วิญญาณเด็กจะมาอยู่ในท้องแม่ตอนไหน ตอนปฎิสนธิทันที หรือภายหลังนานเท่าไหนครับ
#0
ตอบ: 22/11/2010 - 23:15
การตอบอื่นๆต่อกระทู้นี้
#1
ตอบ: 23/11/2010 - 08:18
สำคัญตรงที่ รูปที่สร้างเตรียมไว้รอวิญญาณมาปฏิสนธิ นั้น เป็นไปตามผลกรรมที่เขาได้ทำเอาไว้
การเอายีนจากพ่อและแม่ คัดยีนเด่น ยีนด้อยออกมา นี่ไม่ใช่ เรื่องบังเอิญ แต่เป็นอำนาจของกรรม ที่ได้จัดสรรเตรียมรูป เตรียมร่างกายที่พร้อม
จะมารับวิบาก และพร้อมจะปฏิสนธิจิตไว้แล้ว
ดังนั้น ในกรณีทำแท้ง (ขอพูดนอกประเด็นหน่อย)
ไม่ว่ารูปนั้นจะมีวิญญาณปฏิสนธิหรือยังไม่มีวิญญาณมาปฏิสนธิ ก็ถือว่าเป็นบาปทั้งนั้น เพราะเป็นรูปทรัพย์ ที่มีเจ้าของ ซึ่งเตรียมไว้สำหรับวิญญาณในการปฏิสนธิ(เป็นร่างกายของเขาที่เตรียมรอวิญญาณเข้ามาอยู่ ซึ่งเป็นผลบุญของเขานะ)
รูปทรัพย์ที่เตรียมไว้นี้เป็นไปด้วยอำนาจของผลกรรม ที่ได้จัดสรรไว้แล้ว
จะเห็นได้จากตัวอย่างที่ว่า โอปปาติกะบางชนิด จะติดตามบุคคลที่ตั้งครรภ์ ซึ่งอาจจะมาในรูปของการเข้าฝัน หรือบอกกล่าวกับบุคคลที่เป็นแม่ ว่าจะมาขออยู่ด้วย
ซึ่งแสดงว่า โอปปาติกะท่านนั้นทราบล่วงหน้าแล้ว ว่าตนเองจะไปตายจากร่างนั้น และวิบากที่จะได้รับต่อไปคือการเกิดในภพของมนุษย์ จึงมารอ
รูปทรัพย์ของตนที่ ผลกรรมเตรียมไว้ เมื่อตนเองถึงอายุหรือตายจากการเป็นโอปปาติกะ วิญญาณจะเข้าปฏิสนธิทันทีในท้องของมารดา
ซึ่งอาจจะเป็นในช่วง 1 เดือน ก็ได้ 2 เดือน ก็ได้ หรือ ตอน 6เดือน 7 เดือน ก็เป็นไปได้อยู่เหมือนกัน
ดังนั้นการทำแท้ง แม้ตอนนั้นจะมีวิญญาณอยู่ก็ย่อมบาป แม้ไม่มีวิญญาญอยู่ก็บาปเหมือนกัน เพราะไปทำลายร่างที่เตรียมรอไว้ของเขา
ซึ่งผลกรรมอันนี้ ก็จะมาตัดรอนตอนที่ตนเองจะได้มีโอกาสมาเกิดเป็นคน ก็อาจจะทำให้พลาดโอกาสนี้เหมือนกัน (เปรียบเทียบแบบตรงไปตรงมา)
เป็นเพียงความเห็นที่มาจากการคิดและประสบการณ์ส่วนตัว ไม่ใช่ความรู้ที่จะรับรองอะไรได้
"ทิฐิต่าง ๆ มีได้เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย"
#2
ตอบ: 23/11/2010 - 12:52
ว่าเป็นวิญญาณเด็ก วิญญาณผู้ใหญ่ วิญญาณคนแก่
วิญญาณเด็ก ดูกันยังไง
วิญญาญผู้ใหญ่ ดูกันยังไง
วิญญาณคนแก่ ดูกันยังไง
วิญญาณเด็ก จะเหมือนกับชีวิตเด็กโดยทั่วไปหรือเปล่า
วิญญาณผู้ใหญ่ จะเหมือนกับชีวิตผู้ใหญ่โดยทั่วไปหรือเปล่า
วิญญาณคนแก่ จะเหมือนกับชีวิตคนแก่โดยทั่วไปหรือเปล่า
แล้ววิญญาณที่เข้าใจ ก่อนที่จะมาปฏิสนธิในครรถ์นั้น
มีการเจริญเติบโตเปลี่ยนแปลงเหมือนกับชีวิตคนโดยทั่วไปไหม
เมื่อความดับสลายมาเยือนชีวิตในปัจจุบัน
วิญญาณที่เข้าใจว่าเป็นตัวตน
จะล่องลอยออกจากร่างไปยังที่ต่างๆ
เพื่อแสวงหาที่อยู่อาศัยใหม่นั้น
ช่วงที่วิญญาณแบบที่เข้าใจนี้นั้น จะเข้าสู่ครรถ์
อะไรเป็นเหตุปัจจัยให้วิญญาณทั้งหลาย(เด็ก, ผู้ใหญ่, คนแก่)
เมื่อเข้าสู่ครรถ์แล้ว กลายเป็นวิญญาณที่ไร้เดียงสาเลย
เป็นการเริ่มต้นวิญญาณใหม่เลย
เป็นวิญญาณที่จำอดีตอะไรๆไม่ได้เลย( ทั้งภาษาพูด ภาษาเขียน)
ระลึกถึงวิญญาณล่องลอย
ในรูปแบบวิญญาณเด็ก วิญญาณผู้ใหญ่ วิญญาณคนแก่ ไม่ได้เลย.
