ลานธรรมเสวนา: ฐานิยปูชา 2539 - ลานธรรมเสวนา

เข้าไปดูเนื้อหา

  • (2 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • ท่านไม่สามารถตอบกลับกระทู้นี้ได้

ฐานิยปูชา 2539 (หนังสือ) บทธรรมเทศนาและไขปัญหาธรรม โดย หลวงพ่อพุธ ฐานิโย ให้คะแนนกระทู้: -----

#0 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11876
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 04/02/2012 - 19:10

:09: :09: :09:


ฐานิยปูชา ๒๕๓๙


ธรรมเทศนาและไขปัญหาธรรม


โดย
พระราชสังวรญาณ (พุธ ฐานิโย)




:09:


สารบัญ (ลำดับเรื่อง)



เจริญตามปฏิปทาของพระพุทธองค์


ตามรอยพระบูรพาจารย์


(เรื่องจริงอิงธรรมะ)


พลังจิตพิชิตโรค

เมตตาคือคาถาไล่ผี

จิตก่อนเกิดและก่อนตายเป็นอย่างไร

นรก สวรรค์ มีจริงหรือไม่

เหตุแห่งความเสื่อมของสมาธิ



ไขข้อข้องใจในการปฏิบัติ



:09:




พิเศษ.... :09: สำหรับในส่วนบทคำสอน "สละชีพเพื่อพระพุทธศาสนา ของ หลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม ในหนังสือฐานิยปูชา 2539 นี้ เภตราได้ยกไปตั้งเป็นอีกกระทู้หนึ่ง เพื่อท่านที่สนใจศึกษาคำสอนของหลวงปู่สิงห์ จะได้มีโอกาสใช้อ่านศึกษาไปด้วย เพราะคำสอนของหลวงปู่ท่าน ค่อนข้างจะหาอ่านได้ยากน่ะค่ะ :09:

ส่วนท่านที่สนใจอ่านไปพร้อมกันด้วยเลยกับหนังสือฐานิยปูชา 2539 นี้
สามารถเข้าอ่านได้เลยที่กระทู้ "สละชีพเพื่อพระพุทธศาสนา ตามลิงก์นี้ค่ะ




หมายเหตุ :

1. การทยอยพิมพ์หนังสือเล่มนี้เป็นรายการต่อเนื่องในชุดหนังสือ ฐานิยปูชา

หากต้องการ...สามารถอ่านเล่มที่ผ่านมาได้ที่

ฐานิยปูชา 2535

http://larndham.org/...%E0%B8%B2-2535/

ฐานิยปูชา 2536

http://larndham.org/...B8%B4%E0%B8%95/

ฐานิยปูชา 2537

http://larndham.org/...60&#entry778194

ฐานิยปูชา 2538

http://larndham.org/...B8%B5%E0%B8%A5/


2. การใช้ตัวเน้นในบทธรรมที่นำมาโพสต์ใหม่ด้านล่างต่อจากนี้ อ้างอิงตามไฟล์ภาพหนังสือ ฐานิยปูชา 2539 (ในลิงก์ท้ายนี้)
ส่วนการแบ่งช่วงย่อหน้า เภตราขอปรับบางช่วงย่อหน้าที่ยาวมากเป็นย่อหน้าย่อย เพื่อการพักสายตาค่ะ
ท่านใดประสงค์จะอ่านก่อน หรือต้องการ copy บทธรรมเทศนาไปใช้ในงานพิมพ์อื่น
สามารถอ่านและตรวจสอบการใช้ย่อหน้าตามหนังสือจากลิงก์นี้ค่ะ

http://www.thaniyo.c...t/thaniyo39.pdf


3. บทธรรมใดที่ทำการคัดลอกสำเนามาจากเว็บอื่น
เภตราจะอ่านตรวจสอบและแก้ไขข้อความ
โดยให้ตรงตามไฟล์ภาพหนังสือ ฐานิยปูชา 2539 (ในลิงก์ข้อ 2) เป็นหลักนะคะ


:09:

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
1


  • (2 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • ท่านไม่สามารถตอบกลับกระทู้นี้ได้

การตอบอื่นๆต่อกระทู้นี้



#1 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11876
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 05/02/2012 - 11:26

:09: :09: :09:



เจริญตามปฏิปทาของพระพุทธองค์

(เทศน์อบรมข้าราชการกระทรวงอุตสาหกรรม เมื่อวันที่ ๑๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๓๘)



บัดนี้เราทั้งหลายก็ได้ตั้งใจปฏิบัติธรรมหรือฟังธรรม การฟังธรรมนี้เราฟังอยู่ที่ใจของเรา ในตัวของเรามีใจเป็นใหญ่ มโนปุพพังคมาธัมมา ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นธรรมชาติถึงก่อน มโนเสฏฐา มโนมยา ทุกสิ่งทุกอย่างสำเร็จแล้วแต่ใจ มะนะสา เจ ปสันเนนะ ขณะใดใจผ่องใส การทำ การพูด การคิด ก็เป็นไปในแนวทางที่ถูกต้อง เป็นกุศโลบายแห่งบุคคลที่ฉลาดในธรรม ถ้าในขณะใดจิตใจของเราเศร้าหมอง การทำ การพูด การคิด ก็มีแนวโน้มที่เป็นไปในทางที่ไม่ฉลาด ถ้าทำก็เป็นกายทุจริต พูดก็เป็นวจีทุจริต คิดก็เป็นมโนทุจริต เพราะฉะนั้น จิตตัง ทันตัง สุขาวหัง การฝึกอบรมจิต จึงเป็นสิ่งที่นำสุขมาให้โดยถ่ายเดียว

ดังนั้น สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงทราบปัญหาข้อนี้ตามความเป็นจริง พระองค์จึงสอนให้เราฝึกฝนอบรมจิต คืออบรมจิตของเราให้มีศีล ให้มีสมาธิ ให้มีปัญญา ท่านทั้งหลายได้ทำจิตใจให้ถึงพระรัตนตรัย คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เมื่อท่านปฏิญาณตนถึง พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์แล้ว ได้กรุณากำหนดดูจิตของตนเอง พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ คือ คุณธรรมที่มีอยู่ในจิตของเรานั่นเอง

จิตของเราเป็นผู้รู้ ทีนี้ ผู้รู้ตามแบบของพระพุทธเจ้านั้นต้องมีกฎมีเกณฑ์ ไม่ใช่ว่ารู้สะเปะสะปะไปอย่างไม่มีกฎมีเกณฑ์ รู้ของพระพุทธเจ้า รู้ศีล รู้ธรรม รู้วินัย หรือระเบียบในการปฏิบัติ วินัย ก็คือศีลที่ท่านได้สมาทานมาแล้ว ศีลนี่แหละจะเป็นอุบายเครื่องดับ สีเลนะ นิพพุติง ยันติ จะถึงซึ่งความดับสนิทก็เพราะศีล ตัสมา สีลัง วิโส ทเย
ดังนั้นสาธุชนพึงรักษาศีลให้บริสุทธิ์ ในเมื่อเรามีศีลบริสุทธิ์แล้ว เราก็ดับทุกสิ่งทุกอย่าง เริ่มต้นแต่การดับบาป อาตมาเคยเทศน์เสมอว่า ศีลเป็นอุบายตัดทอนผลเพิ่มของบาปกรรม ฉะนั้น ผู้มีศีลจึงได้ชื่อว่าเป็นผู้ดับกรรม ดับเวร

กรรม หมายถึง การกระทำด้วยกาย วาจา ซึ่งมีจิตหรือใจเป็นตัวการ เป็นตัวเจตนา ว่าเราจะทำ จะพูด จะคิด ทีนี้การกระทำที่มีขอบเขต อันใดที่ไม่ละเมิดล่วงเกินศีลที่เราสมาทานแล้ว อันนั้นชื่อว่าการกระทำที่มีขอบเขต การพูดสิ่งใดที่ไม่ละเมิดล่วงเกินศีลที่เราสมาทานแล้ว อันนั้นคือการพูดอย่างมีขอบเขต แต่สำหรับจิตใจของเรานั้น บางทีเราก็มีเจตนาที่จะคิด บางทีอยู่ ๆ จิตก็คิดขึ้นมาเอง เขาจะคิดได้ทั้งสิ่งดีสิ่งชั่ว คิดได้ทั้งเรื่องบาป เรื่องบุญ แต่เมื่อเขาคิดเช่นนั้นแล้ว เราจะทำอย่างไร จะไปห้ามไม่ให้เขาคิดอย่างนั้นหรือ เปล่า เราห้ามไม่ได้ เพราะความคิดเป็นอารมณ์จิต เรารักษาเอาเพียงแค่เจตนาคือความตั้งใจที่จะทำ แต่จิตเขาคิดไป เพื่อที่จะทำบาปทำกรรมทำสิ่งชั่ว เพราะเรามีกฎเกณฑ์ เราเคารพกฎเกณฑ์ เคารพกติกา ๕ ข้อ ที่พระพุทธเจ้าประทานให้ เราก็ไม่ทำ เมื่อเราไม่ทำ มันก็ไม่มีผลงาน

เมื่อความคิดหายไปแล้ว ก็ไม่มีอะไรเหลือตกค้างอยู่ เพราะความคิดนั้นเป็นเพียงแต่อารมณ์จิต ความคิดที่สำเร็จเป็นมโนกรรม เพราะอาศัยเจตนาเป็นที่ตั้ง คืออยู่ ๆ แล้วความคิดเรามันเกิดขึ้นมาลอยๆ เพราะอาศัยอารมณ์ค้าง บางทีมันอาจจะคิดไปด่าทอใครต่อใคร คิดที่จะฆ่าใครต่อใคร แต่มันคิดไปเองโดยที่เราไม่มีเจตนา อันนั้นมันเป็นสักแต่ว่าอารมณ์จิตเท่านั้น ในทางที่ควรระมัดระวังก็คือ คิดแล้วอย่าทำตามที่คิด แต่หากว่าคิดดี เป็นบุญ เป็นกุศล เราทำตามสิ่งนั้น เช่น คิดจะฟังเทศน์ ฟัง คิดจะสวดมนต์ สวด คิดจะปฏิบัติสมาธิภาวนา ปฏิบัติ อันนี้ เป็นการคิดที่ดี

ทีนี้ ความคิดนั้นเป็นอาการแห่งผู้รู้ เพราะเรารู้สึก รู้นึก รู้คิด ความคิดนี่ไม่มีกฎเกณฑ์ โดยธรรมชาติของจิต รู้สึก รู้นึก รู้คิด แต่ไม่รู้ดี รู้ชั่ว แต่การคิดแบบพระพุทธเจ้า คิดแบบผู้ที่มีพระพุทธเจ้าอยู่ในจิตในใจ ผู้ที่มีความรู้สึกสำนึกผิดชอบชั่วดี แม้ว่าเขาจะคิดในสิ่งชั่ว แต่เขาจะไม่ทำ เพราะเขามีคุณธรรมคือพุทธะอยู่ในจิตตลอดเวลา

ดังนั้น เวลาปฏิบัติธรรม เรามาสำรวจดู กาย วาจาของเรา ตั้งแต่เช้ามานี่ จนถึงปัจจุบันนี้ เราได้ทำบาปทำกรรมอะไรไหม ถ้าหากว่าเราไม่ได้ทำบาปทำกรรมอะไร ไม่ละเมิดศีล ๕ ข้อใดข้อหนึ่ง เราควรจะภูมิใจว่า สีลัง เม ปริสุทธัง สีลัง เม ปริสุทธัง สีลัง เม ปริสุทธัง ศีลของเราบริสุทธิ์แล้ว ศีลของเราบริสุทธิ์แล้ว ศีลของเราบริสุทธิ์แล้ว
เพื่อเป็นการกระตุ้นเตือนจิตของเราให้มีความรู้สึกภาคภูมิ ปราโมทย์ยินดีในคุณธรรมคือศีลที่บริสุทธิ์ที่มีอยู่ในจิตของเรา แล้วเราทำอย่างมีขอบเขต เรียกว่า รู้อย่างพระพุทธเจ้า ปฏิบัติอย่างพระพุทธเจ้า

เมื่อเราสังเกตดูจิตดูใจของเราในลักษณะดังที่กล่าวนี้ เราก็มีความรู้สึกสำนึกผิดชอบชั่วดีอยู่ในจิตของเรา แต่ถ้าเรามีสติรู้จิตของเราตลอดเวลา สติตัวนี้เป็นเจตสิกธรรม เป็นสติวินโย มีสติเป็นผู้นำจิตตลอดเวลา เมื่อจิตของเรามีพลังงานคือสติ สมาธิคือความมั่นคง ต่อการที่จะละบาปความชั่ว ประพฤติความดี ทำจิตให้บริสุทธิ์สะอาดอยู่เสมอ เราก็มีคุณพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ อยู่ในจิตของเราตลอดเวลา

เมื่อเป็นเช่นนี้ เราจะยืน เดิน นั่ง นอน รับประทาน ดื่ม ทำ พูด คิด เราก็มีแต่สติคอยกำหนดจ้องตามรู้อยู่ตลอดเวลา เมื่อเป็นเช่นนั้น เราจะไปก็ไปกับพระพุทธเจ้าคือผู้รู้ เราจะนั่ง เราก็นั่งกับพระพุทธเจ้าคือผู้รู้ เราจะนอน เดิน ยืน เราก็ไปกับพระพุทธเจ้า เพราะเรามีสติ รู้ตัวอยู่ตลอดเวลา

เมื่อท่านกำหนดดูจิตของท่านอยู่อย่างนี้ เวลานี้ท่านนั่งดูจิตของท่านด้วยความมีสติสัมปชัญญะ ท่านกำลังนั่งเฝ้าพระพุทธเจ้าอยู่แล้ว เพราะพระพุทธเจ้าเป็นคุณธรรมมีอยู่ในจิตของเรา ไม่ได้อยู่ที่อื่น

ดังนั้น ณ โอกาสต่อไปนี้ ขอให้ท่านทั้งหลายจงเชื่อมั่นในตัวเองว่า เราสามารถที่จะปฏิบัติธรรมให้จิตสงบเป็นสมาธิ รู้ธรรม เห็นธรรมได้ สามารถที่จะสร้างสมาธิ สติปัญญา ให้เกิดขึ้นในจิตในใจของเราได้
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
1



#2 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11876
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 05/02/2012 - 18:07

:09:



เมื่อเราเชื่อมั่นในตนเองอย่างแน่วแน่แล้ว เราก็มาเชื่อมั่นในปฏิปทาของพระพุทธเจ้า ปฏิปทาของพระพุทธเจ้านั้น พูดเอาง่าย ๆ เข้าใจง่าย ๆ ฟังง่าย ๆ ว่ากันอย่างนี้เลยทีเดียว

พระพุทธเจ้าฆ่าสัตว์ไม่เป็น เราไม่ฆ่า พระพุทธเจ้าขโมยไม่เป็น เราไม่ขโมย พระพุทธเจ้าไม่ประพฤติผิดในกาม เราไม่ประพฤติผิด พระพุทธเจ้าโกหกไม่เป็น เราไม่โกหก พระพุทธเจ้าไม่ดื่มน้ำดองของเมา เราไม่ดื่มน้ำดองของเมา พระพุทธเจ้ามีพระสติกำหนดรู้ การยืน เดิน นั่ง นอน รับประทาน ดื่ม ทำ พูด คิด โดยอัตโนมัติ เราพยายามกำหนดสติตามรู้ การยืน เดิน นั่ง นอน รับประทาน ดื่ม ทำ พูด คิด อยู่ตลอดเวลาอย่างพระพุทธเจ้า อันนี้เรียกว่าเราปฏิบัติตามปฏิปทาของพระพุทธเจ้า

