ลานธรรมเสวนา: ฐานิยปูชา 2540 - ลานธรรมเสวนา

เข้าไปดูเนื้อหา

หน้า 1 จาก 1
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • ท่านไม่สามารถตอบกลับกระทู้นี้ได้

ฐานิยปูชา 2540 (หนังสือ) เทศนาธรรม หลวงพ่อพุธ ฐานิโย ให้คะแนนกระทู้: -----

#0 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11841
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 18/02/2012 - 20:21

:09: :09: :09:


ฐานิยปูชา ๒๕๔๐


เทศนาธรรม


โดย
พระราชสังวรญาณ (พุธ ฐานิโย)



รูปภาพถูกใส่ลงไปแล้ว



:09:


สารบัญ (ลำดับเรื่อง)


วิถีจิตสู่การตรัสรู้


ต้นสายพระธุดงค์กรรมฐาน


พลังจิต - พลังจักรวาล



:09:




พิเศษ.... :09: สำหรับในส่วนหนังสือบทคำสอน "พระปฏิบัติสัทธรรม" ของ หลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม ในหนังสือฐานิยปูชา 2540 นี้ เภตราได้ยกไปตั้งเป็นอีกกระทู้หนึ่ง เพื่อท่านที่สนใจศึกษาคำสอนของหลวงปู่สิงห์ จะได้มีโอกาสใช้อ่านศึกษาไปด้วย เพราะคำสอนของหลวงปู่ท่าน ค่อนข้างจะหาอ่านได้ยากน่ะค่ะ :09:

ส่วนท่านที่สนใจอ่านไปพร้อมกันด้วยเลยกับหนังสือฐานิยปูชา 2540 นี้
สามารถเข้าอ่านได้เลยที่กระทู้"พระปฏิบัติสัทธรรม" ตามลิงก์นี้ค่ะ

http://larndham.org/...B8%A3%E0%B8%A1/


:09:



หมายเหตุ :

1. การทยอยพิมพ์หนังสือเล่มนี้เป็นรายการต่อเนื่องในชุดหนังสือ ฐานิยปูชา

หากต้องการ...สามารถอ่านเล่มที่ผ่านมาได้ที่

ฐานิยปูชา 2535

http://larndham.org/...%E0%B8%B2-2535/


ฐานิยปูชา 2536

http://larndham.org/...B8%B4%E0%B8%95/


ฐานิยปูชา 2537

http://larndham.org/...60&#entry778194


ฐานิยปูชา 2538

http://larndham.org/...B8%B5%E0%B8%A5/


ฐานิยปูชา 2539

http://larndham.org/...%E0%B8%B2-2539/


ฐานิยปูชา 2546

http://larndham.org/..._0&#entry741022


ฐานิยปูชา 2548

http://larndham.org/..._0&#entry745717



2. การใช้ตัวเน้นในบทธรรมที่นำมาโพสต์ใหม่ด้านล่างต่อจากนี้ อ้างอิงตามไฟล์ภาพหนังสือ ฐานิยปูชา 2540 (ในลิงก์ท้ายนี้)
ส่วนการแบ่งช่วงย่อหน้า เภตราขอปรับบางช่วงย่อหน้าที่ยาวมากเป็นย่อหน้าย่อย เพื่อการพักสายตาค่ะ
ท่านใดประสงค์จะอ่านก่อน หรือต้องการ copy บทธรรมเทศนาไปใช้ในงานพิมพ์อื่น
สามารถอ่านและตรวจสอบการใช้ย่อหน้าตามหนังสือจากลิงก์นี้ค่ะ

http://www.thaniyo.c...t/thaniyo40.pdf



3. บทธรรมใดที่ทำการคัดลอกสำเนามาจากเว็บอื่น
เภตราจะอ่านตรวจสอบและแก้ไขข้อความ
โดยให้ตรงตามไฟล์ภาพหนังสือ ฐานิยปูชา 2540 (ในลิงก์ข้อ 2) เป็นหลักนะคะ


:09:

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
1


หน้า 1 จาก 1
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • ท่านไม่สามารถตอบกลับกระทู้นี้ได้

การตอบอื่นๆต่อกระทู้นี้



#1 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11841
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 18/02/2012 - 21:01

:09: :09: :09:


วิถีจิตสู่การตรัสรู้


แสดงพระธรรมเทศนาที่พุทธคยา ประเทศอินเดีย

วันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๓๘




ณ สถานที่แห่งนี้ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา ภายหลังจากที่พระองค์ได้ทรงบำเพ็ญทุกรกิริยามาทุกแบบทุกรูป และได้ไปศึกษาในสำนักอาจารย์ต่าง ๆ สำนักอาจารย์ใด ฤาษีตนใดที่มีชื่อเสียงโด่งดังและเก่งที่สุดในสมัยนั้น พระองค์ทรงไปศึกษาหมดทุกแห่ง จนจบหลักสูตรของคณาจารย์นั้น ๆ ซึ่งคณาจารย์สมัยนั้นนิยมการบำเพ็ญสมาธิเพื่อให้ได้ฌาน ได้อภิญญา คือบำเพ็ญสมาธิแบบฌานสมาบัติ มุ่งให้จิตสงบ นิ่ง รู้ ตื่น เบิกบาน อยู่ภายในจิตเพียงอย่างเดียว แล้วจุดมุ่งหมายของการปฏิบัติก็เพื่อสร้างชื่อเสียง

เป็นอันว่าคณาจารย์หรือนักปฎิบัติในสมัยนั้นยังถูกโลกธรรมหรือเอาโลกธรรมเทิดไว้บนศีรษะ เพราะยังติดอยู่ในลาภ ยศ สรรเสริญ สุข การปฏิบัติก็มุ่งที่จะสร้างบารมีให้มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย เป็นที่นิยมนับถือของปวงชนในยุคนั้นสมัยนั้น จึงอยู่ในลักษณะการปฏิบัติเพื่อแสวงหาลาภ ผล แสวงหาบริวาร ไม่ได้มุ่งเพื่อความหลุดพ้นโดยตรง

แต่จะด้วยประการใดก็ตาม การปฏิบัติของท่านเหล่านั้นก็เป็นการสร้างบารมี เพราะความเข้าใจของคนในยุคนั้น ความสำเร็จที่เขาพึงประสงค์อยู่ตรงที่ว่า ในเมื่อปฏิบัติเคร่งครัด บำเพ็ญตบะแก่กล้า พระพรหม พระศิวะ พระนารายณ์ หรือพระเจ้าที่เขานับถือจะประทานพรให้เขาเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ซึ่งสุดแท้แต่เขาจะตั้งปณิธานความปรารถนาไว้อย่างไร ก็เป็นอันว่าการปฏิบัติก็เพื่อมุ่งลาภ ผล ชื่อเสียง ให้เป็นที่ประทับใจของคนในยุคนั้นสมัยนั้น การปฏิบัติของท่านเหล่านั้นจึงได้ชื่อว่าปฏิบัติเพื่อสร้างกิเลส เขาเอาโลกธรรมเทิดไว้บนศีรษะ

แต่เมื่อสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราได้ทรงศึกษาในสำนักของคณาจารย์นั้น ๆ เข้าไปศึกษาในสำนักอาจารย์ใด อาจารย์นั้นก็หมดภูมิ คือหมดภูมิที่จะสอนพระองค์อีกต่อไป เช่นอย่างไปศึกษาในสำนักของอาฬารดาบส อุทกดาบส ก็สอนพระองค์ได้เพียงฌาน ๔ คือ ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน เท่านั้น เมื่อถึงฌานขั้นนี้แล้ว อาจารย์ทั้งสองก็บอกว่าหมดภูมิแล้ว ไม่มีอะไรจะสอนท่านอีกต่อไป ขอให้ท่านอยู่ในสำนักเพื่อช่วยสั่งสอนประชาชนอบรมศิษยานุศิษย์ต่อไปเถิด

เมื่อพระองค์ได้พิจารณาดูโดยรอบคอบแล้ว คือพระองค์สังเกตอย่างนี้ ในขณะที่จิตของพระองค์อยู่ในสมาธิ ฌานขั้นที่ ๔ ร่างกายตัวตนหายไปหมด มีแต่จิตดวงเดียว นิ่ง สว่าง ลอยเด่นอยู่ในท่ามกลางแห่งความว่าง แต่จิตอาศัยความสว่างเป็นอารมณ์ ความรู้สึกยินดีไม่มี ความรู้สึกยินร้ายไม่มี คณาจารย์เหล่านั้นจึงถือว่าเขาหมดกิเลสแล้ว แต่เมื่อพระพุทธองค์ได้ไปศึกษาจนจบหลักสูตรของอาจารย์ดังกล่าว ในขณะที่จิตอยู่ในสมาธิก็ มองหากิเลสตัวใดไม่มี เป็นจิตบริสุทธิ์สะอาดแท้จริง แต่ยังไม่เป็นอมตะ เพราะเมื่อออกจากสมาธิมาแล้ว เมื่อตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ได้สัมผัสกับรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ ความยินดียินร้ายมันยังมีปรากฏอยู่ในจิต

พระองค์จึงพิจารณาอย่างรอบคอบว่ามันยังไม่ถึงที่สุด ถ้าหากว่าเราหมดกิเลสอย่างแท้จริง อยู่ในสมาธิเป็นอย่างไร กิเลสไม่มี เมื่อออกจากสมาธิแล้ว กิเลสก็ต้องหมดไป สิ่งที่ส่อแสดงให้พระองค์รู้ว่าพระองค์ยังมีกิเลสอยู่ก็คือ พระองค์ยังมีความยินดียินร้าย พอใจ ไม่พอใจ แล้วก็ยังยึดมั่นอยู่ในสังขารร่างกายว่าเป็นเราเป็นเขา เป็นของเราของเขา ดังนั้นพระองค์จึงตัดสินพระทัยอย่างแน่วแน่ว่ายังทรงไม่สำเร็จ

ภายหลังจากที่พระองค์ทรงรับหญ้าคา ๘ กำ ของโสตถิยพราหมณ์ กุสะ แปลว่า หญ้าคา คา แปลว่าข้อง ติด มาตอนนี้พระองค์ทรงเอาหญ้าคา ๘ กำ มาขดเป็นบัลลังก์ประทับนั่ง มุ่งหน้าประพฤติปฏิบัติโดยไม่มุ่งผลประโยชน์อันใดในด้านวัตถุธรรม มุ่งแต่เพียงจะดำเนินไปสู่การตรัสรู้ คือความหมดกิเลส สู่ความเป็นพระอรหันต์เท่านั้น จึงได้ชื่อว่าเอาโลกธรรม ๘ มารองนั่ง แทนที่จะเอาเทิดไว้บนศีรษะดังก่อน คราวนี้เอาโลกธรรมมารองนั่ง

พระองค์ประทับนั่งอย่างไร เราเคยเห็นพระพุทธรูปนั่งขัดสมาธิอย่างไร พระองค์ก็ประทับนั่งอย่างนั้น อันนี้ไม่ต้องอธิบาย ทีนี้เมื่อพระองค์ประทับนั่งขัดสมาธิเป็นที่เรียบร้อย พระองค์ตั้งกายให้ตรง ดำรงสติให้มั่น คือกำหนดรู้ที่จิตของพระองค์เพียงถ่ายเดียว ไม่ได้สนใจกับสิ่งใด ๆ แต่ในช่วงขณะจิตนั้นเอง พอพระองค์มาวิตกว่าเราจะเริ่มกันที่จุดไหน อตีตารมณ์คืออารมณ์ในอดีตได้ผุดขึ้นมาในพระทัยของพระองค์ ทำให้พระองค์ทรงรำลึกถึงเมื่อสมัยยังเป็นพระกุมาร พระบิดาทำพิธีแรกนาขวัญ พระพี่เลี้ยงนางนมผูกพระอู่ให้บรรทมอยู่ใต้ต้นหว้า ในช่วงที่พี่เลี้ยงนางนมหรือคนทั้งหลายเขาเพลิดเพลินในการดูมหรสพ ดูพิธีแรกนาขวัญ พระองค์ถูกปล่อยให้บรรทมในพระอู่ใต้ต้นหว้าแต่เดียวดาย

ณ โอกาสที่ว่างจากการคลุกคลีจากผู้คนนั้นเอง พระองค์ผู้เป็นพระกุมารน้อย ๆ ทรงวิตกถึงลมหายใจ กำหนดรู้ลมหายใจเป็นอารมณ์ นับว่าพระองค์ได้สำเร็จปฐมฌานตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ เมื่อพระองค์มารำลึกถึงที่ตรงนี้ พระองค์ก็ได้ความรู้ตัวขึ้นมาว่า จุดเริ่มของการปฏิบัติอยู่ตรงนี้ คือการกำหนดลมหายใจเป็นอารมณ์เพื่อกำหนดให้รู้ความเป็นจริงของร่างกาย แล้วพระองค์ก็มีพระสติกำหนดรู้ลมหายใจเข้า หายใจออก

