ลานธรรมเสวนา: กัลป์ คืออะไรครับ - ลานธรรมเสวนา

เข้าไปดูเนื้อหา

หน้า 1 จาก 1
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • กระทู้นี้ถูกล็อค

กัลป์ คืออะไรครับ กัลป์ คืออะไรครับ ให้คะแนนกระทู้: -----

#0 ผู้ใช้ออฟไลน์   ppm ไอคอน

  • ตอบไม่มาก
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมทั่วไป
  • ตอบ: 25
  • สมัคร: 19/08/2009

ตอบ: 20/05/2010 - 18:27

ภัทรกัลป์ (กัลป์ปัจจุบัน) กัลป์ คืออะไรครับ
0


หน้า 1 จาก 1
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • กระทู้นี้ถูกล็อค

การตอบอื่นๆต่อกระทู้นี้



#1 ผู้ใช้ออฟไลน์   ppm ไอคอน

  • ตอบไม่มาก
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมทั่วไป
  • ตอบ: 25
  • สมัคร: 19/08/2009

ตอบ: 20/05/2010 - 18:32

ที่เข้าใจคือช่วงเวลาหนึ่งใช่มั้ยครับ อาจหลายพันปี
0



#2 ผู้ใช้ออฟไลน์   Supakorn ไอคอน

  • ตอบไม่มาก
  • กลุ่ม: รอยืนยันทางเมล์
  • ตอบ: 72
  • สมัคร: 23/05/2009

ตอบ: 20/05/2010 - 20:05

ก๊อปมาแปะนะครับ ^^

http://poobpab.com/c...oom/gup_gal.htm


กัปหรือกัลป์

ความคิดในเรื่องกาลเวลาอันยืดยาวของโลก ได้มีกล่าวในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาซึ่งเป็นคัมภีร์ชั้นแรกก็มี ชั้นหลังก็มี ในคัมภีร์ทางศาสนาพราหมณ์ก็มี ความคิดในเรื่องนี้น่าจะมีตั้งแต่เก่าก่อนพุทธกาลช้านาน วิธีนับกาลเวลาดังกล่าว น่าจะสรุปได้เป็น ๒ วิธี คือ

1. นับด้วยจำนวนสังขยา หรือนับด้วยตัวเลข เช่น 1 – 2 – 3 เป็นต้น

2. กำหนดด้วยอุปมาหรือด้วยเครื่องกำหนดอย่างใดอย่างหนึ่ง ในเมื่อมากเกินไปที่จะนับด้วยสังขยาหรือเลข

การกำหนดดั่งกล่าวในวิธีที่ 2 นี้แหละ เป็นที่มาของคำว่า กัป (กัปปะ) ในภาษามคธ หรือ กัลป์ในภาษาสันสกฤต เพราะคำนี้แปลอย่างหนึ่งว่า กำหนด แต่ก็ใช้ในความหมายหลายอย่าง เช่น ในความหมายว่า“สมควร” เป็นต้นและที่ใช้ในความหมายถึงกาลเวลาแห่งอายุตามยุคตามสมัยก็มี เช่นในคราวที่พระพุทธเจ้าปลงอายุสังขารว่าอีกสามเดือนจะเสด็จปรินิพพาน พระอานนท์ได้กราบทูลอาราธนาขอให้เสด็จอยู่กัปหนึ่ง เพราะได้เคยสดับพระพุทธเจ้าตรัสว่า ผู้ที่เจริญอิทธิบาท 4 ประการ ถ้าจำนงใจจะดำรงรูปกายอยู่ก็จะพึงอยู่ได้กัปหนึ่ง หรือเหลือกว่ากัปหนึ่ง

กัป หรือ กัลป์ คือกำหนดอายุของโลก หมายถึงระยะเวลาตั้งแต่เกิดโลกจนถึงโลกสลาย เหมือนอย่างกำหนดอายุของบุคคลตั้งแต่เกิดจนตาย การกำหนดอายุของโลกดั่งกล่าวคราวหนึ่ง ๆ เรียกว่ากัปหนึ่ง ๆ มีระยะเวลายืดยาวมากจนนับยาก จึงกำหนดได้โดยอุปมาว่า เหมือนอย่างภูเขาหินใหญ่ยาวโยชน์หนึ่ง กว้างโยชน์หนึ่ง สูงโยชน์หนึ่ง ไม่มีช่องไม่มีโพรง เป็นก้อนหินแท่งทึบ ร้อยปีหนหนึ่งมีบุรุษใช้ผ้าทอที่แคว้นกาสี (ผ้าเนื้อดี)มาลูบครั้งหนึ่งทุก ๆ ร้อยปี ภูเขาหินนั้นก็จะราบเรียบไป แต่กัปยังไม่สิ้น

