ลานธรรมเสวนา: แด่กัลยาณมิตร - ลานธรรมเสวนา

เข้าไปดูเนื้อหา

  • (4 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • 3
  • สุดท้าย »
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • กระทู้นี้ถูกล็อค

แด่กัลยาณมิตร ขอเราท่านทั้งหลายอย่างเปิดโอกาสแก่มารเทอญ ให้คะแนนกระทู้: -----

#0 ผู้ใช้ออฟไลน์   ช.ชุตินธโร ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1417
  • สมัคร: 12/09/2007

ตอบ: 25/02/2010 - 08:48

มารกิเลสนี้มีจริง ขันธมาร กิเลสมาร มีอยู่จริง ๆ หากไม่ใฝ่ดี คือ คิดดี พูดดี ทำดี อยู่เนือง ๆ ก็เท่ากับเป็นการเปิดช่องว่างให้มารเข้าสู่จิตตนเอง บุคคลทุกคนต่างต้องการเป็นคนดี ไม่ต้องการตกเป็นทาสมารกิเลส ถ้าไม่ต้องการตกเป็นทาสมารกิเลส ก็ต้องฝึกฝนสติ ปัญญาให้ดี ให้เกิดความชอบ ให้เกิดการคิดดี พูดดี ทำดี และต้องทำอย่างต่อเนื่องจะได้ไม่เปิดช่องว่างให้มารกิเลสเข้ามารบกวนจิตตนเองให้วุ่นวาย ค่ำเช้าก็ให้สวดมนต์ไหว้พระ เจริญเมตตา แผ่กุศล ทำจิตภาวนาอบรม บ่มจิตตนเอง ให้เอาดี เอากุศลเข้าไปใส่ไว้ในจิตตนเอง อย่าปล่อยให้จิตใจเตลิดปรุงแต่งไปอย่างไร้ทิศไร้ทาง การดำรงชิวิตอยู่ในโลกนี้ให้ดีไม่ใช่ของง่าย ต้องเอาทาน ศีล ภาวนาเข้าไว้แล้วปฏิบัติ เพื่อลดช่องว่างของมารกิเลสที่มักจะเกิดขึ้นรบกวนอยู่เนือง ๆ
0


  • (4 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • 3
  • สุดท้าย »
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • กระทู้นี้ถูกล็อค

การตอบอื่นๆต่อกระทู้นี้



#1 ผู้ใช้ออฟไลน์   ช.ชุตินธโร ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1417
  • สมัคร: 12/09/2007

ตอบ: 26/02/2010 - 10:54

การลดทิฐิมานะลงได้ ก็จะทำให้ใจเย็น ทำให้จิตใจสงบลง ไม่คลุกกรุ่นจนวุ่นวาย ที่จะทำท่าจะโมโห โทโส หรือที่จะโลภมาก หรือหลงลื่นใหลไปก็จะทำให้ระงับเบาบางลงได้ เวลาภาวนาหรือทำสมาธิการเพียรในการลดทิฐิมานะที่มีในตนได้จะทำให้เกิดสมาธิได้เร็วขึ้น จิตใจที่คอยแต่จะคิด ปรุงแต่งเรื่องโน้นบ้าง เรื่องนี้บ้าง ก็ระงับลงได้ ทำให้ไม่ฟุ้งซ่านกระจายไปไหนต่อไหน เมื่อไปเจอะเจอเรื่องที่จะทำให้ทุกข์ใจก็สามารถนำไปใช้ได้ การลดทิฐิมานะ เป็นการไม่เอาชนะคะคาน สามารถทำให้ความเป็นตัวตนลดลงได้ หยุดการปรุงแต่งลงได้ ก็ไม่รู้ว่าจะเอาชนะกันไปทำไม ก็ใครทำดีก็ได้ดี ใครทำชั่วก็ได้ชั่ว เป็นกฎแห่งกรรมอยู่แล้ว หากต่างทำความดีกันก็คงมีแต่ประโยชน์ถ่ายเดียว ไม่เป็นที่เดือดร้อนแก่กันและกัน ผัวก็ซื่อสัตย์ต่อเมีย เมียก็ซื่อสัตว์ต่อผัว คนมีครอบครัว มีพ่อ แม่ ลูก มีญาติ ก็ต่างซื่อสัตย์ต่อครอบครัว ไม่เที่ยวหาเรื่องมาให้ครอบครัวเดือดร้อน ก็อยู่กันได้อย่างเป็นสุขสงบ เพื่อนฝูง มิตรสหายต่างก็จริงใจ สัตย์ต่อกันไม่เบียดเบียนเอาเปรียบกัน ผู้ปกครองผู้อยู่ใต้ปกครอง ต่างรู้บทบาท อำนาจหน้าที่ ซื่อสัตย์ต่อกัน ก็อยู่ด้วยกันได้ ชวนกันไปตามกันไปทำบุญ ทำคุณประโยชน์ตั้งแต่เรื่องเล็ก ไปจนเป็นเรื่องที่เป็นต่อประโยชน์ส่วนรวม อย่างนี้ก็อยู่กันได้ดี ต่างเอาศีลมาครองจิตครองใจ เอาธรรมมาครองจิตครองใจได้ก็คงหมดปัญหา ทำความเข้าใจให้ได้ว่า ไม่มีอะไรยั่งยืน ไม่มีอะไรแน่นอน ไม่มีอะไรน่ายึดถือ แล้วจะเอาชนะคะคานกันจนเป็นที่เดือดร้อน เป็นโทษ เป็นทุกข์ เป็นภัยไปทำไม แล้วถ้าตายไปแล้วจะมีดีอะไรไว้ให้แก่กัน แม้มีเงินทอง ทรัพย์สินไว้ แต่ไม่ช้าก็ฉิบหายวิบัติไปในที่สุด ส่วนทรัพย์ภายในอันเป็นทรัพย์ที่ประเสริฐอันแก่ศีลธรรม คุณงามความดี สิ่งเป็นมงคลนั้นไม่ได้สร้างสั่งสมไว้ให้เลย อย่างนี้จะไปโทษใคร ก็มีแต่ต้องโทษตนเองทั้งนั้น โทษใครไม่ได้เลยจริง ๆ

