ลานธรรมเสวนา: เหนื่อยจังค่ะ - ลานธรรมเสวนา

เข้าไปดูเนื้อหา

  • (2 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • กระทู้นี้ถูกล็อค

เหนื่อยจังค่ะ ให้คะแนนกระทู้: -----

#0 ผู้ใช้ออฟไลน์   น้ำเต้าหู้ ไอคอน

  • ตอบ 100+
  • Pip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 169
  • สมัคร: 02/04/2007

ตอบ: 14/07/2010 - 15:40

ตอนนี้เป็นช่วงที่เรารู้สึกเหนื่อยมากๆกับการทำงาน จนกระทั่งรู้สึกเลยว่าสุขภาพแย่ลงอย่างเห็นได้ชัด
จิตใจก็พลอยจะแย่ลงไปกับร่างกายด้วย สติที่เคยมั่นคงกว่านี้ก็เลยพลอยกระจายไปซะดื้อๆ T-T
อยากรู้ว่าเพื่อนๆ พอจะมีวิธีคลายความทุกข์ทางกายพร้อมๆกับทุกข์ทางใจอย่างไรบ้างคะ
0


  • (2 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • กระทู้นี้ถูกล็อค

การตอบอื่นๆต่อกระทู้นี้



#1 ผู้ใช้ออฟไลน์   พณิชณัชฐา ไอคอน

  • ตอบ 100+
  • Pip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมทั่วไป
  • ตอบ: 159
  • สมัคร: 22/09/2009

ตอบ: 14/07/2010 - 15:49

บางวันเราอ่อนเพลียเมื่อยหล้ากับสิ่งที่เจอในปัจจุบัน คงมีบางคนท้อใจ ท้อกายเหนื่อย เบื่อหน่ายกับชีวิต
ข้าพเจ้าก็เคยเจอกับตนเองเช่นกันความรู้สึกนี้บอกได้ว่าจิตเริ่มหล้า ร่างกายเริ่มเบื่อหน่าย อยากไปใช้ชีวิต
ที่สงบในป่าหรือที่อื่นสักที่ก็ได้เพียงลำพัง ไม่พูดคุยกับคนมากมาย ตอนนั้นรู้สึกว่ายิ่งพูดยิ่งเจอคนเยอะยิ่ง
เหนื่อย เมื่ออาการเหล่านี้เกิดขึ้นจิตก็คล้ายๆที่จะอยากปลงสังขาลออกบวชให้เสียสิ้นกิเลส ตัณหา เข้าสู่
สมณชีพรามณ์หรือนักบวชไป แต่เมื่อข้าพเจ้าเบื่อหน่ายอย่างนี้อยู่หลายวันก็ได้นั่งพิจารณา ทบทวนความ
เป็นไป พร้อมทั้งกับมีผู้คอยเตือนล่วงหน้า เมื่อถึงภาวะที่ต้องคิดให้ละเอียดก็ได้หยิบยกคำพูดของแต่ละคน
มาทบทวน พร้อมทั้งสิ่งที่เรากระทำอยู่ ในที่สุดทุกอย่างก็กระจ่าง


ข้าพเจ้าคิดว่าเราต้องทำหน้าที่ของเรา ตามแนวทางของเราที่ดี ถูกต้อง การหนี
หายไปไม่ได้ช่วยให้ใจของเราสบายขึ้นได้ แถมยังพลอยทำให้คนที่รักและห่วงเราเดือดร้อน เป็นทุกข์
เมื่อข้าพเจ้าคิดได้ว่าเราตัดกิเลสท่ามกลางกิเลสที่หนาเตอะ เราต้องสู้กับปัญหาให้ได้ปัญญาถึงเกิด
เราถึงจะสามารถชี้ทางนำทางคนอื่นพร้อมช่วยคนอื่นได้


การหนีปัญหา ออกบวชเพียงลำพัง หรือเอาความสุขใจเฉพาะตนคงไม่เหมาะกับสังคมปัจจุบัน เช่นนั้นแล้วเราควร
ไม่ถอยไปจากปัญหาแต่ให้แก้ปัญหาพร้อมกับการก้าวเดินสู่ทางธรรมที่บริสุทธิ์ ตามธรรมชาติที่เป็นอยู่ ความเหนื่อย
หน่าย ความอ่อนหล้าต่างๆก็พลอยหายสิ้นไป ข้าพเจ้าคิดว่าหลายคนเคยมีความคิดคล้ายๆกับข้าพเจ้า แต่อาจจะมี
ลักษณะที่แตกต่างกัน เช่น


- บางคนเจอปัญหาเรื่องเงิน หารายได้ไม่ทันรายจ่าย ติดหนี้มากมายท้อแท้เบื่อหน่าย ต้องการหนีไปไม่ให้ใครเจอก็มี
แต่ข้าพเจ้าคิดว่า เราควรสู้กับมันถ้าเราทิ้งปัญหาไว้คนอื่นก็เดือดร้อนตาม เช่น ลูก เมีย เป็นต้น ข้าพเจ้าเข้าใจในจุด
นี้ที่บางคนถึงกับอยากฆ่าตัวตาย นั่นเป็นทางออกที่ไม่ถูกต้อง การลุกขึ้นต่อสู้พร้อมกับใช้ธรรมะพาจิตที่มั่นคงไม่อ่อน
ไหว ไปกับกิเลสมากมายก็สามารถผ่านอุปสรรคไปได้ในสักวัน


แล้วธรรมะมาเกี่ยวอะไรกับการต่อสู้ดิ้นรนทำมาหากินละ? เกี่ยวอย่างมากเลย เมื่อเราจำเป็นที่ต้องใช้เงิน ซื้อ
ของจับจ่ายในชีวิตประจำวัน เราก็จำเป็นต้องหา แล้วหาเงินมาอย่างไร ถ้าคนดีมีศีลธรรมก็จะประกอบอาชีพสุจริต
บางคนไร้ซึ่งธรรมะก็ทำอาชีพที่เบียดเบียนสังคม ปล้นชิง วิ่งราว ค้ามนุษย์ ค้ายาเสพติด หรือแม้แต่หาเงินจากความ
ศรัทธาของมนุษย์ เป็นต้น การที่ชีวิตเราจะรุ่งเรืองหรือตกอับ ก็เป็นช่วงที่เราตัดสินใจประกอบอาชีพหารายได้มา ถ้า
เราเลือกอาชีพที่สุจริต เช่น ค้าขาย ครู พยาบาล อื่นๆที่เป็นอาชีพที่ไม่สร้างความเดือดร้อนให้สังคม การงานที่ทำก็
จะดีขึ้นไป แต่หากเราเลือกทางที่ผิด เช่นค้ามนุษย์ ค้ายาเสพติด เล่นการพนัน เรี่ยไรเงิน เป็นต้น อาชีพที่ไม่สุจริตเหล่า
นี้จะพลอยทำให้เราต้องอับจนในวันหน้าอย่างแน่นอน


ธรรมะสำคัญมากในเรื่องเหล่านี้ หากจิตเรามีธรรมะคอยเตือนให้เลือกทางที่ดีถูกต้องแล้ว ความเลวร้ายในชีวิต
ก็จะน้อยกว่าผู้ที่เลือกทางเดินแบบผิดๆ บางคนอาจกล่าวว่าประกอบอาชีพสุจริตมาตลอด แต่ไม่เคยได้ดีเลย
จนกว่าเดิม แถมมีแต่ปัญหามากมายทั้งครอบครัว การงาน เช่นลูกเกเร ที่ทำงานเจอแต่คนนินทา เป็นต้น เหตุการณ์นี้
มีเกิดขึ้นมากมายในสังคม ที่เมื่อเราเกิดทุกข์ เกิดปัญหาที่มาจากการประกอบอาชีพของเรา แล้วเราก็โทษอาชีพ โทษ
ชะตาฟ้าดิน นี่เป็นความคิดที่ไม่ถูกต้องเพราะข้าพเจ้าอยากให้เรามองย้อนกลับดูที่ความประพฤติ การกระทำของเรา
ด้วยก่อนจะกล่าวหาสิ่งอื่น อาชีพ ตำแหน่ง หรืองานที่เรากระทำอยู่สุจริตแล้วก็พึงทำต่อแต่ควรให้มองที่การกระทำของ
เราเป็นหลักที่ทำให้ก่อเกิดปัญหาได้ เพราะมีบางคนเคยมานินทาเจ้านายให้ฟังบ้าง เคยด่าทอคนอื่นลับหลังเป็นต้น จิต
เหล่านี้เกิดจากการกระทำของเรา เบื้องหน้าเบื้องหลังของแต่ละคนอาจแตกต่างกัน แต่คนที่รู้จักเรามากที่สุดคือตัวเรา
นั่นเอง ผู้ที่จะแก้ก็คือตัวเราแก้ที่ตัวเราก่อนเป็นสำคัญ

-บางคนเจอมรสุมชีวิต สามีหรือภรรยาไปมีคนใหม่ ทิ้งภาระให้รับผิดชอบมากมาย เบื่อหน่ายไม่อยากรับผิดชอบ
ไม่อยากทำอะไรเลย เป็นต้น จิตท้อแท้อย่างหนัก สภาพกายและใจย่ำแย่ ต้องรีบปรับแก้เป็นการด่วน เมื่อจิตเราเป็น
เช่นนี้เราจะทำอย่างไร? หาที่สงบพักใจสักพักไหมใช้ธรรมะมาช่วย หรือเราจะหนีหายจากสังคมเข้าป่าไปเลย บางคน
กลับคิดตรงกันข้ามคือทำความชั่วให้สุดๆกินเหล้าเมายาเป็นต้น ซึ่งทางออกแบบนี้ไม่ดีแน่นอน

