ลานธรรมเสวนา: สิบยอดสตรีในพระพุทธศาสนา - ลานธรรมเสวนา

เข้าไปดูเนื้อหา

หน้า 1 จาก 1
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • กระทู้นี้ถูกล็อค

สิบยอดสตรีในพระพุทธศาสนา ให้คะแนนกระทู้: -----

#0 ผู้ใช้ออฟไลน์   บัวจงกลนี ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1779
  • สมัคร: 19/05/2009

ตอบ: 19/03/2010 - 08:24

โลกปัจจุบัน “ สตรี ” ได้มีบทบาทมากขึ้น จนหลายครั้งก็สามารถเทียบชั้นหรือดีกว่าสุภาพบุรุษ เสียด้วยซ้ำ
หลายครั้งโลกต้องให้สมญานามสตรีบางท่านว่า สตรีหมายเลขหนึ่งบ้าง สตรีเหล็กบ้าง หรือมีอีกมากมาย บทบาท
ของสตรีทำให้ทั่วโลกหันมาให้ความสำคัญมากขึ้น จึงได้กำหนด วันที่ ๘ มีนาคม ของทุกปีเป็น “วันสตรีสากล”
ไม่ว่าสตรีนั้นจะอยู่ในส่วนใดของโลก หรือยากดีมีจน ก็ได้รับการยกย่องเสมอเหมือนกัน

มองมาใกล้ตัว ในประเทศไทยนับแต่โบราณกาลสตรีไทยไม่ได้รับการยกย่องเชิดชู เห็นได้จากการเรียกขานสตรีไทยว่า
“สตรีเป็นช้างเท้าหลัง” มีหน้าที่ที่ถูกกำหนดว่า ต้องดูแลปรนนิบัติผู้เป็นสามีมิให้บกพร่อง เลี้ยงลูก อยู่กับบ้านเฝ้าแต่เรือน
ไม่มีโอกาสได้ศึกษาเล่าเรียนหนังสือ(นอกเสียจากเรียนการทำอาหาร เย็บปักถักร้อย )ไม่มีอิสระในการแสดงความคิดเห็น
แต่ก็มีสตรีไทยหลายท่านได้มีบทบาทในหลายโอกาส แสดงความเข้มแข็ง กล้าหาญ เสียสละแม้ชีวิตเพื่อปกป้องบ้านเมือง
จนท่านเหล่านั้นได้รับการยกย่องให้เป็น “ วีรสตรีไทย ” เช่น สมเด็จพระศรีสุริโยทัย ท้าวสุรนารี ท้าวเทพกษัตย์ตรี
ท้าวศรีสุนทร เป็นต้น

ครั้งพุทธกาลในพุทธศาสนา ก็ได้มีสตรีที่น่ายกย่องเชิดชูหลายท่าน ที่นับว่ามีคุณูปการต่อองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์พระศาสดา
และพุทธศาสนา สตรีเหล่านี้ยังได้เป็น ศาสนทายาท ที่งดงามของพุทธศาสนาของเราโดยไม่เสื่อมคลายจนถึงปัจจุบัน

ขอนำเสนอชีวประวัติของสตรีที่มีบทบาทสำคัญในพระพุทธศาสนาและในสังคมครั้งพุทธกาล จำนวน ๑๐ คน ซึ่งพระพุทธเจ้า
ทรงยกย่องให้เป็นเลิศในด้านต่างๆ โดยสังเขป

