ลานธรรมเสวนา: ฐานิยปูชา 2536 (วิถีแห่งจิต) - ลานธรรมเสวนา

เข้าไปดูเนื้อหา

  • (2 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • ท่านไม่สามารถตอบกลับกระทู้นี้ได้

ฐานิยปูชา 2536 (วิถีแห่งจิต) (หนังสือ)บทธรรมเทศนา หลวงพ่อพุธ ฐานิโย ให้คะแนนกระทู้: -----

#0 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11842
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 29/07/2011 - 10:51

หมายเหตุ : หนังสือเล่มนี้เป็นรายการต่อเนื่องจาก ฐานิยปูชา 2535 ค่ะ

http://larndham.org/...20&#entry772294


การใช้ตัวเน้นในบทธรรมที่นำมาโพสต์ใหม่ด้านล่างต่อจากนี้ อ้างอิงตามไฟล์ภาพหนังสือ ฐานิยปูชา 2536
ส่วนการแบ่งช่วงย่อหน้า เภตราขอปรับบางช่วงย่อหน้าที่ยาวมากเป็นย่อหน้าย่อย เพื่อการพักสายตาค่ะ
ท่านใดประสงค์จะอ่านก่อน หรือต้องการ copy บทธรรมเทศนาไปใช้ในงานพิมพ์อื่น
สามารถอ่านและตรวจสอบการใช้ย่อหน้าตามหนังสือจากลิงก์นี้ค่ะ

http://www.thaniyo.c...t/thaniyo36.pdf




:09: :09: :09:



ฐานิยปูชา 2536


(วิถีแห่งจิต)


หลวงพ่อพุธ ฐานิโย



:09:




สารบัญ (ลำดับเรื่อง)


พรหมวิหารธรรม

โดยสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก



พระธรรมเทศนาของหลวงพ่อพุธ ฐานิโย


วิถีแห่งจิต

การปฏิบัติสมาธิตามหลักธรรมชาติ

ภาวนาหัดตาย

พระผู้วิเศษ

สัมมาทิฏฐิ

เข้าถึงพระไตรลักษณ์

การบริหารกิเลสด้วยความเป็นธรรม



คุยกันเล่น ๆ


สวดมนต์ให้เย็น

หวยเบอร์

จิตหลอก

พระแก้วที่บ้าน

เหล็กไหล

ของฟรี

นักเลงพระ

ปลุกพระ

เครื่องรางที่แท้จริง

:09:


เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0


  • (2 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • ท่านไม่สามารถตอบกลับกระทู้นี้ได้

การตอบอื่นๆต่อกระทู้นี้



#1 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11842
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 29/07/2011 - 14:28

:09: :09: :09:


พรหมวิหารธรรม


โดยสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (เจริญ สุวฑฺฒโน) วัดบวรนิเวศวิหาร

เนื่องในงานฉลองสมณศักดิ์ พระภาวนาพิศาลเถร (พุธ ฐานิโย)

ณ วัดป่าสาลวัน อ.เมือง จ. นครราชสีมา

๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๘


:09:



อตฺตานเมว ปฐมํ ปฏิรูเป นิเวสเย

อถญฺฌมนุสาเสยฺย น กิลิสฺเสยฺย ปณฺฑิโต



บัดนี้ จักแสดงพระธรรมเทศนา อนุโมทนา ในการบำเพ็ญกุศล ที่ศิษยานุศิษย์ ผู้เคารพนับถือท่านเจ้าคุณพระภาวนาพิศาลเถร ทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์ได้พร้อมกันจัดบำเพ็ญถวายแสดงความกตัญญูกตเวทิตาธรรม ในวโรกาสที่ท่านได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์จากพระชินวงศาจารย์ เป็นพระภาวนาพิศาลเถร

ท่านเจ้าคุณพระภาวนาพิศาลเถรเป็นผู้ที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในนามหลวงพ่อพุธ ฉายา ฐานิโย หรือท่านเจ้าคุณชินเดิม ท่านเป็นพระเถระผู้เป็นบัณฑิต มีคุณต้องตามพุทธภาษิตที่ยกขึ้นเป็นบทอุทเทศแปลความว่า บัณฑิตพึงตั้งตนไว้ในคุณอันสมควรก่อนสอนผู้อื่นภายหลัง จึงไม่มัวหมอง

ตามประวัติชีวิตของท่านนับแต่บรรพชาอุปสมบทแล้วจนถึงปัจจุบัน ท่านปรากฏว่าเป็นผู้ไม่มัวหมองในศีล ในธรรม ในวินัย ความไม่มัวหมองในศีล ในธรรม ในวินัยนี้แหละเป็นคุณลักษณะวิเศษที่แท้จริงของผู้มีชีวิตประเสริฐ คือชีวิตของพระในพระพุทธศาสนา คุณลักษณะพิเศษที่แท้จริงของพระผู้มีชีวิตประเสริฐ มิได้อยู่ที่อิทธิฤทธิ์ หรือลาภยศใดอื่น

ศีล คือ ความเรียบร้อยงดงาม เป็นปกตินั้น ต้องมีด้วยกันทั้งบรรพชิต คฤหัสถ์ก็ต้องมีศีลของคฤหัสถ์ แม้ไม่แยกออกเป็นผู้ถือศีล ๕ ศีล ๘ แต่ถ้ามีความเรียบร้อย มีพร้อมทั้งกาย วาจา ใจ ตั้งอยู่ในสุจริตกาย สุจริตวาจา สุจริตใจ ก็เรียกว่าเป็นผู้มีศีล ... ธรรม วินัย ก็เช่นกัน มิได้มีเฉพาะบรรพชิตเท่านั้น คฤหัสถ์ที่ดีก็ต้องมีธรรม มีวินัย นักปกครองที่ดีก็ต้องมีธรรม มีวินัยของนักปกครอง ตำรวจ ทหาร ข้าราชการพลเรือน ก็ต้องมีธรรม มีวินัย พ่อค้าพาณิชย์ก็ต้องมีธรรม มีวินัย ครู อาจารย์ นักเรียน นักศึกษา ก็ต้องมีธรรม มีวินัย เป็นธรรมวินัยเฉพาะพวกเฉพาะตน

ผู้มัวหมองในศีล ในธรรม ในวินัย แม้เป็นนักบวช ก็เป็นนักบวชผู้มัวหมอง แม้เป็นคฤหัสถ์ ก็เป็นคฤหัสถ์ผู้มัวหมอง เมื่อเป็นผู้มัวหมองในศีล ในธรรม ในวินัย แม้จะรุ่งเรืองด้วยอิทธิฤทธิ์ ลาภ ยศ สรรเสริญ มีความสามารถในการอบรมสั่งสอน ในการประกอบธุรกิจอาชีพเพียงใด ก็หาพ้นจากความมัวหมองได้ไม่ หาได้ชื่อว่าเป็นบัณฑิตตั้งตนไว้ในคุณอันสมควรไม่ ไม่ชื่อว่าเป็นผู้ใหญ่ที่แท้จริง ธรรมะเครื่องอยู่ของผู้ใหญ่ ผู้ไม่มัวหมองในศีล ในธรรม ในวินัย ก็คือพรหมวิหารธรรม

เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ซึ่งเป็นที่คุ้นหู้ คุ้นปาก มานักต่อนักแล้ว แต่จะให้เกิดผลเป็นประโยชน์ได้จริง จะต้องทำให้คุ้นใจ คือเป็นอันหนึ่งอันเดีียวกันกับใจด้วย เมตตา คือปรารถนาให้เป็นสุข กรุณา คือช่วยให้พ้นทุกข์ มุทิตา คือพลอยยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดีมีสุข และอุเบกขา คือความวางใจเฉย วางใจเป็นกลาง ไม่ยินดียินร้าย

เมตตาปรารถนาให้เป็นสุข ส่วนมากเข้าใจว่า เมตตาคือปรารถนาให้ผู้อื่นเท่านั้นเป็นสุข ไม่ได้รวมถึงตัวเองด้วย ทั้งบางทียังเข้าใจเลยไปถึงว่าการปรารถนาให้ตนเองเป็นสุขเป็นการเห็นแก่ตัว ความเข้าใจเช่นนี้ไม่ถูก ควรต้องแก้ไข คนอื่นก็มีชีวิต ปรารถนาให้คนอื่นเป็นสุข ก็ต้องปรารถนาให้ตนเองเป็นสุขด้วย จึงจะถูกต้อง ไม่มีอะไรแตกต่างกันในความเป็นชีวิต ทั้งผู้อื่น สัตว์อื่น และตนเอง

พระพุทธศาสนาสอนให้แผ่เมตตาปรารถนาให้เป็นสุข และให้แก่ตนเองก่อนผู้อื่นทั้งหลาย ซึ่งจะให้ในลำดับต่อไป ก็เป็นไปตามเหตุผลธรรมดาที่ถูกต้อง คือผู้ใดจะให้อะไรใคร ผู้นั้นจะต้องมีสิ่งนั้นเสียก่อน ผู้ไม่มีจะให้ได้อย่างไร ผู้ไม่มีจะให้ก็ให้ไม่ได้ จะปรารถนาให้ผู้อื่นเป็นสุขก็เช่นกัน ถ้าตนเองไม่เป็นสุข จะมีความสุขที่ไหนแผ่ไปให้ผู้อื่น ตนเองก็ต้องมีความสุขก่อนจึงจะสามารถแผ่เมตตาปรารถนาให้ผู้อื่นเป็นสุขได้ ฉะนั้นจึงต้องปรารถนาให้ตนเองเป็นสุขก่อน ต้องทำตนเองให้เป็นสุขก่อน ให้ตนเองมีความสุขก่อน เมตตาที่แท้จริงถูกต้องคือเป็นเช่นนี้ คือเมตตาตน ทำตนให้เป็นสุข แล้วจึงแผ่เมตตาให้ผู้อื่นเป็นสุขต่อไป ไม่ใช่เมตตาแต่ผู้อื่น และไม่ใช่เมตตาแต่ตนเอง

การแผ่เมตตาให้ถูกต้อง เพื่อให้เกิดผลจริง ต้องแผ่เมตตาจากใจที่อ่อนละมุน และใจที่อ่อนละมุนสามารถแผ่เมตตาออกไปเพื่อผู้อื่นได้ ต้องเป็นใจที่สงบจากความทุกข์ความร้อน ปราศจากความโกรธ ความโลภ ความหลง อย่างน้อยก็มีชั่วระยะเวลาที่จะแผ่เมตตาออกไป ใจที่กำลังทุกข์ กำลังร้อน ด้วยความโลภ ความโกรธ ความหลง จะไม่มีพลังแผ่เมตตาไปได้เลย ตรงกันข้าม กลับมีแต่ความไม่เมตตา แม้แต่กับตนเอง เพราะทำให้ตนเองร้อน ไม่มีความสุข เข้าทำนองพุทธภาษิตที่ว่า บัณฑิตพึงตั้งตนไว้ในคุณอันสมควรก่อน สอนผู้อื่นภายหลัง จึงไม่มัวหมอง
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#2 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11842
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 29/07/2011 - 15:14

:09:


ผู้มีเมตตาต่อตนเองก่อน ทำให้ตนมีความสุข สงบ เย็น ด้วยมีเมตตาอยู่ในใจตนเองก่อน แล้วแผ่เมตตาไปให้ผู้อื่นภายหลัง จึงไม่มัวหมอง ย่อมสงบ เย็น เป็นสุขยิ่งขึ้น ด้วยผลของเมตตาที่แท้จริงในใจตนที่แผ่ขยายใหญ่ยิ่งขึ้น ผู้ไม่มีเมตตาตนเองก่อน ไม่ทำตนให้มีความสุข สงบ เย็น ไม่มีเมตตาอยู่ในใจตนเองก่อน และจะกล่าวว่ามีเมตตาแผ่ไปยังผู้นั้นผู้นี้นอกตนออกไป ย่อมไม่เกิดผล ยกตัวอย่างง่าย ๆ ผู้ที่กำลังโกรธ ใจเร่าร้อนด้วยอำนาจความโกรธ เมื่อจะแสดงความเมตตาปลอบโยนใคร เสียงทีเ่ปล่งออกไปนั้นย่อมไม่เป็นเสียงแห่งเมตตา ย่อมเป็นที่ปรากฏเป็นความร้อนในใจได้อย่างชัดแจ้ง

การแผ่เมตตาให้ตนเอง ด้วยการทำให้ตนเองมีความสุข มีใจสงบเย็น จะกล่าวว่าเป็นการเห็นแก่ตัวไม่ได้เลย เพราะไม่มีผู้ใดต้องเสียผลประโยชน์จากเหตุนี้ การเมตตาตนเองที่ถูกต้องนี้ เป็นความดี ไม่มีจุดด่างพร้อย ไม่เป็นการเสียหายแก่ผู้ใดทั้งสิ้น ตรงกันข้าม จะเ็ป็นประโยชน์ต่อบุคคลทั้งหลายอย่างกว้างขวางสืบไป คนใจดีคนเดียว สามารถทำให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุขได้มากมายนัก เช่นเดียวกับคนใจไม่ดีคนเดียวก็สามารถทำให้เกิดความทุกข์ร้อนได้มากมายนัก เมตตาตนเองก็คือ ทำตนเองให้มีใจที่ดีนั่นเอง ทำใจตนเองให้เยือกเย็น เป็นสุข มีเมตตาเสียก่อน แล้วเมตตานั้นจึงจะแผ่ไปถึงผู้อื่นได้ ไม่ว่าคนใกล้คนไกลก็จะรับได้ แต่เมตตาที่แท้จริงมีอยู่ก็แต่ในใจผู้ที่สงบเย็น บรรเทาเบาบางแล้วจากความโลภ ความโกรธ ความหลง เท่านั้น

ใจที่บางจากกิเลส คือ โลภ โกรธ หลง มีความสงบ เป็นใจที่ไม่มืด มีแสงสว่าง คือมีปัญญาที่จะรู้ได้ถูกต้องพอสมควรว่า เมื่อใดควรแสดงเมตตาต่อใคร อย่างไร สิ่งนี้สำคัญอย่างยิ่งด้วยเหมือนกัน สักแต่ว่าเมตตาเรื่อยไปก็ถูกต้องอยู่ ถ้าหากว่าเป็นเรื่องของเมตตาที่ปรากฏอยู่แต่ในใจเท่านั้น แต่ถ้าแสดงออกทางกาย ทางวาจาแล้ว เมตตาต้องอาศัยปัญญา เพราะปัญญาเท่านั้นที่จะช่วยพิจารณาได้ถูกต้องว่าควรแสดงเมตตาต่อผู้ใด อย่างไร เมื่อใด จึงจะเป็นคุณ ไม่เป็นโทษ

การลงโทษบุตรธิดาผู้กระทำผิดเพื่อให้สำนึก นั่นก็เป็นเมตตากรุณาของบิดามารดา ถ้าไม่ลงโทษกลับไม่เป็นการเมตตากรุณา การแสดงเมตตากรุณาจึงต้องอาศัยปัญญา

กรุณาในพรหมวิหาร คือช่วยให้พ้นทุกข์ พิจารณาตามความหมายของคำแล้ว จะรู้สึกว่าเมตตาเป็นเรื่องของจิตใจเพราะเป็นความปรารถนา กรุณาเป็นเรื่องทางกายเพราะเป็นการช่วยเหลือ แต่ที่จริงเมตตาและกรุณาแยกจากกันไม่ออก เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน การช่วยให้พ้นทุกข์คือกรุณานี้ มีผู้ช่วยให้พ้นทุกข์กายและทุกข์ใจ ที่เป็นธรรม เป็นพรหมวิหารอย่างยิ่ง คือ ช่วยให้พ้นทุกข์ทางใจ ให้ใจพ้นทุกข์ ไม่ว่าจะทุกข์ด้วยเรื่องอะไรก็ตาม ถ้าสามารถทำใจให้พ้นทุกข์ได้ นับว่าเป็นการช่วยให้พ้นทุกข์ได้ถูกวิธี

พระพุทธเจ้าทรงเป็นผู้มีพระกรุณาสูงสุด เพราะทรงช่วยให้พ้นทุกข์ได้อย่างไม่มีผู้เปรียบเสมอ ทรงช่วยพระองค์เองให้พ้นทุกข์ได้ก่อน และทรงช่วยผู้อื่นอีกมากมายให้พ้นทุกข์ตามพระองค์ไปด้วยได้ เป็นการทรงช่วยให้้พ้นทุกข์ได้อย่างเด็ดขาดไม่ย้อนกลับมาเกิดได้อีกเลย และทั้งอย่างชั่วครั้งชั่วคราว ตามกำลังของการปฏิบัติ ตามที่พระพุทธองค์ทรงประทานความช่วยเหลือและชี้ไว้ด้วยวิธีการต่าง ๆ เป็นอันมาก องค์พระบรมศาสดาเองและพระอรหันตสาวกทั้งหลาย เป็นผู้พ้นจากความทุกข์อย่างสิ้นเชิงตลอดกาล ทั้งทางพระกายและทางพระหฤทัย ไม่ทรงต้องกลับพบทุกข์อีกทั้งทางกายและพระหฤทัย เพราะไม่ทรงกลับเกิดอีก ไม่ทรงมีพระกายและพระหฤทัยอีก จึงไม่มีทุกข์ที่จะต้องทรงพบอีก พระอรหันตสาวกทั้งหลายก็เช่นเดียวกัน ความพ้นทุกข์นี้เกิดจากพระมหากรุณาช่วยให้พ้นทุกข์ของพระองค์โดยแท้ และก็ยังมีผู้คนอีกจำนวนมากมายประมาณมิได้ที่ยังมีความสุข พ้นจากความทุกข์ แม้จะยังไม่แน่นอนยั่งยืนตลอดไป ด้วยอานุภาพแห่งพระมหากรุณาธิคุณของพระพุทธองค์ที่ทรงสั่งสอนไว้ ด้วยความมุ่งช่วยให้สัตวโลกทั้งหลายได้พ้นทุกข์
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#3 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11842
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 29/07/2011 - 15:47

:09:


สำหรับเราท่านทั้งหลาย ที่มุ่งหมายจะอบรมกรุณาให้เกิดขึ้น จึงดำเนินตามพระพุทธองค์ และจึงถือว่าถ้าสามารถช่วยให้ตนเองและผู้อื่นพ้นทุกข์ทางใจได้ สำคัญยิ่งกว่ามุ่งพ้นทุกข์ทางกาย ผู้ที่พ้นทุกข์ทางกายคงจะเห็นและเข้าใจกันได้ ทั้งยังคงพอสามารถปฏิบัติกันได้บ้างแม้พอสมควร เห็นใครมีทุกข์อย่านิ่งดูดาย ทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดเพื่อช่วย นั่นคือกรุณา ช่วยให้พ้นทุกข์ ต้องช่วยให้ถูก อย่าให้ผิดศีล อย่าให้เป็นการเบียดเบียนใคร

กรุณาช่วยให้พ้นทุกข์ทางใจ ควรพยายามทำให้ทุกคน จะเป็นการพ้นทุกข์และมีสุขอย่างยิ่ง พระพุทธองค์ทรงกล่าวไว้ว่า การให้ธรรมทานชนะการให้ทั้งปวง ก็มีความหมายเช่นเดียวกับช่วยให้พ้นทุกข์ทางใจ เป็นการช่วยเหนือการช่วยทั้งปวงนั่นเอง ทั้งนี้็เพราะการให้ธรรมทานนั้นแหละเป็นการช่วยให้พ้นทุกข์ทางใจ ใจที่มีธรรมะเพียงใด จะพ้นจากความทุกข์ มีความสุข สงบ เยือกเย็นเพียงนั้น ผู้ที่ใช้ธรรม คือผู้ที่ปฏิบัติเป็นตัวอย่างให้เห็น บอกเล่า สั่งสอน อบรม ให้เกิดธรรม กล่าวได้ว่าเป็นผู้ช่วยให้พ้นทุกข์ ทุกข์ลดน้อยถอยไป ศึกษาธรรม อบรมธรรม ปฏิบัติธรรม เพื่อให้ตนเองพ้นจากความทุกข์ให้ได้เสียก่อน แม้เพียงพอประมาณก็จะสามารถช่วยให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ทางใจได้

มีคนจำนวนไม่น้อยที่ไม่รู้จักพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า คนพวกนี้แหละที่ไม่รู้วิธีที่จะช่วยตนเองให้พ้นทุกข์ทางใจได้ ผู้มีเมตตากรุณาจึงสอนธรรมแก่ตนเองก่อน แล้วจึงนำไปสอนผู้ที่มีความทุกข์ทั้งหลายต่อไป ให้คลายทุกข์ ให้พ้นทุกข์ ทำได้อย่างนี้เรียกว่ากรุณาในพรหมวิหารที่ถูกต้อง ไม่มีทางผิด แต่ความสำคัญอยู่ที่ว่า ตนเองต้องรู้จักธรรมก่อน ต้องปฏิบัติธรรมก่อน ต้องฝึกใจตนเองให้พ้นทุกข์ก่อน จึงจะสามารถนำผู้อื่นไปได้ถูกต้องตามที่ตนได้ดำเนินมาแล้ว ไม่เช่นนั้นก็เหมือนตนไม่รู้ทาง จะนำผู้อื่นเดินถูกทางได้อย่างไร

ความคิดเป็นเหตุแห่งความทุกข์ ความจริงมีอยู่เช่นนี้ ถ้าคิดให้เป็นทุกข์จะต้องทุกข์แน่ คิดให้พ้นทุกข์ก็จะต้องพ้นทุกข์แน่ ไม่ว่าจะในเรื่องอะไรทั้งสิ้น คนเราจะคิดให้ถูกต้องได้จำเป็นต้องเรียนให้รู้วิธี วิธีที่ดีที่สุดนั้นพระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนไว้มากมาย คือเลือกนำมาปฏิบัติให้เหมาะสม ยกตัวอย่างเช่น ทรงสอนไตรลักษณ์ หรือลักษณะ ๓ มีอนิจจังไม่เที่ยง ทุกขังเป็นทุกข์ ทนอยู่ไม่ได้ อนัตตาไม่ใช่ตัวตน คือไม่เป็นไปตามอำนาจปรารถนาต้องการของผู้ใดทั้งสิ้น เมื่อพบสิ่งที่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ก็ให้นึกถึงไตรลักษณ์ ที่ทรงสอนไว้นี้ พิจารณาให้เห็นว่าตนกำลังเป็นทุกข์เพราะอะไร เพราะสิ่งไร เพราะเป็นเช่นไร อะไรนั้น สิ่งนั้น ที่เป็นเช่นนั้นมีหรือที่จะพ้นจากสภาพหรือลักษณะของอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ทุกข์ไปทำไมในเมื่อสิ่งที่เป็นทุกข์กำลังจะเปลี่ยนไปแล้ว ไม่ทุกข์เสียดีกว่า ช่วยตนเองให้พ้นทุกข์เช่นนี้ และช่วยผู้อื่นให้พ้นทุกข์เช่นนี้ นี่แหละคือกรุณาในพรหมวิหาร ทั้งกรุณาตนเองและกรุณาผู้อื่น

แต่มีกรณีที่ผู้มีเมตตาไม่สามารถกรุณาได้ เพราะผู้รับไม่อยู่ในสภาพที่จะรับได้นี้สำคัญมาก ไม่ใช่ว่าผู้เมตตา มีกรุณา จะสามารถให้ได้ทั้งเมตตาและกรุณา เรื่องของการรับเมตตา กรุณา ไม่ได้นั้น เป็นสิ่งที่น่าพิจารณา พระพุทธองค์ได้ทรงรับว่าทรงเป็นผู้ชี้ทางให้เท่านั้น ผู้ปรารถนาความพ้นทุกข์ต้องเดินทางไปด้วยตนเอง ทุกคนมีหน้าที่ต้องปฏิบัิติเพื่อรับเมตตา กรุณาให้ได้ ไม่เช่นนั้นจะถือว่าเป็นความไม่เมตตา กรุณาของผู้อื่นหาถูกไม่ และผู้มีเมตตา กรุณา จะหลงผิดตำหนิตนเองว่าบกพร่องหย่อนในเรื่องของเมตตา กรุณา ก็หาถูกไม่ เป็นเรื่องเกี่ยวเนื่องกัน แยกออกจากกันไม่ได้ ไม่เกิดผล ให้แล้วไม่รับ ผู้ไม่รับจะได้ผลได้อย่างไร
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#4 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11842
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 29/07/2011 - 21:02

:09:


การให้เมตตา กรุณา ที่ถูกต้อง และการรับเมตตา กรุณา ที่ถูกต้อง เป็นความสำคัญ ผู้ทำให้ถูกต้องไม่ได้ จะเป็นผู้ให้ก็ไม่เกิดผลดี จะเป็นผู้รับก็ไม่เกิดผลดี โดยเฉพาะก็แก่ตนเอง ฉะนั้น ควรสังวรระวัง ปฏิบัติให้ถูกต้อง เมตตาให้ถูก กรุณาให้ถูก ในฐานะผู้ให้ รับเมตตาให้ถูก รับกรุณาให้ถูก ในฐานะผู้รับ

มุทิตา คือความพลอยยินดีด้วยเมื่อผู้อื่นได้ดีมีสุข ความหมายของมุทิตานี้ก็เป็น ๒ อย่างเช่นเดียวกัน คือพลอยยินดีด้วยกับตนเองเมื่อได้ดีมีสุข เช่นเดียวกับเมื่อผู้อื่นได้ดีมีสุขนั่นเอง เพราะความพลอยยินดีนี่แหละที่จะนำไปสู่ความดีอีกชั้นหนึ่ง คือถ้ารู้จักคิดให้ถูก เมื่อตนได้ดีมีสุข อย่าปล่อยให้การได้ดีมีสุขนั้นผ่านไปเฉย ๆ พลอยยินดีกับตนเอง ให้รู้จักตั้งใจสงวนรักษาความดีความสุขนั้นไว้และเพิ่มพูนให้ยิ่งขึ้น นี้หมายถึงบุคคลผู้ยังเป็นสามัญชนหรือปุถุชนที่ยังไม่หลุดพ้นจากกิเลสและกองทุกข์ ซึ่งยังจำเป็นต้องอาศัยความดีเป็นบันไดก้าวไปสู่ความพ้นทุกข์ ส่วนผู้ที่ศึกษาปฏิบัติธรรมจนล่วงทุกข์แล้ว ย่อมไม่มีความยินดียินร้าย ความยินดีกับความไม่ยินดีมีสุขแม้ของตนเอง ก็ย่อมไม่มีด้วยเช่นกัน

ความยินดีกับความไม่ยินดีมีสุขของตนจะทำให้ใจสงบสบายได้พอสมควร ไม่ทะเยอทะยานให้ยิ่งขึ้นไปจนเกินไป ได้ดีเพียงนั้นก็ยินดีกับการได้เพียงนั้นของตน อย่าไม่พอใจเพราะต้องการให้ยิ่งขึ้นไปกว่านั้น ส่วนการปฏิบัติให้ขยันหมั่นเพียรให้ยิ่งขึ้นอย่างถูกต้องเหมาะสม เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่อาจจะเกิดได้จากการที่ตนยินดีในความได้ดีมีสุขของตนเหมือนกัน

การพลอยยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดีมีสุข ผลที่จะเกิดขึ้นนั้น เราเองจะเป็นผู้ได้รับก่อนใครทั้งหมด ความพลอยยินดีนั้น กับความอิจฉาริษยา ไ้ด้ความร้อน ความเย็นผิดกัน ขณะที่ใจแสดงความยินดี เราเองแหละสบาย ขณะที่ใจเกิดความยินร้าย ริษยา เราเองนั่นแหละทุกข์ร้อน ฉะนั้น การพลอยยินดีด้วย เมื่อผู้อื่นได้ดีมีสุข จึงเป็นสิ่งควรอบรมให้เกิดขึ้น จะว่าเพื่อตัวเองก็ไม่ผิด มุทิตาความพลอยยินดีด้วยเมื่อผู้อื่นได้ดีมีสุข เป็นสิ่งที่อาจเกิดขึ้นเองได้เมื่อมีเมตตา กรุณา พร้อมอย่างถูกต้องจริง และอาจอบรมให้เกิดขึ้นได้สำหรับกรณีที่ไม่เกิดขึ้นเองดังกล่าว

ในขณะที่เมตตา กรุณา ยังไม่มีความพร้อมเพรียง แต่มีบ้างแล้วเท่านั้น การอบรมให้คุณธรรมความดีใด ๆ เกิดขึ้นในจิตใจนั้นทำได้ด้วยการใช้ปัญญาใคร่ครวญ ปลูกฝัง เหมือนเพาะต้นไม้ตั้งแต่เมล็ดให้งอกงามเติบใหญ่ ซึ่งเป็นสิ่งทำได้ ขอให้มีสติระลึกไว้เสมอว่า เราสามารถได้ดีมีสุขทุกเวลา เพียงแต่พลอยยินดีกับการได้ดีมีสุขของผู้อื่นเสมอ ๆ เท่านั้น วันหนึ่ง ๆ มีข่าวคนนั้นคนนี้ได้ดีมีสุขมาถึงหูเราทุกคนไม่ว่างเว้น ตั้งสติระวังใจอย่าให้เกิดอิจฉาริษยา ตั้งสติทำใจให้พลอยยินดีด้วย เราก็จะเป็นเหมือนกับได้ดีมีสุขไปกับเขาด้วยไม่ว่างเว้น ตรงกันข้าม ถ้าเราไม่ตั้งสติไม่คิดให้ถูกเหตุถูกผล พอได้รู้ได้เห็นการได้ดีมีสุขของใครก็อิจฉาริษยาไม่ชอบใจ เราก็เหมือนมีทุกข์เกิดขึ้น ในขณะที่เขามีความสุขไม่ว่างเว้น

เมตตาปรารถนาให้เป็นสุขก็ตาม กรุณาช่วยให้พ้นทุกข์ก็ตาม มุทิตาพลอยยินดีด้วยเมื่อผู้อื่นได้ดีมีสุขก็ตาม ทั้ง ๓ ประการนี้จะสมบูรณ์ไม่ได้ถ้าผู้ปฏิบัติธรรมทั้งสามนี้ขาดธรรมะสำคัญข้อหนึ่งของพรหมวิหารคือ อุเบกขา ความวางใจเฉย วางใจเป็นกลาง ไม่ยินดียินร้าย
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#5 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11842
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 29/07/2011 - 22:38

:09:


เมื่อฝึกนิสัยให้มีเมตตา กรุณาแล้ว เมื่อเมตตาแล้ว กรุณาแล้ว แสดงออกซึ่งเมตตา กรุณาแล้ว ยังไม่เกิดผล ยังช่วยให้เขาเป็นสุข พ้นทุกข์ไม่ได้ จึงใช้อุเบกขา คือพยายามวางใจเฉย ปลงใจลงให้ได้ว่า ได้ทำสุดความสามารถแล้ว ได้เมตตาแล้ว กรุณาถูกต้องแล้ว ผลเป็นเช่นไรก็จำต้องอุเบกขา ถ้าไม่อุเบกขา ปล่อยใจให้ดิ้นรน เร่าร้อน เพราะปรารถนาช่วยเขาให้ได้ผล เช่นนี้เป็นการผิด เป็นการขาดเมตตา กรุณา ในตนเอง

การอบรมเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขาให้เกิดขึ้น ด้วยการใช้ความคิดที่เป็นปัญญา เป็นเหตุผล ให้เห็นชัดว่าทุกคนควรมีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขานั้น แม้กระทำจนเป็นปกติ จนเคยชิน จะไม่จำเป็นต้องใช้ความคิดเช่นนั้นอีก เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขาจะเกิดขึ้นได้เองในใจ แม้จะไม่เกิดขึ้นพร้อมกันทั้ง ๔ ประการในเวลาเดียวกัน หรือระยะเวลาเดียวกัน แต่เมตตา กรุณา จะต้องเิกิดได้แน่ จะไม่ขาดเมตตา กรุณา ที่เกิดขึ้นสมบูรณ์ ถ้าเมตตา กรุณา เกิิดขึ้นสมบูรณ์เต็มที่ จะทำให้จิตใจอ่อนละมุน กว้างขวาง อย่างยากที่จะอธิบายให้ถูกต้องได้ เมื่อนั้น อุเบกขาก็ตาม มุทิตาก็ตาม จะเกิดขึ้นมาเอง

อุเบกขานั้นคือความไม่ยินดียินร้าย ความหมายชั้นแรก คือ ไม่ยินดีเมื่อผู้อื่นเป็นทุกข์ และไม่ยินร้ายเมื่อผู้อื่นเป็นสุข ความหมายที่แท้จริงลึกซึ้งของอุเบกขานั้นมีว่า ไม่ว่าใครจะเป็นสุข เป็นทุกข์ ก็วางใจเป็นกลางไม่พลอยยินดียินร้าย จนเป็นความวุ่นวายในหัวใจไปด้วย รวมทั้งตนเองต้องประสบโลกธรรมฝ่ายร้ายก็ไม่ยินร้ายจนเกินไป แม้จะต้องมีความยินร้ายเป็นธรรมดา ก็ให้มีสติเตือนใจของตนเองไม่ให้เกินไป พยายามวางใจเป็นกลาง สงบอยู่ ความยินดียินร้าย หรือความไม่มีอุเบกขา เป็นความกระเพื่อมของใจ ไม่ว่าจะยินดีหรือยินร้ายก็เป็นความกระเพื่อมของใจทั้งนั้น ใจกระเพื่อมก็ไม่สงบ

ความสุขย่อมแตกต่างจากใจกระเพื่อม แม้แต่ความยินดีกับใจสงบอยู่ด้วยอุเบกขานั้นก็แตกต่างกัน ดังนั้น พระพุทธองค์จึงทรงสอนให้มีอุเบกขา ให้ทำใจให้เป็นอุเบกขา ใจมีพรหมวิหารธรรมไม่บริบูรณ์ เช่น มีเพียงเมตตา กรุณา ยังเป็นใจที่ร้อนอยู่ได้ เพราะการขาดมุทิตาและอุเบกขาก็เป็นส่วนที่ร้อนได้ ขาดมากเพียงใดก็ยิ่งร้อนเพียงนั้น อย่างไรก็ตาม เมตตา กรุณา ทั้ง ๒ ประการนี้ ผู้ใดยังมีอยู่ในใจก็ยังช่วยให้ใจเย็นใจเป็นสุขได้มากแล้ว เมื่อถึงเวลาที่จำเป็นต้องใช้มุทิตาและอุเบกขา ถ้าไม่มีมุทิตาและอุเบกขา ตามลำพังเมตตา กรุณา จะช่วยให้มีความเย็น ความสุขไม่ได้ต่อไป ความร้อนจะต้องเกิดขึ้นจนได้ ผู้ที่เคยประสบความวิกฤติเช่นนี้ด้วยตนเอง และพิจารณาจนเข้าใจว่า ตนมีทุกข์มีร้อนในบางครั้งบางคราว ก็เพราะมีแต่เมตตา กรุณา แต่ยังขาดมุทิตาและอุเบกขา ย่อมจะรู้ดีว่า ไม่เพียงแต่เมตตา กรุณา เท่านั้นที่จำเป็นสำหรับช่วยให้เป็นสุข เย็นใจ มุทิตาและอุเบกขาก็จำเป็นอย่างยิ่งเช่นเดียวกัน เพียงแต่เมตตา กรุณา จะต้องนำหน้ามาก่อนเสมอ ต้องมีเมตตา กรุณา ก่อน จึงค่อยมีมุทิตาและอุเบกขาตามมา

สรุปลงได้ว่า คุณลักษณะของผู้มีพรหมวิหารธรรมที่ถูกต้องแท้จริง คือ มีเมตตาประกอบด้วยอุเบกขา มีกรุณาประกอบด้วยอุเบกขา มีมุทิตาประกอบด้วยอุเบกขา และมีอุเบกขาที่พร้อมด้วยเมตตา กรุณา และมุทิตา
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#6 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11842
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 30/07/2011 - 09:05

:09:


คุณลักษณะของผู้ที่มีพรหมวิหารธรรมที่แท้จริง ต้องมีธรรมทั้ง ๔ ประการพร้อมบริบูรณ์ ไม่ขาดตกบกพร่องทุกเวลา ไม่มีอย่างใดอย่างหนึ่งตามลำพังโดดเดี่ยว เพราะถ้ามีธรรมะประการใดประการหนึ่งตามลำพัง จะมีทางผิดไปจากทางของธรรมที่ถูกต้องแท้จริงได้ ถ้าจะใช้เพียงอุเบกขา ก็จะเป็นความใจจืดใจดำได้อย่างแน่นอน ถ้ามีอุเบกขาประกอบด้วยเมตตา กรุณา มุทิตา จะเป็นธรรมะที่แท้จริง ไม่ผิดไปจากธรรม หรือถ้ามีแต่เมตตา กรุณา มุทิตา ไม่มีอุเบกขาประกอบไปพร้อมกัน จะเป็นความเห็นแก่ตัว เห็นแก่พวกพ้องพี่น้องของตัว จะมีโทษไม่น้อยไปกว่าคุณ คือเมื่อมีเมตตา กรุณา แล้วไม่เกิดผลดังปรารถนาต้องการก็ย่อมร้อนรนถ้าปราศจากอุเบกขา ดังนั้น อย่าเห็นว่าเมตตา กรุณา เท่านั้นที่สำคัญ มุทิตา อุเบกขาก็สำคัญอย่างยิ่ง ถ้าไม่มีเมตตา กรุณา ก็จะมีใจที่โหดเหี้ยม ไม่มีมุทิตาก็จะเกิดอิจฉาริษยา ไม่มีอุเบกขาก็ไม่รู้จักวางเฉย ไม่รู้จักปล่อยวาง ยึดถือมั่นอยู่

วิธีอบรมอุเบกขานั้น พระพุทธเจ้าได้ตรัสสอนให้ปฏิบัติด้วยการพิจารณากรรมว่า สัตว์ทั้งปวงมีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทผู้รับผลของกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย จักทำกรรมอันใดไว้ ดีหรือชั่ว จักเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น คำว่าสัตว์ทั้งปวงนั้น รวมทั้งตนเองด้วย เมื่อพิจารณาดังนี้ จะทำใจให้ปลงลงในกรรมได้ ทำใจให้ไม่ยึดมั่นลำเอียง

ความไม่ปลดเปลื้องอิจฉา ริษยา ยึดมั่น ไม่ปล่อยวาง ย่อมเป็นความไม่สวยไม่งามของจิตใจ ไม่เป็นที่พึงปรารถนา ผู้ปรารถนาให้ตนเองมีจิตใจดี มีจิตใจสูง มีจิตใจเย็นสบาย ควรอบรมตนให้มีคุณลักษณะของพรหมวิหารธรรมที่สมบูรณ์บริบูรณ์ อย่าได้ว่างเว้น

โอกาสที่จะแผ่เมตตามีอยู่ทุกเวลา ที่จะใช้กรุณาก็มีอยู่ทุกเวลา การแสดงมุทิตาก็มีอยู่ทุกเวลา มีสติระวังให้มีอุเบกขาไปพร้อมกันด้วย ก็จะเป็นพรหมวิหารธรรมที่แท้ สมบูรณ์บริบูรณ์ ที่จะให้คุณทุกอย่างเต็มที่ ทั้งแ่ก่ส่วนตนและส่วนรวม และจะให้คุณแก่เจ้าตัวเต็มที่ก่อนผู้อื่น

ธรรมะของพระพุทธเจ้านั้นล้วนแต่จะสอนให้ได้ดี ทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจ ธรรมะของพระพุทธเจ้าไม่มีข้อใดหมวดใดเลยที่ไม่สอนให้ดี และคุณของการศึกษาปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้านั้นก็กว้างขวางนัก คือ ไม่พิจารณาให้รอบคอบ ให้ดี อาจจะไม่ประจักษ์ เช่นพรหมวิหารธรรมนี้เป็นตัวอย่าง และเมื่อปฏิบัิติให้ถูกต้องในหมวดของพรหมวิหารธรรมดังกล่าวนี้ ย่อมจะได้ประสบผล ดังพุทธภาษิตว่า ผู้มีใจผ่องใสแล้ว ได้ธรรมปีติคือปีติในธรรม ย่อมอยู่เป็นสุข บัณฑิตย่อมอภิรมย์ยินดีในธรรมะที่พระอริยะประกาศไว้แล้วทุกเมื่อ ด้วยประการฉะนี้

ท่านเจ้าคุณพระภาวนาพิศาลเถร ท่านเป็นผู้อบรมเมตตาที่แท้ ท่านทำใจท่านให้ร่มเย็นเป็นสุขก่อน ด้วยการศึกษาปฏิบัติธรรมะของพระพุทธเจ้า ท่านจึงสามารถแผ่เมตตา แสดงกรุณาช่วยผู้อื่นได้กว้างขวาง เป็นเครื่องรับรองได้ว่ามุทิตาและอุเบกขาย่อมเกิดตามมาพร้อมด้วยอำนาจของเมตตา กรุณา ที่ถูกแท้สมบูรณ์ ท่านจึงเป็นบัณฑิตผู้ตั้งตนไว้ในคุณอันสมควรก่อนอยู่แล้ว สอนผู้อื่นภายหลังจึงไม่มัวหมอง ท่านจึงเป็นผู้ให้พรตนเองอยู่ตลอดเวลา เป็นพรที่ประเสริฐกว่าพรที่ผู้ใดจะอาจถวายท่านได้

ขออานุภาพคุณพระศรีรัตนตรัย และอำนาจบุญกุศลราศีที่คณะศิษยานุศิษย์ทั้งหลาย ผู้เคารพนับถือทั้งหลาย ได้ร่วมกันบำเพ็ญถวาย ได้เป็นส่วนเพิ่มพูนพรอันประเสริฐ ที่ท่านเจ้าคุณพระภาวนาพิศาลเถรได้ทำเป็นพรสำหรับองค์ท่านเองอยู่แล้วตลอดเวลา และขอให้พรนี้จงบังเกิดแก่สาธุชน ศิษยานุศิษย์ ผู้เคารพนับถือทั้งหลาย ซึ่งได้พร้อมกันบำเพ็ญกุศลถวาย น้อมถวาย แสดงความกตัญญูกตเวทีทุกท่าน

ขอผลที่กล่าวแล้วนี้จงเป็นผลสัมฤทธิ์ จงเป็นผลสัมฤทธิ์ จงเป็นผลสัมฤทธิ์แก่ท่านเจ้าคุณพระภาวนาพิศาลเถร พร้อมทั้งคณะศิษยานุศิษย์ ผู้เคารพนับถือทั้งหลาย ผู้มีใจเลื่อมใส จงทุกประการ.