หากเข้าใจว่าวิญญาณเป็นตัวตนแบบนี้
มีคำถามเยอะมากครับ แล้วก็หาบทสรุปไม่ค่อยได้ครับ
แต่หากเมื่อจะพูดถึงเรื่องวิญญาณ ที่ทำให้เกิดทุกข์ขึ้นมานั้น
พระพุทธศาสนาจะพูดถึงแต่วิญญาณ(ความรู้ชัด)
ที่เกิดขึ้นทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี้เท่านั้น
วิญญาณที่จะทำให้เกิดทุกขเวทนา สุขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา
คือวิญญาณที่เกิดขึ้นทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี้เท่านั้นครับ
#3
ตอบ: 23/11/2010 - 14:22
วิญญาณมีการเกิดดับด้วยความรวดเร็วเป็นนิจ
วิญญาณในอดีต ก็อันหนึ่ง
วิญญาณในปัจจุบัน ก็อันหนึ่ง
วิญญาณในอนาคต ก็อันหนึ่ง
คนละอันกัน
มีคนกล่าวว่า วิญญาณ ไม่ว่าของใครๆ ก็เหมือนกันหมด
วิญญาณคน กับวิญญาณมด ในเนื้อแท้แล้วเหมือนๆ กัน
แต่เมื่อวิญญาณ มีเจตสิก รูป ที่ไม่เหมือนเดิม ที่ไม่เหมือนกัน
ทำให้ความคิดความอ่านในร่างเด็ก ไม่เหมือนกับความคิดความอ่านในร่างคนใหญ่
เมื่อรูปมนุษย์ที่สมบูรณ์สิ้นสุด เกิดรูปมนุษย์ที่สมองเสียไร้ความสามารถขึ้น ก็ไม่ใช่มนุษย์ที่สมบูรณ์อีกต่อไป
เมื่อรูปมนุษย์สิ้นสุด เกิดรูปเทวดาขึ้นแทน ความคิดความอ่านความสามารถ ก็ไม่ใช่มนุษย์อีกต่อไป
หรือเมื่อรูปมนุษย์สิ้นสุดลง เกิดรูปสัตว์เดรัจฉานขึ้นแทน ความคิดความอ่านความสามารถ ก็ไม่ใช่มนุษย์อีกต่อไป เช่นกัน
รูปอะไรจะเกิดแทนในอนาคต เกิดจาก กรรมและปัจจัยอื่นๆ
นี่คือความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
เอ่อ...