๑. นางสุชาดา เป็นธิดาของเสนิยกฎมพี ในหมู่บ้านเสนานิคม ตำบลอุรุเวลา เมื่อย่างเข้าสู่วัยสาวนางได้ทำพิธีบวงสรวง
ต่อเทพยดาที่สิงสถิตอยู่ ณ ต้นไทรใหญ่ใกล้บ้านโดยตั้งความปรารถนาไว้สองประการคือ ขอให้นางได้แต่งงานกับชายที่มีบุญ
และมีทรัพย์สินเสมอกัน และขอให้นางมีบุตรคนแรกเป็นชาย
ความปรารถนาของนางสำเร็จดังที่ตั้งใจไว้ และนางได้ทำพิธีบวงสรวงเทพยดาเมื่อบุตรชายของนางแต่งงานแล้ว
โดยนำข้าวมธุปยาสใส่ถาดทองคำ ไปบวงสรวงเทพยดา ณ ต้นไทรที่นางเคยบนบานไว้ ซึ่งนางได้พบพระสิทธัตถะ
โพธิสัตว์ประทับนั่งอยู่ที่นั้น มีรัศมีเปล่งปลั่งน่าเลื่อมใส นางเข้าใจว่าเป็นเทพยดา จึงน้อมถาดทองคำ
ที่ใส่ข้าวมธุปยาสเข้าไปถวายพระโพธิสัตว์รับถาดทองคำนั้นไว้ เมื่อนางถวายถาดทองคำแล้วก็เลี่ยงออกไปโดยไม่เสียดาย
ถาดทองคำอันมีค่าเลยพระโพธิสัตว์เสวยข้าวมธุปยาสแล้วก็ลอยถาดทองคำลงในแม่น้ำเนรัญชรา วันนั้นเป็นวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖
เป็นวันแห่งการตรัสรู้ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ในกาลต่อมา “ ยสะ ” ซึ่งเป็นบุตรชายของนางสุชาดา ได้พบพระพุทธเจ้าที่ป่าอิสิปตนะมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี
ได้ฟังธรรมจากพระศาสดาและได้บรรลุอรหันผล เมื่อได้ฟังธรรมที่พระพุทธเจ้าแสดงแก่บิดาของตน แล้วทูลขออุปสมบท
เป็นเอหิภิกขุอุปสัมปทา บิดาของท่านได้เป็นอุบาสกผู้ถึงพระรัตนตรัย
สพฺพปาปสฺส อกรณํ กุสลสฺสูปสมฺปทา
สจิตฺตปริโยทปนํ เอตํ พุทฺธาน สาสนํ ฯ

"การไม่ทำชั่วทั้งปวง หรือการไม่ทำบาปทั้งปวง การทำกุศลหรือความดีให้ถึงพร้อม
การทำจิตใจให้บริสุทธิ์ผ่องใส นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย"
3


หน้า 1 จาก 1
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • กระทู้นี้ถูกล็อค

การตอบอื่นๆต่อกระทู้นี้



#1 ผู้ใช้ออฟไลน์   บัวจงกลนี ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1779
  • สมัคร: 19/05/2009

ตอบ: 19/03/2010 - 08:34

:09: ขออภัยค่ะ ข้อความของสตรีท่านที่ ๑ ยังไม่จบ :10:

คนแรก ส่วนมารดา คือ นางสุชาดา พร้อมทั้งภรรยาเก่าของท่านยสะ เมื่อได้ฟังธรรมจากพระพุทธองค์ก็ได้ถึงพระรัตนตรัย
เป็นอุบาสิกาคู่แรกในพระพุทธศาสนา

นางสุชาดาได้รับการยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่าเป็นผู้เลิศกว่าอุบาสิกาทั้งหลาย ในฝ่ายผู้ถึงพระรัตนตรัยก่อนอุบาสิกาทั้งปวง

๒. นางวิสาขา มหาอุบาสิกา เกิดในตระกูลเศรษฐี ในเมืองภัททิยะแคว้นอังคะ เป็นธิดาของธนญชัยและนางสุมนาเทวี
ขณะอายุได้ ๗ ขวบ ได้ฟังธรรมพระพุทธเจ้าแสดงแก่ เมณฑกเศรษฐี ผู้เป็นปู่ก็ได้สำเร็จเป็นพระโสดาบัน ต่อมา
ได้ย้ายครอบครัวไปอยูเมืองสาวัตถีตามพระราชประสงค์ของพระเจ้าปเสนทิโกศล ที่ประสงค์จะมีตระกูลมหาเศรษฐีอยู่
ในเมืองของพระองค์นางวิสาขาได้มีบทบาทสำคัญในพระพุทธศาสนา ได้สร้างวัดบุพพรามในนครสาวัตถี เป็นโลหะประสาท
๒ ชั้น มีห้องพักสำหรับพระภิกษุ ๕๐๐ รูป นางวิสาขาถวายความอุปถัมภ์แก่พระพุทธเจ้าและสาวกมิได้ว่างเว้น
และเมื่อเกิดการไต่สวนเกี่ยวกับภิกษุณีในความไม่สมควรที่เกิดขึ้น ก็จะมีนางวิสาขาเป็นกรรมการด้วยผู้หนึ่งเสมอมา
และนางได้ทำให้ตระกูลของพ่อผัวเป็นสัมมามิฐิ จนนางได้รับการยกย่องจากพ่อผัวให้เป็นมารดาทางธรรม มีชื่อว่า
“วิสาขามิคารมาตา” เป็นต้น