วิธีการของพระองค์นั้น เพียงแต่มีพระสติกำหนดรู้อยู่เท่านั้น แต่เพราะอาศัยที่กายกับจิตของพระองค์ยังมีความสัมพันธ์กันอยู่ เมื่อจิตอยู่ว่าง ๆ สิ่งที่จะปรากฏเด่นชัดก็คือลมหายใจ เพราะอาศัยที่พระองค์เคยบรรลุปฐมฌานมาแล้ว จิตของพระองค์จึงจับลมหายใจเข้า ลมหายใจออก แต่พระองค์เพียงมีพระสติกำหนดรู้ลมหายใจ ไม่ได้บังคับลมหายใจ ไม่ได้บังคับจิตให้สงบ ปล่อยไปตามธรรมชาติ แต่พระองค์กำหนดเอาพระสติอย่างเดียวรู้ที่จิต บางครั้งลมหายใจปรากฏว่าหยาบ คือหายใจแรงขึ้น พระองค์ก็ปล่อยไปตามธรรมชาติ ในบางครั้งลมหายใจค่อย ๆ ละเอียดขึ้น ๆ คล้าย ๆ กับจะหยุดหายใจ พระองค์กลัวว่ามันจะเลยเถิด

เมื่อกระตุ้นเตือนจิตให้มีความหยาบขึ้น ลมหายใจก็เด่นชัดชัดขึ้น เมื่อกำหนดรู้ลมหายใจอย่างไม่ลดละแล้วพระองค์ไม่ได้นึกว่า ลมหายใจสั้น ลมหายใจยาว ลมหายใจหยาบ ลมหายใจละเอียด เพียงแต่กำหนดรู้เฉยอยู่เท่านั้น ปล่อยให้ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปเองตามธรรมชาติของจิต เมื่อหนัก ๆ เข้า จิตยึดลมหายใจอย่างเหนียวแน่น ในบางครั้งพระองค์จะมองเห็นลมหายใจวิ่งออกวิ่งเข้าเป็นท่อยาว สว่างเหมือนหลอดไฟนีออน หนัก ๆ เข้า พอจิตสงบละเอียดไปในระหว่างอุปจารสมาธิ จิตของพระองค์วิ่งเข้าไปสว่างนิ่งอยู่ในท่ามกลางของร่างกาย ไปรวมตัวอยู่ในท่ามกลางระหว่างทรวงอก ความสว่างไสวแผ่ซ่านออกมาทั่วร่างกาย พระองค์มีความรู้สึกประหนึ่งว่าความสว่างได้ครอบคลุมพระกายของพระองค์อยู่ ในช่วงนั้น พระองค์เกิดความรู้ความเห็น เห็นอาการ ๓๒ ที่เรายึดมาเป็นบทสวดมนต์ในปัจจุบันนี้

อะยัง โข เม กาโย กายของเรานี้แล

อุทธัง ปาทะตะลา เบื้องบนแต่พื้นเท้าขึ้นมา

อะโธ เกสะมัตถะกา เบื้องต่ำแต่ปลายผมลงไป

ตะจะปะริยันโต มีหนังหุ้มอยู่เป็นที่สุดรอบ

ปูโร นานัปปะการัสสะ อะสุจิโน เต็มไปด้วยของไม่สะอาดมีประการต่าง ๆ

อัตถิ อิมัสมิง กาเย มีอยู่ในกายนี้

เกสา คือผมทั้งหลาย ..............โลมา คือขนทั้งหลาย

นะขา คือเล็บทั้งหลาย .............ทันตา คือฟันทั้งหลาย

ตะโจ คือหนัง .......................... มังสัง คือ เนื้อ

นะหารู คือเอ็นทั้งหลาย ........... อัฏฐิ คือกระดูกทั้งหลาย

อัฏฐิมิญชัง เยื่อในกระดูก ........วักกัง ม้าม

หะทะยัง หัวใจ ........................ยะกะนัง ตับ

กิโลมะกัง พังผืด .....................ปิหะกัง ไต

ปัปผาสัง ปอด ........................อันตัง ไส้ใหญ่

อันตะคุณัง ไส้น้อย .................อุทะริยัง อาหารใหม่

กะรีสัง อาหารเก่า ....................มัตถะเก มัตถะลุงคัง เยื่อในสมอง

ปิตตัง น้ำดี ..............................เสมหัง น้ำเสลด

ปุพโพ น้ำเหลือง .....................โลหิตัง น้ำเลือด

เสโท น้ำเหงื่อ ..........................เมโท น้ำมันข้น

อัสสุ น้ำตา ..............................วะสา น้ำมันเหลว

เขโฬ น้ำลาย ...........................สิงฆานิกา น้ำมูก

ละสิกา น้ำไขข้อ ......................มุตตัง น้ำมูตร

เอวะมะยัง เม กาโย กายของเรามีอย่างนี้

อุทธัง ปาทะตะลา เบื้องบนแต่พื้นเท้าขึ้นมา

อะโธ เกสะมัตถะกา เบื้องต่ำแต่ปลายผมลงไป

ตะจะปะริยันโต มีหนังหุ้มอยู่เป็นที่สุดรอบ

ปูโร นานัปปะการัสสะ อะสุจิโน เต็มไปด้วยของไม่สะอาดมีประการต่าง ๆ อย่างนี้แล
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#2 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11841
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 18/02/2012 - 23:07

:09:



ความรู้อันนี้พระพุทธองค์ได้รู้เห็นก่อนการตรัสรู้ แล้วก็กลายเป็นกายคตาสติสูตร ที่เราผู้ปฏิบัติยึดเป็นแนวทางแห่งการพิจารณาอสุภกรรมฐาน เมื่อจิตของพระองค์ไปสงบนิ่งสว่างอยู่ในท่ามกลางของร่างกาย ทำให้พระองค์รู้ความเป็นจริงของร่างกายทั่วหมดในขณะจิตเดียว คือพระองค์มองเห็นหัวใจกำลังเต้น ฉีดโลหิตไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย มองเห็นปอดกำลังสูดอากาศเข้าไปเลี้ยงร่างกาย มองเห็นตับกำลังแยกเก็บอาหารส่วนละเอียดไว้ไปเลี้ยงร่างกาย มองเห็นตับอ่อนกำลังทำหน้าที่ช่วยย่อยอาหารและนำเอากรดมาช่วยย่อยอาหาร ทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ พระองค์รู้ทั่วถ้วนหมดทุกสิ่งทุกอย่างในขณะจิตเดียว แล้วพระจิตของพระองค์ก็วิตกอยู่กับสิ่งเหล่านี้ กำหนดรู้อยู่กับสิ่งเหล่านี้จนกระทั่งจิตละเอียดลงไป ๆ กายจางหายไป ยังเหลือแต่จิตนิ่ง สว่าง รู้ ตื่น เบิกบาน เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ในจักรวาลนี้รู้สึกว่ามีแต่จิตของพระองค์ดวงเดียวเท่านั้นสว่างไสวอยู่

ในตอนนี้จิตของพระองค์เป็นพุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน จิตเป็น อัตตาทีปะ มีตนเป็นเกาะ เป็น อัตตสรณา มีตนเป็นที่ระลึก คือ ระลึกอยู่ที่ตน รู้อยู่ที่จิต อัตตา หิ อัตโน นาโถ จิตมีตนเป็นตนของตน เมื่อจิตของพระองค์ไปดำรงอยู่ในสมาธิขั้นจตุตถฌานนานพอสมควร ต่อไปนี้จะได้ลำดับองค์ฌาน

ปฐมฌาน มีวิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา วิตก หมายถึง จิตไปรู้อยู่กับสิ่ง ๆ หนึ่ง หรือบางทีรู้เฉพาะในจิตเพียงอย่างเดียว แล้วก็มีปีติ มีความสุข มีความเป็นหนึ่ง คือจิตรู้อยู่ที่จิต อันนี้เป็นปฐมฌาน

ทุติยฌาน จิตไม่ได้ยึดสิ่งรู้ แต่รู้อยู่ที่ตัวเอง แต่ก็ยังรู้สึกว่ามีปีติ มีสุข แล้วก็มีเอกัคคตา

เมื่อจิตสงบละเอียดลงไป ปล่อยวางปีติ ยังเหลือแต่ความสุขก็อยู่ในฌานที่ ๓ ตอนนี้จะรู้สึกว่ากายละเอียด ค่อยจางไป แต่ยังปรากฏอยู่ จิตจะเสวยสุขในปีติอย่างล้นพ้น ซึ่งจะหาความสุขใดเปรียบเทียบไม่ได้

แล้วในที่สุดกายก็หายไป ความสุขก็พลอยหายไปด้วย ยังเหลือแต่จิตนิ่งสว่างไสวอยู่อย่างนั้น จิตเป็นหนึ่งคือ เอกัคคตา แล้วก็เป็นกลางโดยเที่ยงธรรม ซึ่งเรียกว่า อุเบกขา ขอย้ำอีกทีหนึ่งว่า

ฌานที่ ๑ ประกอบไปด้วยองค์ ๕ คือ วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา

ฌานที่ ๒ ประกอบไปด้วยองค์ ๓ คือ ปีติ สุข เอกัคคตา

ฌานที่ ๓ ประกอบไปด้วยองค์ ๒ คือ สุข กับเอกัคคตา

ฌานที่ ๔ ประกอบไปด้วยองค์ ๒ คือ เอกัคคตา กับอุเบกขา

เป็นอันว่าในช่วงนั้นจิตของพระองค์ดำรงอยู่ในจตุตถฌาน เมื่อเข้าถึงจตุตถฌานแล้ว แทนที่จะก้าวหน้าไปอากาสานัญจายตนะ วิญญานัญจายตะนะ อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ แต่พอขยับจะเคลื่อนจากฌานที่ ๔ วกเข้าไปสู่สัญญาเวทยิตนิโรธ คือเข้านิโรธสมาบัติ จิตอยู่ในนิโรธสมาบัติ ดับความสว่าง จิตรู้อยู่ในจิตอย่างละเอียด สัญญาเวทนาดับไปหมด แต่ก็ยังมีเหลือรู้อยู่เพียงนิดเดียวเท่านั้น สัญญาเวทยิตนิโรธเป็นฐานสร้างพลังจิต คือพลังสมาธิ พลังสติปัญญา เพื่อเตรียมก้าวขึ้นสู่ภูมิธรรมขั้นโลกุตตระ

เมื่อจิตของพระองค์ดำรงอยู่ในสัญญาเวทยิตนิโรธ สร้างพลังเพียงพอแล้ว จิตเบ่งบานออกมาทีหนึ่ง สามารถแผ่รัศมีสว่างไสวครอบคลุมจักวาลทั้งหมด ไม่มีสิ่งใดจะปิดบังจิตดวงนี้ พระจันทร์ พระอาทิตย์ แม้จะส่องแสงลงมาสู่โลก ก็ส่องไปได้เฉพาะที่ไม่มีสิ่งกำบัง แต่จิตของพระพุทธองค์นั้นส่องสว่างไปทั่วหมดทุกหนทุกแห่ง ไม่มีสิ่งกำบัง ไม่มีอะไรที่จะปิดบังดวงจิตดวงนี้ได้ มองทะลุจนกระทั่งบาดาลถึงพิภพพญานาค มองทะลุจนกระทั่งผืนแผ่นดิน พระองค์สามารถกำหนดความหนาของแผ่นดินได้ ๘๔,๐๐๐ โยชน์ ในช่วงนั้นทำให้พระองค์ตรัสรู้เป็นโลกวิทู ผู้รู้แจ้งโลก

โลก ตามความหมายในทางธรรมะ มีอยู่ ๓ โลก

ยมโลก ได้แก่โลกเบื้องต่ำ คือต่ำกว่าภูมิมนุษย์และภูมิสัตว์เดรัจฉานลงไป ได้แก่ภพของภูตผีปีศาจ เปรต อสุรกาย สัตว์นรก อันนั้นเรียกว่า ยมโลก

มนุสสโลก ได้แก่ แดนเป็นที่อยู่ของมนุษย์และสัตว์ผู้มีกายมีใจ

เทวโลก ได้แก่ แดนเป็นที่อยู่ของเทวดา ตั้งแต่เทวดาชั้นจาตุ ฯ สูงสุดจนกระทั่งพรหมโลกชั้นอกนิษฐาพรหม

พระองค์รู้พร้อมในขณะจิตเดียว ทั้งยมโลก มนุสสโลก เทวโลก แล้วเกิดความรู้ต่อไปอีก ทำไมสัตว์ทั้งหลายจึงมีประเภทต่าง ๆ กัน อันนี้พระองค์ยังไม่ได้คิดเช่นนั้น เป็นแต่มองเห็นความแตกต่างของสัตว์และมนุษย์ เทวดา อินทร์ พรหม ยม ยักษ์ ภูตผีปีศาจ เปรต อสุรกายทั้งหลายเท่านั้น แล้วก็รู้กฎของกรรมเป็นสิ่งจำแนกสัตว์ให้มีประเภทต่าง ๆ รู้กิเลสคืออวิชชาที่เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้สัตว์ทั้งหลายต้องทำกรรม แต่ในขณะที่รู้นั้น พระองค์รู้นิ่งอยู่เฉย ๆ ทรงรู้จนกระทั่งเหตุ รู้ทั้งปัจจัย รู้ความเป็นไปของมวลหมู่สัตว์ทั้งหลายในจักวาลนี้ แต่จิตดวงนี้คิดไม่เป็น พูดไม่เป็น สักแต่ว่ารู้ สักแต่ว่าเห็น รู้เห็นแล้วก็สามารถบันทึกข้อมูลต่าง ๆ เอาไว้พร้อมหมด ทั้งเรื่องของปุพเพนิวาสานุสสติญาณ จุตูปปาตญาณ อาสวักขยญาณ บันทึกไว้พร้อมไม่มีขาดตกบกพร่อง ตามนิสัยของพระสัพพัญญู

