ลานธรรมเสวนา: ฐานิยปูชา 2538 (สุขสงบด้วยศีล) - ลานธรรมเสวนา

เข้าไปดูเนื้อหา

  • (3 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • 3
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • ท่านไม่สามารถตอบกลับกระทู้นี้ได้

ฐานิยปูชา 2538 (สุขสงบด้วยศีล) (หนังสือ) บทธรรมเทศนา หลวงพ่อพุธ ฐานิโย ให้คะแนนกระทู้: -----

#0 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11876
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 21/10/2011 - 13:11

:09: :09: :09:



ฐานิยปูชา 2538


(สุขสงบด้วยศีล)



หลวงพ่อพุธ ฐานิโย



:09:



สารบัญ (ลำดับเรื่อง)


แนวทางปฏิบัติธรรม


บทสวดมนต์หลัก

สุขสงบด้วยศีล

สมาธิในวิธีการ

สมาธิในชีวิตประจำวัน

สมาธิในการศึกษาเล่าเรียน

ปุจฉา-วิสัชนา เรื่องสมาธิภาวนา



:09:




พิเศษ.... :09: สำหรับในส่วนบทคำสอน "พระไตรสรณคมน์" ของ หลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม ในหนังสือฐานิยปูชา 2538 นี้ เภตราได้ยกไปตั้งเป็นอีกกระทู้หนึ่ง เพื่อท่านที่สนใจศึกษาคำสอนของหลวงปู่สิงห์ จะได้มีโอกาสใช้อ่านศึกษาไปด้วย เพราะคำสอนของหลวงปู่ท่าน ค่อนข้างจะหาอ่านได้ยากน่ะค่ะ :09:

ส่วนท่านที่สนใจอ่านไปพร้อมกันด้วยเลยกับหนังสือฐานิยปูชา 2538 นี้
สามารถเข้าอ่านได้เลยที่กระทู้ "พระไตรสรณคมน์" ตามลิงก์นี้ค่ะ




หมายเหตุ :

1. การทยอยพิมพ์หนังสือเล่มนี้เป็นรายการต่อเนื่องในชุดหนังสือ ฐานิยปูชา

หากต้องการ...สามารถอ่านเล่มที่ผ่านมาได้ที่

ฐานิยปูชา 2535

http://larndham.org/...%E0%B8%B2-2535/

ฐานิยปูชา 2536

http://larndham.org/...B8%B4%E0%B8%95/

ฐานิยปูชา 2537

http://larndham.org/...60&#entry778194


2. การใช้ตัวเน้นในบทธรรมที่นำมาโพสต์ใหม่ด้านล่างต่อจากนี้ อ้างอิงตามไฟล์ภาพหนังสือ ฐานิยปูชา 2538 (ในลิงก์)
ส่วนการแบ่งช่วงย่อหน้า เภตราขอปรับบางช่วงย่อหน้าที่ยาวมากเป็นย่อหน้าย่อย เพื่อการพักสายตาค่ะ
ท่านใดประสงค์จะอ่านก่อน หรือต้องการ copy บทธรรมเทศนาไปใช้ในงานพิมพ์อื่น
สามารถอ่านและตรวจสอบการใช้ย่อหน้าตามหนังสือจากลิงก์นี้ค่ะ

http://www.thaniyo.c...t/thaniyo38.pdf


3. บทธรรมใดที่ทำการคัดลอกสำเนามา
เภตราจะอ่านตรวจสอบและแก้ไขข้อความ
โดยให้ตรงตามไฟล์ภาพหนังสือ ฐานิยปูชา 2538 (ในลิงก์ข้อ 2) เป็นหลักนะคะ


:09:

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
2


  • (3 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • 3
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • ท่านไม่สามารถตอบกลับกระทู้นี้ได้

การตอบอื่นๆต่อกระทู้นี้



#1 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11876
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 21/10/2011 - 15:05

:09: :09: :09:



แนวทางปฏิบัิติธรรม



:09:



บทสวดมนต์หลัก



บทสวดมนต์ที่เราจะยึดเป็นหลัก วิธีปฏิบัติ ถ้าเรามีดอกไม้ ธูปเทียน บูชาพระพุทธรูป ก็ให้กล่าวคำว่า

อิมินา สักกาเรนะ พุทธัง ปูเชมิ
อิมินา สักกาเรนะ ธัมมัง ปูเชมิ
อิมินา สักกาเรนะ สังฆัง ปูเชมิ


อันนี้เป็นคำบูชาพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์
เพื่อโน้มน้าวจิตใจของเราให้มีความเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์

อันดับต่อไป

อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ (กราบทีหนึ่ง)
สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม ธัมมัง นะมัสสามิ (กราบทีหนึ่ง)
สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สังฆัง นะมามิ (กราบทีหนึ่ง)

ทีนี้มาสำรวมจิตให้แน่วแน่ต่อคุณพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ กล่าวนะโม ๓ จบ

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ


ต่อไปสำรวมจิต สวดบทอิติปิโส

อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ สัตถา เทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ (กราบทีหนึ่ง)

แล้วสวดบทสวากขาโตต่อไป

สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม สันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหีติ (กราบทีหนึ่ง)

สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ยะทิทัง จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะปุริสะปุคคะลา เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเณยโย อัญชะลีกะระณีโย อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกกัสสาติ (กราบทีหนึ่ง)

อันดับต่อไปก็ตั้งใจเจริญพรหมวิหาร

อะหัง สุขิโต โหมิ
นิททุกโข โหมิ
อะเวโร โหมิ
อัพยาปัชโฌ โหมิ
อะนีโฆ โหมิ
สุขี อัตตานัง ปะริหะรามิ

อันนี้เป็นบทเมตตาตน ต่อไปก็แผ่เมตตาสัตว์

สัพเพ สัตตา สุขิตาโหนตุ
สัพเพ สัตตา อะเวรา โหนตุ
สัพเพ สัตตา อะนีฆา โหนตุ
สัพเพ สัตตา สุขีอัตตานัง ปะริหะรันตุ


นี่บทแผ่เมตตา
ทีนี้ก็สวดบทกรุณาต่อไป

สัพเพ สัตตา สัพพะทุกขา ปะมุจจันตุ

อันนี้เป็นบทมุทิตา

สัพเพ สัตตา ลัทธะสัมปัตติโต มา วิคัจฉันตุ

ทีนี้สวดบทอุเบกขาต่อไป

สัพเพ สัตตา กัมมัสสะกา กัมมะทายาทา กัมมะโยนี กัมมะพันธู กัมมะปะฏิสสะระณา ยัง กัมมัง กะริสสันติ กัลยาณัง วา ปาปะกัง วา ตัสสะ ทายาทา ภะวิสสันติ.

อันนี้เป็นยอดแห่งบทสวดมนต์ ให้ทุกคนพยายามท่องจำให้ได้ แล้วพยายามสวดทุกวัน ๆ ทั้งเวลาเช้าเวลาเย็น

ถ้ายึดบทสวดตามที่กล่าวมานี้อย่างมั่นคง แล้วก็ตั้งใจสวดอย่างต่อเนื่องกันทุกวัน ๆ ไม่ต้องไปสวดคาถาบทอื่นก็ได้ ให้สวดเฉพาะเท่าที่กล่าวมานี้ ทำจิตใจให้มั่นคงต่อบทสวดนี้อย่างแน่วแน่

ให้ทุกคนจำเอาไว้ บทสวดมนต์ที่วิเศษที่สุดก็คือ พุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ แล้วก็แผ่เมตตา


:09:

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
1



#2 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11876
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 21/10/2011 - 15:16

:09:



"ความชั่วที่จะละอยู่ที่ตรงไหนกันแน่

ถ้าตามหลักของศีล ก็ละตามศีล ๕ นั่นเอง

ถ้าตามหลักของการทำงานหรือการเรียน

ความเกียจคร้าน ความมักง่าย ความไม่เอาไหน ความไม่จริงใจ

ละสิ่งเหล่านี้ สร้างความมั่นใจ หรือตั้งใจมั่น ให้ใจมีสัจจะ

สัจจะความจริงใจ ประพฤติสิ่งใดให้ได้สิ่งนั้น"




หลวงพ่อพุธ ฐานิโย


:09:

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
2



#3 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11876
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 22/10/2011 - 14:07

:09: :09: :09:


สุขสงบด้วยศีล



ความเป็นมาของศีล


สีละ แปลว่า ปกติ ปกติกาย ปกติวาจา ปกติใจ ปกติกาย คือ กายไม่ฆ่า ไม่ประทุษร้าย ปกติวาจา คือ ปากไม่พูดคำหยาบ ไม่โกหก ไม่พูดส่อเสียดยุยง ไม่พูดเพ้อเจ้อเหลวไหล จิตปกติ ไม่คิดอิจฉาตาร้อนใคร มีสติกำหนดรู้ตัวเองอยู่ตลอดเวลา เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างเป็นปกติแล้วก็ได้ชื่อว่ามีศีล

ศีล ๕ เป็นศีลประจำโลก ศีล ๘ เป็นศีลที่เกิดขึ้นในสมัยพระพุทธเจ้า ศีล ๒๒๗ เกิดขึ้นในสมัยที่มีพระพุทธเจ้า ถ้าไม่มีพระพุทธเจ้า ศีล ๒ ประเภทนี้ไม่มี แต่ศีล ๕ เป็นศีลเก่าแก่ดั้งเดิม ศาสนาพุทธจะมีหรือไม่มี ก็ยังมีคนรักษาศีล ๕ เหลือหลออยู่ในโลกบ้าง ไม่ได้ขาดสูญไปเลยทีเดียว

บัญญัติที่พระพุทธเจ้าห้าม อาศัยเหตุ ๒ ประการ คือ บัญญัติขึ้นตามกฎของธรรมชาติ อย่างหนึ่ง บัญญัติตามความนิยมของสังคม อย่างหนึ่ง

ประการแรก อาศัยความรู้จริงเห็นแจ้งในกฎธรรมชาติที่มีอยู่แล้วแต่เก่าแก่ดั้งเดิม ซึ่งไม่มีผู้ใดบัญญัติตกแต่งเอาไว้ แต่มันก็เป็นกฎธรรมชาติ เช่น ศีล ๕ เป็นต้น

ประการที่ ๒ ทรงบัญญัติตามความนิยมของสังคม ในสังคมย่อมมีผู้ดี มีไพร่ มีคนหลายระดับชั้น ในสังคมผู้ดีก็ต้องมีการรักษากิริยามารยาทให้สุภาพเรียบร้อย พระภิกษุสงฆ์ซึ่งบวชมาในศาสนานี้มาจากต่างตระกูล ต่างชั้นวรรณะ การศึกษา การปฏิบัติ การอบรมก็แตกต่างกัน บางครั้งบางท่านยังไม่เข้าใจระเบียบการปฏิบัติของชนชั้นผู้ดี ก็ไปแสดงกิริยาอันไม่ดีไม่งามให้ชาวบ้านเขาตำหนิ พระพุทธองค์ทรงเห็นว่าเป็นความเสียหายแก่ศาสนาหรือเสียหายแก่สังคม พระองค์จึงทรงบัญญัติวินัยซึ่งเกิดขึ้นตามเหตุตามผล ตามเหตุการณ์ที่บังเกิดขึ้นซึ่งมีผู้ทำผิดเป็นมูลเหตุ ชาวบ้านเขามายกโทษตำหนิติเตียน พระองค์จึงได้ประชุมสงฆ์บัญญัติวินัยนั้น ๆ ขึ้น จนระเบียบวินัยในพระปาฏิโมกข์มีตั้งหลายข้อ ภิกษุณี ๓๑๑ ข้อ ภิกษุสงฆ์ ๒๒๗ ข้อ