:09:

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#7 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11842
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 31/07/2011 - 12:51

:09: :09: :09:



พระธรรมเทศนา หลวงพ่อพุธ ฐานิโย




" ในทางทฤษฎี เราเริ่มจากศีล สมาธิ ปัญญา

แต่ในทางปฏิบัติจริง ๆ แล้ว สมาธิและปัญญากลับเป็นเพียง

อุปกรณ์ช่วยสนับสนุนศีล

ศีลก็คือ กายปกติ ใจปกติ

ใจปกติคือใจเป็นกลางไม่หวั่นไหวในสภาพทั้งปวง

จิตเป็นกลางไม่หวั่นไหวในสภาพทั้งปวง เรียกว่า จิตหลุดพ้น "




:09:

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#8 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11842
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 31/07/2011 - 13:49

:09: :09: :09:


วิถีแห่งจิต


โดย พระราชสังวรญาณ (หลวงพ่อพุธ ฐานิโย)

เทศนาอบรมนักเรียน โรงเรียนสุรนารี อ.เมือง จ.นครราชสีมา
และโรงเรียนวรคุณอุปภัมภ์ อ.อุทุมพรพิสัย จ.ศรีสะเกษ

ณ วัดวะภูแก้ว อ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา

วันที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๓๕


ตั้งใจทำสมาธิ นั่งขัดสมาธิ ขาขวาทับขาซ้าย มือซ้ายวางลงบนตัก มือขวาวางลงบนมือซ้าย ตั้งกายให้ตรง ดำรงสติให้มั่น หายใจเข้านึก พุท หายใจออกนึก โธ หายใจเข้า ธัม หายใจออก โม หายใจเข้า สัง หายใจออก โฆ แล้วทำความรู้สึกในจิตว่า คุณพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ บิดา มารดา ครูบาอาจารย์ อยู่ในจิตของเราแล้ว เราจะกำหนดรู้จิตของเราอย่างเดียว ความรู้สึกอยู่ที่ไหน จิตของเราอยู่ที่นั่น มีสติกำหนดรู้ที่นั่น

หายใจให้เป็นปกติ อย่าไปแต่ง หรือบังคับลมหายใจ ลองไม่นึกถึงอะไรในขณะนั้น แต่ให้มีสติกำหนดรู้ลมหายใจออก หายใจเข้า เพียงแต่ให้รู้ว่ามีลมหายใจ เอาลมหายใจเป็นสิ่งรู้ของจิต สิ่งระลึกของสติ เพียงแต่รู้เฉย ๆ อย่าไปนึกว่าลมหายใจสั้น ลมหายใจยาว หน้าที่ของเรารู้อยู่เฉย ๆ ลมหายใจเป็นธรรมชาติของกาย เรามากำหนดรู้ธรรมชาติของกาย ที่ว่าลมหายใจเป็นธรรมชาติของกาย เพราะเหตุว่าเราจะตั้งใจก็ตาม ไม่ตั้งใจก็ตาม การหายใจของเรามีอยู่เป็นปกติ ทั้งหลับและตื่น สิ่งใดที่เป็นไปตามธรรมชาติโดยที่เราไม่ได้ตั้งใจ สิ่งนั้นคือธรรมชาติ หรือธรรมดาที่มีอยู่ในกายของเรา ที่ให้กำหนดรู้ลมหายใจ ก็เพราะเหตุว่าเมื่อจิตของเราอยู่ว่าง ๆ สิ่งที่ปรากฏเด่นชัดที่สุดก็คือลมหายใจ

การปฏิบัติสมาธิตามหลักทางสายกลาง คือมัชฌิมาปฏิปทา ได้แก่การกำหนดรู้สิ่งที่มีอยู่โดยธรรมชาติ เมื่อเรามากำหนดรู้ อยู่กับสิ่งธรรมชาติ ได้ชื่อว่าศึกษาเรียนให้รู้ธรรมชาติของธรรมะ เพราะลมหายใจเป็นธรรมะโดยธรรมชาติ เป็นสภาวธรรมเกี่ยวเนื่องด้วย วัตถุธรรม คือ ปอดเป็นผู้สูดอากาศเข้าสูดอากาศออก เพื่อนำออกซิเจนไปบำรุงเลี้ยงร่างกายของเรา ให้เจริญเติบโตหรือดำรงชีวิตอยู่ เพราะร่างกายของเรานี่ประกอบขึ้นด้วยวัตถุ ๔ อย่าง วัตถุอันนั้นท่านเรียกว่า ธาตุ ๔ ปฐวีธาตุคือธาตุดิน อาโปธาตุคือธาตุน้ำ วาโยธาตุคือธาตุลม เตโชธาตุคือธาตุไฟ

ปฐวีธาตุคือสิ่งที่มีลักษณะแค่นและแข็ง เรามองเห็นด้วยตาจับต้องได้ด้วยมือ มีผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก ม้าม หัวใจ ตับ ปอด พังผืด ไส้น้อย ไส้ใหญ่ อาหารใหม่ อาหารเก่า อันนี้เป็นธาตุดิน เรียกว่าปฐวีธาตุ

อาโป ธาตุน้ำ ได้แก่ น้ำดี น้ำเสลด น้ำหนอง น้ำเหลือง น้ำโลหิต ไขมัน มูตร น้ำตา อันนี้เป็นธาตุน้ำ เรียกว่า อาโปธาตุ

ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ลมในท้อง ลมในไส้ ลมพัดขึ้นเบื้องบน ลมพัดลงเบื้องล่าง ลมหมุนเวียนไปทั่วร่างกาย อันนี้เป็นธาตุลม เรียกว่า วาโยธาตุ

ความอบอุ่นที่มีอยู่ในร่างกายของเรา ซึ่งมีอาการร้อน ความร้อนเป็นอาการของไฟ ไฟเผาอาหารให้ย่อยซึ่งเรียกว่า ไฟธาตุ ไฟทำกายให้กระวนกระวาย ไฟทำกายให้คร่ำคร่า ไฟทำกายให้เจริญ เรียกว่า ธาตุไฟ อันเป็นส่วนประกอบของความเป็นร่างกาย ร่างกายของเราคือธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ

เมื่อร่างกายของเราคือ ธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ เราก็ต้องอาศัยธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ ซึ่งเป็นของภายนอก นำเข้าไปบำรุงเลี้ยงร่างกาย ให้ดำรงชีวิตอยู่ อาหารที่เราบริโภคเข้าไปเป็นคำ ๆ ข้าวสุก แกง กับ ขนม ถั่ว งา ผลไม้ เป็นต้น อันนี้เป็นธาตุดิน เรารับประทานเข้าไป เลี้ยงร่างกาย สิ่งที่เราดื่มเข้าไปมีลักษณะเหลวเรียกว่า ธาตุน้ำ เช่น น้ำเปล่า ๆ น้ำโพลาริส น้ำกาแฟ น้ำชา น้ำหวาน อะไรที่เป็นน้ำ ที่เราดื่มเข้าไปนั่นมันเป็นธาตุน้ำ เรียกว่า อาโปธาตุ ลมที่มีอยู่ในท้องในไส้ ลมที่เราหายใจเข้าไป อันนั้นเป็นธาตุลม ที่นำเข้าไปเลี้ยงร่างกาย ความร้อนที่ได้มาจากดวงอาทิตย์ ความอบอุ่น เช่น ความอบอุ่นจากแสงแดด ความอบอุ่นจากกองไฟ ความอบอุ่นซึ่งได้จากผ้าห่มหรือเสื้อผ้า ความอบอุ่นก็ดี ความร้อนก็ดี เป็นธาตุไฟภายนอก ซึ่งเรียกว่า เตโชธาตุ ทั้ง ๔ อย่างนี้แหละ เป็นปัจจัยสำหรับบำรุงเลี้ยงชีวิตของคนและสัตว์ทั้งหลายให้เป็นอยู่

มนุษย์เราก็มีกายกับจิต สัตว์ทั้งหลายก็มีกายกับจิต เมื่อมนุษย์เรามาศึกษาให้รู้ความเป็นจริงของร่างกาย คือรู้ว่าร่างกายนี้เป็นธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ ดังที่กล่าวมาแล้ว แล้วเราก็เอาธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ ภายนอกเข้าไปบำรุงเลี้ยงให้ดำรงชีพอยู่ อันนี้เป็นความจริงของชีวิต จะขาดเสียมิได้

ในบรรดาธาตุทั้งสี่นั้น ธาตุลมเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็น เราสามารถที่จะอดอาหารได้ตั้งหลายวัน อดน้ำได้ตั้งหลายชั่วโมง แต่อดหายใจเพียง ๒ นาที ใจขาดตาย เพราะฉะนั้น ลมหายใจเป็นเครื่องหมายของความเป็นความตาย พระพุทธเจ้าปฏิบัติกรรมฐาน ท่านก็อาศัยลมหายใจเข้าหายใจออกเป็นอารมณ์จิต ท่านปฏิบัติเหมือนที่เราปฏิบัติอยู่เวลานี้ เวลานี้เรามีสติน้อมจิตไปกำหนดรู้ลมหายใจ อันนี้เรียกว่าปฏิบัติตามแนวทางของพระพุทธเจ้า

เมื่อจิตของเรามาจดจ้องอยู่กับลมหายใจอย่างไม่ลดละ แม้จะเป็นไปด้วยความตั้งใจก็ตาม เราตั้งใจกำหนดรู้ลมหายใจเข้า หายใจออกเป็นภาคปฏิบัติ เมื่อเราปฏิบัติจนคล่องตัวชำนิชำนาญ ในที่สุดเราจะรู้สึกว่าไม่ได้ตั้งใจกำหนดรู้ลมหายใจ แต่จิตของเราจะรู้เองโดยอัตโนมัติ เมื่อจิตของเรารู้ลมหายใจ โดยที่เราไม่ได้ตั้งใจ ได้ชื่อว่าการภาวนาได้วิตก วิตกคือจิตนึกถึงลมหายใจไม่ลดละ ไม่ขาด เมื่อเป็นเช่นนั้น การที่จิตไปกำหนดจดจ้องรู้อยู่ที่ลมหายใจเพียงอย่างเดียว ไม่ยอมทอดทิ้งลมหายใจ นั่นแสดงว่าจิตของเรามีสติอยู่โดยอัตโนมัติ คือเราไม่ได้ตั้งใจจะรู้แต่จิตของเรารู้เอง เป็นลักษณะของวิตก ซึ่งเป็นองค์ประกอบของสมาธิ

เมื่อมีสติรู้พร้อมอยู่ที่ลมหายใจ นั่นเป็นอาการของวิจาร คือตัวรู้ ได้แก่จิตก็รู้อยู่ สติก็รู้พร้อมอยู่ สติ จิต ลมหายใจ ไม่พรากจากกัน อันนี้เรียกว่าสมาธิได้วิตกวิจาร จิตยึดเอาลมหายใจเป็นสิ่งรู้ของจิต สิ่งระลึกของสติอย่างมั่นคง เมื่อจิตมีวิตก วิจาร เราจะรู้สึกว่ากายเบา จิตก็เบา กายก็สงบ จิตก็สงบ กายเบามีลักษณะเหมือนตัวเองจะลอยขึ้นสู่อากาศ มีความรู้สึกเหมือนกับเราไม่ได้อยู่กับพื้น เบาสบายทุกอย่าง จิตเบาคือจิตปลอดโปร่ง แช่มชื่นเบิกบาน กายสงบหมายถึงสงบจากทุกขเวทนา ความปวด ความเมื่อย จิตสงบนิ่ง รู้อยู่ที่ลมหายใจเข้า หายใจออกตลอดเวลา อันนี้เรียกว่า กายเบา จิตเบา กายสงบ จิตสงบ

ความเบากาย เบาจิต เป็นอาการของปีติที่บังเกิดขึ้น ปีติที่บังเกิดขึ้นทำให้รู้สึกตัวเหมือนจะลอยขึ้นบนอากาศ ทำให้ขนลุกขนพอง บางทีก็ทำให้ตัวโยกตัวสั่น บางทีก็ทำให้รู้สึกว่าตัวโตขึ้น บางทีทำให้รู้สึกว่าตัวเล็กลง บางทีทำให้รู้สึกเหมือนตัวเราลอยไปในอากาศ อาการทั้งหลายเหล่านี้เป็นอาการของปีติ เมื่อมีอาการอย่างนี้เกิดขึ้น ถ้าจิตยังกำหนดรู้ลมหายใจอยู่ ก็ให้รู้ต่อไป ถ้าลมหายใจไม่ปรากฏ ให้กำหนดรู้จิตเพียงอย่างเดียว แม้จะมีอาการอะไรเกิดขึ้นก็อย่าไปตกใจ ประคับประคองจิตเราให้อยู่ในสภาพปกติ บางทีจะให้รู้สึกว่า ลมหายใจแรงขึ้น ก็ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ บางทีรู้สึกว่าลมหายใจแผ่วเบาลง เบาลง ก็ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ เมื่ออาการของปีติบังเกิดขึ้น ทำให้จิตของเราแจ่มใส เบิกบาน มีความสุข ความสบาย หายเมื่อย หายมึน หายงง ทุกสิ่งทุกอย่างคล่องตัวไปหมด เรียกว่าจิตมีปีติ มีความสุข เป็นองค์ประกอบของสมาธิในชั้นฌาน

เมื่อเป็นเช่นนั้น กายสงบ จิตสงบ จิตก็บ่ายหน้าไปสู่ความสงบเรื่อยไป เมื่อเกิดความสงบแล้ว บางทีทำให้รู้สึกว่า สว่างไสวเหมือน แสงจันทร์ แสงอาทิตย์ อย่าไปตกใจ กำหนดรู้จิตเราเฉยอยู่ เพราะทุกสิ่งทุกอย่าง เป็นเรื่องที่จิตของเราปรุงแต่งขึ้นทั้งนั้น อย่าไปเอะใจ อย่าไปตกใจ มันเป็นธรรมชาติของจิต ที่ดำเนินเข้าไปสู่ความเป็นสมาธิ บางทีจะรู้สึกว่าลมหายใจหายขาดไป รู้สึกว่าเราไม่หายใจ เพราะลมมันละเอียดไปตามลำดับของจิต แล้วในที่สุดความรู้สึกว่ามีร่างกายมันก็จะหายไปหมด ยังเหลือแต่จิตเป็นดวงใสสว่าง ลอยเด่นอยู่เพียงดวงเดียว

ในตอนนี้จิตเข้าไปสู่สมาธิขั้นละเอียดซึ่งเรียกว่า อัปปนาสมาธิ มีลักษณะรู้ ตื่น เบิกบาน จิตแบบนี้เรียกว่า จิตพุทธะ จิตถึงพระพุทธเจ้า จิตเป็น อัตตาทีปะ มีตนเป็นเกราะ คือมั่นคงอยู่ที่จิตอย่างเดียว เป็น อัตตะ สะระณา มีตนระลึกรู้อยู่ที่ตน คือรู้อยู่ที่จิตอย่างเดียว เป็น อัตตาหิ อัตตะโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งของตน ว่าโดยฌานเรียกว่า อัปปนาฌาน ว่าโดยสมาธิเรียกว่าอัปปนาสมาธิ ว่าโดยจิตเรียกว่า อัปปนาจิต

จิตที่สงบ นิ่ง สว่างไสว ไม่มีร่างกายตัวตนปรากฏ เป็นสมาธิในจตุตถฌาน ถ้าจิตมีวิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา พร้อมทั้ง ๕ อย่าง ร่างกายตัวตนยังปรากฏอยู่ เป็นจิตอยู่ในปฐมฌาน ทีนี้ถ้าจิตมารู้อยู่ที่จิต มีปีติ มีความสุข มีความเป็นหนึ่งคือรู้อยู่ที่จิตเพียงอย่างเดียว เป็นสมาธิในขั้นทุติยฌาน ถ้าอาการของปีติหายไป ยังเหลือแต่สุขกับความเป็นหนึ่งซึ่งเรียกว่าเอกัคคตา เป็นสมาธิในขั้นตติยฌาน ถ้าสุขหายไปเพราะร่างกายหายไปหมดแล้ว ยังเหลือแต่จิตดวงเดียว นิ่ง สว่างไสว มีความเป็นหนึ่ง วางตัวเป็นกลางโดยอิสระ ซึ่งประกอบด้วยเอกัคคตา และอุเบกขาคือความเป็นกลางของจิตเรียกว่า สมาธิอยู่ในฌานที่ ๔ อันดับของสมาธิในขั้นของสมถกรรมฐานจะเป็นไปอย่างนี้

ที่นี้ถ้าหากว่าจิตของเราทรงอยู่ในฌานจนคล่องตัวชำนิชำนาญ ในบางครั้งจิตถอนตัวจากฌานที่ ๔ ที่ ๓ ที่ ๒ ย้อนมาทรงตัวอยู่ในปฐมฌานมีวิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา ในขั้นนี้บางทีจิตของเราอาจจะเกิดความรู้ความคิดขึ้นมาเองโดยอัตโนมัติ เมื่อจิตมีความคิดเรียกว่าวิตก สติรู้พร้อมอยู่เรียกว่าวิจาร อาศัยพลังสมาธิ พลังฌานที่ผ่านมาแล้ว จิตสามารถเกิดความรู้ความความคิดขึ้นมาเอง เมื่อเป็นเช่นนั้นเราจะปฏิบัติต่อจิตเช่นนี้อย่างไร เราปฏิบัติต่อจิตเช่นนี้ เมื่อคิดปล่อยให้คิดไป เมื่อจิตเขาคิดขึ้นมาเองปล่อยให้เขาคิดไป แต่ให้มีสติกำหนดรู้ความคิดเฉยอยู่เหมือนกับรู้ลมหายใจในตอนแรก

มาตอนนี้เราจะได้ศึกษาให้รู้ความเป็นจริงของจิต ความคิดเป็นธรรมชาติของจิต ธรรมชาติของจิตย่อมมีความคิด ความคิดเป็นอาหารของจิต ความคิดเป็นการบริหารจิตให้เกิดมีพลังงาน ความคิดเป็นการผ่อนคลายความตึงเครียด ความคิดเป็นเครื่องหมายให้เรากำหนดรู้ว่า อะไรเกิดขึ้นดับไป ความคิดเกิดขึ้น ความคิดดับไป เมื่อจิตมีสติกำหนดรู้อยู่เองโดยอัตโนมัติ เรียกว่า การกำหนดรู้ความเกิดและความดับภายในจิต เป็นก้าวแรกของการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน

เมื่อเราปล่อยให้จิตของเราคิดไป คิดไป ดูเหมือนเราไม่ได้ตั้งใจจะคิดแต่จิตคิดขึ้นมาเอง ดูเหมือนเราไม่ได้ตั้งใจจะรู้ แต่ตัวรู้คือสติจะกำหนดตามรู้เองโดยอัตโนมัติ ปล่อยให้คิดไป เพราะความคิดเป็นวิตก ตัวรู้นั่นเป็นวิจาร เมื่อจิตมีสิ่งรู้ สติมีสิ่งระลึก เขาย่อมมีความดูดดื่มซึมซาบในอารมณ์ แล้วจะเกิดอาการกายเบา จิตเบา กายสงบ จิตสงบ แล้วก็เกิดมีปีติ มีความสุข มีความเป็นหนึ่ง เมื่อร่างกายยังปรากฏในความรู้สึก ความคิดมันจะเร็วขึ้น ๆ สติก็จะทำหน้าที่กำหนดความรู้ไปจนกว่าจะสุดช่วง เมื่อจิตของเราคิดไป จนสุดช่วงแล้ว เขาจะหยุดกึกลงไป นิ่ง แล้วก็สว่าง รู้ ตื่น เบิกบาน เข้าไปสู่ฌานที่ ๔ อีกครั้งหนึ่ง ไปสงบนิ่งอยู่พอสมควร

พอจิตถอนจากสมาธิออกมา พอรู้สึกว่ามีกาย ความคิดจะเกิดขึ้นอีก ความคิดคราวนี้จะเป็นความรู้ไปทางด้านวิปัสสนา เขาจะรู้ว่า อ้อ! ความคิดเป็นอาหารของจิต ความคิดเป็นการบริหารจิต ความคิดเป็นการผ่อนคลายความตึงเครียด ความคิดเป็นเครื่องหมาย ให้เราสามารถกำหนดรู้ว่า อะไรเกิด ดับ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ถ้ามีสติปัญญาแก่กล้ากว้างขวางกว่านี้ ก็จะเกิดความรู้ขึ้นมาว่า ความคิดนี้เองมันมายั่วยุให้เราเกิดกิเลสและอารมณ์ แล้วทำให้เกิดความพอใจ ไม่พอใจ ถ้าเกิดความพอใจ ก็เป็นกามสุขัลลิกานุโยค ใจเป็นสุข ถ้าเกิดความไม่พอใจ ก็เป็นอัตตกิลมถานุโยค ทรมานจิตให้เป็นทุกข์

เมื่อผู้ปฏิบัติมีสติสัมปชัญญะ รู้พร้อมเป็นอัตโนมัติอยู่ที่จิต เมื่อพลังของสติแก่กล้าขึ้น เขาจะอ่านความสุข ความทุกข์ออกมาเป็นภาษาเป็นความรู้ คือเขาจะรู้ว่านี่คือทุกขอริยสัจที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ แล้วจิตดวงนี้จะสามารถกำหนดรู้สุข รู้ทุกข์ไปเอง พอกำหนดรู้สุขรู้ทุกข์ไปเองในที่สุดก็เกิดความรู้ว่า นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรเกิด นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรดับ ทุกข์เท่านั้นเกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นดับไป เมื่อจิตถอนจากสมาธิมาแล้วก็จะได้ความรู้เป็นบทสรุปความครั้งสุดท้ายว่า ยังกิญจิ สมุทะยะธัมมัง สัพพันตัง นิโรธะธัมมันติ สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นดับไปเป็นธรรมดา ก็ได้ดวงตาเห็นธรรม รู้แจ้งเห็นชัดในอริยสัจ ๔

อริยสัจ ๔ สุข ทุกข์ ปรากฏ ทำให้จิตมองเห็นความทุกข์ ซึ่งเรียกว่าทุกขอริยสัจ จิตกำหนดหมายรู้ทุกข์เป็นอารมณ์ กำหนดรู้เพียงแค่เกิด-ดับ เกิด-ดับ เมื่อเกิดมีความยินดี จิตก็จะรู้ว่านี่คือกามตัณหา ถ้าจิตมีความยินร้ายไม่พอใจ นี่คือตัววิภวตัณหา ในเมื่อเรามีความพอใจ ไม่พอใจ สุขและทุกข์ก็ย่อมบังเกิดขึ้น ทำให้จิตของผู้มีปัญญาเกิดความรู้ขึ้นมาว่า นี่หนอคือตัวสมุทัย อันเป็นเหตุให้ทุกข์เกิด ทั้งสุข ทั้งทุกข์ ท่านบัญญัติว่าเป็นทุกขสมุทัย ทุกขสมุทัยตัวนี้มันเกิดเพราะความยินดี เกิดเพราะความยินร้าย ซึ่งเรียกว่ากามตัณหา วิภวตัณหา ในท่ามกลางของกามตัณหา วิภวตัณหา จิตไปยึดมั่นถือมั่นอยู่ที่สุขที่ทุกข์ ก็เป็นภวตัณหา ก็ก่อทุกข์ก่อชาติก่อภพขึ้นมา จิตก็มีอารมณ์ปรุงแต่ง

ทำไมมันจึงเกิดทุกข์ ทำไมมันจึงเกิดสุข ความปรุงแต่งของจิตว่าทำไมมันจึงเกิดทุกข์ ทำไมมันจึงเกิดสุข อันนี้เป็นตัวสังขาร สังขารา อนิจจา สังขารคือความปรุงแต่ง เป็นสภาวะที่ไม่เที่ยงแท้แน่นอน เดี๋ยวก็สุข เดี๋ยวก็ทุกข์ ที่นี้ในเมื่อจิตของเราไม่ยึดมั่นในสุขและทุกข์ ไม่มีความยินดี ไม่มีความยินร้าย ไม่มีกามตัณหา ไม่มีวิภวตัณหา หรือภวตัณหา จิตก็เป็นกลาง ไม่หวั่นไหวต่อเหตุการณ์นั้น ๆ ทรงสมาธิอยู่ด้วยความมั่นคง จิตมีสติสัมปชัญญะ รู้พร้อม สามารถประคองจิตให้สงบนิ่ง เด่นอยู่ท่ามกลางสุขและทุกข์ ไม่หวั่นไหวต่อเหตุการณ์นั้น ๆ จิตเป็นกลางโดยเที่ยงธรรม ไม่มีความยินดี ไม่มีความยินร้าย ไม่มีสุข ไม่มีทุกข์ ทุกข์ดับไป ในเมื่ออาการของทุกข์ดับไป จิตเป็นกลาง เป็นนิโรธะ คือนิโรธความดับทุกข์ ในเมื่อจิตเป็นกลางโดยเที่ยงธรรม จิตก็เป็นปกติตามปกติของจิต นั่นแหละคือศีล ความมั่นคงของจิตคือสมาธิ ความรู้รวมอยู่ที่จิตเรียกว่าปัญญา นี่ผลงานซึ่งจะเกิดจากการปฏิบัติ

ที่นี้ในบางครั้ง นักเรียนภาวนาอะไรก็ตาม ภาวนาพุทโธก็ตาม ยุบหนอ-พองหนอก็ตาม สัมมาอรหังก็ตาม เมื่อจิตสงบ นิ่ง สว่าง บางทีเราจะมีความรู้สึก เหมือนความสว่าง พุ่งออกไปทางหน้าผาก เหมือนไฟฉาย เมื่อเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้น ให้กำหนดรู้จิตเฉยอยู่ บางทีจะเกิดนิมิตเห็นคน เห็นสัตว์ เห็นทุกสิ่งทุกอย่าง ซึ่งแล้วแต่จิตจะปรุงเป็นมโนภาพขึ้นมา เมื่อเป็นเช่นนั้นให้กำหนดจิตวางเฉย อย่าไปเกิดเอะใจ ตกใจ เพราะทุกสิ่งทุกอย่าง เป็นเรื่องของจิตเราสร้างขึ้นทั้งนั้น เขาสร้างขึ้นมาทำไม สร้างขึ้นมาเพื่อสอนตัวเอง จิตสร้างเรื่องราวขึ้นมาสอนตัวจิตเอง เมื่อจิตมีความคิด มีความรู้ มีนิมิต แต่จิตมีสติสัมปชัญญะ รู้พร้อม เรียกว่า อัตตะโน โจทะยัตตานัง จิตจะมีสติเตือนตนเองโดยอัตโนมัติ ก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่ปฏิบัติสมาธิเข้าถึงแนวทางที่ถูกต้องเป็นสัมมาสมาธิ

ที่นำเรื่องการกำหนดรู้ลมหายใจมากล่าวขึ้นก่อน ก็เพราะเหตุว่า พระพุทธเจ้าของเราปฏิบัติตามแนวทางนี้ ท่านจึงได้สำเร็จ เป็นพระพุทธเจ้า ทีนี้การบริกรรมภาวนา พุทโธ ยุบหนอ-พองหนอ สัมมาอรหัง เมื่อจิตสงบเป็นสมาธิแล้ว จิตจะไม่ท่องบริกรรมภาวนานั้น ๆ จะไปหยุดนิ่งเฉยอยู่ เป็นจิตว่าง ๆ เมื่อจิตมีความว่าง ในขณะที่ว่างนั้น ว่างคือว่างจากความคิด ว่างจากความรู้ ไปนิ่งว่างอยู่เฉย ๆ บางทีก็รู้สึกแจ่ม ๆ บางทีก็รู้สึกสว่าง ในช่วงที่จิตว่างอยู่นั้นเอง จิตเขาจะไปรู้ลมหายใจเองโดยอัตโนมัติ แล้วจะตามลมหายใจเข้าไปสงบ นิ่ง สว่างอยู่ในท่ามกลางของร่างกาย

การกล่าวถึงเรื่องสมาธิก็ยุติไว้เพียงขั้นนี้ก่อน ถ้าหากเวลาเราทำสมาธิด้วยบริกรรมภาวนา ถ้าภาวนาไปมีอาการเคลิ้ม ๆ เหมือนกับง่วงนอน ปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติ ถ้าหากว่าจิตหยุดบริกรรมภาวนาไป นิ่ง ว่างอยู่เฉย ๆ ก็ไม่ต้องไปนึกคิดอะไร ปล่อยให้ว่างเฉยอยู่อย่างนั้น ไม่ต้องย้อนกลับมาหาบริกรรมภาวนาอีก เช่น ผู้ที่ภาวนา ยุบหนอ-พองหนอ ยุบหนอ-พองหนอ พอจิตสงบวูบลงไปนิ่ง มันจะปล่อยวางคำว่า ยุบหนอ-พองหนอ ให้มันว่างอยู่อย่างนั้น ไม่ต้องมานึกยุบหนอ-พองหนออีก ทีนี้ในช่วงที่ จิตว่างอยู่นั้น ถ้าจิตว่างอยู่เป็นชั่วโมง ก็ปล่อยให้ว่างไป แต่ถ้าในช่วงนั้น จิตเกิดมีความคิดความรู้ขึ้นมา ถ้าคิดไม่หยุด ก็ปล่อยให้คิดไป แต่เราจะมีสติตามรู้ความคิดโดยอัตโนมัติ

ช่วงที่จิตมีความคิดเกิดขึ้น มีสติกำหนดตามรู้เรียกว่า เจริญวิปัสสนา ความจริง คำว่าสมถะก็ดี วิปัสสนาก็ดี เป็นแต่เพียงชื่อของหลัก และวิธีการปฏิบัติเท่านั้น การปฏิบัติด้วยบริกรรมภาวนา พุทโธ ยุบหนอ-พองหนอ สัมมาอรหัง เรียกว่า ปฏิบัติตามหลักและวิธีการของสมถะ ถ้าหากเราปฏิบัติด้วยการกำหนดตามรู้ความคิด หรือเราหาเรื่องราวมาคิดพิจารณา พิจารณาไปจนกระทั่งจิตมีอากาสงบ อันนี้เรียกว่า ปฏิบัติตามวิธีการของวิปัสสนา จุดมุ่งหมายของการปฏิบัติทั้ง ๒ อย่างนี้ เพื่อให้จิตสงบเป็นสมาธิ ตั้งมั่นแน่วแน่ เกิดสติคือรู้ว่านี่คือสมาธิ ทีนี้จิตไปนิ่งรู้อยู่เฉย ๆ ก็จะรู้ว่านี่คือจิต พอจิตไหวตัวเกิดวามคิด ก็จะรู้ว่านี่ ความคิดและอารมณ์เป็นธรรมชาติของจิต การมีสติกำหนดรู้ความคิด เรียกว่ากำหนดรู้ธรรมชาติของจิต ธรรมชาติของกายคือการหายใจ ธรรมชาติของจิตคือความคิด นี่ให้กำหนดรู้ธรรมชาติสองอย่าง



:09:



คัดลอกสำเนาจาก

http://board.palungj...%95-107482.html

การโพสต์นี้ได้ถูกแก้ไขโดย กอบ: 28/08/2011 - 14:33

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#9 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11842
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 02/08/2011 - 10:05

:09: :09: :09:



การปฏิบัติสมาธิตามหลักธรรมชาติ


โดย พระราชสังวรญาณ (หลวงพ่อพุธ ฐานิโย)

เทศนาโปรดอุบาสก อุบาสิกา

ณ เกาะมหามงคล อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี

วันที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๓๕




นั่งสมาธิ ขาขวาทับขาซ้าย มือซ้ายวางลงบนตัก มือขวาวางทับมือซ้าย ตั้งกายให้ตรง ดำรงสติให้มั่น กำหนดจิตรู้ลมหายใจเข้า หายใจออก วิธีทำของพระพุทธเจ้า ทำอย่างไร มีพระสติกำหนดรู้ลมหายใจเฉยอยู่ ลมหายใจเป็นธรรมชาติของร่างกาย ที่ว่า เป็นธรรมชาติของร่างกาย ก็เพราะว่าเราตั้งใจก็ตาม ไม่ตั้งใจก็ตาม การหายใจมีอยู่เป็นปกติทั้งหลับและตื่น จึงชื่อว่า เป็นธรรมชาติของร่างกาย พระองค์มีพระสติ กำหนดรู้ลมหายใจเข้า หายใจออก เพียงแต่กำหนดรู้ลมหายใจ ด้วยอาการเบา ๆ มีพระสติประคองจิตให้รู้ที่ลมหายใจเฉย ๆ ไม่ได้แต่งลมหายใจ ไม่ได้บังคับลมหายใจ เพียงแค่รู้อยู่ แล้วก็ไม่ได้บังคับจิต ไม่ได้ข่มจิตให้สงบ ปล่อยไปตามธรรมชาติ

