ลานธรรมเสวนา: ฐานิยปูชา 2535 - ลานธรรมเสวนา

เข้าไปดูเนื้อหา

  • (2 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • ท่านไม่สามารถตอบกลับกระทู้นี้ได้

ฐานิยปูชา 2535 (หนังสือ)บทธรรมเทศนา หลวงพ่อพุธ ฐานิโย ให้คะแนนกระทู้: -----

#0 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11841
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 19/07/2011 - 14:26

:09: :09: :09:


หมายเหตุ :
เข้าสู่ช่วงการพิมพ์ถอดความหนังสือชุด ฐานิยปูชา ถวายแด่ครูบาอาจารย์ หลวงพ่อพุธ นะคะ
เนื่องจากเดิมเภตราตั้งใจไว้ว่าจะช่วยพิมพ์ถอดความหนังสือฐานิยปูชาเป็นไฟล์เอกสาร
เพื่อให้ท่านอาจารย์ ดร.ดาราวรรณ เด่นอุดม ผู้เก็บรักษาบทธรรมเทศนาของหลวงพ่อพุธ ฐานิโย
ท่านได้เก็บไฟล์เอกสารนี้ไว้ใช้งานในการทำหนังสือหลวงพ่อพุธเล่มต่อ ๆ ไปได้สะดวกขึ้น

การพิมพ์ถอดความต่อจากนี้
เป็นส่วนเพิ่มเติมจากที่ได้ร่วมกันทำในโครงการผสานใจ สืบธรรม มา 2 เล่ม คือ ฐานิยปูชา 2546 และ ฐานิยปูชา 2548
ซึ่งเภตราได้ตกลงใจจะย้อนกลับไปเริ่มพิมพ์ถอดความใหม่ตั้งแต่ ฐานิยปูชาเล่มแรก ๆ
(ซึ่งจากในเว็บ Thaniyo.com เริ่มจากเล่มฐานิยปูชา 2535 มาจนถึงเล่มปัจจุบันตอนนี้ คือเล่ม ฐานิยปูชา 2554)

ดังนั้นช่วงนี้ก็จะทยอยพิมพ์ถอดความ(สลับกับการ copy บางบทธรรมที่มีโพสต์ในเว็บต่าง ๆ ไปบ้างแล้ว)
มาโพสต์เป็นกระทู้หนังสือในชุด ฐานิยปูชา ต่อเนื่องกันไปค่ะ

ท่านใดต้องการอ่านจากไฟล์ภาพหนังสือก่อน
สามารถเข้าไปโหลดอ่านแต่ละเล่มได้ที่ Thaniyo.com นะคะ

:09:



-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


:72: :72: :72:



ฐานิยปูชา 2535

(ฐานิโยบูชา)



ธรรมเทศนาโดย



พระภาวนาพิศาลเถร (พุธ ฐานิโย)

วัดป่าสาลวัน อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา



:72:





สารบัญ(ลำดับเรื่อง)



ฐานิโยวาท


1. การปฏิบัติูธรรมสำหรับคฤหัสถ์

2. การทำสมาธิด้วยการอบรมสติทุกลมหายใจ

3. สมาธิในอริยมรรค

4. ตามดูอารมณ์จิต

5. วิถีทางตรัสรู้ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า



:72: :72: :72:



อ้างอิง

:09: :09: :09:


ฐานิโยวาท



อยากจะเป็นนักภาวนา ให้ตั้งใจลงไปว่า ฉันจะนั่งสมาธิให้ได้วันละ ๔ ครั้ง ครั้งละ ๑ ชั่วโมงขึ้นไป จิตมันจะสงบหรือไม่สงบให้เป็นเรื่องของจิต ไม่ต้องไปกดไปข่ม มันจะไม่สงบตลอดปีตลอดชาติหรือจนตาย ก็ให้มันรู้ไป เราเป็นแต่เพียงผู้ภาวนา เมื่อตั้งใจทำจริงผลมันย่อมมี

สมาธิ มีสติ เป็นหลัก ความสำคัญอยู่ที่ สัมปชัญญะ (ผู้รู้) เมื่อสติควบคุมผู้รู้ได้อย่างแน่นอนแล้ว อย่างอื่นก็หมดปัญหา เริ่มจากขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ

สติดี สมาธิก็ดี ปัญญาก็ดี ... สติอ่อน สมาธิก็อ่อน ปัญญาก็ซบเซา

ไม่มีความเพียรก็ไม่มีสติ ไม่มีสติก็ไม่มีปัญญา ในเมื่อไม่มีปัญญา จะเอาแต่ความสำเร็จเหลวไหล


ไม่มีฌาน ก็ไม่มีญาณ ไม่มีญาณ ก็ไม่มีปัญญาคือการหยั่งรู้

ว่าง ให้ดูที่ความว่าง คิด ให้ดูที่ความคิด (จิต) นิ่ง ให้ดูที่ความนิ่ง

อยู่ว่าง ๆ ให้นึก พุทโธ เล่น ๆ
(ขอใช้คำว่าเล่น ๆ )

ตาเห็นรูป ทำสติพิจารณาอสุภกรรมฐาน

อย่าละการทำสติ


เรื่องของการปฏิบัติแล้ว แทบจะไม่มีอะไรที่จะต้องพูดกันให้มาก นอกจากทำให้มาก ๆ ทำให้บ่อย ๆ ทำให้ชำนาญ ทำให้คล่อง คล่องขนาดสตินึกพุทโธเอง จิตเป็นผู้ภาวนาเอง

สติระลึกรู้ การยืน เดิน นั่ง นอน รับประทาน ดื่ม ทำ พูด คิด เป็นการฝึกจิตให้มีสมาธิ สัมพันธ์กับเรื่องชีวิตประจำวัน


:72:

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0


  • (2 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • ท่านไม่สามารถตอบกลับกระทู้นี้ได้

การตอบอื่นๆต่อกระทู้นี้



#1 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11841
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 19/07/2011 - 16:23

:72: :72: :72:


การปฏิบัติธรรมสำหรับคฤหัสถ์

โดย

หลวงพ่อพุธ ฐานิโย





วันนี้รู้สึกว่าเป็นโอกาสดีที่อาตมาได้มีโอกาสแสดงธรรมเพื่อการชดใช้ปัจจัย ๔ ที่ท่านทั้งหลายได้อุปการะบำรุงมา ซึ่งชีวิตของอาตมามีความเจริญเติบโตขึ้นมาเพราะก้อนข้าวของชาวบ้าน ตั้งแต่อายุ ๑๖ ปีเป็นต้นมา และถือเป็นโอกาสดีที่เราจะได้ประกอบกรณียกิจอันเป็นการสนองพระเดชพระคุณของผู้มีพระคุณทั้งหลาย ฉะนั้น จึงถือว่าโชคดีและเป็นโอกาสที่จะได้สนองพระเดชพระคุณของผู้ที่มีพระคุณตามวิสัยกตัญญูกตเวที ดังนั้น ธรรมะที่จะออกสู่สายตาของท่านทั้งหลายในวันนี้ ในฐานะที่เราเป็นลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้า จึงขอใช้คำว่า ธรรมะคำสอนของพระพุทธเจ้าก็แล้วกัน แต่ความจริงธรรมะที่ชื่อว่าเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้านั้นบางอย่างอาจมีมาก่อนที่พระพุทธเจ้าเกิดก็ได้ ธรรมะที่มีมาก่อนพระพุทธเจ้าเกิดนั้นหมายถึง สภาวธรรม

สภาวธรรมที่จำเป็นต้องเรียนรู้ หมายถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่ในจักรวาลนี้ทั้งสิ้น ถ้าจะว่ากันตามหลักวิทยาศาสตร์เขาก็เรียกว่า อณู ปรมาณู และมวลสารที่เกาะกลุ่มกันเป็นก้อนใหญ่โตจนหาประมาณมิได้ รวมทั้งสิ่งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต และสิ่งที่มนุษย์เสกสรรปั้นแต่งขึ้น ซึ่งตามหลักของพระพุทธศาสนาท่านเรียกว่า สังขาร

สังขาร ตามความหมายของศาสนาพุทธมีอยู่ ๒ อย่าง อย่างที่หนึ่ง อุปทินกสังขาร หมายถึงสังขารที่มีใจครองหมายถึงมนุษย์และสัตว์ ตลอดทั้งเทวดา อินทร์ พรหม ยมยักษ์ทั้งหลาย อันนี้เป็นประเภท สังขารที่มีใจครอง อย่างที่สอง อนุปาทินกสังขาร หมายถึง ดิน ฟ้า อากาศ ต้นไม้ ภูเขา รถ เรือ อันนี้เป็นสังขารที่ไม่มีใจครอง สังขารทั้งสองอย่างตามที่กล่าวมานี้คือ สภาวธรรมตามความหมายในทางพระพุทธศาสนา

กฎธรรมชาติของสภาวธรรมที่จะพึงเป็นไปตามกฎแห่งความเป็นจริงเราเรียกว่า กฎพระไตรลักษณ์ หมายถึง…..

อนิจจตา - ความไม่เที่ยง

ทุกขตา - ความเป็นทุกข์

อนัตตตา - ความไม่เป็นตัวของตัว หรือไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน

ตามที่ภาษาวิทยาศาสตร์เขาว่า ทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาลนี้ย่อมมีปรากฎการณ์ขึ้นในเบื้องต้น ทรงตัวอยู่ขณะหนึ่ง ในที่สุดย่อมสลายตัว แต่พระพุทธเจ้าท่านเรียกว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ความหมายก็เป็นอันเดียวกัน เพราะฉะนั้นในเมื่อเราทำความเข้าใจใน กฎของธรรมชาติ ในกฎของสภาวธรรม เราจะได้ความว่าทุกสิ่งทุกอย่างมีความ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ที่เรายอมรับว่าสิ่งเหล่านี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า ก็เพราะเหตุว่าพระพุทธเจ้าทรงรู้กฎแห่งความเป็นจริงอันนี้ แล้วก็นำกฎแห่งความจริงมาตีแผ่ให้ชาวโลกได้รู้ นี่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าในฝ่ายสภาวธรรมซึ่งจะเป็นไปตามกฎของธรรมชาติ สภาวธรรมอันนี้ พระพุทธเจ้าจะเกิดก็ตาม ไม่เกิดก็ตาม จะมีก็ตาม ไม่มีก็ตาม เขาก็ย่อมมีอยู่โดยธรรมชาติมาแล้วแต่ไหนแต่ไรมา

ในเมื่อเรามองมาใกล้ ๆ ตัวเรา ถ้าหากจะมีปัญหาถามว่า สภาวธรรมคืออะไร เราอาจจะต้องตอบอย่างง่าย ๆ ว่าสภาวธรรมคือ กายกับใจ ทำไมกายกับใจจึงเป็นสภาวธรรม ก็เพราะกายกับใจก็อยู่ในกฎธรรมชาติ ๓ อย่าง คือ พระไตรลักษณ์ เกิดขึ้น ทรงอยู่ ดับไป……..เกิดขึ้น ทรงอยู่ ดับไป ร่างกายมีความเจริญเติบโตขึ้นนับแต่วันคลอดออกมา แล้วก็มีชีวิตอยู่จนถึงวันสุดท้ายคือวันตาย ช่วงระยะตั้งแต่เกิดถึงวันตายเป็นการทรงตัวอยู่ ในเมื่อตายแล้วก็มีการสลายตัวคือหายสาบสูญไป ไม่มีอะไรเหลือ ทีนี้ส่วนความรู้สึกนึกคิดก็ย่อมมีการเกิดขึ้น ทรงอยู่ ดับไป………เกิดขึ้น ทรงอยู่ ดับไป ตลอดเวลา อันนี้เป็นความเป็นจริงโดยกฎของธรรมชาติ กฎของสภาวธรรม

ทีนี้สภาวธรรมของเรานี้ซึ่งมีกายกับใจเป็นหลัก ส่วนประกอบก็มีตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ สิ่งใดที่ผ่านเข้ามาทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์ สิ่งนั้นในเมื่อเราประสบสัมผัสแล้วก็มิใช่ว่าเขาจะทรงอยู่กับเราตลอดกาล ในเมื่อผ่านมาแล้วก็ผ่านไป……ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ความที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไปนี้เป็นการแสดงถึงลักษณะแห่งความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ตามหลักของพระไตรลักษณ์ อันนี้ก็เป็นจุดหนึ่งที่เราจะต้องศึกษาให้รู้สภาพความเป็นจริง

ในหลักธรรมะท่านว่า รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส เป็นวัสดุกาม แต่ความจริงรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส เป็นของกลาง ๆ ไม่ได้ไปทำความเดือดร้อนให้แก่ใคร แต่เจ้าจิตใจของเราที่ยังไม่มีสมรรถภาพเพียงพอที่จะอยู่เหนือสิ่งทั้งปวง เมื่อสิ่งเหล่านั้นผ่านเข้ามาแล้ว เราเกิดความยินดียินร้ายพอใจไม่พอใจ แล้วเราก็โมเมโทษสิ่งเหล่านั้นว่ามายั่วยุเราให้เกิดกิเลส แต่แท้ที่จริงกิเลสของเรามีอยู่เป็นเดิมพันอยู่แล้ว ถ้ากิเลสไม่มี ใครจะมายั่วยุอย่างไรมันก็ไม่มีอาการแสดงออก เพราะฉะนั้น เพื่อที่จะเป็นแนวทางให้สาธุชนได้มีความรู้และความเข้าใจซาบซึ้งถึงกฎความจริงของสภาวธรรมนี้ ท่านจึงมีแนวทางให้เราปฏิบัติ ซึ่งเรียกว่าคำสอน คำสอนประเภทนี้คือ ศีล สมาธิ ปัญญา อันเป็นหลักทฤษฎีให้เราศึกษาเพื่อทำความเข้าใจแล้วนำไปเป็นแนวทางปฏิบัติ

……..ปฏิบัติเพื่ออะไร ปฎิบัติเพื่อให้จิตใจบรรลุถึงความรู้สภาพความเป็นจริงของสภาวธรรมนั่นเอง

ทีนี้การทำสมาธิตามหลักการ เราอาจจะทำโดยที่ไม่ต้องมีศีลก็ได้ เช่น อย่างสมาธิของพวกนักไสยศาสตร์ ผู้ที่ทำวิชาอาคมครอบหนังบังฟัน ทำคุณคนคุณไสย เขาใช้พลังของสมาธิเหมือนกัน แต่วิชาการอันนี้เป็นสมาธิเพื่อทำร้ายคนอื่น แต่เขาก็ทำสำเร็จได้ อาศัยพลังสมาธิ แต่สมาธิไม่มีศีล จึงย่อมจะสามารถใช้ไปในทางที่ผิดได้ เพราะฉะนั้น สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสไว้ว่า สมาธิมี ๒ อย่าง

มิจฉาสมาธิ หมายถึงสมาธิผิด เป็นมิจฉาสมาธิ

สัมมาสมาธิ เป็นสมาธิที่ถูกต้อง เป็นสัมมาสมาธิ

ทีนี้สำหรับผู้ที่ปฏิบัติธรรมเพื่อจะให้บรรลุมรรคผล หรือจะให้เป็นแนวทางที่จะนำสมาธิไปใช้ประโยชน์ในทางที่ไม่ผิดกฏหมายและศีลธรรม เราต้องอาศัยศีล มีสมาธิที่มีศีลเท่านั้น ที่จะนำวิถีจิตของผู้บำเพ็ญให้ดำเนินไปสู่สัมมาสมาธิโดยถูกต้อง

ดังนั้นวันนี้ท่านผู้ที่มาฟังธรรมอยู่ในสมาคมนี้ บางทีอาจจะได้อธิษฐานจิตสมาทานอุโบสถศีล หรือบางท่าน หรือหลาย ๆ ท่าน หรือทุกท่านอาจจะได้สมาทานศีล ๕ เป็นหลักปฏิบัติประจำ

อาตมาเห็นว่า การที่เรามาตั้งใจรักษาศีล ๕ ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์นี้เป็นการถูกต้องและเป็นการชอบแล้วและยังเหมาะสมกับภาวะความเป็นอยู่ของเราที่เป็นคฤหัสถ์ ผู้ที่ตั้งใจปฏิบัติศีล ๕ ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ตามชั้นภูมิของความเป็นคฤหัสถ์ ได้ชื่อว่าเป็นการปรับพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ให้สมบูรณ์ ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ที่คู่ควรแก่การที่จะบำเพ็ญคุณความดีเพื่อให้เกิดมรรค ผล นิพพาน หรือ รู้จริงเห็นจริงในธรรมะตามความเป็นจริง เราจะต้องอาศัยศีล ๕ เป็นพื้นฐาน อย่าเพิ่งทะเยอทะยานว่าเราจะต้องรักษา ศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ เมื่อเรามีความมั่นใจในการรักษาศีล ๕ ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ พร้อม ๆ กับทำสมาธิเจริญปัญญาให้เกิดขึ้น ศีลอื่น ๆ ซึ่งจำนวนมากกว่านั้น แม้เราไม่ได้ตั้งใจที่จะเพิ่ม โดยกฎธรรมชาติแห่งความดีที่เราบำเพ็ญให้ถึงพร้อม เราจะเพิ่มขึ้นเองโดยไม่ได้ตั้งใจ

ทีนี้ถ้าต่างว่าเราไปรับศีลมาก ๆ แต่เราปฏิบัติไม่ได้สมบูรณ์บริบูรณ์ดี ยังปฏิบัติให้ขาดตกบกพร่อง เดิมเรามีศีล ๕ การทำบาปที่จะเรียกว่าทำบาป ผิดธรรม ผิดวินัย ผิดคำสอนของพระพุทธเจ้าที่จะยังผู้ทำให้ตกนรกกันจริง ๆ มีแต่ศีล ๕ ข้อเท่านั้น ผู้มีศีล ๕ รับประทานข้าวเย็นก็ได้ ประดับตกแต่งด้วยระเบียบของหอมเครื่องย้อมเครื่องทาก็ได้ ดูการประโคมขับดนตรีหรือเราจะแสดงเองก็ได้ไม่ผิดศีล แต่ถ้าเราไปสมาทานเพิ่มเข้าอีก ๓ ข้อข้างปลาย ปฏิบัติไม่ได้ ผิดทันที

เพราะฉะนั้น จึงใคร่ที่จะขอเตือนท่านผู้ที่มีความโลภในศีลให้พึงรับไปพิจารณาและสังวรระวังไว้ให้ดี ซึ่งอยู่ดี ๆ แล้วเรารับประทานข้าวเย็นไม่ตกนรก แต่เราไปตั้งเจตนางดเว้นเข้า แต่เราปฏิบัติไม่ได้ ไปละเมิดเข้า ตกนรกทันที จะเป็นการดีอยู่หรือที่เราจะไปสร้างนรกให้กับตัวเองโดยไม่จำเป็น

ทีนี้ถ้าหากสมมติว่าผู้ที่ไปบวชในวัดเป็นสงฆ์สามเณร เราเป็นคฤหัสถ์ เราดายหญ้าก็ได้ ฟันต้นไม้ก็ได้ หยิบของที่เขาไม่ได้ประเคนมากินก็ได้ ไม่เป็นโทษ แต่เมื่อบวชเป็นพระแล้ว ของที่เขาไม่ยื่นให้เอามาฉันก็เป็นอาบัติ และหลาย ๆ อย่างที่ทำให้เป็นอาบัติด้วยเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เมื่อเราเป็นคฤหัสถ์ เราดายหญ้าก็ได้ ถางป่าก็ได้ ไม่ตกนรก แต่เมื่อบวชเป็นพระเข้าแล้วไปทำอย่างนั้นไม่ได้ เป็นบาปเป็นอาบัติทันที

อย่างมีเรื่องเล่าว่าในอดีตกาล ตั้งแต่สมัยศาสนาของพระเจ้าวิปัสสี มีพระภิกษุองค์หนึ่งนั่งไปในเรือซึ่งในขณะที่น้ำมันไหลเชี่ยว ได้เอื้อมมือไปจับใบไม้สด ๆ ใบหนึ่ง จับแล้วไม่วาง ไม่ปล่อย เรือวิ่งไปโดยความเร็วใบไม้ขาด เป็นอันว่าพระองค์นั้นเด็ดใบไม้ให้ขาดไป วินัยท่านว่าต้องอาบัติปาจิตตีย์ ท่านก็ถือว่าเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่ได้สนใจที่จะปลงอาบัติ เพราะโทษอันนี้ ท่านบำเพ็ญเพียรอยู่ถึง ๘ หมื่นปี ไม่สามารถที่จะบรรลุคุณธรรม ไม่รู้ธรรมเห็นธรรมตามความเป็นจริง แต่เมื่อใกล้จะตาย มีนิมิตเปรียบเหมือนใบไม้จะมารัดคอให้ใจขาด แล้วลงผลสุดท้ายก็ตายไปเกิดเป็นนาคเพราะโทษที่เด็ดใบไม้ใบเดียว พิภพของนาคเป็นภูมิของสัตว์เดรัจฉาน ลดต่ำกว่าความเป็นมนุษย์ลงไป นี่เพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านี้ ถ้าเราไม่ได้ตั้งใจที่จะเป็นพระ เราจะถางป่าเก็บใบไม้ก็ไม่เกิดโทษอันใด แต่เมื่อเราจะเป็นอย่างนั้นไม่ได้ เกิดบาปเกิดโทษทันที ดังเรื่องพระที่เล่ามาให้ฟังเป็นตัวอย่าง เพราะฉะนั้น ท่านผู้มุ่งความเจริญในการปฏิบัติจริง ๆ ในฐานะที่เป็นคฤหัสถ์ผู้จะต้องสร้างโลกอย่างดีก็ให้เคร่งในศีล ๕ ข้อนี้เป็นพอ ……..พอเหมาะพอควรแก่ความเป็นคฤหัสถ์แล้ว อย่าไปทะเยอทะยานว่าเราจะต้องรักษาศีลให้มาก ๆ

