้สึกอันนี้เกิดขึ้นในบรรดาพ่อแม่พี่น้องทั้งหลายแล้ว สันนิษฐานได้ว่าเราปฏิบัติธรรมได้ผล

แต่ถ้าปฏิบัติแล้วเบื่อโลกสงสารอยากโกนหัวไปบวช อย่าเพิ่งเชื่อมัน อันนั้นแหละตัวมารร้ายที่สุด บางทีเราหลงเชื่อมัน เราทิ้งครอบครัวไป ไปแล้วในเมื่อมันหายเบื่อแล้วมันก็ไปเจอข้างหน้า ไปมีข้างหน้าอีก

สามีของพยาบาลคนหนึ่ง หลวงพ่อไปเทศน์ แกไปโอดครวญกับหลวงพ่ออยู่นั่น เขาบอกว่าสามีของเขาเคยไปปฏิบัติธรรมอยู่ที่วัดหลวงพ่อ หลวงพ่อรู้จักไหม เออ... ช่วงนี้หลวงพ่อก็ไม่ค่อยได้อยู่วัดนะ แต่ก็มีอยู่อุบาสกหลายๆ ท่านไปปฏิบัติอยู่นั่น แต่ก็ไม่ทราบว่าเป็นใคร แล้วเดี๋ยวนี้เขาไปยังไง ปรากฏว่าเขาไปมีครอบครัวใหม่อยู่ต่างจังหวัด มาขนเอาแต่เงินทองที่บ้านไปสร้างบ้านให้เมียใหม่อยู่

อันนี้เป็นตัวอย่าง ในเมื่อเราไปด้วยความเบื่อ ในเมื่อมันหายเบื่อแล้วมันไปเกิดชอบ นักวิปัสสนานี่ความเห็นมันดิ่ง เมื่อปักลงไปแล้วมันถอนยาก เพราะฉะนั้น ถ้ามันเกิดเบื่อ ดูความเบื่อให้มันจนหายเบื่อ

หลวงพ่อบวชมาตั้งแต่อายุ ๑๔ ปี ความตั้งใจว่าจะบวชตลอดชีวิต แหม... ถึงเวลามันอยากสึกมา นอนร้องไห้ เอ้า... อะไรที่มันอยากเราจะไม่กินมัน แม้แต่ของตกลงในบาตร ถ้ามองดูแล้วมันชอบ น้ำลายไหล หยิบออก อะไรที่มันไม่ชอบที่สุด เอาอันนั้นแหละมาฉัน เราไม่กินเพื่ออร่อย เรากินเพื่อคุณค่าทางอาหาร อะไรที่มันจะเป็นคุณค่าทางอาหาร เราจะเอาสิ่งนั้น แม้ว่าเราจะไม่ชอบก็ตาม

ทีนี้คนที่เรารักเราชอบเราจะไม่เข้าใกล้ เราจะเข้าใกล้คนที่เกลียดขี้หน้าเราที่สุด ถ้าใครด่า ครูบาอาจารย์องค์ไหนด่ามากๆ เราเข้าหาองค์นั้น องค์ไหนยกย่องสรรเสริญเราไม่เข้าใกล้ จนครูบาอาจารย์บางองค์ว่า... พระองค์นี้มันจองหอง เราอุตส่าห์เมตตาสงสารมัน มันไม่เข้าใกล้เรา มันเข้าไปหาแต่คนที่ด่ามันเก่งๆ

คนด่านั่นแหละ...หลวงปู่มั่น เวลาลูกศิษย์ไปขออาศัยทีแรกนี่ ท่านจะดุ...ดุ ทำถูกก็ดุ ทำผิดก็ดุ ภายใน ๑ ปีนี่ต้องทุบกันเสียจนแหลกละเอียด แต่พอ ๑ ปีผ่านไป ถ้าผู้ที่โดนนี่ไม่หลบหน้าหนี มีอะไรถ่ายทอดให้หมด นี่ครูบาอาจารย์ที่ดุเก่งๆ นี่ เวลาท่านดีกับเราแล้ว ก็เรียนถามท่านว่า ขอโอกาสเถอะ เมื่อกระผมมาอยู่กับท่านอาจารย์ ทีแรกทำไมท่านถึงได้ดุนักหนา ท่านว่าไง เขาจะตีเหล็กให้มันเป็นมีดเป็นพร้า เขาจะต้องเผาไฟให้มันร้อน แล้วก็ลงตะเนินหนักๆ เอาฆ้อนเล็กๆ มาทุบ มันจะเป็นมีดเป็นพร้าได้ยังไง ต้องเผาให้ร้อน เอาตะเนินหนักๆ ขนาด ๘ ปอนด์นั่นห้ำมันลงไป มันก็เหยียดออกมาเป็นมีดเป็นพร้าที่สวยงานได้ ท่านว่าอย่างนี้

เมื่อก่อนนี้ยังข้องใจอยู่ว่าทำไมท่านถึงดุ พอท่านชี้แจงให้ฟังแล้ว อ้อ เราโล่งอก เพราะฉะนั้นเราได้ดีเพราะอาจารย์ดุ อาจารย์ที่สรรเสริญอะไรนี่ นั่นแหละท่านเอายาพิษเคลือบน้ำตาลให้เรากิน ฉะนั้นจึงได้ถือคติว่า ญาติโยมคนใดพอมาถึงแล้วก็มายกย่องสรรเสริญเยินยอเคารพเลื่อมใสอย่างนั้นอย่างนี้ เท่าที่สังเกตมา หลวงพ่อนี่กลัวที่สุด ถ้าคนไหนมาแล้วก็มามองๆ... พระองค์นี้ใช้ไม่ได้ อยากจะสะพายบาตรวิ่งตามหลัง เสร็จแล้วพวกที่เขาเข้าใจดีนี่ ถึงไหนถึงกัน.


:09:
....................