ในเมื่อเรามีสติรู้ตัวอยู่ อัปปมาโท อะมะตัง ปทัง อัปปมาโท อะมะตัง ปทัง เราก็มีความไม่ประมาท ซึ่งเป็นหนทางแห่งความไม่ตาย ความไม่ประมาท คือความมีสติสัมปชัญญะพร้อม การปฏิบัติธรรม แม้ว่าใครจะทำสมาธิได้ขั้นไหน ตอนไหน ญาณขั้นไหน ฌานขั้นใดก็ตาม ผลลัพธ์สุดท้ายก็คือ ความมีสติสัมปชัญญะ แล้วเราจะละอะไร สำคัญอยู่ที่ศีลตัวเดียวเท่านั้น อันนี้ขอให้ท่านทั้งหลายพึงเข้าใจอย่างนี้

เมื่อเป็นเช่นนั้น ณ โอกาสนี้ ขอให้ท่านทั้งหลายจงมีสติกำหนดรู้จิตตนเอง แล้วนึกถึงอารมณ์แห่งการภาวนา ท่านผู้ใดถนัดในการกำหนดอานาปานสติ คือลมหายใจเข้าออก ก็กำหนดรู้ลมหายใจ ท่านผู้ใดเคยบริกรรมภาวนา พุทโธ สัมมาอรหัง พองหนอ ยุบหนอ ก็ให้กำหนดบริกรรมภาวนาสิ่งนั้น ท่านผู้ใดไม่กำหนดภาวนาอะไร กำหนดสติรู้จิตอยู่เฉยอยู่

ถ้าจิตนิ่ง ปล่อยให้นิ่ง ถ้าจิตคิด ปล่อยให้คิด เราเอาสติตัวเดียวตามรู้อยู่ตลอดเวลา แล้วก็ให้กำหนดตามอารมณ์เดิมที่ตนเคยปฏิบัติมาอย่างคล่องแคล่วชำนิชำนาญ

การทำสมาธิ คือการทำจิตให้มีสิ่งรู้ สติมีสิ่งระลึก จะเป็นอะไรก็ได้ ขอให้เรามีสติกำหนดรู้จิตเพียงอย่างเดียว ผู้ที่มีสติกำหนดรู้จิต ในเมื่อจิตอยู่ว่าง ๆ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นที่กาย จิตสามารถที่จะกำหนดรู้เองโดยอัตโนมัติ

เมื่อจิตอยู่ว่าง สิ่งที่ปรากฏเด่นชัดก็คือลมหายใจ ในบางครั้งก็มีความคิดปรากฏขึ้น เมื่อกายกับจิตยังสัมพันธ์กันอยู่ สุขทุกข์ที่เกิดขึ้นที่กาย จิตย่อมรู้ รู้เองโดยอัตโนมัติ

เมื่อเราตั้งสติกำหนดรู้จิตของเราเฉยอยู่ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นที่กาย จิตเขาจะสามารถรู้เองโดยอัตโนมัติ เมื่อจิตวิ่งไปรู้สิ่งใด เราเอาสติตามไป ถ้าจิตอยู่ว่าง ๆ ก็ให้ว่างไป ถ้าจิตคิด ก็กำหนดตามรู้ไป ถ้าจิตจับลมหายใจ ก็กำหนดรู้ลมหายใจไป

เมื่อเรานั่งสมาธิไปนาน ๆ ถ้าจิตจะเริ่มเป็นสมาธิ เราจะรู้สึกว่า กายเบา จิตเบา กายสงบ จิตสงบ คือ มันเบา สบายไปหมดทุกสิ่งทุกอย่าง ในช่วงนี้ ถ้าหากว่าจิตไม่กำหนดรู้สิ่งใด ก็ให้รู้ในจิตเพียงอย่างเดียว เมื่อรู้สึกสบาย กายเบา จิตเบา กายสงบ จิตสงบ ถ้าจิตอยู่ว่าง ปล่อยให้ว่างไป

ถ้าหากว่าจิตวิ่งไปหาลมหายใจ ก็ปล่อยให้รู้ลมหายใจ ถ้าหากจิตมีความคิด ก็ปล่อยให้รู้ความคิด ถ้าสุขเกิดขึ้น จิตไปรับรู้ ก็กำหนดรู้สุข ถ้าทุกข์เกิด จิตไปกำหนดรู้ ก็กำหนดรู้ทุกข์ คือ ปล่อยไปตามธรรมชาติของมัน อย่าไปบังคับ

เมื่อเราเอาสติตามรู้อารมณ์จิตอยู่ตลอดเวลา วิถีจิตที่เขาจะเดิน เขาจะเดินอยู่ตรงที่ว่า บางทีรู้ลมหายใจ บางทีรู้ว่าง บางทีรู้ความคิด เราปล่อยให้จิตของเราเดินอยู่ที่ลมหายใจ ความคิด ความว่าง ลมหายใจ ความคิด ความว่าง จนกว่าจิตของเราจะจับอย่างใดอย่างหนึ่งมั่นคง อย่างเหนียวแน่นไม่ปล่อยวาง เรียกว่ากัดไม่วาง แล้วก็ปล่อยไปตามธรรมชาติ

ทีนี้ เมื่อจิตของเรามายึดสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นอารมณ์อย่างเหนียวแน่น ในช่วงนี้ถ้าหากว่าจิตสงบเป็นสมาธิ เราจะเริ่มรู้สึกแจ่ม ๆ ภายในจิต ถัดจากนั้นไปจะมีความสว่างเกิดขึ้น ในช่วงที่ความสว่างบังเกิดขึ้นนี่ เราจะรู้สึกว่าเรามีปีติ มีความสุข แล้วจิตของเราก็ไม่ดิ้นรนกระวนกระวาย

ถ้าไปรู้อยู่ที่ความว่าง ก็จะวางเฉย และจิตจะสงบ ละเอียดยิ่งลงไป ยิ่งลงไป จนกระทั่งหยุดนิ่ง สว่าง รู้ ตื่น เบิกบาน ถึงจุดที่ร่างการตัวตนหายไปหมดก็มี แต่บางครั้ง ถ้าหากจิตส่งกระแสออกนอก จะเกิดภาพนิมิตต่าง ๆ ดังที่เคยเทศน์ให้ฟังหลายครั้งหลายหน

แต่ถ้าหากจิตไปจับลมหายใจ บางครั้งจะรู้สึกว่าลมหายใจแผ่วลง แผ่วลง เหมือนใจจะขาด ก็อย่าไปตกใจ ให้พยายามประคองจิตรู้เฉย

ถ้าหากว่าลมหายใจหายขาดไปในขณะนั้น จิตจะสว่างโพลงขึ้น ร่างกายตัวตนหายหมด ยังเหลือแต่จิตดวงเดียว แต่ถ้าหากว่าจิตส่งกระแสออกนอก ก็จะรู้เห็นนิมิตต่าง ๆ
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
1



#3 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11876
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 05/02/2012 - 18:49

:09:



ถ้าจิตดวงใดมาจับลมหายใจ จิตดวงนั้นได้ชื่อว่าเดินตามทางของพระพุทธเจ้าที่ถูกต้อง เพราะลมหายใจจะเป็นสื่อนำจิตให้วิ่งเข้าไปสงบ นิ่ง สว่าง อยู่ในท่ามกลางของร่างกาย ซึ่งจิตของพระพุทธเจ้า พระองค์เจริญอานาปานสติ เมื่อจิตจับลมหายใจวิ่งเข้าไปนิ่งสว่าง อยู่ในท่ามกลางของร่างกาย ทำให้พระองค์รู้เห็นอวัยวะต่าง ๆ ภายในกายครบถ้วนทั้ง ๓๒ ประการ ในขณะจิตเดียว

พระองค์รู้อาการ ๓๒ รู้อย่างไร คือพระองค์รู้ว่า กายของเรานี้หนอ เบื้องต้นแต่พื้นเท้าขึ้นไป เบื้องต่ำแต่ปลายผมลงมา มีหนังหุ้มอยู่เป็นที่สุดรอบ เต็มไปด้วยของไม่สะอาด มีประการต่าง ๆ เกศาคือผมทั้งหลาย โลมาคือขน นขาคือเล็บ ทันตาคือฟัน ตโจคือหนัง มังสังคือเนื้อ นหารูคือเอ็น อัฏฐิคือกระดูก อัฏฐิมิญชัง เยื่อในกระดูก วักกัง ม้าม หทยัง หัวใจ ยกนัง ตับ กิโลมกัง พังผืด ปิหะกัง ไต ปัปผาสัง ปอด อันตัง ไส้ใหญ่ อันตคุณัง ไส้น้อย อุทริยัง อาหารใหม่ กรีสัง อาหารเก่า มัตถลุงคัง คือมันสมอง ปิตตัง น้ำดี เสมหัง น้ำเสลด ปุพโพ น้ำเหลือง โลหิตัง น้ำเลือด เสโท น้ำเหงื่อ เมโท น้ำมันข้น อัสสุ น้ำตา วสา น้ำมันเหลว เขโฬ น้ำลาย สิงฆาณิกา น้ำมูก ลสิกา น้ำไขข้อ มุตตัง น้ำมูตร เอวะมยัง เมกาโย กายของเรานี้อย่างนี้ อุทธัง ปาทตลา เบื้องบนแต่พื้นเท้าขึ้นไป อโธ เกสมัตถกา เบื้องต่ำแต่ปลายผมลงมา ตจปริยันโต มีหนังหุ้มอยู่เป็นที่สุดรอบ ปูโรนานัปปการัสสะ อสุจิโน เต็มไปด้วยของไม่สะอาดมีประการต่าง ๆ อย่างนี้แล อันนี้คือวิถีทางเดินของจิตของพระพุทธเจ้า

นักปฏิบัติท่านใดเจริญปฏิปทาของพระพุทธเจ้า แม้จิตยังไม่สงบ ยังไม่เป็นสมาธิ เราจะกำหนดดูอาการ ๓๒ ที่กล่าวมาแล้วก็ได้ คือเรานึกถึงผม ให้มีสติกำหนดเพ่งไปที่ผมให้ชัดเจน โลมา ขน เพ่งไปที่ขน นขา เล็บ เพ่งไปที่เล็บ ทันตา ฟัน ตโจ หนัง เพ่งไปด้วยจิตที่แน่วแน่ ตอนแรก ๆ เราเดินอยู่ในผม ขน เล็บ ฟัน หนัง นี้ก่อน เพ่งย้อนกลับไปย้อนกลับมา เพียงเพ่งดูว่า นี่ผม นี่ขน นี่เล็บ นี่ฟัน นี่หนัง ย้อนกลับไปย้อนกลับมาอยู่อย่างนี้ แทนคำบริกรรมภาวนา เมื่อเพ่งไม่หยุดต่อเนื่องกัน ในที่สุดจิตก็จะสงบ

ถ้าหากว่าจิตไปสงบอยู่ที่อาการใดอาการหนึ่ง ถ้าไปสงบอยู่ที่ผม จิตก็จะสว่าง มองเห็นผมบนศีรษะ หลวงปู่ฝั้น เคยเล่าให้ฟังอยู่เสมอว่า โยมซื้อรถยนต์ เขานิมนต์ให้นั่งรถยนต์ ท่านไม่ยอมนั่ง ในที่สุดทนอ้อนวอนเขาไม่ได้ ก็ขึ้นไปนั่งรถยนต์ เพราะแต่เกิดมายังไม่เคยนั่งรถยนต์สักที

ทีนี้ พอไปนั่งรถยนต์ ใจก็นึกกลัวจะตกรถ ท่านก็กำหนดอาการ ๓๒ พอกำหนดไปถึง หทยัง หัวใจ จิตสว่างโพล่งขึ้นมา แล้วจิตมันวิ่งไปเกาะอยู่กับวัตถุชิ้นหนึ่ง สีขาวเหมือนถ้วย หลังจากนั้นจิตมันก็จดจ่ออยู่ที่ตรงนั้น ไปรู้สึกเอาเมื่อคนขับรถมาตีหัวเข่าอย่างแรง เมื่อรู้สึกตัวขึ้นมาแล้วเขาบอกว่า "หลวงพ่อ หลวงพ่อนั่งสมาธิเครื่องยนต์มันหยุด" ท่านก็เลยบอกว่า "เออ ถ้ามันหยุดเพราะเรานั่งสมาธิ ลองไปติดเครื่องดูซิ" พอเขาไปติดเครื่อง เครื่องยนต์มันก็ติด แล้วก็วิ่งไปได้

เวลาไปนั่งเฝ้าปฏิบัติท่าน ท่านจะเล่าเรื่องนี้ให้ฟังเสมอ แล้วในที่สุดก็ต้องมานึกว่า "อ๋อ ครูบาอาจารย์สอนเราโดยอุบาย" แล้วก็มายึดเอาคำสอนของท่านไปปฏิบัติ ซึ่งปฏิบัติในช่วงที่กำลังป่วยเป็นวัณโรค พอกำหนดไป กำหนดไป พอถึงปัปผาสัง ปอด จิตมันหยุดทุกที แล้วมันก็ไปจ่ออยู่ที่ตรงนั้น บางทีก็มองเห็นปอดมันเป็นจุด เป็นจุดกลม ๆ เหมือนเหรียญโตขนาดเหรียญสลึง ทีนี้ เพ่งไปเพ่งมาในที่สุดวัณโรคมันก็หาย เพราะฉะนั้น วิธีทำสมาธิรักษาโรคภัยไข้เจ็บนี้ ให้เดินอาการ ๓๒

ทีนี้ผู้ปฏิบัติธรรม ถ้าหากว่าเรากำหนดรู้อารมณ์จิต เพียงแต่กำหนดรู้อารมณ์จิตคือความคิดนั่นเอง อันนี้มันเป็นนาม กำหนดรู้นาม จิตก็เป็นนาม อารมณ์สิ่งรู้ของจิตก็เป็นนาม ที่นี้ นามเพ่งนาม บางทีกำลังมันอ่อน ให้เพ่งย้อนกลับมาเพ่งอาการ ๓๒

จิตของคนเรานี่ ในเมื่อไปเพ่งดูวัตถุ มันจะทำให้เกิดพลังงาน จะได้มีสมาธิแน่วแน่ ได้สติมั่นคง เพราะฉะนั้นวิธีการปฏิบัติสมาธินี่ ถ้าหากว่าท่านผู้ใดกำหนดรู้อาการ ๓๒ หรือ พิจารณาธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟภายในกายของตนเอง จนกระทั่งจิตสงบเป็นสมาธิแน่วแน่ ปล่อยวางสิ่งที่กำหนดรู้ แล้วก็ไปกำหนดรู้อยู่ที่อารมณ์ที่เกิดดับ เกิดดับอยู่ภายในจิต ให้มันผ่านการกำหนดดูวัตถุธรรมไปก่อน แล้วไปถึงขั้นกำหนดดูนามธรรม ถ้าปฏิบัติได้อย่างนี้ ภูมิจิตจะไม่เสื่อม ภูมิจิตจะไม่ตก จะมีพลังเข้มแข็งอยู่ตลอดเวลา

ดังนั้น การปฏิบัติสมาธิภาวนา ขอได้โปรดอย่าไปสงสัยในอารมณ์ที่เรายึดเป็นหลักปฏิบัติ เช่น บริกรรมภาวนาหรือพิจารณา ถ้าหากว่าท่านผู้ใดยึดอารมณ์อันใดเป็นอารมณ์จิตในการภาวนาได้ผลแล้ว ให้ยึดเอาอารมณ์นั้นเป็นวิหารธรรม เครื่องอยู่ของจิต ให้พิจารณาสิ่งนั้นบ่อย ๆ พิจารณาเนือง ๆ

ถ้าเป็นบริกรรม ก็บริกรรมบ่อย ๆ บริกรรมภาวนาเนือง ๆ ให้เป็นพหุลีกตา ภาวิตา พหุลีกตา อบรมให้มาก ๆ ทำให้คล่องให้ชำนิชำนาญ แล้วจิตจะปฏิวัติตัวไปสู่ภูมิจิตภูมิธรรมเอง การปฏิบัติเป็นหน้าที่ที่เราจะต้องตกแต่งเอา แต่ว่าผลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัตินั้นเราตกแต่งเอาไม่ได้