ส่วนเรื่องวิญญาณที่เข้าท้องมารดา
นอกตำรา ไปศึกษาจากที่นี่เลย
http://www.reincarnation.tk/
เลิกงมงาย... เมื่อเห็นว่าพระไตรปิฏก กว่า 90 เปอร์เซนต์ ถูกต้องตรงตามนั้น
ขอแนะนำครับ
http://www.vitwong.blogspot.com/
#4
ตอบ: 23/11/2010 - 14:42
เบญจขันธ์ หรือ ขันธ์ 5
เบญจขันธ์ หมายถึง กองแห่งรูปธรรมและนามธรรมห้าหมวดที่ประชุมกันเข้าเป็นชีวิต
ขันธ์ 5 ประกอบด้วย รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์
1. รูปขันธ์ กองรูป ส่วนที่เป็นรูป ร่างกาย พฤติกรรม และคุณสมบัติต่าง ๆ ของส่วนที่เป็นร่างกาย ส่วนประกอบฝ่ายรูปธรรมทั้งหมด
2. เวทนาขันธ์ กองเวทนา ส่วนที่เป็นการเสวยรสอารมณ์ ความรู้สึก สุข ทุกข์ หรือเฉย ๆ
เมื่อรับรู้เกิดความพอใจ มนุษย์เรียกว่า สุข เมื่อรับรู้เกิดความไม่พอใจ มนุษย์เรียกว่า ทุกข์ เมื่อรับรู้แล้วไม่ทุกข์ไม่สุข เรียกว่า อุเบกขา
3. สัญญาขันธ์ กองสัญญา ส่วนที่เป็นความกำหนดหมายให้จำอารมณ์นั้น ๆได้ ความกำหนดได้หมายรู้ในอารมณ์ 6 เช่น เสียงดัง รูปสวย กลิ่นหอม รสหวาน ร้อน และดีใจ
4. สังขารขันธ์ กองสังขาร ส่วนที่เป็นความปรุงแต่ง สภาพที่ปรุงแต่งจิตให้ดีหรือชั่วหรือเป็นกลาง ๆ คุณสมบัติต่าง ๆ ของจิต มีเจตนาเป็นตัวนำ ที่ปรุงแต่งคุณภาพของจิต ให้เป็นกุศล อกุศล อัพยากฤต
5. วิญญาณขันธ์ กองวิญญาณ ส่วนที่เป็นความรู้แจ้งอารมณ์ ความรู้อารมณ์ทางอายตนะทั้ง 6
อายตนะแปลว่า บ่อเกิดหรือสื่อสัมพันธ์ บ่อเกิดหรือสื่อสัมพันธ์ ของอายตนะทั้งสองแล้วเกิดอารมณ์ขึ้น อายตนะมีตาเป็นต้น เมื่อสัมผัสกับรูปแล้ว ก็ติดต่อสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องถึงประสาทเข้ามาหาใจ แล้วใจก็รับเอามาเป็นอารมณ์ ถ้าดีก็ชอบใจ สนุก เพลิดเพลิน ถ้าไม่ดีก็ไม่ชอบใจ คับแค้นเป็นทุกข์โทมนัสต่อไป
#5
ตอบ: 23/11/2010 - 15:44
แล้วการทานยาคุม กับยาคุมฉุกเฉินนี่ถือเป็นการทำแท้งไหม...
เพราะยาขัดขวางการที่ไข่กับsperm ผสมกับแล้วฝังตัวที่ผนังมดลูกน่ะ...
#6
ตอบ: 23/11/2010 - 16:49
ตามความเห็นผมถ้าไข่กับ สเปริม ยังไม่ได้ปฏิสนธิกัน ผมว่าไม่ใช่การทำแท้งครับ
ผมเห็นว่า ตราบใดที่ยังไม่มีการคัดเลือกยีนกัน ยังไม่มีการกำหนด DNA (DNA รหัสที่จะบ่งบอกให้รู้ว่าคือเรา และไม่มีการซ้ำกับใคร) ยังไม่ถือว่าเป็นการทำแท้ง
แต่ถ้า ไข่กับสเปริม ผสมกันแล้ว มีสร้างพันธุกรรมขึ้นมาแล้ว ตัวนี้ล่ะมันแสดงให้เห็นถึงสภาพของเด็กที่กำลังจะเกิดมา (กำหนดหน้าตา โรคทางพันธุกรรม ความดำ ความเตี้ยย ความสูง ความขาว อุปนิสัยตามบิดามารดา )
กระบวนการก่อตัวมันอยู่ตรงนี้ กระบวนการสร้างรูป ที่เหมาะกับการที่วิญญาณจะมาปฏิสนธิอยู่ตรงนี้