หน้าที่ของพระองค์มีพระสติกำหนดรู้อย่างเดียว ในขณะที่จิตอยู่กับลมหายใจ พระองค์ก็ปล่อยให้อยู่อย่างนั้น ถ้าบางครั้ง จิตทิ้งลมหายใจไป เกิดความคิดขึ้นมา พระองค์กำหนดรู้ความคิด ถ้าหากคิดไม่หยุด พระองค์ก็ปล่อยให้คิดไป เพราะความคิด เป็นธรรมชาติของจิต หน้าที่ของพระองค์เพียงแค่มีพระสติกำหนดตามรู้ความคิดไปเท่านั้น พระองค์ปล่อยให้จิตของพระองค์อยู่ที่ลมหายใจ ความคิด ความว่าง เอาลมหายใจ ความคิด และความว่างเป็นสิ่งรู้ของจิต เป็นสิ่งระลึกของสติ โดยปล่อยไปตามธรรมชาติ ไม่มีการบังคับ ไม่มีการตกแต่ง แต่มีสติรู้ต่อเนื่องกันไม่ขาดสาย จิตจะมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร พระองค์ก็มีพระสติรู้อย่างเดียว ไม่ได้บังคับจิต

อันนี้คือวิธีฝึกสมาธิตามหลักของธรรมชาติ ซึ่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราได้ปฏิบัติมาแล้ว พุทโธก็ไม่ได้ว่า สัมมาอรหังก็ไม่ได้บ่น ยุบหนอ-พองหนอก็ไม่ได้ท่อง เพราะไม่มีคำที่จะท่อง คำ ๓ คำ พระพุทธเจ้ายังไม่ได้เกิด ยังไม่มีใครพาว่า ท่านชายสิทธัตถะเลยไม่มีคำที่จะมาท่อง เมื่อไม่มีคำใดที่จะมาท่อง ก็เอาลมหายใจที่มันมีอยู่โดยธรรมชาติกับความคิดเป็นอารมณ์ แล้วพระองค์ก็ทรงมีพระสติกำหนดลมหายใจ ความคิด ความว่าง

ธรรมชาติของจิต ถ้ามีสิ่งรู้ สติมีสิ่งระลึก เขาก็ย่อมจะเพิ่มพลังงานเพิ่มมากขึ้นทุกที ๆ จนในที่สุดจิตของพระองค์ หันมายึดลมหายใจ อย่างเหนียวแน่น พอจิตมายึดลมหายใจ เอาลมหายใจมาเป็นอารมณ์อย่างไม่ลดละ ไม่ยอมปล่อยวาง แล้วตามรู้ลมหายใจเข้า หายใจออกอยู่อย่างนั้น ทีนี้การที่จิตมาตามรู้ลมหายใจเข้า หายใจออกไม่ลดละ ได้ชื่อว่าสมาธิเริ่มของฌานที่ ๑ และฌานที่ ๒ ที่นี้เมื่อจิตมีความดูดดื่มซึมซาบ ก็เกิดปีติเกิดความสุข เกิดความเป็นหนึ่ง ตามลำดับ

ในบางครั้ง ลมหายใจแผ่วเบาลงไป ละเอียดลงไป ๆ บางครั้ง ลมหายใจก็ปรากฏหยาบขึ้น ๆ หรือบางครั้ง มองเห็นลมหายใจ วิ่งออกวิ่งเข้า เหมือนท่อสว่างยาว ๆ วิ่งออกวิ่งเข้า แล้วจิตก็กำหนดรู้อยู่เองโดยอัตโนมัติ โดยที่พระองค์ไม่ได้ตกแต่ง ให้จิตเป็นไปอย่างไร ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติของสมาธิแล้ว ในที่สุดในเมื่อลมหายใจละเอียดลงไป ๆ จิตของพระองค์ก็ตามลมหายใจเข้าไปสงบ นิ่ง สว่าง อยู่ในท่ามกลางของร่างกาย ทำให้จิตของพระองค์ ไปรู้อวัยวะภายในร่างกายทั่วถ้วนหมดครบอาการครบ 32

อะยัง โข เม กาโย กายของเรานี้แล

อุทธัง ปาทะตะลา เบื้องบนแต่พื้นเท้าขึ้นมา

อะโธ เกสะมัตถะกา เบื้องต่ำแต่ปลายผมลงไป

ตะจะปะริยันโต มีหนังหุ้มอยู่เป็นที่สุดรอบ

ปูโร นานัปปะการัสสะ อะสุจิโน เต็มไปด้วยของไม่สะอาด มีประการต่าง ๆ

อัตถิ อิมัสมิง กาเย มีอยู่ในกายนี้

เกสา มีผม โลมา มีขน นะขา มีเล็บ ทันตา มีฟัน ตะโจ มีหนัง
เป็นต้น

พระองค์ได้รู้ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา กายคตาสติสูตร ก็เกิดขึ้นตั้งแต่บัดนั้น ที่เราได้มาสวดกันอยู่เวลานี้

ทีนี้ในเมื่อจิตของพระองค์ไปสงบ นิ่ง สว่าง อยู่ในท่ามกลางของร่างกาย สามารถมองเห็นอวัยวะ รู้เห็นอวัยวะต่าง ๆ ภายในร่างกายครบถ้วน อาการ ๓๒ แล้วก็พุ่งรัศมีความสว่างไสวออกมารอบ ๆ กาย เมื่อจิตไปรู้อยู่ในภายมองเห็นอาการ ๓๒ ครบหมด จิตก็ได้วิตก วิจาร

วิตก ก็คือ นึกถึงกายเป็นอารมณ์ เรียกว่า เจริญกายคตาสติ

วิจาร ก็คือ มีสติควบคุมจิตอยู่โดยอัตโนมัติ

ในเมื่อจิตมีวิตก วิจาร มีความดูดดื่ม ซึมซาบ ก็เกิดอาการของปีติคือความเอิบอิ่มใจ

ปีติ เป็นอาการที่จิตดื่มรสพระสัทธรรม เมื่อจิตได้ดื่มรสพระสัทธรรม จิตก็มีความสุขความสบาย มีความสงบ บ่ายหน้าไปสู่ความสงบละเอียด ๆ เข้าไปทุกที ๆ จนกระทั่งในที่สุดความรู้สึกว่ามีกายค่อย ๆ จางหายไป ๆ ในที่สุด กายหายไป ยังเหลือแต่จิตดวงเดียว นิ่ง สว่างไสว ลอยเด่นอยู่ในจักรวาลนี้ คล้าย ๆ กับว่าในขณะนั้นมีแต่จิตของพระองค์ท่านดวงเดียวเท่านั้น ลอยเด่นสว่างไสวอยู่ ทุกสิ่งทุกอย่างได้หายไปหมด แต่ว่าในขณะนั้นจิตดวงนี้อาศัยความสว่างเป็นเครื่องอยู่ เครื่องอาศัย เป็นอารมณ์ เพราะฉะนั้น ณานที่ ๔ จึงได้ชื่อว่า จตุตถฌาน เป็นรูปฌาน

เมื่อจิตใจดำรงอยู่ในความสว่างพอสมควรแล้ว ก็ก้าวขึ้นไปสู่อากาศ เรียกว่า อากาสานัญจายตนะ โดยกำหนดความว่างเป็นอารมณ์ ความว่างไม่มีที่สิ้นสุด ความว่างไม่มีประมาณ แต่ในขณะนั้นจิตไม่ได้นึกคิดอะไร แต่ว่ามันรู้อยู่ในจิต ทีนี้จิตก็มาสำรวมรู้เข้าในวิญญาณ เรียกว่าวิญญานัญจายตนะ เมื่อกำหนดวิญญาณตัวรู้ เวทนา สุข ทุกข์ ก็ย่อมบังเกิดขึ้น ปรากฏอย่างละเอียด ๆ ซึ่งถ้าไม่ใช่จิตของพระโพธิสัตว์ ก็คงกำหนดรู้ไม่ได้ เรียกว่า อากิญจัญญายตนะ สัญญา เวทนา ละเอียดเข้าไป จะว่าดีก็ไม่ใช่ จะว่าไม่ดีก็ไม่ใช่ เป็น เนวสัญญานาสัญญายตนะ เป็นอันว่าจิตของพระพุทธองค์เป็นไปตามขั้นตอนของฌานสมาบัติ ได้บรรลุสมาบัติ ๘ แล้วพระองค์ไม่ได้น้อมจิตไปสู่ฌานขั้นนั้น ญาณขั้นนี้

เมื่อได้ปฐมสมาธิ คือปฐมฌานแล้วจิตปฏิวัติตัวไปเอง จิตน้อมไปเอง ถ้าใช้คำว่าน้อมจิตไปสู่ฌานขั้นนั้นขั้นนี้ ก็เหมือนกับว่าเราตั้งใจจะแต่งเอา จะให้จิตของเราไปอยู่ฌานขั้นไหน ญาณขั้นไหน เราก็แต่งเอา ๆ แต่แท้ที่จริง การน้อมไปนั้น เป็นกิริยาของจิตที่น้อมไปตามพลังงานของตนเอง จิตจะไปบรรลุฌานขั้นไหน ญาณขั้นไหน จิตปฏิวัติตัวไปเองโดยอัตโนมัติ เราไม่ได้ตกแต่ง อันนี้คือสมาธิหรือฌาน ญาณโดยธรรมชาติ ไม่ใช่ฌานที่เราแต่งเอาตามที่เราชอบใจ

ในเมื่อจิตของพระองค์ไปถึงขั้น เนวสัญญานาสัญญายตนะ มันไปสุดยอดของสมาบัติแล้ว ไม่มีที่ไปอีกแล้ว ที่สุดของโลกียสมาธิมันสุดอยู่ที่ตรงที่ เนวสัญญานาสัญญายตนะ เมื่อเป็นเช่นนั้น จิตของพระองค์ไม่มีทางไป ก็วกเข้าไปสู่ สัญญาเวทยิตนิโรธ เรียกว่าเข้านิโรธสมาบัติ จะว่าดับหมดทุกสิ่งทุกอย่าง ดูมันคล้าย ๆ ว่าจิตมันรู้สึกว่า จิตมันดับไปด้วย แต่แท้ที่จริงมันก็ไม่ดับ มันปรากฎอยู่อย่างละเอียด แต่วิสัยของผู้ไม่ใช่พระสยัมภู ผู้รู้เอง ย่อมไม่สามารถกำหนดรู้ได้ แต่นี่เป็นวิสัยของพระโพธิสัตว์ เช่นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้ว่าจิตจะละเอียดลงไปเท่าไร สัญญาจะละเอียดลงไปเท่าไร ตัวรู้ของพระองค์ก็ยังปรากฏอยู่นิด ๆ

ทีนี้เมื่อจิตของพระองค์วกเข้าไปสู่สัญญาเวทยิตนิโรธ ไปสร้างพลังงานอยู่ที่ตรงนั้น สัญญาเวทยิตนิโรธ คือนิโรธสมาบัติ เป็นฐานพลังงาน เพื่อก้าวขึ้นไปสู่ภูมิแห่งโลกุตรธรรม เมื่อจิตของพระองค์ ไปสร้างพลังงานอยู่ที่ตรงนี้พร้อมแล้ว จิตดวงนี้ได้เบ่งบานออกมาอีกทีหนึ่ง สามารถแผ่รัศมีคลุมจักรวาลทั้งหมด ไม่มีสิ่งใดกำบังได้ ความสว่างไปถึงไหน จิตของพระองค์ไปถึงนั่น นอกจากจะรู้บนผิวพื้นแห่งจักรวาล ยังสามารถมองทะลุจนกระทั่งบาดาล ถึงพิภพพญานาค ในขณะนั้นเองพระองค์ได้ตรัสรู้เป็นโลกวิทู ผู้รู้แจ้งโลก

โลกวิทู ผู้รู้แจ้งโลก นั้น หมายความว่า จิตของพระองค์ในขณะนั้น รู้ทั้งยมโลกได้แก่โลกนรกเป็นต้น รู้มนุษยโลก แล้วก็รู้เทวโลก มีโลกของเทวดาเป็นต้น ในขณะจิตเดียวตั้งแต่ปฐมยาม พระองค์ตรัสรู้โลกวิทู จุตูปปาตญาณ ปุพเพนิวาสานุสติญาณ อาสวักขยญาณ ในขณะจิตเดียว ตั้งแต่ปฐมยาม แล้วก็ตรัสรู้ในขณะที่จิตอยู่ในสมาธิขั้นสมถะ จิตสมาธิขั้นสมถะนี่ จิตสงบแล้วมันมีแต่จิตดวงเดียว ร่างกายตัวตนมันหายไปหมด
จิตดวงนี้แม้ไม่มีร่างกายตัวตน ก็สามารถที่จะรู้เห็น ทุกสิ่งทุกอย่างได้ แต่รู้เห็นอย่างนิ่ง ๆ เฉย ๆ รู้แล้ว เห็นแล้ว ไม่มีภาษาที่จะบัญญัติ หรือจะพูดสิ่งนั้นว่าเป็นอะไร สักแต่ว่ารู้ สักแต่ว่าเห็น เห็นมนุษย์ก็ไม่ว่ามนุษย์แต่รู้อยู่เห็นอยู่ เห็นเทวดาก็ไม่ว่าเทวดา แต่รู้อยู่เห็นอยู่ เห็นนรกก็ไม่ว่านรก แต่รู้อยู่เห็นอยู่ รู้แล้วสามารถบันทึกข้อมูลต่าง ๆ เอาไว้พร้อมหมด ถ้าจะเปรียบเทียบ ก็เหมือนเครื่องคอมพิวเตอร์ ที่นักวิทยาศาสตร์สร้างขึ้นมา เพื่อบันทึกข้อมูลต่าง ๆ แล้วก็ตรัสรู้ในขณะที่จิตอยู่ในสมาธิขั้นสมถะ จิตดวงนี้ไม่มีร่างกายตัวตน แต่สามารถรู้เห็นทุกสิ่งทุกอย่างได้ แต่แปลกอยู่ตรงที่ว่ารู้แล้วไม่พูดไม่จา ได้แต่นิ่งลูกเดียว

อันนี้ขอเสนอให้นักปฏิบัติทั้งหลายไว้ลองพิจารณาดู ข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไร นี่เพียงแต่เสนอมติและความเห็น ไม่ได้ยืนยันว่าเป็นอย่างนั้นแน่นอน แต่สำหรับความเข้าใจของอาตมา เข้าใจว่าเป็นอย่างนั้น

ที่กล่าวขึ้นมานี้ เพื่อหาหลักฐานพยานว่า ความรู้ความคิดเห็นนี้ เป็นมิจฉาทิฎฐิหรือสัมมาทิฎฐิ จึงใคร่ที่จะขอฝากท่านผู้รู้ทั้งหลาย ไว้พิจารณาด้วยว่า พระพุทธเจ้าตรัสรู้ในขณะที่จิตเป็นสมาธิขั้นสมถะ แล้วก็บันทึกข้อมูลต่าง ๆ เอาไว้พร้อมหมด ภายหลังเมื่อรู้ ทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว จิตถอนจากสมาธิ
จิตถอนจากสมาธิย้อนกลับมาสู่ความมีกายอยู่ พอรู้สึกว่ามีกายเท่านั้น ทุกสิ่งทุกอย่างที่รู้เห็นหายไปหมด ยังเหลือแต่ความทรงจำ ที่จิตบันทึกเอาไว้ แล้วจิตดวงนี้จึงมาพิจารณาเรื่องปุพเพนิวาสานุสติญาณ คือการระลึกชาติหนหลังได้ทั้งของพระองค์เอง ทั้งของคนอื่น สัตว์อื่นด้วย พิจารณาจบลงในปฐมยาม

แล้วก็มาพิจารณาการจุติและเกิดของสัตว์ทั้งหลาย มีประเภทต่าง ๆ กัน ด้วยอำนาจของกรรม กัมมัง สัตเต วิภะชะติ กรรมย่อมจำแนกสัตว์ให้มีประเภทต่าง ๆ กัน เกิดขึ้นในสมัยนั้น ภาษิตที่เราท่องกันอยู่นี้ว่า กัมมัง สัตเต วิภะชะติ กรรมย่อมจำแนกสัตว์ ให้มีประเภทเป็นต่าง ๆ กัน เกิดขึ้นในขณะนั้น พระองค์ทรงพิจารณาเรื่องนี้ การจุติและเกิดของสัตว์ทั้งหลาย เป็นไปตามกฎของกรรม จบลงในมัชณิมยาม

แล้วก็มาพิจารณาเรื่องของกิเลสคืออาสวะ ได้แก่ อวิชชา ความรู้ไม่จริง ในปัจฉิมยาม อวิชชา ความรู้ไม่จริง ในปัจฉิมยาม อวิชชา ความรู้ไม่จริงเป็นเหตุให้สัตว์ทั้งหลายต้องทำกรรมตามที่ตนเข้าใจ สิ่งที่สัตว์ผู้มีกิเลสเข้าใจก็ย่อมมีถูกบ้าง ผิดบ้าง บุญบ้าง บาปบ้าง เป็นเรื่องของธรรมดา และเมื่อทำลงไปแล้วก็ได้รับผลของกรรม ได้รับผลของกรรมแล้วก็มาเกิดอีก เกิดอีกก็อาศัยกิเลสตัวอวิชชาตัวเดียวนี่แหละเป็นมูลเหตุให้ทำกรรมอีก เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฎฎสงสารไม่รู้จักจบสิ้น

ในเมื่อพระองค์พิจารณาเรื่องอาสวกิเลสจบลงในปัจฉิมยาม จิตยอมรับสภาพความเป็นจริง คือยอมรับว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่รู้เห็นนี้เป็นจริง เป็นสัจธรรม ไม่มีเปลี่ยนแปลง ความรู้แจ้งเห็นจริงเป็นอย่างนี้ และความรู้แจ้งเห็นจริงในขั้นโลกุตรธรรม ไม่มีภาษาสมมุติบัญญัติ แต่ความรู้ในขั้นโลกีย์มีภาษาสมมุติบัญญัติ รู้คนก็เรียกว่าคน รู้สัตว์ก็เรียกว่าสัตว์ แต่รู้ในขั้นโลกุตระได้แต่เฉยลูกเดียว เหมือนกันกับดวงอาทิตย์ส่องแสงลงมา ไปถูกต้องผิวพื้นของโลก แล้วแสงอาทิตย์ก็ไม่ได้ตะโกนว่า นี่โลกคือแผ่นดินหนอ นี่ต้นไม้หนอ นี่คนหนอ สัตว์หนอ ไม่ได้ว่า มีแต่เฉยลูกเดียว จิตในขณะนั้นก็เป็นอย่างนั้น

ทีนี้ในเมื่อพระองค์พิจารณาจบลงแล้ว จิตยอมรับสภาพความจริง อรหัตมรรคญาณบังเกิดขึ้น ตัดกิเลสอาสวะขาดสะบั้นลงไป ในปัจฉิมยาม จึงได้ชื่อว่า อรหัง สัมมาสัมพุทโธ ภควา พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นพระอรหันต์ ดับเพลิงกิเลสเพลิงทุกข์สิ้นเชิง ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง ด้วยประการฉะนี้ นี่คือวิถีทางปฏิบัติขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา ในสมัยที่เป็นสิทธัตถะราชกุมาร ที่กำลังแสวงหาธรรมะเครื่องตรัสรู้อยู่

เพราะฉะนั้น สาธุชนทั้งหลายผู้ข้องใจในหลักและวิธีการปฏิบัตินั้น ขอให้พิจารณาปฏิปทาของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เอาปฏิปทาของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มาเป็นหลักปฏิบัติ ท่านทั้งหลายจะภาวนาบทไหน คัมภีร์ใด ในเมื่อจิตสงบลงเป็นสมาธิเป็นเองโดยอัตโนมัติ แล้วจิตเขาปฏิวัติตัวไปเองโดยที่เราไม่ได้ตั้งใจ ทีนี้การปฏิบัติสมาธินี่ ถ้าหากว่าเรากำหนดอารมณ์จิตแล้ว เราข่มจิต บังคับจิต น้อมจิตเป็นการปฏิบัติโดยฝืนธรรมชาติ ควรปล่อยจิตให้เป็นไปเองโดยอัตโนมัติ จิตที่ปฏิวัติตัวเองไปโดยอัตโนมัติได้นี่ มันจะไปที่ไหน ถ้าหากมันไม่เกิดภูมิความรู้ขึ้นมา มันก็ย้อนมาหาลมหายใจ ถ้ามันมีกายปรากฏ มันจะดูลมหายใจ แต่ถ้าหากว่าไม่มีกายปรากฏ มันจะเกิดความคิด ความคิดนั่น อะไรก็ได้ แล้วแต่จิตมันจะสร้างขึ้นมา

ยกตัวอย่างเช่น เราอาจจะพิจารณารูปนามว่า ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา อันนี้เป็นภาคปฏิบัติ แต่เมื่อเราพิจารณาไปดู ถ้าจิตมันสงบ เป็นสมาธิขึ้นมาเองโดยอัตโนมัติแล้ว คำว่าอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นาม รูป มันไม่มีหรอก มันมีแต่จิตรู้อยู่เฉย ๆ ถ้ามันจะรู้จะเห็นอะไร สิ่งนั้นก็ปรากฏขึ้นมาให้รู้ รู้แล้วก็ปล่อยวางไป คำว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มันหายไปอีก ไม่มี อย่างสมมุติว่าท่านอาจจะพิจารณา ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เป็นสิ่งปฏิกูลเน่าเปื่อย ผุพัง โสโครก ไม่สวยไม่งาม ดังกับซากศพที่ไปดูมาแล้วนั้น ในเมื่อจิตสงบลงไปเป็นสมาธิจริง ๆ นี่ คำว่าปฏิกูลน่าเกลียด มันจะไม่มีในความรู้สึก ต่อให้มีสิ่งหนึ่ง มีรูปร่างสวยงามอย่างกับเทวดา อีกอันหนึ่งเป็นซากศพเน่าเฟะ ในขณะที่จิตมันรู้อยู่ ๒ อย่างนี้ มันจะไม่มีความสำคัญมั่นหมายว่า อันนี้ไม่ดี อันนี้ดี อันนี้เน่า อันนี้ไม่เน่า มันจะไม่มีความรู้สึกนึกคิดใด ๆ เลย แต่มันจะรู้อยู่เฉย ๆ อันนี้คือธรรมชาติของสมาธิ ที่มันเกิดขึ้นมาแล้ว เพราะฉะนั้น คำว่าสมถะก็ดี วิปัสสนาก็ดี มันเป็นเพียงชื่อของวิธีการเท่านั้น

ผู้ที่ปฏิบัติด้วยการบริกรรมภาวนา หรือเพ่งกสิณ คำภาวนานี้มีอะไรบ้าง ยุบหนอ-พองหนอ พุทโธ สัมมาอรหัง และอื่น ๆ ที่เรามาท่องอยู่ในใจเพียงคำเดียว อันนี้เรียกว่า บริกรรมภาวนาเพ่งกสิณ เพ่งพระพุทธรูปบ้าง เพ่งดวงเทียนบ้าง เพ่งดินน้ำลมไฟบ้าง อันนี้เรียกว่า เพ่งกสิณ เป็นการปฏิบัติตามหลักและวิธีการของสมถกรรมฐาน แต่ถ้าเรากำหนดรู้อารมณ์จิต หรือยกเอาหัวข้อธรรมะมาพิจารณาอะไรก็ได้ อันนี้เรียกว่าปฏิบัติตามหลักและวิธีการของวิปัสสนา ทั้ง ๒ อย่างนี้ เราปฏิบัติเพื่อให้จิตสงบเป็นสมาธิเหมือนกันหมด เมื่อหยุดบริกรรมภาวนา จิตก็เป็นสมาธิ เมื่อหยุดพิจารณา จิตเข้าสมาธิ เข้าสมาธิสมถะ ตั้งแต่อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ หรือฌานที่ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ไปตามลำดับขั้นตอน ซึ่งจิตเขาจะปฏิวัติตัวไปเองโดยอัตโนมัติ เป็นวิธีการปฏิบัติเพื่อให้จิตสงบเป็นสมาธิ ให้เกิดมีสติปัญญา รู้ธรรม เห็นธรรม ตามความเป็นจริง

ความสงบไม่มี ไม่มีสมาธิ สมาธิไม่มี ไม่มีสมถะ สมถะไม่มี ไม่มีฌาน ฌานไม่มี ไม่มีญาณ ญาณไม่มี ไม่มีปัญญา ปัญญาไม่มี ไม่มีวิชชาความรู้แจ้งเห็นจริง เพราะฉะนั้น สมถะ วิปัสสนา เป็นคุณเครื่องอาศัยซึ่งกันและกัน

ในบางครั้งนักปฏิบัติวันนี้ขี้เกียจหน่อย วันนี้จะภาวนาพุทโธ ๆ ๆ พอให้จิตมันสงบนิ่งสบาย ก็จะนอนจำวัดแล้ว พอภาวนาพุทโธลงไป จิตสงบปั๊บลงไป แทนที่มันจะนิ่งอยู่เฉย ๆ ความรู้ ความคิดมันฟุ้ง ๆ ขึ้นมายังกับน้ำพุ ในบางครั้งพิจารณาพระไตรลักษณ์แทบเป็นแทบตาย พอจิตสงบปั๊บลงไป ไปนิ่งอยู่เป็นชั่วโมง ๆ ซึ่งมันจะเป็นไปเองโดยอัตโนมัติ

เพราะฉะนั้น ถ้าหากว่าท่านผู้ปฎิบัติทั้งหลายนี่มีความสงสัยข้องใจในหลักและวิธีการตามที่พระคุณเจ้าท่านสอนโดยทั่วไป ก็ให้มายึดหลักของท่านชายสิทธัตถะ คือกำหนดรู้ลมหายใจ ออกจากที่นั่งสมาธิมาแล้วมากำหนดรู้อิริยาบถ ยืน เดิน นั่ง นอน รับประทาน ดื่ม ทำ พูด คิด ให้มีสติรู้ตัวอยู่ตลอดเวลา เวลานอนลงไปจิตมันคิดอะไร ปล่อยให้มันคิดไป อย่าไปห้ามมัน ถ้าไม่ห้ามมันเผื่อว่ามันไปคิดเรื่องอกุศลละ มันจะไม่เป็นบาปเป็นกรรมหรือ เจตนาหัง ภิกขะเว กัมมังวะรามิ ดูกร ภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่าเจตนาคือความตั้งใจเป็นตัวกรรม เราจะคิดด่าหรือแช่งชักหักกระดูกใคร เรามีเจตนาคือความตั้งใจที่จะคิด มันเป็นมโนกรรม แต่ถ้าอยู่ ๆ จิตมันคิดขึ้นมาลอย ๆ โดยไม่ได้ตั้งใจนี่ มันจะคิดถึงเรื่องบาป เรื่องบุญ เรื่องกุศล เรื่องอกุศล มันไม่สำเร็จเป็นมโนกรรม เพราะไม่มีเจตนา มันจะเป็นเพียงแค่อารมณ์สิ่งรู้ของจิต สิ่งระลึกของสติเท่านั้น

เพราะฉะนั้น ในขณะใดที่จิตเขาต้องการหยุดนิ่ง ปล่อยให้นิ่ง เวลาใดจิตเขาต้องการคิด ปล่อยให้คิด หน้าที่ของเรามีสติตัวเดียว ใครจะทำสมาธิไปถึงขั้นไหน ฌานขั้นไหน ญาณขั้นไหนก็ตาม ผลลัพธ์ขั้นสุดท้ายคือสติ สติวินโย สติเป็นผู้นำอยู่ที่จิตตลอดเวลา

เมื่อจิตมีสติสัมปชัญญะ เป็นผู้นำอยู่ตลอดเวลา สิ่งใดผ่านเข้ามาทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ จิตรับรู้ รู้แล้วปล่อยวาง เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านรับสั่งถามพระอานนท์ ว่า

- เธอว่าตัณหามันเกิดที่ไหนอานนท์!

- ขอให้พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรม

- ตัณหามันเกิดขึ้นที่ตา หู จมูก ลิ้น ภาย และใจ

- มันเกิดได้อย่างไร พระเจ้าค่ะ

- มันเกิดเพราะตาเห็นรูป หูฟังเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นได้รส กายสัมผัส ใจนึกคิด มันเกิดความยินดี ยินร้าย เกิดกามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา
ก็ถ้าจะดับจะดับที่ไหน? ก็ดับที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ

- มันจะดับได้อย่างไร พระเจ้าค่ะ

- สำรวมสติ

จักขุนา สังวะโร สาธุ การสำรวมตาเป็นการดี

สาธุ โสเตนะ สังวะโร การสำรวมหูเป็นการดี

ฆาเนนะ สังวะโร สาธุ การสำรวมจมูกเป็นการดี

สาธุ ชิวหายะ สังวะโร การสำรวมลิ้นเป็นการดี

กาเยนะ สังวะโร สาธุ การสำรวมกายเป็นการดี

สาธุ วาจายะ สังวะโร การสำรวมวาจาเป็นการดี

มะนะสา สังวะโร สาธุ การสำรวมใจเป็นการดี

สาธุ สัพพัตถะ สังวะโร การสำรวมในสิ่งทั้งปวงเป็นการดี

สัพพัตถะ สังวุโต ภิกขุ ภิกษุสำรวมในที่ทั้งปวง

สัพพะทุกขา ปะมุจจันติ ย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวงด้วยประการฉะนี้


ได้บรรยายธรรมมาพอเป็นเครื่องประดับสติปัญญาของท่านผู้ฟังก็เห็นว่าสมควรแก่กาลเวลา จึงในท้ายที่สุดนี้ ขอพระบารมี ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงพระคุณอันยิ่งใหญ่ ๓ ประการ คือ พระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณ พระมหากรุณาธิคุณ ผู้สมบูรณ์ไปด้วยธรรมะคำสั่งสอน อันยังผู้ปฏิบัติไม่ให้ตกไปในที่ชั่ว บุญญาบารมีอันใด ที่พระอริยสงฆ์ผู้สืบพระศาสนา ได้บำเพ็ญมา บุญบารมีอันใด ที่อาตมาได้บำเพ็ญมา ด้วยกาย วาจา จิต ขออุทิศให้เป็นพลวปัจจัย หนุนส่งวิถีชีวิตและจิตใจของท่านทั้งหลาย ให้ดำเนินไปสู่ทางมรรค ผล นิพพาน ที่ถูกต้องทั่วกันทุกท่าน เทอญ.


:09:

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#10 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11842
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 03/08/2011 - 17:08

:09: :09: :09:



ภาวนาหัดตาย


เทศนาอบรมนักเรียน โรงเรียนสุรนารีวิทยา อ.เมือง จ.นครราชสีมา
และโรงเรียนวรคุณอุปถัมภ์ อ.อุทุมพรพิสัย จ.ศรีสะเกษ

ณ วัดวะภูแก้ว อ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา

วันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๓๕


ขอให้ตั้งใจฟัง การฟังให้มีสติกำหนดรู้จิตของตัวเอง ความรู้สึกอยู่ที่ไหนจิตอยู่ที่นั่น เพียงแต่เรากำหนดรู้จิตของเราเพียงอย่างเดียว เมื่อกายกับจิตยังมีความสัมพันธ์กันอยู่ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น จิตเขาย่อมทำหน้าที่รับรู้โดยธรรมชาติของเขา โดยลำพังของกายนั้น เป็นแต่เพียงสื่อหรือเป็นเครื่องมือของจิตเท่านั้น ดังนั้น ในขณะที่เราฟัง เรามีสติกำหนดรู้จิตของเราเพียงอย่างเดียว ไม่ว่าอะไรจะผ่านเข้ามา ทางตา หู จมูก สิ้น กาย และใจ จิตเขาจะทำหน้าที่รู้ของเขาเองโดยอัตโนมัติ โดยที่เราไม่ได้ตั้งใจจะรู้

อันนี้คือธรรมชาติของจิต ถ้าหากไม่มีอะไรเกิดขึ้น สิ่งภายนอกมิได้ผ่านเข้ามา เขาก็จะรู้อยู่ที่ตัวของเขาเอง คือตัวจิต ถ้าเขาออกนอกมาหน่อย ก็จะรู้ลมหายใจ รู้ความสุข ความทุกข์ที่เกิดขึ้นที่กาย อันนี้เป็นธรรมชาติของจิต ตราบใดที่กายกับจิต ยังมีความสัมพันธ์ไม่แยกจากกัน สิ่งที่มีร่างกายและมีจิตวิญญาณจะต้องดำรงชีพอยู่ตลอดไป ถ้าหากว่ากายกับจิตแยกจากกันเมื่อไร เช่นอย่างเวลาคนเราตายแล้ว วิญญาณจิตแยกไปจากกาย ส่วนกายก็กลายเป็นซากศพ ส่วนจิตวิญญาณก็เป็นความรู้สึกอีกประเภทหนึ่ง

คนเราตายนี่มีอยู่ ๒ ลักษณะ ถ้าคนตายอย่างธรรมดา ก่อนที่จะตาย จิตมันจะรวมพลังลงสู่จุดหนึ่ง ซึ่งมันรวมลงไปแล้ว มันได้ได้ยึดในร่ายกายอันนี้ แต่ความรู้สึกมันยังรู้สึกว่ามีกายอยู่ เมื่อจิตวิญญาณออกจากร่างไป จะรู้สึกว่ามีร่างกายเดินออกไป บางทีก็ย้อนกลับมามองดูกายเดิมนิดหน่อยแล้วก็หันหลังเดินต่อไป ในช่วงนี้เขาอาจจะเดินชมนกชมไม้ชมป่าชมเขา สารพัดจิปาถะที่เขาจะไปตามคติของเขา

แม้แต่ในขณะที่เรานั่งสมาธิภาวนาอยู่ ก็เหมือนกัน ถ้าในช่วงใดทำสมาธิจิตสว่างขึ้นมาแล้ว ถ้ากระแสจิตส่งออกไปข้างนอก จะมองเห็นนิมิตภาพต่าง ๆ เกิดขึ้น ถ้าหากว่าจิตวิญญาณดวงนี้ไปติดในนิมิตภายนอก ก็จะมีรูปร่างเดินออกไป บางทีก็ไปเที่ยวชมนกชมไม้ชมภูเขา หรือบางทีอาจจะเตลิดเลยไปถึงนรกสวรรค์ เช่น เขานั่งสมาธิภาวนาไปดูนรก สวรรค์ หรือมโนมยิทธิ เป็นต้น ในเมื่อไปสุดช่วงแล้วก็ย้อนกลับมาสู่กายเดิม ไม่ได้ไปเลยเหมือนคนที่จะตายหรือคนที่ตายแล้ว ที่ต้องย้อนกลับมาสู่กายเดิมก็เพราะว่ากรรมที่ผูกพันกับร่างกายยังมีอยู่ จิตวิญญาณนี้จึงไม่ไปเลย เหมือนคนที่หมดอายุขัยแล้ว อันนี้เป็นลักษณะอย่างหนึ่ง

แต่ถ้าหากว่านักสมาธิภาวนา ถ้าหากลมหายใจหายขาดไป คือตายในขณะที่จิตอยู่ในสมาธิ ขั้นอัปปนาสมาธิ ซึ่งจะรู้สึกว่ามีแต่จิตดวงเดียวใสสว่าง ถ้าตายในขณะนั้นก็จะมีแต่ดวงใส ๆ ลอยออกไปเท่านั้น ร่างกายตัวตนไม่ปรากฏ เช่นเดียวกันกับเวลาเรานั่งสมาธิ เมื่อจิตเข้าไปสู่อัปปนาสมาธิ เราจะรู้สึกว่าร่างกายตัวตนของเราหายไปหมด ยังเหลือแต่จิตวิญญาณดวงเดียวซึ่งลอยเด่นสว่างไสวอยู่ ซึ่งในขณะนั้นเราจะเรียกว่าตายแล้วก็ได้ ถ้าหากว่าจิตวิญญาณดวงนี้ไม่ย้อนกลับคืนมาสู่ร่างก็ต้องตาย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพราะอาศัยกรรมซึ่งมีส่วนสัมพันธ์กับร่างกาย อายุขัยยังไม่สิ้น แม้จิตวิญญาณจะทอดทิ้งร่างกายไปก็ต้องย้อนมาสู่ความมีกายอีกตามเดิม ถ้าหากว่าผู้มีอายุขัยสิ้นแล้ว ก็ไปเลยไม่ย้อนกลับมาอีกอันนี้คือลักษณะของความเป็นไปตามธรรมชาติของผู้ถึงแก่ความตาย