ขอบพระคุณข้อมูลอ้างอิงจาก
http://www.modothai....ad.php?id=00144 :09:
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#12 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11876
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 07/03/2012 - 16:30

:09:


โลภแต่ไม่บาป



พระไปเทศน์ว่า โยม.. โยม อย่าโลภมากนัก อย่าไปเชื่อพระ พระสอนศาสนาผิด ถ้าใครบอกว่า โยม มีความโลภอยู่ในใจนั่นน่ะ จะหาผลประโยชน์อะไรอย่าลืมนึกถึงศีลถึงธรรมเน้อ อันนี้เชื่อได้

เราจะโลภแค่ไหน เราจะแสวงหาผลประโยชน์อันใด ถ้าไม่ผิดศีล ๕ ข้อใดข้อหนึ่ง เชิญตามสบาย ไม่ต้องเกรงใจ พระพุทธเจ้ามีแต่ยกย่อง ท่านไม่ด่าดอก ..ทำไมล่ะ ..ในคำสอนของพระองค์ท่านมี... เรามีหลักฐาน

ใครต้องการผลประโยชน์ในปัจจุบัน อุฏฐานสัมปทา จงหมั่นขยันในการแสวงหาผลประโยชน์ ถ้าความโลภมันไม่ดี ทำไมพระพุทธเจ้าจะสอนให้เราหมั่นเราขยันล่ะ พระองค์ให้ระวังเพียงแค่ว่า ต้องการผลประโยชน์อันใด อย่าทำผิดศีลธรรมและกฎหมาย ปกครองบ้านเมือง ถ้ามันไม่ผิด ใครจะทะเยอทะยานไปแค่ไหนจรดฟ้าจรดแขนก็เชิญตามสบาย พระองค์กลับจะยกย่องว่าเป็นคนรู้จักหาเอาผลประโยชน์โดยชอบธรรม

ทีนี้พอได้มาแล้วพระองค์ว่า อารักขสัมปทา จงรู้จักรักษานะ แน่ะ... สอนให้เราตระหนี่ เพราะพระองค์รู้ว่า คนไม่ตระหนี่ไม่มีทางเป็นเศรษฐีได้ นี่เรียนธรรมะต้องส่องให้มันจบ

ในเมื่อพร้อมด้วยทรัพย์สมบัติ เกียรติยศ และอำนาจ กัลยาณมิตตตา จงสร้างความดีกับเพื่อนบ้าน ให้เพื่อนบ้านเขารักเคารพบูชา เราจะได้มีกำลังช่วยรักษาชีวิตและทรัพย์สมบัติของเรา

สมชีวิตา เลี้ยงครอบครัว ตลอดจนบริวารที่เกี่ยวข้องให้สุขสบายตามสมควร อันนี้คือหลักของพระองค์ท่าน

พอท่านว่า อย่าโลภ ๆ ๆ วันนี้ไปทำงานจะได้เงินสักล้านสองล้าน ได้สักหมื่นสองหมื่นก็พอแล้ว ขืนไปทำมากกว่านี้มันผิดความโลภ พระพุทธเจ้าจะด่า นั่นเข้าใจผิด อันใดที่ไม่ผิดศีลธรรมกฎหมายปกครองบ้านเมือง ทำมันลงไป พวกหวังรวยด้วยการค้ายาเสพติด ค้ายาบ้าหรืออะไร ทุจริตด้วยประการต่างๆ นี่ อันนั้นมันผิดศีลธรรม เราอย่าไปเอา.


:09:
...........................


ขอบพระคุณข้อมูลอ้างอิงจาก

http://www.dhammajak...php?f=7&t=21535 :09:
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#13 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11876
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 08/03/2012 - 12:46

:09:


แก้กรรม



วิถีชีวิตของคนเราจะผิดหวังสมหวังมีสุขมีทุกข์มั่งมียากดีมีจนอย่างไร มันขึ้นอยู่กับกฎของกรรม แต่ถ้าไปหาหมอโหรเขาว่าดวงชะตามันตก แต่แท้ที่จริงกฎของกรรมอันเป็นบาปซึ่งเราอาจจะทำแต่ชาติก่อนภพก่อนมันให้ผล แล้วทีนี้เราจะไปแก้กรรม แก้ผลของกรรมนี่มันแก้ไม่ได้ ใครทำกรรมใดไว้ก็ต้องได้รับผลของกรรมนั้น จะดีก็ตามชั่วก็ตาม

แต่พิธีกรรมที่เขาให้ทำนั้น บางอย่างถ้ามันถูกต้องเป็นแนวทางแห่งบุญกุศล พอเราทำแล้วมันได้บุญ บุญนี้็ก็ต่อวิถีชีวิตของเราให้ยืนยาวไปอีกพักหนึ่ง เมื่อหมดบุญแล้ว กรรมเก่าที่มันวิ่งตามอยู่เหมือนกับหมาไล่เนื้อ มันทันเมื่อไรมันก็กระโดดกัดเมื่อนั้น

เพราะฉะนั้น การสะเดาะเคราะห์ การแก้กรรมแก้เวร เราจะต้ดกรรมตัดเวรก็รักษาศีล ๕ ให้บริสุทธิ์

ที่นี้กรรมที่เราทำนั้น ผลของมันไม่มีใครตัดได้ แต่เวรคือความผูกพยาบาทอาฆาต อันนี้เราสามารถตัดได้ถ้าหากว่าเราพูดจาตกลงกันได้ เช่นอย่างคนข้างบ้านเคยด่ากันอยูุ่ทุกวันๆๆ ต่างคนต่างก็อาฆาตพยาบาทจองเวรซึ่งกันและกัน ถ้าหากว่าเราคุยกันรู้เรื่องแล้วเรายกโทษให้กัน อันนี้เรียกว่า ตัดเวร คือตัดความผูกพยาบาทอาฆาต แต่ว่าผลกรรมที่เราด่าเขา เขาด่าเรา นั่นมันตัดไม่ได้


:09:
.......................