อีกอุปมาหนึ่ง เหมือนอย่างนครยาวหนึ่งโยชน์ กว้างหนึ่งโยชน์ กำแพงสูงหนึ่งโยชน์ เต็มด้วยเมล็ดพันธุ์ผักกาดแน่นขนัด ถึงร้อยปีหนึ่ง มีบุรุษหนึ่งมาหยิบพันธุ์ผักกาดไปเมล็ดหนึ่งทุก ๆ ร้อยปี กองเมล็ดพันธุ์ผักกาดนั้นหมดไปแล้ว แต่กัปยังไม่สิ้น กัปที่ยาวมากดั่งนี้ เรียกว่า มหากัป ก็มี

อีกอย่างหนึ่ง เปรียบเสมือนทรายในเนื้อที่ตั้งแต่ต้นแม่น้ำคงคาจนจดถึงมหาสมุทร ซึ่งนับไม่ได้ว่ามีจำนวนเท่าไรเม็ด กัปในอดีตมีจำนวนมากมายเหลือที่จะนับดั่งกล่าว เรียกว่า อสงไขย ตรงกับคำว่านับไม่ถ้วน สงสาร คือ ความท่องเที่ยวเวียน ตายเกิด หรือเกิดตายของสัตวโลกทุกสัตว์ทุกบุคคลในกัปทั้งหลายนับไม่ถ้วน จึงเรียกว่า อนมตัคคะ แปลว่า มีที่สุด (ที่สุดเบื้องต้นและที่สุดเบื้องปลาย) ที่ไม่รู้

พระโพธิสัตว์ได้ทรงบำเพ็ญพระบารมีมาตลอดเวลาที่อสงไขย คือตลอดกัปที่นับไม่ถ้วนนั้นสี่ครั้ง เกณฑ์ที่เป็นเครื่องกำหนดว่าอสงไขยหนึ่ง ๆ ถือเอาเกณฑ์ที่พระพุทธเจ้าในอดีต คือพระพุทธเจ้าองค์ต้น ๆ ได้ตรัสรู้ในกัปหนึ่ง แล้วเว้นไปนับไม่ถ้วนกัป จึงมีมาตรัสรู้ขึ้นอีก ระยะเว้นว่างของพระพุทธเจ้าตลอดเวลาเป็นกัปจนนับไม่ถ้วนนี้เรียกว่า "อสงไขย"หนึ่ง ๆ สี่อสงไขยจึงถึงระยะที่นับได้แสนกัป ย้อนกลับไปจากกัปปัจจุบัน ซึ่งได้มีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้โดยลำดับมาจนถึงพระองค์ปัจจุบัน ฉะนั้นจึงกล่าวว่า "สี่อสงไขยกำไรแสนมหากัลป์"

การกำหนดนับในพุทธวงศ์

พระพุทธเจ้าองค์ที่ ๕ มีระยะห่างกันมากจนนับกัปไม่ถ้วน (เป็นอสงไขยที่ ๑)

พระพุทธเจ้าองค์ที่ ๖-๗ –๘-๙ อุบัติขึ้นในอีกกัปหนึ่ง แต่ในระหว่างองค์ที่ ๕ และองค์ที่ ๖ มีระยะห่างกันมากจนนับกัปไม่ถ้วน (อสงไขยที่ ๒)

องค์ที่ ๑๐-๑๑-๑๒ อุบัติขึ้นในอีกกัปหนึ่ง แต่ในระหว่างองค์ที่ ๙ และองค์ที่ ๑๐ มีระยะห่างกันมากจนนับกัปไม่ถ้วน (อสงไขยที่ ๓)

องค์ที่ ๑๓ อุบัติขึ้นในอีกกัปหนึ่ง แต่ในระหว่างองค์ที่ ๑๒ และองค์ที่ ๑๓ มีระยะห่างกันมากจนนับกัปไม่ถ้วน (อสงไขยที่ ๔)

