ลานธรรมเสวนา: ชมรมณีย์ (2) - ลานธรรมเสวนา

เข้าไปดูเนื้อหา

  • (67 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • 3
  • สุดท้าย »
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • ท่านไม่สามารถตอบกลับกระทู้นี้ได้

ชมรมณีย์ (2) ธรรมะนี้..ยังคงรื่นรมย์จริงหนอ

#0 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11842
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 08/10/2010 - 14:09

:71:




"ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! ศีลเป็นพื้นฐานเป็นที่รองรับคุณอันยิ่งใหญ่ ประหนึ่งแผ่นดินเป็นที่รองรับและตั้งลงแห่งสิ่งทั้งหลาย ทั้งที่มีชีพและหาชีพมิได้ เป็นต้นว่าพฤกษาลดาวัลย์ มหาสิงขรและสัตว์จตุบททวิบาทนานาชนิด บุคคลผู้มีศีลเป็นพื้นใจ ย่อมอยู่สบาย มีความปลอดโปร่งเหมือนเรือนที่บุคคลปัดกวาด เช็ดถูเรียบร้อยปราศจากเรือดและฝุ่นเป็นที่รบกวน"

"ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! ศีลนี้เองเป็นพื้นฐานให้เกิดสมาธิคือความสงบใจ สมาธิที่มีศีลเป็นเบื้องต้น เป็นสมาธิที่มีผลมาก มีอานิสงส์มาก บุคคลผู้มีสมาธิย่อมอยู่อย่างสงบเหมือนเรือนที่มีฝาผนัง มีประตูหน้าต่างปิดเปิดได้เรียบร้อย มีหลังคาสำหรับป้องกันลม แดดและฝน ผู้อยู่ในเรือนเช่นนี้ ฝนตกก็ไม่เปียก แดดออกก็ไม่ร้อนฉันใด บุคคลผู้มีจิตเป็นสมาธิก็ฉันนั้น ย่อมสงบอยู่ได้ ไม่กระวนกระวายเมื่อต้องลม แดด และฝน กล่าวคือโลกธรรมแผดเผา กระพือพัดซัดสาดเข้ามาครั้งแล้วครั้งเล่า สมาธิอย่างนี้ ย่อมก่อให้เกิดปัญญาในการฟาดฟันย่ำยี และเชือดเฉือนกิเลสอาสวะต่างๆ ให้เบาบางและหมดสิ้นไป เหมือนบุคคลผู้มีกำลังจับศาสตราอันคมกริบแล้วถางป่าให้โล่งเตียนก็ปานกัน"

"ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! ปัญญาซึ่งมีสมาธิเป็นรากฐานนั้น ย่อมปรากฏดุจไฟดวงใหญ่กำจัดความมืดให้ปลาสนาการ มีแสงสว่างรุ่งเรืองอำไพ ขับฝุ่นละอองคือกิเลสให้ปลิวหาย ปัญญาจึงเป็นประดุจประทีปแห่งดวงใจ"

"อันว่าจิตนี้เป็นธรรมชาติ ที่ผ่องใสอยู่โดยปกติ แต่เศร้าหมองไป เพราะคลุกเคล้าด้วยกิเลสนานาชนิด ศีล สมาธิและปัญญา เป็นเครื่องฟอกจิตให้ขาวสะอาดดังเดิม จิตที่ฟอกแล้วด้วยศีล สมาธิ และปัญญา ย่อมหลุดพ้นจากอาสวะทั้งปวง"

"ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! บุคคลผู้มีจิตหลุดพ้นแล้วจากอาสวะย่อมพบกับปิติปราโมทย์อันใหญ่หลวง รู้สึกตนว่าได้พบขุมทรัพย์มหึมา หาอะไรเปรียบมิได้ อิ่มอาบซาบซ่านด้วยธรรม ตนของตนเองนั่นแลเป็นผู้รู้ว่า บัดนี้กิเลสานุสัยต่างๆ ได้สิ้นไปแล้ว ภพใหม่ไม่มีอีกแล้ว เหมือนบุคคลผู้ตัดแขนขาด ย่อมรู้ด้วยตนเองว่าบัดนี้แขนของตนได้ขาดแล้ว"

"ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! บรรดาทางทั้งหลาย มรรคมีองค์แปด ประเสริฐที่สุด บรรดาบททั้งหลาย บทสี่คืออริยสัจ ประเสริฐที่สุด บรรดาธรรมทั้งหลาย วิราคะ คือการปราศจากความกำหนัดยินดีประเสริฐสุด บรรดาสัตว์สองเท้า พระตถาคตเจ้าผู้มีจักษุประเสริฐที่สุด มรรคมีองค์แปดนี่แลเป็นไปเพื่อทรรศนะอันบริสุทธิ์ หาใช่ทางอื่นไม่ เธอทั้งหลายจงเดินไปตามทางมรรคมีองค์แปดนี้ อันเป็นทางที่ทำมารให้หลงติดตามมิได้ เธอทั้งหลายจงตั้งใจปฏิบัติเพื่อทำทุกข์ให้สิ้นไป ความเพียรพยายามเธอทั้งหลายต้องทำเอง ตถาคตเป็นแต่เพียงผู้บอกทางเท่านั้น เมื่อปฏิบัติตนดังนี้ พวกเธอจักพ้นจากมารและบ่วงแห่งมาร"

"ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! ความทุกข์ทั้งมวลมีมูลรากมาจากตัณหาอุปาทาน ความทะยานอยากดิ้นรน และความยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นเรา เป็นของเรา รวมถึงความเพลินใจในอารมณ์ต่างๆ สิ่งที่เข้าไปเกาะเกี่ยวยึดถือไว้โดยความเป็นของตน ที่จะไม่ก่อทุกข์ก่อโทษให้นั้นเป็นไม่มี หาไม่ได้ในโลกนี้ เมื่อใดบุคคลมาเห็นสักแต่ว่าได้เห็น ฟังสักแต่ว่าได้ฟัง รู้สักแต่ว่าได้รู้ เข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งต่างๆ เพียงสักว่าๆ ไม่หลงไหลพัวพันมัวเมา เมื่อนั้นจิตก็จะว่างจากความยึดถือต่างๆ ปลอดโปร่งแจ่มใสเบิกบานอยู่"

"ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! เธอจงมองดูโลกนี้โดยความเป็นของว่างเปล่า มีสติอยู่ทุกเมื่อ ถอนอัตตานุทิฏฐิ คือความยึดมั่นถือมั่นเรื่องตัวตนเสีย ด้วยประการฉะนี้ เธอจะเบาสบาย คลายทุกข์ คลายกังวล ไม่มีความสุขใดยิ่งกว่าการปล่อยวางและการสำรวมตนอยู่ในธรรม"


...

จาก "พระพุทธโอวาท ๓ เดือน ก่อนปรินิพพาน"
http://larndham.org/...B8%99%E0%B8%B4/



:72: :72: :72:




ผู้ใดปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ... ผู้นั้นชื่อว่าบูชาเราตถาคต



:72:

การโพสต์นี้ได้ถูกแก้ไขโดย เภตรา: 08/10/2010 - 14:11

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
9


  • (67 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • 3
  • สุดท้าย »
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • ท่านไม่สามารถตอบกลับกระทู้นี้ได้

การตอบอื่นๆต่อกระทู้นี้



#1 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11842
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 08/10/2010 - 14:18

:72:




“แม้แต่เวลาเราก้มกราบพระ จะเป็นพระพุทธรูปหรือพระสงฆ์ก็แล้วแต่
ให้ระลึกถึงพระพุทธคุณไว้ก่อนทุกครั้งไปว่า
พระพุทธเจ้าเป็นผู้ที่ทรงพระคุณไม่มีประมาณเป็นอเนกอนันต์
แล้วก้มกราบ