อันนี้เป็นการตรัสรู้ของพระพุทธองค์ พระพุทธองค์ตรัสรู้ในขณะที่จิตไม่มีร่างกายตัวตน ซึ่งแม้ไม่มีร่างกายตัวตน จิตสามารถรู้เห็นทุกสิ่งทุกอย่างได้ แต่ว่าพูดไม่เป็น คิดไม่เป็น ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น จิตของเรานี่จะคิดได้ต่อเมื่อยังสัมพันธ์อยู่กับร่างกาย เมื่อแยกจากกายออกไปแล้วไม่มีเครื่องมือจึงคิดไม่เป็น ความคิดมันเกิดจากประสาทสมอง จิตไม่มีร่างกายตัวตน ไม่มีรูปไม่มีร่าง จึงไม่มีมันสมองที่จะใช้ความคิด เพราะฉะนั้นรู้เห็นอะไรก็ได้แต่นิ่ง แต่สามารถบันทึกข้อมูลต่าง ๆ ไว้พร้อมหมดไม่มีขาดตกบกพร่อง

เมื่อพระองค์ได้ตรัสรู้เป็นโลกวิทูละเอียดถี่ถ้วนดีแล้ว จิตของพระองค์ถอนจากสมาธิขั้นนี้มา พอมารู้สึกว่ามีกาย ตอนนี้ได้เครื่องมือแล้ว จิตของพระองค์จึงมาพิจารณาทบทวนถึงสิ่งที่รู้เห็นนั้นซ้ำอีกทีหนึ่ง เรียกว่าเจริญวิปัสสนา ทรงพิจารณาเรื่องปุพเพนิวาสานุสสติญาณ การระลึกชาติหนหลังได้ ตั้งแต่ชาติหนึ่ง ชาติสอง ชาติร้อย ชาติพัน ชาติหมื่น ชาติแสน ชาติล้าน....ไม่มีที่สิ้นสุด ว่าพระองค์เคยเกิดเป็นอะไรมาบ้างกว่าจะได้มาถึงการตรัสรู้นี่

นอกจากพระองค์จะรู้เรื่องของพระองค์เองแล้ว ยังสามารถรู้เรื่องของคนอื่นสัตว์อื่นได้ด้วยว่ามวลสัตว์ทั้งหลายในจักวาลนี้ได้เกิดมาแล้วกี่ภพกี่ชาติ เคยเป็นอะไรมาบ้าง อันนี้เป็นความรู้เรื่องปุพเพนิวาสานุสสติญาณ จิตพระองค์คิดพิจารณาเรื่องปุพเพนิวาสานุสสติญาณในปฐมยาม และในมัชฌิมยามพระองค์ได้พิจารณาเรื่องการจุติและเกิดของสัตว์ทั้งหลาย จุติก็คือตาย เกิดก็คือเกิดนั่นแหละ ทำไมสัตว์ทั้งหลายจึงมีประเภทต่าง ๆ กัน อะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นปัจจัย เพราะกรรมเป็นเหตุเป็นปัจจัย จึงเป็นสุภาษิตขึ้นมาว่า กมฺมํ สตฺเต วิภชฺฌติ กรรมย่อมจำแนกสัตว์ให้มีประเภทต่าง ๆ กัน เกิดขึ้นตั้งแต่ในสมัยนั้น

เพราะฉะนั้นเมื่อพระองค์มาสอนธรรมแก่มวลสัตว์ทั้งหลาย พระองค์จึงสอนให้พิจารณากรรมเป็นส่วนใหญ่ว่า เรามีกรรมเป็นของ ๆ ตน มีกรรมเป็นผู้ให้ผล มีกรรมเป็นแดนเกิด มีกรรมเป็นผู้ติดตาม มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย กฎของกรรมนี่เกิดจากการทำ การพูด โดยอาศัยความคิดเป็นผู้ตั้งเจตนาว่าจะทำจะพูดจะคิด ในเมื่อทำอะไรลงไปโดยเจตนา สิ่งนั้นสำเร็จเป็นกรรม เรื่องนี้พระองค์พิจารณาจบลงในมัชฌิมยาม

แล้วก็ทรงคำนึงต่อไปอีกว่า อะไรเป็นเหตุ เป็นปัจจัยให้สัตว์ทั้งหลายต้องทำกรรม ก็มาได้ความเป็นภาษาสมมติบัญญัติว่าเพราะอวิชชาความไม่รู้จริง ความรู้ไม่จริงนี่เป็นเหตุให้สัตว์ทั้งหลายทำกรรมตามที่ตนเข้าใจว่ามันถูกต้อง แต่สิ่งที่สัตว์เข้าใจและมีความเห็นว่าถูกต้องนั้น บางอย่างมันก็ถูกต้องตามใจของตนเอง แต่ขัดกับกฎธรรมชาติ บางอย่างมันก็ถูกต้องตามใจของตนเอง และถูกกับกฎธรรมชาติด้วย ดังนั้น สัตว์ทั้งหลายผู้รู้ไม่จริง จึงทำกรรมดีทำกรรมชั่วคละเคล้ากันไป หมายถึงทำกรรมที่เป็นบาป ทำกรรมที่เป็นบุญ ทำกรรมที่ชั่ว ทำกรรมที่ดี ภาษาบาลีว่า กุศลกรรมคือกรรมดี อกุศลกรรมคือกรรมชั่ว ทำไปตามความเข้าใจของตนเอง ในเมื่อทำแล้วก็ย่อมได้รับผลของกรรม ได้รับผลของกรรมแล้วก็ต้องเกิดอีก เกิดมาอีกก็ต้องอาศัยกิเลสคืออวิชชาตัวเดียวนั่นแหละ ทำกรรมแล้วทำกรรมเล่า เกิดแล้วเกิดเล่าไม่รู้จักจบจักสิ้น เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏสงสาร เรื่องนี้พระองค์พิจารณาจบลงในปัจฉิมยาม

ในเมื่อพระองค์ได้พิจารณา ๓ เรื่อง ตามลำดับยามทั้ง ๓ จบลงแล้ว จิตของพระองค์ยอมรับสภาพความเป็นจริงว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้ตรัสรู้นี้เป็นความจริงแท้ไม่แปรผัน ในช่วงขณะจิตนั้น อรหัตตมัคคญาณจึงบังเกิดขึ้น ตัดกิเลสอาสวะขาดสะบั้นไปในปัจฉิมยาม จึงได้พระนามว่า อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นพระอรหันต์ ดับเพลิงกิเลสเพลิงทุกข์สิ้นเชิง ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง ด้วยประการฉะนี้ อันนี้คือลักษณะการตรัสรู้ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า


(-ยังมีต่อ)

หมายเหต : ขอบพระคุณสำเนาส่วนนี้จาก
http://www.dhammajak...pic.php?t=14824

การโพสต์นี้ได้ถูกแก้ไขโดย เภตรา: 18/02/2012 - 23:17

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#3 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11841
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 20/02/2012 - 16:10

:09:



พระพุทธองค์อาศัยกายกับใจเป็นหลักในการปฏิบัติ กำหนดจิตให้มีสติรู้เรื่องของกายคือลมหายใจเข้าหายใจออก การกำหนดรู้ลมหายใจเข้าหายใจออก ทำให้พระองค์รู้ความจริงอย่างหนึ่งว่า ร่างกายนี้เป็นอยู่ด้วยลมหายใจ หยุดหายใจเมื่อไรตายเมื่อนั้น ลมหายใจเมื่อเข้าไปแล้วไม่กลับออกมาก็ตาย เมื่อออกไปแล้วไม่กลับเข้ามาอีกก็ตาย นอกจากจะทำให้พระองค์รู้ความจริงของร่างกายแล้ว ก็ยังรู้ความจริงอีกอันหนึ่งคือมรณานุสติ รู้ความตาย

ทีนี้ในขณะที่จิตของพระองค์อยู่กับลมหายใจ พระองค์ก็ให้มันอยู่ไป ในบางครั้งจิตปล่อยวางลมหายใจไปเกิดความรู้ความคิดขึ้นมา พระองค์ก็มีพระสติกำหนดรู้ความจริงของใจ รู้ความจริงว่า ธรรมชาติของใจมันจะต้องคิด เพราะความคิดเป็นอาหารของใจ ความคิดเป็นการบริหารใจให้เกิดมีพลังงาน ความคิดเป็นการผ่อนคลายความตึงเครียดของใจ ความคิดนี่แหละเป็นสิ่งที่เ่ป็นสภาวะให้เรากำหนดรู้ว่าอะไรไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เกิดดับ ความคิดนี่แหละมันมายั่วยุให้เราเกิดกิเลส อารมณ์ยินดียินร้าย พอใจไม่พอใจ แล้วก็เกิดสุขเกิดทุกข์

ในเมื่อสุขทุกข์ปรากฏ พระองค์กำหนดพระสติ รู้ความสุขและความทุกข์อย่างไม่ลดละ เมื่อพระจิตของพระองค์มีพลังแก่กล้าขึ้น ก็เกิดปัญญารู้เห็นความจริงว่านี่คือทุกข์ในอริยสัจ ทุกฺขํอริยสจฺจํ ทุกข์เป็นความจริงอันประเสริฐ เมื่อรู้ความจริงอันเประเสริฐแล้ว พระองค์ก็ย้อนพิจารณาว่าความทุกข์นี้เกิดมาจากไหน มันเกิดมาจากตัณหา คือความทะเยอทะยาน

ทีนี้การกำหนดรู้ตัณหาของพระพุทธองค์ พระองค์กำหนดรู้เพียงแค่ภายในจิตเท่านั้น โดยกำหนดว่าความยินดีคือกามตัณหา ความยินร้ายคือวิภวตัณหา ความยึดมั่นถือมั่นคือภวตัณหา ในเมื่อมีความยึดมั่นถือมั่น มันก็เกิดก่อภพ เรียกว่าความมีความเป็น เมื่อมีภพแล้วก็มีชาติ จิตมันก็ปรุงแต่งเรื่อยไป ชาติปิ ทุกขา ถ้าไปยึดความปรุงแต่งก็เป็นทุกข์ แต่ถ้าจิตเป็นกลางโดยเที่ยงธรรมไม่อคติลำเอียง รู้แล้วปล่อยวาง ก็ไม่มีความทุกข์ ชราปิ ทุกขา ถ้าไปยึดอยู่ในความรู้ ความคิดนั้นนาน ๆ ก็กลายเป็นความแก่ ถ้าถอนจิตไม่ขึ้น ยังยึดมั่นถือมั่นอยู่ตลอดไป มรณัมปิ ทุกขัง ตายติดแหง่กอยู่ที่ตรงนั้น

เมื่อเป็นเช่นนั้นก็เกิดความโศกเศร้าเสียใจปริเทวนาการ ในเมื่อทุกสิ่งทุกอย่างมันพลัดพรากจากเราไป กฎของธรรมชาติคือสภาวธรรมทั้งหลายที่มีอยู่ในโลกนี้นับตั้งแต่กายกับใจของเรา สถานการณ์และสิ่งแวดล้อม รูป เสียง สัมผัส และธรรมารมณ์ ทุกสิ่งที่มีอยู่ในจักรวาลนี้ กฎธรรมชาติของเขาก็คือ เกิดขึ้น ทรงอยู่ ดับไป ๆ ๆ ภาษาพระพุทธเจ้าท่านบัญญัติว่า อนิจจัง ไม่เที่ยง ทุกขัง เป็นทุกข์ อนัตตา ไม่เป็นตัวของตัวเอง แล้วสิ่งไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ทำไมมันจึงทำให้มนุษย์เราต้องเป็นทุกข์เพราะสิ่งเหล่านั้น

ที่เราต้องเป็นทุกข์เพราะสิ่งเหล่านั้น เพราะเราสำคัญมั่นหมายว่าเราเป็นมนุษย์ผู้มีใจสูง เราดันทุรังไปเบ่งอำนาจ คือว่าไปเบ่งทับสิ่งที่มันเป็นไปตามกฎธรรมชาติ อยากให้มันเป็นไปตามความต้องการของเรา ในเมื่อมันไม่เป็นไปตามความต้องการของเรา มันขัดใจเรา เราก็เกิดความทุกข์ นี่สาเหตุมันก็อยู่กันที่ตรงนี้
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#4 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11841
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 23/02/2012 - 13:23

:09:



พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้แล้ว ท่านพิจารณารู้แจ้งเห็นชัดทุกสิ่งทุกอย่าง สภาวะทั้งหลายทั้งปวงซึ่งบัญญัติว่าเป็นสภาวธรรมนั้นเขามีกฎตายตัวอยู่ อนิจฺจตา ความเป็นของไม่เที่ยง ทุกฺขตา ความเป็นทุกข์ อนตฺตตา ความไม่เป็นตัวของตัวเอง ดังนั้น วิถีทางการปฏิบัติเพื่อจะแก้ปัญหาจิตใจในตอนนี้ ศีล สมาธิ ปัญญา นั่นแหละพระองค์สอนให้อบรมมาก ๆ กระทำมาก ๆ ทำจนคล่องตัว จนชำนิชำนาญ จนถึงความเป็นเองโดยธรรมชาติ ศีลที่เป็นไปโดยธรรมชาติเป็นอธิศีล สมาฺธิที่เป็นไปโดยธรรมชาติ คือจะกำหนดก็ตามไม่กำหนดก็ตาม สมาธิมันมีอยู่ทุกลมหายใจคือสตินั้นเอง ปัญญาคือสติความรู้พร้อมก็มีอยู่ทุกขณะจิตทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปเองโดยอัตโนมัติ ท่านจึงว่าเป็นไปตามธรรมชาติของสมาธิ

สมาธิตามความเข้าใจของนักปฏิบัติในปัจจุบันนี้ เช่นอย่างเราบริกรรมภาวนาอะไรก็ตาม พอเริ่มบริกรรมภาวนา เราก็ข่มจิตลงไป ๆ อาศัยการฝึกจนคล่องตัวชำนิชำนาญ เราสามารถจะให้จิตนิ่งเมื่อไรเราก็ทำได้ แต่อันนั้นอย่าไปเข้าใจผิดว่าสมาธิ มันเป็นแต่เพียงความสงบที่เราแต่งเอาได้เท่านั้น สมาธิที่เป็นไปโดยธรรมชาติ เมื่อจิตของเรานิ่ง ปล่อยวางอารมณ์เดิม คือบริกรรมภาวนา จิตมันจะสงบวูบ วูบ ๆ ลงไป ไปจนกระทั่งถึงจุดสุดท้าย คือไปนิ่ง สว่าง รู้ ตื่น เบิกบาน ร่างกายตัวตนหายหมด ยังเหลือแต่จิตดวงเดียวเท่านั้น อันนี้เป็นสมาธิตามธรมมชาติของสมาธิสมถกรรมฐาน

สมาธิสมถกรรมฐาน จิตสงบนิ่งลงไปแล้วไปรูู้อยู่ในจิตเพียงอย่างเดียว ความรู้อื่นไม่เกิดขึ้น สมาธิในสมถะนี่แหละ นักปฏิบัติในบ้านเมืองเรากลัวนักกลัวหนา กล้วว่ามันจะไปติดสมถะ พอเริ่มปฏิบัติแล้วเราจึงกลัว กลัวในสิ่งที่ยังไม่มีในตัวเรา เราไปกลัวเสียก่อนแล้วสมาธิมันก็ไม่เกิด สมาธิขั้นสมถะนี่มันเป็นฐานสร้างพลังงาน แม้ว่าในขณะที่อยู่ในสมาธิอาจจะไม่เกิดภูมิความรู้อะไรก็ตาม แต่ถ้าหากว่าจิตของเราผ่านสมาธิขั้นสมถะบ่อย ๆ เข้า เมื่อออกจากสมาธิแล้วจิตของเราจะมีสติสัมปชัญญะเตรียมพร้อมอยู่ทุกขณะจิต สติตัวนี้มันจะมาวิ่งตามสิ่งที่เป็นเรื่องชีวิตในปัจจุบัน คือ การยืน เดิน นั่ง นอน รับประทาน ดื่ม ทำ พูด คิด หรือการทำ การพูด การคิด ไม่ว่าเราจะขยับไปทางไหน สติมันจะมาทำหน้าที่ของมันพร้อมทุกขณะจิต

เมื่อเรามีสติเตรียมพร้อมอยู่ทุกขณะจิต ศีล สมาธิ ปัญญา มันรวมพร้อมกันอยู่ที่ตรงนี้ เอกายโนมคฺโค สมฺมทกฺขาโต ความประชุมพร้อมแห่งอริยมรรครวมลงเป็นหนึ่ง เหลืออยู่แต่ สติวินโย สติเป็นผู้นำ เมื่อเรามีสติเป็นผู้นำรู้ตัวอยู่ทุกขณะจิต ทุกลมหายใจ เราก็ประหนึ่งว่ามีสมาธิรู้ตัวอยู่ตลอดเวลา จิตของเรามั่นคงต่อการกำหนดรู้ เราก็ได้สมาธิ ความรู้เท่าเอาทัน ไม่หลงในสิ่งที่เราสัมผัสรู้ มันก็เป็นปัญญา วิชชา ความรู้แจังเห็นจริง อันนี้สมาธิขั้นสมถะนี้ มันจะให้ผลต่อเมื่อเราออกจากที่นั่งสมาธิมาแล้ว
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#5 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11841
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 23/02/2012 - 13:39

ทีนี้สมาธิบางอย่าง พอจิตสงบนิ่งลงไปปั๊บเพียงแค่อุปจารสมาฺธิ มันเกิดความคิด เกิดความรู้ผุดขึ้นยังกับน้ำพุ แล้วสติสัมปชัญญะมันจะรู้พร้อมอยู่ทุกขณะจิต และพร้อม ๆ กันนั้นจะเกิดมีปีติ มีความสุข มีความเป็นหนึ่ง คือจิตรู้อยู่ตรงจุดทีเ่กิดความคิด แต่ไม่วิ่งตามความคิดนั้น ๆ อันนี้เรียกว่าสมาธิมีวิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา

สมาธิในสมถะก็ดี สมาธิในวิปัสสนาก็ดี ย่อมอาศัยองค์ฌาน คือในเวลาเราปฏิบัตินั่งสมาธิ บางทีเราภาวนาพุทโธ สัมมาอะระหัง ยุบหนอพองหนอ หรือพิจาราอะไรก็ตาม ในเมื่อจิตมันเริ่มมีสมาธิขึ้นมา พอจิตสงบ ๆ ๆ ลงไป พอเกิดความสว่าง ร่างกายตัวตนยังปรากฏในความรู้สึก แต่จิตเข้าสมาธิขั้นอุปจารสมาธิ ในช่วงนี้ถ้าหากว่าจิตของเราส่งกระแสออกนอก จะเกิดมโนภาพซึ่งเราเรียกว่านิมิต บางทีก็มองเห็นคนเห็นสัตว์เห็นภูตผีปีศาจเปรตอสุรกายมาปรากฏอยู่ต่อหน้า อันนี้จิตของเราส่งกระแสออกไปข้างนอกแล้วมันก็เกิดมโนภาพ จิตมันสร้างมโนภาพขึ้นมาทำไม สร้างขึ้นมาเพื่อสอนตัวเองตามสมรรถภาพกำลังความสามารถของจิต

ในเมื่อเกิดนิมิตขึ้นมาแล้ว ถ้าผู้ปฏิบัติสามารถประคองจิตให้รู้เฉยอยู่ในที นิมิตนั้นจะปรากฏให้เรามองเห็นได้นาน ถ้าหากว่าเราไม่ตกใจไม่เอะใจ จิตของเรากำหนดรู้เฉยอยู่เท่านั้น อย่าไปนึกพิจารณาอะไรเป็นอันขาด พอเราตั้งใจคิดขึ้นมาเท่านั้น จิตถอนจากสมาธิ นิมิตหายไปเพราะสมาธิถอน ถ้าหากว่าเราสามารถประคองจิตให้รู้เฉยอยู่ คือรู้อยู่ที่จิตเพียงอย่างเดียว แล้วไม่ต้องไปนึกคิดอะไร ดูอยู่เฉย ๆ ถ้าหากว่าจิตของเราสงบแน่วแน่ขึ้น นิมิตมันชัดเจนขึ้นเป็นภาพนิ่งไม่ไหวติง นิมิตนั้นเป็นอุคคหนิมิต เรียกว่านิมิตติดตา บางทีออกจากสมาธิมาแล้วก็ยังมองเห็นอยู่ในส่วนลึกๆ ของจิต เมื่อจิตได้อุคคหนิมิต สมาธิได้อุคคหนิมิต สมาธิในขั้นนี้เรียกว่าสมถกรรมฐาน

สมาธิที่ได้อุคคหนิมิตเรียกว่าสมถกรรมฐาน เพราะดูภาพนิ่ง รู้ภาพนิ่ง แต่หากว่าภาพนิมิตนั้นมีการขยายตัวใหญ่ขึ้น ย่อตัวเล็กลงหรือสลายตัวไป แล้วก็ตั้งขึ้นมาใหม่ กลับไปกลับมาอยู่อย่างนี้ตลอดเวลา สมาธิอันนี้เป็นสมาธิวิปัสสนา นิมิตเป็นปฏิภาคนิมิต การภาวนาได้นิมิต ได้อุคคหนิมิต จิตเป็นสมาธิสมถกรรมฐาน ถ้าได้ปฏิภาคนิมิต จิตเป็นสมาธิขั้นวิปัสสนากรรมฐาน ขอให้ท่านทั้งหลายพึงทำความเข้าใจอย่างนี้
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#6 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11841
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 23/02/2012 - 16:10

:09:



ทีนี้ถ้าหากว่าจิตของท่านไม่วิ่งออกไปข้างนอก พอสงบละเอียดดีแล้วตามลมเข้ามา มานิ่งสว่างอยู่ในท่ามกลางของร่างกาย ทำให้เราผู้ปฏิบัติมองเห็นอวัยวะส่วนต่าง ๆ ในร่างกายดังที่กล่าวมาแล้วในเบื้องต้น ถ้าหากว่าจิตไม่ไปในทางสองอย่างนั้น พอสงบแล้วก็ไปรู้อยู่ที่จิตเพียงอย่างเดียว แล้วจะรู้เห็นสิ่งที่เกิดดับอยู่กับจิตอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเราเรียกว่ารู้การเกิดและการดับ การเกิดและการดับเพียงแค่เกิดดับ ๆ สลับกันไปนี่แหละ เมื่อจิตของเรามีสมาธิมั่นคง มีสติแน่วแน่กำหนดรู้ความเกิดและความดับอยู่ตลอดเวลา ขณะที่กำหนดรู้อยู่นั้น เป็นการปฏิบัติภาควิปัสสนากรรมฐาน

แต่เมื่อจิตถอนจากสมาธิมาแล้ว พอมาเกิดความรู้ว่า อ้อ..ทุกสิ่งทุกอย่างมันก็ไม่เที่ยง แม้แต่ความคิดมันก็ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ความรู้แจ้งเห็นชัดอย่างนี้เรียกว่าวิปัสสนา ความรู้ความเห็นอันใดที่เกิดในสมาธิจิต แต่ถ้าหากว่าเีพียงรู้เพียงเห็นอยู่เท่านั้น เป็นแต่เพียงภาคปฏิบัติเท่านั้น ยังไม่ใช่วิปัสสนา แต่เมื่อจิตเกิดภูมิความรู้ขึ้นมาว่าสิ่งนี้เป็นอย่างนี้ ๆ นี่ทุกข์ นี่สมุทัย นี่นิโรธ นี่มรรค นี่อนิจจัง นี่ทุกขัง นี่อนัตตา ความรู้ดังที่กล่าวนี้เป็นความรู้แจ้งเห็นจริง เรียกว่าความรู้ขั้นวิปัสสนา

ทีนี้ขอให้ท่านพึงกำหนดเอาสมถะกับวิปัสสนาอย่างง่าย ๆ เมื่อท่านสามารถทำจิตให้สงบนิ่งเป็นสมาธิ นิ่ง สว่าง รู้ ตื่น เบิกบาน อันนี้เป็นสมถะ แต่ความรู้ว่านี่คือสมาธิ นี่ปีติ นี่ความสุข นี่ความเป็นหนึ่ง นี่เอกัคคตา อันนี้เป็นความรู้เรื่องวิปัสสนา เพราะเมื่อก่อนเราอาจจะสงสัยว่าสมาธิคืออะไร แต่ในเมื่อเราปฏิบัติได้สมาธิแล้วเราก็รู้ทันทีว่านี้คือสมาธิ จิตสงบนิ่งเป็นสมาธิ ความรู้ว่านี่จิตสงบเป็นสมาธิ นั่นเป็นวิปัสสนา ถ้ากำหนดหมายรู้เอากันอย่างนี้มันง่ายดี ไม่ต้องไปเถียงกัน

ทีนี้ข้อที่ควรระวัง ในเมื่อจิตของเราเข้าถึงสมาธิโดยธรรมชาติแล้ว ให้ปล่อยไปตามธรรมชาติของสมาธิ ระวังอย่าให้ความตั้งใจหรือความคิดที่จะให้จิตเป็นอย่างนั้นอย่างนี้เกิดขึ้นมาแทรกในขณะนั้น ถ้าหากว่าความคิดที่จะตั้งใจว่าจะให้จิตเป็นอย่างนั้นอย่างนี้แล้ว สมาธิมันจะถอน ในเมื่อสมาธิุถอนแล้วเราก็ต้องเริ่มต้นใหม่ เพราะฉะนั้น ขณะที่เราตั้งใจปฏิบัติอยู่นั้น อะไรมันจะเกิดขึ้น อะไรมันจะมีขึ้น อะไรมันจะดับไป อะไรมันจะเป็นไปอย่างไร ปล่อยไปตามธรรมชาติ เราเอาสติตัวเดียวเท่านั้นตามรู้ไปทุกระยะ