นับตั้งแต่องค์ที่ ๑๓ นั้นมาจนถึงปัจจุบัน หรือว่านับตั้งแต่ภัทรกัปในปัจจุบันนี้ย้อนไปจนถึงองค์ที่ ๑๓ อุบัติขึ้นรวมได้แสนกัป ท่านใช้วิธีนับย้อนกลับไปแบบวิธีระลึกชาติ คือย้อนกลับไปแสนกัป องค์ที่ ๑๓ ดั่งกล่าวองค์เดียวอุบัติขึ้นในกัปนั้น ย้อนกลับไปสามหมื่นกัป องค์ที่ ๑๔-๑๕ อุบัติขึ้นในกัปนั้น ย้อนกลับไปหมื่นแปดพันกัป องค์ที่ ๑๖-๑๗-๑๘ อุบัติขึ้นในกัปนั้น ย้อนกลับไปเก้าสิบสี่กัป องค์ที่ ๑๙ อุบัติขึ้นองค์เดียวในกัปนั้น ย้อนกลับไปเก้าสิบสองกัป องค์ที่ ๒๐-๒๑ อุบัติขึ้นในกัปนั้น ย้อนกลับไปเก้าสิบเอ็ดกัป องค์ที่ ๒๒ องค์เดียวอุบัติขึ้นในกัปนั้น (นี้คือพระวิปัสสีที่กล่าวถึงเป็นองค์แรกในพระพุทธเจ้าจำนวนเด็ดพระองค์ในภาณยักข์ภาณพระ) ย้อนกลับไปสามสิบเอ็ดกัป องค์ที่ ๒๓-๒๔ อุบัติขึ้นในกัปนั้น ต่อจากนั้นก็มาถึงภัทรกัปปัจจุบัน องค์ที่ ๒๕-๒๖-๒๗-๒๘ ได้อุบัติขึ้นแล้วโดยลำดับ และจะอุบัติขึ้นข้างหน้าอีกพระองค์หนึ่ง รวมเป็นพระเจ้า ๕ พระองค์ในกัปนี้ เพราะกัปนี้มีพระพุทธเจ้าอุบัติมากกว่ากัปอื่น ๆ ในอดีตที่ท่านระลึกไปถึง จึงเรียกว่า ภัททกัป หรือ ภัทรกัป แปลว่า กัปเจริญ

ในคัมภีร์ฝ่ายเถรวาทนี้ ได้มีกล่าวถึงพระโพธิสัตว์ของเราทั้งหลาย ได้ทรงบำเพ็ญพระบารมีมาตั้งแต่สมัยพระพุทธเจ้าองค์ที่ ๔ จนมาตรัสรู้เป็นองค์ที่ ๒๘ กำหนดนับได้สี่อสงไขยกำไรแสนมหากัลป์ ด้วยวิธีกำหนดนับดั่งกล่าวนี้ ได้มีฝ่ายที่นับถือเรื่องนี้อยู่ไม่น้อย ที่กาบาเอ้ประเทศพม่า ได้ปลูกไม้ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าทั้งหมดไว้แต่ถึงจะไม่นับถือ เมื่อทราบวิธีกำหนดนับของท่าน ก็อาจจะเข้าใจหนังสือที่ได้อ่านหรือได้ฟัง ซึ่งมีอยู่ไม่น้อยในสำนวนเก่า โดยเฉพาะก็จะได้ทราบว่า คนรุ่นเก่าแก่ได้เห็นแล้วว่าโลกนี้มีเกิดดับเช่นเดียวกับสังขารมนุษย์ และมีความเชื่อว่าโลกนี้เมื่อดับแล้วก็เกิดขึ้นอีก คล้ายกับมีชาติภพ และชาติหนึ่ง ๆ ของโลกมีระยะเวลายาวไกลเรียกว่ากัปหรือกัลป์ ดั่งกล่าวมานั้นเลย

ระยะเวลาเกิดดับของโลกคราวหนึ่ง ๆ อันเรียกว่ากัปหนึ่ง ๆ ตามที่กล่าวมาแล้ว ท่านจำแนกออกเป็น ๔ ส่วนคือ