แม้รูปนั้นยังไม่มีวิญญาณ แต่อยู่ในสภาพที่กำลังสร้าง ใครไปทำลาย ก็คือว่าบาป และเรียกว่าการทำแท้งได้เลยครับ
บ้านที่กำลังสร้าง มีเจ้าของ แต่เจ้าของยังไม่ได้เข้าไปอยู่ แต่มีคนไปทำลาย ไม่ถูกต้องฉันใด
รูปที่กำลังสร้าง(ผลกรรม) มีเจ้าของ (ผู้ทำกรรม เป็นกุศลที่ได้เกิดในภพมนุษย์) แม้ วิญญาณจะยังไม่ได้เข้าไปอยู่ แต่มีคนไปทำลาย ก็บาปฉันนั้น
อย่าไปตัดรอนเด็ดขาด ถ้าเกิดเราโดนบ้าง เราก็อาจจะไม่ได้เกิดมาเจอพุทธศาสนา
"ทิฐิต่าง ๆ มีได้เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย"
#7
ตอบ: 23/11/2010 - 16:59
เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ
#8
ตอบ: 23/11/2010 - 19:04
govit2552 [ 23/11/2010 - 14:22 ]
วิญญาณมีการเกิดดับด้วยความรวดเร็วเป็นนิจ
วิญญาณในอดีต ก็อันหนึ่ง
วิญญาณในปัจจุบัน ก็อันหนึ่ง
วิญญาณในอนาคต ก็อันหนึ่ง
คนละอันกัน
มีคนกล่าวว่า วิญญาณ ไม่ว่าของใครๆ ก็เหมือนกันหมด
วิญญาณคน กับวิญญาณมด ในเนื้อแท้แล้วเหมือนๆ กัน
แต่เมื่อวิญญาณ มีเจตสิก รูป ที่ไม่เหมือนเดิม ที่ไม่เหมือนกัน
ทำให้ความคิดความอ่านในร่างเด็ก ไม่เหมือนกับความคิดความอ่านในร่างคนใหญ่เมื่อรูปมนุษย์ที่สมบูรณ์สิ้นสุด เกิดรูปมนุษย์ที่สมองเสียไร้ความสามารถขึ้น ก็ไม่ใช่มนุษย์ที่สมบูรณ์อีกต่อไป
เมื่อรูปมนุษย์สิ้นสุด เกิดรูปเทวดาขึ้นแทน ความคิดความอ่านความสามารถ ก็ไม่ใช่มนุษย์อีกต่อไปหรือเมื่อรูปมนุษย์สิ้นสุดลง เกิดรูปสัตว์เดรัจฉานขึ้นแทน ความคิดความอ่านความสามารถ ก็ไม่ใช่มนุษย์อีกต่อไป เช่นกัน
รูปอะไรจะเกิดแทนในอนาคต เกิดจาก กรรมและปัจจัยอื่นๆ
นี่คือความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
เอ่อ...
ส่วนเรื่องวิญญาณที่เข้าท้องมารดา
นอกตำรา ไปศึกษาจากที่นี่เลย
http://www.reincarnation.tk/
สวัสดีครับคุณgovit
ถ้าเป็นดังที่คุณgovitกล่าว
นั่นแสดงว่า รูปก็จะเป็นตัวกำหนดนามอย่างนั้นหรือเปล่าครับ
#9
ตอบ: 23/11/2010 - 19:33
เบญจขันธ์ หรือ ขันธ์ 5
เบญจขันธ์ หมายถึง กองแห่งรูปธรรมและนามธรรมห้าหมวดที่ประชุมกันเข้าเป็นชีวิต
ขันธ์ 5 ประกอบด้วย รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์
1. รูปขันธ์ กองรูป ส่วนที่เป็นรูป ร่างกาย พฤติกรรม และคุณสมบัติต่าง ๆ ของส่วนที่เป็นร่างกาย ส่วนประกอบฝ่ายรูปธรรมทั้งหมด
2. เวทนาขันธ์ กองเวทนา ส่วนที่เป็นการเสวยรสอารมณ์ ความรู้สึก สุข ทุกข์ หรือเฉย ๆ
เมื่อรับรู้เกิดความพอใจ มนุษย์เรียกว่า สุข เมื่อรับรู้เกิดความไม่พอใจ มนุษย์เรียกว่า ทุกข์ เมื่อรับรู้แล้วไม่ทุกข์ไม่สุข เรียกว่า อุเบกขา