การสมาทานศีลเป็นจารีตประเพณีที่บ่งบอกถึงความมีอยู่แห่งพระสัจธรรมที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของศีลเป็นกฎหรือระเบียบ เป็นวิธีการที่เราจะต้องยึดมั่น เป็นหลักปฏิบัติเพื่อฝึกหัดตนให้เป็นอุบาสก อุบาสิกา ผู้เข้าไปนั่งอยู่ใกล้พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ และศีลตามขั้นตอน ศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ ของพระสงฆ์ ก็เป็นกฎหรือระเบียบจารีตประเพณีของความประพฤติเป็นเช่นนั้น ๆ ตามชั้นภูมิของตนเอง ผู้บวชเป็นแม่ขาว นางชี ดาบส ยึดศีล ๘ เป็นหลักปฏิบัติ บวชเป็นสามเณรยึดศีล ๑๐ เป็นหลักปฏิบัติ ศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ ล้วนแต่เป็นระเบียบประเพณีหรือจารีต เป็นคลองแห่งแนวทางที่เราจะยึดไว้เป็นหลักปฏิบัติ เพื่อความเป็นอุบาสก อุบาสิกา เพื่อความเป็นแม่ขาว นางชี หรือตาเถร เพื่อความเป็นสามเณร เพื่อความเป็นพระภิกษุ ที่ท่านบัญญัติไว้อย่างนั้น ก็เพื่อให้มีความประพฤติแตกต่างกัน ซึ่งมีความละเอียดและสูงขึ้นไปตามลำดับขั้นตอน

ศาสนธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ จะปรากฏเด่นชัดอยู่ที่จารีตประเพณีหรือวิธีการ ศาสนพิธี ศีล ๕ เป็นพิธีการทำตนให้เป็นอุบาสก อุบาสิกา ศีล ๘ เป็นพิธีการทำตนให้เป็นอุบาสก อุบาสิกา ประเภทนักบวชในชั้นต้น ศีล ๑๐ เป็นพิธีการทำผู้บวชให้เป็นสามเณร ศีล ๒๒๗ เป็นพิธีการทำบุคคลผู้อุปสมบทเป็นพระให้เป็นพระภิกษุตามพระวินัย ล้วนแต่เป็นศาสนพิธีทั้งนั้น
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
1



#4 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11876
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 22/10/2011 - 15:45

:09:



เรื่องของศีล ๕

ศีล ๕ นี้เป็นเรื่องสำคัญ เป็นแม่บทแห่งศีลทั้งหลายทั้งปวง เป็นหลักธรรมที่เป็นข้อมูล เป็นจุดเริ่มแห่งการกระทำที่เป็นความดี ผู้ใดปฏิบัติธรรมคำสอนของพระศาสดาให้เกิดประโยชน์ทางมรรคผลนิพพานอย่างแท้จริง ขอให้ยึดมั่นในศีล ๕ ประการ เมื่อท่านมีศีล ๕ ข้อนี้โดยบริสุทธิ์บริบูรณ์แล้ว ความเป็นมนุษย์ของท่านสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม เมื่อเป็นเช่นนั้น ท่านจะปลูกฝังคุณความดีอันใดลงไป คุณความดีนั้นก็จะฝังแน่นในกาย ในวาจา และในใจของท่าน

ทำไมพระพุทธเจ้า่ท่านจึงสอนให้เรารักษาศีล ๕

เพราะว่าพระพุทธเจ้าท่านปรารถนาให้มนุษย์สร้างความรัก ความเมตตา ความเอ็นดู ความปรานีต่อกันและกัน ประโยคแรก ท่านสั่งว่า อย่าฆ่ากัน อย่าเบียดเบียนกัน อย่าข่มเหงกัน อย่ารังแกกัน อย่าอิจฉาพยาบาทกัน สิ่งดังกล่าวมานี้อยู่ในขอบข่ายแห่งศีล ๕ ข้อ ถ้าหากมนุษย์ไม่ฆ่า ไม่เบียดเบียน ไม่ข่มเหง ไม่รังแกซึ่งกันและกัน และไม่อิจฉาพยาบาทอาฆาตจองเวรซึ่งกันและกัน สังคมเราจะมีความสงบสุขราบรื่นหรือไม่ รับรองว่าสังคมเราจะมีความสงบราบรื่น นอกจากจะราบรื่นแล้วยังแจ่มใส เราจะยิ้มแย้มเข้าหากันอย่างฉันมิตร เราจะมองดูเพื่อนฝูงของเราฉันมิตร เหมือน ๆ กับเราเป็นลูกพ่อแม่เดียวกัน คลานตามกันออกมา เมื่อเป็นเช่นนั้น สังคมก็มีความสงบสุข

ศีล ๕ ประการนี้ใครละเมิดแล้วบาปไม่เลือกหน้า คนในศาสนาพุทธละเมิดก็บาป คนที่ขนแกะไปเชือดบูชาพระเจ้าปีละหลาย ๆ แสนตัว ในบางศาสนาที่เขาว่าทำแล้วได้บุญ แต่เสร็จแล้วมันก็เป็นบาป เพราะอันนี้มันเป็นบาปของกฎธรรมชาติ

บางท่านอาจจะคิดว่าพระพุทธเจ้าช่างโหดร้ายจริง ๆ ทำอะไรก็บาป ฆ่าสัตว์ก็บาป แต่แท้ที่จริงพระพุทธเจ้าท่านมิได้โหดร้าย อย่าไปลงโทษท่าน พระพุทธเจ้าท่านรู้กฎความจริงตามธรรมชาติ คือรู้ว่าฆ่าสัตว์เป็นบาป ลักทรัพย์เป็นบาป กาเมสุมิจฉาจารเป็นบาป มุสาวาทเป็นบาป ดื่มสุราเป็นบาป แต่บาปนั้น ๆ มันมีอยู่ก่อนพระพุทธเจ้าเกิดแล้ว ไม่ใช่พระพุทธเจ้าแต่ละองค์มาเกิด แล้วก็มาบัญญัติบาปกรรมโทษทัณฑ์อะไรไว้ลงโทษสัตว์ทั้งหลาย
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
1



#5 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11876
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 28/10/2011 - 16:03

:09:



ประโยชน์ของการรักษาศีล ๕

ประการแรก ป้องกันไม่ให้มนุษย์มีการฆ่ากัน เพราะ

- ปาณาติบาต เราพยายามฆ่าท่าน ท่านก็จะต้องพยายามฆ่าเรา

- อทินนาทาน การหยิบฉวยเอาผลประโยชน์ของผู้อื่นหรือทรัพย์สมบัติของผู้อื่นที่เขาไม่อนุญาตด้วยอาการแห่งขโมย เมื่อท่านรู้ ท่านโกรธ ท่านก็ฆ่าเรา หรือไม่ถ้าเราเก่งกว่า เราต้องเป็นฝ่ายฆ่าท่าน

-มุสาวาท หลอกลวงอำพรางให้ท่านเสียผลประโยชน์ เกียรติยศ ชื่อเสียง ท่านโกรธ ท่านก็ฆ่าเรา หรือไม่เราก็ต้องฆ่าท่าน

- สุรา ตัวมัวเมาหรือมึนเมาด้วยฤทธิ์แห่งของเมา หรือเมาในลาภ ในยศ ในสรรเสริญ ในความสุข ทำให้เกิดความอิจฉาตาร้อน ก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดมีการฆ่ากัน

เพราะฉะนั้น ศีล ๕ ข้อนี้ จึงเป็นคุณธรรมประกันความปลอดภัยของสังคม ป้องกันมนุษย์ไม่ให้เกิดมีการฆ่ากัน

ประการต่อไป ศีล ๕ ประการ มีคุณในการตัดทอนผลเพิ่มของบาป

การทำบาปทำกรรม สิ่งที่เรียกว่าเป็นบาป เป็นการกระทำด้วยกาย ด้วยวาจา โดยมีใจเป็นผู้มีเจตนา คือมีความตั้งใจ ทำลงไปแล้วเป็นบาปทันที มีแต่ละเมิดศีล ๕ ข้อเท่านั้น นอกนั้นไม่มีปัญหา เพราะฉะนั้น ใครรักษาศีล ๕ ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์จึงเป็นการตัดทอนผลเพิ่มของบาป

บาปที่เราเคยทำมาตั้งแต่เมื่อวานนี้ หรือตั้งแต่เช้านี้ บัดนี้เรามางดเว้นจากการทำบาปตามกฎของศีล ๕ เราได้ชื่อว่าตั้งใจตัดเวรตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ถ้าหากเราสามารถปฏิบัติต่อ ๆ ไปจนกระทั่งตลอดชีวิตของเรา เราก็จะได้ตัดกรรมตัดเวรตลอดชีวิตของเรา

ตัดกรรมตัดเวรด้วยศีล ๕

การตัดกรรม ก็คือหยุดทำความชั่ว ความบาป การตัดเวร ก็คือหยุดการพยาบาทอาฆาตจองเวรซึ่งกันและกัน คือไม่แก้แค้นซึ่งกันและกัน รู้จักคำว่าให้อภัยซึ่งกันและกัน ผู้ทำผิดก็ให้รู้จักคำว่า ขอโทษ ผู้ถูกขอโทษก็ควรรู้จักคำว่า ให้อภัย ไม่เป็นไรหรอก อันนี้เป็นอุบายตัดกรรมตัดเวร

พระพุทธเจ้าสอนไว้ว่า ใครทำกรรมใดไว้ ได้รับผลของกรรมนั้นแน่นอนหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไปทำพิธีตัดกรรมก็เป็นการลบล้างคำสอนของพระพุทธเจ้า กรรมใดใครก่อลงไปแล้ว ใจเป็นผู้จงใจคือเจตนาทำลงไป พอทำลงไปแล้วกรรมอันเป็นบาป ภายหลังเรามานึกว่าเราไม่ต้องการผลของบาป มันก็หลีกเลี่ยงปฏิเสธไม่ได้ เพราะใจเป็นผู้สั่งให้กาย วาจา ทำลงไป พูดลงไป ใจตัวนี้ต้องรับผิดชอบโดยความเป็นธรรม โดยหลักของธรรมชาติ เพราะฉะนั้น การที่เราไปทำพิธีตัดกรรมนี่หมายถึงตัดผลของบาป มันตัดไม่ได้ อย่าไปเข้าใจผิด

ขอให้พุทธบริษัททั้งหลายจงปลูกฝังนิสัยให้เด็กของเราในข้อนี้ เป็นเรื่องจำเป็นและสำคัญที่สุด ถ้าเด็ก ๆ ของเรานี่ไปเข้าใจว่่าทำบาปทำกรรมแล้วไปทำพิธีล้างบาป ทำพิธีตัดกรรมแล้วมันหมดบาป ประเดี๋ยวเด็ก ๆ มันทำบาปแล้วไปหาหลวงพ่อ หลวงพี่ ตัดบาปตัดกรรมให้ มันก็ไม่เกิดความกลัวต่อบาป เพราะฉะนั้น อย่าไปเข้าใจผิดว่าทำกรรมอันเป็นบาป แล้วตัดกรรมให้มันหมดไป มันเป็นไปไม่ได้

แต่ตัดเวรนี่มีทาง เวร หมายถึงการผูกพยาบาท คอยแก้แค้นกันอยู่ตลอดเวลา เช่นอย่างเราฆ่าเขาตาย บางทีนึกถึงบาปกรรมกลัวว่าเขาจะอาฆาตจองเวร เราทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้เขา ถ้าหากว่าเขาได้รับส่วนกุศลจากเรา เขาได้รับความสุข เขาเลื่อนฐานะจากภาวะที่ทุกข์ทรมาน ไปสู่ฐานะที่มีความสุข เขานึกถึงคุณงามความดี ถึงบุญถึงคุณของเรา เขาก็อโหสิกรรมให้แก่เรา ไม่ตามล้างตามผลาญกันอีกต่อไป อันนี้ตัดเวรนี่ตัดได้

การโพสต์นี้ได้ถูกแก้ไขโดย เภตรา: 28/10/2011 - 16:04

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
1



#6 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11876
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 28/10/2011 - 16:49

:09:



ประการต่อไป ศีลเป็นขอบเขตของการใช้กิเลสตัณหาให้เกิดประโยชน์โดยความเป็นธรรม

ฆราวาสโดยทั่วไปก็ถือหลักศีล ๕ พระภิกษุสามเณรก็ให้ถือศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ เป็นหลักประกัน แต่ละเพศแต่ละภูมิ ถ้าหากว่าใช้กิเลสของตนนอกเหนือไปจากขอบเขตดังกล่าวแล้วนั้น เป็นการใช้กิเลสผิดทาง พระพุทธเจ้าทรงตำหนิ ใครจะโลภแสวงหาทรัพย์สมบัติมากมายสักเท่าไรก็เชิญโลภไปเถิด แต่อย่าให้มาผิดศีล ๕ ก็แล้วกัน อยากรวย ไปจี้ ไปปล้น ไปลัก ไปขโมย ไปฉ้อ ไปโกง อันนี้เขาเรียกว่าใช้กิเลสผิดทาง ผิดศีลของพระพุทธเจ้า ใช้กิเลสอย่างไม่มีขอบเขต

