ลานธรรมเสวนา: "มาร" ชอบพูดว่า.... - ลานธรรมเสวนา

เข้าไปดูเนื้อหา

  • (6 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • 3
  • สุดท้าย »
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • กระทู้นี้ถูกล็อค

"มาร" ชอบพูดว่า.... "น่า...ไม่เป็นไรหรอก.... นิดเดียวเอง" ให้คะแนนกระทู้: -----

#0 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11876
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 12/05/2010 - 12:41

อ้างอิง

อนุสัย ภาษาปัจจุบันเรียกว่า ความเคยชินที่จะเกิดกิเลสชนิดนั้น คนไหนที่มีความเคยชินมากก็เกิดกิเลสประเภทนั้นบ่อย

ถ้าไม่รีบฝึกสติสัมปชัญญะ กิเลสจะเกิดเร็วและแรงมากขึ้น การฝึกสติสัมปชัญญะเป็นการทำลายโอกาสของกิเลส ไม่ให้อาหารแก่กิเลส

เมื่อฝึกสติสัมปชัญญะมากขึ้น โอกาสที่จะเกิดกิเลสก็น้อยลงไปตามลำดับ จนกระทั่งบรรลุธรรมจึงจะทำลายเหตุได้ กิเลสประเภทนั้นๆ และกิเลสที่เกี่ยวข้องก็จะไม่เิกิดอีกเลย เรียกว่า ปหานอนุสัย ละอนุสัยได้ด้วยปัญญา

(จากหนังสือแนวทางปฏิบัติธรรม จากพระบาลีพุทธพจน์ ของ อ.สุภีร์ ทุมทอง)


เมื่อวานได้คุยกับกัลยาณมิตรท่านนึงเรื่องกรรม อนุสัยกิเลสและการก่อกรรม
การเจริญสติที่่จะช่วยเราไว้ได้ทันก่อนลงมือก่อกรรมอันเป็นความเคยชิน

...................................
เภตรา - มันทำให้เห็นเลยว่าอนุสัยกิเลส ทำงานยังไง มันจะชักจูงให้วนเวียนกลับไปทำกรรมเดิมๆ ... มันอยู่ในการคิด มันอยู่ในวิธีคิดนินา
กัลยาณมิตร - จิตมันไหลไปตามความเคยชิน
เภตรา - มารชอบพูดว่า .. น่า ไม่เป็นไรหรอก นิดเดียวเอง
กัลยาณมิตร - อือ จริง มารชอบพูดแบบนั้น ปรกติ พญามาร จะพูด จะบอกแบบนั้น

..................................

มาลองแลกเปลี่ยนพูดคุยกัน
เพื่อฝึกสังเกตและรู้ทัน
เสียง (กิเลส) "มาร" ในหัว กันค่ะ
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0


  • (6 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • 3
  • สุดท้าย »
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • กระทู้นี้ถูกล็อค

การตอบอื่นๆต่อกระทู้นี้



#1 ผู้ใช้ออฟไลน์   คนไม่มีอะไร ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1489
  • สมัคร: 01/07/2005

ตอบ: 12/05/2010 - 13:33

ถ้าเชื่อตามมารตลอดไปเรื่อย ก็มีวันแต่จะต่ำลงไปเรื่อยๆๆนะ
หลวงพ่อเคยสอนว่า
คนดี ทำความดีง่าย ทำความชั่วยาก
คนชั่ว ทำความดียาก ทำความชั่วง่าย
การจะเปลี่ยนแปลงตนเอง ก็ต้องใช้ความอดทน
และการยอมเสียผลประโยชน์เท่านั้น
โดยปกติเราจะไหลลงต่ำมีแต่ต้องยอมฟืน
เพื่อที่จะปีนขึ้นที่สูงนะ
0



#2 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11876
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 12/05/2010 - 14:14

เภตราเชื่อว่าคนที่เจริญสติมาอย่างแข็งแรงจะรู้ทันว่านี่คือ"มาร"
แล้วคงไม่เชื่อตามมารหรอกค่ะ
เพราะที่เราฝึกกันอยู่นี่ก็เพื่อจะ "รู้" ทันกิเลส
ที่มันละเอียดยิ่งขึ้นๆ
แม้แต่เส้นใยบางๆ
ระหว่างเมตตาและอัตตาเราก็ต้องรู้ทันมันให้ตลอดค่ะ

เรามาแลกเปลี่ยนกันเพื่อเป็นการฝึกจิตให้หัดสังเกต
บางท่านอาจรู้ไม่ทัน
แต่หากหมั่นสังเกตและรู้ทัน
"มาร"ก็จะทำอะไรไม่ได้
กิเลสเมื่อมันไม่ได้อาหารมันก็จะไร้เรี่ยวแรง
ดังในอ้างอิงข้างบนค่ะ
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#3 ผู้ใช้ออฟไลน์   just_name ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1208
  • สมัคร: 12/05/2009

ตอบ: 12/05/2010 - 14:49

โหววว ใช่เลยค่ะพี่ปลา :12: :12: :12:

บางทีมันก็ไม่พูดนะคะ

มันนอนลูกเดียวเลย

ไม่มีคำพูด 5555555+
ศึกษาความจริงกับความหลง
http://www.youtube.com/watch?v=yudxsA4dUyk

อย่าวุ่นวายใจกันนักเลย โลกมันไร้สาระ
0



#4 ผู้ใช้ออฟไลน์   failogy ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกผู้อ่านอย่างเดียว
  • ตอบ: 1792
  • สมัคร: 14/01/2008

ตอบ: 12/05/2010 - 14:57

นอนไม่ใช่ปัญหา ที่มีปัญหาคือ มันเริ่มพูดแล้ว เห็นว่าเป็นเราพูด และยังนอนต่อ :99:
ไม่ต้อง ไม่ตั้ง, ไม่อาลัยกับอะไร
เกาะไม่ติด ยึดไม่อยู่ ... อยู่แล้ว
0



#5 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11876
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 12/05/2010 - 15:15

อ้าว...กำลังจะเอาอ้างอิงนี้มายกตัวอย่าง
อาจจะ"โดน" หนู สักจึ๊กนึงนะจ๊ะ หนูอ้อม :08:

................

เภตรายกตัวอย่างกิเลสประเภท "ขี้เกียจ"(มันรวมหลายๆ ตัว)
แม้ว่าเราจะดูไม่ทันมัน แต่ถ้าเราหมั่นสังเกต
เราก็อาจจะทันรู้สึกตัวตอนได้ยินเสียงคล้ายกับที่เคยแนะนำไว้ในอ้างอิงนี้ค่ะ


อ้างอิง

เมื่อไหร่ที่เราเห็นหรือนึกถึงหน้าที่การงาน
และสิ่งต่างๆ ที่จะต้องสะสางตามที่วางแผนไว้
หากได้ยินเสียงในหัว หรือความรู้สึกอันว่า....เดี๋ยวก่อน,แป๊บนึง,ไว้ตอน....
หรืออะไรทำนองเกิดขึ้นมา
"ให้ขยับตัวหรือลุกขึ้น... แล้วเดินไปทำมันทันที"
และหากมันเป็นงานที่ต้องใช้เวลานานที่นำให้เจ้าตัว "เดี๋ยวก่อน" เกิดขึ้น
อย่างน้อยก็ขอให้ลุกขึ้นไปคว้างานเล็กๆ น้อยๆ มาจับทำเป็นการอุ่นเครื่องก็ยังดีค่ะ

เพราะฉะนั้นเคล็ดจริงๆ คือ "เดี๋ยวก่อนมา ลุกขึ้นทันทีค่ะ
"
กระทู้จากลิงก์นี้ค่ะ
http://larndham.org/..._1&#entry625356

.............