อันดับแรกเรามาพักจิตสักพัก นิ่งสงบคลายเครียดสบายใจแล้วก็ต้องลุกสู้ต่อไป ไม่ทิ้งลูกหรือภาระที่เรารับ
ผิดชอบอยู่เสียหาย และไม่โทษคนอื่น เพราะการกล่าวโทษจะทำให้เรากลับมาเป็นทุกข์วนเวียนไม่จบสิ้น ทำหน้าที่
ต่อไปจนถึงที่สุดคือทางออกที่ดีกว่าการยอมแพ้ปัญหา


ลักษณะตัวอย่างข้างต้นเป็นเพียงบางส่วนของปัญหาชีวิตที่คนเราพบเจอกันในสังคม บางคนหนักกว่านี้หลายเท่า
บางคนก็มีไม่มากเบาบางกว่า แต่เชื่อว่าทุกคนต้องเคยเจอปัญหาจนทำให้ท้อแท้ เบื่อหน่าย เศร้าเสียใจ ซึ่งให้เรามอง
สิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้เป็นวิถีธรรมชาติของสภาวะบนโลก สภาวะธรรมชาติของจิตใจ เมื่อเกิดก็ต้องรีบแก้ปรับสภาพจิตให้
สมดุล โดยการสู้กับปัญหา หาทางออกที่ถูกต้อง ใช้ธรรมะในใจทำในสิ่งที่ดี ถูกต้อง ไม่จำเป็นที่จะต้องหลีกหนีปัญหาไป
เพราะการหนีไม่ใช่ทางแก้ที่ต้นเหตุเป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะตน คนอื่นเดือดร้อนตามมา ฉะนั้นแล้วจึงอยากให้กำลัง
ใจผู้ที่กำลังท้อแท้ เหน็ดเหนื่อย ไม่ว่าจะเจอกับปัญหาอะไรทั้งสิ้น จงลุกขึ้นสู้ต่อไป ปรับจิตให้สมดุลและมั่นคง นำความดี
ที่มีอยู่ผสมผสานกันก่อเกิดเป็นหนทางการแก้ปัญหาได้อย่างถูกต้อง เชื่อว่าทุกคนจะต้องผ่านอุปสรรคและปัญหาต่างๆไป
ได้อย่างแน่นอนคะ



อุปสรรคปัญหามีมาแก้ ใช่ท้อแท้แค่เดินหนีแล้วหนี้หาย
ใช่จะออกจากบ้านเดินเข้าป่าไป บวชแต่กายแต่ใจใยร้อนรุม
หนีปัญหาใช่ทางวางความสุข กลับเป็นทุกข์เสริมเพิ่มมรสุม
ครอบครัวเดือดร่างใจกายร้อนรุ่ม ไม่ใช่กลุ้มแล้วหนีมิดีเลย
ให้นั่งคิดพักสงบจนพบสุขเคย กายก็เลยลุกใจก็สู้อย่าอยู่เฉย
พร้อมธรรมนำสู้กู้วิกฤติพิชิตเลย สักวันเอยคงจะแก้ทุกปัญหาพาได้ดี
หนีอย่างไรก็ไม่ได้ถ้าใจเจ็บ ควรจะเย็บด้วยธรรมนำสุขศรี
บาดแผลลึกอย่างไรก็หายดี เมื่อเรามีธรรมนำช่วยอำนวยชัย
สู้ต่อไป ก้าวต่อไปดัวยตัวและหัวใจ แม้ยากดีมีจนทนเข้าไป
ลุกเดินได้ไม่ประมาทแม้พลาดไกล สักวันได้สมฤดีสุขศรีเอย
เพียงพบพาน เพื่อผ่านภพ
2



#2 ผู้ใช้ออฟไลน์   ม่านหมอก ไอคอน

  • ตอบ 500+
  • PipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 996
  • สมัคร: 23/09/2006

ตอบ: 14/07/2010 - 16:24

อนุโมทนาน้องพณิชณัชฐาด้วยค่ะ :09:

ทำงานให้พอดีกับหน้าที่และกำลังค่ะ
วันลากิจ ลาพักร้อน ก็ต้องใช้บ้าง
ผ่อนคลายด้วยการไปคลุกคลีกับธรรมชาติ วัด ป่าเขาลำเนาไพร และ ทะเล(บ้านเราฮี่ๆๆ)

แล้วก็หาความสงบเข้าสู่จิตใจ โดยการปฎิบัติธรรม

และนอนหลับพักผ่อนให้เต็มที่
หาเวลาออกกำลังกายบ้าง อันนี้สำคัญกับร่างกายสุดๆ
การออกกำลังกายคือยาอายุวัฒนะ
อีกทั้งป้องกันการเสื่อมโทรมของร่างกาย
ได้อย่างธรรมชาติที่สุด
[b]เวลาที่ผ่านไป พาใจกายเปลี่ยนแปลง
ไม่มีอะไรเที่ยงแท้ ไม่มีแม้แต่จะจีรัง[/b]
2



#3 ผู้ใช้ออฟไลน์   failogy ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกผู้อ่านอย่างเดียว
  • ตอบ: 1792
  • สมัคร: 14/01/2008

ตอบ: 14/07/2010 - 17:15

แสดงข้อความที่โพสต์น้ำเต้าหู้ [ 14/07/2010 - 15:40 ]

ตอนนี้เป็นช่วงที่เรารู้สึกเหนื่อยมากๆกับการทำงาน จนกระทั่งรู้สึกเลยว่าสุขภาพแย่ลงอย่างเห็นได้ชัด
จิตใจก็พลอยจะแย่ลงไปกับร่างกายด้วย สติที่เคยมั่นคงกว่านี้ก็เลยพลอยกระจายไปซะดื้อๆ T-T
อยากรู้ว่าเพื่อนๆ พอจะมีวิธีคลายความทุกข์ทางกายพร้อมๆกับทุกข์ทางใจอย่างไรบ้างคะ


ชาวนาจะไม่บ่นแบบนี้เลยนะครับ เพราะว่างานของเค้าได้อยู่กับธรรมชาติจึงไม่เครียด และได้ออกกำลังไปในตัว ร่างกายจึงแข็งแรง(ยกเว้น ตอนธรรมชาติไม่เป็นใจ/ใช้ยาฆ่าแมลง/ผลิตราคาตกต่ำ/เป็นหนี้)
การพักผ่อนของชาวนาก็ง่ายๆ คือ นอน หรือคนปฏิบัติธรรมอาจจะนั่งสมาธิ ... แสนจะเรียบง่าย

คนสมัยนี้ส่วนมากทำงาน office ใช้ความคิดทั้งวัน ตีกับเพื่อนร่วมงาน โดนเร่งเป้า เจ้านายกดดัน จึงเคร่งเครียด แถมได้ขยับตัวนิดหน่อยๆ ส่วนมากได้ขยับแค่นิ้ว ร่างกายจึงอ่อนแอ

การพักผ่อน แค่นอน หรือนั่งสมาธิ อาจไม่พอ จึงควรเป็นการเคลื่อนไหว ใช้แรงด้วย พร้อมทั้งทำจิตให้ผ่อนคลายด้วย เช่น โยคะ รำมวยจีน เป็นต้น

ที่กล่าวไปก็คงเป็นการพักผ่อนในชีวิตประจำวัน เพื่อปรับร่างกายให้สมดุล

แต่ถ้าจะเอาแบบจานด่วนหน่อย ก็มีหลายรูปแบบ เช่น ไปเที่ยว ไหว้พระ ทำบุญ ปลูกต้นไม้ อาบน้ำหมา นวดสปา ฯลฯ (แล้วแต่ชอบ)

ที่พูดมา ร่างกาย จิตใจ ของผมเองก็ใช่ว่าจะดีซักเท่าไหร่ เพียงแต่อยากจะแนะนำ :96:

ขอให้ร่างกาย จิตใจ กลับสู่สมดุลไวๆ นะครับ :33:
ไม่ต้อง ไม่ตั้ง, ไม่อาลัยกับอะไร
เกาะไม่ติด ยึดไม่อยู่ ... อยู่แล้ว
0



#4 ผู้ใช้ออฟไลน์   failogy ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกผู้อ่านอย่างเดียว
  • ตอบ: 1792
  • สมัคร: 14/01/2008

ตอบ: 14/07/2010 - 17:18

อ้อ คุ้นๆว่า คุณน้ำเต้าหู้ เข้าไปเม้นในกระทู้ Clever man ของผม
ลองเอาตามนั้นก็ได้นะครับ :01:
ไม่ต้อง ไม่ตั้ง, ไม่อาลัยกับอะไร
เกาะไม่ติด ยึดไม่อยู่ ... อยู่แล้ว
0



#5 ผู้ใช้ออฟไลน์   govit2552 ไอคอน

  • ตอบ 2000+
  • PipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 2116
  • สมัคร: 28/06/2009