ดังนั้น ที่เรามาหัดนั่งสมาธิภาวนากันนี่จะได้ชื่อว่าเรามาหัดตาย หัดตายเล่น ๆ ก่อนที่เราจะตายจริง เพราะความตายมีลักษณะเหมือนจิตเข้าสมาธิ เพียงแต่จิตวูบลงไป นิ่ง สว่าง มีปีติ มีความสุข ถ้าหากพลังของสมาธิยังไม่เข้มแข็งพอที่จะดำรงอยู่ในปฐมฌาน จิตท่องเที่ยวอยู่ในกามาวจรกุศล ช่วงนั้นจิตวิญญาณของเราอยู่บนสวรรค์ ๖ ชั้น ชั้นใดชั้นหนึ่ง แต่ถ้าหากว่าจิตของเรา มีสมาธิ มีวิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา ทรงอยู่ในฌานเป็นเวลานาน ๆ ในขณะนั้นจิตวิญญาณของเราก็อยู่ในพรหมโลก อยู่พรหมโลกขั้นปฐมฌาน ซึ่งก็หมายความว่าเราได้ตายแล้วเหมือนกัน

ขอให้สังเกตดูว่า เราทำสมาธิ ถ้าจิตของเราเปลี่ยนไปจากสภาวะปกติที่เรารู้ ๆ กันอยู่นี่ แล้วไปสู่อีกสภาวะหนึ่งซึ่งไม่ใช่อย่างนี้ ก็แสดงว่าจิตวิญญาณเราจุติหรือเคลื่อนจากความเป็นอยู่เดิม คือความเป็นมนุษย์ ไปสู่สภาวะเป็นเทพหรือเป็นพระพรหม แล้วแต่ภูมิจิตจะดำเนินไปถึงขั้นไหน อย่างไร

เพราะฉะนั้นที่เรามาฝึกสมาธิภาวนานี่จะได้ชื่อว่าเรามาหัดตาย หัดตายเพื่อให้มันรู้ว่าความตายคืออะไรก่อนที่เราจะตาย

ทีนี้เรื่องของการบำเพ็ญสมาธิภาวนาตามกิจวัตรของผู้ปฏิบัติ เมื่อเราจะปฏิบัติตามหลักและวิธีการที่มีบัญญัติไว้ในคัมภีร์ต่าง ๆ หลักและวิธีการนั้นเราจำเป็นจะต้องรักษาไว้ ถ้าจะว่าไป การทำสมาธิย่อมไม่มีพิธีรีตองอะไรมากมายนักหนา เพียงแต่พยายามฝึกสติให้รู้อยู่กับการยืน เดิน นั่ง นอน รับประทาน ดื่ม ทำ พูด คิด เพียงอย่างเดียว ก็ได้ชื่อว่าเป็นการฝึกสมาธิ แต่ถ้าหากว่าเราไม่มีหลักและวิธีการบ้าง มันก็คล้าย ๆ กับว่าเราทำอะไรไม่มีระเบียบ

ดังนั้น ตามจารีตประเพณีหลังพุทธกาลคือหลังจากที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว ไม่ว่าเราจะทำพิธีกรรมอันใด เช่น การจะบำเพ็ญทาน การจะภาวนา ต้องขึ้นต้นด้วยการปฏิญาณตนถึงพระไตรสรณคมน์ คือ พระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ คือ พุทธัง ธัมมัง สังฆัง สรณัง คัจจามิ นั่นเอง แล้วก็สมาทานเบญจศีล คือ ศีล ๕ ข้อ ดังที่นักเรียนทั้งหลายก็ได้สมาทานมาแล้ว อันนี้เป็นกฎหรือระเบียบในเบื้องต้น เป็นจารีตประเพณีของชาวพุทธที่จะต้องปฏิบัติอย่างนั้น

คุณธรรมที่มีอยู่ภายในจิต ถ้าหากว่าภูมิไม่ถึงกัน หรือภูมิไม่รู้ถึงกัน ก็ย่อมไม่สามารถที่จะรู้ได้ว่า ใครมีภูมิจิต ภูมิธรรม เพียงใด แค่ไหน ดังนั้นจารีตประเพณีที่แสดงออกนั้น บ่งบอกถึงความมีอยู่แห่งพระสัจธรรมที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของศีลเป็นกฎหรือระเบียบ เป็นวิธีการที่เราจะต้องยึดมั่นเป็นหลักปฏิบัติ เพื่อฝึกหัดตนให้เป็นอุบาสก อุบาสิกา ผู้เข้าไปนั่งอยู่ใกล้พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ และศีลตามขั้นตอน ศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ ของพระสงฆ์ ก็เป็นกฎหรือระเบียบ จารีตประเพณีของความประพฤติเป็นเช่นนั้น ๆ ตามชั้นตามภูมิของตนเอง ผู้บวชเป็นแม่ขาว นางชี ดาบส ยึดศีล ๘ เป็นหลักปฏิบัติ บวชเป็นสามเณรยึดศีล ๑๐ เป็นหลักปฏิบัติ พระภิกษุยึดศีล ๒๒๗ ข้อเป็นหลักปฏิบัติ ศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ ล้วนแต่เป็นระเบียบประเพณีหรือจารีต เป็นคลองเป็นแนวทางที่เราจะยึดไว้เป็นหลักปฏิบัติเพื่อความเป็นอุบาสก อุบาสิกา เพื่อความเป็นแม่ขาว นางชี หรือตาเถร เพื่อความเป็นสามเณร เพื่อความเป็นพระภิกษุ ที่ท่านบัญญัติไว้อย่างนั้นก็เพื่อให้มีความ ประพฤติแตกต่างกัน ซึ่งมีความละเอียดและสูงขึ้นไปตามลำดับขั้นตอน

ที่นี้ศาสนธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ จะปรากฏเด่นชัดอยู่ที่จารีตประเพณี หรือวิธีการ ศาสนพิธี ศีล ๕ เป็นพิธีการทำตนให้เป็นอุบาสก อุบาสิกา ศีล ๘ เป็นพิธีการทำตนให้อุบาสก อุบาสิกาประเภทนักบวชในขั้นต้น ศีล ๑๐ เป็นพิธีการทำผู้บวชให้เป็นสามเณร ศีล ๒๒๗ เป็นพิธีการทำบุคคลผู้อุปสมบทเป็นพระให้เป็นพระตามพระวินัย ล้วนแต่เป็นศาสนพิธีทั้งนั้น

ศีลนี่เป็นเรื่องสำคัญในการปฏิบัติ เพราะกายวาจาของคนเราเปรียบเหมือนเปลือกสำหรับหุ้มไข่ ส่วนจิตหรือใจเปรียบเหมือนไข่แดงซึ่งซ่อนอยู่ภายในเปลือกไข่ เราจะนำไข่ของเราไปฟักให้มันเกิดเป็นตัว เราต้องทะนุถนอมเปลือกไข่ให้อยู่ในสภาพปกติ ไม่มีรอยแตก รอยร้าว รอยบุบ มันจึงจะฟักให้เป็นตัวได้ ไม่เช่นนั้นมันก็มีแต่เน่าท่าเดียว ดังนั้น นักปฏิบัติที่จะทำจิตทำใจของตนเองให้ก้าวขึ้นไปสู่ภูมิจิต ภูมิธรรมขั้นสูง เราจำเป็นต้องรักษากาย วาจา อันเปรียบเหมือนเปลือกหุ้มไข่ ให้บริสุทธิ์สะอาดด้วยกฎหรือระเบียบ ข้อปฏิบัติตามขั้นภูมินั้น ๆ ซึ่งเรียกว่าศีลนั่นเอง

เมื่อเรามารักษากาย วาจา ให้บริสุทธิ์ปราศจากโทษทางสิกขาบทวินัย เมื่อเราจะมาบำเพ็ญสมาธิภาวนา สมาธิของเราก็เจริญงอกงาม สมาธิที่เกิดขึ้นก็เป็นสัมมาสมาธิ สัมมาสมาธิย่อมทำให้เกิดปัญญา ปัญญาที่เกิดจากสมาธิย่อมเป็นสัมมาทิฎฐิ คือความเห็นที่ถูกต้อง

ดังนั้น การปฏิบัติศีลจึงเป็นคุณภาพประกันความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติ เมื่อเรารักษาศีลสิกขาบทวินัยให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ดี กายวาจาของเราก็เป็นปกติ ก็เป็นศีล ทีนี้เมื่อกายวาจาเป็นศีลโดยสมบูรณ์ ก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยหนุนส่งให้จิตของเรากลายเป็นสภาวะปกติ เป็นศีลอีกเช่นเดียวกัน ดังนั้น ศีลนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับนักปฏิบัติ

แม้ว่าพระเจ้าพระสงฆ์จะเดินธุดงค์ไปตามท้องถิ่นต่าง ๆ เมื่อเวลาไม่มีไวยาวัจกร ไปจับต้องปัจจัย จตุปัจจัย เงินทอง หรือเอาเงินเอาทองใส่ลงไปในย่ามแล้วก็สะพายไปเอง ก็เป็นการละเมิดสิกขาบทวินัยข้อว่าด้วยห้ามจับต้องเงินและทอง ทีนี้เมื่อมีปัจจัยอยู่ในย่ามก็ต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์ เมื่อควักออกจากย่ามมาจับจ่ายใช้สอยก็เป็นอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์อีกตัวหนึ่ง เมื่อของที่ได้มาจากเงินซึ่งเป็นนิสสัคคีย์ พระสงฆ์เอามาบริโภคใช้สอย ก็เป็นอาบัตินิสสัคคีย์อีกตัวหนึ่ง ตกลงว่าเงินบาทเดียวเป็นอาบัติถึง ๓ ตัว ในเมื่อพระคุณเจ้าท่านละเมิดสิกขาบทวินัยเพียงตัวเดียวและ ๓ จังหวะ เป็นการต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๓ ตัว แม้จะเดินธุดงค์ไปในท้องถิ่นต่าง ๆ เพราะอาศัยสิกขาบทวินัยไม่บริสุทธิ์สะอาดนั่นเอง การเดินธุดงค์กรรมฐานของท่าน จึงเปรียบเหมือนกรรมฐานไข่เน่า แม้จะเที่ยวเตร่ไปประกาศตนว่าเป็นพระธุดงค์กรรมฐาน ก็เป็นแค่หลอกลวงชาวโลกให้หลงเชื่อ

เพราะฉะนั้น นักเรียนทั้งหลายซึ่งเรามาปฏิบัติสมาธิภาวนา มาอบรมธรรมะตามหลักคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าหากมีศรัทธาที่จะเอาเงินเอาทองไปถวายพระ อย่าไปประเคนกับไม้กับมือท่าน ปวารณาว่าหนูมีศรัทธาถวายจตุปัจจัยแด่พระคุณเจ้า จำนวนเท่านั้นเท่านี้ จบแล้วก็เอาวางไว้ต่อหน้าท่าน อย่าไปยื่นใส่มือท่าน เพราะพระท่านจับสตางค์ไม่ได้ ถ้าขืนจับก็ต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์

ทีนี้นักเรียนทั้งหลายได้มาฝึกฝนอบรมสมาธิภาวนา ในเมื่อสรุปหลักของการปฏิบัติสมาธิภาวนา การปฏิบัติตามแบบและวิธีการนั้น ๆ นักเรียนได้รับการอบรมมาพอสมควร แต่อยากจะขอย้ำหลักและวิธีการทำสมาธิในห้องเรียน เราสามารถที่จะปฏิบัติสมาธิในห้องเรียน หรือปฏิบัติสมาธิในเรื่องชีวิตประจำวันได้

หลักของการปฏิบัติสมาธิในเรื่องชีวิตประจำวัน เราพยายามฝึกสติให้รู้อยู่กับการยืน เดิน นั่ง นอน รับประทาน ดื่ม ทำ พูด คิด ทุกขณะจิต ทุกลมหายใจ เมื่อเวลาเรานอนลงไป จิตเราคิดอะไรปล่อยให้คิดไป เราจะท้าทายว่าเธอจะคิดไปไหน ฉันจะนอนดูเธออยู่อย่างนี้ แล้วก็กำหนดดูไปจนกว่าจะนอนหลับ โดยวิธีนี้ ถ้าปฏิบัติต่อเนื่องกันทุกวัน ๆ เราจะได้สมาธิเกิดขึ้นในขณะที่นอนหลับ ถ้าหากว่าเรายังไม่ได้สมาธิ เมื่อเรามีสติกำหนดรู้ ยืน เดิน นั่ง นอน รับประทาน ดื่ม ทำ พูด คิด อยู่เป็นปกติ เราจะได้พลังงานทางสติ ทำให้สติของเราดีขึ้น

แต่เมื่อปฏิบัติต่อเนื่องกันไป สมาธิจะเกิดขึ้นในขณะที่นอนหลับ เมื่อเรานอนหลับ เมื่อจิตหยุดคิด เรานอนหลับแล้วแทนที่จะมืดไปอย่างธรรมดา พอหลับแล้วจิตของเราจะรู้สึกตัวแจ่ม ๆ อยู่ภายใจจิต บางทีก็รู้สึกว่ามีความสว่างไสว ซึ่งในขณะนั้นถ้าจิตสงบนิ่ง รู้ตัว สว่างไสวอยู่ตลอดคืน ก็ได้ชื่อว่าจิตอยู่ในสมาธิ เป็นสมาธิขั้นสมถะเพราะจิตหยุดนิ่ง ทีนี้ถ้าหากว่านอนหลับปุ๊บลงไป จิตเป็นสมาธิสว่างขึ้นมา มีอารมณ์อันใดที่ตกค้างอยู่ ปัญหาใดที่เราแก้ยังไม่ตกก็จะวิ่งเข้าไปเป็นอารมณ์จิต จิตจะทำหน้าที่แก้ปัญหานั้น ๆ ซึ่งมีลักษณะเหมือนนอนหลับแล้วฝันไป แต่ว่าแก้ปัญหาตก

อันนี้ก็คือลักษณะของสมาธิที่เกิดขึ้น อันนี้เป็นหลักการปฏิบัติสมาธิซึ่งเป็นหลักสาธารณะทั่วไป ถึงแม้ว่าจะมอง ๆ ดูแล้วเป็นสิ่งที่ตื้นเขินหรือเผิน ๆ จนเกินไป แต่โดยความเป็นจริงแล้ว แม้ว่าใครจะปฏิบัติสมาธิจิตมีความละเอียดถึงไหนก็ตาม เมื่อปฏิบัติไปจนคล่องตัวชำนิชำนาญแล้ว จิตจะมาป้วนเปี้ยนอยู่กับการยืน เดิน นั่ง นอน รับประทาน ดื่ม ทำ พูด คิด จะไม่ยอมเข้าไปสู่ที่สงบละเอียด หรือลึกซึ้งเหมือนอย่างก่อน เพียงแต่กำหนดจิตลงไป จิตจะวูบลงไปนิดหน่อย แล้วก็จะมีความรู้ ความคิดผุดขึ้นเป็นระยะ ๆ เมื่อเวลาเราขยับยืน เดิน นั่ง นอน สติสัมปชัญญะสมาธิของเราจะกับอยู่กับอิริยาบถตลอดไป ซึ่งจิตจะไม่ยอมเข้าไปสู่ความสงบแน่นิ่งเหมือนอย่างแต่ก่อนบ่อยนัก ถึงแม้ว่าเข้าไปสู่ความสงบนิ่งก็จะไม่ยั้งอยู่นานเหมือนเมื่อก่อน ทั้งนี้ทั้งนั้นเพราะจิตมีพลังงาน เมื่อมีพลังงานแล้ว เขาก็จะต้องการทำงาน เขาจะต้องมีความคิด งานของจิตก็คือความคิด ความคิดนอกจากเป็นงานของจิตแล้ว ยังเป็นอาหารของจิต เป็นการบริหารจิตให้เกิดมีพลังงาน เป็นการผ่อนคลายความตึงเครียด เป็นสิ่งที่เป็นเครื่องหมาย ให้เราสามารถกำหนดรู้ว่า อะไรเกิดขึ้นดับไป ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา

แล้วถ้าเรามีสติปัญญาเข้มข้นขึ้น เราก็จะสามารถมองเห็นว่าความคิดนี่แหละเป็นสิ่งมายั่วยุให้เราเกิดความยินดียินร้าย ถ้าหากสมาธิของผู้มีปัญญาก็จะกำหนดหมายว่า ความยินดีคือกามตัณหา ความยินร้ายคือวิภวตัณหา เข้าไปยึดติดอยู่กับสิ่งนั้นก็คือภวตัณหา ในเมื่อจิตมีกามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหาอยู่พร้อม ความสุขและความทุกข์ ย่อมเกิดขึ้นสลับกันไป เมื่อจิตดวงนี้มีสติปัญญาเข้มแข็ง เขาสามารถจะกำหนดหมายรู้ว่านี่คือทุกขอริยสัจที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ แล้วก็จะได้รู้ความเกิด ความดับของทุกข์เรื่อยไป ในที่สุดจิตก็จะเกิดความรู้ขึ้นมาว่า นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรเกิด นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรดับ ทุกข์เท่านั้นเกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นดับไป ก็จะได้ดวงตาเห็นธรรมว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นดับไปเป็นธรรมดา เช่นเดียวกับท่านอัญญาโกณฑัญญะ ฟังธัมมจักกัปปวัตตนสูตรจบลง ซึ่งพระพุทธเจ้าแสดงอริยสัจ ๔ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค เมื่อจิตของท่านอัญญาโกณฑัญญะ ได้สมาธิก้าววูบลงไป นิ่ง สว่าง

จักขุง อุทะปาทิ จักษุบังเกิดขึ้นแล้ว จิตจะรู้พร้อมอยู่ที่จิต หยั่งรู้อยู่ภายในจิต เป็นลักษณะของญาณ

ญาณัง อุทะปาทิ ญาณได้บังเกิดขึ้นแล้ว ในเมื่อญาณ การหยั่งรู้แก่กล้า มีพลังขึ้นกลายเป็นปัญญา จิตไหวตัวกลายเป็นความรู้ เกิดความคิดขึ้นมา

ปัญญา อุทะปาทิ ปัญญาบังเกิดขึ้นแล้ว จิตมีสิ่งรู้ สติมีสิ่งระลึก ซึ่งจะเป็นไปเองโดยอัตโนมัติทุกขณะจิต และมีสติรู้พร้อมอยู่กับความคิดที่เกิดดับ รู้แจ้งเห็นจริงว่าความคิดมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นดับไป เพราะอาศัยที่มีสติรู้เท่าทันเหตุการณ์ จิตกำหนดรู้อยู่ที่จิต สติพร้อมอยู่ที่จิต สิ่งที่รู้มาปรากฎขึ้นกับสติมาพร้อมกัน ไม่มีความพลั้งเผลอ คือไม่เผลอยินดี

วิชชา อุทะปาทิ วิชชาบังเกิดขึ้นแล้ว ในเมื่อมีวิชชาความรู้แจ้งเห็นจริงตามสภาพแห่งความเป็นจริง จิตก็ปล่อยวาง ในขณะนั้นวูบลงไปอีก มีความสว่างไสวโพลงขึ้นมา

อาโลโก อุทะปาทิ ความสว่างไสวได้บังเกิดขึ้นแล้ว นี่คือวิถีทางที่จิตจะเป็นไปซึ่งเป็นจิตที่ดำเนินสมาธิในทางที่ถูกต้อง



:09:




หมายเหตุ : คัดลอกสำเนาจาก

http://firstini.diar...%D1%B4%B5%D2%C2
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#11 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11842
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 07/08/2011 - 13:56

:09: :09: :09:



พระผู้วิเศษ

เทศน์อบรมข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการ

ณ อาคารรัชมังคลาภิเษก กระทรวงศึกษาธิการ

วันที่ ๒๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๓๕



ณ โอกาสต่อไปนี้ จะได้แสดงธรรมคำสั่งสอนอันเป็นแนวทางแห่งการปฏิบัติของพุทธบริษัททั้งหลาย เราเป็นผู้นับถือศาสนาพุทธ มีพระพุทธเจ้าเป็นพระบรมศาสนา พระพุทธเจ้า พระสงฆ์เป็นพระของเรา เมื่อเรามัวเข้าใจเฉพาะแต่ว่าพระพุทธเจ้า พระสงฆ์ เป็นพระของเรา เราอาจจะลืมนึกถึงพระอีกสององค์ซึ่งนั่งอยู่เคียงข้างเรา พระสององค์นั้นคือพระพ่อกับพระแม่ พระสององค์นี้เป็นพระผู้วิเศษ วิเศษเสียยิ่งกว่าพระเจ้าในศาสนาคริสต์ เพราะท่านเป็นผู้สร้างเรามา และท่านเป็นผู้ให้ทุกสิ่งทุกอย่างแก่เรา ให้ร่างกาย ให้จิตใจ ให้วิชาความรู้ ให้ทรัพย์สมบัติ บรรดาที่เป็นทรัพย์สมบัติของท่าน ท่านยกให้เราผู้เป็นบุตรหมด แล้วก็พ่อแม่ไม่เคยมีความอิจฉาตาร้อนในลูกของตน มีแต่ความรักเมตตาปรานี ซึ่งท่านทั้งหลายที่มีครอบครัวและบุตรตัวเล็กก็คงจะเข้าใจดี

โบราณท่าน ว่า คนเรานี่จะนึกถึงและซาบซึ้งในคุณของพ่อของแม่ดีก็ต่อเมื่อตัวมีบุตร เห็นจะเป็นความจริง ซึ่งในเรื่องพุทธประวัติ พระเจ้าอชาตศัตรูไปหลงคำยุยงของท่านเทวทัต ซึ่งท่านเทวทัตเป็นผู้มักใหญ่ใฝ่สูง มีความต้องการจะเป็นพระพุทธเจ้าแทนองค์พระศาสดา จึงคิดลอบปลงพระชนม์ของพระพุทธเจ้าด้วยประการต่าง ๆ แต่ก็ไม่สำเร็จได้ นัยว่า พระเจ้าพิมพิสารซึ่งเป็นพระบิดาของพระเจ้าอชาตศัตรู เป็นผู้ทรงอุปถัมภ์และคอยป้องกันภัยถวายแด่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตลอดมา

ภายหลังเมื่อท่านเทวทัตเห็นท่าทีว่าจะไม่สำเร็จ ก็ไปยุยงพระเจ้าอชาตศัตรูซึ่งเป็นรัชทายาท เป็นโอรสของพระเจ้าพิมพิสาร โดยให้ทูลขอราชสมบัติ จากพระบิดา ในที่สุดพระบิดาก็พระราชทานราชสมบัติให้เจ้าชายอชาตศัตรู เป็นผู้ครองแผ่นดิน แต่กระนั้นท่านเทวทัตก็ไม่เลิกละการยุยงส่งเสริมโดยอ้างเหตุผลว่า แม้พระองค์จะพระราชทานราชสมบัติให้แล้วก็ตาม เผื่อว่าเกิดขัดพระทัยหรือทรงพระพิโรธอาจจะยึดคืนก็ได้ ถ้าอย่างนั้นเราจะทำอย่างไร ทางที่ดีที่สุดขอให้พระองค์ปลงพระชนม์พระบิดาเสีย เป็นการแน่นอนที่สุด ลงผลสุดท้ายพระเจ้าอชาตศัตรูก็หลงเชื่อ จับพระบิดาเข้าไปขังไว้ในคุก ทรมานด้วยประการต่าง ๆ จนพระองค์สิ้นพระชนม์

เมื่อพระบิดาสิ้นพระชนม์เพราะการทรมานนั้น มหาดเล็กผู้เฝ้าดูเหตุการณ์เมื่อทราบว่าพระเจ้าพิมพิสารเสด็จสวรรคตแล้ว ก็ชวนกันจะเข้าไปกราบบังคมทูลพระเจ้าอชาตศัตรู พอเข้าไปถึงห้องท้องพระโรง พร้อม ๆ กันนั้น ในระยะเดียวกันนั้นเอง โอรสของพระเจ้าอชาตศัตรูก็ประสูติพอดี ผู้ที่เฝ้า ดูแลเหตุการณ์ก็เตรียมที่จะไปกราบทูลเรื่องพระโอรสประสูติ แล้วก็ไปพบกันที่ห้องโถง พอรู้เรื่องราวกันแล้ว ทั้งสองก็ปรึกษาหารือกันว่า เราจะเอาเรื่องอะไรขึ้นกราบบังคมทูลก่อน ทีนี้ก็ลงความเห็นกันว่า เอาเรื่องพระโอรสประสูติกราบบังคมทูล พอเสร็จแล้วก็กราบบังคมทูลว่า

"สมเด็จพระบรมราชินีทรงประสูติพระโอรสแล้วพระเจ้าค่ะ"

พระเจ้าอชาตศัตรูยังไม่ได้ถามเลยว่าเป็นชายหรือเป็นหญิง กลับไปถามว่า

"เอ้อ! บิดาเราเป็นอย่างไร"

"สิ้นพระชนม์เสียแล้ว พระเจ้าค่ะ"

มารู้สึกเอาตอนนั้นว่าตัวได้ทำผิดแล้ว แต่ว่ามันสายเสียแล้ว อันนี้เป็นหลักฐานที่ส่อแสดงให้เราเข้าใจ ที่โบราณท่านมักจะสอนลูก สอนเต้าว่า "เอ้อ! ถ้าหากว่า พวกเจ้ายังไม่มีลูกมีเต้า พวกเจ้าก็จะยังไม่คิดถึงบุญคุณของพ่อแม่ดอก เมื่อมีลูกมีเต้าออกมานั่นแหละ จึงได้สำนึกบุญคุณของพ่อของแม่" อันนี้ลอง ๆ ไปพิจารณาดู

ดังนั้น สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงตรัสว่า มาตาปิตุอุปัฎฐานัง การอุปัฎฐากบิดามารดาเป็นมงคลอันสูงสุด เพราะบิดามารดาเป็นพระพรหมของลูก บิดามารดาเป็นพระอรหันต์ของลูก บิดามารดาเป็นเนื้อนาบุญของลูก เพราะฉะนั้น ชาวพุทธเรานี่ควรจะได้รู้จักพระสององค์นี้ก่อน อย่างบางทีอาตมาเคยเห็นคนบางคน กำลังจัดของ จะไปจังหันพระ ตาแก่ยายแก่มองดูแล้ว

"เออ! ของนี่น่าอร่อย แม่ขอกินหน่อยได้ไหม"

"ไม่ได้ ไม่ได้ ฉันจะเอาไปวัด บาป"

เพราะฉะนั้น ให้ถือคติเสียว่า เรามีมือสองข้าง วันหนึ่ง ๆ ก่อนที่จะยกขึ้นไหว้ใคร ต้องยกขึ้นไหว้พ่อแม่เราก่อน ถึงแม้ว่าท่านไม่อยู่ด้วยก็ตาม พอตื่นจากที่นอนมาแล้ว พนมมือสองข้างขึ้น "สาธุ .... ข้าพเจ้าไหว้พ่อไหว้แม่" ทำทุกวัน ๆ เป็นสิริมงคล ถ้าหากว่าท่านอยู่ต่อหน้าเรา ก่อนจะไปทำงานทำการก็ยกมือขึ้นไหว้หรือกราบตักท่านก่อน เพราะว่าออกไปข้างนอก แม้เราจะต้องไปพบเพื่อนฝูง ผู้หลักผู้ใหญ่ เราจำเป็นจะต้องยกมือไหว้ เพราะฉะนั้น วันหนึ่ง ๆ เราต้องยกมือขึ้นไหว้พ่อแม่เราก่อน ถ้ามีของอุปโภคบริโภค ต้องยกประเคนให้พ่อแม่เราก่อน ก่อนที่จะเอาไปให้คนอื่นหรือถวายพระก็ตาม ต้องมีส่วนแบ่งให้พ่อให้แม่

ถ้าหากว่าใครจะเลี้ยงดูพ่อแม่ของตนเองให้มีความสุขสบายจริง ๆ แม้ว่าเราจะมีทรัพย์สมบัติมากมายก่ายกองในโลกนี้ เรามอบทรัพย์สมบัติบรรดาที่เรามีอยู่ไปประเคนให้พ่อให้แม่ทั้งหมด หรือว่าเราอาจจะเอาพ่อเอาแม่ของเรานี่ เอาพ่อนั่งบนบ่าข้างหนึ่ง เอาแม่นั่งบนบ่าข้างหนึ่ง เอาศีรษะของเรารองรับสำรับเครื่องอุปโภคบริโภค เมื่อเวลาท่านหนักเบาก็ให้ท่านถ่ายราดตัวเราลงไป ทำอยู่อย่างนั้นจนตลอดชีวิต ก็ไม่ชื่อว่าเป็นการสนองพระเดชพระคุณของพ่อแม่ให้ถึงจิตถึงใจหรือถึงที่สุดได้ แต่ที่เราสนองพระคุณของท่านให้ถึงที่สุดได้มันง่ายนิดเดียว ถ้าจะทำ ง่ายนิดเดียว

ที่ว่าง่าย ทำอย่างไร ถ้าเรายังอยู่ในการปกครองใกล้ชิดพ่อแม่ ถ้าพ่อแม่บอกว่า "อย่านะลูก" หยุดทันที "อย่านะ" หยุดทันที ทำไมถึงต้องหยุด พ่อแม่บางคน ถ้าหากเห็นว่าลูกของตนไม่อยู่ในโอวาทคำสั่งสอน ไม่เชื่อคำสั่งสอน ทำอะไรเอาแต่ใจตัวเอง บางทีถูกว่ากล่าวตักเตือน เดินลงส้นตึง ๆ หนึไปต่อหน้า พ่อแม่บางคนใจอ่อนแถมเป็นโรคหัวใจด้วย ประเดี๋ยวคนแก่ก็เป็นลมชักตาย หรือไม่ตายก็สลบไป ถ้าเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้น อนันตริยกรรม นี่คืออนันตริยกรรม

ท่านโมคคัลลาน์ว่าฆ่าพ่อฆ่าแม่ ท่านไม่ฆ่าให้ตายหรอกนะ อย่าไปเข้าใจผิด ท่านหลงเชื่อคำภรรยาที่ไม่ชอบพ่อแม่ของท่าน ภรรยาของท่านยุยงส่งเสริมบอกว่า

"ถ้าเอาตาแก่ยายแก่สองคนอยู่ในบ้าน ฉันจะไม่อยู่ ฉันจะกลับไปอยู่บ้านพ่อบ้านแม่ของฉัน"

ในช่วงนั้นท่านหลงรักเมียมากเกินไป ไปหลงเชื่อเมีย ก็เอาบิดามารดาบรรทุกใส่ล้อเกวียนขับเข้าไปในป่าเลย พอไปถึงป่ารก ก็ทำไปจอดเกวียนเอาไว้ แล้วก็ทำทีเหมือนโจรวิ่งออกมาจากป่า ส่งเสียงร้อง เอามัน ๆ เอามัน ๆ แล้วก็มาทุบตีพ่อแม่ โดยเจตนาคือหวังจะให้ตายนั่นแหละ แต่บังเอิญคุณแม่ของท่านก็พูดขึ้นมาว่า

"ลูกเอ๊ย เจ้าหนีไปไกล ๆ พ่อแม่แก่แล้ว ไม่ต้องเป็นห่วง เจ้าเอาตัวรอดเถิด เจ้ายังน้อยยังหนุ่ม"

พอได้ยินเท่านั้นใจอ่อนเลย พอใจอ่อนลงก็ทำทีวิ่งหนีไป แล้วก็ย้อนกลับมาปลอบโยนพ่อแม่ แล้วก็นำกลับไปบ้าน

"เอาละ ระหว่างคนรักกับพ่อแม่ ฉันต้องเลือกเอาพ่อแม่ของฉันเด็ดขาด เธอจะอยู่หรือไม่อยู่ไม่สำคัญ ขอให้ฉันมีพ่อแม่อยู่เป็นคู่ชีวิตของฉันต่อไปพอใจแล้ว"

แต่กระนั้น แม้ท่านยังไม่ได้ทำให้พ่อแม่ถึงขนาดล้มตาย เพียงแต่ทุบตีให้เจ็บเท่านั้น บาปเป็นอนันตริยกรรม ไปเวียนว่ายเกิดอยู่ในนรกไม่รู้กี่หน จนกระทั่งเกิดมาในศาสนาพระสมณโคดมจึงได้มาอุปสมบท ได้สำเร็จพระอรหันต์ พอได้สำเร็จพระอรหันต์แล้ว พอจวนท่านจะปรินิพพานก็ถูกโจรทุบเสียจนกระดูกแหลก จนได้เข้าฌานประสานกระดูก เหาะมาทูลลาพระพุทธเจ้าเพื่อนิพพาน อันนี้คือเศษของกรรม เศษของกรรมที่มันยังเหลืออยู่เพียงเล็กน้อย

เรื่องของอนันตริยกรรมนี่มันเป็นกรรมหนัก ถ้าใครทำในชั่วชีวิตนี้ ชาตินี้เป็นอันหมดโอกาสที่จะได้บรรลุมรรคผลนิพพาน แต่ว่าชาติต่อ ๆ ไป นั่นไม่เป็นอุปสรรค เพราะฉะนั้น กรรมหนัก ที่เราควรจะระมัดระวัง อย่าประทุษร้ายพ่อแม่ของตน

การประทุษร้ายนี่ ประทุษร้ายทุบตีทางกายหรือทำให้เจ็บช้ำ ประทุษร้ายทางใจหมายความว่าทำให้เจ็บอกเจ็บใจหรือช้ำใจ หรือทำให้เสียใจ เพราะฉะนั้น ให้ถือคติเอาไว้ว่า ถ้าผู้ใดจะรักเคารพบูชาพ่อแม่ของตน จริง ๆ ในเมื่อท่านบอกว่า "อย่า" แล้ว หยุดทันที ถ้าหากสิ่งนั้นเรายังไม่พอใจ เอาไว้โอกาสหลังใจดี ๆ มาคุยกับท่าน เพื่อเอาอกเอาใจท่าน อันนี้เป็นหลักอันหนึ่งที่ชาวพุทธเราต้องยึดถือ เป็นหลักในการปฏิบัติ อันนี้เป็นการปฏิบัติกับพ่อกับแม่


:09:



หมายเหตุ : คัดลอกสำเนาจาก

http://www.watpanonv...-03-02-03-51-18
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#12 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11842
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 08/08/2011 - 18:13

:09:


"คนเราสมัยนี้มัวโต้เถียงกันแต่เรื่องวิธีการ

เมื่อพูดถึงสมาธิก็มุ่งแต่การสะกดจิตให้สงบด้วยความตั้งใจ

แท้ที่จริงสมาธิมันอยู่เหนือความสงบ

เมื่อจิตสงบแล้ว จิตมันจะปฏิบัติตัวเอง สว่างโพลงขึ้นมา

เกิดปีติสุข นั่นจึงเรียกว่าจิตเป็นสมาธิ"



:09:

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#13 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11842
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 18/08/2011 - 20:55

:09: :09: :09:



สัมมาทิฏฐิ



ท่านผู้เจริญทั้งหลาย โอกาสต่อไปนี้เป็นเวลาที่เราจะได้ฟังธรรมและได้ปฏิบัติธรรมพร้อม ๆ กันไปด้วย การฟังธรรมก็คือการเรียนธรรม การฟังเทศน์ก็คือการฟังธรรม การฟังก็คือการเรียน เรียนให้รู้ ให้มีความเข้าใจ เพื่อจะได้นำไปเป็นหลักการปฏิบัติ

บัดนี้เราหันมาเรียนธรรมะในคัมภีร์กายคัมภีร์ใจของเรา ท่านผู้ที่เรียนจบพระไตรปิฎก ฟังไปฟังมาก็รู้สึก คล้าย ๆ กับว่าความรู้ที่ท่านเรียนมามันอาจจะไปปะทะกันเป็นบางครั้งบางคราว บางทีก็กระเทือนแรงถึงขนาดกระเทือนโลก โลกกระเทือนอย่างที่เราได้รู้ ๆ กันมาอยู่นั่นแหละ

ทั้งนี้เพราะเหตุว่าเราเรียนธรรมะแล้วส่งใจออกไปข้างนอก ธรรมะนี้ถ้าไปรู้อยู่ข้างนอกมันเป็นสมุทัย เพราะความรู้ข้างนอกนี้มันเกี่ยวกับคนอื่น วัตถุสิ่งอื่น ในเมื่อสิ่งใดที่มันเกี่ยวข้องกับสิ่งภายนอก บุคคลภายนอก มันก็ย่อมมีเรื่องขัดกันเป็นธรรมดา เพราะอะไร เพราะคนเราท่านว่า นานาจิตตัง ต่างจิตต่างใจ ต่างคนต่างรู้

หลักการปฏิบัติธรรมะนี้ ถ้าหากว่ามีใครมีความข้องใจสงสัยว่า ทำไมหนอบางครั้งนักปฏิบัติจึงขัดคอกัน อันนี้เรามาพูดกันเรื่องพื้น ๆ ตื้น ๆ ที่มันสัมผัสกับเราอยู่ทุกวันทุกลมหายใจ เพราะอันนี้เมื่อเราเดินไปแล้วมันกระทบ ในเมื่อกระทบแล้วมันก็กระเทือนใจเรา ทำให้ใจเรามันกระเพื่อม พอกระเพื่อมแล้วมันก็เหมือนน้ำกระเพื่อม น้ำในท้องทะเลนี้มันใส ถ้ามันอยู่นิ่ง ๆ เราสามารถมองเห็นกรวดทรายเต่าปลาอยู่ในน้ำได้อย่างถนัด แต่ถ้ามันเกิดมีฟองมีคลื่นขึ้นมาแล้ว เราจะมองดูอะไรไม่ถนัด