แต่คนที่อยากจะร่ำรวย แสวงหาทรัพย์สมบัติด้วยสัมมาอาชีวะ โดยอาศัยศีล ๕ เป็นขอบเขตแห่งการแสวงหา บุคคลนั้นแม้จะขยันหมั่นเพียรสักเท่าไร พระพุทธเจ้าไม่ปรับว่าเป็นคนขี้โลภ กลับยกย่องว่าเป็นคนรู้จักถือโอกาสน้ำขึ้นให้รีบตัก อย่างสมมติว่า ท่านตั้งร้านขายของอยู่ร้านหนึ่ง มีคนมาอุดหนุนตลอดวันยันรุ่ง ท่านจะขายของวันยันค่ำโดยไม่หยุดไม่กินไม่หลับไม่นอน พระพุทธเจ้าก็ไม่ตรัสว่าท่านเป็นคนขี้โลภ โลภก็โลภอยู่ในขอบเขต การที่โลภอยู่ในขอบเขตก็ไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อสังคม

สำหรับประชาชนโดยทั่วไปนั้นจะบิณฑบาตฉันอย่างพระเจ้าพระสงฆ์ไม่ได้ ทุก ๆ คนต้องแสวงหาด้วยน้ำพักน้ำแรง เพราะฉะนั้น การแสวงหาทรัพย์สมบัติเพื่อตั้งหลักฐานให้มั่นคงนั้น จะต้องประกอบด้วยความหมั่น ความขยัน ความโลภที่มีอยู่ปรุงแต่งมันขึ้นให้เป็นยากำลังใจสำหรับแสวงหาทรัพย์สมบัติและคุณงามความดี แต่ให้เป็นไปในกรอบของศีลตามที่พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้

ความโลภนี้ จริงอยู่ มันเป็นกิเลสประเภทอกุศลมูล แต่เมื่อมันมีอยู่ในจิตในใจของเรานี่ เราพยายามละอย่างไรมันก็ละไม่ได้ มันไม่ใช่สิ่งที่เราจะไปอาบน้ำฟอกสบู่ให้มันสะอาด เหมือนร่างกายที่มีโคลนเปรอะเปื้อน เมื่อมันมีแล้วเรายอมรับสภาพว่าเรามี เราลองพิจารณาคุณประโยชน์ของมัน คนอยากได้ อยากดี อยากมี อยากเป็น เพราะมีความโลภ ถ้าคนหมดความโลภแล้วจะไม่รู้จักทำอะไร เอาไว้ให้มันกระตุ้นเตือนใจให้เกิดความทะเยอทะยาน

สิ่งปรารถนาในสังคมมนุษย์มี ๕ อย่าง คือ

ลาภ ได้แก่ ผลประโยชน์ คือทรัพย์สินเงินทองและวิชาความรู้

ยศ ได้แก่ เกียรติยศ ยศฐาบรรดาศักดิ์ เรามียศเป็นนายเป็นเด็กชาย เราต้องการอยากให้ยศของเราสูงขึ้นไป เราต้องใช้ความโลภของเราเป็นเครื่องเตือนใจให้เกิดความทะเยอทะยานในความอยากได้ อยากดี อยากมี อยากเป็น สร้างความโกรธในสิ่งที่มันทำให้เราเสียประโยชน์ และสร้างคุณธรรมให้มาโกรธความโง่ เอาความโลภมากระตุ้นให้ขยันเรียน เอาโลภมากระตุ้นให้หมั่นขยันในการฝึกหัด คิดหาอุบายและเหตุผลในการกระทำนั้น ๆ ว่ามันเกิดประโยชน์อะไร เป็นคุณหรือเป็นโทษ เป็นประโยชน์หรือไม่เป็นประโยชน์ ถ้าเราทำดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ได้ชื่อว่าเราใช้ความโลภถูกทาง ใช้ความโกรธของเราถูกทาง

สิ่งที่มนุษย์ปรารถนาในข้อต่อไปคือ ชื่อเสียงอันงาม การสร้างชื่อเสียงให้โด่งดังหรือชื่อเสียงอันงาม ขยันเรียน มีความประพฤติสุภาพเรียบร้อย ชายประพฤติตนเป็นสุภาพบุรุษ หญิงประพฤติตนเป็นสุภาพสตรี เรียกว่าอยู่ในกฎเกณฑ์ที่เป็นสุภาพชน โดยยึดศีล ๕ เป็นหลัก

ในเมื่อเราประพฤติปฏิบัติดังที่ได้กล่าวมา เราก็มี ความสุขกายสุขใจ แม้ว่าเราจะปรารถนาวิชาความรู้ หรือทรัพย์สมบัตินานัปการ ความมุ่งหมายอยู่ที่ความสุขกายและสุขใจ เราเกิดมาในชีวิตหนึ่ง ๆ มาเป็นคนร่วมโลกกับเขา เราควรพยายามหาความสุขกายสุขใจในทางที่ชอบด้วยหลักศีลธรรม หลักกฎหมายปกครองบ้านเมืองและหลักเหตุผล จึงจะได้ชื่อว่าปัญญาชนผู้นับถือพระพุทธศาสนา

ประการสุดท้าย อำนาจ ความเป็นใหญ่ การสร้างอำนาจเราต้องพยายามสร้างตัวเองให้มีอำนาจบังคับตัวเองให้ได้ เวลาขี้เกียจบังคับให้มันเกิดความขยัน เวลามันอืดอาด ลุกยาก นั่งยาก ก็บังคับให้มันคล่องแคล่วว่องไว เวลามันเกิดขี้ขลาด บังคับให้มันเกิดความกล้าหาญในทางที่ชอบ มีความประพฤติอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้หลักผู้ใหญ่ เมื่อได้รับการศึกษาเล่าเรียนเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ สำเร็จปริญญาโท - เอกมา ในเมื่อเราไปทำธุรกิจส่วนตัว เราก็มีอำนาจในหน้าที่ของเรา เมื่อรับราชการเราก็มีอำนาจหน้าที่ตามที่ราชการมอบหมายให้ เรามีอำนาจหน้าที่จะทำอะไรโดยไม่มีใครขู่เข็ญบังคับ เราทำด้วยความพอใจ โดยอาศัยกติกา คือ กฎหมาย ระเบียบ ศีล ๕ เป็นเครื่องประกันความปลอดภัย เพราะฉะนั้น ศีล ๕ จึงเป็นขอบเขตของการใช้กิเลสให้เกิดประโยชน์โดยความเป็นธรรม
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
1



#7 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11876
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 23/11/2011 - 17:03

:09:


ศีล ๕ ปรับพื้นฐานความเป็นมนุษย์

เราทั้งหลายนึกภูมิใจว่าเราเป็นมนุษย์ผู้มีจิตใจสูง มีความเห็นเข้าข้างตนเอง เห็นว่าเรามี ๒ ขา หัวชี้ฟ้า พูดได้ มีความคิดสูง ว่าเรามนุษย์โดยสมบูรณ์ เราพิจารณาตามหลักดูว่า

- ขณะใดเรามีจิตใจเมตตาปรานี เอื้อเฟื้อโอบอ้อมอารี ขณะนั้น ใจเราเป็นมนุษย์ กายเราก็เป็นมนุษย์

- ขณะใดใจมีหิริโอตตัปปะ ละอายต่อบาป สะดุ้งกลัวต่อบาป ไม่อาจทำบาปทั้งในที่ลับและที่แจ้ง ขณะนั้น กายเราเป็นมนุษย์ แต่ใจเป็นเทวดา

- ขณะใดที่ใจของเรามันเกิดโหดเหี้ยมขึ้นมา อยากฆ่าใคร ฆ่า อยากด่าใคร ด่า อยากตีใคร ตี ในขณะนั้น กายของเราเป็นมนุษย์ แต่ใจเป็นสัตว์เดรัจฉาน

- ขณะใดที่เราเกิดความเหนื่อยหน่าย ท้อแท้ ไม่เอาไหน ประโยชน์ตนไม่คำนึง ประโยชน์ท่านก็ไม่เอา ปล่อยชีวิตให้ล่วงเลยโดยไม่มีประโยชน์อันใด ขณะนั้น กายของเราเป็นมนุษย์ แต่ใจของเราเป็นเปรต

- ขณะที่เรามีความรู้สึกสำนึกผิดชอบชั่วดี มีจิตใจรู้ ตื่น เบิกบาน สว่าง สะอาด ในขณะนั้น กายของเราเป็นมนุษย์ แต่จิตใจของเราเป็นพระสงฆ์ ถ้าสำเร็จอรหันต์ก็เป็นพระอริยเจ้า นี่คือการพิจารณาอยู่กันที่ตรงนี้

ประการสำคัญที่สุด ศีล ๕ เป็นคุณธรรมที่เป็นมูลฐานให้เกิดการปกครองระบอบประชาธิปไตย

เพราะหัวใจของประชาธิปไตยอยู่ที่การเคารพสิทธิมนุษยชน เมื่อใครมีศีล ๕ ก็ได้ชื่อว่าเคารพทุกสิทธิ สิทธิในการดำรงชีพอยู่โดยเสรี สิทธิในการครอบครองสมบัติโดยเสรี สิทธิในการใช้ผลประโยชน์ในคู่ครองของตนโดยเสรี ถูกต้องตามกฎหมายบ้านเมืองและศีลธรรม เราก็ได้ยึดเอาธรรมอันเป็นหัวใจของเสรีภาพ เสรีชน โดยมีเหตุผล มีขอบเขต มีกติกา เพราะฉะนั้น เราจะทำอะไำรทุกสิ่งทุกอย่างต้องมีกติกา ศีล ๕ จึงเป็นธรรมะที่เป็นมูลฐานให้เกิดการปกครองระบอบประชาธิปไตย

เวลานี้เรามาศึกษาธรรมตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า เรามายึดเอาศีล ๕ เป็นกติกาแห่งการปฏิบัติ พระพุทธเจ้าสอนให้เราละบาปอกุศล สพฺพปาปสฺส อกรณํ คือการไม่ทำบาปทั้งปวง การละบาปละที่ไหน ละที่กาย วาจา และใจ อาศัยอะไรเป็นหลัก อาศัยศีล ๕ เป็นหลัก เป็นแผนการละบาป เพราะฉะนั้น ที่พระพุทธเจ้าสอนให้ละบาปก็ละกันที่ตรงนี้ แล้วการสอนให้ทำความดีคือยังกุศลให้ถึงพร้อม ก็หมายถึงการฝึกฝนอบรมจิตของตนเองให้มีความเข้มแข็ง มีสติปัญญาสามารถ ตั้งเจตนางดเว้นบาปความชั่วได้โดยเด็ดขาด จนกระทั่งกลายเป็นอัตโนมัติ

ในเมื่อเรามารักษาและละบาปความชั่ว ตามกฎของศีล ๕ กายก็สงบคือปราศจากโทษ วาจาก็สงบคือปราศจากโทษ เราตัดทอนโทษที่จะพึงเกิดขึ้นทางกาย ทางวาจาได้โดยเด็ดขาด เมื่อศีล ๕ บริสุทธิ์ บริบูรณ์ ก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยที่ทำให้ใจของเราสงบเยือกเย็น เพราะไม่หวาดระแวงภัย ผู้มีศีลบริสุทธิ์สะอาด แม้จะไปอยู่ในป่าดงที่เต็มไปด้วยสิงสาราสัตว์ อย่างครูบาอาจารย์ทั้งหลายไปธุดงค์ในปางก่อน ท่านก็มิได้เห็นหวาดกลัวอะไร บางทีเดินไปประจันหน้ากับเสือท่านก็ไม่ได้หวาดกลัว เพราะว่าศีลบริสุทธิ์

ผู้มีศีลบริสุทธิ์ย่อมไม่สะทกสะท้านต่อความตาย และยังทำให้จิตของผู้ปฏิบัติได้เกิดความอบอุ่น เกิดความแกล้วกล้าอาจหาญ ในการเสียสละที่จะปฏิบัติสมาธิภาวนาอย่างเข้มงวด ผู้ที่มีศีลไม่บริสุทธิ์สะอาด ทำอะไรก็หวาดระแวงภัย เข้าสู่สังคมก็กลัวแต่สังคมเขาจะจับพิรุธในความทุศีลของตนเองได้ จะยอมเสียสละชีวิตเสี่ยงเพื่อการปฏิบัติธรรมอย่างเข้มงวด เพื่อเอาชนะกิเลสทั้งปวงก็ไม่กล้า เพราะกลัวว่าเราจะตายในท่ามกลางกิเลสทั้ง ๆ ที่เรายังมีความบริสุทธิ์ไม่เพียงพอ เพราะฉะนั้น ผู้มีศีลบริสุทธิ์จึงทำให้เกิดความแกล้วกล้าอาจหาญ กล้าได้กล้าเสีย กล้าเสี่ยงกล้าตาย เข้าสังคมไหนก็มีความแกล้วกล้า อาจหาญ ไม่สะทกสะท้านหวาดระแวงภัย ดังนั้น สมควรแล้ว ตสมา สีลํ วิโสธเย สาธุชนพึงชำระศีลของตนให้บริสุทธิ์
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#8 ผู้ใช้ออฟไลน์   ลูกโป่ง ไอคอน

