ลานธรรมเสวนา: จินตามยปัญญา เป็นปัญญาที่ไม่ทำให้บรรลุธรรมจริงหรือ - ลานธรรมเสวนา

เข้าไปดูเนื้อหา

หน้า 1 จาก 1
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • กระทู้นี้ถูกล็อค

จินตามยปัญญา เป็นปัญญาที่ไม่ทำให้บรรลุธรรมจริงหรือ ให้คะแนนกระทู้: -----

#0 ผู้ใช้ออฟไลน์   ศิรัสพล ไอคอน

  • ตอบ 300+
  • Pip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 334
  • สมัคร: 23/01/2004

ตอบ: 13/11/2009 - 07:10

ต่อไปนี้เป็นเรื่องของ จินตามยปัญญา ที่ได้รวบรวมหลักฐานตามคำสอนของพระพุทธเจ้าที่อธิบายโดยอรรถกถาจารย์ อ่านแล้วโปรดตรองดู เผื่อว่าจะได้เข้าใจถูก หากเข้าใจผิดไป และเข้าใจใหม่กับสิ่งที่เคยเข้าใจว่าถูก โดยเฉพาะในเรื่องของความหมายของภาวนามยปัญญาว่าแท้จริงแล้วมีหลายอย่าง และความหมายดั่งเดิมเป็นอย่างไร กว้างเพียงไร...

เรื่องนี้เก็บงำมานานแสนนาน คลาดเคลื่อนไปตามกาลเวลา แต่หลักฐานยังปรากฏอยู่ โปรดใช้วิจารณญาณและโยนิโสมนสิการกันก่อนนะครับ

********************************************************
จินตามยปัญญา คือ ปัญญาสำเร็จด้วยการคิด
********************************************************

๑. จินตามยปัญญา [ปัญญาสำเร็จด้วยการคิด]
๒. สุตมยปัญญา [ปัญญาสำเร็จด้วยการฟัง]
๓. ภาวนามยปัญญา [ปัญญาสำเร็จด้วยการอบรม]

ที่มา : http://www.84000.org...1&A=4501&Z=7015

*********************************************************
จินตามยปัญญาทำให้สำเร็จญาณเหล่านี้ได้ จากอภิธรรม
********************************************************


[๘๐๔] ในญาณวัตถุหมวดละ ๓ นั้น จินตามยปัญญา เป็นไฉน

ในการงานทั้งหลายที่ต้องน้อมนำไปด้วยปัญญาก็ดี ในศิลปะทั้งหลายที่ต้อง
น้อมนำไปด้วยปัญญาก็ดี ในวิชาทั้งหลายที่ต้องน้อมนำไปด้วยปัญญาก็ดี บุคคลมิ
ได้ฟังจากผู้อื่น ย่อมได้กัมมัสสกตาญาณ หรือย่อมได้สัจจานุโลมิกญาณ* ว่ารูปไม่
เที่ยง ดังนี้บ้าง ว่าเวทนาไม่เที่ยง ดังนี้บ้าง ว่าสัญญาไม่เที่ยง ดังนี้บ้าง ว่าสังขาร
ทั้งหลายไม่เที่ยง ดังนี้บ้าง ว่าวิญญาณไม่เที่ยง ดังนี้บ้าง ย่อมได้อนุโลมิกญาณ
ขันติญาณ ทิฏฐิญาณ รุจิญาณ มุติญาณ เปกขญาณ ธัมมนิชฌานขันติญาณ
อันใด ซึ่งมีลักษณะอย่างนั้น นี้เรียกว่า จินตามยปัญญา


