ลานธรรมเสวนา: ยา "ธรรม" ใจ - ลานธรรมเสวนา

เข้าไปดูเนื้อหา

  • (56 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • 3
  • สุดท้าย »
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • ท่านไม่สามารถตอบกลับกระทู้นี้ได้

ยา "ธรรม" ใจ สรรพคุณ : ใช้รักษาใจ บำรุง และเสริมสร้างอินทรีย์

#0 ผู้ใช้ออนไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11842
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 15/02/2012 - 22:21

:103: :09: :103:



ธรรมโอสถกระทู้นี้เป็นการรวมเกร็ดธรรมคำสอนที่สั้น ๆ แต่โดนใจ
ซึ่งเป็นคำสอนของครูบาอาจารย์หลายองค์หลายท่าน
เพื่อไว้น้อมพิจารณาใช้ประโยชน์...มาฝากกันนะคะ :33:

เนื่องจากช่วงที่ผ่านมานี้มีเหตุปัจจัยเหมาะสมอันเป็นการดีมาพ้องพาน
เพราะจากการที่เภตราได้พิมพ์กระทู้หนังสือ "โยนิโสมนสิการธรรม" ไว้ในห้องสมุดลานธรรมฯ
ทำให้ได้มีโอกาสอ่านระลึกในข้อธรรมคำสอนสั้นๆ ของครูบาอาจารย์
แล้วน้อมนำคือได้โยนิโสมนสิการธรรมนำมาใช้พิจารณาโดยแยบคาย
และได้เห็นผลดีในข้อธรรมสั้นๆ นี้ที่ใช้ได้อย่างหลากหลาย
ทั้งในด้านการภาวนาและการใช้ชีวิตประจำวัน
ที่เป็นได้ทั้งข้อปรับใจ ข้อสะกิดใจ ข้อเตือนใจ ข้อให้กำลังใจ และ ฯลฯ
เปรียบประดุจ "ยา" หลายขนานที่ได้มีไว้เลือกปรับใช้กันเลยค่ะ

จึงได้เกิดความคิดที่จะรวบรวมข้อธรรมคำสอนสั้นๆ แต่ "โดน" เหล่านี้
ของครูบาอาจารย์ทุกท่านที่ได้เคยอ่าน...มาทำเป็นกระทู้
ไว้ให้เพื่อนพ้องน้องพี่ ได้ไว้อ่านไว้พิจารณาใช้กันด้วย

เมื่อดำริตั้งใจแล้วก็ได้ประสบเหตุปัจจัยพ้องพานตามมาเลย
คือเภตราได้ไปเปรยถามหาหนังสือครูบาอาจารย์ หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ ไว้ในกระทู้หนึ่ง
พอดีให้เพื่อนธรรมท่านหนึ่งได้มาเห็นเข้า (พอดีคือ....ไม่มี บังเอิญ นะคะ :115: )
ท่านก็กรุณาได้สอบถามมาหากต้องการหนังสือจะได้พยายามจัดหาให้ (ซึ่งเป็นหนังสือที่ออกจะหายากแล้ว)
และเมื่อได้คุยกันแล้วเห็นว่าเภตรามีความสนใจและชอบอ่านเรื่องราวของครูบาอาจารย์มาก
ท่านจึงได้เอื้อเฟื้อหนังสืออันมีคุณค่ามาให้ด้วยกรุณาอย่างมากมายเลย

เป็นเหล่าหนังสือเกร็ดประวัติและเรื่องเล่า..
รวมทั้งเกร็ดข้อธรรมคำสอนของครูบาอาจารย์อีกหลายองค์หลายท่านเลยค่ะ

ก็ต้องกราบขอบพระคุณเพื่อนธรรม นกฮูกเฮดวิก..keekai ไว้ ณ ที่นี้ด้วยค่ะ
สำหรับหนังสือมากมายหลายเล่มที่ได้รับมา
ซึ่งทำให้เภตราได้มีโอกาสนำมาใช้ให้เป็นกุศลสาธารณประโยชน์
เผื่อแผ่ถึงเพื่อนพ้องน้องพี่และผู้อ่านทั้งหลาย
ที่จะได้ใช้ประโยชน์นี้ด้วยกันไปในทุกทางที่น้อมนำไปได้กันค่ะ

:103:

และด้วยเหตุที่พิจารณาข้อธรรมสอนใจสั้น ๆ ทั้งหลายนี้แล้ว
เห็นว่าเป็นเครื่องสอนใจในการดำเนินชีวิตทั่วไปของเราๆ นี่เอง
ที่จะรู้จักพลิกจิตน้อมใจดำเนินไปในทาง "มรรค ๘" กัน

จึงนำมาเปิดเป็นกระทู้ที่กระดาน "ชีวิตกับธรรมะ" นี้
เพื่อไว้ให้ผู้อ่านและเพื่อนพ้องน้องพี่ชาวลานธรรม
ได้เก็บอรรถประโยชน์ใช้สอยให้เหมาะตามกาลโอกาสกันค่ะ :33:




:103: :09: :103:


และขอน้อมกุศลธรรมทานนี้...ถวายแด่ครูบาอาจารย์ทุกองค์ทุกท่าน
ที่ได้อาศัยเมตตาในคำสอนของท่านมาน้อมพิจารณาใช้เพื่อประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นดังนี้

จึงขออานิสงส์และธรรมโอสถนี้ได้เป็นเครื่องบำบัดทุกข์ เป็นเครื่องยังความสุขความเจริญ ทั้งในทางโลกและทางธรรม
รวมถึงเป็นเครื่องยังประโยชน์อันถึงพร้อม ... แห่งท่านทั้งหลาย โดยทั่วกัน เทอญ. :09:


:103: :09: :103:

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
2


  • (56 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • 3
  • สุดท้าย »
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • ท่านไม่สามารถตอบกลับกระทู้นี้ได้

การตอบอื่นๆต่อกระทู้นี้



#1 ผู้ใช้ออนไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11842
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 15/02/2012 - 23:10

:103::09: :103:



ธรรมโอสถชุดแรกนี้เป็นเหตุแห่งที่มาของชื่อกระทู้
เนื่องจากได้อ่านหลายข้อเกร็ดธรรมสั้นๆ ของ ท่านพ่อเฟื่อง โชติโก
ในหนังสือ "โยนิโสมนสิการธรรม" แล้วรู้สึก "โดน" ใจมากๆ
เลยไปตามหาข้อธรรมของท่าน แล้วก็ได้พบกับหนังสือ "ยาใจ"
อ่านแล้วประทับใจ ก็เลยนำมาให้ "โดน" กันมั่งค่ะ


หมายเหตุ :

กระทู้หนังสือ "ยาใจ" นี้
คุณมุก ได้พิมพ์ไว้ในห้องสมุดลานธรรมนานมากแล้วค่ะ
หลายท่านอาจไม่ได้มีโอกาสเข้าไปอ่าน
เภตราจึงขอยกชุด copy มาให้ได้อ่านได้ใช้กันอีกครั้งที่นี่นะคะ

ท่านใดอ่านแล้วโดนใจ ไม่อยากรอเภตราค่อยๆ ต้วมเตี้ยม copy มา
สามารถเข้าไปอ่านได้ที่กระทู้ "ยาใจ" ในห้องสมุดได้ก่อนเลยค่ะ
ตามลิงก์นี้

http://larndham.org/...B9%83%E0%B8%88/

ขอขอบพระคุณคุณมุกไว้ ณ ที่นี้ด้วยค่ะ ที่อุตสาหะพิมพ์หนังสือนี้ไว้ให้ได้มีโอกาสอ่านและใช้ประโยชน์กันค่ะ :09:



:103:

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
1



#2 ผู้ใช้ออนไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11842
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 15/02/2012 - 23:53

:09:


ยาใจ


ธรรมเป็นโอสถ แก้ทุกข์ทางใจ

คติธรรมของ ท่านพ่อเฟื่อง โชติโก

วัดธรรมสถิต จ.ระยอง


:103:



ภาษาใจ เรื่องปาก


:103: ตามปกติท่านพ่อเป็นผู้ที่ประหยัดคำพูด คือ พูดตามเหตุ
ถ้ามีเหตุที่จะต้องพูด หรืออธิบายยาว ท่านก็พูดยาวหน่อย
ถ้าไม่มีเหตุอย่างนั้น ท่านก็พูดน้อยหรือไม่พูด เอาเสียเลย
ท่านบอกว่า ท่านถือคติตามท่านพ่อลีว่า

"ถ้าจะสอนธรรมะให้เขาฟัง แต่เขาไม่ตั้งใจฟัง หรือไม่พร้อมที่จะรับธรรมะที่พูดไปนั้น
ถึงจะดีวิเศษวิโสแค่ไหนก็ยังนับเป็นคำเพ้อเจ้ออยู่ เพราะไม่ได้ประโยชน์อะไร" ฯ




:103: "ก่อนที่จะพูดอะไร ให้ถามตัวเองว่าจะพูดนี้จำเป็นหรือเปล่า
ถ้าไม่จำเป็นก็อย่าพูด นี่เป็นขั้นแรกในการอบรมใจ
เพราะถ้าเราควบคุมปากตัวเองไม่ได้ เราจะควบคุมใจได้อย่างไร"ฯ




:103: เมตตาธรรมของท่านพ่อเป็นสิ่งที่ประจักษ์ใจแก่ลูกศิษย์ทุกคน
ถ้าใครมีความทุกข์ ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นคนชาติชั้นวรรณะใดก็ตาม
ท่านก็ยินดีที่จะปรับทุกข์ให้ แล้วปลุกใจที่จะต่อสู้กับเหตุการณ์ต่อไป
แต่เมตตาของท่านพ่อนั้น มีทั้งเมตตาเย็นและเมตตาร้อน
คือ บางครั้งต้องมีดุบ้างเป็นธรรมดาเพื่อให้ลูกศิษย์ที่ทำผิดได้แก้ตัวเองเป็นคนดีขึ้น
การดุด่าของท่านนั้น ท่านไม่เคยใช้เสียงดัง น้ำเสียงเผ็ดร้อน หรือคำหยาบคายแต่ประการใด
ท่านก็พูดเรียบๆ ธรรมดา แต่ความหมายของท่านเจ็บแสบเข้าไปถึงหัวใจไม่รู้ลืม

ครั้งหนึ่งมีลูกศิษย์คนหนึ่งปรารภกับท่าน
"ท่านพ่อ ทำไมคำพูดของท่านพ่อบางครั้งเจ็บถึงหัวใจเลย"
ท่านก็ตอบว่า

"ดีแล้วจะได้จำ ถ้าไม่ว่าถึงใจผู้ฟังมันก็ไม่ถึงผู้ว่าเหมือนกัน"ฯ



:103: การที่ท่านพ่อจะติลูกศิษย์นั้น ท่านก็ดูความตั้งใจของลูกศิษย์เป็นเกณฑ์
ถ้าศิษย์คนไหนตั้งใจปฏิบัติ ท่านจึงจะติ ยิ่งตั้งใจ ท่านก็ยิ่งติใหญ่
เพราะท่านคงถือว่า คนประเภทนี้จะได้ใช้ คำติของท่านให้เกิดประโยชน์

ครั้งหนึ่งมีลูกศิษย์ฆราวาสคนหนึ่งไม่เข้าใจหลักนี้
ไปช่วยพยาบาลท่านพ่อ ในระหว่างที่ท่านป่วยอยู่ที่กรุงเทพฯ
ถึงแม้ว่าเขาจะพยายามปฏิบัติท่านให้ดีที่สุด ก็ไม่วายที่จะถูกติอยู่เรื่อย
จนกระทั่งเขาคิดที่จะหนีท่านเลย
พอดีมีฆราวาสอีกคนหนึ่ง เข้ามาเยี่ยมไข้ ท่านพ่อจึงพูดกับคนที่มาเยี่ยม