การโพสต์นี้ได้ถูกแก้ไขโดย ช.ชุตินธโร: 26/02/2010 - 10:59

0



#2 ผู้ใช้ออฟไลน์   ช.ชุตินธโร ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1417
  • สมัคร: 12/09/2007

ตอบ: 01/03/2010 - 08:59

รูป กับนาม หรือนาม กับรูป เป็นสิ่งปกติและเป็นธรรมชาติที่มีอยู่ และกำลังดำเนินไปตามเหตุตามปัจจัยของกฎแห่งกรรม เมื่อเราลดทิฐิมานะลงได้ เราก็จะเห็น คือ เห็นชอบขึ้นมา มีความเห็นชอบขึ้นมา เห็นกายของเรานี้เป็นอย่างนี้ เป็นสักว่าธาตุ เป็นอาการสามสิบสอง ที่เต็มไปด้วยของไม่สะอาดมีประการต่าง ๆ และที่กายเรานั้นมีอาการต่าง ๆ มีการเคลื่อนไหวในอิริยาบถต่าง ๆ ก็เกิดจากจิตตนเองนี้เป็นผู้สั่งการ สั่งให้เดินไปซ้ายเดินไปขวา เดินไปขึ้นสวรรค์ เดินไปลงนรก ไปลงเหว ก็เกิดจากจิตตนเองนี้ การปล่อยให้จิตตนเองนึกคิดไปตามความต้องการโดยไม่มีความสามารถควบคุมได้ เป็นอันตราย และเป็นโทษ เป็นภัย เป็นทุกข์แก่ตนเองอย่างยิ่ง

การปฏิบัติจิตภาวนา เป็นกระบวนการฝึกฝนให้อินทรีย์อันได้แก่ ศรัทธา ความเพียร สติ สมาธิ ปัญญา นั้นมีพลัง ทำให้จิตนั้นมีพลัง มีกำลัง จิตที่มีพลังได้จึงเกิดจากอินทรีย์ที่แก่กล้าเหล่านั้น

ฝึกฝนกายและจิต เห็นกายที่เปลี่ยนแปลง ไม่เที่ยง และกำลังเดินไปกับความเสื่อม ความแตกสลายอยู่ทุกขณะและเห็นการทำงานของกายที่เกิดจากจิต จิตนั้นเป็นใหญ่เป็นประธาน พากายไปประกอบกรรมต่าง ๆ หากไม่ควบคุมจิตและไม่สามารถอบรมให้จิตนั้นอยู่ในศีลในธรรมได้ก็เดือดร้อน เป็นฟืน เป็นไฟ ไฟที่เกิดจากความโลภ ไฟที่เกิดจากความโกรธ ไฟที่เกิดจากความหลง มีแต่จะเอาชนะ หมายมั่นปั้นปรุงแต่งอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

สติชอบที่เกิดจากความเห็นชอบจนเป็นศรัทธาความเพียรนั้นเมื่อเกิดขึ้นจะแนบไปกับจิตและเป็นเนื้อเดียวกับจิต เกิดความหนาแน่นมั่นคงเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นเนื้อเดียวกับจิต ทำให้จับจิตไว้ได้โดยปริยาย และทำให้อยู่กับร่องกับลอย อยู่ในครรลองคลองศีล ครรลองคลองธรรม


การปฏิบัติจิตภาวนา ก็ต้องหาจิตตนเองให้เจอก่อน หากหาจิตตนเองไม่พบ ไม่เจอ ก็ไม่เป็นจิตภาวนา เป็นกิเลส เป็นอนุสัยกิเลสบดบังทั้งนั้น

เมื่อหาจิตตนเองพบแล้ว สติก็ให้แนบไปกับจิต เวลากำหนดภาวนาโดยเอาคำบริกรรมมาเป็นเครื่องช่วย เป็นกุศโลบายในการที่จะให้สตินั้นเดินไปสู่จิต ด้วยการใช้คำบริกรรมนั้นแนบไปกับลมหายใจเข้าออกจากลมที่กระทบปลายจมูกไปสู่ท้องภายในร่างกายและขณะที่ดูลมหายใจอยู่นั้นก็พยายามลดทิฐิมานะลงไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งสตินั้นอยู่กับลมหายใจที่กระเพื่อมขึ้นลง หรือยุบหนอพองหนอนั้นแหละ คำบริกรรมก็ไม่ไดบริกรรมแล้ว เห็นแต่ลมหายใจที่กระเพื่อม ยุบแล้วก็พองอยู่อย่างนั้น จิตที่เป็นประธานที่นึกคิดปรุงแต่งนั้นอยู่ตรงบริเวณนั้น เอาสตินั้นแนบเข้าไว้กับจิต จิตที่เหมือนกับลิง เที่ยวสอดส่ายไปมา จะเริ่มสงบลง เมื่อสติแน่นหนามั่นคง คือ แนบอยู่กับจิต ก็จะช่วยให้จิตอยู่กับหลักได้ เมื่อมีสติชอบแล้วทำให้จิตตนเองสงบลง ปัญญาก็ถูกใช้อบรมบ่มจิตให้เกิดความสามารถในการก่อเกิดประโยชน์ เหมือนเรามีสติเป็นเครื่องมือแล้วก็ต้องใช้สอยเครื่องมือนั้นทำการงานให้เกิดผลประโยชน์ ไม่ให้เป็นโทษด้วยปัญญา กายและจิตนั้นก็จะคิดดี พูดดี ทำดี ก็เป็นบุญเป็นกุศล เป็นกรรมดี เมื่อเป็นกรรมดีแล้วจะไปไหนมาไหนก็หมดห่วง ไม่มีอะไรกับใครทั้งนั้น มีแต่คุณประโยชน์ เป็นธรรมถ่ายเดียว

จิตนั้นมีอำนาจ มีหน้าที่ มีการงาน หากสติปัญญาไม่เท่าทัน จิตก็เหลวไหล กลายเป็นบุคคลที่ถูกผู้อื่นตำหนิว่าเป็นพวกพ่อ แม่ ครูบา อาจารย์ไม่อบรมสั่งสอน เป็นคนที่ไม่มีขื่อมีแปร เป็นพวกป่าเถื่อน เป็นพวกอัปมงคล และเป็นบุคคลที่ไม่พึงคบหาสมาคม ต้องตกไปสู่โลกที่ชั่วช้าลามกเลวทรามต่ำช้า มีทุกข์เป็นที่ไปในเบื้องนั้นนั่นแล