สุตมยปัญญา เป็นไฉน
ในการงานทั้งหลายที่ต้องน้อมนำไปด้วยปัญญาก็ดี ในศิลปะทั้งหลายที่ต้อง
น้อมนำไปด้วยปัญญาก็ดี ในวิชาทั้งหลายที่ต้องน้อมนำไปด้วยปัญญาก็ดี บุคคลได้
ฟังจากผู้อื่นแล้ว จึงได้กัมมัสสกตาญาณ หรือได้สัจจานุโลมิกญาณ ว่ารูปไม่เที่ยง
ดังนี้บ้าง ว่าเวทนาไม่เที่ยง ดังนี้บ้าง ว่าสัญญาไม่เที่ยง ดังนี้บ้าง ว่าสังขารทั้งหลาย
ไม่เที่ยง ดังนี้บ้าง ว่าวิญญาณไม่เที่ยง ดังนี้บ้าง ได้อนุโลมิกญาณ ขันติญาณ
ทิฏฐิญาณ รุจิญาณ มุติญาณ เปกขญาณ ธัมมนิชฌานขันติญาณ อันใด ซึ่งมี
ลักษณะอย่างนั้น นี้เรียกว่า สุตมยปัญญา

ปัญญาของผู้เข้าสมาบัติแม้ทั้งหมด เรียกว่า ภาวนามยปัญญา

ที่มา : http://www.84000.org...ปัญญา

- - - - - - - - - - -
* สัจจานุโลมิกญาณ ปรีชาเป็นไปโดยสมควรแก่การกำหนดรู้อริยสัจจ์,
ญาณอันคล้อยต่อการตรัสรู้อริยสัจจ์;
อนุโลมญาณ ก็เรียก
(ข้อ ๙ ในวิปัสสนาญาณ ๙)

*สมาบัติ = ภาวะสงบประณีตซึ่งพึงเข้าถึง;
สมาบัติมีหลายอย่าง เช่น ฌานสมาบัติ ผลสมาบัติ อนุปุพพวิหารสมาบัติ เป็นต้น
สมาบัติที่กล่าวถึงบ่อยคือ ฌานสมาบัติ กล่าวคือ สมาบัติ ๘ อันได้แก่ รูปฌาน ๔ และอรูปฌาน ๔
ถ้าเพิ่มนิโรธสมาบัติ ต่อท้ายสมาบัติ ๘ นี้ รวมเรียกว่า อนุปุพพวิหารสมาบัติ ๙


*******************************************************************
อรรถกถาอธิบายจินตามยปัญญา ทำให้เกิดกัมมัสกตาญาณ หรือสัจจานุโลมิกญาณ
* หรืออนุโลมิกขันติ ทิฐิ รุจิ มุนี เปกขะ ธัมมนิชเานขันติ ***

*******************************************************************

ในปัญญาที่สำเร็จด้วยความคิดเป็นต้น มีความพิสดารดังต่อไปนี้
ที่ว่าบรรดาปัญญาเหล่านั้น ปัญญาที่สำเร็จด้วยความคิดเป็นไฉน
ในบ่อเกิดของการงานที่น้อมนำเข้าไปด้วยปัญญา หรือในบ่อเกิดของศิลปะที่น้อมนำไปด้วยปัญญา หรือในสถานที่ของวิชาที่น้อมนำเข้าไปด้วยปัญญา บุคคลไม่ได้ฟังมาแต่ผู้อื่น กลับได้กัมมัสกตาญาณ หรือสัจจานุโลมิกญาณ หรืออนุโลมิกขันติ ทิฐิ รุจิ มุนี เปกขะ ธัมมนิชเานขันติ เห็นปานนี้ อันใดว่ารูปไม่เที่ยง ฯลฯ วิญญาณไม่เที่ยง นี้เรียกว่าจินตามยปัญญา.
ในปัญญา ๓ ประการนั้น ปัญญาที่สำเร็จด้วยการฟังเป็นไฉน
ในบ่อเกิดของการงานที่น้อมนำเข้าไปด้วยปัญญา ได้ฟังจากผู้อื่นเท่านั้น จึงกลับได้ ฯลฯ ธัมมนิชฌานขันติ นี้เรียกว่าสุตมยปัญญา.
ในปัญญา ๓ ประการนั้น ปัญญาที่สำเร็จด้วยการเจริญภาวนาเป็นไฉน
ปัญญาแม้ทั้งหมดของผู้เข้าสมาบัติ ชื่อว่าภาวนามยปัญญา.๑๘-

ที่มา : http://www.84000.org..._๓_ข้อ_[๒๒๘]

********************************************************
ความหมายของจินตามยปัญญาจากหนังสือพุทธธรรม
********************************************************