"การติของครูบาอาจารย์นั้นมีอยู่สองอย่าง คือติเพื่อให้ไปกับติเพื่อให้อยู่"

พอคนแรกได้ยินอย่างนี้ก็เข้าใจทันที แล้วยินดีที่จะอยู่ปฏิบัติท่านต่อไปฯ



:103: นิทานเรื่องหนึ่งที่ท่านพ่อชอบเล่าให้ฟังเป็นคติเตือนใจคือเรื่อง "หงส์หามเต่า"

ครั้งหนึ่งมีหงส์สองตัวชอบแวะกินน้ำที่สระแห่งหนึ่งเป็นประจำ
ในระหว่างนั้นได้รู้จักกับเต่าตัวหนึ่งที่อยู่ในสระ คุยกันไปคุยกันมาเกิดความคุ้นเคยกันเข้า
แล้วต่างฝ่าย ก็ต่างเล่าถึงเรื่องต่างๆ ที่ได้ผ่านมาในชีวิต
พอเต่าฟังพวกหงส์เล่าถึงสิ่งต่างๆ ที่เคยเห็นในระหว่างบินอยู่บนท้องฟ้า
ก็รู้สึกเสียดายที่ตนเองบินไม่ได้ ไม่มีโอกาสวาสนาที่จะเห็นโลก อย่างเขาบ้าง
แต่หงส์ก็ปลอบใจเต่าว่า "ไม่เป็นไร เดี๋ยวพวกเราจะหาวิธีพาเธอขึ้นบนท้องฟ้าให้ได้ ง่ายนิดเดียว"
เขาก็เลยหาไม้ท่อนหนึ่งมา หงส์สองตัวใช้ปากคาบปลายไม้ไว้คนละข้าง แล้วให้เต่าใช้ปากเกาะไว้ตรงกลาง
หงส์สองตัวจึงบินขึ้นฟ้าพาเต่าไปเที่ยวด้วย ฝ่ายเต่าได้เห็นอะไรหลายๆ อย่างที่ไม่เคยในชีวิตก็รู้สึกตื่นเต้น ดีใจมาก

พอดีมีเด็กกลุ่มหนึ่งเห็นหงส์พาเต่าเที่ยวบนฟ้าจึงร้องตะโกน
"ดูซิ หงส์หามเต่า หงส์หามเต่า หงส์หามเต่า"
ฝ่ายเต่าก็เกิดเขินขึ้นมา จึงกะว่าจะตะโกนกลับไปว่า "ไม่ใช่ เต่าหามหงส์" เพื่อแก้เขิน
แต่พอจะอ้าปากพูด ก็ตกกระดองแตกตาย

ท่านพ่อก็สรุปความว่า "เดินดินระวังเท้า เข้าที่สูงระวังปาก"ฯ



:103: เย็นวันหนึ่งมีลูกศิษย์สาวๆ ๓-๔ คน ที่เป็นเพื่อนกันได้มาเจอกันพอดี ที่ตึกเกษมฯ
ฉะนั้นแทนที่จะนั่งภาวนากับท่านพ่อ เขาก็หามุมไปตั้งวงคุยกันเรื่องนั้นเรื่องนี้ตามประสาสาวๆที่ทำงานในกรุงเทพฯ
คุยกันจนเพลินไปจนไม่สังเกตว่า ท่านพ่อเดินผ่าน
ท่านจึงจุดไม้ขีดไฟ ก้านหนึ่งโยนลงไปในกลางวง ทำให้วงแตกทันที
คนหนึ่งก็ร้อง "ว้าย ทำไมท่านพ่อทำอย่างนั้น หนูเกือบโดน"
ท่านพ่อก็ยิ้มน้อยๆ แล้วบอกว่า

"เผามันซะบ้าง ไอ้ฝอยที่มันกองอยู่ตรงนั้น เผามันซะบ้าง"ฯ



:103: หูเราก็มี ๒ หู ปากก็มีปากเดียว แสดงว่าเราต้องฟังให้มาก ต้องพูดให้น้อย"ฯ



:103: ศิษย์ที่เป็นคนช่างพูดเคยถูกท่านพ่อเตือนว่า

"อย่าให้ลมออกมากนะ ลมออกมากได้อะไรขึ้นมา มีแต่เรื่อง ให้กำหนดลมเข้าจะดีกว่า"ฯ



:103: "เรามีอะไรเกิดขึ้นระหว่างภาวนา เราไม่ต้องไปเล่าให้ใครฟัง นอกจากอาจารย์ของเรา
เรามีอะไรจะไปอวดเขาทำไม เป็นกิเลสไม่ใช่หรือ"ฯ




:103: "คนชอบขายความดีของตนเอง ที่จริงขายความโง่ของตัวเองมากกว่า"ฯ



:103: "ของดีจริงไม่ต้องโฆษณา"ฯ



:103: "ให้มีคมในฝัก ให้ถึงเวลาที่จะต้องใช้จริงๆ จึงค่อยชักออกมา จะได้ไม่เสียคม"ฯ



:103: ท่านพ่อได้ยินศิษย์สองคนนั่งคุยกัน คนหนึ่งถามปัญหา อีกคนหนึ่งตอบ
โดยเริ่มต้นว่า "เข้าใจว่า คงจะ..." แต่ท่านพ่อก็ตัดบททันที

"ถ้าไม่รู้ก็ตอบว่าไม่รู้ ก็หมดเรื่อง เขาขอความรู้ เราก็ให้ความเดา มันจะถูกที่ไหน"ฯ



:103: ลูกศิษย์อีกคนหนึ่งรู้ตัวว่า เป็นผู้ที่พูดจาไม่ค่อยเรียบร้อย
จึงถามท่านพ่อว่า ข้อนี้จะเป็นอุปสรรคในการปฏิบัติใจไหม

ท่านตอบว่า "อย่าไปข้องใจกับกิริยาภายนอก ให้ภายในใจของเราดีเป็นสำคัญ"ฯ


:103:

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
2



#3 ผู้ใช้ออนไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11842
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 16/02/2012 - 00:05

:103:




ภาษาใจ เรื่องท้อง



:103: "ลิ้นคนมันยาวนะ อยู่เฉยๆ มันก็แลบไปถึงโน่น ทะเล อยากกินของทะเล
เดี๋ยวก็แลบไปถึงเมืองนอก อยากกินของจากเมืองนอก ต้องฝึกให้มันหดเข้าซิ"ฯ




:103: "เวลากินข้าวให้ใจอยู่กับลม แล้วพิจาณาดูว่า เรากินเพื่ออะไร
ถ้าเรามัวแต่กินพื่อเอร็ดอร่อย อาหารที่กินเข้าไปนั้นให้โทษกับเราได้"ฯ




:103: เมื่อท่านพ่อกลับจากอเมริกาใหม่ๆ มีศิษย์คนหนึ่งถามท่านว่า ได้มีโอกาสฉันพิซซาที่นั้นบ้างหรือเปล่า
ท่านก็รับว่าได้ฉันและหอมอร่อยด้วย ที่ท่านตอบอย่างนี้ ทำให้ลูกศิษย์ที่ไปอเมริกาด้วยแปลกใจ
จึงพูดกับท่านว่า "เห็นท่านพ่อฉันแค่สองคำ นึกว่าท่านคงไม่ชอบ"

ท่านพ่อก็ตอบว่า "กินคำสองคำก็อิ่มแล้ว จะให้กินเพื่ออะไรอีก"ฯ



:103: บางครั้งมีโยมที่ตั้งใจดีแต่ขาดการพิจารณาเข้ามาหาท่านพ่อ แล้วถามในสิ่งที่ไม่ควรถาม
ท่านพ่อจะหาคำตอบที่จะให้เขาสำนึกตัวบ้าง เช่น ครั้งหนึ่งมีโยมคนหนึ่ง นึกอยากจะทำอาหารถวายท่านพ่อ
จึงถามท่านว่า "ท่านพ่อคะ ท่านพ่อชอบฉันอะไร"

ท่านก็ตอบว่า "ชอบฉันของที่มีอยู่"ฯ



:103: คืนวันหนึ่ง มีลูกศิษย์กลุ่มหนึ่งนั่งรถจากกรุงเทพฯ ไปวัดธรรมสถิต
พอดีมีคนอื่นฝากส้มหนึ่งเข่งไปถวายวัดด้วย
ในระหว่างทางมีศิษย์หัวใสคนหนึ่งนึกอยากกินส้ม จึงชวนเพื่อนให้กินด้วย โดยอ้างว่า
"เราเป็นลูกท่านพ่อ ท่านคงอยากให้เรากิน ถ้าคนไหนไม่กินก็ไม่ใช่ลูกท่านพ่อ"
บางคนในรถกำลังถือศีลแปดจึงรอดไป นอกจากนั้นทุกคนช่วยกันกินมากบ้างน้อยบ้าง
ทั้งๆ ที่บางคนกินแล้วรู้สึกไม่สบายใจ พอถึงวัดก็เล่าให้ท่านพ่อฟัง
ท่านก็เลยว่าอย่างเสียหายว่า คนไหนกินของวัดไม่ได้ถวายพระก่อนก็จะต้องเกิดเป็นเปรต
ศิษย์คนหนึ่งเกิดตกใจมาก จึงรีบแก้ตัวว่า "ก็หนูกินแค่กลีบเดียวท่านพ่อ"

ท่านก็ตอบว่า "ไหนๆ จะตกเป็นเปรต น่าจะกินมากๆ จะได้อิ่ม"ฯ



:103: ในระหว่างพรรษา พ.ศ. ๒๕๒๐ มีสามีภรรยาคู่หนึ่งมาฝึกภาวนากับท่านพ่อที่วัดเป็นประจำแทบทุกวัน
มีแปลกอยู่อย่างหนึ่ง คือเวลามีอาการอะไรเกิดขึ้นก็มักจะคล้ายๆ กันพร้อมๆ กันทั้งคู่
ครั้งหนึ่งทั้งสองคนเกิดอาการกินข้าวไม่ลง เพราะเห็นแต่ความปฏิกูลในอาหาร
เป็นมา ๓-๔ วัน จึงสงสัยตัวเองว่า ได้ปฏิบัติธรรมถึงขั้นไหนแล้ว
พอดีมีโอกาสมาหาท่านพ่อที่วัดแล้วเล่าความสงสัยให้ท่านฟัง
ท่านก็เลยให้นั่งภาวนาแล้วบอกว่า

"ให้พิจารณาอาหารดูซิว่าเป็นอะไร ก็เป็นแค่ธาตุใช่ไหม
แล้วตัวเราเองคืออะไร ก็เป็นธาตุเหมือนกัน ธาตุก็ต้องอาศัยธาตุบำรุง จึงจะอยู่ได้
แล้วจะมาถืออะไรนักหนา ว่าเขาสกปรกปฏิกูลเหมือนกัน
ที่พระพุทธเจ้าสอนให้เห็นความปฏิกูลในอาหาร
ก็เพื่อกำจัดความลุ่มหลงไม่ใช่สอนเพื่อให้กินข้าวไม่ได้"


ปัญหาที่ว่ากินข้าวไม่ลงนั้น เลยหายไปฯ


:103:

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
1



#4 ผู้ใช้ออฟไลน์   ศิริรัชฎา ไอคอน

  • ตอบ 500+
  • PipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 545
  • สมัคร: 18/07/2007

ตอบ: 16/02/2012 - 08:34

สาธุค่ะ อ่านแล้วอิ่มจริงๆ อิ่มใจค่ะ
1



#5 ผู้ใช้ออฟไลน์   just_name ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1208
  • สมัคร: 12/05/2009

ตอบ: 16/02/2012 - 09:54

:09: :09: :09:

สาธุๆ เป็นประโยชน์มากค่ะ ขอบคุณค่ะ
ศึกษาความจริงกับความหลง
http://www.youtube.com/watch?v=yudxsA4dUyk

อย่าวุ่นวายใจกันนักเลย โลกมันไร้สาระ
1



#6 ผู้ใช้ออนไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11842
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 16/02/2012 - 11:04

:103:



บุญ



:103: ลูกศิษย์ท่านพ่อคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่า ครั้งแรกที่ไปพบท่าน

ท่านก็ถามว่า "เคยทำบุญที่ไหนบ้าง"

เขาก็ตอบว่า เคยไปช่วยสร้างพระพุทธรูปที่วัดนั้น ช่วยสร้างเมรุที่วัดนี้ ฯลฯ

ท่านก็เลยถามอีกว่า "ทำไมไม่ทำที่ใจล่ะ"ฯ



:103: "สร้างพระไว้ในใจของเรา ได้บุญยิ่งกว่าสร้างพระข้างนอก"ฯ



:103: ครั้งหนึ่งท่านพ่อใช้ลูกศิษย์คนหนึ่งถางหญ้าที่หน้าวัด
คนนั้นก็ทำไปโดยไม่เต็มใจ คิดแต่ในใจว่า "กรรมอะไรน้อ ที่ต้องทำงานอย่างนี้"
พอเขาทำเสร็จ ท่านพ่อก็บอกว่า

"โยมได้บุญหรอก แต่ได้ไม่ต็มที่"

"โฮ ท่านพ่อ ทำถึงขนาดนี้ยังไม่ได้หรือ"

"โยมจะให้ได้เต็มที่ บุญก็ต้องถึงใจ"ฯ



:103: เรื่องหญ้ายังมีอีก วันหนึ่งท่านพ่อชี้หญ้าที่ขึ้นรกบริเวณกุฏิให้โยมคนหนึ่งดู

แล้วถามเขาว่า "หญ้าปากคอกโยมไม่เอาหรือ"

"เป็นยังไงท่านพ่อ หญ้าปากคอก"

"ก็บุญที่อยู่ใกล้ตัว ที่คนอื่นเขามองข้ามไป นั่นเรียกว่าหญ้าปากคอก"ฯ



:103: อีกครั้งหนึ่งท่านพ่อพาลูกศิษย์จากกรุงเทพฯ ขึ้นไปทำความสะอาดบริเวณพระเจดีย์
พอดีเจอเศษขยะที่ใครไม่ทราบทิ้งไว้บนนั้น ลูกศิษย์คนหนึ่งจึงบ่นขึ้นว่า
"แหม ไม่น่าจะมีใครขาดความเคารพถึงขนาดนี้"
แต่ท่านพ่อบอกว่า

"อย่าไปว่าเขานะ ถ้าเขาไม่ทิ้งของไว้ พวกเราจะไม่มีโอกาสเอาบุญ"ฯ



:103: วันหนึ่งโยมนำอาหารถวายท่านพ่อที่วัดมกุฏฯ
แต่พอดีวันนั้นท่านได้รับนิมนต์ไปฉันข้างนอก เขาก็รอจนหมดเวลา
เห็นท่านไม่มา จึงเอาอาหารนั้นไปกินเสียเอง
พอท่านพ่อกลับมาถึงวัด เขาก็บ่นเสียดายว่า
"แหม ลูกตั้งใจเอาอาหารมาถวายท่านพ่อ แต่ท่านพ่อไม่อยู่"

"แล้วเอาอาหารนั้นไปทำอะไร"

"ก็รอจนหมดเวลา เลยกินเอง"

"แล้วจะเอาอะไรอีก บุญก็ได้ ไส้ก็อิ่ม"ฯ



:103: ในระหว่างพ.ศ. ๒๕๒๒ มีคนกลุ่มหนึ่งมาหาท่านพ่อที่วัดมกุฏฯ บ่อยๆ
พอเห็นคนอื่นทำบุญกับท่านพ่อหรือเล่าเหตุการณ์ที่ปรากฏในสมาธิ
เขาจะต้องยกมือไหว้แล้วว่า "สาธุ อนุโมทนา" เป็นเสียงดังๆ พร้อมๆ กันทุกครั้งไป

ท่านพ่อจึงตั้งฉายากลุ่มนี้ว่า "พวกหุ้นลม"ฯ



:103: "ทำดีให้มันถูกตัวดี อย่าให้มันดีแต่กิริยา"ฯ



:103: วันหนึ่งหลังจากชื่อท่านพ่อปรากฏในวารสารฉบับหนึ่ง
มีผู้ชายสามคนลางานแล้วขับรถจากกรุงเทพฯมาระยอง เพื่อกราบนมัสการท่านพ่อที่วัด
พอกราบเสร็จเขาก็สนทนาสักพักหนึ่ง แล้วถามท่านว่า
"พระที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ที่เราพอจะกราบขอบารมีท่าน คงยังมีอยู่ในประเทศไทยเราใช่ไหมครับหลวงพ่อ"

"มีหรอก" ท่านพ่อตอบ

"แต่ถ้าเราเที่ยวไปขอบารมีจากท่านบ่อยๆ โดยไม่ได้สร้างของเราเอง

ท่านเห็นว่าเราเป็นขี้ขอ ท่านคงจะขี้เกียจให้"ฯ




:103: ครั้งหนึ่งมีโยมที่ปากน้ำ สมุทรปราการ บอกผ่านลูกศิษย์ของท่านพ่อว่า
อยากถวายปัจจัยหลายหมื่นบาท เพื่อช่วยสร้างพระใหญ่ที่วัดธรรมสถิต แต่จะขอให้ท่านพ่อไปรับที่บ้านเขา
พอลูกศิษย์ถวายท่านพ่อ ท่านก็ปฏิเสธทันที โดยพูดกับลูกศิษย์ว่า

"คนเราต้องไปหาบุญ ไม่ใช่ว่าจะให้บุญมาหาเรา"ฯ



:103: อีกครั้งหนึ่ง มีโยมโทรศัพท์ผ่านสำนักงานวัดมกุฏฯว่า เขาจะทำบุญที่บ้าน
แล้วอยากจะนิมนต์ท่านพ่อไปฉันในงานนั้นด้วย เพราะได้ข่าวว่าท่านเป็นพระสุปฏิปันโน
พอพระจากสำนักงานเล่าถวายท่านพ่อ ท่านก็ปฏิเสธที่จะไป แล้วต่อท้ายว่า

"ข้าวของเขาจะวิเศษถึงขนาดนั้นหรือ ต้องเป็นพระอริยะเจ้าจึงจะให้กิน"ฯ
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
1



#7 ผู้ใช้ออนไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11842
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 16/02/2012 - 11:27

:103:


:103: มีคนมาปรารภกับท่านพ่อว่า อยากจะทำบุญวันเกิด ท่านก็บอกว่า

"ทำไมต้องทำวันเกิด ทำวันอื่นไม่เป็นบุญหรือ

คิดอยากจะทำบุญเมื่อไร ก็ให้รีบทำวันนั้น อย่าไปรอวันเกิด

กว่าจะถึงวันเกิด เราอาจจะถึงวันตายก่อนก็ได้"ฯ




:103: อีกคนหนึ่งบอกกับท่านพ่อว่า จะทำบุญฉลองวันเกิด ท่านก็ตอบว่า

"ฉลองมันทำไม วันเกิดก็คือวันตายนั่นแหละ"ฯ



:103: "มัวแต่นึกถึงวันเกิด ให้นึกถึงวันตายเสียบ้าง"ฯ



:103: "คนเราทุกคนก็อยู่ในบัญชีตาย พอเกิดมาเราก็เข้าคิวรอเขาประหารชีวิต จะถึงตัวเราเมื่อไรก็ไม่มีใครรู้

ฉะนั้น เราจะประมาทไม่ได้ ต้องรีบสร้างความดีของเราให้ถึงพร้อม"ฯ




:103: มีลูกศิษย์ต่างชาติมาขอปฏิบัติธรรมกับท่านพ่อใหม่ๆ
ถามถึงเรื่องชาติก่อน-ชาติหน้า ว่ามีจริงหรือไม่ ท่านตอบว่า

"คนเราจะปฏิบัติธรรม พระพุทธเจ้าสอนให้เชื่ออย่างเดียว คือเชื่อเรื่องกรรม

นอกจากนั้นจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ไม่สำคัญ"ฯ




:103: ท่านพ่อเคยปรารภคนที่ไม่สนใจนั่งภาวนา แต่ยินดีช่วยงานก่อสร้างในวัดว่า

"บุญเบาๆ เขาไม่ชอบ ต้องหาบุญหนักๆให้เขาทำ จึงจะถึงใจเขา"ฯ



:103: เมื่อครั้งสร้างเจดีย์เสร็จใหม่ๆ มีลูกศิษย์กลุ่มหนึ่งนั่งคุยกัน
ชื่นชมยินดีในผลานิสงส์ผลบุญ ที่เขาจะต้องได้รับจากการสร้างบุญในคราวนี้
เผอิญท่านพ่อเดินผ่านได้ยินเข้า จึงพูดเปรยๆว่า

"อย่าไปติดอยู่ในวัตถุ ทำบุญแล้วอย่าไปติดอยู่ในบุญ

มัวแต่เอาใจไปคิดว่า เจดีย์นี้ฉันสร้างมากับมือ

ดีไม่ดีเป็นลมตายไปตอนนี้ แทนที่จะได้เกิดเป็นชาวฟ้าชาวสวรรค์กับเขา

จะต้องไปเกิดเป็นเปรตงูเหลือม เฝ้าเจดีย์ก่อนสัก ๗ วัน

เพราะใจมัวแต่ไปข้องยึดอยู่ในวัตถุว่า ของฉัน ของกู อยู่นั่นแหละ พอจะตายก็เจดีย์ของกูๆ"ฯ




:103: "คนเรา ถ้าทำดีแล้วติดดี ก็ไปไม่รอด เมื่อใจยังมีติด ภพชาติยังมีอยู่"ฯ



:103: บางครั้งเวลาลูกศิษย์นั่งภาวนาหรือทำบุญใดๆ ท่านพ่อจะสอนให้อธิษฐานใจไว้ก่อน
แต่คำที่จะสอนให้อธิษฐานนั้น จะขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล
บางครั้งท่านจะสอนให้อธิษฐานตามแบบฉบับของพระเจ้าอโศกว่า

"เกิดชาติหน้า ขอให้มีความสามารถในตัวของตัวเอง นั่นก็พอ"ฯ



:103: บางครั้งท่านจะสอนว่า

"อย่าไปอธิษฐานอะไรให้มากมาย เกิดชาติหน้าฉันใด ขอให้ได้เกิดตามพระพุทธศาสนาก็แล้วกัน"ฯ


:103: แต่ไม่ใช่ว่าท่านพ่อจะสอนลูกศิษย์ทุกคนให้อธิษฐานใจเวลาทำบุญ
ศิษย์คนหนึ่งเคยกราบเรียนท่านว่า เวลาทำบุญจิตรู้สึกเฉยๆ ไม่นึกอยากจะขออะไรทั้งสิ้น
ท่านก็บอกว่า