การโพสต์นี้ได้ถูกแก้ไขโดย ช.ชุตินธโร: 01/03/2010 - 09:05

1



#3 ผู้ใช้ออฟไลน์   ช.ชุตินธโร ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1417
  • สมัคร: 12/09/2007

ตอบ: 03/03/2010 - 12:41

ธรรมชาติของจิตนั้นเป็นใหญ่

จึ่งทำให้เห่อเหิมทะยานอยาก

อำเภอจิตอำเภอใจจนยุ่งยาก

จึ่งมุ่งมาดโง่เขลาปัญญาเบา

จิตลื่นไหลยึดถือไร้ขื่อแปร

ไม่เหลียวแลคุณธรรมช่างโง่เขลา

ไม่ปลูกฝังต่อยอดในบุญเก่า

นั่งจับเจ่าบุญใหม่ไม่ก่อเกิด

จำไว้เถิดพี่น้องกัลยา

อย่าไว้ใจจิตตนจะเตลิด

ทิฐิตนมานะจุดระเบิด

จะก่อเกิดเวรกรรมมิรู้สิ้น
1



#4 ผู้ใช้ออฟไลน์   ดินสอสีม่วง ไอคอน

  • ตอบ 300+
  • Pip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 346
  • สมัคร: 27/04/2009

ตอบ: 03/03/2010 - 15:15

สาธุค่ะ
ทุกสถานการณ์ ทุกประสบการณ์ไม่ว่าจะดีหรือร้าย
คือโอกาสทองของการเรียนรู้
การยอมรับความไม่แน่นอนและดำรงชีวิตอยู่กับมันได้
เป็นสัญญานบ่งบอกวุฒิภาวะที่แก่กล้าขึ้นแล้ว.......
ที่มา...หิมะกลางฤดูร้อน
0



#5 ผู้ใช้ออฟไลน์   KKKOBBB ไอคอน

  • ตอบไม่มาก
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 9
  • สมัคร: 23/01/2008

ตอบ: 03/03/2010 - 21:36

อนุโมทนาสาธุ ขอบคุณนะคะ :12:
0



#6 ผู้ใช้ออฟไลน์   น้องบู ไอคอน

  • ตอบ 2000+
  • PipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 2730
  • สมัคร: 25/03/2008

ตอบ: 03/03/2010 - 21:50

ขันธ์นี้เป็นวิบากจากความโง่ในอดีต วันนี้เรามาดูที่ขันธ์จึงแจ้ง ถึงทุกข์สัจ สมุทัยก็ดับ นิโรธก็แจ้ง แต่ขันธ์นี้ยังดำรงอยู่ตราบเท่าที่มันจะยังอยู่ได้ตามอายุของมัน

แต่เมื่อสิ้นจากขันธ์นี้ไป ก็จะไม่ปรากฏขันธ์ใหม่อีก ไม่มีการสืบต่อ เพราะปัจจัยคือ อวิชชาดับไป เพราะหายโง่แล้วน่ะครับ

ร่วมสนทนาด้วยครับ สาธุกับความเห็นคุณ ช.ชุตินธโร :09: :114:
"สิ่งทั้งหลายมีแต่ธรรม มีแต่อนัตตา ขนาดนิพพานยังอนัตตาเลย อัตตาไม่มี เข้าใจอะไรกันผิดหรือเปล่า"
"ทิฐิต่าง ๆ มีได้เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย"
0



#7 ผู้ใช้ออฟไลน์   ช.ชุตินธโร ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1417
  • สมัคร: 12/09/2007

ตอบ: 06/03/2010 - 13:08

ใจเป็นใหญ่แล้วจะทำประโยชน์อะไรได้บ้าง หากใจไม่ประสีประสา โง่เขลา เบาปัญญา ไร้ซึ่งวิสัยทัศน์ ไร้ซึ่งสติปัญญา ไร้ซึ่งวิชาความรู้ แล้วจะแจ่มแจ้งกระจ่างใจได้เหรอ มีแต่มืดบอดร่ำไปแล้วจะทำอะไรได้บ้างล่ะ

ใจที่มืดบอดนี้มีแต่ความหวาดกลัว หวาดระแวง พาให้เห็นผิด คิดชั่ว ทำชั่ว พูดชั่ว ทำแต่โทษ ทำแต่ภัย ทำเรื่องทุกข์เดือดร้อนทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น ทำแต่สิ่งเป็นอัปมงคล เห่อเหิม ฟุ้งเฟ้อ ทะยานอยากไปเรื่อย ๆ

สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง เธอทั้งหลายจงยังไว้ซึ่งความไม่ประมาท (ฝึกฝนสติชอบ ปัญญางาม) สร้างประโยชน์ตนประโยชน์ท่านให้ถึงพร้อมเถิด อย่าได้ทำอะไรตามอำเภอใจอีกต่อไปเลย
0



#8 ผู้ใช้ออฟไลน์   ช.ชุตินธโร ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1417
  • สมัคร: 12/09/2007

ตอบ: 06/03/2010 - 19:29

เป็นเรื่องจริงอะ ต้องอ่านไว้



เพราะทุกคนมักจะมองข้าม


















--



ภรรยา 4 คน












ชายคนหนึ่งมีภรรยา อยู่ 4 คน

ภรรยาคนที่ 1 เขารักที่สุด ไปไหนมาไหนด้วยกัน ตามใจตลอดอยากได้อะไร
เขาหาให้ทุกอย่าง

ภรรยาคนที่ 2 เขารักมาก เขาจะทำทุกสิ่ง
ทุกอย่างเพื่อภรรยาคนนี้
และจะไปหาภรรยาคนนี้เสมอ