การปฏิบัติสมาธิแต่ละครั้ง แม้ว่าจิตไม่สงบเป็นสมาธิ อย่าไปน้อยอกน้อยใจว่าเราภาวนาไม่ได้ผล เราภาวนาแต่ละครั้ง จิตเขาจะสะสมกำลังไว้ทีละเล็กทีละน้อย บางทีเราตั้งใจจะให้จิตเป็นสมาธิ ภาวนาแทบเป็นแทบตาย มันก็ไม่เป็น แต่บางครั้งอยู่เฉย ๆ พอมีอารมณ์อะไรกระทบ จิตมันวูบลงไปได้สมาธิ แล้วผลที่มันเกิดเป็นสมาธิอย่างนั้น มันมาจากไหน มาจากที่เราปฏิบัติ จิตสงบบ้าง ไม่สงบบ้าง เป็นบางครั้งบางคราว แล้วมันจะสะสมพลังของมันเอาไว้ ได้จังหวะเหมาะเมื่อไร มันก็เกิดขึ้นเมื่อนั้น

ธรรมะคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นอกาลิโก ไม่เลือกกาลเลือกเวลา หลวงปู่หลวงตาทั้งหลาย ผู้ที่ท่านรู้แจ้งเห็นจริง ท่านแสดงธรรม ท่านจะไม่พูดมาก ท่านจะชี้เอา อย่างนี้ อย่างนี้ อย่างนี้ หลวงปู่แหวน เคยสอน "เจ้าคุณอย่าเอาอะไรมาก ให้กำหนดสติลงที่จิตของตนเอง บาปมันเกิดที่จิต ดีเกิดที่จิต ชั่วเกิดที่จิต บุญเกิดที่จิต"

เพราะฉะนั้น การฝึกอบรมจิตนี่ ให้มีศีล สมาธิ ปัญญา เป็นอัตโนมัติ เป็นสติวินโย จึงได้ชื่อว่า จิตตัง ทันตัง สุขาวหัง จิตที่ฝึกอบรมดีแล้วย่อมนำสุขมาให้

ต่อไปนี้ ตั้งใจกำหนดจิต ทำความสงบรู้ในจิตของตนเอง จะหยุดพูด นั่งสมาธิสักพักหนึ่ง

(นั่งสมาธิ)

เวลาปฏิบัติ อย่าไปคิดให้มันเป็นเช่นนั้น เพราะความสงบ สว่าง รู้ ตื่น เบิกบาน มันเป็นผลเกิดจากการปฏิบัติ จิตเขาจะเป็นเองโดยอัตโนมัติ อย่าไปตกแต่งให้มันเป็นเช่นนั้น ปล่อยให้เป็นไปเอง

เมื่อก่อนนี้ จิตสงบ นิ่ง สว่าง รู้ ตื่น เบิกบาน เป็นอย่างดี แต่ขณะนี้จิตสงบลงนิดหน่อย แล้วเกิดความรู้ ฟุ้ง ฟุ้ง ฟุ้งขึ้นมา ก็อย่าไปบังคับมัน ปล่อยให้มันฟุ้งไป เราเอาสติกำหนดตามรู้อย่างเดียวเท่านั้น เพราะจิตเมื่อสงบเป็นสมาธิแล้ว มันมีพลังงาน เมื่อมีพลังงานแล้ว เขาก็อยากทำงาน เมื่อเขาทำงานของเขา เราเอาสติตามรู้ไปอย่างเดียวเท่านั้น

เมื่อจิตคิด เรากำหนดรู้ เขาไม่ยอมหยุด นั่นแสดงว่าจิตมีพลังเพียงพอที่จะทำงานได้แล้ว แต่ถ้าคิด กำหนดรู้ แล้วเขาหยุด นั่นแสดงว่ากำลังยังอ่อน ถ้าเขาหยุดก็ให้เขาหยุด เขาคิดให้เขาคิด เอาสติตามรู้ไปอย่างเดียว

เมื่อจิตสงบแล้ว ความคิดเกิดขึ้น เรียกว่า วิตก ถ้าสติกำหนดรู้พร้อมอยู่เรียกว่า วิจาร เมื่อจิตมีวิตก วิจาร ผู้ปฏิบัติไม่เอะใจ หรือไม่เข้าใจผิด ปล่อยให้เขาวิตกวิจารไป อย่าไปห้ามความเป็นเช่นนั้น แล้วในที่สุดเขาจะเกิด ปีติ ขนหัวลุก ขนหัวพอง แล้วมีความ สุข จิต มีความเป็นหนึ่ง กำหนดรู้อยู่ที่อารมณ์จิตที่เกิดดับอยู่ เรียกว่า สมาธิ มี วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา เป็นปฐมฌาน เป็นจุดเริ่มของปฐมฌาน ว่าโดยชื่อของฌาน ก็เรียกว่า ลักขณูปนิชฌาน เป็นฌานในอริยมรรค อริยผล ฌานในวิปัสสนา จิตสงบแล้วต้องเกิดวิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา

สมาธิในฌานสมาบัติ จิตสงบแล้ว เอาแต่นิ่งลูกเดียว
นี่ความเป็นของสมาธิเป็น ๒ อย่าง พึงสังเกตดูให้ดี

ก่อนที่จะหยุด ได้พักการปฏิบัติ ขอให้ทุกท่านกำหนดจิต พิจารณาทบทวน ตั้งแต่เราเริ่มไหว้พระสวดมนต์ ระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ได้สมาทานศีล ได้รับศีล ได้ตั้งใจปฏิบัติสมาธิ ตั้งใจฟังธรรม ว่าเราได้ทำอะไรมาบ้าง เวลาฟังธรรม เข้าใจไหม เวลาปฏิบัติสมาธิ จิตสงบหรือไม่ ให้พิจารณาทบทวนดู เพื่อกระตุ้นเตือนจิตของเรา ให้เกิดความคิดพิจารณาเองในกาลต่อไป

บัดนี้เป็นเวลาอันสมควรแล้ว เห็นว่าการฟังธรรม การปฏิบัติธรรม ก็ขอยุติลงเพียงแค่นี้ ขอทุกท่านจงสำเร็จคุณธรรมตามที่ตนปรารถนาโดยทั่วกัน อาตมาขออนุโมทนาในบุญกุศลของท่านพร้อม.



:09: :09: :09:
.................................



ขอบพระคุณสำเนาต้นฉบับจาก
http://www.dharma-ga.../lp-poot_13.htm
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
1



#4 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11876
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 08/02/2012 - 16:08

:09: :09: :09:


ตามรอยพระบูรพาจารย์


(เทศน์อบรมครูผู้สอนวิชาพระพุทธศาสนา เขตการศึกษา ๑๑ เมื่อวันที่ ๑๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๘)



หลักความเป็นจริงของการทำสมาธิ ถ้าหากเราจะถามว่าอยากจะทำสมาธิ ทำอย่างไร เราจะได้คำตอบว่า ทำสมาธิ คือ ทำจิตให้มีสิ่งรู้ สติมีสิ่งระลึก จะเป็นอะไรก็ได้

หลวงปู่เสาร์ ซึ่งเป็นอาจารย์ของ หลวงปู่มั่น พระออกเดินธุดงคกรรมฐานที่ไปเที่ยวปักกลดอยู่ในป่าในดง ในถ้ำในเขา องค์แรกของภาคอีสาน คือ หลวงปู่เสาร์ กันตสีโล ท่านมีกำเนิดเกิดขึ้นที่บ้านข่าโคม ตำบลหัวดอน อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี ในเมื่อท่านออกบวชในพระศาสนา ท่านสนใจในเรื่องการปฏิบัติสมถกัมมัฏฐาน วิปัสสนากัมมัฏฐานโดยถ่ายเดียว ซึ่งสหธรรมิกคู่หูของท่านคือ พระปัญญาพิศาลเถร (หนู) เป็นคนเกิดในเมืองอุบล ท่านออกเดินธุดงค์ร่วมกัน

หลวงปู่เสาร์ตามปกติท่านเป็นพระที่เทศน์ไม่เป็น แต่ปฏิบัติให้ลูกศิษย์ดูเป็นตัวอย่าง สมัยที่หลวงพ่อเป็นเณรอยู่ใกล้ ๆ ท่าน ถ้าวันไหนเราคิดว่าวันนี้จะเดินจงกรมแข่งกับท่านอาจารย์ใหญ่ วันนั้นท่านจะเดินจงกรมไม่หยุดจนกว่าเราหยุดนั่นแหละ ท่านจึงจะหยุด ท่านจะไม่ยอมให้เราชนะท่าน เวลาท่านสอนสมาธิ ถ้ามีใครถามว่า ... (ส่วนใหญ่คนอีสานก็ถามแบบภาษาอีสาน)

"อยากปฏิบัติสมาธิ เฮ็ดจังได๋ ญาทาน"

"พุทโธตี๊"

"ภาวนาพุทโธแล้วมันจะได้อีหยังขึ้นมา"

"อย่าถาม"

"พุทโธแปลว่าจังได๋"

"ถามไปหาซิแตกอีหยัง ยังว่าให้ภาวนาพุทโธ"


ท่านพูดแค่นี้แล้วก็ไม่มีคำอธิบาย ถ้าหากว่าใครเชื่อตามคำแนะนำของท่าน ไปตั้งใจภาวนาพุทโธจริง ๆ ไม่เฉพาะแต่เวลาเรามานั่งอย่างเดียว ยืน เดิน นั่ง นอน รับประทาน ดื่ม ทำ ใจนึกพุทโธไว้ได้ตลอดเวลา ไม่ต้องเลือกว่าเวลานี้เราจะภาวนาพุทโธ เวลานี้เราจะไม่ภาวนาพุทโธ ท่านสอนให้ภาวนาทุกลมหายใจ บางคนก็ไปข้องใจว่าภาวนาพุทโธอยู่ในห้องน้ำห้องส้วมมันจะไม่บาปหรือ ไม่บาป ธรรมะเป็นอกาลิโก ไม่เลือกกาลเลือกเวลา พระองค์สอนไว้แล้ว ถ้ายิ่งเข้าไปในห้องน้ำห้องส้วมนั่นแหละยิ่งภาวนาดี เพราะมันมีสิ่งประกอบ สิ่งที่จะทำให้เรามองเห็นสิ่งปฏิกูลน่าเกลียดโสโครกมันก็แสดงออกมาให้เราเห็น

เราภาวนาพุทโธ พุทโธ แปลว่า รู้ รู้ในสิ่งที่เราทำอยู่ในขณะนั้น ทีนี้ถ้าหากว่าท่านผู้ใดเชื่อตามคำแนะนำของหลวงปู่ท่าน ไปภาวนาพุทโธอย่างเอาจริงเอาจัง ส่วนใหญ่จะไม่เกิน ๗ วัน บางคนเพียงครั้งเดียว จิตสงบ สว่าง เป็นสมาธิ รู้ ตื่น เบิกบานขึ้นมา ในเมื่อใครภาวนาจิตเป็นสมาธิ เวลามาถามท่าน ... ภาวนาพุทโธแล้วจิตของฉัน ตอนแรก ๆ มันมีอาการเคลิ้ม ๆ เหมือนกับจะง่วงนอน มันสลึมสลือเหมือนครึ่งหลับครึ่งตื่น พอเผลอ ๆ จิตมันวูปไปนิ่งปั๊บสว่างโพลงขึ้นมา คล้าย ๆ กับว่ามันมองเห็นอะไรหมดทุกสิ่งทุกอย่าง บางทีภาวนาอยู่ในห้องมืด ๆ พอจิตวูบไป สว่างโพลงขึ้นมาเหมือนกับมันมองเห็นทั่วหมดในห้อง จนตกใจว่าแสงอะไรมันมาสว่างไสว พอตกใจแล้วสมาธิถอน ลืมตาขึ้น ความมืดมันก็มาแทนที่

อันนี้้เป็นจุดสำคัญ คือ ถ้าจิตของเราได้สัมผัสกับสิ่งแปลกใหม่ มันจะเกิดความตื่นตกใจหรือเกิดเอะใจขึ้นมา แต่ถ้าหากว่าเราไม่ตื่นตกใจหรือเอะใจ จิตของเราสามารถมีสติประคับประคองรู้อยู่โดยธรรมชาติ จิตมันก็สงบ นิ่ง สว่าง รู้ ตื่น เบิกบาน มีปีติ มีความสุข เมื่อไปเล่าให้ท่านฟัง ถ้าสิ่งใดมันถูกต้อง ท่านบอกว่า "เร่งเข้า ๆ ๆ ๆ" แล้วไม่อธิบาย แต่ถ้าหากว่ามันไม่ถูกต้อง เช่นอย่างใครทำสมาธิภาวนาแล้วคล้าย ๆ กับว่าพอจิตสว่างรู้เห็นนิมิตขึ้นมาแล้วก็น้อมเอานิมิตเข้ามา พอนิมิตเข้ามาถึงตัวถึงใจแล้วมันรู้สึกว่าอึดอัดใจ เหมือนหัวใจถูกบีบ แล้วสมาธิที่สว่างก็มืดไปเลย อันนี้ท่านบอกว่า "อย่าทำอย่างนั้น มันไม่ถูกต้อง"
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
1



#5 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11876
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 08/02/2012 - 21:13

:09:



เมื่อเกิดนิมิตขึ้นมา ถ้าหากว่าไปเล่าให้ท่านอาจารย์องค์ใดฟัง ถ้าท่านแนะนำให้น้อมเอานิมิตนั้นเข้ามาหาตัว อันนั้นเป็นการสอนผิด แต่ท่านผู้ใด พอไปบอกว่าภาวนาเห็นนิมิต ถ้าท่านแนะนำว่าให้กำหนดจิตเฉยอยู่ คล้าย ๆ กับว่าไม่สนใจกับนิมิตนั้น แล้วนิมิตนั้นจะแสดงปฏิกิริยาเปลี่ยนแปลงไปในแง่ต่าง ๆ เมื่อเรามีสติสัมปชัญญะดี มีสมาธิมั่นคง เราจะได้อาศัยความเปลี่ยนแปลงของมโนภาพอันเป็นนิมิตนั้นเป็นเครื่องเตือนให้เรารู้ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างมันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา นิมิตที่เปลี่ยนแปลงเป็น ปฏิภาคนิมิต

ถ้าหากว่านิมิตที่ปรากฏแล้วหยุดนิ่งไม่ไหวติง ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ บางทีสมาธิของเราแน่วแน่ ความทรงจำมันฝังลึกลงไปในส่วนลึกของจิต ลงไปถึงจิตใต้สำนึก เมื่อออกจากที่นั่งสมาธิมาแล้วเราไม่ได้นึกถึง มันก็คล้าย ๆ มองเห็นนิมิตนั้นอยู่ นึกถึงมันก็เห็น ไม่นึกถึงมันก็เห็น มันติดตาติดใจอยู่อย่างนั้น อันนี้เรียกว่า อุคคหนิมิต ว่ากันง่าย ๆ ถ้าจิตของเรามองเพ่งอยู่ที่ภาพนิ่ง เป็น อุคคหนิมิต ถ้าจิตเพ่งรู้ความเปลี่ยนแปลงของนิมิตนั้น เป็น ปฏิภาคนิมิต