อ้างอิง

บางทีมันก็ไม่พูดนะคะ

มันนอนลูกเดียวเลย

ไม่มีคำพูด 5555555+



มันอาจจะเป็นความเหน็ดเหนื่อยอ่อนเพลียทางร่างกายก็ได้นะน้องอ้อม
โหมงานหนักจนร่วงรึเปล่า ดูแลสุขภาพด้วยจ้า
ไม่งั้นอันนี้มารคงไม่ต้องพูดไรหรอก
แค่เป่าลมเบาๆ ที่หนังตา..ก็พอแล้ว :04:
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#6 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11876
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 12/05/2010 - 15:21

อ้างอิง

นอนไม่ใช่ปัญหา ที่มีปัญหาคือ มันเริ่มพูดแล้ว เห็นว่าเป็นเราพูด และยังนอนต่อ


งั้นน้องเอ็มต้องรีบลุกขึ้นมาคว้าเจ้าปืนในภาพอันก่อน รัวใส่เจ้าตัวที่พูดเลยค่ะ.....เอาให้หมดชุดกระสุนเลยนะคะ :86:
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#7 ผู้ใช้ออฟไลน์   failogy ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกผู้อ่านอย่างเดียว
  • ตอบ: 1792
  • สมัคร: 14/01/2008

ตอบ: 12/05/2010 - 15:35

เปลี่ยนคอนเซ็ปแล้วครับพี่ปลา
เปลี่ยนเป็น ทุ่งนาและทางเดิน :114:
ไม่ต้อง ไม่ตั้ง, ไม่อาลัยกับอะไร
เกาะไม่ติด ยึดไม่อยู่ ... อยู่แล้ว
0



#8 ผู้ใช้ออฟไลน์   น้องบู ไอคอน

  • ตอบ 2000+
  • PipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 2730
  • สมัคร: 25/03/2008

ตอบ: 12/05/2010 - 16:01

มารมันรู้สึกก่อนน่ะนะ ก่อนจะพูด

รู้สึกไม่อยากทำสิ่งทีดี สิ่งที่ควร มันก็มักจะหาคำพูดมาอ้างไปเรื่อย ๆ
รู้สึกอยากทำในสิ่งที่ไม่ดี สิ่งที่ไม่ควร มันก็ยุใหญ่เลย "เอาซะหน่อยน่า"

ประมาณอย่างนี้

ถ้าดับตรงความรู้สึก อยาก/ไม่อยาก ได้ก่อน มันก็เงียบไปเลย

เป็นครั้ง ๆ คราว ๆ ไปน่ะนะครับ ไม่ใช่ทุกครั้งหรอก :09:

จะว่าไปเดี๋ยวนี้ ก็รักทั้งมาร รักทั้งเทพ บางทีก็เฉย ๆ กับมาร บางทีก็เฉย ๆ กับเทพ แต่ไม่ค่อยจะเกลียดมาร ไม่ค่อยจะเกลียดเทพ (เกลียดมันหายไปนานเหมือนกัน แต่ยังโผล่มาบ้างนาน ๆ ที)

การโพสต์นี้ได้ถูกแก้ไขโดย น้องบู: 12/05/2010 - 16:06

"สิ่งทั้งหลายมีแต่ธรรม มีแต่อนัตตา ขนาดนิพพานยังอนัตตาเลย อัตตาไม่มี เข้าใจอะไรกันผิดหรือเปล่า"
"ทิฐิต่าง ๆ มีได้เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย"
0



#9 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11876
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 12/05/2010 - 17:40

อ้างอิง

มารมันรู้สึกก่อนน่ะนะ ก่อนจะพูด

รู้สึกไม่อยากทำสิ่งทีดี สิ่งที่ควร มันก็มักจะหาคำพูดมาอ้างไปเรื่อย ๆ
รู้สึกอยากทำในสิ่งที่ไม่ดี สิ่งที่ไม่ควร มันก็ยุใหญ่เลย "เอาซะหน่อยน่า"

ประมาณอย่างนี้

ถ้าดับตรงความรู้สึก อยาก/ไม่อยาก ได้ก่อน มันก็เงียบไปเลย

เป็นครั้ง ๆ คราว ๆ ไปน่ะนะครับ ไม่ใช่ทุกครั้งหรอก


ขออนุญาตเสริมนิดนึงนะคะ เผื่อคนอ่่านสับสนแล้วไป "รู้" ผิด

เมื่อมีสติรู้สึกตัวคือมีสติสัมปชัญญะ(จิตมีความตั้งมั่น)
จะเห็นความยินดียินร้ายเกิดขึ้น
จิตไปรู้ทันตัณหาคือความอยากนั้น
ความยินดียินร้ายก็จะดับไป
เป็นการ "รู้" นะคะ ไม่ใช่ไปดับความรู้สึก

ส่วนตัวที่พูดเยอะนั้นเป็นสังขารปรุงแต่งโดยความเป็นเราอย่างโน้นอย่างนี้
อย่างที่น้องบูอาจจะรู้สึกเป็นฝ่ายเทพกับมารในใจ

แต่พญามารตัวจริงยืนกอดอกอยู่เบื้องหลัง
คอยเตะสกัดจุดด้วยประโยคสั้นๆ เจาะใจ
อย่างชนิดที่ขาไม่แข็งโดนเข้าแล้ว
เข่าอ่อนยวบ...ม่ายก็หัวทิ่มไถลหลงไปง่ายๆ เลย :80:
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#10 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11876
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 12/05/2010 - 17:56

อ้างอิง

เปลี่ยนคอนเซ็ปแล้วครับพี่ปลา
เปลี่ยนเป็น ทุ่งนาและทางเดิน


เปลี่ยนคอนเ็ซ็ปแล้ว งั้นก็ชวนเจ้าตัวที่พูดลุกไปวิ่งจ๊อกกิ้งกลางทุ่งนาในภาพสิคะ น่าจะสดชื่นนะคะ เห็นแล้วยังน่าเดินเล่นเลย

ส่วนที่เห็นว่าเป็นเราพูด แล้วนอนต่อ
ก็รู้สึกถึงกายที่นอนไป
ถ้าจิตยังปรุงคำพูดอยู่ก็รู้จิตที่ปรุงแล้วดับไป
หรือไม่ก็รู้ว่าจิตไม่ตั้งมั่นเก็บแต้มไว้......แล้วค่อยนอนต่อ :42:
เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#11 ผู้ใช้ออฟไลน์   บุญรักษา ไอคอน

  • ตอบ 500+
  • PipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 524
  • สมัคร: 21/09/2007

ตอบ: 12/05/2010 - 17:59

โดน!! :10:
ว่างมั๊ย?

อยากชวนเธอเดินทางสู่ความว่างกัน ...
0



#12 ผู้ใช้ออฟไลน์   เภตรา ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 11876
  • สมัคร: 02/04/2009

ตอบ: 12/05/2010 - 22:52

เพิ่มเติมความรู้เรื่องมารค่ะ

อ้างอิง

ถาม – มารที่เป็นเทวดามีจริงหรือ?

ศาสนาพุทธจะไม่ยอมรับการปรากฏขึ้น เองลอยๆของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่นถ้าเชื่อว่ามีเทวดา ต้องบอกได้ว่าทำกรรมอันใดจึงสมควรได้เป็นเทวดา ถ้าเชื่อว่ามีมาร ต้องสืบได้ว่ามีเหตุคือการคิด การพูด การทำชนิดใดจึงเป็นมาร

กล่าวโดยกว้างที่สุดตามความเข้าใจแบบชาวบ้าน มารหมายถึงตัวขัดขวางไม่ให้ใครประสบสุข ประสบความเจริญ หรือประสบความสำเร็จประโยชน์

ตัวอย่างที่ใช้กันในชีวิตประจำวัน มักหมายถึงมารขวางความรัก ประเภทหมูจะหามเอาคานมาสอด หรือกำลังจะแต่งงานดันมีมือที่สามยื่นเข้ามาแทรกให้ต้องแตกหักกันเสียก่อน อะไรทำนองนั้น นั่นก็ถูกความหมายตามพจนานุกรมชาวบ้าน ที่ว่ามารคือผู้เป็นอุปสรรคขัดขวาง เราอยากได้อะไรแล้วมีใครมาขวาง ใจก็นึกเห็นเขาเป็นมารได้หมด