การทำสมาธิคือการทำจิตให้มีสิ่งรู้ สติมีสิ่งระลึก จะเป็นอะไรก็ได้ และขอทำความเข้าใจอีกในตอนหนึ่งว่า เคยมีคำกล่าวว่า ทำสมาธิให้ได้สมาธิแน่วแน่ แล้วน้อมจิตไปสู่การพิจารณาวิปัสสนากรรมฐาน อันนี้อย่าไปเข้าใจผิด ถ้าหากเพียงแค่บังคับจิตให้หยุดนิ่งได้ อันนี้สามารถน้อมจิตไปพิจารณาอะไรได้ แต่ถ้าหากว่าสมาธิมันเกิดเป็นเองโดยธรรมชาติแล้ว ถ้ามันลึกลงไปแน่วแน่ลงไป ไปถึงขั้นสมถะหรือขั้นฌาน เราไม่มีสัญญาเจตนาที่จะน้อมจิตไปทางใดทั้งสิ้น จิตจะเป็นไปอย่างไรจะลึกลงไปแค่ไหน ละเอียดแค่ไหน จะเกิดภูมิความรู้อะไรขึ้นมา จะเป็นไปเองโดยอัตโนมัติตามพลังของศีล สมาธิ ปัญญาที่เราบำเพ็ญมาพร้อมแล้ว จะเป็นพลังหนุนส่งให้จิตของเราปฏิวัติไปตามขั้นตามภูมิตามขั้นตอนของสมาธิและวิปัสสนา

การปฏิบัติธรรมที่เราจะเอาดีกับสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ศีลสิกขาบทวินัย อย่างต่ำแม้แต่ศีล ๕ ต้องให้บริสุทธิ์สะอาด ถ้าหากศีลยังบกพร่อง เราก็พยายามปฏิบัติกันเรื่อยไปจนกว่าจะสมบูรณ์ ในตอนแรก ๆ นี่เราใส่เสื้อขาดไปก่อน เรามีเสื้อขาดใส่มันก็ยังดีกว่าคนที่ไม่มีเสื้อจะใส่ ดังนั้น ศีลนี่เราอาจจะขาดตกบกพร่องด่างพร้อยบ้าง ทะลุบ้าง มันก็ยังดี ดีกว่าไม่ได้ตั้งใจรักษาศีลเสียเลย เมื่อเรามารักษาศีลแล้วก็บำเพ็ญสมาธิภาวนาเรื่อยไป สร้างพลังจิตให้มีความเข้มแข็งมั่นคง มั่นคงต่อการที่จะตั้งใจละอะไรและเจริญอะไร

วันนี้ขอให้ธรรมะเป็นคติเตือนใจเพียงแค่นี้ ต่อนี้ไปขอให้ตั้งใจนั่งสมาธิจนกว่าจะถึงเวลาอันสมควร.


:09: :09: :09:

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#7 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11841
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 25/02/2012 - 13:53

:09: :09: :09:


ต้นสายพระธุดงค์กรรมฐาน

แสดงพระธรรมเทศนา เนื่องในวันบูรพาจารย์
ที่วัดป่าสาลวัน จังหวัดนครราชสีมา
วันที่ ๒ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๓๙




(หมายเหตุ : ขอบพระคุณสำเนาอ้างอิง
และท่านสามารถเข้าอ่านพร้อมชมภาพครูบาอาจารย์
ที่กล่าวถึงในบทธรรมไปด้วยที่ลิงก์นี้ค่ะ
http://www.dhammajak...hp?f=7&t=20336)



:09:


นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทธสฺส

นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทธสฺส

นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทธสฺส


สติวินโย ติ อิมสฺส ธมฺมปริยายสฺส

อตฺโถ สาธายสฺสมนฺเตหิ สกฺกจฺจํ โสตพฺโพ ติ *


( *สำนวนของเจ้าพระคุณอุบาลึคุณูปมาจารย์ (สิริจนฺโท จันทร์))


ณ โอกาสต่อไปนี้ จะได้แสดงพระธรรมเทศนาพรรณนาศาสนธรรมคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อเป็นประโยชน์แก่เราพุทธบริษัททั้งหลาย

วันนี้ เราทั้งหลายได้พร้อมใจกันมาบำเพ็ญกองการกุศลเพื่ออุทิศถวายพระบูรพาจารย์

“บูรพาจารย์” หมายถึง อาจารย์ผู้เกิดก่อนเรา ท่านเกิดก่อนเรา ท่านบวชก่อนเรา
ท่านสอนเรามาก่อน จึงได้ชื่อว่า พระบูรพาจารย์

อันดับของพระบูรพาจารย์ในภาคอีสาน อันดับแรก ท่านอริยกวี (อ่อน) ได้ไปอุปสมบทในสำนักของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ซึ่งสมัยนั้นพระองค์ยังทรงอุปสมบทอยู่ ยังไม่ทรงลาผนวชออกมาครองเมือง แล้วท่านผู้นั้นก็ได้ศึกษาพระปริยัติธรรมเรียนรู้พระธรรมวินัย แล้วก็นำธรรมวินัยซึ่งถอดแบบจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ไปประดิษฐานคณะพระธรรมยุตลงที่ วัดสีทอง จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อสิ้นบุญบารมีของ ท่านอริยกวี (อ่อน) ก็ตกทอดมาถึงท่าน พันธุละ ซึ่งเป็นสหธรรมิกของท่าน

ถัดจากนั้น ก็มาถึงยุคของพระเดชพระคุณ เจ้าพระคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ (สิริจนฺโท จันทร์) เจ้าพระคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ท่านบริหารกิจการพระศาสนาทั้งฝ่ายปริยัติและทั้งฝ่ายปฏิบัติ ภาษากฏหมายเขาว่า คันถธุระ และ วิปัสสนาธุระ

คันถธุระ มีหน้าที่จัดการบริหาร ปกครองคณะสงฆ์ ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นผู้ตรากฏหมายสงฆ์ขึ้นมา เรียกว่า พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ และก็จัดการศึกษาพระปริยัติรรม คือ สอนนักธรรม สอนบาลี สอนทั้งการปฏิบัติธุดงคกรรมฐาน

พระคุณเจ้า พระมหาเถระรูปนี้ เรียกว่า เป็นพระเถระที่ครบเครื่อง มีทุกอย่าง ถ้าจะพูดถึงสำนวนโวหารของท่าน ท่านเป็นผู้ชำนิชำนาญ นอกจากจะชำนาญในหลักวิชาการทางศาสนาแล้ว ยังเป็น กวี นักแต่งกลอน แต่งโคลง อ่านแล้วฟังซาบซึ้ง อาตมายังจำได้ คำสอนซึ่งเป็นคำกลอนของท่าน ท่านว่าเป็นภาษาอีสาน ท่านบอกว่า

“กัมมัฏฐานโจกแก้วแถวทำบ่เตื้องต่อ
กัมมัฏฐานพ่อว่อมาขี้ให้หมู่เหม็น
เขาก็ลือมันแล้วกัมมัฏฐานหมูเถื่อน
ได้อาหารอิ่มท้องนอนมุ้งนั่งธรรม”


(คำแปล : กรรมฐานถ้วยแก้วขาดความสนใจในพระธรรมวินัย
กรรมฐานไปโผล่ตรงนั้นตรงนี้แล้วไปประพฤติเสียหายให้หมู่เหม็นเบื่อ
คนเขาเล่าลือว่าเป็นกรรมฐานเดินป่าเดินดง
กินแล้วนอนไม่สนใจข้อวัตรปฏิบัติ)

อันนี้ จำติดตาติดใจ บ่ลืมจั๊กเทือ

อีกอันหนึ่งท่านว่า

“อัศจรรย์ปลาไหลลดหลาด
น่าอนาถหนีหน่ายวังตม
ผู้เป็นสมณ์สืบวงศ์บ่มั่ว”


(คำแปล : ปลาไหล ปลาหลด ปลาหลาด น่าอนาถเบื่อหน่ายโคลนตม
ผู้เป็นสมณะ ไม่ปฏิบัติตามพระธรรมวินัย ทิ้งจารีตประเพณีต่างๆ หมด)

มาถึงยุค "ผู้เป็นสมณ์สืบวงศ์บ่มั่ว" แล้วกระมัง


อาตมาไปเยี่ยมไข้ หลวงปู่ฝั้น ก่อนหน้าที่ท่านจะมรณภาพเพียง ๓ วันเท่านั้น ท่านกำลังนอนคลุมโปงอยู่ พอไปกราบ ท่านก็โบกมือห้ามพระไม่ให้รบกวนท่าน ท่านบอกว่า “เอาลุก เอาลุก เอาลุก” ถึง ๓ ครั้ง พระขัดไม่ได้ ก็พยุงท่านลุกขึ้นมา พอท่านลุกขึ้นมาแล้ว ก็มองเห็นมือสั่นๆ ยกขึ้นมาอย่างนี้

“นี่ อะไรครูบาอาจารย์ก็ถ่ายทอดให้หมดแล้ว ทำเก่งด้วย เสียดายอย่างเดียว มันยังขี้เกียจอยู่เท่านั้น ต่อไปขยันๆ เข้าหน่อย กรรมฐานในสายนี้ ถ้าหมดรุ่นพวกเธอแล้ว มันจะหมดนะ”

คำพูดของครูบาอาจารย์นี้ย่อมเป็นประกาศิต พูดคำไหนเป็นคำนั้น วันนี้จึงได้นำคำเตือนของครูบาอาจารย์มาเล่าให้สู่ท่านทั้งหลายฟัง เผื่อเราจะได้จดจำเอาไว้ว่า ครูบาอาจารย์บอกว่า “กรรมฐานในสายนี้ หมดรุ่นพวกเธอแล้ว มันจะหมดนะ จะไม่มีใครสืบต่อ ต่อไปขยันๆ เข้าหน่อย” อันนี้เป็นตำเตือนของ หลวงปู่ฝั้น

ส่วนในเหตุการณ์ปัจจุบันนี้ จะมีอันเป็นไปอย่างไรนั้น ไม่ค่อยได้สนใจ เกิดมาเป็นหลวงพ่อ หลวงพี่ ไม่เคยหวั่นวิตกว่า ใครเขาจะลงนรก กลัวแต่ตัวเองจะลงนรก เราดูหน้าใครแล้ว ก็ไม่เหมือนนหน้าพ่อแม่เราสักคน ใครจะสร้างบาปกรรรมลงนรก เราก็ไม่อัศจรรย์ เราจะสร้างแต่ความดี สร้างแต่ความดี ถ้าไม่สำเร็จมรรคผลนิพพาน ตายแล้วไปเกิดบนสวรรค์ สมบัติบนสวรรค์เป็นของเราคนเดียวหมด นางฟ้า นางเทวดา ไม่มีใครแย่ง อยู่ในเมืองมนุษย์นี้มันอัปรีย์จัญไร เพียงแต่เป็นสมภารเขาก็ยังมีผู้อยากมาแย่งเป็นใหญ่ ให้ลองคิดดูสิ ญาติโยมทั้งหลาย

เพราะฉะนั้น ได้พูดมาถึงตอนที่ว่า เจ้าพระคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์เป็นพระเถระที่ทรงคุณวุฒิ ทั้งฝ่ายคันถธุระ และวิปัสสนาธุระ เจ้าพระคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ทำหน้าที่สองทาง สอนหนังสือธรรมะ สอนนักธรรม สอนบาลี สอนจนกระทั่ง สมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน เป็นนักปฏิบัติที่ยอดเยี่ยม ขนาดขึ้นนั่งบนธรรมาสน์ พอขยับตัว ขาหัก ยังนั่งเทศก์เฉย เอาซิ จนกระทั่งเทศก์จบแล้ว ไม่ยอมลงธรรมาสน์

“อ้าว พระเดชพระคุณ ทำไมไม่ลงธรรมาสน์เสียที”

“มันจะลงได้อย่างไรเล่า ขาหักแล้ว”


ดูซิ ถ้าเป็นอย่างเราจะว่าอย่างไร ขาหักทั้งขานี่ ไม่ร้องโอ๊ย ๆ นี่แสดงว่าคุณสมบัติความเข้มแข็งของจิตใจของนักต่อสู้เช่นเจ้าพระคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์นี้ หาได้ยากที่สุดในโลกนี้

ท่านผู้นี้แหละ ท่านมีลูกศิษย์สององค์ องค์หนึ่ง คือ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ติสฺสมมหาเถระ) ตอนนี้มาแยกสายกัน สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ติสฺสมมหาเถระ) เป็นผู้ทำธุระในฝ่ายคันธุระ แล้วลูกศิษย์อีกองค์หนึ่ง คือ พระเดชพระคุณ หลวงปู่เสาร์ กนตฺสีโล หลวงปู่เสาร์ กันตฺสีโล นี้ ทำหน้าที่เฉพาะฝ่ายปฏิบัติฝ่ายเดียว