  • ตอบ 3000+
  • PipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 3389
  • สมัคร: 03/05/2007

ตอบ: 24/11/2011 - 13:28

:09: สาธุ สาธุ สาธุค่ะ :33:
0



#9 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11876
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 26/11/2011 - 12:51

:09:



ปัญหาเกี่ยวกับศีล


ศีลสัมพันธ์กับการปฏิบัติสมาธิหรือไม่

สำหรับผู้ปฏิบัติธรรมเืพื่อให้บรรลุมรรคผล หรือให้เป็นแนวทางที่จะนำสมาธิไปใช้ประโยชน์ในทางที่ไม่ผิดกฎหมายหรือศีลธรรม เราต้องอาศัยศีล สมาธิที่มีศีลเท่านั้นที่จะนำวิถีจิตของผู้บำเพ็ญให้ดำเนินไปสู่สัมมาสมาธิโดยถูกต้อง

จุดเริ่มแห่งการทำความดีย่อมมีกฎหรือระเบียบอันเป็นข้อมูล กาย วาจา และใจของเราที่จะรองรับคุณธรรมหรือความดีนั้น เราก็ต้องชำระให้บริสุทธิ์สะอาดตามสมควร ศีล ๕ ประการนี้เป็นแม่บท เป็นรากมูล เป็นจุดเริ่มต้น เป็นต้นพรหมจรรย์ของผู้ปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนา

ศีลเป็นเรื่องสำคัญในการปฏิบัติ เพราะกาย วาจาของคนเราเปรียบเหมือนเปลือกสำหรับหุ้มไข่ ส่วนจิตใจเปรียบเหมือนไข่แดงซึ่งซ่อนอยู่ภายในเปลือกไข่ เราจะนำไข่ของเราไปฟักให้มันเกิดเป็นตัว เราต้องทะนุถนอมเปลือกไข่ให้อยู่ในสภาพปกติ ไม่มีรอยแตกรอยร้าว รอยบุบ มันจึงจะฟักให้เป็นตัวได้ ไม่เช่นนั้นมันมีแต่เน่าท่าเดียว

ดังนั้น นักปฏิบัติที่จะทำจิตทำใจของตนเองให้ก้าวขึ้นไปสู่ภูมิจิตภูมิธรรมขั้นสูง เราจำเป็นต้องรักษากาย วาจา อันเปรียบเหมือนเปลือกหุ้มไข่ให้บริสุทธิ์สะอาดด้วยกฎหรือระเบียบ ข้อปฏิบัติตามภูมินั้น ๆ ซึ่งเรียกว่าศีลนั่นเอง เมื่อเรามาบำเพ็ญสมาธิภาวนา สมาธิของเราก็เจริญงอกงาม สมาธิที่เกิดขึ้นก็เป็นสัมมาสมาธิ สัมมาสมาธิย่อมทำให้เกิดปัญญา ปัญญาที่เกิดจากสมาธิย่อมเป็นสัมมาทิฏฐิ คือความเห็นที่ถูกต้อง ดังนั้น การปฏิบัติศีลจึงเป็นคุณภาพประกันความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติ

เมื่อเรารักษาศีล สิกขาบท วินัยให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ดี กาย วาจาของเราก็เป็นปกติ ก็เป็นศีล เมื่อกายวาจาเป็นศีลโดยสมบูรณ์ก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยหนุนส่งให้จิตของเรากลายเป็นสภาวะปกติ เป็นศีลอีกเช่นเดียวกัน ดังนั้น ศีลนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับนักปฏิบัติ

แม้พระเจ้าพระสงฆ์เดินธุดงค์ไปตามท้องถิ่นต่าง ๆ เมื่อเวลาไม่มีไวยาวัจกร ไปจับต้องปัจจัย จตุปัจจัย เิงินทอง หรือเอาเงินเอาทองใส่ลงไปในย่ามแล้วสะพายไปเอง ก็เป็นการละเมิดสิกขาบทวินัยข้อว่าด้วยห้ามจับต้องเิงินและทอง ทีนี้เมื่อมีปัจจัยอยู่ในย่ามก็ต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์ เมื่อควักออกจากย่ามมาจับจ่ายใช้สอยก็เป็นอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์อีกตัวหนึ่ง ของที่ได้มาจากเงินซึ่งเป็นนิสสัคคีย์เมื่อพระสงฆ์เอามาบริโภคใช้สอย ก็เป็นอาบัตินิสสัคคีย์อีกตัวหนึ่ง ตกลงว่าเงินบาทเดียวเป็นอาบัติถึง ๓ ตัว ในเมื่อพระคุณเจ้าท่านละเมิดสิกขาบทวินัยเพียงตัวเดียวและ ๓ จังหวะ เป็นการต้องอาบัตินิสสัคคียปาจิตตีย์ ๓ ตัว แม้จะเดินธุดงค์ไปในท้องถิ่นต่าง ๆ เพราะอาศัยสิกขาบทวินัยไม่บริสุทธิ์สะอาดนั้นเอง การเดินธุดงค์กรรมฐานของท่านจึงเปรียบเหมือน กรรมฐานไข่เน่า แม้จะเที่ยวเตร่ไปประกาศตนว่าเป็นพระธุดงคกรรมฐาน ก็เป็นแค่หลอกลวงชาวโลกให้หลงเชื่อ

การปฏิบัติธรรมสำคัญอยู่ที่ความเป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์ นักภาวนาไม่ค่อยได้ผล หรือจิตสงบลงไปแล้วไปนิ่งซีด ๆ อยู่เฉย ๆ ไม่มีน้ำมีนวล เพราะศีลไม่บริสุทธิ์

สมาธิที่มีศีลเป็นหลักประกันความปลอดภัย มิจฉาสมาธิเข้ามาแทรกไม่ได้ แม้แต่จิตสงบสว่างลงไปแล้วมองเห็นภาพนิมิตต่าง ๆ ผู้ภาวนาเพราะอาศัยศีลเป็นหลักประกันความปลอดภัยจะไม่เข้าใจผิดในนิมิตนั้น ๆ
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#10 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11876
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 26/11/2011 - 15:24

:09:



ผู้ที่มีเพียงศีล ๕ สามารถปฏิบัติธรรมจนบรรลุมรรค ผล นิพพานได้หรือไม่

ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์คู่ควรแก่การที่จะบำเพ็ญคุณงามความดี เพื่อให้เกิดมรรค ผล นิพพาน หรือรู้จริงเห็นจริงในธรรมะตามความเป็นจริง เราจะต้องอาศัยศีล ๕ เป็นพื้นฐาน อย่าเพิ่งทะเยอทะยานว่า เราจะต้องรักษาศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ เมื่อเรามีความมั่นใจในการรักษาศีล ๕ ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ พร้อม ๆ กับทำสมาธิเจริญปัญญาให้เกิดขึ้น ศีลอื่น ๆ ซึ่งจำนวนมากกว่านั้น แม้เราไม่ได้ตั้งใจจะเพิ่ม โดยกฎธรรมชาติแห่งความดีที่เราบำเพ็ญให้ถึงพร้อม เราจะเพิ่มขึ้นเองโดยไม่ได้ตั้งใจ

การทำบาป ผิดธรรม ผิดวินัย ผิดคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่จะยังผู้ทำให้ตกนรกกันจริง ๆ มีแต่ศีล ๕ ข้อเท่านั้น ผู้มีศีล ๕ รับประทานข้าวเย็นก็ได้ ประดับตกแต่งด้วยระเบียบของหอมเครื่องย้อมเครื่องทาก็ได้ ดูการประโคมขับดนตรีหรือเราจะแสดงเองก็ได้ไม่ผิดศีล แต่ถ้าเราไปสมาทานเพิ่มเข้าอีก ๓ ข้อข้างปลาย ปฏิบัติไม่ได้ผิดทันที เพราะฉะนั้นจึงใคร่ขอเตือนท่านผู้มีความโลภในศีลให้พึงรับไปพิจารณา และสังวรระวังไว้ให้ดี อยู่ดี ๆ แล้วเรารับประทานข้าวเย็นไม่ตกนรก แต่เราไปตั้งเจตนางดเว้นเข้า เมื่อเราปฏิบัติไม่ได้ ไปละเมิดเข้า ตกนรกทันที จะเป็นการดีอยู่หรือที่เราจะไปสร้างนรกให้กับตัวเองโดยไม่จำเป็น

เพราะฉะนั้น ท่านผู้มุ่งความเจริญในการปฏิบัติจริง ๆ ในฐานะที่เป็นคฤหัสถ์ ผู้จะต้องสร้างโลก อย่างดีก็ให้เคร่งในศีล ๕ ข้อนั้นเป็นพอ พอเหมาะพอควรแก่ความเป็นคฤหัสถ์แล้ว อย่าไปทะเยอทะยานว่าเราจะต้องรักษาศีลให้มาก ๆ

ถ้าหากจะถามว่าคนที่มีศีล ๕ จะสามารถปฏิบัติให้ถึงมรรคผลนิพพานได้ไหม เป็นข้อที่ควรสงสัย อย่างพระเจ้าสุทโธทนะ นางวิสาขา ก็มีศีล ๕ แล้วก็ปฏิบัติ ก็บรรลุมรรค ผล นิพพานได้ เพราะฉะนั้น ศีล ๕ นั้นก็เป็นพื้นฐานให้เกิดสมาธิ เกิดสติปัญญา เกิดมรรคผล นิพพานได้
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#11 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11876
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 26/11/2011 - 18:24

:09:




เมื่อรับศีลแล้ว กระทำผิดศีล ทั้งมีเจตนาบ้างไม่เจตนาบ้าง จะเป็นบาปหรือไม่

การรับศีลแล้วทำผิดบ้างถูกบ้าง แต่ว่าไม่ได้เจตนา เป็นแต่เพียงขาดการสำรวม ขาดสติ ทำให้ศีลเศร้าหมองนิดหน่อย ทีนี้การที่มารับศีลแล้วรักษาให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ไม่ได้ มีขาดตกบกพร่องบ้าง ถ้าเปรียบเทียบก็เหมือนกับว่าผู้ที่มีเสื้อใส่ แต่เป็นเสื้อขาด ก็ยังดีกว่าผู้ที่ไม่มีเสื้อจะใส่เสียเลย การสมาทานศีลนี้ ถึงแม้ว่าจะขาดตกบกพร่องบ้างก็ยังดี อันนี้เป็นเรื่องวิสัยธรรมดาของปุถุชนก็ย่อมมีการบกพร่องบ้าง ในเมื่อฝึกไปจนคล่องตัวแล้วมันก็สมบูรณ์ไปเอง ดีกว่าไม่ทำเลย


คฤหัสถ์มีความจำเป็นต้องดื่มสุราเพื่อเข้าสังคมควรทำอย่างไร

ถ้าหากเรามุ่งรักษาศีลให้บริุสุทธิ์บริบูรณ์ เราควรหาทางหลีกเลี่ยงสังคมขี้เหล้าทั้งหลาย เพราะว่าในสังคมพวกขี้เหล้ามันไม่เกิดผลดี มีแต่ทำความเสียหาย แต่ในสังคมที่เป็นกิจลักษณะเช่นงานเลี้ยงที่เกี่ยวกับการงาน ซึ่งเราจำเป็นต้องอนุโลมตามเพื่อไม่ให้ขัดสังคม เราก็นึกขอขมาพระรัตนตรัย แล้วก็ขอปลงศีล ๕ เอาไว้ก่อน เมื่อเสร็จธุระแล้ว ปกติถ้าไม่มีงานสังคมเราก็งดเว้นเด็ดขาด เราก็ตั้งใจสมาทานศีลใหม่ แล้วก็เริ่มรักษาต่อไป