อย่างไรก็ตาม บางกรณีใจเราคิดว่าเขาเป็นมาร แต่โดยพฤติกรรมหรือเจตนาที่แท้จริงของเขาอาจไม่ใช่มารก็ได้ ยกตัวอย่างเช่นคุณกำลังจะไปทำบุญ แต่เผอิญถึงเวลาเจ้าหนี้มาทวง พอเห็นเขาปรากฏตัวที่หน้าประตูรั้วถึงกับเผลออุทานว่าแย่จริง! จะทำบุญเสียหน่อยเจอมารมาขวาง มาทำให้เสียเส้นซะแล้ว อันนี้ไม่ได้ เพราะ เขาเจตนามาทำหน้าที่ทวงหนี้ที่เราก่อไว้ ไม่ได้จงใจมาขัดขวางงานบุญของเราแต่อย่างใด แต่หากเขารู้ล่วงหน้าว่าคุณจะทำบุญแล้วเจตนามาขัดแข้งขัดขาไม่ให้ออกเดินทาง ก็ว่าไปอย่าง นั่นถึงจะเรียกมารขนานแท้

อีกประการหนึ่ง สำหรับความเป็นมารนั้น อย่าเข้าใจว่าใครจะเอาป้าย ‘มาร’ มาแขวนคอกันโก้ๆนะครับ ไม่มีใครอยากยอมรับหรอกว่าตนเป็นมาร ทุกคนย่อมเข้าข้างตัวเองว่าตนเป็นฝ่ายถูก ฝ่ายดี หรือฝ่ายพระเอก ฉะนั้นสิ่งเดียวที่จะชี้ชัดความเป็นมารได้คือ ‘กรรม’ การจงใจขัดขวางความ ดีหรือบั่นทอนกำลังใจผู้อื่นไม่ให้เข้าถึงปลายทางอันประเสริฐนั่นแหละ คือสิ่งที่ทำให้บุคคลเป็นมารขึ้นมา

มารที่เป็นเทวดาก็เหมือนกัน พวกเขาไม่ได้ปักป้ายไว้ว่านี่เขตหมู่บ้านมารเหมือนที่เห็นในหนังจีน อย่างไรก็ตาม สวรรค์มีการแบ่งเขตตามกรรมเก่า ใครทำอย่างไรก็มาเข้าพวกอย่างนั้น ซึ่งเกือบร้อยทั้งร้อยมนุษย์ที่ขึ้นไปเสวยสุขบนสวรรค์ได้จะต้องมีหลักความ เชื่อและแนวทางการใช้ชีวิตในแบบของศาสนาใดศาสนาหนึ่ง มารประจำศาสนาก็ เป็นคนในศาสนานั่นเอง เสียแต่ว่าเขามีเหตุผลอย่างใดอย่างหนึ่ง ให้หลงผิดไปขัดขวางหรือเตะถ่วงไม่ให้คนบรรลุถึงจุดหมายสูงสุดของศาสนานั้นๆ โดยง่าย

พระพุทธเจ้าตรัสว่าสำหรับพุทธศาสนาของพระองค์ นั้น สาระแก่นสารอยู่ที่ความพ้นทุกข์อย่างสิ้นเชิง คือดับกิเลสแบบไม่มีทางกลับกำเริบได้อีก พูดง่ายๆว่าของเราตั้งเป้าให้คนเป็นพระอรหันต์ขีณาสพ มีจิตบริสุทธิ์ เป็นอิสระไร้ตัณหาขนาบข้าง ฉะนั้นสิ่งใดก็ตามที่ขวางทางไม่ให้บุคคลได้ เป็นพระอรหันต์ สิ่งนั้นนับเป็นมารได้หมด

มารประจำพุทธศาสนาแบ่งแยกเป็นประเภทต่างๆดัง ต่อไปนี้ครับ

๑) กิเลสมาร คือกิเลสของเราเอง คงเคยคิดกันมาบ้างว่าตัวคุณเหมือนมีคนสองคนรบกันอยู่ ฝ่ายหนึ่งอยากแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้พ้นทุกข์ อีกฝ่ายขี้เกียจหรือยังดื้อดึงหวงแหนต้นตอทุกข์เอาไว้ เช่นเห็นๆอยู่ว่าเป็นชู้แล้วจะร้อนใจ เล่นพนันแล้วจะหมดตัว แต่จนแล้วจนรอดก็อดไม่ได้สักที สรุปคือตัวเราในภาคที่ใฝ่ต่ำนั่นแหละ คือมารที่ติดตามตัวไปทุกฝีก้าว ว่าไปแล้วมารประเภทนี้น่ากลัวเหนือมาร ชนิดอื่นใด เพราะมันติดตามเราไปทุกภพทุกชาติ แถมคนเราก็มักไม่รู้ตัว เพราะเอาแต่ตั้งท่าระวังมารแบบอื่น ไม่ได้ตั้งท่าระวังมารซึ่งเป็นอีกภาคหนึ่งของตัวเองเอาไว้

กิเลสมารนี่ดักทางไปสู่ความเป็นพระ อรหันต์ตั้งแต่ต้นทางยันปลายทางเลยทีเดียว กะแค่งดเว้นความประพฤติมิชอบยังสละไม่ได้ ก็ไม่ต้องไปคิดถึงการสละความหลงผิดระดับละเอียดกัน พระพุทธเจ้าท่านเคยตรัสไว้ว่า สัตว์ทั้งหลายมืดมนอยู่ด้วยกาม ถูกปกคลุมอยู่ด้วยตาข่ายคือตัณหา ถูกปกปิดด้วยเครื่องมุงคือตัณหา ถูกกิเลสมารและเทวปุตตมารผูกพันไว้แล้ว ต่างจึงต้องมุ่งไปสู่ชราและมรณะ เหมือนปลาที่ปากไซ เหมือนลูกโคที่ยังตามดื่มนมจากแม่โคไปเรื่อย (จากคำตรัสตรงนี้ ยืนยันให้เห็นว่ามารที่เป็นกิเลสในตัวเราก็ส่วนหนึ่ง มารที่เป็นเทวดานอกตัวเราก็อีกส่วนหนึ่ง แสดงแล้วว่าพระศาสดาท่านรับรองการมีอยู่ของมารที่เป็นเทวดา)

แง่สังเกตสำคัญในข้อนี้ที่อยากชี้ ให้เห็น คือพวกเราทุกคนถูกกิเลสปกปิดความจริงอันประเสริฐสูงสุดไว้ ถูกกล่อมประสาทให้อาลัยอาวรณ์ ยึดติดอยู่กับสิ่งที่ไม่ควรยึดติดไว้ ดังนั้นเมื่อถูกสะกิดให้รู้ตัวแล้ว ก็อาจสะดุ้งตื่น และเพียรพยายามหลุดพ้นจากการครอบงำของกิเลสมารกันต่อไป แต่หากไม่รู้ตัว ก็ย่อมพึงใจที่จะอาลัยอาวรณ์เรื่อยเปื่อย นึกว่าอะไรๆก็ควรยึดมั่นถือมั่นไว้กับตัว หวังความทนอยู่เที่ยงแท้ถาวรของตัวตนหรือสมบัติพัสถานอันเป็นที่รักไปทั้ง นั้น

อีกแง่สังเกตหนึ่งเมื่อรู้จักกิเลส มาร คือเราจะไม่เห็นว่าเพศตรงข้าม เงินทอง บ้านเรือน รถยนต์ โรงหนัง เรือยอร์ช ฯลฯ เป็นมารขัดขวางทางไปสวรรค์นิพพาน แต่จะเห็นเพียงว่าสิ่งเหล่านั้นคือเครื่องล่อให้มารทำงาน ต่อไปจะโทษอะไรก็จะได้โทษตัวเองที่เป็นภาคมารก่อนโทษข้าวของไร้ชีวิตภายนอก

๒) ขันธมาร คือกายใจของเราเอง อย่างที่กล่าวไว้ว่าพุทธศาสนาเรามุ่งเอานิพพานเป็นที่สุด สิ่งใดขวางไม่ให้เห็นนิพพาน สิ่งใดหน่วงเหนี่ยวไว้ไม่ให้ถึงนิพพาน สิ่งนั้นจัดเป็นมาร ซึ่งพระพุทธองค์ก็ทรงตรัสไว้ว่ากายใจนี้แหละคือมารชนิดหนึ่ง เพราะสัมผัสทางกายใจเป็นรากฐานของความอาลัย ไม่ชวนให้เกิดความยินดีในนิพพาน