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#14 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11876
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 08/03/2012 - 18:53

:09:


ใจใส กายสุข



ถ้าเราสามารถทำใจให้ว่างๆ ได้บ่อยๆ สุขภาพร่างกายจะแข็งแรงสมบูรณ์ เพราะใต้สมองของคนเรามันมีสารอยู่ตัวหนึ่ง ถ้าเวลาใจว่างมันจะกระจายออกมาทำงาน จะทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์

หลวงพ่อนี่วิ่งอยู่ไม่หยุด ถ้าไม่อาศัยภาวนาแล้ว ล้มไปนานแล้ว ในร่างกายของคนเรานี่มันมีสิ่งที่ช่วยตัวของเขาเองอยู่ตลอดเวลา แต่เราไปมองข้าม มีอะไรนิดหน่อยวิ่งหาแต่หมอวิ่งหาแต่ยา มันก็เลยเคยตัว ยาทั้งหลายนี่ถ้ากินมากมันทำให้ติด ยาแก้ปวดนี่ไม่กินแล้วอยู่ไม่ได้ พระองค์หนึ่งติดยาแก้ปวด ตื่นเช้ามาลุกแทบไม่ไหว พอได้ยานี่เม็ดหนึ่ง ลุกขึ้นมาครองผ้าไปบิณฑบาตได้ แต่ไม่ได้กินแล้วลุกไม่ขึ้น ฉะนั้น หลวงพ่อนี่เป็นหวัดเป็นไข้นิดๆ หน่อยๆ ไม่ฉันยาหรอก นั่งสมาธิ ถ้าไม่หายจริงๆ นั่นแหละจึงจะยอมฉันยา ทุกวันนี้เป็นเบาหวาน ถ้าลำพังตัวเองแล้วไม่สนใจกับมันหรอก มีแต่คนอื่นมาเคี่ยวเข็ญให้ไปหาหมอ เอาหมอมาหาบ้าง ไปหาหมอบ้าง

เพราะฉะนั้น ให้พยายาม ถ้าอยู่ว่างๆ นั่งดูนอนดูลมหายใจเฉย.. อย่าไปกังวลถึงอะไรเลย พุทโธก็ไม่ต้องว่า ยุบหนอพองหนอ สัมมาอรหังก็ไม่ต้องว่า ดูลมหายใจมันเฉยๆ นี่ ทีนี้จิตของเรามีพลัง ถ้าหากว่าเราตั้งใจกำหนดรู้สิ่งใดสิ่งหนึ่งในกายของเรา มันจะเกิดพลังงาน พลังจิตมันมาประสานกับวัตถุคือร่างกาย มันทำให้เกิดประโยชน์แก่ร่างกาย

หลวงพ่ออ่านคัมภีร์ธรรมะ ก็อ่านคัมภีร์หมอด้วย เพราะว่ามันใกล้กัน เรียนธรรมะ ปฏิบัติธรรมะ เป็นหลักสูตรรักษาใจ วิชาแพทย์เป็นสูตรสำหรับรักษาร่างกาย เพราะฉะนั้น ถ้าเราเข้าใจทั้งสองอย่างแล้วก็สบาย

หลวงพ่อป่วยเป็นวัณโรคที่เมืองอุบลฯ เมื่ออายุ ๒๒ ปี ภาวนาลูกเดียว ภาวนาจนกระทั่งตัวหาย พอตัวหายบ่อยๆ ใจมันก็ทะนงขึ้นมา โรคภัยไข้เจ็บมันเป็นที่กาย มันไม่ได้เป็นที่ใจ ภายหลังมาถ้ามันหงุดหงิดรำคาญเพราะความเจ็บป่วย ใจมันมักจะนึกว่า ฉันไม่ได้จ้างแกมาเกิด ไม่ได้จ้างแกมาตาย อยากตายเชิญเลย มันท้าทายอย่างนี้ มันก็สบาย บางทีก็ลองตายเล่นๆ ลองดู วิธีตายเล่นๆ นี้ทำยังไง ภาวนาจนกระทั่งจิตมันสงบ ร่างกายตัวตนหายไปหมด เหลือแต่จิตดวงเดียวสว่างไสวอยู่ อันนี้เขาเรียกว่าตายเล่น หรือหัดตายก่อนที่เราจะตายจริง

เมื่อเราตายมันก็มีลักษณะอย่างนี้เหมือนกัน ถ้าจิตเข้าสมาธิ มันไม่สัมพันธ์กับร่างกาย มันแยกตัวออกไปอยู่ต่างหาก นั่นคือตาย แต่ในช่วงนั้นเราไม่รู้หรอกว่าเราตาย คนเราทุกคนตายไม่รู้ตัวว่าตัวตาย ฉะนั้นบางคนไม่รู้ว่าตัวตาย ยังไม่ได้ไปไหน บุญบาปยังไม่ให้ผล จึงไปเที่ยวเคาะประตูบ้านก๊อกๆ แก๊กๆ อยู่นั่น เขาถือว่าเขาเป็นคนอยู่ คนตายธรรมดาพอวิญญาณออกจากร่างมีตัวมีตนเดินออกหนีไป ถ้าอยู่ในสมาธิละเอียด มีแต่จิตวิญญาณลอยออกไปเป็นดวงสว่าง เพราะฉะนั้นการปฏิบัติสมาธิคือการหัดตายเอาไว้ก่อนที่เราจะตายจริง

การพักผ่อนในสมาธิมีคุณค่ากว่าการนอนหลับธรรมดา เมื่อก่อนนี้อยู่กับหลวงปู่เสาร์ ท่านนอนดึ้ก..ดึก แต่เสร็จแล้วเรานอนก่อนท่าน ท่านตื่นก่อนเราทุกที ถามว่าหลวงปู่นอนวันละกี่ชั่วโมง บางทีชั่วโมงเดียว บางทีก็ ๒ ชั่วโมง บางที ๓ ชั่วโมง แต่ไม่เคยเกิน ๓ ชั่วโมง อยู่ได้ยังไง.


:09:
......................

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#15 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11876
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 10/03/2012 - 14:28

:09:


สมาธิขั้นไหนไม่สำคัญ



(มีผู้กราบเรียนถามหลวงพ่อว่าสมาธิมีกี่ขั้น หลวงพ่อให้คำตอบว่า...)