[93] ปัญญา 3 (ความรอบรู้, รู้ทั่ว, เข้าใจ, รู้ซึ้ง — knowledge; understanding)
1. จินตามยปัญญา (ปัญญาเกิดแต่การคิดการพิจารณาหาเหตุผล — wisdom resulting form reflection; knowledge that is thought out)
2. สุตมยปัญญา (ปัญญาเกิดแต่การสดับการเล่าเรียน — wisdom resulting from study; knowledge that is learned from others)
3. ภาวนามยปัญญา (ปัญญาเกิดแต่การฝึกอบรมลงมือปฏิบัติ — wisdom resulting from mental development; knowledge that is gained by development or practice)

ที่มา : http://www.84000.org...
0


หน้า 1 จาก 1
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • กระทู้นี้ถูกล็อค

การตอบอื่นๆต่อกระทู้นี้



#1 ผู้ใช้ออฟไลน์   hoopeem ไอคอน

  • ตอบไม่มาก
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 75
  • สมัคร: 27/07/2008

ตอบ: 13/11/2009 - 08:24

คิดเท่าไรก้อไม่รู้ หยุดคิดถึงรู้ แต่ก้อต้องอาศัยคิด

อันนี้เกี่ยวกันมั้ยครับ
0



#2 ผู้ใช้ออฟไลน์   แสงแห่งวันใหม่ ไอคอน

  • ตอบ 300+
  • Pip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 311
  • สมัคร: 16/01/2008

ตอบ: 13/11/2009 - 08:28

อ้างอิง
คิดเท่าไรก้อไม่รู้ หยุดคิดถึงรู้ แต่ก้อต้องอาศัยคิด

อันนี้เกี่ยวกันมั้ยครับ
จากคุณ : hoopeem


สาธุค่ะ

:12: :12: :12:
0



#3 ผู้ใช้ออฟไลน์   ศิรัสพล ไอคอน

  • ตอบ 300+
  • Pip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 334
  • สมัคร: 23/01/2004

ตอบ: 13/11/2009 - 10:10

อ้างอิง

hoopeem

คิดเท่าไรก้อไม่รู้ หยุดคิดถึงรู้ แต่ก้อต้องอาศัยคิด

อันนี้เกี่ยวกันมั้ยครับ



สาธุครับ ประโยคนี้เป็นคำสอนจากผู้ที่รู้แล้วเห็นแล้ว ผมขอเทียบว่าเกี่ยวกันอย่างไรในกระทู้นะครับ ขอนำพุทธพจน์มาดังนี้

คิดเท่าไรก็ไม่รู้

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงอย่าตรึกถึงอกุศลวิตกอันลามก คือ กาม-
*วิตก พยาบาทวิตก วิหิงสาวิตก ข้อนั้นเพราะเหตุไร? เพราะวิตกเหล่านี้ ไม่ประกอบด้วย
ประโยชน์ ไม่ใช่พรหมจรรย์เบื้องต้น ย่อมไม่เป็นไปเพื่อความหน่าย ความคลายกำหนัด ความ
ดับ ความสงบ ความรู้ยิ่ง ความตรัสรู้ นิพพาน


หยุดคิดถึงรู้ แต่ก้อต้องอาศัยคิด

ก็เมื่อเธอทั้งหลายจะตรึก พึงตรึกว่า นี้ทุกข์ ฯลฯ
นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ข้อนั้นเพราะเหตุไร? เพราะความตรึกเหล่านี้ ประกอบด้วยประโยชน์
เป็นพรหมจรรย์เบื้องต้น ย่อมเป็นไปเพื่อความหน่าย ความคลายกำหนัด ความดับ ความสงบ
ความรู้ยิ่ง ความตรัสรู้ นิพพาน ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะฉะนั้นแหละ เธอทั้งหลาย พึงกระทำ
ความเพียรเพื่อรู้ตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ฯลฯ นี้ทุกขนิโรคามินีปฏิปทา.