พระธุดงค์ภาคอีสานที่ออกเดินธุดงค์ไปตามหัวเมืองน้อยเมืองใหญ่ ตามป่าตามชนบทเป็น องค์แรก เท่าที่รู้มา คือหลวงปู่เสาร์ กนตฺสีโล หลังจากที่ท่านอุปสมบทเป็นพระภิกษุสงฆ์แล้วประมาณ ๖ พรรษา ก็มาได้ลูกศิษย์องค์สำคัญ คือ พระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต พระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต นี่เป็นกำลังสำคัญ

ถ้าจะเปรียบเทียบผู้สอนหนังสือ หลวงปู่เสาร์สอนได้เฉพาะแต่ระดับประถมและมัธยม
แต่หลวงปู่มั่นสอนถึงระดับมหาวิทยาลัยจนถึงปริญญาเอก ทีแรกหลวงปู่มั่นมาเรียนกรรมฐานกับหลวงปู่เสาร์ แต่บุญบารมีของหลวงปู่มั่นนั้น บุญวาสนาของท่านมีปฏิภาณรวดเร็ว การปฏิบัติธรรมก้าวหน้าได้ดี แล้วลงผลสุดท้าย ขั้นสมถะ พระอาจารย์เสาร์สอนพระอาจารย์มั่น ขั้นวิปัสสนา พระอาจารย์มั่นย้อนกลับมาสอนพระอาจารย์เสาร์ อาจารย์กลับเป็นลูกศิษย์ ลูกศิษย์กลับเป็นอาจารย์

แต่ท่านก็ยังความเคารพต่อกันอย่างสุดซึ้ง ซึ่งหาความเคารพของพระภิกษุ สามเณรปัจจุบันนี้มีต่อครูบาอาจารย์นั้น จะเปรียบเทียบอย่างท่านไม่ได้เลย แม้ว่าท่านจะเก่งกว่าอาจารย์ในทางภูมิจิต ภูมิธรรม ท่านก็ไม่เคยลบหลู่ดูหมิ่นอุปัชฌาย์อาจารย์ของท่าน เคารพปรนนิบัติอยู่จนกระทั่งมรณภาพตายจากกันไป อันนี้คือจุดเริ่มของพระธุดงคกรรมฐานในสายภาคอิสาน

อยู่มาภายหลัง พอมาได้ลูกศิษย์คือพระอาจารย์มั่นเป็นกำลัง มาภายหลัง พระอาจารย์สิงห์ ขนฺตฺยาคโม หลวงปู่ดูลย์ อตุโล ไปเรียนหนังสืออยู่ที่วัดสุทัศน์ จังหวัดอุบลราชธานี พอดีในพรรษานั้น พระอาจารย์มั่นไปจำพรรษาที่วัดบูรพา ซึ่งอยู่ในเมืองเดียวกัน ไม่ทราบว่าเป็น พ.ศ. เท่าใด ทีนี้พระอาจารย์ดูลย์ อตุโล กับพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตฺยาคโม เวลาว่างจากการเรียนพระปริยัติธรรม ว่างจากการสอนหนังสือ (เมื่อก่อนนี้ โรงเรียนชั้นประถมนี้อยู่ในวัด) พอตกตอนค่ำก็ไปเฝ้าพระอาจารย์มั่น ไปเรียนกรรมฐาน
ไปฟังเทศน์ฟังธรรมพระอาจารย์มั่น ในทางปฏิบัติสมาธิ สมถภาวนา แล้วมาปฏิบัติตาม
เกิดผลจิตสงบเป็นสมาธิ มีสภาวะรู้ ตื่น เบิกบาน มีปิติ มีความสุข ทั้งสององค์ท่านก็เลยตัดสินใจเลิกเรียนปริยัติธรรม ติดตามพระอาจารย์มั่นไปเป็นลูกศิษย์ เดินธุดงค์ไปทั่วภาคอีสาน ไม่ทราบว่าเริ่มต้นแต่เมื่อใด จำได้ว่าเคยไปกราบ พระอาจารย์มั่น ในงานศพอาจารย์สอน ที่วัดบ้านหนองดินดำ ตอนนั้นอาตมาอายุเพียง ๘ ขวบ แต่ไม่ทราบว่าเป็นปี พ.ศ. เท่าใด คงจะประมาณ ๒๔๗๑- ๒๔๗๒ อยู่ในระยะนี้

ทีนี้ ในเมื่อได้ หลวงปู่ดูลย์และพระอาจารย์สิงห์มาเป็นลูกศิษย์ พระอาจารย์สิงห์นี่ ถ้าจะเปรียบเทียบ ก็เหมือนกับว่าเป็นเสนาธิการ ทหารบก ทหารอากาศ ทหารเรือ เป็นกำลังในการเผยแผ่พระธรรมวินัยในสายพระธุดงคกรรมฐาน เริ่มจุดตั้งแต่จังหวัดสกลนคร นครพนม อุบลราชธานี จังหวัดเลย จนกระทั่งไปถึงเชียงใหม่ จนกระทั่งมีลูกศิษย์ลูกหาตั้งวัดตั้งวากันมากมายก่ายกอง

เมื่อก่อน วัดคณะธรรมยุตในประเทศไทยมีเกือบจะไม่ถึงร้อยวัด แต่เวลานี้เรามีวัดคณะธรรมยุตมากมาย ก็เนื่องมาจากผลงานของพระเถระทั้งหลายดังที่กล่าวมา เมื่อสมัยที่เป็นสามเณร เด็ก ๆ ไปธุดงค์ เดินตามหลังครูบาอาจารย์ ห่มผ้าจีวรดำ ๆ ไปที่ไหนเพื่อนเขาถุยน้ำลาย อาจารย์บางองค์ท่านไปธุดงค์ ท่านชอบเอาแม่ขาว แม่ชีเดินตามหลังไปด้วย เดินไป่าง ๆ ทีนี้ ชาวไร่ชาวนา เขาไม่เคยเห็นพระแบกกลดสะพายบาตร เขาก็ตะโกนถาม “เจ้ากูเอ๋ย จะพาลูกพาเมียไปสร้างบ้านสร้างเมืองที่ไหนหนอ” เขาว่าอย่างนี้ ผ้าจีวรดำ ๆ อย่างที่เห็นอยู่นี้ เมื่อก่อนนี้ เดินไปที่ไหน เขาถุยน้ำลาย แต่มาปัจจุบันนี้ ผ้าจีวรดำนี่กลับมีราคา เสียดายที่อาตมาไม่ได้เอาจีวรผืนที่เคยห่มแล้วโดนเขาด่า แล้วก็ถุยน้ำลายราด เก็บไว้เป็นอนุสรณ์

เอาละ เอากันเพียงแค่นี้ พูดมากไปเดี๋ยวมันจะออกนอกลู่นอกทาง ก็เป็นอันว่า เราจะนับอันดับของพระธุดงคกรรมฐานซึ่งเป็นผู้นำในการเดินธุดงค์ในป่าในเขานี้ อันดับหนึ่ง หลวงปู่เสาร์ อันดับสอง หลวงปู่มั่น อันดับสาม หลวงปู่สิงห์ อันดับสี่ หลวงปู่ขาว หลวงปู่ชอบ หลวงปู่ฝั้น ทีนี้ ครูบาอาจารย์ท่านว่า รุ่นของพวกอาตมานี้ เป็น อันดับห้า แล้วก็ยังเป็นห่วงวิตกอยู่ที่ครูบาจารย์ท่านทักว่า

"ต่อไปนี้ กรรมฐาน ถ้าหมดรุ่นพวกเธอแล้ว มันจะหมด”

อันนี้ขอฝากให้เพื่อนสหธรรมิกและญาติโยมทั้งหลาย เอาไว้พิจารณา

เอาละ วันนี้ เรามาทำบุญอุทิศถวายพระบูรพาจารย์ “บูรพาจารย์” ได้ทราบแล้วว่า บูรพาจารย์ของเราเป็นนักปฏิบัติกรรมฐาน ปฏิบัติกรรมฐานก็คือ นั่งสมาธิภาวนานั่นเอง
ดังนั้น เพื่อเป็นการรรำลึกถึงพระบูรพาจารย์ของเรา อาตมาจึงขอเชิญท่านทั้งหลายเตรียมนั่งสมาธิ

(พระภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา และประชาชน บนศาลา นั่งสมาธิพร้อมกัน)


:09:

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#8 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11841
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 01/03/2012 - 16:32

:09:


อุบายวิธีปฏิบัติของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ที่เราศึกษาและปฏิบัติกันอยู่ในปัจจุบันนี้
พระองค์สอนให้เราสร้างจิตของเราเอง
ให้มีพลังพุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน
จนกระทั่งจิตของเรามีสภาวะสะอาด บริสุทธิ์
ปราศจากกิเลสอาสวะทั้งปวง
แล้วจิตของเราจะกลายเป็นจิตที่มีพลังเหนือพลัง



:09:

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#9 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11841
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 04/03/2012 - 12:49

:09: :09: :09:


พลังจิต - พลังจักรวาล


แสดงพระธรรมเทศนาที่กระทรวงศึกษาธิการ

วันที่ ๓ กันยายน ๒๕๓๙



บัดนี้ จะได้แสดงพระธรรมเทศนา พรรณนาศาสนธรรมคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ว่าด้วยพลานุภาพของพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ ที่นำเรื่องนี้มาแสดงก็เพราะเหตุว่า ในปัจจุบันนี้ ชาวพุทธของเรานี่กำลังพากันตื่นพลังใหม่ ซึ่งมีชาวต่างประเทศเขานำมาเผยแพร่ พลังที่เขานำมาเผยแพร่นั้นเรียกว่า พลังจักรวาล

ทีนี้อะไรเป็นพลังจักรวาล ในจักรวาลนี้มีสิ่งที่เป็นวัตถุซึ่งมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน มีอยู่ ๔ อย่าง ๔ อย่างนี้ ทางภาษาศาสนาพุทธท่านบัญญัติว่าเป็นธาตุ ๔ ธาตุ ๔ คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ ในจักรวาลนี้มีธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ และในกายในใจของเรานี่ก็มีธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ เราอาศัยกายกับใจของเราเป็นหลัก แล้วมาปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ตามหลักคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราสามารถที่จะสร้างพลังซึ่งเกิดจากส่วนผสมของธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ ให้เกิดมีพลังมหาศาลขึ้นมาได้ เรียกว่า พลังพุทธะ

พลังพุทธะนี้ก็หมายถึง สภาวะจิตของเรามีสมรรถภาพ มีความเข้มแข็ง เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เมื่อท่านผู้ใดสามารถทำจิตของตนเองให้เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน หมายถึง จิตสงบตั้งมั่นเป็นสมาธิ มีปีติ มีความสุข มีความเป็นหนึ่ง ผู้นั้นสามารถสร้างพลังขึ้นภายในจิตในใจของตนเองได้

การสร้างพลังตามแนวทางของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นอุบายวิธีสร้างสมรรถภาพทางจิตของตนเองให้มีพลังเหนือพลัง ที่ว่าจิตของเรามีพลังเหนือพลัง หมายถึงจิตที่บริสุทธิ์สะอาด ปราศจากกิเลสอาสวะทั้งหลายทั้งปวง บรรลุถึงพระนิพพานสำเร็จเป็นพระอรหันต์ สภาพจิตของพระอรหันต์เป็นสภาพจิตที่มีพลังเหนือพลัง ที่เรียกว่าเหนือพลังก็เพราะเหตุว่าไม่มีพลังแห่งธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ ใด ๆ สามารถที่จะดึงดูดจิตของพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ให้มาตกอยู่ในอำนาจของสิ่งนั้น ๆ ได้ จึงได้ชื่อว่าจิตของพระอรหันต์

พระพุทธเจ้าเป็นพลังเหนือพลัง เพราะฉะนั้น อุบายวิธีปฏิบัติของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เราศึกษาและปฏิบัติกันอยู่ในปัจจุบันนี้ พระองค์สอนให้เราสร้างจิตของเราเองให้มีพลังพุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน จนกระทั่งจิตของเรามีสภาวะสะอาด บริสุทธิ์ ปราศจากกิเลสอาสวะทั้งปวง แล้วจิตของเราจะกลายเป็นจิตที่มีพลังเหนือพลัง

อุบายวิธีการที่เราจะสร้างจิตของเราให้มีพลังงาน ต้องมีจุดยืน คือ เราจะต้องมีศรัทธา เชื่อมั่นในคุณของพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ปัญหามีว่าคุณของพระพุทธเจ้าตามตำรับตำรา ได้แก่ บทสวดมนต์ที่เราใช้สวดกันอยู่ทุกวัน บางท่านอาจจะยังไม่เข้าใจหรือแปลไม่ออก