สมาธิมีขั้นเดียว คือสมาธิ มันจะก้าวไประดับไหนก็คือสมาธิอันเดียว อย่าไปนับขั้นนับตอนอะไร ขอให้มันเป็นสมาธิ เมื่อจิตเป็นสมาธิแล้ว เราละบาปได้หรือเปล่า ศีล ๕ เราบริสุทธิ์หรือเปล่า เอากันที่ตรงนี้เป็นเครื่องตัดสิน เรื่องของสมาธิใครจะไปถึงขั้นใดตอนใดถ้าจิตไม่บริสุทธิ์ไม่มีทาง

ในสังคมของพุทธบริษัทที่เราต้องวุ่นวายกันอยู่นี่เพราะศีลมันไม่เสมอกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระเจ้าพระสงฆ์นี่ องค์หนึ่งกินนมตอนเย็นได้ แต่อีกองค์หนึ่งกินไม่ได้ พอมาเจอกันเข้าท่านก็เถียงกัน องค์หนึ่งจับจ่ายใช้สอยด้วยมือตนเองไม่ได้ แต่อีกองค์หนึ่งทำได้ มาเจอกันเข้าท่านก็เถียงกัน เพราะฉะนั้น ไม่ว่าการปกครองบ้านเมือง ปกครองศาสนา บ้านเมืองกฎหมายรัฐธรรมนูญนั่นแหละเป็นหลักสำคัญ ทางศาสนา ศีลคือวินัยเป็นหลักสำคัญ

กฎหมายก็ดี ศีลคือวินัยก็ดี เป็นหลักที่เราจะปรับความประพฤติให้มีพื้นฐานเท่าเทียมกัน ถ้าเราไปยิ่งหย่อนกว่ากันแล้ว ก็มีการปรักปรำกัน แต่ทางกฎหมายปกครองบ้านเมือง ในเมื่อมีคดีเกิดขึ้น มันต้องมีโจทก์มีจำเลย มีหลักฐานพยาน แต่ศีลคือวินัยที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัตินี่ ตัวเองเป็นโจทก์ตัวเอง ตัวเองเป็นจำเลยตัวเอง ตัวเองเป็นหลักฐานพยานตัวเอง คือตัวเองต้องพิจารณาตัวเองว่ามีความบริสุทธิ์หรือไม่บริสุทธิ์

เพราะฉะนั้น เราปฏิบัติสมาธิ จิตของเราจะไปถึงสมาธิขั้นใด ตอนใด กี่ขั้นกี่ชั้นก็ตาม ผลลัพธ์ก็คือว่าเราละความชั่วได้ นี่มันอยู่ที่ตรงนี้ ทีนี้หลักการพิสูจน์ว่าเราละความชั่วได้หรือเปล่า ถ้าสมมติว่าเรามีครอบครัว เราแอบไปหากำไรนอกบ้าน นั่นแสดงว่าเราไม่บริสุทธิ์แล้ว ดูักันง่ายๆ อย่างนี้ อย่าไปดูให้มันลึกนัก.


:09:
.....................

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#16 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11876
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 10/03/2012 - 14:59

:09:


เจ็บไข้ได้ธรรม



หลวงพ่อป่วยหนักครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๗-๒๔๘๘ ด้วยโรควัณโรค* (ธรรมะที่ได้จากการป่วยหนักครั้งแรกคือได้เห็นความตาย ...ดู ฐานิยปูชา ๒๕๓๙ เรื่องพลังจิตพิชิตโรค) ครั้งหลังมากราบเยี่ยมอาการป่วยของหลวงปู่สิงห์ โรคกระเพาะลำไส้มากำเริบ กลับไปถึงวัดหมอให้ลุกขึ้นมาฉันยาเวลา ๔ ทุ่ม วันหนึ่งก็นอนกำหนดจิตไปมันอึดอัดรำคาญ ใจมันก็มึดมัดขึ้นมา

"ร่างกายนี้อยู่กับมันมานานแล้ว ไม่เห็นมันให้ความเป็นสุขเลย ไม่อยู่กับหัวมันหรอก"

แค่นั้น จิตมันวับไป แล้วไปเป็นดอกบัวบานเบ่งเต็มที่สว่างไสว ตรงใจกลางดอกบัวมีเศียรพระพุทธรูปโผล่ขึ้นมา พอถึงกำหนดเวลาแล้วจิตมันก็ถอนจากสมาธิ พอมันถอนออกมาแล้วก็มานึกตำหนิหมอ ไม่รู้ว่ามากำหนดไว้ทำไม ไปเลยเสียก็ดี แล้วก็ได้ความรู้สึก ๒ อย่าง

เมื่อก่อนนี้ไปเห็นท่านพ่อลีไปสร้างพระพุทธรูปแล้วก็มีเศียร ก็สงสัยแต่ไม่กล้าถาม ทำไมสร้างพระพุทธรูปเอาแต่เศียรไว้ในดอกบัว พอมันเกิดนิมิตขึ้นมาอย่างนี้ ก็รู้แจ้งแทงตลอดว่า เพราะอย่างนี้เองท่านพอลีท่านจึงสร้างพระพุทธรูปลักษณะนั้น ดอกบัวก็หมายถึงดวงใจ หัวใจมันเบ่งบานเต็มที่ ในเมื่อจิตมันเบ่งบานเต็มที่ก็เป็นจิตพุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน

ตอนรถคว่ำำที่โค้งด่านเกวียน เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๑ จิตก็วิ่งเข้าสมาธิ รถกลิ้งลงไปจากถนนไม่รู้กี่ตลบ คนมันก็ไม่เจ็บ ไม่ตาย ในช่วงนั้นที่โค้งด่านเกวียนนี่มันเดือนมืด พอจิตมันเข้าสมาธิแล้วมันสว่างไสว รถก็หาย ตัวก็หาย แต่ว่าจิตมันลอยวนไปวนมา รู้สึกว่ามันลอยวนไปวนมาทั้งๆ ที่มันมืด พื้นถนนพื้นดินรอบข้างนี่มองเห็นหมด ต้นหญ้าต้นคา พอออกจากรถมา พระสมเด็จ ๒ องค์อยู่ในย่ามหล่น คลำหาไม่เจอ อ้าว.. ตายแล้ว หลวงปู่ทิ้งลูกหลานไปแล้ว ยืนกำหนดจิตอยู่แป๊บ แสงสว่างแพล๊บมาจ่อลูกตา ไปคลำๆ ดูก็ไปเจอ

(หลวงพ่อประสบอุบัติเหตุรถคว่ำล่าสุดเมื่อวันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๔๐ หลังจากกลับจากโรงพยายาลได้ประมาณ ๑ สัปดาห์ ก็มีอาการเลือดออกในกระเพาะอาหารจนหมดสติ ลูกศิษย์ได้นำส่งโรงพยาบาลกลางดึก หลวงพ่อได้เล่าประสบการณ์ทางจิตให้ฟังดังนี้...)