ทีนี้ถ้าหากต่างว่าคุณโยมผู้ชายท่านใดที่คิดแต่จะออกไปบวช ให้ทดลองรักษาศีล ๕ ดูก่อนจนแน่ใจว่าเรามีสมรรถภาพทำศีล ๕ ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์เต็มที่ได้แล้วจึงค่อยสละฆราวาสไปบวช และก่อนที่จะบวชนั้นก็ควรจะศึกษาระเบียบวินัยหรือหัดภาวนาจนให้เป็นเสียก่อนแล้วค่อยไปบวช บวชแล้วจะไม่ขาดทุนอันนี้ขอเสนอแนะเอาไว้อย่างนี้

ทีนี้ท่านทั้งหลายเป็นนักฟังและนักศึกษาธรรมะ และเข้าใจว่าท่านคงจะเข้าใจเรื่องธรรมะมากพอสมควร เช่นอย่างเคยมีพระไทยไปปาฐกถาในประเทศเยอรมัน พอปาฐกถาจบสมาคมชาวพุทธเยอรมันเขาก็พูดขึ้นว่า เรื่องปริยัติพระคุณเจ้าไม่ต้องมาสอนพวกข้าพเจ้า พวกข้าพเจ้าเรียนมามากพอสมควร ยังงงอยู่ตรงที่ว่า “เราจะเอาธรรมะของพระพุทธเจ้ามาใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ชีวิตประจำวันได้อย่างไร” คือหมายความว่าเขายังสงสัยในเรื่องการที่จะปฏิบัติธรรมให้เกิดประโยชน์แก่จิตใจจริง ๆ เพราะฉะนั้น เรื่องเกี่ยวกับเรื่องปริยัติจะไม่ขอพูดถึงให้เสียเวลา

ท่านทั้งหลายก็คงจะได้ยินได้ฟังเรื่องการปฏิบัติธรรมมามากพอสมควร แต่มีสิ่งที่พึงสังเกตสำหรับเรา ๆ ท่าน ๆ ที่อยู่ในระดับปัญญาชน คือเวลานี้คณาจารย์ที่สอนพระกรรมฐานทั้งหลายในเมืองไทยเรา ส่วนมากท่านก็ยังมีการขัดแย้งในระเบียบวิธีการเกี่ยวกับการปฏิบัติ แต่ความจริงแล้วไม่น่าจะเป็นอย่างนั้นเลย ธรรมะคำสอนของพระพุทธเจ้าสอนให้คนมีความรักกัน มีความสามัคคีกันแต่พุทธบริษัทเรานี่ยังสั่งสอนธรรมะเพื่อความแตกแยกสามัคคีกัน จึงเห็นว่ายังไม่เหมาะสม ใคร่ที่จะขอฝากบรรดาท่านปัญญาชนทั้งหลายไปพิจารณาว่า บรรดาคณาจารย์ทั้งหลายเหล่านั้น มีส่วนบ่อนทำลายความมั่นคงของประเทศชาติศาสนาหรือไม่ เราเป็นนักปฏิบัติธรรมนักศึกษาธรรม และโดยเฉพาะอย่างยิ่งอาตมา ญาติโยมทั้งหลายเขาก็ยกย่องให้เป็นนักสอนธรรม……สอนธรรมในสายการปฏิบัติกรรมฐาน ในสายพระป่าก็ใคร่ที่จะแนะนำบรรดาท่านทั้งหลายในฐานะที่ท่านเป็นนักศึกษาและปฏิบัติธรรม

การปฏิบัติธรรมเราไม่สมควรที่จะรู้จักเพียงแค่คำว่าธรรมเท่านั้น ควรจะรู้จักคำว่าชาติด้วย ชาติในที่นี้อาตมาขอหมายถึงแผ่นดิน ขอเทศน์เรื่องแผ่นดิน แผ่นดินนี่ ในขอบเขตประเทศของเราคือแผ่นดินของเรา แผ่นดินของเราคือชาติของเรา ทีนี้ชาติของเราในภายในนี้ก็มีแผ่นดิน ธรรมะท่านว่าร่างกายของเราประกอบไปด้วยธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ ในทำนองเดียวกัน ผืนแผ่นดินที่เราอาศัยอยู่นี่ก็ประกอบไปด้วยธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ เหมือนกัน ธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ ในภายนอกย่อมเป็นประโยชน์แก่ธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ ในภายใน เพราะฉะนั้น เราจึงได้สงวนรักษา……….รักษาดิน น้ำ ลม ไฟ ในภายนอกเพื่อเอาไว้จุนเจือดิน น้ำ ลม ไฟ ภายในกาย

ในแนวทางแห่งการปฏิบัติ เรียกว่ารักษาปัจจัย ๔ ดังที่กล่าวมา นโยบายของผู้ปกครองบ้านเมืองก็มาตั้งกรมที่ดินขึ้น ผู้รักษาที่ดินเรียกว่า กรมที่ดิน ผู้รักษาน้ำกรมน้ำเรียกว่า กรมชลประทาน ผู้รักษาลมก็คือ กรมอุตุนิยม ผู้รักษาไฟก็คือองค์การไฟฟ้า เรามีเจ้าหน้าที่คุ้มครองรักษาธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ ของเราไว้ จนกระทั่งตั้งเป็นกระทรวงทบวงกรมใหญ่โตเพราะเพื่อจะรักษาชาติเอาไว้…….รักษาชาติเอาไว้ทำไม รักษาชาติเอาไว้สำหรับนั่งภาวนา แต่ถ้าเราจะมารู้จักแต่คำว่าภาวนาอย่างเดียว ไม่รู้จำคำว่าชาติด้วย ในเมื่อชาติสลายตัวลงไปแล้ว เราจะพากันไปนั่งภาวนากัน ณ ที่ไหน อันนี้ขอฝากให้บรรดาท่านนักศึกษาธรรมะรับไว้พิจารณา


สำหรับหลักการปฏิบัติธรรมโดยวิธีการที่เราได้ยินได้ฟังมานั้นจะไม่ขอนำมากล่าวบรรยาย ท่านทั้งหลายได้ทราบแล้วว่า พระป่าในสายท่านอาจารย์มั่น อาจารย์เสาร์ ภาวนาพุทโธ ในสายอื่นก็ภาวนาอย่างอื่น แต่ละสายนั้นยังมีการขัดแย้งซึ่งกันและกัน ท่านจะขัดแย้งหรือไม่ขัดแย้งไม่สำคัญ เราผู้ที่จะปฏิบัติธรรมให้รู้จริงเห็นจริงโปรดอย่าได้สนใจ ใครจะทะเลาะกันอย่างไรช่างเขา เราเอาตัวของเราเป็นเดิมพัน ขอให้ทัศนะว่าการขัดแย้ง ขัดแย้งกันเพียงวิธีการเท่านั้นเอง แต่โดยสภาพความเป็นจริง การปฏิบัติธรรมเกี่ยวกับเรื่องสมาธิ ใครจะปฏิบัติแบบไหน อย่างไรก็ตาม ผลเกิดขึ้นแล้วเป็นอย่างเดียวกันหมด ดังนั้น เพื่อไม่สับสน หรือเพื่อความเข้าใจง่ายสำหรับผู้ฟังหรือผู้มุ่งจะปฏิบัติ อาตมาขอแนะแนวการปฏิบัติไว้ใน ๓ หลักการ

๑. หลักของการบริกรรมภาวนาอะไรก็ได้

๒. หลักการพิจารณาค้นคว้าหาเหตุผล

๓. หลักการทำสติตามรู้สถานการณ์และสิ่งแวดล้อมตลอดจนความคิดของตัวเอง

หลักของการบริกรรมภาวนา ใครจะยกเอาอะไรมาบริกรรมภาวนาก็ได้ ถ้าหากว่าจิตของท่านไปติดอยู่สิ่งใดมาก เช่น อาจติดอยู่ที่ใครสักคนหนึ่งที่ท่านชอบใจ ท่านอาจจะเอาชื่อของคน ๆ นั้นมาบริกรรมภาวนา นึกซ้ำ ๆ ซาก ๆ อยู่นั้น ในสิ่งที่ท่านชอบอยู่แล้ว ท่านนึกถึงสิ่งนั้นจิตของท่านจะติดกับสิ่งนั้นเร็วขึ้น ในขั้นต้น เราหาอุบายที่จะผูกจิตให้ติดกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างเหนียวแน่นเสียก่อน เมื่อจิตของเราไปติดกับสิ่งนั้นอย่างเหนียวแน่น จดจ้องอยู่กับสิ่งนั้น ความสนใจในสิ่งอื่นก็เป็นอันว่าเลิกละไป เมื่อจิตไปยึดอยู่เพียงสิ่งเดียว ถ้าหากท่านสามารถทำได้ ลองพิจารณาดูซิว่า การที่ไปยึดกับสิ่ง ๆ เดียวนั้น ความเบาใจจะมีไหมแตกต่างกับการที่จะไปยึดอยู่กับหลาย ๆ สิ่งหรือไม่ นี่เป็นก้าวแรกที่เราจะต้องพิจารณา

ที่นี้เมื่อเราสามารถทำจิตให้ติดกับสิ่งใดอย่างเหนียวแน่นแล้ว ถ้าสามารถที่จะอยู่กับสิ่ง ๆ นั้นได้เป็นเวลานาน ๆ เรายอมรับว่าจิตสงบหรือไม่ ทีนี้เมื่อจิตสงบมาอยู่กับสิ่ง ๆ เดียว มันก็เป็นอุบายให้จิตสงบยิ่งขึ้นไปจนกระทั่งไม่นึกถึงสิ่งนั้น จนสภาพจิตกลายเป็นตัวของตัวเอง ไม่ยึดกับสิ่งใด เพราะฉะนั้น การบริกรรมภาวนานี้ ในขณะที่เราบริกรรมภาวนาอยู่ จิตจะสงบก็ตาม ไม่สงบก็ตามไม่สำคัญ ในขั้นแรกให้เราพยายามเอาจิตกับบริกรรมภาวนาให้อยู่ด้วยกันโดยไม่พรากจากกันเป็นเบื้องต้นก่อน ถึงขนาดที่เราไม่ได้ตั้งใจที่จะนึกถึงคำบริกรรมภาวนา เผลอ ๆ จิตก็นึกถึงเอง บางทีนอนหลับไปตื่นขึ้นนึกถึงคำบริกรรมภาวนาเองโดยไม่ได้ตั้งใจ อันนี้แสดงว่าการบริกรรมภาวนากำลังเริ่มจะได้ผล

ทีนี้หากท่านจะถามว่าจะใช้คำไหนบ้างมาบริกรรมภาวนา ไม่มีจำกัด จะเป็นคำอะไรก็ได้ พุทโธ ธัมโม สังโฆ หรือหากว่าจิตใจไปติดอยู่กับหลานน้อย ๆ คนหนึ่ง นึกถึงชื่อไอ้หนูมันมาบริกรรมภาวนาก็ได้ อย่างเวลานี้มาทำงานแต่เป็นห่วงบ้าน ก็เอาเรื่องบ้านมาบริกรรมภาวนาก็ได้ เพราะได้กล่าวแล้วว่าอะไรที่เรารักเราชอบเราติดอยู่แล้ว มันเป็นอุบายให้จิตของเราติดเร็วยิ่งขึ้น จริงอยู่ พระพุทธเจ้าทรงสอนเราเพื่อไม่ยึดในสิ่งใด ๆ ทั้งนั้น แต่เพื่อเป็นอุบายที่จะสร้างพลังจิตเพื่อการปล่อยวางสิ่งทั้งปวง เราต้องฝึกหัดจิตของเราให้ติดอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างเหนี่ยวแน่น ให้มีหลักเกาะ มีที่พึ่ง ให้มีวิหารธรรมเสียก่อน เมื่อเป็นเช่นนั้นเมื่อจิตของเราติดกับสิ่ง ๆ นั้นมันก็ติดเพื่อความปล่อยวาง

สังเกตดูเมื่อเราบริกรรมภาวนาจนกระทั่งจิตสงบลงแล้วมันหาได้นึกคำบริกรรมภาวนาไม่ มันไปนิ่งสว่างอยู่เฉย ๆ อันนั้นคือมันปล่อยวางไปแล้ว ทีแรกมันติดก่อน พอติดแล้วมันมีอิสระภาพอย่างแท้จริง เป็นสมาธิอย่างแท้จริง มีสมรรถภาพพอที่จะประคองตัวให้อยู่ เป็นอิสระได้มันก็ทิ้งคำบริกรรมภาวนาไป ในเมื่อมันทิ้งไปแล้วแสดงว่ามันปล่อยวางสิ่งที่มันติดได้แล้ว อันนี้ขอฝากเอาไว้เป็นข้อพิจารณา อันนี้พูดถึงขั้นแห่งการบริกรรมภาวนา

ทีนี้ขั้นแห่งการพิจารณา ตามคัมภีร์วิสุทธิมรรคก็ดี คัมภีร์พระอภิธรรมก็ดี และคัมภีร์พระไตรปิฎกก็ดี ท่านได้วางหลักการแห่งการพิจารณาไว้ในแบบ รูปต่าง ๆ ในขั้นต้น ๆ ก็สอนให้พิจารณากายคตาสติ สอนให้พิจารณา ธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ สอนให้พิจารณาความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา สอนให้พิจารณารูปนาม ทีนี้ถ้าต่างว่าเราจะไม่เอาสิ่งที่ท่านกล่าวไว้ในคัมภีร์มาเป็นเครื่องพิจารณา จะขัดกับแนวทางปฏิบัติไหม อาตมาได้กล่าวในตอนต้นแล้วว่าเรามีกายกับใจ กายกับใจประกอบด้วยตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์ ผ่านเข้ามาทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ สิ่งเหล่านั้นเป็นสภาวธรรม สิ่งใดที่เราสามารถรู้ได้ด้วยตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ สิ่งนั้นก็เป็นสภาวธรรมทั้งสิ้น สิ่งใดที่เราสามารถรู้และจดจำด้วยใจ สิ่งนั้นก็เป็นสภาวธรรมทั้งสิ้น

ดังนั้นวิชาการความรู้ที่ท่านเรียนมา อะไรก็ได้ ท่านหยิบเอามาเป็นอารมณ์พิจารณา เช่น อย่างในขณะที่ท่านต้องใช้วิชาการที่ท่านเรียนมาให้เกิดประโยชน์แก่การทำงาน ท่านอาจจะวิตกเอาหัวข้อวิชานั้นอย่างใดอย่างหนึ่งมาตั้งเป็นหัวข้อไว้ในจิตของท่าน แล้วตั้งปัญหาถามตัวเองว่าสิ่งนี้คืออะไร สิ่งนี้คือสิ่งนั้น สิ่งนั้นคืออะไร สิ่งนั้นคือสิ่งนั้น ถามตอบดูตัวเองไปโดยความตั้งใจ ทำสติให้แน่วแน่ อย่าสักแต่ว่าคิด เช่น อย่างวันนี้ท่านจะทำงานอะไร “ท่านตั้งหัวข้อของท่านเองว่าวันนี้เราจะทำงานสิ่งนี้” งานสิ่งนี้เราจะวางแผนไว้อย่างไร ถ้าหากมีการติดต่อเราจะติดต่อบุคคลเช่นไร เราจะต้องใช้คนที่เป็นลูกมือในการทำงานสักกี่คน ค่าใช้จ่ายเราจะต้องใช้ประมาณเท่าไร เราคิดวางโครงการของเราเอาไว้อย่างนี้ แต่ว่าการคิดแต่ละจังหวะนั้น ทำสติให้รู้ชัดเจนในความคิดของตัวเอง เอาความคิดอันนั้นเป็นอารมณ์ เป็นเครื่องรู้ของจิต เป็นเครื่องระลึกของสติ สิ่งที่เราเห็นด้วย ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ เราทำสติกับทุกสิ่งทุกอย่าง โดยยึดเอาสิ่งนั้นเป็นเครื่องรู้ของจิต เป็นเครื่องระลึกของสติ ทำสติตลอดเวลา ยืน เดิน นั่ง นอน กิน ดื่ม ทำ พูด คิด ทำสติ อย่างเดียว

โดยธรรมชาติของจิต ถ้าเราตั้งใจทำอะไรสักอย่างหนึ่งให้เป็นเครื่องรู้ของจิตเป็นเครื่องระลึกของสติ หนัก ๆ เข้าจิตของเราจะเกิดมีความสงบ มีปีติ มีความสุขได้เช่นเดียวกัน ทีนี้วิชาการที่ท่านเรียนมาเป็นวิชาการทางโลก ไม่เกี่ยวกับเรื่องของธรรมะ ทำไมพระองค์นี้อุตตริแนะนำให้เอามาเป็นอารมณ์ปฏิบัติพระกรรมฐาน มันจะไม่แหวกแนวไปหรือ ขอยืนยันว่าไม่มีทางแหวกแนว เพราะสิ่งเหล่านี้เราก็รู้มาด้วย ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ก็เป็นสภาวธรรมแต่ละอย่าง สิ่งที่ผ่านเข้ามาทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ก็ย่อมเป็นสภาวธรรม กฎธรรมชาติของสภาวธรรมสรุปลงในข้อที่ว่า อนิจจตา ความไม่เที่ยงตรง ทุกขตา ความเป็นทุกข์ อนัตตตา ไม่เป็นตัวของตัว เกิดขึ้น ทรงอยู่ สลายตัว…….เกิดขึ้น ทรงอยู่ สลายตัว เพราะฉะนั้น สิ่งเหล่านี้จึงเป็นอารมณ์ของกรรมฐานได้

ที่พูดอย่างนี้ก็เพื่อจะแก้ข้อข้องใจในบรรดาพวกนักปฏิบัติทั้งหลายที่ไปยึดวิธีการมากจนเกินไป เช่นอย่างผู้ที่เป็นพ่อบ้านแม่เรือน ถ้าหากท่านมีความยุ่งใจเกี่ยวกับเรื่องการครองเรือน ท่านอาจจะยกเอาเรื่องการครองเรือนขึ้นมาเป็นอารมณ์พระกรรมฐานก็ได้ โดยตั้งปัญหาขึ้นมาว่าเวลานี้เราเป็นอะไร เราเป็นพ่อบ้าน พ่อบ้านมีหน้าที่เป็นสามี นอกจากจะเป็นสามีแล้วยังเป็นพ่อของเด็ก เราจะเลี้ยงเด็กของเราให้มีความเจริญเติบโตได้อย่างไร โตขึ้นมาแล้วเราจะให้การศึกษาอย่างไร พอศึกษาจบแล้วเราจะหางานให้ทำอย่างไร เราจะสะสมทรัพย์สมบัติไว้เพื่อเป็นมรดกแก่เขาอย่างไรเอาเรื่องเหล่านี้มาค้นคิดพิจารณาด้วยความจดจ้อง กลับไปกลับมาอยู่อย่างนั้น ในที่สุดจิตจะเป็นสมาธิได้

มีหลักฐานที่จะพึงกล่าวยืนยันในพระไตรปิฏก คนถากไม้นั่งถากไม้อยู่ เอาการถากไม้เป็นอารมณ์พิจารณาพระกรรมฐาน พิจารณาแล้วได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ คนปั้นหม้อเอาการปั้นหม้อมาเป็นอารมณ์พิจารณากรรมฐาน เสร็จแล้วปลงปัญญาลงสู่พระไตรลักษณ์ได้สำเร็จพระอรหันต์ คนทอหูกนั่งทอหูกอยู่ พิจารณาการทอหูกเทียบกับชีวิตของเราที่หดสั้นเข้าไปทุกที ปลงปัญญาลงสู่พระไตรลักษณ์ได้สำเร็จพระอรหันต์ สิ่งดังกล่าวนั้นได้ยินไหม มีไหม มีคำว่าธรรมะเจือปนอยู่บ้างหรือเปล่า แล้วทำไมท่านเหล่านั้นจึงเอามาเป็นอารมณ์พระกรรมฐานและสำเร็จพระอรหันต์ได้ การถากไม้ การปั้นหม้อ การทอหูก เป็นอารมณ์กรรมฐานทำให้ผู้ปฏิบัติพิจารณาได้สำเร็จพระอรหันต์ได้ฉันใด แม้วิชาความรู้ที่เราเรียนมาทุกสาขาวิชาการ เราเอามาเป็นอารมณ์กรรมฐานก็ย่อมจะสำเร็จมรรค ผล นิพพานได้เหมือนกัน เพราะสิ่งนั้นเป็นเครื่องรู้ของจิต เป็นเครื่องระลึกของสติ