๑. สังวัฏฏกัป แปลว่า กัปเสื่อม

๒. สังวัฏกฐายีกัป แปลว่า กัปที่ตั้งอยู่เนื่องด้วยกัปเสื่อม

๓. วิวัฏฏกัป แปลว่า กัปเจริญ

๔. วิวัฏฏฐายีกัป แปลว่ากัปที่ตั้งอยู่เนื่องกับกัปเจริญ

กัปทั้ง ๔ นี้เป็นกัปย่อย คือ จำแนกกัปที่เป็นอายุโลกออกเป็น ๔ กัปย่อย เพื่อเรียกให้ต่างกัน จึงเรียกกัปที่เป็นอายุโลกทั้งหมดว่ามหากัป แม้แยกย่อยออกเป็น ๔ ก็เป็นการไม่ง่ายที่จะนับว่าเท่านั้นเท่านี้ปี หรือร้อยปี พันปี แสนปี จึงเรียกว่าอสงไขยเหมือนกัน หมายความว่านับไม่ถ้วน ฉะนั้น กัปย่อยทั้ง ๔ จึงเรียกว่าอสงไขยทั้ง ๔ รวมความว่าแบ่งกัปใหญ่ที่เป็นอายุโลกทั้งหมดออกเป็น ๔ กัปหรือ ๔ อสงไขย แต่พึงเข้าใจว่า ๔ อสงไขยในที่นี้หมายถึง ๔ กัปย่อยดังกล่าวเท่านั้น มิใช่หมายถึง อสงไขยที่กล่าวมาแล้วในตอนที่ว่าด้วยเรื่องสี่อสงไขยกำไรแสนมหากัลป์ ฉะนั้น อสงไขยในที่นี้เท่ากับเป็นอสงไขยย่อย เช่นเดียวกับกัปย่อย บางทีก็เรียกรวมว่า อสงไขยกัป อันหมายถึงส่วนย่อยทั้ง ๔ ของอายุโลกดั่งกล่าวเท่านั้น และใช้เรียกว่าอสงไขยก็เพราะแม้เป็นส่วนย่อยก็นับปีไม่ถ้วนเหมือนกัน (อสงไขยในตอนนี้หมายถึงนับปีไม่ถ้วน ส่วนในตอนโน้นหมายถึงนับกัปไม่ถ้วน).

ในกัปย่อยทั้ง ๔ นั้น จะกล่าวถึงกัปเสื่อมก่อน หมายความว่าระยะเวลาที่ โลกวินาศ คือ สลายหรือดับ ความวินาศของโลกมี ๓ อย่างคือ อาโปสังวัฏฏะ วินาศเพราะน้ำ เตโชสังวัฏฏะ วินาศเพราะไฟ วาโยสังวัฏฏะ วินาศเพราะลม อธิบายตามคดีเก่าแก่นั้นว่า เมื่อโลกวินาศเพราะไป จะเกิด มหาเมฆกัปวินาศ คือเกิดฝนตกใหญ่ทั่วโลกก่อน ครั้นฝนนั้นหยุดแล้วจะไม่มีฝนตกอีก จะเกิดความแห้งแล้วไปโดยลำดับ จะมีดวงอาทิตย์ดวงที่ ๒ ปรากฏขึ้น จนถึงดวงที่๗ จึงจะเกิดไปประลัยกัลป์ไหม้โลกจนหมดสิ้น อากาศเบื้องบนจะเป็นอันเดียวกับอากาศเบื้องล่าง หมายความว่าเหลือแต่อากาศว่างเปล่า มีความมืดมิดทั่วไป ครั้นแล้ว มหาเมฆกัปสมบัติ (ก่อเกิดกัป)จะตั้งขึ้น ฝนจะก็ตกทั่วไปที่ซึ่งถูกไฟไหม้ ลมจะประคองรวมน้ำฝนให้รวมกันเป็นก้อนลมเหมือนหยาดน้ำบนในบัว แล้วก็แห้งขอดลงไป ปรากฏโลกขึ้นใหม่ จึงถึงวาระที่เรียกว่ากัปเจริญ สัตว์ที่บังเกิดขึ้นเป็นพวกแรกนั้นเป็นพวกพรหมในพรหมโลกชั้นที่ไฟไฟม้ขึ้นไปไม่ถึง ลงมาเกิดเป็นพวก อุปปาติกะ (แปลกันว่าลอยเกิด หมายความว่าเกิดเป็นตัวตนใหญ่โตปรากฏขึ้นทีเดียว) พากันบริโภคง้วนดิน (ปฐวิรส คือเมื่อน้ำแห้งขอด ก็เกิดเป็นแผ่นฝ้าขึ้นในเบื้องต้น มีสีงาม มีรสหอมหวาน) สะเก็ดดิน (ปฐวีปัปปฏก) เครือดิน (ปทาลตา) หมดไปโดยลำดับ จากนั้นจึงบริโภคธัญชาติ เป็นต้นว่า ข้าวสีสาลีสืบต่อมา สัตวโลกจำพวกแรกเหล่านั้นจึงมีร่างกายหยาบขึ้นโดยลำดับ จนปรากฏเป็นบุรุษสตรีสร้างบ้านเรือนสืบพันธุ์กันมา ในชันแรกมีอายุยืนยาวเป็นอสงไขย (นับปีไม่ถ้วน) ต่อมากากันประพฤติอกุศลกรรมด้วยอำนาจของราคะ โลภะ โทสะ โมหะ มากขึ้น อายุก็ลดน้อยถอยลงโดยลำดับจนถึง ๑๐ ปี ก็พากันถึงความพินาศเป็นส่วนมาก เพราะภัย ๓ อย่าง คือ ศัสตราวุธ โรค ทุพภิกขภัยคือความขาดแคลนอาหาร เรียกว่าสมัยมิคสัญญี แปลว่า มีความสำคัญในกันและกันว่าเหมือนอย่างเนื้อ คือเห็นกันฆ่ากันเหมือนอย่างเนื้อถึก แต่ก็ยังไม่พินาศกันหมดทั้งโลก ยังมีสัตว์ที่เหลือตายหลบหลีกไป และกลับได้ความสังเวชสลดจิต พากันประพฤติกุศลกรรมมากขึ้น ก็พากันเจริญอายุมากขึ้นด้วยอำนาจกุศลโดยลำดับจนถึงอสงไขย แล้วกลับอายุถอยลงมาด้วยอำนาจอกุศลกรรมจนถึงอายุ ๑๐ ปี แล้วก็กลับเจริญขึ้นใหม่อีก วนขึ้นวนลงอยู่อย่างนี้ จนกว่าจะถึงคราวโลกวินาศอีกครั้งหนึ่ง ระยะเวลาทั้งหมดนี้จัดเป็นกัปย่อยทั้ง ๔ ได้ ดั่งนี้