ภรรยาคนที่ 3 เขารักรองลงมา ดูแลเอาใจใส่พอควร แวะไปหาบางเป็นครั้งคราว

ภรรยาคนที่ 4 เขาไม่เคยสนใจ ไม่เคยดูแลเอาใจใส่ ไม่เคยไปหา ไม่คิดถึงเลย ด้วยซ้ำ












ต่อมาชาย คนนี้ไปกระทำความผิดร้ายแรง
และถูกจับ ต้องถูกประหารชีวิต ก่อนที่จะถูกประหาร เขาขอร้องว่า เขาขอกลับบ้าน
เพื่อไปร่ำลาภรรยาสุดที่รักซักครั้ง
ผู้คุมเห็นใจจึงอนุญาต
เมื่อกลับมาถึงบ้าน เขารีบตรงไปหาภรรยาคนที่ 1
เล่าเหตุการณ์ต่างๆ ให้ฟัง
และถามภรรยา คน ที่ 1 ว่า












" ถ้าเขาต้องตายภรรยาคนที่ 1
จะทำอย่าง ไร? "












ภรรยาคนที่ 1 ตอบน้ำเสียงที่เย็นชาว่า
“ถ้าเธอตาย เราก็จบกัน”
คำตอบที่ได้รับ
เหมือนสายฟ้าที่ผ่าเปรี้ยง!! ลงมาที่เขาอย่างจัง
เขารู้สึกเจ็บปวด และเสียใจเป็นอย่างยิ่ง
นึกเสียดาย ว่าเขาไม่ควรทุ่มเทให้ภรรยาคนนี้เลย













จากนั้นเขาก็ ไปหา ภรรยาคนที่ 2
ด้วยอาการเศร้าโศก เล่า เรื่องราวต่างๆ ให้ ฟัง
และถามคำถามเดิมกับภรรยาคนที่ 2 ว่า












" ถ้าเขาต้องตาย ภรรยาคน ที่ 2
จะทำอย่างไร? "












ภรรยาคนที่ 2 ก็ ตอบอย่างหน้าตาเฉย ว่า
" ถ้าเธอตาย ฉันจะมีใหม่ "
เหมือนสายฟ้า!! ผ่าลงมาซ้ำที่เขา อย่างจัง
เขารู้สึกเสียใจมาก และนึกเสียดายว่าที่ผ่านมา
เขาไม่ควร ทุ่มเทให้ภรรยาคนนี้เช่นกัน

















เขาเดินคอตกมาหาภรรยาคนที่ 3
เล่าเรื่องราวต่างๆ ให้ ฟัง
และถาม ภรรยา คนที่ 3 ว่า












"ถ้าเขาต้องตาย ภรรยาคน ที่ 3
จะทำอย่างไร? "












ภรรยาคนที่ 3 ตอบว่า
"ถ้าเธอตาย ฉันจะไปส่ง "
ทำให้เขาคลายความ เศร้าโศกขึ้นมาได้บ้าง
อย่างน้อยก็ ยังมีภรรยาที่จริงใจกับเขา












ก่อนกลับไปรับโทษ
เขานึกขึ้นมาได้ว่ามีภรรยาอีกคน ซึ่งไม่เคยไปหาเลย จึงไปหา ภรรยาคนที่ 4 และถามว่า












" ถ้าเขาต้องตาย ภรรยาคนที่ 4
จะทำอย่าง ไร?"












ภรรยาคนที่ 4 ตอบว่า
" ถ้าเธอตาย ฉันจะตามไป ด้วย "
แทนที่เขาจะดีใจกลับนึกเสียใจหนักขึ้นไปอีก
เพราะ...มัน สายเกินไปเสียแล้ว ช่วงที่เขามีชีวิตอยู่
เขาไม่เคยเห็นค่าของภรรยาคนนี้ แต่ภรรยาคนนี้ไม่คิดที่จะทิ้งเขา จะติดตามเขาไปอยู่ด้วย
แล้วชายคนนี้ก็กลับไปรับโทษประหาร
และเมื่อเขาตาย ภรรยาคนที่ 4 ก็ตายตามไป ด้วย.....












เราทุกคนก็ มีภรรยา 4 คน นี้

มีคำถามว่า ภรรยาทั้ง 4 คนเป็นใคร? คิดกันก่อนนะ แล้วค่อยเฉลย...












ทีนี้เรามาดูกันว่า
ภรรยาคน ที่ 1, 2, 3 และ 4
เป็นใครกันบ้าง












ภรรยาคน ที่ 1

ร่างกายของเรา เพราะเวลาเรามีชีวิตอยู่
เราจะบำรุงบำเรอด้วยของสิ่งทุกอย่าง
อยากได้อะไรก็หาให้
แต่พอเราตายมันกลับไม่ไปกับเรา
เมื่อเราตาย ร่างกายมันก็มีค่าเท่ากับท่อนไม้
ท่อนหนึ่งเท่านั้น












ภรรยาคน ที่ 2

ทรัพย์สมบัติ เพราะเวลาเรามีชีวิตอยู่
เราจะทำทุกอย่าง เพื่อให้ได้มันมา
แต่พอเราตาย มันกลับไม่ไปกับเรา
แต่ไปเป็นของคนอื่น












ภรรยาคนที่ 3

พ่อแม่ ลูกเมีย ญาติ พี่น้อง เพราะพอเราตาย
เขาจะทำศพให้เรา ทำบุญไปให้
แปลว่า เขาแค่ไปส่งเราเท่านั้น












ภรรยาคนที่ 4

บุญกับบาป เมื่อเราตายไป
เราไม่สามารถเอาอะไรไปด้วยได้
มีเพียงแค่บุญกับบาปเท่านั้น
ที่จะตามเราไป .....