"อิติปิ โส แม้เพราะเหตุนี้ ภะคะวา พระผู้มีพระภาคเจ้า อะระหัง เป็นพระอรหันต์ ไกลจากกิเลส ดับเพลิงกิเลสและเพลิงทุกข์สิ้นเชิง สัมมาสัมพุทโธ ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง วิชชาจะระณะสัมปันโน สมบูรณ์ด้วยวิชชา และจรณะคือข้อวัตรปฏิบัติที่ถูกต้อง สุคะโต เสด็จไปดีแล้ว โลกะวิทู เป็นผู้รู้แจ้งโลก อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ เป็นผู้ฝึกบุรุษที่ยอดเยี่ยมไม่มีใครอื่นเสียยิ่งไปกว่า สัตถาเทวะมะนุสสานัง เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย พุทโธ เป็นผู้รู้แล้ว เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้ตื่นแล้ว ภะคะวา เป็นผู้จำแนกธรรมะคำสั่งสอนให้เป็นประโยชน์แก่ประชุมชน"

อันนี้คือคุณของพระพุทธเจ้าที่เราสวดอิติปิโสเป็นต้นนั้นเอง

ทีนี้เราจะสร้างจิตของเราให้มีพลังงาน จะต้องมีความยึดมั่นในพระพุทธเจ้าเป็นหลัก ทีนี้พระพุทธเจ้านี่อยู่กันที่ตรงไหน ใคร ๆ เรียนพุทธประวัติแล้วก็ว่า พระพุทธเจ้าเกิดที่ประเทศอินเดีย เวลานี้พระองค์ก็ปรินิพพานไปนานแล้ว เราจะไปยึดเอาพระองค์ที่ไหนเป็นที่พึ่งที่ระลึก เราเคยกล่าวคำบูชาพระพุทธองค์ว่า ข้าพเจ้าขอบูชาคุณของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้ปรินิพพานนานแล้ว แต่ยังปรากฏอยู่โดยพระคุณ อาศัยเหตุผลดังกล่าวนี้ คุณความเป็นพุทธะไม่ได้หายสาบสูญไปจากโลก และเป็นคุณธรรมที่ทุกคนสามารถที่จะสร้างขึ้นให้มีในจิตในใจของตนเองได้ โดยที่เรามายึดมั่นในพระคุณของพระองค์ ดังที่กล่าวแล้ว อย่างน้อยเราก็มีศรัทธาตั้งมั่นในคุณของพระพุทธองค์อย่างมั่นคง มีความรักในพระพุทธองค์อย่างมั่นคง มีศรัทธาไม่คลอนแคลน

ในเมื่อเรามีศรัทธาเชื่อมั่นและตั้งมั่นในสิ่งไหน จิตที่เชื่อมั่นนั้นย่อมเกิดมีพลัง พลังที่จะปรากฏเด่นชัดก็คือ วิริยะ ความแกล้วกล้าอาจหาญ กล้าเสียสละกายและใจของตนเอง เพื่อบูชาข้อวัตรปฏิบัติ เช่น การปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญา เป็นต้น เมื่อเรามีวิริยะความพากความเพียร ความพยายาม สติที่จะระลึกรู้สิ่งที่ผิดชอบชั่วดีก็ย่อมมีปรากฏขึ้น เมื่อเป็นเช่นนั้น จิตใจมั่นคงเพราะอาศัยความมีศรัทธาตั้งมั่น จิตใจมั่นคงนั้นคือสมาธิ ทีนี้เมื่อมีสมาธิแล้วก็มีสติ ปัญญา เมื่อจิตสงบ ตั้งมั่น นิ่ง สว่าง รู้ ตื่น เบิกบาน อย่างน้อยเราก็รู้ มีปัญญารู้ว่า จิตแท้ จิตดั้งเดิมของเรานี่มันเป็นอย่างไร เมื่อจิตสงบ นิ่ง ว่าง สว่าง รู้ ตื่น เบิกบาน ขึ้นมาเมื่อไร เราสามารถรู้ความจริงของจิตแท้ จิตดั้งเดิมของเราเมื่อนั้น เราจะมีความรู้สึกว่านี่แหละคือจิตแท้ จิตดั้งเดิมของเรา

เมื่อจิตสงบ นิ่ง สว่าง รู้ ตื่น เบิกบาน นอกจากจะรู้ความจริงของจิตของตนเอง เราก็ยังจะได้รู้ว่าคุณธรรมที่ทำจิตให้เป็นพุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ได้บังเกิดขึ้นในจิตของเราแล้ว เพราะฉะนั้น ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา ในเมื่อเรามาปฏิบัติให้ถึงพร้อม จิตสงบ นิ่ง มีสติ รู้ตัวอยู่ มีความมั่นคง เมื่อจิตมีความมั่นคง แม้ว่าเราจะเคลื่อนไหวไปมาทางใด เราก็มีสติสัมปชัญญะรู้พร้อมอยู่ทุกขณะ การทำ การพูด การคิด เรามีสติรู้ตัวอยู่ทุกขณะ ความมีสติรู้ตัวนั่นแหละคือธรรมะแท้แห่งพุทธะที่เกิดขึ้นที่จิตของเรา เราจะต้องสังเกตดูความเป็นไปของจิตของเราอย่างนี้

ทีนี้ในเมื่อในขณะใดที่เราสามารถทำจิตให้นิ่ง ว่าง สว่าง รู้ตื่น เบิกบาน แล้วก็มีปีติ มีความสุข จิตของเราได้สัมผัสกับคุณธรรมที่ทำจิตให้เป็นพุทธะ เมื่อเราสามารถสร้างจิตให้เป็นพุทธะ ให้บังเกิดขึ้นพร้อมที่จิตของเราแล้ว ธรรมะก็ปรากฏขึ้น ธรรมะก็คือคุณธรรม ได้แก่ สภาวะจิต รู้ ตื่น เบิกบาน นั้นเอง เมื่อเป็นเช่นนั้น ธรรมชาติของความเป็นพระสงฆ์ก็ย่อมบังเกิดขึ้นพร้อมกัน เพราะธรรมชาติของผู้ที่มีสภาพจิตเป็นเช่นนั้น เขาจะต้องมีความรู้สึกสำนึกเสมอว่า เราจะต้องละความชั่ว ประพฤติความดี ทำจิตของตนเองให้บริสุทธิ์ สะอาด อันนี้เป็นจุดเริ่มของความมีพุทธะ เป็นจุดเริ่มของพลังจิต เป็นจุดเริ่มของพลังจักรวาล

ในเมื่อท่านผู้ใดปฏิบัติได้อย่างนี้ แม้แต่เพียงเชื่อมั่นในคุณพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ อย่างมั่นคง อธิษฐานจิตของตนเองให้แน่วแน่ ขอบารมีของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจงขจัดปัดเป่าโรคภัยไข้เจ็บและอันตรายทั้งหลายทั้งปวงให้ไปปราศจากกาย วาจา และจิตของข้าพเจ้าโดยเด็ดขาด และปลูกความเชื่อมั่นลงในคุณพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ อย่างมั่นคง สามารถที่จะรักษาโรคภัยไข้เจ็บของตนเองและคนอื่นให้หายได้

แต่ความจริงการใช้พลังจิตรักษาโรคภัยไข้เจ็บ ในเมืองไทยเรานี้มีมาแต่เก่าแก่โบราณสมัยที่โรงพยาบาลยังไม่มีในประเทศไทย เวลาเจ็บไข้ได้ป่วย หมอชาวบ้านทั้งหลายเขาก็อาศัยอมยาพ่น ฝนยาทา ตามประสาจน ใช้เวทย์มนต์คาถาเสกเป่า กระดูกแตก กระดูกหัก ใช้มนต์เสกน้ำมนต์หรือน้ำ หรือน้ำมัน แล้วก็เอามาทา เป่า กระดูกมันก็สามารถต่อกันได้ อันนี้คือตัวอย่างที่คนโบราณรักษาโรคด้วยพลังจิต

แม้ว่าในสมัยปัจจุบันนี้ ครูบาอาจารย์บางท่านเวลาท่านเจ็บป่วย ท่านไม่ได้คำนึงถึงมดหมอ หรือคิดจะไปโรงพยาบาล พอรู้สึกว่าไม่สบาย ท่านก็เข้าสมาธิ นั่งสมาธิภาวนาของท่าน ทำจิตให้สงบ นิ่ง สว่าง รู้ ตื่น เบิกบาน บางทีสภาพจิตของท่านมีความรู้สึกสว่าง รู้ตื่น เบิกบาน ร่างกายตัวตนหาย ในเมื่อร่างกายตัวตนหาย โรคภัยไข้เจ็บมันก็ไม่มีปรากฏ เพราะมันไม่มีที่เกิด โรคภัยไข้เจ็บมันเกิดที่กาย แต่ที่ใจมันไม่มีโรคอะไรที่จะไปบังเบียดมันได้ นอกจากกิเลสเท่านั้นเอง ในเมื่อท่านปฏิบัติอย่างนี้ก็สามารถรักษาโรคภัยไข้เจ็บให้หายได้

เพราะฉะนั้น ท่านพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย จุดเริ่มที่เราสามารถสร้างพลังจิตพลังใจของเราให้เกิดมีเพื่อประโยชน์แก่ชีวิตของเราได้ หนึ่ง เราจะต้องมีศรัทธาตั้งมั่นในคุณพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ มีความรัก ตั้งมั่นในคุณพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ และมีความเชื่อมั่นว่าคุณพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ คือคุณธรรมที่อยู่ในจิตใจของเรา เมื่อเราทำสมาธิให้จิตใจสงบ นิ่ง สว่าง รู้ ตื่น เบิกบาน ได้เมื่อไร เมื่อนั้นคุณของพระพุทธเจ้าก็ปรากฏแก่เราได้อย่างชัดเจน จิตของเราก็เป็นจิตพุทธะ ในเมื่อจิตของเราเป็นจิตพุทธะ นิ่ง สว่าง รู้ ตื่น เบิกบาน ถ้าจิตของเราจะก้าวหน้าไปในทางปฏิบัติ ทางไปของจิตจะมีอยู่ ๓ ทาง ขอให้ท่านทั้งหลายพึงสังเกตเอาไว้

ถ้าหากว่าในช่วงนั้นกระแสจิตส่งออกนอก จะเกิดมโนภาพได้แก่ภาพนิมิต ในเมื่อภาพนิมิตปรากฎ อย่าไปเอะใจ อย่าตกใจ กำหนดสติ รู้จิตเฉยอยู่เท่านั้น เพราะนิมิตอันนั้นเป็นจิตของเราสร้างมโนภาพขึ้นมาเท่านั้น อย่าไปสำคัญมั่นหมายว่ามีสิ่งอื่นมาแสดงตัวให้เรารู้เราเห็น จิตของเราเองแท้ ๆ เป็นผู้แสดงขึ้นมา

แต่ในช่วงที่เราภาวนาแล้วเกิดนิมิตเกิดมโนภาพขึ้นมา ถ้าหากมีใครมาชักจูงว่า เมื่อเห็นนิมิตแล้วให้น้อมเข้ามาในจิตในใจของเรา ให้ผู้วิเศษทั้งหลายเหล่านั้นมาช่วยพลังสมาธิ สติ ปัญญาให้แก่กล้า ถ้าน้อมมโนภาพนั้นเข้ามาถึงตัวได้เมื่อไร เมื่อนั้นจะกลายเป็นการทรงวิญญาณ เพราะเมื่อนิมิตเข้ามาถึงตัวแล้ว สมาธิที่ปลอดโปร่ง สบาย เบา จะ รู้สึกว่าอึดอัด หนักหน่วงไปทั้งตัว หัวใจเหมือนถูกบีบ จิตซึ่งเคยเป็นอิสระจะตกอยู่ในอำนาจของสิ่งที่เข้ามาแทรกสิง ในที่สุดกลายเป็นการทรงวิญญาณ นี่ ในจุดนี้นักปฏิบัติต้องระมัดระวังให้ดี

ทีนี้ทางหนึ่ง ถ้าหากว่าจิตไม่ออกนอก วิ่งเข้ามาข้างใน มาสงบ นิ่ง สว่างอยู่ภายในของร่างกาย เมื่อจิตสงบ สว่างในท่ามกลางของร่างกาย ถ้าหากว่ามีครูบาอาจารย์มาแนะนำ ว่าให้รวมเอาความสว่างเป็นดวงแก้ว สร้างดวงกลมให้กลายเป็นพระพุทธรูป เพ่งให้ใสบริสุทธิ์สะอาด แล้วจะเห็นดวงธรรมปรากฏเด่นชัดขึ้นมา ถ้าหากมีใครแนะนำชักจูงให้เป็นไปอย่างนั้น ก็จะเป็นไปตามคำแนะนำชักจูงนั้น ๆ แต่ในทางปฏิบัติที่ถูกต้อง ในเมื่อมีปรากฏการณ์เช่นนั้นปรากฏขึ้น นักปฏิบัติต้องกำหนดรู้ เฉยอยู่เท่านั้น ไม่ต้องไปนึกปรุงแต่งให้ดวงหรือความสว่างนั้นเป็นอะไร ถือแต่เพียงว่าสิ่งนั้นเป็นอารมณ์สิ่งรู้ของจิต สิ่งระลึกของสติเท่านั้น