โดยธรรมชาติของจิตที่มีเครื่องรู้ สติมีเครื่องระลึก ผลที่เราจะพึงได้รับก็คือ สติมีพลังแก่กล้าขึ้น แก่กล้าขึ้นจนกระทั่งเป็นมหาสติ เป็นสติพละ เป็นสตินทรีย์ เป็น สติวินโย


สติพละ สติมีกำลัง สามารถที่จะประคองจิตให้อยู่ในสภาพปกติ ไม่หวั่นไหวต่ออารมณ์ได้ง่าย

สตินทรีย์ มีสมรรถภาพ ที่ทำจิตให้สามารถที่จะค้นคิดพิจารณา ในเมื่อเราประสบกับอารมณ์เองโดยอัตโนมัติเรียกว่า วิปัสสนาเกิด

สติวินโย มีสมรรถภาพที่จะจดจ้องรู้อยู่ที่จิตตลอดเวลา จิตกับสติตัวนี้ไม่พรากจากกัน มีอะไรเกิดขึ้นมาสติรู้ทันตลอดเวลา

ในการปฏิบัติถ้าจะว่ากันโดยสรุปแล้ว เราต้องการสร้างสติให้เป็นมหาสติ เป็นสติพละ เป็นสตินทรีย์ เป็นสติวินโย ไม่ได้มุ่งหมายถึงสิ่งที่เราจะรู้จะเห็นในสมาธิ การภาวนาแม้จะรู้เห็นนิมิตต่าง ๆ ในสมาธิหรือรู้ธรรมะซึ่งผุดขึ้นเป็นอุทานธรรม สิ่งนั้นไม่ใช่เป็นเปอร์เซ็นต์ที่เราจะเก็บเอาเป็นผลงานที่เราปฏิบัติได้ เพราะสิ่งนั้นเป็นเครื่องรู้ของจิต เป็นเครื่องระลึกของสติ เป็นอารมณ์ของกรรมฐานที่เกิดขึ้นในสมาธิ และเป็นลักษณะของปัญญาที่เกิดขึ้นในสมาธิซึ่งเรียกว่าสมาธิปัญญา แม้จะรู้มากเห็นมากสักเท่าไรก็ตาม สิ่งนั้นเป็นแต่เพียงเครื่องรู้ของจิต เครื่องระลึกของสติ เป็นลักษณะส่อแสดงให้เห็นว่าการบำเพ็ญสมาธิภาวนาของเราซึ่งมีเครื่องรู้ของจิต เครื่องระลึกของสติมีสมรรถภาพทำจิตให้สงบเป็นสมาธิ

เมื่อเป็นสมาธิแล้ว พลังของสมาธิสามารถให้เกิดสติปัญญา เกิดความรู้เห็นอะไรต่าง ๆ แปลก ๆ สิ่งที่ไม่เคยรู้ก็รู้ สิ่งที่ไม่เคยเห็นก็เห็น แต่สิ่งนั้นพึงทำความเข้าใจว่าไม่ใช่ของดีที่เราจะเก็บเอาไว้เป็นสมบัติ ให้กำหนดเป็นเพียงแค่ว่า สิ่งนั้นเป็นเพียงเครื่องรู้ของจิต เครื่องระลึกของสติ เป็นอารมณ์กรรมฐานที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ เป็นอุบายสร้างสติให้เป็นมหาสติปัฏฐาน เป็นสติพละ เป็นสตินทรีย์ เป็นสติวินโย อันนี้พูดถึงหลักการแห่งการพิจารณา

ทีนี้ถ้าหากสมมติว่าท่านผู้ใดเห็นว่าการค้นคิดพิจารณาไม่คล่องตัว แม้ว่าเราจะตั้งใจคิดพิจารณาแต่ความคิดอื่นเข้ามารบกวน เราไม่สามารถที่จะควบคุมจิตของเราให้ค้นคิดอยู่ในสิ่ง ๆ เดียวได้ เพราะวิสัยของเราย่อมคิดอยู่โดยปกติ เมื่อเป็นเช่นนั้นก็ให้ทำสติกำหนดรู้ลงที่จิต คอยจ้องดูว่าความคิดอะไรจะเกิดขึ้น พอมีความคิดอะไรเกิดขึ้นเราทำสติตามรู้ รู้ตามไปเรื่อยจิตมันจะคิดเรื่องดีเรื่องชั่วเรื่องสารพัดสารเพอะไรก็แล้วแต่ ปล่อยให้มันคิดไป แต่หน้าที่ของเราทำสติตามรู้อย่างเดียว จะคิดเรื่องบุญเรื่องบาปเรื่องกุศลอกุศลอะไร ไม่สำคัญ ให้กำหนดเอาความคิดอันนั้นแหละเป็นเครื่องรู้ของจิต เครื่องระลึกของสติ เช่นเดียวกับในที่เราหาเรื่องมาพิจารณา

คนที่มีปกติคิดมาก แต่ถ้าทำสติตามรู้ความคิดของเรา การปฏิบัติรู้สึกจะสะดวกกว่าบุคคลผู้ซึ่งไม่ค่อยจะมีความคิด เพราะโดยปกติจิตของเราคิดอยู่แล้ว เราเพียงแต่ว่าทำสติกำหนดตามรู้มันเรื่อยไป เมื่อสติตามรู้ความคิดทันแล้วความสงบจะเกิดขึ้น เมื่อความสงบเกิดขึ้นแล้วก็มีปิติ มีความสุข มีความเป็นหนึ่งเช่นเดียวกับการบริกรรมภาวนาได้ เพราะฉะนั้นจึงเป็นอันสรุปได้ใจความว่า การฝึกฝนอบรมสมาธิ หรือการฝึกสมาธินี่ ใครจะปฏิบัติแบบไหนอย่างไรจะบริกรรมภาวนาก็ตาม หรือจะใช้การคิดพิจารณาก็ตาม หรือจะกำหนดรู้ตามความคิดของตนเองก็ตาม เมื่อผลจะเกิดขึ้น ก่อนอื่นก็คือความมีสมาธิจะพึงเกิดขึ้นก่อน

เมื่อสมาธิเกิดขึ้นตามหลักการปฏิบัติใน ๓ แบบอย่างตามที่กล่าวมาแล้ว ลักษณะแนวโน้มความเป็นของจิตมีลักษณะเป็นแบบเดียวกันคือ จิตนิ่ง มีวิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นสมาธิจึงเป็นสัจจธรรมความจริงอย่างหนึ่ง ใครจะปฏิบัติแบบไหนอย่างไร เมื่อเกิดมีสมาธิขึ้นมาแล้วเป็นแบบเดียวกันหมด ที่มีแตกต่างกันก็อยู่ตรงที่ว่า “ความประสงค์ของผู้ทำสมาธิ ว่าจะทำสมาธิเพื่ออะไร” แยกตามกิเลสของคน

บางท่านทำสมาธิเพื่อให้เกิดอิทธิฤทธิ์ บางท่านทำสมาธิเพื่อให้รู้ยิ่งเห็นจริงในเรื่องราวต่าง ๆ แต่บางท่านทำสมาธิไม่ต้องการอะไร ขอให้จิตสงบ ให้รู้ความเป็นจริงของจิตเมื่อประสบกับอารมณ์อะไรเกิดขึ้น เพื่อจะอ่านจริตของของเราให้รู้ว่าเราเป็นราคจริต โทสจริต โมหจริต วิตกจริต พุทธิจริต ศรัทธาจริต อย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อจะดูให้รู้แจ้งเพื่อจะเป็นพื้นฐานที่เราจะแก้ไขดัดแปลงจิตของเรา เมื่อเรารู้ชัดลงไปแล้ว เรามีกิเลสตัวไหน เป็นจริตประเภทไหน เราจะได้แก้ไขดัดแปลง ตัดทอนสิ่งที่เกิน แล้วเพิ่มสิ่งที่หย่อนให้อยู่ในระดับพอดีพองาม เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา

การทำสมาธิอันใดในเมื่อเราทำสมาธิเป็นแล้ว เบื่อโลก เบื่อสังคม เบื่องาน เบื่อครอบครัว นั่นมิจฉาทิฐิกำลังจะเกิด นักทำสมาธิที่ถูกต้องย่อมไม่เบื่อโลก เบื่อสังคม พระพุทธเจ้ามิได้ทรงสอนให้เราหนีจากโลก ในฐานะที่ยังพัวพันอยู่กับโลก เราหนีโลกไม่ได้ พระพุทธเจ้าจึงทรงสอนให้เราศึกษาให้รู้จักความจริงของโลก เพื่อจะได้อยู่กับโลกด้วยความผาสุก

มีหลักฐานทางพระบาลีที่จะยกมาอ้าง “เอถ ปสฺสถิมํ โลกํ จิฺตฺตํ ราชรถูปมํ ยตฺถ พาลา วิสีทนฺติ นตฺถิ สงฺโค วิชานตํ เย จิตฺตํ สญฺญเมสฺสนฺติ โมกฺขนฺติ มารพนฺธนา สูทั้งหลายจงมาดูโลกอันวิจิตรบรรจงดุจราชรถทรงของพระราชาที่พวกคนเขลาหมกอยู่ แต่ผู้รู้หา ข้องอยู่ไม่ ผู้ใดจักสำรวมซึ่งจิต ผู้นั้นจักพ้นจากบ่วงแห่งมาร” จริงหรือเปล่า นี่เป็นหลักสูตรนักธรรมเอกข้อต้นเลยทีเดียว สูเจ้าทั้งหลายจงมาดูโลกนี้ อาตมาก็เรียนธรรมะมามากพอสมควรเหมือนกัน ไม่มีที่ไหนว่าพระพุทธเจ้าสอนให้หนีจากโลก

…….หนีจากโลก จะหนีไปไหนพ้น ร่างกายของเราก็เป็นโลก ขันธาทิโลก โลกคือเบญจขันธ์ กายกับใจของเราก็คือโลก โลกคือเบญจขันธ์เหมือนกัน แม้จะวิ่งหนีเข้าป่าไปอยู่กับหลวงปู่ขาวโน่นก็เอากายเอาใจไปด้วย จะหนีไปที่ไหนพ้น เพราะฉะนั้น ในเมื่อเราหนีไม่พ้น พระพุทธเจ้าจึงทรงสอนให้เรารู้ ศึกษาให้รู้ความจริงว่าโลกคือกายของเรานี่มีเกิด มีแก่ มีเจ็บ มีตาย มีความปฏิกูลน่าเกลียดโสโครก มีความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา

ที่จริงมันก็เป็นแต่เพียงธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ มันทรงตัวอยู่ชั่วขณะหนึ่งแล้วมันก็สลายตัวไปเป็นดิน เป็นน้ำ เป็นลม เป็นไฟ เช่นเดียวกันกับดิน น้ำ ลม ไฟ ในภายนอก เพราะเรามีดิน น้ำ ลม ไฟ ในภายในซึ่งอาศัยดิน น้ำ ลม ไฟ ในภายนอกเป็นปัจจัยเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน เราจึงทำหน้าที่รักษาดิน น้ำ ลม ไฟ ในภายนอกเอาไว้ ถ้าทอดทิ้งไป สิ่งเหล่านั้นสาบสูญไปหมดแล้ว เราจะเอาอะไรเป็นเครื่องเลี้ยงดู

เพราะฉะนั้น เราจะเป็นนักปฏิบัติธรรมอย่างลืมนึกถึงชาติ ชาติ คือแผ่นดินของเราเป็นสิ่งที่เราควรจะสงวนรักษาไว้ ถ้าเราทอดทิ้ง มัวแต่นั่งปฏิบัติธรรมไม่ลืมตามองดูโลกบ้าง ประเดี๋ยวผืนแผ่นดินอันนี้หลุดมือไปเป็นของคนอื่น แล้วเราจะพากันไปนั่งภาวนาอยู่ที่ไหน อันนี้ขอฝากให้ท่านทั้งหลายเอาไปพิจารณาเป็นประโยคสุดท้าย


:72:




หมายเหตุ :

copy เนื้อหาจาก

http://www.thaniyo.c...-09-17-07-35-01

แต่ปรับย่อหน้าและเน้นคำโดยอิงจากไฟล์ภาพหนังสือเป็นหลักค่ะ


:09:
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#2 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11841
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 20/07/2011 - 10:49

:72: :72: :72:



การทำสมาธิด้วยการอบรมสติทุกลมหายใจ




โอกาสต่อไปนี้ ขอเชิญท่านทั้งหลายได้ตั้งใจกำหนดจิตฟังธรรม พร้อมกันนั้นก็ถือว่าเราปฏิบัติสมาธิไปด้วย เพราะการทำสมาธิหรือการฝึกสมาธิเป็นการฝึกจิตให้มีสิ่งรู้ ทำสติให้มีสิ่งระลึก เมื่อจิตมีสิ่งรู้ สติมีสิ่งระลึก เราพยายามฝึกอบรมบ่อย ๆ จนทำให้เกิดความคล่องตัว ทำให้ชำนิชำนาญ ถึงขนาดทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปเองโดยอัตโนมัติ แม้ว่าจิตยังไม่สงบเป็นสมาธิประกอบด้วยองค์ คือ วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา ก็ตาม แต่เราจะได้พลังงานทางสติ เมื่อเป็นเช่นนั้น เราจึงไม่ควรจะมองข้ามวิธีการฝึกสมาธิด้วยการกำหนดจิตทำสติตามรู้ การยืน เดิน นั่ง นอน รับประทาน ดื่ม ทำ พูด คิด ทุกลมหายใจ การฝึกสมาธิด้วยวิธีนี้เป็นการฝึกหัดให้จิตของเรามีสติสัมปชัญญะ เป็นการฝึกหัดสำรวมระวังตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ เพื่อให้ได้มาซึ่งพลังงานคือสติกับสัมปชัญญะ

ถ้าหากสมมุติว่าผู้ตั้งใจปฏิบัติธรรมรู้สึกว่าตัวเองไม่ค่อยมีเวลาจะมานั่งสมาธิ บริกรรมภาวนา หรือเดินจงกรม นอนสีหไสยาสน์ หรือยืนกำหนดจิตตามแบบที่ครูบาอาจารย์ท่านอบรมสั่งสอนมา เราเป็นนักธุรกิจ นักวิชาการ นักทำงาน ซึ่งหาเวลาที่จะนั่งสมาธิ เดินจงกรมได้ยาก ถ้าหากสมมุติว่าเราจะมาฝึกทำสมาธิโดยไม่ต้องไปเข้าห้องกรรมฐาน ๗ วัน ๑๕ วัน เพียงแต่มาทำสติตามรู้การยืน เดิน นั่ง นอน รับประทาน ดื่ม ทำ พูด คิด ของเราเท่านั้น โอกาสที่จิตจะสงบตั้งมั่นลงเป็นสมาธิ ซึ่งประกอบด้วยองค์ คือ วิตก วิจาร ปีติ สุข และเอกัคคตาจะมีได้ไหม ขอรับรองว่ามีได้ถ้าเราตั้งใจฝึกหัดปฏิบัติอย่างจริงจัง เพราะว่าการทำสติตามรู้การยืน เดิน นั่ง นอน รับประทาน ดื่ม ทำ พูด คิด ถ้าฟังดูกันเผิน ๆ ออกจะเข้าใจว่าเป็นเรื่องง่าย แต่เมื่อทำกันจริง ๆ แล้ว การนั่งบริกรรมภาวนายังทำง่ายกว่าทำสติตามรู้ การยืน เดิน นั่ง นอน รับประทาน ดื่ม ทำ พูด คิด อุบายนี้เป็นวิธีการสำหรับพิจารณาตัวเอง

เมื่อเราได้ตั้งใจทำสติกำหนดตามรู้การยืน เดิน นั่ง นอน รับประทาน ดื่ม ทำ พูด คิดของตัวเองอยู่ทุกลมหายใจ เป็นการเอาใจใส่ตัวเอง เป็นการพิจารณาตัวเอง เราย่อมรู้ตัวเองว่ามีส่วนใดขาด มีส่วนใดเกิน เมื่อสติสัมปชัญญะดีแล้ว เราสามารถที่จะปรับปรุงตัวเอง โดยเพิ่มส่วนที่ขาด ตัดทอนสิ่งที่เกินให้อยู่ในระดับพอดี ซึ่งเรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา เท่าที่นำวิธีการอันนี้มากล่าว อาศัยเหตุผลและหลักฐานในพระสูตรซึ่งเรียกว่า มหาสติปัฏฐานสูตร ซึ่งพระอาจารย์ผู้รจนาได้บรรยายข้อความที่จะพึงนำมากล่าว ว่านักปฏิบัติให้กำหนดจิตทำสติรู้การก้าวไป การถอยกลับ การยืน การเดิน การนั่ง การนอน การดื่ม การทำ การพูด การคิด โดยที่สุดแม้คู้แขน เหยียดแขน กระดิกนิ้วมือ กระพริบตา หายใจออก หายใจเข้า ให้ทำสติกำหนดตามรู้ทุกอิริยาบถ ทุกวาระจิต เมื่อเป็นเช่นนั้น วิธีการปฏิบัติด้วยการกำหนดจิตทำสติตามรู้ การยืน เดิน นั่ง นอน รับประทาน ดื่ม ทำ พูด คิด จึงไม่ใช่เรื่องนอกตำรา แต่หากมีคัมภีร์เป็นหลักฐานยืนยัน และมีประสบการณ์

ถ้าสมมุติว่าผู้ไม่เคยนั่งสมาธิ แต่ทำสติตามรู้การยืน เดิน นั่ง นอน รับประทาน ดื่ม ทำ พูด คิด อยู่ทุกลมหายใจ สมาธิที่แท้จริงจะไปเกิดขึ้นเมื่อไร ส่วนมากผู้ปฏิบัติอย่างนี้สมาธิจะไปเกิดขึ้นเมื่อเวลานอนหลับ โดยวิสัยของผู้ฝึกหัดทำสติตามรู้ดังที่กล่าว เมื่อถึงเวลาพักผ่อน เมื่อนอนลงไปแล้วเขาก็ยังไม่วายที่จะกำหนดสติตามรู้ความคิด ยึดเอาความคิดเป็นสิ่งรู้ของจิต เป็นสิ่งระลึกของสติ ตามรู้ความคิดของตนเองไปจนกว่าจะนอนหลับ เพราะอาศัยการกำหนดจิตตามรู้ความคิดในขณะที่นอนอยู่นั้นเป็นการทำจิตให้มีสิ่งรู้ ทำสติให้มีสิ่งระลึก เมื่อเกิดมีการนอนหลับลงไปอย่างสนิท จิตของผู้นั้นจะตื่นขึ้น คือมีสมาธิ พอหลับปุ๊บลงไป จิตสว่างโพลงขึ้นมา ปรากฏมีสภาวะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ปรากฏอยู่ในจิต ในบางครั้งจะรู้สึกว่าปัญหาต่าง ๆ ที่ติดค้างอยู่ในตอนกลางวันจะวิ่งเข้าไปเป็นสัญญาอารมณ์ให้จิตหน่วงเหนี่ยวไปค้นคว้าพิจารณาโดยอัตโนมัติ แล้วก็จะได้ความรู้ความเข้าใจแก้ไขปัญหานั้น เปรียบเหมือนกับฝันไป ถ้าหากไม่เป็นเช่นนั้น ถ้าจิตคอยออกไปข้างนอก กระแสจิตจะเลื่อนลอยไปตามจุดต่าง ๆ ซึ่งสุดแท้แต่มโนภาพจะแสดงให้ปรากฏ ถ้าหากว่าจิตไปยึดภาพซึ่งเป็นมโนภาพปรากฏขึ้นนั้น ถ้าเป็นภาพคน ภาพสัตว์ หรือสถานที่ต่าง ๆ จิตก็จะเพลิดเพลินเที่ยวไปกับภาพนิมิตนั้น ๆ บางทีอาจจะปรากฏเป็นลักษณะเดินเที่ยวชมป่าชมไม้ภูเขาเลากาไป บางทีก็ชมบ้านชมเมือง ซึ่งในช่วงนี้จิตอยู่ในระดับของอุปจารสมาธิ นิมิตอะไรเกิดขึ้น ไม่แตกต่างจากการนอนหลับแล้วฝันไป ถ้าหากว่าผุ้ภาวนามีสติสัมปชัญญะกำหนดจิตรู้อยู่กับสิ่งนั้นเองโดยอัตโนมัติ โดยถือเอาสิ่งนั้นเป็นอารมณ์ เครื่องรู้ของจิต เครื่องระลึกของสติ ก็จะได้ความรู้ความฉลาดเกี่ยวกับภาพนิมิตและความรู้นั้น ๆ อันนี้คือความเป็นไปของจิตในขณะที่จิตยังไม่สงบถึงขั้นละเอียด
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#3 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11841
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 20/07/2011 - 11:13