๑. สังวัฏฏกัป - กัปเสื่อม ตั้งแต่เกิดมหาเมฆกัปวินาศตกใหญ่จนถึงไฟประลัยกัลป์ไหม้โลกจนหมดสิ้นดับลงแล้ว

๒. สังวัฏกฐายีกัป - กัปที่ตั้งอยู่เนื่องด้วยกัปเสื่อม ตั้งแต่ไฟไฟไหม้โลกดับ จนถึงมหาเมฆกัปสมบัติตกใหญ่เริ่มก่อกำเนิดโลกขึ้นใหม่

๓.วิวัฏฏกัป - กัปเจริญ ตั้งแต่มหาเมฆกัปสมบัติ จนถึงปรากฏดวงจันทร์ดวงอาทิตย์

๔.วิวัฏฏฐายีกัป - กัปที่ตั้งเนื่องอยู่ด้วยกัปเจริญ ตั้งแต่บัดนั้นจนถึงมหาเมฆกัปวินาศบังเกิดขึ้นอีก



ส่วนความวินาศด้วยน้ำนั้น เกิดมหาเมฆกัปวินาศขึ้นเช่นเดียวกันก่อน แล้วจึงเกิดมหาเมฆน้ำด่างตกลงมาเป็นน้ำประลัยกัลป์ ย่อยโลกให้วินาศไปเช่นเดียวกับไฟไหม้โลก และความวินาศด้วยลมนั้น ก็เกิดมหาเมฆกัปวินาศขึ้นก่อน แล้วเกิดลมกัปวินาศเป็นลมประลัยกัลป์ พัดผันโลกให้ย่อยยับเป็นจุณวิจุณไปเช่นเดียวกับไฟไหม้โลก
เกณฑ์โลกวินาศดั่งกล่าวนี้ คติเก่าแก่นั้นกล่าวไว้ว่า วินาศด้วยไฟ ๗ ครั้ง แล้วเจริญด้วยน้ำในครั้งที่ ๘ ครั้งวินาศด้วยไฟและน้ำดั่งนี้ครบ ๘ ครั้ง ๘ หนแล้ว จึงวินาศด้วยลมครั้ง ๑ และส่วนที่ ๔ ของกัปย่อย (วิวัฏฏฐายีกัป) ระยะเวลาสัตวโลกมีอายุ ๑๐ ปี เพิ่มขึ้นจนถึงอสงไขย แล้วถอยลงจนถึง ๑๐ ปีอีก เรียกว่า อันตรกัป (กัปในระหว่าง) ๑ ประมาณ ๖๔ อันตรกัป จึงเป็นกัปย่อยที่ ๔ นั้น แต่บางอาจารย์กล่าวว่า ประมาณ ๒๐ อันตรกัป และระยะเวลาที่พระพุทธเจ้ามาตรัสรู้นั้นในยุคที่มนุษย์มีอายุ ๑ แสนปี ลงมาถึง ๑๐๐ ปี เพราะเมื่อมนุษย์มีอายุมากเกินไปก็เห็นทุกข์ได้ยาก มีอายุน้อยเกิดไปก็มีกิเลสหนาแน่นมาก ยากที่จะตรัสรู้ธรรมได้เช่นเดียวกัน