3. สัญญาขันธ์ กองสัญญา ส่วนที่เป็นความกำหนดหมายให้จำอารมณ์นั้น ๆได้ ความกำหนดได้หมายรู้ในอารมณ์ 6 เช่น เสียงดัง รูปสวย กลิ่นหอม รสหวาน ร้อน และดีใจ
4. สังขารขันธ์ กองสังขาร ส่วนที่เป็นความปรุงแต่ง สภาพที่ปรุงแต่งจิตให้ดีหรือชั่วหรือเป็นกลาง ๆ คุณสมบัติต่าง ๆ ของจิต มีเจตนาเป็นตัวนำ ที่ปรุงแต่งคุณภาพของจิต ให้เป็นกุศล อกุศล อัพยากฤต
5. วิญญาณขันธ์ กองวิญญาณ ส่วนที่เป็นความรู้แจ้งอารมณ์ ความรู้อารมณ์ทางอายตนะทั้ง 6
อายตนะแปลว่า บ่อเกิดหรือสื่อสัมพันธ์ บ่อเกิดหรือสื่อสัมพันธ์ ของอายตนะทั้งสองแล้วเกิดอารมณ์ขึ้น อายตนะมีตาเป็นต้น เมื่อสัมผัสกับรูปแล้ว ก็ติดต่อสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องถึงประสาทเข้ามาหาใจ แล้วใจก็รับเอามาเป็นอารมณ์ ถ้าดีก็ชอบใจ สนุก เพลิดเพลิน ถ้าไม่ดีก็ไม่ชอบใจ คับแค้นเป็นทุกข์โทมนัสต่อไป
การเกิดขึ้นของขันธ์ทั้งห้า
แบ่งออกได้เป็นสามกลุ่มด้ยกันครับ
1 รูปขันธ์ มีได้เพราะการเกิดขึ้นแห่งอาหาร (คำข้าว,ผัสสะ,สัญเจตนา,วิญญาณ)
2 เวทนา,สัญญา,สังขาร มีได้เพราะอาศัยผัสสะ
3 วิญญาณ เกิดขึ้นได้เพราะอาศัยรูป เวทนา สัญญา สังขาร อย่างใดอย่างหนึ่ง ครับ
#10
ตอบ: 24/11/2010 - 01:36
ว่าผู้มีใจสูง แต่ยิ่งดิ่งเหวยิ่งกว่าสัตว์โลก เพราะมีความคิดมากกว่าสัตว์โลกมีสมองยิ่งกว่าสัตว์โลก แต่ก็มี รัก โลภ โกรธ หลง มากกว่า สัตว์โลก มันเหมือนดาบสองคม
..........สัตว์ไม่รู้จักศีล ไม่มีศีลในการดำรงชีวิต แต่คนมีวาสนาสูงกว่า มีศีลมีธรรม มีความละอายกลัวเกรงต่อสิ่งที่ผิด
.......คำที่น่าสนใจไม่ว่า อดีต ปัจจุบัน อนาคต คือ " รับผิดชอบ " ถ้ายังมีอายุอยู่ทำความผิดก็ต้องยอมรับผล ทำความดีก็ต้องยอมรับผล
พุธโธ่ ขนาดพระอรหันต์ที่มองเห็นอนัตตาอย่างพระองคุลีมาลยังได้ผลกรรมเลย นับประสาอะไร?
สุดท้ายให้คิดกันเล่นๆ .... คนเรากัน หมู หมา กา ไก่ ฯลฯ มีเบญจขันธ์ เหมือนกัน แต่ส่วนที่ต่างกันคือตรงไหนครับ
#11
ตอบ: 24/11/2010 - 15:07
พอดี internet ผมมีปัญหาอยู่ จึงเพิ่งได้เข้ามาดู ตอนนี้ก็ยังไม่เรียบร้อยดี
อ้างอิง
ไม่ใช่อย่างนั้นครับ
หากแต่ จิต เจตสิก รูป เป็นตัวกำหนด บุคคลต่างหาก
จิต เจตสิก รูป ปรากฏเกิดขึ้นแต่ละขณะไม่เคยคงที่
บุคคลซึ่งเป็นผลผลิตจากจิต เจตสิก รูป ก็พลอยแปรเปลี่ยน
บุคคลเองซึ่งเป็นแค่สภาวะธรรม จึงอยู่ในสภาพไตรลักษณ์เช่นกัน คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
จิต เจตสิก รูป เป็นสิ่งที่มีจริง
บุคคล เป็นสิ่งที่มีจริงโดยสมมติ
บุคคล เกิด บุคคลตาย จึงเป็นเรื่องสมมติ เช่นตาย เขาเรียกว่า สมมุติมรณะ
นอกพระพุทธศาสนา แล้วอาจไม่เห็น ไม่เชื่อ การเกิดดับของสังขารธรรม(จิต เจตสิก รูป)แบบรวดเร็วถี่ยิบ
แม้แต่บุคคล ก็ยังคิดว่าเป็นตัวเป็นตนจริงๆเลย