:72:


แต่ถ้าจิตสงบถึงขั้นละเอียดจนกระทั่งรู้สึกว่ากายหายไป ยังเหลือแต่จิตดวงเดียวล้วน ๆ ในบางครั้งจิตอาจจะมาจ้องมองดูกายที่กำลังนอนหลับ รู้เห็นในลักษณะที่ตายไปแล้วร่างกายจะขึ้นอืด เน่าเปื่อยผุพัง สลายตัวไปจนไม่มีอะไรเหลือ ในที่สุดจะยังเหลืออยู่แต่จิตดวงเดียวล้วน ๆ มีความสงบลอยเด่น สว่างไสวอยู่ตลอดเวลา อันนี้จิตอยู่ในลักษณะแห่งอัปปนาสมาธิอย่างละเอียด โดยความเข้าใจของนักปฏิบัติโดยทั่วไป เข้าใจเอาว่าจิตอยู่ในสมถกรรมฐานคืออัปปนาสมาธิ จิตจะสงบนิ่งอย่างละเอียด รู้โดยไม่มีสิ่งรู้ อันนี้ออกจะเป็นความเข้าใจผิด แต่หลักการเดิมและผลปรากฏของนักภาวนาทางฝ่ายฤาษีชีไพร เขามุ่งฝึกหัดจิตให้มีความสงบนิ่งโดยปราศจากอารมณ์ แม้ร่างกายตัวตนก็หายไปหมด ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกหายไปหมด ยังเหลือแต่จิตดวงเดียวล้วน ๆ อันนี้เป็นการฝึกหัดจิตโน้มน้าวไปในการเดินฌานสมาบัติ ถ้าจิตอยู่ในฌานสมาบัติ จิตจะไม่มีสิ่งรู้ จะมีแต่ความสงบ นิ่ง ว่าง ... ว่างไปจนกระทั่งมองไม่เห็นอะไร อันนี้เป็นลักษณะของจิตเดินฌาน ฌานอย่างที่ว่านี้เรียกว่า อารัมมณูปนิชฌาน เป็นฌานฤาษี แต่ฌานของพระพุทธเจ้าอาศัยองค์ คือ วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา เช่นเดียวกันกับฌานฤาษี แต่เมื่อจิตสงบ นิ่ง ว่างลงไปแล้ว ถ้าในระยะใดที่ร่างกายยังปรากฏอยู่ ความรู้สึกนึกคิดของจิตจะเกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ และแล้วสติสัมปชัญญะซึ่งเราอาศัยการฝึกด้วยการตามรู้การยืน เดิน นั่ง นอน รับประทาน ดื่ม ทำ พูด คิดจนจิตคล่องตัว สติตัวนี้จะวิ่งเข้าไปเป็นอุปกรณ์คอยควบคุมจิตให้ดำเนินไปสู่วิถีทางที่ถูกต้อง ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างจะเป็นไปเองโดยอัตโนมัติ ในระดับแห่งอุปจารสมาธิ สติตัวนี้จะบันดาลให้จิตเกิดความรู้ เรียกว่า ธรรมอุทาน บางทีเกิดรู้เป็นภาษาบาลี บางทีเกิดรู้เป็นภาษาไทย บางทีก็เกิดรู้เป็นภาพนิมิตต่าง ๆ บางทีแอบไปรู้จนกระทั่งวาระจิตของคนอื่น บางทีไปรู้จนกระทั่งว่าสิ่งที่ปกปิดซ่อนเร้นอยู่ในที่ลับ เช่น ในใต้ดิน ในถ้ำ หรือในส่วนลึกของแผ่นดิน บางทีสามารถจะรู้เรื่องราวต่าง ๆ ทั้งเรื่องอดีต เรื่องอนาคต และเรื่องปัจจุบัน ซึ่งภูมิความรู้ของจิตในขั้นนี้จะบันดาลให้เกิดมีความรู้ผุดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ

สมาธิที่มีความสงบนิ่งและมีความรู้เกิดขึ้นอยู่ ความรู้นั้นอาจจะมีสมมติบัญญัติ เป็นภูมิปริยัติที่เกิดขึ้นภายในจิตของผู้ภาวนาในขั้นจิตเดินท่องเที่ยวอยู่ในโลกียวิสัย เพราะถ้าจิตอยู่ในโลกนี้ จิตย่อมเอาโลกนี้เป็นเครื่องรู้ เอาอารมณ์ของโลกนี้เป็นเครื่องรู้ บางทีจิตอาจจะไปเหนี่ยวเอาอารมณ์เรื่องของการบ้านการเรือน หรือวิชาความรู้ หน้าที่การงานมาเป็นเครื่องรู้ค้นคว้าพิจารณาไปเองโดยอัตโนมัติ สติสัมปชัญญะจะทำหน้าที่รู้ความคิดและความรู้นั้น ๆ ตลอดเวลาไม่ว่างเว้น เมื่อจิตมีสิ่งรู้ สติมีสิ่งระลึก ผู้ปฏิบัติมีจิตจดจ้อง กำหนดรู้สิ่งที่เกิดดับกับจิตคือความคิดนั้นเองโดยอัตโนมัติไม่ขาดระยะ ในที่สุดจิตจะมีความสงบละเอียดลงไปผ่านขั้นอุปจารสมาธิ แล้วเข้าไปถึงขั้นอัปปนาสมาธิในจุดที่ว่าสงบ นิ่ง ว่าง รู้อยู่ที่จิตอย่างเดียว แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีปรากฏการณ์ให้จิตมีสิ่งรู้ สติมีสิ่งระลึก แต่ความรู้ความเห็นในขั้นนี้ จิตสักแต่ว่ารู้ สักแต่ว่าเห็น มีอะไรเกิดขึ้นเป็นเครื่องรู้ จิตก็กำหนดรู้เองโดยอัตโนมัติ แต่ไม่ได้สำคัญมั่นหมายว่าสิ่งรู้นั้นคืออะไร เพียงแต่มีสิ่งสัมผัสรู้ในจิตแล้วก็ปล่อยวางไป ความรู้ที่เป็นสัจจธรรมย่อมอยู่เหนือสมมติบัญญัติ เป็นความรู้ขั้นโลกุตตระซึ่งเป็นความรู้ที่ได้ด้วยความว่าง แม้มีสิ่งรู้ แต่จิตก็มีความว่าง...ว่างโดยปราศจากสัญญาเจตนา ว่างจากสมมติบัญญัติ ว่างจากอัตตาตัวตน ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นอนัตตาทั้งสิ้น ยังเหลือแต่กฎธรรมชาติ จิตจะมีความรู้สึกว่าสิ่งที่เราสมมติเรียกกันว่าบุญและบาปก็ดี อันนั้นเป็นแต่เพียงสมมติบัญญัติ ในเมื่อรู้ความจริงแล้ว คำว่าบุญ คำว่าบาป ย่อมไม่ปรากฏในความรู้สึกของจิตในขณะนั้น แต่จิตจะยอมรับกฎของธรรมชาติ กฎของธรรมชาติฝ่ายต่ำมีแต่จะถ่วงดวงจิตให้ลดต่ำลงไป กฎธรรมชาติฝ่ายสูงมีแต่จะพยุงจิตใจให้สูงขึ้นอยู่เหนือระดับโลก จิตจะมีความสงบ สะอาด สว่าง แจ่มใส เบิกบาน ตลอดเวลา นั่นไง พระพุทธเจ้า พุทธะ ผู้รู้ พุทธะ ผู้ตื่น พุทธะ ผู้เบิกบาน บังเกิดขึ้นในจิตของท่านผู้ภาวนาแล้ว
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#4 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11841
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 20/07/2011 - 14:17

:72:


ในบางครั้งผู้ภาวนาอาจจะมองเห็นอะไรสักอย่างหนึ่ง มีลักษณะเหมือนคลื่นน้ำในทะเล ในบางครั้งก็รู้สึกว่าตัวเองดอดลงไปลอยอยู่ในน้ำทะเลด้วย บางครั้งก็จะรู้สึกว่าตัวเองอยู่เหนือน้ำ ในขณะใดที่ตัวเองจมลอยคออยู่ในน้ำ เป็นภาพนิมิตให้ตัวเองปรากฏ จิตของผู้ภาวนาในขั้นนี้อยู่ในระดับแห่งอุปจารสมาธิ เมื่อรู้เห็นอันใด ถ้ามีความสำคัญมั่นหมายยึดว่าสิ่งนั้นเป็นความจริง บางทีก็รู้สึกว่าตัวเองจมน้ำลงไป ใจจะขาด ตกอกตกใจ ทำให้เกิดความอึดอัดภายในความรู้สึก เพราะสมาธิขั้นนี้ยังมีความรู้สึกนึกคิดอย่างละเอียด เมื่อรู้เห็นอันใดแล้วไปยึดในสิ่งนั้น ๆ จิตย่อมปรุงว่าเป็นจริงเป็นจัง กลายเป็นว่าทำให้จิตมีความรู้สึกว่าเรานี่ลอยคออยู่ในน้ำทะเลกันจริง ๆ เมื่อเป็นเช่นนั้น ในบางครั้งเราอาจจะเกิดความหวาดกลัว เมื่อเกิดความหวาดกลัวขึ้นมาแล้วก็รู้สึกว่าอึดอัดรำคาญใจ อยากจะถอนจิตออกจากสมาธิ แต่สมาธิในบางครั้งเราตั้งใจจะถอน จิตจะไม่ยอมถอนเพราะหยั่งลึกลงไปแล้ว เมื่อจิตไม่ยอมถอนจากสมาธิตามความตั้งใจ เราก็เกิดอึดอัดรำคาญ มีท่าทีเหมือนใจจะขาด อันนี้เป็นเหตุการณ์ที่จะพึงเกิดขึ้นในจิตในระดับอุปจารสมาธิ เพราะภูมิจิตในขั้นนี้ยังติดสมมติบัญญัติ เห็นอะไรแล้วยังสมมติบัญญัติสิ่งนี้ว่าเป็นสิ่งนั้น สิ่งนั้นว่าเป็นสิ่งนี้ มีภาษาที่จะพึงพูดอยู่ได้

แต่ถ้าจิตสงบละเอียดลงไปถึงขนาดที่รู้สึกว่าไม่มีร่างกายตัวตน มีแต่ความสงบ นิ่ง ว่าง สว่าง ลอยเด่นเหนือสิ่งทั้งปวง แม้ว่าจิตจะรู้เห็นอันใดขึ้นมา จิตจะมีแต่ความเป็นกลาง วางเฉย...เฉยโดยไม่มีความรู้สึกนึกคิด คือ ไม่มีความสำคัญมั่นหมายสิ่งรู้ว่าเป็นอะไร แม้ว่าสิ่งรู้นั้นจะมีการสลายตัวเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร จิตก็จะรู้ นิ่ง เฉยอยู่ ไม่มีปฏิกิริยาอาการใด ๆ ทั้งสิ้น มีแต่ดูอยู่ ส่วนจิตก็มีความสงบตั้งมั่น นิ่ง เด่นอยู่ เป็นอิสระแก่ตัวโดยเด็ดขาด ส่วนสิ่งรู้ทั้งหลายก็มีปรากฏการณ์เกิดขึ้นอยู่ สิ่งรู้เหล่านั้นเกิดมาจากไหน ใครเป็นผู้บันดาลมาให้รู้ให้เห็น ก็จิตตัวรู้ที่มีสติปัญญาเฉียบแหลมนั่นแหละ ปรุงแต่งที่ปราศจากการยึดมั่นถือมั่น ย่อมไม่มีความรู้สึกยึดสมมติบัญญัติใด ๆ ความรู้สึกของจิตไม่มีความหวั่นไหว ไม่มีความยินดี ไม่มีความยินร้าย ส่วนตัวรู้ก็รู้อยู่ สิ่งรู้ก็ปรากฏอยู่ ไม่มีอาการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ทั้งนั้น จิตรู้อยู่เฉย ๆ ไม่แปรปรวนไปตามอาการที่มองเห็นได้ เปลี่ยนรูปเปลี่ยนร่างไป มีแต่ดูรู้อยู่เฉย ๆ จิตเป็นกลางโดยเที่ยงธรรม ตัวจิตผู้รู้ไม่ได้ปรุงไม่ได้แต่ง แม้จะปรุงแต่งขึ้นมาก็เป็นปัญญาอันละเอียด ไม่มีการยึดในสิ่งที่ตัวเองปรุงแต่ง จึงคล้าย ๆ กับว่าสิ่งรู้กับจิตแยกออกจากกันเป็นคนละส่วน ไม่มีความสัมพันธ์กัน ลักษณะอย่างนี้เรียกว่า ลักขณูปนิชฌาน จิตอยู่ในฌานเหมือนกัน แต่มีสิ่งรู้โดยปรากฏการณ์เปลี่ยนแปลง ถ้าจะเปรียบเทียบกับภาพนิมิต จิตที่รู้เห็นสิ่งใดสิ่งหนึ่ง มีความเห็นแน่วแน่ ติดตา หลับตาก็เห็น ลืมตาก็เห็น ตั้งใจดูก็เห็น ไม่ตั้งใจดูก็เห็น เ็ป็นอุคคหนิมิต จิตในขั้นนี้เป็นอารัมมณูปนิชฌาน แต่ถ้าจิตมีพลังเข้มแข็ง สามารถที่จะเปลี่ยนอุคคหนิมิตนั้น ๆ ให้มีการเปลี่ยนแปลงยักย้าย เช่น มีการขยายตัวให้ใหญ่โตขึ้น ย่อตัวให้เล็กลง มีการสลายตัวไปแล้วก่อตัวตั้งขึ้นมาใหม่ มีความเปลี่ยนแปลงยักย้ายอยู่ตลอดเวลา จิตผู้รู้ก็สงบ นิ่ง เด่น สว่างอยู่ ไม่หวั่นไหวตามอาการนั้น ๆ อันนี้จิตอยู่ในขั้นฌาน แต่เป็นลักขณูปนิชฌาน เพราะจิตเริ่มสำคัญมั่นหมายในความเปลี่ยนแปลงแห่งสภาวะ ซึ่งไปตรงกับคำว่า สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจา สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง อันนี้เป็นภูมิรู้ภูมิจิตของนักปฏิบัติที่ผ่านขั้นสูงมาแล้ว เมื่อผู้ปฏิบัติออกจากสมาธิในขั้นนี้ มาสัมผัสรู้ว่ามีกาย ความรู้สึกนึกคิดที่มีความสัมพันธ์อารมณ์กับจิตจะปรากฏขึ้น แล้วจิตของผู้นั้นจะมีความคิดอยู่ไม่หยุด ไม่ตั้งใจคิดจิตก็คิด ตัวสติที่ฝึกฝนอบรมดีแล้วจะตามรู้ความคิดตลอดเวลา โดยวิสัยของผู้ภาวนามีภูมิจิตถึงขั้นแล้วจะต้องเป็นอย่างนี้
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#5 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11841
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 20/07/2011 - 18:07

:72:


หลักฐานในคัมภีร์ก็มีอยู่ว่า ศีลอบรมสมาธิ สมาธิอบรมปัญญา ปัญญาย้อนกลับมาอบรมจิต เพราะฉะนั้น เมื่อศีลดีสามารถทำให้สมาธิเป็นสัมมาสมาธิ เมื่อสมาธิเป็นสัมมาสมาธิ ความรู้คือปัญญาเกิดขึ้นก็เป็นสัมมาทิฏฐิ ลักษณะของจิตที่เป็นสัมมาทิฏฐิ ในเมื่อเกิดความรู้ จิตจะสำคัญมั่นหมายสิ่งรู้ เพียงแค่สัมผัสรู้กับจิตเท่านั้น ถ้าหากมีความรู้ปรากฏขึ้น จิตไปยึดถือ มีปัญหาว่า "นี่คืออะไร" เกิดขึ้น นั่นจิตมีมิจฉาทิฏฐิอยู่ในตัว จิตที่เป็นสัมมาทิฏฐิจะต้องสำคัญมั่นหมายในสิ่งรู้เพียงเป็นอารมณ์ของจิตเท่านั้น จะไม่ยึดในอารมณ์นั้น ๆ และจะไม่ยึดความรู้เป็นเกณฑ์ แม้เห็นภาพนิมิต จิตก็กำหนดเพียงแต่ว่านั้นเป็นสิ่งรู้ นิมิตจะเป็นอะไร จิตไม่กังวล ถ้ามีความรู้เกิดขึ้นโดยความนึกคิด จิตจะสำคัญเพียงแต่ว่ามีสิ่งสัมผัสรู้ในจิต ความคิดนั้นจะเป็นอะไรจิตไม่กังวล เพราะภูมิจิตในขั้นนี้มีแต่ความปล่อยวาง

เมื่อออกจากสมาธิแล้ว แม้ความรู้จะเกิดขึ้นอยู่ไม่หยุดหย่อน ผู้ภาวนาที่มีภูมิถึงขนาดนี้จะไม่มีความรำคาญ ยิ่งมีความคิดจิตก็ยิ่งผ่องใส ยิ่งคิดจิตก็ยิ่งแจ่มใส ยิ่งคิดจิตก็ยิ่งมีสติสัมปชัญญะ ยิ่งคิดจิตก็ยิ่งบริุสุทธิ์สะอาด เพราะปัญญาคือความคิดเป็นอุุบายอบรมจิตให้มีความบริสุทธิ์สะอาด เพราะฉะนั้น โอวาทที่พระพุทธองค์ทรงสั่งสอน ศีลอบรมสมาธิ สมาธิอบรมปัญญา ปัญญาอบรมจิต ปัญญาก็คือความคิด ความคิดก็คือปัญญา

แต่ถ้าจิตมีสติอ่อน พลังของสติตามความคิดความรู้ไม่ทัน ไปเกิดหลงยึดความรู้นั้น ผู้ปฏิบัติก็จะสำคัญมั่นหมายเอาความรู้ซึ่งเป็นภาษาพูดกันได้ว่า เป็นภูมิความรู้ที่เราจะยึดเอาเป็นสาระแก่นสาร ในเมื่อหลงยึดภูมิความรู้ในทางปัญญา เราก็จะมีปัญหาโต้แย้งกัน ถ้าความเห็นของใครไม่ตรงกัน เราก็จะมีการขัดกัน เพราะฉะนั้น ความรู้ความเห็นที่ถูกต้องซึ่งเรียกว่าสัมมาทิฏฐินั้น จิตจะสำคัญมั่นหมายเพียงแค่ว่า จิตมีสิ่งรู้ สติมีสิ่งระลึก รู้อะไรสักแต่ว่ารู้ รู้แล้วก็ปล่อยวางไป ปัญหาที่คิดว่า "นี่คืออะไร" จะไม่เกิดขึ้น ในลักษณะแห่งความรู้เกิดขึ้น

ในบางท่าน ความรู้ที่เกิดขึ้นด้วยสมาธิปัญญาเป็นความรู้ที่ผุดขึ้นมาเองโดยที่เราไม่ได้ตั้งใจจะรู้ แต่จิตรู้ขึ้นมาเอง เรียกว่าธรรมอุทาน บางทีรู้เป็นภาษาไทย บางทีรู้เป็นภาษาบาลี หรือเป็นภาษาอื่น ๆ ในเมื่อความรู้ผุดขึ้นมาแล้ว ผู้ภาวนาเกิดเอะใจสมาธิถอน พอสมาธิถอนขึ้นมาแล้ว ปัญหาที่ว่า "นี่คืออะไร" ย่อมเกิดขึ้น เมื่อเป็นเช่นนั้น เพราะความอยากรู้อยากเห็น ก็มาใช้สติปัญญาค้นคิดพิจารณาว่า "นี่คืออะไร... นี่คืออะไร" ในเมื่อคิดไปตอบไป ถามไปตอบไป ในที่สุดก็เกิดแน่ใจเพียงแค่ความคิด เลยเอาความคิดด้วยสติปัญญามาตอบปัญหาอันเกิดขึ้นด้วยสมาธิปัญญา ท่านผู้ฟังลองคิดดูซิว่า อันหนึ่งเป็นสมาธิปัญญาคือปัญญาความรู้เกิดขึ้นจากพลังของสมาธิ และอีกอันหนึ่งเป็นสติปัญญาธรรมดา สติปัญญาหรือจะไปตอบข้อข้องใจสมาธิปัญญาได้