แล้วในขณะที่จิตนิ่ง สว่างอยู่ในท่ามกลางของร่างกาย ความสว่างของจิตจะพุ่งออกมารอบ ๆ เราจะรู้สึกว่าเรานั่งอยู่ในท่ามกลางแห่งความสว่าง แต่ภายในดวงจิตนั้นสามารถมองเห็นอวัยวะต่าง ๆ ภายในทั่วหมด ในขณะจิตเดียว เรียกว่ารู้อาการ ๓๒ จนกระทั่งจิตสงบละเอียดยิ่งลงไป จนถึงขนาดร่างกายตัวตนหาย ยังเหลือจิตดวงเด่น นิ่ง สว่างไสวอยู่เท่านั้น ถ้าหากว่าจิตจะเดินไปในทางสมถะ ทางสายฌานสมาบัติ จิตก็มีจะแต่สงบ นิ่ง สว่าง ละเอียดยิ่งขึ้นไปตามลำดับขั้นของฌานสมาบัติ

แต่ถ้าหากว่าจิตไม่ไปเช่นนั้น เมื่อร่างกายตัวตนหายไปแล้วจะย้อนกลับมามองร่างกายของตัวเอง จะปรากฏว่าร่างกายของตัวเองตาย ขึ้นอืด เน่าเปื่อยผุพัง สลายตัวไปไม่มีอะไรเหลือ เมื่อจิตถอนจากสมาธิ จะได้ความรู้ขึ้นมาว่า นี่แหละคือการตาย ตายแล้วก็ต้องเน่าเปื่อยผุพัง สลายตัวไป ไม่มีอะไรเหลืออยู่ เป็นแต่เพียงธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ ไหนเล่าสัตว์ บุคคลตัวตนเราเขา มีที่ไหน

ถ้ามองเห็นความตาย จิตก็รู้ว่านี่แหละคือความตาย มองเห็นความเน่าเปื่อยผุพัง นี่แหละอสุภกรรมฐาน มองเห็นร่างกายสลายตัวไปเป็นธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ ก็จะรู้ธาตุสมถะ รู้ว่ากายของเราสักแต่เป็นธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ ไหนเล่าสัตว์บุคคล ตัวตนเราเขา มีที่ไหน อันนั้น อนัตตานุปัสนาญาณ ความรู้ว่าร่างกาย ตัวตน ไม่มีอัตตาตัวตน เป็นอนัตตาเท่านั้น เราจะได้ความรู้ตามลำดับขั้นตอน อย่างนี้

ในขณะที่จิตมองดูเห็นว่าร่างกายเน่าเปื่อยผุพัง สลายตัวไป ความรู้ความเห็นอันนั้นเป็นสมาธิขั้นสมถกรรมฐาน แต่เมื่อจิตถอนออกมาแล้ว สิ่งรู้เห็นทั้งหลายหายไป จิตมาสัมพันธ์กับร่างกายเมื่อไร เกิดความรู้ เป็นภาษาอธิบายซ้ำเติมสิ่งที่รู้นั้นอีกทีหนึ่ง ตอนนี้เรียกว่า เจริญวิปัสสนา

เพราะฉะนั้น ในคำที่บางท่านกล่าวว่า ถ้าไม่มีสมาธิก็ไม่มีญาณ ไม่มีญาณก็ไม่มีวิปัสสนาคือปัญญา ไม่มีวิปัสสนาปัญญา ก็ไม่มีความรู้แจ้งเห็นจริง เมื่อไม่มีความรู้แจ้งเห็นจริง ก็ไม่มีวิมุติความหลุดพ้น ท่านผู้กล่าวอย่างนี้กล่าวถูก แต่ท่านผู้ที่กล่าวว่าสมาธิขั้นสมถะไม่เกิดภูมิรู้อะไรนั้น เป็นการกล่าวผิด เราจะบอกตรง ๆ ว่าท่านเหล่านั้นภาวนาไม่ถึงขั้น อันนี้ขอฝากท่านนักปฏิบัติผู้สนใจทั้งหลาย ลอง ๆ จดจำเอาไว้พิจารณา ตามที่อาตมากล่าวมานี้ อย่าเพิ่งเชื่อ ให้รับฟังเอาไว้ก่อน สิ่งใดที่เรายังไม่รู้ไม่เห็น ยังปฏิบัติไม่ถึง ให้รับฟังเอาไว้ก่อน อย่ารับรองแล้วก็อย่าปฏิเสธทันทีจนกว่าเราจะพิสูจน์ให้รู้ได้ด้วยตนเอง อันนี้คือทางไปของจิตเมื่อมีสมาธิตามธรรมชาติแล้ว

อีกทางหนึ่งจิตไม่ไปอย่างนั้น เมื่อจิตสงบแล้ว กระแสจิตไม่ส่งออกนอก แล้วไม่วิ่งเข้ามาภายในกาย แต่ไปกำหนดรู้อยู่ที่จิตเพียงอย่างเดียว ก็จะรู้เห็นอารมณ์ที่เกิดดับกับจิตอยู่ตลอดเวลา เมื่อผู้ปฏิบัติมีสติสัมปชัญญะกำหนดรู้อยู่ตลอดเวลา ในเมื่อความรู้มันเกิดขึ้น ผุดขึ้นมา ๆ อย่างกับน้ำพุ ผู้ปฏิบัติมีสติกำหนดรู้เองโดยอัตโนมัติ เมื่อไปถึงจุด ๆ หนึ่ง จิตจะหยุดนิ่ง สว่างไสว รู้ ตื่นเบิกบาน สภาวะทั้งหลายที่เป็นอารมณ์จะไปวนรอบจิตอยู่ตลอดเวลา แต่จิตหาได้หวั่นไหวต่อเหตุการณ์นั้นๆ ไม่ มีแต่ทรงอยู่ในความเที่ยงตรง รู้ ตื่น เบิกบาน เป็นจิตพุทธะแท้ ไม่หวั่นไหวต่ออารมณ์ ในจุดนี้ ท่านอาจารย์มั่นท่านบัญญัติศัพท์ของท่านเรียกว่า ฐีติภูตัง ฐีติคือจิตสงบ นิ่ง เด่น สว่างไสว ภูตัง มีสภาวะที่เป็นปรากฏการณ์ให้จิตรู้เห็นเกิดขึ้นแล้วดับไป เกิดขึ้นแล้วดับไปอยู่ตลอดเวลา อันนี้ทางหนึ่งที่จิตสมาธิธรรมชาติแล้วจะพึงเป็นไป

แต่สิ่งที่กล่าวทั้งหลายนี้ ในขณะที่จิตสงบเป็นสมาธิ นิ่ง สว่าง รู้ ตื่น เบิกบาน ความรู้สึกที่จะน้อมจิตไปทางใดนั้นย่อมไม่มี จิตจะออกนอกไปเกิดนิมิต ก็จะเป็นไปเองโดยอัตโนมัติ จะวิ่งเข้ามารู้ภายในกายก็เป็นไปเองโดยอัตโนมัติ จะไปรู้ที่จิตก็เป็นไปเองโดยอัตโนมัติ ถ้าหากว่าเราสามารถยังมีสัญญาเจตนา น้อมจิตให้เป็นไปอย่างไรนั้น จิตดวงนั้นยังไม่ใช่สมาธิตามธรรมชาติ เป็นแต่เพียงความสงบที่เราตกแต่งเอาได้เท่านั้น ถ้าเป็นสมาธิตามธรรมชาติจริง ๆ สัญญาเจตนาที่จะไปควบคุมบังคับจิตใด ๆ นั้นย่อมไม่มี มีแต่ความเป็นเองตามธรรมชาติของสมาธิ

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราทรงตรัสรู้เรื่องอดีตคือ ปุพเพนิวาสนุสติญาณ รู้เรื่องปัจจุบันคือควรประพฤติอย่างไรจึงจะได้ถึงคุณงามความดี รู้อนาคต ผู้ทำดี ทำชั่วแล้ว เมื่อตายแล้ว วิถีชีวิตของเขาจะเป็นไปอย่างไร จึงได้ชื่อว่า รู้อดีต รู้ปัจจุบัน รู้อนาคต

ท่านพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย ความแตกต่างของลัทธิศาสนามีเฉพาะในภพภูมิของมนุษย์เท่านั้น ในเมื่อมนุษย์ทั้งหลายและสัตว์ทั้งหลายตายไปแล้ว ไปเกิดเป็นวิญญาณในโลกอื่น มีแต่กฎของกรรมอย่างเดียวเท่านั้นเป็นศาสนา ท่านผู้ใดได้รับการเสี้ยมสอนมาว่า ฆ่าสัตว์ไม่บาป เพราะสัตว์เกิดมาเป็นอาหารของมนุษย์ อันนี้ก็เป็นเพียงความเข้าใจของศาสดาของเขา มันไม่ใช่กฎธรรมชาติของกรรม แต่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรานี่ พระองค์ตรัสรู้เรื่องอดีตเป็นเรื่องสำคัญ พระองค์ระลึกชาติได้ พระองค์ไปเกิดแต่ละภพแต่ละชาตินั้น เพราะกรรมอะไร พระองค์รู้ละเอียดหมด ในเมื่อพระองค์รู้แล้ว จึงนำมาสอนพวกเราทั้งหลาย เพราะฉะนั้น ความแตกต่างของศาสนามีเฉพาะในภพภูมิของมนุษย์ แต่เมื่อมนุษย์ทั้งหลายตายไปแล้ว มีแต่กฎของกรรมเท่านั้นเป็นศาสนา ผู้ที่ถูกเสี้ยมสอนว่า ฆ่าสัตว์ไม่บาป เพราะสัตว์เกิดมาเป็นอาหารของมนุษย์ แต่เมื่อเขาตายปุ๊บลงไป เขาได้รับผลของกรรมเกิดจากการฆ่าสัตว์ เขาจะได้ความรู้สึกขึ้นมาทันทีว่า อ้อ ! พระสมณโคดมสอนถูกต้อง ศาสดาเราสอนผิด อันนี้เป็นเรื่องกฎของกรรม

วันนี้ขอบรรยายธรรมะพอเป็นเครื่องประดับสติปัญญาของท่านผู้ฟังพอสมควรแก่กาลเวลา ในท้ายที่สุดนี้ ขอบารมีสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจงดลบันดาลให้ท่านทั้งหลายมีจิตใจสงบตั้งมั่นยึดมั่นในคุณพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เป็นจุดยืนตลอดไป แล้วก็ยึดมั่นในข้อวัตรปฏิบัติที่พระองค์สอนให้เราบำเพ็ญศีล สมาธิ ปัญญา เป็นอุบายสร้างความรัก ความเมตตาในสังคมของมนุษย์ เมื่อเรามีความรัก ความเมตตาปราณีต่อกัน เราจะได้ผนึกกำลังกันช่วยกันสร้างสรรค์ประเทศชาติศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองตลอดไป


:09: :09: :09:
............................



ขอขอบพระคุณข้อมูลบทธรรมเทศนานี้ อ้างอิงจาก
http://www.dharma-ga.../lp-poot_23.htm
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#10 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11841
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 04/03/2012 - 12:59

:09:


"บัลลังก์ใจของชาวพุทธ ซึ่งเคยเป็นที่ประทับ
ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์เดียว
กำลังคลอนแคลน
เพราะชาวพุทธปันใจให้กับภูตผีปีศาจและผู้วิเศษอื่น ๆ
ทำให้จิตใจของชาวพุทธไม่มั่นคงต่อพระพุทธเจ้า
ซึ่งเคยเป็นที่พึ่งมาก่อน
ดังนั้นชาวพุทธควรจะได้กลับใจ
มายึดพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้มั่นคงตามเดิมเสีย
ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป"



:09:

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#11 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11841
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 04/03/2012 - 15:51

:09: :09: :09:


จบส่วนบทธรรมเทศนาของหลวงพ่อพุธ ฐานิโย ในหนังสือฐานิยปูชา 2540 แต่เพียงเท่านี้
และท่านที่สนใจอ่านบทคำสอนของหลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม ที่มีในหนังสือนี้
สามารถเข้าอ่านได้ที่กระทู้ "พระปฏิบัติสัทธรรม" ตามลิงก์นี้ค่ะ

http://larndham.org/...20&#entry785569



:09:


น้อมถวายกุศลธรรมทานนี้ บูชาคุณครูบาอาจารย์ทุกองค์ทุกท่าน



:73:



ขออานิสงส์ธรรมทานนี้
ได้เป็นเครื่องนำสู่การศึกษาปฏิบัติเพื่อความรู้แจ้งเห็นจริง
แด่ทุกท่านโดยทั่วกันค่ะ



:09: :09: :09:

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
1



คำตอบต่อไป: ไม่มี
หน้า 1 จาก 1
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • ท่านไม่สามารถตอบกลับกระทู้นี้ได้

1 ผู้ใช้กำลังอ่านกระทู้นี้
0 สมาชิก, 1 ผู้เยี่ยมชม, 0 ผู้ใช้ที่ไม่ระบุชื่อ