นางวิสาขาได้รับการยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่าเป็นเลิศกว่าอุบาสิกาทั้งหลายในฝ่ายผู้เป็นทายิกา (ผู้ถวายทาน)
สพฺพปาปสฺส อกรณํ กุสลสฺสูปสมฺปทา
สจิตฺตปริโยทปนํ เอตํ พุทฺธาน สาสนํ ฯ

"การไม่ทำชั่วทั้งปวง หรือการไม่ทำบาปทั้งปวง การทำกุศลหรือความดีให้ถึงพร้อม
การทำจิตใจให้บริสุทธิ์ผ่องใส นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย"
2



#2 ผู้ใช้ออฟไลน์   บัวจงกลนี ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1779
  • สมัคร: 19/05/2009

ตอบ: 19/03/2010 - 08:36

๓. นางขุชชุตตรา เป็นสาวพิการหลังค่อม เป็นลูกสาวของหญิงแม่นมในเรือนของโฆสกเศรษฐีในกรุงโกสัมพี
ต่อมาโฆสกเศรษฐีได้รับนางสามาวดีไว้ในฐานะธิดาของตนแล้ว ได้มอบหญิง ๕๐๐ คน ซึ่งมีนางขุชชุตตราอยู่ในจำนวนนี้ด้วย
เป็นบริวารของนางสามาวดี ต่อมานางสามาวดีได้รับการอภิเษกเป็นมเหสีของพระเจ้าอุเทนแห่งนครโกสัมพี หญิงบริวารเหล่านี้
ก็ได้ติดตามไปรับใช้พระนางสามาวดีในพระราชนิเวศน์ด้วย ต่อมานางขุชชุตตราได้ฟังธรรมขอพระพุทธเจ้าแล้วบรรลุโสดาปัตติผล
และนางได้แสดงธรรมแก่พระนางสามาวดี และหญิงบริวารทั้งหมดจนได้บรรลุโสดาบันพร้อมกัน นางจึงเป็นทั้งมารดา
และอาจารย์ของพระนางสามาวดีและหญิงบริวารโดยมีหน้าที่ไปฟังธรรมจากพระบรมศาสดาแล้วมาแสดงแก่คนเหล่านั้น
จนนางเป็นผู้เชี่ยวชาญในพระไตรปิฎก

นางขุชชุตตราได้รับการยกย่องจากพระบรมศาสดาว่า เป็นผู้เลิศกว่าอุบาสิกาทั้งหลายในฝ่ายผู้แสดงธรรม