ครั้งที่ ๑ ให้ระลึกถึงพระเมตตาคุณ

ครั้งที่ ๒ ระลึกถึงพระบริสุทธิคุณ

ครั้งที่ ๓ ระลึกถึงพระปัญญาคุณ

จากพระพุทธคุณทั้งสามประการ ก็มิได้หมายความว่า เพียงให้เราระลึกถึงเท่านั้น
แต่ต้องเอามาเป็นเครื่องเตือนตัวเองด้วยว่า เราจะเดินตามรอยพระบาทท่าน

คือเมื่อเรามีเมตตาต่อเพื่อนร่วมเกิดแก่เจ็บตายโดยถ้วนหน้า
และเรารักษาตนให้บริสุทธิ์ไม่ทำบาปทำชั่วทั้งปวง
เมื่อมีสองข้อดังกล่าวแล้ว
ปัญญาการเห็นความจริงในโลกก็จะเกิดตามมาต่อเนื่องโดยไม่ต้องสงสัย

นี่แหละจึงอย่าเที่ยวกราบพระประหลกๆ ๓ ทีให้พ้นๆ ไป ใช้ไม่ได้นะแบบนั้น !
ให้ระลึกถึงพระพุทธคุณโดยย่อทั้งสามข้อ แล้วเอามาเป็นคติเตือนใจเราว่า

เราจะเดินตามรอยเท้าพ่ออยู่เสมอทุกวันเวลา .. นี้แหละคือศิษย์ตถาคต”

หลวงพ่อประสิทธิ์ ถาวโร (วัดถ้ำยายปริก)

จากเรื่อง “เมตตา” ใน หนังสือ “คุยกันฉันท์ธรรม”
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
3



#2 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11842
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 08/10/2010 - 14:20

“ชาตินี้อาจเป็นแค่ชาติเดียวที่เราจะได้เจอผู้บอกทาง ถ้าพลาดทำตามใจ ตามกิเลสต่อไป ออกนอกทางไปเรื่อยๆ ก็อาจหลงทาง และต้องทนทุกข์ไปอีกนานแสนนาน แล้วมันคุ้มหรือเปล่าที่จะเอาสิ่งไม่เป็นสาระ มาทำให้เราเสียเวลาและโอกาสอันมีค่าที่จะได้ออกจากวงจรสังสารวัฏที่น่ากลัวนี้เสียที”


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช

การโพสต์นี้ได้ถูกแก้ไขโดย เภตรา: 08/10/2010 - 14:21

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
4



#3 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11842
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 08/10/2010 - 14:48

:72: :72: :72:



“ธรรมแท้อยู่ที่ไหน”

ธรรมแท้ ก็คือใจ คือกายของเรา
ทีนี้ผู้ใดสามารถเอาดีกับกายกับใจเราได้ อันนั้นเป็นคุณธรรม
ศีลก็เป็นคุณธรรม ทานก็เป็นคุณธรรม สมาธิภาวนา รู้ธรรมเห็นธรรม ก็เป็นคุณธรรม
เพราะฉะนั้น กายใจนี่เป็นธรรมแท้ เป็นสภาวธรรม เป็นสิ่งรู้ของจิต สิ่งระลึกของสติ
ผู้บำเพ็ญเพียรภาวนา โลกทั้งโลกเป็นอารมณ์จิตของผู้ภาวนา
ผู้ภาวนาต้องศึกษาให้รู้ความจริงของโลก


หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

จากหนังสือ ฐานิยปูชา ๒๕๔๙ (หน้า ๕๖)



:72: :72: :72:





ยังคงความต่อเนื่องในแนวทางกระทู้เดิมตามที่กล่าวไว้ในคำเปิดกระทู้คราวก่อนนะคะว่า

http://larndham.org/...B8%A2%E0%B9%8C/



อ้างอิง

เภตราตั้งกระทู้นี้ เพื่อร่วมแบ่งปันและพูดคุยแลกเปลี่ยนสนทนาธรรม
ซึ่งในแง่มุมอันเป็นส่วนตัวแล้ว ยังรู้สึกถึงธรรมะเฉกเช่นเดิมกับที่เคยรู้สึกมา
เหมือนกับที่ได้บอกกับกัลยาณมิตรทั้งหลายไว้ในกระทู้ต่างๆ ที่เคยไปตอบไว้ว่า

"ธรรมะนี้ อิ่มเอมจริงหนอ...ธรรมะนี้ รื่นรมย์จริงหนอ"

กระทู้นี้ไว้คุยกันเรื่องธรรมะสบายใจนะคะพี่น้อง
ในแง่มุมที่เบาๆ เกี่ยวกับเรื่องการปฏิบัติ
ทั้งในด้าน ทาน ศีล และภาวนา
ที่เพื่อนๆ รู้สึกว่าธรรมะนี้ให้ความรื่นรมย์แก่จิตใจ
เป็นพลังเสริมสร้างฉันทาคติที่ดี
และส่งสริมต่อการปฏิบัติเพื่อ รู้ ตื่น เบิกบาน กันต่อไป

เพื่อนๆ ท่านใดจะนำข้อคิดข้อธรรมมาฝากกัน
หรือฝากข่าวสารการบุญใดๆ ก็ขออนุโมทนาล่วงหน้าค่ะ




ดังนั้นกระทู้นี้จึงถือว่าเป็นการพูดคุยต่อเนื่องเกี่ยวกับด้านการปฏิบัติภาวนา
(เพราะขี้เกียจตั้งกระทู้แล้วเขียนคำเกริ่นใหม่ อ่ะนะ)
เอาเป็นว่าใครจะสะดวกใจเข้ามาใช้พื้นที่ชมรมณีย์
เพื่อผ่อนคลายพักอารมณ์ พูดคุย และอ่านศึกษาเก็บเกี่ยวความรู้
หรือเผื่อแผ่บุญต่อกันในการสร้างกุศลเป็นประโยชน์ตนเช่นใด
ก็พึงกระทำได้เช่นที่เคยเป็นมาค่ะ

ส่วนท่านใดที่เกรงอกเกรงใจไม่สะดวกพูดคุยในกระทู้นี้
เพราะเห็นว่าเป็นกระทู้ที่( จขกท.)มักพูด (มาก) แต่เรื่องการปฏิบัติภาวนา
จึงไม่กล้าเข้ามาคุยปัญหาอื่นๆ
ก็เชิญได้ที่กระทู้คุณยายรำพึงนะคะ ซึ่งเปิดไว้เพื่อความสะดวกใจของเพื่อนๆ
ในการพูดคุยในแง่มุมที่เกี่ยวกับการใช้ชีวิตในสังคมโลก การงาน การศึกษา หรือเรื่องทั่วๆ ไปบ้าง

ซึ่งก็สุดแล้วแต่เพื่อนพ้องน้องพี่จะสังเกตอารมณ์ตามกาลและวาระนั้น
แล้วเลือกใช้พื้นที่กระทู้กันตามความสะดวกและเห็นเหมาะสมในเรื่องราวนั้นๆ กันค่ะ
ดังที่เภตรากล่าวไว้ในกระทู้คุณยายรำพึงว่า

อ้างอิง

การทำกระทู้ระยะหลังมานี่ของเภตราเป็นการเข้ามาทำงานเพื่อตอบแทนคุณ
ที่เคยได้รับประโยชน์ในด้านปฏิบัติภาวนาจากลานธรรมผ่านทางกัลยาณมิตรทั้ง หลาย
จึงไม่อยากให้ใครรู้สึกว่ากระทู้ไหนเป็นบ้านของเภตรานะ
เพราะทุกกระทู้ไม่ได้เปิดเพื่อประโยชน์ตัวเอง
แต่เปิดให้เพื่อเป็นมุมที่เพื่อนพ้องน้องพี่มาคุยแลกเปลี่ยนกันเองได้
ในเรื่องราวและประสบการณ์ที่ตัวเองประสบมาในแต่ละอารมณ์ความรู้สึก
ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปมาตลอดวันและไม่ได้คงที่เป็นดังเดิมทุกวัน