ความเห็นผู้ส่ง
เห็นไหมว่าเงินไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับชีวิต
แต่เดี๋ยวก่อนอย่าพึ่งคิดว่าเงินไม่สำคัญ
สำคัญ … แต่
ไม่สำคัญที่สุดเท่านั้นเอง
อย่าลืม…ยังมีเรื่องอื่น
ที่สำคัญกว่าเงินอีกเยอะ




โปรดส่งต่อไปให้คนที่คุณรัก



ก่อนที่เค้าเหล่านั้นจะลืมไปว่าอะไรสำคัญที่สุดในชีวิต
0



#9 ผู้ใช้ออฟไลน์   ช.ชุตินธโร ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1417
  • สมัคร: 12/09/2007

ตอบ: 09/03/2010 - 19:31

มนุษย์เรายามเมื่อมีกายมีกำลังกาย มีแขนขา มีสมองที่ยังดีอยู่ หากไม่ขวนขวายใช้สมองทำคุณประโยชน์ ไม่ใช้ร่ายกายทำคุณประโยชน์ในขณะที่ยังมีกำลังดีอยู่ เมื่อถึงเวลา กายเสื่อมกำลังวังชาลง สมองเสื่อมลง ก็เป็นอันหมดกัน หมดโอกาส ถึงเวลานั้นก็น่าเสียดายโอกาสที่หมดไปทุกขณะจิต

จิตที่มีพละกำลังดีพร้อมทรงไว้ด้วยสติ ปัญญา สามารถนำมาตัดสินใจใช้ร่างกายที่กำลังวังชายังดีอยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล

อย่ามัวเอากายและใจไปใช้ในทางที่ผิด ด้วยความเห็นผิด ๆ อยู่เลย มันเสียเวลา เสียโอกาสจริง ๆ ชาติหน้าไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้เกิดมามีกายและจิตใจที่ครบสมบูรณ์กว่าชาตินี้หรือไม่

คนที่ไม่ประมาทต้องรู้จักฝึกฝนกาย ฝึกฝนใจ ด้วยสติเท่าทันจิตตนเอง ด้วยปัญญารู้ดีว่าควรกระทำดี กระทำคุณประโยชน์ให้เกิดขึ้นแก่กิจการงานหน้าที่ทุกครั้งเมื่อมีโอกาส เป็นการเตรียมกาย เตรียมจิตใจให้พร้อม พร้อมทั้งในปัจจุบัน ไม่ติดค้าง ไม่หวงหา อาลัยอาวรณ์ เป็นที่วางใจ พร้อมทั้งในอนาคตที่ไม่รู้ว่าจะเป็นเช่นไร ต้องฝึกฝนกาย ใจด้วยปัญญา ฝึกฝนสติให้เน่นหนามั่นคงอยู่กับจิต เพื่อพร้อมอยู่กับปัจจุบันที่จะต้องสู่อนาคตที่ยังมาไม่ถึงที่มีทั้งความบกพร่อง มีทั้งสมบูรณ์ มีทั้งสิ่งที่ต้องแก้ไข มีทั้งสิ่งที่ต้องพัฒนา

ชาตินี้เกิดเป็นคนชาติหน้าอาจไม่ใช่ ชาตินี้เกิดมีเป็นชายชาติหน้าอาจไม่ใช่ ชาตินี้เกิดเป็นหญิงชาติหน้าอาจไม่ใช่ ชาตินี้จึงต้องสั่งสมวิชา ความรู้ ความสามารถไว้ให้พร้อมให้แน่นหามั่นคง ต้องทำให้เป็นบุญ เป็นกุศล เป็นประโยชน์ เพื่อเป็นเสบียงต่อไปในภายภาคหน้า ฝึกฝนให้ตนเองไม่ให้ตกอยู่ในอาการที่ประมาท ต้องพร้อมอยู่เสมอในการที่จะไม่เปิดโอกาสแก่กิเลสมารร้ายที่พร้อมจะเกิดขึ้นมาครองจิตตนเองได้ทุกขณะ
0



#10 ผู้ใช้ออฟไลน์   ช.ชุตินธโร ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1417
  • สมัคร: 12/09/2007

ตอบ: 10/03/2010 - 09:43

เกิดก็ทุกข์ แก่ก็ทุกข์ ตายก็ทุกข์

ความเศร้าโศกเสียใจ พิไรรำพันก็ทุกข์

ความพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รักก็ทุกข์

การประสพกับสิ่งอันไม่เป็นที่รักที่พอใจนั่นก็ทุกข์

การอยากได้สิ่งใดแล้วไม่ได้สิ่งนั้นนั่นก็ทุกข์

ความไม่สบายกาย ไม่สบายใจ ความคับแค้นใจก็เป็นทุกข์ เหล่านี้เป็นทุกข์อริยะสัจโดยย่อ

ทุกข์ทางกาย ทุกข์ทางใจมีเข้ามาสัมผัสให้ได้รู้สึกอยู่เนือง ๆ

ผู้ที่ฝึกฝนสติจนแน่นหนามั่นคง แนบอยู่กับจิตจนไม่หวั่นไหวสั่นคลอนไปกับทุกข์นั้น นั่นเป็นสิ่งประเสริฐ

ผู้ฝึกฝนสติได้อย่างแน่นหนามั่นคง ต่างก็ผ่านกระบวนการของการใช้ปัญญา ด้วยความเห็นต่าง ๆ จนเกิดความเข้าใจ ยอมรับ จนเป็นที่ลงตัว เกิดความสมดุลขึ้นด้วยสติที่แน่นหนามั่นคงนั้น

สติที่แนบแน่นอยู่กับจิตย่อมทำให้จิตนั้นแน่นหนามั่นคง เกิดความสงบ หากใช้ช่วงเวลาแห่งความสงบนั้น พิจารณา รู้จักสังเกต สำรวจ กายใจตนเองให้เห็นความจริงก็จะพบว่า ทุกข์นั้นมีอยู่จริง เหตุแห่งทุกข์ก็มีอยู่จริง ความดับไปแห่งทุกข์ก็มีอยู่จริง หนทางของการดับไปแห่งทุกข์ก็มีอยู่จริง ช่วงเวลาที่กำลังวุ่นวายใจ เราจะไม่มีเวลาว่างหรือช่องว่างให้ได้คิด พิจารณาความจริงเหล่านี้เลย ความสงบหรือเวลาว่างนี้แหละเป็นเพื่อนที่แสนดี ช่วยให้คิดอะไรต่อมิอะไรออก วันหนึ่งคืนหนึ่งจึงต้องฝึกฝนให้เวลาแก่ตนเองบ้าง ให้เวลาตนเองให้เกิดความสงบกาย สงบใจ สมองจะได้คิดอะไรต่อมิอะไรออก จะได้แก้ไข พัฒนาจิตตนเองไปสู่กุศลได้บ้างไม่มากก็น้อย