๔.พระนางสามาวดี เป็นธิดาของเศรษฐีนามว่า ภัททวคีย์ แห่งเมืองภัททวคีย์ เดิมชื่อ สามา บิดาของนางเป็นสหายกับโฆสกเศรษฐี
แห่งนครโกสัมพี ต่อมาเกิดโรคระบาดในเมืองภัททวคีย์ เศรษฐีต้องพาภรรยาและลูกสาวหนีภัยไปนครโกสัมพี แต่เมื่อเดินทางไปถึง
นครโกสัมพีไม่ทันได้พบกับโฆสกเศรษฐีผู้เป็นสหายก็ได้เสียชีวิตพร้อมกับภรรยา ทิ้งให้นางสามาวดีอยู่แต่ลำพัง ต่อมาโฆสกเศรษฐี
ทราบเรื่องจึงรับนางสามาวดีเป็นลูกบุญธรรม ตั้งไว้ตำแหน่งแห่งธิดา และต่อมาได้อภิเษกกับพระเจ้าอุเทนแห่งนครโกสัมพี
พระนางสามาวดีได้ฟังธรรมจากนางขุชชุตตราจนบรรลุเป็นพระโสดาบัน ภายหลังพระเจ้าอุเทนเชื่อคำยุยงของพระนางมาคันทิยา
ซึ่งไม่พอใจที่พระนางสามาวดีฝักใฝ่ในพระพุทธศาสนา พระเจ้าอุเทนจึงให้นางสามาวดีและหญิงบริวารยืนเรียงแถวกันแล้วยิงธนู
แต่พระนางสามาวดีและหญิงบริวารทั้งหมดแผ่เมตตาแก่พระเจ้าอุเทน ธนูที่ยิงไปจึงมิได้ทำอันตราย แต่หวนกลับมาตกลง
ตรงเบื้องพระพักตร์ พระเจ้าอุเทนสำนึกผิดจึงขอโทษพระนางสามาวดี ซึ่งพระนางไม่ได้โกรธเคืองแต่อย่างใด โดยบอกเพียงว่า
ให้มีพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งเถิดอย่ายึดถือเอาพระนางเป็นที่พึ่งเลย
ในเวลาต่อมา พระนางสามาวดีก็ถูกพระนางมาคันทิยา ใช้ให้คนลอบไปเผาปราสาท พระนางสามาวดีและหญิงบริวาร
ถูกไฟคลอกเสียชีวิตทั้งหมด พระเจ้าอุเทนทรงทราบเรื่องจึงสั่งประหารพระนางมาคันทิยาและเหล่าญาติจนหมดสิ้น

พระนางสามาวดีได้รับการยกย่องจากพระบรมศาสดาว่า เป็นผู้เลิศกว่าอุบาสิกาทั้งหลายในฝ่ายผู้อยู่ด้วยเมตตา

สพฺพปาปสฺส อกรณํ กุสลสฺสูปสมฺปทา
สจิตฺตปริโยทปนํ เอตํ พุทฺธาน สาสนํ ฯ

"การไม่ทำชั่วทั้งปวง หรือการไม่ทำบาปทั้งปวง การทำกุศลหรือความดีให้ถึงพร้อม
การทำจิตใจให้บริสุทธิ์ผ่องใส นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย"
2



#3 ผู้ใช้ออฟไลน์   บัวจงกลนี ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1779
  • สมัคร: 19/05/2009

ตอบ: 19/03/2010 - 08:38

๕. พระนางอุตตรานันทมารดา เป็นลูกสาวของนายปุณณะ ซึ่งเป็นคนรับใช้ในเรือนของสุมนเศรษฐีในกรุงราชคฤห์
เป็นคนขยันทำงาน ได้ถวายอาหารบิณฑบาตแก่พระสารีบุตร ผู้ออกจากจากนิโรธสมาบัติ เขาจึงได้กลายเป็นเศรษฐีในวันนั้น
ต่อมานางอุตตรานันทมารดาได้สมรสกับลูกชายของราชคฤห์เศรษฐี แต่เพราะนางเป็นโสดาบัน ต้องอธิษฐานอุโบสถเดือนละ ๘ วัน
จึงว่าจ้างนางสิริมา หญิงงามเมืองมาบำรุงบำเรอสามีแทนตน ส่วนตนและหญิงบริวารก็จัดหาของเคี้ยวขบฉัน เพื่อถวาย
พระพุทธเจ้าและพระสาวก ฝ่ายนางสิริมาและสามีของนางยืนดูอยู่ที่หน้าต่างด้วยความไม่พอใจ จึงใช้น้ำมันร้อนๆ เทราด
ไปบนศีรษะของอุตตรา ซึ่งนางอุตตราเองก็ระวังตัวจึงเข้าฌานอยู่น้ำมันร้อนๆ จึงไม่ทำอันตรายใดๆ ได้เลย นางสิริมา
ได้ระลึกถึงความผิดของตนจึงกราบแทบเท้านางอุตตราเพื่อขอโทษ ต่อมานางสิริมาได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า
และได้ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล

พระบรมศาสดาจึงยกย่องนางอุตตราว่า เป็นผู้ที่เลิศกว่าอุบาสิกาทั้งหลายในการเพ่งฌาน หรือผู้เข้าฌาน

๖. พระนางสุปปวาสา เป็นธิดาของกษัตริย์นครโกลิยะ ทรงเจริญวัยแล้วได้อภิเษกสมรสกับศากยกุมารองค์หนึ่ง
จากนั้นพระนางก็ตั้งครรภ์นาน ๗ ปี ๗ เดือน ๗ วัน จึงประสูติโอรส นามว่าสิวลี พระนางได้เข้าเฝ้าพระบรมศาสดา
ครั้งแรกได้ฟังธรรมจากพระพุทธองค์จบแล้วก็บรรลุเป็นพระอริยะบุคคลชั้นพระโสดาบัน ต่อมาพระนางได้ถวาย
ภัตตาหารแก่พระพุทธเจ้า และพระอริยะสาวกอย่างสม่ำเสมอ

พระนางได้รับการยกย่องจากพระบรมศาสดาว่า เป็นผู้เลิศกว่าอุบาสิกาทั้งหลายในฝ่ายผู้ถวายของอันมีรสอันประณีต
สพฺพปาปสฺส อกรณํ กุสลสฺสูปสมฺปทา
สจิตฺตปริโยทปนํ เอตํ พุทฺธาน สาสนํ ฯ

"การไม่ทำชั่วทั้งปวง หรือการไม่ทำบาปทั้งปวง การทำกุศลหรือความดีให้ถึงพร้อม
การทำจิตใจให้บริสุทธิ์ผ่องใส นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย"
2



#4 ผู้ใช้ออฟไลน์   บัวจงกลนี ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1779
  • สมัคร: 19/05/2009

ตอบ: 19/03/2010 - 08:40

๗. นางสุปปิย เกิดในตระกูลหนึ่งในกรุงพาราณสี เมื่อเจริญวัยแล้วได้แต่งงานกับชายผู้มีฐานะเสมอกัน นางมีศรัทธา
ในพระพุทธศาสนาอย่างยิ่ง ได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าแล้วบรรลุเป็นพระโสดาบัน วันหนึ่งไปฟังธรรมที่วัด ก่อนกลับบ้าน
พบพระสงฆ์อาพาธรูปหนึ่ง จึงถามว่าพระคุณเจ้าต้องการสิ่งใด พระรูปนั้นก็ตอบว่า อาตมาต้องการอาหารที่มีเนื้อ
วันรุ่งขึ้น นางใช้ให้ทาสีไปหาซื้อเนื้อสดในตลาดแต่ก็หาซื้อไม่ได้ จึงเฉือนเนื้อที่ขาตน แล้วนำไปปรุงเป็นอาหารถวายพระรูปนั้น
พระพุทธเจ้าทรงทราบว่านางสุปปิยาป่วย จึงเสด็จมาพร้อมพร้อมกับพระสงฆ์เพื่อไปเยี่ยมไข้นาง เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสถามถึงนาง
นางจึงลุกขึ้นจากที่นอน อาการเจ็บป่วยก็หายไปเป็นปลิดทิ้ง บาดแผลหายสนิทเป็นปกติทุกประการ นางกราบทูลเรื่องราว
ที่ตนได้กระทำไปทั้งหมดให้พระพุทธเจ้าได้ทรงทราบ พระองค์จึงได้บัญญัติสิกขาบท ห้ามภิกษุฉันเนื้อมนุษย์

พระพุทธองค์ทรงยกย่องนางสุปปิยาว่า เป็นผู้เลิศกว่าอุบาสิกาทั้งหลายในฝ่ายผู้อุปัฏฐากภิกษุอาพาธ