จิตหรือใจของเรานี้ก็เหมือนกัน เมื่อมันกระทบแล้วมันกระเทือน เมื่อกระเทือนแล้วก็ไหว เรียกว่าหวั่นไหว ในเมื่อมันหวั่นไหว เวลามองดูอะไรมันก็ไม่ถนัด เพราะฉะนั้น ถ้าเราส่งความรู้สึกออกไปข้างนอกไม่มองเข้ามาในจิตในใจของเรา หลวงปู่ดูลย์ท่านว่า รู้นอกเป็นสมุทัย รู้ในเป็นมรรค นี่ขอให้ท่านทั้งหลายพึงนำไปพิจารณาดู เพราะฉะนั้น เหตุที่มันมีปัญหาอยู่นั้น อาตมาจะขอยกมาพูดอย่างนี้

คนเรียนธรรมะต่างคนต่างรู้ไม่จริง พอเจอกันเข้าทะเลาะกัน ฝ่ายหนึ่งรู้จริงอีกฝ่ายหนึ่งรู้ไม่จริง เจอกันเข้าก็ทะเลาะกัน ถ้าต่างฝ่ายต่างรู้จริง เห็นจริง ได้จริง มองดูกันแล้วยังไม่ทันออกปากพูด มองดูลูกตากันก็เข้าใจกันแล้ว เพราะเรื่องของธรรมะนี้มันเป็นเรื่องหนึ่งเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของสมาธิภาวนา มันเป็นเรื่องหนึ่งเดียวแท้ ๆ

ถ้าคนนั้นผู้ใดทำจิตให้สงบเป็นสมาธิลงไปได้ เพียงแต่จิตไปสงบนิ่งเฉย ๆ อยู่ โดยไม่มีความรู้สึกนึกคิดอะไร ก็รู้ได้ทันทีว่าจิตมันสงบ ๆ ชืด ๆ สงบนิ่ง ๆ สงบโดยไม่มีพลังงาน สงบโดยไม่มีความสว่าง สงบโดยไม่มีปีติและความสุข ความสงบอันนี้เขาเรียกว่าสงบ แต่สงบแบบชนิดที่นิ่ง ๆ แต่ยังไม่มีพลังงานพอที่จะทำประโยชน์อันใดได้ ได้แต่สงบนิ่งสบายอยู่เฉย ๆ นี่นักภาวนาทั้งหลาย ท่านผู้รู้ทั้งหลายท่านกลัวติดที่ตรงนี้ ไปสงบนิ่ง ๆ ชืด ๆ สงบนิ่งโดยไม่มีความหมาย อยู่เฉย ๆ นี้ก็สบายดีนี่ ลงผลสุดท้ายก็เลยไปเข้าใจว่าคืออนัตตา

เช่นอย่างคนหนึ่งอยู่แถวภูแก้ว อำเภอสูงเนิน แกบวชมา ๒๐ กว่าปี แกก็ไปเทศน์สอนชาวบ้าน แกบอกว่า

“โอ๊ย! จะมานั่งสวดมนต์ไหว้พระ มานั่งทรมานทำไม ปล่อยวางอย่างเดียวเท่านั้น ถืออนัตตาเป็นหลัก”

วันนั้นพอดีได้ยินเขาเถียงกันอยู่กับเด็กน้อยคนหนึ่งอายุ ๑๐ ขวบ ทีนี้หลวงตาคนนั้นแกบอกว่า

“ไอ้หนู แกอย่าไปนั่งหลับตาให้เสียเวลา เพียงแต่อยู่เฉย ๆ ไม่ต้องทำอะไร ปล่อยวางมันหมดมันก็สบายแล้ว”

ทีนี้ไอ้หนูน้อยมันก็เลยบอกว่า
"ใช่ิซิ! หลวงตาบวชมา ๒๐ ปี กินข้าวแล้วก็นอน นอนตื่นขึ้นมาก็กิน กินแล้วก็นอน ไม่ได้ทำอะไร หลวงตาก็สบาย แต่ที่หนูภาวนามานี่ หลวงพ่อสอนให้หนูภาวนาพุทโธ ๆ ๆ พอเผลอพั้บ! จิตมันวูบบวาบลงไป สว่างโพลงขึ้นมา หนูทำอย่างนี้บ่อย ๆ มันก็ไม่ได้จืดชืดเหมือนอย่างหลวงตา หลวงตาใจมันอยู่เฉย ๆ มันเป็นโมหะ โมหะเข้าครอบงำ เลยถือว่าทุกสิ่งทุกอย่างเป็นอนัตตาทั้งสิ้น บาปไม่มี บุญไม่มี เพราะฉะนั้น ในสมัยที่หลวงตาบวชอยู่นั้น หลวงตาไม่มองเห็นบาปเห็นบุญ กินข้าวแล้วก็นอนจำวัดสบาย ๆ หลวงตาบอกว่า อันนี้มันถูกต้อง อันนี้คือมิจฉาทิฏฐิ”

ไอ้หนูน้อยมันเทศน์สอนหลวงตา

“แต่ว่าหนูภาวนาแล้วจิตของหนูมันสงบวูบวาบลงไปนิ่งสว่างขึ้นมา แล้วมีปีติ มีความสุข พอลืมตาขึ้นมาก็ อ้อ! พ่อกับแม่ไปไร่ ไปทำนาหามรุ่งหามค่ำ หาข้าวหาปลา หาทรัพย์สมบัติหาเงินหาทองมาจุนเจือเรา เราจะมาวิ่งเล่นอยู่อย่างนี้ไม่ได้ เราต้องรีบไปช่วยพ่อช่วยแม่”

ทีนี้ความรู้สึกเคารพ ความกตัญญูกตเวที มันเกิดขึ้นในจิตในใจ สำนึกถึงคุณของผู้มีคุณ ความหมั่นความขยันทุกสิ่งทุกอย่างมันนิ่งนอนใจไม่ได้ แม้จะอยู่เฉย ๆ ใจมันก็ทำงานตลอดเวลา ค้นคิดพิจารณาของมันอยู่ตลอดเวลา ไม่ใช่ว่ามันสงบลงไปแล้วไปนิ่งชืด ๆ อยู่อย่างไม่มีน้ำมีนวล ไม่มีความหมาย อย่างที่ใคร ๆ เขาเข้าใจว่าปล่อยวางหมดสิ้นแล้วมันก็สบาย อันนั้นสบายจริง แต่ว่าสบายแบบไม่ได้อะไร ไม่ได้ทำอะไร ได้แต่ความเฉย ๆ อันนี้เขาเรียกว่าจิตมันไปติดโมหสมาธิ ติดสมถะขั้นโมหะ

อันนี้แหละนักปฏิบัติทั้งหลายท่านกลัวนักกลัวหนา กลัวว่าจิตมันจะไปติดที่ตรงนี้ แล้วมันจะกลายเป็นความขี้เกียจขี้คร้าน การไหว้พระไหว้เจ้าก็ไม่เอา ถือว่าไม่จำเป็น พุทโธ พุธโธ ก็ไม่ต้องว่า ใจรู้อย่างเดียวพอแล้ว นี่เข้าใจไปอย่างนี้ เพราะฉะนั้น ปัญหาต่าง ๆ นี่ ถ้าหากว่าท่านผู้ใดภาวนาภูมิจิตถูกต้องแล้ว จะนิ่งนอนใจอยู่ไม่ได้ เพราะการภาวนานี่เพื่อให้ได้คุณธรรม ซึ่งท่านเรียกว่า พละ ๕ อินทรีย์ ๕

พระพุทธเจ้าบางครั้งท่านอธิษฐานจิตเดินจงกรมบนอากาศ เดินไปทำไม เพราะคุณธรรมที่ทำคนให้เป็นพระพุทธเจ้านี้ ไม่ใช่ว่าจะทำคนให้นอนอยู่เฉย ๆ พอสำเร็จคุณธรรมความเป็นพระพุทธเจ้า ความหมั่น ความขยัน ความเข้มแข็ง ความเสียสละสารพัดที่มันจะเกิดขึ้น ถ้าคนสามัญธรรมดามองดูพระอริยทั้งหลายแล้ว คล้าย ๆ กับว่าท่านเป็นผู้มีความโลภ เป็นผู้ตระหนี่เหนียวแน่น เป็นผู้หวงแหน เพราะว่าระเบียบของความเป็นผู้ดีของความเป็นพุทธะนี้มันละเอียดเหลือเกิน

เอาละ ยกตัวอย่างเช่น ในวินัยบัญญัติบางข้อ พระภิกษุอยู่ในวัดเห็นด้ายยาวประมาณพอสนเข็มได้ ไม่เก็บ ต้องอาบัติทุกกฎ เห็นตะปูตัวหนึ่งตกอยู่ลานวัด ไม่เก็บ ต้องอาบัติทุกกฎ แกล้งทำของสงฆ์ให้เสียหาย ไม่รู้จักรักษาถ้วยชามทิ้งอยู่ทุกหนทุกแห่ง เอาของสงฆ์ไปตั้งอยู่กลางแจ้ง เสร็จแล้วไม่เก็บเองก็ดี ไม่ให้คนอื่นเก็บก็ดี เป็นอาบัติปาจิตตีย์ ทั้งหลายเหล่านี้เมื่อแสดงออกมาแล้ว เราปุถุชนนี่จะรู้สึกว่า พระอริยะอะไรหนอจู้จี้จุกจิก เช่นอย่างพระภิกษุแก่ ในตอนที่พระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพานแล้วมีพระภิกษุผู้เฒ่าท่านหนึ่งซึ่งยังเป็นปุถุชน

“โอ๊ย! ดีแล้ว สมณโคดมนิพพานแล้ว เราสบายแล้ว สนุกใหญ่แล้ว เมื่อก่อนที่พระองค์ยังอยู่นี่ เอ้า! ประเดี๋ยวก็ทักอันนั้นควร อันนี้ไม่ควร อันนี้ผิดอันนี้ถูก จนรำคาญจะตายไป เวลานี้ท่านนิพพานไปแล้ว เราจะได้ทำอะไรตามอำเภอใจของเรา” นี่! พระองค์นั้นมีความรู้สึกเช่นนั้นเพราะท่านเป็นปุถุชน

พระพุทธเจ้าท่านละเอียดมาก ใครทำอะไรผิดพลาดนิด ๆ หน่อย ๆ ไม่สวยไม่งาม ท่านจะทักอยู่เสมอ ถ้าอย่างพวกเราในสมัยปัจจุบันนี้ ถ้าอยู่ต่อหน้าพระพุทธเจ้าแล้วท่านทักบ่อย ๆ คงรำคาญแย่

เพราะฉะนั้น เรื่องการปฏิบัติธรรม ไม่ใช่ว่าปฏิบัติไปแล้วมันปล่อยวางหมดทุกสิ่งทุกอย่าง แล้วอยู่เฉย ๆ โดยไม่ทำอะไร อันนั้นเข้าใจผิด เมื่อปฏิบัติธรรมมีศีลมีสมาธิแล้ว เราได้พลังงาน ได้ศรัทธา ได้วิริยะ ได้สติ ได้สมาธิ ได้ปัญญา เมื่อศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา มีพลังพร้อม วันหนึ่งเผลอไปไม่ได้สวดมนต์ ไม่ได้นั่งสมาธิ นอนไม่หลับ นี่สังเกตดู

ถ้าคุณธรรมเกิดขึ้นในใจแล้ว เรามีความหมั่น มีศรัทธา ศรัทธาความเชื่อในสมรรถภาพของตัวเอง ศรัทธาความเชื่อในคุณธรรมที่ทำคนให้เป็นพระพุทธเจ้า คุณธรรมที่ทำคนให้เป็นพระพุทธเจ้าก็คือความรู้สึกสำนึกผิดชอบชั่วดี เมื่อคุณธรรมส่วนนี้วิ่งเข้าไปสู่จิตในส่วนลึก ทำให้จิตนี้รู้ ตื่น เบิกบาน นั่นธาตุแท้แห่งความเป็นพุทธะเกิดขึ้นในจิตของเราแล้ว


ทีนี้ในขณะที่เราเริ่มต้นในการที่จะปฏิบัติ เรานึกถึงอารมณ์จิตอะไรก็ได้ แล้วตั้งใจนึกอารมณ์นั้น เช่น พุทโธ ๆ ๆ ที่เราตั้งใจนึกนี่เป็นอารมณ์จิต ประเดี๋ยวจะหาว่าหลวงพ่อเทศน์อะไรเทศน์แต่ของเก่า มาทีไรก็มาเทศน์แต่พุทโธ ๆ ๆ ที่เทศน์พุทโธเพราะเมื่อครู่นี้มีท่านผู้หนึ่งมาถามเรื่องพุทโธ ในเมื่อภาวนาพุทโธ ๆ ๆ แล้ว ถ้าจิตมันจะเป็นสมาธิมันเป็นยังไงนี่มาทำความเข้าใจที่ตรงนี้ก่อน

ในเมื่อเราตั้งใจพุทโธ ๆ ๆ ๆ ในตอนต้นเราตั้งใจว่าพุทโธ แล้วตั้งใจคุมใจของเรานี้ให้ว่าพุทโธอยู่ตลอดเวลา ถ้าเราไม่ตั้งใจพุทโธ พุทโธไม่มีในใจ ใจของเราก็ไม่นึกพุทโธ อันนี้มันยังไม่เป็น เมื่อเราตั้งใจนึกพุทโธ ๆ ๆ เมื่อจิตมันติดกับพุทโธแล้ว บางทีนึกขี้เกียจว่าพุทโธ จะหยุดมันไม่ยอมหยุด ถ้าจิตของเราว่าพุทโธไม่ยอมหยุด เราจะตั้งใจมันก็พุทโธ ไม่ตั้งใจมันก็พุทโธ นี่ตัวนี้ตัวสำคัญ จุดนี้จุดสำคัญ จุดเริ่มของสมาธิมันจะอยู่ที่ตรงนี้ ในเมื่อจิตมันนึกพุทโธ ๆ ๆ อยู่ไม่หยุด บางทีมันก็นึกพุทโธอยู่ตลอด ๒๔ ชั่วโมง นอนหลับแล้วมันก็ยังนึกอยู่ มันนึกเองโดยที่เราไม่ได้ตั้งใจ

แต่ในบางครั้งมันนึกพุทโธ ๆ ๆ พอทิ้งพุทโธพั้บ ไปคิดอย่างอื่นขึ้นมา พอจิตคิดอย่างอื่นขึ้นมาแล้ว เราเข้าใจว่าจิตนี่มันออกนอกลู่นอกทางไม่ได้อยู่กับพุทโธที่เราตั้งใจ แล้วก็เอาความรู้สึกของเราไปแหย่มันเข้า จะไปบังคับให้มันหยุดคิด พอมันถูกกระทบเข้าพั้บมันก็อาละวาด คือมันฟุ้งใหญ่ ในขณะที่มันต้องการจะทำงาน ต้องการจะคิด เราจะไปข่มให้มันหยุด มันไม่หยุด

มันคล้าย ๆ กับว่า ในขณะที่เราเกิดโกรธใครจัด ๆ ขึ้นมา อารมณ์โกรธมันฝังอยู่ในจิตในใจ มันก็นึกถึงคู่พยาบาทอาฆาตนั้นอยู่ตลอดเวลา เราพยายามที่จะระงับมันก็ระงับไม่ได้ อดไม่คิดถึงมันก็อดไม่ได้ ห้ามไม่ให้มันคิดถึงคนที่อาฆาตเคียดแค้นกันมันก็ไม่หยุด มันจะต้องพยายามคิดถึงให้ได้ นี่ลักษณะมันจะเป็นอย่างนั้น

ในเมื่อจิตมันถึงธรรม มันจะยึดเอาธรรม หรือมันจะรู้ธรรมขึ้นมานี่ มีลักษณะเหมือน ๆ กับที่มันถึงอารมณ์ที่มันข้องใจอยู่ หรืออารมณ์ที่มันเคียดแค้น หรืออารมณ์ที่มันยึดอย่างเหนียวแน่น เหมือน ๆ กับใครสักคนหนึ่งซึ่งเป็นที่รักที่ชอบใจของเราเกิดถึงแก่ความตายไป ใจของเรามันจะไปนึกฝันอยู่ที่ตรงนั้น เมื่อจิตมันดูดดื่มในคุณธรรมที่มันเกิดขึ้น มันก็มีลักษณะอย่างเดียวกัน

เพราะฉะนั้น ทางปฏิบัติเราจะต้องยึดหลักอย่างนี้ ในขณะที่จิตมันท่องคาถาบริกรรมภาวนาพุทโธ ๆ เป็นต้น ถ้าแกไม่หยุดก็ปล่อยให้แกท่องอยู่ตลอด ๒๔ ชั่วโมง ตื่นก็ท่อง นอนหลับก็ท่อง อันนี้ช่วงหนึ่ง และอีกช่วงหนึ่ง ในเมื่อพุทโธ ๆ ไป พอหยุดพุทโธพั้บ! วูบลงไป เกิดมีความคิดฟุ้ง ๆ ๆ ขึ้นมา บางทีเราเข้าใจว่าจิตฟุ้งซ่าน แต่แท้ที่จริงมันเป็นความรู้ที่เกิดจากสมาธิ ถ้าหากรู้สึกว่าช่วงนี้มีสติรู้สึกอ่อน ๆ ให้รีบกำหนดทำสติทันที กำหนดรู้ความคิดที่มันเกิดขึ้นฟุ้ง ๆ ขึ้นมานั่นแหละ

ในขณะที่สติยังรู้ไม่ทัน ตามความคิดไม่ทัน เป็นความฟุ้งซ่านไปก่อน แต่เมื่อสติตัวนี้มีพลังแก่กล้าขึ้น ตามทันความคิดทุกขณะจิต ความคิดนั้นจะกลายเป็นปัญญาในสมาธิ ถ้าใครไม่เชื่อก็ลอง ๆ ดู เพราะมันจะต้องมีเหตุการณ์ที่จะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เรื่องนี้ไม่อยากจะคิดถึงทำไมมันไม่หยุด ทำไมมันคิดไม่หยุด นี่ปัญหานี้เราจะเจอ ในเมื่อคิดไม่หยุด มันห้ามไม่หยุด เอ้า! เชิญแกคิดไป ฉันจะตั้งใจดูแก เอากันอย่างนี้มาแก้ ในเมื่อคิดไป ๆ ดูไป ๆ ดูซิ! มันจะคิดจนกระทั่งอกแตกให้มันรู้ไป นี่เอากันอย่างนี้นักปฏิบัติ มันถึงจะรู้ทันความคิดของตัวเอง

และอีกอย่างหนึ่ง ในตอนที่ไปออสเตรเลีย ไปได้ความคิดแปลก ๆ ขึ้นมา ฝรั่งเมื่อเขาภาวนาแล้ว เมื่อจิตสงบ จิตมันจะเปลี่ยนสภาพจากปกติธรรมดาไปสู่ความเป็นสมาธิ เขาเรียกว่า “สลบ” พอภาวนาไปแล้ว กำหนดลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ลมมันค่อยละเอียด ๆ ๆ ไป สลบพั้บ! ไปเลย หมดความรู้สึก ฝรั่งเขาว่าอย่างนี้

อาการอย่างนั้นมันเป็นอาการที่จิตมันเกิดขึ้นระหว่างหัวเลี้ยวหัวต่อ ที่เราคุยกันอยู่อย่างนี้ เมื่อภาวนาแล้วจิตมันสงบละเอียด ๆ ลงไป มันจะเปลี่ยนสภาพ พอเปลี่ยนสภาพแล้ว มันหมดความรู้สึกไปพักหนึ่ง ตอนที่หมดความรู้สึก หมดความตั้งใจนั้น ท่านเรียกว่าจิตก้าวเข้าสู่ภวังค์ ภวังค์คือภพเดิมของจิต ภวังค์ตัวนี้ไม่ใช่สมาธิ อย่าไปเข้าใจผิด ภวังค์คือช่วงว่างระหว่างวิถีจิตกับวิถีจิตติดต่อกัน เช่นอย่างขณะนี้จิตคิดถึงสีขาว พอทิ้งสีขาว ระหว่างจะเปลี่ยนมาหาสีแดง ตรงนี้มันว่างไม่มีสีเป็นเครื่องหมาย ความว่างที่ตรงนี้ท่านเรียกว่าภวังค์ จิตของเราปกตินี้ เราคิดอะไร ๆ ระหว่างความคิดที่ ๑ ไปถึงความคิดที่ ๒ ช่วงระหว่าง ๑ กับ ๒ นี้มันจะว่าง ช่วงว่างอันนี้ท่านเรียกว่า ภวังค์

ในขณะที่เรานั่งสมาธิภาวนา พอจิตมันสงบละเอียด ๆ ทีแรกก็พอรู้สึกตัวตาม ๆ ๆ กันไป เช่นอย่างลมหายใจ ลมหายใจนั้นมันเข้าออก ๆ แผ่ว ๆ ๆ ลงไป ผลสุดท้ายรู้สึกว่าลมหายใจหาย พอหายไปแล้วมันวับ มันเปลี่ยนสภาพ วับไปนิดหนึ่ง ลมหายใจก็หายไป ร่างกายก็หายไปด้วย ในช่วงนั้น ถ้าหากว่าจิตดวงนี้มันไม่เป็นสมาธิ มันก็มืดมิดไป เป็นการนอนหลับอย่างไม่รู้สึกตัว พอมันวับแล้ว มันนอนหลับมันก็มืดมิดไป ทีนี้พอวับไปแล้ว มันไปหยุดนิ่งปั๊ป มันเกิดสว่างโพลงขึ้นมา มันกลายเป็นสมาธิ นี่มันเปลี่ยนกันที่ตรงนี้

เพราะฉะนั้น นักภาวนาทั้งหลาย ตรงนี้แหละเป็นจุดสำคัญ พอไปถึงตรงนี้ พอมีอาการวูบ ๆ ๆ มันตกใจ บางทีก็กลัวว่าจิตมันจะไปเลย วิญญาณมันจะไปเลย มันไม่กลับคืนมา ฉะนั้น ตรงนี้ตรงเส้นขนานนี้มันข้ามยากนัก! เราจึงไม่จำเป็นจะต้องไปมุ่งที่จะให้จิตมันเข้าไปสู่สมาธิขั้นละเอียดถึงขนาดที่ว่าตัวหาย หรือว่ายังเหลือแต่จิตดวงเดียวลอยเด่นอยู่บนฟ้าบนเมฆอะไรทำนองนั้น

เอากันเพียงแค่ว่าในเวลาปกติ ยืน เดิน นั่ง นอน รับประทาน ดื่ม ทำ พูด คิด เป็นอารมณ์จิต ให้มีสติรู้อยู่กับสิ่งนี้ซึ่งเป็นเรื่องอารมณ์ เป็นเรื่องชีวิตในปัจจุบัน เป็นเรื่องชีวิตประจำวัน นอกจากเวลาเรานั่งมาสมาธิหลับตาพุทโธ ๆ ๆ ยุบหนอ-พองหนอ กำหนดดูรูปนาม อะไรต่าง ๆ เกิดหนอ ดับหนอออกมา แล้วให้มีสติรู้อยู่กับการยืน เดิน นั่ง นอน รับประทาน ดื่ม ทำ พูด คิด ทุกขณะจิตทุกลมหายใจ ให้ถือว่าเราปฏิบัติธรรมอยู่ตลอดเวลา

ในขณะที่เราไปปฏิบัตินั่งสมาธิบริกรรมภาวนาหรือพิจารณาอะไรก็ตาม ในตอนนั้น พอนั่งปั๊บ ให้ตั้งใจเด็ดเดี่ยวว่าเวลานี้เราสละชีวิตเพื่อจะปฏิบัติบูชา อะไรจะเกิดขึ้นเราไม่สนใจ เราจะกำหนดรู้อารมณ์จิตของเราอย่างเดียว เช่นเดียวกันกับโยคีทั้งหลายที่ไปนั่งอยู่ในป่าในประเทศอินเดีย พอนั่งปั๊บลงไปนี่ เขาตั้งใจว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ช่าง ช้างจะเหยียบเขาก็ไม่แคร์ รถไฟทั้งขบวนจะมาทับเขาก็ไม่สนใจ ในเมื่อตั้งใจจะนั่งปฏิบัติแล้ว เช่นอย่างในเรื่องอดีตสมัยก่อนพุทธกาล ฤาษีไปนั่งภาวนาอยู่ จอมปลวกมันก่อตัวขึ้นมาจนกระทั่งหุ้มตัวฤาษี หนวดเครายาวออกมาจนกระทั่งนกกระจอกมันมาทำรังอยู่ในนั้น ทีนี้นางนกกระจอกตัวเมียมันสงสัยว่าผัวมันไปมีชู้ เพราะในขณะที่มันไปหากินนั่น มันไปเคล้าเอาเกสรดอกบัวตอนค่ำ ดอกบัวใหญ่มันก็หุบเอานกกระจอกบินออกมาไม่ได้ ตื่นเช้ามันถึงกลับมาหารังหาลูกหาเมีย เพราะมันอาศัยทำรังอยู่ในหนวดเคราของพระฤาษีนี่ มันก็สาบานกันว่า ถ้าเจ้าไม่นอกอกนอกใจให้เจ้าตัวใหญ่เท่าฤาษี พอฤาษีได้ยินเข้าชักไม่พอใจ

เพราะฉะนั้น การทำสมาธินี้ถ้าเราจะเอาจริงแล้วกำหนดเวลาไว้ดีที่สุด อันนี้พูดถึงหลักปฏิบัติในตอนแรก ๆ ต้องพยายามหาอุบายบังคับตัวก่อน เอาธูปมาจุดเอาไว้ ธูปดอกนี้กี่นาที ธูปดอกนี้กี่ชั่วโมง นั่ง พอลืมตาเมื่อไหร่ ถ้าเห็นไฟธูปอยู่เราจะไม่ลุกขึ้น นี่ต้องตั้งกฎเกณฑ์บังคับอย่างนี้

มีผู้กล่าวว่า ชาวพุทธในเมืองไทยเรานี่ สำหรับญาติโยมทั้งหลายที่ไม่ได้บวชเรียนเขียนอ่าน ไม่ได้เป็นมหาเปรียญอะไร ไม่เป็นไร แต่ว่าผู้ที่เรียนสูง ๆ เรียนจบมหา ๘-๙ ประโยค แปลคัมภีร์พระอภิธรรมเข้าใจในเรื่องปรมัตถธรรมเป็นอย่างดี ทั้ง ๆ ที่ท่านก็ศึกษาทางพระพุทธศาสนามาในคัมภีร์พระไตรปิฎกมา แต่บางครั้งท่านก็ไปหลงเชื่อลัทธิการปฏิบัติของชาวต่างประเทศ ทีนี้พอไปดู ๆ ถามไปถามมา สมัยที่ท่านศึกษาคัมภีร์พระไตรปิฎก เคยปฏิบัติอย่างจริงจังตามกฎเกณฑ์ที่ฝรั่งเขาเขียนให้มีไหม บอกว่ายังไม่เคย เพราะฉะนั้น ในสมัยที่ท่านยังปฏิบัติอยู่บวชอยู่นั้น ท่านปฏิบัติยังไม่จริง อันนี้เขาบังคับให้ท่านนั่ง ๔-๕ ชั่วโมง เดินชั่วโมง นั่งยืนชั่วโมง หรืออะไรทำนองนี้ เขาให้ท่านปฏิบัติมีกฎเกณฑ์อย่างแน่นอน

เพราะฉะนั้น สิ่งใดที่เราตั้งใจปฏิบัติจริง จะแบบฝรั่งแบบไทยแบบจีนอะไร รู้ทั้งนั้นแหละ มันกิดผลขึ้นมาทันที แต่ถ้าเราทำไม่จริงแล้ว เราก็มีแต่ข้อสงสัยข้องใจอยู่อย่างนั้น เอ้า! พอได้ยินว่าสำนักโน่นสอนเก่งก็ไปลองดู ๆ ไม่ได้ผล เอ้า ไปสำนักโน้น ลงผลสุดท้ายไปทุกสำนักจนเมื่อยขาที่จะเดินไป ลงผลสุดท้ายคำสอนของพระพุทธเจ้าไม่เห็นมีอะไรจริงจัง แล้วเราจะไปลงโทษคำสอนของพระพุทธศาสนาว่าหาความจริงไม่ได้ เพราะเราปฏิบัติไม่จริง เพราะฉะนั้น สัจจะความจริงใจ ถ้าใครจะภาวนาพุทโธ ๆ ให้พุทโธทุกลมหายใจ ยุบหนอ-พองหนอไป สัมมาอรหัง ก็สัมมาอรหังไป หรือใครจะกำหนดดูอารมณ์จิตของตัวเอง ยืน เดิน นั่ง นอน รับประทาน ดื่ม ทำ พูด คิด จะรู้อยู่ที่นี่ทุกขณะจิตทุกลมหายใจ ก็ว่ากันไป เอาให้มันจริงมันจังลงไปดีกว่า จะไปนั่งเถียงกันอยู่ไม่รู้เรื่อง

บางทีมีคนหน้าตาดี ๆ ไปถามว่า

“หลวงพ่อบวชมานานแล้ว แสดงฤทธิ์ได้ไหม” อย่างนี้ก็เคยถูกถามมาแล้ว หลวงพ่อก็บอกว่า

“แสดงได้”

“เอ้า! แสดงให้ดูซิ”

“เอ้า! ฉันแสดงแล้ว คุณไปหลับหูหลับตาอยู่ที่ไหน”

เขาบอกว่า “เอ้า! ทำไมพระโกหก ไม่เห็นแสดงแล้วบอกว่าแสดง”

“ก็ฉันแสดงแล้ว อาคารที่คุณนั่งอยู่นี่ มันเกิดขึ้นด้วยบุญฤทธิ์ ถ้าฉันไม่มีบุญ แล้วใครเขาจะมาสร้างให้ฉันอยู่” ลงผลสุดท้ายก็เลยจี้ถูกเส้นใจเข้าให้

ความเข้าใจของคนทั้งหลายนี้ การภาวนานี้จะต้องเห็นโน่นเห็นนี่ มีฤทธิ์มีเดชทำโน่นทำนี่ได้ นั่นสิ่งหลอกลวงทั้งนั้น เหมือน ๆ กันกับอาจารย์องค์หนึ่งเคยให้คติสอนใจว่า “ท่านเจ้าคุณอย่าไปสนใจกับเรื่องเลขหวยเลขเบอร์ อันนั้นคือดอกไม้พญามาร” ถ้าเราอยู่ดี ๆ เราภาวนา ๆ ไปแล้วมันจะเป็นตัวเลขมาหลอกเรา ทีนี้ถ้าเราไปหลงติดมันทีหลังมันจะหลอกเราอยู่เรื่อย สิ่งเหล่านั้นมันไม่เป็นของจริง

ทีนี้ก็เลยถามท่านว่า อย่างเช่นสมมติว่าภาวนาแล้วเห็นนรกเห็นสวรรค์เห็นเมืองนิพพาน ก็ไม่ใช่ของจริงซิ! “มันก็ไม่จริง มันเป็นมโนภาพ มันเป็นของหลอกลวง” ถ้าหากหลับตาไปแล้วเห็นเมืองสวรรค์ในมโนภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งไปเห็นนิพพานในมโนภาพ ไปเห็นเมืองแก้ว แล้วเห็นอะไรต่ออะไรแล้ว อ้อ! เรามาถึงเมืองนิพพานแล้ว ต่อไปทีหลังก็ไม่ต้องทำอะไร หลับตาภาวนา นะมะพะทะ ก็มองเห็นนิพพานมานอนอยู่ นิพพานสบาย แต่แท้ที่จริงแล้วมันเป็นเพียงมโนภาพเท่านั้น

นิพพาน แปลว่าความดับ มันดับอะไร ดับความยินดี ดับความยินร้าย ดับความอิจฉาตาร้อน ดับความอิจฉาพยาบาท มันดับกิเลสอันเป็นเหตุก่อให้เกิดความวุ่นวายในสังคม ดับกิเลสอันเป็นเหตุก่อให้เกิดความวุ่นวายในจิตในใจ โลภ โกรธ หลง ความอิจฉาตาร้อน ความอิจฉาริษยา อะไรต่าง ๆ หมู่นี้มันดับกิเลสเหล่านี้ แต่มันไม่ได้ดับความคิด เรานั่งอยู่ในสังคมอย่างนี้ เราอยู่รวม ๆ กัน เราจะมีแต่ความเมตตาปรานี มีแต่ความสงสารซึ่งกันและกัน ความอิจฉาพยาบาทเคียดแค้นคิดทำลายกันมันไม่มี

ญาติโยมทั้งหลายมาปฏิบัติกันนี้จะละความชั่วละกันที่ไหน ละที่กาย วาจา และใจ ตามกฎของศีล ๕ ฝึกจิตใจให้มีกรรมบถ ๑๐ กายกรรม ๓ วจีกรรม ๔ มโนกรรม ๓ กายกรรม ๓ ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม ท่องไว้ วจีกรรม ๔ มุสาวาท พูดโกหก ผรุสวาจา พูดคำหยาบ ปิสุณาวาจา พูดส่อเสียดยุยง สัมผัปปลาปะ พูดเพ้อเจอเหลวไหล ท่องเอาไว้ อย่าให้ผิด มโนกรรม ๓ อภิชฌา เพ่งเล็งเพื่ออยากจะได้สมบัติของคนอื่นมาเป็นของตน พยาบาท ผูกพยาบาท เคียดแค้น คิดที่จะปองร้าย มิจฉาทิฏฐิ เห็นผิดจากทำนองคลองธรรม นี่ท่องเอาไว้


(ยังมีต่อ)

การโพสต์นี้ได้ถูกแก้ไขโดย เภตรา: 18/08/2011 - 20:56

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#14 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11842
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 19/08/2011 - 22:36

:09:



สัมมาทิฏฐินี้คืออย่างไร สิ่งใดที่เรารู้เห็นขึ้นมาแล้วจิตมันรู้จักปล่อยวาง ไม่ยึดเอาไว้สร้างปัญหาให้ตัวเองเดือดร้อน นั่นคือสัมมาทิฏฐิ แต่สิ่งใดเรารู้ขึ้นมาแล้ว สร้างปัญหาขึ้นมาว่านี่คืออะไร แล้วมันคิดยุ่งจนปวดสมอง อันนี้เรียกว่า มิจฉาทิฏฐิ ความรู้สิ่งใดไม่ยึดมั่นถือมั่น ไม่ยึดไว้ก่อเรื่องเดือดร้อนรำคาญ สิ่งนั้นคือสัมมาทิฏฐิ

วิธีแก้โรคอิจฉาริษยา เห็นท่านผู้ใดนั่งรถยนต์คันสวย ๆ งาม ๆ สาธุ ท่านมีบุญท่านจึงมียานยนต์พาหนะนั่ง อันนี้เป็นแนวปฏิบัติ เห็นท่านผู้ใดมีบ้านช่องสวย ๆ งาม ๆ ใหญ่โตอย่างกับพระราชวัง สาธุ! ท่านมีบุญท่านจึงมีวิมานอยู่เหมือนเทวดา เห็นท่านผู้ใดเป็นเศรษฐีมหาเศรษฐี สาธุ! ท่านมีบุญท่านจึงร่ำรวย ถ้าเขาโกงรวยยังไปสาธุกับเขาอยู่หรือ ก็ต้องสาธุเขาซิ เขามีบุญ เขาถึงโกงรวย! อย่างเราโกงทีเดียวไม่มีบุญ ติดตะรางจ้อย! นี่เอาไปคิดนะ อย่าหาว่าหลวงพ่อพูดตลกนะ นี่คือวิธีการแก้โรคอิจฉาริษยา

พระพุทธเจ้าท่านว่าความอิจฉาริษยายังโลกให้ฉิบหาย โลกนี้หมายความว่าโรคใจ มันเกิดโรคที่ใจแล้วทำใจให้เสื่อมจากคุณงามความดี คนที่อิจฉาริษยานี้มีแต่ความเดือดร้อน เช่นอย่าง บางคนใช้โทรศัพท์แล้ววางหูโทรศัพท์ไม่สนิท คนอื่นโทรเข้ามาหาตัวเองมันรับไม่ได้ หาว่าคนอื่นเกิดความอิจฉา ริษยากลั่นแกล้ง ไม่ให้โทรศัพท์ของตัวเองโทรติด ทั้ง ๆ ที่ตัวเองวางหูโทรศัพท์ไม่สนิท ในเมื่อวางไม่สนิทมันก็ไม่ติด เมื่อมันไม่ติดใครโทรมามันก็ไม่ว่าง นี่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างนี้ นักปฏิบัติทั้งหลายต้องสนใจ

ก่อนอื่น เมื่อมีเหตุอะไรเกิดขึ้น ต้องเล็งพิจารณาถึงตัวเองก่อน ดูความบกพร่องของตัวเองก่อน ในเมื่อเราหาความบกพร่องของตัวเองไม่เจอ ค่อยควานหาสิ่งแวดล้อม เมื่อมีผู้หลักผู้ใหญ่ครูบาอาจารย์ท่านตำหนิ ต้องตรวจดูตัวเองก่อน ในเมื่อหาความผิดของตัวเองไม่ได้ ก็ภูมิใจเพราะเราไม่มีความผิด