อุคคหนิมิตเป็นสมาธิขั้นสมถกรรมฐาน แต่ปฏิภาคนิมิตนั้นเป็นสมาธิขั้นวิปัสสนา
เพราะิจิตกำหนดหมายรู้ความเปลี่ยนแปลง อันนี้ถ้าหากว่าใครภาวนาได้นิมิตอย่างนี้ไปเล่าให้ท่านอาจารย์เสาร์ฟัง ท่านจะบอกว่า "เออ...ดีแล้ว เร่งเข้า ๆ" แต่ถ้าใครไปบอกว่า เมื่อเห็นนิมิตแล้ว ผมหรือดิฉันน้อมเข้ามาในจิตในใจ แต่ทำไมเมื่อนิมิตเข้ามาถึงจิตถึงใจแล้ว จิตที่สว่างไสว ปลอดโปร่ง รู้ ตื่น เบิกบาน มันจึงมืดมิดลงไป แล้วเหมือนกับหัวใจถูกบีบ หลังจากนั้นจิตของเราไม่เป็นตัวของตัว คล้าย ๆ กับว่าอำนาจสิ่งที่เข้ามานั้นมันครอบไปหมด

ถ้าไปเล่าให้ฟังอย่างนี้ ท่านจะบอกว่า "ทำอย่างนั้นมันไม่ถูกต้อง เมื่อเห็นนิมิตแล้วให้กำหนดรู้เฉย ๆ อย่าน้อมเข้ามา ถ้าน้อมเข้ามาแล้ว นิมิตเข้ามาในตัว มันจะกลายเป็นการทรงวิญญาณ" อันนี้เป็นเคล็ดลับในการปฏิบัติ เพราะฉะนั้น ถ้าท่านผู้ใดมาแนะนำเราว่า ทำสมาธิแล้วให้น้อมจิตไปรับเอาอำนาจเบื้องบน หรือเห็นนิมิตแล้วให้น้อมเข้ามาในตัว อันนี้อย่าไปเอา มันไม่ถูกต้อง

ในสายหลวงปู่เสาร์นี่ ท่านสอนให้ภาวนาพุทโธ หลวงพ่อก็เคยแอบถามท่านว่า "ทำไมต้องภาวนาพุทโธ" ท่านก็อธิบายให้ฟังว่า "ที่ให้ภาวนาพุทโธ เพราะพุทโธเป็นกิริยาของใจ เราเขียนเป็นตัวหนังสือ เราจะเขียนเป็น พ.พาน สระอุ ท.ทหาร สะกด สระโอ ตัว ธ.ธง อ่านพุทโธ อันนี้เป็นแต่เีพียงคำพูด เป็นชื่อของคุณธรรมชนิดหนึ่ง ซึ่งเมื่อจิตภาวนาพุทโธแล้วมันสงบวูบลงไป นิ่ง สว่าง รู้ ตื่น เบิกบาน พอหลังจากนั้นคำว่าพุทโธมันก็หายไป ทำไมจึงหายไป เพราะจิตถึงพุทโธแล้ว จิตกลายเป็นจิตพุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เป็นคุณธรรมที่ทำให้ความเป็นพุทธะเกิดขึ้นในจิตของท่านผู้ภาวนา หลังจากนั้น จิตของเราจะหยุดนึกคำว่าพุทโธ แล้วก็ไปนิ่ง รู้ ตื่น เบิกบานสว่างไสว กายเบาจิตเบา กายสงบจิตสงบ ยังแถมมีปีติ มีความสุขอย่างบอกไม่ถูก"
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
1



#6 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11876
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 08/02/2012 - 21:26

:09:



อันนี้มันเป็นพุทธะ พุทโธ โดยธรรมชาติเกิดขึ้นที่จิต แล้วพุทโธแปลว่า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เป็นกิริยาของจิต มันใกล้กับความจริง แล้วทำไมเราจึงต้องมาพร่ำบ่น พุทโธ ๆ ๆ ในขณะที่จิตของเราไม่เป็นเช่นนั้น ที่เราต้องมาท่องพุทโธนี่ ก็เพราะว่าเราต้องการจะพบพุทโธ ในขณะที่พุทโธยังไม่เกิดขึ้นกับจิตเราก็ต้องท่อง พุทโธ ๆ ๆ เหมือนกับเราต้องการอยากจะพบเพื่อนคนใดคนหนึ่ง เมื่อเรายังมองไม่เห็นเขาหรือเขายังไม่มาหาเรา เราก็เรียกชื่อเขา ทีนี้ในเมื่อเขามาพบเราแล้ว ได้พูดจาสนทนากันแล้ว เราก็ไม่จำเป็นจะต้องไปเรียกชื่อเขาอีก ขืนไปเรียกซ้ำ ๆ เขาจะหาว่าเราร่ำไร ประเดี๋ยวเขาว่าเอา

ในทำนองเดียวกัน ในเมื่อเราเรียกพุทโธ ๆ ๆ ๆ เข้ามาในจิตของเรา เมื่อจิตของเราเกิดเป็นพุทโธเอง คือ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน จิตของเราก็หยุดเรียกเอง ทีนี้ถ้าหากว่าเรามีความรู้สึกอันหนึ่งแทรกขึ้นมา อ้าว ... ควรจะนึกถึงพุทโธอีก พอเรานึกขึ้นมาอย่างนี้ สมาธิของเราจะถอนทันที แล้วกิริยาจิตที่มันรู้ ตื่น เบิกบาน จะหายไป เพราะสมาธิถอน

ตามแนวทางของครูบาอาจารย์ที่ท่านแนะนำพร่ำสอน ท่านจึงให้คำแนะนำว่า เมื่อเราภาวนาพุทโธไป จิตสงบ วูบลง นิ่ง สว่าง รู้ ตื่น เบิกบาน แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ท่านก็ให้ประคองจิตให้อยู่ในสภาพปกติอย่างนั้น

ถ้าเราสามารถประคองจิตให้อยู่ในสภาพอย่างนั้นได้ตลอดไป จิตของเราจะค่อยสงบละเอียด ๆ ลงไป และในช่วงนี้เหตุการณ์ต่าง ๆ มันจะบังเกิดขึ้น ถ้าจิตส่งกระแสออกนอก เกิดมโนภาพ ถ้าวิ่งเข้ามาข้างใน จะเห็นอวัยวะภายในทั่วหมด ภายในกายนี่ ตับไตไส้พุงเห็นหมด แล้วเราจะรู้สึกว่ากายของเรานี่เหมือนกับแก้วโปร่ง ดวงจิตสงบ สว่าง เหมือนกับดวงไฟที่เราจุดไ้ว้ในโป๊ะครอบ แล้วสามารถจะเปล่งรัศมีออกมารอบ ๆ จนกว่าจิตจะสงบละเอียดลงไปจนกระทั่งกายหายไป แล้วจึงเหลือแต่จิตสว่างไสวอยู่ดวงเดียว ร่างกายตัวตนหายหมด

ถ้าหากจิตดวงนี้มีสมรรถภาพพอที่จะเกิดความรู้ความเห็นอะไรได้ จิตจะย้อนลงมามองเบื้องล่าง เห็นร่างกายตัวเองนอนตายเหยียดยาวอยู่ ขึ้นอืด ผุพังสลายตัวไป ถ้าหากว่าจิตย้อนมามองรู้เห็นอย่างนี้ จิตของผู้นั้นเดินทางถูกต้องตามแนวทางอริยมรรคอริยผล ถ้าหากว่าสงบ นิ่ง สว่าง รู้ ตื่น เบิกบาน ร่างกายตัวตนหายแล้วสงบละเอียดเรียวไปเหมือนปลายเข็ม อันนี้เรียกว่าสมาธิขั้นฌานสมาบัติไปแบบฤาษีชีไพร ถ้าหากจิตของผู้ปฏิบัติไปติดอยู่ในสมาธิแบบฌานสมาบัติ มันก็เดินฌานสมาบัติ

ทีนี้ ฌานสมาบัตินี้เจริญง่าย แล้วก็เสื่อมง่าย เมื่อมันเสื่อมไปแล้วมันก็ไม่มีอะไรเหลือ แต่สมาธิแบบอริยมรรคอริยผล เมื่อเราได้สมาธิแบบภูมิความรู้ความเห็น เช่น เห็นร่างกายเน่าเปื่อยผุพังสลายตัวไป แล้วภายหลังจิตของเราก็จะบอกว่า ร่างกายเน่าเปื่อยเป็นของปฏิกูล ก็ได้ อสุภกรรมฐาน เนื้อหนังพังไปแล้วยังเหลือแต่โครงกระดูก ก็ได้ อัฐิกรรมฐาน เมื่อโครงกระดูกสลายตัวแหลกละเอียดลงไปบนผืนแผ่นดิน จิตก็สามารถกำหนดรู้ได้ ธาตุกรรมฐาน
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
1



#7 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11876
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 09/02/2012 - 12:58

:09:



แต่ว่าในช่วงที่จิตเป็นไปนี่ จิตจะไม่มีความคิด ต่อเมื่อถอนจากสมาธิมาแล้ว สิ่งรู้หายไปหมด พอรู้สึกว่ามาสัมพันธ์กับกายเท่านั้นเอง จิตดวงนี้จะอธิบายให้ตัวเองฟังว่า นี่คือการตาย ตายแล้วมันก็ขึ้นอืด น้ำเหลืองไหล เนื้อหนังพังไป เป็นของปฏิกูล น่าเกลียดโสโครก เมื่อเนื้อหนังพังไปหมดแล้ว ก็ยังเหลือแต่โครงกระดูก ทีนี้โครงกระดูกก็แหลกละเอียดหายจมไปในผืนแผ่นดิน ทำไมมันจึงเป็นอย่างนั้น ก็เพราะว่าร่างกายของเรานี่มันมีแต่ธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ ไหนเล่า สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา มีที่ไหน ถ้าจิตมันเกิดภูมิความรู้ขึ้นมาอย่างนี้ ภาวนาในขณะเดียว ความเป็นไปของจิตที่รู้เห็นไปอย่างนี้ไ้ด้ทั้งอสุภกรรมฐาน อัฐกรรมฐาน ธาตุกรรมฐาน ประโยคสุดท้าย ไหนเล่าสัตว์บุคคลตัวตนเราเขา จิตรู้อนัตตา เรียกว่า อนัตตานุปัสสนาญาณ ภาวนาทีเดียวได้ทั้งสมถะได้ทั้งวิปัสสนา

การกำหนดหมายสิ่งปฏิกูลน่าเกลียด หรือกำหนดหมายรู้โครงกระดูก แล้วก็กำหนดหมายรู้ธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ เป็น สมถกัมมัฏฐาน ส่วนความรู้ที่ว่า ไหนเล่าสัตว์บุคคลตัวตนเราเขามีที่ไหน เป็น วิปัสสนากัมมัฏฐาน เพราะฉะนั้น ท่านนักปฏิบัติทั้งหลาย สมถกัมมัฏฐาน วิปัสสนากัมมัฏฐาน เป็นคุณธรรมอาศัยซึ่งกันและกัน เมื่อไม่มีสมาธิ ไม่มีฌาน ... ไม่มีฌาน ไม่มีวิปัสสนา ... เมื่อไม่มีวิปัสสนา ก็ไม่มีวิชา ความรู้แจ้งเห็นจริง ... เมื่อไม่มีความรู้แจ้งเ็ห็นจริง จิตไม่ปล่อยวาง ก็ไม่เกิดวิมุตติความหลุดพ้น นี่ สายสัมพันธ์มันก็ไปกันอย่างนี้

อันนี้เป็นแนวการปฏิบัติกรรมฐานในสายของหลวงปู่เสาร์ เพราะฉะนั้น เราอาจจะเคยได้ยินได้ฟังว่า ภาวนาพุทโธแล้วจิตได้แต่สมถกัมมัฏฐาน ไม่ถึงวิปัสสนา อนุสติ ๑๐ พุทธานุสติ ธรรมานุสติ สังฆานุสติ สีลานุสติ จาคานุสติ อุปสมานุสติ ภาวนาแล้วจิตสงบหรือบริกรรมภาวนา เมื่อจิตสงบแล้วถึงแค่สมถกัมมัฏฐาน เพราะว่าพอภาวนาไปแล้วจิตสงบแล้วมันทิ้งคำภาวนา ฉะนั้น คำว่าพุทโธ ๆ นี่ มันไม่ไ่ด้ติดตามไปกับสมาธิ พอจิตสงบเป็นสมาธิแล้วมันทิ้งทันที ทิ้งแล้วมันก็ได้แต่สงบนิ่ง แต่อนุสติ ๒ คือ กายคตานุสติ อานาปานสติ ถ้าตามหลักวิชาการท่านว่าได้ทั้งสมถะ ทั้งวิปัสสนา

ถ้าเราภาวนาพุทโธ เมื่อจิตสงบ นิ่ง สว่าง รู้ ตื่น เบิกบาน ถ้ามันเพ่งออกไปข้างนอก ไปเห็นภาพนิมิต ถ้านิมิตนั้นนิ่งไม่มีการเปลี่ยนแปลง ก็สมถกัมมัฏฐาน ถ้านิมิตมีการเปลี่ยนแปลงก็วิปัสสนากัมมัฏฐาน ทีนี้ถ้าพุทโธแล้วจิตหยุดนิ่ง สว่าง จิตวิ่งเข้ามาข้างในมารู้เห็นกายในกาย รู้อาการ ๓๒ รู้ความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย ซึ่งร่างกายปกติแล้วมันกลายมันเน่าเปื่อยผุพังสลายตัวไป มันเข้าไปกำหนดรู้ความเปลี่ยนแปลงของสภาวะ คือกายกับจิต ก็เป็นวิปัสสนากัมมัฏฐาน มันก็คลุกเคล้าอยู่ในอันเดียวกันนั่นแหละ

แล้วอีกประการหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเราจะเคยได้ยินได้ฟังว่าสมาธิขั้นสมถะมันไม่เกิดภูมิความรู้ อันนี้ก็เข้าใจผิด ความรู้แจ้งเห็นจริง เราจะรู้ชัดเจนในสมาธิขั้นสมถะ เพราะสมาธิขั้นสมถะเป็นสมาธิที่อยู่ในฌาน จิตสมาธิที่อยู่ในฌานมันเกิดอภิญญา ความรู้ยิ่งเห็นจริง แต่ความรู้เห็นทุกสิ่งทุกอย่างขณะที่จิตอยู่ในสมาธิขั้นสมถะนี้ มันจะรู้เห็นแบบชนิดที่ไม่มีภาษาที่จะพูดว่าอะไรเป็นอะไร สักแต่ว่ารู้ สักแต่ว่าเห็น เช่น มองเห็นการตาย ตายแล้วมันก็ไม่ว่า เน่าแล้วมันก็ไม่ว่า ผุพังสลายตัวไปแล้วมันก็ไม่ว่า ในขณะที่มันรู้อยู่นั่น แต่เมื่อมันถอนออกมาแล้วยังเหลือแต่ความทรงจำ จิตจึงมาอธิบายให้ตัวเองฟังเพื่อความเข้าใจทีหลัง เรียกว่า เจริญวิปัสสนา นี่ขอให้นักสมาธิทั้งหลายพึงเข้าใจอย่างนี้ ในปฏิปทาของครูบาอาจารย์ก็เห็นว่าบรรจุข้อความและหลักวิธีการไว้อย่างสมบูรณ์.



:09: :09: :09:
.............................