ต่อไปพระสูตรฉบับเต็มครับ


พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๙ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๑
สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค

ว่าด้วยการตรึกในอริยสัจ ๔
[๑๖๖๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงอย่าตรึกถึงอกุศลวิตกอันลามก คือ กาม-
*วิตก พยาบาทวิตก วิหิงสาวิตก ข้อนั้นเพราะเหตุไร? เพราะวิตกเหล่านี้ ไม่ประกอบด้วย
ประโยชน์ ไม่ใช่พรหมจรรย์เบื้องต้น ย่อมไม่เป็นไปเพื่อความหน่าย ความคลายกำหนัด ความ
ดับ ความสงบ ความรู้ยิ่ง ความตรัสรู้ นิพพาน ก็เมื่อเธอทั้งหลายจะตรึก พึงตรึกว่า นี้ทุกข์ ฯลฯ
นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ข้อนั้นเพราะเหตุไร? เพราะความตรึกเหล่านี้ ประกอบด้วยประโยชน์
เป็นพรหมจรรย์เบื้องต้น ย่อมเป็นไปเพื่อความหน่าย ความคลายกำหนัด ความดับ ความสงบ
ความรู้ยิ่ง ความตรัสรู้ นิพพาน ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะฉะนั้นแหละ เธอทั้งหลาย พึงกระทำ
ความเพียรเพื่อรู้ตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ฯลฯ นี้ทุกขนิโรคามินีปฏิปทา.
จบ สูตรที่ ๗

http://www.84000.org...ิยสัจ

ขอบคุณที่ร่วมแสดงความคิดเห็นครับ
0



#4 ผู้ใช้ออฟไลน์   วสวัตตี ไอคอน

  • ตอบ 500+
  • PipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 931
  • สมัคร: 19/08/2008

ตอบ: 13/11/2009 - 10:14

เป็นเรื่องของลำดับครับ อาศัยอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้หรอกเพราะพวกเราไม่ใช่
พระปัจเจกพุทธเจ้าหรือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

จำเป็นทั้ง 3 ประการ โดยเริ่มจากขั้นแรกต้องอาศัยปัญญาจากการฟัง สุตมยปัญญา

และพัฒนาไปเป็นปัญญาจากความคิด จินตามยปัญญา

สุดท้ายจะบรรลุธรรมก็ต้องอาศัยของจริง ประสบการณ์จริงจากภาวนามยปัญญา

เหมือนกับเรื่องของสมาธิ ที่ต้องเป็นไปตามลำดับ

อัปปนาสมาธิก็ต้องเริ่มจากขณิกสมาธิ พอเริ่มสงบมากขึ้นก็จะพัฒนาไปเป็นอุปจารสมาธิ

และสุดท้ายจะบรรลุธรรมก็ต้องอาศัยสัมมาสมาธิในมรรค 8 ที่เป็นอัปปนาสมาธิ

ดังมีหลักฐานใน อัฏฐสาลินีอรรถกถา แสดงไว้ว่า

วิปสฺสนานิยาเมน สุกฺขวิปสฺสกสฺส อุปฺปนฺนมคฺโคปิ ปฐมชฺฌานิโก โหติ ฯ

ตามธรรมเนียมของวิปัสสนา มีหลักอยู่ว่า มัคคที่เกิดขึ้นแก่ผู้ที่เจริญวิปัสสนาภาวนา
ล้วน ๆ ก็ย่อมประกอบด้วยปฐมฌาน


http://www.abhidhamo...aphi/p9/104.htm
0



#5 ผู้ใช้ออฟไลน์   น้องบู ไอคอน

  • ตอบ 2000+
  • PipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 2713
  • สมัคร: 25/03/2008

ตอบ: 13/11/2009 - 10:31

เห็นด้วยกับคุณ วสวัตตี ครับ :09:

"เป็นเรื่องของลำดับครับ อาศัยอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้หรอกเพราะพวกเราไม่ใช่
พระปัจเจกพุทธเจ้าหรือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

จำเป็นทั้ง 3 ประการ โดยเริ่มจากขั้นแรกต้องอาศัยปัญญาจากการฟัง สุตมยปัญญา

และพัฒนาไปเป็นปัญญาจากความคิด จินตามยปัญญา

สุดท้ายจะบรรลุธรรมก็ต้องอาศัยของจริง ประสบการณ์จริงจากภาวนามยปัญญา"