"ถ้าจิตมันเต็มแล้ว ไม่ต้องขอก็ได้ เหมือนเราทานข้าวมันก็ต้องอิ่ม

ถึงจะขอหรือไม่ขอให้มันอิ่ม อย่างไรมันก็ต้องอิ่ม"ฯ



:103:

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
1



#8 ผู้ใช้ออฟไลน์   กอบ ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: ผู้ดูแลระบบ
  • ตอบ: 12316
  • สมัคร: 23/01/2004

ตอบ: 16/02/2012 - 13:30

:09: :09: :09:
ไวรัสเรียกค่าไถ่ จะทำการเข้ารหัสไฟล์ในคอมพิวเตอร์ของเราทั้งหมดโดยเฉพาะไฟล์เอกสาร ทำให้เปิดใช้ไฟล์ไม่ได้ทั้ง Harddisk

ตอนนี้ทาง kaspersky ออกตัวถอดรหัสมาให้ครับ
ใครที่เจอไวรัสพวกนี้ ลองเข้าไปโหลดตัวแก้ไข ที่นี่นะครับ
http://support.kaspersky.com/viruses/utility#
1



#9 ผู้ใช้ออนไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11842
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 16/02/2012 - 19:26

:103:



คนเข้าวัด


:103: ลูกศิษย์ท่านพ่อคนหนึ่งทำการค้าขายเป็นอาชีพ เคยมีลูกค้ามาตำหนิว่า
"นี้เป็นคนเข้าวัด ไม่น่าโลภมากคิดราคาแพงอย่างนี้
คนเข้าวัดน่าจะคิดถูกๆ เอาแต่พออยู่พอกิน"
ตัวเขาเองก็รู้อยู่ว่า ราคาที่เขาตั้งนั้นเป็นราคายุติธรรม ไม่ได้คดโกงหลอกลวงใคร
แต่ถึงอย่างนั้นยังตอบลูกค้าเหล่านี้ไม่ถูก จึงไปปรึกษาท่านพ่อ
ท่านก็บอกว่า ให้ตอบเขาอย่างนี้สิ

"ก็ฉันไม่ได้เข้าวัดเพื่อให้โง่"ฯ



:103: โยมคนหนึ่งมาวัดธรรมสถิตเป็นครั้งแรก
กำหนดจะอยู่ถือศีล-ภาวนา เป็นเวลา ๒ อาทิตย์ ท่านพ่อก็เตือนว่า

"ฆราวาสออกจากบ้าน ก็เหมือนสมภารออกจากวัด

จะไปหาความสะดวกสบายไม่ได้นะ"ฯ




:103: โยมคนหนึ่งมาพักภาวนาที่วัด กะว่าจะอยู่สักอาทิตย์หนึ่ง
แต่พอถึงวันที่สอง ก็ไปหาท่านพ่อเพื่อลากลับกรุงเทพฯ เพราะเป็นห่วงทางบ้าน
ท่านพ่อจึงสอนให้ตัดกังวลอย่างนี้

"ให้คิดเสียว่า เรามาอยู่ที่นี่เหมือนเราตายไปแล้ว

คนทางบ้านจะอยู่อย่างไร เขาก็ต้องอยู่ของเขาได้"ฯ




:103: เคยมีศิษย์หลายคนที่ขอใช้เวลาพักร้อนมาถือศีล ๘ ที่วัด แต่ไม่มีชุดขาวที่จะนุ่งห่ม
หรือถึงจะมีแต่เวลาถูกท่านพ่อใช้ให้ทำงานในวัด ก็กลัวชุดขาวจะเปรอะเปื้อน
ท่านพ่อจะสั่งให้ใส่ชุดธรรมดาแล้วทำงานไป โดยกำชับว่า

"ขาวข้างนอกไม่สำคัญ ให้ใจขาวข้างในดีกว่า"ฯ



:103: โยมคนหนึ่งมาหาท่านพ่อในช่วงก่อนเข้าพรรษาแล้วเล่าให้ท่านฟังว่า
ตัวเองอยากจะรักษาศีล ๘ ในพรรษาบ้าง แต่กลัวว่า อดข้าวเย็นแล้วจะหิว
ท่านก็ว่าใหญ่

"พระพุทธเจ้าอดข้าวจนเนื้อไม่มี เหลือแต่หนังหุ้มกระดูก เพื่อเอาธรรมะมาสอนพวกเรา

แต่เราจะอดข้าวแค่มื้อเดียวก็ทนกันไม่ไหวแล้ว

นี่เป็นเพราะอันนี้ที่เรายังต้องเวียนว่านตายเกิดอยู่นี่"


ทำำให้โยมคนนั้นตั้งใจจะรักษาศีล ๘ ในพรรษานั้นให้จนได้
ในที่สุดก็ได้ถือศีล ๘ ทุกวันพระในพรรษาจนสำเร็จ
เมื่อออกพรรษาแล้ว ก็รู้สึกภูมิใจตัวเองมาก แต่พอเข้าไปหาท่านพ่อที่วัดมกุฏฯ
ยังไม่ทันเล่าอะไรให้ท่านฟัง ท่านก็พูดขึ้นมาว่า

"ดีนะพรรษาของเรามีแค่ ๑๒ วัน เราก็สบายซิ ของคนอื่นก็ตั้ง ๓ เดือน"

ทำให้โยมคนนั้นรู้สึกละอายแก่ใจ จึงตั้งใจรักษาศีล ๘ ตลอดพรรษาทุกปี
ตั้งแต่วันนั้นมาจนทุกวันนี้ฯ



:103: ลูกศิษย์คนหนึ่งนั่งภาวนากับท่านพ่อ แล้วเผลอไปตบยุงที่มากัดที่แขน
ท่านก็เลยตั้งข้อสังเกตว่า

"แหม เราคิดแพงนะ มันมาขอเลือดเรานิดเดียว แต่เราเอาถึงชีวิต"ฯ



:103: ศิษย์อีกคนหนึ่งปรารภเรื่องศีลข้อที่ ๕ กับท่านพ่อว่า
"ที่พระพุทธเจ้าทรงห้ามกินเหล้านั้น ก็เพราะคนส่วนใหญ่กินแล้วขาดสติ
แต่ถ้ากินโดยมีสติ คงจะไม่เป็นไรใช่ไหมครับท่านพ่อ"
ท่านพ่อก็ตอบว่า

"ถ้าเรามีสติจริง เราจะไม่กินมันเลย"ฯ



:103: อุบายแก้ตัวสำหรับผู้ที่จะไม่รักษาศีลข้อที่ ๕ นี้รู้สึกว่ามีมากต่อมาก
อีกวันหนึ่งมีศิษย์คนหนึ่งนั่งสนทนากับท่านพ่อ
ในขณะที่ศิษย์คนอื่นกำลังนั่งภาวนาในห้องนั้นด้วย เขาก็พูดว่า
"การทีจะไม่กินเหล้านั้นผมทำไม่ได้ครับ เพราะผมอยู่ในสังคม
บางครั้งผมก็ต้องกินไปตามสังคมเขา"
ท่านพ่อก็ชี้คนที่นั่งหลับตาอยู่รอบๆ ตัวเขา แล้วถามว่า

"ก็สังคมนี้ไม่เห็นกินเหล้ากัน ทำไมไม่ทำตามสังคมนี้บ้าง"ฯ
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
1



#10 ผู้ใช้ออฟไลน์   หาทางดับทุกข์ ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1305
  • สมัคร: 24/10/2007

ตอบ: 16/02/2012 - 19:56

:09: :09: :09:
วิบากกรรมนำมาเกิด แต่ให้โอกาสได้พบพระพุทธศาสนา ได้พบครูบาอาจารย์ ที่เมตตาไม่มีประมาณ _/l\_

ขอโอกาสในชาตินี้ ปฏิบัติบูชาท่านทั้งหลาย ได้ผลเท่าไหร่ก็เท่าตามเหตุ เป้าหมายคือไม่ต้องมาเกิดใหม่

ชาตินี้ไม่ได้ ก็ทำต่อไปเรื่อยๆ.....

...เนตํ มม เนโสหมสฺมิ นเมโส อตฺตา...
1



#11 ผู้ใช้ออนไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11842
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 16/02/2012 - 21:08

:103: ศิษย์คนหนึ่งเห็นคนอื่นจะไปถือศีล ๘ ที่วัดอโศการาม ในงานประจำปีท่านพ่อใหญ่
จึงเล่าให้ท่านพ่อฟังว่า ตัวเองนึกอยากจะไปถือศีล ๘ กับเขาด้วย ท่านก็ตอบว่า

"ระวังอย่าให้ศีลแปดเปื้อนก็แล้วกัน"ฯ



:103: ศิษย์อีกคนหนึ่งเห็นเพื่อนถือศีล ๘ กันที่วัด ก็เลยอยากถือกับเขาบ้าง
แต่พอตะวันบ่ายเดินผ่านกุฏิพระ เห็นลูกฝรั่งสวยๆ แล้วก็เก็บใส่ปาก
ท่านพ่อเห็นก็ทักทันที

"ไหนว่าจะถือศีล ๘ มีอะไรอยู่ในปาก"

ลูกศิษย์ก็สะดุ้งเพราะสำนึกขึ้นมาได้ว่าศีลขาด ท่านพ่อก็เลยปลอบใจว่า

"คนเราจะถือศีล ๘ นั้น ไม่ค่อยจำเป็นนัก

แต่ขอให้ถือศีล ๑ ก็แล้วกัน รู้จักไหมศีล ๑"


"เป็นยังไงท่านพ่อ"

"ศีล ๑ ก็คือ การไม่ทำชั่วนั่นแหละ ยึดข้อนี้ไว้ให้มั่น"ฯ



:103: ครั้งหนึ่งมีผู้ชายอายุกลางคนมาเที่ยววัด แล้วเกิดแปลกใจที่ได้เห็นว่ามีพระฝรั่ง
เขาก็เล่าความแปลกใจให้ท่านพ่อฟังว่า "ทำไมฝรั่งจึงบวชได้" ท่านพ่อก็ตอบว่า

"ฝรั่งเขาไม่มีใจหรือ"ฯ



:103: เคยมีผู้ชายมาขอบวชอยู่กับท่าน ๗ วัน ท่านก็บอกว่า

"ไปบวชเผือกบวชมัน เอาไปกิน ๗ วันยังดีกว่า"ฯ



:103: มีหลายกรณีที่พ่อแม่บางคนเห็นว่า ลูกชายเป็นคนเลี้ยงยากหรือเลี้ยงไม่ไหว
ก็โยนปัญหาไปให้พระ คือฝากลูกชายให้อยู่วัด ให้พระดัดนิสัยบ้าง
ครั้งหนึ่งท่านพ่อปรารภเรื่องนี้ แล้วพูดว่า

"ตอนมันทุกข์ก็วิ่งมาหาพระ ไอ้ตอนมันสุขไม่เห็นนึกถึงพระกันเลย"ฯ



:103: สมัยหนึ่งมีชีปะขาวที่ใช้กำลังสมาธิรักษาโรคได้ลงประวัติของตัวเองในวารสาร
อ้างว่าแกเคยไปกราบท่านพ่อที่วัดมกุฏฯ แล้วท่านพ่อรับรองว่าแกได้ฌาน
ซึ่งฟังแล้วก็รู้สึกว่าผิดจากปกตินิสัยท่านพ่อ
แต่เมื่อชื่อของท่านปรากฏอยู่ในวารสารนั้นแล้วมีคนมาหาท่านที่วัดมากกว่าปกติ
โดยหลงไปเข้าใจว่าท่านเป็นหมอดู หรือหมอรักษาโรคเหมือนชีปะขาวคนนั้น
มีคนหนึ่งมาถามท่านว่า ท่านรักษาโรคไตได้ไหม ท่านก็ตอบว่า