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
1



#8 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11876
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 10/02/2012 - 12:00

:09: :09: :09:


เรื่องจริงอิงธรรมะ


:103:


พลังจิตพิชิตโรค




ทีนี้จะมาเล่าประสบการณ์ สมาธินี่เขาปฏิบัติกันได้สอนกันได้หลายวิธีการ

สมาธิแบบฝรั่งที่เขาเรียนกันเรียกว่าการสะกดจิต หลวงพ่อเคยเรียนสะกดจิตกับ อาจารย์ไมเคิล แฟรงฟอร์ด ซึ่งเขาเป็นชาวอังกฤษ เขาเรียนจบแผนกเภสัช ระดับปริญญาเอกในสมัยโน้น สมัยร้อยปีมาแล้ว หลวงพ่อมาพบตอนเขาอายุ ๗๐ กว่า เขามาเคี่ยวเข็ญให้เรียนการสะกดจิต เขาอธิบายเหตุผลให้ฟังว่า การสะกดจิตกับการทำสมาธิของท่านมันคืออันเดียวกัน สมาธิที่ท่านปฏิบัติอยู่นี่เป็นหลักเป็นจุดยืน แต่การสะกดจิตนี่เราสามารถเอาพลังจิตไปใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างอื่นได้ เช่น การรักษาโรคภัยไข้เจ็บ เป็นต้น

ทีนี้หลวงพ่อก็ตกลงใจเรียนกับเขา เขาก็สอนให้ ก็ได้ปฏิบัติตามที่เขาสอน แล้วก็เกิดผลกับตัวเองได้บ้าง คือสามารถรักษาวัณโรคหายได้ หลวงพ่อเป็นวัณโรคตั้งแต่อายุ ๒๓ ปี ด็อกเตอร์ท่านนี้มาสอนวิชาสะกดจิตให้ ท่านก็แนะวิธีที่จะใช้พลังจิตสำหรับรักษาโรค ก็พยายามปฏิบัติตามมา ในที่สุดวัณโรคมันก็หาย แต่เวลามันจะหายจริง ๆ นี่ มันก็อาศัยสมาธิของเรานี่แหละ ที่เราปฏิบัติกันอยู่

คือว่าอยู่มาวันหนึ่ง จิตมันก็นึกขึ้นมาว่า เราป่วยเป็นวัณโรค ไหน ๆ มันก็จะต้องตายอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นก่อนจะตายนี่เราควรจะรู้ก่อนว่าความตายคืออะไร วันนั้นตั้งใจนั่งสมาธิดูความตายตั้งแต่ ๓ ทุ่มจนกระทั่งถึงตี ๓ การปฏิบัติด้วยความอยากรู้อยากเห็นอยากมีอยากเป็น กิเลสมันไปปิดบัง เราปฏิบัติด้วยความอยาก แม้แค่จิตสงบมันก็ไม่มี เมื่อจิตไม่สงบมันก็ไม่รู้ไม่เห็นความตาย

จนกระทั่งถึงตี ๓ รู้สึกว่่าเหน็ดเหนื่อยพอสมควร ทั้งเมื่อยทั้งหิวตามประสาของคนไข้ ทีนี้จิตมันก็คิดขึ้นว่าวันนี้ไม่สำเร็จ เราควรจะพักผ่อน พอคิดว่าเราจะพักผ่อน ตั้งใจจะหยุดนั่งสมาธิเท่านั้น เจ้าจิตภายในมันก็บอกว่า "คนทั้งหลายเขานอนตายกันทั้งโลก ท่านจะมานั่้งตาย มันจะตายได้อย่างไร" พอความรู้มันเกิดขึ้นมาอย่างนี้ ก็เลยมานึกเสริมเอาว่า "ถ้างั้นก็นอนตายซิ" แล้วก็นอนลงทั้งที่ยังขัดสมาธิอยู่ พอนอนลงไปแล้วมันก็ทอดอาลัยตายอยาก กำหนดรู้แต่ลมหายใจเพียงอย่างเดียว จิตไปยึดลมหายใจไม่ลดละ มันตามลมออก ตามลมเข้าอยู่อย่างนั้น จิตมันก็รู้เฉยอยู่ตามธรรมชาติของมัน ลมหายใจก็หายใจอยู่ตามธรรมชาติ พอว่าลมหายใจละเอียดเข้า ๆ ความสว่างของจิตก็บังเกิดขึ้น

ในตอนแรก ๆ มันก็มีความสว่างแผ่ซ่านไปรอบตัว เมื่อหนัก ๆ เข้ามันก็รวมอยู่ที่กลางตัวระหว่างราวนมทั้งสองข้างตรงที่เรานึกว่ามีหัวใจ มันมองห็นลมหายใจวิ่งออกวิ่งเข้าเป็นท่อยาวเหมือนหลอดไฟนีออน มันวิ่งตั้งแต่ปลายจมูกไปจนถึงสะดือ มันวิ่งอยู่อย่างนี้ บางทีมันก็วิ่งออกไปข้างนอก แล้วก็วิ่งเข้ามาข้างในสลับกัน แล้วในที่สุดพอมันออกข้างนอก มันก็หมุนเป็นเกลียวสว่านขึ้นไปเบื้องบน ความสว่างไสวมันก็เกิดขึ้น

พอไปถึงเบื้องบนแล้วมันก็ย้อนกลับมา คล้าย ๆ กับว่ามันจะไปข้างหน้ามันก็ห่วงหลัง จะอยู่หลังก็อยากไปข้างหน้า มันย้อนขึ้นย้อนลงอยู่อย่างนั้น ในที่สุดมันก็ตัดสายสัมพันธ์ขาดไป พอหมุนไปปลิวขึ้นไปแล้วสายสัมพันธ์อันนี้มันขาด พอขาดปุ๊บร่างกายหายหมด ยังเหลือแต่จิตดวงเดียวนิ่ง สว่างไสวอยู่ คล้ายกับว่าในจักรวาลนี้มีแต่จิตของเราดวงเดียวเท่านั้นสว่างอยู่ในท่ามกลางแห่งความว่าง โลกคือผืนแผ่นดินก็หายไปหมด ทุกสิ่งทุกอย่างหายไปหมด ยังเหลือแต่อากาศคือความว่าง
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#9 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11876
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 10/02/2012 - 12:15

:103:



พอจิตดวงนี้มันเกิดรวมมาสู่วิญญาณคือตัวรู้ แล้วมันก็รวมพลังขึ้นมา เกิดความสว่างใหญ่โตมโหฬาร แล้วโลกก็ปรากฏขึ้น ผืนแผ่นดินก็ปรากฏขึ้นในช่วงนั้น คล้าย ๆ กับว่าความสว่างแห่งดวงจิตนั้นมันแผ่คลุมโลกไปทั้งหมด มันสามารถที่จะมองเห็นต้นไม้ ภูเขาเลากา เห็นบ้านเห็นเมือง เห็นผู้เห็นคน เห็นจนกระทั่งภูตผีปีศาจเทวดาอินทร์พรหมยมยักษ์ ทะลุปรุโปร่งหมดแล้ว ในขณะที่มองเห็นอยู่นั้น จิตมันก็อยู่เฉย ๆ มันไม่บอกว่าอะไรเป็นอะไร แล้วภายหลังมันก็ละทิ้งการรู้การเห็นอย่างนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างหายไป ยังเหลือแต่แผ่นดิน แล้วปรากฏว่าร่างกายมานอนอยู่ภายใต้ความสว่าง

สักพักหนึ่งจิตมันก็ย้อนลงมาดูร่างกายที่นอนอยู่ มองลงมาทีแรกก็มองเห็นสบงจีวรห่อหุ้มอยู่อย่างดี พอต่อไปสบงจีวรหายหมด มีแต่ร่างกายเปลือยเปล่า ยังเหลือแต่ชุดวันเกิด

ในอันดับต่อไปร่างกายมันก็ขึ้นอืด ตีนกางมือกาง น้ำเหลืองไหลลง ผลสุดท้ายเนื้อหนังพังไปทีละชิ้นสองชิ้น จนกระทั่งยังเหลือแต่โครงกระดูก แล้วในที่สุดโครงกระดูกที่เป็นโครงสร้างมันก็ทรุดฮวบลงไป แล้วในอันดับต่อไปชิ้นกระดูกหักเป็นท่อนน้อยท่อนใหญ่ ในที่สุดมันก็แหลกละเอียดเหมือนกับขี้เถ้าโปรยอยู่บนดินทราย แล้วในขณะจิตนั้นมันก็หายจมไปในผืนแผ่นดิน แล้วก็เกิดความว่างขึ้นมาอีก

สักพักหนึ่งผืนแผ่นดินก็ปรากฏขึ้นมาอีก กระดูกที่มันหายจมไปในแผ่นดินมันก็โผล่ขึ้นมา มอง ๆ ดูแล้วมันยุบยิบ ๆ เหมือนหนอนบ่อน พอมันโผล่ขึ้นมาเต็มที่แล้วมันก็เกาะกันเป็นก้อนเป็นท่อน ก้อนเล็กก้อนน้อย แล้วก็จับกันเป็นแท่งกระดูกโดยสมบูรณ์ แล้วก็มาประสานกันเป็นโครงสร้าง ตอนที่มันวิ่งมาประสานกันนี่ กะโหลกศีรษะกระโดดมาปุ๊บ กระดูกคอ กระดูกสันหลังวิ่งเข้ามาต่อ กระดูกซี่โครงก็เข้ามาประสาน กระดูกแข้งกระดูกขากระดูกมือกระโดดเข้าไปประจำที่ของใครของเขา พอมันประสานกันเป็นโครงสร้างเสร็จ เนื้อมันเริ่มงอกระหว่างข้อต่อของกระดูก งอกลามไปจนกระทั่งมันมีเนื้อเต็มสมบูรณ์เต็มที่ แล้วเนื้อเป็นสีแดงที่เรามองเห็นหมือนกับลอกหนังหมู มันค่อยแห้งกร้านเข้าไปกร้านเข้าไป เปลี่ยนจากแดงเป็นสีเหลือง จากเหลืองก็เป็นสีขาว แล้วก็เป็นผิวอย่างธรรมดา ผม ขน เล็บ มันก็บังเกิดขึ้นสมบูรณ์แบบ แล้วมันก็ย้อนกลับไปกลับมาอย่างนั้น จำได้ว่ามันเป็นอยู่ถึง ๓ ครั้ง

บางครั้งก็มองเห็นเป็นดิน น้ำ ลม ไฟ ปรากฏขึ้น แต่จิตก็ได้แต่มองดูอยู่เฉย ๆ คล้าย ๆ กับว่ามันไม่ร้อนใจอะไร มันเฉย ๆ อยู่ สักแต่ว่ารู้อยู่ เห็นอยู่ มีอยู่ เป็นอยู่

แต่วาระสุดท้ายเมื่อมันจะรู้สึกตัวตื่นขึ้นมา หลังจากที่มันมาประสานกันเป็นรูปร่างสมบูรณ์แล้ว เจ้าตัวจิตวิญญาณที่ลอยอยู่นั่นมันไหวตัวนิดหนึ่ง แล้วก็ทรุดฮวบลงมาปะทะกับหน้าอกแผ่ว ๆ เหมือนอะไรมาสัมผัสแผ่ว ๆ แล้วหลังจากนั้นความรู้สึกในทางกายนี่มันซู่ซ่า วิ่งไปตามเส้นสาย เหมือน ๆ กับฉีดแคลเซียมเข้าเส้น

ทีนี้จิตมันก็กำหนดรู้ของมันเองโดยธรรมชาติ ความตั้งใจอะไรต่าง ๆ ในขณะนั้นมันไม่มี แต่ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเองหมด พอมันหยุดซู่ซ่าแล้ว จิตมันก็มีคำถามขึ้นมาว่า นี่หรือคือการตาย คำตอบก็ผุดขึ้นมารับว่า ใช่แล้ว หลังจากนั้นมันก็มาอธิบายฉอด ๆ ๆ ๆ

ตายแล้วมันก็ขึ้นอืด น้ำเหลืองไหล เนื้อหนังพังไปเป็นของปฏิกูลน่าเกลียดโสโครก ยังเหลือแต่โครงกระดูก โครงกระดูกก็ทรุดลงไปแหลกละเอียดหายจมไปในผืนแผ่นดิน เพราะว่าร่างกายนี้มันก็คือธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ เมื่อมันยังมีชีิวิตอยู่ มันก็เป็นรูปเป็นร่างเดินเหินไปมาได้ ทำอะไรได้ เมื่อมันตายไปแล้วมันก็กลับไปสู่ที่เก่าของมันคือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ไหนเล่า สัตว์บุคคลตัวตนเราเขามีที่ไหน

แล้วทีนี้ก็ยังนึกสงสัยอยู่ว่า เอ๊ ... เราตายจริงหรือเปล่า ตอนนี้มันฟื้นขึ้นมาอย่างปกติแล้ว แต่ยังสงสัยว่าเราตายจริงหรือเปล่า จนกระทั่งยกมือขึ้นมาคลำดูหน้าอก อ๋อ... ยัง... ยังไม่ตาย พอลืมตาขึ้นมาดูนาฬิกา ๒ โมงเช้า ๘ นาฬิกา ตั้งแต่ตี ๓ ถึง ๘ นาฬิกา
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#10 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11876
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 10/02/2012 - 15:35

:103:



พอหลังจากนั้นมาความเจ็บป่วยนี่มันเหมือนไม่ได้เป็นอะไร มันหายวันหายคืนเรื่อยมาจนกระทั่งบัดนี้ โรคนี้ไม่เคยกำเริบอีกสักที จะว่่าสมาธิรักษาวัณโรคก็ถูก หรือวัณโรครักษาสมาธิก็ถูก

เพราะฉะนั้น ท่านทั้งหลายที่มาฝึกสมาธิภาวนา แม้ว่าจิตจะยังไม่สงบเป็นสมาธิเท่าที่ควรก็ตาม เมื่อท่านจะใช้พลังจิตสำหรับรักษาโรคภัยไข้เจ็บ ถ้าท่านจะรักษาตัวเอง ให้อธิษฐานจิตนึกถึงบารมีของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จงดลบันดาลให้โรคภัยไข้เจ็บของข้าพเจ้าหาย แล้วกำหนดสติรู้ลมหายใจเฉย อย่าไปนึกคิดอะไรทั้งสิ้น เอาลมหายใจเป็นสิ่งรู้ของจิต สิ่งระลึกของสติ ดูลมหายใจเฉยอยู่เท่านั้น ทีนี้ธรรมชาติของจิต ถ้ามีสิ่งรู้ สติมีสิ่งระลึก เขาจะเพิ่มพลังงานขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว ถึงแม้ไม่สงบวูบวาบแต่เขาก็มีพลังงาน

ในเมื่อจิตมันเกิดความว่างขึ้นมา คือว่ามันอยู่เฉย ๆ แต่ยังไม่ใช่สมาธิ เพียงแต่ว่างได้ มันก็เป็นประโยชน์แก่ร่างกาย เมื่อเราทำจิตให้ว่างได้ มันจะมีสารตัวหนึ่งอยู่ใต้ต่อมสมอง มันจะกระจายออกมาทำงานของมัน ทำให้กายเบา กายสงบ จิตสงบ เป็นประโยชน์แก่ร่างกายและเป็นประโยชน์ทางจิตด้วย ถ้าหากว่าจิตของเราสงบเป็นสมาธิอย่างแท้จริง มันมีประโยชน์ทั้งกายและทางจิต

อันนี้คือวิธีการใช้พลังจิตรักษาโรค อาศัยลมหายใจเป็นสื่อ โดยอธิษฐานจิตนึกถึงบารมีสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทีนี้ถ้าหากว่าเราจะช่วยคนอื่น อย่างเราไปเยี่ยมคนไข้ เราอาจจะบอกคนไข้ว่า เอานะ ฉันจะช่วยรักษาให้ ให้คุณหาย แล้วเรากำหนดสำรวมจิตอธิษฐานถึงบารมีของพระพุทธเจ้า ขอบารมีของพระพุทธเจ้าจงช่วยดลบันดาลให้โรคภัยไข้เจ็บของคนนี้หายไป แล้วเรากำหนดจิตเพ่งที่กายเขา แผ่เมตตาให้เขาเท่านั้นเอง ยิ่งใครมีพลังจิต มีพลังสมาธิมากเท่าไร ยิ่งทำได้ผลดี