ถ้าเรารู้สิ่งนี้เราบกพร่อง เราก็ปรับปรุงให้มันดีขึ้น นิสัยของบุคคลบางคน เช่นอย่างครูบาอาจารย์บางองค์ พระเณรในวัดนี่เหลวไหลหมด เสร็จแล้วพอเขาถูกเทศน์ถูกตำหนิ เขาถูกเตือนบ่อย ๆ ทีนี้เขาก็ได้สติสัมปชัญญะขึ้นมาว่า อ้อ! ครูบาอาจารย์ท่านว่าเราเหลวไหล เราก็ตั้งใจประพฤติปฏิบัติ เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนาหามรุ่งหามค่ำ วันพระอยู่เนสัชชิกกันตลอดคืนย่ำรุ่งเขาทำกัน ครูบาอาจารย์บางท่านไม่มีคุณธรรม มีแต่ความอิจฉาตาร้อน พอเขาปฏิบัติตามคำแนะนำตามคำเทศน์ของตัวเอง สนองความตั้งใจของครูบาอาจารย์ เขาก็บอกว่า "มันดัดจริตทำไปอย่างนั้นแหละ" อย่างนี้ก็มี

ในสังคมพุทธบริษัทของเรานี้มักมีทุกสิ่งทุกอย่าง พิจารณาจะต้องเลือกเฟ้น เพราะฉะนั้น เพื่อตัดปัญหา ศีล ๕ เราก็รู้อยู่แล้ว กรรมบถ ๑๐ เราก็รู้อยู่แล้ว วิธีนั่งสมาธิเดินจงกรมเราก็รู้อยู่แล้ว เราตั้งใจปฏิบัติทางใด มันเกิดผลในทางจิต ทำให้จิตสงบ ทำให้เราละความชั่วได้ ทำให้ความโมโหโทโสมันน้อยลง ทำให้ความอิจฉาตาร้อนมันน้อยลงหรือหมดไป เราดูเอาตรงนี้ไม่ดีหรือ เรียนก็รู้ อ่านหนังสือก็ออก คัมภีร์ธรรมะเราก็รู้ โลกเราก็รู้ ธรรมเราก็รู้ เรื่องอะไรไปหาเที่ยวเชื่อคนอื่น ทำไมไม่คิดที่จะคิดพิสูจน์ ดูจิตดูใจของตัวเองบ้าง

อย่างบางทีเราอาจจะไม่รู้อะไร พอภาวนาพุทโธ ๆ จิตสงบวูบสว่าง โอ๊ย! มีความสุขความสบาย หลวงพ่อเคยมีประสบการณ์มา คนที่ภาวนาแล้วจิตสงบนิ่งจนกระทั่งตัวหาย จนกระทั่งรู้สึกว่า มีแต่จิตดวงเดียวล้วน ๆ บางทีหนัก ๆ เข้า ภายหลังมาเขาไม่ต้องบริกรรมภาวนา ไม่ต้องอะไรทั้งนั้น จิตของเขามีสติเตรียมพร้อมอยู่ตลอดเวลา พออะไรเข้ามาปั๊ป มันมาพิจารณาปุ๊ปปั๊ป ๆ สงบวูบวาบลง แล้วความรู้มันผุดขึ้น ๆ ทีนี้ภายหลังเขาเกิดสงสัยขึ้นมา เขาก็เที่ยวไปถาม ครูบาอาจารย์ที่ไหนว่าเป็นนักปฏิบัติ เขาก็ไปถาม พอเขาเล่าให้ฟังจบ ท่านบอกว่า "คุณจะเป็นโรคประสาทตายจิตมันฟุ้งซ่าน"

ทีนี้คนที่ภาวนานี่ ตอนที่จิตเขาเริ่มสงบ มีความสว่างเขาก็สบาย เมื่อจิตของเขาเกิดภูมิความรู้นี่ ยิ่งคิดจิตก็ยิ่งแจ่มใส ยิ่งคิดจิตก็ยิ่งปลอดโปร่ง ยิ่งคิดยิ่งได้สติปัญญารู้แจ้งเห็นจริง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่เคยท่องตำรามามันก็รู้ทุกขอริยสัจซึ่งมันเกิดขึ้นในจิต ทั้ง ๆ ที่พระไม่เคยบอกเขาก็รู้ ว่าทุกข์ใจนี้คือทุกขอริยสัจ ทุกข์ ความเสื่อมความเปลี่ยนแปลงในพระไตรลักษณ์ มันอ่านออกมาได้อย่างนี้

เมื่อมีคนมาบอกว่าจิตฟุ้งซ่านจะเป็นโรคประสาทตาย เขาก็คำนึงถึงว่าใครหนอจะเป็นผู้มีปัญญาแก้ไขปัญหาได้ คิดไปคิดมาจิตมันก็วูบวาบ ไปบอกว่า "หลวงพ่อพุธ ๆ" แก รู้สึกตัวขึ้นมาก็ถามชาวบ้านว่าหลวงพ่อพุธอยู่ที่ไหน เขาบอกว่าอยู่ที่วัดป่าสาลวัน พอไปถึงปั๊ป แกก็พูดอะไรไม่ออกทักทายหลวงพ่อด้วยการร้องไห้ พอไปนั่งปั๊ปก็ร้องไห้โฮ หลวงพ่อถามว่า

"คุณมีความเสียใจอะไรมา" ก็เลยติดตลกถามไปว่า "โดนผัวตีมาหรือถึงมาร้องไห้ให้พระฟัง"

แกก็บอกว่า "ไม่ใช่ หนูมีปัญหาทางจิต"

"เรื่องอะไร"

"เมื่อก่อนนี้หนูภาวนาจิตสงบสว่างจนกระทั่งตัวหาย แต่เวลานี้จิตมันไม่สงบ มันมีแต่ความคิดฟุ้ง ๆ ๆ ขึ้นมา แต่สติของหนูก็ตามรู้ ๆ ไปเรื่อย สบาย ภายหลังนี้ไปถามพระ พระท่านบอกว่าจิตหนูฟุ้งซ่านเดี๋ยวจะเป็นโรคประสาทตาย ก็เลยชัก ๆ จะไม่สบายใจ"

แกเล่าจบ แกถามว่า "หนูจะเป็นโรคประสาทหรือเปล่า"

หลวงพ่อบอกว่า "ไม่เป็นหรอก แต่ว่าอย่าไปหลงความรู้ ให้มีสติตามรู้มันอยู่ตลอดเวลา"

หลัก มีอยู่ว่า "ศีลอบรมสมาธิ สมาธิอบรมปัญญา ปัญญาอบรมจิต" ใครอ่านหนังสือปัญญาอบรมสมาธิของหลวงพ่ออาจารย์มหาบัวเข้าใจ ปัญญาก็คือความคิด คิดอะไรก็ได้ คิดโลก คิดธรรม ความคิดที่มีสติตามรู้ทันอยู่ทุกขณะจิตนั่นคือปัญญาในสมาธิ อย่าไปเข้าใจว่า พอเกิดปัญญาขึ้นมาแล้ว มันไปอ่านคัมภีร์ขึ้นมา รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อะไรเป็นคัมภีร์ เหมือนพระเทศน์นั่นแหละ
มันไม่ใช่อย่างนั้น ความคิดมันเกิดปุ๊ปขึ้นมาสติมันรู้ทันปั๊ป พอรู้แล้วมันทิ้งปล่อยวางไป

พอความคิดขึ้นมาพั้บ มันยึด เกิดความยินดี จิตที่มีสติก็ว่า นั่นกามตัณหากำลังจะเล่นงานแกแล้วนะ ระวังให้ดี ๆ บอกอย่างนี้ ถ้าสิ่งใดมันไม่พอใจ เกิดความยินร้าย นั่น ๆ วิภวตัณหามันกำลังจะเล่นงานแล้ว พอไปยึดปั๊ป นั่นภวตัณหาจะโขกกระบาลแกแล้ว ระวังให้ดี

ทีนี้พอไปยึดปั๊ป ชาติปิ ทุกขา ชาติคือความเกิดก็บังเกิดขึ้น มันเกิดยังไงชาติ ชาติก็คือความคิด ตัวสังขารมันปรุง พอไปยึดปั๊ปมันก็บอกว่านี่คืออะไร มันก็คิด คิด ไม่หยุด ความคิดไม่หยุด นี่ก็คือ ชาติปิ ทุกขา ถ้าไปยึดความคิดนั้น มันก็เกิดความยินดีเกิดความยินร้าย

ในเมื่อเกิดความยินดี เกิดความยินร้าย มันก็มีสุขมีทุกข์ เพราะฉะนั้น ความคิดนี้ท่านจึงว่า ชาติปิ ทุกขา ถ้าไปยึดเอาความคิดนั้นไว้นาน ๆ มาดองไว้ในหัวใจ เกิดทุกข์อยู่ไม่หยุด มันก็ ชราปิ ทุกขา ทีนี้มันไปติดอยู่นั่น ถอนตัวไม่ขึ้น มรณัมปิ ทุกขัง ติดตายอยู่กับอารมณ์นั้น นี่ท่านให้สังเกตกันอย่างนี้

เพราะฉะนั้น ผู้ทีฝึกสติสัมปชัญญะให้เข้มแข็ง แม้แต่เพียงอาศัยการยืน เดิน นั่ง นอน รับประทาน ดื่ม ทำ พูด คิด เป็นอารมณ์จิต ให้มีสติกำหนดตามรู้อยู่ ทุกขณะจิตทุกลมหายใจ ในเมื่อฝึกได้คล่องตัวชำนิชำนาญแล้ว ตัวเด่นที่สุดก็คือตัวสติ สติจะมาเตรียมพร้อม พอขยับเดินปั๊ป รู้ ยืนปั๊ป นอนปั๊ป รู้ นั่งปั๊ป รู้ รับประทาน ดื่ม ทำ พูด คิด ตัวรู้ตัวเดียว จะตามรู้อยู่ทุกขณะจิต

เมื่อเป็นเช่นนั้น เมื่อเรามีสติรู้พร้อมอยู่กับสิ่งเหล่านี้ สิ่งที่ปรากฏเหล่านี้ คือธรรมะที่ปรากฏกับจิตของผู้บำเพ็ญเพียร ผู้ที่มีสติเพ่งเล็งอยู่นั้นเป็นโยคี ผู้บำเพ็ญเพียร จึงมาได้ในคำว่า ในกาลใดแลธรรมทั้งหลายย่อมปรากฏแก่พราหมณ์ผู้มีเพียรเพ่งอยู่ ในกาลนั้นความรู้แจ้งเห็นจริงของพราหมณ์ย่อมเกิดขึ้น

เพราะฉะนั้น อย่าไปเที่ยวแสวงหารู้ธรรมที่อื่น รู้ธรรมรู้จิตของเราว่ามันดำหรือมันขาว มันมีกิเลสตัวไหนมาก รู้เห็นความประพฤติทางกายทางวาจาของเรามันผิดหรือมันถูก ผิดศีล ๕ ไหม ผิดกรรมบถ ๑๐ ไหม นี่ดูกันที่ตรงนี้ แล้วก็เห็นสภาพความเป็นจริง เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ความเปลี่ยนแปลง ของกาย วาจา และใจ ความเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์และสิ่งแวดล้อม รวมเข้ามาแล้วก็คือความเปลี่ยนของใจ ใจเวลาอยู่ปกติ ไม่ถูกใครด่ามันก็สบายดี พอถูกกระทบปั๊ป โกรธผิดปกติ อนิจจังมันเกิดขึ้นแล้ว ไปดูอะไรไกลนักหนา!

อันนี้อะไรไปเที่ยวหาคู่ ต้นไม้ ภูเขา รถเรือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา แท้ที่จริงไอ้ตัวใจนี่แหละ ตัวนี้แหละ มันอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มันไปเที่ยวสมมติบัญญัติ ไปเที่ยวกล่าวตู่เขา ว่าคนโน้นเป็นอย่างนั้น คนนี้เป็นอย่างนี้ คนนั้นสวย คนนั้นงาม คนนั้นขี้ริ้วขี้เหร่ คนนั้นทำอะไรถูกอกถูกใจเรา สารพัดสารเพ ไอ้ตัวใจไม่เป็นปกติเสียเลย ไอ้หมอนี่มันอยากเป็นใหญ่กว่าเขา อยากเป็นจ้าวโลก มันจึงไปเที่ยวเบ่งทับคนทั่วโลก ในเมื่อเบ่งทับไม่สำเร็จมันก็ฟุ้ง ฟุ้งตัวนั้นคือทุกขอริยสัจมันเกิดขึ้น

เพราะฉะนั้นการดูธรรมนี้ดูที่กาย ดูที่ใจ ดูที่ความประพฤติของตัวเอง รู้ธรรม รู้กาย รู้ใจ รู้กายนี้ก็คือว่ากายนี้ต้องกินอาหารใจนี้ต้องกินอารมณ์ อาหารของกายคือข้าว อาหารของใจคืออารมณ์ ความนึกคิด ดังนั้น ใครจะไปขจัดใจ ไม่ให้เกิดความคิด ไม่ให้มันคิด เป็นการทรมานจิตใจให้ผอมโซ ประเดี๋ยวมันก็ไม่มีพลัง ทำอะไรไม่ได้

เอาละ วันนี้ขอกล่าวธรรมะพอเป็นคติเตือนใจของบรรดาท่านผู้ฟังทั้งหลาย ก็เห็นว่าพอสมควรแก่กาลเวลา ในท้ายที่สุดนี้ ด้วยอำนาจแห่งคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และบุญกุศลที่ท่านมุ่งหมายที่จะปฏิบัติธรรม ละความชั่ว เจริญความดี ทำใจให้บริสุทธิ์สะอาด มีใจถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ คือสภาวะรู้ ตื่น เบิกบาน สว่าง สะอาด สงบ บริสุทธิ์ ขอให้สำเร็จตามที่ตั้งปณิธานปรารถนาไว้โดยทั่วกันทุกท่านเทอญ.


:09:



หมายเหตุ : คัดลอกสำเนาจาก

http://board.palungj...%A2-301608.html
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#15 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11842
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 20/08/2011 - 13:27

:09:



"คนเรามีของดีอยู่ในตัว แต่ไม่เชื่อมั่นตนเอง

จึงได้แสวงหาที่พึ่งภายนอกเรื่อยไป"




:09:

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#16 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11842
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 20/08/2011 - 20:44

:09: :09: :09:



เข้าถึงพระไตรลักษณ์


นับตั้งแต่วันที่เราถือปฏิสนธิในครรภ์ของมารดา เจริญเติบโตขึ้นมาจนครบกำหนดคลอดออกมา จนกระทั่งเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่อย่างเต็มที่ อันนี้เป็นการขึ้นต้นของชีวิต ในเมื่อเจริญขึ้นอย่างเต็มที่แล้ว สภาพร่างกายและจิตใจก็เปลี่ยนแปลงไป มีแนวโน้มไปในทางที่เรียกว่าแก่

ความแก่นั้นคือวันเดือนปีข้างแรม เราส่วนมากชีวิตอยู่ในวัยแรมกันทั้งนั้น และผู้ที่เกิดมาสุดท้ายภายหลัง แม้ว่าเราจะยังมีอายุน้อย ชีวิตยังหนุ่มยังสาว อยู่ในระยะที่กำลังเจริญขึ้น แต่พอเจริญขึ้นเต็มที่แล้วก็ต้องเดินตามรอยของผู้เกิดก่อนไป

ดังนั้น อันนี้ก็เป็นแนวทางให้เราได้ถือคติเป็นการพิจารณาชีวิตของเรา พระพุทธเจ้าท่านจึงสอนให้เรา พิจารณาเนือง ๆ ว่า เรามีความแก่เป็นธรรมดาจะล่วงพ้นความแก่ไปไม่ได้ เรามีความเจ็บเป็นธรรมดาจะพ้นความเจ็บไปไม่ได้ เรามีความตายเป็นธรรมดา จะพ้นความตายไปไม่ได้ อันนี้คือความเป็นไปแห่งวิถีชีวิตของเรา

นอกจากนั้น ยังสอนให้เราพิจารณาให้รู้ว่า ที่เราได้ชีวิตมานี้เป็นมาด้วยกฎของกรรม ท่านจึงให้พิจารณาว่า กัมมัสสะโกมหิ เรามีกรรมเป็นของของตน กัมมะทายาโท มีกรรมเป็นผู้ให้ผล กัมมะพันธุ มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ กัมมะปะฏิสะระโณ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย แล้วก็ให้ทำจิตให้ยอมรับว่า เราจะทำกรรมอันใดไว้ย่อมได้รับผลของกรรมนั้นแน่นอน อันนี้เป็นวิถึทางที่ให้เราพิจารณา เพื่อกระตุ้นเตือนความรู้สึกของเราให้มีความไม่ประมาท เพราะความประมาทเป็นหนทางแห่งความตาย คนที่เกิดมามีชีวิตอยู่ด้วยความประมาท แม้จะมีอายุยืนตั้งร้อยปี ก็ยังสู้บุคคลผู้เกิดมามีอายุเพียงวันเดียวแต่เต็มไปด้วยความไม่ประมาทไม่ได้

ดังนั้น บรรดาญาติโยม พุทธบริษัททั้งหลาย ตลอดทั้งพระภิกษุสงฆ์สามเณร ในเมื่อถึงวันธรรมสวนะเช่นนี้ เราก็สละเวลามาประชุมกันเพื่อบำเพ็ญกรณียกิจอันเป็นกุศล เรามีกาย มีวาจา และมีใจเป็นสมบัติของเราเอง กาย วาจา และใจเป็นที่เกิดของบุญของกุศล บุญกุศลที่เราจะพึงทำนั้น คือ

๑. การให้ทาน

๒. การรักษาศีล

๓. การเจริญภาวนา

ทานัง เม ปะริสุทธัง ทานที่เราให้เป็นทานที่บริสุทธิ์ แต่ท่านทั้งหลายมักจะเข้าใจว่า การให้ทานนี้เราจะต้องมีวัสดุสิ่งของเป็นเครื่องสละ อันนั้นก็เป็นการถูกต้อง แต่ถ้าหากจะเข้าใจว่าการให้ทานคือการสละสิ่งของอันเป็นสมบัติส่วนตัวเพื่อประโยชน์แก่บุคคลอื่นโดยถ่ายเดียวนั้น เรายังเข้าใจแคบในคำว่าการให้

เช่นอย่างท่านทั้งหลายได้สมาทานศีล ๕ ศีล ๘ ลงไปแล้วนั่นแหละได้ชื่อว่าเป็นการให้ ให้อภัยทานคือการไม่ฆ่า ไม่เบียดเบียน ไม่ข่มเหง ไม่รังแก อันนี้ชื่อว่าเป็นการให้อภัยทาน ญาติ โยมทั้งหลายสละเวลามาทำบุญสุนทานกันในวัด ก็ได้ชื่อว่าให้ คือสละเวลามาเฝ้าพระพุทธเจ้าคือพระพุทธรูปในวัด ให้เวลามาเพื่อได้ทัศนะ คือได้เห็นพระภิกษุสงฆ์สามเณรผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ อันนี้ก็ได้ชื่อว่าการให้ เรียกว่าการให้ทานเหมือนกัน

การรักษาศีล ท่านทั้งหลายก็ได้สมาทานมาแล้ว ศีล ๕ ศีล ๘ เป็นข้อวัตรปฏิบัติ เป็นอุบายวิธีฝึกหัดละความชั่วทางกาย ทางวาจา ความชั่วที่เราจะตั้งใจละเอาได้นั้นคือความชั่วที่เราจะพึงละเมิดด้วยกาย ด้วยวาจา แต่ส่วนเรื่องใจนั้นเรายังละไม่ได้ก่อน

ดังนั้นเราจึงมายึดหลักแห่งการละความชั่วด้วยการสมาทานศีลตามชั้นภูมิของตนเอง คฤหัสถ์ทั่วไปมีศีล ๕ เป็นข้อปฏิบัติก็ได้ชื่อว่าละความชั่ว ๕ ข้อ ผู้สมาทานศีล ๘ ก็ได้ละความชั่ว ๘ ข้อ ผู้มีศีล ๑๐ ก็ได้ละความชั่ว ๑๐ ข้อ ผู้มีศีล ๒๒๗ ก็ได้ละความชั่ว ๒๒๗ ข้อ ซึ่งเป็นไปโดยเจตนาและความตั้งใจ ว่าเราจะละ เรามาฝึกหัดละความชั่วดังที่กล่าวแล้ว จนเกิดความคล่องตัว เกิดความชำนิชำนาญ มีเจตนาอันแน่วแน่ว่าเราจะละความชั่วอันนั้นจริง ๆ โดยไม่กลับกลอกเสื่อมคลาย

อันนี้ได้ชื่อว่าเป็น การตั้งใจละความชั่ว ตามพุทธดำรัสที่ท่านสอนว่า สัพพะปาปัสสะ อะกะระณัง การไม่ทำบาปทั้งปวง การไม่ทำบาปทั้งปวงก็หมายถึงว่าการงดเว้นตามศีลสิกขาบทที่เราสมาทานมาแล้วนั้น

ท่านผู้ใดรักษาศีลให้บริสุทธิ์ได้ตามขั้นตามภูมิของตนได้ชื่อว่าเป็นผู้ละความชั่วได้โดยเจตนา คือ ความตั้งใจในขั้นแรก ๆ เราก็ตั้งใจอดทน ๆ ตั้งใจละเอา บางทีก็ขาดตกบกพร่องบ้าง แต่เราก็พากเพียรพยายามที่จะปฏิบัติให้ได้ จนกลายเป็นศีลอันบริสุทธิ์ เป็นอธิศีล ศีลที่เกิดขึ้นในจิตในใจของเรานั้น หนัก ๆ เข้าเราจะไม่ได้ตั้งเจตนา ที่จะละสิ่งใด ๆ ทั้งนั้น แต่หากว่าการปฏิบัติของเรานั้นมันเป็นไปเพื่อความละเป็นไปเพื่อความงดเว้นเองโดยอัตโนมัติ ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีศีลอันบริสุทธิ์และได้ละความชั่วโดยเจตนา โดยสมบูรณ์

ท่านทั้งหลายได้สมาทานศีลตามขั้นตามภูมิของตนแล้ว ขอทุกท่านจงได้โปรดทำความภาคภูมิใจว่า เรามีศีลอันบริสุทธิ์แล้ว ปะริสุทธัง เม สีลัง ศีลของเราบริสุทธิ์แล้ว ปะริสุทโธ อะหัง ภันเต ปะริสุทโธติ มัง พุทโธ ธัมโม สังโฆ ธาเรตุ ข้าพเจ้ามีศีลอันบริสุทธิ์แล้ว ขอพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ จงจำข้าพเจ้าไว้ว่าเป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์ นี่คือความบริสุทธิ์แห่งศีล

เพื่อเป็นอุบายวิธีการที่จะปลูกฝังเจตนาให้มั่นคงในการละความชั่ว สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงสอนให้เราบำเพ็ญสมาธิภาวนา การบำเพ็ญสมาธิภาวนาเป็นบุญกิริยาวัตถุอันหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า ภาวนามัย บุญสำเร็จด้วยการภาวนา บุญสำเร็จด้วยการให้ทาน เรียกว่า ทานมัย บุญสำเร็จด้วยการรักษาศีล เรียกว่าสีลมัย ดังนั้น ณ โอกาสนี้ ขอท่านทั้งหลายจงตั้งใจกำหนดจิตบริกรรมภาวนา

การบริกรรมภาวนานั้น เป็นอุบายวิธีการทำจิตให้เข้าถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์อย่างแน่นอน เมื่อท่านผู้ใดบำเพ็ญสมาธิด้วยบริกรรมภาวนาให้จิตสงบลงเป็นสมาธิ ตั้งแต่อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิลงไปแล้ว สภาพจิตจะกลายเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน

เมื่อท่านทั้งหลายทำจิตให้เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ได้ชื่อว่าเป็นผู้เข้าถึงพระไตรสรณคมน์ คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์อย่างแท้จริง เป็นอันว่าได้พระพุทธเจ้าเป็นสรณะ

เมื่อได้พระพุทธเจ้า คือ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ไว้ในจิตในใจแล้ว การทรงไว้ซึ่งความรู้สึกเช่นนั้น ก็ได้ชื่อว่าได้พระธรรมเป็นสรณะ


ความที่มีสติสัมปชัญญะสังวรระวังตั้งใจว่า เราจะละความชั่ว ประพฤติแต่ความดีอยู่ทุกขณะจิตทุกลมหายใจ ได้ชื่อว่าเป็นผู้ได้พระสงฆ์เป็นสรณะนี่เป็นอุบายวิธีทำจิตทำใจให้เขาถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ว่าเป็นสรณะ

ดังนั้น ณ โอกาสนี้จึงขอเชิญท่านทั้งหลายกำหนดจิตบริกรรมภาวนา หรือพิจารณาอันใดอันหนึ่ง ซึ่งเป็นอารมณ์ของจิตที่ท่านเคยคล่องตัวและเคยพิจารณามาแล้ว จนกว่าจิตจะสงบลงมีสมาธิอันประกอบด้วยองค์ คือ วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา เมื่อเราสามารถทำสมาธิจิตให้เป็นวิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา นั่นคือสมาธิเบื้องต้นได้เกิดขึ้นกับจิตของเราแล้ว

จิตที่มีสมาธิที่ประกอบด้วยวิตกนั้นเป็นอย่างไร ยกตัวอย่างเช่น ท่านกำลังบริกรรมภาวนาพุทโธ ๆ ๆ อยู่ พอบริกรรมภาวนาไปแล้ว จิตของท่านบริกรรมภาวนาพุทโธ ๆ ๆ รั้งไม่อยู่ นั่นเรียกว่าจิตได้วิตกคือไม่ต้องตั้งใจจะบริกรรมภาวนา แต่จิตก็ภาวนาพุทโธ ๆ ๆ เอง และพร้อม ๆ กันนั้นก็มีสติสัมปชัญญะรู้พร้อมอยู่ในขณะจิตที่บริกรรมภาวนาพุทโธ ๆ อันนี้จิตได้วิตก วิจารในขั้นต้น ในบางครั้งเราอาจจะภาวนาพุทโธ ๆ ๆ พอจิตหยุดบริกรรมภาวนาพุทโธ จิตไปนิ่งสว่างอยู่ อันนั้นจิตก็มีวิตก คือวิตกถึงความสว่างที่มีอยู่ในจิต แล้วก็มีสติสัมปชัญญะรู้พร้อมอยู่ที่จิต ในขณะที่จิตมีความสงบ นิ่ง สว่างอยู่นั้น จิตกลายเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานขึ้นมา พร้อมกันนั้นก็มีปีติ มีความสุข และมีความสงบ ได้ชื่อว่าได้สมาธิในขึ้นต้น

นักภาวนาทั้งหลายอย่าไปกลัวสมาธิ ครูบาอาจารย์ของเราสอนให้ภาวนาพุทโธ ๆ ๆ แต่ในบางครั้งเราลืมไป เราไม่เชื่อครูบาอาจารย์ บางทีเราก็ไปเชื่อบุคคลที่ภาวนาไม่เป็น บางทีเขาจะกล่าวว่า ภาวนาพุทโธ จิตมันจะไปนิ่ง ติดความสงบ เป็นสมถะ ไม่ถึงวิปัสสนา อันนี้อย่าไปเชื่อ ครูบาอาจารย์ของเราได้ทำมาแล้วภาวนาพุทโธเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แม้ในปัจจุบันนี่ก็มีหลักฐานพยาน บางท่านภาวนาพุทโธ ๆ ๆ แล้วจิตสงบนิ่ง สว่าง มีปีติ มีความสุข มีความสงบ จนกระทั่งตัวหาย ไม่ปรากฏว่ามีตัวมีตนมีร่างกายปรากฏ มีแต่จิตดวงเดียวสงบ สว่างไสว นิ่ง ลุกโพลงอยู่เหมือนกับไฟลุกอยู่ในใจ บาง ทีผู้ที่ไม่รู้เรื่องของสมาธิอย่างละเอียดพอ จิตสงบลงไปสว่างโพลงขึ้นแล้ว ก็เกิดตกใจว่า "ทำไมจิตของคนเรามันจึงลุกเป็นไฟขึ้นมาได้" มันเป็นอย่างนั้นก็มี

ในเมื่อจิตมีความสงบนิ่ง ๆ ๆ สว่าง บ่อย ๆ ๆ เข้า สมาธิคือความสงบจิตนั้น เป็นพื้นฐานให้เกิดปัญญา ความสงบของจิตทำให้จิตมีพลังงาน ทำให้จิตมีสติสัมปชัญญะ เมื่อจิตมีสติสัมปชัญญะ แม้มันจะอยู่ในความสงบลึกละเอียดสักปานใดก็ตาม แต่เมื่อมันออกจากสมาธิ ออกจากความสงบมาแล้ว มันจะมีความคิดเกิดขึ้น ความคิดที่เกิดขึ้นนั้นแหละคือปัญญา ถ้าหากเรามีสติตามรู้ทันความคิด อยู่ทุกขณะจิตทุกลมหายใจ เรียกว่าปัญญาเกิดจากสมาธิ ถ้าหากขณะใดที่เรามีสติตามรู้ไม่ทันจิตก็กลายเป็นความฟุ้งซ่าน

จริงอยู่ ในขณะที่จิตสงบนิ่ง กายไม่ปรากฏ ความรู้สึกนึกคิดอื่น ๆ มันจะไม่มี มีแต่จิตสงบ นิ่ง สว่างอยู่เฉย ๆ แต่เมื่อจิตเลิกจากความสงบนิ่ง สว่าง แล้วถอนออกมา พอรู้ว่ามีภายเท่านั้นแล้วจิตมันก็จะเกิดความคิดผุด ๆ ผุดขึ้นมา นี่ปัญญาเกิดขึ้นแล้วนะ เกิดขึ้นตอนนี้ ตอนที่จิตสงบนิ่ง เงียบ สว่างจนไม่มีตัว นั่นปัญญามันไม่เกิดจริง แต่เราสามารถที่จะมีปัญญารู้ได้ เมื่อเราออกจากสมาธิมา ว่านี่คือสมาธิ และเราจะรู้ว่านี่เราภาวนาได้สมาธิ นี่จิตของเราถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์แล้วนี่จิตของเราเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานแล้ว นี่คุณธรรมที่ทำคนให้เป็นพระพุทธะเกิดขึ้นในจิตในใจของเราแล้ว นี่คือปัญญาที่จะเกิดจากสมาธิ

ถ้าหากว่าสมาธิไม่เกิดอย่างนี้เราก็ ไม่รู้เช่นนั้น เมื่อจิตถอนออกมาจากสมาธิเช่นนั้น จิตมีความคิดเกิดขึ้นเมื่อใด สติสัมปชัญญะจะตามรู้ความคิดนั้นทันที เพราะอาศัยพลังแห่งความสงบ อันนั้นเป็นแนวทาง ดังนั้น ท่านผู้ภาวนาทั้งหลายอย่าไปกลัว กลัวว่าจิตมันจะสงบนิ่งอยู่เฉย ๆ ไม่มีทาง มันจะสงบนิ่งอยู่ก็เฉพาะในขณะที่นั่งหลับตาอยู่เท่านั้น แต่เมื่อออกจากที่นั่งหลับตาแล้ว มันก็ไม่สงบเพราะเรามีภาระธุรกิจที่จะต้องทำ ยืน เดิน นั่ง นอน กิน ดื่ม ทำ พูด คิด นั่นคือภารกิจอันเป็นเรื่องชีวิตประจำวัน คนที่ไม่มีสมาธิมาก่อน ยืนก็ยืนด้วยความไม่มีสติ เดินก็เดินด้วยความไม่มีสติ นั่งก็นั่งด้วยความไม่มีสติ กิน ดื่ม ทำ พูด ด้วยความไม่มีสติ แต่ผู้มีจิตผ่านสมาธิมาแล้วบ่อย ๆ ยืนก็มีสติอยู่ เดินก็มีสติรู้อยู่ นั่งก็มีสติรู้อยู่ นอนก็มีสติรู้อยู่ กิน ดื่ม ทำ พูด คิด ก็มีสติรู้อยู่ เมื่อมีสติรู้อยู่ สติตัวนี้มีพลังแก่กล้าขึ้น จะกลายเป็นปัญญา มองสิ่งใดที่ผ่านเข้ามาทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจด้วยความมีสติ


(ยังมีต่อ)
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#17 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11842
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 22/08/2011 - 15:06

:09:




จิตที่มีสติรับรู้อะไรแล้ว เขาจะมีการพิจารณาโดยความเป็นอัตโนมัติ เช่น เมื่อตาเห็นรูป พอเกิดความยินดีขึ้นพั๊บ! จะมีสติพิจารณา บางทีก็พิจารณาว่ารูปนี่มันเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา บางทีก็พิจารณาว่ารูปที่สดสวยงดงาม ในที่สุดมันก็ไม่สดไม่สวยไม่งดไม่งามเพราะมันเป็นของปฏิกูลน่าเกลียดโสโครก มีหู หูได้ยินเสียงอะไรเข้ามาพอเกิดความยินดียินร้าย ผู้มีสติจะเกิดปัญญาพิจารณาทันที อะไรผ่านเข้ามา ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย จะมีสติพิจารณาทันที แม้สิ่งนั้นจะเป็นสิ่งภายนอกจะเป็นสิ่งภายในก็ตาม ในเมื่อเกิดขึ้นมาแล้วเพราะอาศัยความมีสติ เขาจะมีความรู้พร้อมและการเตรียมพร้อม มีตาก็เป็นตามีศีลมีธรรม ไม่ใช่ตาหาเรื่อง ถ้าตาหาเรื่องแล้วก็มองดูใครทำอะไรไม่ถูกอกถูกใจก็หาเรื่อง พาลทะเลาะกัน นั่นเรียกว่าไม่มีสติ ขาดสติ จึงปล่อยให้ตาไปหาเรื่องกับเหตุการณ์ภายนอก

รูปที่ผ่านเข้ามาภายใจทางสายตา ตามันเป็นสิ่งที่มีไว้สำหรับดู ในเมื่อเราลืมตาดู มันก็เห็นหมดทุกสิ่งทุกอย่างนั่นแหละ เห็นทั้งสิ่งที่ดี เห็นทั้งสิ่งที่ร้าย เห็นทั้งสิ่งที่สวย เห็นทั้งสิ่งที่งาม เห็นทั้งสิ่งที่ขึ้ริ้วขี้เหร่ เห็นทั้งสิ่งที่น่าชอบใจ เห็นทั้งสิ่งที่ไม่ชอบใจ ในเมื่อจิตมีสติสัมปชัญญะรู้พร้อม จิตของเราจะให้ความยุติธรรมแก่สิ่งที่เห็น เห็นอะไรที่แสดงออกมา แม้ว่าจะเป็นสิ่งที่เราชอบใจไม่ชอบใจก็ตาม จิตที่มีสติจะเป็นกลางโดยเที่ยงธรรม เห็นอกเขาอกเรา ใครแสดงอะไรออกมา นั่นเป็นอุปนิสัยของเขาอย่างนั้น

เสียงที่เราได้ยินใครพูดออกมา ดีก็ตาม ไม่ดีก็ตาม จิตที่มีสติจะพิจารณาว่า ใครเปล่งเสียงออกมาอย่างไร ดีชั่วก็ตาม เป็นอุปนิสัยของเขาผู้นั้น กลิ่นที่ผ่านเข้ามาทางจมูก เหม็น หอม เป็นเรื่องของกลิ่น จิตเป็นกลางแล้วย่อมไม่ยินดียินร้าย สิ่งที่ผ่านเข้ามาทางลิ้น สัมผัสทางรส รสอร่อยเปรี้ยวหวานมันเค็ม จิตที่เป็นกลางแล้วจะไม่ติ ไม่ชมกับรสนั้น ๆ

แม้จิตที่มีสัมผัสในทางกาย ที่อยู่ที่หลับที่นอนจะอ่อนจะแข็งอย่างไรก็ตาม ในเมื่อจิตมีสติสัมปชัญญะก็มีแต่ความเป็นกลาง
เช่นอย่างญาติโยมมาวัด จะมีเสื่อปูให้นั่งก็ตาม ไม่มีก็ตาม จิตที่เป็นกลาง มีสติสัมปชัญญะ ย่อมไม่ติไม่ชม เห็นอะไรก็นึกว่าเป็นเรื่องของธรรมดา เห็นอะไรก็ปลงปัญญาทำจิตเป็นกลางว่าเป็นเรื่องของธรรม พิจารณาเข้าไปสู่หลักของพระไตรลักษณ์ ทุกสิ่งทุกอย่างมันแสดงความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาของมัน ทุกสิ่งทุกอย่างซึ่งเป็นเรื่องภายนอกนั้น มีหรือที่มันจะเป็นไปโดยถูกตา ถูกใจ ของเราหมดทุกสิ่งทุกอย่าง แม้แต่ลิ้นกับฟันอยู่ในปากมันก็ยังกระทบกัน บางทีเคี้ยวอาหารก็ไปเผลอกัดปากตัวเองเข้าให้ แม้แต่สิ่งที่อยู่ในร่างกายของเรา เรายังควบคุมไม่ได้ตลอดไปหมดทุกสิ่งทุกอย่าง เรื่องอะไรเราจะไปควบคุมบุคคลอื่นและสถานการณ์และสิ่งแวดล้อมให้มันเป็นไป ตามใจของเรา