ถ้าหากว่าเราจำเป็นต้องดื่มก็ให้มีสติ จิบ ๆ พอเป็นกิริยา อย่าให้มันมากเกินไปถึงกับหัวราน้ำ เพราะเป็นผู้น้อยมีความเกรงอกเกรงใจผู้ใหญ่ เมื่อผู้ใหญ่ท่านทำเราไม่เดินตามหลังท่าน ๆ ก็ตำหนิ แต่ถ้าเราเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ เราจะไม่ดื่มเลย ถ้าหากว่าในบรรดาเพื่อนฝูงที่รู้จัก เขาเคารพต่อพระธรรมวินัย พอเขารู้ว่าเราไม่ดื่ม เขาก็ไม่รบกวนหรอก อย่างดีเขาก็พูดประชดประชันนิดหน่อย


คฤหัสถ์ต้องทำธุรกิจการค้า วิธีจะรักษาศีลข้อมุสาวาทให้บริสุทธิ์ ทำได้อย่างไร

ถ้าสมมติว่าเราไปซื้อของมาขาย เราขายของให้ลูกค้า ลูกค้าถามว่า ทำไมขายแพง ต้นทุนมันสูง คิดค่าเสียเวลา ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าขนส่ง ค่าเสียภาษี ดอกเบี้ย บวกเข้าไป ค่าของที่มาตกค้างอยู่ในร้านค้า ทุนมันก็เพิ่มขึ้น ๆ ยิ่งค้างอยู่นานเท่าไร มันก็ยิ่งเพิ่มขึ้น ๆ ซื้อมาทุน ๑๐ บาทก็ตีราคาทุน ๑๒ บาทก็ได้ ไม่ใช่โกหก เพราะว่ามันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ นักการค้าต้องเป็นคนฉลาด คนรักษาศีลก็ต้องเป็นคนฉลาด แต่ถ้าหากเรามีเจตนาโกหกเขา มันก็ผิดศีลข้อมุสาวาท



:09: :09: :09:
............................

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#12 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11876
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 26/11/2011 - 18:51

:09: :09: :09:



สมาธิในวิธีการ



สมาธิ ... เพื่ออะไร


ความประสงค์ของผู้ทำสมาธิว่าจะทำสมาธิเพื่ออะไร แยกตามกิเลสของคน

บางท่านทำสมาธิเพื่อใ้ห้เกิดอิทธิฤทธิ์

บางท่านทำสมาธิ ไม่ต้องการอะไร ขอให้จิตสงบ ให้รู้ความจริงของจิตเมื่อประสบกับอารมณ์อะไรเกิดขึ้น เพื่อจะอ่านจริตของเราให้รู้ว่าเราเป็น ราคจริต โทสจริต โมหจริต วิตกจริต พุทธจริต ศรัทธาจริต อย่างใดอย่างหนึ่ง เื่พื่อจะดูให้รู้แจ้ง เพื่อจะเป็นพื้นฐานที่เราจะแก้ไขดัดแปลงจิตของเรา เมื่อเรารู้ชัดลงไปแล้ว เรามีกิเลสตัวไหน เป็นจริตประเภทไหน เราจะได้แก้ไขดัดแปลงตัดทอนสิ่งที่เกินแล้วเพิ่มสิ่งที่หย่อนให้อยู่ในระดับพอดีพองาม เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา

สมาธิอย่างหนึ่ง เราฝึกเพื่อให้มีสติสัมปชัญญะรู้ทันเหตุการณ์นั้น ๆ ในขณะปัจจุบัน

สมาธิบางอย่าง เราปฏิบัติเพื่อให้เกิดความรู้ความเห็นภายในจิต เช่น รู้เห็นสิ่งมหัศจรรย์ต่าง ๆ รู้เรื่องอดีต อนาคต รู้อดีต หมายถึงรู้ชาติในอดีตว่าเราเกิดเป็นอะไร รู้อนาคตหมายถึงว่าเมื่อเราตายไปแล้วเราจะไปเป็นอะไร อันนี้เป็นการปฏิบัติเพื่อรู้

ทีนี้เมื่อมาพิจารณากันจริง ๆ อดีตเป็นสิ่งที่ล่วงไปแล้ว อนาคตก็เป็นสิ่งที่ยังมาไม่ถึง ดังนั้นเรามาสนใจอยู่ในสิ่งที่เป็นปัจจุบันดีไหม

ในการปฏิบัติ ถ้าจะว่ากันโดยสรุปแล้ว เราต้องการสร้างสติให้เป็นมหาสติ เป็นสติพละ เป็นสตินทรีย์ เป็นสติวินโย ไม่ได้มุ่งถึงสิ่งที่เราจะรู้เห็นในสมาธิ

ที่ครูบาอาจารย์สอนว่า ทำกรรมฐานไปเห็นโน่นเห็นนี่ นี่มันใช้ไม่ได้ ให้มันเห็นใจเราเองซิ อย่าไปเข้าใจว่าทำสมาธิแล้วต้องเห็นนรก ต้องเห็นสวรรค์ ต้องเห็นอะไรต่อมิอะไร สิ่งที่เราเห็นในสมาธิมันไม่ผิดกันกับที่เรานอนหลับแล้วฝันไป แต่สิ่งที่เราจำำเป็นต้องรู้ต้องเ็ห็นนี่ คือเห็นกายของเรา เห็นใจของเรา

การภาวนา แม้จะเห็นนิมิตต่าง ๆ ในสมาธิ หรือรู้ธรรมะซึ่งผุดขึ้น เป็นอุทานธรรม สิ่งนั้นไม่ใช่เป็นเปอร์เซ็นต์ที่เราเก็บเอาผลงานที่เราปฏิบัติได้ เพราะสิ่งนั้น เป็นเครื่องรู้ของจิต เป็นเครื่องระลึกของสติ เป็นอารมณ์กรรมฐานที่เกิดขึ้นในสมาธิ และเป็นสัญลักษณ์ของปัญญาที่เกิดขึ้นในสมาธิ ซึ่งเรียกว่า สมาธิปัญญา พลังของสมาธิสามารถทำให้เกิดปัญญา เกิดความรู้เห็นอะไรต่าง ๆ แปลก ๆ สิ่งที่ไม่เคยรู้ก็รู้ สิ่งที่ไม่เคยเห็นก็เห็น แต่สิ่งนั้นพึงทำความเข้าใจว่าไม่ใช่ของดีที่จะเก็บเอาไว้เป็นสมบัติ ให้กำหนดเป็นเพียงแต่ว่า สิ่งนั้นเป็นเพียงเครื่องรู้ของจิต เครื่องระลึกของสติ เป็นอารมณ์กรรมฐานที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ เป็นอุบายสร้างสติให้เป็นมหาสติ

หลักของพระพุทธศาสนา เราจะสรุปลงสั้น ๆ ว่า เราทำสมาธิเพื่ออะไร

๑. เราทำสมาธิเพื่อให้จิตของเราสงบเป็นสมาธิ เกิดความมั่นคง สามารถที่จะต้านทานต่ออารมณ์ที่มากระทบไม่ให้เกิดความหวั่นไหว

๒. เมื่อจิตของเราสงบเป็นสมาธิ ปราศจากอารมณ์ เราจะได้รู้สภาพความเป็นจริงของจิตของเราที่ไม่มีอารมณ์นั้นเป็นอย่างไร เมื่อมันออกมารับรู้อารมณ์แล้ว

เมื่อเรารู้ความเป็นจริงของจิตของเรา เมื่อจิตอยู่ว่าง ๆ ไม่มีอารมณ์ มันสบายหรือไม่ มีความสุขหรือไม่ รู้อารมณ์ที่เกิดขึ้น เราทุกข์หรือไม่ เราเดือดร้อนหรือไม่ ต้องอ่านจิตของเราก่อน

ในขั้นตอนต่อไป เราสามารถที่จะทำจิตของเรานี้ให้ดำรงอยู่ในความอิสระ ไม่ตกอยู่ในอำนาจของสิ่งอื่นใด เมื่อเราได้ทำไปเรื่อย ๆ ถ้าหากว่าเรายังมีความคิดว่า การทำสมาธิต้องมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือผู้วิเศษเข้ามาช่วยดลจิตให้ดำเนินเข้าไปสู่ความสงบสุข เข้าไปสู่พระนิพพาน ก็เป็นการเข้าใจผิด และผิดหลักของพระพุทธศาสนา
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#13 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11876
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 27/11/2011 - 13:22

:09:



สมาธิวิธี

ผู้ที่มุ่งหวังความเจริญในการปฏิบัติ ภายหลังจากไหว้พระสวดมนต์เจริญพรหมวิหารเสร็จแล้ว พึงนั่งขัดบัลลังก์ คือนั่งขัดสมาธิเอาขาขวาวางทับขาซ้าย มือซ้ายวางลงบนตัก เอามือขวาวางทับมือซ้าย ให้หัวแม่มือจรดกัน แต่อย่าให้ตึงระหว่างหัวแม่มือกับหัวแม่มือ ตั้งกายให้ตรง นั่งในท่าที่รู้สึกว่าสบายที่สุด อย่าเกร็งหรือกดข่มประสาทส่วนใดส่วนหนึ่ง ให้ตรวจดูการนั่งของเราว่า เรานั่งในท่าที่สบาย แล้วอย่าให้ก้มนัก และก็อย่าให้เงยนัก อย่าให้เอียงไปทางซ้าย อย่าให้เอียงไปทางขวา

เมื่อตรวจดูการนั่งของเราเรียบร้อยว่าเป็นการถูกต้องแล้ว พึงกำหนดจิตคือทำจิตให้ตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้าคือมุ่งตรงต่อการทำสมาธิ และพิจารณาดูจิตของตนว่าจิตของเราเอนเอียงไปข้างรักหรือข้างชัง หรือว่าจิตของเราเป็นกลาง ๆ ในเมื่อเรากำหนดพิจารณาดูจิตของเราให้ทราบพื้นฐานของจิตเราว่าเป็นอย่างไร ในขั้นต่อไปพึงพยายามสำรวมจิต

การสำรวมจิตของเรานั้น ก่อนอื่นให้เราปลูกศรัทธาความเชื่อมั่นลงในตัวของเรา คือเชื่อว่าเราสามารถปฏิบัติให้เกิด ให้มี ให้ได้รับผล คือสามารถทำจิตให้เป็นสมาธิ การปฏิบัตินี้ไม่เหลือวิสัยที่เราจะพึงปฏิบัติได้ และเชื่อมั่นในคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ว่าพระพุทธเจ้าก็อยู่ที่ใจ พระธรรมก็อยู่ที่ใจ พระสงฆ์ก็อยู่ที่ใจ แล้วสำรวมจิตเอาไว้ให้มั่น
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#14 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11876
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 27/11/2011 - 13:35

:09:



สมถวิธีว่าด้วยการบริกรรมภาวนา


หลักของการบริกรรมภาวนา

การบริกรรมภาวนาเป็นอุบายวิธีปฏิบัติตามแบบสมถกรรมฐาน การบริกรรมภาวนามีด้วยกันหลายแบบหลายอย่าง บางท่านก็สอนให้ภาวนาพุทโธ บางท่านก็สอนให้ภาวนายุบหนอพองหนอ บางท่านก็สอนให้ภาวนาสัมมาอรหัง ทั้ง ๓ แบบนี้เป็นสิ่งที่พุทธบริษัทมีความข้องใจ แต่ความจริง ทั้ง ๓ แบบนี้ภาวนาแล้วจุดมุ่งหมายก็เพื่อมุ่งให้จิตสงบเป็นสมาธิ มีสติปัญญา สามารถที่จะพิจารณาสภาวธรรมให้รู้แจ้งเห็นจริงตามความเป็นจริงของกฎธรรมชาติ ผลลัพธ์ก็ไปลงสู่จุดเดียวกัน ใครภาวนาก็อาศัยหลักการวิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา

ดังนั้น เราจะบริกรรมภาวนาคำบาลีบทใดบทหนึ่ง หรือจะบริกรรมภาวนาคำไทยเราก็ได้ ไม่จำกัด จะเป็นคำอะไรก็ได้ พุทโธ ธัมโม สังโฆ ยุบหนอ-พองหนอ สัมมาอรหัง หรือหากว่าจิตใจไปติดอยู่กับหลานน้อย ๆ คนหนึ่ง นึกถึงชื่อไอ้หนูมันมาบริกรรมภาวนาก็ได้ เป็นห่วงบ้าน ก็เอาเรื่องบ้านมาบริกรรมภาวนาก็ได้ เพราะอะไรที่เรารัก เราชอบ เราติดอยู่แล้ว มันเป็นอุบายให้จิตเราติดเร็วขึ้น