๘ นางกาติยานี เกิดในกุกรรฆรนคร มีศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาตั้งแต่เยาว์วัย มีหญิงสหายคนหนึ่งชื่อนางกาฬี
ในราตรีหนึ่งขณะที่พระโกฆิกัณโสณเถระกำลังแสดงธรรมโปรดมารดาจนได้บรรลุธรรมโสดาปัตติผลถึงพระอรหันตมรรค
โดยนางกาติยานี และนางกาฬีผู้สหายก็ได้ร่วมฟังธรรมอยู่ด้วย คืนนั้นโจรประมาณ ๙๐๐ คน ขุดอุโมงค์จากมุมหนึ่ง
ของเมืองไปโผล่ที่บ้านของนางกาติยานี ส่วนหัวหน้าโจรทำทีเข้าไปฟังธรรม เพื่อต้องการทราบว่าคนเหล่านั้นประชุมกัน
ด้วยเรื่องอะไร ได้ยินนางทาสีบอกนางกาติยานีว่า มีโจรเข้าบ้านมาขโมยของ แต่นางกลับบอกว่าอย่าไปสนใจ
โจรอยากจะได้อะไรก็ให้เขาขนไป เราจะไปฟังธรรม หัวหน้าโจรได้ยินดังนั้นเกิดอาการเลื่อมใสจึงสั่งให้ลูกน้องคืนสิ่งของ
ที่ขโมยไปคืนแก่นางกานติยานีทั้งหมด และขอให้นางช่วยให้ตนได้บวชในสำนักของพระโกฆิกัณณโสณเถระด้วย
ซึ่งนางก็จัดการให้ตามประสงค์ และทั้งหมดก็ได้บวชจนบรรลุพระอรหัตผล ส่วนนางฟังธรรมแล้วบรรลุพระโสดาบัน

พระบรมศาสดาทรงยกย่องนางกาติยานีว่า เป็นผู้เลิศกว่าอุบาสิกาทั้งหลายในฝ่ายผู้เลื่อมใสมั่นคง
สพฺพปาปสฺส อกรณํ กุสลสฺสูปสมฺปทา
สจิตฺตปริโยทปนํ เอตํ พุทฺธาน สาสนํ ฯ

"การไม่ทำชั่วทั้งปวง หรือการไม่ทำบาปทั้งปวง การทำกุศลหรือความดีให้ถึงพร้อม
การทำจิตใจให้บริสุทธิ์ผ่องใส นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย"
2



#5 ผู้ใช้ออฟไลน์   บัวจงกลนี ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1779
  • สมัคร: 19/05/2009

ตอบ: 19/03/2010 - 08:43

๙. นางนกุลมารดาคหปตนี เกิดในตระกูลเศรษฐีในเมืองสุงสุมารคีรี แคว้นภัคคะ เมื่อเจริญวัยได้แต่งงานอยู่ครองเรือน
ตามฆราวาสวิสัย เมื่อบิดามารดาเสียชีวิตแล้วก็ครอบครองสมบัติสืบไป ครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้าเสด็จไปสู่นครสุงสุมารคีรี
ประทับในเภสกลาวัน นกุลเศรษฐีและภริยาพร้อมชาวเมืองสุงสุมารคีรีเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้า และได้เรียกพระพุทธเจ้าว่า
เป็นบุตรของตน พระพุทธเจ้าทรงยกเรื่องในอดีตชาติมาตรัสแก่พุทธบริษัทว่าทั้งสองสามีภริยานี้เคยเป็นบิดามารดาของพระองค์
มา ๕๐๐ ชาติ เป็นต้น จึงทำให้ชาวเมืองคลายความสนเท่ห์จนหมดสิ้น

พระบรมศาสดาทรงยกย่องนางนกุลมารดาคหปตนี ให้เป็นผู้เลิศกว่าอุบาสิกาทั้งหลายในฝ่ายผู้มีความคุ้นเคยในพระศาสดา

๑๐. นางกาฬีกุกรรมฆริกา เกิดในเมืองราชคฤห์ มีสามีอยู่ในกรุงกุรรฆนคร ต่อมานางได้ตั้งครรภ์ และกลับยังเรือน
ของบิดามารดาในกรุงราชคฤห์ คืนหนึ่งได้ยินพวกยักษ์ที่ยืนอยู่ในอากาศเหนือปราสาทของตนสรรเสริญคุณพระรัตนตรัย
แล้วเกิดศรัทธาเลื่อมใส ได้ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล โยยังมิได้เข้าพระบรมศาสดา และนางได้คลอดบุตรโดยสวัสดิภาพ