ตอบ: 14/07/2010 - 20:27

เอานี่ไปฟัง เล่นๆ
http://ia331337.us.a...CD211_sizeS.WMV

สมาธิ แยกกาย แยกจิตได้ ดับเวทนากล้าได้

และวาทะ จิตไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย
ยังงมงาย.... เมื่อเห็นว่าพระไตรปิฏก มีส่วนถูกแค่ 30 เปอร์เซนต์ หรือไม่ถึงด้วยซ้ำ
เลิกงมงาย... เมื่อเห็นว่าพระไตรปิฏก กว่า 90 เปอร์เซนต์ ถูกต้องตรงตามนั้น

ขอแนะนำครับ
http://www.vitwong.blogspot.com/
0



#6 ผู้ใช้ออฟไลน์   น้ำเต้าหู้ ไอคอน

  • ตอบ 100+
  • Pip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 169
  • สมัคร: 02/04/2007

ตอบ: 14/07/2010 - 20:45

ขอบคุณทุกคนที่ให้กำลังใจนะคะ :09:
0



#7 ผู้ใช้ออฟไลน์   แนนนี่ ไอคอน

  • ตอบไม่มาก
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 58
  • สมัคร: 23/08/2006

ตอบ: 14/07/2010 - 21:49

สู้ ๆ นะค่ะ เป็นกำลังใจค่ะ :33: :33:
เหนื่อยนักก็หยุดพักผ่อน ถือเอาวันหยุดนอนหลับให้เพียงพอ ไปเที่ยวธรรมชาติ ทำอะไรตามที่ใจอยากทำ
พอกายดีขึ้น ใจก็จะดีขึ้น :97:
นาเองก็เป็นคนหนึ่งที่มีอาการแบบนี้ ป่วย หาย ป่วย หาย ตอนนี้เข้าพึ่งพิงเว็บลานธรรมแห่งนี้หล่ะค่ะเป็นยา :01:
เกิด ตั้งอยู่ ดับไป
0



#8 ผู้ใช้ออฟไลน์   สุนทรีย์รู้จิต ไอคอน

  • ตอบ 200+
  • Pip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 279
  • สมัคร: 12/05/2007

ตอบ: 14/07/2010 - 22:24

หายเร็วๆ น่ะครับ ทำใจให้สบาย ฟังเพลงเพราะๆ ไปนวดแผนไทยบ้าง บางครั้ง ทำกายให้ดีก่อนแล้วจิตจะตามมาครับ จัดที่พักอย่าให้รก เมื่อถึงเวลาฟังผ่อนขอให้เป็นเวลาพักผ่อนจริงๆครับ ตัดความกังวลออกไป ให้ได้ครับ
ตัดยังไง รู้ว่าจิตคิดสติก็เกิดแล้วครับ ดูไปเรื่อยๆ หากจิตยังไม่มีกำลังก็ไปสวดมนต์ซะครับ หาเวลาเข้าวัด ทำบุญด้วยยิ่งดีครับ หายไวๆน่ะครับ คุนเต้าหู้
0



#9 ผู้ใช้ออฟไลน์   ผู้สันโดษ ไอคอน

  • ตอบ 400+
  • Pip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 483
  • สมัคร: 22/03/2006

ตอบ: 15/07/2010 - 06:04

หือ.... เหนี่อยนักก็พักบ้างนะครับ ดูแลตัวเองบ้าง

ผมชอบที่ กทท. ซับไดเรทเตอร์ ที่ว่า....... กอดฟ้า กอดน้ำ กอดต้นหญ้า แล้วให้ต้นไม้กอด
กอดเรือเล็ก กอดเรือใหญ่ กอดโกงกาง แล้วนอนกางให้กอด
กอดหินยักษ์ กอดหินเรด้าห์ กอดถ้วยฟีฟ่า
กอดน้อยหน่า กอดมังคุต กอดทุเรียน..ระวังหนาม
กอดลิง ให้ลิงกอด กอดฮิปโป กอดปลา แล้วให้ปลากอด
กอดกองฟาง กอดหุ่นไล่กา กอดดอกไม้ กอดผีเสื้อ..สมุทร
ลงไปกอดทะเลใส ขึ้นไปกอดทะเลหมอก.........ออกไปกอดเมืองไทยให้หายเหนื่อย

:33: :99:

การโพสต์นี้ได้ถูกแก้ไขโดย ผู้สันโดษ: 15/07/2010 - 06:06

1



#10 ผู้ใช้ออฟไลน์   ศิริรัชฎา ไอคอน

  • ตอบ 500+
  • PipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 545
  • สมัคร: 18/07/2007

ตอบ: 15/07/2010 - 07:46

เหนื่อย หรือเบื่อกันแน่คะ ลองตรวจสอบความรู้สึกก่อน จะได้ทำตัวถูก ถ้าเหนื่อยกายก็พักผ่อน เหนื่อยใจ หรือเบื่อ ก็ลองออกไปข้างนอก ดิฉันมักจะขี่จักรยานออกไปนอกบ้านเมื่อรู้สึกเบื่อ เมื่อวานออกไปเจอกิจกรรมทีนพ้อยท์ ของวิทยาลัยอาชีวะ ก็เข้าไปเรียนวาดรูปกับเขาด้วย(ทั้งที่วัยไม่ทีนมานานแล้ว) เลยได้เพื่อนใหม่มาอีก 2 คน แลกเบอร์ไว้แล้ว คราวหน้าจะไปร่วมกิจกรรมและนำลูกปัดที่มีอยู่ไปสนับสนุนคอร์สร้อยลูกปัดด้วย ได้เห็นอะไรดีๆ สนุก มากมาย การชาร์จไฟให้ชีวิต ทำได้ทุกวันค่ะ ลองปรับ
ไลฟ์สไตล์ดู เริ่มต้นวันใหม่ด้วยน้ำดื่มสะอาด น้ำผลไม้ และแอปเปิล สักลูก แทนที่ตื่นปุ๊บ กาแฟปั๊บ ที่เคยชิน(เห็นหลายคนทำแบบนั้นค่ะ) และพยายามให้ผัก ผลไม้ เข้าไปแทรกแซงในอาหารของคุณทุกมื้อ อย่าสร้างระบบว่า เช้าต้องกาแฟ กลางวันต้องจานด่วนหรือก๋วยเตี๋ยว เย็นต้องเต็มที่หน่อย ผัดเผ็ด ไข่เจียว ต้มยำ ไม่ ไม่ ดิฉันอาจกินข้าวกับน้ำพริกกะปิตอนสายๆได้ เพราะเย็นมักจะงด จึงกินอาหารที่อยากกินในมื้อไหนก็ได้ (หลังผลไม้ตอนเช้า) และไม่กินในปริมาณมากค่ะ เย็นถ้าหิว ก็สลัดผลไม้ นอกจากเรื่องอาหาร ลองตื่นเช้ากว่าที่เคยซิคะ อากาสตอนเช้าสดชื่น สบาย มีโอกาสใส่บาตรด้วย เดินเล่นสูดอากาศสัก 10 นาทีก็สดชื่นแล้ว เช้าๆกลิ่นดอกไม้หอมจะอวลอยู่ในลมเบาๆด้วยนะ ตื่นสายไม่รู้จักกลิ่นดอกสายหยุดไม่รู้ด้วย เพราะสายๆก็ไม่หอมแล้ว
อายุยืนยาวยังไม่สำคัญเท่ากับการดำรงชีวิตให้มีความสุขนะคะ จะอายุยืนไปทำไม ถ้าเจ็บออดๆแอดๆ จะมีเงินเดือนเยอะๆไปทำไม ถ้าต้องใช้ซื้อยามากกว่าอาหารดีๆ

การโพสต์นี้ได้ถูกแก้ไขโดย ศิริรัชฎา: 15/07/2010 - 07:49

0



#11 ผู้ใช้ออฟไลน์   atirut ไอคอน

  • ตอบไม่มาก
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมทั่วไป
  • ตอบ: 66
  • สมัคร: 04/01/2006

ตอบ: 15/07/2010 - 08:26

ผมก็รู้สึกแบบนี้เช่นกัน ได้อ่านแล้วก็ขอขอบคุณและอนุโมทนาในกุศลจิตครับ
atirut wathanyoo
0



#12 ผู้ใช้ออฟไลน์   พณิชณัชฐา ไอคอน

  • ตอบ 100+
  • Pip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมทั่วไป
  • ตอบ: 159
  • สมัคร: 22/09/2009

ตอบ: 15/07/2010 - 09:01

แสดงข้อความที่โพสต์ม่านหมอก [ 14/07/2010 - 16:24 ]

อนุโมทนาน้องพณิชณัชฐาด้วยค่ะ :09:

ทำงานให้พอดีกับหน้าที่และกำลังค่ะ
วันลากิจ ลาพักร้อน ก็ต้องใช้บ้าง
ผ่อนคลายด้วยการไปคลุกคลีกับธรรมชาติ วัด ป่าเขาลำเนาไพร และ ทะเล(บ้านเราฮี่ๆๆ)

แล้วก็หาความสงบเข้าสู่จิตใจ โดยการปฎิบัติธรรม

และนอนหลับพักผ่อนให้เต็มที่
หาเวลาออกกำลังกายบ้าง อันนี้สำคัญกับร่างกายสุดๆ
การออกกำลังกายคือยาอายุวัฒนะ
อีกทั้งป้องกันการเสื่อมโทรมของร่างกาย
ได้อย่างธรรมชาติที่สุด



อินขอขอบคุณพี่น้ำมากเลยค่ะ อิอิ ^^
เพียงพบพาน เพื่อผ่านภพ
0



#13 ผู้ใช้ออฟไลน์   ม่านหมอก ไอคอน

  • ตอบ 500+
  • PipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 996
  • สมัคร: 23/09/2006