เรื่องโลกวินาศและโลกสมบัติ หรือโลกดับโลกเกิดตามคติความคิดเก่าแก่ ซึ่งติดมาในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนามีดั่งที่กล่าวมาโดยย่อฉะนี้ ตามคติความคิดเรื่องโลกประลัยได้มีกล่าวถึงเขตแห่งความประลัยไว้ว่า ไฟประลัยกัลป์ไหม้โลกตั้งแต่พรหมชั้นอาภัสสรลงมา น้ำประลัยกัลป์ท่วมโลกตั้งแต่พรหมชั้นสุภกิณหะลงมา ลมประลัยกัลป์พัดผันโลกตั้งแต่พรหมชั้นเวหัปผลลงมา ฉะนั้น ก็ควรกล่าวถึงเรื่องโลกตามคติความคิดเก่าแก่นั้นต่อไป

"ยิ่งหนีทุกข์ ยิ่งเจอทุกข์ ... ยิ่งรู้ทุกข์ จะพ้นทุกข์"
0



#3 ผู้ใช้ออฟไลน์   Supakorn ไอคอน

  • ตอบไม่มาก
  • กลุ่ม: รอยืนยันทางเมล์
  • ตอบ: 72
  • สมัคร: 23/05/2009

ตอบ: 20/05/2010 - 20:08

ยาวมากจริงๆครับ ^^

บางแห่งก็ว่า ในกัป = เวลาที่จักรวาลหนึ่งเกิดขึ้น แล้วก็ดับไป ครับ
บางแหล่งข้อมูลบอกวิธีคิดเลย (แต่ไม่ค่อยตรงกัน)
"ยิ่งหนีทุกข์ ยิ่งเจอทุกข์ ... ยิ่งรู้ทุกข์ จะพ้นทุกข์"
0



#4 ผู้ใช้ออฟไลน์   ppm ไอคอน

  • ตอบไม่มาก
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมทั่วไป
  • ตอบ: 25
  • สมัคร: 19/08/2009

ตอบ: 20/05/2010 - 20:23

ใน 1 จักรวาลมีหลายดวงดาว ในดาวดวงอื่นมีคน ที่จะได้รับการสอนธรรมะ แบบในโลกนี้มั้ยครับ
0



#5 ผู้ใช้ออฟไลน์   Supakorn ไอคอน

  • ตอบไม่มาก
  • กลุ่ม: รอยืนยันทางเมล์
  • ตอบ: 72
  • สมัคร: 23/05/2009

ตอบ: 20/05/2010 - 20:27

ผมว่าไม่นะครับ

คงต้องลองไปดูคำแปลในบทสวด "มงคลจักรวาล" ครับ
แล้วจะทราบว่า จักรวาลนี้เป็นมงคลและดีที่สุด เพราะมีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้
แต่ในอนาคตข้างหน้าจะเป็นอย่างไรก็ไม่แน่ใจครับ
อาจจะไม่ใช่จักรวาลเดิมนี้ก็ได้ครับ

"ยิ่งหนีทุกข์ ยิ่งเจอทุกข์ ... ยิ่งรู้ทุกข์ จะพ้นทุกข์"
0



#6 ผู้ใช้ออฟไลน์   เฉลิมศักดิ์ ไอคอน

  • ตอบ 6000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 6240
  • สมัคร: 26/01/2004

ตอบ: 21/05/2010 - 06:08

http://www.larnbuddh...anon/11111.html

อ้างอิง

มหากัป เป็นอย่างไร



อสงไขยปี เป็นอย่างไร


ในยุคแรกๆ มนุษย์นั้น จะมีอายุขัยที่ยืนยาวมาก คือจะมีอายุ เท่ากับ เอาเลข 1 นำหน้า แล้วตามด้วยเลข 0 อีก 140 ตัว จำนวนทั้งหมดนี้แหละครับที่เขาเรียกกันว่า อสงไขยปี