"ฉันรักษาได้แต่โรคเดียว คือ โรคใจ"ฯ



:103: มีคนหนึ่งที่เคยศึกษาธรรมะมามากพอสมควรไปกราบท่านพ่อที่วัดมกุฏฯ
แล้วเล่าธรรมะที่เขาเคยศึกษามากมาย พอเขากลับท่านพ่อก็เอ่ย

"รู้มากก็ยากนาน คนรู้น้อยก็พลอยรำคาญ"ฯ



:103: โยมคนหนึ่งขออนุญาตจดธรรมะของท่านพ่อเพื่อกันลืม ท่านก็ปฏิเสธ โดยบอกว่า

"เราเป็นคนอย่างนั้นหรือ ไปไหนก็ต้องมีข้าวห่อติดตัว กลัวจะอดข้างหน้า"

แล้วท่านก็ให้เหตุผลต่อไปว่า

"ถ้าเรามัวแต่จดไว้ เราจะถือว่าถึงลืมก็ไม่เป็นไร เพราะยังอยู่ในสมุด

ผลสุดท้ายธรรมะจะอยู่ในสมุดหมด ไม่มีเหลืออยู่ในใจของเรา"ฯ




ในระหว่างการก่อสร้างเจดีย์ที่วัดธรรมสถิต มีช่วงหนึ่งที่ลูกศิษย์ไปช่วยงานก่อสร้างเกิดทะเลาะกัน
ลูกศิษย์คนหนึ่งไม่พอใจในเหตุการณ์ไปรายงานท่านพ่อ ซึ่งขณะนั้นพักอยู่ที่วัดมกุฏฯ
พอเขารายงานเสร็จ ท่านพ่อก็ถามว่า

"รู้จักหินไหม"

"รู้จักค่ะ"

"รู้จักเพชรไหม"

"รู้จักค่ะ"

"แล้วทำไมไม่เลือกเก็บเพชรล่ะ เก็บมันทำไมหิน"ฯ



:103: คนบางคนที่ปฏิบัติธรรมแล้ว เจอปัญหาที่พ่อแม่ไม่เห็นดีด้วยที่ลูกหันมาสนใจทางนี้
เคยมีศิษย์ท่านพ่อคนหนึ่งเกิดความไม่พอใจต่อพ่อแม่ เมื่อปัญหานี้เกิดขึ้น แต่ท่านพ่อก็เตือนเขาว่า

"พ่อแม่เป็นผู้มีพระคุณต่อเรา ถ้าเราไปโกรธเขา ไปว่าเขา ไฟนรกก็สุมอยู่ที่หัวเรานะ ให้ระวังไว้

แล้วตรองไว้อีกให้ดีๆ ที่เขาไม่เห็นประโยชน์ในการปฏิบัติของเรา ให้ถามตัวเองว่า

ทำไมไม่เสือกไปเกิดกับพ่อแม่ที่เขามีความสนใจในการปฏิบัติธรรมกันบ้าง

ที่เรามาเกิดกับพ่อแม่ของเรา แสดงว่าเราได้ทำกรรมร่วมกับเขาไว้

ฉะนั้นเราจึงต้องใช้กรรมไป ไม่จำเป็นที่จะต้องตอบโต้กับเขา"ฯ



:103: บางครั้งพอถึงเวลาปิดเทอม จะมีเด็กนักเรียนจากกรุงเทพฯจำนวนหนึ่ง มาช่วยงานที่วัด
พอดีมีเด็กคนหนึ่งกลัวผีเอามากๆ ท่านพ่อจึงใช้ให้เด็กคนนั้นขึ้น-ลงเขา เพื่อเอาสิ่งนั้นสิ่งนี้ในเวลากลางคืนเสมอๆ
เพื่อให้เด็กชินกับความมืดและความเงียบสงัดจะได้จัดการกับความกลัวผีได้
แต่เด็กคนนั้นยังไม่วายที่จะกลัวอยู่นั่นเอง จึงออกปากขอคาถากันผีจากท่านพ่อ
ท่านก็หัวเราะแล้วบอกว่า

"ผีเผอที่ไหนมี มัวแต่กลัวผีนอกอยู่นั่นแหละ ทีอยู่กับผีในไม่รู้จักกลัว

ตัวเรานี้น่ะผีเหมือนกัน ผีเป็นน่ะ รู้จักไหม ป่าช้าผีดิบดีๆนี่เอง

ทั้งผีหมู ผีวัว ผีควาย ผีเป็ด ผีไก่ สารพัดที่อยู่ในท้อง

เดินไปไหนก็เอาป่าช้าผีดิบติดตัวไปด้วย ยังจะกลัวอะไรอีก

เอาล่ะ ถ้าอยากได้คาถาก็จะให้ เอาไปท่องจำให้ขึ้นใจนะ

ผีตายหลอกผีเป็น เกิดมาไม่เห็น มีแต่ผีเป็นหลอกผีตาย"ฯ




:103: ถ้าใจเรามั่นในคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

พวกที่เขาเล่นของ เล่นไสยศาสตร์ จะทำอะไรเราไม่ได้"ฯ




:103: ท่านพ่อเคยปรารภนักปฏิบัติที่ยังนับถือคนเข้าทรง ว่า

"ถ้าต้องการให้การปฏิบัติได้ผลดี ต้องอธิษฐานว่า

จะขอถือองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งอย่างเดียว อย่างอื่นไม่ใช่ที่พึ่ง"ฯ




:103: "เราเป็นผู้ปฏิบัติธรรม ไม่ต้องไปอัศจรรย์ใครทั้งนั้น

ว่าเขาดีวิเศษวิโสแค่ไหน จะทำอะไรก็ต้องมีหลัก"ฯ




:103: "ท่านผู้รู้ทั้งหลาย เราไม่ต้องไปเที่ยวกราบท่านหรอก เป็นการลำบากเปล่าๆ ทั้งสองฝ่าย

ให้กราบท่านในใจดีกว่า เรากราบท่านในใจนั่นแหละเราถึงท่านแล้ว"ฯ




:103: "ของจริงขึ้นอยู่กับเรา ถ้าเราทำจริงจะได้ของจริง ถ้าเราไม่ทำจริง เราจะได้แต่ของปลอม"ฯ



:103: "ไปกี่ที่กี่วัด รวมแล้วก็วัดเดียวนะละ คือ วัดตัวเรา"ฯ


:103:

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
1



#12 ผู้ใช้ออนไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11842
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 17/02/2012 - 11:49

:103:



ศิษย์ อาจารย์



:103: "ทำอะไรก็ให้นึกถึงพ่อแม่ครูบาอาจารย์

เราลืมท่านก็เหมือนเราตัดรากของตัวเอง" ฯ




:103: "อย่าเป็นศิษย์นอกคอก หัวล้านนอกครู

ครูบาอาจารย์สอนอะไร ท่านก็ย่อมพิจารณาแล้ว

ธรรมทั้งหลายที่มาสอนเรา ท่านก็ต้องเอาชีวิตเข้าแลกมา

พวกเราซิสบาย ไม่ต้องลำบากอะไรเลย

ท่านเอามาป้อนให้ถึงปาก ยังไม่อยากจะเอากันเลย" ฯ




:103: ปกติเวลาท่านพ่อได้พระเครื่องหรือรูปครูบาอาจารย์ท่านก็แจกลูกศิษย์ไป
แต่นานๆ ทีที่จะให้ลูกศิษย์ที่ปฏิบัติท่านใกล้ชิด ถึงจะให้ก็ให้ด้วยอาการโยนทิ้งว่า

"อยากได้ก็เอาไป"

ครั้งหนึ่งลูกศิษย์ที่อยู่ใกล้ชิดท่านก็บ่นแบบน้อยใจว่า
ทำไมท่านพ่อได้พระดีๆ ก็แจกคนอื่นหมด ไม่เคยให้เขาสักที ท่านก็ตอบทันที

"ของดีกว่านั้นก็ให้ไปแล้ว ทำไมไม่เอา" ฯ



:103: ทุกครั้งที่ปลงผมท่านพ่อ ท่านก็สั่งให้เอาเส้นผมท่านไปทิ้งที่โคนไม้
แต่ถ้าวันโกนตรงกับวันหยุดราชการ จะต้องมีลูกศิษย์ฆราวาสถือขันคอยที่กุฏิท่าน
เพื่อขอเส้นผมท่านจากพระอุปัฏฐาก เมื่อท่านพ่อทราบว่าเขารออยู่เพื่ออะไร ท่านก็ว่า

"เฮ้ย สมบัติขี้ทุกข์ขี้ยาก" ฯ



:103: วันหนึ่งในขณะที่ลูกศิษย์ผู้ชายคนหนึ่งกำลังบีบนวดขาถวายท่านพ่ออยู่
มีศิษย์ผู้หญิงพูดขึ้นมาว่า "แหม โชคดีจริงๆ ที่เกิดมาเป็นผู้ชาย ได้ปรนนิบัติใกล้ชิดท่านพ่อ
ลูกอยากจะเกิดเป็นผู้ชายบ้างเจ้าค่ะ จะได้มีโอกาสอย่างนี้บ้าง"
ท่านพ่อจึงหันมาบอกว่า

"การปฏิบัติครูบาอาจารย์ไม่ใช่ของเล่นๆ นะเหมือนดาบสองคม

ถ้ารู้จักใช้ดาบให้ดีก็มีประโยชน์ ถ้าใช้ไม่ดี ประมาท

ดาบนั่นแหละจะเชือดคอเจ้าของ ยิ่งใกล้ชิดท่านผู้รู้แล้วยิ่งน่ากลัวใหญ่

ประมาทนิดเดียวตกนรกเลย" ฯ


ศิษย์ผู้หญิงคนนั้นเลยร้องตอบว่า "โอ๊ย ถ้าอย่างนั้น ไม่เอาแล้วเจ้าค่ะ"

ท่านพ่อหัวเราะน้อยๆ แล้วพูดต่อ

"เออ ให้รู้จักพอใจในสิ่งที่เรามี

เป็นผู้หญิงก็มีโอกาสได้มรรคได้ผลเหมือนกัน ให้ภาวนาไป

ไอ้บุญอย่างนี้ไม่ต้องไปหวังมันหรอก" ฯ




:103: ลูกศิษย์คนหนึ่งเป็นคนช่างถาม สงสัยอะไรก็ถามท่านพ่ออยู่เรื่อย
เรื่องภาวนาบ้าง ปัญหาชีวิตบ้าง บางครั้งท่านก็ตอบดีๆ บางครั้งท่านก็ย้อนถามว่า