พระบรมศาสดาทรงยกย่องนางกาฬีกุกรรมฆริกาว่า เป็นผู้เลิศกว่าอุบาสิกาทั้งหลายในฝ่ายผู้ได้ความเลื่อมใสตามเขา
คือ เลื่อมใสโดยฟังตามคนอื่น


สตรีทั้ง ๑๐ คนนี้ นับว่ามีบทบาทสำคัญในพระพุทธศาสนาที่ไม่อาจปฏิเสธได้ เพราะเป็นรากเง้าแห่งความเจริญของ
พระพุทธศาสนาสืบๆ ต่อกันมาจนทุกวันนี้ แต่สิ่งที่เป็นอันตรายที่พึงสังวรและอย่าให้เกิดขึ้น คือ

สตรีกับผู้ทรงศีลให้ใกล้ชิดแต่พองามและดำรงอยู่ภายใต้ศีลธรรมด้วยจิตใจที่มีสมาธิและไม่ให้มีกิเลส
มาครอบงำแล้วทุกสิ่งจะเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์และเป็นบุญเป็นกุศลอย่างแท้จริง


อ้างอิง ธรรมลีลา.หนังสือรายเดือน. ปีที่ ๙ ฉบับที่ ๑๐ มีนาคม ๒๕๕๒
สพฺพปาปสฺส อกรณํ กุสลสฺสูปสมฺปทา
สจิตฺตปริโยทปนํ เอตํ พุทฺธาน สาสนํ ฯ

"การไม่ทำชั่วทั้งปวง หรือการไม่ทำบาปทั้งปวง การทำกุศลหรือความดีให้ถึงพร้อม
การทำจิตใจให้บริสุทธิ์ผ่องใส นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย"
2



#6 ผู้ใช้ออฟไลน์   เนยยะ ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1561
  • สมัคร: 21/09/2004

ตอบ: 19/03/2010 - 10:45

อนุโมทนาค่ะ คุณบัว :09: :114:
"ผู้ที่ปรารถนาวิมุติสุข แต่ไม่ปฏิบัติ แล้วจะถึงวิมุติสุขได้อย่างไร "
(พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต)
0



#7 ผู้ใช้ออฟไลน์   kelvin_ton ไอคอน

  • ตอบ 500+
  • PipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 570
  • สมัคร: 27/01/2005

ตอบ: 19/03/2010 - 15:05

:09: :09: :09:
0



#8 ผู้ใช้ออฟไลน์   slungling ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1224
  • สมัคร: 26/12/2005

ตอบ: 19/03/2010 - 16:01

:09: อนุโมทนาค่ะ
0



#9 ผู้ใช้ออฟไลน์   อนุญฺญา ไอคอน

  • ตอบ 100+
  • Pip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 192
  • สมัคร: 21/04/2009

ตอบ: 19/03/2010 - 17:54

ในลานธรรมนี่ก็น่าจะมีเยอะเหมือนกันน๊า :99:
อนุโมทนาค๊า :09:
0



#10 ผู้ใช้ออฟไลน์   บัวจงกลนี ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1779
  • สมัคร: 19/05/2009

ตอบ: 20/03/2010 - 08:49

แสดงข้อความที่โพสต์อนุญฺญา [ 19/03/2010 - 17:54 ]

ในลานธรรมนี่ก็น่าจะมีเยอะเหมือนกันน๊า :99:
อนุโมทนาค๊า :09:

ตัวอย่างเช่น .............
สพฺพปาปสฺส อกรณํ กุสลสฺสูปสมฺปทา
สจิตฺตปริโยทปนํ เอตํ พุทฺธาน สาสนํ ฯ

"การไม่ทำชั่วทั้งปวง หรือการไม่ทำบาปทั้งปวง การทำกุศลหรือความดีให้ถึงพร้อม
การทำจิตใจให้บริสุทธิ์ผ่องใส นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย"
0



#11 ผู้ใช้ออฟไลน์   อังคาร ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1118
  • สมัคร: 30/08/2005