ดังนั้น ในแนวทางปฏิบัติเราควรจะทำอย่างไร ในเมื่อจิตรู้อะไรขึ้นมา ถ้าเรามาเกิดเอะใจแล้วสมาธิถอน ปัญหาที่ว่า "นี่คืออะไร" ย่อมเกิดขึ้น ผู้ภาวนาต้องการจะได้คำตอบขอได้โปรดอย่าไปตั้งใจคิดหาคำตอบ เพียงแต่กำหนดจิตรู้อยู่ที่จิต แม้ในขณะที่เรากำหนดรู้อยู่ที่จิต แม้ว่าจิตจะมีความว่าง ไม่มีความคิด ก็กำหนดรู้อยู่เพียงความว่าง อย่าไปตั้งใจคิดอะไรขึ้นมาเป็นอันขาด โดยธรรมชาติของจิตจะว่างอยู่ตลอด ๒๔ ชั่วโมงเป็นไปไม่ได้ จิตในเมื่อมีความคิด เรากำหนดจะรู้ เขาจะหยุดคิดทันที เมื่อหยุดคิดแล้ว เรากำหนดอยู่ที่ความว่าง ว่างได้สักพักหนึ่ง ความคิดจะเกิดขึ้น เมื่อความคิดเกิดขึ้น เราทำสติตามรู้ความคิด แล้วจิตจะนิ่งว่างไม่มีความคิด เผลอ ๆ จิตจะคิดขึ้นมาอีก เราทำสติตามรู้เรื่อยไปจนกระทั่งความคิด มีความสัมพันธ์ต่อเนื่องกันไม่ขาดสาย เราทำสติตามรู้ความคิดไปเรื่อย ๆ พอเกิดจิตว่างเมื่อใด ปัญหาที่เราข้องใจว่า "นี่คืออะไร" เราจะได้คำตอบผุดขึ้นมาทันที อันนี้วิธีปฏิบัติเกี่ยวกับปัญหาหรือคำถามที่เกิดขึ้นภายในจิตขณะภาวนา ดังนั้น การภาวนานี่ หลักสำคัญอยู่ตรงที่ว่าเราต้องทำจิตให้มีสิ่งรู้ ทำสติให้มีสิ่งระลึก
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#6 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11841
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 20/07/2011 - 20:56

:72:


เพื่อเป็นการสนับสนุนมตินี้ จะได้อัญเชิญโอวาทของท่านอาจารย์เสาร์มาพูดให้ท่านผู้ฟังทั้งหลายได้ฟังไว้เป็นคติ ท่านอาจารย์เสาร์ ในวันที่ท่านมีอายุได้ ๘๐ ปีแล้ว มีอยู่วันหนึ่งท่านพูดออกมาว่า "เวลานี้จิตของข้ามันไม่สงบ มีแต่ความคิดไม่หยุด..." ลูกศิษย์ผู้ฟังแล้วไม่เข้าใจก็คิดว่าจิตของอาจารย์เสื่อมแล้ว ทำให้เกิดความสงสัยข้องใจ บางท่านหมดศรัทธาเลื่อมใสย้ายไปหาครูบาอาจารย์อื่น นี่เพราะความไ่ม่เข้าใจธรรมชาติของจิต

ผู้ปฏิบัติที่เดินขั้นวิปัสสนากรรมฐานแล้ว จิตจะมีความคิดอยู่ตลอดวันยังค่ำตลอดคืนยังรุ่ง เป็นไปได้ไหม... ถ้าใครปฏิบัติถึงแล้วจะยืนยันทันทีว่าสามารถเป็นไปได้ ผู้ปฏิบัติที่มีสมาธิ มีสติปัญญาดีแล้ว แม้เวลาพักผ่อนหลับนอน ความหลับจะมีอยู่แต่เพียงร่างกายเท่านั้น ส่วนจิตจะเป็นสมาธิ มีความตื่นเบิกบานอยู่ตลอดคืน พอตื่นเช้าขึ้นมารู้สึกว่าตัวเองนอนไม่หลับ หนัก ๆ เข้าบางคนที่ไม่เข้าใจ สำคัญว่าตนเองจะเป็นโรคประสาท เที่ยวหาหมอตรวจเช็คร่างกายแต่ไม่พบสมุฏฐาน อันนี้ก็เป็นปัญหาหนึ่งที่นักปฏิบัติจะต้องสังวรระวังไว้ เมื่อเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นเราจะได้ไม่ข้องใจ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการฝึกหัดสมาธิแบบทำสติตามรู้จิตและอารมณ์ของตนเองนี่ เมื่อนอนหลับลงไป สมาธิมักจะเกิดขึ้น เมื่อสมาธิเกิดขึ้นในขณะนอนหลับ ถ้าจิตติดสมถะก็จะสงบนิ่งสว่างอยู่ตลอดคืน ถ้าจิตเดินวิปัสสนาแล้วจะมีการพิจารณาค้นคว้าอยู่ตลอดคืนเช่นกัน แต่เมื่อตื่นขึ้นมาแล้วผู้ปฏิบัติธรรมนั้นจะรู้สึกว่าไม่เหน็ดเหนื่อย ไม่หนักเนื้อหนักตัว จิตใจแช่มชื่นเบิกบาน หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส เพราะจิตอยู่ในสมาธิ มีพลังพอที่จะให้กายสงบ จิตสงบ ทำให้กายเบา จิตเบา ตัวของผู้นอนอยู่ในสมาธิเปรียบเหมือนนอนอยู่ในอากาศ ไม่ได้กระทบกับสิ่งใด เพราะในขณะนั้นจิตไม่ได้สำคัญมั่นหมายในร่างกายตัวตน ทุกสิ่งทุกอย่างหายเงียบไปหมด จะมีความรู้สึกแต่ภายในจิตที่สงบอยู่เท่านั้น อันนี้เป็นปัญหาหนึ่งที่นักปฏิบัติควรจะทำความเข้าใจไว้
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#7 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11841
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 21/07/2011 - 15:12

:72:


บางท่านอาจจะสงสัยว่า เมื่อก่อนนี้บริกรรมภาวนาแล้วจิตสงบ สว่าง มีปีติ มีความสุขเป็นอย่างดี แต่เวลานี้ทำไมพอกำหนดจิตลงไปนิดหน่อย จิตมีแต่ความคิด ในเมื่อจิตมีความคิดแล้ว เราก็พยายามจะดึงเอาจิตไว้กับคำบริกรรมภาวนา เมื่อจิตถูกบังคับ จิตก็ยิ่งดิ้นรนแล้วฟุ้งซ่านใหญ่จนทำให้เดือดร้อนไม่สามารถที่จะนั่งสมาธิต่อไปอีกได้ อันนี้ก็เป็นปัญหาที่นักปฏิบัติจะต้องประสบ อันนี้เป็นประสบการณ์ที่เคยผ่านมาแล้ว และนักปฏิบัติหลาย ๆ ท่านได้ผ่านมาแล้ว ซึ่งโดยปกติเมื่อจิตมีความสงบเป็นสมาธิบ่อย ๆ จิตไม่ติดสมาธิ ไม่ติดความสุข หนัก ๆ เข้าพอกำหนดจิตลงไปเพียงนิดหน่อย จิตมีความสงบในขณะที่เริ่มจะเป็นอุปจารสมาธิ จิตจะมีความรู้ผุดขึ้น ๆ ๆ เหมือนน้ำพุที่ไหลออกมาไม่หยุด จิตของผู้ปฏิบัติที่มีสมาธิ มีสติปัญญาดีแล้วย่อมจะเป็นอย่างนั้น

ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ท่านผู้ปฏิบัติจะปฏิบัติต่อเหตุการณ์เช่นนี้อย่างไร ผู้ปฏิบัติควรทำสติตามรู้ความรู้และความคิดที่ผุดขึ้นนั้นอย่างไม่หยุด โดยถือเอาความรู้ความคิดนั้นเป็นอารมณ์เครื่องรู้ของจิต เครื่องระลึกของสติ ในขณะที่จิตคิดไม่หยุดนั้น คือการที่จิตพิจารณาสภาวธรรมเองโดยอัตโนมัติ เมื่อจิตมีความคิดอยู่ไม่หยุดหย่อน ผู้ภาวนามีสติรู้ความคิดนั้นเองโดยอัตโนมัติ โดยธรรมชาติของจิตย่อมมีการเปลี่ยนแปลง เมื่อสติสัมปชัญญะดีขึ้น จิตจะสำคัญมั่นหมายในความเปลี่ยนแปลงของอารมณ์นั้น ๆ จะเกิด อนิจจสัญญา มีความสำคัญว่า อารมณ์ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา จิตก็รู้ภูมิแห่งวิปัสสนาคือพระไตรลักษณ์

เมื่อจิตมีอารมณ์เครื่องรับรู้ปรากฏการณ์เกิดขึ้นอยู่ไม่ขาดสาย เมื่อสติสัมปชัญญะควบคุมกำกับจิต กำหนดรู้อยู่ตลอดเวลา นอกจากจะรู้ความเปลี่ยนแปลงของจิตซึ่งเกิดดับอยู่ตลอดเวลาแล้ว จิตสามารถที่จะรู้ว่าอารมณ์ที่ผ่านเข้ามาหรือความคิดที่เกิดขึ้นนั้น สามารถที่จะทำให้จิตของเราเกิดความยินดียินร้าย เพราะความยึดในอารมณ์นั้น ๆ ในเมื่อความคิดที่เกิดขึ้น-ดับไป...เกิดขึ้น-ดับไป ถ้าสติสัมปชัญญะยังดีอยู่ จิตมีวิชชารู้แจ้งเห็นจริงในกฎธรรมชาติของความคิดว่าจะต้องมีเกิด-ดับอยู่อย่างนั้น เมื่อจิตรู้แล้ว จิตจะไม่มีความยึด ถ้ายึดเมื่อใด ความยินดียินร้ายก็จะปรากฏขึ้น

ความยินดีเรียกว่า อิฏฐารมณ์ ความยินร้ายเรียกว่า อนิฏฐารมณ์ เมื่อจิตเกิดยึดในสิ่งนั้น จิตก็มี ภวตัณหา บังเกิดขึ้น เมื่อมีภวตัณหาบังเกิดขึ้น กามตัณหา วิภวตัณหา ก็ย่อมบังเกิดขึ้น ความยินดีเป็นกามตัณหา ความยินร้ายเป็นวิภวตัณหา เมื่อจิตยึดใน ๒ อย่างกลายเป็นภวตัณหา ในเมื่อจิตมีกามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหาพร้อม ทุกข์ย่อมปรากฏขึ้น เพราะความคิดที่เกิดขึ้น-ดับไปนั้นเองเป็นเหตุให้เราเกิดความรู้สึกยินดียินร้าย

เมื่อเป็นเช่นนั้น ความสุขและความทุกข์ย่อมปรากฏขึ้น ถ้าสิ่งใดเป็นที่พอใจก็ยินดี ทำให้มีความสุขใจ แต่ถ้าสิ่งใดเป็นที่ไม่น่าพอใจ เกิดความยินร้าย ทำให้จิตเป็นทุกข์เพราะไม่พอใจ ความยินดีและความยินร้าย สุขและทุกข์ ทั้งสองอย่างเป็นสัญลักษณ์ให้ผู้ปฏิบัติมองเห็น ทุกขอริยสัจจ์ ปรากฏขึ้นในจิต ทุกข์และสุขที่ปรากฏขึ้นในจิตนั้นเองเป็นทุกขอริยสัจจ์ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ทุกขอริยสัจจ์นี้หมายถึงทุกข์ของผู้ที่มีกายมีใจซึ่งต้องมีการรับรู้ แตกต่างจากทุกข์ในพระไตรลักษณ์
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#8 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11841
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 21/07/2011 - 15:59

:72:


ทุกข์ในอริยสัจจ์หมายถึงทุกข์จิตทุกข์ใจ คือความทุกข์ที่เกิดขึ้นในจิตอย่างเดียว ส่วนทุกข์ในพระไตรลักษณ์หมายถึงการเปลี่ยนแปลงยักย้ายของสภาวะที่มีการเกิดดับ หรือมีการเกิดขึ้น ทรงตัวอยู่ ดับไปตลอดเวลา ใครจะรู้ก็ตาม ไม่รู้ก็ตาม เขาย่อมเป็นไปตามกฎธรรมชาติ เช่นอย่างกลางวันเกิดขึ้น พอตะวันตก กลางคืนก็เกิดขึ้นมีความมืด ... ความสว่างกับความมืดสลับกันอยู่อย่างนี้ มีความเปลี่ยนแปลงกันโดยวาระ ลักษณะอย่างนี้เรียกว่าลักษณะของอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา กลางวันกลางคืนที่มีอยู่เป็นอยู่ ใครจะรู้ก็ตาม ไม่รู้ก็ตาม เขาก็เป็นของเขาเองโดยกฎธรรมชาติ ที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนให้เราพิจารณาเห็นสังขารเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ก็เพื่อจะให้จิตรู้กฎของธรรมชาติที่เป็นไปโดยที่ไม่มีใครห้าม ไม่มีใครมีอำนาจที่จะบังคับบัญชาได้ เมื่อเป็นเช่นนั้น พระพุทธองค์จึงทรงสอนให้พิจารณาให้รู้ยิ่งเห็นจริง

ทีนี้กฎธรรมชาติอันนั้นที่เขาเป็นไปตามสภาวะของเขามีความสำคัญอันใดที่จะต้องมาก่อทุกข์ยากให้แก่เรา เพราะอาศัยค่าที่เรายังยึดกายกับใจเป็นอัตตาตัวตน ดังนั้น สถานการณ์และสิ่งแวดล้อมทั้งปวง เราก็ย่อมยึดว่าเป็นอัตตาตัวตนด้วย เช่น ทรัพย์สมบัติเราก็ยึดว่าเป็นของเรา พ่อแม่ปู่ย่าตายายเราก็ยึดว่าเป็นทรัพย์สมบัติของเรา ลูกหลานเราก็ยึดว่าเป็นของของเรา ในเมื่อความเข้าใจว่าทุกสิ่งทุกอย่างเป็นของเรายังปรากฏอยู่ เรายังยึดอัตตาตัวตนอยู่ สิ่งใดที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกับเรา เมื่อสิ่งนั้นมีอันเปลี่ยนแปลงไป กระทบกระเทือนกับความรู้สึกของเรา เพราะเราไม่ต้องการให้เป็นไปอย่างนั้น เมื่อเป็นเช่นนั้นมันก็ก่อให้เราเกิดทุกข์ใจ ทุกข์ใจที่ปรากฏเพราะไปยึดสิ่งเปลี่ยนแปลงโดยกฎธรรมชาติที่ปรากฏขึ้นนั้นเอง กลายเป็นทุกข์อริยสัจจ์

เพราะฉะนั้น การพิจารณาสภาวะทั้งหลายทั้งปวงให้เห็นเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ก็เพื่อจะให้จิตของเรารู้ซึ้งเห็นจริง คือรู้ว่าสิ่งนี้ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ก็เพื่อจะให้จิตของเรารู้ซึ้งเห็นจริง คือรู้ว่าสิ่งนี้ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา แล้วก็ยอมรับและเห็นด้วยกับความรู้ว่ามันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาจริง ๆ จนกระทั่งฝึกหัดจิตของเราให้ยอมรับในสภาพความเป็นจริงโดยไม่ปฏิเสธกฎธรรมชาติ เมื่อเป็นเช่นนั้น จิตก็รู้จริงเห็นแจ้ง ยอมรับกฎธรรมชาติ กลายเป็นความเป็นเองโดยธรรมชาติ จิตถอนกิเลสตัณหาอุปาทานได้โดยเด็ดขาด แม้แต่เบญจขันธ์คือร่างกายจิตก็ไม่ยึดมั่นว่าเป็นอัตตาตัวตน มีแต่อนัตตาทั้งสิ้น แล้วจิตก็ปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่างเป็น ปหาตัพพธรรม ด้วยประการฉะนี้

วันนี้ได้กล่าวธรรมะพอเป็นคติเตือนใจของท่านผู้ฟังโดยปริยาย ซึ่งเป็นวิธีปฏิบัติกรรมฐานโดยการใช้สติตามรู้การยืน เดิน นั่ง นอน รับประทาน ดื่ม ทำ พูด คิด ทุกลมหายใจ บางท่านอาจจะสงสัยในวิธีการกำหนดจิตตามรู้นี้จะทำอย่างไร

ในขั้นต้น เมื่อท่านจะลงมือปฏิบัติ ขอให้ท่านกำหนดทำความรู้สึกไว้ที่จิตอย่างเดียว ในเมื่อการทำความรู้สึกไว้ที่จิตอย่างเดียว เมื่อท่านก้าวขาเดินไป ท่านย่อมรู้เพราะจิตเป็นผู้สั่ง เมื่อท่านจะหยุดเดิน จิตย่อมรู้เพราะิจิตเป็นผู้สั่ง เมื่อท่านจะนั่ง จิตย่อมรู้เพราะจิตเป็นผู้สั่ง เมื่อท่านจะนอน จิตย่อมรู้เพราะจิตเ็ป็นผู้สั่ง เมื่อท่านจะรับประทาน ดื่ม ทำ พูด คิด จิตย่อมรู้เพราะจิตเป็นผู้สั่ง แม้ว่าท่านนั่งอยู่ในขณะนี้ ยุงบินมาเกาะแล้วก็เสียดแทงผิวหนังท่านเข้าไปแม้ไม่ได้ตั้งใจจะรู้แต่ท่านก็รู้ จิตของท่านก็รู้ เพราะจิตมีหน้าที่รับรู้ เพราะฉะนั้น การปฏิบัติแบบนี้คือเพียงแต่กำหนดรู้ไว้ที่จิตเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ร่างกายจะเคลื่อนไหวไปมาอย่างไร จิตย่อมรู้หมด เพราะิจิตเป็นผู้สั่งและเป็นผู้รับผิดชอบ เพราะในกายของเรานี่จิตเป็นใหญ่ มโนปุพพงฺคมา ธมฺมา มโน เสฏฺฐา มโนมยา : ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นใหญ่ มีใจเ็ป็นประธาน สำเร็จแล้วด้วยใจ ดังนั้น จิตฺตํ ทนฺตํ สุขาวหํ การฝึกฝนอบรมจิตด้วยกฎ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ด้วยการทำจิตให้มีสิ่งรู้ ทำสติให้มีสิ่งระลึก จึงเป็นไปเพื่อความสงบ จึงเ็ป็นไปเพื่อความมีสติปัญญา เราจะสามารถได้สติปัญญาเพื่อแก้ไขปัญหาจิตใจ แก้ไขปัญหาชีวิตประจำวัน แก้ไขปัญหาธุรกิจการงานได้้ด้วยประการฉะนี้

ในการบรรยายธรรมะพอเป็นคติเตือนใจของท่านผู้ฟัง ก็จึงขอยุติลงด้วยประการฉะนี้


:72: :72: :72:



หมายเหตุ : ในการโพสต์กระทู้นี้เภตราขอตัดช่วงย่อหน้าบางอันที่ยาวมาก เป็นช่วงสั้น ๆ เพื่อพักช่วงสายตาในการอ่านนะคะ :09:
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#9 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11841
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 22/07/2011 - 14:58

หมายเหตุ : การพิมพ์โพสต์บทธรรมต่อ ๆ ไปนี้ เภตราขอตัดช่วงย่อหน้าบางอันที่ยาวมากเป็นช่วงย่อยเืพื่อพักสายตาในการอ่านนะคะ (ไม่ไหวจริง ๆ ค่ะ มันตาลาย :102: )
ท่านใดประสงค์จะ copy บทธรรมไปใช้ในงานพิมพ์อื่น กรุณาตรวจสอบการใช้ย่อหน้าตามหนังสือ จากลิงก์ไฟล์ภาพหนังสือนี้ค่ะ :09:
http://www.thaniyo.c...t/thaniyo35.pdf



:72: :72: :72:



สมาธิในอริยมรรค


ณ โอกาสนี้ จะได้แสดงธรรมะอันเป็นคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราพุทธบริษัททั้งหลายยอมรับนับถือสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นพระบรมศาสดา เราชอบใจในธรรมคำสอนของพระองค์ท่าน เพราะท่านสอนให้เราละชั่วประพฤติดีทำใจให้บริสุทธิ์สะอาด ปฏิบัติได้แล้วสบายไม่ทุกข์ร้อน เราเข้าใจซาบซึ้งในธรรมคำสอนของพระองค์พอสมควร และเราได้ปฏิญาณตนถึงพระองค์ท่านว่าเป็นสรณะที่พึ่งที่ระลึกมานานแล้ว และพระองค์ก็สอนให้เราละความชั่วและความบาปทั้งหลายมานานแล้วเช่นเดียวกัน