"ทำไมจะต้องให้มีคนป้อนถึงปากอยู่ตลอดเวลา ให้คิดเอาเองบ้างซิ" ฯ



:103: ท่านพ่อเคยปรารภเรื่องคนที่ต้องให้ครูบาอาจารย์แก้ปัญหาในชีวิตทุกอย่างว่า

"เหมือนลูกหมา พอมีขี้ติดตูดอยู่นิดหนึ่ง ก็ต้องรีบวิ่งไปหาแม่

ไม่รู้จักล้างตัวเองบ้าง อย่างนี้เรียกว่า 'ลูกแหง่' เลี้ยงไม่โตสักที" ฯ




:103: "คนติดครูบาอาจารย์ก็เหมือนแมลงหวี่มาตอม ไล่เท่าไรๆ ก็ไม่ยอมไป" ฯ



:103: "พวกภาวนาที่อยู่ใกล้ๆ ครูบาอาจารย์

แต่รู้จักท่านก็เหมือนทัพพีอยู่ในหม้อแกง

ไม่มีโอกาสรู้รสของแกงว่า เปรี้ยว เผ็ด มัน อย่างไร" ฯ




:103: "คนหลายอาจารย์ ที่จริงไม่มีอาจารย์เลย" ฯ
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
1



#13 ผู้ใช้ออนไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11842
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 17/02/2012 - 12:31

:103:


:103: "ถ้าครูบาอาจารย์ชมใครต่อหน้า แสดงว่าคนนั้นก็หมดแค่นั้น

ชาตินี้คงไม่ได้ปฏิบัติอะไรให้ยิ่งกว่านั้น ที่ท่านชมก็เพื่อให้เขาภูมิใจว่า

ในชาตินี้เขาได้ปฏิบัติถึงขนาดนี้ ใจจะได้มีอะไรไว้ยึดเหนี่ยวต่อไป" ฯ




:103: ธรรมดาของลูกศิษย์บางคน อยากจะให้อาจารย์ดัง โดยไม่คำนึงถึงว่า
ความดังนั้นจะส่งผลกระทบกระเทือนถึงอาจารย์และศิษย์อื่นด้วยกันอย่างไรบ้าง
ครั้งหนึ่งลูกศิษย์ปรารภหญ้าที่กำลังขึ้นสูงๆ หน้าวัดธรรมสถิต
แล้วพูดเป็นนัยให้ท่านพ่อฟังว่า "รกคนดีกว่ารกหญ้านะ ท่านพ่อ"
ท่านพ่อก็ตอบทันที

"รกคนบ้า รกหญ้าดีกว่า" ฯ



:103: สมัยสร้างเจดีย์เสร็จใหม่ๆ มีศิษย์หลายคนมากราบเรียนท่านพ่อว่า
จะขอนิมนต์หรือขอเชิญผู้มีเกียรติผู้นั้นผู้นี้มาป็นประธานในงานบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ
ท่านพ่อก็ปฏิเสธโดยบอกว่า

"ถ้างานนั้นเราทำเองไม่ได้ ทำไม่สำเร็จ ก็น่าจะเชิญเขามา

แต่ถ้าเราทำเองได้ จะเชิญเขามาทำไม ลำบากไปเปล่าๆ ทั้งสองฝ่าย" ฯ




:103: มีลูกศิษย์คนหนึ่งมาขอรูปเล็กๆ ของท่านพ่อเพื่อห้อยไว้ที่คอ ท่านก็บอกว่า

"ไม่ต้องห้อยรูปครูบาอาจารย์หรอก ไม่ต้องไปบอกว่า ใครเป็นอาจารย์ รู้ไว้ที่ใจก็พอ" ฯ



:103: ศิษย์หลายคน ในเมื่อได้รับความเมตตาจากท่านพ่อ ก็อดไม่ได้ที่จะพูดกับท่านว่า
รักท่าน เคารพท่าน เหมือนพ่อบังเกิดเกล้า บางครั้งท่านก็ย้อนถามว่า

"จริงอย่างที่พูดหรือเปล่า ถ้าจริงก็อย่าลืมลมซิ รักพ่อจริงอย่าทิ้งลมนะลูก" ฯ



:103: และมีศิษย์อีกหลายคนที่มีความเชื่อมั่นว่าท่านพ่อต้องรู้วาระจิตเขา
เพราะมีหลายต่อหลายครั้งที่ท่านพูดหรือทำอะไรที่ตรงกับเรื่องที่เขากำลังคิดหรือข้องใจอยู่
แต่คำพูดที่ท่านพูดในกรณีแบบนี้ ส่วนใหญ่มีความหมายพิเศษเฉพาะสำหรับบางคนที่อยู่ในเหตุการณ์
ฉะนั้นจึงต้องยกเว้นไว้เป็นสมบัติส่วนตัวของคนเหล่านั้น
แต่ในที่นี้จะขอกล่าวถึง ๒ กรณีที่เห็นว่าเป็นคติดีสำหรับผู้ปฏิบัติธรรมทั่วไป

ครั้งหนึ่งมีศิษย์ผู้ชายคนหนึ่งเดินทางจากกรุงเทพฯ เพื่อช่วยงานก่อสร้างเจดีย์ที่วัดธรรมสถิต
พอลงที่ปากซอยเข้าวัดก็นึกขี้เกียจเดินเข้าไป เพราะเป็นระยะทางตั้ง ๒ กิโลเมตร
เขาจึงนั่งรอหน้าร้านที่ปากซอยเผื่อจะมีรถเข้าไป รอสักพักหนึ่งก็เกิดนึกขึ้นในใจว่า
"ถ้าท่านพ่อแน่จริง จะต้องมีรถผ่านมารับเราเข้าวัด"
แต่รอจนแล้วจนรอด ๒ - ๓ ชั่วโมง ไม่มีรถผ่านเข้าซอยสักคัน เขาจึงต้องเดินเข้าไป
พอถึงวัดก็ไปกราบท่านพ่อ แต่เมื่อท่านพ่อเห็นเขาเดินเข้ามาหา ท่านก็เข้าห้องปิดประตู
เขาก็เริ่มใจไม่ดี แต่ยังกราบลงที่หน้าประตูห้อง พอเขากราบเสร็จ ท่านพ่อก็เปิดประตูบอกว่า

"กูไม่ได้ขอร้องให้มึงมา มึงมาของมึงเอง" ฯ



:103: คืนอีกวันหนึ่งศิษย์คนนั้นนั่งภาวนาที่เจดีย์โดยหวังว่าจะมีเสียงนิมิตเข้าหู บอกเลขสัก ๒ - ๓ ตัว
แต่แทนที่จะได้ยินเสียงนิมิต กลับได้ยินเสียงองค์ท่านพ่อจริงๆ เดินผ่าน แล้วถามลอยๆ ว่า

"นี่ จะมาเอาอะไรเป็นที่พึ่ง" ฯ


:103:

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
1



#14 ผู้ใช้ออนไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11842
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 17/02/2012 - 22:04

:103:



โลกธรรม


:103: "ท่านอาจารย์มั่นเคยพูดไว้ว่า

'คนเราก็เหมือนกัน แต่ก็ไม่เหมือนกัน แต่รวมแล้วก็เหมือนกัน'

อันนี้ต้องเอาไปคิดมากๆ หน่อย จึงจะเข้าใจความหมายของท่าน" ฯ




:103: โยมคนหนึ่งไปนั่งที่วัดมกุฏฯ รู้สึกไม่สบายใจ
เพราะวันก่อนมีลูกศิษย์อีกคนหนึ่งไปต่อว่าท่านพ่อเป็นการใหญ่
พอท่านพ่อทราบว่าโยมคนนี้ไม่สบายใจเรื่องอะไร ท่านก็ว่า

"คนมันโง่ ไม่รู้จักคำว่า 'คน'

ไม่ใช่จะมีแต่คน ๒ ขาเดินได้

คนที่เขาคนอยู่ในหม้อให้มันเละมันเปื่อยมันวุ่นวายก็มี

แล้วเราไปปล่อยให้เขาคนอยู่ในใจของเราให้มันเศร้าหมอง

ถ้ารู้จักอย่างนี้จะได้ทำใจได้" ฯ




:103: "อย่าไว้ใจทาง อย่างวางใจคน จะจนใจเอง" ฯ



:103: "จะดูคนอื่น ต้องดูที่เจตนาเขา" ฯ



:103: "เราจะให้คนอื่นเขาดี เราต้องดูว่า ดีของเขามีอยู่แค่ไหน

ถ้าดีของเขามีอยู่แค่นั้น เราจะให้เขาดีกว่านั้น เราก็โง่" ฯ




:103: กราบท่านพ่อครั้งแรก โยมคนหนึ่งพูดกับท่านว่า
"หมู่นี้โยมทำงานไม่ค่อยสะดวกใจ ไม่รู้เป็นอะไร รู้สึกหงุดหงิดอยู่ตลอดเวลา"
ท่านก็นิ่งสักครู่หนึ่ง แล้วบอกว่า

"ทำงานอย่าเอาแต่ใจตัวเอง เราทำอะไรเราก็ว่าเราถูก แต่มันอาจจะไม่ถูกคนอื่นเขา

อย่ามัวแต่ว่าคนนั้นทำผิด คนนี้ทำผิด ให้กลับมาดูความผิดของตัวเองอย่างเดียวดีกว่า" ฯ




:103: "ใครจะดีอย่างไร จะชั่วอย่างไร ก็เรื่องของเขา เราดูเรื่องของเราดีกว่า" ฯ



:103: ศิษย์คนหนึ่งเล่าให้ท่านพ่อฟังถึงปัญหาทั้งหลายแหล่ที่เข้ามาเรื่อยๆ ในที่ทำงาน
ตัวเองก็อยากจะลาออกอยู่เงียบๆ แต่ก็ลาไม่ได้ ท่านพ่อจึงแนะนำว่า

"ในเมื่อเราต้องอยู่กับมัน เราต้องรู้จักให้อยู่เหนือมัน เราจึงจะอยู่ได้" ฯ



:103: "เราต้องทำงาน อย่าให้งานมันทำเรา" ฯ



:103: ศิษย์คนหนึ่งขอคำแนะนำจากท่านพ่อเรื่องปัญหาในการร่วมสังคมทางโลกว่า
บางครั้งต้องสังสรรค์ร่วมกิจกรรมหรือเที่ยวกับคนหมู่มาก ซึ่งความจริงแล้วน่าจะสนุก
แต่ส่วนลึกแล้วรู้สึกเศร้าสลดอย่างไรชอบกล ท่านพ่อก็บอกว่า

"เราอยู่กับสังคม บางทีต้องทำตามเขา แต่ขัดใจเรา

ถ้าเราทำตามใจเรา เราก็จะขัดกับพวกเขา คนเราต้องรักตัวเองยิ่งกว่าคนอื่น

ฉะนั้นจะทำอย่างไรจึงจะได้ทั้ง ๒ อย่าง คือ ทำตามเขาแต่กาย

ส่วนใจมีสติรู้อยู่ข้างใน คือ รักษาลม" ฯ




:103: ศิษย์อีกคนหนึ่งมาบ่นกับท่านพ่อว่าทั้งในบ้าน ทั้งในที่ทำงาน

ตัวเองต้องเจอแต่ปัญหาหนักๆ แทบเป็นแทบตายทั้งนั้น ท่านจึงบอกว่า

"เราเป็นจริง จึงต้องเจอของจริง" ฯ



:103: "เจออุปสรรคอะไร เราก็ต้องสู้ ถ้าเรายอมแพ้เอาง่ายๆ เราจะต้องแพ้อยู่เรื่อย" ฯ



:103: "ข้างในเราก็ต้องแกร่ง มีอะไรมากระทบ เราจะได้ไม่หวั่นไหว" ฯ



:103: "ให้พกหิน อย่าพกนุ่น" ฯ
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
1



#15 ผู้ใช้ออนไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11842
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 18/02/2012 - 14:43

:103:



:103: “ให้ทำตัวเป็นแก่น อย่าทำตัวเป็นกระพี้” ฯ



:103: ศิษย์คนหนึ่งปรับทุกข์กับท่านพ่อว่า
เวลาเขาทำอะไรที่บ้าน หรือที่ทำงาน
คนอื่นมักจะมองเขาในแง่ไม่ดีอยู่เสมอ
ท่านพ่อก็สอนให้เขาพิจารณาอย่างนี้

“หู-ตาคนอื่นเป็นหูกระทะ-ตาไม้ไผ่

หูกระทะเป็นยังไง เวลาเราพูด เขาฟังรู้เรื่องไหม”


“เปล่าไม่รู้เรื่องรู้ราว”

“แล้วตาไผ่เป็นยังไง”

“มันก็แหลมๆ ถ้าเราไม่ระวัง มันก็จะทิ่มเอา”

“นั่นแหละซิ แล้วจะเอาอะไรกับมัน” ฯ



:103: ลูกศิษย์อีกคนหนึ่งเจอปัญหาในที่ทำงาน คือมีคนชอบนินทาเขาอยู่เรื่อย
ตอนแรกเขาไม่คิดอะไร เพียงแต่ทนเอาเฉยๆ แต่เมื่อเจอบ่อยเข้าก็รู้สึกเบื่อ
อยู่มาวันหนึ่งที่รู้สึกเบื่อเรื่องนี้เอามากๆ ก็ไปนั่งภาวนากับท่านพ่อที่วัดมกุฏฯ
แล้วนิมิตเห็นภาพตัวเองซ้อนๆๆ หลายชั้นจนนับไม่ถ้วน
ทำให้คิดต่อว่าตัวเองเกิดมาหลายภพหลายชาติ คงจะเจอเรื่องแบบนี้มาหลายครั้งแล้ว
ทำให้ยิ่งรู้สึกเบื่อใหญ่ พอออกจากสมาธิก็เล่าให้ท่านพ่อฟังว่ารู้สึกเบื่อมากๆ ต่อการนินทานี้
ท่านพ่อก็สอนให้วางโดยบอกว่า

“สิ่งพรรค์นี้เป็นโลกธรรม เป็นของคู่กับโลก

เมื่อดีก็ต้องมีไม่ดีด้วย รู้อย่างนี้จะไปยุ่งกับมันทำไม”


แต่กิเลสที่กำลังมาแรง ทำให้ศิษย์คนนี้โต้ตอบกับท่านพ่อว่า
“ก็หนูไม่ได้ไปยุ่งกับมัน มันมายุ่งกับหนูเอง”
ท่านก็เลยสวนทางทันที

“แล้วทำไมไม่ถามตัวเองว่า เสือกเกิดมาทำไม” ฯ



:103: "เขาว่าเราไม่ดี มันก็อยู่แค่ปากเขา ไม่เคยถึงตัวเราสักที” ฯ



:103: “คนอื่นเขาด่าเรา เขาก็ลืมไป แต่เราไปเก็บมาคิด

เหมือนเขาคายเศษอาหารทิ้งไป แล้วเราไปเก็บมากิน แล้วจะว่าใครโง่” ฯ




:103: “ใครจะด่าจะว่ายังไงก็ช่างหัวมัน อย่าไปสนใจ ให้หัดเอาหินถ่วงหูไว้บ้าง

อย่าเอามาหาบมาคอนหนักเปล่าๆ ของไร้สาระ” ฯ




:103: วันหนึ่งท่านพ่อตั้งปัญหาให้โยมคนหนึ่งว่า

“ถ้าเสื้อผ้าของโยมตกลงไปในบ่ออาจม โยมจะเอาขึ้นไหม”

โยมก็งง แต่รู้ตัวว่าจะตอบปัญหาท่านพ่อแบบเซ่อๆ ซ่าๆ ไม่ได้ จึงตอบว่า
“ก็แล้วแต่ ถ้าเรามีชุดนั้นชุดเดียว คงจำเป็นจะต้องเอาขึ้นมา
แต่ถ้ามีชุดอื่น ก็คงจะปล่อยทิ้งไป ท่านพ่อหมายถึงอะไร”

“คนเราที่ชอบฟังเรื่องไม่ดีของคนอื่น

ถึงแม้ว่าเราไม่ได้รับกรรมของเขา

แต่กลิ่นมันจะต้องมาถึงเรา” ฯ




:103: เวลาลูกศิษย์คนไหนถือโกรธอยู่ในใจ ท่านพ่อจะสอนว่า

“ความโกรธแค่นี้ เราสละกันไม่ได้หรือ ให้คิดว่าเราให้ทานเขาไป

คิดดูสิ พระเวสสันดรสละไปแค่ไหน ท่านก็ยังสละได้

ไอ้ของแค่นี้ไม่มีค่าอะไร ทำไมเราสละกันไม่ได้” ฯ




:103: “โกรธคือโง่ โมโหคือบ้า” ฯ



:103: “ทิฏฐิกับสัจจะ มันคนละอย่างกัน

ถ้ารักษาคำพูดด้วยใจขุ่นมัวคิดจะเอาชนะเขา นั่นคือตัวทิฏฐิ

ถ้ารักษาด้วยใจปลอดโปร่ง สงบเยือกเย็น นั่นคือสัจจะ

ถ้าเวลารักษาสัจจะ เราก็กัดฟันไปด้วย นั่นไม่ใช่สัจจะหรอก” ฯ

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
1



#16 ผู้ใช้ออนไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11842
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 18/02/2012 - 18:07

:103:


:103: "จะทำอะไร ก็ให้คิดก่อนจึงค่อยทำ

อย่าทำแบบที่ว่า ทำแล้วจึงมาค่อยคิดทีหลัง” ฯ




:103: โยมคนหนึ่งชอบทำตัวเป็นที่ปรึกษาของเพื่อนๆ ในที่ทำงาน
แต่พอรับฟังความทุกข์จากเพื่อนๆ มากเข้าๆ ใจตัวเองชักจะเป็นทุกข์กับเขาด้วย
ท่านพ่อจึงแนะนำ

“ให้รู้จักปิดฝาตุ่มซะบ้าง ปิดหน้าต่างบ้าง ฝุ่นจะได้ไม่เข้า” ฯ



:103: “ระวังเมตตาตกบ่อนะ

คือ เราเห็นเขาตกทุกข์ยากลำบาก เราก็คิดอยากจะช่วยเขา

แต่แทนที่จะดึงเขาขึ้นมา เขาก็กลับดึงเราลง” ฯ




:103: “เขาว่าดี แต่มันดีของเขา จะดีของเราหรือเปล่า” ฯ



:103: “เราทำตามเขา เราก็โง่ตามเขาซิ” ฯ



:103: “เขาโกรธเรา เขาเกลียดเรา นั่นแหละเราก็สบาย จะไปไหนมาไหน

ไม่ต้องห่วงหน้าห่วงหลังว่า เขาจะเสียใจไหม เขาจะคิดถึงเราไหม

กลับมาเราก็ไม่ต้องเอาของมาฝากด้วย เราก็เป็นอิสระในตัวของเรา” ฯ




:103: “คนรักเท่าผืนหนัง คนชังเท่าผืนเสื่อ” ฯ



:103: “เอาชนะคนอื่นนะ มันเป็นเวรเป็นกรรมกัน

สู้เอาชนะตัวเราเองไม่ได้หรอก ชนะตัวเองนั้นประเสริฐที่สุด” ฯ




:103: “อะไรจะเสีย ก็ให้มันเสียไป แต่อย่าให้ใจเสีย” ฯ



:103: “เขาเอาของเราไป ก็ถือว่าให้ทานเขาไป

ไม่อย่างนั้นจะไม่รู้จักหมดเวรหมดกรรมสักที” ฯ




:103: “เขาเอาของเรา ดีกว่าเราเอาของเขา” ฯ



:103: “ถ้าเป็นของเราจริงๆ ยังไงๆ มันต้องอยู่กับเรา

ถ้าไม่ใช่ของเรา เราจะเอามันทำไม” ฯ




:103: “มิจฉาชีพคืออะไร

มิจฉาชีพ คือเราทำอะไรที่จะเอาของเขามาด้วยเจตนาไม่ซื่อตรง นั่นเรียกว่ามิจฉาชีพทั้งนั้น” ฯ




:103: “จนข้างนอกไม่เป็นไร อย่าให้จนข้างในก็แล้วกัน

ให้ใจเรารวยทาน ศีล ภาวนา รวยอริยทรัพย์ดีกว่า” ฯ




:103: ลูกศิษย์คนหนึ่งเคยบ่นกับท่านพ่อว่า
“หนูเห็นคนอื่นเขาอยู่อย่างสบาย ทำไมชีวิตหนูลำบากเหลือเกิน”
ท่านพ่อก็ตอบว่า

“โธ่ ลำบากของเรามัน ๑๐ ดี ๒๐ ดี ของคนอื่นเขา

ทำไมไม่ดูคนที่เขาลำบากกว่าเราบ้าง” ฯ




:103: บางครั้งเวลาลูกศิษย์มีความทุกข์ ท่านพ่อสอนให้ปลงตกโดยใช้ประโยคว่า

“จะโทษใครได้ ก็เราอยากเกิดมานี่ ไม่มีใครจ้างมา” ฯ



:103: “อารมณ์ทั้งหลาย มันก็มีอายุของมัน ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปตลอด

พอหมดอายุ มันก็ดับไปเอง” ฯ




:103: “การมีคู่เป็นทุกข์ ยิ่งมีคู่ดี ก็ยิ่งทุกข์มากกว่าคู่ไม่ดี

เพราะมันผูกพันกันมาก” ฯ

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
1



#17 ผู้ใช้ออนไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11842
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 18/02/2012 - 22:33

:103:


:103: “เราก็ว่า 'ลูกของเรา ลูกของเรา' แต่เขาเป็นของเราจริงหรือเปล่า

ขนาดตัวของเราเองท่านก็บอกว่า ไม่ใช่ของเรา แล้วจะว่ายังไง” ฯ




:103: คืนวันหนึ่ง ศิษย์สองคนแม่-ลูกมาหาท่านพ่อที่ตึกเกษมฯ
พอดีลูกเกิดเถียงกับแม่ต่อหน้าท่านพ่อ ท่านจึงว่า

“โอ้โห เถียงกับแม่อย่างนี้เชียวหรือ”

ฝ่ายแม่ก็ตอบว่า “ค่ะ ฉันต้องอโหสิให้ลูกๆวันละ ๑๐๐ ครั้ง ๑,๐๐๐ ครั้ง

ฉันไม่เอาเวรกับเขาหรอก”

ท่านก็บอกว่า

“ก็นั่นสิ พ่อแม่ไม่เอากรรมเอาเวรกับลูก

แต่เบื้องบนเบื้องล่างเขาจะยอมหรือเปล่า” ฯ




:103: คืนอีกวันหนึ่งในระหว่างที่ป่วยหนัก ศิษย์ท่านพ่ออีกคนหนึ่ง
ฝันเห็นตัวเองตายแล้วขึ้นไปอยู่บนสวรรค์ เช้าตื่นขึ้นมาก็รู้สึกใจไม่ดี จึงเล่าให้ท่านพ่อฟัง
ท่านก็พยายามปลอบใจว่า ที่ฝันอย่างนั้นเป็นมงคล ถ้าอยู่มีชีวิตต่อไป การงานก็คงจะได้เลื่อนชั้น
ถ้าตายไปก็คงอยู่เบื้องบนละ แต่พอท่านพูดถึงข้อนี้ เขาก็ยิ่งใจเสียบอกว่า
“แต่หนูยังไม่อยากตายเลย ท่านพ่อ”
ท่านก็ตอบว่า