หนึ่งรอบอสงไขยปี เป็นอย่างไร


ในทุก 100 ปี มนุษย์เราจะมีอายุขัยสั้นลง 1 ปี และจะเป็นอยู่อย่างนี้เรื่อยมา คือ จะมีอายุขัยสั้นลงๆ จนกว่าจะมีอายุขัยที่ต่ำสุด คือ 10 ปี การลดลงของอายุขัยก็จะหยุดลง และจะเริ่มต้น การมีอายุที่ยืนยาวขึ้น จาก 10 ปี เป็น 11 ปี โดยใช้วิวัฒนาการ ทุกๆ 100 ปีเช่นกัน และจะมีการพัฒนาเช่นนี้ ต่อไปเรื่อยๆ

จนกว่า อายุ จะเท่ากับ อสงไขยปี เช่นเดิม คือ 1 แล้วตามด้วย 140 ศุนย์ กำหนดระยะเวลาทั้งหมดนี้ เราเรียกว่า หนึ่งรอบอสงไขยปี และการที่ครบรอบหนึ่งอสงไขยปีนี้แหละ ก็จะเท่ากับ หนึ่ง อันตรกัป

----------------------------

เมื่อนับจำนวนทั้ง 4 อสงไขยรวมกัน เราจะเรียกว่า 1 มหากัป คือ

1. สังวัฏฏอสงไขยกัป นานถึง 64 อันตรกัป

2. สังวัฏฏฐายีอสงไขยกัป นานถึง 64 อันตรกัป

3. วิวัฏฏอสงไขยกัป นานถึง 64 อันตรกัป

4. วิวัฏฏฐายีอสงไขยกัป นานถึง 64 อันตรกัป

รวม 4 อสงไขยกัป ก็เป็น 256 อันตรกัป ซึ่งจะเท่ากับ 1 มหากัป

แต่ทีนี้เวลาบอกว่า พระพุทธเจ้าได้บำเพ็ญเพียร สั่งสมบารมี เป็น 4 อสงไขยกับหนึ่งแสนมหากัป นั้น คำว่า อสงไขยในที่นี้ หมายถึง การนับจำนวนของมหากัป เป็นอสงไขย กับ อีกหนึ่ง แสน มหากัป ครับ

ตรงนี้แหละครับที่ผมเองก็ยังไม่ค่อยเข้าใจสักเท่าไหร่ว่า การนับ จำนวนของ มหากัปได้ เท่ากับ อสงไขยนั้น เป็นจำนวนเท่าไหร่ ขอฝากไว้ให้ลองคิดกันดูแล้วกันนะครับ

หมายเหตุ คำว่ากัปและกัลนั้น ต่างก็มีความหมายเหมือนกัน แตกต่างกันที่ คำหนึ่งเป็น ภาษาบาลี อีกคำหนึ่งเป็น ภาษาสันสกฤต แต่ไม่แน่ใจว่าคำใดเป็นบาลี คำใดเป็นภาษาสันสกฤต

แหล่งข้อมูล จากหนังสือชื่อ ศาสตร์ว่าด้วยการเป็นพระพุทธเจ้า (มุนีนาถทีปนี) สำนักพิมพ์ คณะสังคมผาสุก ผู้แต่ง พระเทพมุนี (วิลาส ญาณวโร) ISBN: 974-7437-92-9


--------------------------------------------------------------------

อ้างอิง

Supakorn
ก๊อปมาแปะนะครับ ^^

---------
การกำหนดดั่งกล่าวในวิธีที่ 2 นี้แหละ เป็นที่มาของคำว่า กัป (กัปปะ) ในภาษามคธ หรือ กัลป์ในภาษาสันสกฤต เพราะคำนี้แปลอย่างหนึ่งว่า กำหนด แต่ก็ใช้ในความหมายหลายอย่าง เช่น ในความหมายว่า“สมควร” เป็นต้นและที่ใช้ในความหมายถึงกาลเวลาแห่งอายุตามยุคตามสมัยก็มี เช่นในคราวที่พระพุทธเจ้าปลงอายุสังขารว่าอีกสามเดือนจะเสด็จปรินิพพาน พระอานนท์ได้กราบทูลอาราธนาขอให้เสด็จอยู่กัปหนึ่ง เพราะได้เคยสดับพระพุทธเจ้าตรัสว่า ผู้ที่เจริญอิทธิบาท 4 ประการ ถ้าจำนงใจจะดำรงรูปกายอยู่ก็จะพึงอยู่ได้กัปหนึ่ง หรือเหลือกว่ากัปหนึ่ง