ในชั้นต้น เราหาอุบายที่จะผูกจิตให้ติดอยู่กับสิ่งหนึ่งสิ่งใดอย่างเหนียวแน่นเสียก่อน เมื่อจิตของเราไปติดกับสิ่งนั้นอย่างเหนียวแน่น จดจ้องอยู่กับสิ่งนั้น ความสนใจในสิ่งอื่นก็เป็นอันว่าเลิกละไป เมื่อจิตไปติดอยู่เพียงสิ่งเดียว ความเบาใจจะมีไหม แตกต่างกับการที่จะไปยึดอยู่กับหลาย ๆ สิ่งหรือไม่

การบริกรรมภาวนาเป็นการฝึกหัดจิตของเราให้มีความคิด เพราะบริกรรมภาวนาเป็นความคิดที่เราหามาป้อนให้แก่จิตของเรา แล้วก็มีสติกำหนดจิตนึกบริกรรมภาวนาอยู่กับคำบริกรรมนั้น ๆ ตามที่ตนถนัด เมื่อมีการบริกรรมภาวนา ทำให้จิตมีอารมณ์สิ่งรู้ สติมีสิ่งระลึก ในตอนต้น ๆ เราตั้งใจนึกบริกรรมภาวนาแต่ในใจ บริกรรมภาวนาไปจนกระทั่งจิตของเรานึกบริกรรมภาวนาเองโดยที่เราไม่ได้ตั้งใจ ในขณะที่เรานึกบริกรรมภาวนาอยู่ หน้าที่ของเรามีเพียงตั้งใจบริกรรมภาวนา กับให้มีสติรู้อยู่ที่บริกรรมภาวนานั้น
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#15 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11876
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 27/11/2011 - 14:16

:09:



ฌานและองค์ฌาน

การตั้งใจภาวนาเป็นองค์ วิตก ที่เราตั้งใจนึก ความตั้งใจมีสติกำหนดรู้อยู่ที่บริกรรมภาวนากับจิตได้ชื่อว่า วิจาร โดยความตั้งใจ นักภาวนามีหน้าที่เพียงแค่ตั้งใจนึกบริกรรมภาวนาเท่านั้น ไม่มีสิทธิที่จะบีบบังคับข่มขี่ให้จิตเกิดความสงบและเกิดความรู้ ถ้าเรามีความตั้งใจที่จะบังคับกดขี่ให้จิตเกิดความสงบ เป็นกิริยาแห่งความอยาก คืออยากให้จิตมันสงบ อยากให้จิตมันเกิดความรู้ เมื่อเรามาปฏิบัติด้วยความอยาก จิตของเราจะสงบได้อย่างไร เพราะความอยากเป็นตัวกิเลสที่คอยปิดกั้น

ดังนั้น นักภาวนาควรจะได้ทำจิตของตนเองเพียงแค่นึกคำภาวนา และมีสติรู้อยู่กับคำบริกรรมภาวนาเท่านั้น เรื่องความสงบหรือไม่สงบให้เป็นเรื่องของจิตเอง อย่าไปบังคับ จิตจะรู้หรือไม่รู้ให้เป็นเรื่องของจิตเอง อย่าไปบังคับข่มขี่ โดยธรรมชาติของจิต เมื่อมีอารมณ์สิ่งรู้ สติมีสิ่งระลึก ผู้บริกรรมภาวนาตั้งใจบริกรรมให้มาก ๆ ทำให้มาก ๆ ทำจนคล่องตัว ทำจนชำนิชำนาญ ทำจนกระทั่งจิตของเรามีความเป็นเองโดยธรรมชาติ คือจิตนึกบริกรรมภาวนาเองโดยไม่ได้ตั้งใจ และสติก็รู้อยู่ที่บริกรรมภาวนานั้นโดยอัตโนมัติ เมื่อเป็นเช่นนั้น ผู้ภาวนาจะได้องค์ฌานที่ ๑ กับองค์ฌานที่ ๒

เมื่อจิตมีองค์ฌานที่ ๑ องค์ฌานที่ ๒ นึกบริกรรมภาวนาเอง สติรู้อยู่เอง ย่อมเกิดมี ปีติ เมื่อเกิดมีปีติขึ้นมาแล้ว ความสุข เราไม่ปรารถนาก็เกิดมีขึ้น เพราะความสุขเป็นผลที่เกิดจากปีติ เมื่อจิตของนักภาวนามีปีติและความสุขเป็นเครื่องหล่อเลี้ยง จิตย่อมบ่ายหน้าสู่ความสงบ ความสงบสบายที่จิตเกิดปีติ เป็นอาการที่จิตนักภาวนากำลังดื่มรสพระสัทธรรม

ขอย้ำอาการของปีติที่เกิดขึ้นกับนักภาวนา นักภาวนาบางท่านเมื่อปีติเกิดขึ้น ทำให้กายสั่น ทำให้กายโยกโคลง ทำให้ขนหัวลุกชูชัน ทำให้รู้สึกซาบซ่านไปทั่วกาย รู้สึกคล้ายกับตัวลอยอยู่บนอากาศ รู้สึกว่าตัวใหญ่พองขึ้น รู้สึกว่าตัวเล็กลง เกิดความสว่างขึ้นมา รู้สึกว่าส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายหายไป รู้สึกว่ามีความร้อนเกิดขึ้นทำให้น้ำตาไหล ทำให้หัวเราะ ทำให้ร้องไห้ ทำให้กายเบา ทำให้จิตเบา ทำให้กายสงบ ทำให้จิตสงบ นี่คืออาการแห่งปีติ ซึ่งนักภาวนาจะต้องสังเกตให้ดี

เมื่อปีติบังเกิดขึ้นแล้ว บางครั้งนักภาวนาจะหยุดบริกรรมภาวนา บางครั้งก็ยังไม่หยุด ยังนึกคำบริกรรมภาวนาอยู่ บริกรรมภาวนาจะหยุดหรือไม่หยุดไม่ใช่เรื่องสำคัญ ถ้าบริกรรมภาวนาหยุดไป แต่จิตมีปีติ มีความสุข ไม่ต้องไปนึกถึงบริกรรมภาวนาอีก กำหนดรู้จิตของตัวเอง อย่าให้มีความคิดอันใดเกิดขึ้นมาแทรกแซง อย่าตั้งใจคิดอะไรขึ้นมาในขณะจิตว่างอยู่ แต่ถ้าจิตของท่านผู้ภาวนาเกิดว่างลง ว่างอยู่ชั่วครู่หนึ่ง แล้วความคิดเกิดขึ้น แต่รู้สึกว่าจิตอยู่ในความสงบ ดื่มรสปีติและความสุขอย่างเต็มที่ ก็ปล่อยให้จิตคิดไป แล้วรู้ตามความคิด คล้าย ๆ กับว่าเรารู้อยู่ในที อย่าให้ความตั้งใจบังเกิดขึ้น หรืออย่าไปนึกว่าเราจะตั้งใจดูความคิด

เมื่อความคิดเกิดขึ้นให้ดูอยู่ในที อย่าให้สภาพจิตเปลี่ยน ให้ประคองจิตเอาไว้ รู้อยู่ที่ตัวผู้รู้ รู้อยู่ที่ความว่าง รู้อยู่ที่ความคิด กำหนดรู้จิตจนกว่าจะสงบละเอียดลงไป ผ่าน อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ ซึ่งเป็นสมาธิขั้นละเอียด เมื่อจิตเข้าไปถึงขั้นอัปปนาสมาธิ ถ้าว่าโดยสมาธิก็เรียก อัปปนาสมาธิ ว่าโดยจิตก็เรียกว่า อัปปนาจิต ว่าโดยฌานเรียก อัปปนาฌาน บางท่านเรียกว่าจิตอยู่ใน ฌานที่ ๔ นักภาวนาควรจะกำหนดหมายรู้ไว้ว่าเมื่อบริกรรมภาวนาจิตดื่มรสปีติและความสุขอย่างเต็มที่

หรือในขณะที่จิตอยู่ในปีติและความสุข จิตอาจจะหยุดบริกรรมภาวนา แต่ไปรู้อยู่ที่ลมหายใจ ก็ปล่อยให้จิตรู้อยู่่ที่ลมหายใจ ไม่ต้องไปนึกถึงบริกรรมภาวนาอีก ในตอนนี้ นักปฏิบัติควรจะตั้งใจสังเกตดูให้ดี เมื่อจิตดูลมหายใจ ในบางขณะจะรู้สึกว่าอาการหายใจแรงขึ้นหรือเร็วถี่ขึ้น จนมีลักษณะคล้าย ๆ กับหอบด้วยความเหน็ดเหนื่อย ฉะนั้น ก็ให้กำหนดรู้เฉยอยู่ อย่าไปเอะใจหรือตกใจใด ๆ ทั้งสิ้น เมื่อบางครั้งลมหายใจอาจจะละเอียดลงไป แผ่วเบาลงทุกที ก็ให้กำหนดรู้ลมหายใจอยู่อย่างนั้น

บางท่านยังไม่ชำนาญในการภาวนา เมื่อลมหายใจแรงขึ้นหรือถี่ขึ้น หรือลมหายใจละเอียดลงทำท่าจะหายขาด เกิดตกใจไปฝืนอาการเช่นนั้น จะไประงับอาการอย่างนั้น ถ้าจิตกำลังจะเข้าสู่อัปปนาสมาธิ บางทีเมื่อเราไปฝืน มันก็จะถอนทันที เมื่อถอนทันทีแล้ว รู้สึกว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ถ้าจิตกำลังจะดิ่งลงสู่อัปปนาสมาธิแล้ว ในบางครั้งเราไปฝืน ไปขัดขวางมัน เป็นการขัดใจมัน แล้วเราจะรู้สึกว่าอึดอัดคล้าย ๆ กับใจจะขาด นี่ถ้าหากว่าเราไปฝืนมัน มันจะเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น ทั้งลมหายใจแรง ลมหายใจแผ่วเบา ก็ให้กำหนดรู้จิตของตัวเองอยู่เสมอ เพราะอาการทั้งหลายเหล่านั้นเป็นอาการที่จิตเขาแสดงออกเอง

เมื่อเรากำหนดรู้อยู่ทั้งสองอย่าง จิตค่อยสงบละเอียดลงไปในที่สุด ลมหายใจทำท่าจะหายไป พร้อม ๆ กันนั้นร่างกายก็ทำท่าจะหายไปด้วย ถ้าหากท่านผู้ที่ยังไม่ต้องการให้จิตสงบลงเป็นอัปปนาสมาธิจนตัวหาย ลมหายใจขาดไป ให้นึกว่ากายยังอยู่ ลมหายใจยังอยู่ แล้วความหยาบของจิตก็จะบังเกิดขึ้น เมื่อเป็นเช่นนั้นก็ต้องตั้งหน้าตั้งตากำหนดจิตบริกรรมภาวนาหรือดูลมหายใจใหม่อีก อาการเช่นนี้ไม่ควรทำ แม้ว่าลมหายใจจะหายขาดไป ร่างกายจะหายไปก็ตาม ปล่อยให้เป็นไป อย่าไปขัดขวาง

เมื่อเราปล่อยให้เป็นไปเช่นนั้น ความเบา บาง ในความรู้สึกว่ามีกายทำท่าจะหายขาดไป บางทีตัว วิจิกิจฉา มันวิ่งเข้ามาพัน แล้วมันจะเกิดมีปัญหาขึ้นมาว่า เมื่อกายหายไปแล้ว ลมหายใจหายไปแล้ว จิตมันจะไปอยู่ที่ไหน นี่ปัญหานี้ก็มักจะเกิดขึ้นกับนักปฏิบัติบ่อย ๆ เมื่อปัญหาเกิดขึ้นอย่างนี้ ให้จับตัวผู้ที่ว่า เมื่อกายหายไปแล้ว ลมหายใจหายไปแล้ว จิตมันจะไปอยู่ที่ไหน จับตัวผู้นั้น ตัวผู้ที่ถามนั่นแหละ เราอาจจะนึกหาคำตอบขึ้นมาได้ว่า กายหายไป ลมหายใจหายไป จิตมันก็อยู่ที่จิตนั้นเอง เมื่อเรามีสติรู้ทันอยู่อย่างนี้ สมาธิของเราจะไม่ถอน แล้วจิตจะบ่ายหน้าเข้าสู่ความสงบละเอียดลงไปจนถึงอัปปนาสมาธิ
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#16 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11876
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 01/12/2011 - 16:39