ตอบ: 15/07/2010 - 09:32

เพลงนี้นำมาฝากให้คุณน้ำเต้าหู้ และ น้องอิน พณิชนัชฐา(เป็นพิเศษ)

และทุกๆท่านที่เหนื่อยล้าไม่ว่าจะเรื่องใดก็ตาม

ถึงเพื่อน

http://www.charyen.c...ay.php?id=10306

ในโลกแห่งความฝันและวันที่เป็นจริง

เรื่องราวทุกสิ่งต่างกันมากมาย

เธอจงเสาะหา พกพานำไป

เพียงรักเต็มหัวใจ กำลังใจเต็มทรวง

ถ้าเธอเหนื่อยนัก หยุดพักเสียก่อน

ล้มตัวลงนอนแนบตักฉันนี่

จะหนาวจะร้อนจะคอยพัดวี

หลับฝันถึงสิ่งดีหลีกหนีสิ่งเลว

*แม้เธอปวดร้าว ก็ขอเพียงสู้

ฉันยังยืนอยู่คู่เธอ มิแหนงหน่าย

**หากเธออยากถาม ว่าฉันคือใคร

ฉันคือหัวใจศรัทธาของผองชน

***********************^_^.........................
[b]เวลาที่ผ่านไป พาใจกายเปลี่ยนแปลง
ไม่มีอะไรเที่ยงแท้ ไม่มีแม้แต่จะจีรัง[/b]
0



#14 ผู้ใช้ออฟไลน์   ศิริรัชฎา ไอคอน

  • ตอบ 500+
  • PipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 545
  • สมัคร: 18/07/2007

ตอบ: 15/07/2010 - 21:05

กลับมาถามไถ่ค่ะ ว่าหายเหนื่อยหรือยัง ขอให้อยู่เย็นนะคะ รอบตัวเรายังมีดอกไม้สวย มีเพลงเพราะ มีเสียงนกร้อง มีอะไรที่สวย หวาน หอมหวนอีกมากมาย แค่ เรามี ใจ มีสายตา มีเวลาสำหรับเก็บเกี่ยว ชื่นชม เราก็ได้รับสิ่งที่โลกพร้อมจะให้แล้วค่ะ

เมื่อได้รับแล้ว อย่าลืมแบ่งปันนะคะ การให้ ทำให้เรามีความสุข ไม่เหนื่อย ไม่เบื่อค่ะ
0



#15 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11876
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 18/07/2010 - 12:52

อนุโมทนากับทุกคำตอบนะคะ

และเห็นด้วยกับย่าจิ๋ว(คุณศิริรัชฎา)นะคะในเรื่องการดูแลสุขภาพกายและใจให้ผสานกันไป
การได้ไปขี่จักรยานหรือไปวิ่งหรือแม้แต่ไปเดินเล่นออกกำลังกาย
สามารถผสานส่วนแห่งการปฏิบัติภาวนาไปในตัวอยู่แล้วด้วยความรู้สึกตัวในทุกขณะ
ยิ่งอยู่ในสถานที่หรือบรรยากาศที่สบายๆ จิตใจจะผ่อนคลาย
เกิดความสงบ สุข และมีสมาธิตั้งมั่นขึ้นมาได้เอง

สมัยเภตราอยู่กรุงเทพฯ พักอยู่ในซอยเป็นหมู่บ้านก็จะใช้การขี่จักรยานออกมาซื้อของ
หรือถ้ามีเวลาก็ขี่รถเลาะเที่ยวได้ทั้งความเพลิดเพลินและสติรู้สึกตัวเพราะต้องขี่ด้วยความระมัดระวัง
ส่วนตอนเย็นถ้ามีเวลาก็จะไปวิ่งหรือเดินออกกำลังแถวสวนหย่อม
บางครั้งที่เห็นเขามีการเต้นแอโรบิคหรือออกกำลังรำไทเก็กกันก็ไปแจมดู เพลินดีมีเพื่อนด้วยค่ะ
และอีกหนึ่งการออกกำลังกายที่ฝึกสติและความรู้สึกไ้ด้ดี
และได้ความสดชื่นมาก คือการไปว่ายน้ำค่ะ

แต่ถ้าหากน้ำเต้าหู้ยังไม่มีโอกาสไปผ่อนคลายอย่างที่เพื่อนๆ แนะนำนั้น
ก็ผ่อนคลายด้วยธรรมเทศนาดีๆ บทนี้ไปก่อนค่ะ

อ้างอิง

เว้นวรรคชีวิต

พระไพศาล วิสาโล


การปลีกตัวมาอยู่ที่นี่ (วัดป่า)ถือว่าเป็นการเว้นวรรคให้แก่ชีวิต ชีวิตต้องมีการเว้นวรรคบ้าง เช่นเดียวกับลมหายใจของเรา มีหายใจเข้าแล้วก็ต้องมีหายใจออก เราไม่สามารถที่จะหายใจเข้าได้ตลอด ต้องเว้นจังหวะแล้วจึงหายใจออก เราไม่สามารถหายใจออกหายใจเข้าอย่างใดอย่างหนึ่งไปได้ตลอด จะต้องมีการเปลี่ยนสลับกันไป การทำงานก็เช่นเดียวกัน ทำงานแล้วก็ต้องรู้จักหยุดบ้าง ธรรมชาติให้เวลากลางวันคู่กับกลางคืน กลางวันทำงานเต็มที่ พอถึงตอนกลางคืนก็ต้องพักผ่อน

ขอให้สังเกตดู อะไรก็ตามเป็นไปได้ดีก็เพราะมีการเว้นจังหวะหรือมีช่องว่างที่เหมาะสม หนังสือที่อ่านง่าย ก็เพราะแต่ละประโยคมีการเว้นวรรคอย่างถูกจังหวะ ถ้าตัวหนังสือติดกันเป็นพรืด ไม่มีเว้นวรรคเลย จะน่าอ่านไหม ใครอ่านก็ต้องรู้สึกงงงวย ไม่อยากอ่าน ศิลปะอย่างหนึ่งของการเขียนหนังสือให้น่าอ่านก็คือรู้จักเว้นช่องว่างระหว่างคำ ระหว่างประโยค และระหว่างย่อหน้า ทำนองเดียวกันดนตรีที่ไพเราะ ไม่ใช่เพราะมีเสียงดังเท่านั้น แต่เพราะมีช่วงที่เงียบแฝงอยู่ด้วย ถ้ากลอง กีต้าร์ไวโอลินส่งเสียงไม่หยุด ไม่รู้จักเว้นจังหวะเสียบ้าง เพลงนั้นก็คงไม่เพราะ

สำหรับคนเรา การเว้นวรรคหรือเติมช่องว่างให้กับชีวิตอย่างการมาปฏิบัติธรรมนี้จะเรียกว่าเป็นการพักผ่อนก็ได้ หรือจะถือว่าเป็น การชาร์จแบตเตอรี่ก็ได้ ชาร์จแบตเตอรี่เพื่อจะได้มีพลังสำหรับการทำงานในโอกาสต่อไป ที่จริงมันไม่สามารถแยกกันได้ระหว่างการหลีกเร้นเพื่อพักผ่อน กับการทำงาน สองอย่างนี้เสริมกันทำงานอย่างเดียวโดยไม่ได้พักเลย ก็ทำไปได้ไม่ตลอด หรือว่าเอาแต่ใช้ชีวิตอย่างเดียว โดยไม่ได้เติมอะไรให้กับชีวิตเลย ในที่สุดก็หมดแรง มีคนจำนวนไม่น้อยเลยที่ไม่ค่อยเห็นความสำคัญของการพักหรือการหยุดเท่าไหร่ หยุดเมื่อไหร่ก็รู้สึกว่ากำลังถอยหลัง ปล่อยให้คนอื่นแซงขึ้นหน้า หรือไม่ก็กลัวว่าดอกเบี้ยจะโตเอา ๆ พักเมื่อไหร่ก็รู้สึกว่าชีวิตมันว่างเกินไป ถือว่าเป็นความฟุ่มเฟือยของชีวิต คนเหล่านี้เห็นว่า จะต้องใช้ชีวิตแข่งกับเวลาถ้ามีเวลาเหลืออยู่น้อยนิดก็อยากจะเอาไปใช้ทำงานทำการ หรือหาเงินหาทองให้ได้มาก ๆ

พูดมาถึงตรงนี้ทำให้นึกถึงเรื่องของชายคนหนึ่งที่เลื่อยไม้อย่างเอาเป็นเอาตาย มีเพื่อนคนหนึ่งมาเห็นเข้าก็เลยถามว่าเลื่อยมานานหรือยัง เขาบอกว่าเลื่อยมาตั้งแต่เช้าจนนี่ก็ค่ำแล้ว เพื่อนถามว่าเหนื่อยไหม เขาตอบว่าเหนื่อยสิ เพื่อนถามต่อไปว่าทำไมไม่พักล่ะ เขาก็บอกว่ากำลงวุ่นอยู่กับการเลื่อยไม้ เพื่อนเป็นห่วง ก็เลยพูดว่าไม่ลองหยุดพักซักหน่อยเหรอ หายเหนื่อยแล้วค่อยมาทำงานต่อ อย่างน้อยก็จะได้เอาตะไบมาลับคมเลื่อยให้มันคมขึ้น จะช่วยให้เลื่อยได้เร็วขึ้น ชายคนนั้นก็ตอบว่า ไม่เห็นหรือไงว่า กำลังวุ่นอยู่ ตอนนี้ยังทำอย่างอื่นไม่ได้ทั้งนั้น ว่าแล้วก็เลื่อยหน้าดำคร่ำเครียดต่อไป