:02:
"สิ่งทั้งหลายมีแต่ธรรม มีแต่อนัตตา ขนาดนิพพานยังอนัตตาเลย อัตตาไม่มี เข้าใจอะไรกันผิดหรือเปล่า"
"ทิฐิต่าง ๆ มีได้เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย"
0



#6 ผู้ใช้ออฟไลน์   ศิรัสพล ไอคอน

  • ตอบ 300+
  • Pip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 334
  • สมัคร: 23/01/2004

ตอบ: 13/11/2009 - 10:57

ถึงคุณ วสวัตตี ความเห็นที่ ๕

ขอบคุณที่ร่วมแสดงความคิดเห็นนะครับ

จากเนื้อความที่ผมได้นำมาลงไปให้อ่านนั้น หากพิจารณาดูให้ถ่วนถี่แล้ว จะเห็นว่าพระอรรถกถาจารย์ท่านจะมุ่งหมายให้เห็นว่าปัญญา ๓ อย่างนี้ แต่ละอย่างสามารถทำให้เกิดการบรรลุธรรมได้หรือไม่ ซึ่งเราก็จะเห็นแล้วว่า จินตมยปัญญา และสุตตมยปัญญาก็สามารถทำให้บรรลุธรรมได้

ซึ่งทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่า ผู้บรรลุธรรมจะมีแต่เพียงปัญญาอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น แต่แสดงให้เห็นถึงที่มาของปัญญาว่ามาจากการตรัสรู้ด้วยตนเองไม่มีใครสอน หรือฟังจากผู้อื่นมาก่อนแล้วจึงบรรลุตรงนี้จะสังเกตได้

สำหรับผู้บรรลุธรรม ผมเห็นว่าจะต้องมีปัญญาครบทั้ง ๓ อย่าง เช่นกันครับ
0



#7 ผู้ใช้ออนไลน์   เฉลิมศักดิ์ ไอคอน

  • ตอบ 6000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 6240
  • สมัคร: 26/01/2004

ตอบ: 14/11/2009 - 05:25

ผมได้รวบรวมเรื่องของปัญญา ไว้ที่กระทู้

http://larndham.net/...=4&#entry615774


ปัญญา ๓

ฉะนั้นในตอนนี้จึงจะขอทำความเข้าใจกันในเรื่องของปัญญากันอีกหน่อยก่อนว่า ปัญญานั้นมี ๓ อย่างหรือ ๓ ขั้น คือ
๑. สุตมยปัญญา
๒. จินตามยปัญญา
๓. ภาวนามยปัญญา
และในปัญญาทั้ง ๓ นี้ต้องเป็นปัจจัยซึ่งกันละกัน สุตมยปัญญานั้นเป็นปัญญาที่เกิดจากศึกษา คือมาจากการได้ยินได้ฟัง เป็นต้น และมีความเข้าใจถูกในเรื่องราวนั้น ๆ จินตามยปัญญานั้นก็คือ มีโยนิโสมนสิการ คือมีความเข้าใจในเวลาที่ทำการงาน หรือเวลาที่ปฏิบัติเป็นต้น ถ้าไม่มีความเข้าใจหรือไม่มีโยนิโสให้ถูกต้องแล้ว ก็จะทำถูกหรือให้สำเร็จผลที่ดีนั้นไม่ได้ ส่วนภาวนามยปัญญานั้น เป็นความรู้ที่เกิดจากการปฏิบัติ คือการเข้าไปทำการพิสูจน์จนได้ความจริงของวัตถุที่ถูกพิสูจน์นั้น ความรู้ในขั้นนี้เป็นความรู้ถูกต้องและแน่นอนที่สุด เพราะเป็นความรู้ที่ได้มาจากที่ตนได้เข้าไปพิสูจน์มาแล้วด้วยตนเอง ความรู้ขั้นนี้เองที่เรียกว่า “ วิปัสสนาปัญญา” จึงจะทำลายความเห็นที่เข้าใจว่ามีตนหรือเป็นตนนั้นได้ ดังเช่นทิฏฐิวิสุทธิที่เรากำลังพูดกันอยู่นี้ ก็ต้องเข้าถึงปัญญาขั้นภาวนานี้จึงจะเข้าถึงทิฏฐิวิสุทธิได้