:09:



ทีนี้เมื่อจิตสงบลงไปเป็นสมาูธิขั้นอัปปนาสมาธิ เมื่อสมาธิอันนี้เป็นสมาธิในฌาน จิตจะไปสงบ นิ่ง ว่าง สว่างอยู่เฉย ๆ ความรู้ไม่มี มีแต่ตัวรู้ปรากฏเด่นชัดอยู่เท่านั้น แม้แต่กายก็ไม่ปรากฏ ลมหายใจไม่มี มีแต่ตัวรู้ ความรู้ไม่มี ทำไมมันจึงเป็นอย่างนั้น นักปฏิบัติทั้งหลายเคยพิจารณาดูบ้างหรือเปล่า ที่จิตบรรลุถึงอัปปนาสมาธิหรืออยู่ในฌาน อัปปนาสมาธิ อัปปนาฌาน ในขณะนั้นร่างกายตนตัวไม่ปรากฏแล้วมีแต่จิตดวงเดียว จึงยังเหลืออยู่แต่ตัวรู้ ตัวรู้ตัวนี้คือ พุทธะ ผู้รู้ พุทธะ ผู้ตื่น พุทธะ ผู้เบิกบาน รู้กับความรู้มันต่างกัน จิตที่รู้อยู่เฉย ๆ ประกอบด้วยความสว่างไสวเบ่งบานเต็มที่ อันนี้จิตพุทธะคือจิตรู้ จิตผู้รู้ แต่ไม่มีความรู้

ทำไมจึงเป็นอย่างนั้น เพราะจิตมันไม่มีกาย เมื่อกายไม่มี ความรู้มันก็ไม่มี เพราะความรู้อันใดที่เป็นสมมติบัญญัติ มันจะมีได้ก็เพราะมีกายปรากฏอยู่เท่านั้น เมื่อกายไม่ปรากฏอยู่ จิตไม่สัมพันธ์กับร่างกายคือไม่สัมพันธ์กับรูป มันละทิ้งตัดขาดจากกันไปแล้ว จิตไม่มีเครื่องมือ มันก็ไม่มีความคิดอ่าน คือไม่มีความรู้นั่นเอง เราตั้งใจคิดได้ เพราะเรามีกาย เราตั้งใจรู้ได้เพราะเรามีกาย ในเมื่อเราไม่มีกาย เราตั้งใจคิดไม่ได้ ตั้งใจรู้ไม่ได้ เพราะอาการแห่งความคิดและความรู้มันเกิดจากประสาทสมองซึ่งเป็นเรื่องของกาย เมื่อจิตทิ้งกายไปแล้ว เขาก็ไม่มีเครื่องมือเครื่องใช้ ก็ได้แต่นิ่งเฉยอยู่เท่านั้น และนิ่งรู้อยู่ในจุดเดียว ไม่มีความรู้อันใดปรากฏขึ้น ในลักษณะอย่างนี้เรียกว่าจิตอยู่ในฌาน

จิตอยู่ในฌาน รู้ในสิ่งเดียว คือรู้ในจิตบ้าง รู้ในดวงกสิณที่เพ่งบ้าง เช่น บางท่านอาจจะเพ่งดูโครงกระดูก เมื่อจิตรู้นิมิตเป็นโครงกระดูกขึ้นมาแล้ว รู้นิ่งอยู่ในโครงกระดูกเพียงอย่างเดียว อันนี้เรียกว่า จิตรู้อยู่เฉย ๆ ที่ว่าไม่มีความรู้ เพราะในขณะนั้นจิตรู้แล้วจิตไม่บอกว่า นี่คือโครงกระดูก สักแต่ว่ารู้เฉยอยู่เท่านั้น ถ้าหากจิตไม่มีสิ่งรู้ เพียงแต่รู้อยู่ที่จิตสว่างไสวอยู่ จิตก็ไม่มีความรู้ และรู้สักแต่ว่ารู้ ไม่มีความรู้ว่าจิตสงบนิ่งแล้ว จิตสว่างแล้ว จิตเบิกบานแล้ว ความรู้อันนี้ไม่มี เพราะไม่มีมันสมอง ไม่มีประสาทสั่งการ ไม่มีประสาทที่จะช่วยให้จิตมีความคิด นี่คือ ธรรมชาติจิตแท้ จิตดั้งเดิม เป็นอย่างนี้ อันนี้เรียกว่าจิตอยู่ใน อารัมณูปณิชฌาน มักจะเกิดขึ้นกับนักภาวนาที่เพ่งกสิณบ้าง เกิดกับนักภาวนาที่บริกรรมภาวนาบ้าง เมื่อจิตสงบลงไปอย่างนี้เรียกว่า จิตสมถะ อัปปนาสมาธิ

เมื่อจิตไม่มีความรู้ น่าน้อยใจไหม น่าเสียใจไหม อย่าไปเสียใจ เมื่อจิตอยู่ในฌาน ฝึกฝนอบรมมาก ๆ เข้า เข้าออกฌานจนชำนิชำนาญ เป็นวสี มีความคล่องตัวต่อการเข้าสมาธิ ต่อการออกสมาธิ สามารถที่จะกำหนดจิตให้อยู่ในฌานขั้นใด หรือให้ไต่ไปตามลำดับของฌานโดยอาศัยความชำนิชำนาญในการเข้าออกสมาธิ ในการเข้าฌาน แม้จิตจะไม่มีความรู้ จิตก็ย่อมมีปัญญาที่จะรู้ขึ้นมาได้ รู้ได้อย่างไร รู้ได้ว่านี่จิตสงบเป็นสมาธิ นี่จิตอยู่ในสมาธิขั้นขณิกะ นี่จิตอยู่ในสมาธิขั้นอุปจาระ นี่จิตอยู่ในสมาธิขั้นอัปปนา นี่จิตอยู่ในฌานที่ ๑ นี่จิตอยู่ในฌานที่ ๒ นี่จิตอยู่ในฌานที่ ๓ นี่จิตอยู่ในฌานที่ ๔ นี่จิตได้ทอดทิ้งกายไปแล้ว ยังเหลือแต่จิตผู้รู้ดวงเดียว

เมื่อนักภาวนาได้ความรู้ขึ้นมาอย่างนี้ ท่านนักปฏิบัติทั้งหลายท่านยังตำหนิว่านักสมถกรรมฐานโง่อยู่อีกหรือ ความที่จิตสงบนิ่งเป็นสมาธิเป็นสมถะ ความรู้ว่านี่เป็นสมาธิ นี่คือฌาน เป็นวิปัสสนารู้แจ้งแทงตลอดหายสงสัย
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#17 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11876
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 01/12/2011 - 18:01

:09:



ยกตัวอย่างเมื่อท่านยังไม่สามารถทำจิตให้สงบเป็นสมาธิดังที่กล่าวแล้วได้ ท่านก็ยังจะต้องสงสัยอยู่นั่นแหละว่า สมาธิคืออะไร ฌานคืออะไร ญาณคืออะไร ในเมื่อจิตของท่านเป็นดังที่กล่าวมาแล้วนี้ ท่านก็รู้ทันทีว่า นี่คือสมาธิ นี่คือฌาน นี่คือญาณ ท่านอาจจะไม่รู้ขั้นตอนของฌานนั้น ๆ ก็ตามที แต่ว่าจิตของท่านเข้าไปอยู่ในลักษณะเช่นนี้ ชื่อว่าท่านได้สมาธิ เมื่อท่านฝึกหัดจนคล่องตัว จนชำนิชำนาญ จนสามารถที่จะกำหนดเข้าสมาธิ ออกสมาธิได้ตามที่ท่านต้องการ ได้ชื่อว่าท่านเป็นผู้ได้สมาธิขั้นสมถะ และได้ความรู้ขั้นวิปัสสนาอ่อน ๆ ขึ้นมา คือรู้ว่าสมาธิคืออะไรนั้นเอง ทำไมท่านจะไปตำหนิว่านักภาวนาขั้้นสมถะโง่ อย่าเข้าใจผิด จะโง่ได้อย่างไร เพราะเมื่อจิตเขาผ่านสมาธิ ผ่านฌานอย่างชำนิชำนาญจนคล่องตัว เขาก็สามารถจะหายสงสัยในเรื่องสมาธิ ในเรื่องฌาน ความรู้แจ้งเห็นจริงจนหายสงสัยนั่นแหละ เราจะเรียกว่าวิปัสสนาก็ไม่ผิด เพราะวิปัสสนาแปลว่า รู้แจ้่งเห็นจริง

ท่านนักปฏิบัติอย่าพึงเข้าใจว่า ถ้าท่านทำจิตให้สงบนิ่ง สว่างลงไปแล้ว ไปถือว่าความสว่างนั้นเป็นวิปัสสนา ความเห็นแจ้ง ไม่ใช่อย่างนั้น วิปัสสนา ความรู้แจ้งเห็นจริง หมายถึงความรู้แจ้่งเห็นจริงในสิ่งที่มีปรากฏการณ์ขึ้นในจิตของท่าน ดังที่จิตได้ผ่านสมาธิมาตามขั้นตอน

นักภาวนาทั้งหลาย เราไปติดกันอยู่เพียงแต่ว่า บริกรรมภาวนาพุทโธ ๆ ๆ ๆ แล้ว จิตยังไม่ได้วิตก วิจาร เพียงแต่พุทโธ ๆ จิตยังไม่บริกรรมภาวนาเอง จิตยังไม่รู้บริกรรมภาวนาเอง พอรู้สึกว่ามีอาการเคลิ้ม ๆ ลงไป จิตก็กระโดดวูบลงไป นิ่ง ว่าง สว่าง เสร็จแล้วก็เข้าใจว่าตัวได้สมาธิ ไปพอใจเพียงเท่านั้น สมาธิที่เราได้มันต้องดำเนินไปตามขั้นตอน สมาธิมีวิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา เราสามารถกำหนดระยะจิตที่ก้าวเข้าไปสู่ความเป็นสมาธิ สู่ฌาน ตามขั้นตอนได้อย่างละเอียดถี่ถ้วน พุทโธ ๆ ๆ แล้วจิตกระโดดวูบลงไปสงบ นิ่ง ว่าง สว่างขึ้นมา อันนั้นจิตเริ่มจะได้วิตก วิจาร แต่ว่าสติยังอ่อน ประคองจิต อันนี้พึงเข้าใจเถิดว่า สมาธิแบบนี้เรียกว่า สมาธิขั้นปุพพนิมิต และเราก็ไปติดใจอยู่เพียงว่า ภาวนาจิตสงบวูบลงไปนิ่ง ไม่รู้เลยว่าจิตดื่มรสปีติและความสุขเป็นอย่างไร มันข้ามขั้น เมื่อมันข้ามขั้นขึ้นไปเช่นนั้น จิตก็ได้แต่วิตกวิจารโดยความตั้งใจ ยังไม่ได้วิตกวิจารโดยความเป็นเอง ซึ่งเป็นองค์แห่งฌาน พอกำลังจะได้วิตกวิจาร จิตปล่อยวางบริกรรมภาวนากระโดดปุ๊บ นิ่ง ว่าง สว่างไปเลย ข้ามขั้นไปอยู่โน่น อุเบกขากับเอกัคคตา รู้แต่ว่าจิตสงบนิ่ง มันเป็นอย่างนี้เท่านั้น แต่ไม่รู้องค์ฌานที่ละเอียดลออดังที่กล่าวมาแล้วในเบื้องต้น

แต่จะด้วยประการใดก็ตาม นักภาวนาที่สามารถทำจิตให้กระโดด นิ่ง ว่าง ปุ๊บลงไปได้ ก็นับว่าเป็นการดี แต่ภายหลังมา เมื่อจิตของท่านมีสติสัมปชัญญะดีขึ้น เมื่อภาวนาแล้วจิตกำลังจะได้วิตกวิจารหรือไปอยู่ที่ตรงวิตกวิจาร ไม่สงบกระโดดวูบลงไป ท่านก็จะเข้าใจว่าภูมิจิตมันเสื่อม เพราะมันไม่กระโดดไปอย่างเก่า แต่แท้ที่จริงแล้ว จิตมันกำลังเริ่มจะมีวิตกวิจารและมันยังไม่ทิ้งวิตกวิจาร มันจะค่อยสงบลงไปให้ปรากฏว่า มีกายเบา จิตเบา กายสงบ จิตสงบ ดำเนินไปตามขั้นตอนตามระยะแห่งฌานขั้นนั้น ๆ