----------------------------------
จากเรื่องที่พระอานนท์ ไม่ได้ทูลขอให้พระพุทธเจ้าทรงพระชนม์ตลอด กัป

ผมแสดงความเห็นไว้ดังนี้

http://larndham.org/...511&per=1&st=7&

อ้างอิง

อ่านผ่าน ๆ ผมคิดว่า เป็นกัปใหญ่ ที่มากกว่าอสงไขยปี ผมก็คิดว่า คงจะดีนะถ้าพระพุทธเจ้ามีพระชนม์ยืนยาวจะได้รื้อขนสัตว์ ไปมาก ๆ

แต่เมื่อมาศึกษาหลายละเอียดจึงพบว่า กัป ในที่นี้หมายถึง อายุกัป คือ ประมาณ 100 ปี เมื่อครั้งพุทธกาล ( มีบุคคลสมัยนั้น ที่มีอายุเกินอายุกัปบ้าง เช่น 120 ปี มีอยู่จำนวนมาก )

อายุกัปในปัจจุบันคือ 75 ปี มีบ้างที่อายุเกิน แต่ก็ไม่เกิน 100 ปี ( ซึ่งอายุกัป จะลดลงเรื่อย ๆ จนถึง 10 ปี )


ฏีกามิลินท์ ข้อที่ว่า “พระเทวทัตจักไปตกนรกอยู่หลายแสนกัปนั้น” คือพระเทวทัตไม่ได้บรรพชาในพระพุทธศาสนา ก็จักเป็นมิจฉาทิฏฐิ อันมีโทษหนักยิ่งกว่าสังฆเภท เพราะมิจฉาฏิฐินั้น ต้องตกนรกอยู่หลายแสนกัป

ยิ่งเป็นอัจจันตมิจฉาทิฏฐิ คือเป็นมิจฉาทิฏฐิอย่างหนักด้วยแล้ว ก็ยิ่งไม่มีกำหนดว่าจะพ้นจากนรกเมื่อใด จักเป็นหลักตออยู่ในนรกหากำหนดมิได้

คำว่า “ พระเทวทัตทำสังฆเภทแล้วไปตกนรกอยู่ตลอด ๑ กัปนั้น ” หมายถึง อันตรกัป คือกัปในระหว่างกัปใหญ่เท่านั้น ไม่ใช่หมายเอาตลอดกัปใหญ่ (กัปหนึ่ง ๆ แบ่งเป็น ๖๔ อันตรกัป)


-------------------------------------------------

บางท่าน อ่านเจอกัป ในพระไตรปิฏก ก็เหมารวมว่าเป็น มหากัป ทั้งหมด จึงทำให้การไปอธิบาย หรือ เข้าใจพระไตรปิฏก คลาดเคลื่อนไป

ดังเช่น คุณวิชา เป็นต้น

http://larndham.org/...t=5#entry566797

อ้างอิง

ดังนั้นคำว่า ท่องเที่ยวในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายตลอดแสนกัป จึงควรจะเป็นจำนวน แสนกัป จริงๆ หาใช่ เกิดตายเพียงแสนชาติที่เวียนว่ายตายเกิดอยู่

ถ้ากล่าวถึงการเกิดตายตลอดแสนชาติ ก็น่าจะกล่าวว่า ท่องเที่ยวในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายตลอดแสนชาติ หรือ ท่องเที่ยวในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายตลอดแสนครั้ง ก็จะเป็นความหมายที่ชัดเจนกว่า ไม่จำเป็นต้องเอา กัป มาเกี่ยวข้องเลย

และประโยคข้อมูลเก่าในพระไตรปิฏก ก็มีแสดงให้ชัดเจนอยู่แล้วถึงความหมาย ในเรื่องของ อดีตชาติของ นางวิสาขา หรือพระอเสติที่เป็นเอกคคัดทะ ที่สร้างบารมีเมื่อแสนกัป ที่ผ่านมาแล้ว ซึ่งมีรูปประโยคที่กล่าวไว้ชัดเจนเทียบเคียงกันได้ และไม่ต่างกันเลย.

0



คำตอบต่อไป: ไม่มี
หน้า 1 จาก 1
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • กระทู้นี้ถูกล็อค

1 ผู้ใช้กำลังอ่านกระทู้นี้
0 สมาชิก, 1 ผู้เยี่ยมชม, 0 ผู้ใช้ที่ไม่ระบุชื่อ