ผุ้ที่ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปวัน ๆ ในเมื่อมีโอกาส ไม่มีความพึงใจในกิจทั้งปวงที่ตนต้องเข้าไปเกี่ยวข้อง ไม่เอาใจใส่ในกิจที่ตนเกี่ยวข้องนั้น คอยแต่สร้างเวรก่อกรรมเบียดเบียน จองเวรกันโดยไม่พยายามที่จะถ่ายถอน สะสางสิ่งต่าง ๆ ที่ค้างคาเกี่ยวข้องกับตนเองอยู่นั้น ย่อมทำให้เกิดการสั่งสมและพอกตัวขึ้นของสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นอย่างหลีกเลี่ยงมิได้และเป็นวิบากกรรมจนเป็นที่หนักอกหนักใจ เป็นกองทุกข์มหึมาอยากแก่การถ่ายถอน นั่นคือผู้ที่กำลังสร้างความล้มเหลวให้บังเกิดขึ้นแก่ตนเองทั้งในชาตินี้ และชาติหน้า ตลอดชาติอย่างยิ่ง

อกหักดีกว่ารักไม่เป็น

ทำได้ไม่ดี ดีกว่าไม่ได้ทำ

ล้มแล้วต้องลุกขึ้นยืนและเดินต่อไป ไม่มีใครเขาจะมาพยุงให้เดินได้ตลอดไป

การเดินได้ด้วยตนเองนี้ เป็นกำลังสำคัญทั้งแก่ตนเองและผู้อื่นที่กำลังหัดเดินหรือเริ่มต้นเดิน

สว่างทางด้วยแสงไฟ สว่างใจด้วยแสงธรรม

ด้วยจิตคารวะแก่ผู้ที่กำลังเจริญธรรมและผู้ที่เจริญธรรมแล้วทุกท่าน :99:
0



#11 ผู้ใช้ออฟไลน์   ช.ชุตินธโร ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1417
  • สมัคร: 12/09/2007

ตอบ: 13/03/2010 - 08:49

จิตนี้ไซร้ยากแท้หยั่งถึง

ทั้งดื้อดึงดึงดันหลงงมงาย

ทั้งอวดดีอวดเก่งมิรู้คลาย

เกิดและตายวุ่นวายมิรู้สิ้น

จิตเอ๋ยจิตหลงตนไร้สติ

มิเคยคิดมุ่งมั่นและดีดดิ้น

เป็นเหมือนลิงปีนป่ายเป็นอาจิน

เที่ยวเสพกินอาจมมิรู้เอย
0



#12 ผู้ใช้ออฟไลน์   ช.ชุตินธโร ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1417
  • สมัคร: 12/09/2007

ตอบ: 14/03/2010 - 08:23

โรงานใหญ่แห่งมรรคคือดวงจิต

วนเวียนคิดสู่เส้นปัญญางาม

สู่สติมั่นคงหยุดลุกลาม

ทั่วเขตขามแห่งจิตสติพร้อม

พุทธองค์ขวนขวายเพื่อสัตว์โลก

ให้พ้นโศกพ้นภัยขอนอบน้อม

ความพ้นทุกข์บังเกิดแห่ห้อมล้อม

เกล้ากระหม่อมขอน้อมกราบบาทองค์

ขอนำธรรมองค์ท่านสู่ดวงจิต

เพื่อพิชิตมารร้ายตามประสงค์

มิเสื่อมคลายแหนงหน่ายจิตจำนง

ขอมุ่งตรงพระนิพพานดั่งใจปอง

มโนน้อมกล่าวขานแด่กัลยา

เพื่อนำพาธรรมทานดุจดั่งทอง

สว่างสดงดงามมิเป็นสอง

ขอชนผองน้อมนำสดับเทอญ
0



#13 ผู้ใช้ออฟไลน์   ช.ชุตินธโร ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1417
  • สมัคร: 12/09/2007

ตอบ: 14/03/2010 - 10:33

เคยได้อ่านหนังสือที่เล่าถึงท่านเจ้าประคุณสมเด็จโต ขณะที่ท่านกำลังเป็นเจ้าอาวาสอยู่ที่วัดระฆัง พระลูกวัดนั้นชอบเตะตะกร้อกัน ท่านเจ้าประคุณสมเด็จโตก็มองจากกุฏิมาเห็น ซึ่งก็มีโยมอยู่ด้วย ได้เอ่ยถามท่านว่า ไม่คิดจะจัดการอะไรเลยหรือขอรับ ท่าจเจ้าประคุณสมเด็จโตก็เอ่ยขึ้นว่า เดี๋ยวก็หยุดเล่นเองล่ะจ๊ะ สักพักใหญ่ ๆ ท่านก็เรียกพระเหล่านั้นมาพบ แล้วถามด้วยอารมณ์ดี และไม่ให้เจ็บช้ำน้ำใจ ท่านเอ่ยถามว่า เล่นตะกร้อนี่เล่นยากไหมจ๊ะ พระลูกวัดก็นิ่งเงียบ ท่านก็ถามต่อว่า แล้วลูกแปรนี่ฝึกกันนานไหมจ๊ะ พระลูกวัดก็ก้มหน้าเงียบ ลูกศอกนี่เขาต้องฝึกกันอย่างไงล่ะจ๊ะ เล่นเอาพระลูกวัดนั้นอายกันไปตาม ๆ กัน แล้วก้มลงกราบท่าน ตั้งแต่นั้นมาก็ไม่การเล่นตะกร้อให้ได้เห็นอีกเลย

อีกเรื่องหนึ่ง ขณะที่ท่านนอนอยู่ในเรือ มีขโมยสองคนเอาเรือมาเทียบแล้วขึ้นเรือมาเพื่อขโมยเสื่อ (คงหาเสื่อนอนไม่ได้ หุ หุ) ทั้งสองต่างกระซิบกันให้ระวัง เบา ๆ หน่อย ท่านกำลังหลับ เดี๋ยวตื่นขึ้นมาเป็นเรื่องแน่ จากนั้นทั้งสองก็หยิบเอาเสื่อขึ้นเรือ แล้วกำลังจะพายหนี ก็ได้ยินท่าจตะโกนถามออกมาว่า แล้วไม่เอาหมอนไปด้วยล่ะจ๊ะ แล้วจะนอนกันอย่างไงล่ะจ๊ะ จากนั้นท่านก็ลุกขึ้นแล้วหยิบหมอนโยนลงเรือให้ขโมยทั้งสอง โดยมิได้โลภ โกรธ หลง เล่นเอาขโมยต้องรีบเผ่นหนีไปด้วยความละอายใจ