พระองค์ท่านตรัสสอนภิกษุสาวกให้ พิจารณาว่ากายนี้ก็ดี สุขทุกข์ก็ดี ความหมายรู้หมายจำก็ดี เจตนาดีชั่วก็ดี ความรับรู้ต่างๆก็ดี ล้วนแล้วแต่เป็นมาร เพราะเมื่อสิ่งเหล่านี้มี จึงมีความตาย จึงมีโรค จึงมีภัยประการต่างๆ สรุปคือสิ่งเหล่านี้เป็นตัวทุกข์โดยตรง หากเห็นเช่นนี้ได้ ก็จัดเป็นความเห็นชอบทางพุทธศาสนาขั้นสูง

หากคุณกำลังสงสัยว่าจะเห็นชอบเช่น นี้ไปทำไม พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสตอบว่าประโยชน์ของความเห็นชอบทำให้แหนงหน่ายความมี ความเป็น และเมื่อแหนงหน่ายก็ย่อมคลายความกำหนัดยินดีในกายใจนี้ เมื่อคลายความกำหนัดยินดีย่อมหลุดพ้น เมื่อหลุดพ้นย่อมเข้าถึงนิพพาน นิพพานนั่นเองเป็นที่สุดของประโยชน์ ไม่มีประโยชน์อื่นใดเหนือกว่านี้อีก เพราะบุคคลย่อมดับทุกข์ดับโศกอย่างถาวรเมื่อปราศจากกายใจ ตราบใดมีกายใจก็ยังมีเครื่องล่อไม่ให้รู้จัก ไม่ให้อยากฝันถึงนิพพานไปเรื่อยๆ

อย่างไรก็ตาม อย่าเพิ่งสับสนนะครับ อย่านึกว่าเจริญล่ะ ถ้ากายใจเป็นมารก็คว้ามีดมาแทงตัวให้ตายไม่เหมาะหรือ? ในความเห็นชอบขั้นต้นเราต้องมองว่ากายใจมนุษย์นี้เป็นบันไดกุศล เปิดโอกาสให้เราบำเพ็ญบารมีจนดีพอจะเข้าถึงพระนิพพานได้ พระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ท่านทำนิพพานให้แจ้งแล้ว กายใจก็ไม่เป็นมารอีกต่อไป และท่านก็ยังคงใช้กายใจนี้บำเพ็ญประโยชน์ต่อสัตว์โลกต่อไป ไม่ทำลายทิ้งเสียก่อนกาลอันควรเลย

๓) อภิสังขารมาร คือบาป บุญ และฌาน ที่สิ่งเหล่านี้ถือเป็นมารได้ก็เพราะบาปเป็นตัวก่อภพที่น่าสะพรึงกลัว บุญเป็นตัวก่อภพดีๆที่น่าติดใจไม่เลิก ส่วนฌานเป็นตัวก่อภพที่ประณีตสูงส่งเหนือกามารมณ์ ถึงแม้ดีวิเศษอย่างไร ภพก็คือภพ เมื่อมีได้ก็ต้องเสียได้ เมื่อตั้งอยู่ย่อมแปรปรวนไป เมื่อแปรปรวนไปย่อมต้องจากพราก ย่อมต้องพ้นจากสภาพนั้นๆในวันหนึ่ง บันดาลความเศร้าโศกอาลัย ความคร่ำครวญเสียดาย วนไปเวียนมาไม่รู้จบรู้สิ้น

พระพุทธเจ้าส่งเสริมให้ทำดีมากๆ คือรู้ว่ายังไม่มีดีข้อไหนก็ทำให้มีเสีย รู้ว่ามีดีข้อไหนแล้วก็เพิ่มให้ยิ่งขึ้นไปอีก แต่ความดีอันเป็นที่สุดคือ ไม่สำคัญว่าความดีเป็นเป้าหมายสูงสุด เป้าหมายสูงสุดของพุทธคือข้ามพ้นจากภาวะน่ายินดีติดใจทั้งปวง

มีความจริงระดับยอดอยู่ประการหนึ่งที่ชวนฉงน นั่นคือเมื่อพระอรหันต์ท่านสว่างแจ้งแทงตลอดแล้ว แม้ท่านจะแสนดี เมตตากรุณาต่อชาวโลกเพียงใด อาการทางใจของท่านก็จะสักแต่เป็นกิริยา ไม่เป็นบุญแบบก่อภพก่อชาติ อันนี้อย่าไปเลียนแบบท่านนะครับ บางคนอยากลัดขั้นเป็นอรหันต์ดิบ ไม่ต้องทำบุญ ไม่อยากให้ใจเป็นบุญ ความจริงพวกเราต้องเกาะบุญไว้ เหมือนตราบใดไม่ถึงฝั่งก็ต้องพึ่งเรือไปเรื่อยๆ จนกว่าจะประชิดฝั่งจริงๆถึงค่อยเห็นเรือเป็นมารที่สมควรทอดทิ้งไว้ เพราะถ้าขืนยังอาลัยก็ไม่ได้ขึ้นฝั่งเท่านั้น

๔) มัจจุมาร คือความตาย ที่ความตายถูกจัดให้เป็นมารก็เพราะมีความเป็นไปได้สูงที่คนเราส่วนใหญ่จะตาย เสียก่อนรู้จักหนทางหลุดพ้น หรือรู้จักหนทางหลุดพ้นแล้วก็ตายเสียก่อนจะบำเพ็ญเพียรจนหลุดพ้นได้สำเร็จ จริง ในครั้งพุทธกาลมีภิกษุจำนวนมาก บำเพ็ญเพียรเต็มกำลัง แต่ยังไม่ทันสำเร็จอรหัตตผลก็หมดอายุเสียก่อน และแม้ในยุคเราก็มีพระป่าจำนวนหนึ่ง เอาชีวิตของพวกท่านไปทิ้งในป่ากันเงียบๆ โดยยังไม่ทันบรรลุผลอันเป็นที่สุดกัน

พระอรหันต์เป็นบุคคลประเภทเดียวที่ ละมัจจุมารเสียได้ กล่าวคือเมื่อหมดกิเลส จิตก็ลอยบุญ ลอยบาป อยู่เหนือธรรมชาติปรุงแต่งให้เกิดภพใหม่ แม้เราจะเห็นด้วยตาเปล่าว่าร่าง กายพวกท่านทอดนอนเหมือนขอนไม้ยามสิ้นลม นั่นก็ไม่จัดเป็นมัจจุมาร เพราะความตายขัดขวางการเข้าถึงนิพพานของพวกท่านไม่ได้อีกแล้ว พวกท่านถึงนิพพานเสียก่อนที่มัจจุราชจะมาตัดหน้าชิงตัวไปเกิดในภพใหม่แล้ว

๕) เทวปุตตมาร คือเทวดาพวกที่มีนิสัยเสียอย่างหนึ่ง คือเห็นใครอยากไปนิพพานเป็นไม่ได้ ต้องทุรนทุราย อยากเข้าไปขัดขวาง หรือเมื่อเห็นใครเป็นพระอรหันต์และอาจนำหมู่ชนจำนวนมากให้สำเร็จมรรคผล นิพพานตามได้ ก็จะบังเกิดความเดือดเนื้อร้อนใจ อยากให้พวกท่านล้มหายตายจาก ตามหลักฐานในคัมภีร์ บางทีก็เล่นงานกันตรงๆแบบถึงเนื้อถึงตัว หรือเมื่อเล่นงานแบบถึงเนื้อถึงตัวไม่ได้ ก็จะใช้วิธีขอให้รีบลาไปนิพพานดื้อๆ อย่างเช่นที่มารไปทูลขอพระพุทธเจ้าว่าพระพุทธศาสนาตั้งมั่นแล้ว หมดกิจของพระองค์ท่านแล้ว จึงควรกำหนดปลงอายุเพื่อดับขันธปรินิพพานเสียเถิด