ตอบ: 20/03/2010 - 10:43

ขออนุญาตเสริมหน่อยนะครับ

ลำดับที่ ๑ นางสุชาดาเสนียธิดา ได้ฟังอนุปุพพิกถาได้สำเร็จเป็นพระโสดาบันพร้อมกับลูกสะใภ้ที่เป็นภริยายสกุลบุตร
แต่ท่านไม่ได้เป็นผู้หญิงที่สำเร็จเป็นพระโสดาบันคนแรก
ผู้หญิงที่สำเร็จเป็นพระโสดาบันคนแรกกลับเป็นผู้หญิงลำดับที่ ๑๐ นางกาฬีกุกรรมฆริกา

เพราะนางกาฬีกุกรรมฆริกาน่าจะสำเร็จเป็นพระโสดาบันในช่วงประมาณ ๒-๓ วันแรกหลังวันปฐมเทศนา

ในวันปฐมเทศนานั้น ในฝ่ายมนุษย์มีเพียงพระโกณฑัญญะเพียงรูปเดียวที่สำเร็จเป็นพระโสดาบัน แต่ในหมู่เทวดาและพรหมสำเร็จเป็นพระโสดาบันมากถึงแปดหมื่นสี่พันโกฏิ ในจำนวนนี้มียักษ์ตนหนึ่งรวมอยู่ด้วย ชื่อว่า สาตาคิรยักษ์

สาตาคิรยักษ์ ได้ฟังปฐมเทศนาด้วย และได้สำเร็จเป็นพระโสดาบัน จึงอยากจะให้เพื่อนยักษ์ที่สนิทกันมากชื่อ เหมวตยักษ์ ได้ฟังธรรมด้วย คิดแล้วก็เหาะไปหาเพื่อนยังที่อยู่
ฝ่ายเหมวตยักษ์ไม่ได้รู้ว่าพระพุทธเจ้าแสดงปฐมเทศนา เห็นแต่ว่าหมื่นโลกธาตุมีดอกไม้งามสะพรั่ง ไม่รู้ว่านี่เป็นบุรพนิมิต จึงตั้งใจเหาะไปหาเพื่อนจะชวนมาดูดอกไม้

ยักษ์ทั้งสองเหาะมาเจอกันเหนือหลังคาห้องนอนของนางกาฬีกุกรรมฆริกา พอทักทายกันจนรู้ความแล้วสาตาคิรยักษ์ก็สาธยายพระธรรมเทศนาที่ได้ยินมาให้สหายได้ฟัง นางกาฬีกุกรรมฆริกาได้ยินเสียงจึงเงี่ยหูฟัง เกิดความเลื่อมใสในพระธรรมสำเร็จเป็นพระโสดาบัน

นางกาฬีกุกรรมฆริกาจึงกลายเป็นหญิงคนแรกที่สำเร็จเป็นพระโสดาบันโดยยังไม่เคยได้เห็นพระพุทธองค์
สาระธรรมจากพระไตรปิฎก ::[url="http://saradham.siamtapco.com"]สาระธรรม[/url]::
0



#12 ผู้ใช้ออฟไลน์   บัวจงกลนี ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1779
  • สมัคร: 19/05/2009

ตอบ: 21/03/2010 - 08:49

:38: คุณอังคารมากค่ะ
ข้อมูลที่นำมา นำมาจาก ธรรมลีลา ค่ะ
และมีการอ้างอิง ธรรมลีลา ปรากฏใน Link ด้านล่างด้วยค่ะ
http://www.dhammacha...8cf9b9964748e3c
สพฺพปาปสฺส อกรณํ กุสลสฺสูปสมฺปทา
สจิตฺตปริโยทปนํ เอตํ พุทฺธาน สาสนํ ฯ

"การไม่ทำชั่วทั้งปวง หรือการไม่ทำบาปทั้งปวง การทำกุศลหรือความดีให้ถึงพร้อม
การทำจิตใจให้บริสุทธิ์ผ่องใส นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย"
0



คำตอบต่อไป: ไม่มี
หน้า 1 จาก 1
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • กระทู้นี้ถูกล็อค

1 ผู้ใช้กำลังอ่านกระทู้นี้
0 สมาชิก, 1 ผู้เยี่ยมชม, 0 ผู้ใช้ที่ไม่ระบุชื่อ