เพราะฉะนั้น สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าท่านจึงให้มีสติสัมปชัญญะพิจารณาสิ่งต่าง ๆ อะไรเกิดขึ้นให้พิจารณาน้อมไปสู่พระไตรลักษณ์ อนิจจังไม่เที่ยง ทุกขังเป็นทุกข์ อนัตตาไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน โดยในหลักอนัตตลักขณสูตร ท่านให้ยกเอาขันธ์ ๕ ขึ้นมาพิจารณา

รูปัง ภิกขะเว อะนัตตา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย รูปเป็นอนัตตาไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน รูปคือร่างกาย แม้แต่ร่างกายของเรานี้มันก็ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ของเขา ถ้าว่ามันเป็นของเราจริง ๆ ทำไมมันจึงแก่ ทำไมมันจึงเจ็บ ทำไมมันจึงตาย หรือบางทีทำไมมันจึงไม่อยู่ในอำนาจ ในเมื่อเราแก่เฒ่าชราแล้ว มือเท้ามันก็ไม่อยู่ในอำนาจ แข้งขาเท้ามือก็ไม่อยู่ในอำนาจ นั่นคือลักษณะแห่งอนัตตา เพราะฉะนั้นเราจึงสั่งไม่ได้ในรูปของเราคือร่าง กายของเรานี้ว่า ขอรูปกายของเราจงเป็นอย่างนั้น ๆ อย่าแก่ อย่าเจ็บ อย่าตายเลย มันก็ไม่เป็นไปตามที่เราต้องการ ขอรูปของเราจงเป็นอย่างนี้ที่เราชอบใจ มันก็ไม่เป็นไปตามความต้องการ เพราะฉะนั้นรูปมันจึงไม่เที่ยง เพราะฉะนั้นรูปมันจึงเป็นทุกข์ เพราะฉะนั้นรูปมันจึงเป็นอนัตตาไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน

เวทนา อนัตตา เวทนา คือ ความสุข ความทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ มันก็ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน เวลานี้เรานั่งสมาธิภาวนาอยู่เราอยากให้จิตของเราสงบเป็นสมาธิให้ทันอกทันใจ มันก็ไม่เป็นไปตามที่เราต้องการ เรานั่งสมาธิอยู่ เราไม่อยากให้ร่างกายมันปวด มันเมื่อย ไม่ให้มีเวทนาทุกข์ มันก็ไม่เป็นไปตามความต้องการ เราต้องการให้กายของเรามีเวทนาสุขอย่างเดียว มันก็ไม่เป็นไปตามความต้องการ เพราะฉะนั้นเวทนามันจึงไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา

สัญญา สังขาร วิญญาณ อันเป็นเรื่องของขันธ์ ๕ มันก็เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาทั้งนั้น อันนี้เป็นแนวทางที่สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าให้เราพิจารณา

ในการพิจารณา รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อันนี้เป็นวิธีการปฏิบัติกรรมฐานในสายวิปัสสนากรรมฐาน การปฏิบัติกรรมฐานในสายวิปัสสนากรรมฐาน คือการหัดใช้ความคิดให้เกิดปัญญา จินตามยปัญญา ปัญญาเกิดจากการคิด เราฟังเทศน์เราจดจำได้แล้วก็มีความรอบรู้ อันนั้น ปัญญาเกิดจากการฟัง เรียกว่า สุตมยปัญญา

ในเมื่อเราฟังรู้แล้ว เราน้อมเอาสิ่งที่ฟังรู้มาพิจารณาในใจอีกทีหนึ่ง เช่น อย่างฟังเรื่องของ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แล้วเราก็เอามาพิจารณา พิจารณาว่ารูปก็ไม่เที่ยง เวทนาไม่เที่ยง สัญญาไม่เที่ยง สังขารไม่เที่ยง วิญญาณไม่เที่ยง พิจารณาไปจนกว่าจิตจะสงบลงเป็นสมาธิ หรือจิตมันอาจจะพิจารณาไปเองโดยอัตโนมัติ ถ้าหากว่าจิตกำหนดรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณเองโดยอัตโนมัติ โดยที่เราไม่ได้ตั้งใจ อันนั้นเรียกว่าจิตเราได้วิตก วิจาร ในขั้นแห่งพิจารณา

บางท่านอาจจะสงสัยว่า เมื่อเราพิจารณารูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เมื่อจิตสงบลงไปแล้วจิตมันจะไปพิจารณาว่า รูปไม่เที่ยง เวทนาไม่เที่ยง สัญญา สังขาร วิญญาณไม่เที่ยงเช่นนั้นหรือ มันไม่เป็นเช่นนั้นหรอก ในเมื่อเราอาศัยการคิดพิจารณาในเบื้องต้นว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เมื่อจิตสงบลงเป็นสมาธิแล้ว มันจะหยุดพิจารณาเรื่องที่เราตั้งใจคิด แล้วก็ไปสงบนิ่งอยู่เฉย ๆ ในขณะที่มันสงบนิ่งอยู่เฉย ๆ มันก็จะรู้ว่ารูปยังปรากฏอยู่ มันก็มองเห็นว่ามีรูป ในเมื่อจิตรู้สึกว่ารูปมีอยู่ เวทนาสุขทุกข์มันก็เกิดขึ้นที่รูป สัญญาก็เกิดขึ้นที่รูป จิตที่คิดอยู่ไม่หยุดก็เพราะมีรูป คือมีกายเป็นเครื่องมือ วิญญาณที่รู้เกิดขึ้นอยู่บ่อย ๆ ก็เพราะมีกาย เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มันเกิดขึ้นได้ในขณะที่เรายังมีกายอยู่

เมื่อเรานั่งกำหนดจิตดูอยู่ในขณะนี้ เรารู้ว่ามีกาย อะไรผ่านเข้ามาสัมผัสกายเราก็รู้ รู้ว่าอะไรเป็นที่สบาย เราก็รู้ เพราะอาศัยการพิจารณาเป็นอารมณ์จิต จิตก็จะค่อย ๆ สงบลงที่ละน้อย จนกระทั่ง นิ่ง สว่าง ความรู้สึกว่ามีกายก็หายไป เมื่อกายไม่มี เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็หายไปหมด ยังเหลือแต่จิตสงบ นิ่ง สว่าง อยู่เหมือนกันกับบริกรรมภาวนาในเบื้องต้น แล้วรูป เวทนา สัญญา สังขารก็หายไป ยังเหลือแต่จิตสงบ นิ่ง สว่างไสว เป็นกลางโดยเที่ยงธรรม สุขก็ไม่มี ทุกข์ก็ไม่มี

ทำไมมันจึงไม่มี เพราะกายหายไป สุขทุกข์เป็นเวทนา เวทนานี้มันเกิดจากกาย เมื่อกายมีอยู่สุขทุกข์ยังปรากฏอยู่ เมื่อกายมีอยู่สัญญาความทรงจำก็ยังมีอยู่ เมื่อกายมีอยู่จิตที่คิดนึกก็ยังมีอยู่ ในเมื่อกายมีอยู่จิตคิดนึกสัมผัสรู้อะไรวิญญาณก็ยังมีอยู่ เมื่อกายดับไปแล้ว เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณดับไปหมด เรื่องของเรื่องมันเป็นอย่างนี้

แม้แต่ในทางที่คุณธรรมมันบังเกิดขึ้น เช่น เราภาวนาจิตสงบลงไปแล้ว วิตก วิจาร ปีติ สุข มันก็ปรากฏได้ในขณะที่ยังมีกายอยู่ แต่ถ้าจิตสงบละเอียดลงไปจนกระทั่งกายหายไปแล้ว ยังเหลือแต่จิตสงบ นิ่ง ว่าง สว่างไสวอยู่ รู้อยู่แต่ภายใน กายไม่มี วิตก วิจาร ปีติ สุข มันก็หายไปหมด ยังเหลือแต่จิตสงบนิ่ง เป็นหนึ่ง เป็นเอกัคคตากับอุเบกขาจิต

ที่เรียกว่าเป็นอุเบกขาในขั้นนี้หมายถึงว่าจิตเป็นตัวของตัวเองโดยเที่ยงธรรม จิตไม่ได้พึ่งพาอาศัยอะไรเป็นอารมณ์ ไม่ได้ยึดเหนี่ยวอะไรเป็นอารมณ์ เป็นแต่จิตรู้ ตื่น เบิกบานอยู่ตลอดเวลา จะว่าสุขก็ไม่ใช่ จะว่าทุกข์ก็ไม่ใช่ มันเป็นกลางหมดทุกสิ่งทุกอย่าง ความยินดีก็ไม่มี ความยินร้ายก็ไม่มี สุขก็ไม่มี ทุกข์ก็ไม่มี เพราะกายหายไปแล้ว ความยินดีก็ดี ความยินร้ายก็ดี สุขก็ดี ทุกข์ก็ดี เราสัมผัสรู้ได้เฉพาะในขณะที่เรามีกาย ในเมื่อกายหายไปแล้วสุขทุกข์มันก็ไม่ปรากฏ มีแต่ความเป็นกลาง เพราะฉะนั้น จิตที่สงบลงเป็นอัปปนาสมาธิ ท่านจึงว่ามันเหลือแต่เอกัคคตากับอุเบกขา ถ้าท่านผู้ใดภาวนาไปถึงขึ้นนี้แล้วจะรู้เอง

เพราะฉะนั้น สมาธิขั้นอุปจาระก็ดี ขั้นสมถะก็ดี เป็นสิ่งจำเป็นที่นักภาวนาจะต้องรีบเร่งเอาให้ได้ เมื่อเรามีสมาธิขั้นอุปจาระ หรือขั้นอัปปนา ได้ชื่อว่าเรามีสมาธิที่ดำเนินเข้าไปสู่การทำจิตของตนเองให้เป็นพุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ในตอนนี้จิตเป็นตัวของตัวเองโดยเด็ดขาด อัตตา ทีปะ มีตนเป็นเกราะ คือเป็นที่ยึด อัตตะ สะระณา มีตนเป็นที่พึ่ง อัตตาหิ อัตตะโน นาโถ มีตนเป็นที่พึ่งของตน

นี่ถึงแล้ว อัตตาหิ อัตตะโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งของตน มันอยู่ที่ตรงนี้ ในตอนแรก ๆ เราพยายามทำจิตของเราให้เป็นที่พึ่งของตนให้ได้เสียก่อน ในเมื่อจิตมีสมาธิ จิตมีความเป็นที่พึ่งของตนได้โดยเด็ดขาด แม้ว่าจิตนั้นจะมีแต่ความสงบ นิ่ง อยู่เรื่อย ๆ ก็ไม่เป็นไร ไม่ต้องไปเดือดเนื้อร้อนใจ ไม่ต้องไปนึกว่า เมื่อไรจิตมันจะเกิดวิปัสสนา เมื่อไรจะเกิดภูมิความรู้ เมื่อไรจะได้ฌาน เมื่อไรจะได้ญาณ

เมื่อมีสมาธิมันก็มีฌาน จิตสงบลงเป็นอุปจารสมาธิ มีภาวนาอยู่ก็มีวิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา ก็ได้ฌานที่ ๑ แล้ว เมื่อจิตหยุดภาวนา จิตนิ่ง สว่างไสว มีปีติ มีสุข มีความเป็นหนึ่ง ก็ได้ขื่อว่าฌานที่ ๒ เมื่อปีติหายไปมีแต่สุขกับเอกัคคตา ก็ได้ฌานที่ ๓ เมื่อสุขหายไปเพราะกายหายไปหมดแล้ว มีแต่เอกัคคตากับอุเบกขาจิต ก็ได้ฌานที่ ๔ นี่ภาวนาได้ฌาน แล้วจะไปเดือดเนื้อร้อนใจอะไรกัน

ในเมื่อเรามีสมาธิก็มีฌาน ในเมื่อมีฌาน ญาณมันก็มีขึ้นมาเอง เมื่อมีญาณมันก็มีปัญญา เมื่อญาณแก่กล้าก็บันดาลให้จิตเกิดภูมิความรู้ขึ้นมา ภูมิความรู้ที่เกิดกับจิตก็คือความคิดนั่นเอง ความคิดที่มันผุดขึ้นมา ๆ ผุดขึ้นมาเป็นเรื่องของธรรมะ บางทีมันก็ผุดขึ้นมาว่า อ้อ! กายของเรามันก็เป็นอย่างนี้หนอ มันมีแต่ของปฏิกูลน่าเกลียด โสโครกสกปรก มีแต่ความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา อันนี้ปัญญามันบังเกิดขึ้นมาเพราะมีญาณ

ในเมื่อปัญญามันบังเกิดขึ้นมาอย่าง นี้ เรามีสติสัมปชัญญะตามรู้ปัญญาที่มันเกิดขึ้น ไอ้เจ้าปัญญานี่มันก็ไปของมันเรื่อยไป ไอ้ตัวสติก็ตามรู้ของมันเรื่อยไป ควบคุมกำกับกันไปอยู่ จิต อารมณ์ สติ ไม่พรากจากกัน นั่นคือจิตได้ภูมิวิปัสสนาขึ้นมาแล้ว เมื่อเป็นเช่นนั้นเรื่องอะไรที่เราจะไปกลัวว่าจิตมันจะติดสมถะ ไม่มีทาง ถ้าหากว่าจิตมันจะไปติดสมถะกันจริง ๆ ครูบาอาจารย์ท่านก็ไม่สอน แต่ถ้าจิตจะติดสมถะ ติดสมาธิในขั้นฌานก็ดีนี่ ดีกว่ามันไม่ได้อะไรเลย! ถ้ามันได้แต่ความคิดโดยความตั้งใจ ภูมิปัญญาความรู้ไม่เกิดขึ้นมาเองโดยอัตโนมัติ ถ้าไม่คิดก็ไม่มีความรู้ เมื่อตั้งใจคิดจึงเกิดความรู้ อันนี้มันเป็นสติปัญญาธรรมดา แต่ถ้าอยู่ ๆ มันคิดของมันขึ้นมาเอง ปรุงขึ้นมาเอง เป็นเรื่องของธรรมะ ปรุงขึ้นมาแล้วก็มีปีติ มีความสุขควบคู่กันไป มีความสงบควบคู่กันไป

จิตมีความคิดอยู่สงบได้อย่างไร มันสงบอยู่กับหน้าที่ที่มันพิจารณาอารมณ์อยู่ในปัจจุบันนั้น มันไม่เอาเรื่องอื่นเข้ามาแทรกมาแซง ธรรมะที่เกิดขึ้นมา ผุด ๆ ขึ้นมา สติก็รู้ รู้อยู่ที่จุดที่มันผุดขึ้นมานั่น แล้วมันไม่ได้แส่ไปทางอื่น กำหนดรู้อารมณ์จิตตลอดเวลา นี่คือความสงบจิตในขั้นวิปัสสนาความคิดก็คิดอยู่ไม่หยุด สติก็ตามรู้อยู่ไม่หยุดไม่พลั้งเผลอ นั่นคืออะไร อัตตะโน โจทะยัตตานัง เรามีสมรรถภาพที่จะเตือนตนด้วยตนเอง

การภาวนานี้ แม้เราจะไม่เห็นอะไรเป็นรูปเป็นร่างก็ตาม ให้มันรู้มันเห็นความเป็นจริงของกายของเราว่า ปัจจุบันนี้กายของเรามีอยู่หรือเปล่า เมื่อกายมีอยู่มองเห็นเวทนาหรือเปล่า เมื่อกายมีอยู่ความทรงจำอดีตสัญญามันเกิดขึ้นมาหรือเปล่า เมื่อกายมีอยู่ความคิดความปรุงแต่งมันมีอยู่หรือเปล่า เมื่อกายมีอยู่วิญญาณรู้ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มันมีอยู่หรือเปล่า ในเมื่อมันมีอยู่แล้วมีสติสัมปชัญญะรู้ทันอยู่หรือเปล่า นี่รู้กันที่ตรงนี้ เห็นกันที่ตรงนี้ เรื่องที่จะไปเห็นสิ่งต่าง ๆ ภายนอก เห็นนางฟ้า เทวดา อินทร์ พรหม ยม ยักษ์ เมืองสวรรค์ เห็นเมืองนิพพาน อันนั้นมันเป็นมโนภาพต่างหากหรอก

ต้องรู้กายของตนเอง รู้ใจของตนเอง นั่งภาวนาไปนาน ๆ มันเมื่อย มันปวด ถ้าทนต่อไปมันก็ทรมานร่างกาย เปลี่ยนอิริยาบทเสีย นี่เรียกว่ารู้เรื่องของกาย ถ้าหากว่ากายมันสบายเพราะอาศัยพลังแห่งปีติและสุขเกิดขึ้นในทางจิตก็นั่งต่อไป อย่าไปฝืนมัน ถ้าสิ่งใดจะเป็นการทรมานกายมากเกินไปเราก็เปลี่ยนอิริยาบถ เพราะกายอันนี้ทรมานมากนักมันก็ทรุดโทรม ทำให้เกิดเจ็บปวด เจ็บปวดหนัก ๆ เข้า ทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บในทางจิต ถ้าปล่อยให้มันฟุ้งในทางอกุศล มากเกินไป ไม่มีการกดข่ม ไม่มีศีลมาเป็นเครื่องควบคุมความประพฤติของตัวเอง อะไรเกิดขึ้นมาก็ลุอำนาจแห่งศีล จนมันเคยตัว เรียกว่าปล่อยจิตปล่อยใจให้มันเป็นไปตามอำเภอใจ ไม่มีการควบคุม เมื่อเรารู้ความจริงของกายของจิตมันเป็นอย่างนั้น เมื่อความคิดอันใดมันเกิดขึ้น เป็นกุศลก็ตาม อกุศลก็ตาม เรื่องบาปก็ตาม เรื่องบุญก็ตาม เมื่อเรามีสติสัมปชัญญะอยู่ จิตของเราจะทำหน้าที่พิจารณาไปเอง

สมมติว่าเรานั่งอยู่ในขณะนี้มันคิดอยากจะไปทำผิดศีลข้อใดข้อหนึ่ง ถ้าสติมีอยู่มันจะได้ความสำนึกขึ้นมาว่าสิ่งนี้ไม่ควรแก่เรา เราเป็นลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้า จะไปคิดฆ่าคิดแกง คิดลักคิดขโมย คิดด่าคิดนินทาว่าร้ายกัน มันไม่ใช่วิสัยของผู้ปฏิบัติธรรม เราเป็นลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้าต้องเลียนแบบพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าฆ่าสัตว์ไม่เป็นเราก็ไม่ฆ่า พระพุทธเจ้าไม่ทรมานสัตว์ เราก็ไม่ทรมาน พระพุทธเจ้าลักขโมยฉ้อโกงไม่เป็น เราก็เอาแบบท่าน พระพุทธเจ้าไม่ประพฤติผิดกาเมสุมิจฉาจาร เราก็เอาอย่างท่าน พระพุทธเจ้าโกหกหลอกลวงไม่เป็น เราก็เอาอย่างท่าน พระพุทธเจ้าไม่ทรมานตนไม่ทรมานคนอื่นด้วยการดื่มสุราเมรัย มัวเมาในสิ่งที่ทำให้เสียผู้เสียคน เราก็เอาอย่างพระพุทธเจ้าซิ ถ้าหากเราไม่เอาอย่างพระพุทธเจ้า เราก็ไม่ใช่ลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้าเท่านั้นเอง

พระพุทธเจ้าเวลาท่านนั่งสมาธิเพื่อจะตรัสรู้ พญามารปล่อยอาวุธร้ายหมายทำลายพระองค์ พระองค์ก็มีแต่เมตตาแผ่เมตตาให้พญามาร ลูกกระสุนหรืออาวุธที่พญามารปล่อยมาแทนที่จะถูกพระพุทธเจ้ากลายเป็นดอกไม้บูชา นี่ในทำนองเดียวกัน เราเป็นลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้า ใครด่ามาเราก็แผ่เมตตาให้ ไม่สนใจในคำด่า คนโน้นเขาด่าเรา เขาสร้างบาปให้กับเขาเอง เราไม่รับเอา วัวมันเข้าคอกไหนมันก็กลับคืนไปสู่คอกนั้น คนที่ด่าแต่ไม่มีใครรับคำด่ามันก็เปรียบเหมือนการถ่มน้ำลายขึ้นฟ้า แล้วมันก็ลงมารดหน้าของตัวเอง นี่ต้องพิจารณาอย่างนี้นักปฏิบัติ!

เพราะฉะนั้น ถ้าหากว่าเรากระทบอารมณ์อะไรก็ปล่อยไปเสียจนสุดขีด ไม่มีการยับยั้ง ไม่มีสติสัมปชัญญะพิจารณา เราก็ขาดคุณสมบัติที่เป็นลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้าเท่านั้นเอง กฏหรือระเบียบที่จะประพฤติบำเพ็ญตนให้เป็นลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้าอย่างแท้จริง ที่เราจะตั้งใจปฏิบัติโดยเจตนาคือศีล เรามาฝึกสมาธินี้เพื่ออบรมจิตของเราให้มีพลังงาน มีสติสัมปชัญญะ มีปัญญา เพื่อให้จิตของเรานี้เป็นลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้าเองโดยอัตโนมัติ โดยไม่ต้องกดข่ม เมื่อจิตมีสภาวะรู้ ตื่น เบิกบาน ก็ได้ชื่อว่าจิตมีคุณธรรมความเป็นพุทธะ

โดยปกติผู้ที่มีจิตเป็นสภาวะผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานแล้ว แม้ว่าอยู่ในสมาธิ สภาพจิตเป็นอย่างนั้น พอออกจากสมาธิมาแล้ว ความรู้สึกสำนึกผิดชอบชั่วดีมันจะมีอยู่ตลอดเวลา ตามธรรมดาของบุคคลผู้มีความรู้สึกสำนึกผิดชอบชั่วดี เขาต้องมีเจตนาว่าเขาจะละความชั่ว ประพฤติความดี ทำจิตให้บริสุทธิ์สะอาดอยู่เสมอได้ ในภาษิตที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนไว้ว่า

สัพพะปาปัสสะ อะกะระณัง กุสะลัสสูปะสัมปะทา สะจิตตะปริโยทะปะนัง เอตัง พุทธานะสาสะนัง การไม่ทำบาปทั้งปวง การทำกุศลให้ถึงพร้อม การชำระจิตให้บริสุทธิ์สะอาด นี้คือคำสอนของผู้รู้คือพระพุทธเจ้าทั้งหลาย

แหม! การที่จะทำจิตให้บริสุทธิ์สะอาดนี่มันยากเหลือเกิน เอ้า! ความบริสุทธิ์สะอาดของจิตนี้ มันมีโดยเจตนา ผู้ที่มีเจตนาจะรักษาศีลให้บริสุทธิ์สะอาดคือทำจิตให้บริสุทธิ์สะอาด เมื่ออบรมจิตให้มันคุ้นต่อการทำเช่นนั้นจนคล่องตัวแล้ว ต่อไปจิตมันก็จะบริสุทธิ์สะอาดเอง

พระภิกษุสงฆ์สามเณรมีความซื่อสัตย์ตรงไปตรงมาต่อหน้าที่ มีความตรงไปตรงมาต่อเพื่อนสมณะด้วยกัน มีการรักษาศีลให้บริสุทธิ์ มีกาย วาจา ใจบริสุทธิ์สะอาด ทำตนให้เป็นผู้งามในเบื้องต้น ทำจิตให้มีเมตตาปรานี ทำจิตให้มั่นคง เป็นผู้ทำความงามในท่ามกลาง ทำจิตให้มีสติสัมปชัญญะรอบรู้และมีเจตนาที่จะละเว้นความชั่ว ประพฤติความดี ทำใจให้บริสุทธิ์สะอาดอยู่เสมอ ได้ชื่อว่าเป็นผู้ทำความงามในเบื้องปลาย อาทิกัลยาณัง งามในเบื้องต้น คือศีลอันบริสุทธิ์ มัชเฌกัลยาณัง งามในท่ามกลาง คือสมาธิ ปริโยสานะกัลยาณัง งามในเบื้องปลาย คือปัญญา

เมื่อ ศีล สมาธิ ปัญญา งามพร้อม รวมลงเป็นหนึ่ง มีแต่ สติวินโย ปรากฏเด่นชัดอยู่ที่จิต ต่อนั้นไปคืออะไร เอกายะโน มัคโค สัมมะทักขาโต สัตตานัง วิสุทธิยา คือทางดำเนินไปเพื่อความบริสุทธิ์สะอาดของสัตว์ทั้งหลาย ด้วยประการฉะนี้


วันนี้ขอแสดงธรรมะเป็นเครื่องประดับสติปัญญาของท่านพุทธบริษัททั้งหลาย ก็เห็นว่าพอสมควรแก่กาลเวลา จึงขอยุติด้วยประการฉะนี้



:09:



หมายเหตุ : คัดลอกสำเนาจาก

http://board.palungj...%A2-265220.html
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#18 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11842
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 23/08/2011 - 17:26

:09: :09: :09:



การบริหารกิเลสด้วยความเป็นธรรม


เทศนาอบรมนักเรียน โรงเรียนสระพระพิทยาคม อ.โนนไทย จ.นครราชสีมา

ณ วัดวะภูแก้ว อ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา

วันที่ ๖ พฤศจิกายน ๒๕๓๕


เตรียมนั่งสมาธิเลย มองดูพระพุทธรูปเบื้องหน้า นั่งเอาขาขวาทับขาซ้าย มือซ้ายวางลงบนตัก เอามือขวาวางทับมือซ้าย ให้หัวแม่มือจรดกันนิดหน่อยอย่าให้ถึงกับตึงเครียด นั่งตั้งกายให้ตรง แต่อย่าไปเกร็งหรือกดข่มกล้ามเนื้อและประสาทส่วนใดส่วนหนึ่ง ตั้งใจกำหนดรู้จิตของตัวเอง ความรู้สึกอยู่ที่ไหนจิตของเราก็อยู่ที่นั่น

ลองกำหนดรู้จิต ทำจิตให้ว่าง ๆ อยู่สักพักหนึ่ง แล้วทำความรู้สึกในจิตว่า พระพุทธเจ้าอยู่ในจิตของเรา พระธรรมอยู่ในจิตของเรา พระสงฆ์ก็อยู่ในจิตของเรา จิตของเราเป็นพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เพราะเรามีความรู้สึกสำนึกผิดชอบชั่วดี

กิริยารู้ รู้ของจิตนั้นคือพุทโธที่อยู่ในจิตของเราแล้ว การทรงไว้ซึ่งความปกติทั้งกาย วาจา และจิต มีความสำรวมรู้สึกตัวอยู่ เรามีพระธรรมอยู่ในจิตของเรา คือรู้ ได้แก่พุทโธ เมื่อเรามีสติสังวรระวังตั้งใจจะกำหนดรู้จิตของเราอยู่ตลอดเวลา ความตั้งใจเป็นกิริยาของพระสงฆ์ เราก็มีพระสงฆ์อยู่ในจิตของเรา ดังนั้น ในอันดับต่อไป เราจะกำหนดรู้เอาจิตของเราเท่านั้น

ช่วงนี้ทุกคนให้มีสติกำหนดรู้จิตของตัวเอง ให้กำหนดรู้จิตเฉยอยู่ เมื่อกายกับจิตของเรายังสัมพันธ์กันอยู่ อะไรผ่านเข้ามาทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ จิตตัวผู้รู้เขาจะทำหน้าที่รับรู้ของเขาเองโดยอัตโนมัติ ในทางปฏิบัติ เราต้องเอาสติประคับประคองอยู่ที่จิตของเราเอง เสียงพูดแม้ว่าทุกคนจะไม่ตั้งใจฟัง แต่เมื่อเรามีสติกำหนดรู้จิตของเราอยู่ จิตเขาจะรับรู้เอง เพราะช่วงนี้เขามีหูเป็นเครื่องมือสำหรับสื่อสารกับโลกภายนอก คือนอกจากตัวของเขาเอง

ดังนั้น เมื่อนักเรียนพากันมากำหนดรู้จิตของตัวเอง ตั้งใจรู้จิตของตัวเองอยู่ตลอดเวลา เราก็ได้ปฏิบัติสมาธิภาวนาอยู่ตลอดเวลา ช่วงนี้เรายังไม่บริกรรมภาวนาหรือนึกถึงอะไรทั้งสิ้น ให้ตั้งใจกำหนดรู้จิต คอยสังเกตรับฟังเสียงที่ผ่านเข้าไปทางหู ซึ่งจะเริ่มต้นด้วยการพูดถึงศีลที่เราได้สมาทานแล้ว

ศีล คือ ความปกติกาย ปกติวาจา ปกติใจ หรือปกติจิต เวลานี้กายของเราอยู่นิ่ง ๆ กายก็ปกติ วาจาเราอยู่นิ่ง ๆ ไม่พูด วาจาก็ปกติ จิตของเรามีสติกำหนดรู้จิตอยู่ คือกำหนดรู้เฉยอยู่ จิตก็เป็นปกติ ความปกตินี่คือ ลักษณะของศีล สีละ แปลว่า ปกติ ปกติกาย ปกติวาจา ปกติใจ อันนี้เราเป็นผู้มีศีลแล้ว ปกติกายคือกายไม่ฆ่า ไม่ประทุษร้าย ปกติวาจาคือ ปากไม่พูดคำหยาบ ไม่โกหก ไม่พูดส่อเสียดยุยง ไม่พูดเพ้อเจ้อเหลวไหล จิตปกติไม่คิดอิจฉาตาร้อนใคร มีสติกำหนดรู้ตัวเองอยู่เวลา เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างเป็นปกติแล้วก็ได้ชื่อว่ามีศีล กายก็มีศีล วาจาก็มีศีล จิตก็มีศีล เรามีแล้วเพราะเราได้ตั้งใจสมาทานที่ผ่านมาเมื่อสักครู่นี้ เมื่อเป็นเช่นนั้นเราน้อมจิตน้อมใจคอยฟังธรรม

ทำไมพระพุทธเจ้าจึงสอนให้เรารักษาศีล ๕ เพราะว่าพระพุทธเจ้าท่านปรารถนาจะให้มนุษย์สร้างความรัก ความเมตตา ความเอ็นดู ความปรานีต่อกันและกัน ประโยคแรกท่านจะสั่งว่าอย่าฆ่ากัน อย่าเบียดเบียนกัน อย่าข่มเหงกัน อย่ารังแกกัน อย่าอิจฉาพยาบาทกัน สิ่งดังกล่าวมานี้อยู่ในขอบข่ายแห่งศีล ๕ ข้อ ที่เราได้สมาทานมาแล้ว

ถ้าหากว่ามนุษย์ไม่ฆ่า ไม่เบียดเบียน ไม่ข่มเหง ไม่รังแกซึ่งกันและกัน และไม่อิจฉาพยาบาทอาฆาตจองเวรซึ่งกันและกัน สังคมเราจะมีความสงบสุขราบรื่นหรือไม่ รับรองว่าสังคมของเราจะมีความสุขสงบ ราบรื่น นอกจากจะราบรื่นแล้วยังแจ่มใส เราจะยิ้มแย้มเข้าหากันอย่างฉันมิตร เราจะมองดูเพื่อนฝูงของเราฉันมิตร เหมือน ๆ กับเราเป็นลูกพ่อแม่เดียวกัน คลานตามกันออกมา เมื่อเป็นเช่นนั้นสังคมก็มีความสงบสุข

ประโยชน์ของการักษาศีล ๕ ประการแรก ป้องกันไม่ให้มนุษย์เกิดมีการฆ่ากัน เพราะ

- ปาณาติบาต เราพยายามฆ่าท่าน ท่านก็จะต้องพยายามฆ่าเรา

- อทินนาทาน การหยิบฉวยเอาผลประโยชน์ของผู้อื่น หรือทรัพย์สมบัติของผู้อื่นที่เขาไม่อนุญาต ด้วยอาการแห่งขโมย เมื่อท่านรู้ ท่านโกรธ ท่านก็ฆ่าเรา หรือไม่ถ้าเราเก่งกว่าเราก็ต้องเป็นฝ่ายฆ่าท่าน

- กาเมสุมิจฉาจาร ข่มเหงน้ำใจกัน ไปแอบทำชู้สู่เมียหรือลูกเต้าของท่าน เมื่อท่านโกรธ ท่านก็พยายามฆ่าเรา หรือไม่เราก็ต้องฆ่าท่าน

- มุสาวาท หลอกลวงอำพรางให้ท่านเสียผลประโยชน์ เกียรติยศ ชื่อเสียง ท่านโกรธ ท่านก็ฆ่าเรา หรือไม่เราก็ต้องฆ่าท่าน

- สุรา ตัวมัวเมาหรือมึนเมาด้วยฤทธิ์แห่งของเมา หรือเมาในลาภ ในยศ ในสรรเสริญ ในความสุข ทำให้เกิดความอิจฉาตาร้อน ก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดมีการฆ่ากัน

เพราะฉะนั้น ศีล ๕ ข้อนี้จึงเป็นคุณธรรมประกันความปลอดภัยของสังคม ป้องกันไม่ให้มนุษย์เกิดมีการฆ่ากัน

ประการ ต่อไป ศีล ๕ ประการมีคุณในการตัดทอนผลเพิ่มของบาป บาปที่เราเคยทำมาตั้งแต่เมื่อวานนี้ หรือตั้งแต่เช้านี้ บัดนี้เรามางดเว้นจากการทำบาปตามกฎของศีล ๕ ข้อนั้น เราได้ชื่อว่าตั้งใจตัดกรรมตัดเวรตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ถ้าหากเราสามารถปฏิบัติต่อ ๆ ไปจนกระทั่งตลอดชีวิตของเรา เราก็จะได้ตัดกรรมตัดเวรตลอดชีวิตของเรา การตัดกรรม ก็คือหยุดทำความชั่ว ความบาป การตัดเวร ก็คือหยุดการพยาบาทอาฆาตจองเวรซึ่งกันและกัน คือไม่แก้แค้นซึ่งกันและกัน รู้จักคำว่าให้อภัยซึ่งกันและกัน ผู้ทำผิดก็ให้รู้จักคำว่า ขอโทษ ผู้ถูกขอโทษก็ควรจะรู้จักคำว่า ให้อภัย ไม่เป็นไรหรอก อันนี้เป็นอุบายตัดกรรมตัดเวร

ประการต่อไป เป็นอุบายสำหรับตัดทอนกิเลสความชั่วฝ่ายบาปให้น้อยลงหรือหมดไป คนเรามีความโลภคือความอยากได้ มีความโกรธเกิดจากความไม่พอใจ มีความหลงในสิ่งที่เราติดพัน ความโลภเป็นกิเลสที่ชั่วช้าลามก เป็นอกุศลมูล เป็นรากเหง้าของอกุศลคือความบาปทั้งปวง พระพุทธเจ้าสอนให้เราละ ละโลภ ละโกรธ ละหลง แต่ถ้าเราละไม่ได้ พยายามหักห้ามจิตอย่าให้ประพฤติล่วงเกินศีล ๕ ข้อ ข้อใดข้อหนึ่ง คือไม่ล่วงเกินในสิ่งที่เป็นบาป เช่น การฆ่า เบียดเบียน ข่มเหง รังแก อิจฉาตาร้อน เป็นต้น

อันนี้เราตั้งใจละเอาได้ ละการกระทำ การกระทำที่เราทำด้วยกาย วาจา และคิดด้วยใจ มูลเหตุมันเกิดจาก ความโลภ ความโกรธ และความหลง เพราะฉะนั้น ในหลักศาสนาพุทธ พระพุทธเจ้าท่านจึงให้ยึดศีล ๕ เป็นหลักปฏิบัติ การกระทำสิ่งใดที่ไม่ผิดศีล ๕ ข้อใดข้อหนึ่ง แม้จะทำด้วยความโลภ ก็ทำลงไป แต่ขอให้เป็นการทำดี เราใช้ความโลภ ความโกรธ ความหลง ให้เป็นสิ่งกระตุ้นเตือนจิตของเราให้เกิดมีความทะเยอทะยาน ในความอยากได้ อยากดี อยากมี อยากเป็น

สิ่งที่มนุษย์พึงประสงค์มีอยู่ ๕ อย่าง คือ

ลาภ ได้แก่ ผลประโยชน์ คือ ทรัพย์สินเงินทองและวิชาความรู้

ยศ ได้แก่ เกียรติยศ ยศฐาบรรดาศักดิ์ เรามียศเป็นนาย มียศเป็นเด็กชาย เราต้องการอยากจะให้ยศของเราสูงขึ้นไป เราต้องใช้ความโลภของเราเป็นเครื่องเตือนใจของเราให้เกิดความทะเยอทะยาน ในความอยากได้ อยากดี อยากมี อยากเป็น สร้างความโกรธในสิ่งที่มันจะทำให้เราเสียประโยชน์ และสร้างคุณธรรมให้มาโกรธความโง่ เอาความโลภมากระตุ้นให้เราขยันเรียน เอาความโลภมากระตุ้นให้หมั่นขยันในการฝึกหัด คือขยันในการฟัง การถาม การคิด การขีดการเขียน สุ จิ ปุ ลิ ... สุ-ฟัง ปุ-ถาม อะไรไม่เข้าใจเราถาม ขยันถาม ลิ-ขีดเขียน คือฝึกหัดให้มันคล่องมือ