ปัจจุบันมักมีนักวิชาการมองว่าเทวปุ ตตมารกับกิเลสมารคืออันเดียวกัน ความจริงคือเป็นคนละอย่างกัน เช่นที่พระพุทธเจ้าท่านหมดกิเลสแล้ว ย่อมไม่ถูกกิเลสมารมารบกวนเป็นแน่ และอีกประการคือท่านตรัสชัดว่าหมู่ชนถูกพันธนาการไว้ด้วยกิเลสมารและเทวปุ ตตมาร ถ้าเป็นอันเดียวกันก็คงไม่มีคำว่า ‘และ’ มาเป็นตัวแบ่งแยก

เดี๋ยวฉบับหน้าผมจะแสดงให้เห็นถึง กรรมอันนำไปสู่ภาวะความเป็นมาร ศึกษาความรู้เกี่ยวกับกรรมวิบากด้านนี้ไว้ก็ดีครับ เนื่องจากคนเราไม่ค่อยรู้ตัวกันว่าเพาะเชื้อความเป็นมารกันไว้คนละมากน้อย เพียงใด เมื่อรู้ก็จะได้ระมัดระวังไม่ถลำเข้าไป หรือถลำแล้วก็จะได้ถอนตัวทัน เพราะที่มีปรากฏแสดงไว้ในคัมภีร์คือหมดภาวะมารเมื่อไหร่ก็เข้าถึงมหานรก เมื่อนั้น


จาก "เตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัว" ฉบับวันพฤหัสบดี ที่ 1 ก.ย. 48
และ "เตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัว" ฉบับวันพฤหัสบดี ที่ 8 ก.ย. 48 (ในอ้างอิงด้านล่างต่อไป)

อ้างอิง

ถาม – กรรมอะไรทำให้เทวดาเป็นมาร สงสัยว่าทำไมขวางทางคนอื่นเป็นอาชีพแล้วยังได้เป็นเทวดาอยู่อีก?

ข้อที่อยากให้ทุกท่านได้ สังเกตก่อนอื่นใด ก็คือบุญนั้นไม่ได้พามาแต่ความรู้สึกด้านดีประการเดียว แต่มักพ่วงพาเอาความถือตัว เห็นตนเองวิเศษสูงส่งเหนือใครๆมาด้วย แล้วที่สุดก็ลงเอยด้วยความประมาท ฉันเป็นพระเอกแล้ว มีบุญกองภูเขาแล้ว ยิ่งใหญ่เหนือความผิดทั้งปวงแล้ว ดูเบาบาปผิดเล็กๆน้อยๆ สำคัญว่าไม่เป็นไร ทำไปไม่มีทางร่วงหล่นสู่นรกขุมไหนๆอีกแล้ว ลองถามตัวเองเถิด ถ้าหากทำบุญมากๆแบบครบวงจรแล้วความคิดข้างต้นแวบๆวาบๆขึ้นมาบ้างหรือเปล่า ถ้าเคยก็ขอให้สังวรระวังเถิด เพราะนี่แหละเชื้อที่ทำให้คุณมีสิทธิ์สอบติดเป็นมารตนหนึ่ง!

ความประมาทนั้น เป็นอาวุธชิ้นสุดท้ายที่ธรรมชาติจะดึงคนดีให้ตกต่ำ ยิ่งบุญมากขึ้นเท่าไหร่ เครื่องล่อให้ประมาทก็จะยิ่งใหญ่เป็นเงาตามตัวมากขึ้นเท่านั้น จึงไม่ แปลกถ้าใครรู้สึกว่าตนเองและพรรคพวกสูงส่งเหนือมนุษย์ ก็มีแนวโน้มจะดูถูกดูแคลนผู้คน อยากให้ใครๆตกอยู่ใต้อำนาจตน และไม่อยากให้ใครได้ดีเกินตน

อันที่จริงอัตตามานะอย่างเดียวไม่ได้ทำให้ใครเป็นมารขึ้นมาหรอก สิ่ง ที่ทำให้คนๆหนึ่งหรือเทวดาตนหนึ่งกลายเป็นมารอย่างสมบูรณ์แบบคือการตั้งความ เชื่อไว้ผิด ชนิดที่นำไปสู่การก่อกรรมขัดขวางความเจริญ หรือห้ามความสำเร็จอันเป็นประโยชน์สุขของผู้อื่น

นี่ไม่ใช่การตั้งตัวเป็นฝ่ายตรงข้ามกันในลักษณะฝ่ายค้านทางการ เมือง เพราะฝ่ายค้านเป็นฝ่ายค้านก็เพราะเลือกตั้งแพ้ จึงต้องตั้งข้อแม้ต่างๆนานาให้ดูเป็นตรงข้ามกับรัฐบาลเข้าไว้ ใจจริงๆอาจมีจุดมุ่งหมายสำคัญคือตัดคะแนนรัฐบาลแบบคู่แข่งชิงชัยกันเท่านั้น ไม่ได้มีใครถูกแท้หรือผิดถาวรแบบพระเอกกับผู้ร้ายเสมอไป วันดีคืนดีอาจส่งเสริมรัฐบาลได้ถ้าภาพลักษณ์ออกมาเป็นบวกแก่ตน

สำหรับมารของจริงจะไม่เป็นฝ่ายค้าน แต่ตั้งตัวเป็นฝ่ายตรงข้ามในลักษณะผู้ก่อการร้ายอย่างโจ๋งครึ่มเลยทีเดียว คือ ทำทุกวิถีทางไม่จำกัดรูปแบบ ไม่ว่าบั่นทอนกำลังใจ ข่มขู่คุกคามขวัญ ดลใจให้อยากประพฤติผิด บังใจให้ลืมสิ่งที่ควรทำ ตลอดจนกระทั่งทำลายล้างกันตรงๆด้วยโรคภัยไข้เจ็บ ขอเพียงขัดขวางไม่ให้ใครบรรลุเป้าหมายสูงสุดของศาสนาได้เป็นพอ ถ้ายัง ไม่คลุกวงในหรือคร่ำหวอดกับการศาสนาจริงจัง คุณจะยังไม่รู้จักหรือนึกไม่ถึงว่ามีรูปแบบการขัดขวางที่พิสดารได้ปานนั้น

ถ้ายังแปลกใจว่าทำไมเทวดายังคิดพิเรนได้ ก็ขอให้พิจารณาจากความจริงบนโลกนี้ที่เห็นๆกัน เช่นแต่ละศาสนาจะมีคนดีๆที่ไม่เห็นด้วย อาจต่อต้าน หรือกระทั่งทำลายล้างกันอยู่จริง เพราะฉะนั้นจึงไม่น่าแปลกใจหากเขาจะติดนิสัยเช่นนั้นไปยังภพอื่นภูมิอื่น ใน มนุษยโลกมีพฤติกรรมแบบใดได้ บนเทวโลกและพรหมโลกก็มีพฤติกรรมแบบนั้นได้เช่นกัน เพราะมนุษย์ย่อมจากโลกนี้ไปสู่ภาวะที่สอดคล้องกับนิสัยเดิม ไม่ว่าจะเป็นสวรรค์หรือนรก!