เมื่อจิตของท่านถอนออกมาจากสมาธิขั้นนี้เมื่อใด พอรู้สึกว่ามีกายปรากฏขึ้น อย่าเพิ่งด่วนผลีผลามออกจากที่นั่งสมาธิทันที ธรรมชาติของจิตเมื่อมีกายปรากฏขึ้นมา ความคิดจะเกิดขึ้นทันที เพราะจิตกับกายซึ่งแยกกันไปตั้งแต่ก่อน ได้กลับมามีความสัมพันธ์กันอีก เมื่อความคิดเกิดขึ้นมาในขั้นนี้ ท่านรีบให้มีสติตามรู้ความคิดทันที ถ้าสามารถกำหนดตามความคิด ตามอารมณ์จิตไป จนกระทั่งจิตมีวิตก วิจาร มีปีติ มีความสุข และมีความเป็นหนึ่งอีกได้ยิ่งดี ถ้าหากว่าท่านมีสติกำหนดตามความรู้ความคิดของท่านไป ถ้าจิตท่านคิดเเอง สติรู้อยู่พร้อมเอง ท่านก็ได้องค์ฌานที่ ๑ และที่ ๒ คือวิตกกับวิจาร เมื่อจิตมีวิตกกับวิจารเป็นทุนอยู่แล้ว ปีติและความสุขจะไม่เกิดขึ้นเป็นไปไม่ได้ เมื่อปีติและความสุขบังเกิดขึ้นแล้ว ความเป็นหนึ่งคือความสงบจิต ท่านปล่อยวางอารมณ์ มีแต่จิตสงบ นิ่ง ว่าง อยู่อย่างเดียว จะไม่เกิดขึ้นเป็นไปไม่ได้

ผู้ภาวนาที่ว่าจิตมันได้แต่สมถะ ไปนิ่งอยู่เฉย ๆ แล้วไม่เกิดความรู้ เพราะในเมื่อจิตถอนออกจากสมาธิแล้วมาปรากฏว่ามีกาย ท่านไม่กำหนดจิตให้มีสติตามรู้ความคิดของท่านไป ปล่้อยโอกาสทองให้มันล่วงเลยไป เพราะไปมัวดีใจว่าเราได้สมาธิก็พอแล้ว ดังนั้น เพื่อให้ภูมิจิตภูมิใจของท่านก้าวหน้าในทางภาวนา เมื่อความคิดเกิดขึ้นหลังจากจิตถอนจากสมาธิ อย่าละโอกาส กำหนดสติตามรู้ไปทันที

แต่บางท่านเมื่อจิตถอนออกจากสมาธิมาแล้ว จิตมันไม่คิด ท่านอาจารย์ใหญ่สิงห์ท่านสอนให้พิจารณา พิจารณาอะไร พิจารณาคือลำดับข้อปฏิบัติที่เราเริ่มปฏิบัติมาตั้งแต่เบื้องต้น ตั้งแต่เราได้จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย ได้ไหว้พระสวดมนต์ ได้แผ่เมตตา ได้กำหนดจิตบริกรรมภาวนา เอาอะไรเป็นอารมณ์ เมื่อบริกรรมภาวนาไปแล้วอะไรเกิดขึ้น จิตมีวิตก วิจาร มีปีติ มีสุข มีเอกัคคตา สงบลงเป็นสมาธิ นึกตามความเป็นของจิต ย้อนกลับไปกลับมาพอสมควรแล้ว จึงกำหนดจิตนึกถึงพุทโธ ธัมโม สังโฆ แล้วก็ออกจากสมาธิ

นักภาวนา เมื่อบริกรรมภาวนาก็ดี หรือตามกำหนดรู้อารมณ์จิตจนกระทั่งจิตสงบลงเป็นหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า เอกัคคตา หรือสงบละเอียดจนกระทั่งเหลือแต่ตัวรู้ ตื่น เบิกบาน นิ่งเฉยอยู่ก็ตาม ท่านอาจารย์ใหญ่สิงห์ท่านว่าจิตรวมลงสู่อริยมรรคในขั้นต้น ในตำราแห่งการภาวนา ในพระไตรสรณคมน์ย่อ ท่านอาจารย์สิงห์ท่านได้แนะนำไว้อย่างนี้ อันนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับบริกรรมภาวนา
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#18 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11876
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 02/12/2011 - 15:42

:09:



นิวรณ์ ๕


วัตถุประสงค์ของการเจริญสมถกรรมฐานเพื่ออะไร เพื่อหาอุบายหรือสร้างพลังจิตให้ต่อต้านพลังของกิเลส ๕ ตัว คือ นิวรณ์

นิวรณ์ ๕ ตัวนี้เป็นตัวกิเลสสำคัญ คอยกั้นความดีความงามไม่ให้เกิดขึ้นแก่นักปฏิบัติ เมื่อท่านผู้ใดมาทำให้จิตสงบลงเป็นสมาธิขั้นสมถะ ขับไล่นิวรณ์ ๕ ให้หายไปจากจิตของตนชั่วขณะหนึ่ง ๆ เป็นโอกาสที่เราจะได้บำเพ็ญเพียรภาวนาโดยไม่มีสิ่งใดมารบกวน

นิวรณ์ ๕ กามฉันทะ คัมภีร์ท่านเขียนไว้ว่า กามฉันทะคือใจใฝ่สุข พอเริ่มต้นที่จะภาวนาแล้ว เพราะมันต้องการความสุข มันเกิดความหงุดหงิดงุ่นง่านขึ้นมาทันที เพราะความขี้เกียจมันขึ้นมาแทรก ในเมื่อจิตมันใฝ่สุข มันต้องการความสุข มันไม่ยอมเสียสละความทุกข์ที่มันกำลังแต่งอยู่เพื่อบำเพ็ญข้อวัตรปฏิบัติให้ได้บรรลุคุณธรรม เพราะถ้าทำลงไปแล้วมันเหน็ดมันเหนื่อย มันปวดแข้งปวดขา ปวดหลังปวดเอว ในเมื่อมันโดนเวทนาอย่างนี้มากระทบแล้ว มันอ่อนกำลัง มันก็เลยไปใฝ่หาแต่ความสบาย อยากจะนอนเสียเป็นส่วนใหญ่ อันนี้ลักษณะของกามฉันทะเกิดขึ้นรบกวนจิตใจขณะที่เรากำลังนั่งภาวนา

เมื่อกามฉันทะใจที่มันใฝ่สุขเกิดขึ้น พยาบาท เริ่มแสดงบทบาท แต่ยังไม่รุนแรง เมื่อพยาบาทแสดงบทบาท เจ้า ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ ความฟุ้งซ่านรำคาญ ความง่วงเหงาหาวนอนก็เข้ามาแทรก

ในเมื่อ ๒ อย่างนี้เข้ามาแทรก เพราะอาศัยใจที่ใฝ่สุขเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แล้วก็อาศัยตัวหงุดหงิด คือพยาบาท เข้าแทรก เกิดความฟุ้งซ่านรำคาญ เกิดความง่วงเหงาหาวนอน วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัยก็เกิดขึ้น มันปรากฏขึ้นอย่างไร ปรากฏขึ้นตรงที่ว่า ฉันจะเอาดีหรือไม่เอาดี จะภาวนาต่อไปหรือจะนอน มันเกิดความลังเลสงสัยในใจขึ้นมาอย่างนี้ แต่ถ้าหากว่านิวรณ์ ๕ มันมีกำลังรุนแรง มันก็สามารถที่จะบังคับจิตใจให้ตัดสินใจลงไปว่า ไม่เอาละ นอนดีกว่า พยาบาทมันก็กระโดดเข้ามาทำหน้าที่ของมันทันที คือมันเข้ามาตัดรอนคุณงามความดีซึ่งเรากำลังจะเริ่มทำที่จุดนั้น อันนี้คือวิธีดูนิวรณ์ ๕ ภายในจิตใจของเรา

เมื่อนิวรณ์ ๕ อันนี้เกิดขึ้นมาแล้ว เราจะปฏิบัติต่อนิวรณ์ ๕ อย่างไร ทำใจให้เข้มแข็ง อาศัยขันติ ความอดทนข่มใจ ถ้าใครบริกรรมภาวนา ก็ข่มใจบริกรรมภาวนา พุทโธ ๆ ยุบหนอพองหนอ ๆ สัมมาอรหัง ให้เร็วขึ้น เอาจนกระทั่งจิตมันติดกับคำบริกรรมภาวนา ในเมื่อจิตมันติดกับคำบริกรรมภาวนา มีความดูดดื่มซึมซาบ อาการเบากาย เบาจิตก็จะเกิดขึ้น กายสงบ จิตสงบ ก็จะเกิดขึ้น ในเมื่อกายสงบ จิตสงบ ใจก็สบาย กายก็สบาย หายปวด หายเมื่อย หายฟุ้งซ่านรำคาญ มีแต่ความปลอดโปร่ง เพราะจิตดื่มรสปีติ ในเมื่อปีติบังเิกิดขึ้น ความสุขอันเป็นผลได้ ก็เกิดขึ้นมาเป็นเงาตามตัว เมื่อจิตมีปีติและความสุขเป็นเครื่องอยู่ เครื่องอาศัย จิตดูดดื่มรสพระสัทธรรมอย่างอิ่มหนำ ทำให้เกิดความเบิกบานใจ จิตไม่ฟุ้งซ่านกระวนกระวาย มุ่งหน้าต่อความสงบเรื่อยไป จนเข้าไปถึงขั้นอัปปนาสมาธิเป็นที่สุด
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#19 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11876
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 02/12/2011 - 18:29

:09:



สมาธิในฌานและสมาธิในอริยมรรค

ขอย้ำโอวาทของหลวงปู่ใหญ่ (หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี) ซึ่งเคยมากราบไหว้ท่าน และตั้งใจจะมาถามปัญหาท่าน แต่ท่านก็ให้คำตอบก่อน ตั้งใจจะมาถามปัญหาว่า สมาธิในฌานกับสมาธิในอริยมรรคต่างกันอย่างไร พอกราบเสร็จแล้วท่านก็บอกว่า "เอ้อ ท่านเจ้าคุณมาแล้วก็ดีแล้วแหละ จะเว้าอะไรให้ฟัง" พอเสร็จแล้วท่านก็พูดขึ้นมาว่า "สมาธิในฌานมันโง่ สมาธิในอริยมรรคมันฉลาด"

"สมาธิในฌานมันรู้อยู่ในสิ่ง ๆ เดียว ถ้ามีอารมณ์ก็รู้อยู่ในอารมณ์เดียวไม่ไหวติง ถ้าไม่มีอารมณ์ รู้อยู่ที่จิต ก็รู้อยู่ที่จิตอย่างเดียวไม่ไหวติง อันนั้นมันจึงโง่ ไม่เกิดความรู้ แต่สมาธิในอริยมรรคมันฉลาด จิตสงบ แต่มันมีความรู้ปรากฏขึ้นอยู่ แม้จิตจะสงบถึงขนาดที่ไม่มีร่างกายตัวตน สิ่งรู้มันก็ยังปรากฏอยู่ ความรู้ที่ปรากฏขึ้นในขณะที่สมาธิยังมีกายปรากฏอยู่ มันมีสมมติบัญญัติ คือรู้เป็นเรื่องเป็นราว แต่ถ้าหากความรู้ที่เกิดขึ้นในขณะที่จิตไม่มีตัวตน สักแต่ว่ารู้ รู้แล้วไม่มีสมมติบัญญัติ อันนี้คือสมาธิในอริยมรรค"

หลวงปู่ท่านเปรียบเทียบว่า จิตสมาธิในอริยมรรคเปรียบเหมือนดวงไฟที่เราตามเอาไว้ กิเลสและอารมณ์ทั้งหลายมันวิ่งเข้ามามันเข้าไม่ถึงจิต พอมาถึงรัศมีของจิตแล้วมันตกไป ๆ เหมือนแมลงบินเข้ากองไฟ ท่านว่าอย่างนั้น
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



คำตอบต่อไป: เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - gmail51_wan - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา -
  • (3 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • 3
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • ท่านไม่สามารถตอบกลับกระทู้นี้ได้

1 ผู้ใช้กำลังอ่านกระทู้นี้
0 สมาชิก, 1 ผู้เยี่ยมชม, 0 ผู้ใช้ที่ไม่ระบุชื่อ