การแผ่เมตตาให้คนเป็นนี่มันก็ได้รับผล ยกตัวอย่างเช่น วันหนึ่งเมื่อปีสองปีมานี่ มีเด็กน้อยคนหนึ่งเป็นมะเร็งในเม็ดโลหิต พ่อเขาโทรมาหาหลวงพ่อเวลาตี ๒ พอได้รับโทรศัพท์ก็ถามเขาว่า คุณมีธุระรีบด่วนอะไร เขาก็บอกว่า กราบขออภัยอย่างมากที่รบกวนดึกดื่นเที่ยงคืน ลูกผมป่วยเป็นมะเร็งในเม็ดโลหิต ดิ้นรนกินไม่ได้นอนไม่หลับมา ๓ วัน ๓ คืนแล้ว ขอหลวงพ่อเมตตาช่วยลูกผมด้วย หลวงพ่อบอกว่า คุณวางหูเดี๋ยวนี้ ฉันจะทำเดี๋ยวนี้แหละ พอเสร็จแล้วก็กำหนดจิตแผ่เมตตา ทำอยู่ประมาณสัก ๒๐ นาที เดี๋ยวเขาก็โทรศัพท์มาอีก เขาก็บอกว่าเป็นพระเดชพระคุณอย่างล้นเหลือหลวงพ่อ ลูกผมนอนหลับสบายแล้ว พอออกพรรษาเข้าไปกรุงเทพฯ เขาก็พามาให้ดู หายแล้วก็อ้วนพีขึ้นมา อันนี้เป็นตัวอย่างที่แก้ปัญหาข้อข้องใจว่าเราแผ่เมตตาส่วนกุศลให้คนเป็นนี่ได้รับหรือไม่

การปฏิบัตินี่ แม้ว่าเราจะมีความตั้งใจจะรักษาโรค หรือไม่รักษาโรคก็ตาม แต่เมื่อจิตมีสมาธิ มีสติปัญญา มีความสงบ สว่าง รู้ ตื่น เบิกบาน มันก็กลายเป็นยารักษาโรคจิต ทำให้จิตมีความเป็นปกติ ไม่หวั่นไหวต่อความเจ็บไข้ได้ป่วย แล้วก็ทำให้จิตมีพลังงานด้วย อำนาจแห่งความสว่างไสวของจิต ถ้าจิตดวงนี้วิ่งเข้ามารู้อยู่ภายในกาย มาสว่างไสวอยู่ท่ามกลางของกาย สามารถแผ่กระแสแห่งความสว่างไปทั่งหมดทั้งกาย โรคภัยไข้เจ็บหรือความติดขัดในประสาทส่วนต่าง ๆ ซึ่งเป็นท่อทางเดินของลมและโลหิต พลังจิตอันนี้จะไปช่วยหนุนให้กระแสความหมุนเวียนของโลหิตและลมเดินได้คล่องตัว เพราะว่าลมละเอียดสามารถจะปรุงให้กายเบา ลมละเอียดสามารถที่จะปรุงโลหิตให้เดินไปได้อย่างคล่องตัวโดยไม่มีอุปสรรคอันใด

ถ้าผู้ที่เป็นโรคภัยไข้เจ็บบางอย่าง เช่น วัณโรค เป็นต้น เมื่อทำได้บ่อย ๆ จิตสงบสว่างบ่อย ๆ แม้ว่าจิตจะยังไม่วิ่งเข้ามาสว่างรู้อยู่ภายในตัวก็ตาม พลังของจิตนั้นจะช่วยบรรเทาอาการของโรคให้เบาลงหรือหายขาด

ถ้าหากว่าผู้ที่สามารถที่จะทำจิตให้สงบ นิ่ง สว่าง สามารถส่งกระแสจิตเข้าไปตรวจโรคในร่างกายคนได้ ในเมื่อรู้แล้วจะช่วยเขารักษา ก็แผ่เมตตาเพ่งไปที่จุดที่เรามองเห็น แล้วก็แผ่เมตตาให้ ทำบ่อย ๆ หลาย ๆ ครั้งแล้วไข้อาจจะหายไป


:103:
...................

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#11 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11876
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 11/02/2012 - 10:57

:103:


เมตตาคือคาถาไล่ผี



ประสบการณ์อีกอันหนึ่งซึ่งน่าจะได้รับรู้เอาไว้ ตามความนับถือของพวกชาวพุทธส่วนมาก ถ้าหากว่าวิญญาณภูตผีปีศาจมันเข้ามาสิงผู้คน เขามักจะหาหมอเวทย์มนต์คาถาอาคมมาขับไล่ ทีนี้วิญญาณผีบางตนนี่มันไม่กลัวเวทย์มนต์ แต่มันกลัวความดี

เมื่อไม่นานมานี้มีวิญญาณเข้าสิงคน เขาเอาหมอที่ไหนมาขับมาไล่มันก็ไม่ยอมออก มันบอกว่า มนต์ไม่กลัว กลัวแต่ความดี แล้วในที่สุดเขาก็ต้องพามาหาหลวงพ่อ พอมาถึง หลวงพ่อบอกว่า หลวงพ่อกับผีมันพูดไม่รู้เรื่องกัน ไปหาหลวงตามีไป๊ เขาก็พาไปหาหลวงตามี พอไปถึง หลวงตามีก็ท่องมนต์ขับไล่มันทันที พอหลวงตามีขึ้นมนต์บทไหน พอขึ้นต้น มันท่องจบไปก่อนทุกบทเลย จนกระทั่งหลวงตามีไม่มีมนต์จะท่องแข่งมัน มันก็ชี้หน้าด่าเอา หมดภูมิแล้วหรือ มีบทไหนที่จะมาท่องแข่งกันอีก ลำพังมนต์ไสยศาสตร์นี่เรียนมาพอแรงแล้ว จะให้นั่งท่องอยู่นี่สามวันสามคืนไม่จบ ไม่กลัวหรอก กลัวแต่ความดี

ทีนี้หลวงตามีไล่ไม่ออก เขาก็พามาหาหลวงพ่ออีก พอมันมา หลวงพ่อก็เทศน์ให้ผีมันฟัง นี่เจ้าเป็นวิญญาณภูตผีปีศาจร้ายเข้ามาสิงมนุษย์ทำให้จิตใจเขาไม่เป็นปกติ ไม่เป็นอันทำมาหาเลี้ยงชีพ เจ้ากำลังสร้างบาปกรรมจะลงนรก เจ้าเป็นผีใหญ่แล้วยังไม่พอใจหรือ ยังจะสร้างบาปกรรมเป็นผีนรกอีก มันจะทุกข์หนักยิ่งกว่านี้นะ หรือว่าเจ้าทำผิดอะไรต่อข้า ข้าอโหสิกรรมให้หมด ไม่ให้เป็นบาปเป็นกรรม บุญกุศลสิ่งใดที่ข้าบำเพ็ญมาด้วยกาย วาจา จิต ข้าขอประมวลมาเป็นพลวปัจจัยหนุนส่งวิญญาณของเจ้าให้พ้นจากทุกข์ เจ้าจงอนุโมทนาเอาบุญกับข้าเสีย พอขาดคำผีออกทันที

ก่อนหน้านั้นมันยังคุยบอกว่า มนต์ไสยศาสตร์เรียนมาพอแรงแล้ว ทีแรกเมื่อก่อนนี้ก็เคยทำสมาธิภาวนา ท่องมนต์ไสยศาสตร์ จิตสงบ สว่าง รู้ ตื่น เบิกบานเหมือนกัน แต่เมื่อจวนจะตาย พอรู้ว่าตัวจะตายก็กำหนดจิตเข้าสมาธิ บริกรรมภาวนาบทมนต์ที่ครูบาอาจารย์สอนแล้วจิตก็สงบ นิ่ง สว่าง รู้ ตื่น เบิกบานเหมือนกัน พอวิญญาณออกจากร่างปั๊บมันมืดมนไม่มีทางไป ทีแรกมันก็สว่าง ๆ มา พอใจขาด วิญญาณออกจากร่าง มืดมิด มองหาทางไปไม่มี แล้วก็มารู้ตัวเอาเมื่อมาเกิดเป็นผี แล้วมันบอกว่า พระที่ดัง ๆ ในทางไสยศาสตร์ทุกวันนี้ อย่าเข้าใจว่าเป็นอรหันต์นะ พวกนี้ตายเกิดเป็นผีใหญ่หมด อันนี้ผีมันว่า ไม่ใช่หลวงตาพุธว่านะ

อันนี้ลองเอาไปพิจารณาดู ดังนั้น เวลาท่านทั้งหลายสงสัยว่าที่ไร่ที่นา ที่บ้านที่ช่องของท่านทั้งหลาย จะมีพวกวิญญาณร้ายทั้งหลายเหล่านี้มันสิงอยู่ มันหวง ให้พยายามสวดมนต์แผ่เมตตาให้มันทำบุญกุศลสิ่งใดกรวดน้ำอุทิศให้มัน เอาความดีให้มัน ลำพังที่จะไปเอาเวทย์มนต์คาถาไปขับไล่ไม่มีทาง ผีที่เข้าสิงคนนี่โดยส่วนมากมันเคยเป็นคนที่แก่วิชามาแล้ว

การโพสต์นี้ได้ถูกแก้ไขโดย เภตรา: 11/02/2012 - 10:58

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#12 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11876
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 13/02/2012 - 13:29

:103:



อีกเรื่องหนึ่ง อยู่ที่อำเภอคำเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธร เมื่อก่อนขึ้นกับอุบล พ่อค้าเกลือคนหนึ่งเอาเกลือมาขาย ทีนี้เพื่อนบ้านไปเอาเกลือมาใช้ แต่ยังไม่ได้จ่ายเงิน เกลือ ๒ ชะลอม ราคา ๔ บาท แล้วเจ้าของเกลือตายก่อน พอตายแล้ววิญญาณมาทวงค่าเกลือ มาทวงไม่ใช่มาทวงธรรมดานะ เวลานั่งกินข้าวกินปลาอยู่นี่ ก้อนอิฐ ตูม.. มาตกลงกลางสำรับข้าว หลอกหลอนอยู่อย่างนั้น บางทีมาทำให้บ้านไหว บ้านเขาสร้างด้วยไม้ เอาบทธรรมบทมนต์ที่ไหนมาไล่มันก็ไม่หาย ผลสุดท้ายไปนิมนต์ พระครูญาณวิจิตร เพื่อนของหลวงพ่ออยู่ที่วัดประชาอุทิศ อำเภอคำเขื่อนแก้ว มาขับไล่ แล้วบ้านนั้นเป็นว่าไม่มีใครอยู่แล้ว เจ้าของหนีไปอยู่ที่อื่นหมด

พอพระไป ท่านพระครูญาณวิจิตรไป ก็ไปเริ่มท่องคาถาบารมี ๑๐ ทัศ ท่องไปไม่ทันไร ก้อนอิฐมันตูม.. มาแล้ว มันสุมก้อนอิฐมาเหมือน ๆ กับคนตั้งร้อยคนพันคน อ้าว ไม่ไหว กำหนดจิตเข้าสมาธิ พอจิตเข้าสมาธิหยุดนิ่ง มันก็เงียบไป พอจิตไหวพั้บ ตูมตามมาอีก ผลสุดท้ายสู้มันไม่ไหว ก็มานึกถึงเมตตากับการให้ส่วนกุศล แล้วก็สำรวมจิตสวดพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ แล้วสวดกรณียเมตตสูตรแล้วก็แผ่เมตตา แผ่เมตตาจบอุทิศส่วนกุศลให้โดยประกาศออกมา พูดเบา ๆ พอตัวเองได้ยินว่า วิญญาณภูตผีปีศาจที่มาข้องมาเกี่ยวอยู่แถว ๆ นี้ ก็ขอให้มารับส่วนบุญส่วนกุศลจากข้า แล้วก็ไปเกิดดีถึงสุขเสีย ค่าเกลือของเจ้าเขาก็ได้ทำบุญอุทิศให้แล้ว ขอให้น้อมรับเอาบุญกุศล ให้ให้อภัยเขา แล้วก็ไปเกิดดีถึงสุขเสีย พอนึกถึงตอนนี้เงียบตลอดคืนยันรุ่ง ทีนี้พระก็อยู่นั่น ๓ วัน ๓ คืน จนกระทั่งรู้สึกว่าไม่มีอะไรรบกวนท่านจึงลาโยมกลับวัด แล้วโยมก็กลับมาอยู่บ้านได้ อยู่อย่างสบาย

เพราะฉะนั้น ไอ้เรื่องวิชาอาคมทางไสยศาสตร์ที่เราคิดว่าจะป้องกันภูตผีปีศาจนี่ไม่มีทาง มีแต่ว่าสวดมนต์ภาวนาแล้วแผ่เมตตาแผ่ส่วนกุศลให้เขา

การแผ่เมตตาก็คือ อะหัง สุขิโต โหมิ ... สัพเพ สัตตา สุขิตา โหนตุ การให้ส่วนกุศลก็ .. เรานึกหรือพูดเป็นภาษาไทย ด้วยบุญกุศลที่ข้าพเจ้านั่้งสมาธิภาวนา สวดมนต์ในวันนี้ ข้าพเจ้าขออุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้แก่วิญญาณทั้งหลาย ตั้งแต่ท่านที่เป็นพ่อแม่ ปู่ย่าตายายของข้าพเจ้า ตลอดทั้งสัตว์ทั้งหลายผู้เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น จงเป็นผู้มีส่วนแห่งบุญที่ข้าพเจ้าทำแล้วนี้ด้วยเทอญ ให้ทำทุกวัน ๆ เป็นกิจวัตร วิญญาณที่เราคิดว่าร้าย ๆ ดุ ๆ นี่เขาก็ช่วยเราได้เหมือนกัน

วิญญาณช่วยเราได้อย่างไร อันนี้มีเรื่องที่เมืองอุบล อาจารย์ถนอม ภรรยาของท่านผู้นี้เป็นมะเร็งแล้วก็ตาย ก่อนจะตายเขาสั่งสามีว่า พี่อย่าทิ้งลูกนะ ประคับประคองลูกให้ดี ฉันจะช่วยเลี้ยงดอก สามีก็นึกขำ ๆ คนตายมันจะมาช่วยเลี้ยงลูกได้อย่างไร แต่ไม่พูด ทีนี้พอเขาตายไป พอเผาทำบุญ ๗ วันเสร็จ เขามาเข้าฝันบอกหวย บอกครั้งที่ ๑ ก็ถูก ครั้งที่ ๒ ก็ถูก ครั้งที่ ๓ ก็ถูก พอบอกถูกถึง ๓ ครั้ง มาบอกครั้งสุดท้ายนี่ บอกว่าจะบอกครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย ต่อไปจะไม่มายุ่งเกี่ยวอีกแล้ว สามีเขาก็ซื้อได้เงินตั้งหลายแสน เกือบร่วมล้าน อันนี้คือผีวิญญาณมาช่วยเลี้ยงลูก มันเป็นไปได้

อันนี้เป็นสิ่งลึกลับที่ใคร ๆ ไม่อาจจะรู้ได้ อาศัยประสบการณ์เท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งปู่ย่าตายายของเราที่ล่วงลับไปแล้ว ท่านยังเป็นห่วงพวกเราอยู่ ฉะนั้น ตามประเพณีเราจึงแสดงความกตัญญูกตเวทีด้วยการทำบุญอุทิศส่งไปให้.


:103:
..................