ทุกครั้งที่เราปฏิญาณตนถึงพระองค์ท่านว่า พุทธํ สรณํ คจฺฉามิ ข้าพเจ้าขอถึงซึ่งพระพุทธเจ้าว่าเป็นสรณะ ที่พึ่ง ที่ระลึก ในขณะที่เราสมาทานต่อหน้าพระองค์ หรือต่อหน้าพระประธาน หรือสมมุติว่าพระองค์ประทับอยู่ต่อหน้าเรา พอได้ยินคำกล่าวปฏิญาณของเรา พระองค์อาจจะถามเราว่า จะรับเอาเราเป็นศาสดาจริงหรือ ถ้าเราตอบว่าเอาจริง พระองค์ถามเราต่อไปว่า ปฏิบัติตามกฎหรือกติกาของเราได้ไหม ถ้าเราถามท่านว่ากฎกติกาของพระองค์ท่านคืออะไร ถ้าท่านตอบว่าศีล ๕ ที่ได้สมาทานไปแล้วนั้นอย่างไร ถ้าใครตอบท่านว่าไม่ไหวแล้วปฏิบัติไม่ได้ พระองค์ก็จะต้องตอบว่าช่วยไม่ได้เหมือนกัน

ทั้งนี้และทั้งนั้นเพราะเหตุใด ก็เพราะเหตุว่าจุดเริ่มแห่งการทำความดีย่อมมีกฎหรือระเบียบอันเป็นข้อมูล กาย วาจา และใจของเราที่เราจะรองรับคุณธรรมหรือคุณความดีนั้น เราก็ต้องชำระให้บริสุทธิ์สะอาดตามสมควร ศีล ๕ ประการนี้เป็นแม่บท เป็นข้อมูล เป็นจุดเริ่ม เป็นต้นพรหมจรรย์ของผู้ปฏิบัติพระพุทธศาสนา ดังนั้น ครูบาอาจารย์ท่านใดแสดงธรรมก็ย้ำลงที่ศีล ๕

ถ้าหากว่าเราพุทธบริษัททั้งหลายถูกใครสักคนหนึ่งเขาถามว่า ทำไมพระพุทธเจ้าท่านจึงสอนให้รักษาศีล ๕ เราหาคำตอบง่าย ๆ อันเกี่ยวข้องกับสังคมปัจจุบันนี้ให้มันชัดเจนก่อน คำตอบง่าย ๆ ก็คือว่า เพราะมันเป็นคุณธรรมป้องกันไม่ให้มนุษย์เกิดมีการฆ่ากัน อันนี้เป็นประการหนึ่งและมันเป็นหลักปฏิบัติเกี่ยวกับสังคม เกี่ยวกับเรื่องการดำรงชีวิตอยู่ของมนุษย์โดยตรง ดังนั้น คำตอบที่ว่าเพื่อป้องกันไม่ให้มนุษย์เกิดมีการฆ่ากันนั้น ขอให้ท่านผู้ฟังทั้งหลายจงพิจารณาดูให้ซึ้งว่าเป็นจริงไหม

เพราะในสังคมมนุษย์เรานี้มีความปรารถนาในทุกสิ่งทุกอย่างที่เราเห็นว่ามันเป็นประโยชน์แก่ชีวิตของเรา และความปรารถนานั้น ๆ มันก็มีจุดเริ่ม มันเริ่มกันที่ตรงไหน เริ่มกันที่ข้อมูลเหมือนกัน ข้อมูลหรือจุดเริ่มของความปรารถนานั้นมันอยู่ที่อกุศลมูล คือ โลภ โกรธ หลง คนเราทุกคนเกิดมาในโลกนี้ พกเอากิเลส มีโลภ โกรธ หลงมาด้วย ที่เรามาเกิดเป็นมนุษย์เพราะเหตุว่าโลภ โกรธ หลง นั่นแหละพาเรามาเกิด เมื่อเกิดมาแล้วก็ถูกโลภ โกรธ หลง มันกระตุ้นเตือนให้เราเกิดมีความทะเยอทะยาน มีความอยากได้ อยากดี อยากมี อยากเป็น เพราะเหตุแห่งกิเลส ๓ ตัวนี้ทั้งนั้นเป็นต้นเหตุและเป็นเครื่องยุแหย่

จึงเป็นอันว่า ความปรารถนาของมนุษย์ในสังคมนี้ เราพอที่จะสรุปได้กันเพียง ๕ ข้อเท่านั้น ว่าเราเกิดมาแล้วเราต้องการอะไร เราต้องการความมีลาภ ต้องการการสรรเสริญ ต้องการความสุข และอำนาจ ความต้องการเหล่านี้ถูกกระตุ้นเตือนด้วยอำนาจของกิเลส จึงทำให้เราเกิดทะเยอทะยาน ดังนั้น สิ่งทั้ง ๕ นี้ ทุกคนมีสิทธิและเสรีภาพในการแสวงหา แต่การแสวงหาก็ควรมีขอบเขต ขอบเขตก็คือศีล ๕ ข้ออีกนั่นแหละ เพราะฉะนั้นศีล ๕ จึงเป็นคุณธรรม เป็นขอบเขตของการใช้กิเลสให้เกิดประโยชน์โดยความเป็นธรรม

การโพสต์นี้ได้ถูกแก้ไขโดย เภตรา: 22/07/2011 - 14:59

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#10 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11841
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 22/07/2011 - 15:59

:72:


เราท่านทั้งหลายมาปฏิบัติพระพุทธศาสนา ปฏิบัติตามธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าเพื่อละความชั่วใช่หรือเปล่า ถ้าท่านต้องการจะละบาปความชั่วกันจริง ๆ ก็ต้องยึดมั่นในศีล ๕ เพราะศีล ๕ เป็นคุณธรรมตัดทอนผลเพิ่มของบาปกรรม เท่าที่พิจารณาดูแล้ว การทำบาปทำกรรมซึ่งเรียกว่าเป็นบาปอกุศลนั้น ที่ทำลงไปแล้วเป็นบาปไม่เลือกหน้า คือการละเมิดศีล ๕ ข้อเท่านั้น ศีล ๕ ข้อนี้ใครฝ่าฝืนทำลงไปแล้วบาปทันที นอกจากจะบาปแล้ว ผลเพิ่มของบาปก็เพิ่มขึ้นทันที เพราะฉะนั้น การปฏิบัติศีล ๕ จึงเป็นอุบายบั่นทอนกำลังผลเพิ่มของบาปกรรม หรือเป็นการตัดกรรมตัดเวร

ท่านที่นั่งฟังธรรมฟังเทศน์อยู่นี่เคยทำพิธีตัดกรรมตัดเวรหรือเปล่า บางทีก็มีผู้มาแนะนำให้เราทำพิธีตัดกรรมตัดเวร ไปทำพิธีขึ้นตามวิธีการที่เข้าใจว่ามันเป็นวิธีการตัดกรรมตัดเวรที่ถูกต้อง ในศาสนาพุทธไม่มีพิธีการตัดกรรม แต่การตัดเวรนั้นอาจจะมี เช่นอย่างเราทำผิดต่อกัน ล่วงเกินกัน ขอสมาโทษกันเสีย ในเมื่อฝ่ายตรงข้ามยกโทษให้ ต่างฝ่ายก็ยกโทษให้ซึ่งกันและกันแล้ว ความคิดที่จะผูกพยาบาทอาฆาตแก้แค้นกันย่อมยุติลง แต่ผลที่เราละเมิดล่วงเกิน การทุบตีเบียดเบียนเป็นต้น อันนั้นเราตัดไม่ได้ ผลของกรรมตัดไม่ได้ แต่ความรู้สึกที่จะผูกพยาบาทอาฆาตจองเวรแก้แค้นซึ่งกันและกัน ถ้าหากว่าเราอโหสิกรรมให้กันแล้ว เราก็ยุติการแก้แค้นกัน อันนี้มันตัดได้

อีกอย่างหนึ่ง ศีล ๕ ประการนี้ ใครทำลงไปแล้วบาปไม่เลือกหน้า คนในศาสนาพุทธทำก็บาป คนที่เขาว่าฆ่าสัตว์ไม่เป็นบาปทำลงไปก็เป็นบาป คนที่ขนแกะไปเชือดบูชาพระเจ้าปีละหลายแสนตัวในบางศาสนาที่เขาว่่าทำแล้วได้บุญ แต่เสร็จแล้วมันก็ได้บาป เพราะอันนี้มันเป็นบาปของกฎธรรมชาติ บางท่านอาจจะคิดว่าพระพุทธเจ้านี่ช่างโหดร้ายเสียจริง ๆ ทำอะไรก็บาป ฆ่าสัตว์ก็บาป แต่แท้ที่จริงพระพุทธเจ้าท่านมิได้โหดร้าย อย่าไปลงโทษท่าน อย่างดีพระพุทธเจ้าก็เพียงแต่รู้กฎความจริงตามธรรมชาติเท่านั้นเอง คือรู้ว่าฆ่าสัตว์เป็นบาป ลักทรัพย์เป็นบาป กาเมสุมิจฉาจารเป็นบาป มุสาวาทเป็นบาป ดื่มสุราเป็นบาป แต่บาปนั้น ๆ มันมีอยู่ก่อนพระพุทธเจ้าเกิดแล้ว ไม่ใช่พระพุทธเจ้าแต่ละองค์เกิดแล้วก็มาบัญญัติบาปกรรมโทษทัณฑ์อะไรไว้ลงโทษสัตว์ทั้งหลาย ไม่ใช่อย่างนั้น

ศาสนาพุทธเป็นศาสนาธรรมชาติ สิ่งใดที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงเอาไว้นั้นเป็นความรู้ตามกฎของธรรมชาติทั้งนั้น

เพราะฉะนั้น พุทธบริษัทผู้ที่เข้าใจซึ้งในธรรมคำสอนของพระองค์ท่านจึงไม่กล้าหรือมิบังอาจที่จะไปยกโทษพระองค์ท่าน ว่าเป็นคนโหดเหี้ยงมสร้างนรกมาลงโทษผู้ทำไม่ถูกใจ สร้างสวรรค์มากำนัลผู้ทำถูกอกถูกใจอะไรทำนองนี้ ในเมื่อเข้าใจซึ้งในหลักธรรมคำสอนของพระองค์แล้ว ก็จะไม่กล้าที่จะไปยกโทษท่าน เพราะฉะนั้น ขอให้พุทธบริษัททั้งหลายพึงเข้าใจว่า บัญญัติที่พระพุทธเจ้าทรงห้ามนั้น อาศัยเหตุ ๒ ประการ ประการแรก อาศัยความรู้จริงเห็นแจ้งในกฎธรรมชาติที่มันมีอยู่แล้วตั้งแต่เก่าแก่ดั้งเดิม ซึ่งไม่มีผู้ใดบัญญัติตกแต่งเอาไว้ แต่มันก็เป็นกฎธรรมชาติ เช่น ศีล ๕ เป็นต้น
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#11 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11841
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 22/07/2011 - 21:28

:72:



ประการที่ ๒ ทรงบัญญัติตามความนิยมของสังคม ยกตัวอย่างเช่น ในสมัยแรก ๆ เมื่อมีกุลบุตรมาขอบวชในพระพุทธศาสนา มาเป็นลูกศิษย์ของพระองค์ท่าน พระองค์บวชกุลบุตรอย่างไม่มีพิธีรีตองอะไรทั้งสิ้น ใครแสดงความจำนงว่าจะขอเป็นลูกศิษย์ พระองค์ก็เหยียดพระหัตถ์เบื้องขวาออกไปพร้อมกับกล่าวว่า ท่านจงเป็นภิกษุมาเถิดธรรมวินัยเรากล่าวดีแล้ว จงทำที่สุดแห่งทุกข์โดยชอบเถิด ก็เป็นพระภิกษุได้ตามที่ต้องการ ทีนี้พวกนักบวชนอกศาสนาเขาเห็นว่า พระพุทธเจ้าท่านทำอะไรง่าย ๆ จะบวชกุลบุตรไม่มีพิธีรีตอง ไม่น่าเลื่อมใส ร่มไม้ชายคาที่ไหนก็บวชได้ สู้ของเราไม่ได้ แล้วเขาก็โพนทนาไปในวงการของชาวบ้านชาวเมืองทั้งหลาย ผู้ที่มีความคิดยังอ่อนก็มีความเห็นคล้อยตาม เผลอไปตำหนิพระพุทธเจ้าว่าทำอะไรไม่มีแบบมีแผน นึกได้ก็ทำเอา

เพื่อความสงสารแก่พุทธบริษัทผู้ที่มีปัญญาอ่อน ท่านจึงได้บัญญัติพิธีการบวชให้มีแบบมีอย่าง เริ่มต้นด้วย การบวชพระภิกษุสงฆ์ด้วยวิธีให้บรรพชาติสรณคมนูปสัมปทา คือ นำกุลบุตรปลงผมปลงหนวด ครองจีวรแล้วก็ให้ปฏิญาณตนถึงพระไตรสรณคมน์ ซึ่งเรียกว่า ติสรณคมนูปสัมปทา ภายหลังมามีผู้สมัครใจบวชเป็นสามเณร จึงเปลี่ยนวิธีการบวชพระด้วยติสรณคมนูปสัมปทา ไปเป็นวิธีการบวชพระ แล้วบัญญัติให้บวชพระด้วยญัตติจตุตถกรรมวาจา มีพระอุปัชฌาย์มีอายุพรรษาตั้งแต่ ๑๐ พรรษาขึ้นไป มีคณะสงฆ์มีอาจารย์สวด ดังที่เราปฏิบัติกันอยู่ในปัจจุบันนี้ อันนี้เรียกว่าทรงบัญญัติขึ้นตามความนิยมของสังคม

ในสังคมย่อมมีผู้ดีมีไพร่ มีคนหลายระดับชั้น ในสังคมผู้ดีก็ต้องมีการรักษากิริยามารยาทให้สุภาพเรียบร้อย พระภิกษุสงฆ์ซึ่งบวชมาในศาสนานี้มาจากต่างตระกูล ต่างชั้นวรรณะ การศึกษาการปฏิบัติการอบรมก็แตกต่างกัน บางทีบางครั้งบางท่านยังไม่เข้าใจระเบียบการปฏิบัติของชนชั้นผู้ดี ก็ไปแสดงกิริยาอันไม่ดีไม่งามให้ชาวบ้านเขาตำหนิ เสร็จแล้วพระองค์เห็นว่าเป็นความเสียหายแก่พระศาสนา หรือเสียหายแก่สังคม พระองค์จึงทรงบัญญัติวินัยซึ่งเกิดขึ้นตามเหตุตามผล ตามเหตุการณ์ที่บังเกิดขึ้น ซึ่งมีผู้ทำผิดเป็นมูลเหตุ ชาวบ้านเขามายกโทษตำหนิติเตียน พระองค์จึงได้ประชุมสงฆ์บัญญัติวินัยนั้น ๆ ขึ้น จนระเบียบวินัยในพระปาฏิโมกข์มีตั้งหลายข้อ ภิกษุณี ๓๑๑ ข้อ ภิกษุสงฆ์ ๒๒๗ ข้อ ทั้งนี้แบ่งออกเป็น ๒ ภาค บัญญัติขึ้นตามกฎของธรรมชาติอย่างหนึ่ง บัญญัติตามความนิยมของสังคมอย่างหนึ่ง แล้วไปสรุปลงว่า สิ่งใดที่ไม่ดีไม่งามทำไปเพื่อเสียมารยาท สิ่งทั้งนั้นเป็นวัตถุแห่งอาบัติทุกกฎ เป็นต้น อันนี้บัญญัติห้ามเอาไว้เพื่อรักษามารยาท

ที่กล่าวมานี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับการรักษาศีล หรือการปฏิบ้ติเพื่อละบาปอกุศล ซึ่งในคำว่า "สพฺพปาปสฺส อกรณํ" การไม่ทำบาปทั้งปวง ถ้าท่านผู้ฟังผู้ใดสงสัยข้องใจ ว่าการละบาปละที่ไหน ละกันที่ตรงไหน ละที่กาย วาจา และใจ อาศัยอะไรเป็นหลัก อาศัยศีล ๕ เป็นหลักเป็นแผนการละบาป เพราะฉะนั้น ที่พระพุทธเจ้าสอนให้ละบาปก็ละกันที่ตรงนี้ แล้วการสอนให้ทำความดีคือยังกุศลให้ถึงพร้อม ก็หมายถึงการฝึกฝนอบรมจิตของตนเองให้มีความเข้มแข็ง มีสติปัญญาสามารถตั้งเจตนางดเว้นบาปความชั่วได้โดยเด็ดขาด จนกระทั่งกลายเป็นอัตโนมัติ
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#12 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11841
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 23/07/2011 - 10:42

:72:


ตอนแรก ๆ เราตั้งใจจะละบาป บางทีอยากจะทำบาปอยู่แทบเป็นแทบตาย แต่อดเอาเพราะกลัวบาป เราอดเราทนจนคล่องตัว จนชำนิชำนาญ จนกระทั่งได้ในคำที่ว่า "ขนฺตี ปรมํ ตโป ตีติกฺขา" ความอดทน ความอดกลั้น ความทนทาน เป็นตบะธรรม คือความเพียรเผาบาปอย่างยิ่ง ทน...ทนจนกระทั่งมันคล่อง ทนจนกระทั่งมันชำนิชำนาญ โดยอาศัยหลักการดังที่กล่าวมาแล้ว คือ ศีล ๕ ประการ ในเมื่อเรามารักษาและละบาปความชั่วตามกฎของศีล ๕ กายก็สงบคือปราศจากโทษ วาจาก็สงบคือปราศจากโทษ เราตัดทอนโทษที่จะพึงเกิดขึ้นทางกายทางวาจาได้โดยเด็ดขาด เมื่อมีศีล ๕ บริบูรณ์ บริุสุทธิ์ ตัดทอนบาปกรรมหรือโทษที่จะเกิดทางกายทางวาจาได้เด็ดขาด ก็เป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์ด้วยกายวาจา เป็นเหตุเป็นปัจจัยที่ทำให้ใจของเราสงบเยือกเย็นเพราะไม่หวาดระแวงภัย

ผู้มีศีลบริสุทธิ์สะอาด แม้จะไปอยู่ในป่าในดงที่เต็มไปด้วยสิงสาราสัตว์ อย่างครูบาอาจารย์ทั้งหลายไปธุดงค์ในปางก่อน ท่านก็มิได้เห็นหวาดกลัวอะไร บางทีเดินไปประจันหน้ากับเสือซึ่งเดินมาประจันหน้ากัน ท่านก็ไม่ได้หวาดกลัวเพราะว่าศีลบริสุทธิ์ เช่นอย่างท่านเจ้าคุณพระปัญญาพิศาลเถร (หนู) สหธรรมมิกของหลวงปู่เสาร์ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดปทุมวนาราม เวลาลูกระเบิดมาลงกรุงเทพมหานครเมื่อไร ตำรวจต้องมาหามท่านลงหลุมหลบภัย แล้วท่านก็ถามเขาว่า "จะหามฉันไปทำไม" ตำราจตอบ "ไปหลบภัย" "หลบไปทำไม" ท่านถาม "กลัวว่าพระเดชพระคุณจะเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตถ้าลูกระเบิดมันลงมา" ท่านกลับบอกว่า "ก็ตายก็ดีนี่ ไปเกิดเอาใหม่ดีกว่า" นี่ ! ผู้มีศีลบริสุทธิ์ย่อมไม่สะทกสะท้านต่อความตาย

ดังนั้นศีลที่บริุสุทธิ์สะอาดแล้วนี่ ไม่เฉพาะแต่จะตัดทอนผลเพิ่มของบาปกรรม ลดกำลังของกิเลสเท่านั้น ยังทำให้จิตของผู้ปฏิบัติศีลบริสุทธิ์ได้เกิดความอบอุ่น เกิดความแกล้วกล้าอาจหาญในการเสียสละที่จะปฏิบัติสมาธิภาวนาอย่างเข้มวงด ผู้ที่มีศีลไม่บริสุทธิ์สะอาด ทำอะไรก็หวาดระแวงภัย เข้าสู่สังคมก็กลัวแต่สังคมเขาจะจับพิรุธในความทุศีลของตนเองได้ จะยอมเสียสละชีวิตเสี่ยงเพื่อปฏิบัติธรรมอย่างเข้มงวดเพื่อจะเอาชนะกิเลสทั้งปวงก็ไม่กล้า เพราะกลัวว่าเราจะตายในท่ามกลางกิเลส ทั้ง ๆ ที่เรายังมีความบริสุทธิ์ไม่เพียงพอ เพราะฉะนั้น ผู้มีศีลบริสุทธิ์จึงทำให้เราเกิดความแกล้วกล้าอาจหาญ กล้าได้กล้าเสีย กล้าเสี่ยงกล้าตาย เข้าสังคมไหนก็มีความแกล้วกล้าอาจหาญไม่สะทกสะท้านหวาดระแวงภัย