แต่ในพระพุทธศาสนา
สังขารธรรม(จิต เจตสิก รูป ) มีการเกิดดับอยู่ตลอดเวลา รวดเร็วถี่ยิบ
ไม่ต้องพูดถึงบุคคล(ความคิด ความอ่าน ความรู้สึกว่าเป็นเรา)กันล่ะ ย่อมต้องไม่มีจริงๆ จังๆ
รู้สึกมี ก็เพราะอัตตสัญญา หรืออะไรอีกนี่แหละ
บุคคลจะเฉลียวฉลาดหรือโง่เขลา ผมว่าขึ้นอยู่กับ จิต เจตสิก รูป ในช่วงนั้น สมองก็คือรูปๆ หนึ่ง
แต่มันไม่แน่ไม่นอนเลย
เพราะเมื่อสังขารธรรม(จิต เจตสิก รูป)ใหม่ๆ เกิดขึ้น ความเฉลียวฉลาด ก็แปรเปลี่ยนไปอีก
หรือแม้แต่โง่เขลาสุดๆ ก็มีสิทธิเป็นไปได้ทั้งนั้น
ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยหลายอย่าง เป็นต้นว่า กรรม อุตุ อาหาร และปัจจัยอื่นๆ เป็นต้น
เลิกงมงาย... เมื่อเห็นว่าพระไตรปิฏก กว่า 90 เปอร์เซนต์ ถูกต้องตรงตามนั้น
ขอแนะนำครับ
http://www.vitwong.blogspot.com/
#13
ตอบ: 24/11/2010 - 16:46
#14
ตอบ: 24/11/2010 - 17:04
govit2552 [ 24/11/2010 - 15:07 ]
พอดี internet ผมมีปัญหาอยู่ จึงเพิ่งได้เข้ามาดู ตอนนี้ก็ยังไม่เรียบร้อยดี
อ้างอิง
ไม่ใช่อย่างนั้นครับ
หากแต่ จิต เจตสิก รูป เป็นตัวกำหนด บุคคลต่างหาก
จิต เจตสิก รูป ปรากฏเกิดขึ้นแต่ละขณะไม่เคยคงที่
บุคคลซึ่งเป็นผลผลิตจากจิต เจตสิก รูป ก็พลอยแปรเปลี่ยน
บุคคลเองซึ่งเป็นแค่สภาวะธรรม จึงอยู่ในสภาพไตรลักษณ์เช่นกัน คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
จิต เจตสิก รูป เป็นสิ่งที่มีจริง
บุคคล เป็นสิ่งที่มีจริงโดยสมมติ
บุคคล เกิด บุคคลตาย จึงเป็นเรื่องสมมติ เช่นตาย เขาเรียกว่า สมมุติมรณะ
นอกพระพุทธศาสนา แล้วอาจไม่เห็น ไม่เชื่อ การเกิดดับของสังขารธรรม(จิต เจตสิก รูป)แบบรวดเร็วถี่ยิบ
แม้แต่บุคคล ก็ยังคิดว่าเป็นตัวเป็นตนจริงๆเลย
แต่ในพระพุทธศาสนา
สังขารธรรม(จิต เจตสิก รูป ) มีการเกิดดับอยู่ตลอดเวลา รวดเร็วถี่ยิบ
ไม่ต้องพูดถึงบุคคล(ความคิด ความอ่าน ความรู้สึกว่าเป็นเรา)กันล่ะ ย่อมต้องไม่มีจริงๆ จังๆ
รู้สึกมี ก็เพราะอัตตสัญญา หรืออะไรอีกนี่แหละ
บุคคลจะเฉลียวฉลาดหรือโง่เขลา ผมว่าขึ้นอยู่กับ จิต เจตสิก รูป ในช่วงนั้น สมองก็คือรูปๆ หนึ่ง
แต่มันไม่แน่ไม่นอนเลย
เพราะเมื่อสังขารธรรม(จิต เจตสิก รูป)ใหม่ๆ เกิดขึ้น ความเฉลียวฉลาด ก็แปรเปลี่ยนไปอีก
หรือแม้แต่โง่เขลาสุดๆ ก็มีสิทธิเป็นไปได้ทั้งนั้น
ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยหลายอย่าง เป็นต้นว่า กรรม อุตุ อาหาร และปัจจัยอื่นๆ เป็นต้น
แท้ที่จริงแล้ว ตัวตนบุคคลจริงๆนั้นไม่มี
มีแต่สภาพธรรมคือ จิต เจตสิก รูป เท่านั้น
เพราะความไม่รู้(อวิชชา)จึงเป็นมูลเหตุให้เกิดอุปาทานขึ้นมา
เกิดความเข้าใจผิด คิดนึกไปเองว่า