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#13 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11876
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 13/02/2012 - 14:59

:103:


จิตก่อนเกิดและก่อนตายเป็นอย่างไร


ท่านอาจารย์ทอง อโสโก ศิษย์องค์หนึ่งของหลวงปู่เสาร์ เล่าให้ฟังว่า มีพระองค์หนึ่ง อยู่ที่อำเภออำนาจเจริญ อุปสมบทในงานฉลองอายุของหลวงปู่เสาร์ที่วัดบูรพา เมืองอุบล เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๓ พออุปสมบทแล้วก็ไปจำพรรษาที่วัดบ้านสามผง อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม แล้วก็ไปป่วยหนัก ท้องร่วง มรณภาพอยู่ที่วัดนั้น

ภายหลังแกบอกเล่าว่า แกไปเกิดที่บ้านน้ำกล่ำ อำเภอธาตุพนม เมื่อโตขึ้นก็ระลึกชาติหนหลังได้ ท่านอาจารย์ทองซึ่งเป็นผู้ฝึกฝนและให้การอบรมได้ทราบข่าวว่าพระองค์นี้ไปเกิดที่บ้านน้ำกล่ำ ท่านก็ไปพิสูจน์ข้อเท็จจริง โดยเดินทางไปพบคนที่ระลึกชาติหนหลังได้ แล้วก็ได้สอบถามว่า เมื่อก่อนที่จะตายนี่ แกรู้ไหมว่าแกจะตาย เขาบอกไม่รู้ แม้แต่ตายแล้วก็ไม่รู้ว่าตัวตาย เขาบอกว่าในขณะที่ญาติโยมเอาศพแกไปขุดหลุมจะฝัง แกก็ไปกับเขาด้วย แล้วไปนั่งดูเขาขุดหลุม แกก็ถามเขาว่า "โยมขุดหลุมฝังอะไร" โยมเขาก็ไม่ตอบเพราะไม่ได้ยินเสียงพูด แกก็เอามือไปตีพุ่มไม้ พอพุ่มไม้ไหวมีเสียงดัง ญาติโยมก็ร้องเอะอะว่าผีหลอก พากันวิ่งหนี แกก็วิ่งตามเขาไปเพราะกลัวผีหลอกเหมือนกัน พอโยมไปได้หน่อยหนึ่งก็ย้อนกลับมาช่วยกันขุดหลุมแล้วก็ฝังศพจนเสร็จ แล้วเขาชวนกัน ไป รีบกลับ เดี๋ยวผีหลอก แกก็รีบวิ่งออกหน้าเขากลับเข้าไปในวัด

นี่ตามคำบอกเล่าของคนที่ตายแล้วมาเกิดใหม่ แล้วก็ระลึกชาติหนหลังได้ แสดงว่าเขาไม่รู้ว่าเขาตาย เพราะฉะนั้นคำถามที่ว่า คนก่อนจะตายก่อนจะเกิด จิตมีลักษณะอย่างไร ถ้าพิจารณาตามลักษณะที่เรามาภาวนานี่ เมื่อเราภาวนาจิตสงบเป็นสมาธิระหว่างหัวเลี้ยวหัวต่อที่จิตจะตัดกระแสความรู้สึกในปัจจุบันไปสู่ความเป็นสมาธิเป็นอย่างไร คนก่อนที่จะตายก็มีลักษณะอย่างนั้น คนธรรมดาที่ไม่ตายในสมาธิ จะต้องปรากฏมีรูปร่างเดินออกไป พอเดินออกไปแล้วจะชะโงกมาดูร่างเดิมนี่นิดหนึ่ง แต่เขาจะไม่นึกว่าร่างที่นอนตายอยู่นั้นคือร่างกายของเขา เขาก็เดินหนีไปเลย

นี่เปรียบเทียบกับจิตที่เป็นสมาธิระดับอุปจาระ ส่งกระแสออกไปนอก แล้วปรากฏว่ามีรูปร่างเดินไป เหมือน ๆ กับลักษณะของมโนมยิทธิที่จิตออกไปดูนรก ดูสวรรค์ เพราะในขณะนั้นมีความรู้สึกว่าเขามีร่างกายอยู่ เมื่อออกจากร่างไปจึงปรากฏว่ามีร่างติดตัวไปด้วย ถ้าเปรียบเทียบกับคนก่อนจะตายก็ต้องเป็นอย่างนั้น คือจิตจะมีการรวมลงไป คือรวมพลัง เพื่อจะถีบตัวออกจากร่างเดิม
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#14 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11876
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 13/02/2012 - 15:34

:103:



ทีนี้ก่อนจะเกิด ตามคำบอกเล่าของคนที่ระลึกชาติได้ เมื่อเขาเข้ามาในวัด แล้วเขาไปเที่ยวทักทายกับพระเณรและครูบาอาจารย์ในวัด ไม่มีใครพูดกับเขา เขาจึงมานึกว่าคนทั้งหลายเกลียดเราเพราะเหตุไร ในเมื่อทุกคนรังเกียจอย่างนี้เราจะอยู่กับเขาได้อย่างไร เขาก็เดินหนีจากหมู่คณะจากวัดไป แล้วเดินทางไปบ้านน้ำกล่ำ พอไปถึง ความทรงจำยังมีอยู่ เวลาขาไปท่านอาจารย์ทองพามาฉันที่บ้านโยมแม่ที่มาเกิดใหม่ พอเขาขึ้นไปบนบ้านก็ไปขอน้ำฉัน เจ้าของบ้านก็นั่งเฉยเพราะไม่ได้ยินเสียง ก็ถือวิสาสะไปกรองน้ำในตุ่มมาฉัน พอฉันน้ำเสร็จแล้วขอที่พัก เจ้าของบ้านก็เฉย จึงถือวิสาสะเดินเข้าไปในห้องนอน เอาบริขารไปวางไว้ แล้วก็ล้มตัวลงไปนอนหลับ นั่นแสดงว่าเข้าไปสู่ท้อง ไปปฏิสนธิแล้ว แต่เขาก็ไม่รู้ว่าเขาไปเกิด เพียงรู้สึกตัวว่านอนพักผ่อนเท่านั้น อันนี้ตามคำบอกเล่าของคนที่มาเกิดแล้วระลึกชาติหนหลังได้ ซึ่งความทรงจำเก่าเริ่มเกิดขึ้นลาง ๆ เมื่ออายุ ๕ ขวบ และชัดเจนขึ้นเมื่ออายุ ๗ ขวบ

ถ้าจะเปรียบเทียบกัน คนก่อนที่จะเกิดก็ไม่รู้ว่าตัวจะมาเกิด ถ้าจะเปรียบเทียบกับขณะที่จิตเรามีสมาธิอย่างละเอียด ก่อนที่จิตจะถอนจากสมาธิ จิตจะต้องมีการไหวตัวนิดหนึ่ง แล้วก็ค่อยมีความรู้สึกขึ้นมา แล้วก็ย้อนมาสู่กายอีก แล้วก็เข้าสู่กาย ก็กลายเป็นการเกิด อันนี้ลักษณะของจิตที่เข้าสมาธิอย่างละเอียดจนกระทั่งตัวหาย รูปร่างกายไม่ปรากฏ ยังมีแต่จิตดวงเดียวซึ่งลอยเด่นอยู่เท่านั้น นั่นก็แสดงว่าวิญญาณจิตนี้ออกจากร่างไปแล้ว เพราะไม่ได้เกี่ยวพันกับร่างกาย คำตอบก็พอจะเทียบได้อย่างนี้ เพราะก่อนที่จะตายจากชาติก่อน ๆ โน้น เราก็ไม่ทราบว่าได้เตรียมการอะไร แต่มาเทียบกับจิตที่เข้าสู่สมาธิและออกจากสมาธิพอที่จะเปรียบเทียบกันได้ ว่าก่อนจะตายจิตเป็นอย่างไร มีลักษณะอย่างไร

ก่อนที่จะตายในสมาธิ จิตจะเข้าสมาธิ พอจิตเข้าสมาธิปั๊บ ก่อนสมาธิจะเกิด กายเบาจิตเบา กายสงบจิตสงบ ทีนี้คนที่จะตายนี่ ในขณะที่กำลังดิ้นรนกระวนกระวายอยู่ันั้น อย่างดีเขาก็รู้สึกเพียงแค่ว่าเขาอาจจะตาย แต่เมื่อจะตายจริง ๆ ทุกสิ่งทุกอย่างสงบ ร่างกายที่ดิ้นรนชักงอก็สงบไป นิ่งเงียบ ในตอนนี้จิตเตรียมที่จะออกจากร่าง แต่ไม่ทราบว่าเขากำลังจะตาย ฉะนั้น ในตัวอย่างนี้ เขาก็ไม่รู้ว่าเขาตาย แล้วก็ไม่รู้ว่าเขาเกิด ดังนั้นจิตของคนที่จะตาย ก็มีลักษณะไม่รู้ว่าตัวจะตาย ลักษณะจิตที่จะเกิดก็ไม่รู้ว่าตัวจะเกิด นี้คือลักษณะจิตของคนจะตายหรือคนจะเกิด.


:103:

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#15 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11876
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 13/02/2012 - 17:27

:103:


นรก สวรรค์ มีจริงหรือไม่


หลวงพ่อไปเทศน์อบรมพระอยู่ที่จังหวัดลพบุรี ในภูเขา มีพระเถระองค์หนึ่งท่านถามว่า นรกมีไหม สวรรค์มีไหม ถ้ามีอยู่ที่ไหน ท่านถามว่าอย่างนั้น ทีนี้ถ้าหากว่า เรื่องนรก สวรรค์ ถ้าใครไม่ปลงใจเชื่อ ก็ให้พยายามเชื่อว่าสวรรค์ในอก นรกในใจ

ขณะใดที่จิตของเราเดือดร้อนวุ่นวาย มีทุกข์หนัก ในขณะนั้นนรกเกิดขึ้นในใจของเรา ขณะใดที่จิตใจแช่มชื่นเบิกบาน มีความสุข ในขณะนั้นสวรรค์เกิดที่ใจของเรา

นรก แปลว่า แดนหาความเจริญมิได้ เมื่อใจไม่มีความเจริญมีแต่ความทุกข์ ใจก็เสื่อม ในเมื่อเสื่อมแล้วนรกก็ปรากฏขึ้นในใจ

สวรรค์ แปลว่า แดนให้อารมณ์เลิศด้วยดี เมื่อจิตใจเบิกบานแช่มชื่น มีความสุขสันต์หรรษา ในขณะนั้นใจของเราก็อยู่ในระดับแห่งสวรรค์

เรื่องที่ว่านรก สวรรค์ มีหรือไม่นั้น เราพึงสันนิษฐานว่า อันใดที่มีภาษาพูดกล่าวขวัญถึง อันนั้นต้องมีแน่นอน ถ้าไม่มีเขาเอาคำพูดนั้นมาจากไหน อันนี้เป็นทางสันนิษฐาน หลวงพ่อพูด ก็พูดโดยสันนิษฐานเหมือนกัน เพราะว่านรกก็ยังไม่เคยเห็น ที่ว่านรกมีเท่านั้นหลุม เท่านี้หลุมก็ยังไม่เคยเห็น ก็ว่ากันตามคัมภีร์เหมือนกัน

เพราะฉะนั้น อะไรที่เรายังไม่รู้แจ้งเห็นจริงด้วยตนเอง รับฟังไว้ก่อน อย่าเพิ่งรับรอง และอย่าเพิ่งปฏิเสธ ถ้าได้ยินแล้วเชื่อเลยทีเดียวก็โง่ ถ้าไม่เชื่อปฏิเสธเลยทีเดียวก็โง่

ยกตัวอย่างเรื่องแปลจากหนังสือฝรั่งเล่มหนึ่ง มีนายคนหนึ่งเป็นนักปาฐกถา เป็นนักพูด วันหนึ่งมีนักปราชญ์ท่านหนึ่งมาพูดเรื่องวิญญาณมีวิญญาณไม่มี เขาก็ไปนั่งฟังอยู่ แต่เขาไม่แสดงอาการคัดค้านหรือออกความเห็นอย่างใดทั้งสิ้น ซึ่งโดยปกติแล้วอะไรที่เขาไม่เห็นด้วย เขาจะคัดค้าน พอผู้ปาฐกถาพูดเรื่องวิญญาณจบ มีท่านผู้หนึ่งถามว่า เรื่องนี้ท่านเห็นว่าอย่างไร เขาก็ตอบว่า ขอเวลาอีก ๗ ปีจึงจะพูด พอครบ ๗ ปี เขาสามารถพิสูจน์เรื่องวิญญาณ ถึงขนาดสร้างกล้องถ่ายรูปวิญญาณมาพิมพ์ลงในหนังสือที่เขาเขียนด้วย

เช่นเดียวกันกับเรื่องที่เราได้ยินในคัมภีร์ที่ว่า พระโมคคัลลาน์มีฤทธิ์ สามารถเหาะเหินเดินอากาศได้ แล้วเหาะขึ้นไปคลำดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ เราฟังแล้วมันทะแม่ง ๆ ชอบกล ไม่ยักเชื่อ แต่มาปัจจุบันนี้ฝรั่งเขาสามารถสร้างจรวดไปกระโดดลงดวงจันทร์ เก่งกว่าท่านโมคคัลลาน์ไปคลำดวงจันทร์ พอเหาะขึ้นไปแล้วก็เอื้อมมือไปคลำ ๆ แล้วก็ลงมา แต่เจ้าฝรั่งมันสร้างจรวดกระโดดไปลงดวงจันทร์ ยังอุตส่าห์ขนเอากรวดทรายบนดวงจันทร์มาอวดมนุษย์ได้ด้วย อันนี้เรื่องที่เราว่าอาจจะเป็นไปไม่ได้ แต่มันก็เป็นไปได้ ในสมัยปัจจุบันนี้เราว่า โลกมันเจริญ วิชาการต่าง ๆ เจริญรุ่งเรือง แล้วเราศึกษาจนจบระดับดอกเตอร์ แต่สิ่งที่เราเรียนไม่ถึงยังมีอยู่อีก เพราะฉะนั้นเรื่องที่เราได้ยินได้ฟัง เราจะเชื่อหรือไม่เชื่อ รับฟังไว้ก่อนจนกว่าเราจะพิสูจน์รู้เห็นด้วยตัวเอง เรื่องนรกสวรรค์ก็เช่นเดียวกัน เป็นคำตอบของผู้ไม่เคยเห็นนรก สวรรค์ แต่เคยเห็นสวรรค์ในอก นรกในใจ ซึ่งมันเกิดขึ้นกับตัวเอง.