บางครั้งคนเราก็เหมือนกับชายคนนี้ คือเอาแต่เลื่อยอย่างเดียวไม่ยอมหยุด ทั้ง ๆ ที่การหยุดพักจะทำให้มีกำลังดีขึ้น และถ้ารู้จักหยุดเพื่อลับคมเลื่อยให้คมขึ้น ก็จะทำให้เลื่อยได้เร็วขึ้น ทุ่นทั้งแรงทุ่นทั้งเวลา แต่เขาก็ยังไม่ยอมเลย เหตุผลที่เขาให้ก็คือกำลังวุ่นอยู่กับการเลื่อย เลยไม่สนใจอะไรทั้งนั้น ไม่สนใจแม้กระทั่งการทำให้เลื่อยคมขึ้น เขาหาได้เฉลียวใจไม่ว่า เพียงแค่เสียเวลานิดหน่อยก็จะทำให้การเลื่อยนั้นเร็วขึ้นดีขึ้นและเหนื่อยน้อยลง เขาไม่ยอมหยุดเพราะคิดว่าจะทำให้เสียเวลา ลึก ๆ ก็เพราะคิดว่าทำอะไรมาก แล้วมันจะดี แต่ที่จริงแล้วทำน้อยลง แต่อาจได้ผลดีกว่าก็ได้ ในประสบการณ์ของเรา เราพบบ่อยไปว่าการทำอะไรให้ช้าลงกลับทำให้ได้ผลดีขึ้น นักเรียนที่ทำข้อสอบ ตอบทุกข้อโดยไม่ทันคิดถี่ถ้วนเพราะกลัวหมดเวลาก่อน บ่อยครั้งกลับได้คะแนนน้อยกว่าคนที่ทำเพียงไม่กี่ข้อ แต่คิดถี่ถ้วนทุกข้อ และตอบทุกข้อ

การที่เรามาปลีกวิเวกอย่างนี้จะเรียกว่าเป็นการมาลับคมเลื่อยก็ได้ เราวางเลื่อยเอาไว้ก่อน แล้วมาลับคมเลื่อย ก่อนที่จะเลื่อยต่อไป การพักผ่อนในตัวมันเองก็เป็นการลับคมเลื่อยอยู่แล้ว แค่พักผ่อนร่างกายก็สำคัญไม่น้อย เพราะว่าร่างกายของเราก็คือตัวเลื่อยนั่นเอง แต่ตอนนี้มันบิ่นแล้ว ทำงานมากมันก็บิ่น มันไม่คมแล้ว เพียงแค่การมาพักร่างกายอย่างเดียวก็จะช่วยให้เลื่อยคมขึ้น แต่ที่นี่เราไม่ได้มาพักเพียงแค่กาย เรามาพักใจด้วยการฝึกจิตให้สงบมีสติมีความมั่นคง และทำให้ชีวิตมีสมดุล ก็เท่ากับว่าเลื่อยถูกลับให้คมขึ้นกว่าเดิม ถ้าเรากลับไปเลื่อยต่อเมื่อไหร่ ก็แน่ใจได้ว่าจะเลื่อยได้ดีขึ้นเร็วขึ้น แต่ถ้าเราไม่พักเสียเลย อย่างชายคนนั้นไม่พักเสียเลยแทนที่จะทำได้เร็วก็กลับทำได้ช้า หรืออาจจะทำไม่เสร็จเลยก็ได้เพราะว่าล้มพับเสียก่อน แทนที่จะเสร็จในตอนค่ำก็มาเสร็จวันรุ่งขึ้นช้าไปอีกตั้งหลายชั่วโมง เพราะว่าป่วยเสียก่อน หรือไม่มือไม้ก็พองทำต่อไม่ได้ ยิ่งอยากจะให้เสร็จไว ๆ กลับเสร็จช้า แต่ถ้าเว้นวรรคให้ร่างกายและจิตใจได้พักผ่อนบ้าง ก็จะทำงานได้ดี การหยุดพักนั้นดูเผิน ๆ เหมือนจะทำให้เสร็จช้าลง แต่ที่จริงทำให้เสร็จไวขึ้น

คนเรามักไปเน้นเรื่องผลหรือความสำเร็จมากไป แต่ลืมต้นทุนที่จะเอาลงไปในงานนั้น ๆ ผลสำเร็จหรือผลงานก็เหมือนกับผลไม้ ผลไม้ออกมาดีหรือไม่ต้องอาศัยต้นทุนคือต้นไม้ ถ้าต้นไม้นั้นเราเอาใจใส่ดูแล รักษา รดน้ำพรวนดิน ใส่ปุ๋ย ต้นไม้เติบโตแข็งแรง ก็ย่อมให้ผลดี ทั้งดก และหอมหวาน ทำนองเดียวกันกับดอกเบี้ยเงินฝาก จะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับต้นทุนที่ฝาก ถ้าเงินต้นก้อนนิดเดียวดอกเบี้ยก็น้อยตามไปด้วย ถ้าสนใจแต่ดอกเบี้ย อยากได้ดอกเบี้ยเยอะ ๆแต่ไม่สนใจต้นทุน ความอยากนั้นก็เป็นแค่ความฝันลม ๆ แล้ง ๆ แต่ว่าคนจำนวนมากก็ทำอย่างนั้นจริง ๆ ก็คือว่าอยากจะให้งานออกมาดี ประสบความสำเร็จเต็มที่ แต่ว่าไม่ได้เอาใจใส่ต้นทุนคือร่างกายและจิตใจ ร่างกายและจิตใจเป็นต้นทุนสำคัญหรือปัจจัยพื้นฐานที่จำนำไปสู่งานที่ดีได้ ถ้าร่างกายอ่อนแอ จิตใจห่อเหี่ยว ท้อแท้อารมณ์ไม่ดี ความสำเร็จก็เกิดขึ้นได้ยาก

นิทานสอนเด็กบางครั้งก็มีคติเตือนใจเราได้มาก ถ้าเราจะลองพิจารณาดู อย่างเรื่องห่านออกไข่เป็นทองคำ เราเรียน และฟังมาตั้งแต่เล็ก เรื่องมีว่าชายคนหนึ่งโชคดีได้ห่านมา ห่านตัวนี้ออกไข่มาเป็นทองคำทุกวัน ๆ เจ้าของดีใจมาก แต่ตอนหลังรู้สึกว่าได้วันละฟองมันน้อยไป ยากจะได้มากกว่านั้น และก็เชื่อว่าในตัวห่านน่าจะมีไข่ที่เป็นทองคำอีกตั้งเยอะแยะ ถ้าจะรอให้มันออกมาวันละฟอง ๆ มันช้าไป อย่ากระนั้นเลยคว้านท้องเอาไข่ออกมาดีกว่า ก็เลยฆ่าห่านตัวนั้น ปรากฏว่าไม่ได้ไข่ทองคำแม่แต่ฟองเดียว ชายคนนั้นลืมไปว่าถ้าอยากจะได้ไข่ทองคำมาก ๆ ก็ต้องดูแลรักษาตัวห่านให้ดี แต่นี่กลับไม่สนใจ มิหนำซ้ำไปฆ่ามันเสีย ก็เท่ากับว่าไปฆ่าต้นทุนเสีย จะมีผลงอกงามได้อย่างไร

นิทานเรื่องนี้นอกจากจะสอนว่า "โลภมากลาภมักหาย" อย่างที่เราได้ยินครูสอนตอนเด็ก ๆ แล้ว ยังสอนผู้ใหญ่ด้วยว่า อยากได้ผล ก็ต้องสนใจที่ต้นทุนหรือเหตุปัจจัย ถ้าอยากได้ไข่เยอะ ๆ ก็อย่าไปใช้ทางลัด เช่น คว้านท้องห่าน วิธีที่ถูกต้องก็คือ ดูแลห่านให้ดีให้มันกินอิ่ม นอนนุ่ม มีสุขภาพดี ปลอดจากโรคภัยไข้เจ็บ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องตระหนักด้วยว่าห่านก็มีขีดจำกัดในการให้ไข่ ไม่ใช่ว่าวันหนึ่ง ๆ จะให้กี่ฟองก็ได้ตามใจเรา

นี้ก็เหมือนกับชีวิตของเราซึ่งมีขอบเขตจำกัดในการทำงานวันหนึ่งร่างกายของเราทำงานได้อย่างมากก็ ๑๘ ชั่วโมง ถ้าไปเร่งหรือบังคับทำงานมากกว่านั้น เช่น กินกาแฟหรือยาบ้าจะได้ไม่ต้องหลับ ไม่นานก็ต้องล้มพับ โรครุมเร้า เท่ากับเป็นการทำร้ายร่างกายของเรา ไม่ต่างจากชายที่ฆ่าห่านเพื่อจะได้ไข่เยอะ ๆ สุดท้ายก็ไม้ได้อะไรเลย ผลก็ไม่ได้ ต้นทุนที่เคยมีก็เสียไป

นี่ก็เป็น ข้อคิดบทเรียนที่สำคัญว่าคนเราจำเป็นที่จะต้องดูแลต้นทุนสุขภาพดีทั้งกายและใจ ขณะเดียวกันก็ให้โอกาสร่างกายกับจิตใจได้พักผ่อนด้วย