จิต เจตสิก รูป เป็นสัตว์ เป็นบุคคลตัวตนจริงๆ
ครั้นเมื่อเห็นได้ชัดแล้วว่า จิต เจตสิก รูป นั้นไม่ใช่สัตว์ไม่ใช่บุคคล
ได้อย่างสนิทใจ อย่างไม่มีความลังเลสงสัยใดๆอีกต่อไปแล้ว
ความคิดนึกที่เคยเข้าใจไปว่า มีจิต เจตสิก รูป
ที่เคยเกิดขึ้นกับร่างกายที่ยังไม่แตกดับนั้น
จะออกจากร่างไปแสวงหาร่างอื่นอยู่ใหม่หลังจากร่างกายนี้แตกสลายดับลง
ก็น่าที่จะไม่เกิดขึ้นอีกต่อไปแล้วใช่ไหมครับ
เพราะมองไม่เห็นเหตุผลอะไร
ที่จะมารองรับในความเป็นจิต เจตสิก รูป ที่เป็นเพียงแต่สภาพธรรมล้วนๆ
โอกาสที่จิต เจตสิกรูป จะเที่ยวล่องลอยเท้งเต้งไปมา
ไม่น่าที่จะปรากฏเกิดขึ้นได้เลยใช่ไหมครับ
เพราะความเข้าใจว่าจิต เจตสิก รูป เป็นสัตว์เป็นบุคคล
ก็เป็นเพียงสักแต่ว่าความเข้าใจผิด
เป็นเพียงแค่ความรู้สึกเท่านั้นเอง
เป็นเพียงสักแต่ว่าความเห็นผิดเท่านั้นเอง
เป็นเพียงแค่ดุจดังพยับแดดเท่านั้นเอง
เป็นเพียงแค่ดุจดังหมอกควัน แค่นั้นเอง ใช่ไหมครับ
#15
ตอบ: 24/11/2010 - 19:55
อ้างอิง
ได้อย่างสนิทใจ อย่างไม่มีความลังเลสงสัยใดๆอีกต่อไปแล้ว
ความคิดนึกที่เคยเข้าใจไปว่า มีจิต เจตสิก รูป
ที่เคยเกิดขึ้นกับร่างกายที่ยังไม่แตกดับนั้น
จะออกจากร่างไปแสวงหาร่างอื่นอยู่ใหม่หลังจากร่างกายนี้แตกสลายดับลง
ก็น่าที่จะไม่เกิดขึ้นอีกต่อไปแล้วใช่ไหมครับ
ไม่ได้คิดอย่างนั้นครับ
เพราะไม่ใช่สัตว์ บุคคล จึงไม่มีการเกิดและการตายจริงๆ(เป็นแค่สมมุติ)
เป็นแต่การ ไหลไปตามเหตุปัจจัย
โดยไม่มีจุดเบื้องต้น และจุดปลายครับ
คุณปล่อยรู้คิดว่า จุดเบื้องต้นคือการที่บุคคลเกิด(สมมุติ) จุดปลายคือการที่บุคคลตาย(สมมติ)
แต่ผมไม่ครับ
ผมเชื่อว่า จิต เจตสิก รูป มีจริง
แม้จิต จะเป็นเหมือน นักมายากล
เจตสิก คือ เวทนาเหมือนต่อมน้ำ
เจตสิก คือ สัญญาเหมือนพยับแดด
เจตสิก คือสังขารเหมือนต้นกล้วย
รูป เหมือนฟองน้ำ
กาย เป็นแค่การประชุมของ จิต เจตสิก รูป
นามกาย เป็นแค่การประชุมของจิต เจตสิก
รูปกาย เป็นแค่การประชุมของรูป
รูปกายหยาบ มีความชรา และถึงจุดมรณะ
จิต เจตสิก รูป ก็ยังคงเป็นไป ตามเหตุตามปัจจัยต่อไปครับ ด้วยกรรม ด้วยอาหาร ด้วยอุตุ ด้วยปัจจัยอื่นๆ
(โลกมนุษย์ อาหารอาจหมายถึง คำข้าว แต่โลกอื่น อาหาร อาจเป็นอย่างอื่น เช่น ปิติ )
การที่จิต เจตสิก รูป เป็นอนัตตา มีหลายคนพยายามให้สิ้นสุดลงเมื่อ สมมุติมรณะมาถึง
แต่เพราะความที่มันเป็นอนัตตา จึงไม่หยุดอยู่แค่นั้นครับ
วิธีที่จะให้หยุด คือดับตัณหาครับ
ไม่ใช่ ดับชีวิต
เลิกงมงาย... เมื่อเห็นว่าพระไตรปิฏก กว่า 90 เปอร์เซนต์ ถูกต้องตรงตามนั้น
ขอแนะนำครับ
http://www.vitwong.blogspot.com/
#16
ตอบ: 24/11/2010 - 20:14
ทวิปัญจวิญญาณ ที่คุณปล่อยรู้