ใครดื้อ ใครไร้เหตุผล ใครใช้อารมณ์จนขาดสามัญสำนึกไปตลอดชีวิต ก็ย่อมละโลกนี้เพื่อไปสู่ความเป็นเช่นนั้นอย่างยืดยาวหาที่จบยาก เนื่อง จากภูมิมนุษย์นั้นธรรมชาติให้ไว้เป็นโอกาสเลือกเส้นทางของตัวเอง จะกระทำตัวตนแบบหนึ่งๆให้เข้มข้นถึงที่สุดก็ได้ หรือปรับเปลี่ยนรื้อถอนตัวตนแบบหนึ่งๆด้วยการแลกชีวิตทั้งชีวิตก็ได้ ส่วน ภพภูมิอื่นๆ โดยเฉพาะที่โตเลยโดยไม่ต้องเรียนรู้ ไม่ผ่านการขัดเกลา ไม่มีตัวเลือกให้ตัดสินใจเป็นอื่นนั้น ย่อมปักใจอยู่กับสิ่งที่วิบากกรรมหยิบยื่นมาวางไว้ตรงหน้าอย่างเดียว เช่น ถ้าเคยชินกับความเป็นผู้ขัดขวาง เขาย่อมไปสู่ความเป็นสหายในภพของผู้ขัดขวางตั้งแต่อุบัติจนถึงอายุขัย

มาดูกันครับ ว่าเหตุใดมนุษย์ที่มีสามัญสำนึกติดตัวกันดีๆทุกคนจึงหลงผิดไปเป็นฝ่ายมาร ทั้งนี้ตกลงกันก่อนว่าเรากำลังคุยกันเกี่ยวกับมารของศาสนาพุทธอย่างเดียว มารของศาสนาอื่นไม่พูดถึง แต่โดยหลักการก็คล้ายคลึงกัน คือใครต่อต้านความเชื่อแบบใดก็เป็นมารประจำความเชื่อแบบนั้นๆ

๑) เป็นมารเพราะตั้งความเชื่อไว้ผิด แต่ประพฤติถูกบางส่วน

หมายถึงคนกลุ่มหนึ่งที่เชื่อในการใช้ชีวิตแบบไม่เบียดเบียนใคร เลื่อมใสการเกื้อกูลสังคม หรือกระทั่งศรัทธาในสันติสุขและการมีเมตา ทว่าไม่เชื่อเรื่องกรรมวิบาก ไม่เชื่อว่านิพพานมีจริง อาจจะเพราะได้รับการปลูกฝังให้เชื่อแบบนั้นมาแต่เล็ก หรืออาจจะเพราะโตแล้วคิดเอง คาดคะเนแล้วปักใจเข้าข้างตัวเองอย่างเหนียวแน่น แถมยังขยายความเห็นผิดของตนให้กว้างไกลออกไป ผ่านรูปแบบการถกเถียง ถากถาง กล่าวโจทก์โพนทะนาด้วยเจตนาให้คนทั้งโลกหมดความเชื่อถือ หรือกระทำพุทธศาสนาให้หมดความชอบธรรมที่จะตั้งอยู่ กรรมที่เผยแพร่ศาสนาตนด้วยวิธีย่ำยีศาสนาอื่นในวงกว้างนี้แหละตัวการสำคัญ อันจะทำให้เป็นมาร

ที่บุคคลประเภทนี้มีโอกาสไปสวรรค์ ก็เพราะความดีที่เขาทำได้น้ำหนักเกินความชั่วที่เขาก่อ แต่หากครั้งเป็นมนุษย์ทำบุญได้น้ำหนักแค่พอดีกับบาป ตายแล้วจะไปเป็นอสูร ซึ่งจัดเป็นพวกครึ่งเปรตครึ่งเทพ คอยรบกวนทั้งมนุษย์และเทวดาที่ใฝ่ดีตามแนวทางของพระพุทธศาสนา อาจจะในรูปของการทำร้ายตรงไปตรงมา ดังเช่นเมื่อครั้งพุทธกาลมีพระเถระชั้นผู้ใหญ่รูปหนึ่ง เดินจงกรมอยู่กลางแจ้ง มารก็เข้าไปรบกวนท้องไส้ท่านให้รู้สึกเหมือนมีก้อนหินหนักๆถ่วงอยู่ แต่ท่านรู้ทันด้วยญาณ จึงเกลี้ยกล่อมโดยเล่าให้ฟังว่าอดีตชาติท่านก็เคยประพฤติตนเป็นมารอย่างนี้ แหละ แต่พอพ้นจากภพของมารก็ต้องลงไปเสวยมหันตทุกข์ หมกไหม้อยู่ในมหานรกนานแสนนาน ไม่คุ้มกันเลย (ตัวท่านเองในครั้งอดีตเป็นญาติเก่ากับมารที่มารบกวนท่านในชาติสุดท้ายเสีย ด้วยครับ ถึงมีสายสัมพันธ์ที่เปิดช่องให้มารบกวนกันได้)

๒) เป็นมารเพราะตั้งความเชื่อไว้ถูกส่วนหนึ่ง แต่เห็นผิดอีกส่วนหนึ่ง

หมายถึงกลุ่มคนที่ศรัทธาในกรรมวิบากระดับให้ทานและรักษาศีล เชื่อว่ากรรมมีผล เชื่อว่าทำดีย่อมมีสุคติเป็นที่หวัง แต่น่าเสียดายยังเห็นผิดเกี่ยวกับนิพพานและวิธีปฏิบัติเพื่อให้ถึงนิพพาน ลำพังความเห็นผิดเงียบๆอยู่คนเดียวก็ไม่กระไรนัก แต่หากเกิดเป็นขบวนการจัดตั้ง พยายามล้มล้างแนวความเห็นที่ถูกต้องเกี่ยวกับมรรคผลนิพพานดั้งเดิม อันนี้ก็ต้องกลายไปเป็นพลพรรคมารกันโดยไม่รู้ตัว

อย่างไรก็ตาม พวกนี้จะเป็นมารแบบผู้ดีขึ้นมาหน่อย คือเวลารบกวนจะไม่มาในลักษณะการของทำร้ายกันดื้อๆ แต่จะมาในรูปของการดลใจในสมาธิ เช่นทำให้พระซึ่งมีบุญมากๆหลงเห็นนิมิตบางอย่าง ได้ยินเสียงบางอย่าง แล้วบังเกิดความเชื่อมั่นว่านั่นคือการบรรลุถึงมรรคถึงผล โดยมากเป็นดอกบัวบานหรือนิมิตพระพุทธรูปที่มีเสียงระฆังกังวานสดใส หรือคำรับรองว่าเช่นนี้เป็นมรรคผลที่ถูกต้องแล้ว

นอกจากนั้น ปัจจุบันยังมีอรหันต์ดิบเกิดขึ้นเยอะ กล่าวคือปฏิบัติธรรมแล้วเกิดมหาอุเบกขา รับผัสสะกระทบแล้วเฉยชา ไม่รู้สึกรู้สาทางกาม ก็เข้าใจว่าตนหมดกิเลส เป็นพระอรหันต์แล้ว ทั้งๆที่เป็นอำนาจสมาธิหรืออำนาจของศีล ๘ ที่แข็งแรงเท่านั้น อีกพวกหนึ่งเกิดปรากฏการณ์บางอย่างทางจิตครั้งเดียว เช่นเกิดความว่างหายเฉียบพลันซึ่งคล้ายคลึงกับปรากฏการณ์มรรคผลของจริง ก็พลัดหลงไปเข้าใจว่าตนเป็นพระอรหันต์ ทั้งที่กิเลสยังอยู่ครบ ยังโลภอยากสะสมสมบัติ ยังเกิดราคะอยากร่วมเพศ ยังเกิดโทสะหงุดหงิดรำคาญใจ และยังสำคัญตนไปต่างๆนานาว่ารู้เห็นเยี่ยงผู้วิเศษ ใครเตือนอย่างไรก็ไม่ฟัง จะฟังแต่ครูบาอาจารย์ที่ให้รางวัลเขา แต่งตั้งให้เขาเป็นพระอรหันต์เท่านั้น

พวกนี้ไปเกิดเป็นเทวดาได้เพราะบุญซึ่งทำจริงๆตลอดชีวิต แต่พอเป็นเทวดาก็มักมีความพอใจประกาศตนว่าเป็นพระอรหันต์ มาสนทนากับมนุษย์ผู้มีญาณ หรือผ่านมนุษย์ผู้มีเป็นร่าง ก็จะต้องการให้ผู้อื่นเชื่อว่าตนหมดกิเลสแล้ว บางครั้งก็มีวิธีบังคับ หรือวิธีสำแดงตนแปลกๆได้พิสดาร สุดที่มนุษย์ธรรมดาๆจะแข็งขืนไม่ยอมศิโรราบให้