มีอีกหนึ่งเรื่อง มีบ้านเศรษฐีได้นิมนต์ท่านไปเทศน์ พอท่านเดินทางไปถึงบ้านงาน เจ้าภาพก็รีบเข้ามากราบและถวายเงินท่านเป็นเงิน หนึ่งร้อยบาท สมัยนั้นนับว่ามากโขอยู่ แล้วเอ่ยว่า วันนี้อิฉันถวายเงินท่านหนึ่งร้อยบาทขอท่านได้โปรดเทศน์ให้ฟังแบบไพเราะด้วยนะเจ้าคะ ท่านเจ้าประคุณไม่พูดอะไรแล้วก็เดินขึ้นธรรมมาส จากนั้นท่านก็ตั้งนะโมสามจบ บอกศักราชเสร็จสรรพ ท่านก็ลงท้ายด้วยคำว่า เอวังก็มีด้วยประการะฉะนี้แล แล้วก็เดินลงจากธรรมาสกลับวัดทันที เล่นเอาเจ้าภาพเคืองมาก เสียดายเงินก็เสียดายเงิน เสียเงินแล้วไม่ได้อะไรเลย แต่ก็พูดไม่ออกได้แต่นั่งหงุดหงิดอยู่อย่างนั้น

วันรุ่งขึ้นท่านเจ้าประคุณท่านได้เดินทางไปบ้านงานอีกครั้งหนึ่ง พอเดินเข้าไป โยมก็ประหลาดใจแล้วเอ่ยว่า วันนี้อิฉันไม่ได้นิมนต์มานี่เจ้าคะ ท่าเจ้าประคุณจึ่งเอ่ยว่า วันนี้ฉันมาให้ธรรมเป็นทานจ๊ะ เมื่อวันฉันรับจ้างเทศน์จ๊ะ (รับจ้างก็ต้องค้ากำลังจริงไหม เทศน์เยอะเด๋ยวกำไรน้อย) โยมจึงนิมนต์ให้ท่านเข้าเรือนแล้วจัดแจงหาที่นั่งให้ท่านเทศน์ ท่านเจ้าประคุณได้เทศน์ธรรมทานให้โยมได้สมความปรารถนา ไพเราะจับจิตจับใจ เสร็จแล้วท่านก็กลับวัด โยมอิ่มเอิบไปด้วยบุญมาก ซึ่งต่างจากเมื่อวาน จิตใจมีแต่อกุศล แต่วันนี้จิตใจมีแต่กุศลเต็มเปี่ยม

ปล. เรื่องที่เล่านี้ได้เล่าจากความทรงจำ จึงอาจผิดเพี้ยนบ้างขออย่าถือสากันนะ สวัสดี
1



#14 ผู้ใช้ออฟไลน์   ช.ชุตินธโร ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1417
  • สมัคร: 12/09/2007

ตอบ: 16/03/2010 - 08:24

มีอยู่ครั้งหนึ่งขณะที่สมเด็จพุทธจารย์โต ท่านได้เดินทางไปเทศน์ที่บ้านโยมแล้ว ระหว่างเดินทางกลับท่านนั่งอยู่ในเรือ โดยมีลูกศิษย์วัดสองคนติดตามไปด้วยและเป็นผู้ถือเงินปัจจัยกณฑ์เทศน์ที่โยมทำบุญมา เมื่อท่านได้เอนกายลงเพื่อพักผ่อน ลูกศิษย์สองคนนั้นก็เอาเงินปัจจัยมาแบ่งกันแล้วก็เกิดการถกเถียงกันว่านี่ส่วนของเอ็งนี่ส่วนของข้า ท่านเจ้าประคุณก็เดินลุกมาด้านหลังแล้วนั่งยอง ๆ ลง เอ่ยถามขึ้นว่า แล้วส่วนของฉันล่ะจ๊ะ เล่นเอาลูกศิษย์ทั้งสองอับอายก้มหน้าไม่กล้าสบตาท่าน

สมเด็จจะเดินทางทางเรืออยู่เป็นประจำ ครั้งหนึ่งท่านได้เดินทางทางเรือไปกลับชาวบ้านจำนวนหนึ่ง โยมชาวบ้านจะเป็นผู้ช่วยกันแจวเรือ พอมาถึงที่แห่งหนึ่งเกิดการตื้นเขิน ไม่สามารถแจวหรือพายเรือต่อไปได้ เพราะท้องเรือติด ชาวบ้านจึงลงจากเรือ เหลือไว้แต่ท่านเจ้าประคุณสมเด็จโต แต่ยังไม่ทันจะเข็นเรือ ท่านเจ้าประคุณสมเด็จก็ลงจากเรือมาลุยน้ำและช่วยชาวบ้านเข็นด้วย (ท่านกลัวว่าจะทำให้เรือหนักและทำให้ชาวบ้านต้องเปลืองแรง ท่านคิดว่าหากลงจากเรือและช่วยชาวบ้านเข็นจะมีประโยชน์กว่า) เมื่อชาวบ้านเห็นเช่นนั้น ชาวบ้านต่างตะโกนกันเซ็งแซ่ว่า สมเด็จท่านลงมาเข็นเรือ สมเด็จท่านลงมาช่วยเข็นเรือ ท่านเจ้าประคุณสมเด็จท่าน จึงเอ่ยขึ้นว่า ฉันขัวร์โตจ๊ะ ไม่ใช่สมเด็จจ๊ะ สมเด็จอยู่วันดระฆังจ๊ะ เล่นเอาชาวบ้านต่างหัวเราะชอบใจ และมีความสุขกับการเข็ญเรือโดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย (เป็นบุญและเนื้อนาบุญจริง ๆ หนอ สาธุ สาธุ สาธุ)