ใครจะมาจะไปจะรู้สึกเช่นไรก็ดูจิตดูใจตัวเอง
แล้วเลือกเข้าใช้พื้นที่กระทู้นั้นๆ เพื่อประโยชน์สุขของตัวเองกันค่ะ




ก็ขอให้ชมรมณีย์และกระทู้ใดๆ เหล่านี้ได้เป็นเครื่องรู้เครื่องสังเกต
เพื่อเรียนรู้จิตใจไปในอีกทางหนึ่งสำหรับทุกคนด้วยค่ะ


:103:



ชมรมณีย์ นี่นี้ ..... ใครครอง
ก็หมู่เราทั้งผอง ..... ฝากให้
แอบอิงพิงพักเพื่อ ..... อาศัย ธรรมา
เป็นเครื่องรู้มรรคา ..... จิตแล กายตน




:103:

การโพสต์นี้ได้ถูกแก้ไขโดย เภตรา: 08/10/2010 - 14:56

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
3



#4 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11842
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 08/10/2010 - 15:36

:103:


อ้างอิง

ทุกขอริยสัจนั้นเป็นปริญเญยยธรรม คือธรรมที่ต้องรู้ตามความเป็นจริงให้มันแจ่มแจ้ง

สภาวะทุกอย่าง ทั้งดีและไม่ดี ทั้งสุขและทุกข์ สมาธิ ความสงบของจิต ฯลฯ เป็นทุกขอริยสัจทั้งสิ้น

ถ้าท่านไม่รู้ทุกข์ตามความเป็นจริง ก็จะเกิดสมุทัย สมุทัยคือความอยากที่จะให้ได้ดังใจ

เวลาสงบมาท่านก็อยากให้อยู่นานๆ ก็เป็นสมุทัย พอไม่อยู่นานๆ ท่านก็จะทุกข์หนักกว่าเดิม

ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์สมุทัยไม่ต้องการให้จิตไม่ดีเข้ามา พอจิตไม่ดีเข้ามาก็เป็นทุกข์

ท่านต้องทำให้ถูกต้องตามกิจในอริยสัจ ต้องจำให้แม่น

สิ่งที่เกิดดับเปลี่ยนแปลงต่อหน้าต่อตาท่าน ทางตา หู ฯลฯ นั่นแหละเป็นทุกข์

มันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ถ้าท่านรู้ทันอย่างนี้สมุทัยก็จะไม่มี

ลักษณะของสมุทัยก็คืออาการที่จิตทะยานออกไปนอกจากการรู้นามรูป

เวลาเราส่งจิตออกไปพูดเรื่องคนอื่น ไม่ว่าจะพูดเรื่องดีหรือไม่ดีก็ตาม เป็นลักษณะของสมุทัย


นี่คือทุกข์กับสมุทัย

ทุกข์มีไว้รู้ให้แจ่มแจ้งตามที่มันเป็นจริง มีอะไรมาก็ให้รู้ทัน

เมื่อรู้ทุกข์ สมุทัยก็จะไม่มี

ถ้าสิ่งไหนท่านรู้ไม่ทัน สมุทัยก็จะเข้า ท่านก็จะทำตามสมุทัย


เมื่อท่านรู้ทุกข์ไปเรื่อยๆ ลักษณะของความแจ่มแจ้งในนิโรธะก็จะปรากฏ มีความปล่อยวางมากขึ้น

การติดข้องในวัตถุสิ่งของ ในอารมณ์ต่างๆ ซึ่งแต่เดิมเคยติดมากก็จะน้อยลง การปรุงแต่งต่างๆ ลดลง

นี่คืออาการของจิตที่โน้มไปเพื่อการทำให้แจ้งนิโรธะ แต่ว่าก็ยังไม่ใช่ของจริง

นิโรธะที่แท้จริงนั้นคือ พระนิพพาน เป็นสภาวะที่ปราศจากการปรุงแต่ง

เป็นสิ่งที่มรรคจิต ผลจิตไปรู้เข้า สามารถทำลายกิเลสได้โดยสิ้นเชิง

ซึ่งจะรู้จักด้วยตัวของเราเองเมื่อเราถึง ถ้ายังไม่ถึงก็จะมีสภาวะจิตใจที่เป็นกลาง ไม่หลงปรุงแต่ง

ให้เรารู้ว่าจิตได้โน้มเอียงไปสู่การทำนิพพานให้แจ้งแล้ว


นิโรธะนี้เป็นสัจฉิกาตัพพธรรม คือธรรมที่ควรทำให้แจ้ง ทำให้แจ้ง ทำให้รู้จัก

เพราะพระนิพพานเป็นสภาวะที่มีอยู่แล้ว

เพียงแต่จิตเรายังไม่พร้อมเพราะมัวแต่หลงปรุงแต่ง

เมื่อฝึกรู้ทุกข์ไปเรื่อยๆ จนเข้าใจแจ่มแจ้ง สมุทัยก็ถูกละ นิโรธะก็แจ่มแจ้งขึ้นมา


ส่วนตัวมรรคก็คือ การฝึกสติสัมปชัญญะที่ต้องทำแล้วๆ เล่าๆ ซำ้ๆ ซากๆ ไปเรื่อยๆ

การฝึกปฎิบัติ หรือการฝึกสติที่พัฒนาขึ้นไปเรื่อยๆ แบบนี้เรียกว่า การฝึกไตรสิกขา

เป็นการฝึกอธิศีลสิกขา อธิจิตตสิกขา และอธิปัญญาสิกขา

เวลาเรามีสติเพิ่มขึ้นจนถึงระดับหนึ่งที่เราสามารถมองเห็นความคิดของตัวเอง

เห็นความรู้สึกของตัวเอง เห็นเจตนาของตัวเอง ต่อไปเราจะไม่ใช่คนรักษาศีล แต่ว่าศีลจะรักษาเรา


ตอนที่เรายังไม่ได้ฝึก เราต้องรักษาศีล

การที่ต้องรักษานี้แสดงว่าเราไม่อิสระ ต้องเป็นข้อๆ เยอะไปหมด

ยิ่งถ้าเป็นของภิกษุยิ่งเยอะใหญ่

แต่เมื่อเราฝึกสติ จะเป็นการรักษาที่ตัวจิต

ต่อไปไม่ใช่เรารักษาศีลแล้ว แต่เป็นศีลที่รักษาเรา

ไม่ให้เราทำอะไรผิดพลาดออกมาทางกาย ทางวาจา

ต่อไปสติเห็นความคิดปั๊บ ความคิดนั้นก็หยุดลง

เห็นเจตนาที่ไม่ดี ก็ไม่หลงทำตามมัน ไม่นำเราไปทำสิ่งที่ผิดพลาด

นี้เรียกว่าอธิศีล เป็นศีลที่รักษาคนปฎิบัติ


จากหนังสือ "ทางพ้นทุกข์" ของ อ.สุภีร์ ทุมทอง
เข้าไปอ่านต่อได้ในห้องสมุดค่ะ น้องธรรมอุทิศพิมพ์ไว้ให้อ่านกันแล้ว
http://larndham.org/...B8%82%E0%B9%8C/
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
3



#5 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11842
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 08/10/2010 - 17:11

เปิดชมรมณีย์มาเพื่อเกริ่นไว้ก่อนค่ะ
สำหรับโครงการเล็กๆ
ที่จะชักชวนเพื่อนพ้องน้องพี่ทั้งหลายมาร่วมด้วยช่วยกัน
พิมพ์ถอดความหนังสือธรรมะหายากเป็นไฟล์เอกสาร(document)
เพื่อถวายเป็นอาจาริยบูชาแด่ครูบาอาจารย์
และเพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องได้ใช้ในงานเผยแพร่บทธรรมะเหล่านั้นในวงกว้างต่อไป

รายละเอียดคือ......
:09:
แหะ แหะ .. ยังไม่ได้วางแนวทางใดๆ เลยค่ะ :07:
ก็เพิ่งจะได้รับทั้งหนังสือและคำแนะนำมาอ่ะนะ :96:

คือเรื่องมันมีอยู่ว่า
ตอนที่เภตราพิมพ์หนังสือสมาธิภาวนาของหลวงพ่อพุูธ เพื่อใส่ในห้องสมุดลานธรรมนั้น
ได้ติดต่อขออนุญาตกับท่านอาจารย์ ดร.ดาราวรรณ เด่นอุดม ซึ่งเป็นผู้ถือต้นฉบับหนังสือหลวงพ่อพุูธอยู่
และท่านได้ปรารภถึงเรื่องหนังสือและบทธรรมเทศนาหลายๆ บท ซึ่งเป็นหนังสือเก่าที่พิมพ์ในสมัยก่อนนั้น
ยังไม่ได้มีการจัดทำเป็นไฟล์เอกสารเพื่อใช้กับคอมพิวเตอร์เลย
เป็นแต่เพียงเล่มหนังสือและ เอกสารที่พิมพ์ลงบนกระดาษแล้วสำเนาไว้เท่านั้น
เภตราเห็นว่าท่านไม่ค่อยมีคนช่วยงานด้านนี้จึงรับอาสาจะช่วยทะยอยพิมพ์ให้ท่าน
พอดีมีกัลยาณมิตรท่านแนะนำว่าถ้ามีหนังสือเยอะๆ ก็น่าจะทำเป็นโครงการแบ่งบุญให้ช่วยกันพิมพ์
เภตราก็เห็นว่าน่าสนใจดีค่ะ เพราะถ้าพิมพ์เสร็จกันเร็ว
อาจารย์ท่านจะได้ใช้ไฟล์นี้สำหรับเว็บหลวงพ่อพุธและงานพิมพ์หนังสือฐานิยปูชาของปีหน้าด้วย

ซึ่งเภตราได้มีโอกาสปรึกษาพี่ท่านนึง(ยังไม่ได้ขออนุญาตเลยไม่กล้าเอ่ยนามค่ะ)
ท่านให้คำแนะนำที่มีประโยชน์มากว่า
น่าจะทำเป็นโครงการพิมพ์ถอดความหนังสือธรรมะหายากหรือหนังสือเก่าของครูบาอาจารย์ทั้งหลายไปด้วยเลย
โดยเริ่มจากงานหนังสือหลวงพ่อพุธนี่แหละ
เภตราเองก็เห็นว่าดีค่ะ ทุกคนได้ร่วมบุญกันโดยใช้แรงกายในการพิมพ์
และได้โอกาสในการอ่านศึกษาธรรมะของครูบาอาจารย์ท่านไปด้วยในตัวเลย

ตอนนี้ก็ทำรายการหนังสือ(มีอยู่ประมาณสิบกว่าเล่ม) และบทธรรมเทศนาในนั้นอยู่ค่ะ
หากมีใครมีความเห็นใดก็แนะนำมาได้นะคะ
ไม่ค่อยถนัดทำโครงการค่ะ เลยวางแนวนานหน่อย อิ อิ (ตอนนี้..แหะๆ เพิ่งเริ่มคิดชื่อเองค่ะ :10: )
เพราะจะไปตั้งกระทู้โครงการเพื่อรับผู้มีจิตอาสามาร่วมพิมพ์
ใครมีไอเดียอะไรก็แนะมาได้นะคะ
อ้อ ถ้ามีผู้เต็มใจประสานงานได้ยิ่งดีค่ะ :99:

การโพสต์นี้ได้ถูกแก้ไขโดย เภตรา: 08/10/2010 - 17:37

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#6 ผู้ใช้ออฟไลน์   PNoi ไอคอน

  • ตอบ 6000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: ผู้ดูแลลานธรรม
  • ตอบ: 6521
  • สมัคร: 24/01/2004

ตอบ: 08/10/2010 - 20:48

อนุโมทนากับกระทู้นี้ของน้องเภตราค่ะ :09: สมกับเป็นบรรณารักษ์อาสาดูแลห้องสมุดธรรมะของลานธรรมเสวนานะเนี่ย :33:

อ้างอิง

สำหรับโครงการเล็กๆ
ที่จะชักชวนเพื่อนพ้องน้องพี่ทั้งหลายมาร่วมด้วยช่วยกัน
พิมพ์ถอดความหนังสือธรรมะหายากเป็นไฟล์เอกสาร(document)
เพื่อถวายเป็นอาจาริยบูชาแด่ครูบาอาจารย์
และเพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องได้ใช้ในงานเผยแพร่บทธรรมะเหล่านั้นในวงกว้างต่อไป


พี่มองว่าเป็นโครงการไม่เล็กนะน้อง โครงการที่รวมพลช่วยกันทำเพื่อถวายเป็นอาจาริยบูชาแด่ครูบาอาจารย์
และเพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องได้ใช้ในงานเผยแผ่บทธรรมะเหล่านั้นในวงกว้างต่อไป เป็นโครงการที่ได้บุญกุศลทั้งในด้านกว้างและในด้านลึกนะคะ :09: :33: :09:
0



#7 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11842
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 09/10/2010 - 00:16

:09:
อนุโมทนากับพี่น้อยเช่นกันค่ะ
ที่กรุณาให้คำแนะนำดีๆ มาตั้งแต่สมัยที่ทำกระทู้หนังสือมิลินทปัญหา
เลยได้ใช้เป็นไอเดียในการหยิบยกบางส่วนของหนังสือบางเล่มที่ได้อ่านแล้วรู้สึกว่าน่าสนใจ
มาพูดคุยแนะนำทั้งในด้านการศึกษาและการปฏิบัติภาวนาด้วยค่ะ
ซึ่งส่วนหนึ่งก็ทำให้คนตามไปอ่านหนังสือฉบับเต็มในห้องสมุดด้วย

และยังให้โอกาสเภตราได้ทำกระทู้สารบัญ
ซึ่งทำให้มีโอกาสได้อ่านกระทู้ในห้องสมุดทั้งหมดเพื่อจัดแยกประเภท
ทำให้ได้รู้ว่ามีข้อเขียนและหนังสือดีๆ อยู่เยอะมาก
เหมือนนั่งรื้อตู้หนังสือของคุณพ่อสมัยก่อนเพื่อจัดให้ท่านเลยค่ะ
ได้เจอหนังสือดีๆ ก็แอบไว้กองนึง..เอาไว้เก็บไล่อ่านเมื่อมีเวลา
และทำให้รู้สึกอยากนำหนังสือธรรมะที่หาอ่านได้ยากมาพิมพ์ไว้
เพื่อจะได้เผยแพร่ให้ผู้อ่านที่สนใจได้เข้ามาอ่านกัน
รวมทั้งจะได้ให้โอกาสสื่อหรือเว็บอื่นได้มีโอกาสนำข้อมูลไปใช้ด้วย

และกราบขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่งค่ะ
สำหรับคำแนะนำที่มีประโยชน์มากในเรื่องโครงการพิมพ์หนังสือครูบาอาจารย์นี่ด้วยค่ะ
กำลังลองวางแนวดูจากคำแนะนำที่พี่น้อยให้มาอยู่ค่ะ
เพราะมีข้อต่างของหนังสือหลายเล่มในลักษณะที่
บางเล่มเป็นบทธรรมเทศนายาวจำนวนสี่บทก็มี
บางเล่มเป็นบทคำสอนสั้นจำนวนหลายสิบบทก็มี
ก็คิดว่าควรแบ่งอย่างไรคร่าวๆ ก่อนน่ะค่ะ
เพื่อทำการถ่ายเอกสารหรือ scan เป็นไฟล์ภาพไว้