ส่วนมโนวิญญาณมีมากมายหลายดวง หลายหน้าที่
แต่ที่อยู่ในชีวิตประจำวันคือ ภวังคจิต .....................นี่แหละเกิดจากผลกรรม
เมื่อบุคคลตาย(สมมติมรณะ) นั่นคือ เกิดจุติจิตขึ้น 1 ครั้ง ................นี่แหละคือ เกิดจากผลกรรม
เมื่อจุติจิต ดับลง ปฏิสนธิจิต เกิดสืบต่อทันที .................................นี่แหละคือ เกิดจากผลกรรม
จิตที่เกิดจากผลกรรม .......................มีชื่อเรียกว่า วิบากจิต
ส่วนการที่จิต เก่าดับไปแล้ว จิตใหม่เกิดสืบต่อทันทีไม่มีระหว่างคั่น อำนาจที่บังคับให้เป็นเช่นนั้นคือ อนันตรปัจจัย
จิตดวงเก่า เป็นอนันตรปัจจัย แก่จิตดวงใหม่
อนันตรปัจจัย ทำให้จิตเกิดดับสืบต่อไม่มีขาดสาย
จิตเกิดเมื่อไรต้องมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยทุกครั้ง เพราะสหชาตปัจจัย
เจตสิกเกิดเมื่อไรต้องมีจิตเกิดร่วมด้วยทุกครั้ง เพราะสหชาตปัจจัย
เจตสิก เกิดพร้อมจิต ดับพร้อมจิต เกิดที่เดียวกับจิต ก็เพราะสัมปยุตตปัจจัย
สัมปยุตตปัจจัย นี่แหละที่เป็นตัวแสดงว่า มีการเกิดดับ
สหชาติปัจจัย บ่งชี้ว่ามีการเกิด
อนันตรปัจจัย บ่งชี้ว่า มีจิตใหม่เกิดสืบต่อทันทีไม่มีระหว่างคั่น เมื่อดวงเก่าได้ดับไปแล้ว
จะเห็นว่า
การเกิดขึ้น การดับลง ของจิต เจตสิก รูป ล้วนเกิดจากเหตุปัจจัยทั้งสิ้น
แต่เหตุปัจจัยนั้น ไม่ใช่การเกิดหรือการตายของคน อันเป็นเรื่องสมมติเท่านั้นครับ
...............................เจริญในธรรม
เลิกงมงาย... เมื่อเห็นว่าพระไตรปิฏก กว่า 90 เปอร์เซนต์ ถูกต้องตรงตามนั้น
ขอแนะนำครับ
http://www.vitwong.blogspot.com/
#17
ตอบ: 24/11/2010 - 21:04
#18
ตอบ: 24/11/2010 - 22:50
คำตอบจากอาจารย์ดังตฤณ "ตาม ตำรา ปฏิสนธิวิญญาณเกิดพร้อมกลลรูปครับ คือภายใน ๗ วันแรกที่เซลล์แตกจากหนึ่งเป็น ๒ เป็น ๔ ฯลฯ นั่นแหละ แต่ในทางปฏิบัติไม่รู้เหมือนกัน"
อ้างอิงจาก twitter.com/dungtrin
ขอบคุณอาจารย์ดังตฤณมากครับ
#19
ตอบ: 25/11/2010 - 01:44
ถ้าจะเอากรณีเด็กแฝดหัวติดกัน มีสมองอันเดียวกันและประสาทสัมผัสร่วมกันมาเทียบเคียง http://abcnews.go.co...-twins-10893707
แสดงว่าสองวิญญาณในร่างเดียวเป็นไปได้
และสมองและอายตนะไม่มีเจ้าของ ตามวิทยาศาสตร์ตัวอ่อนแฝดจะแยกร่างในระยะไซโกท
ถ้าแยกไม่ได้ขาดจากกันโดยสมบูรณ์ก็จะกลายเป็นแฝดตัวติดกัน
ดังนั้นเป็นไปได้ไหมว่าวิญญาณเข้ามาก่อนหรือเข้ามา ณ ขณะที่เป็นไซโกท แต่ที่แน่ๆ ไม่ได้เข้ามาหลังจากระยะนี้แน่นอน
คำตอบต่อไป: น้องบู - ปล่อยรู้ - เจ้าหญิงเหมือนฝัน - govit2552 - govit2552 - govit2552 - govit2552 - govit2552 - ปล่อยรู้ -

เข้าระบบ
ลงทะเบียน
ช่วยเหลือ

อ้างอิงคำตอบ