เทวดาพวกนี้จะบรรยายสภาพของนิพพานไปต่างๆนานาสารพัด โดยรวบรัดคือเป็นดินแดนอันสงบสุข หาความทุกข์มิได้ ซึ่งที่แท้ก็คือ ภพหนึ่งของเทวโลกหรือพรหมโลกเท่านั้น และจะปฏิเสธนิพพานแบบไร้นิมิต ไร้ที่ตั้ง เห็นเป็นของน่าเบื่อ ไม่มีตัวตนให้สนุกอีก โดยไม่เฉลียวคิดถึงแก่นสารที่แท้จริงว่าการไร้สภาพปรุงแต่งให้เกิดดับนั่น เอง คือบรมสุข คือความสงบอันเป็นที่สุดทุกข์

๓) เป็นมารเพราะตั้งความเชื่อไว้ถูก แต่ปรามาสผู้ทรงคุณ

หมายถึงคนกลุ่มหนึ่งที่เข้าใจ ‘ทฤษฎี’ ทางพุทธศาสนาถูกต้อง ทั้งในหลักกรรมวิบาก และในหลักวิธีพ้นทุกข์พ้นอุปาทานอย่างเด็ดขาด แต่ พวกเขาเพียงทรงจำไว้ ไม่ปฏิบัติตนตามหลักการที่พระพุทธเจ้าสอนให้ตลอดสาย ผู้ใกล้ชิดจะรู้ดีและเห็นคาตาหลายครั้ง ว่ายังเป็นผู้ตระหนี่ มีอาการเล็งโลภ โกหกโดยปราศจากความละอาย ตลอดจนหลงตัวหลงตนเกินธรรมดา

ยิ่งศึกษามาก ทรงจำมาก ก็ยิ่งเกิดความทะนงมาก กลายเป็นอยากเพิ่มอัตตาเยี่ยงผู้มีปัญญาคิดอ่านแตกฉานยิ่งๆขึ้นไป และอยากให้ใครๆมองว่าตนรอบรู้ทรงภูมิเป็นที่หนึ่ง ซึ่งพออัตตาใหญ่ ทางหลุดพ้นจากอุปาทานก็เล็กลง คิดถึงมรรคผลนิพพานแล้วท้อใจ คือไม่ใช่แค่เห็นว่ามรรคผลนิพพานเข้าถึงได้ยาก แต่เห็นว่าเป็นของเข้าถึงไม่ได้เลยในชีวิตของตน และเมื่อตนเข้าถึงไม่ได้ ก็แปลว่าคนอื่นทั้งโลกจะต้องไม่มีความสามารถเข้าถึงได้เช่นกัน

พวกที่เข้าข่ายจะต้องกลายเป็นมารเต็มขั้นนั้น ได้แก่ภิกษุซึ่งมีหน้าที่สอนธรรมะในชั้นเรียน เพราะภิกษุเป็นผู้ตกลงกับพระพุทธเจ้าตั้งแต่ตอนบวชว่าจะเข้ามาทำมรรคผล นิพพานให้แจ้ง ถ้ามาประกาศเสียเองว่ามรรคผลนิพพานทำไม่ได้แล้ว ก็เท่ากับทรยศต่อพระพุทธเจ้า เท่าที่ทราบมา บางคนเป็นถึงเปรียญชั้นสูงๆ แต่เอ่ยกับปากว่ายุคนี้อย่าหวังฌาน อย่าหวังมรรคผล ขอให้บำเพ็ญบารมีเพื่อไปเอาดีในยุคพระศรีอารย์กัน นี่เป็นคำพูดที่สืบๆกันมา ตอนแรกเป็นคำพูดคนอื่น แต่พอพูดบ่อยๆก็กลายเป็นคำพูดและความฝังใจเชื่อของตนเองไป

วิธีหว่านล้อมแบบมารซึ่งแยบยลที่สุด คือแฝงมาในรูปของคนที่ถูกต้องที่สุด คนรู้ดีที่สุด สิ่งที่ทำให้รู้ว่าเขาหลงทางมีอย่างเดียว คือภาพรวมของเขาไม่สนับสนุน ไม่ให้กำลังใจใครได้ไปถึงนิพพาน ตรงข้ามกลับคะยั้นคะยอให้ใครๆเห็นมรรคผลนิพพานเป็นเรื่องยากเกินเอื้อม ทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยาก บั่นทอนกำลังใจกันทุกรูปแบบ ซึ่งเป็นตรงข้ามกันทุกอย่างกับลีลาของพระพุทธเจ้า

พวกนี้บางทีเคารพพระพุทธเจ้า แต่บางยุคก็อยู่ในฐานะผู้รักษาสืบทอดพระธรรมวินัยเป็นตัวอักษร ทว่าพลาดไปร่วมขบวนการตัดต่อ เติมแต่ง กล่าวตู่พุทธพจน์ ทำให้คนหลงเข้าใจว่าพระพุทธเจ้าตรัส ทั้งที่ท่านไม่ได้ตรัส อันนั้นแหละการประพฤติเข้าสู่ความเป็นพลพรรคมาร อาจจะระดับเสนาธิการหรือระดับบริวารย่อยๆ ขึ้นอยู่กับบารมีในทางดีที่สั่งสมไว้

สำหรับกรรมที่จะทำให้เป็นราชาแห่งมาร หรือที่เรียก ‘พญามาร’ นั้น โดยมากจะมีบารมียิ่งใหญ่เกินธรรมดา เช่นสามารถเป็นผู้ก่อตั้งศาสนาหรือลัทธิความเชื่อดีๆ พาคนไปสวรรค์ได้ด้วยตนเอง แต่หลงผิด บิดเบือนพระสัทธรรมของพระพุทธเจ้า หรือกระทั่งพาคนหลงทาง เข้าใจว่านิพพานและหลักการเข้าถึงนิพพานในพระไตรปิฎกเป็นของปลอม วิธีที่ตนเพิ่งค้นพบด้วยตนเองเท่านั้นจึงจะถูกต้อง พวกนี้อาจหลงผิดด้วยความบริสุทธิ์ใจ หรือหลงผิดเพราะอัตตามานะ อยากเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก (ซึ่งกรรมดีแต่หนหลังที่เคยช่วยมหาชนจำนวนมาก ก็ส่งแรงหนุนให้ได้สำเร็จใกล้เคียงกับที่ปรารถนาเสียด้วย)

ไม่ว่าจะระดับราชา เสนาธิการ หรือบริวารแวดล้อม เมื่อตั้งความเห็นไว้ เสียแล้วว่าตนถูกที่สุด คนที่เชื่อต่างจากตนจึงเป็นคนผิด ฉะนั้นแม้เมื่อพบผู้ปฏิบัติถูก ปฏิบัติตรง สามารถละกิเลสได้จริงๆ แทนที่จะชื่นชมยินดีมีมุทิตาจิตไปกับความผ่องใสของพวกท่าน ก็กลับจะขัดเคือง หมั่นไส้ไม่อยากเห็นฝ่ายตรงข้ามก้าวหน้าเกินตน ซึ่งก็จะนำไปสู่การจ้องจับผิด เห็นตนมีอภิสิทธิ์ในการไล่เบี้ยความรู้ผู้อื่น ผิดเล็กผิดน้อยเอามาด่าได้ราวกับเป็นอาชญากร หรือแม้เขาไม่มีความผิดเลย ก็พูดสันนิษฐานต่างๆนานา ชักแม่น้ำทั้งห้า เพื่อชี้นำคนอื่นให้เห็นว่าเขาผิดจนได้ สืบไปสืบมา ต้นตอที่แท้จริงคือเขาไม่ต้องการให้ใครเป็นฝ่ายถูก หากไม่ได้ยอมรับนับถือเขา หรือได้หลักความรู้ความเชื่อมาจากเขา

ถึงขั้นหนึ่งพวกนี้อาจกล่าวเท็จได้โดยปราศจากความละอาย พูดธรรมะด้วยความนุ่มนวล แต่น้ำเสียงมีแรงอัดของโทสะเจืออยู่ เวลาระเบิดความโกรธออกมามีความกดดันสูง มีความรั้นชนิดหัวชนฝา เปลี่ยนจากมีเหตุผลที่สุดไปเป็นขาดเหตุผลอย่างที่สุด แม้แต่หน้าตาก็สลับจากสว่างใสไปเป็นหมองคล้ำได้อย่างรวดเร็ว