ก็ได้แต่จิตอยู่ในจิต อยู่ในรถหลับตา รถมันวิ่งผ่านไปไหนมองเห็นหมด แต่ไม่ได้มองเห็นด้วยลูกตา มันมองเห็นด้วยใจ เพราะฉะนั้น จักขุง อุทปาทิ จักษุบังเกิดขึ้นแล้ว หมายถึงใจ

(หลวงพ่อกลับเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลอีกครั้งเมื่อวันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๔๐ ด้วยโรคไข้หวัดใหญ่เรื้อรัง ท่านเล่าให้ฟังว่า... )

ที่มันเป็นจุดยืนอยู่ตลอดเวลาที่นอนอยู่ที่โรงพยาบาล มันปรากฏเป็นคล้ายๆ กับแผ่นกระดานชนวนสีเหลือง แต่จุดมันอยู่ตรงกลาง มันก็อยู่แค่นั้น ๓ วัน ๓ คืน ไม่เปลี่ยนแปลง (หลวงพ่อให้คำอธิบายว่า เป็นสภาพจิตรู้ ตื่น เบิกบาน)

...จิตมันเหมือนๆ กับว่ามันไม่อยู่กับกายแล้ว ก็มานึกว่ามันเพี้ยนไปหรือเปล่า ก็เลยมาทดลองดู มองดูอย่างนี้ จะเอานิ้วมือมาจี้อย่างนี้มันไม่ไป (หลวงพ่อแสดงท่านำนิ้วชี้ข้างขวากับข้างซ้ายจี้เข้าหากัน แต่ปรากฏว่าทั้ง ๒ นิ้วเฉออกจากกันไปคนละทิศละทาง)... ตัวนี้มันเฉไปโน่น มันห่างกันอยู่ แปลกดีเหมือนกัน... ชราชัชชลิตา หัตถปาทา อนัสวา กถัง พรัหมจริยัง จริสสามิ แก่มาแล้วมือเท้ามันไม่อยู่ในอำนาจ จะประพฤติพรหมจรรย์ได้อย่างไร พระจักขุบาลกับพระจุลบาลคุยกันสองพี่น้อง น้องชายบอกว่า "แก่แล้วค่อยไปบวชเถอะพี่" พี่ชายก็บอกว่า "คนแก่แล้วมือไม้มันก็ไม่อยู่ในอำนาจ จะไปประพฤติพรหมจรรย์ได้อย่างไร"

(วันหนึ่ง หลวงพ่อตื่นขึ้นมาแล้วมีความรู้สึกว่าศีรษะและแขนขาถูกเปลี่ยนไป ท่านเล่าถึงความรู้สึกนี้ว่า... )

...มันเป็นความรู้สึกอันหนึ่งลึกๆ แต่ว่าไม่มีใครมาเปลี่ยน คล้ายกับว่ามันหลุดไปเอง แล้วมันเกิดขึ้นมาใหม่ พอตื่นขึ้นมาแล้ว...เอ๊ะ เราเป็นทศกัณฐ์หรือเปล่า ยังนึกแปลกใจ หัวขาดไปแล้วมันก็มาต่อ แขนขามันถูกตัดขาดไปแล้วมันก็มาต่อ ยังเหลือของเก่าแต่ตัว เลยมาคิดว่าเรานี่มันทศกัณฐ์หรือเปล่า... จากนั้นก็สบายขึ้น.


:09:
.......................

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#17 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11876
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 11/03/2012 - 12:20

:09:


จิตหลอก



ตอนใดที่จิตของเรามีความแน่วแน่บริสุทธิ์แท้จริง ความรู้มันก็จริง ถ้าช่วงใดที่จิตของเราไม่แน่วแน่และมีกิเลสเจือปน หรือเราอยากรู้อยากเห็น มันจะโกหกเราทันที เพราะฉะนั้น ทางผิดทางถูก อย่าไปสำคัญมั่นหมายในสิ่งรู้ทั้งหลายเหล่านั้น อะไรมันจะมีก็มี อะไรมันจะเป็นก็เป็น เช่นอย่างรู้ว่าคนโน้นเขาจะเป็นอย่างนี้ คนนี้เขาจะเป็นอย่างนั้น มันก็เป็นแต่เพียงอารมณ์สิ่งรู้ของจิต สิ่งระลึกของสติเท่านั้น เราอย่าไปยึด ถ้าหากว่าเราไปสำคัญมั่นหมายว่าเรารู้จริงเห็นจริงแล้ว ทีหลังมันจะโกหกเรา

หลวงพ่อเคยทดลองดูแล้วตอนที่เขากำลังเล่นหวยกัน ทีแรกมีโยมอุปัฏฐากคนหนึ่งเขาก็นับถือว่าหลวงพ่อนี่คือลูกของเขาคนหนึ่งเหมือนกัน วันหนึ่งไปเยี่ยม เขาพูดขึ้นมาอย่างนี้้ ทีลูกบ้านลูกเมืองเขาบอกหวยบอกเบอร์พ่อแม่ได้ ทีลูกเรานี่ไม่เห็นบอกสักที หลวงพ่อก็เลยบอกว่า โยมเอาจริงไหม ถ้าเอาจริงแล้ว มาสัญญากันไว้ ถ้าหลวงพ่อไม่บอกแล้วอย่าไปซื้อ