เมื่อเราหมั่นเราขยัน เราเอาความโลภเป็นสิ่งกระตุ้นเตือนใจ ขยันฟัง ขยันถาม ขยันเขียน ขยันคิด การถามเป็นอุบายวิธีฝึกหัดปากของเราให้มีความกล้าหาญ ฝึกหัดนิสัยของเราไม่ให้อายครู โบราณท่านกล่าวว่าอายครูไม่ได้ความรู้ อายชู้ไม่ได้อะไร ถือหลักว่าเราต้องกล้า อะไรที่เราไม่เข้าใจ ต้องขยันถาม ฟังแล้วไม่เข้าใจต้องถาม ถามมาแล้วต้องฝึกหัด คือขีดเขียนให้มันคล่องตัว

แล้วก็คิดหาอุบายและเหตุผลในการกระทำนั้น ๆ ว่ามันเกิดประโยชน์อะไร เกิดคุณเกิดประโยชน์อย่างไร เป็นคุณหรือเป็นโทษ เป็นประโยชน์หรือไม่เป็นประโยชน์ ถ้าเราทำดังที่กล่าวมาแล้ว ได้ชื่อว่า เราใช้ความโลภของเราถูกทาง ใช้ความโกรธของเราถูกทาง เพราะเราโกรธความโง่ โกรธความไม่มีความรู้ ในเมื่อเกลียดหรือโกรธความไม่มีความรู้ ความโง่ เราต้องขยันหมั่นเพียรในการเรียน เอาความโลภเป็นแรงกระตุ้นเตือน

สิ่งที่มนุษย์ปรารถนาในข้อต่อไป คือ ชื่อเสียงอันงาม การสร้างชื่อเสียงให้โด่งดัง หรือชื่อเสียงอันงาม ขยันเรียน มีความประพฤติสุภาพเรียบร้อย ชายประพฤติเป็นสุภาพบุรุษ หญิงประพฤติตนเป็นสุภาพสตรี เรียกว่าอยู่ในกฎเกณฑ์ที่เป็นสุภาพชน โดยยึดศีล ๕ เป็นหลัก

ในเมื่อเราประพฤติได้ดังที่กล่าวมา เราก็มี ความสุขกายสุขใจ แม้ว่าเราจะปรารถนาวิชาความรู้ หรือทรัพย์สมบัตินานัปการ ความมุ่งหมายอยู่ที่ความสุขกายและสุขใจ เราเกิดมาในชีวิตหนึ่ง ๆ มาเป็นคนร่วมโลกเขา เราควรจะพยายามหาความสุขกายสุขใจในทางที่ชอบด้วยหลักศีลธรรม หลักกฎหมายปกครองบ้านเมือง และหลักเหตุผล จึงจะได้ชื่อว่าปัญญาชนผู้นับถือพระพุทธศาสนา

ประการสุดท้าย คือ อำนาจ ได้แก่ ความเป็นใหญ่ การสร้างอำนาจเราต้องพยายามสร้างตัวเอง ให้มีอำนาจบังคับตัวเองให้ได้ เวลาขี้เกียจบังคับให้มันเกิดความขยัน เวลามันอืดอาด ลุกยาก นั่งยาก ก็บังคับให้มันคล่องแคล่วว่องไว เวลามันเกิดขี้ขลาด บังคับให้มันเกิดความกล้าหาญในทางที่ชอบ มีความประพฤติอ่อนน้อมถ่อมตน ประพฤติอ่อนโยนนอบน้อมต่อผู้หลักผู้ใหญ่ สุภาพ บุรุษเป็นผู้ประพฤติอ่อนน้อม แต่มีความเข้มแข็ง เพราะเขามีสุขภาพกายดี สุขภาพจิตก็ดี จึงเป็นผู้มีดีพร้อม เมื่อเขามีดีพร้อม เขามีอำนาจในตัวของเขาเอง

เมื่อได้รับการศึกษาเล่าเรียน เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ สำเร็จปริญญาโท เอก มา ในเมื่อเราไปทำธุรกิจส่วนตัว เราก็มีอำนาจในหน้าที่ของเรา เมื่อรับราชการ เราก็มีอำนาจหน้าที่ตามที่ราชการมอบหมายให้ เรามีอำนาจที่จะทำอะไรโดยไม่มีใครขู่เข็ญบังคับ เราทำด้วยความพอใจ โดยอาศัยกติกา คือ กฎหมาย ระเบียบ ศีล ๕ เป็นเครื่องประกันความปลอดภัย

เพราะฉะนั้น ศีล ๕ จึงเป็นขอบเขตของการใช้กิเลสให้เกิดเป็นประโยชน์โดยความเป็นธรรม การทำอะไรด้วยกาย วาจา และใจ เมื่อไม่ผิดศีล ๕ ข้อใดข้อหนึ่ง ทำให้มันมาก ๆ แต่สิ่งใดที่ผิดศีล ๕ ข้อใดข้อหนึ่ง ให้งดทันที

ประการสำคัญที่สุด ขอฝากลูกหลานเอาไปคิดเป็นการบ้าน หลวงตาว่า ศีล ๕ นี้เป็นคุณธรรมที่เป็นมูลฐานให้เกิดระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย เพราะหัวใจของประชาธิปไตยอยู่ที่การเคารพสิทธิมนุษยชน เมื่อใครมีศีล ๕ ก็ได้ชื่อว่าเคารพทุกสิทธิ สิทธิในการดำรงชีพอยู่โดยเสรี สิทธิในการครอบครองทรัพย์สมบัติโดยเสรี สิทธิในการใช้ผลประโยชน์ในคู่ครองของตนโดยเสรี ถูกต้องการกฎหมายปกครองบ้านเมืองและศีลธรรม เราก็ได้ยึดเอาธรรมอันเป็นหัวใจของเสรีภาพ เสรีชน โดยมีเหตุ มีผล มีขอบเขต มีกติกา เพราะฉะนั้น เราจะทำอะไรทุกสิ่งทุกอย่างต้องมีกติกา

เวลานี้เรามาศึกษาธรรมตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า เรามายึดเอาศีล ๕ เป็นกติกาแห่งการปฏิบัติ พระพุทธเจ้าสอนให้เราละบาปความชั่วร้าย ผู้ใดต้องการจะละบาป ความชั่วร้าย ให้ยึดศีล ๕ เป็นหลักปฏิบัติให้เคร่งครัด เราก็ได้ชื่อว่าละซึ่งบาปทั้งปวง ทีนี้เมื่อเราละบาปทั้งปวงได้แล้ว เราตัดกรรมตัดเวรได้เด็ดขาด เราจะไปอยู่ที่ไหนก็มีความสุขสบาย ไม่ต้องไปหวาดระแวงภัยว่าจะมีภัยใด ๆ บังเกิดขึ้น นอนอยู่บ้านก็สบาย มานอนในป่าอย่างนี้ก็สบาย โดยอาศัยบุญบารมีของพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ และอำนาจคุณความเมตตาปรานีของครูบาอาจารย์แผ่คลุมเรา เราก็มีความสุขกาย สุขใจ นี่คือประโยชน์ของการรักษาศีล ๕ ที่เราจะมองเห็นในปัจจุบันนี้

ส่วนเรื่องรักษาศีลแล้วไปสวรรค์ รักษาศีลแล้วถึงนิพพาน อันนั้นเอาไว้คุยกันทีหลัง เรามาทำความเข้าใจในประโยชน์ของการรักษาศีล ๕ ในปัจจุบันนี้ให้มาก ๆ เพราะศีล ๕ เป็นอุบาย ให้มนุษย์สร้างความรัก ความปรานีในกันและกัน ศีล ๕ เป็นคุณธรรมประกันความปลอดภัย เพราะกันไม่ให้มนุษย์เกิดมีการฆ่ากัน ศีล ๕ เป็นอุบายตัดกรรมตัดเวร กรรมคือการกระทำ เวรคือการผูก ได้แก่การคอยจ้องล้างจองผลาญ ศีล ๕ เป็นคุณธรรมที่เป็นยอดแห่งการปกครองโดยระบอบประชาธิปไตย

ผู้ต้องการจะให้บ้านเมืองปกครองในระบอบประชาธิปไตย ต้องพิจารณาศีล ๕ คือเอาศีล ๕ มาเป็นหลักปฏิบัติและก็ไม่ต้องหนักใจ ถ้าหากใครยังงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตมาประกอบอาหารเลี้ยงตนเองและครอบครัวไม่ได้ ถ้านึกสนุกอยากจะมีศีล ๕ กับเขาบ้าง ก็ให้ตั้งปณิธานให้แน่วแน่ว่า ขึ้นชื่อว่ามนุษย์ ฉันจะไปฆ่า ไม่เบียดเบียน ไม่ข่มเหง ไม่รังแก ไม่อิจฉาตาร้อน ฉันจะปรารถนาดีต่อเพื่อนมนุษย์ทั้งหลาย ขอมนุษย์ทั้งหลายจงมีความสุขกาย สุขใจ อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกัน จงมีสุข รักษาตนให้พ้นภัยทั้งปวงเถิด พยายามนึกเอาไว้อย่างนี้

ตามนัยดังที่กล่าวมา เราจะปฏิบัติธรรม คือปฏิบัติสมาธิภาวนา เราต้องรักษากาย วาจาของเรา ซึ่งเปรียบเหมือนเปลือกไข่ ห่อหุ้มไข่แดงคือจิตของเราเอาไว้ ธรรมชาติของไข่ไก่ ไข่เป็ด ที่เราจะเอาไปพักให้มันเกิดเป็นตัว เราต้องพยายามทะนุถนอมประคับประคอง อย่าให้เปลือกมันมีรอยร้าวหรือรอยบุบ ถ้ามันมีรอบร้าวหรือรอยบุบเอาไปฟักมันจะไม่เป็นตัว มีแต่จะเน่า แต่ ถ้าเรารักษากายวาจาไม่ให้ละเมิดโทษตามศีล ๕ ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีศีล ได้ชื่อว่าเป็นผู้ทะนุถนอมรักษาเปลือกไข่ คือ กาย วาจา ของเราให้ปลอดภัยไม่มีรอยร้าวไม่มีรอยบุบ เราจะนำไปฝึกสมาธิภาวนาจิตของเราก็เป็นสมาธิได้ง่าย

อย่าว่าแต่พวกเราซึ่งเป็นเด็ก วัยหนุ่ม วัยสาว หรือเป็นผู้ใหญ่ เป็นคฤหัสถ์ แม้แต่พระภิกษุสงฆ์ สามเณร ผู้บวชในศาสนานี้ก็ต้องรักษาศีล ๕ และศีล ๒๒๗ ให้บริสุทธิ์ บริบูรณ์ดี ถ้าไปละเมิดสิกขาบทข้อใดข้อหนึ่ง ในจำนวน ๒๒๗ ข้อ กายวาจาของท่านผู้นั้นอันเปรียบเหมือนเปลือกหุ้มไข่จะมีรอยร้าวทันที ในเมื่อมีรอยร้าว คุณภาพของความเป็นนักบวชเป็นพระก็ลดน้อยลงไปหนึ่งเปอร์เซ็นต์ ถ้าละเมิดสิกขาบทวินัย ๒๒๗ ข้อ หลาย ๆ ข้อ คุณสมบัติแห่งความเป็นนักบวชเป็นพระก็ลดลงตามลำดับ แม้ว่าเราจะปฏิญาณตนเป็นสมณะ ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ แต่ละเมิดสิกขาบทวินัย แม้แต่อาบัติทุกกฎ อาบัติปาจิตตีย์เป็นอย่างต่ำ ได้ชื่อว่าเป็นผู้ลวงโลก

ยกตัวอย่างเช่น พระธุดงค์ไปเดินธุดงค์กรรมฐาน ท่านเดินไปองค์หนึ่งองค์เดียว ไม่มีไวยาวัจกร คือไม่มีลูกศิษย์ที่เป็นคฤหัสถ์ ไม่มีใครถือสตางค์ให้ แต่ท่านเอาสตางค์ใส่ย่ามของท่านไป ท่านหยิบใส่ย่าม เป็นอาบัตินิสสัคยิปาจิตตีย์ ๑ ตัว ในเมื่อหยิบออกจากย่ามไปซื้อของ เป็นอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์อีก ๑ ตัว ของที่ได้มาบริโภคใช้สอย ถ้าหากเป็นอาหารจะเป็นอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์ทุกคำกลืน ถ้าเป็นสบงจีวรก็เป็นอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์ ทุกระยะที่นุ่งห่มแล้วเปลื้องออกจากกายแล้วนำมานุ่งห่มอีก เป็นอันว่าเงินบาทเดียวเป็นอาบัติถึง ๓ ตัว เปลือกไข่ของพระคุณเจ้าร้าว ละเมิดตัว ๑ เพียงแค่ร้าว ร้าวนิด ๆ พอละเมิดตัวที่ ๒ ร้าวจนรอบ ละเมิดตัวที่ ๓ บุบ ใจหรือจิตซึ่งเปรียบเหมือนไข่แดง เพราะละเมิดสิกขาบทวินัยจึงกลายเป็นไข่เน่า ไปเดินธุดงค์กรรมฐานก็กรรมฐานไข่เน่า เป็นนักปฏิบัติก็เป็นนักปฏิบัติไข่เน่า ไกลต่อมรรคผลนิพพานหรือคุณงามความดี

เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงสอนว่า ตัสมา สีลัง วิโสธะเย [i]สาธุชนพึงชำระศีลของตนให้บริสุทธิ์สะอาด

เสียงดังที่กล่าวมาตั้งแต่ตนจนถึงบัดนี้ เป็นอารมณ์สิ่งรู้ของจิตเป็นสิ่งระลึกของสติ เมื่อเรามีสติ กำหนดรู้อยู่ที่จิตของเราเพียงอย่างเดียว เราได้ยินเสียงมีสติ มีสติรู้ตัวอยู่ตลอดเวลา เราได้ใช้เสียงเป็นอารมณ์กรรมฐาน เราได้ปฏิบัติกรรมฐานควบคู่ไปกับการฟัง เพราะกรรมฐานนี่คือการทำจิตให้มีสิ่งรู้ สติมีสิ่งระลึก จะเป็นอะไรก็ได้ แม้แต่ยืน เดิน นั่ง นอน รับประทาน ดื่ม ทำ พูด คิด ถ้าเรามีสติรู้ตัวอยู่ตลอดเวลา เราได้ปฏิบัติกรรมฐานอยู่ตลอดเวลา

เมื่อเราเข้าห้องเรียนอันเป็นกิจประจำวันของเรา เมื่ออาจารย์มายืนหน้าห้อง ท่านทำการสอน ถ้าเรามองจ้องที่ตัวอาจารย์ ส่งจิตไปรวมไว้ที่ตัวอาจารย์อย่างไม่ลดละ ปฏิบัติต่อเนื่องกันทุกชั่วโมงที่ได้รับการสอน ถ้าเราปฏิบัติต่อเนื่องกันไม่ขาด เมื่อเกิดความคล่องตัว ชำนิชำนาญ เราจะรู้สึกว่าจิตและสายตาของเราจ้องอยู่ที่ตัวอาจารย์อย่างไม่ลดละ โดยที่เราไม่ได้ตั้งใจ นั่นแสดงว่าสมาธิของเรากำลังเริ่มจะเกิดแล้ว

แต่ถ้าเราฝึกต่อเนื่องกันไปไม่หยุดยั้ง ภายหลังสายตาจะจ้องอยู่ที่ตัวอาจารย์ แต่ความรู้สึกทางจิตจะย้อนมาอยู่ที่ตัวเราเอง มาเตรียมพร้อมอยู่ในจิต เมื่อเป็นเช่นนั้นเมื่ออาจารย์พูดอะไรให้ฟัง พอท่านหยุดหายใจ นักเรียน นักศึกษาคนนั้นสามารถที่จะรู้ล่วงหน้าว่าต่อไปอาจารย์จะพูดอะไร เวลาไปสอบ อ่านคำถามจบ จิตจะวูบไปนิดหน่อยคำตอบจะผุดขึ้นมาเขียนเอาเขียนเอา เวลาไปสอบจริง ๆ จิตจะบอกให้ดูหนังสือเล่มนั้นจากหน้านั้นไปถึงหน้านั้น ข้อสอบจะออกที่ตรงนี้ อันนี้เป็นวิธีปฏิบัติสมาธิให้ประยุกต์กับการเรียนการศึกษา

การ ยืน เดิน นั่ง นอน รับประทาน ดื่ม ทำ พูด คิด มีสติรู้ตัวอยู่ตลอดเวลา เป็นการปฏิบัติสมาธิโดยเอาเรื่องชีวิตประจำวันเป็นอารมณ์จิต ธรรมชาติของจิต ถ้ามีอารมณ์สิ่งรู้ สติมีสิ่งระลึก สิ่งที่เราจะได้คือ สติมีความมั่นคง คล่องแคล่ว ว่องไว รู้ทันเหตุการณ์ สามารถแก้ปัญหาต่างๆ ให้ตกไปได้ อันนี้เป็นวิธีการทำสมาธิให้สัมพันธ์กับเรื่องชีวิตประจำวันในปัจจุบัน

ส่วนการทำสมาธิตามวิธีการ ท่านอาจารย์ผู้ให้การอบรม ท่านจะให้เราท่องภาวนาพุทโธบ้าง ยุบหนอ-พองหนอบ้าง สัมมาอรหังบ้าง หรือไม่ให้ท่องอะไร ก็ให้มีสติกำหนดรู้ลมหายใจเข้า หายใจออก ซึ่งเราจะได้รับคำแนะนำเพิ่มเติมจากที่เราได้เคยศึกษามาแล้วจากท่านอาจารย์ จันทร์ซึ่งจะทำธุระต่อไป ประโยชน์ของการทำสมาธิ จะทำให้สุขภาพร่างกายของเราแข็งแรง สุขภาพจิตมีความเข้มแข็ง

ดังนั้น ก่อนที่จะจบบรรยายนี้ ขอเดือนให้นักเรียนทุกคนจงมีสติ กำหนดรู้จิตของตนเฉยอยู่พักหนึ่ง แล้วในอันดับต่อไป ให้เราตั้งใจเชื่อฟังอาจารย์ผู้ให้การอบรมให้เอาใจจดจ่อ มีสติกำหนดไว้ในจิตของตนเอง แล้วเสียงจะผ่านเข้าไปในทางหูเอง จิตเขาจะทำหน้าที่รับรู้เอง ธรรมชาติของกายกับจิตถ้ายังมีความสัมพันธ์กันอยู่ แม้อะไรจะผ่านเข้ามาทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจเขาย่อมทำหน้าที่รับรู้ รับรู้โดยไม่ได้ตั้งใจจะรู้ เพราะธรรมชาติเขาเป็นอย่างนั้น


เพราะฉะนั้น ถ้าสงสัยและข้องใจในหลักและวิธีการปฏิบัติสมาธิ ว่าภาวนาอะไรจึงจะดีจึงจะสำเร็จได้ง่าย ถ้าข้องใจตัดสินใจไม่ลง ในเมื่อเรานั่งสมาธิให้มีสติกำหนดรู้จิตของตนเฉยอยู่ อย่าไปตั้งใจคิดอะไรขึ้นมาแล้วสังเกตดูว่าในขณะที่เราทำจิตให้เฉยว่างอยู่ นั้น สิ่งที่ปรากฏเด่นชัดที่สุดคืออะไร คือลมหายใจ เมื่อสิ่งใดปรากฏเด่นชัด เราตั้งใจกำหนดรู้สิ่งนั้น กำหนดรู้ด้วยอาการรู้สึกเบา ๆ อย่าไปบังคับจิตให้สงบ อย่าไปบังคับลมหายใจให้หยาบ ละเอียด สั้น ยาว หน้าที่ของเราเพียงแต่รู้อยู่เฉย ๆ

อันนี้คือเรามีสติกำหนดรู้ธรรมชาติของกาย การหายใจเป็นธรรมชาติของกาย ที่ว่าธรรมชาติก็เพราะว่า ตั้งใจก็ตาม ไม่ตั้งใจก็ตาม การหายใจมีอยู่ทั้งหลับและตื่น ทีนี้ถ้าหากว่าจิตของเราอยู่กับลมหายใจตลอดไป ปล่อยให้อยู่ไป อย่าไปรบกวน แต่ถ้าเผลอ ๆ เขาเกิดความคิดขึ้นมาให้มีสติกำหนดรู้ความคิดทันที ข้อนี้เราจะสังเกตได้ง่าย ถ้าหากว่าจิตมีความคิด เราตั้งสติกำหนดรู้
ถ้าเขาหยุดคิดแสดงว่าจิตยังไม่มีพลังงาน ให้กำหนดดูความว่าง ให้จิตเดินอยู่ที่ลมหายใจ ความคิด ความว่าง ลมหายใจ ความคิด ความว่าง แต่ความคิดอย่าไปตั้งใจคิด ให้จิตมันคิดขึ้นเอง แต่ถ้าจิตคิดขึ้นเอง ถ้าจิตมีพลังงานพอ เรากำหนดรู้ เขาจะไม่ยอมหยุด แม้เราจะห้ามไม่ให้เขาคิดก็ห้ามไม่ได้ เขาจะต้องไปตามครรลองของเขา

ดังนั้น ในทางที่สังเกตควรจดจำไว้ในกาลต่อไป หากว่าผู้ปฏิบัติสามารถทำจิตให้มีสมาธิ จิตสงบ สว่าง รู้ตื่น เบิกบาน มีปีติ มีความสุข แล้วจิตมีความเป็นหนึ่ง นิ่ง ว่าง สว่างไสว อยู่เฉย ๆ ถ้าสามารถทำได้บ่อย ๆ บ่อย ๆ เข้า การทำสมาธิไปถึงจุดว่างของจิตนั้นเป็นฐานสร้างพลังงาน เมื่อจิตสร้างพลังงานพร้อมแล้ว เขามีกำลัง เขาต้องการทำงาน ดังนั้น ในภายหลังเราอาจกำหนดจิตปั๊ปลงไปเพราะเราจะปฏิบัติ จิตจะมีความรู้สึกสงบวูบไปนิดหนึ่ง แล้วความคิดมันจะฟุ้ง ๆ ขึ้นมายังกับน้ำพุ ซึ่งนักปฏิบัติทั้งหลายเข้าใจว่าจิตฟุ้งซ่าน

ดังนั้นเมื่อเราบริกรรมภาวนา ยุบหนอ-พองหนอ เป็นต้น ถ้าหากจิตของเราหยุดบริกรรมภาวนาไปเกิดความคิดขึ้นมา ให้มีสติกำหนดรู้ เมื่อกำหนดรู้แล้วจิตไม่ยอมหยุดคิดปล่อยให้คิดไป ให้ท้าทายเลยว่า แกจะคิดถึงไหน ฉันจะนั่งดูแกอยู่นี่แหละ ในเมื่อเขาคิดไป เรามีสติกำหนดรู้ รู้ รู้ เรื่อยไป จนรู้สึกว่าความคิดก็ดี สติก็ดี จิตก็ดี มันสัมพันธ์เป็นอันหนึ่งอันเดียวอย่างเหมาะเจาะ พอคิดอะไรรู้ปั๊ป คิดอะไรรู้ปั๊ป ๆ เป็นอัตโนมัติไปเลย ปล่อยให้คิดไป แสดงความจิตของเรามีพลังงาน

เอาละ สำหรับการบรรยายในภาคต้นนี้ ได้พูดถึงเรื่องศีลที่ได้สมาทานมาแล้ว ความรู้สึกสำนึกผิดชอบชั่วดีเป็นกิริยาแห่งความมีพุทธะอยู่ในจิต การทรงไว้ซึ่งความรู้สึกเช่นนั้นได้ชื่อว่า ทรงไว้ซึ่งพระธรรม การที่มีสติสังวรระวัง ตั้งใจจะกำหนดรู้อารมณ์จิต หรือตั้งใจจะละบาป ความชั่ว ประพฤติความดี ทำจิตให้บริสุทธิ์สะอาดอยู่เสมอ เป็นกิริยาแห่งพระสงฆ์ ผู้ใดมีจิตใจเช่นนั้นได้ชื่อว่ามีพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์อยู่ในใจ

เอ้า ขอยุติไว้ เพียงแค่นี้


.....สูดลมหายใจช้า ๆ เบา ๆ จนหมดแรง เอ้า สูดเข้าไป... ปล่อยออก... สูดเข้าไป... ปล่อยออกไป...สูดเข้าไป... ปล่อยออกไป ... สูดเข้าไป... ปล่อยออกไป...

หายใจเป็นปกติ มีสติกำหนดรู้ลมหายใจ ให้รู้ที่ลมหายใจอย่างเดียว ทำใจให้เฉยรู้ลมหายใจอย่างเดียว ทำความรู้สึก มีสติรู้พร้อม นี่กายและจิตของเรา แล้วก็ค่อยขยับออกจากที่นั่งสมาธิได้ แล้วพัก.



:09: :09: :09:


หมายเหตุ : คัดลอกสำเนาจาก

http://www.dharma-ga....lp-poot_03.htm

การโพสต์นี้ได้ถูกแก้ไขโดย เภตรา: 23/08/2011 - 17:27

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#19 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11842
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 24/08/2011 - 12:46

:09: :09: :09:



คุยกันเล่น ๆ




:103:



สวดมนต์ให้เย็น



บทสวดมนต์ที่เราจะยึดเป็นหลัก วิธีปฏิบัติ ถ้าเรามีดอกไม้ธูปเทียนบูชาพระพุทธรูป ก็ให้กล่าวคำว่า

อิมินา สักกาเรนะ พุทธัง ปูเชมิ
อิมินา สักกาเรนะ ธัมมัง ปูเชมิ
อิมินา สักกาเรนะ สังฆัง ปูเชมิ


อันนี้เป็นคำบูชาพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์
ถ้าโน้มน้าวจิตของเราให้มีความเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ อันดับต่อไปก็

อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ (กราบทีหนึ่ง)
สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม ธัมมัง นะมัสสามิ (กราบทีหนึ่ง)
สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สังฆัง นะมามิ (กราบทีหนึ่ง)


ทีนี้ก็มาสำรวมจิตให้แน่วแน่ต่อคุณพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ กล่าวนะโม ๓ จบ

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ


ต่อไปสำรวมจิต สวดบทอิติปิโส

อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ สัตถา เทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ (กราบทีหนึ่ง)
แล้วสวดบทสวากขาโตต่อไป
สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม สันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหีติ (กราบทีหนึ่ง)


สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ยะทิทัง จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะปุริสะปุคคะลา เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเณยโย อัญชะลีกะระณีโย อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกกัสสาติ (กราบทีหนึ่ง)

ทีนี้อันดับต่อไปก็ตั้งใจเจริญพรหมวิหาร

อะหัง สุขิโต โหมิ
นิททุกโข โหมิ
อะเวโร โหมิ
อัพยาปัชโฌ โหมิ
อะนีโห โหมิ
สุขี อัตตานัง ปะริหะรามิ


อันนี้บทเมตตาตน ต่อไปก็แผ่เมตตาสัตว์

สัพเพ สัตตา สุขิตาโหนตุ
สัพเพ สัตตา อะเวรา โหนตุ
สัพเพ สัตตา อะนีฆา โหนตุ
สัพเพ สัตตา สุขีอัตตานัง ปะริหะรันตุ


นี่บทแผ่เมตตา ทีนี้ก็สวดบทกรุณาต่อไป

สัพเพ สัตตา สัพพะทุกขา ปะมุจจันตุ
สัพเพ สัตตา ลัทธะสัมปัตติโต มา วิคัจฉันตุ


อันนี้เป็นบทมุทิตา ทีนี้สวดบทอุเบกขาต่อไป

สัพเพ สัตตา กัมมัสสะกา กัมมะทายาทา กัมมะโยนี กัมมะพันธู กัมมะปะฏิสสะระณา ยัง กัมมัง กะริสสันติ กัลยาณัง วา ปาปะกัง วา ตัสสะทายาทา ภะวิสสันติ.

อันนี้เป็นยอดแห่งบทสวดมนต์ ให้ทุกคนพยายามท่องจำให้ได้ แล้วพยายามสวดทุกวัน ๆ ทั้งเวลาเช้าเวลาเย็น ถ้ามายึดบทสวดตามที่กล่าวนี้อย่างมั่นคงแล้วก็ตั้งใจสวดอย่างต่อเนื่องกันทุกวัน ๆ ไม่ต้องไปสวดคาถาบทอื่นก็ได้ ให้สวดเฉพาะเท่าที่กล่าวมานี้ ทำจิตให้มันคงต่อบทสวดนี้อย่างแน่วแน่ ยอดพระกัณฑ์ไตรปิฎก คาถาชินบัญชร หรือคาถาอื่น ๆ นี้ ไม่จำเป็นต้องสวดก็ได้

มีนายคนหนึ่งมาหาหลวงพ่อเมื่อ ๒-๓ วันมานี่ เขามาปรึกษาว่า

"ทำไมผมยิ่งสวดมนต์ ขยันสวดมนต์ สวดคาถาชินบัญชรวันละ ๙ จบ ๑๐ จบ
บทอื่นก็หลายจบ หนังสือยอดพระกัณฑ์ไตรปิฎกนี่ผมจำได้และสวดได้หมดทุกตัว ผมนั่งสวดมนต์อยู่เป็นชั่วโมงสองชั่วโมง ยิ่งสวดมนต์ไปเท่าไร แทนที่ว่าจิตมันจะเย็นลง มันกลับทำให้ร้อน นอกจากมันจะทำให้ร้อนแล้ว ผมกับภรรยาของผมต่างคนต่างสวดเก่งเหมือนกัน แต่พอออกจากห้องพระมาแล้ว หาเรื่องทะเลาะกันทุกที ทำไมจึงเป็นอย่างนั้นหลวงพ่อ"

หลวงพ่อก็บอกว่า

"บทสวดมนต์ตามที่คุณสวด มันมีแนวโน้มไปทางไสยศาสตร์ ไสยศาสตร์นี่ ถ้าเกิดสวดมาก ๆ เข้า มันเกิดมีอาถรรพ์ มันเป็นพลังมนต์ครอบคลุมจิต มนต์ไสยศาสตร์ทำให้เกิดพลังร้อน เมื่อเกิดพลังร้อนแล้วมันก็อยากจะลองของ ในเมื่อหาใครที่จะมาเป็นคู่ปะทะหรือทะเลาะไม่ได้ก็ทะเลาะกันเอง

คนบางคนสวดมนต์ทางไสยศาสตร์ ยิ่งสวดมากเท่าไร จิตใจก็ยิ่งโหด เหี้ยม นั่งสมาธิภาวนาสวดมนต์เวลาค่ำคืน ๕ ทุ่ม ๖ ทุ่ม พอออกจากที่สวดมนต์ ที่นั่งสมาธิมาแล้วมาทุบตีเมียของตัวเอง อันนี้มันเป็นเพราะพลังมนต์ไสยศาสตร์ บันดาลให้เป็นไปเช่นนั้น

มนต์อันใดที่มีแนวโน้มไปในทางไสยศาสตร์ มนต์อันนั้นทำให้จิตใจร้อน เพราะมันมีพลังร้อน
แต่พลังของพระพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ พลังพรหมวิหาร มันทำให้เกิดพลังเย็น เป็นไปเพื่อผูกมิตรไมตรีกับสิ่งทั้งปวง ไม่เดือดร้อนวุ่นวาย ไม่พาลหาเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกัน "

เพราะฉะนั้น ให้นักเรียนทุกคนจำเอาไว้ บทสวดมนต์ที่วิเศษที่สุดก็คือ พุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ แล้วก็แผ่เมตตา ทีนี้เมื่อแผ่เมตตาเสร็จแล้ว จะนั่งสมาธิภาวนาก็นั่งต่อไป เมื่อเลิกจากนั่งสมาธิแล้ว ก่อนจะลุกจากที่นั่งสมาธิ ให้น้อมจิตน้อมใจอธิษฐานถึงบุญบารมีที่เราได้ปฏิบัติมา แล้วก็อุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้บิดามารดา ปู่ย่า ตายาย ตลอดทั้งสัตว์ทั้งหลายผู้เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น ตลอดทั้งเจ้ากรรมนายเวร ขอให้มารับส่วนบุญที่เกิดจากการปฏิบัติของข้าพเจ้านี้.


.................................



:103:



หวยเบอร์



เรื่องหมอดูหมอเดาอะไรต่าง ๆ นี้ เรื่องหวยเรื่องเบอร์ มันจะถูกแต่ตอนแรก ๆ ภายหลังมันจะโกหก หลวงพ่อทดสอบมามากแล้ว ดูสิว่าเขาเป็นอาจารย์ใบ้หวยกันอย่างไร เราภาวนามาแทบเป็นแทบตายไม่เห็นให้หวยอย่างเขาได้

เอ้า! พออธิษฐานจิตเข้าไปแล้ว หวยมันก็ไล่กันมาเป็นแถว ๆ เลย บางที ๔ งวด ๕ งวด บางที ๗ งวด บางทีนั่งอยู่เฉย ๆ มันก็รู้ ถ้า รู้แล้วเราก็เฉย ๆ ไป แต่บางทีก็ทดลองเขียนเอาไว้ว่ามันจะออกตามนี้ไหม เอาทิ้งเอาไว้ มันออกหมดทุกตัว

ที่นี้พอภายหลังมานึกว่า เออ! จะโปรดญาติโยมบ้างละ พอไปนึกเข้ามันก็ไล่เข้ามาเป็นแถวเหมือนกัน มากกว่าเก่า เสร็จแล้วบอกใบ้ตัวไหนจมไปทุกตัว หลังจากนั้นมาก็เลยเข็ดหลาบ

เรื่องของจิตนี้มันตลกเก่ง มันหลอกเก่ง เพราะฉะนั้น เราภาวนาแล้วเราอย่าไปอยากรู้อยากเห็น ให้มั่นใจในการประกอบกิจในปัจจุบันนี้ ภาวนาอยู่ในปัจจุบันนี้ อย่าไปอยากรู้โน่นรู้นี่ ถ้าเราตั้งใจอยากรู้โน่นรู้นี่ มันจะหลอกทันที.


...............................



:103:



จิตหลอก



อาจารย์ของหลวงพ่อองค์หนึ่งนี่ท่านว่า เอ!... ในใต้บาดาลนี่มันจะมีอะไร ท่านก็ไปกำหนดจิตพิจารณาดู จิตมันก็หลอก มีพลาญหินเกลี้ยง ๆ เป็นพลาญหินใหญ่ขนาดศาลานี่ (ศาลาพื้นหินอ่อนวัดวะภูแก้ว) ท่านบอกฆ้องใหญ่มันอยู่ใต้นี้ หลอกให้พระนวกะขุดก้อนหินนั้น กลางคืนก็ขนฟืนมาเผา ๆ ๆ ขุดลงไปได้วันละคืบ ๆ ๆ มันก็ไม่ทะลุก้อนหินสักที หลวงพ่อก็ไปเรียนท่านว่า ท่านอาจารย์ กิเลสมันหลอกน่า มันไม่มีหรอกฆ้อง ลงผลสุดท้ายก็ขุดไม่ทะลุ ก็เลยไม่เจอฆ้อง

พวกไปภาวนาอยู่ในป่าในเขา บางทีมันมีถ้ำอยู่ที่สูง ๆ ข้างหน้ามันเป็นเหวลงไป ไปภาวนาแล้วใจมันมีกิเลสอยากได้แก้ววิเศษบ้าง อยากได้อะไรบ้าง ทีนี้พอภาวนาไปแล้วมันจะมีแก้วเป็นแสงลอยมาใกล้ ๆ นั่งอยู่เฉย ๆ มันก็มาคลอเคลียอยู่นั่นแหละ

พอเอื้อมมือจะไปจับปั๊บ มันก็กระโดดหนีไป พอไล่มันไปมันก็กระโดดไป ๆ ๆ มันหลอกให้ไปตกเหวตายนับไม่ถ้วน เพราะฉะนั้น พระธุดงค์กรรมฐาน ที่ไปอยู่ในป่าในดง พวกแสวงหาของวิเศษ เพชรนิลจินดา หรือเหล็กหลงเหล็กไหล ไปตายกันเยอะแล้ว

คือว่าสิ่งเหล่านี้ ถ้าพูดถึงว่ากฎหมายปกครองบ้านเมืองในปัจจุบันนี้ มันไม่เหมือนอย่างแต่ก่อน ประเทศอินเดีย พระเจ้าแผ่นดินองค์ใดนับถือพระศาสนา ท่านจะประกาศว่า ดินก็ดี น้ำก็ดี ภูเขาเถาวัลย์ก็ดี ทรัพยากรในอาณาจักรของเรา ขอยกถวายพระศาสนา พระสงฆ์ ถ้าอย่างในเมืองไทยเรานี่มีกฎหมายพิทักษ์ธรรมชาติ ทรัพยากรในผืนแผ่นดินอันนี้ ใครจะไปเอามาต้องขออนุญาต เสียภาษี ถ้าพระไปแสวงหาทรัพย์ในดินสินในน้ำ แม้แต่โบราณวัตถุอยู่ในเจดีย์เก่า ๆ ร้าง ๆ อะไรพวกนี้ พระจะไปเอาไม่ได้มันผิดกฎหมาย สิ่งใดที่มันผิดกฎหมายก็ผิดวินัย เมื่อสิ่งที่ผิดวินัยพระไปละเมิดวินัยมันก็วิบัติ.


...................................

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



คำตอบต่อไป: เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา -
  • (2 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • ท่านไม่สามารถตอบกลับกระทู้นี้ได้

1 ผู้ใช้กำลังอ่านกระทู้นี้
0 สมาชิก, 1 ผู้เยี่ยมชม, 0 ผู้ใช้ที่ไม่ระบุชื่อ