:103:

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#16 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11876
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 13/02/2012 - 19:18

:103:


เหตุแห่งความเสื่อมของสมาธิ


เรื่องของสมาธินี่ ศีลก็ดี สมาธิก็ดี ปัญญาก็ดี เป็นสิ่งที่เราสามารถบำเพ็ญให้เกิดมีขึ้นมาได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของสมาธิย่อมมีเสื่อมมีเจริญ

เหตุแ่ห่งความเสื่อมของสมาธินั้นคือ ความประมาท ไม่ฝึกฝนให้ต่อเนื่องกัน หรือบางทีเราอาจจะ ทำผิดศีลธรรม อย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งจะเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ตาม ในเมื่อเป็นเช่นนั้น สมาธิก็ย่อมเสื่อมได้ เพราะเรื่องของสมาธิเป็นเรื่องของโลก เรื่องของโลกียวิสัย มีเสื่อมแล้วก็มีเจริญ

เช่นอย่างผู้ที่บำเพ็ญสมาธิ ได้สำเร็จฌานสมาบัติเหาะเหินเดินอากาศได้ ถ้าประมาทขาดการสำรวม ไปเกิดความยินดีในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์ ในขณะนั้นก็สามารถทำให้ฌานเสื่อมได้เหมือนกัน เช่นอย่างสามเณรที่ได้ฌานสมาบัติแล้ว เธอไปไหนมาไหนเธอก็เหาะไป ครูบาอาจารย์ก็เตือนว่า เณรอย่าประมาท เณรอย่างประมาท อันนี้ได้แก่เณรลูกศิษย์พระมหากัสสปะ เวลาท่านจะไปไหนท่านเข้าสมาฺธิ เข้าฌานสมาบัติ แล้วท่านก็อธิษฐานจิตเหาะไป อาจารย์ก็เตือนว่า อย่าประมาทนะเณร

อยู่มาวันหนึ่ง ท่านไปธุระท่านก็เหาะไป พอเหาะไปได้สักครึ่งทาง พอดีสมาธิมันถอนออกมา ได้ยินเสียงสตรีร้องเพลง ไปเกิดความกำหนัดยินดีในเสียงของสตรี กำหนดจิตเข้าฌานไม่ทัน ก็ตกลงมาจากกลางอากาศมาถึงดิน แต่ก็ไม่เป็นอันตรายเพราะว่ากำลังของฌานนั้นอุ้มเอาไว้ ที่นี้ในเมื่อมันเสื่อมอย่างนั้นแล้ว มันก็สามารถบำเพ็ญให้เกิดให้มีขึ้นมาได้

ผู้ที่ได้ฌานสมาบัติแล้วเสื่อมเพราะการทำผิด ยกตัวอย่างเช่น พระพุทธเจ้าในสมัยที่เป็นพระโพธิสัตว์ บำเพ็ญบารมีบวชเป็นฤาษีอยู่ในป่าหิมพานต์ แล้วก็มาสู่แดนมนุษย์เป็นครั้งคราว อยู่มาภายหลังเผลอไปทำผิดกับพระราชินีของพระเจ้าแผ่นดินนครหนึ่ง สมาธิก็เสื่อม ฌานก็เสื่อม ภายหลังพระเจ้าแผ่นดินท่านทรงทราบ ท่านก็ไม่ทรงเอาเรื่อง ท่านยกโทษให้ อโหสิกรรมให้ เมื่อได้รับการอภัยโทษแล้ว ท่านก็หนีมาบำเพ็ญสมาฺธิภาวนาอีก ก็สามารถได้สมาธิเข้าฌานสมาบัติเหาะไปอยู่ป่าหิมพานต์ได้
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#17 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11876
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 13/02/2012 - 21:16

:103:



เพราะฉะนั้น สมาธิเสื่อมได้ด้วยเหตุ ๒ ประการ

หนึ่ง ความประมาท ไม่ปฏิบัติต่อเนื่องกัน คือไม่เป็น ภาวิตา อบรมมาก ๆ พหุลีกตา ทำให้มาก ๆ ให้คล่องตัว ให้ชำนิชำนาญ ก็เป็นทางเสื่อม เพราะฉะนั้น การบำเพ็ญสมาธินี่จะต้อง ภาวิตา การอบรมให้มาก ๆ พหุลีกตา การทำให้คล่อง ให้ชำนิชำนาญ แม้ผู้สำเร็จพระอรหันต์แล้ว ภูมิจิต ซึ่งเรียกว่าสมาธินี้ ก็อ่อนกำลังลงได้ แต่ไม่ถึงขนาดที่เสื่อมสลายโดยไม่มีอะไรเหลือ ถ้าหากท่านผู้ที่เข้าฌานเข้าสมาธิได้คล่องตัว แต่ท่านไม่ฝึกฝนอบรม ท่านปล่อยตามบุญตามกรรม พลังของสมาธิ หรือความชำนาญในการเข้าฌานให้คล่องแคล่วว่องไวนั้นมันก็เสื่อมลงเหมือนกัน

บางท่านอาจจะสงสัยว่าพระอรหันต์มีเสื่อมอยู่หรือ เรื่องของ ศีล สมาธิ ปัญญา มันเป็นเรื่องโลก ๆ ไม่ใช่เรื่องโลกุตระ แต่มันก็เป็นอุปกรณ์เป็นเหตุเป็นปัจจัยหนุนส่งดวงจิตให้ดำเนินไปสู่ที่สุดคือพระนิพพาน อันนี้มันเป็นพลังที่เราจะสร้างขึ้นเท่านั้น

ในเมื่อเราสร้างพลังพร้อมแล้ว บรรลุถึงพระนิพพานหมดกิเลสแล้ว สิ่งเหล่านี้มันก็ไม่มีความหมาย สิ่งที่พระอรหันต์ไม่เสื่อมก็คือความหมดกิเลส กิเลสที่ท่านทำให้บริสุทธิ์สะอาด จิตที่เคยมีกิเลส ท่านชำระให้บริสุทธิ์สะอาด ปราศจากกิเลสแม้ธุลีก็ไม่มีเหลืออยู่ในจิตของท่าน ความหมดกิเลสนั้นไม่รู้จักเสื่อม

เพราะฉะนั้น การตรัสรู้กับความเป็นพระอรหันต์มันคนละอย่าง เช่นอย่างพระพุทธเจ้าตรัสรู้นี่ ตรัสรู้เป็นโลกวิทูก็ดี ตรัสรู้จุตูปปาตญาณการจุติและเกิดของสัตว์ทั้งหลายก็ดี ตรัสรู้กิเลสอันเป็นเหตุเป็นพิษเป็นภัยที่ยังสัตว์ให้ข้องอยู่ในวัฏสงสารก็ดี อันนี้มันเป็นแต่เพียงอารมณ์จิต เป็นฐานสร้างจิตให้มีพลังงานเพื่อที่จะได้ขจัดกิเลสที่มีอยู่ในจิตให้หมดไป แต่ในเมื่อกิเลสหมดสิ้นไปแล้ว ความรู้ทั้งหลายเหล่านั้นมันก็ไม่มีความหมายสำหรับผู้ที่สำเร็จแล้ว นอกจากท่านจะเอาเป็นเครื่องมือเพื่ออบรมสั่งสอนคนอื่นให้ปฏิบัติตาม เพื่อจะได้ไปสู่มรรคผลนิพพานตามแนวทางของท่านเท่านั้นเอง แต่ความหมดกิเลสนั้นพระอรหันต์คือผู้ขจัดกิเลส ผู้ฆ่ากิเลส กิเลสน้อยใหญ่ที่มีอยู่ในจิตในใจตัดขาดไปด้วยพลังของพระอรหัตมรรค เมื่อพระอรหัตมรรคตัดกิเลสให้ขาดสะบั้นไปแล้ว กิเลสนั้นก็ไม่ย้อนกลับมาทำให้ท่านเสื่อมอีก คือไม่กลับมาทำให้ท่านเป็นผู้มีกิเลสอีกนั้นเอง.


:103:

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#18 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11876
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 14/02/2012 - 14:09

:09: :09: :09:



ไขข้อข้องใจในการปฏิบัติ



(หมายเหตุ: ขออนุญาตใช้สัญลักษณ์แสดงแทนการถาม-ตอบดังนี้นะคะ

สัญลักษณ์ :95: คือช่วงคำถาม ...... สัญลักษณ์ :09: คือช่วงคำตอบ

และสัญลักษณ์ :103: ตรงกลางหน้า แสดงการขึ้นต้นและจบช่วงคำถาม-ตอบนั้นค่ะ)



:103:


:95: .. มิจฉาสมาธิเป็นอย่างไร

:09: .. เคยดูหนังกำลังภายในไหม หนังกำลังภายใน หนังจีน เขาสร้างกำลังสมาธิขึ้นมาเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการต่อสู้ สมาธิอันใดที่เป็นไปเพื่อทำลายคนอื่น สมาธิอันนั้นเป็นมิจฉาสมาธิ ทีนี้อย่างเรา ๆ ที่ปฏิบัติกัน พอปฏิบัติได้สมาธิพอสมควรแล้ว ผลพลอยได้มันบังเกิดขึ้น เช่น บางท่านอาจจะสามารถใช้พลังจิตรักษาโรคภัยไข้เจ็บ บางท่านอาจจะใช้พลังจิตไปเป็นเครื่องมือในการดูหมอ อันนี้เป็นผลพลอยได้ ไม่ถือว่าเป็นมิจฉาสมาธิ แต่ถ้าหากว่าสมาธิอันใดที่ทำไปแล้วมุ่งที่จะใช้พลังสมาธิหาผลประโยชน์โดยไม่เป็นธรรม เช่น ใช้พลังสมาธิไปบีบบังคับหรือบังคับจิตใจใครให้ตกอยู่ใต้อำนาจของเรา หรือนำผลประโยชน์มาเพื่อเรา อะไรทำนองนี้ อันนี้เรียกว่ามิจฉาสมาธิ รวมความแล้วว่าสมาธิเป็นไปเพื่อทำลาย เรียกว่ามิจฉาสมาธิ

ทีนี้ สัมมาสมาธิอย่างแท้จริง มุ่งตรงต่อการที่จะสร้างพลังจิตให้เกิดสมาธิ มีสติปัญญารู้แจ้งเห็นจริงในธรรมตามความเ็ป็นจริง เพื่อขจัดกิเลสอาสวะให้หมดสิ้นไปจากจิตสันดาน บรรลุพระนิพพาน อันนี้มันเป็นความหมายที่กว้างขวางมาก รวมความแล้วว่าสมาธินี่เราสามารถจะใช้ไปในทางที่ให้โทษให้คุณได้ เพราะฉะันั้น พระพุทธเจ้าท่านจึงสอนให้นักปฏิบัติสมาธิตามคำสอนของพระองค์ ยึดศีล ๕ เป็นหลัก

ทีนี้การใช้ประโยชน์เกี่ยวกับเรื่องสมาธิ สมาธิอันใดซึ่งไม่ผิดศีล ๕ ข้อใดข้อหนึ่งเป็นสัมมาสมาธิ แต่ถ้าผิดศีล ๕ ข้อใดข้อหนึ่งก็เป็นมิจฉาสมาธิ เช่นอย่างพระสงฆ์ที่เก่งในทางสมาธิ นั่งสมาธิอยู่ในวัด แล้วก็ใช้พลังจิตส่งกระแสไปบังคับเศรษฐีทั้งหลายให้เอาเงินมาช่วยสร้างวัดสร้างวา อันนี้ก็เป็นมิจฉาสมาธิเหมือนกัน และที่หนักยิ่งไปกว่านั้นก็มีค่าเท่ากับโจรไปเที่ยวจี้ปล้นชาวบ้าน.


:103:

การโพสต์นี้ได้ถูกแก้ไขโดย เภตรา: 14/02/2012 - 14:17

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
1



#19 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11876
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 14/02/2012 - 14:35

:103:


:95: .. สัมมาสมาธิและมิจฉาสมาธิสามารถเกิดในคน ๆ เดียวกันได้หรือไม่ จะมีวิธีใดที่จะทำให้ปฏิบัติไปสู่แนวสัมมาสมาธิ

:09: .. สมาธิในขั้นต้น ๆ ที่เราปฏิบัติแล้วผลงานคือสมาธิเกิด มันเกิดได้ทั้งสัมมาสมาธิและมิจฉาสมาธิ แต่แท้ที่จริงมิจฉาสมาธิและสัมมาสมาธิมันก็คือสมาธิอันเดียวกัน ที่มันเป็น มิจฉา หรือ สัมมา นั้นมันขึ้นอยู่กับเจตนาของผู้ปฏิบัติสมาธิ ถ้าสมาธิมีแนวโน้มที่จะทำจิตให้บริสุทธิ์สะอาด ก็เป็นสัมมาสมาธิ ถ้าหากว่าจิตมีแนวโน้มไปในทางที่ผิดศีลผิดธรรม ก็เป็นมิจฉาสมาธิ

ทีนี้ในระดับขั้นสูง ถ้าหากสมมติว่าผู้ที่ปฏิบัติสมาธิไปติดในสมาธิ ติดในญาณ ติดในฌาน ก็ถือว่าเป็นมิจฉาสมาธิของผู้ที่เป็นสัมมาปฏิบัติเพื่อปฏิบัติให้พ้นทุกข์ เพราะฉะนั้น แนวทางปฏิบัติ ในเมื่อสมาธิเกิดขึ้นแล้ว ท่านก็ไม่ให้ติดสมาธิ ผลอันใดซึ่งเกิดจากสมาธิ เช่น อภิญญา หรือญาณ หรือฌาน อะไรเป็นต้น ท่านก็ไม่ให้ยึดไม่ให้ติด ถือเป็นแต่เพียงว่าสร้างพลังจิตเพื่อให้มีสมรรถภาพยกตัวให้อยู่เหนือกิเลสเหนืออารมณ์ได้

เพราะฉะนั้น สัมมาสมาธิก็ดี มิจฉาสมาธิก็ดี มันเกิดขึ้นได้ในคน ๆ เดียว คือพื้นฐานก็คือสมาธิอย่างเดียวกัน แต่ถ้าหากว่าผู้ที่บำเพ็ญฌานสมาบัติ ได้สมาธิถึงขั้นฌานสมาธิ ถ้าไปสำคัญว่านี่คือพระนิพพาน ก็เป็นมิจฉาสมาธิ แต่สมาบัติก็ไม่เป็นพิษเป็นภัยอะไร แต่ไปเข้าใจว่าความละเอียดของจิต ซึ่งจิตอยู่ในสมาธิขั้นละเอียดแล้วจะรู้สึกว่ากิเลสและอารมณ์มันก็ไม่มี ถึงมีก็อย่างละเอียด ความคิดหรือเจตนาที่จะไปสร้างบาปสร้างกรรมมันก็ไม่มี ทีนี้ผู้ที่เข้าใจผิดก็สำคัญว่าตัวเองสำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้ว อันนั้นก็เป็นมิจฉาสมาฺธิ

ทีนี้พวกพราหมณ์ทั้งหลายที่บวชเป็นฤาษีไปบำเพ็ญสมาธิได้อิทธิฤทธิ์ ได้ฌานสมาบัติ ความเข้าใจของเขา เขาก็ถือว่าเขาสำเร็จพระนิพพานเหมือนกัน เพราะสติปัญญาของเขามีเพียงแค่นั้น แล้วอีกอย่างหนึ่ง เขาทั้งหลายเหล่านั้นก็ไม่ใช่ผู้ที่จะเป็นวิสัยตรัสรู้ชอบได้ด้วยตนเอง แต่สมาธิพวกฌานสมาบัตินี่เป็นปฏิปทาของผู้สร้างบารมีเพื่อสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ทุกพระองค์ต้องบำเพ็ญสมาธิผ่านฌานสมาบัติมาหลายภพหลายชาติ แม้แต่เมื่อจะมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้านี่ก็ต้องทำสมาธิตามแนวทางแห่งฌานสมาบัติ เมื่อจิตของท่านไปอยู่ในฌานสมาบัติขั้นสูงสุด ในขณะนั้นกิเลสอารมณ์ใด ๆ ไม่มีทั้งสิ้น

แต่วิสัยของพระพุทธเจ้าผู้สร้างบารมีมาย่อมมีพระสติปัญญาละเอียดสุขุม ท่านก็มาสังเกตตรงที่ว่า เมื่อจิตอยู่ในสมาธิแล้วดูเหมือนไม่มีกิเลส ความยินดียินร้ายไม่มี ความสุขความทุกข์ไม่มี มีแต่ความเป็นกลาง แต่เมื่อออกมาสู่โลกภายนอก ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ รู้เห็นอันใดมันก็ยังยินดียินร้ายอยู่ ก็แสดงว่ากิเลสยังไม่หมด นี่พระพุทธเจ้าท่านเข้าใจอย่างนี้ แต่พวกฤาษีทั้งหลายไมไ่ด้เข้าใจอย่างนี้ เข้าใจว่าพอเราทำสมาธิถึงพระนิพพานแล้ว พอมันดับสนิทแล้ว เวลาใกล้จะตายรีบทำจิตให้เข้าสมาธิ แล้วเข้าสมาบัติถึงพระนิพพานเลย เขามาชะล่าใจกันอยู่ตรงนี้
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
1



คำตอบต่อไป: เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา -
  • (2 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • ท่านไม่สามารถตอบกลับกระทู้นี้ได้

1 ผู้ใช้กำลังอ่านกระทู้นี้
0 สมาชิก, 1 ผู้เยี่ยมชม, 0 ผู้ใช้ที่ไม่ระบุชื่อ