ทีนี้พอสัญญากันเรียบร้อยหลวงพ่อก็มานั่ง แล้วมันก็เกิดนิมิตขึ้นมาทีเดียว ๕ งวด งวดแรกหลานมาจังหันก็เขียนใส่ซองส่งไปให้ พอหลานเอาไปก็เอาไปให้พ่อมันดู อันนี้มันไม่ออกหรอก ฉีกทิ้ง ใบที่สอง อันนี้มันไม่ออกหรอก ฉีกทิ้ง ทีนี้แกทนไม่ไหว มันผ่านมางวดสองงวดแล้ว แกทนไม่ไหว แกอยากเล่น พอเสร็จแล้วแกก็มาเอง หลวงพ่อบอกว่าเที่ยวนี้ให้ซื้อ ๐๖ กับ ๔๒ แกก็ไปซื้อแต่ ๔๒ มันก็ออก ๐๖ เที่ยวหลังไปขออีก เอา เที่ยวนี้ให้ซื้อ ๔๒ แกก็บอกว่า ๔ กับ ๒ มันเป็น ๖ มันออกมาแล้ว มันจะออกได้อย่างไร ใครไปตั้งกฎหมายบังคับ พอเสร็จแล้วมันก็ออก ๔๒

มาภายหลังนี่.. เอาล่ะ หลวงพ่อเลิกบอกแล้ว แต่ว่าไม่บอกโยม แต่เราก็มาทำเพื่อพิสูจน์ทดสอบของเราเอง มานั่งเข้าได้ตั้ง ๕ งวดอีกเหมือนกัน ตอนนี้ไม่บอกใคร เขียนใส่แผ่นกระดาษแล้วก็เอาใส่ไว้ในลิ้นชิักว่ามันจะออกไหม พอผ่านไปแล้วมันออกหมดทุกตัว เอาละ ทีนี้จะบอกญาติบอกโยมบ้างล่ะ ไปนั่ง..มันมาสวยกว่าเก่า แล้วก็มามากด้วย มาตั้ง ๑๐ งวด เป็นคู่ๆ มาตั้ง ๑๐ คู่้ มาตอนนี้ บอกปั๊บ งวดแรก ไม่ออก งวดที่ ๒ ก็ไม่ออก งวดที่ ๓ ไม่ออก งวดที่ ๔ ที่ ๕ ไม่ออก เอ้า หยุดบอก พองวดที่ ๖ ๗ ๘ ๙ ๑๐ ออกหมดทุกงวด นี่มันเล่นตลกเราอย่างนี้แหละ

สิ่งที่เรารู้อย่างอื่นๆ ก็เหมือนกัน เพราะฉะนั้น จะรู้จริงหรือไม่จริงไม่สำคัญ เราอย่าไปสำคัญมั่นหมาย เอาตรงที่่ว่ามันรู้ปัจจุบันนี้จิตของเราเป็นอย่างไร มันเศร้าหมองหรือมันผ่องแผ้ว แล้วมันมีแนวโน้มไปทางบาปหรือไปในทางบุญ แล้วมันมุ่งที่ยึดมั่นในคุณพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์แน่วแน่หรือเปล่า ดูกันที่ตรงนี้ ส่วนจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไรอย่าไปสำคัญมั่นหมาย แม้แต่ความรู้ในธรรมะนี่ พอมันโผล่ขึ้นมา เอ๊ะ.. อันนี้มันอะไรนี่ อย่าไปสนใจ เอาแต่เพียงรู้ว่าเรามีความคิด มีอารมณ์จิตเท่านั้น ผิดถูกอย่าไปสำคัญมั่นหมาย ความผิดความถูกมันมีสิ่งที่ตัดสิน อันใดที่เรารู้แล้วมันไม่ชวนเราไปทำผิดศีล ๕ ข้อใดข้อหนึ่ง นั่นแหละถูกต้อง

เดี๋ยวนี้นักปฏิบัติมาเถียงกันเฉพาะว่า สมาธิขั้นนั้นเป็นอย่างไร ญาณขั้นนั้น ฌานขั้นนั้นเป็นอย่างไร มัวอยู่เฉพาะตรงนี้ แต่ตัวใน ตัวจิตนี่ไม่ดู อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หรือก็ไปเที่ยวกล่าวตู่แต่ชาวบ้านเขา อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แต่จิต อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นี่ไม่ดู สิ่งอื่นๆ นอกจากจิตของเราแล้วมันไม่มีอะไรเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จิตของเรานี้เอง พอเรากระทบอารมณ์ที่ทำให้โกรธ พอจิตของเราเที่ยงมันก็ไม่หวั่นไหว กระทบอารมณ์ที่ทำให้รักให้ชอบ ถ้าจิตของเราเป็นปกติ ไม่หวั่นไหว มันก็เที่ยง ถ้ามันหวั่นไหวเมื่อไรก็ไม่เที่ยง เขาด่ามามันโกรธ มันก็ไม่เที่ยง ถ้าด่ามาแล้วมันไม่โกรธไม่เคียด อันนั้นมันเที่ยง.


:09:
......................

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#18 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11876
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 12/03/2012 - 12:09

:09:


เจตนาคือกรรม


(มีคำถามจากอาจารย์ท่านหนึ่งว่า สอนวิชาเรื่องแมลงศัตรูพืชและวิธีปราบ พอเกษตรกรเดือดร้อนก็มาถาม ก็แนะนำวิธีเขาเพื่อให้เขาได้ผล จะเป็นบาปหรือไม่)

ปัญหานี้ตรงกันกับปัญหาที่เจ้านายท่านหนึ่งถามหลวงพ่อว่า "การไปแนะนำให้ชาวบ้านเขาปลูกหม่อน เลี้ยงไหม จะบาปไหม พระบางองค์บอกว่าขอบิณฑบาตเสีย มันบาป สำหรับพระคุณเจ้าเห็นว่าบาปไหม" หลวงพ่อก็ไม่ได้ตอบท่านว่าบาปหรือไม่บาป เลยชักแม่น้ำทั้งห้า