ส่วนเมื่อมีอาสาสมัครเริ่มมาร่วมกันพิมพ์แล้ว
อาจต้องขออนุญาตใช้พื้นที่ห้องสมุดเพื่อพิมพ์โพสต์เป็นกระทู้หนังสือไปเลย
จะเป็นการยุ่งยากหรือไม่นั้น เภตราจะขอปรึกษากับพี่น้อยอีกครั้งเมื่อโครงการเป็นรูปเป็นร่างกว่านี้นะคะ
ขอบพระคุณอีกครั้งค่ะพี่ :33:

เอ้อ นอกจากดอกไม้แล้วขอแถมเป็นคำแนะนำเพิ่มก็ดีนะคะพี่น้อย
เพราะป่านนี้แล้ว เภตรายังหากระทู้ที่เขาเคยทำโครงการแบ่งกันพิมพ์หรือไงนี่ไม่เจอเลยน่ะค่ะ :96: :01:
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#8 ผู้ใช้ออฟไลน์   PNoi ไอคอน

  • ตอบ 6000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: ผู้ดูแลลานธรรม
  • ตอบ: 6521
  • สมัคร: 24/01/2004

ตอบ: 09/10/2010 - 01:14

ร่วมแรงกันพิมพ์หนังสือ พุทธธรรม สู่ดิจิตัลไฟล์ ช่วยกันพิมพ์หนังสือเป็น word.doc คนละ๑๐หน้าครับ

บางความเห็นอาจจะหายไปตอนที่มีปัญหาทางระบบ แต่อ่านกระทู้นี้รวมๆ ก็พอจะเห็น idea ในการช่วยกันพิมพ์
0



#9 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11842
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 10/10/2010 - 11:22

:09:
ขอบพระคุณพี่น้อยอีกครั้ง สำหรับลิงก์ค่ะ
เข้าไปอ่านดูแล้วเริ่มเห็นแนวทางการดำเนินการชัดเจนขึ้นมากเลยค่ะ
เพราะตอนแรกกังวลเรื่องการส่งข้อมูลให้ผู้ร่วมพิมพ์ว่าจะทำอย่างไรดี
เนื่องจากการทำสำเนาส่งให้ทางไปรษณีย์จะค่อนข้างยุ่งยากในเรื่องเวลา
จึงคิดว่าน่าจะทำการ scan เป็นไฟล์ภาพไว้
ซึ่งจะได้ศึกษาเรื่องขั้นตอนทำนี้และการฝากไฟล์กับเว็บต่อไปค่ะ :38:
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#10 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11842
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 10/10/2010 - 19:53

ช่วงนี้ได้มีโอกาสกลับเข้าสู่บรรยากาศที่คุ้นเคยอีกครั้ง :99:
กับการนั่งพิมพ์ถอดความหนังสือ "ตามรอยธรรม ย้ำรอยครู" ในห้องสมุดลานธรรม
เลยถือว่าเป็นโอกาสอันดีที่จะได้เล่าถึงเกร็ดการภาวนาไปด้วย
เผื่อเป็นอุบายวิธีให้ผู้ที่สนใจเรื่องการเจริญสติสัมปชัญญะ
ได้นำไปพิจารณาปรับใช้ให้เหมาะกับตนเอง
ซึ่งเข้ากับงานโครงการพิมพ์ถอดความหนังสือธรรมะหาอ่านยากของครูบาอาจารย์ได้เป็นอย่างดี
ที่นอกจากได้กุศลจากการพิมพ์ธรรมทานแล้ว
ยังอาศัยโอกาสนี้ฝึกฝนในการเจริญสติรู้สึกตัวในอิริยาบถได้อีกด้วย

เพราะเมื่อเวลาที่เรานั่งพิมพ์สัมผัสถอดความจากหนังสือ
ซึ่งต่างจากการพิมพ์ตอบกระทู้ที่เราพิมพ์จากความคิด คือคิดไป พิมพ์ไป
แต่การพิมพ์สัมผัส จะอาศัยการทำงานของกายผ่านประสาทรับรู้

โดยปกติแล้วเวลาที่พิมพ์งานหนังสือนี้
สำหรับเภตราเป็นการเจริญสติและสมาธิ
เวลาที่นั่งพิมพ์อยู่ก็จะรู้สึกตัวในอิริยาบถนั่งและการวางมือ
สังเกตใจไปเรื่อยในขณะตากระทบอักษรและนิ้วที่ขยับกระทบแป้นพิมพ์

จากเมื่อแรกพิมพ์ที่จะรู้สึกได้เวลาความคิดแวบออกไปบ่อย
นิ้วที่กระทบแป้นพิมพ์จะค่อนข้างชะงักและมีการพิมพ์ผิด
แต่พอพิมพ์ไปเรื่อยใจจะมีสมาธิความตั้งมั่นขึ้น
ความคิดนอกเรื่องหรือแม้แต่การคิดตามเรื่องที่พิมพ์ก็ไม่ค่อยมี
จะเป็นการฝึกรู้การกระทบและการทำงานทางกายโดยมีความคิดปรุงแต่งฟุ้งซ่านน้อยมาก
สภาวะจิตใจที่สงบมีความตั้งมั่นจึงมีลักษณะ "รู้" อาการที่ขยับเคลื่อนไหวไปมาของรูปกาย
และใจที่นิ่งเป็นสมาธิอยู่ด้วยความรู้สึกตัว

วิธีนี้ใช้ฝึกสติและสมาธิได้ดีเพราะพอเผลอแวบคิดปั๊บจะรู้สึกได้ไว
ก็สังเกตเอาจากการพิมพ์ผิดมั่ง น้ำหนักของการกระทบแป้นจากนิ้วสัมผัสมั่ง
ลองหัดสังเกตดูจากอาการพิมพ์ของตัวเองกันก็ได้ค่ะ
ตอนรัวแป้นกระแทกผัวะๆ ตอนนั้นใส่อารมณ์อะไรลงไปกันมั่งหนอ :10:

การภาวนาในการทำงานนี้
ทำให้เภตรามีความรื่นรมย์กับงาน และมีความสุขในการทำเสมอ
ยิ่งทุกการกระทบทางสายตาคือคำกล่าวอันมีคุณค่าของครูบาอาจารย์แล้ว
จิตซึมซับรับรู้ไปแล้วแม้ในรอบแรกที่พิมพ์จะเหมือนอ่านไม่รู้เรื่องก็ตาม
รอบที่อ่านตรวจทานนี่เป็นรอบทำความเข้าใจสิ่งที่อ่านไปนั้นอีกครั้งค่ะ

ฝากกันไว้เผื่อใครสนใจนำไปพิจารณาปรับใช้
ได้ผลหรือไม่อย่างไรก็มาคุยบอกกันบ้างค่ะ
เพราะแต่ละคนอาจมีเทคนิกการรู้การสังเกตแตกต่างกันไป
ส่วนใดดีก็มาเล่าแลกเปลี่ยนกันเป็นวิทยาทานค่ะ :09:
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
3



#11 ผู้ใช้ออฟไลน์   วิฬาร์วรรณ ไอคอน

  • ตอบ 500+
  • PipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 899
  • สมัคร: 23/09/2008

ตอบ: 11/10/2010 - 13:09

อนุโมทนาสาธุค่ะพี่ปลา ขยันจิงน้อ :)
Know Thyself.
0



#12 ผู้ใช้ออฟไลน์   gmail51_wan ไอคอน

  • ตอบ 300+
  • Pip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 369
  • สมัคร: 03/06/2009

ตอบ: 12/10/2010 - 07:56

:09: ขออนุโมทนากับคุณเภตราในเจตนาเพื่อสืบทอดคำสอนของครูอาจารย์นะคะ เข้ามารอยกมือเป็นอาสาสมัครร่วมพิมพ์สื่อdigitalค่ะ
จะรอติดตามจากกระทู้ค่ะ
0



#13 ผู้ใช้ออฟไลน์   golf ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1018
  • สมัคร: 18/04/2004

ตอบ: 12/10/2010 - 11:31

อนุโมทนาด้วยครับ
0



#14 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11842
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 12/10/2010 - 22:23

ขอบคุณค่ะ คุณ gmail51_wan :09:

ตอนนี้ต้องรอหน่อยนะคะ ยังเป็นมือใหม่หัด scan ภาพน่ะค่ะ
เลยเงอะงะงุ่มง่ามพอสมควร ต้องซ้อมปรับขนาดเดี๋ยวมันตัวอักษรเล็กมั่งใหญ่มั่งอยู่อ่ะค่ะ
กับเรื่องคอมฯ นี่ไม่รุ่งเลย ไม่รู้อยู่ร้านเน็ทมาได้ยังไงเหมือนกัน :96: :10:

ขอเบี่ยงเบนความเฟอะฟะไปเรื่องบุญกุศลก่อนแล้วกันค่ะ
ใกล้จะออกพรรษาแล้ว ก็ถึงคราวบุญกฐินซึ่งมีเวลาเดือนเดียว
เตรียมพร้อมกันอย่างไรกับบุญกฐินคราวนี้
มาเล่าสู่กันให้คนอยู่โยงเฝ้าร้านฟังบ้างเน้อ

ขออนุโมทนาบุญด้วยลิงก์ข้อมูลเรื่องกฐินที่น่าสนใจและน่ารู้ค่ะ
จะได้บุญกฐินอย่างเต็มๆ :09:


ลิงก์นี้สำหรับท่านที่สนใจงานบุญกฐิน
จะได้วางแผนการเดินทางไปทอดกฐินหลายที่เพิ่มบุญหลายๆ ค่ะ
คุณ benyapa นำมาฝากให้ในห้องกระทู้รวมงานบุญแล้วค่ะ

http://larndham.org/..._0&#entry735614



ลิงก์นี้เป็นเรื่องการทำบุญที่ใช้ปัญญาตรวจสอบสภาวะจิตซะก่อนจะได้ผลดี
http://larndham.org/...t=1#entry704226


ส่วนลิงก์นี้เป็นข้อมูลเก่าเรื่องกฐิน

http://larndham.org/...B8%B4%E0%B8%99/


ไว้มีเวลาจะหาข้อมูลเกี่ยวข้องที่มีประโยชน์มาฝากกันอีกค่ะ
ท่านใดมีข่าวงานบุญก็มาโพสต์ไว้ได้นะคะ :09:
ขออนุโมทนาเป็นสะพานบุญด้วยค่ะ
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#15 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11842
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 13/10/2010 - 13:05

เกร็ดเรื่องราวเกี่ยวกับกฐินจากกระทู้ต่างๆ ค่ะ
เข้าไปอ่านแล้วรู้สึกได้ความรู้เพลิดเพลินดี
มีใจอิ่มเอมกับบุญกุศลที่ตั้งใจทำทั้งหลายยิ่งขึ้นค่ะ
นำมาฝากกันเรื่อยๆ ดังที่บอกไว้ค่ะ :09:


ลิงก์นี้เกี่ยวกับเรื่องอานิสงส์ของการทอดกฐินค่ะ
http://larndham.org/...B8%81%E0%B8%90/


ส่วนลิงก์นี้เป็นปกิณกธรรมของหลวงปู่มั่น
มีข้อที่เกี่ยวกับเรื่องการทำบุญและเรื่องกฐินอย่างไร ลองอ่านดูค่ะ
http://larndham.org/...B8%87%E0%B8%AA/
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
1



#16 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11842
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 13/10/2010 - 16:38

:09:


รู้ธรรมะต้องใช้ธรรมะให้เกิดประโยชน์


ทำไมหนอพุทธบริษัทที่เรียนรู้สูงจึงพูดไม่รู้เรื่องกัน
อันนี้เป็นปัญหาการบ้านที่เราชาวพุทธที่เิริ่มการศึกษาธรรมะ
จะต้องช่วยกันพิจารณาว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น
และปัญหาส่วนตัวที่ใกล้เข้ามาที่สุดก็คือว่า
ทำอย่างไร เราจึงจะเอาธรรมะคำสอนของพระพุทธเจ้ามาใช้ให้เป็นประโยชน์แก่จิตใจ
แก่ชีวิตประจำวัน แก่การงานที่เราทำรับผิดชอบอยู่เป็นชีวิตประจำวัน
และทำอย่างไรจิตใจของเราจึงจะบริสุทธิ์สะอาด
อันนี้เป็นปัญหาที่เราจะต้องคิดเป็นส่วนตัว

ถ้าหากว่าเราเรียนรู้ธรรมะ
แต่ไม่รู้ที่จะเอาธรรมะมาใช้ให้เป็นประโยชน์แก่ชีวิตจิตใจของเรา
ก็เหมือนที่เราเรียนรู้ รู้เครื่องจักรกลต่างๆ
ในเมื่อกล่าวถึงชิ้นส่วนที่จะประกอบเป็นเครื่องจักรกล เราพูดกันถูก
แต่เมื่อจะเอามาประกอบเป็นเครื่องยนต์ ใช้ประโยชน์ได้นั้น
มันเป็นอีกปัญหาหนึ่งที่เราจะต้องคิด

ในทำนองเดียวกัน ธรรมะที่เรารู้กันมากๆ นี่ ปัญหาสำคัญก็อยู่ตรงที่ว่า
ทำอย่างไรเราจึงจะเอาธรรมะมาเป็นประโยชน์แก่ชีวิตประจำวันของเราได้
อันนี้เป็นสิ่งที่เราจะต้องช่วยกันคิด มันจะได้ยุติกันเสียที


หลวงพ่อพุธ ฐานิโย
จากหัวข้อ "ปัญหาของชาวพุทธ" ในหนังสือ ฐานิยปูชา ๒๕๔๘

:103:
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
2



#17 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11842
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 13/10/2010 - 21:39

อันนี้เป็นข่าวงานบุญกฐินที่ไม่ได้ฝากแต่ไปขอมาเองค่ะ
สำหรับงานบุญกฐินแรกของสถานปฏิบัติธรรมวัดป่าวิเวกสิกขาราม

http://www.wiweksikk...c.php?f=4&t=128


:09: :09: :09:

ขอน้อมกราบพระอาจารย์วิชัย
และน้อมนมัสการด้วยความระลึกถึงพระน้องเต้า(ท่านพันธกุมภา)

และขอขอบพระคุณคุณรักพงศ์และคุณหมออ้อ(หาทางดับทุกข์)สำหรับข่าวสารนี้ด้วยค่ะ
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#18 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11842
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 14/10/2010 - 15:46

:72:



อ้างอิง

ถาม - อายตนะเกิดจากอะไรคะ พระพุทธองค์ทรงทำความเข้าใจในเรื่องปฏิจจสมุปบาทจนทรงพ้นจากอวิชชาได้อย่าง ไรคะ

:09:

อายตนะ มาจากอะไร อายตนะมีขึ้นมาได้เพราะมีรูปธรรมกับนามธรรมมาทำงานด้วยกัน
อย่างเรามีตา ตาทำงานได้ก็มีจักขุประสาท จักขุประสาทเป็นรูปธรรม
มีจอรับภาพ มีแก้วตา เลนส์ มีอะไรต่ออะไรพวกนี้ นี่เป็นส่วนของรูปธรรม
แล้วก็มีความรู้สึกทางตาเกิดขึ้น มีไหมที่มองอยู่แต่ไม่เห็น เคยมีไหม
กำลังคิดอะไรเพลินๆ ใช่ไหม มองไปไม่รู้ว่ามองอะไร
เพราะอะไร เพราะไม่เกิดนามธรรมทางตา มันไปเกิดนามธรรมทางใจ มันไปคิดเรื่องอื่นก่อน
เพราะฉะนั้นการที่ตาทำงานได้ อาศัยรูปธรรมและนามธรรมมาทำงานด้วยกัน
ท่านค่อยๆ สาวเข้ามานะ สุดท้ายท่านก็ทะลุไปถึงอวิชชาได้
ตรงนี้หลวงพ่อไม่ได้อธิบายละเอียดนะ
อธิบาย โดยภาษามนุษย์นี่ฟังยากแล้วนะ ท่อนปฏิจจสมุปบาทท่อนแรกๆ นี่
ท่านทะลุลงไปถึงอวิชชา อวิชชาคือการที่ไม่รู้ความจริง ไม่รู้ความจริงของตัวทุกข์
ตัวทุกข์ก็คือรูปธรรมนามธรรม ถ้ารู้ความจริงของตัวทุกข์
จะรู้ความจริงว่าไม่มีคนไม่มีสัตว์ไม่มีเราไม่มีเขา มีแต่รูปธรรมกับนามธรรมล้วนๆ เลย
แต่เพราะความไม่รู้ความจริงนี่แหละ
ก็เลยไปหยิบฉวยเอารูปธรรมนามธรรมขึ้นมาเป็นตัวเรา ของเรา
เป็นคนเป็นสัตว์เป็นเราเป็นเขาขึ้นมา