กล่าวมาทั้งหมดคงเห็นสรุปได้ประการหนึ่งคือ มารไม่จำเป็นต้องคิดว่า ตัวเองเป็นมาร ตรงข้าม พวกเขาอาจนึกว่าตนเป็นฝ่ายพระเอกด้วยซ้ำ มีแต่ ‘กรรม’ ของเขาที่จะแสดงในตัวเองว่าเขาเป็นใคร

อยากตั้งข้อสังเกตว่าพระพุทธเจ้าท่านยอมรับว่าเทวดาฝ่ายมารมีจริง แต่ท่านก็ตรัสถึงน้อยมาก และทุกที่ที่ตรัสถึง ก็จะแสดงให้เห็นว่าถ้ามนุษย์ยังมีสติสัมปชัญญะ ก็มีสิทธิ์เลือกที่จะเป็นผู้ชนะหรือผู้แพ้กันทุกคนครับ

เรือ...ที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เมื่อถูกคลื่นกระทบ ไม่เสียหายฉันใด
จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้า ย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
0



#13 ผู้ใช้ออฟไลน์   mamapapa ไอคอน

  • ตอบไม่มาก
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 97
  • สมัคร: 23/02/2008

ตอบ: 12/05/2010 - 23:05

5555555555555 เราก็ชอบพูดคำนั้น(ในใจ) เอี หรือเราเป็นมาร ง่าๆๆ
0



#14 ผู้ใช้ออฟไลน์   ไข่น้อย ไอคอน

  • ตอบ 100+
  • Pip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 158
  • สมัคร: 15/04/2009

ตอบ: 13/05/2010 - 07:56

วันนี้เอาชนะมารไปออกกำลังกายตอนเช้าได้
ภูมิใจ อิอิ
0



#15 ผู้ใช้ออฟไลน์   failogy ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกผู้อ่านอย่างเดียว
  • ตอบ: 1792
  • สมัคร: 14/01/2008

ตอบ: 13/05/2010 - 09:13

มารศาสนานี่ ช่วงนี้เห็นบ่อยๆ เข้ามาเกรียนเป็นครั้งเป็นคราว
ตัวมารเองก็ปฏิบัติธรรมเหมือนกัน แต่ดันไปเที่ยวบอกว่าต้องแบบตัวเองเท่านั้นถึงจะถูก คนอื่่นผิด
คนอื่นเค้าก็ไม่มีใครไปว่ามารหรอกว่ามารทำผิด เพราะเข้าใจหลัก ไม่ยึดติดเปลือก มีครูบาอาจารย์แนะนำ เปรียบเทียบคำภีร์ก็ลงรอยเดียวกัน
มีแต่มารนี่แหละ คอยไปขัดขวาง ใส่ร้าย ยุแยงตะแคงรั่ว อยู่ฝ่ายเดียว

แต่คนพวกนี้ก็น่าสงสารเหมือนกัน เป็นมาร แต่ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นมาร นึกว่าเป็นผู้กอบกู้พระสัทธรรม
กระทำอนันตริยกรรม ต้องไปชดใช้ในอเวจี
ไม่ต้อง ไม่ตั้ง, ไม่อาลัยกับอะไร
เกาะไม่ติด ยึดไม่อยู่ ... อยู่แล้ว
0



#16 ผู้ใช้ออฟไลน์   กอบ ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: ผู้ดูแลระบบ
  • ตอบ: 12319
  • สมัคร: 23/01/2004

ตอบ: 13/05/2010 - 09:46

:33: :33: :33:
ไวรัสเรียกค่าไถ่ จะทำการเข้ารหัสไฟล์ในคอมพิวเตอร์ของเราทั้งหมดโดยเฉพาะไฟล์เอกสาร ทำให้เปิดใช้ไฟล์ไม่ได้ทั้ง Harddisk

ตอนนี้ทาง kaspersky ออกตัวถอดรหัสมาให้ครับ
ใครที่เจอไวรัสพวกนี้ ลองเข้าไปโหลดตัวแก้ไข ที่นี่นะครับ
http://support.kaspersky.com/viruses/utility#
0



#17 ผู้ใช้ออฟไลน์   กอบ ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: ผู้ดูแลระบบ
  • ตอบ: 12319
  • สมัคร: 23/01/2004

ตอบ: 13/05/2010 - 10:02

การพูด การคิด การกระทำใด ๆ หากเราไม่มีสติ หรือคลุมไปด้วยความโกรธ แค้น กิเลส ก็ทำให้เราหลงเป็นมารไปได้เหมือนกันนะครับ
อันนี้ต้องระวังกันด้วยครับ
ไวรัสเรียกค่าไถ่ จะทำการเข้ารหัสไฟล์ในคอมพิวเตอร์ของเราทั้งหมดโดยเฉพาะไฟล์เอกสาร ทำให้เปิดใช้ไฟล์ไม่ได้ทั้ง Harddisk

ตอนนี้ทาง kaspersky ออกตัวถอดรหัสมาให้ครับ
ใครที่เจอไวรัสพวกนี้ ลองเข้าไปโหลดตัวแก้ไข ที่นี่นะครับ
http://support.kaspersky.com/viruses/utility#
0



#18 ผู้ใช้ออฟไลน์   failogy ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกผู้อ่านอย่างเดียว
  • ตอบ: 1792
  • สมัคร: 14/01/2008

ตอบ: 13/05/2010 - 10:43

ยอมรับครับ :08:
ไม่ต้อง ไม่ตั้ง, ไม่อาลัยกับอะไร
เกาะไม่ติด ยึดไม่อยู่ ... อยู่แล้ว
0



#19 ผู้ใช้ออฟไลน์   น้องบู ไอคอน

  • ตอบ 2000+
  • PipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 2730
  • สมัคร: 25/03/2008

ตอบ: 13/05/2010 - 10:51

ถ้ามารหมายถึงสิ่งที่ขัดขวางความดี

คงจะไม่มีมารใดยิ่งกว่า อวิชชา ล่ะมั้งครับ :114:

ถ้าดับอวิชชาเสียแล้ว มารใด ๆ ก็คงจะสลายไป เหลือเพียงแต่สภาวะธรรมเท่านั้นเอง :117:
"สิ่งทั้งหลายมีแต่ธรรม มีแต่อนัตตา ขนาดนิพพานยังอนัตตาเลย อัตตาไม่มี เข้าใจอะไรกันผิดหรือเปล่า"
"ทิฐิต่าง ๆ มีได้เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย"
0



คำตอบต่อไป: kelvin_ton - เภตรา - เภตรา - น้องบู - สายศีล - ปัญญา - nine - เภตรา - primary - เภตรา - น้องบู - ม่านหมอก - เภตรา - เภตรา - เภตรา - just_name - สายศีล - ปัญญา - ม่านหมอก - เภตรา - เภตรา - เภตรา - มุ่งเต็มใจ - เภตรา - เพื่อความรู้แจ้ง - วรรณ - Empty - สายศีล - ปัญญา - failogy - เภตรา - failogy - just_name - เภตรา - สายศีล - benyapa - benyapa - น้องบู - just_name - น้องบู - เภตรา - benyapa - สายศีล - ปัญญา - failogy - failogy - benyapa - เภตรา - สายศีล - failogy - เภตรา - เภตรา - สายศีล - failogy - เภตรา - ปัญญา - สายศีล - เภตรา - สายศีล - น้องบู - เภตรา - สายศีล - กอบ - เภตรา - กอบ - เภตรา - pakorn.p - สายศีล - เภตรา - เภตรา - เภตรา - สายศีล - กอบ - เภตรา - สายศีล - เภตรา - ณรงค์ชัย - สายศีล - เภตรา - สายศีล - เภตรา - สายศีล - เภตรา - สายศีล -
  • (6 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • 3
  • สุดท้าย »
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • กระทู้นี้ถูกล็อค

1 ผู้ใช้กำลังอ่านกระทู้นี้
0 สมาชิก, 1 ผู้เยี่ยมชม, 0 ผู้ใช้ที่ไม่ระบุชื่อ