การพักผ่อนของจิตใจนั้นอาจจะแตกต่างจากร่างกายอยู่บ้างร่างกายนั้นพักผ่อนด้วยการไม่ใช้งานเบา ๆ แต่จิตใจนั้นสามารถพักผ่อนด้วยการใช้งาน เป็นแต่ว่าไม่ได้ใช้งานด้วยการคิด ๆๆ อย่างที่ใช้ในเวลาทำงาน เราผ่อนคลายจิตด้วยการทำสมาธิภาวนา คือฝึกจิตให้มีสติ สมาธิสัมผัสกับความสงบและความสว่างไสวภายในการฝึกจิตอย่านี้เรียกว่าเป็นการใช้งานจิตได้อย่างหนึ่ง แต่ไม่ทำให้จิตเหนื่อย ตรงกันข้ามจิตมีแต่จะเข้มแข็งขึ้น เพราะสติ สมาธิ และปัญญานั้นเป็นสิ่งบำรุงเลี้ยงจิต จิตทีมีสติ สมาธิ และปัญญาเป็นจิตที่มีสุขภาพพลานามัยดี

ร่างกายคนเรานั้นมีข้อจำกัด นานวันร่างกายก็เสื่อมโทรม หากพ้นจุดหนึ่งไปแล้ว ก็ไม่มีทางที่จะทำให้ดีขึ้นได้ ทำได้อย่างมากเพียงแค่ประคับประคองเอาไว้ ไม่ให้มันทรุดเร็วเกินไป กล้ามเนื้อมีแต่จะเสื่อมลงไป ๆ ส่วนเซลต่างๆ ก็มีแต่จะตายลง ไม่สร้างขึ้นใหม่ก็ไม่เท่าของเก่า แต่ว่าจิตใจนั้นถ้าใช้เป็นใช้ถูก ยิ่งใช้ก็ยิ่งดีขึ้น โดยเฉพาะสติและสมาธิ ถ้าเราใช้อยู่บ่อย ๆ สติและสมาธิก็จะว่องไว และเข้มแข็งมั่นคงขึ้น การมาปฏิบัติของเราจะว่าไปมันจึงไม่ได้เป็นแค่การพักใจ แต่ยังเป็นการพัฒนาคุณภาพและความสามรถของจิตอีกด้วย เป็นการพัฒนาโดยไม่ทำให้เหนื่อยจิต ผิดกับการพัฒนาร่างกาย มักทำให้เหนื่อยกาย เพราะต้องออกแรงใช้กล้ามเนื้อ อย่างการเล่นกีฬา หรือเต้นแอโรบิค ทำแล้วร่างกายเหนื่อยทั้งนั้น แต่ก็เป็นของดี แม้กระนั้นก็ผิดกับการพัฒนาจิตซึ่งไม่ทำให้เหนื่อยอ่อน ถ้าพัฒนาหรือใช้จิตให้เป็น

แต่ถ้าใช้จิตไม่เป็น อาจทำให้เราเหนื่อยอ่อนยิ่งกว่าเวลาออกกำลังกายหรือออกแรงหนัก ๆ ด้วยซ้ำ อย่างทำงานแบกหามทั้งวัน เช่น ย้ายบ้าน ทำส่วน หากได้นอนเต็มที่ ตื่นขึ้นมาก็สดใส แต่เวลาทำงานที่ต้องใช้ความคิดมาก หรือว่าต้องเกี่ยวข้องกับผู้คน ต้องกระทบกระทั่งกับใครต่อใครมากมาย แม้จะไม่ได้ใช้แรงกายเลย แต่เวลาทำอย่างนั้นตลอดวัน นอนหลับตื่นขึ้นมาก็ไม่รู้สึกสดใสหรือสดชื่นเท่าไหร่ เหมือนกับว่าร่างกายไม่ได้พักเท่าไหร่ ที่จริงร่างกายอาจจะได้พักแต่ที่ไม่ได้พักหรือยังพักไม่เต็มที่คือจิตใจ

เพราะตลอดวันที่ผ่านมา จิตใจเจอเรื่องกระทบกระทั่งต่าง ๆ มากมาย อีกทั้งยังถูกอารมณ์ต่าง ๆ มากดทับบั่นทอน รวมถึงความเครียดจากการใช้ความคิด สิ่งเหล่านี้ทำให้จิตเหนื่อยอ่อน และความเหนื่อยอ่อนทางจิตมักจะก่อผลกระทบรุนแรงกว่าความเหนื่อยอ่อนทางร่างกายเสียอีก การที่อารมณ์ของคนเราแปรปรวนแค่ชั่วโมงเดียว เช่นเศร้าโศก เสียใจ อิจฉา เคียดแค้น ก็บั่นทอนจิตไปมาก

อย่าว่าแต่อารมณ์ฝ่ายลบเลย แม้แต่อารมณ์ฝ่ายบวก เช่น ความดีใจลิงโลดใจจากการได้สนุกสุดเหวี่ยง ก็ทำให้เหนื่อยใจได้เหมือนกัน เวลาดูหนังที่ตื่นเต้นเร้าใจหรือสยองขวัญ ดูจบจะรู้สึกว่าเหนื่อย เช่นเดียวกับดูฟุตบอลที่ ต้องลุ้นกันอย่างสุดขีด เวลาแค่ชั่วโมงครึ่งก็สามารถทำให้เราเหนื่อยได้ แต่เป็นความเหนื่อยที่ไม่รู้ตัวเพราะความตื่นเต้นมาบดบัง แต่พอดูจบความตื่นเต้นหายไป ก็อาจรู้สึกเหนื่อย โดยเฉพาะคนที่ผิดหวังกับผลการแข่งขัน หรือคนที่เชียร์ฝ่ายแพ้ ส่วนฝ่ายชนะ ความดีใจอาจกลบความรู้สึกเหนื่อยเอาไว้ แต่พอกลับถึงบ้าน คามดีใจคลายลงไป ทีนี้จะเริ่มรู้สึกเหนื่อยเพลียขึ้นมา

การเที่ยวหรือการพักผ่อนของคนสมัยนี้ ลองสังเกตดู ไม่ได้ช่วยให้สบายขึ้นเลย กลับทำให้เหนื่อย เพราะว่ามันเร้าจิตกระตุ้นใจมากเกินไป เช่น ใช้แสงสีวูบวาบ ๆ และสียงสนั่นในดิสโก้เธคแม้แต่เที่ยวป่า ก็ต้องหาอะไรมาทำให้สนุกเพื่อกระตุ้นจิตให้ลิงโลดไปเที่ยวแค่เสาร์อาทิตย์ พอกลับถึงบ้านก็เพลีย หมดเรียวหมดแรงยิ่ง พอนึกถึงวันจันทร์ต้องไปทำงานหรือไปโรงเรียน ก็ยิ่งละเหี่ยใจเข้าไปใหญ่ เฝ้าภาวนาให้เสร็จอาทิตย์มาถึงเร็ว จะได้ไป "พักผ่อน" อีก

จิตใจที่ถูกกระตุ้นเร้าขึ้นลงตลอดเวลาไม่เพียงจะเป็นจิตเหนื่อยอ่อนเท่านั้น หากยังฉุดกายให้เหนื่อยอ่อนตามไปด้วย เพราะอารมณ์ขึ้นลงไม่ว่าบวกหรือลบ ล้วนส่งผลกระตุ้นการทำงานของหัวใจกล้ามเนื้อ และอวัยวะส่วนอื่น ๆ ในทางตรงกันข้ามหากเรารู้จักรักษาจิตประคองใจให้สงบ มั่นคง เป็นปกติ โดยมีสติเป็นเครื่องกำกับ จิตของเราจะมีพลัง ใช่แต่เท่านั้น ยังส่งผลต่อร่างกายของเรา อย่างน้อย ก็ไม่ทำให้ร่างกายของเราเหนื่อยอ่อนไปง่าย ๆ

การมีสติประคองจิตให้เป็นปกติและสงบนั้น ไม่จำเป็นว่าต้องหลีกเร้นไปอยู่ที่เงียบ ๆ ห่างไกลผู้คน หรือไกลจากงานการ ถ้ารู้จักใช้สติประคองใจ แม้อยู่ในที่อึกทึก พบปะผู้คนมากมาย หรือทำงานการ จิตใจก็ยังสงบอยู่ได้ เพราะสติช่วยให้เรารู้จักปล่อยวางอารมณ์ต่าง ๆ ที่มากระทบ ทันทีที่รู้ว่าโกรธ หงุดหงิด ฉุนเฉียว ก็ละวางจากอารมณ์เหล่านั้น ทันทีที่รู้ว่าใจกำลังกังวลอยู่กับการนัดหมายข้างหน้า หรือหมกมุ่นกับความผิดพลาดในอดีต สติก็ดึงจิตกลับมาสู่การงานที่กำลังทำอยู่ในปัจจุบัน การมีสติจดจ่อยู่กับงานที่ทำล้วน ไม่สนใจว่าจะเสร็จเมื่อไหร่ ใครจะว่าอย่างไร ก็ไม่คำนึงหรือยิ่งกว่านั้นคือมีสติจนปล่อยว่างจากความยึดถือในตัวตน ไม่ยึดถือว่างานนั้น เป็นงานของฉัน มีแต่งาน แต่ไม่มี "ฉัน" ผู้ทำงาน ก็ยิ่งจะทำให้ทำงานได้อย่างมีความสุข อีกทั้งยังช่วยให้ทำงานได้ดี และต่อเนื่องด้วย