ดังนั้น สมควรแล้ว "ตสฺมา สีลํ วิโสทเย" สาธุชนพึงชำระศีลของตนให้บริสุทธิ์ เพราะได้ชื่อว่าได้ละบาปความชั่ว ตัดทอนผลเพิ่มของบาปกรรม ปรับพื้นฐานความเป็นมนุษย์ให้สมบูรณ์ เป็นอุบายบั่นทอนกำลังของกิเลส ถ้าจะพูดให้โก้ ๆ ให้มันทันกับสมัยปัจจุบันนี้ ศีลยังเป็นคุณธรรมที่เป็นมูลฐานให้เกิดระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย เพราะหัวใจของประชาธิปไตยอยู่ที่การเคารพสิทธิมนุษยชน ใครมีศีล ๕ บริสุทธิ์บริบูรณ์ก็เคารพทุกสิทธิ เพราะฉะนั้น ธรรมคือศีล ๕ จึงกลายเป็นธรรมที่เป็นมูลฐานให้เกิดระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย ขอฝากท่านพุทธบริษัทเอาไว้พิจารณาเพียงแค่นี้ และขอย้ำอีกทีหนึ่งว่า ศีลเป็นต้นของพรหมจรรย์ เป็นมูลฐานให้เกิดคุณงามความดีในพุทธศาสนาในเบื้องต้น
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#13 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11841
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 23/07/2011 - 12:31

:72:


ต่อนี้ไปมาคุยกันถึงเรื่องการทำสมาธิ

เข้าใจว่าท่านพุทธบริษัททั้งหลายได้ยินได้ฟังครูบาอาจารย์ท่านอบรมสั่งสอนมามากต่อมากแล้ว เพราะต่างก็เป็นลูกศิษย์ของครูบาอาจารย์องค์หนึ่งในสายนี้ ในฐานะที่เราต่างก็เป็นลูกศิษย์ของครูบาอาจารย์ มาเปิดอกคุยกันถึงเรื่องสมาธิ ท่านลองถามในใจดูซิว่าพระคุณเจ้าอยากจะทำสมาธิจะทำอย่างไร ทำสมาธิคือทำอย่างไร จะขอให้คำตอบว่า การทำสมาธิคือการทำจิตให้มีอารมณ์สิ่งรู้ ทำสติให้มีสิ่งระลึก ตอบได้สั้น ๆ แค่นี้ จะเป็นอะไรก็ได้

อะไรเล่าที่เป็นสิ่งรู้ของจิต สิ่งระลึกของสติ ก็เรื่องชีวิตประจำวัน คือการยืน เดิน นั่ง นอน รับประทาน ดื่ม ทำ พูด คิด นั่นอย่างไร ทำไมจึงเรียกว่าอารมณ์จิต ท่านเดินได้เพราะจิตสั่งใช่ไหม ท่านยืนได้เพราะจิตสั่งใช่ไหม ท่านนั่ง นอน รับประทาน ดื่ม ทำ พูด คิด ทำอะไรจิปาถะ แม้แต่ล้างแก้ว ล้างชาม จิตเป็นผู้สั่งให้ทำใช่ไหม ในเมื่อจิตเป็นผู้สั่ง สิ่งเหล่านั้นก็ต้องเป็นอารมณ์จิต ในเมื่อจิตท่านระลึกรู้สิ่งใด ๆ ท่านพยายามทำสติกำหนดรู้สำทับเข้าไปในจุดนั้น จึงได้ในคำว่า "การทำสมาธิคือการทำจิตให้มีสิ่งรู้ ทำสติให้มีสิ่งระลึก..."

เอาละ วันนี้ได้บรรยายธรรมเกี่ยวกับความเข้าใจในธรรมปฏิบัติ เท่าที่ได้ฟังโวหารของครูบาอาจารย์มา หรือได้ค้นคิดพิจารณาด้วยตนเอง ขอเสนอแนะท่านผู้รู้ทั้งหลายได้รับไว้พิจารณาว่าข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไร และขอย้ำโอวาทของหลวงปู่ใหญ่ (หลวงปู่เทสก์) ซึ่งเคยมากราบไหว้ท่านและตั้งใจมาถามปัญหาท่าน แต่ท่านก็ให้คำตอบก่อน ตั้งใจจะมาถามปัญหาว่าสมาธิในฌานกับสมาธิในอริยมรรคมันต่างกันอย่างไร

พอกราบเสร็จแล้วท่านก็บอกว่า "เอ้อ ! เจ้าคุณมาแล้วก็ดีแล้วแหละ จะเว้าอะไรให้ฟัง" เว้าก็คือพูดนั่นแหละ พอเสร็จแล้วท่านก็พูดขึ้นมาว่า "สมาธิในฌานมันโง่ สมาธิในอริยมรรคมันฉลาด สมาธิในฌานมันรู้อยู่ในสิ่ง ๆ เดียว ถ้ามีอารมณ์ก็รู้อยู่ในอารมณ์เดียวไม่ไหวติง ถ้าไม่มีอารมณ์ รู้อยู่ที่จิต ก็รู้ที่จิตอย่างเดียวไม่ไหวติง อันนั้นมันจึงโง่ไม่เกิดความรู้ แต่สมาธิในอริยมรรคมันฉลาด จิตสงบ แต่มันมีความรู้ปรากฏขึ้นอยู่ แม้จิตจะสงบถึงขนาดที่ไม่มีร่างกายตัวตน สิ่งรู้มันก็ยังปรากฏอยู่ ความรู้ที่ปรากฏขึ้นในขณะที่สมาธิยังมีกายปรากฏอยู่ มันมีสมมติบัญญัติคือรู้เป็นเรื่องเป็นราว แต่ถ้าหากความรู้ที่เกิดขึ้นในขณะที่จิตไม่มีตัวมีตน สักแต่ว่ารู้ รู้แล้วไม่มีสมมติบัญญัติ อันนี้คือสมาธิในอริยมรรค"

หลวงปู่ท่านเปรียบเทียบว่า จิต สมาธิในอริยมรรคเปรียบเหมือนดวงไฟที่เราตามเอาไว้ กิเลสและอารมณ์ทั้งหลายมันวิ่งเข้ามา มันเข้าไม่ถึงจิต พอมาถึงรัศมีของจิตแล้วมันตกไป ๆ เหมือนแมลงบินเข้ากองไฟ ท่านว่าอย่างนั้น ถ้านักปฏิบัติทั้งหลายเราบำเพ็ญสมาธิขั้นสมถภาวนาก็ต้องอาศัยองค์ประกอบของสมาธิคือฌาน สมาธิมีวิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา เมื่อจิตปล่อยวิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตาไปสงบนิ่งไม่ไหวติง มีแต่รู้ ตื่น เบิกบาน ความรู้ไม่เกิดขึ้น อันนั้นเรียกว่าสมาธิในขั้นสมถะหรือสมาธิในฌาน เรียกว่าในฌานที่ ๔ ถ้าว่าโดยสมาธิก็เรียกว่า อัปปนาสมาธิ ว่าโดยจิตเรียกว่าอัปปนาจิต ว่าโดยฌานเรียกว่าอัปปนาฌาน

ทีนี้สมาธิที่เดินวิปัสสนานี่ ก็ต้องอาศัย วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตาเหมือนกัน จะขอเสนอแนะวิธีการอันหนึ่งให้นักปฏิบัติทั้งหลายไปพิจารณา โดยอาศัยเค้าโครงเหตุผลจากท่านหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่เสาร์ชอบกล่าวอยู่เสมอว่า "รีบเร่งพิจารณา รีบเร่งภาวนาเข้าให้มันถึงความเป็นเอง" และอีกอย่างหนึ่ง "เวลานี้จิตข้ามันไม่สงบ มีแต่ความคิด" ฟังแล้วทำให้งง ภาวนามาแทบเป็นแทบตายแล้วจิตไม่สงบมีแต่ความคิด มีอย่างที่ไหน ในเมื่อไปกราบเรียนถามท่านแล้ว ท่านบอกว่า "ถ้ามันเอาแต่นิ่ง มันไม่ก้าวหน้า" แน่ะ ! ท่านว่าอย่าง เพราะฉะนั้น ในโอวาทของครูบาอาจารย์นี่

๑. เร่งภาวนาให้ถึงความเป็นเอง จะลองอธิบายให้ท่านทั้งหลายลองฟังดู มันจะถูกหรือผิดก็ขอให้รับไปพิจารณา คำว่าภาวนาให้ถึงความเป็นเองของท่านอาจารย์เสาร์ ท่านหมายความอย่างนี้ ในตอนแรก ๆ เรากำหนดจิตให้นึกถึงอารมณ์แล้วบริกรรมภาวนา หรือพิจารณาอะไรก็ตาม ในตอนแรก ๆ เราตั้งใจภาวนาเอา ตั้งใจพิจารณาเอา ถ้าไม่ตั้งใจมันก็ไม่ภาวนา ไม่พิจารณา พิจารณาไปจนกระทั่งจิตมันสงบเป็นสมาธิลงมาอ่อน ๆ แล้วจิตมันปฏิวัติตัวไปเอง แล้วก็เกิดภูมิความรู้ขึ้นมาเอง หรือเกิดความสงบเองจนรั้งไม่อยู่ ในลักษณะอย่างนี้เรียกว่าภาวนาให้ถึงความเป็นเอง

๒. ทีนี้คำว่า "เวลานี้จิตของข้ามันไม่สงบ มีแต่ความคิด" เมื่อไปถามว่าจิตฟุ้งซ่านหรือจิตเสื่อมหรืออย่างไร ท่านก็บอกว่า "ถ้ามันเอาแต่นิ่งมันก็ไม่ก้าวหน้า" เพราะฉะนั้น เรามีข้อสังเกตว่า เมื่อแรกเราภาวนาจิตมันสงบนิ่งเป็นสมาธิอย่างดี มีปีติ มีความสุข สบาย ชอบใจมาก แต่เมื่อสมาธิมีพลังงานมากขึ้นมาแล้ว มันเกิดปัญญา เกิดความคิด พอจิตเกิดความคิดขึ้นมาเท่านั้น ผู้รู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็เรียกว่าจิตฟุ้งซ่าน แต่แท้ที่จริงมันไม่ใช่อย่างนั้น ศีลอบรมสมาธิ สมาธิอบรมปัญญา ปัญญาอบรมจิต ศีลดีทำสมาธิเกิดง่าย สมาธิที่มีศีลเป็นเครื่องประกันความปลอดภัยทำให้เกิดสัมมาสมาธิ สัมมาสมาธิย่อมเกิดปัญญา คือเกิดสัมมาทิฐิคือความเห็นชอบ...


:72:

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#14 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11841
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 23/07/2011 - 13:18

:72: :72: :72:


ตามดูอารมณ์จิต


ณ โอกาสต่อไปนี้ เป็นเวลาที่จะได้ฟังธรรม การฟังธรรมก็คือฟังใจของตัวเอง ใจเป็นหัวหน้า ใจเป็นนายกายเป็นบ่าว ทุกสิ่งทุกอย่างสำเร็จที่ใจ บุญก็เกิดที่ใจ บาปก็เกิดที่ใจ ดีเกิดที่ใจ ชั่วเกิดที่ใจ ดังนั้น เราจึงจำเป็นต้องอบรมใจ ถ้าหากว่าใจไม่ดี ใจเสีย การคิดก็ไม่ดีเพราะใจคิดไม่ดี การพูดก็ไม่ดี การทำก็ไม่ดี เพราะต้นมันเสียปลายมันก็พลอยเสียไปด้วย แต่ถ้าหากว่าใจดี ใจมีศีลใจมีธรรม การพูดก็ดี การทำก็ดี ล้วนแต่ดีหมด เพราะฉะนั้น เราจึงจำเป็นต้องอบรมใจ ก่อนที่จะได้พูดถึงหลักและวิธีการอบรมใจ จะพูดเรื่องคำว่าธรรมะ

เราไปฟังเทศน์ที่ไหน ๆ พระท่านก็ว่า บัดนี้อาตมาภาพจะได้แสดงธรรมะคำสั่งสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในเมื่อฟัง ๆ กันไปแล้ว บางทีเราอาจจะนึกน้อยใจว่า ธรรมะมีแต่ของพระพุทธเจ้า ของเราไม่มี ถ้าหากกว่าธรรมะมีแต่ของพระพุทธเจ้า พระองค์ปรินิพพานไปแล้ว ๒๕๒๘ ปี ธรรมะก็คงไม่เหลืออยู่ เพราะคงจะหายสาบสูญไปพร้อมกับวันปรินิพพานของพระพุทธเจ้าแล้ว เพราะธรรมะเป็นของพระพุทธเจ้า ของเราไม่มี เราจะไปเอาธรรมะมาจากไหน เราอาจจะเข้าใจกันอย่างนี้ แต่เพื่อที่จะทำความเข้าใจสำหรับญาติโยมผู้ฟัง เราควรที่จะได้ทำความเข้าใจอย่างนี้ คำว่าธรรมะแยกออกเป็น ๒ ประเภท

ประเภท ๑ เป็นธรรมะที่มีมาเก่าแก่ดั้งเดิม ๆ นี้ คือ กายกับใจของเรา พระพุทธเจ้าก็มีกายกับใจ ธรรมะที่ว่ากายกับใจนี้เป็นสิ่งที่มีมาก่อนพระพุทธเจ้าเกิด บิดามารดาของพระพุทธเจ้าก็มีกายกับใจ ดังนั้น ธรรมะจึงมีก่อนพระพุทธเจ้า ธรรมะส่วนนี้ภาษาวัด ๆ ท่านเรียกว่า "สภาวธรรม" ที่เรียกว่าสภาวธรรมก็เพราะเหตุว่าเป็นสิ่งที่จะต้องเป็นไปตามกฎของธรรมชาติ กฎของธรรมชาติส่วนใหญ่ก็คือ อนิจจัง ไม่เที่ยง ทุกขัง ทนอยู่ไม่ได้ อนัตตา ไม่เป็นตัวของตัวเอง สิ่งที่เรามองเห็นได้ชัด ๆ ก็คือว่า ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ และความตาย เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นไปตามกฎของธรรมชาติ เพราะทุกคนเกิดมาแล้วต้องแก่ ต้องเจ็บ และต้องตาย ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย แสดงความเปลี่ยนแปลง เมื่อเราเกิดมาทีแรกเราก็ยังเด็กยังเล็ก แล้วก็เจริญเติบโต จนกระทั่งใหญ่เต็มที่ เมื่อใหญ่เต็มที่แล้วก็ค่อยแก่ลง ๆ จนกระทั่งเจ็บ ตาย เป็นที่สุด

อันนี้คือความเปลี่ยนแปลงของสภาวธรรมซึ่งเป็นไปตามกฎของธรรมชาติ ซึ่งเรียกว่าอนิจจัง ไม่เที่ยง ทุกข์ เป็นทุกข์ อนัตตา ไม่เป็นตัวของตัว ธรรมะอันนี้ไม่ใช่ของพระพุทธเจ้าพระองค์เดียว ของเราก็มี แต่เมื่อพระองค์สำเร็จความเป็นพระพุทธเจ้าได้เพราะอาศัยกายกับใจเป็นเครื่องรู้ แล้วฝึกหัดสติสัมปชัญญะให้มีพลังเข้มแข็งเพื่อจะได้รู้เท่าทันเหตุการณ์ต่าง ๆ ซึ่งเป็นความเปลี่ยนแปลงดังที่กล่าวแล้ว จนกระทั่งสามารถทำจิตใจให้อยู่กับที่ไม่หวั่นไหวเอนเอียงต่อสิ่งที่เป็นไปเช่นนั้น จึงทำให้พระองค์ต้องหมดทุกข์ หมดโศก หมดโรค หมดภัย สิ้นชาติสิ้นภพคือเข้าสู่พระนิพพาน
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#15 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11841
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 24/07/2011 - 10:43

:72:



อันนี้เป็นธรรมะที่เป็นอารมณ์เครื่องรู้ของจิตของพระพุทธเจ้า ฐานะที่พวกเราก็เป็นลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้า เราก็มาฝึกหัดจิตใจของเราให้มีความรู้ซึ้งเห็นจริงในธรรมะอันเป็นส่วนสภาวธรรมคือกายกับใจของเรานี้ ดังนั้น สนามฝึกหัดจิตให้มีประสิทธิภาพ ยกตัวขึ้นเหนือโลกและสิ่งกังวลทั้งปวง จึงอาศัยกายกับใจเป็นหลัก หนีจากกายกับใจไปไม่ได้

แม้สิ่งใดที่เราจะสามารถรู้เห็นซึ่งเป็นสิ่งภายนอก แม้จะรู้มากมายก่ายกองเพียงใดก็ตาม แต่ถ้าเราไม่รู้เรื่องกายกับใจ เราก็ไม่มีทางที่จะพ้นทุกข์ได้ เพราะฉะนั้น การรู้เรื่องของกายกับใจจึงเป็นแนวทางที่ทำให้ผู้ปฏิบัติต้องพ้นจากกองทุกข์ อันนี้เป็นธรรมะส่วนสภาวธรรม

ประเภทที่ ๒ ธรรมะอันเป็นคำสั่งสอน หมายถึงกฎหรือระเบียบ อันเป็นอุบายฝึกฝนอบรมจิต รวมทั้งกายและวาจา ให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น ซึ่งกฎระเบียบอันนี้เรารู้ ๆ กันแล้วว่า คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ซึ่งเป็นกฎหรือระเบียบที่เราจะต้องปฏิบัติตาม เพื่อจุดมุ่งหมายอยู่ที่การละความชั่ว ประพฤติความดี ทำจิตใจให้บริสุทธิ์สะอาด ซึ่งเราเรียกโดยทั่ว ๆ ไปว่า ศีล สมาธิ ปัญญา ถึงแม้ว่าเราจะได้ยินได้ฟังอยู่บ้าง แต่ก็เป็นกระท่อนกระแท่น ไม่เป็นระเบียบ

ศีล ๕ เป็นศีลประจำโลก ศีล ๘ เป็นศีลที่เกิดขึ้นในสมัยพระพุทธเจ้า ศีล ๒๒๗ เกิดขึ้นในสมัยที่มีพระพุทธเจ้า ถ้าไม่มีพระพุทธเจ้า ศีล ๒ ประเภทนี้ไม่มี แต่ศีล ๕ เป็นศีลเก่าแก่ดั้งเดิม ศาสนาพุทธจะมีหรือไม่มีก็ยังมีคนรักษาศีล ๕ เหลือหลออยู่ในโลกอยู่บ้างไม่ได้ขาดสูญไปเลยทีเดียว เพราะฉะนั้น ศีล ๕ ท่านจึงยกให้เป็นมนุษยธรรม คือเป็นธรรมสำหรับมนุษย์ ศีล ๕ นี้ ถ้าจะว่าโดยกฎเกณฑ์ เป็นหลักธรรมประกันความปลอดภัยของสังคม เป็นหลักธรรมปรับพื้นฐานความเป็นมนุษย์ให้สมบูรณ์ มนุษย์ผู้ที่จะเป็นมนุษย์สมบูรณ์ได้ต้องมีศีล ๕ มีกุศลกรรมบถ ๑๐

ถ้าอย่างนั้น ทำไมปัจจุบันนี้มนุษย์จึงได้มาเกิดกันมากมาย เพื่อแก้ข้อข้องใจอันนี้ จึงจะขอแบ่งระดับความเป็นของมนุษย์

มนุษย์เราแต่ละคนนี้มีโอกาสที่จะเป็นได้ ๔ วาระต่างกัน ในขณะใดที่เรามีจิตใจ มีศีลมีธรรม มีความเมตตาปรานี มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และมีศีลมีธรรมเป็นหลักปฏิบัติ ในขณะนั้นกายของเราเป็นมนุษย์ จิตใจของเราก็เป็นมนุษย์

แต่ถ้าในขณะใด จิตใจของเรามีหิริโอตตัปปะ คือความละอายต่อบาป ความสะดุ้งกลัวต่อบาป ไม่กล้าที่จะทำบาปทั้งในที่ลับและในที่แจ้ง ในขณะนั้นกายของเราเป็นมนุษย์ แต่จิตใจของเราเป็นเทวดา

แต่ถ้าในขณะใดที่จิตใจของเรามีความเหนื่อยหน่ายท้อแท้ไม่เอาไหน ปล่อยปละธุระหน้าที่ ปล่อยให้ชีวิตเลยไปเปล่าปราศจากประโยชน์ ไม่ทำคุณงามความดีใด ๆ ในขณะนั้นกายของเราเป็นมนุษย์ แต่จิตใจของเราเป็นเปรต

ถ้าในขณะใดที่ใจของเรามีความโหดเหี้ยม ไม่ได้คำนึงถึงกฎหมายและศีลธรรม อยากจะทำอะไรก็ทำไปตามอำเภอใจ ซึ่งสุดแท้แต่อารมณ์โกรธและอารมณ์ใคร่ ไม่ได้คำนึงถึงความสุขและความทุกข์ของคนอื่น มุ่งแต่ที่จะทำตามใจของตัวเองอย่างเดียว จิตใจโหดเหี้ยมไม่มีศีลมีธรรม ในขณะนั้นกายของเราเป็นมนุษย์ แต่จิตใจของเราเป็นสัตว์เดรัจฉาน
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#16 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11841
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 24/07/2011 - 11:05