นี่ท่านหัดดูลงไปนะ จนทำลายอวิชชาได้ ทำลายความเห็นผิด ในตัวทุกข์ ในกองทุกข์
ก็คือในกองของขันธ์ ๕ ในตัวรูปธรรมนามธรรมได้
ไม่ยากนะที่เราจะค่อยๆ กลับ ภาวนาจนกระทั่งมันทวนเข้าไปเห็นตรงนี้
แต่ต้องอดทน อดทนคอยรู้รูปธรรม คอยรู้นามธรรมที่กำลังปรากฏ
ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ ขั้นตอน ถ้าพูดจริงๆ ก็คือรูปธรรมกับนามธรรมทั้งนั้นแหละไม่มีอย่างอื่นหรอก
วนเวียนอยู่ในรูปธรรมนามธรรมทั้งหมดเลย
เพราะฉะนั้นถ้าเราอยากรู้แจ้งปฏิจจสมุปบาท อยากรู้แจ้งอริยสัจที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้
เราก็คอยรู้อยู่ที่รูปธรรม นามธรรม
ในที่สุดพระพุทธเจ้าท่านก็รู้จริงว่า ในความเป็นจริงไม่มีอะไร
ทุกสิ่งทุกอย่างมีแต่สภาวธรรมที่เกิดขึ้นมาอยู่ชั่วคราวแล้วก็สลายตัวไป
ถ้าไม่ยึดไม่ถือก็ไม่มีอะไรเลย ถ้าหลงไปยึดไปถืออยู่ความทุกข์ก็เกิดขึ้นเยอะแยะไปหมดเลย
เกิดทีไรก็เป็นทุกข์ทุกที เราเกิดเองก็ทุกข์ คนอื่นเกิดก็มีแต่ทุกข์
มีแต่ทุกข์เกิดขึ้น มีแต่ทุกข์ตั้งอยู่ มีแต่ทุกข์ดับไป นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรเลย
นี่ปัญญาตรัสรู้เกิดขึ้นตรงนี้ พอท่านตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า
ท่านก็ออกมาสอนนะ ออกมาสอนธรรมะพวกเรา



หลวงพ่อปราโมทย์ ปราโมชฺโช


จากคอลัมน์ "ธรรมะจากพระผู้รู้" นิตยสารธรรมะใกล้ตัว ฉ.๑๐๕
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
1



#19 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11842
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 14/10/2010 - 20:25

:72:



อ้างอิง

ถาม – ถ้าอยากรู้ตามพระ พุทธเจ้าบ้าง จะต้องหัดรู้หัดดูอย่างไรครับ


:09:


พวกเราอยากรู้ตามท่านเราก็ ต้องดูตามท่าน
ท่านดูรูปธรรมนามธรรม เราก็ดูรูปธรรมนามธรรมของตัวเอง ไม่ต้องไปดูของคนอื่น
ถ้าไปดูรูปธรรมนามธรรมของคนอื่นมักจะเกิดกิเลสนะ
ดูรูปธรรมนามธรรมของตัวเองมักจะลดละกิเลสได้ ค่อยๆสังเกตลงไป
การรู้รูปธรรมนามธรรมของตัวเอง ไม่ใช่เรื่องยาก
มันยากเฉพาะคนที่ไม่ดู เราละเลยที่จะดูเท่านั้นเอง
ถ้าเราอยากจะดู เราคอยรู้คอยดูไม่ใช่เรื่องยากที่เราจะรู้กายของตัวเอง รู้จิตใจของตัวเอง
ทุกคนรู้กายรู้ใจของตัวเองได้อยู่แล้ว แต่ละเลยที่จะรู้ มันมีแค่นั้นเอง
เราชอบใจลอย นึกออกไหม เราชอบใจลอย เราชอบคิดถึงคนอื่น คิดถึงสิ่งอื่น
เราชอบคิดถึงอดีต คิดถึงอนาคต
อดีตไม่มีรูปธรรมนามธรรมในขณะนี้ อนาคตรูปธรรมนามธรรมนี้ยังไม่เกิดขึ้น
อดีตนั้นรูปธรรมนามธรรมที่เคยมีอยู่ก็ดับไปหมดแล้ว

เราชอบคิดไปอดีตชอบคิดไป อนาคต เราทิ้งรูปธรรมนามธรรมที่มีอยู่ในปัจจุบันไป
หรือสนใจรูปธรรมนามธรรมที่เป็น ปัจจุบัน ก็ผ่าไปสนใจรูปธรรมนามธรรมของคนอื่น
เช่นอยากรู้ใจคนอื่น แต่ละคนแปลกนะอยากรู้ใจของคนอื่น
เราสนใจนะที่จะอยากมีคนรู้ใจ เราอยากให้คนอื่นรู้ใจเรา แล้วเราก็อยากรู้ใจคนอื่น
นึกออกไหม เราไม่อยากรู้ใจตนเอง ยกเว้นเราอยากมีคนรู้ใจ
แต่ตัวเอง ใจตัวเองไม่รู้หรอก เนี่ย เราไปหวังอะไรที่ไร้สาระมาก
ลองหัดมารู้ใจตัวเอง ทำตัวเป็นคนรู้ใจตัวเองซะบ้าง
แล้วจะพบว่าไม่ยากหรอกที่จะรู้ใจตัวเอง
ร่างกายของเราก็คอยรู้สึกสิ มันมีอยู่แล้ว คอยรู้สึกมันเรื่อยๆ
มันยืนอยู่ก็รู้ มันเดินอยู่ มันนั่งอยู่ มันนอนอยู่ มันหายใจเข้า มันหายใจออก ก็คอยรู้ไป มันจะยากอะไร

เราสนใจที่จะรู้กายคนอื่น เราสนใจที่จะดูกายคนอื่น สนใจที่จะรู้ใจคนอื่น
สนใจที่จะให้คนอื่นเขาสนใจตัวเรา สนใจที่จะให้คนอื่นมารู้ใจตัวเรา
เรื่องไร้สาระทั้งหมดเลย ของที่เป็นสาระแก่นสารกับชีวิตแท้ๆ เราไม่เอา
ลองกลับมารู้สึกอยู่ในกาย รู้สึกอยู่ในใจ สนใจในร่างกายตนเอง สนใจในจิตใจของตนเอง
คอยดูว่าขณะนี้ร่างกายเป็น อย่างไร คอยดูว่าขณะนี้จิตใจเป็นอย่างไร
ไม่ใช่เรื่องยากที่จะรู้ อย่างร่างกายเป็นอย่างไร ในขณะนี้ร่างกายนั่ง
ร่างกายนั่งอยู่ รู้สึกลงมา ร่างกายมันนั่ง แต่ไม่ใช่นั่งเพ่งมันนะ
ไม่ใช่ไปรู้สึกใจแข็งๆ เครียด จ้องไม่ให้กะพริบตา ไม่ใช่
แค่รู้สึกถึงความมีอยู่ของร่าง กาย แล้วมันอยู่ในอิริยาบถอะไรก็แค่รู้สึกไป
ไม่ต้องเอาตาไปดู รู้ด้วยใจนะ รู้ด้วยใจ
เราหลับตา เรายกมือเราก็รู้สึกใช่ไหม รู้สึกถึงมันไว้ รู้สึกถึงร่างกายไว้
เรารู้สึกถึงร่างกายบ่อยๆ ใจเราเป็นแค่คนรู้สึก
เราจะพบว่าร่างกายกับจิตใจเนี่ยเป็นคนละส่วนกัน เป็นคนละส่วนกัน