0



#8 ผู้ใช้ออนไลน์   เฉลิมศักดิ์ ไอคอน

  • ตอบ 6000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 6240
  • สมัคร: 26/01/2004

ตอบ: 14/11/2009 - 05:41

อ้างอิง
ความคิดเห็นที่ 5 : (น้องบู)

เห็นด้วยกับคุณ วสวัตตี ครับ 

"เป็นเรื่องของลำดับครับ อาศัยอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้หรอกเพราะพวกเราไม่ใช่
พระปัจเจกพุทธเจ้าหรือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

จำเป็นทั้ง 3 ประการ โดยเริ่มจากขั้นแรกต้องอาศัยปัญญาจากการฟัง สุตมยปัญญา

และพัฒนาไปเป็นปัญญาจากความคิด จินตามยปัญญา

สุดท้ายจะบรรลุธรรมก็ต้องอาศัยของจริง ประสบการณ์จริงจากภาวนามยปัญญา"


จากความเห็นของคุณน้องบู จินตามยปัญญา อีกนัยยะหนึ่ง หมายถึง ปัญญาจากการคิดตามแล้วรู้สึกว่าเข้าใจ หมดสงสัย ซึ่งเกิดได้กับ พระพุทธเจ้า ที่ไม่ต้องอาศัย สุตมยปัญญา จากกระทู้


" จิ น ต า ม ย ปั ญ ญ า " !
ปัญญาของพระพุทธเจ้าที่ชาวพุทธควรเข้าใจให้ถูกต้อง
http://larndham.net/...opic=25283&st=0


ความหมายของคำว่า " จินตามยปัญญา " ที่พุทธศาสนิกชนนิยมใช้กันในปัจจุบัน
มักจะมีความเข้าใจกันว่า

" จินตามยปัญญา เป็น ปัญญาจากการคิดตามแล้วรู้สึกว่าเข้าใจ หมดสงสัย "

แต่โดยความหมายที่แท้จริง ของ "จินตามยปัญญา"

" จินตามยปัญญา " หมายถึง ปัญญาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และ ปัญญาของพระ
ปัจเจกพุทธเจ้า อันเป็นปัญญาที่เกิดจากการตรัสรู้ดีโดย
ชอบได้โดยพระองค์เอง ไม่ต้องอาศัยการสดับฟังคำ
สั่งสอนจากผู้อื่น

โดย สภาวะปรมัตถ์ หมายถึง ปัญญา ที่ประกอบกับ อรหัตตมรรคจิต รูปฌานกริยาจิต
อรูปฌานกริยาจิต และ มหากริยาจิต
ของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า และ พระปัจเจกพุทธเจ้า
เท่านั้น

ส่วน ปัญญาจากการคิดตามแล้วรู้สึกว่าเข้าใจ หมดสงสัย เรียกว่า "สุตมยปัญญา"

ดังนั้น

ท่านทั้งหลายพึงทราบเถิด ! ว่า
ในปัญญา ๓ อย่าง คือ สุตมยปัญญา ๑ จินตามยปัญญา ๑ ภาวนามยปัญญา ๑

จินตามยปัญญา เป็นปัญญาของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า และ พระปัจเจกพุทธเจ้า เท่านั้น
บุคคลผู้มิใช่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า และ พระปัจเจกพุทธเจ้า
ไม่สามารถมี " จินตามยปัญญา " ได้
คงมีแต่
สุตมยปัญญา และ ภาวนามยปัญญา ที่บังเกิดขึ้นได้เท่านั้น