หน้าที่การอบรมสั่งสอนให้รู้จักการทำมาหาเลี้ยงชีพเป็นหน้าที่ของท่าน เมื่อแนะนำให้เขาทำอย่างนั้นๆ พอเขาทำแล้วมองเห็นประโยชน์ที่เขาจะพึงได้ เขารู้จักเอาประโยชน์เอง ขออย่างเดียวว่า อย่าไปช่วยเขาจับตัวหม่อนตัวไหมต้มลงในหม้อน้ำร้อนก็แล้วกัน ถ้าจะเปรียบเทียบก็เหมือนอาตมภาพไปเที่ยวเทศน์สอนคน ใครต้องการผลประโยชน์ในปัจจุบันให้ยึดหลักธรรม ๔ ข้อ ข้อแรก อุฏฐานสัมปทา ให้หมั่นขยันในการงานหาเลี้ยงชีพ ทีนี้ถ้าว่าคนทั้งหลายที่มาฟังธรรมนั้น ข้าราชการ ตำรวจ ทหาร พลเรือน พ่อค้า ประชาชน คนลักคนขโมยจี้ปล้นฉ้อโกง มีทุกประเภท ในเมื่อเขามาฟังเทศน์อาตมภาพแล้วเขาเกิดเลื่อมใสในคำเทศน์ คนเป็นข้าราชการ พ่อค้า ประชาชน ต่างก็หมั่นขยันในหน้าที่ของตนเองมากขึ้น ทีนี้เกิดมีมหาโจรจี้ปล้นชาวบ้าน มันขยันจี้ขยันปล้นขยันลักขโมยมากขึ้น สงสัยว่าอาตมภาพจะตกนรกตาย

อันนี้มันเหมือนๆ ว่าเราสอนให้เขารู้จักทำ แต่เราไม่ได้ไปสอนให้เขาฆ่า ถ้าเกี่ยวกับการใช้ยาอะไรต่างๆ นี่ เราเพียงแต่แนะนำว่าสิ่งนี้มันเป็นแต่สิ่งที่ป้องกันอันตรายจากวัชพืชที่พวกคุณทำขึ้น เพียงแค่นั้น เหมือนๆ กับพระเป็นโรคพยาธิลำไส้ ถ้าพระไปบอกว่าไปซื้อยามากินฆ่าพยาธิในลำไส้ พระต้องอาบัติปาจิตตีย์เพราะฆ่าสัตว์ แต่ถ้าพระบอกว่าหายามาฉันเพื่อบำบัดโรคภัยไข้เจ็บ พระไม่อาบัติ นี่เราพิจารณาเอาอย่างนี้

เจตนาหัง ภิกขเว กัมมัง วทามิ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่าเจตนาคือกรรม ผู้ที่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ๑.รู้ว่าสัตว์มีชีวิต ๒.ความพยายามที่จะฆ่า ๓.การฆ่า ๔.สัตว์ตายด้วยการฆ่าโดยเจตนา จึงจะสำเร็จเป็นปาณาติบาต แต่ถ้ากลัวบาปก็เวลาทำไปแล้วก็ทำเฉพาะแต่สิ่งที่เราจำเป็นจะทำในหน้าที่ นอกเหนือไปกว่านั้นเราอย่าไปทำ สัตว์ที่เราไปฆ่าเพื่อวิจัยหาข้อมูลต่างๆ ถ้ากลัวบาปก็สวดมนต์ภาวนาอุทิศส่วนกุศลให้มัน สัตว์บางตัวถูกฆ่ามันดีอกดีใจ แต่ในขณะที่มันจะถูกฆ่ามันก็ทุกข์ทรมานเหมือนกัน แต่ถ้ามันตายจากสัตว์แล้ว ถ้าเผื่อว่ามันไปเกิดเป็นคนเป็นอะไรนี่มันดีใจ


พระองค์หนึ่งแบกขอนไม้ไปทิ้งลงที่ป่าหญ้าคาไปทับหัวหมาตาย ภายหลังหมาไปเกิดเป็นคน พออายุได้ประมาณ ๗ ขวบ มันนึกถึงพระองค์นั้น อยากไปกราบขอบพระคุณที่ช่วยให้มาเกิดเป็นคน ก็ให้แม่พามาหาที่วัด มาถามหาพระองค์นั้น บอกชื่อถูกด้วย

"หือม์.. แกไปรู้จักพระองค์นั้นแต่เมื่อไร"

"เมื่อ ๑๐ ปีก่อนโน้น"

"อ้าว... ถ้างั้นแกก็รู้จักพระองค์นี้ก่อนเกิดซิ"

"ใช่เจ้าค่ะ เมื่อก่อนนี้หนูเป็นหมาขี้เรื้อนอยู่ในวัดนี่ อาศัยกินข้าวก้นบาตรพระอยู่ที่นี่ บังเอิญวันนั้นพระองค์นั้นท่านแบกขอนไม้ไปทิ้งลงที่ป่าหญ้าคา หนูอยู่ในนั้นท่านไม่เห็น พอดีขอนไม้ไปทับหัวหนูตาย ตายแล้วไปเกิดกับแม่ที่นี่ พอรู้เดียงสาขึ้นมา คิดถึงแต่พระองค์นั้น อยากจะมากราบขอบพระคุณท่าน"


เช่นอย่างเศรษฐีท่านหนึ่งเลี้ยงลูกหมาเอาไว้ มันเป็นลูกหมาแสนรู้ ทีแรกก็ไปนิมนต์พระปัจเจกพุทธเจ้ามาฉันในบ้านตัวเอง ภายหลังตัวเองก็ไม่ต้องไปนิมนต์ ให้หมาน้อยตัวนั้นไปนิมนต์ ไปมันก็ไปกราบแ้ล้วก็เห่าบ๊อกๆๆๆ เตือนว่าไปเถอะ พอพระปัจเจกพุทธเจ้าถือบาตรเดิน มันก็วิ่งนำหน้าไปจนกระทั่งถึงบ้าน ทีนี้ขากลับ มันก็ไปส่งพระปัจเจกถึงที่อยู่