ชุนเรียว ซูซูกิ เป็นอาจารย์เซนผู้หนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในการวางรากฐานพุทธศาสนาแบบเซนในสหรัฐอเมริกา เพื่อนของอาตมาเล่าว่า ตอนที่เริ่มสร้างวัดเซนในซานฟรานซิสโกนั้น อาจารย์ซุนเรียวต้องลงมือขนหินด้วยตัวเอง หินทั้งใหญ่และหนัก แถมต้องขนหินวันละหลาย ๆ ก้อน ลูกศิษย์ชาวอเมริกันเห็นก็สงสารอาจารย์ เพราะอาจารย์ตอนนั้นก็อายุ ๖๐ กว่าแล้ว แถมยังตัวเล็ก ลูกศิษย์จึงอาสาช่วยอาจารย์ขนหิน แต่ขนไปได้แค่ครึ่งวันก็หมดแรง ตรงข้ามกับอาจารย์กลับขนได้ทั้งวัน ลูกศิษย์จึงสงสัยมากว่าทำได้อย่างไร ขนาดคนอเมริกันซึ่งร่างใหญ่กว่าแถมหนุ่มกว่ายังทำได้แค่ครึ่งวัน พอลูกศิษย์ไปถามอาจารย์ก็ได้คำตอบว่า "ก็ผมพักผ่อนตลอดเวลานี่"

อาจารย์ชุนเรียวขนหินไป ก็พักผ่อนไปด้วย มีแต่กายเท่านั้นที่ขนหิน แต่ใจไม่ได้ขนด้วย ใจนั้นปล่อยวางจากงาน ไม่คาดหวังความสำเร็จ และไม่เร่งรัดให้เสร็จไว ๆ แต่คนทั่วไปนั้น เวลาขนหินไม่ได้ขนด้วยกายเท่านั้น แต่ใจก็ขนไปกับเขาด้วย เวลาเหนื่อยก็ไม่ได้เหนื่อยแค่กาย แต่ใจก็เหนื่อยไปด้วย เพราะคอยเร่งว่าเมื่อไหร่จะเสร็จ ๆ ยิ่งเร่งให้เสร็จไว ๆ ก็ยิ่งเสร็จช้า ก็เลยยิ่งหงุดหงิดลึกลงไปกว่านั้น เวลากายเหนื่อย ก็ไม่ได้คิดว่ากายเท่านั้นที่เหนื่อยแต่ใจยังปรุงแต่งไปอีกว่า "ฉันเหนื่อย" ใจก็เลยเหนื่อยตามไปด้วย อาจารย์ซุนเรียวนั้น ใจไม่ได้ขนหินด้วย เพราะปล่อยวาง "หิน" ทุกชนิด ใจจึงพักผ่อน สามารถช่วยกายให้ทำงานได้ทั้งวัน

จิตที่มีคุณภาพระดับนี้ได้ต้องมีทั้งสติและปัญญา ซึ่งต้องอาศัยการฝึกปรือ จิตฝึกปรือแบบนี้ได้ ต้องรู้จักเว้นวรรคชีวิตปล่อยวางจากกงานการและภารกิจในชีวิตประจำวันบ้าง หาเวลาให้แก่ตัวเองมาฝึกปฏิบัติ

อาจจะต้องยอมเสียเวลาไป ๑ วัน ๑ อาทิตย์ หรือ ๑ เดือนโดยที่ไม่ได้ทำงานเลย แต่ว่าเวลาที่เสียไปก็ไม่ได้เสียเหล่า เพราะเป็นการพักผ่อนและพัฒนาจิตไปด้วยในตัว เมื่อเอาจิตที่พักผ่อนและพัฒนาแล้วไปทำงานก็จะทำให้งานนั้นดีขึ้น มีคุณภาพมากขึ้นและบางครั้งก็มีปริมาณมากขึ้นด้วยอย่างกรณีอาจารย์ซุนเรียว อีกทั้งยังเสร็จได้เร็วขึ้นกว่าตอนที่ไม่ได้พัก

ฉะนั้นเวลาที่เราโหมงานหรือทำงานอย่างเป็นบ้าเป็นหลังก็ขอให้นึกถึงคนเลื่อยไม้ที่ตะบี้ตะบันเลื่อยโดยไม่ยอมหยุดพัก ไม่ยอมแม้กระทั่งหยุดพักลับคมเลื่อย เราอยากจะเป็นอย่างนั้นไหม ถ้าเราเป็นอย่างนั้นมันก็ไม่เกิดผลดีทั้งแก่ตัวเลื่อย ตัวงานและตัวเราเอง ขอให้ระลึกว่า คนที่เอาแต่เดินจ้ำเอา ๆ เพราะอยากถึงไว ๆ นั้น มักจะถึงช้ากว่า เพราะเหนื่อยเสียก่อนหรือขาแพลงเสียก่อน แต่คนที่ค่อย ๆ เดิน เดินไปเรื่อย ๆ ใจไม่เร่งรีบ ถือว่าพักทุกก้าวที่เดิน หรือถ้าเหนื่อยก็รู้จักพักเอาแรงในที่สุดกลับถึงที่หมายได้เร็วกว่า อย่างที่เขาว่าไปช้ากลับถึงเร็ว ดีกว่าไปเร็วกลับถึงช้า ขอให้เรามาเรียนรู้วิธีไปช้า แต่ถึงเร็วกันดีกว่า นี้ไม่ใช่แค่ศิลปะของการเดินทางเท่านั้น แต่เป็นศิลปะของการดำเนินชีวิตเลยทีเดียว.

จากหนังสือ ชีวิตทีจิตใฝ่หา
พระไพศาล วิสาโล

การโพสต์นี้ได้ถูกแก้ไขโดย เภตรา: 18/07/2010 - 13:07

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#16 ผู้ใช้ออฟไลน์   น้องบู ไอคอน

  • ตอบ 2000+
  • PipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 2730
  • สมัคร: 25/03/2008

ตอบ: 18/07/2010 - 13:23

พอเข้าใจครับ ผมหลงไปคิดพอสมควรเลย ยามที่ มีปัญหาทั้งภายนอก ปัญหาสุขภาพที่เข้ามาอย่างรวดเร็ว จิตมันไปรับรู้ มันพลอยเศร้าหมองไป ทั้ง ๆ ที่ ใจก็ไม่ได้มีเรื่องอะไรต้องให้ทุกข์ แต่ใจมันรับเรื่องไว้เยอะเกินไป อีกทั้งยังต้องมารับรู้อาการเจ็บป่วยทางกายด้วย มันทำให้จิตหมองไปเลยทีเดียวครับ


อาศัยการนั่งสมาธิที่เคยสะสมมา ก็ช่วยได้ครับ คือ บรรเทาไปได้ แต่มันก็ได้แค่ระดับหนึ่ง

วิธีที่ผมใช้ ผมเลือกที่จะรับรู้อาการมันลงไปตรง ๆ เจ็บก็รับรู้ ทำความรู้สึกตัวให้ทั่วพร้อม ให้ชัดเจน แม้จะทุกข์ ก็รู้มันไปตรง ๆ อย่างนั้นเลย จิตมันหมองก็ให้มันหมองไป ก็รู้อาการหมองมันไปตรง ๆ

หัวก็ใช้ความคิด หาเหตุหาผล แก้ปัญหา กายก็ไม่หยุด แก้ปัญหา ใจก็รับรู้ มีสติ สัมปัชญญะ มีหลุดบ้าง รั่วบ้าง ไม่เป็นไร ตั้งสติไปก็ลุยต่อไป เอาความเพียรเข้าสู้ แม้ใจจะอ่อนแรง กายจะอ่อนแรง ก็ยังต้องเพียร

ถ้าไม่ไหวจริงๆ ก็ต้องพัก แต่ต้องไม่ติดสุขในขณะพักผ่อน พักเอาพอประมาณ แล้วลุยต่อ

ให้จิตได้รับได้รุ้ ไปตามจริง

ส่วนตัวแล้วผมก็ทำอย่างนี้ ให้จิตเรียนรู้สุขทุกข์ไป เรียนให้เบื่อกันไปเลย จะได้ไม่ต้องกลับมาเรียนอีก จะไม่หนีแบบฝึกหัดเป็นอันขาด สู้ ๆ นะครับ :09:

(ผมก็เหนื่อยครับ แต่ผมไม่ยอมแพ้) :02:
"สิ่งทั้งหลายมีแต่ธรรม มีแต่อนัตตา ขนาดนิพพานยังอนัตตาเลย อัตตาไม่มี เข้าใจอะไรกันผิดหรือเปล่า"
"ทิฐิต่าง ๆ มีได้เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย"
0



#17 ผู้ใช้ออฟไลน์   กลอง ไอคอน

  • ตอบ 3000+
  • PipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 3845
  • สมัคร: 01/05/2004

ตอบ: 20/07/2010 - 08:09

สวัสดีครับ
ขออนุญาต post การบรรยายธรรมโดยคุณดังตฤณครับ
ขอกราบอนุโมทนาในกุศลจิตครับ
:09: :09: :09:








การโพสต์นี้ได้ถูกแก้ไขโดย กลอง: 20/07/2010 - 08:12

ขออนุญาตแนำนำ website ธรรมะต่างๆ ครับ
1. หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน: http://www.luangta.com/
2. วัดบุญญาวาส: http://www.watboonyawad.com
3. วัดป่าสุคะโต: http://www.pasukato.org/
4. ฟังธรรม.com: http://www.fungdham.com/ - ศูนย์รวมไฟล์ download เพื่อการเผยแผ่ธรรมะ
5. http://bannpeeploy.exteen.com
0



#18 ผู้ใช้ออฟไลน์   ตะเกียงแก้ว ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: ยกเลิกการเป็นสมาชิก
  • ตอบ: 1203
  • สมัคร: 13/07/2008

ตอบ: 20/07/2010 - 10:18

:99: เป็นกำลังใจให้คุณน้ำเต้าหู้ อีกหนึ่งกำลังใจ :33:

ชีวิตก็คล้ายคุณน้ำเต้าหู้ วุ่นวาย ยุ่งเหยิง แต่ชอบทำตัวสบายๆ
เหนื่อยก็พัก หายเหนื่อยก็ทำใหม่ งานถ้าจะทำน่ะ มีให้ทำตลอดเวลา
งานหลวง (ได้ตังค์ไว้เลี้ยงชีพ) งานที่ชอบ (ไม่ได้ตังค์ แต่สุขใจที่จะทำ)


ทุกครั้งที่ทำงานที่ชอบ ดึกดื่นก็ลุกมาทำได้ ตื่นเช้าก็ยังแจ่มใสไม่ง่วงงัวเงีย
แต่พอจะตื่นเช้าไปทำงาน ไม่อยากจะไปทำงานเลย ความรู้สึกนี้เคยเป็น :10:


ก็ถามตัวเองดูว่าเพราะอะไร การทำงาน คือ การปฏิบัติธรรม
ทำไมงานในหน้าที่ ที่จะต้องมาหากินหาเลี้ยงชีพ จึงไม่อยากทำ
ค่อยๆแก้ไขตัวเองมาเรื่อยๆ ตอนนี้ก็ยังแก้ไขอีกเยอะ


จะทำงานอะไร หน้าที่อะไร ก็มีความสุขได้ ไม่ได้ใช้หลักอะไรยากเย็นแสนเข็ญ
มี 2 ข้อ
1) ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด
2) คนที่อยู่ตรงหน้า ต้องปฏิบัติต่อเขาให้ดีที่สุด (ถ้าเขาหรือเราต้องจากกันไป ก็ได้ทำหน้าที่ต่อกันดีที่สุดแล้ว)


งานหลวงก็ทำให้เต็มที่ พอกลับไปบ้าน ก็ไม่ทำงานหลวงแล้ว ยกเว้นงานสุมหัวมากๆ ทำไม่ทัน ก็มีหอบกลับไปต่อที่บ้าน
กลับไปบ้าน ก็ออกกำลังกายเลยค่ะ เล่นกับหมา เล่นกับเด็ก ออกไปวิ่ง ทำงานบ้าน คุยกับต้นไม้ คุยกับธรรมชาติ (เคยทำไหม)
คนที่ทำงานประจำ ต้องนั่งหน้าคอมนานๆ ไม่ค่อยได้เคลื่อนไหวร่างกาย ต้องเคลื่อนไหวร่างกาย ขยับเขยื่อนร่างกาย
สติจะเกิดได้ดีในขณะที่เคลื่อนไหวร่างกาย ถ้านั่งนิ่งๆ อาจจะง่วงซึม ไม่แจ่มใส (กิเลสครอบงำได้ง่าย)


จิตก็อาศัยกาย กายก็อาศัยจิต จิตจะแจ่มใส ก็ต้องอาศัยกายที่แจ่มใส สิ่งที่ทำให้กายแข็งแรง มี 4 อ.
อาหาร ต้องกินให้ครบ ๕ หมู่ เหมาะกับสภาพร่างกาย เหมาะกับวัย ก็อาหารพื้นบ้านไทยๆเรานี่ล่ะ
อาหารเช้าต้องทานให้มาก กลางวันก็ให้มาก เย็นไม่ต้องทาน ให้เป็นของว่างเบาๆ ขนม ผลไม้ ของกินเล่น พอรักษาโรคหิว

อากาศ มีอากาศบริสุทธิ์ ให้สูดเข้าไปในปอดได้บ้าง ถ้าไม่มีต้องหัดไปเดินเล่นสวนสาธารณะ ที่ที่มีต้นไม้เยอะบ้าง

อารมณ์ หมั่นรักษาอารมณ์ ไม่ให้ขุ่นมัว เศร้าหมอง ถ้ามีความรู้สึกอย่างนี้ อย่าปล่อยไว้นาน (ถ้านาน จะมาบ่อย)

ออกกำลังกาย หมั่นออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ หัดตื่นเช้า เดินจงกรมให้เหงื่อออก แล้วค่อยอาบน้ำ กินข้าวเช้า ไปทำงาน
ขณะเดินทางไปทำงาน ถ้ามีรถส่วนตัว ไม่ควรฟังข่าว เช้าๆต้องเริ่มต้นด้วยเรื่องดีๆ ฟังเพลงธรรมะ ร้องเพลงธรรมะ :99: ฟังธรรมะ
ให้เบิกบานในขณะเดินทาง ฝ่ารถติด ฝ่าความเครียดที่มีรอบตัว ด้วยความแจ่มใส ถึงที่ทำงานด้วยความเบิกบาน ลงมือทำงาน


ระหว่างวัน ก็ฝึกเจริญสติ ฝึกได้ทั้งวัน ตั้งแต่ตื่นลืมตา ไปจนกระทั่งหลับตาเข้านอน
ยืน เดิน นั่ง นอน ให้รู้สึกตัว ร่างกายขยับเขยื่อนให้รู้สึกตัว ง่ายๆ สบายๆ
จิตก็จะพัฒนาไปเรื่อยๆ ทีวีหนังน้ำเน่าอย่าดูเยอะ ทำให้โง่มากขึ้น เพื่อนไร้สาระอย่าคุยเยอะ เพื่อนมีสาระก็อย่าคุยเยอะ
หัดมองโลกในแง่ดีบ่อยๆ มองต้นไม้ ก็เห็นแต่ความดี ความเป็นผู้ให้ของต้นไม้ ต้นไม้ไม่เคยเรียกร้อง ทำไมเราเรียกร้องจัง :06:


โดนเพื่อนร่วมงานโวยวายใส่ ก็ขอบคุณเขาเถอะ (อาจจะมีโวยกลับไปเล็กๆ)หัดหัวเราะกับเรื่องราวรอบตัว มีแต่เรื่องดีทั้งนั้น


มาแบ่งปันกันค่ะ ยังต้องสู้อีกเยอะเหมือนกัน :33:
ขอเชิญเยี่ยมชมเวปไซต์ สุญญตาวิหาร สุญญตาธรรม
ทำไว้ให้ชาวลานธรรมทุกท่าน ให้กับสุญญตาทั้งหมด

http://www.sontao.org
http://www.sontaosadangdhamma.com
0



#19 ผู้ใช้ออฟไลน์   ณรงค์ชัย ไอคอน

  • ตอบ 300+
  • Pip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 318
  • สมัคร: 24/08/2008

ตอบ: 20/07/2010 - 22:01

หากเหนื่อยนัก
ขอจงหยุดพักเสียก่อน
อย่าใจร้อน
รีบไปเดี๋ยวไม่เข้าที
หยุดเรื่องรักที่ทรมาน
เรื่องงานเรื่องเงินก็ดี
พักสักที
เดี๋ยวค่อยไป

อย่าไปนึก
เรื่องเดิมให้มันปวดใจ
ซ่อนเอาไว้
ไม่ให้ใครเห็นความพ่ายแพ้
เก็บให้ลึกลงข้างใน
หัวใจที่อ่อนแอ
เหลือเพียงแค่
รอยยิ้มของนักสู้

ฉันก็เคย
เสียใจไม่น้อยกว่าเธอ
ฉันก็เจอ
เรื่องราวร้ายร้ายเข้ามา
แต่ทุกทุกทีฉันก็ทำ
ให้เป็นเหมือนดังว่า
แข็งแรงกว่า
ไม่ยอมพ่ายแพ้มัน


กว่าจะถึง
ฝั่งฝันนั้นมันยากเย็น
อย่าเพิ่งเห็น
ฉันเดินเข้ามาง่ายง่าย
กว่าจะถึงที่ฉันยืน
กล้ำกลืนฝืนทนเกือบตาย
น้ำตาผู้ชาย
เคยไหลไม่ใช่เรื่องแปลก


ฉันก็เคย
เสียใจไม่น้อยกว่าเธอ
ฉันก็เจอ
เรื่องราวร้ายร้ายเข้ามา
แต่ทุกทุกทีฉันก็ทำ
ให้เป็นเหมือนดังว่า
แข็งแรงกว่า
ไม่ยอมพ่ายแพ้มัน


"LOSO"

การโพสต์นี้ได้ถูกแก้ไขโดย ณรงค์ชัย: 20/07/2010 - 22:04

ขอสองอย่าง มีฉันทะ และอดทน
0



คำตอบต่อไป: เภตรา - ณรงค์ชัย - น้ำเต้าหู้ - ปล่อยรู้ - failogy -
  • (2 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • กระทู้นี้ถูกล็อค

1 ผู้ใช้กำลังอ่านกระทู้นี้
0 สมาชิก, 1 ผู้เยี่ยมชม, 0 ผู้ใช้ที่ไม่ระบุชื่อ