กล่าวคือ
1.จินตามยปัญญา ที่ใช้กันอยู่ ไม่ใช่ จินตามยปัญญาจริง ๆ แต่เป็น สุตมยปัญญา
2.จินตามยปัญญา ที่ใช้กันอยู่ เป็นจินตามยปัญญาที่ใช้กันโดยสมมติตามโวหารของ
ชาวโลกเท่านั้น ไม่ใช่ จินตามยปัญญา แท้ !
3. บุคคลผู้จักปฏิญาณตนว่า เป็นผู้มี "จินตามยปัญญา" บุคคลผู้นั้นต้องเป็น
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือ พระปัจเจกพุทธเจ้า เท่านั้น


----------------------------------------------------------------

http://larndham.net/...pic=25283&st=68

คำว่า ปรโต อสุตฺวา ปฏิลภติ (แปลว่า บุคคลมิได้ฟังจากผู้อื่น
ย่อมได้...) ได้แก่ มิได้ฟังคำแนะนำของผู้อื่น คิดอยู่เองนั่นแหละ ย่อมได้...
คำว่า อยํ วุจฺจติ (แปลว่า นี้เรียกว่า) ได้แก่ ปัญญานี้ พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าตรัสเรียกว่า จินตามยปัญญา.
ก็จินตามยปัญญานั้น ย่อมไม่เกิดแก่บุคคลพวกใดพวกหนึ่ง
ย่อมเกิดขึ้นแก่พระมหาสัตว์ทั้งหลาย ผู้รู้ยิ่งเท่านั้น.
สัจจานุโลมิกญาณแม้ในที่นี้ ก็ย่อมเกิดแก่พระโพธิสัตว์ทั้ง
สอง (ทฺวินฺนํเยว โพธิสตฺตานํ) เท่านั้น.
ปัญญาที่เหลือ บัณฑิตพึงทราบว่า ย่อมเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้มีปัญญา
มากแม้ทั้งหมดซึ่งมีบารมีเต็มแล้ว.

0



#9 ผู้ใช้ออนไลน์   เฉลิมศักดิ์ ไอคอน

  • ตอบ 6000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 6240
  • สมัคร: 26/01/2004

ตอบ: 14/11/2009 - 05:50

อ้างอิง
จากเนื้อความที่ผมได้นำมาลงไปให้อ่านนั้น หากพิจารณาดูให้ถ่วนถี่แล้ว จะเห็นว่าพระอรรถกถาจารย์ท่านจะมุ่งหมายให้เห็นว่าปัญญา ๓ อย่างนี้ แต่ละอย่างสามารถทำให้เกิดการบรรลุธรรมได้หรือไม่ ซึ่งเราก็จะเห็นแล้วว่า จินตมยปัญญา และสุตตมยปัญญาก็สามารถทำให้บรรลุธรรมได้

ซึ่งทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่า ผู้บรรลุธรรมจะมีแต่เพียงปัญญาอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น แต่แสดงให้เห็นถึงที่มาของปัญญาว่ามาจากการตรัสรู้ด้วยตนเองไม่มีใครสอน หรือฟังจากผู้อื่นมาก่อนแล้วจึงบรรลุตรงนี้จะสังเกตได้

สำหรับผู้บรรลุธรรม ผมเห็นว่าจะต้องมีปัญญาครบทั้ง ๓ อย่าง เช่นกันครับ
จากคุณ : ศิรัสพล


จินตามยปัญญา นั้นคู่ควรกับผู้มีบารมีเต็มแล้ว จึงไม่อาศัย สุตามยปัญญา

ส่วนปุถุชนอย่างพวกเรา คงต้องอาศัย สุตามยปัญญา จาก กัลยาณมิตร , ครูบาอาจารย์ ผู้ทรงพระไตรปิฏก

แล้วมุ่งปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ให้เกิด ภาวยามยปัญญา ขั้นต่าง ๆ

สมถะ - วิปัสสนา
http://larndham.net/...=2&#entry369546

ชีวิตจะยุติการเกิดได้อย่างไร ?
http://larndham.net/...opic=19097&st=2
0



คำตอบต่อไป: ไม่มี
หน้า 1 จาก 1
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • กระทู้นี้ถูกล็อค

1 ผู้ใช้กำลังอ่านกระทู้นี้
0 สมาชิก, 1 ผู้เยี่ยมชม, 0 ผู้ใช้ที่ไม่ระบุชื่อ