ทีนี้พระปัจเจกก็มาพิจารณาดูว่าสุนัขตัวนี้มันมาเกิดเป็นสุนัขไม่ใช่เพราะบาปกรรมอื่นใด เพียงแค่ว่าจิตมันไปผูกพันกับสุนัขเท่านั้น มันไม่ใช่เรื่องของบาป เพราะเมื่อก่อนนี้แกเป็นคนใช้ของท่านเศรษฐี เขาใช้ให้ขุนหมา อาหารที่เขาให้สุนัขกินนั่นมันดีกว่าที่เขาได้กิน เขาก็เลยคิดขึ้นมาว่า ถ้าเกิดมาเป็นลูกหมาเศรษฐีนี่ถ้าจะสบาย ได้กินแต่ของดีๆ อยู่มาภายหลังท่านเศรษฐีจัดงานเลี้ยง ของเลี้ยงแขกมันก็เหลือล้น เขาก็ให้แกกิน แกก็กินสมอยากนั่นแหละ เสร็จแล้วมันกินมากเกินไปก็เลยพุงแตกตาย พอตายแล้วไปเกิดเป็นลูกหมาเศรษฐี

ทีนี้พระปัจเจกพุทธเจ้าท่านพิจารณารู้แล้วว่า มันน่าจะไปอยู่ในฐานะที่ดีกว่านี้ แล้วท่านก็รู้อยู่แก่ใจแล้วว่า ถ้าหากว่าทำให้สุนัขตัวนี้มันผิดหวังมันก็จะต้องตายเพราะมันรักเรามาก วันสุดท้ายพอสุนัขตัวนี้นำหน้าเดินไปส่งท่านคืนสำนัก พอไปถึงทางแยก แทนที่ท่านจะไปทางที่กลับไปที่พักของท่าน ท่านกลับไปทางอื่น มันก็วิ่งไปสกัดหน้าแล้วก็เห่าๆ เตือนว่าที่นี่ไม่ใช่ทาง ท่านก็ไม่ฟังเสียงมัน พอเสร็จแล้วพระปัจเจกท่านก็กำหนดจิตเข้าฌานเหาะหนีจากมัน มันก็หอนตามหลังจนกระทั่งพระปัจเจกไปลับสายตามัน มันก็อกแตกตาย แล้วไปเกิดเป็นเทพบุตรบนสวรรค์

ในลักษณะนี้ สุนัขตัวนี้ตายเพราะการกระทำของพระปัจเจก ทีนี้พระปัจเจกจะบาปหรือไม่ ท่านก็ไม่บาป เช่นอย่างเราทำของเรานี่ สอนให้เขารู้จักอย่างนั้นอย่างนี้นี่ เราไม่ได้ทำบาปด้วยตนเอง เพียงแต่สอนวิชาให้เขารู้ ทีนี้เขาจะเอาหรือไม่เอาเป็นเรื่องของเขา.


:09:
.......................

การโพสต์นี้ได้ถูกแก้ไขโดย เภตรา: 12/03/2012 - 12:09

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#19 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11876
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 13/03/2012 - 13:32

:09:


บุญใดจะวิเศษยิ่งกว่าทำบุญกับพ่อแม่



ถ้าหากเราเลี้ยงพ่อเลี้ยงแม่เราไม่ดี เราไปตักบาตรพระล้านครั้ง ไม่เท่าเรายื่นอาหารให้คุณพ่อคุณแม่เรารับประทานเพียงครั้งเดียว คนเราในเมื่อเลี้ยงพ่อเลี้ยงแม่ไม่ดี ไปเที่ยวหาเลี้ยงคนอื่นมันจะมีประโยชน์อะไร บางทีเราทำกับข้าวส่งกลิ่นหอมฉุย ยายแก่ได้กลิ่น เดินมือไพล่หลัง หลังค่อมๆ

"อูย...น่ารับประทานจังเลย แม่ขอชิมหน่อยได้ไหม"

"ไม่ได้ๆ ฉันจะไปทำบุญ อย่ามายุ่ง ยายแก่นี่"

ตกนรกตายเลย

นี่คือสูตรแห่งการทำบุญ มาตาปิตุอุปัฏฐานัง เลี้ยงดูบิดามารดาให้ดี เอตัมมังคละมุตตมัง เป็นมงคลอันสูงสุด แม้แต่พวกภูตผีปีศาจยักโขอะไร เวลามันทะเลาะกันมันเถียงกัน คำว่าท่านต้องเลี้ยงพ่อเลี้ยงแม่ใช่ไหม มันจะต้องถามกันเสมอ

พระปิตุลากับลักษมัณเถียงกัน ทีนี้พระปิตุลาหาว่าลักษมัณเด็กน้อยจองหอง ถ้าไม่นึกสงสารจะฆ่ามันเสียเดี๋ยวนี้ ลักษมัณก็คว้าลูกศร เราเป็นวรรณะกษัตริย์ ไม่เคยปฏิเสธคำท้าใคร แต่ว่าเราเป็นวรรณะกษัตริย์ ๑.ไม่ฆ่าสมณพราหมณ์ ๒.ไม่ฆ่าผู้หญิง ๓.ไม่ฆ่าโค นี่เพราะประเพณีอันนี้มันบังคับเราอยู่ ไม่งั้นพระปิตุลาแหลกไปตรงนี้ แล้วท่านบำเพ็ญตบะเดชะ มีอิทธิฤทธิ์ ทำไมมีแต่ความโหดร้าย ทำไมไม่มีความดีสักหน่อยหนึ่ง ท่านไม่เลี้ยงพ่อเลี้ยงแม่ของท่านหรืออย่างไร ลักษมัณต่อว่าคนแก่ เพราะฉะนั้น ทำบุญอันใดหนอจะไปวิเศษยิ่งกว่าทำบุญกับพ่อกับแม่.


:09:
...................

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



คำตอบต่อไป: เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา -
  • (2 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • ท่านไม่สามารถตอบกลับกระทู้นี้ได้

1 ผู้ใช้กำลังอ่านกระทู้นี้
0 สมาชิก, 1 ผู้เยี่ยมชม, 0 ผู้ใช้ที่ไม่ระบุชื่อ