พวกเราลองทำใจให้สบายนะ หลับตาซะหน่อยก็ได้ เพื่อความเท่ห์ดูเป็นนักปฏิบัติ
หลับตาซะหน่อยก็ได้ ลืมตาแล้วหน้าทะเล้นไป
หลับตานะแล้วลองเคลื่อนขยับมือดู อย่าไปตีเอาหัวชาวบ้านนะ ขยับใกล้ๆ ของตัวเอง
ลองขยับมือดูก็ได้ จะยกแขนยกอะไร เบาๆก็ได้ รู้สึกไหมร่างกายมันเคลื่อนไหว
รู้สึกไหม เห็นไหมใจเราเป็นคนรู้ เราไม่ได้เอาตาไปดู แต่ใจเราเป็นคนรู้
บางคนนั่งพยักหน้า ง็อกๆ ง็อกนะ เห็นไหมร่างกายพยักหน้า
ร่างกายนี้เป็นสิ่งที่ใจไปรู้เข้า หัดอย่างนี้นะลองดู

ไม่นานเลยเราจะพบว่าร่างกายกับจิตใจเนี่ยเป็นคนละอันกัน เป็นคนละส่วนกัน
พอคนละส่วนกันแล้วร่างกายยืนอยู่ เราก็รู้ชัดเลยว่าร่างกายมันยืนอยู่
ไม่ใช่เรายืนอีกต่อไปแล้ว รูปธรรมมันยืนอยู่ นามธรรมมันเป็นคนดู
รูปธรรมคือร่างกายมันนั่งอยู่ นามธรรมคือใจมันเป็นคนไปดู
เพราะฉะนั้นรูปธรรมกับนามธรรม นี้เป็นคนละอันกัน ลองดูนะ ลองกลับบ้านดู
คนไหนที่ยังแยกรูปนามไม่ได้ ลองทำอย่างที่หลวงพ่อบอกเมื่อกี้นี้นะ ลองทำดู
นั่งหลับตาให้สบาย อย่าเคร่งเครียด แล้วก็ขยับตัวไป
ขยับไปๆ แล้วก็แค่รู้สึกนะ แค่รู้สึกถึงว่าร่างกายมันขยับๆ
รู้สึกไปเรื่อยๆ จะเห็นเลย ใจเรารู้มัน เราไม่ได้รู้ด้วยตา ขยับแล้วใจเราไปรู้มัน
เนี่ยร่างกายกับจิตใจคนละอันกัน



หลวงพ่อปราโมทย์ ปราโมชฺโช


ศาลากาญจนาภิเษกอนุสรณ์
วันอาทิตย์ที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๓


จากคอลัมน์ "ธรรมะจากพระผู้รู้" นิตยสารธรรมะใกล้ตัว ฉ.๑๐๕


:09: :09: :09:
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
2



คำตอบต่อไป: เภตรา - เภตรา - เสรีชน 1 - เภตรา - กอบ - เภตรา - เภตรา - เภตรา - ชัยมงคล - เภตรา - บุญรักษา - nine - เภตรา - หาทางดับทุกข์ - พุทธฏีกา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - บัวจงกลนี - หาทางดับทุกข์ - หาทางดับทุกข์ - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - น้องบู - เนยยะ - เภตรา - เภตรา - บัวจงกลนี - เนยยะ - เภตรา - บัวจงกลนี - บัวจงกลนี - เภตรา - บัวจงกลนี - เภตรา - เนยยะ - เภตรา - เนยยะ - เภตรา - watt - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เนยยะ - หาทางดับทุกข์ - หาทางดับทุกข์ - เภตรา - เภตรา - เภตรา - Master Peace - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - หาทางดับทุกข์ - เภตรา - เภตรา - หาทางดับทุกข์ - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เสรีชน 1 - เภตรา - เนยยะ - เภตรา - เภตรา - เภตรา - หาทางดับทุกข์ - หาทางดับทุกข์ - หาทางดับทุกข์ - เภตรา - หาทางดับทุกข์ - พุทธฏีกา - เภตรา - หาทางดับทุกข์ - เภตรา - หาทางดับทุกข์ - ธรรมอุทิศ_261249 - เภตรา - ธรรมอุทิศ_261249 - เภตรา - gmail51_wan - เภตรา - gmail51_wan - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - หาทางดับทุกข์ - เภตรา - เภตรา - ธรรมอุทิศ_261249 - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - ธรรมอุทิศ_261249 - เภตรา - ธรรมอุทิศ_261249 - เภตรา - เภตรา - ธรรมอุทิศ_261249 - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - จันทร์กลางใจ - เภตรา - เภตรา - เภตรา - ธรรมอุทิศ_261249 - เภตรา - ชัยมงคล - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - ชัยมงคล - เภตรา - หาทางดับทุกข์ - เภตรา - ชัยมงคล - เภตรา - ชัยมงคล - หาทางดับทุกข์ - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - ธรรมอุทิศ_261249 - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - คนที่เก้า - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - ธรรมอุทิศ_261249 - เภตรา - บัวจงกลนี - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - ชัยมงคล - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - แต่ไม่รู้ - เภตรา - บูมบูม - แต่ไม่รู้ - เภตรา - เภตรา - แต่ไม่รู้ - เภตรา - เภตรา - แต่ไม่รู้ - เภตรา - แต่ไม่รู้ - เภตรา - แต่ไม่รู้ - เภตรา - แต่ไม่รู้ - แต่ไม่รู้ - เนยยะ - เภตรา - ชัยมงคล - เภตรา - ชัยมงคล - เภตรา - เภตรา - เภตรา - แต่ไม่รู้ - เภตรา - แต่ไม่รู้ - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - ปล่อยรู้ - เภตรา - เภตรา - แต่ไม่รู้ - เภตรา - เภตรา - ปล่อยรู้ - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - รุ่งแจ้ง - แต่ไม่รู้ - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - แต่ไม่รู้ - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - แต่ไม่รู้ - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - แต่ไม่รู้ - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - แต่ไม่รู้ - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - แต่ไม่รู้ - เภตรา - เภตรา - แต่ไม่รู้ - เภตรา - เภตรา - แต่ไม่รู้ - เภตรา - เภตรา - แต่ไม่รู้ - เภตรา - แต่ไม่รู้ - เภตรา - ปล่อยรู้ - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - ปล่อยรู้ - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - แต่ไม่รู้ - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - แต่ไม่รู้ - แต่ไม่รู้ - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - แต่ไม่รู้ - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - แต่ไม่รู้ - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - แต่ไม่รู้ - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - ประภัสร์ - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - ประภัสร์ - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - ประภัสร์ - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - ณรงค์ชัย - เภตรา - ณรงค์ชัย - เภตรา - ณรงค์ชัย - เภตรา - ณรงค์ชัย - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - ณ ฟ้า - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - ณ ฟ้า - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - ลูกโป่ง - เนยยะ - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เนยยะ - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - มันเป็นเช่นนั้นเอง - เภตรา - เภตรา - เนยยะ - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - sssboun - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา - เภตรา -
  • (67 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • 3
  • สุดท้าย »
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • ท่านไม่สามารถตอบกลับกระทู้นี้ได้

1 ผู้ใช้กำลังอ่านกระทู้นี้
0 สมาชิก, 1 ผู้เยี่ยมชม, 0 ผู้ใช้ที่ไม่ระบุชื่อ