:72:


ปัญหาที่ว่าในปัจจุบันนี้คนมาเกิดมากมายเหลือเกิน คนที่วิญญาณมาเกิดเป็นมนุษย์นี้ ชะรอยจะมีคนประพฤติศีล ๕ กรรมบถ ๑๐ มากมายกระมัง มนุษย์จึงมาเกิดมากนัก อันนี้เป็นปัญหาที่คนทั้งหลายถามกันอยู่บ่อย ๆ

ถ้าเราจะมาคำนึงถึงความเป็นของมนุษย์ในข้อสุดท้ายที่กล่าวมา คือในช่วงใดที่มนุษย์มีความโหดร้าย มีความโหดเหี้ยม ไม่คำนึงถึงกฎหมายและศีลธรรม อยากจะทำอะไรก็ทำไปตามอำเภอใจ ไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของคนอื่น ในขณะนั้นกายของเราเป็นมนุษย์ แต่จิตใจของเราเป็นสัตว์เดรัจฉาน ป่าดงพงไพรถูกมนุษย์ถางเสียเตียนโล่ง ปู่ย่าตายายของสัตว์เดรัจฉานถูกมนุษย์จับไปฆ่าแกงกันหมด วิญญาณของสัตว์เดรัจฉานมันไม่มีที่เกิด เพราะพ่อแม่มันไม่มี เมื่อใดที่ใจมนุษย์กลายเป็นสัตว์เดรัจฉาน วิญญาณของสัตว์เดรัจฉานมันก็ฉวยโอกาสมาเกิดในขณะนั้น

ความจริงเรามีความภาคภูมิใจเหลือเกินว่าเราเป็นมนุษย์ แต่เราลืมนึกถึงและพิจารณาความเป็นมนุษย์ของตัวเองในปัจจุบัน เพราะฉะนั้น เรื่องของศีล ๕ นี้จึงเป็นเรื่องสำคัญ เป็นแม่บทของศีลทั้งหลายทั้งปวง ผู้ที่จะบำเพ็ญบารมีเพื่อสำเร็จมรรคผลนิพพานต้องปรับพื้นฐานความเป็นมนุษย์ให้สมบูรณ์ คือ มีศีล ๕ บริสุทธิ์สะอาดนั่นเอง

ศีล ๕ ที่ประกันความปลอดภัยของสังคม หมายถึงสังคมของมนุษย์ เมื่อมนุษย์ตั้งปณิธานให้แน่วแน่ในใจว่า เราจะไม่ฆ่าไม่เบียดเบียนไม่ข่มเหงรังแกมนุึษย์ด้วยกัน แม้ด้วยประการใด ๆ ซึ่งอาจจะมีความจำเป็นต้องฆ่าสัตว์เดรัจฉานเพื่อประกอบอาหารเลี้ยงชีพ แต่๊ศีล ๕ ข้อที่มีในระัดับของมนุษย์ก็พอที่จะเป็นคุณธรรมประกันความปลอดภัยของสังคม เมื่อเราปรับพื้นฐานความเป็นมนุษย์หรือมีศีลในระดับมนุษย์ได้ มนุษย์เราฆ่าไม่ได้ ข่มเหงไม่ได้ รังแกไม่ได้ อิจฉารังเกียจไม่ได้ เมื่อเราฝึกหัดจิตใจให้มั่นคงต่อมนุษย์ด้วยกันแล้ว โดยวิสัยของมนุษย์ย่อมมีจิตใจสูงเป็นพื้นฐาน ความเมตตาปรานีจะแผ่ปกคลุมไปถึงสัตว์เดรัจฉานเอง แม้สัตว์เดรัจฉานเราก็จะฆ่าไม่ได้ นี่การฝึกรักษาศีล ๕ ต้องฝึกไปตามขั้นตอน
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#17 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11841
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 24/07/2011 - 13:20

:72:


ทีนี้เรามาพูดถึงเรื่องที่พุทธบริษัทมาีัรักษาศีลเพื่อจะบำเพ็ญสมาธิภาวนาเพื่อให้บรรลุมรรคผลนิพพาน ไม่ว่าบุคคลประเภทใด ๆ ทั้งนั้น ไม่ว่าบรรพชิตหรือคฤหัสถ์ ถ้าหากศีล ๕ อันเป็นมูลฐานนี้ไม่สมบูรณ์ แม้เราจะไปสมาทานเอาศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ เป็นหลักในการปฏิบัิติ ถ้าศีล ๕ บกพร่องข้อใดข้อหนึ่ง ศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ ก็พัง ดำรงอยู่ไม่ได้ เพราะคุณธรรมระดับมากกว่า ๕ ขึ้นไปนี้ เ้ป็นคุณธรรมสำหรับมนุษย์เท่านั้นที่สามารถจะปฏิบัติได้ เพราะฉะนั้น เรื่องของศีล ๕ จึงเป็นเรื่องที่สำคัญ มีคนเขาถามว่า คนที่เป็นคฤหัสถ์ไม่ได้บวช รักษาแต่เพียงศีล ๕ สามารถที่จะปฏิบัติธรรมบรรลุมรรคผลนิพพานได้หรือไม่ อันนี้ขอตอบยืนยันว่าได้

นางวิสาขา มหาอุบาสิกา ท่านบรรลุพระโสดาบันตั้งแต่อายุ ๗ ขวบ เมื่ออายุ ๑๖ ปีก็ได้แต่งงานมีครอบครัว คนที่แต่งงานมีครอบครัวอย่างดีก็มีแค่ศีล ๕ ถ้าหากว่ารับศีล ๘ ไปแล้วจะอยู่กับครอบครัวไม่ได้ต้องแยกกันนอน นี่เรื่องของเรื่องมันเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น นางวิสาขาอุบาสิกาเป็นหลักฐานยืนยันว่า ผู้ที่มีแต่เพียงศีล ๕ สามารถบรรลุมรรคผลนิพพานได้ นางวิสาขามีศีล ๕ ที่บรรลุพระโสดาบัน แต่ยังต้องรออุปัฏฐากพระพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่ง คือพระศรีอารยเมตไตรย ซึ่งเป็นองค์สุดท้าย แล้วนางวิสาขาจึงจะไ้ด้สำเร็จพระอรหันต์เข้าพระนิพพาน

บัดนี้เรามากล่าวถึงการปฏิบัติธรรม เรื่องของการฝึกหัดทำสมาธิ เราก็เคยได้ยินได้ฟังได้ฝึกหัดกันมามากพอสมควร แต่เรื่องของสมาธินี้เป็นหลักธรรมสาธารณะทั่วไปทุกลัทธิศาสนา ศาสนาอื่น ๆ เขาก็บำเพ็ญสมาธิได้ไม่เฉพาะแต่ศาสนาพุทธ ศาสนาพราหมณ์ก็มีสมาธิ หรือลัทธินับถือเจ้าเข้าผี ก็ต้องอาศัยสมาธิเป็นหลักเป็นพื้นฐาน ในปัจจุบันนี้คนต่างประเทศ เช่น ประเทศรัสเซีย เป็นต้น เขาทำสมาธิอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่การทำสมาธิของลัทธิศาสนาอื่นมีความมุ่งหมายแตกต่างไปจากลัทธิศาสนาพุทธ

ศาสนาพุทธบำเพ็ญสมาธิเพื่อปรารถนาจะบรรลุพระนิพพาน ดังนั้น เราจึงขึ้นต้นด้วยความเป็นผู้มีศีล
ชำระกายวาจาให้บริสุทธิ์สะอาดปราศจากโทษที่จะพึงก้าวล่วงด้วยกายด้วยวาจา เช่นอย่างญาติโยมทั้งหลายได้สมาทานศีล ๘ ไปแล้ว อันนี้เป็นการปรับพื้นฐานทางกายทางวาจาให้มีความบริสุทธิ์สะอาด ในเมื่อเรามีเจตนางดเว้นตามกฎของศีลข้อนั้น ๆ เสร็จสิ้นลงไปแล้ว ศีลของเราก็เป็นศีลที่บริสุทธิ์สะอาด นับจำเดิมแต่บัดนั้นเป็นต้นมา เมื่อท่านทั้งหลายได้มีศีลบริสุทธิ์สะอาดดีแล้ว จึงสมควรจะได้ฝึกหัดทำสมาธิ
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#18 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11841
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 24/07/2011 - 15:30

:72:


วิธีการที่จะทำสมาธิในวันนี้จะขอแนะวิธีทำสมาธิด้วยการบริกรรมภาวนา และทำสติกำหนดตามรู้วิถีจิตของตนเองสลับกันไป ดังนั้น จึงขอเชิญท่านทั้งหลายเตรียมนั่งสมาธิ ณ โอกาสนี้

การนั่งสมาธิตามแบบฉบับ ก็นำเอาขาขวาทับขาซ้าย มือขวาวางทับมือซ้าย ตั้งกายให้ตรง ดำรงสติให้มั่น ใครจะนั่งในท่าใด อันนี้เป็นวิธีการ แต่ถ้าไม่ถนัดที่จะนั่งขัดสมาธิ จะนั่งพับเพียบหรือท่าใดก็ได้ เพราะสมาิธิเป็นกิริยาของใจ ไม่ใช่การนั่ง การยืน การเดิน การนอน เรากำหนดจิตบริกรรมภาวนาเพ่งดูที่จิตของเรา ได้ชื่อว่าเป็นการฝึกสมาธิ

ในเมื่อท่านเตรียมนั่งสมาธิเสร็จเรียบร้อยแล้ว ขอให้น้อมจิตน้อมใจระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้าว่า "พุทโธ ธัมโม สังโฆ ๆ ๆ" แล้วน้อมจิตน้อมใจนึกว่า พระพุทธเจ้าก็ดี พระธรรมก็ดี พระสงฆ์ก็ดี อยู่ในจิตในใจของเราพร้อมแล้ว เพราะในขณะนี้เรามีความรู้สึกสำนึกผิดชอบชั่วดีอยู่ในจิตในใจ ความรู้สึกสำนึกผิดชอบชั่วดีเป็นกิริยาของความเป็นพระพุทธเจ้า การทรงไว้ซึ่งความรู้สึกเช่นนี้ ได้ชื่อว่ามีพระธรรมในใจ การทำสติสังวรระวังคอยควบคุมจิตของเราให้นึกบริกรรมภาวนา พุทโธ ๆ ๆ อยู่ในใจ ได้ชื่อว่าการฝึกทำสติ เป็นกิริยาของพระสงฆ์ ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ จึงอยู่ในจิตใจของท่านแล้ว ขอได้โปรดสำรวม กำหนดรู้ลงที่จิตของตัวเอง ความรู้สึกอยู่ที่ตรงไหน จิตอยู่ที่นั่น แล้วกำหนดจิตนึกบริกรรมภาวนาพุทโธ ๆ ๆ อยู่อย่างนั้น หรือใครจะนึกพุท พร้อมลมเข้า โธพร้อมลมออกก็ได้ แล้วแต่ความชอบใจ

ในขณะที่บริกรรมภาวนาอยู่ หน้าที่ของท่านมีเพียงนึกพุทโธอยู่เท่านั้น ไม่มีสิทธิจะไปนึกวิจารณ์อื่น ๆ ความคิดว่าเมื่อไรจิตจะสงบก็ไม่ต้องคิด เมื่อไรจะรู้จะเห็นอะไรก็ไม่ต้องคิด และอย่าไปข่มจิตให้มีความสงบด้วยวิธีการสงบจิต หน้าที่ของท่านเพียงแต่นึกพุทโธ ๆ อย่างเบา ๆ อย่ากดหรือข่มความรู้สึก ถ้าผู้ที่บริกรรมพุทโธ พุทพร้อมลมเข้า โธพร้อมลมออก ให้ตั้งจุดหมายไว้ที่ปลายจมูก ตรงที่ลมผ่านออกผ่านเข้า ถ้าหากท่านที่ไม่กำหนดลมด้วย ก็ให้นึกพุทโธ ๆ เพียงคำเดียว นึกเบา ๆ คล้าย ๆ กับว่านึกเล่น ๆ ไม่ต้องการผลตอบแทนใด ๆ แต่นึกไม่หยุด อย่าให้มีช่องว่าง อย่าให้ว่างเว้น แล้วคอยสังเกตดูความเป็นของจิตของตัวเอง

เมื่อเรานึกพุทโธ ๆ ๆ หนัก ๆ เข้า เราจะรู้สึกว่าเราไม่ได้ตั้งใจนึก แต่จิตของเรานึกพุทโธเอง นึกพุทโธจนกระทั่งจิตของเรานึกพุทโธเองโดยไม่ได้ตั้งใจ ถ้าหากจิตของเรานึกพุทโธเองโดยไม่ได้ตั้งใจ ก็แสดงว่าความเป็นเองของจิตกำลังเริ่มจะเกิดขึ้น เมื่อจิตนึกถึงพุทโธเอง สติรู้อยู่ที่พุทโธก็เป็นของเป็นเอง เมื่อเรานึกพุทโธเองโดยไม่ได้ตั้งใจ ก็แสดงว่าจิตของเราเริ่มจะยึดพุทโธเป็นที่พึ่งแล้ว แล้วก็นึกพุทโธต่อไป ไม่ต้องไปข่มจิตให้มันสงบ ไม่ต้องไปตกแต่งอะไรทั้งนั้น เป็นแต่เพียงนึกพุทโธ ๆ ๆ ๆ อยู่เท่านั้น เมื่อจิตมันนึกพุทโธเองโดยไม่ได้ตั้งใจ จิตจะสงบก็ตาม ไม่สงบก็ตาม ไม่ต้องไปคำนึงถึง กำหนดหมายเพียงแค่ว่าจิตของเรานึกพุทโธเอง เราเริ่มจะภาวนาได้ผลแล้ว
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#19 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11841
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 25/07/2011 - 13:30

:72:



เมื่อจิตนึกพุทโธเองโดยไม่ได้ตั้งใจนาน ๆ เข้า ความรู้สึกเบากายก็เกิดขึ้น ความรู้สึกเบาใจก็เกิดขึ้น กายเกิดความสงบจากทุกขเวทนา จิตสงบจากอารมณ์อื่น ๆ ที่จะมาแทรกแซง จดจ่อที่พุทโธเพียงอย่างเดียว แล้วเมื่อจิตดูดดื่มซึมซาบในคำว่าพุทโธหนักๆ เข้า จิตจะมีความสงบลงไปทีละน้อย ๆ เมื่อสงบลงไปแล้ว บางทีจิตอาจจะหยุดว่าง แล้วก็เกิดนิ่งเฉยอยู่ มีความสว่างนิดหน่อย เมื่อเป็นเช่นนั้น ให้ผู้ภาวนากำหนดรู้ที่ตัวรู้ไว้อย่างเดียว อย่าไปเกิดเอะใจใด ๆ ขึ้นมา ถ้าหากว่ากายมีอาการสั่นก็กำหนดรู้จิตเฉยอยู่ กายโยกก็มีสติกำหนดรู้เฉยอยู่ กายจะเป็นอย่างไรกำหนดรู้เฉยอยู่ เมื่อจิตสว่างส่งกระแสออกไปข้างนอก บางทีอาจจะเห็นภาพนิมิตต่าง ๆ กำหนดรู้ที่จิตเฉยอยู่ อย่าไปสนใจกับภาพนิมิตนั้น ๆ แม้จะเกิดความรู้อะไรขึ้นมาเป็นภาษา ก็กำหนดรู้จิตเฉยอยู่ อย่าไปสนใจกับความรู้ที่เกิดขึ้น กำหนดสักแต่ว่ารู้ รู้แล้วก็ปล่อยวางไป

ถ้าในช่วงนี้จิตเกิดความคิดขึ้นมา ถ้าสังเกตดูว่าความคิดที่เกิดขึ้นทำให้รู้สึกเบาจิตก็ปล่อยให้มันคิดไป แต่เราทำสติกำหนดตามรู้ไปเรื่อย ๆ ให้กำหนดหมายเอาความคิดที่เกิดขึ้นมาเองนั่นแหละเป็นอารมณ์เครื่องรู้ของจิต แล้วเราทำสติกำหนดตามรู้ความคิดนั้นไป อย่าไปห้ามความคิดและอย่าเอากลับมาหาพุทโธอีก ปล่อยให้มันคิดไปจนสุดช่วง แต่ว่าเราทำสติกำหนดตามรู้ไปเรื่อย ๆ ให้จ้องดูเหมือนเราจ้องตาดูสิ่งใดสิ่งหนึ่งอยู่อย่างนั้น แล้วก็กำหนดตามรู้ไป ในเมื่อตามรู้ไป ๆ ตอนแรกเราอาจจะตั้งใจกำหนดตามรู้ แต่เมื่อเราฝึกจนคล่องจนชำนิชำนาญ จนสติตามรู้เองโดยอัตโนมัติ โดยที่เราไม่ได้ตั้งใจ นั่นแสดงว่าการภาวนาของเรากำลังเริ่มจะได้ผลแล้ว

เมื่อเรากำหนดจิตตามรู้ความคิดที่มันเกิดขึ้นดับไปภายในจิต ประการที่ ๑ เราจะรู้ว่าจิตของเรามีความคิดมีอารมณ์ ประการที่ ๒ จะมองเห็นว่าจิตมีความคิด ความคิดเกิดขึ้นแล้วดับ ๆ เมื่อเรามีสติสัมปชัญญะกำหนดจ้องดูความคิดที่เกิดดับอยู่ในปัจจุบัน เมื่อสติสัมปชัญญะมีกำลังดีขึ้น เราจะรู้ความไม่เที่ยงของความคิดนั้น ในเมื่อจิตมีความสำคัญมั่นหมายในความไม่เที่ยงแห่งความคิด จิตก็เริ่มจะเดินวิปัสสนาไปแล้ว เพราะวิปัสสนาย่อมกำหนดหมายความไม่เที่ยงของสภาวะที่ปรากฏในปัจจุบัน ก็คือความคิดที่เกิดขึ้นแล้วดับไป ๆ เมื่อจิตรู้ความเปลี่ยนแปลงของความคิด สำคัญมั่นหมายในความคิดว่าเป็นสิ่งไม่เที่ยง เราก็รู้ธรรมเห็นธรรมในแง่พระไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ความไม่เที่ยงของความคิดนั้นเอง

เมื่อจิตมีความคิดเกิดขึ้นดับไปอยู่ไม่หยุดแล้ว เรามีสติกำหนดตามรู้ไป นอกจากเราจะรู้ความไม่เที่ยงของความคิด เราจะมองเห็นว่าจิตของเรามีความคิด จิตเมื่อมีอารมณ์ ๆ อันนั้นมันมาแหย่ให้เราเกิดความยินดียินร้ายอย่างไรหรือไม่ ถ้าจิตคิดอะไรขึ้นมามันยึดในความคิดนั้น ผลมันจะเกิดขึ้นมา ๒ อย่าง คือ ความยินดี ซึ่งเรียกว่า อิฏฐารมณ์ ความยินร้ายซึ่งเรียกว่า อนิฏฐารมณ์ เมื่อจิตกำหนดดูความยินดีและความยินร้ายที่เกิดขึ้นกับจิตอยู่ตลอดเวลา จิตย่อมจะรู้ว่าในจิตของเรานี้ก็มีกิเลสความยินดีเป็นกามตัณหา ความยินร้ายเป็นวิภวตัณหา ถ้าจิตของเรายึดใน ๒ อย่างคือความยินดียินร้าย เป็นภวตัณหา เมื่อจิตมีกามตัณหา ภวตัณหา วิภาวตัณหา ความทุกข์ก็ย่อมเกิดขึ้น ในเมื่อทุกข์เกิดขึ้น ผู้มีสติสัมปชัญญะกำหนดดูทุกข์ในจิตของตนเอง จิตย่อมจะรู้ว่านี่คือทุกข์อริยสัจจ์ “ทุกขํ อริยสจฺจํ” คือทุกข์ตัวนี้ ในเมื่อมีสติกำหนดดูทุกข์ในจิตตลอดเวลา จิตย่อมรู้ว่านี่คือทุกข์อันเป็นของจริงเกิดขึ้นในจิต ในเมื่อรู้แล้วก็ยอมรับสภาพความเป็นจริงว่านี่คือทุกข์อันเกิดจากเหตุ คือ กามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหา ผู้ภาวนาย่อมจะรู้อริยสัจจ์ นี่การกำหนดจิตพิจารณาดูอารมณ์ในขณะปฏิบัติควรจะได้กำหนดอย่างนี้
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



คำตอบต่อไป: เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา -
  • (2 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • ท่านไม่สามารถตอบกลับกระทู้นี้ได้

1 ผู้ใช้กำลังอ่านกระทู้นี้
0 สมาชิก, 1 ผู้เยี่ยมชม, 0 ผู้ใช้ที่ไม่ระบุชื่อ