“อายุของเรา ถ้าจะหมดแค่นี้ก็ต้องยอมเขา ไม่ใช่หนังสติ๊กที่จะยืดได้หดได้” ฯ



:103: “สุขในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ฯลฯ ที่เราปรารถนามากเป็นพิเศษ

แสดงว่าเราเคยเสวยแล้วในชาติก่อนๆ เราจึงคิดถึงมันในชาตินี้

คิดอยู่แค่นี้ก็น่าจะเกิดความสลดสังเวชในตัวเองได้” ฯ



:103:

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
1



#18 ผู้ใช้ออนไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11842
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 19/02/2012 - 11:31

:103:



อบรมพระ


:103: “เราบวชเพื่อเอาบุญ แต่ตัวบุญเป็นยังไง อยู่ที่ไหน มีลักษณะอย่างไร เราก็ไม่ทราบ

ต้องภาวนาให้ใจสงบนั่นแหละ จึงจะได้เห็นตัวบุญ” ฯ




:103: "บางคนก็หาว่าพระไม่ได้ทำงาน แต่ที่จริงงานละกิเลสนี้เป็นงานที่ยากที่สุดในโลก

งานทางโลกเขายังมีวันหยุดบ้าง แต่งานนี้ไม่มีเวลาหยุดกันเลย ต้องทำตลอด ๒๔ ชั่งโมง

บางครั้งเราจะรู้สึกว่า เราทำไม่ไหว แต่ถึงอย่างนั้นก็ต้องทำ

เพราะถ้าเราไม่ทำ ใครจะมาทำให้เรา เป็นหน้าที่ของเราโดยตรง

ถ้าเราไม่ทำ เราจะบวชกินข้าวชาวบ้านเพื่ออะไร” ฯ




:103: “เวลาเราทำงานอะไรอยู่ ถ้าเราสังเกตว่าใจเราเสียก็ให้หยุดทันที

แล้วกลับมาดูใจของตัวเอง เราต้องรักษาใจของเราไว้ เป็นงานอันดับแรก” ฯ




:103: “วัดนอกเราดูแลพอประมาณ สำคัญอยู่ที่วัตรในของเราอย่าให้ขาด” ฯ



:103: “เราบวชเป็นพระ ต้องพยายามลดละอารมณ์” ฯ



:103: เย็นวันหนึ่งที่วัดธรรมสถิต ขณะที่พระอาทิตย์กำลังตกหลังเขา
มีพระหนุ่มๆ จากกรุงเทพฯ องค์หนึ่งนั่งที่ระเบียงกุฏิท่านพ่อ แล้วพูดชมว่า
“แหม วิวที่นี่สวยไม่ใช่เบานะท่านพ่อ” ท่านพ่อก็สวนทางทันที

“ใครว่าสวย ดูซิ ตัวไหนที่ว่าสวย ให้ดูตัวนั้นดีกว่า” ฯ



:103: วันหนึ่งในระหว่างที่ถูกุฏิท่านพ่ออยู่ พระที่ปฏิบัติท่านพ่อเป็นประจำ
เกิดนึกขึ้นมาได้ว่า ที่ตัวเองทำอย่างนี้คงจะได้อานิสงส์ไม่ใช่น้อย คิดไปถูไป
พอดีท่านพ่อเดินขึ้นกุฏิแล้วพูดขึ้นมาว่า

“อยากได้อานิสงส์เต็มที่ ก็ต้องให้ใจอยู่กับลมซิ” ฯ



:103: เรื่องทำความสะอาด การเช็ดของ การวางเข้าระเบียบ ฯลฯ เหล่านี้
ท่านพ่อเป็นคนละเอียดมาก ถ้าท่านสังเกตว่าลูกศิษย์คนไหนตั้งใจปฏิบัติ
ท่านจะสอนเรื่องราวนี้อย่างเข้มงวดกวดขัน และท่านถือว่า

“แค่ของหยาบๆ อย่างนี้ทำไม่ได้ แล้วการทำใจซึ่งเป็นของละเอียดกว่านี้ จะทำได้อย่างไร” ฯ



:103: เมื่อมีพระมาปฏิบัติท่านพ่อ ท่านพ่อก็ถือว่าเป็นโอกาสสอนธรรมะโดยกิริยา
คือแทนที่จะบอกว่าสิ่งใดควรอยู่ที่ใด กิจใดควรทำเวลาไหน ท่านก็บังคับให้ใช้ความสังเกตเองเอง
ถ้าทำถูก ท่านพ่อจะไม่ว่าอะไร ถ้าทำผิด ท่านจะดุทันที
เป็นอุบายสอนให้หูไวตาไวไปในตัว ท่านก็บอกว่า

“ถ้าว่าถึงกับต้องพูดกัน แสดงว่ายังไม่รู้จักกัน”

วันหนึ่งพระที่มาปฏิบัติท่านพ่อใหม่ๆ ยังไม่เข้าใจในหลักการของท่าน
เกิดขยันจัดกุฏิท่านพ่อให้เข้าระเบียบใหม่ที่ตนเห็นว่าดีกว่าระเบียบเก่า
พอท่านพ่อเห็น ท่านก็รีบจัดเข้าระเบียบเดิม โดยบอกว่า

“ถ้าไม่ถูกใจ อย่าทำเลย ผมทำของผมเองดีกว่า”
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
1



#19 ผู้ใช้ออนไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11842
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 23/02/2012 - 12:49

:103:

:103: เย็นวันหนึ่ง พระองค์หนึ่งที่เป็นลูกศิษย์ท่านพ่อ เห็นท่านกำลังทำงานคนเดียว
เก็บเศษไม้ให้เข้าระเบียบในบริเวณก่อสร้างเจดีย์ พระองค์นั้นจึงรีบลงไปช่วยท่าน
พอช่วยสักพักหนึ่ง จึงพูดกับท่านว่า
“แหม หลวงพ่อ งานแบบนี้ทำไมหลวงพ่อต้องทำเอง
คนอื่นมีตั้งเยอะ ทำไมหลวงพ่อไม่ใช้ให้เขาทำ”

“ผมก็กำลังใช้คนอยู่” ท่านตอบพลางทำงานไปพลาง

พระองค์นั้นหันไปมองรอบตัว แต่ไม่เห็นมีใคร จึงถามท่านพ่อ
“ใช้ใคร หลวงพ่อ”

“ก็ท่านนะซิ” ฯ



:103: “การเป็นผู้ปฏิบัติ ไม่ใช่เรื่องแค่หลับหูหลับตาอย่างเดียว

ต้องทำให้เป็นทุกสิ่งทุกอย่างจึงจะใช้ได้” ฯ




:103: “คนเราจะได้ดีนั้น ก็ต้องรู้จักขโมยวิชา คืออย่ารอให้อาจารย์บอกทุกสิ่งทุกอย่าง

ต้องใช้ความสังเกตเอาเองว่า ท่านทำอะไร เพราะอะไร เพื่ออะไร

เพราะท่านทำอะไร ท่านก็มีเหตุผลของท่าน” ฯ




:103: สมัยสร้างเจดีย์ เครื่องมือของวัดส่วนใหญ่เก็บรักษาไว้ในห้องเก็บของที่กุฏิท่านพ่อ
วันหนึ่งพระที่มาอยู่วัดได้ ๓-๔ เดือน ขึ้นกุฏิท่านพ่อเพราะต้องการหาไขควง
พอเห็นท่านพ่อนั่งอยู่หน้าห้อง จึงถามท่านว่า
“ท่านพ่อครับ ในห้องมีไขควงไหมครับ”

ท่านพ่อก็ตอบสั้นๆว่า “ถามฉันทำไม ฉันไม่ได้ขาย” ฯ



:103: พระองค์หนึ่งที่อยู่กับท่านพ่อหลายปี เข้าไปหาท่านพ่อ แล้วขอพรวันเกิด

ท่านพ่อก็ให้พรสั้นๆ ว่า

“ให้ตายเร็วๆ”

ตอนแรกพระองค์นั้นใจหาย ต้องเอาไปพิจารณาความหมายของท่านพ่อหลายๆ วัน
จึงจะเข้าใจว่า ท่านพ่อให้พรจริงๆ ฯ



:103: การวางตัวของพระต่อฆราวาสญาติโยมที่มาเกี่ยวข้องเป็นเรื่องละเอียดมาก
ท่านพ่อเคยพูดคุยอยู่เสมอกับพระลูกศิษย์ว่า

“จำไว้นะ ไม่มีใครจ้างให้เราบวชเพื่อเป็นขี้ข้าของใคร”

แต่ถ้าพระองค์ใดมาบ่นกับท่านพ่อว่า โยมที่มาอยู่ประจำที่วัด
ไม่ยอมทำตามที่ท่านขอไว้ ท่านพ่อจะย้อนทันที

“ท่านบวชมาเพื่อให้เขารับใช้หรือ” ฯ



:103: “ความเป็นอยู่ของเราก็อาศัยเขา

เพราะฉะนั้น เราอย่าทำอะไรที่จะต้องหนักที่เขา” ฯ




:103: “ถึงเขาจะปวารณา เราอย่าเป็นพระขี้ขอ ผมเองตั้งแต่บวชมา

ถึงจะมีคนปวารณา ผมไม่เคยขออะไรที่เขาจะต้องออกไปซื้อ

ได้ปัจจัยมาผมก็ทำบุญไป ไม่เคยซื้ออะไรเก็บไว้เป็นส่วนตัว นอกจากหนังสือธรรมะ” ฯ




:103: “พระเราถ้ากินข้าวของชาวบ้าน แต่ไม่ตั้งใจปฏิบัติให้สมกับที่เขาใส่บาตรเรา

ชาติหน้ามีหวังเกิดมาเป็นควายใช้หนี้เขา” ฯ




:103: “ท่านพ่อใหญ่มีลูกศิษย์พวกใหญ่ๆ โตๆ แยะ แต่ผมไม่เคยเสนอตัวให้เขารู้จัก

จะเกี่ยวข้องกับเขาเฉพาะเวลาที่ท่านพ่อสั่งไว้ว่ามีธุระจำเป็น นอกจากนั้น

ผมก็ถือว่าเป็นเรื่องของครูบาอาจารย์ ไม่ใช่เรื่องของเรา” ฯ




:103: “คนรวยที่มาเกี่ยวข้องกับเรา เราจะเห็นแก่ได้ไม่ได้นะ เราต้องเห็นว่า

เราพอมีธรรมะที่จะช่วยเขาจริงๆ และเขาพอจะรับธรรมะจากเราได้

นั่นเราจึงจะยอมเกี่ยวข้องกับเขา” ฯ

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
1



คำตอบต่อไป: เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - อินทรีย์5 - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - pantep - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - ตะวันสีชมพู - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - ลูกโป่ง - เภตรา - ลูกโป่ง - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - พุทธฏีกา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - แก้วสีขาบ - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - พุทธฏีกา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - แต่ไม่รู้ - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - ตะวันสีชมพู - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - ตะวันสีชมพู - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - ลูกโป่ง - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - ตะวันสีชมพู - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - พุทธฏีกา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - ณ ฟ้า - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - ณ ฟ้า - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - นายฏีกาน้อย - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - อโศกะ - อโศกะ - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา -
  • (56 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • 3
  • สุดท้าย »
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • ท่านไม่สามารถตอบกลับกระทู้นี้ได้

1 ผู้ใช้กำลังอ่านกระทู้นี้
0 สมาชิก, 1 ผู้เยี่ยมชม, 0 ผู้ใช้ที่ไม่ระบุชื่อ