การโพสต์นี้ได้ถูกแก้ไขโดย ช.ชุตินธโร: 16/03/2010 - 08:32

0



#15 ผู้ใช้ออฟไลน์   boonga ไอคอน

  • ตอบ 100+
  • Pip
  • กลุ่ม: สมาชิกผู้อ่านอย่างเดียว
  • ตอบ: 196
  • สมัคร: 08/09/2009

ตอบ: 16/03/2010 - 08:34

:09:
0



#16 ผู้ใช้ออฟไลน์   ช.ชุตินธโร ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1417
  • สมัคร: 12/09/2007

ตอบ: 17/03/2010 - 20:33

บุคคลผู้สำรวมกายอินทรีย์ และยังจิตให้รู้ ตื่น เบิกบาน ด้วยการดำรงสติปัญญาจนแน่นหนามั่นคง ย่อมเป็นผู้ปลอดภัย และเป็นผู้ปลอดทุกข์

ผู้ขยันหมั่นเพียรหาทรัพย์ย่อมได้ทรัพย์อันเป็นทรัพย์ภายนอก ผู้หมั่นเพียรแสวงหาโมกขธรรม ย่อมได้ธรรมนั้นอันเป็นทรัพย์ภายในแก่ตนเอง บุคคลใดมีทั้งทรัพย์ภายนอกและสามารถต่อยอดให้เกิดเป็นทรัพย์ภายในได้ด้วย ย่อมยังให้ชีวิตและการดำรงชีวิตนั้นสมบูรณ์ด้วยโลกียะสมบัติ และโลกกุตระสมบัติ

ผู้เข้าถึงอริยะสัจจะ ย่อมเป็นอริยะบุคคลได้ในที่สุด

ขอกัลยาณมิตรทั้งหลายจงเจริญด้วย อายุ วรรณะ สุขะ พละ เจริญในศีลในธรรม ไม่ตกเป็นทาสอำนาจกิเลสมารด้วยกันทั้งหมดทุกคนทุกท่านด้วยเถิดเทอญ :99:
0



#17 ผู้ใช้ออฟไลน์   นิลุบล ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1272
  • สมัคร: 11/10/2005

ตอบ: 18/03/2010 - 16:24

สาธุจ้า.. มารับพรจากคุณ ช.ชุตินธโร :38:

*****************
หัวข้อ น่าจะเป็น "..อย่าเปิดโอกาสให้แก่มาร" ไม่ใช่อย่างเปิดโอกาส
คุณครูมาตามตรวจสอบคำถูกผิดค่ะ

การโพสต์นี้ได้ถูกแก้ไขโดย นิลุบล: 18/03/2010 - 16:32

ฟังเทศน์ของท่านผู้ทรงธรรม

http://www.luangta.com/thamma/thamma_talk_text.php?ID=4905&CatID=2
0



#18 ผู้ใช้ออฟไลน์   แตงกวา ไอคอน

  • ตอบ 500+
  • PipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 896
  • สมัคร: 13/01/2008

ตอบ: 18/03/2010 - 21:10

:09: :09: :09:
:33:
0



#19 ผู้ใช้ออฟไลน์   ช.ชุตินธโร ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1417
  • สมัคร: 12/09/2007

ตอบ: 19/03/2010 - 08:12

เมตตาจริงเป็นธรรมค้ำจุนโลก

จะวิ่งโลดมั่นแม่นคุณธรรม

ไม่หุนหันไร้สติจนถลำ

มุ่งกระทำสิ่งดีเกิดตามมา

เมตตาจริงย่อมจริงบริสุทธิ์

จะก่อผุดจิตสดใสทุกเวลา

กรุณาพร้อมเพรียงมิสร่างซา

ช่วยเยียวยาเป็นทานมิหม่นหมอง

มุทิตาก่อเกิดยินดียิ่ง

ทุกทุกสิ่งน้อมนำและตรึกตรอง

ทั้งศีลธรรมหลักชัยตามครรลอง

มิหมายปองหวังชัยจนยุ่งยาก

อุเบกขาเยียวยาไม่หุนหัน

ช่วยแบ่งปันเบาบางกรรมวิบาก

หยุดก่อเหตุก่อกรรมหยุดฉุดลาก

เพียรถางถากเผามารด้วยธรรมเทอญ
0



คำตอบต่อไป: ช.ชุตินธโร - เญย์ ชาน์ - ทองพร พันธุ์สุขวัฒนพันธ์ - ทองพร พันธุ์สุขวัฒนพันธ์ - ช.ชุตินธโร - ช.ชุตินธโร - ทองพร พันธุ์สุขวัฒนพันธ์ - ทองพร พันธุ์สุขวัฒนพันธ์ - ช.ชุตินธโร - ทองพร พันธุ์สุขวัฒนพันธ์ - ช.ชุตินธโร - ช.ชุตินธโร - ประภัสร์ - ช.ชุตินธโร - ช.ชุตินธโร - ช.ชุตินธโร - สีขาว - ทองพร พันธุ์สุขวัฒนพันธ์ - ช.ชุตินธโร - ทองพร พันธุ์สุขวัฒนพันธ์ - ช.ชุตินธโร - ทองพร พันธุ์สุขวัฒนพันธ์ - ช.ชุตินธโร - ช.ชุตินธโร - Jenie Wan - เดินหาธรรม - ช.ชุตินธโร - ช.ชุตินธโร - เดินหาธรรม - ช.ชุตินธโร - ช.ชุตินธโร - ช.ชุตินธโร - ช.ชุตินธโร - ช.ชุตินธโร - ช.ชุตินธโร - sayfa - ช.ชุตินธโร - ช.ชุตินธโร - ช.ชุตินธโร - ช.ชุตินธโร - Hot tea - ช.ชุตินธโร - ช.ชุตินธโร - ช.ชุตินธโร - ช.ชุตินธโร - ทองพร พันธุ์สุขวัฒนพันธ์ - ช.ชุตินธโร - ช.ชุตินธโร - ช.ชุตินธโร - ช.ชุตินธโร -
  • (4 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • 3
  • สุดท้าย »
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • กระทู้นี้ถูกล็อค

1 ผู้ใช้กำลังอ่านกระทู้นี้
0 สมาชิก, 1 ผู้เยี่ยมชม, 0 ผู้ใช้ที่ไม่ระบุชื่อ